ประเภทวงดนตรีไทยและดนตรีตะวนั ตก จัดทําโดย 1. นายโชตวิ ัฒน ขายมา น รหัสนกั ศึกษา 64003341047 2. นายสมชาย ฉายชูผล รหัสนกั ศึกษา 64003341046 เสนอ ผศ. จริ ศักด์ิ จติ ตบตุ ร รายงานฉบบั นเ้ี ปน สวนหนึ่งของการเรยี น วชิ าศิลปะดนตรีกับชีวติ สาขาวิชานเิ ทศศาสตรดิจทิ ลั มหาวิทยาลัยราชภฏั ราชนครินทร ภาคการศึกษาปท ่ี 1 ปการศกึ ษา 2564
046 นายสมชาย ฉายชผู ล 047 นายโชตวิ ฒั น ขา ยมาน ชาย ฉายชผู ล
ก คาํ นํา รายงานเลม น้ีจดั ทาํ ขึ้นเพ่อื เปน สว นหนึ่งของวิชาศิลปะดนตรีกับชีวิต ภาคการศึกษาที่ 1 ปการศึกษา 2564 เพื่อใหนักศึกษาได คนควา หาความรูในเร่ือง ประเภทวงดนตรีไทยและวงดนตรีสากล (ตะวันตก) เน่อื งจากดนตรนี ้ันสามารถนําไปเปนพ้ืนฐานในการสรางอารมณ ดนตรีบางประเภทถูกนําไปใชในการเผยแพร ความเปนอันหน่ึงอันเดียวกันของกลุมคนหรือเชื้อชาติ บางคร้ังมนุษยเราใชดนตรีเปนเครื่องมือในการแยก ประเภทของมนุษยอ อกเปนกลุม ๆ การใชดนตรีเหลาน้ีมีส่ิงหน่ึงที่เหมือนกัน คือ ใชดนตรีเปนสวนประกอบใน การทาํ รวมกับกิจกรรมนั้น ๆ คณะผจู ัดทาํ จึงไดร วบรวมขอมูลเกยี่ วกับวงดนตรีไทยและวงดนตรีสากล (ตะวนั ตก) ไวสาํ หรับใหผ ทู ส่ี นใจเขามาศกึ ษาขอมลู ตา ง ๆ ซ่ึงจะมีทั้งประเภทและชนิดของวงดนตรีไทยวงดนตรีสากล โดย อธบิ ายความแตกตางของแตละชนดิ และประเภทวงดนตรีไวโดยสังเขป พรอมรูปภาพประกอบใหเห็นภาพมาก ยง่ิ ขึ้น คณะผจู ดั ทาํ หวงั วา รายงานฉบับน้จี ะใหค วามรู และเปนประโยชนแ กนกั เรียน นิสิต นักศึกษา และผูท่ี สนใจทุก ๆ ทา นที่กาํ ลงั หาขอ มลู เร่อื งน้อี ยูหากมีขอแนะนําหรอื ขอ ผดิ พลาดประการใด คณะผจู ดั ทาํ ขอนอ มรบั ไว และขออภัยมา ณ ทน่ี ดี้ ว ย คณะผจู ดั ทํา 1 กันยายน 2564
สารบัญ ข เร่อื ง หนา คาํ นาํ ก ข สารบญั 1 ความหมายวงดนตรไี ทย 1 ประเภทของวงดนตรีไทย 1 6 วงดนตรีไทย 8 วงเคร่อื งสาย 11 วงมโหรี 11 11 วงดนตรีสากล 11 ความหมายวงดนตรสี ากล(ตะวันตก) 15 ประเภทของวงดนตรสี ากล 16 16 วงแชมเบอรมวิ สคิ 17 วงซมิ โฟนี ออรเ คสตรา 18 วงปอ ปปลู ามิวสิค 19 20 วงคอมโบ 20 วงชารโด 21 วงดนตรีแจส วงโยธวาทติ แตรวง วงเพอรก สั ชั่น บรรณานกุ รม
วงดนตรไี ทย วงดนตรไี ทย คือ การประกอบเคร่ืองเลน ดนตรไี ทยตางๆ เพอ่ื บรรเลงเนื้อเพลงและทาํ นองออกมา ซงึ่ การจะเปน วงดนตรีไทยนั้นจะตองมี เครื่องดนตรีไทย เทานั้น โดยเครื่องดนตรีไทยก็สามารถแบงออกเปน 4 ชนิด ตาม รูปแบบของการกาํ เนิดเสยี ง ไดแก ดีด สี ตี เปา 1. เครือ่ งดดี จะใชน ้ิวมือ หรอื สิง่ อื่นใด ดดี ไปท่สี ายของเครอ่ื งดนตรีเพือ่ ทาํ ใหเ กิดเสยี ง ไดแก จะเข พณิ 2. เคร่ืองสี จะใชเสนหางมารวมกันหลายๆเสนในการสีไปสีสายของเคร่ืองดนตรี อาทิ ซอดวง ซออู ซอสามสาย 3. เครื่องตี ใชม อื หรอื ไมต ีไปทเี่ ครื่องดนตรีเพ่อื ทําใหเกิดเสียงข้นึ ไดแ ก ระนาดเอก ระนาดทุม ฆอ งโหมง ฆอ งวง ฉาบ กลองทัด โทน ราํ มะนา 4. เครื่องเปา ใชการเปาลมเขาไปท่ีเคร่อื งดนตรีเพื่อทําใหเกิดเสียง ไดแก ขลุย ป ซ่ึงสามารถแบงชนิด แยกยอ ยออกเปน อกี หลายรปู แบบตามลกั ษณะเฉพาะของแตละชนิด