Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore E-Book หน่วยที่1 พื้นฐานระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

E-Book หน่วยที่1 พื้นฐานระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

Description: E-Book หน่วยที่1 พื้นฐานระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

Search

Read the Text Version

1 1.1 ความหมายของระบบเครือข่าย 1.2 ประโยชน์ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 1.3 หลักการทำงานของระบบเครือข่าย 1.4 แบบจำลอง OSI 1.5 องค์ประกอบของระบบเครือข่าย ข่ายคอมพิวเตอร์ หมายถึง เครือข่ายกาสื่อสาโทรคมนาคมระหว่างคอมพิวเตอร์จำน 2 เครื่องขึ้นไปสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ การเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ในเครือข่ายจะใช้สื่อที่เป็นสายเคเบิลหรือสื่อไร้สาย เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่รู้จักกันดีคือ อินเทอร์เน็ต การที่ระบบเครือข่ายมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะมีการใช้งานคอมพิวเตอร์อย่าง แพร่หลาย จึงเกิดความต้องการที่จะเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เหล่านั้นถึงกัน เพื่อเพิ่มความสามารถ ของระบบให้สูงขึ้น และลดต้นทุนของระบบโดยรวมลง แสดงความรู้เกี่ยวกับหลักการพื้นฐานระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 1. บอกความหมายของระบบเครือข่ายได้ถูกต้อง 2. บอกประโยชน์ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้ถูกต้อง 4. อธิบายหลักการทำงานของระบบเครือข่ายได้ถูกต้อง 5. บอกคุณลักษณะทั่วไปของแบบจำลองโอเอสไอ (OSI Mode) ได้ถูกต้อง 6. บอกถึงองค์ประกอบของระบบเครือข่ายพื้นฐาน ได้ถูกต้อง

2 1.1 ความหมา ยของระบบเครือข่าย ระบบเครือข่าย ( Network : เน็ตเวิร์ค ) หมายถึง ระบบที่เกิดจากการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ หลายๆ เครื่อง มาต่อเชื่อมโยงเข้าด้วยกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร หรือใช้ทรัพยากรต่างๆ ได้แก่ เครื่องพิมพ์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ฯลฯ ร่วมกัน โดยทั่วไปแล้วเรามักจะจัดแบ่ง ระบบ เครือข่าย ( Network ) ออกตามขนาดเป็น 2 ประเภท คือ 1. LAN ( Local Area Network ) หมาย ถึง ระบบเครือข่ายขนาดเล็กที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมดซึ่งถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันนั้น อยู่ห่างกันไม่เกิน 5 กิโลเมตร ระบบเครือข่ายประเภทนี้ มักเป็นที่นิยมใช้ ในบริษัทหรือองค์กร ขนาดเล็ก ทั้งนี้เนื่องจากใช้งบประมาณในการสร้างและดูแลรักษาน้อย LAN Printer File Server Mail Server Print Server

3 2. WAN ( Wide Area Network ) หมายถึง ระบบเครือข่าย ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ ต่างๆ ซึ่งถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันนั้นอยู่ห่างกันมากกว่า 5 กิโลเมตร โดยเครื่อง คอมพิวเตอร์เหล่านั้น อาจจะอยู่กันคนละเมืองหรือคนละประเทศเลยก็ได้ ระบบเครือ ข่ายประเภทนี้มักจะใช้กับบริษัทหรือองค์กรที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้อง แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับสาขาย่อย หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไป ตัวอย่างเช่น ระบบเครือข่ายของธนาคารต่างๆ ระบบเครือข่าย Internet เป็นต้น LAN WAN