ประเภทของวงดนตรีไทย วงดนตรีไทยในปจจุบันไดจัดรปู แบบการบรรเลงมีความเปนระเบียบแบบแผน มีมาตรฐานถูกตองตาม หลักการประสมวง มีการพัฒนารูปแบบการบรรเลงเปนระยะ ซ่ึงแบงไดเปน ๓ ประเภท คือวงดนตรีไทย วงเครื่องสาย และวงมโหรี 1. วงดนตรีไทย เชน วงปพ าทย วงเครอื่ งสาย วงมโหรี วงดนตรีไทยในปจจุบันมีการจัดรูปแบบ และมีระเบียบแบบแผน มีมาตรฐานถูกตองตามหลักการ ประสมวง ซ่ึงแบงออกเปน 3ประเภท ไดแ ก วงปพ าทย, วงเครอ่ื งสาย, วงมโหรี 1.1วงปพ าทย 1.1.1) วงปพาทยไมแขง็ ใชบ รรเลงในงานพระราชพิธีและพิธีกรรมของประชาชน ตลอดจนใชบรรเลงประกอบการ แสดง โขน หนังใหญ ละครนอก ละครใน หนุ กระบอก เปนตน - วงปพ าทยเ คร่ืองหา (ปใน ระนาดเอก ฆอ งวงใหญ ตะโพน กลองทัด ฉ่ิง)
-2- - วงปพาทยเครื่องคู (ปใน ปนอก ระนาดเอก ระนาดทุม ฆองวงใหญ ฆองวงเล็ก ตะโพน กลองทดั ฉ่งิ ฉาบเลก็ ฉาบใหญ กรับ โหมง) - วงปพ าทยเ คร่อื งใหญ (ปใ น ปนอก ระนาดเอก ระนาดทุม ระนาดเหล็ก ระนาดทุมเหล็ก ฆองวงใหญ ฆองวงเลก็ ตะโพน กลองทดั ฉิ่ง ฉาบเล็ก ฉาบใหญ กรบั โหมง) 1.1.2) วงปพาทยเ สภา ใชบรรเลงและขับรอ งในการแสดงเสภา ซึง่ มีการพฒั นามาจากนิทานคํากลอน การประสมวง ปพาทยเ สภา มพี ้ืนฐานมาจากวงปพ าทยไมแ ข็งโดยมกี ารนําเอาลูกเปง มาง(กลองสองหนา 1 ลูกมาตีแทนตะโพน และกลองทัด (ปใน ปน อก ระนาดเอก ระนาดทมุ ฆองวงใหญ ฆอ งวงเล็ก กลองสองหนา ฉ่ิง ฉาบเล็ก ฉาบใหญ กรบั โหมง )
-3- 1.1.3) วงปพาทยไมน วม มโี ครงสรางเหมอื นกบั วงปพ าทยไมแขง็ โดยใชไ มนวมตรี ะนาดเอก ใชขลยุ เพียงออแทนปนอก และปในและเพ่มิ ซออู 1 คัน เพอื่ ใหไ ดเ สยี งท่ีนุมนวลกวา วงปพาทยไ มแข็ง 1.1.4) วงปพาทยนางหงส วงปพ าทยนางหงส เดมิ เปนวงทใี่ ชบรรเลงในงานศพของสามัญชน ตอมาไดนํามาบรรเลงใน งานสวดพระอภธิ รรมศพเจา นาย และใชใ นตอนถวายพระเพลงิ พระบรมศพ พระศพ เม่อื ครัง้ งานพระบรมศพของ สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระประสงคใหนํา วงปพ าทยนางหงส ของกรมศลิ ปากรมาประโคมย่ํายาม ตอจากวงประโคมของงานเคร่ืองสูง สํานักพระราชวัง จึงนับเปน ครง้ั แรกท่ไี ดนาํ วงปพ าทยน างหงสม าใชใ นงานพระบรมศพดว ย ช่ือเรียกของวงดนตรีวงนี้เรียกตามช่ือ เพลงทนี่ ิยมนํามาบรรเลงประโคมในงาน คือเพลงนางหงส โดยจะใชบรรเลงในงานอวมงคลเทาน้ัน ปจจุบันไม คอ ยเปนทน่ี ยิ ม จงึ หนั มาใชวงปพาทยม อญแทน
-4- 1.1.5) วงปพ าทยดึกดาํ บรรพ วงปพ าทยดึกดําบรรพไดแนวคิดมาจากการแสดงโอเปราของชาวยุโรป มีรูปแบบการแสดง ทปี่ ระณีตและแสดงตามแนวละครใน ตวั แสดงดําเนนิ เรื่องดวยการรอง มีฉากแสดงที่สมจริงนอกจากนี้ยังมีการ บรรเลงโหมโรง (Overture) เลา เร่ืองกอนการแสดง เครือ่ งดนตรที ี่ใชใ นวงปพาทยดึกดําบรรพ จะใชเคร่ืองดนตรีท่ีมีเสียงไมแข็งกราวเพราะการ แสดงจะแสดงภายในโรงเรือนเพ่ือไมใหเสียงดังกองเกินไป จึงมีการเปลี่ยนไมระนาดไปใชไมนวม และใช ขลุยเพยี งออแทนปใ น และปน อก (ระนาดเอก ระนาดทุม ระนาดทมุ เหล็ก ฆอ งวงใหญ ซออู ขลุยเพียงออ ขลุยอู ตะโพน วงฆอ งชัย และฉ่ิง) 1.1.6) วงปพาทยมอญ เปนวงดนตรีไทยท่ีนําเอาเครื่องดนตรีมอญมาประสมกับวงปพาทยไมแข็ง โดยสามารถใช บรรเลงไดในทกุ โอกาส ทง้ั งานมงคลหรืองานอวมงคล วงปพาทยมอญน้ันเดิมนิยมใชในกิจกรรมตางๆของชาวมอญ และใชน กั ดนตรีชาวมอญ ตอ มานักดนตรีไทยไดศ กึ ษาเก่ียวกบดนตรแี ละบทเพลงมอญจงึ ไดนําเครื่องดนตรีมอญ มาประสมตามหลักการประสมวงวงปพาทยไ มแข็ง วงปพาทยม อญมี 3 ขนาด - วงปพ าทยมอญเครอื่ งหา ประกอบดวย ปม อญ ระนาดเอก ฆอ งมอญ ตะโพนมอญ เปง มางคอก และเครอ่ื งกาํ กบั จงั หวะ ไดแ ก ฉง่ิ ฉาบ โหมง
-5- - วงปพ าทยม อญเครือ่ งคู มีลกั ษณะเดยี วกบั วงปพาทยมอญเคร่ืองหา แตเพ่ิมระนาดทุมและ ฆองมอญวงเล็ก - วงปพาทยม อญเครื่องใหญ มลี ักษณะเดยี วกับวงปพ าทยม อญเครอ่ื งคู แตเ พม่ิ ระนาดเอกเหลก็ และระนาดทุมเหลก็ ปจจุบนั วงปพ าทยม อญไดร ับความนยิ มอยางมาก โดยเฉพาะการนําไปประโคมงานศพ หรือ การแสดงลิเก
-6- 2. วงเครอ่ื งสาย วงเครื่องสายเกิดข้ึนในสมัยอยุธยา ซ่ึงมีเครือ่ งสี คอื ซอ เครอ่ื งดดี คอื จะเข และ กระจบั ป ผสมในวง ปจจุบันวงเครื่องสายมี 4 แบบ คือ 2.1 วงเครอ่ื งสายไทยเครือ่ งเดี่ยว เปน วงเครอื่ งสายทมี่ ีเครอ่ื งดนตรีผสมเพยี งอยา งละ 1 ชน้ิ เรยี กอีกอยางหนง่ึ วา วงเคร่อื งสายไทย วงเล็ก เคร่ืองดนตรีที่ผสมอยูในวงเคร่ืองสายไทยเครื่องเด่ียวน้ี นับวาเปนสิ่งสําคัญและถือเปนหลักของ วงเครอ่ื งสายไทยทจี่ ะขาดสงิ่ หนง่ึ สงิ่ ใดเสยี มไิ ด เพราะแตละสิ่งลว นดาํ เนินทํานองและมีหนา ท่ตี าง ๆ กนั เมื่อผสม เปนวงข้ึนแลว เสยี งและหนาที่ของเคร่ืองดนตรแี ตละอยา งกจ็ ะประสมประสานกันเปนอันดี เครื่องดนตรีท่ีผสม อยใู นวงเคร่ืองสายไทยเคร่อื งเด่ยี วซึง่ ถอื เปนหลักคอื ซอดวง ซออู จะเข ขลุยเพยี งออ โทน รํามะนา และฉ่งิ 2.2 วงเครอ่ื งสายไทยเครื่องคู คําวา เคร่ืองคู ยอมมีความหมายชัดเจนแลววาเปนอยางละ 2 ช้ิน แตสําหรับการผสมวงดนตรี จะตองพิจารณาใครครวญถึงเสียงของเครื่องดนตรีที่จะผสมกันนั้น วาจะบังเกิดความไพเราะหรือไมอีกดวย เพราะฉะน้นั วงเครือ่ งสายไทยเคร่อื งคู จึงเพ่มิ เครื่องดนตรใี นวงเครือ่ งสายไทยเคร่ืองเด่ียวข้ึนเปน 2 ช้ิน แตเพียง บางชนิด คือซอดวง 2 คัน ซออู 2 คนั จะเข 2 ตวั ขลยุ เพียงออ ขลยุ หลิบ โทน รํามะนา ฉิ่ง ฉาบเล็ก และโหมง ตั้งแตโบราณมา วงเครอื่ งสายไทยมอี ยางมากกเ็ พยี งเครื่องคูดงั กลา วแลวเทา นั้น ในสมัยหลังไดมีผูคิดผสมวงเปน วงเครือ่ งสายไทยวงใหญขน้ึ โดยเพิม่ เคร่ืองบรรเลงจําพวกดาํ เนินทํานอง เชน ซอดวง ซออู และขลุย ข้ึนเปนอยา ง ละ 3 ชน้ิ บาง 4 ชิ้นบาง การจะผสมเคร่ืองดนตรีชนิดใดเขามาในวงนั้นยอมกระทําไดถาหากเคร่ืองดนตรีน้ันมี เสยี งเหมาะสมกลมกลืนกบั เครอ่ื งอื่น ๆ