4 1.2 ประโยชน์ เครือข่ายคอมพิิวเตอร์ 1.ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารระหว่างกันได้สะดวกรวดเร็วขึ้น และประหยัดค่าใช้จ่าย เช่น อีเมล การสนทนาออนไลน์ การโทรศัพท์แบบออนไลน์เป็นต้น 2.ช่วยให้เกิดการแบ่งปันทรัพยากรซึ่งกันและกันดังนี้ (1) การแบ่งปันข้อมูล ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ และแบ่งปันข้อมูลสะดวก (2) การแบ่งปันฮาร์ดแวร์ คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่ต่ออยู่บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ จะช่วยให้ประหยัดงบประมาณในการซื้อฮาร์ดแวร์ (3) การแบ่งปันซอฟต์แวร์ ติดตั้งซอฟต์แวร์ไว้ที่เครื่องแม่ข่ายและให้เครื่องลูกข่าย เรียกใช้ซอฟต์แวร์โดยไม่ต้องติดตั้งลงในเครื่องของตนเอง 3.ช่วยเพิ่มความสามารถและความสมดุลในการทำงานให้ระบบงานประยุกต์บางระบบได้ ทำให้ได้ผลลัพธ์เร็วขึ้นและสร้างสมดุลในการทำงานของระบบเครือข่าย 4.ช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย การติดต่อสื่อสารโดยใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์จะมีต้นทุน และค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า 5.ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยของระบบเครือข่าย เพื่อรักษาความปลอดภัยของ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนืื่องสามารถติดตามการใช้งานระบบเครือข่ายของ พนักงานทำให้เกิดความเชื่อถือในการทำงานของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มากขึ้น

5 1.3 หลังการท ำงานของระบบเครือข่าย การเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์มีจุดประสงค์เพื่อใช้สื่อสารข้อมูลระหว่างกัน ดัง นั้นหลังการทำงานของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ จึงมีพื้นฐานเดรบวกับการสื่อสารข้อมูล ซึ่งหมายถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล และสารสนเทศรหว่างอุปกรณ์หรือจากคอมพิวเตอร์ที่เป็น ผู็ส่งข้อมูลกับผู้รับข้อมูลผ่านสื่อกลางโดยจะต้องมีข้อตกลงหรือกฏเกณวิธีการสื่อสารรหว่าง กันและกันและการสื่อสารข้อมูลมีองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญ 5 องค์ประกอบ ได้แก่ โปรโตคอล ข่าวสาร โปรโตคอล สื่อกลาง ผู้ส่ง ผู้รับ รูปที่ 1.2 องค์ประกอบพื้นฐานของการสื่อสารข้อมูล 1. ผู้ส่ง (Sender) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการส่งข่าวสาร (Message) เป็นต้นทางของการ สื่อสารข้อมูลมีหน้าที่เตรียมสร้างข้อมูล เช่น ผู้พูด โทรทัศน์ กล้องวิดีโอ เป็นต้น 2. ผู้รับ (Receiver) เป็นปลายทางการสื่อสาร มีหน้าที่รับข้อมูลที่ส่งมาให้ เช่น ผู้ฟังเครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องพิมพ์ เป็นต้น 3. สื่อกลาง (Medium) หรือตัวกลาง เป็นเส้นทางการสื่อสารเพื่อนำข้อมูลจากต้นทางไป ยังปลายทาง สื่อส่งข้อมูลอาจเป็นสายคู่บิดเกลียว สายโคแอกเชียล สายใยแก้วนำแสง หรือ คลื่นที่ส่งผ่านทางอากาศ เช่น เลเซอร์ คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุภาคพื้นดิน หรือคลื่นวิทยุผ่าน ดาวเทียม 4. ข้อมูลข่าวสาร (Message) คือสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งผ่านไปในระบบสื่อสาร ซึ่งอาจถูกเรียกว่า สารสนเทศ (Information)