-7- 2.3 วงเครื่องสายผสม เปนวงเครือ่ งสายท่ีนาํ เอาเคร่อื งดนตรีตา งชาติเขามารวมบรรเลงกับเคร่ืองสายไทย การเรียกช่ือ วงเครื่องสายผสมน้ันนิยมเรียกตามช่ือของเครื่องดนตรีตางชาติ ท่ีนําเขามารวมบรรเลงในวง เชน นําเอาขิม มารว มบรรเลงกบั ซอดว ง ซออู ขลยุ และเคร่อื งกาํ กับจังหวะตา ง ๆ แทนจะเข ก็เรียกวา \"วงเครื่องสายผสมขิม\" หรือนําเอาออรแกนหรือไวโอลินมารวมบรรเลงดวยก็เรียกวา \"วงเคร่ืองสายผสมออรแกน\" หรือ \"วงเคร่ืองสาย ผสมไวโอลนิ \" เคร่ืองดนตรีตางชาติที่นิยมนํามาบรรเลงเปนวงเคร่ืองสายผสมนั้นมีมากมายหลายชนิด เชน ขิม ไวโอลนิ ออรแ กน เปยโน แอกคอรเ ดียน กูเจงิ เปนตน 1.4 วงเครื่องสายปช วา เปนวงเคร่ืองสายไทยทั้งวงบรรเลงประสมกับวงกลองแขก โดยไมใชโทนและรํามะนา และใช ขลยุ หลบี แทนขลุยเพยี งออเพ่อื ใหเสียงเขา กบั ปช วาไดดี เดิมเรียกวา วงกลองแขกเครื่องใหญ การบรรเลงเครื่องสายปช วานนั้ นกั ดนตรีจะตองมีไหวพริบและความเชยี่ วชาญในการบรรเลงเปน พเิ ศษ โดยเฉพาะฉิง่ กาํ กับจงั หวะจะตอ งเปน คนท่มี ีสมาธิดีท่ีสุดจึงจะบรรเลงไดอ ยางไพเราะ เพลงท่ีวงเคร่ืองสาย ปช วานยิ มใชบรรเลงเปน เพลงโหมโรง ไดแ ก เพลงเร่ืองชมสมุทร เพลงโฉลก เพลงเกาะ เพลงระกาํ เพลงสะระหมา แลว ออกเพลงแปลง เพลงออกภาษา แลวกลบั มาออกเพลงแปลงอกี คร้ังหนง่ึ
-8- 3. วงมโหรี วงมโหรีเปน การรวมกันของเครอ่ื งดนตรที ุกตระกูล คอื ดดี สี ตี และเปา มารวมอยูในวงเดียวกัน ไดอ ยา งลงตวั ละเอยี ดออน และละเมียดละไม มีแนวทางการบรรเลงท่ีนมุ นวล ไพเราะ นยิ มใชบ รรเลงในพิธีการ ทศี่ ักดส์ิ ทิ ธิและเปน มงคลตา ง ๆ วงมโหรีนั้นเดิมคงเปนของผูชายเลน แตตอมาคนทั่วไปเกิดชอบฟงกันแพรหลายท่ัวไป ผูมี บรรดาศักดซิ์ ึ่งมีบรวิ ารมากจงึ หดั ใหผหู ญงิ เลนมโหรบี า ง หลงั จากน้ันมโหรกี ก็ ลายเปน ของผูห ญิง ดังจะพบไดต าม งานจิตรกรรม ประตมิ ากรรมในศลิ ปะสมัยอยุธยามักเขียนหรอื แกะสลกั เปน ภาพสตรกี ําลังบรรเลงเคร่ืองดนตรีท่ี นาจะเปนวงมโหรี 1.1 วงมโหรสี มยั โบราณ (มโหรเี ครอื่ งส่ี) มผี ูบรรเลงเพียง ๔ คน เทาน้นั คือ คนสีซอสามสาย คนดีดพิณ (กระจับป) คนตีทับ (โทน) และ คนรองซึ่งตีกรบั พวงดวย เคร่ืองดนตรีทท่ี ําหนาทีด่ ําเนินทํานอง คือ ซอสามสายกับพิณหรือกระจับป ทับ ซ่ึงใน สมัยปจ จบุ นั เรยี กวา โทน ทาํ หนาทก่ี ํากบั จงั หวะหนา ทบั เพ่ือใหรูประโยคและทํานองเพลง สวนกรับพวงท่ีคน รองตีนั้นกาํ กบั จงั หวะยอย 1.2 วงมโหรีเครื่องหก ตอ มาวงมโหรไี ดเ พิม่ เติมเครอ่ื งดนตรีข้นึ มาอีก ๒ อยาง และเปลีย่ นแปลงไปอยางหน่งึ เปนวงมโหรี เคร่ืองหก เพราะมผี ูบรรเลง ๖ คน คอื ซอสามสาย พิณหรอื กระจับป ทับหรือโทน ราํ มะนา (เพ่ิมใหม) ตสี อดสลบั กบั โทนหรอื ทับ ขลุย (เพิ่มใหม) ชวยดําเนนิ ทาํ นองเพลง และกรับพวงของเดิมเปลี่ยนมาเปน ฉิง่
-9- 3.3 วงมโหรวี งเลก็ วงมโหรไี ดม ีววิ ัฒนาการเพม่ิ เตมิ เปลี่ยนแปลงมาโดยลาํ ดับ คร้ังแรกไดเพม่ิ ฆองวงกับระนาดเอก ตอมาจึงไดเพิ่มซอดวง ซออู และขลุย นําจะเขมาแทนพิณหรือกระจับป ซึ่งนับเปนวงมโหรีวงเล็กที่ใชอยูใน ปจจุบนั น้สี วนหนาท่ใี นการบรรเลงก็เปน ดังน้ี ซอสามสาย บรรเลงเปนเสียงยาวโหยหวนบาง เก็บถ่ี ๆ บางตาม ทํานองเพลง และเปน ผคู ลอเสยี งรอ งดวย 3.4 วงมโหรเี ครอื่ งคู -8- ในสมัยรัชกาลท่ี ๓ วงปพ าทยไ ดเพมิ่ ระนาดทมุ กบั ฆองวงเล็กกลายเปน วงปพาทยเคร่ืองคู วงมโหรี ก็เพ่ิมระนาดทุมกับฆองวงเล็กบาง ทงั้ เพมิ่ ซอดว ง ซออู ข้นึ เปนอยา งละ ๒ คันจะเขเพิ่มเปน ๒ ตัว ขลุยน้ันเดิมมี แตขลุยเพียงออก็เพิ่มขลุยหลิบ เหมือนในวงเคร่ืองสาย สวนซอสามสายก็เพ่ิมซอสามสาย อีก ๑ คัน เคร่ือง ประกอบจงั หวะคงเดมิ เรียกวา วงมโหรเี ครือ่ งคู 3.5 วงมโหรเี ครื่องใหญ
-10- ถงึ สมัยรชั กาลที่ ๔ วงปพาทยไ ดเพิ่มระนาดทุมกับระนาดเอกเหล็กข้ึนอีก ๒ ราง กลายเปนวงป พาทยเ คร่ืองใหญ มโหรีจงึ เลียนแบบ โดยเพ่ิมระนาดทมุ เหล็กขึ้นบาง สวนระนาดเอกเหล็กน้ันเปลี่ยนเปนสราง ลูกระนาดดวยทองเหลือง เพราะเทียบใหเ สยี งสูงไพเราะกวาเหลก็ เรียกวา ระนาดทอง รวมทงั้ วงเรยี กวาวงมโหรี เครื่องใหญ ซงึ่ ไดถ อื เปน แบบปฏิบตั ใิ ชบรรเลงมาจนปจจุบนั นบี้ รรดาเครอ่ื งดนตรตี า ง ๆ ทว่ี งมโหรีไดเ ลียนแบบมา จากวงปพาทย คือ ระนาดเอก ระนาดทุม ระนาดเอกเหล็ก (เปนระนาดทอง) ระนาดทุมเหล็ก (บางวงทําดวย ทองเหลอื งเรียกวา ระนาดทุม ทองก็มี) ฆอ งวงใหญ และฆองวงเลก็
-11- วงดนตรสี ากล วงดนตรสี ากล คอื อะไร วงดนตรสี ากล คือ การนําเคร่ืองดนตรสี ากลตา ง ๆ มาเลน ประกอบกนั ใหเ ขา จงั หวะกัน ตามทํานองที่ ผปู ระพันธสรา งสรรคขึน้ โดยสามารถนําเครื่องดนตรีตง้ั แต 2 ประเภทข้นึ ไปมาเลน ดวยกันเพอื่ บรรเลงเพลง ซง่ึ เครอื่ งดนตรีน้ันกส็ ามารถแบง ประเภทไปตามชนดิ การใหก ําเนิดเสียงได 4 ชนดิ ไดแ ก 1. เครือ่ งสาย ใชการดีดหรอื การสใี นการทาํ ใหเกดิ เสียง อาทิ กตี าร เชลโล เบส ไวโอลิน วิโอลา ฮารป แมนโดลนิ แบนโจ 2. เคร่ืองลม ใชการเปาในการกําเนดิ เสยี ง เชน ฟลตุ ปโ อโบ คลารเิ น็ต แซ็กโซโฟน ทรัมเปต บาสซูน โซปราโน อัลโต เทนเนอร บารโิ ทน และ เฟรนซฮอรน 3. เครื่องล่ิมน้ิวหรือคียบอรด ใชการกดใหเกิดเสียง ท่ีเราพบเห็นกันบอย ๆ ก็มี เปยโน ฮารปซีคอรด อีเลก็ โทน 4. เคร่อื งตี ใชการตี สน่ั เขยา เคาะ ในการทําจงั หวะเสียง หรือท่ีเราไดยนิ บอ ย ๆ วาเปอรก สั ชัน่ อาทิ กลองชุด ฉาบ ทิมพานี คองกา บองโก แทมบรู ิน ไทรแองเกลิ้ มาราคา ไซโลโฟน ประเภทของวงดนตรสี ากล วงดนตรีสากล สามารถแบงออกไดเปน 9 ประเภท ท่ีสามารถแบงออกไดหลายประเภทนั้นเน่ืองจาก จาํ นวนผูเลน ประเภทเครอื่ งดนตรี และจาํ นวนเคร่อื งดนตรี สามารถผสมผสานไดห ลายรปู แบบ อกี ทงั้ ขนาดของวง สามารถเริ่มตัง้ แตมีผูบรรเลงเพียง 2 คน จนกระทั่งไปจนถงึ มากกวา 100 คน ทําใหสามารถใชเคร่ืองดนตรีหลัก รอง ไดหลายรปู แบบดังนี้ 1.วงแชมเบอรมิวสิค (Chamber Music) หมายถึง วงดนตรีประเภทบรรเลงดวยเครื่องดนตรีที่ เหมาะสําหรับแสดงภายในหองโถง ที่จุผฟู งไดเ พียงจาํ นวนนอ ย จาํ นวนผบู รรเลง 2 คน เรียกวา ดูโอ (Duo)
-12- จํานวนผบู รรเลง 3 คน เรยี กวา ตรโิ อ (Trio) จาํ นวนผบู รรเลง 4 คน เรียกวา ควอเตท (Quartet) จํานวนผูบ รรเลง 5 คน เรียกวา ควินเตท (Quintet)
-13- จาํ นวนผบู รรเลง 6 คน เรียกวา เซกซเ ตท (Sextet) จาํ นวนผบู รรเลง 7 คน เรียกวา เซปเตท (Septet) จาํ นวนผบู รรเลง 8 คน เรียกวา ออกเตท (Octet)
-14- จํานวนผบู รรเลง 9 คน เรยี กวา โนเนท (Nonet) การเรียกช่อื จะตองบอกชนิดของเคร่ืองและจํานวนของผเู ลน เสมอ เชน สตริงควอเตท (String Quartet) มี ไวโอลิน 2 คัน วโิ อลา 1 คัน และเชลโล 1 คนั สตรงิ ควนิ เตท (String Quintet) มี ไวโอลิน 2 คนั วโิ อลา 1 คัน เชลโล 1 คัน และดบั เบลิ เบส 1 คนั