6 5. โปรโตคอล (Protocol)คือ วิธีการหรือกฎระเบียบที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลเพื่อให้ ผู้รับและผู้ส่งสามารถเข้าใจกันหรือคุยกันรู้เรื่อง โดยทั้งสองฝั่งทั้งผู้รับและผู้ส่งได้ตกลงกันไว้ ก่อนล่วงหน้าแล้ว ในคอมพิวเตอร์โปรโตคอลอยู่ในส่วนของซอฟต์แวร์ที่มีหน้าที่ทำให้การ ดำเนินงาน ในการสื่อสารข้อมูลเป็นไปตามโปรแกรมที่กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น TCP/IP เป็นต้น สัญญาณอนาลอก (Analog Signal) หมายถึง สัญญาณข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuous Data) มี ขนาดของสัญญาณไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณแบบค่อยเป็นค่อยไป มีลักษณะ เป็นเส้นโค้งต่อเนื่องกันไป โดยการส่งสัญญาณแบบอนาล็อกจะถูกรบกวนให้มีการแปลความหมาย ผิดพลาดได้ง่าย เช่น สัญญาณเสียงในสายโทรศัพท์ เป็นต้น สัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) หมายถึง สัญญาณที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) ที่มีขนาดแน่นอนซึ่งขนาดดังกล่าวอาจกระโดดไปมาระหว่างค่าสองค่า คือ สัญญาณระดับสูงสุดและสัญญาณระดับต่ำสุด ซึ่งสัญญาณดิจิตอลนี้เป็นสัญญาณที่คอมพิวเตอร์ใช้ ในการทำงานและติดต่อสื่อสารกันเป็นค่าของเลขลงตัว โดยปกติมักแทนด้วยระดับแรงดันที่แสดง สถานะเป็น \"0\" และ \"1\" หรืออาจจะมีหลายสถานะซึ่งจะกล่าวถึงในเรื่องระบบสื่อสารดิจิตอลมีค่าที่ ตั้งไว้ (Threshold) เป็นค่าบอกสถานะ ถ้าสูงเกินค่าที่ตั้งไว้สถานะเป็น \"1\" ถ้าต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น \"0\" ซึ่งมีข้อดีในการทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยล

7 11001110 11101001 เฟรม 2 เฟรม 1 ผู้ส่ง ผู้รับ รูปที่ 1.5 การส่งข้อมูลแบบอนุกรม 2. การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission) เป็นการส่งข้อมูลที่ใช้ช่อง ทางมากกว่า 1 ช่องทางและส่งแบบขนานกัน โดยส่งข้อมูลหนึ่งบิตต่อหนึ่งช่องทางในหนึ่ง หน่วยเวลาเดียวกัน การส่งข้อมูลในลักษณะนี้จะสามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็วกว่าแบบ อนุกรม แต่นิยมใช้กับการส่งข้อมูลในระยะใกล้ โดยจะใช้จำนวนช่องทางการขนส่งตาม จำนวนบิตข้อมูล ทำให้สิ้นเปลืองสายส่งกว่าแบบอนุกรม 1 1 1 1 0 1 0 0 1 1 1 0 1 0 ผู้ส่ง 0 1 ผู้รับ รูปที่ 1.6 การส่งข้อมูลแบบขนาน 1.4 แบบจำลอง OSI แบบจำลอง OSI (Open Systems Interconnection) เป็นรูปแบบความคิดที่กล่าวถึง คุณสมบัติและมาตรฐานการทำงานภายในระบบการสื่อสารที่พัฒนาขึ้นโดยองค์การระหว่าง ประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (ISO) มีการแบ่งกรอบการทำงานออกเป็นชั้น ๆ เพื่อช่วให้การ ออกแบบระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์สามารถติดต่อสื่อสารระหว่างกันได้ แม้ว่าระบบเครือ ข่ายคอมพิวเตอร์แต่ละระบบจะแตกต่างกันหรือใช้คอมพิวเตอร์ที่ต่างแพล็ตฟอร์มกันก็ตาม