-15- วูดวินควินเตท (Wood Wind Quintet) ประกอบดวย เคร่ืองดนตรีประเภทเครื่องลมไม 5 คน ไดแก ฟลตุ ปโ อโบ คลารเิ นต็ บาสซนู และ เฟรนซฮอรน วงแชมเบอรม ิวสิค ยังไมจ ํากดั ประเภทของเครื่องดนตรี แตต ระกูลไวโอลนิ จะเหมาะทสี่ ดุ เพราะเสียงของเคร่ือง ดนตรีตระกูลน้ีกลมกลืนกนั 2. วงซิมโฟนี ออรเคสตรา (Symphony Orchestra) วงประเภทนี้มีขนาดใหญ ประกอบดวย เคร่อื งดนตรีครบทุกกลุม ขนาดของวงมีขนาดเล็ก 40-60 คน ขนาดกลาง 60-80 คน และวงใหญ 80-110 คน หรือมากกวานั้น ขนาดของวงจะใหญหรือเล็กข้ึนอยูกับเคร่ืองสายเปนหลัก และผูเลนตองมีฝมือดีรวมถึง วาทยากร (conductor) ก็ตองมีความสามารถอยางยอดเย่ียมถาใชเฉพาะเคร่ืองสายของวง Symphony Orchestra ก็เรยี กวา String Orchestra
-16- 3. วงปอปปูลามิวสิค (Popular Music) หรือวงดนตรีลีลาศ ใชบรรเลงตามงานรื่นเริงท่ัวไป ประกอบดว ยเคร่ืองดนตรกี ลมุ แซกโซโฟน กลุมเคร่ืองทองเหลอื ง และกลุมเครอ่ื งประกอบจงั หวะ ปอ ปปลู ามวิ สิค สวนใหญม ี 3 ขนาด 1. วงขนาดเลก็ (วง 4x4) มีเครอื่ งดนตรี 12 ชิน้ ดงั น้ี กลุมแซก็ ประกอบดว ย อัลโตแซ็ก1 คัน เทเนอรแซก็ 2 คัน บารโิ ทนแซก็ 1 คนั กลุมทองเหลอื ง ประกอบดว ย ทรมั เปต 3 คัน ทรอมโบน 1 คัน กลมุ จงั หวะ ประกอบดวย เปยโน 1 หลัง กตี ารคอรด 1 ตวั เบส 1 ตัว กลองชดุ 1 ชุด (วง 4x4 หมายถึง ชดุ แซก 4 ชุด ทองเหลอื ง 4 ชดุ ตามลาํ ดบั ) 2. วงขนาดกลาง (วง 5x5) มเี ครื่องดนตรี 14 ชน้ิ คอื เพิ่มอลั โตแซก็ และทรอมโบน 3. วงขนาดใหญ (Big Band )(วง 5x7) มี 16 ชนิ้ เพม่ิ ทรัมเปต และทรอมโบนอยา งละตวั ในปจ จบุ ันใชกตี ารเบสแทนดับเบิล้ เบส และบางทกี ็ใชอ อรแ กนแทนเปย โน 4. วงคอมโบ (Combo band) หรอื สตรงิ คอมโบ
-17- วงคอมโบ หรือสตริงคอมโบ เปนวงท่ีเอาเครื่องดนตรีบางสวนมาจาก Popular Music อีกท้ัง ลักษณะของเพลงและสไตลการเลนก็เหมือนกัน จํานวนเครื่องดนตรีสวนมากอยูระหวางประมาณ 3 –10 ชิ้น เคร่ืองดนตรีจะมีพวกริทึม (Rhythm) และพวกเครื่องเปาท้ังลมไมและเคร่ืองทองเหลือง เครื่องดนตรีที่ใชเปน หลกั คือ กลองชดุ เบส เปย โน หรอื มีเครอื่ งเปาผสมดวย จะเปนเคร่ืองลมไมหรือทองเหลืองก็ไดไมจํากัดจํานวน แตร วมแลวตอ งไมเหมือนกบั ปอปปลู ามิวสคิ วงคอมโบ ก็เปน สมอลลแบนด (small Band) แบบหน่ึง ดังน้ัน วงนี้ จึงเปน วงทม่ี ีขนาดไมใ หญนักจึงเหมาะสําหรับเลนตามงานร่ืนเริงท่ัว ๆ ไป นอกจากนั้น ยังเหมาะสําหรับเพลง ประเภทไลทม ิวสิคอีกดว ย เพลงไทยสากล และเพลงสากลในปจจบุ นั ทีใ่ ชว งคอมโบเลนตามหองอาหารหรืองาน สังสรรคตาง ๆ ประกอบดวยเคร่ืองดนตรี ดังตอ ไปน้ื 1. แซก็ โซโฟน 2. ทรัมเปต 3. ทรอมโบน 4. เปยโนหรอื ออรแ กน 5. กีตารคอรด 6. กีตารเ บส 5. วงชารโด (Shadow) เปนวงดนตรีขนาดเล็ก เร่ิมกอต้ังเมื่อประมาณ 20 ปมานี่เองในอเมริกา วงดนตรปี ระเภทน้ีท่ไี ดร ับความนิยมสงู สุด คือ คณะ The Beattle หรอื ส่เี ตา ทอง เครือ่ งดนตรีในสมยั แรก มี 4 ชนิ้ คือ 1. กตี ารเมโลดี้ หรอื กตี ารโ ซโล 2. กีตารคอรด 3. กตี ารเบส 4. กลองชุด
-18- วงชาโดว ในระยะหลงั ไดนาํ ออรแกนและพวกเครอื่ งเปา เชน แซกโซโฟน ทรัมเปต ทรอมโบน เขามา ผสม และบางทอี าจมไี วโอลินผสมดวย เพลงของพวกนี้สวนใหญจะเรารอน ซึ่งไดรับความนิยมมากในหมูวัยรุน โดยเฉพาะเพลงประเภทอนั เดอรก ราว 6. วงดนตรีแจส (Jazz) เปนวงดนตรีขนาดเล็ก ใชเคร่ืองดนตรีประเภทเครื่องเปาเปนหลัก เกิดข้ึน ครั้งแรกท่ีเมืองนวิ ออรล ีน ประเทศสหรัฐอเมรกิ า ลักษณะการบรรเลงจะใชเ คร่ืองดนตรแี ตล ะชนิดบรรเลงโตตอบ กนั โดยมที ํานองสนั้ ๆ แบบของแจสทคี่ วรรจู กั เพลงบลูสแจส (Blues Jazz) เปนเพลงเกาแกของแจส มาจากเพลงสวดอันโหยหวนของพวก นิโกร เพลงบลสู มีอายุรวม 100 ป เพลงประเภทนี้สวนมากจงั หวะชา ๆ คร้ังแรกทีไ่ มคอ ยนยิ มเพลงบลูส เนื่องจาก โนตคอ นขา งยาก ตอ มาอารมสตรองนํามาเลน ในป พ.ศ. 2472 จึงเปนแรงหนงึ่ ท่ีทําใหไดร ับความนิยม New orlean and dixieland style ทงั้ 2 แบบเหมือนกันมากจนแทบจะแยกกันไมออก เริ่ม ขน้ึ ในปลายศตวรรษที่ 19 และมาแพรหลายในป พ.ศ. 2473 ซึง่ อารมสตรองนํามาเลนในป พ.ศ. 2472 ตอมามี ทรอมโบนและคลาริเนท็ เบนโจ กตี าร ทบู า กลอง เปย โน แซ็กโซโฟน ปจ จบุ นั ใชเ บสแทนทูบา นิยมใหทรัมเปต เปนตัวนํากอน แลวจึงเลนพรอมกันท้ังวงและเลนกันเฉพาะทํานอง เพราะยังไมมีใครรูจัก Adlib กันเทาไหร กลองก็เลนจงั หวะธรรมดา Modern Style โฉมหนา ของแจสไดเปล่ียนไปมากเม่ือ หลุยส อารมสตรอง ไดคิดวิธีเลนใหม คือ มที าํ นองหลักแลวผลดั กันเลน ทีละคน แตล ะคน Adlib กันอยา งสนุกสนานและเลนคอนขางเร็วมาก บางทีก็ เลน พรอ ม ๆ กัน ฟงดูเหมอื นตางคนตา งเลน แตอยูในกรอบอนั เดยี วกนั Bop Style ผูทค่ี ดิ ขึ้น คอื The lonious Monk กับ Dizzy Gillespie โดยเอาแบบของยโุ รปมาผสม มกี ารเปลยี่ นแปลงทาํ นองและจงั หวะ ใชค อรด เปนหลกั เลนเรว็ มาก ผลัดกนั เลนทีละชนิ้
-19- จังหวะของแจสในยุคหลังท่ีไดเกิดขึ้นใหม คือ Swing ซึ่งกูดแมน เปนผูใหกําเนิดจังหวะนี้ เม่อื กอ นกดู แมนเลนคลาริเน็ทกับพวกผิวดํา ตอมาไดแยกออกมาเลน กับพวกผิวขาวดวยกัน และเขาไดแตงเพลง ใหมข นึ้ และไดใ หช่ือเพลงใหมน้ีวา Swing Rock n’ Roll ก็แตกแขนงจากแจส เมื่อราวพ.ศ. 2493 ไดรับความ นยิ มสงู สดุ ในหมวู ัยรุน และแพรห ลายอยา งรวดเรว็ ในอเมริกา ผทู ่ีไดช ่ือวา เปน ราชาเพลงรอคก็ คอื เอลวิส เพรสลี่ (เสียชีวิตเมอื่ ส.ค. 2520) เพลงแจสท่ีเราคนุ ๆ หกู ็คือเพลง When the saints to marching in เพลงนเ้ี ปนเพลงทีเ่ กา แกม าก ไมท ราบวา ใครเปน ผูแ ตง เปนเพลงแจสทม่ี ีชอื่ เสยี งมาก ในการแสดงดนตรแี จส ทุกคร้ังมักมีเพลงน้ีเลนดวยเสมอ ตอนแรกเปนเพลงสวดตอมาเลน แบบมารช และในท่ีสุดก็เลนแบบ New Orleans อารมสตรองเลนเพลงนี้ไดดี ที่สดุ เม่ือ พ.ศ. 2481 เคร่อื งดนตรแี จสท่ีนยิ มเลน กนั มดี งั น้ี คอื 1. คลาริเนท็ 2. แซก็ โซโฟน (โซปราโน, อัลโต, เทเนอร) 3. คอรเ น็ต 4. ทรมั เปต 5. ทรอมโบน 6. เบนโจ 7. เปยโน 8. กีตาร 9. เบส 10. กลองชุด ปจ จุบนั แจสไดเลน อยางมแี บบแผน มีการเรียบเรียงเสียงประสานสําหรับวงดนตรี เครื่องดนตรีท่ี ใชเ ลน มีการกําหนดแนน อน ซ่งึ ใชแบบของวงดนตรปี อปปูลามิวสคิ 7. วงโยธวาทิต (Military Band) ประกอบดวยเครื่องเปาครบทุกกลุม คือ เคร่ืองลมไม เครื่อง ทองเหลอื ง และกลมุ เคร่ืองกระทบ ไดแก เครือ่ งดนตรีที่ใหจังหวะท้ังหลาย วงโยธวาทิตมีมาตั้งแตสมัยโรมันใช บรรเลงเพลงเดินแถวเพ่อื ปลุกใจทหารในสมัยสงครามครเู สด