7 Application Layer 8 6 Presentation Layer 5 Session Layer 4 Transport Layer 3 Network Layer 2 Data link Layer 1 Physical Layer รูปที่ 1.7 ระดับชั้นของแบบจำลอง OSI แบบจำลอง OSI มีการออกแบบโดยใช้สถาปัตยกรรมระดับชั้น เพื่อให้การทำงานเป็นไป ตามขั้นตอนหรือตามระดับที่กำหนดไว้ในโปรโตคอล โดยแบ่งออกเป็น 7 ระดับชั้น ดังนี้ 1. Physical Layer หรือชั้นสื่อสารทางกายภาพเป็นชั้นล่างสุด และเป็นชั้นที่มีการเชื่อมต่อทาง กายภาพระหว่างคอมพิวเตอร์ โดยจะมีการกำหนดคุณสมบัติทางกายภาพของฮาร์ดแวร์ที่ใช้เชื่อม ต่อ ระหว่างคอมพิวเตอร์ เช่น สายที่ใช้รับส่งข้อมูล ข้อต่อที่ใช้ความเร็วในการรับส่งข้อมูลและ สัญญาณที่ใช้ใน การรับส่งข้อมูล 2. Data Link Layer หรือชั้นสื่อสารเชื่อมต่อข้อมูลเป็นชั้นที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อรับส่งข้อมูลใน ระดับ ฮาร์ดแวร์ โดยเมื่อมีการสั่งให้รับข้อมูลจากใน Layer 3 ลงมา Layer 2 จะทำหน้าที่แปลคำ สั่งนั้นให้เป็น คำสั่งควบคุมฮาร์ดแวร์ที่ใช้รับส่งช้อมูล มีการตรวจสอบชัอผิดพลาดในการรับส่ง ข้อมูลของระดับฮาร์ดแว และทำการแก้ข้อผิดพลาด 3.Network Layer หรือชั้นสื่อสารควบคุมเครือข่ายทำหน้าที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ด้านรับ และด้านส่ง เข้าหากันผ่านระบบเครือข่าย พร้อมทั้งเลือกหรือกำหนดเส้นทางที่จะใช้ในการรับส่ง ข้อมูลระหว่างกัน 4. Transport Layer หรือชั้นสื่อสารเพื่อนำส่งช้อมูล ทำหน้าที่เชื่อมต่อการรับส่งข้อมูลระดับ สูงจาก Layer 5 มาเป็นข้อมูลที่รับส่งในระดับฮาร์ดแวร์ เช่น แปลงค่าหรือชื่อของเครื่อง คอมพิวเตอร์ในเครือข่ายให้ เป็น Network Address พร้อมทั้งเป็นชั้นที่ควบคุมการรับส่งข้อมูล จากปลายด้านส่งถึงปลายด้านรับข้อมูล

ให้ข้อมูลมีการไหลลื่นตลอดเส้นทางตามจังหวะที่ควบคุมจาก Layer 5 โดยใน Layer 4 9 นี้จะเป็นรอยต่อระหว่างการรับส่งข้อมูลซอฟท์แวร์กับฮาร์ดแวร์ 5. Session Layer หรือชั้นสื่อสารควบคุมหน้าต่างสื่อสารทำหน้าที่ควบคุมจังหวะในการรับ ส่งข้อมูลของคอมพิวเตอร์ทั้งสองด้านที่รับส่งแลกเปลี่ยนข้อมูลกะนให้มีความสอดคล้องกัน และกำหนดวิธีใช้ในการรับส่งข้อมูล 6. Presentation Layer หรือชั้นสื่อสารการนำเสนอข้อมูลเป็นชั้นที่ทำหน้าที่ตกลงกับ คอมพิวเตอร์อีกด้านหนึ่งในระดับชั้นเดียวกันว่า การรับส่งข้อมูลในระดับโปรแกรมประยุกต์ จะมีขั้นตอนและข้อบังคับอย่างไร ข้อมูลที่รับส่งในชั้นนี้จะอยู่ในรูปแบบของข้อมูลชั้นสูงที่มีกฎ บังคับแน่นอน 7. Application Layer หรือชั้นสื่อสารการประยุกต์เป็นชั้นที่อยู่บนสุดของขวบนการรับส่ง ข้อมูลทำหน้าที่ติดต่อกับผู้ใช้ โดยจะรับคำสั่งจากผู้ใช้ส่งให้คอมพิวเตอร์แปลความหมาย และ ทำงานตามคำสั่งที่ได้รับในระดับโปรแกรมประยุกต์ รูปที่ 1.8 การรับส่งข้อมูลในแบบจำลอง OSI การรับส่งข้อมูลในระบบเครือข่ายต้องอาศัยโปรโตคอลที่เป็นมาตรฐานในการสื่อสาร เช่น โปรโตคอล TCP/IP ทีี่จะแบ่งข้อมูลที่จะส่งไปยังเครื่องอื่นเป็นส่วนย่อย ๆ เรียกว่า แพ็คเก็ต (Packet) แล้วส่งไปตามเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยกระจายแพ็กเก็ตเหล่านั้นไปหลายทาง แล้วไปรวมกันที่จุดปลายทาง และถูกนำมารวมกันเป็นข้อมูลที่สมบูรณ์อีกครั้งซึ่งจะสามารถช่วย ป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในการ

10 ติดต่อสื่อสารได้ เพราะถ้าข้อมูลเกิดสูญหายก็จะเกิดเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้นมิใช่หายไป ทั้งหมดซึ่งคอมพิวเตอร์ปลายทางสามารถตรวจหาข้อมูลที่สูญหายไปได้ และติดต่อให้ คอมพิวเตอร์ต้นทางส่DงเaพtีaยงเฉพาะDข้อatมูaลที่หายไปFมirาsใtหม่อีกครั้งได้ ข้อมูลต้นทาง First Data First ข้อมูลปลายทาง Hello Hello รูปที่ 1.9 การส่งข้อมูลโดยใช้โปรโตคอล TCP/IP 1.5 องค์ประกอ บของระบบเครือข่าย ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มีองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญที่ีใช้ในการเชื่อมต่อเป็นเครือข่าย คอมพิวเตอร์ ดังต่อไปนี้ 1. เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องแม่ข่ายและเครื่องลูกข่ายที่ เชื่อมต่ออยู่ในเครือข่าย ขึ้นอยู่กับรูปแบบของเครือข่ายโดยกำหนดคุณลักษณะของเครื่อง คอมพิวเตอร์ที่นำมาเชื่อมต่อในระบบเครือข่ายขึ้นอยู่กับหน้าที่ที่จะกำหนดให้แก่เครื่องนั้น ๆ ถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่นำมาต่อต้องทำหน้าที่เป็นเครื่องแม่ข่ายที่คอยให้บริการแก่เครื่องอื่น ๆ ก็ต้องใช้เครื่องที่มีคุณลักษณะเฉพาะเป็นเครื่องที่มีสมรรถนะในการทำงานสูงกว่าเครื่อง คอมพิวเตอร์ทีี่ทำหน้าที่เป็นเครื่องลูกข่าย แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นแพล็ตฟอร์มเดียวกัน 2. อุปกรณ์เครือข่าย หมายถึง อุปกรณ์ต่อพ่วงที่จำเป็นต้องใช้ในการเชื่อมต่อระบบเครือ ข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูล ทำให้สามารถตอต่อสื่อสารระหว่าง กันและกันได้ง่ายสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น มีดังต่อไปนี้ (1) การ์ดแลน (Network Interface Card) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อเครื่อง คอมพิวเตอร์เข้ากับเครือข่าย (2) บริดจ์ (Bridge) เป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย

3) Router คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระบบเครือข่ายอย่างหนึ่ง 11 4) ฮับ อุปกรณ์ที่รวมสัญญาณที่มาจากอุปกรณ์รับส่งหรือเครื่องคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่องเข้าด้วยกัน 5) สวิตช์ ทำหน้าที่เปิดกระแสไฟหรือตัดกระแสไฟไม่ให้ไหลเข้าสู่เครื่องใช้ ไฟฟ้า หลอดไฟ เครื่องมือ เครื่องจักรที่ใช้ไฟฟ้า 6) เกตเวย์ เป็นอุปกรณ์ที่มีความสามารถสูงในการเชื่อมต่อเครือข่ายต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยสามารถเชื่อมต่อ LAN หลายๆ เครือข่ายที่ใช้โปรโตคอลต่างกัน และใช้สื่อส่งข้อมูลต่าง ชนิดกันได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ตัวอย่างเช่น เชื่อมต่อ Ethernet LAN ที่ใช้สายส่งแบบ UTP เข้า กับ Token Ring LAN ได้ 3. สัญญาณ ทำหน้าที่ในการส่งและรับข้อมูลระหว่างจุดสองจุด ได้แก่ ผู้ส่งข่าวสาร (Sender) และ ผู้รับข่าวสาร (Receiver) จะดำเนินการจัดการลำเลียงข้อมูลผ่านเส้นทางที่มี ประสิทธิภาพที่สุด จัดการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่จะส่งและรับเข้ามา สามารถปรับ เปลี่ยนรูปแบบข้อมูลให้ทั้งสองฝ่ายสามารถเข้าใจได้ตรงกัน ซึ่งที่กล่าวมานี้ส่วนใหญ่ใช้ คอมพิวเตอร์เป็นตัวจัดการ 4. ซอฟต์แวร์ (software) หมายถึงชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ใช้สั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ซอฟต์แวร์จึงหมายถึงลำดับขั้นตอนการทำงานที่เขียนขึ้นด้วยคำสั่งของคอมพิวเตอร์ คำสั่งเหล่า นี้เรียงกันเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จากที่ทราบมาแล้วว่าคอมพิวเตอร์ทำงานตามคำสั่ง การ ทำงานพื้นฐานเป็นเพียงการกระทำกับข้อมูลที่เป็นตัวเลขฐานสอง ซึ่งใช้แทนข้อมูลที่เป็นตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพ หรือแม้แต่เป็นเสียงพูดก็ได้ 1. ความหมายของระบบเครือข่าย ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network) หมายถึงการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ มาเชื่อม ต่อเข้าด้วยกัน โดยอาศัยช่องทางการสื่อสารข้อมูล เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างเครื่อง คอมพิวเตอร์ และการใช้ทรัพยากรของระบบร่วมกัน (Shared Resource) ในเครือข่ายนั้น

2. ประโยชน์ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 12 1) สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ 2) สามารถแชร์ทรัพยากร เช่น เครื่องพิมพ์ ฮาร์ดดิสก์ ซีดีไรท์เตอร์ ไว้ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นต้น 3) ประหยัดเนื่องจากสามารถแชร์ทรัพยากรร่วมกันได้ 4) สามารถแชร์เอกสาร เช่น บันทึกข้อความ ตารางข้อมูลต่าง ๆ ใบส่งขอ บัญชีต่าง ๆ ใบรายการ สินค้า เป็นต้น 3. หลักการทำงานของระบบเครือข่าย 1) ผู้ส่ง (Sender) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการส่งข่าวสาร (Message) เป็นต้นทางของการสื่อสารข้อมูล มีหน้าที่เตรียมสร้างข้อมูล เช่น ผู้พูด โทรทัศน์ กล้องวิดีโอ เป็นต้น 2) ผู้รับ (Receiver) เป็นปลายทางการสื่อสาร มีหน้าที่รับข้อมูลที่ส่งมาให้ เช่น ผู้ฟัง เครื่องรับ โทรทัศน์ เครื่องพิมพ์ เป็นต้น 3) สื่อกลาง (Medium) หรือตัวกลาง เป็นเส้นทางการสื่อสารเพื่อนำข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทาง สื่อส่งข้อมูลอาจเป็นสายคู่บิดเกลียว สายโคแอกเชียล สายใยแก้วนำแสง หรือคลื่นที่ส่งผ่านทางอากาศ เช่น เลเซอร์ คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุภาคพื้นดิน หรือคลื่นวิทยุผ่านดาวเทียม 4) ข้อมูลข่าวสาร (Message) คือสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งผ่านไปในระบบสื่อสาร ซึ่งอาจถูกเรียก ว่า สารสนเทศ (Information) โดยแบ่งเป็น 5รูปแบบ ดังนี้ 4.1 ข้อความ (Text) ใช้แทนตัวอักขระต่าง ๆ ซึ่งจะแทนด้วยรหัสต่าง ๆ เช่น รหัสแอสกี เป็นต้น 4.2 ตัวเลข (Number) ใช้แทนตัวเลขต่าง ๆ ซึ่งตัวเลขไม่ได้ถูกแทนด้วยรหัสแอสกีแต่จะถูกแปลง เป็นเลขฐานสองโดยตรง 4.3 รูปภาพ (Images) ข้อมูลของรูปภาพจะแทนด้วยจุดสีเรียงกันไปตามขนาดของรูปภาพ 4.4 เสียง (Audio) ข้อมูลเสียงจะแตกต่างจากข้อความ ตัวเลข และรูปภาพเพราะข้อมูลเสียงจะ เป็นสัญญาณต่อเนื่องกันไป 4.5 วิดีโอ (Video) ใช้แสดงภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเกิดจากการรวมกันของรูปภาพหลาย ๆ รูป 5. โปรโตคอล (Protocol) คือ วิธีการหรือกฎระเบียบที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลเพื่อให้ผู้รับและผู้ส่ง สามารถเข้าใจกันหรือคุยกันรู้เรื่อง โดยทั้งสองฝั่งทั้งผู้รับและผู้ส่งได้ตกลงกันไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว ใน คอมพิวเตอร์โปรโตคอลอยู่ในส่วนของซอฟต์แวร์ที่มีหน้าที่ทำให้การดำเนินงาน ในการสื่อสารข้อมูลเป็นไป ตามโปรแกรมที่กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น X.25, SDLC, HDLC, และ TCP/IP เป็นต้น