-20- ในสมยั สงครามครเู สดไดซ บเซาไปพักหนึง่ และเจริญอีกในสมัยพระเจาหลุยสที่ 14 ตอมาในสมัย ของนโปเลียน ไดปรับปรุงใหมีเคร่ืองดนตรีอีกหลายชนิด เชน พวกขลุยผิว พวกป และแตร และตอมาก็เปน ตนแบบของวงโยธวาทิตในราวกลางศตวรรษที่ 19 เม่ือ อดอลฟแซกซ นักประดิษฐชาวเบลเย่ียมไดประดิษฐ แซกโซโฟนและแตรตาง ๆ ในตระกูลแซกฮอรน จึงไดน าํ มาไวกับวงโยธวาทิตดวย จึงสมบูรณดังไดกลาวมาแลว ปจจบุ นั วงโยธวาทติ มาตรฐานขององั กฤษใชเครอ่ื งดนตรี 56 ชน้ิ 8. แตรวง (Brass Band) คือ วงท่ีประกอบดวยเครื่องดนตรีประเภทเครื่องทองเหลืองและเคร่ือง กระทบ แตรวงเหมาะสําหรับใชบ รรเลงกลางแจง การแหตา ง ๆ เชน ในประเทศไทยใชแหนาค แหเทียนพรรษา เปน ตน สําหรับแตรวงมาตรฐานขององั กฤษใชเคร่ืองดนตรี 26 ช้นิ -19- 9. วงเพอรกสั ชัน่ (percussion) เปนประเภททเ่ี พิ่งมีการทาํ ออกมาไมนานนกั ใชเคร่ืองตีเปนหลักใน การใหเสียง เปนสวนหนึ่งของวงออกเครตรา แตเนนไปทางกลองใหญ ทิมพานี กลองสแนร ฉาบ และมีเครื่องเปา ใหทาํ นองประกอบ ซง่ึ มกั ใชในงานรื่นเริงที่ตองการความมันส ความสนุกสนาน สามารถเดินขบวนไดคลายกับ วงโยธวาทิต แตม ขี นาดเลก็ กวา คลองตวั กวา
-21- บรรณานุกรม 1 .ธนรชั ตศ ิริวัฒน. (2021). ดนตรีเพื่อการศกึ ษา, สบื คนเมือ่ 18 สิงหาคม 2564. จาก. https://sites.google.com/site/alohaim00/dntri-m-4/hnwy-thi-2-rup-baeb-wng-dntri-thiy 2. hs2kvo. (2021). เคร่อื งดนตรไี ทย, สืบคนเม่ือ 18 สงิ หาคม 2564. จาก. https://sites.google.com/site/hs2kvo/dntri-thiy 3. Disciples of Spress. (2021). วงดนตรีไทย, สืบคนเมือ่ 20 สงิ หาคม 2564. จาก. http://www.disciplesofspess.com/วงดนตรีไทย/ 4. สอนดนตรไี ทยของครูชยั . (2021). ประเภทวงดนตรีไทย, สืบคน เมื่อ 20สิงหาคม 2564. จาก. https://sites.google.com/site/thaimusic2557/-prapheth-khxng-kheruxng-dntri-thiy 5. Disciples of Spress. (2021). วงดนตรสี ากล, สบื คน เมอ่ื 20 สิงหาคม 2564. จาก. http://www.disciplesofspess.com/ 6. ชนิ ธนั ย อนนั ตชัยธนกลุ . (2021). วงดนตรสี ากล, สบื คน เมอื่ 22 สิงหาคม 2564. จาก. https://sites.google.com/site/chinnathan45790/page3-1/group1 7. พสิษฐสุวาณิชยกลุ . (2021). วงดนตรสี ากล, สบื คน เมื่อ 22 สงิ หาคม 2564. จาก. https://www.slideshare.net/pasitsuwanichkul/test-37633343 8. สอนดนตรไี ทยของครูชยั . (2021). ประเภทวงดนตรสี ากล, สืบคน เม่ือ 20สิงหาคม 2564. จาก. https://sites.google.com/site/thaimusic2557/-prapheth-khxng-wng-dntri-sakl
Search
Read the Text Version
- 1 - 25
Pages: