วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.1 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 โดย นางสาวปรญิ ญา ชาระ นางสาว ศิริมาศ เนยี มนาค นางสาว ณฐั ฐินนั ท์ สมานมติ ร โรงเรียนปากเกรด็ อาเภอปากเกรด็ จงั หวดั นนทบรุ ี สานักงานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษามัธยมศกึ ษาเขต 3
1หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี เรยี นร้วู ิทยาศาสตร์อย่างไร ▪ ความสาคญั และความหมายวทิ ยาศาสตร์ ▪ กระบวนการทางานของวิทยาศาสตร์ ▪ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
วิทยาศาสตรค์ ืออะไร ? วิทยาศาสตร์ “Science” ซ่ึงมาจากศพั ทภ์ าษาลาตนิ ว่า \"Scientia\" แปลวา่ ความรู้ (Knowledge) วทิ ยาศาสตร์ หมายถงึ ความรเู้ ก่ียวกับธรรมชาตทิ ี่อยู่รอบ ๆ ตวั เรา ซึ่งมนุษย์ได้ ศึกษาคน้ ควา้ สะสมมาตั้งแต่อดตี จนกระทง่ั ถึงปัจจบุ นั และจะศึกษาต่อไปในอนาคตอยา่ งไม่ รู้จักจบสิ้น มนษุ ยไ์ ดพ้ ยายามศึกษาเก่ยี วกับสง่ิ แวดล้อมว่า ❑ สิง่ ต่าง ๆ มีความเป็นมาอยา่ งไร ❑ สงิ่ เหล่านน้ั มีความสมั พันธ์ตอ่ กนั อยา่ งไรบ้าง ❑ พฒั นาการของส่ิงเหลา่ นน้ั มีระเบียบแบบแผน หรือมหี ลักเกณฑ์ อยา่ งไร และจะบังเกิดขนึ้ ในอนาคตอยา่ งไร ❑ มนษุ ย์จะนาความรูท้ ้งั หลายมาใช้ใหเ้ กิดประโยชนไ์ ดอ้ ยา่ งไรบ้าง
ความสาคัญของวิทยาศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ มีบทบาทสาคญั อยา่ งย่ิงในการดารงค์ชวี ิตของมนษุ ย์ การเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์ เปน็ กระบวนการสาคญั ท่จี ะทาให้เกิดการพฒั นาวธิ คี ิด ท้ังความคดิ เป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คดิ วิเคราะห์วิจารณ์ มที กั ษะ ทีส่ าคัญในการค้นควา้ ความรู้ มคี วามสามารถในการ แก้ ปญั หาอย่างเปน็ ระบบ สามารถตดั สินใจโดยใช้ขอ้ มูลที่หลากหลายและมีประจกั ษ์พยาน ตรวจสอบไดค้ วามรู้ ทางวทิ ยาศาสตรช์ ว่ ยให้มคี วามรู้ความเข้าใจเก่ยี วกับ ธรรมชาตแิ ละเทคโนโลยี ทีม่ นุษยส์ ร้างขนึ้ รวมถึงการนา ความรูไ้ ปใชอ้ ยา่ งสรา้ งสรรค์ มีเหตผุ ล มีคุณธรรม นอก จากนั้นยงั ชว่ ยให้มคี วามรู้ความเขา้ ใจท่ถี ูกต้องเกยี่ วกับ การใช้ประโยชน์ การดแู ลรกั ษา ตลอดจนการพัฒนา สงิ่ แวดลอ้ มและทรัพยากรธรรมชาตอิ ย่างสมดุล และย่งั ยนื ความสาคญั ของวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ▪ เป็นเคร่ืองมอื ในการแสวงหาปจั จยั พื้นฐานทจ่ี าเป็นตอ่ การดาเนนิ ชวี ติ ▪ พื้นฐานทางวิทยาศาสตรเ์ ป็นรากฐานของความยั่งยืนทางเศรษฐกจิ สงั คม และสง่ิ แวดลอ้ ม ▪ เป็นปจั จยั หลักทีจ่ ะมีสว่ นร่วมในการพัฒนา ▪ เปน็ เรอ่ื งราวของมนษุ ยแ์ ละธรรมชาติ
กระบวนการทางานของนักวิทยาศาสตร์ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์(Scientific Method) เปน็ วธิ กี ารที่ นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการแสวงหาความรู้ หรือหาความจรงิ หรอื ใช้ในการแก้ปญั หา ตา่ ง ๆ โดยขั้นตอนวธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์ ทเ่ี ปน็ เครอื่ งมอื สาคญั ของนกั วทิ ยาศาสตร์ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ 3 การวางแผนและการสารวจหรอื การ 1 ทดลอง หรือการเก็บข้อมูล การสังเกตและระบุปญั หา 2 การตั้งสมติฐาน 4 การวเิ คราะหข์ อ้ มูลและ สรา้ งคาอธบิ าย 5 การสรปุ ผลและส่อื สาร
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์(Scientific Method) 1 การสงั เกตและระบุปัญหา สังเกต สิ่งต่าง ๆ รอบตวั จากน้นั จงึ กาหนดปญั หาท่ตี ้องการศึกษา โดยปัญหาท่ดี ตี อ้ ง สัมพันธ์กบั ขอ้ มูลที่มอี ยู่ มคี วามชดั เจน และไม่มขี อบเขตการศกึ ษาท่กี วา้ งจนเกนิ ไป 2 การต้ังสมตฐิ าน สมมตฐิ านคือ ‘คาตอบทเี่ ราคิดวา่ จะเปน็ ไปได’้ ของปัญหาทีเ่ รากาลงั จะศกึ ษา มกั อยใู่ น รปู “ถ้า... ดังน้ัน...” 3 การวางแผนและการสารวจหรือการ ทดลอง หรอื การเกบ็ ขอ้ มูล เพ่ือเป็นการพสิ จู นส์ มมติฐานทต่ี ัง้ ไว้จะตอ้ งมีการทดลองเกบ็ ข้อมูล โดยในการทดลอง ทางวิทยาศาสตร์จะประกอบดว้ ยตวั แปร ไดแ้ ก่ 1. ตวั แปรต้น หรอื ตัวแปรอิสระ 2. ตัวแปรตาม (Dependent variable) 3. ตวั แปรควบคุม (Controlled variable)
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์(Scientific Method) 4 การวเิ คราะหข์ ้อมลู และสรา้ งคาอธบิ าย บนั ทึกผลท่ีเกดิ ข้ึน อาจคอยสงั เกตความเปลี่ยนแปลงทม่ี องเห็นได้ด้วยตาเปลา่ หรอื อาจเกบ็ ตัวอย่างมาวัดคา่ ท่ีต้องการเมื่อครบระยะเวลาศึกษาที่กาหนดไว้ จากน้ันจงึ วเิ คราะห์ ข้อมูลทไ่ี ด้เพอ่ื หาข้อสรุป 5 การสรปุ ผลและสอ่ื สาร เปน็ ข้นั ตอนสุดทา้ ยก็คอื การสรุปผลว่า ผลการทดลองที่ไดต้ รงกบั สมมติฐานของ เราหรือไม่ จากน้ันจงึ นาเสนอในรปู แบบรายงาน หรอื ตีพมิ พ์ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการ ต่าง ๆ ต่อไปเพื่อใหผ้ ทู้ ีส่ นใจไดน้ าองคค์ วามรูข้ องเราไปศึกษาตอ่
ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หมายถึง ทกั ษะและความสามารถตา่ ง ๆ ที่ จาเป็นตอ่ การแสวงหาความรู้ หรอื การแกไ้ ขปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ตามหลักสตู ร Science - A Process Approach (SAPA) ประกอบดว้ ยทักษะทั้งหมด 14 ทกั ษะแบ่งเปน็ ทกั ษะพน้ื ฐาน 8 ทกั ษะ และทักษะขั้นสงู อีก 6 ทักษะ ทกั ษะทางวิทยาศาสตร์ข้ันพน้ื ฐาน 8 ทักษะ (Basic science process skills) ไดแ้ ก่ 1. การสงั เกต 2. การวัด 3. การจาแนกประเภท 4. การหาความสัมพันธร์ ะหว่างสเปซกับสเปซ และสเปซกับเวลา 5. การใชจ้ านวน 6. การจดั กระทาและส่ือความหมายขอ้ มลู 7. การลงความเห็นจากขอ้ มลู 8. การพยากรณ์ ทกั ษะขน้ั สูง 6 ทกั ษะ (Integrated science process skills) ไดแ้ ก่ 1. การตงั้ สมมตฐิ าน 2. การกาหนดนิยามเชิงปฏบิ ัตกิ าร 3. การกาหนดและควบคมุ ตวั แปร 4. การทดลอง 5. การตีความหมายและลงข้อสรปุ 6. การสร้างแบบจาลอง
ประโยชนข์ องวิทยาศาสตร์ ❖ ช่วยให้เดก็ เปน็ คนชา่ งสงั เกตจากประสบการณ์ทเี่ ด็กได้ ลงมอื ปฏบิ ัติด้วยตนเอง ❖ ชว่ ยให้เดก็ มปี ระสบการณท์ างวทิ ยาศาสตร์ ❖ ชว่ ยใหเ้ ดก็ รูจ้ ักประโยชนแ์ ละคณุ คา่ ของสงิ่ แวดลอ้ ม ❖ ชว่ ยใหเ้ ดก็ ใชเ้ วลาว่างอยา่ งมคี ณุ ค่าและเกิดประโยชน์ ❖ ชว่ ยให้เด็กมีอิสระในการคดิ การเลอื กทากจิ กรรมตาม ความพึงพอใจ ❖ ชว่ ยใหเ้ ด็กได้ใช้สว่ นต่าง ๆ ของรา่ งกายในการทางานเพือ่ ประสานสมั พันธก์ ัน ทาเพ่อื ให้เกดิ ทักษะในการเคลอื่ นไหว ❖ ชว่ ยใหเ้ ดก็ กระตอื รอื รน้ อยากรู้อยากเหน็ ตอบสนอง ความต้องการตาม ธรรมชาตขิ องเด็ก ❖ ช่วยพฒั นาความสามารถทางด้าน ร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา ❖ ชว่ ยตอบสนองธรรมชาติ ตามวยั ของเด็ก ❖ ชว่ ยใหเ้ ดก็ เป็นนักคิด นักคน้ ควา้ ทดลอง เพ่อื สง่ เสริมใหเ้ ดก็ สมั ผัสและปฏิบตั ิ ดว้ ยตนเอง
เรยี นรู้วทิ ยาศาสตรอ์ ยา่ งไร
2หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ องคป์ ระกอบของหนว่ ย บทที่ 1 สมบัติของสารบริสทุ ธ์ิ ● จดุ เดือดและจุดหลอมเหลว ● ความหนาแน่น บทท่ี 2 การจาแนกและองค์ประกอบของสารบริสทุ ธ์ิ ● การจาแนกสารบรสิ ุทธิ์ ● โครงสรา้ งอะตอม ● การจาแนกธาตแุ ละการใชป้ ระโยชน์
บทที่ 1 สมบัตขิ องสารบรสิ ทุ ธ์ิ สารบริสุทธ์ิ มเี น้ือสารเพียงชนิดเดียว จึงมีสมบัติคงที่ ทั้งจุดหลอมเหลว จุดเดือด ความ หนาแน่น สารผสมประกอบด้วยสารต้ังแต่ 2ชนิดข้ึนไปมาผสมกัน โดยมีสัดส่วนท่ีไม่คงท่ี ดังนั้น สมบัติของสารผสมเก่ียวกับจุดหลอมเหลว จุดเดือด ความหนาแน่น จึงไม่คงที่เปล่ียนแปลงตาม ชนิดของสารและสัดส่วนของสารที่ผสมกัน สามารถตรวจสอบสมบัติของสารเพื่อระบุได้ว่าเป็น สารบริสุทธห์ิ รอื สารผสม เรอ่ื งท่ี 1 จดุ เดอื ดและจดุ หลอมเหลว จดุ เดอื ด จุดเดือด (boiling point) คือ อุณหภูมิที่สารเปล่ียนสถานะจากของเหลวกลายเป็นไอ จุดเดือดของสารแต่ละชนิดจะขึ้นอยู่กับแรงยึดเหน่ียวระหว่างโมเลกุลของสาร ถ้าแรงยึดเหนี่ยว ระหว่างโมเลกุลสูง จุดเดือดก็จะสูงตามไปด้วย หากเพิ่มอุณหภูมิหรือความร้อนให้กับสารใน สถานะของเหลวชนดิ หนึง่ พลังงานภายในโมเลกุลของสารนนั้ จะเพม่ิ ขึ้นเรอ่ื ย ๆ จนสามารถเอาชนะ แรงยึดเหน่ียวระหว่างโมเลกุลของของเหลว โมเลกุลของของเหลวบางส่วนจึงเปล่ียนสถานะ กลายเป็นไอ และจะกลายเป็นไอมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเมื่อความ ดันไอของสารมีค่าสูงเท่ากับความดันบรรยากาศ สาร ทงั้ หมดจะเข้าสู่สมดุลของการกลายเป็นไออุณหภูมิที่เกิด ปรากฏการณด์ งั กลา่ วจะเรียกว่า จุดเดือด
จุดหลอมเหลว จุดหลอมเหลว (melting point) คืออุณหภูมิท่ีสารเปลี่ยนสถานะจากของแข็ง กลายเปน็ ของเหลว เมอื่ ของแขง็ ไดร้ ับความร้อนโมเลกุลของสารจะได้รับพลังงานเพ่ิมขึ้น ทาให้ แต่ละโมเลกุลมพี ลงั งานในตัวเองสูงขึ้นจนถึงระดับท่ีสามารถเอาชนะแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุล ทาให้โมเลกุลสามารถเคลื่อนที่ได้เป็นอิสระเพิ่มข้ึน จึงเปล่ียนสถานะจากของแข็งเป็นของเหลว อณุ หภูมิทีข่ องแขง็ เปล่ียนเปน็ ของเหลวเรยี กวา่ จุดหลอมเหลว ภาพ การหาจดุ หลอมเหลว ทม่ี า : shorturl.asia/z6TuI
กิจกรรมท่ี 2.1 จดุ เดือดของสารบรสิ ุทธ์ิและสารผสมเปน็ อย่างไร จุดประสงค์ 1. วัดอุณหภูมิและเขียนกราฟการเปล่ียนแปลงอุณหภูมิของน้ากล่ัน และสารละลายโซเดยี มคลอไรดเ์ มื่อไดร้ บั ความร้อน 2. ตีความหมายข้อมูลจากกราฟเพ่ือเปรียบเทียบจุดเดือดของน้า กราดและสารละลายโซเดยี มคลอไรด์ วสั ดุและอปุ กรณ์ 1. สารละลายโซเดยี มคลอไรดห์ รอื น้าเกลอื 2. น้ากลนั่ 3. เทอมองมิเตอรส์ เกล 0-100 องศาเซลเซียส 4. บีกเกอร์ขนาด 100 ลูกบาสเซนตเิ มตร 5. ชดุ ตะเกียงแอลกอฮอล์ 6. ขาตงั้ พร้อมที่จบั หลอดทดลอง 7. แท่งแก้วคน 8. นาฬกิ าจบั เวลา 9. ไฟแชก็
วธิ กี ารดาเนนิ กจิ กรรม 1. เติมนา้ กลน่ั ปริมาตร 50 ลกู บาตรเซนตเิ มตรลงในบีกเกอร์ 2. จัดอปุ กรณ์เพ่อื วัดอุณหภูมิของน้ากลัน่ เมื่อให้ความร้อนดงั ภาพ โดยระวังกระเปาะของเทอมอมเิ ตอรไ์ ม่ให้สมั ผัสกับบีกเกอร์ 3. ใช้แท่งแก้วคนนา้ กล่ันในบกี เกอรข์ ณะ ภาพการจัดเตรยี มอปุ กรณ์ ใหค้ วามรอ้ นสงั เกตการเปลยี่ นแปลง วัดอณุ หภูมขิ องน้าทกุ ๆ 30 วินาที จนกระทงั่ น้าเดอื ดและวัดอุณหภมู ิ ตอ่ ไปอกี 2 นาที พร้อมบันทกึ ลงใน ตารางทอี่ อกแบบไว้ 4. ทาเชน่ เดยี วกับข้อ 3 โดยใช้ สารละลายโซเดียมคลอไรด์แทนนา้ กลัน่ ในปรมิ าณทเ่ี ท่ากัน 5. นาข้อมูลท่ีไดจ้ ากตารางบนั ทึกผลมา เขียนกราฟความสัมพันธร์ ะหวา่ ง อณุ หภมู กิ ับเวลา
กิจกรรมที่ 2.2 จุดหลอมเหลวของสารบริสุทธิ์และสารผสมเปน็ อย่างไร จุดประสงค์ วิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศ เพ่ือเปรียบเทียบช่วงอุณหภูมิที่ หลอมเหลวและจุดหลอมเหลวของแนฟทาลีนและกรดเบนโซอิก ในแนฟทาลีน วธิ กี ารดาเนินกจิ กรรม 1. สงั เกตชว่ งอณุ หภูมิท่ลี ม้ เหลวของแนวทาลนี และสารผสมระหว่าง กรดเบนโซอกิ ในแนฟทาลนี ท่มี อี ัตราส่วนตา่ งๆจากตาราง 2. หาจดุ หลอมเหลวของแนฟทาลนี และสารผสมระหว่างกรดเบนโซอิก ในแนฟทาลีนทมี่ ีอาจตัดสว่ นตา่ ง ๆ จากตาราง 3. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างช่วงอุณหภูมิที่ล้มเหลวของแนฟทาลนี และสารผสมระหว่างกรดเบนโซอกิ ในแนฟทาลีนทม่ี อี ัตราสว่ นต่าง ๆ 4. อภิปรายเพื่อลงขอ้ สรปุ เกย่ี วกับจดุ หลอมเหลวของแนฟทาลีนและสาร ผสมระหวา่ งกรดเบนโซอกิ ในแนฟทาลนี ที่มีอตั ราสว่ นต่าง ๆ
ตาราง ช่วงอณุ หภมู ิท่ีหลอมเหลวของแนฟทาลีน ครัง้ ท่ี อณุ หภูมขิ องแนฟทาลนี ( 0c ) 1 78.5-79.0 2 78.0-78.5 3 78.5-79.0 ตาราง ช่วงอุณหภมู ทิ หี่ ลอมเหลวของกรดเบนโซอิกในแนฟทาลีนท่มี ีอัตราส่วนตา่ งกนั สาร อัตราส่วน ชว่ งอณุ หภมู ทิ ีห่ ลอมเหลว(0c ) 1. กรดเบนโซอิกในแนฟทาลนี 0.1 : 2 73.0-76.5 2. กรดเบนโซอิกในแนฟทาลีน 0.2 : 2 67.0-71.5 3. กรดเบนโซอกิ ในแนฟทาลนี 0.4 : 2 64.5-69.5
เรื่องที่ 2 ความหนาแน่น ความหนาแน่น ความหนาแน่น เป็นตัวบ่งชี้ว่า สาร 1 หน่วยปริมาตร มีมวลอยู่เท่าใดในปริมาณที่เท่ากัน สารที่มีความหนาแน่นมากจะมีมวลมากกว่าสารที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า ดังนั้น ค่าความ หนาแน่นของสารแต่ละชนิดจึงเป็นสมบัติเฉพาะตัวและคงท่ีโดยความหนาแน่นมีหน่วยเป็นกรัมต่อ ลกู บาเซนตเิ มตร หรอื กิโลกรัมต่อลกู บาศกเ์ มตร ความหนาแน่นของสารเป็นความสัมพันธ์ระหว่างมวลของสารใน 1 หน่วยปริมาตรของ สารนนั้ ซ่ึงสามารถเขยี นความสมั พันธ์ได้ดงั น้ี ความหนาแน่นของสาร = มวล (g) หรอื ปรมิ าตร(cm3) ความหนาแน่นของสาร = มวล (kg) ปริมาตร(m3)
กจิ กรรมที่ 2.3 ความหนาแนน่ ของสารบริสุทธิ์และสารผสมเป็นอย่างไร จดุ ประสงค์ 1. หน้าเลยนะวดั มวลและปริมาตรเพอื่ คานวณหา ความหนาแน่นของสารบริสุทธิแ์ ละสารพระสงฆ์ 2. วิเคราะห์และเปรียบเทยี บความหนาแน่นของ สารบริสุทธิแ์ ละสารผสม วสั ดุและอปุ กรณ์ 1. เหลก็ 2 กอ้ นทมี่ มี วลต่างกัน 2. ทองแดง 2 ก้อน 3. สารละลายโซเดยี มคลอไรด์ความเขม้ ขน้ ตา่ งกนั 2 ชดุ 4. สารละลายนา้ ตาลทรายความเขม้ ข้นต่างกนั 2 ชดุ 5. เชอื กหรือด้าย 6. กระบอกตวงขนาด 50 ลกู บาศก์เซนติเมตร 7. บีกเกอร์ขนาด 100 ลกู บาศก์เซนติเมตร 8. แกว้ นา้ 9. ถงั ใสน่ ้า 10. เครือ่ งช่ัง 11. ถ้วยยเู รกา
วิธกี ารดาเนนิ กจิ กรรม ตอนท่ี 1 ความหนาแนน่ ของสารบริสุทธิ์ 1. ชงั่ มวลของเหล็ก กอ้ นท่ี 1 และ 2 บันทกึ ผล 2. ชงั่ มวลของทองแดง ก้อนที่ 1 และ 2 บนั ทกึ ผล 3. หาปรมิ าตรของก้อนเล็กก่อนท่ี 1 และกอ้ นท่ี 2 ก้อนทองแดงกอ้ นท1่ี และก้อนท่ี 2 โดยใชถ้ ว้ ย ยรู ีกา 4. คานวณความหนาแนน่ ของเหลก็ ทงั้ 2 ก้อน และทองแดงทั้ง 2 ก้อนบันทึกผล วธิ กี ารดาเนินกิจกรรม ตอนที่ 2 ความหนาแนน่ ของสารผสม 1. ชงั่ มวลของสารละลายโซเดียมคลอไรด์ ชุดท่ี 1 และ 2 บนั ทึกผล 2. ชงั่ มวลของสารละลายนา้ ตาลทราย ชุดท่ี 1 และ 2 บนั ทึกผล 3. วดั ปริมาณสารละลายโซเดยี มคลอรา้ ยชุดทีห่ น่งึ และชดุ ทสี่ องสาวละลายน้าตาลทรายชดุ ทห่ี น่งึ และชุดที่สองโดยใช้กระบอกตวงบนั ทกึ ผล 4. คานวณความหนาแนน่ ของสารละลายโซเดยี มคลอไรด์ทงั้ สองชุดและสารละลายนา้ ตาลทราย ท้ังสองชดุ บันทึกผล
บทท่ี 2 การจาแนกและองคป์ ระกอบของสารบริสุทธ์ิ ภาพเพชรและแกรไฟต์ เร่ืองท่ี 1 การจาแนกสารบรสิ ุทธ์ิ สารบริสุทธิ์มีจุดเดือด จุดหลอมเหลวและความหนาแน่นคงท่ี ซึ่งเป็นสมบัติ เฉพาะตัวของสารบริสุทธิ์แต่ละชนดิ รอบตวั เรามีสารบริสทุ ธิ์อยหู่ ลายชนิด เช่น เอทานอล ผงตะใบเหลก็ ทองแดง ไอนา้ นา้ ตาลทราย เกลอื
ธาตุ สารบริสุทธิ์ สารประกอบ ธาต(ุ element) สารประกอบ สารบริสุทธ์ิท่ีไม่สามารถแยก (compound) ใหส้ ารใหม่โดยวิธีทางเคมีได้ เพราะมี องค์ประกอบเพยี งชนดิ เดียว เรียกว่า สารบริสุทธ์ิที่สามารถ ธาตุ ยกตัวอย่าง เช่น ออกซิเจน แยกสลาย เป็นองค์ประกอบมากกว่า ไฮโดรเจน ห น่ึ ง ช นิ ด เ รี ย ก ว่ า ส า ร ป ร ะ ก อ บ compound
กิจกรรมที่ 2.4 สารบรสิ ุทธ์มิ ีองค์ประกอบอะไรบา้ ง จดุ ประสงค์ แยกนา้ ดว้ ยไฟฟ้าและอธิบายผลทไ่ี ด้จากการแยกนา้ ด้วยไฟฟ้า วสั ดแุ ละอุปกรณ์ 1. สารละลายกรดซัลฟิวรกิ เจือจาง 2. น้า 3. แบตเตอรขี่ นาด 9 V 4. ไฟแช็ก 5. ธปู 6. เคร่อื งแยกนา้ ด้วยไฟฟา้ 7. สายไฟพร้อมคลิปปากจระเข้ ข้อควรระวัง ● ควรใชไ้ ฟแชก็ ดว้ ยความระมัดระวงั อยา่ ให้เปลวไฟเข้าใกล้สิ่งที่อาจเป็น เชือ้ เพลิงเช่นเส้นผมเส้ือผ้ากระดาษ ● ทดสอบสารท่เี กบ็ ได้ในหลอดทดลองทง้ั สองดว้ ยความระมดั ระวงั เนือ่ งจาก สารเหลา่ นน้ั อาจทาใหเ้ กดิ เสียงหรือเกิดเปลวไฟ
วิธกี ารดาเนนิ กจิ กรรม 1. ใส่น้าในถ้วยพลาสติกของเครื่องแยกน้าด้วย ไฟฟ้าจนเกือบเต็ม เติมสารละลายกรดซลั ฟวิ ริก เจือจางประมาณ 6-10 ลูกบาศก์เซนติเมตร เพ่ือช่วยให้น้านาไฟฟ้าได้ดีข้ึน แล้วปิดฝาครอบ ทีม่ หี ลอดแก้วและข้ัวไฟฟ้า 2. ชายปลายน้ิวปิดรรู้ ะบายอากาศท่ีฝาครอบแล้วคว่าถว้ ยพลาสติก เพ่ือใหน้ า้ เขา้ ในหลอดแก้วจนเต็มแลว้ หงายถ้วยพลาสติกข้นึ โดยไม่มีฟองอากาศในหลอด
วิธกี ารดาเนินกจิ กรรม 3. ต่อสายไฟจากแบตเตอรี่ขนาด 9 โวลต์ เข้า กั บ เ ค รื่ อ ง แ ย ก น้ า ด้ ว ย ไ ฟ ฟ้ า ใ ห้ ค ร บ ว ง จ ร สังเกตการณ์เปล่ียนแปลงในหลอดแก้วท้ังสอง บันทกึ ผล 4. เมื่อระดับน้าในหลอดใดหลอดหน่ึง 5. ระมัดระวังให้ปากหลอดยังคว่าอยู่ใต้น้า ลดลงเกอื บหมด หล่อนถอดสายไฟออก ตลอดเวลา จนกว่าจะทดสอบสารท่ีอยู่ใน ทาเคร่อื งหมายแสดงระดบั น้าทเ่ี หลืออยู่ หลอดค่อย ๆ ดันหลอดและจุกยางออก ในแต่ละหลอดและแสดงว่าแต่ละหลอด ด้านลา่ งของฝาครอบ เกบ็ ขัว้ ไฟฟา้ มาจากขัว้ ใด
วธิ กี ารดาเนนิ กิจกรรม 6. ทดสอบสารในหลอดจากข้ัวหัว โดยใช้ปลาย น้ิวช้ีปิดปากหลอดให้แน่นต้ังแต่ปากหลอด ยัง อย่ใู ตน้ า้ หงายขึ้นโดยยังไม่เปิดปากหลอดแล้วใช้ ธูปท่ีลุกเป็นเปลวไฟจ่อลงในปากหลอดทันทีท่ี ปลายนิ้วขยับเปิดปากหลอด สังเกตการณ์ เปล่ยี นแปลง บันทกึ ผล 7. ทดสอบสารในหลอดจากข้ัวลบ โดยวิธี เดียวกันกับข้อ 6 สังเกตการณ์เปล่ียนแปลง บนั ทกึ ผล 5. ทาซ้า ตั้งแต่ข้อ 1-5 แล้วทดสอบสาร ในหลอดจากขั้วบวกและข้ัวลบทีละหลอด โดยใช้ธูปท่ีเป็นถ่านแดงจ่อลงไปในหลอด ทันทีท่ีปลายน้ิวขยับเปิดปากหลอด สังเกต การ์ เปลย่ี นแปลง บนั ทึกผล
เรอ่ื งที่ 2 โครงสรา้ งอะตอม 1. การพฒั นาแบบจาลองอะตอม อะตอม (atom) เป็นอนุภาคท่ีเล็กที่สุดของธาตุนักวิทยาศาสตร์ชาวกรีกดิโมคริตุส (Democritus) และลวิ ซิปปสุ (Leucippus) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับอะตอมว่า“ เมื่อแบ่งสารให้ มีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ จนไม่สามารถแบ่งย่อยให้เล็กต่อไปได้อีกจะได้หน่วยท่ีเล็กที่สุดเรียกว่า อะตอม” ต่อมาได้มีนักวทิ ยาศาสตร์เสนอแบบจาลองอะตอมและพฒั นาแบบจาลองอะตอมจนถึง ปจั จบุ ันรวม 5 แบบดงั น้ี แบบท่ี 1 ไ ด้ จ า ก ก า ร ร ว บ ร ว ม แ น ว คิ ด ข อ ง นักวิทยาศาสตร์ในสมัยนั้น บอกแต่ลักษณะ ไม่บอกอนุภาค แบบจาลองอะตอม ของดอลตัน
แบบท่ี 2 แบบจาลองอะตอม ของ ทอมสัน ได้จากการทดลองการนาไฟฟ้าของแก๊ส ในหลอดรังสีแคโทดเสนอว่าอะตอมมีลักษณะ เป็นทรงกลมประกอบด้วยเนื้ออะตอมซึ่งมีประจุ บ ว ก แ ล ะ มี อิ เ ล็ ก ต ร อ น ซึ่ ง มี ป ร ะ จุ ล บ จ า น ว น เ ท่ า กั บ ป ร ะ จุ บ ว ก ก ร ะ จ า ย อ ยู่ ท่ั ว ไ ป อ ย่ า ง ส ม่ า เ ส ม อ ภ า ย ใ น อ ะ ต อ ม ลั ก ษ ณ ะ ค ล้ า ย แบบจาลองขนมปังลูกเกด (plum pudding model) อะตอมจงึ มีสภาพเปน็ กลางทางไฟฟ้า แบบท่ี 3 แบบจาลองอะตอมของ ได้จากการยิงอนุภาคแอลฟาไปยัง รัทเทอรฟ์ อร์ด แผ่นทองคาเปลวที่ล้อมรอบด้วยฉากเรือง แสงเสนอว่าอะตอมประกอบด้วยนิวเคลียสท่ี มีขนาดเล็กมากอยู่ภายในและมีประจุบวกมี อิเล็กตรอนเคลื่อนที่อยู่รอบนิวเคลียสเป็น บริเวณกว้างบริเวณของอะตอมส่วนใหญ่ เปน็ ที่วา่ ง
แบบท่ี 4 แบบจาลองอะตอม ของ โบร์ ได้จากการศึกษาการเกิดสเปกตรัม ของแก๊สไฮโดรเจน เสนอว่าอิเล็กตรอนท่ีอยู่ รอบนิวเคลียสจะอยู่เป็นช้ัน ๆ เรียกว่า ระดับ พลังงาน อิเล็กตรอนที่อยู่ในระดับพลังงานวง ในสุดจะมีพลังงานต่าสุด อิเล็กตรอนระดับ พลังงานชั้นนอกสุดจะมีพลังงานมากท่ีสุด เรียกอิเล็กตรอนวงน้ีว่า เวเลนซ์อิเล็กตรอน ปัจจุบันจัดระดับพลังงานของอิเล็กตรอน ออกเป็น 7 ระดับพลังงานคือ K, L, M, N, O, P และ 0 แบบท่ี 5 แบบจาลองอะตอม ไ ด้ จ า ก ก า ร ค้ น ค ว้ า แ ล ะ ใ ช้ ท ฤ ษ ฎี กลุ่มหมอก (ปจั จบุ นั ) ควอนตัมคานวณหาความน่าจะเป็นที่จะพบ อิเล็กตรอนในระดับพลังงานต่าง ๆ สร้าง มโนภาพได้ว่า อะตอมประกอบด้วยกลุ่ม หมอกของอิเล็กตรอนรอบนวิ เคลียส บริเวณ ที่มีกลุ่มหมอกหนาทึบ คือ บริเวณที่มีความ นา่ จะเปน็ ท่ีจะพบอเิ ลก็ ตรอนมากท่สี ุด
2. อนุภาคมูลฐานของอะตอม อนุภาคมลู ฐานของอะตอม (fundamental particle of atom) หมายถึง อนุภาค ท่อี ะตอมของทกุ ธาตุตอ้ งมีเปน็ องค์ประกอบ ได้แก่ โปรตอน นวิ ตรอน และอิเล็กตรอน ภาพ อะตอมประกอบด้วยอนภุ าคมูลฐาน 3 ชนิด คอื โปรตอน นวิ ตรอน และอิเลก็ ตรอน โปรตอน (proton) อยู่ในนิวเคลียสมปี ระจุบวกและเป็นจานวนเฉพาะของแต่ละธาตุ ถา้ จานวนโปรตอนเปลย่ี นจะกลายเป็นธาตุใหมซ่ ึง่ มสี มบตั ติ ่างจากธาตุเดิม อิเล็กตรอน (electron) เคลื่อนท่ีอยู่รอบนิวเคลียสเป็นช้ัน ๆ มีประจุลบและมี จานวนอนุภาคเท่ากับโปรตอนจานวนอิเล็กตรอนของธาตุอาจเปลี่ยนแปลงได้ทาให้อะตอม เปลยี่ นไปเป็นไอออนบวกหรอื ไอออนลบ แต่ธาตุยงั คงเป็นธาตุเดมิ นิวตรอน (neutron) อยู่ในนิวเคลียสค่ันระหว่างอนุภาคโปรตอนไม่มีประจุหรือเป็น กลางทางไฟฟา้
ตาราง อนุภาคมูลฐานของอะตอม สญั ลักษณ์นิวเคลียร์ คือ เปน็ สญั ลักษณท์ ่เี ขียนแทนชือ่ ธาตุพร้อมทง้ั แสดงชื่อมวลและเลขอะตอมของธาตุ เลขมวล คือ ผลรวมของจานวนโปรตอนกับนวิ ตรอนในนิวเคลยี สของธาตุ เลขอะตอม คือตัวเลขท่ีแสดงจานวนโปรตอนในนิวเคลียส อะตอมที่เป็นกลางทาง ไฟฟ้าจะมีจานวนโปรตอนเท่ากับจานวนอิเล็กตรอนที่เคลื่อนท่ีอยู่รอบ ๆ นิวเคลยี ส
สญั ลกั ษณน์ วิ เคลียรแ์ สดงถงึ ขอ้ มูลของอนภุ าคมลู ฐานของอะตอมได้ ดงั น้ี 11 โปรตอน กับ 12 นิวตรอน อยู่รวมกัน ต ร ง ก ล า ง เ ป็ น นิวเคลียส และ 11 อิเล็กตรอน เคลื่อนท่ี อยรู่ อบ ๆนิวเคลยี ส
3. การเกิดไอออน 3.1 การเกิดไอออนบวก ไอออนบวกเกิดจากอะตอมเสียอิเล็กตรอนให้กับสารอ่ืนทาให้มีจานวน โปรตอนมากกว่าจานวนอิเล็กตรอนจึงเปล่ียนไปเป็นไอออนบวกท่ีมีประจุบวก เทา่ กบั จานวนอเิ ล็กตรอนทีเ่ สียไป 3.2 การเกิดไอออนลบ ไ อ อ อ น ล บ เ กิ ด จ า ก อ ะ ต อ ม รั บ อิ เ ล็ ก ต ร อ น เ ข้ า ม า ท า ใ ห้ มี จ า น ว น อิเล็กตรอนมากกว่าจานวนโปรตอนจึงเปล่ียนไปเป็นไอออนลบที่มีประจุลบ เท่ากับจานวนอิเล็กตรอนทีร่ บั เขา้ มา
เรอ่ื งที่ 3 การจาแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์ โลหะ อะลูมเิ นยี ม ▪ พน้ื ผวิ มันวาว ▪ นาไฟฟา้ และนาความรอ้ นได้ดี ▪ จดุ เดอื ดและจดุ หลอมเหลวสงู ▪ เหนยี ว ▪ สามารถตแี ผเ่ ป็นแผน่ หรอื ยดื เปน็ เสน้ ได้ อโลหะ ทองแดง ฟอสฟอรสั ▪ พืน้ ผิวไม่มันวาว ▪ ไม่นาไฟฟา้ และไม่นาความร้อน ▪ จุดเดือดและจุดหลอมเหลวตา่ ▪ เปราะ ทุบแลว้ แตก กามะถนั
เร่อื งที่ 3 การจาแนกและองค์ประกอบของสารบรสิ ทุ ธ์ิ กึ่งโลหะ ▪ มบี างสมบตั คิ ล้ายโลหะ บางสมบตั คิ ล้าย อโลหะ ▪ นาไฟฟา้ ไดด้ ขี นึ้ เมือ่ อุณหภูมสิ งู ข้ึน ซลิ ิคอน พลวง นอกจากการจาแนกธาตโุ ดยใช้สมบัติทางกายภาพเป็นเกณฑ์แล้ว ยังสามารถจาแนกธาตุ ได้โดยใชส้ มบัตกิ ารแผ่รังสเี ปน็ เกณฑไ์ ด้อกี ดว้ ย ธาตโุ ลหะ อโลหะ หรือกึ่งโลหะบางชนิดสามารถแผ่ รงั สไี ด้ ธาตเุ หล่านี้เรียกวา่ ธาตุกัมมันตรงั สี (radioactive element) ยูเรเนยี ม เรดอน พอโลเนยี ม การทีธ่ าตุแผ่รงั สอี อกมาอยา่ งตอ่ เน่อื ง เรียกวา่ กมั มันตภาพรงั สี (radioactivity)
3หนว่ ยที่ หน่วยพ้นื ฐานของสงิ่ มชี วี ติ หนว่ ยการเรียนรู้นีม้ ีจดุ มุ่งหมายใหน้ ักเรยี นเรยี นรู้เกีย่ วกับการใช้กล้องจลุ ทรรศนใ์ ช้ แสง รปู รา่ งลกั ษณะของเซลล์ โครงสร้างและหน้าทแี่ ตล่ ะโครงสรา้ งของเซลล์ ความสัมพันธ์ระหวา่ งรูปรา่ งลกั ษณะกบั หน้าท่ขี องเซลล์ และการจัดระบบของสิ่งมชี วี ติ รวมทั้งกระบวนการลาเลียงสารผ่านเซลล์โดยการแพรแ่ ละออสโมซิสเพอ่ื ทาความ เขา้ ใจหน่วยพื้นฐานของสิง่ มีชวี ิตและกระบวนการบางอยา่ งท่เี กิดขึน้ ภายในหน่วย พ้นื ฐานของสง่ิ มชี วี ิต
องค์ประกอบของหนว่ ย บทท่ี 1 เซลล์ ▪ เร่อื งที่ 1 การศึกษาเซลล์ด้วยกล้องจลุ ทรรศน์ ▪ เรื่องที่ 2 โครงสร้างและหนา้ ทข่ี องเซลล์ บทที่ 2 การลาเลียงสารเขา้ ออกเซลล์ ▪ เร่อื งท่ี 1 การแพร่ ▪ เรอื่ งที่ 2 ออสโมซิส
บทท่ี 1 เซลล์ สาระสาคญั สงิ่ มชี วี ิตทุกชนดิ มเี ซลล์เปน็ สว่ นประกอบ บางชนดิ ประกอบดว้ ยเซลล์ 1 เซลล์ บางชนดิ ประกอบดว้ ยเซลล์หลายเซลล์ เซลลข์ องสิ่งมีชวี ติ จะมขี นาดเล็กมากจนไม่ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจึงตอ้ งใชก้ ล้องจุลทรรศนใ์ ชแ้ สงเปน็ เครอื่ งมอื ชว่ ยใน การศกึ ษาเซลล์พชื และเซลลส์ ัตวม์ โี ครงสรา้ งพนื้ ฐานเหมือนกนั คอื มเี ยือ่ ห้มุ เซลล์ ไซ โทพลาซึม และนวิ เคลียสซ่งึ โครงสรา้ งพน้ื ฐานนจ้ี ะทาหนา้ ทแี่ ตกต่างกันไป แต่เซลลพ์ ชื มี โครงสรา้ งบางอย่างท่ีไมพ่ บในเซลล์สัตว์ ได้แกผ่ นงั เซลลแ์ ละคลอโรพลาสตเ์ ซลลม์ รี ูปร่าง ลกั ษณะท่ีหลากหลายเพือ่ ให้เหมาะสมกับหน้าทขี่ องเซลลน์ ้ัน ๆ โดยเซลลช์ นดิ เดียวกนั หรือหลายชนิดจะทางานร่วมกนั เปน็ เนอ้ื เย่ือ เนือ้ เย่อื หลายชนิดรวมกนั เป็นอวัยวะ อวยั วะทางานร่วมกนั จัดเป็นระบบอวยั วะ และระบบอวยั วะทุกระบบทางานรว่ มกันจน เป็นสง่ิ มีชวี ติ
เร่อื งที่ 1 การศึกษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ จากที่ทราบมาแล้ววา่ ธาตปุ ระกอบดว้ ยหน่วยยอ่ ยท่เี ลก็ ทส่ี ุดทีแ่ สดงสมบัติของธาตุ คือ อะตอม ส่วนสิง่ มีชีวติ ไมว่ า่ จะเป็นพชื สัตว์ หรือแม้แต่รา่ งกายของเรา ลว้ นประกอบด้วยหน่วย พื้นฐานทเ่ี ลก็ ท่สี ุดทแ่ี สดงสมบตั ิของการมีชีวิต คือเซลล์ ซงึ่ เซลล์ต่างชนดิ กนั อาจมีขนาดและ รปู ร่างลกั ษณะแตกต่างกัน แต่สว่ นใหญ่มักมขี นาดเล็กมากจนไมส่ ามารถมองเห็นไดด้ ้วยตาเปล่า นกั วทิ ยาศาสตรจ์ ึงได้คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีที่ชว่ ยใหม้ นุษยส์ ามารถมองเหน็ สงิ่ ต่าง ๆ ทม่ี ี ขนาดเล็กเหลา่ นี้ โดยเร่มิ จากการใช้แวน่ ขยายและต่อมาไดม้ ีการประดษิ ฐ์กลอ้ งจลุ ทรรศน์ (microscope) ทีช่ ว่ ยขยายขนาดภาพของวตั ถุขนาดเลก็ ได้หลายเทา่ ในปัจจุบนั กลอ้ งจุลทรรศน์ มหี ลายชนิด แต่สว่ นใหญ่ทใี่ ชใ้ นการศกึ ษาเซลลเ์ บือ้ งต้น จะเป็นกล้องจลุ ทรรศน์ใชแ้ สง (light microscope) ส่วนประกอบของกล้องจลุ ทรรศน์ใช้แสง
วธิ ีการใชก้ ลอ้ งจลุ ทรรศน์ ❖ ขนั้ ท่ี 1 วางสไลด์ท่ตี ้องการส่องบนแทน่ วางสไลด์ เปิดไฟกล้องจุลทรรศน์ ควรให้จุดวงกลมของแสงอยู่ตรงกลางใกล้เคียงกับ บรเิ วณทต่ี ้องการส่องมากท่ีสดุ ❖ ข้ันที่ 2 ปรับระยะห่างระหวา่ งตา สาหรับกล้องชนดิ 2 ตา ปรับหาระยะห่างระหว่างตา (Interpupillary distance) และปรับ Diopter ท่ตี าข้างใดขา้ งหน่ึง เพือ่ ใหร้ ะยะโฟกสั ท่เี ทา่ กนั ❖ ขนั้ ท่ี 3 ปรับโฟกัส หาระยะโฟกสั ทชี่ ัดท่ีสุด โดยเริ่มจากเลนส์วัตถุที่ขนาดกาลังขยายต่าสุดก่อน จากน้ันค่อยเพิ่ม กาลังขยายให้สูงข้ึน โดยปรบั ปุ่มปรับภาพหยาบ (Coarse adjustment knob) ❖ ขั้นที่ 4 ปรบั ละเอยี ด เม่ือปรับภาพหยาบจนพอมองเห็นภาพให้ทาการปรับดว้ ยปุ่มปรบั ภาพแบบละเอยี ด (Fine adjustment knob) ควบคู่กบั การเลอ่ื นสไลด์
วิธกี ารใช้กล้องจลุ ทรรศน์ (ต่อ) ❖ ข้ันที่ 5 ปรบั ปรมิ าณแสง โดยปรับที่ไดอะแฟรม (Diaphragm) ใต้แท่นวางสไลด์เพื่อควบคุมแสงใน ปรมิ าณทพี่ อเหมาะ การลดความกว้างของไดอะแฟรมลงเมื่อกาลงั ขยายสงู ขน้ึ ❖ ขน้ั ที่ 6 ปรบั กาลงั ขยายใหส้ ูงขึ้น เมื่อไม่ขนาดของวัตถุท่ีส่องมีขนาดเล็กจนไม่สามารถมองเห็นได้ให้ปรับ กาลังขยายให้สูงขึ้น โดยเลนส์ 100X ควรใช้ Immersion Oil หยดลงบนกระจกปิด สไลดเ์ พื่อเพม่ิ ประสิทธิภาพในการมองเห็นด้วย โดยให้เลนส์สาผัสกับ Immersion Oil และกระจกปดิ สไลด์ ❖ ขั้นท่ี 7 เก็บทาความสะอาด เมอื่ ใช้งานเสร็จให้เก็บโดยใช้ถุงคลุมหรือเก็บไว้ในที่ท่ีไม่มีฝุ่น และความชื้นต่า โดยเช็ดทาความสะอาดด้วยกระดาษเช็ดเลนสห์ รือน้ายาสาหรับเช็ดเลนส์
กจิ กรรมที่ 3.1 โลกใต้กลอ้ งจุลทรรศนเ์ ปน็ อยา่ งไร ตอนที่ 1 การใชก้ ล้องจุลทรรศนใ์ ชแ้ สง จดุ ประสงค์ 1. สงั เกตและอภปิ ราย เพอื่ ระบสุ ่วนประกอบและบรรยายหนา้ ทแ่ี ต่ละส่วนประกอบของกล้อง จุลทรรศน์ใช้แสง 2. ฝึกปฏบิ ัติการใช้กลอ้ งจลุ ทรรศน์ใชแ้ สงเพอ่ื สังเกตเซลล์ 3. สังเกตเซลลแ์ ละนาเสนอหลักฐานเชงิ ประจักษ์เก่ยี วกับลักษณะของเซลล์ วัสดแุ ละอุปกรณ์ 1. กล้องจลุ ทรรศน์ใชแ้ สง 1 กลอ้ ง 2. แวน่ ขยาย 1 อัน 3. สไลด์ 1 แผน่ 4. สไลดถ์ าวรของเน้อื เย่ือพืช เชน่ ลาตน้ ใบ 1 แผน่ 5. สไลดถ์ าวรของเนือ้ เยอื่ สัตว์ เชน่ ลาไส้เลก็ กล้ามเนอ้ื 1 แผ่น 6. สไลดถ์ าวรของส่ิงมีชีวติ เซลล์เดียว เชน่ พารามีเซียม 1 แผ่น 7. ปากกา 1 ดา้ ม 8. เทปใส 1 ม้วน 9. กระดาษขาว ขนาด 1 cm x 1 cm 1 - 2 แผน่
กิจกรรมที่ 3.1 โลกใต้กล้องจุลทรรศน์เปน็ อยา่ งไร วิธกี ารดาเนินกจิ กรรม 1. สังเกตส่วนประกอบของกล้องจุลทรรศน์ใช้แสงและร่วมกันอภิปรายเก่ียวกับหน้าท่ีของ สว่ นประกอบตา่ ง ๆ 2. อา่ นวิธีการใช้กล้องจุลทรรศน์ใชแ้ สงจากข้อมูลในหนังสือเรยี น 3. เขียนตัวอักษรขนาดเล็กบนกระดาษท่ีตัดไว้ วางกระดาษบนสไลด์และปิดด้วยเทปใส สงั เกตตวั อกั ษรบนสไลดแ์ ละบนั ทกึ ผลให้มขี นาดใกล้เคียงกับขนาดตัวอักษรบนสไลด์ 4. สังเกตตัวอักษรโดยใชแ้ ว่นขยาย บันทึกผลโดยการวาดภาพและเขียนบรรยายลักษณะ ของภาพ 5. สังเกตตัวอักษรโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ใช้แสงซ่ึงใช้เลนส์ใกล้วัตถุกาลังขยาย 4 เท่า จากน้ันปรับเป็นกาลังขยาย 10 เท่าและ 40 เท่า ตามลาดับ สังเกตและบันทึกผลโดยการวาด ภาพและเขียนบรรยายลกั ษณะของภาพ พร้อมระบกุ าลงั ขยายของกลอ้ งที่ใช้ 6. เปลี่ยนให้เลนส์ใกล้วัตถุกาลังขยาย 4 เท่า อยู่ตรงกับวัตถุแล้วเลื่อนสไลด์ท่ีมีตัวอักษร ไปทางซ้าย ขวา บน และล่างสังเกตการเปลี่ยนตาแหน่งของภาพและบันทึกผลโดยการวาดภาพ และเขียนบรรยาลักษณะของภาพ
กจิ กรรมที่ 3.1 โลกใตก้ ลอ้ งจลุ ทรรศน์เปน็ อย่างไร ตอนท่ี 2 เซลลข์ องส่งิ มีชวี ติ วิธกี ารดาเนนิ กิจกรรม 1. ใช้กล้องจุลทรรศน์ใช้แสงสังเกตลักษณะของเซลล์พืชจากสไลด์ถาวรของเน้ือเย่ือพืช โดย ใชเ้ ลนสใ์ กลว้ ตั ถุกาลงั ขยาย 10 เทา่ สงั เกตและบันทึกผลโดยการวาดภาพ 2. ทาซา้ ขอ้ 1 โดยใช้สไลด์ถาวรของเนือ้ เย่ือสตั ว์ และสไลด์ถาวรของสิ่งมีชีวติ เซลล์เดยี ว 3. นาภาพวาดที่บันทึกได้มาจัดแสดงและร่วมกันอภิปรายเปรียบเทียบลักษณะท่ีพบของ เซลลพ์ ชื เซลลส์ ัตว์ และสง่ิ มชี ีวติ เซลลเ์ ดียว ภาพตัวอย่างผลการทากิจกรรมตอนที่ 1 การใช้กล้องจลุ ทรรศน์ใช้แสง 1. ภาพที่สังเกตได้จากแว่นขยายภาพทีส่ ังเกตได้จากแว่นขยายจะมขี นาดใหญ่ขึ้น
กจิ กรรมท่ี 3.1 โลกใต้กล้องจุลทรรศนเ์ ปน็ อย่างไร ตอนที่ 2 เซลลข์ องส่ิงมชี ีวิต 2. ภาพท่ีสังเกตไดห้ ลงั จากใช้เลนสใ์ กล้วัตถุขนาด 4X 10X และ 40X ภาพทสี่ ังเกตไดห้ ลังจาก ใช้กล้องจุลทรรศนใ์ ชแ้ สงกาลังขยายตา่ ง ๆ จะเป็นภาพหวั กลบั และกลับซา้ ยเป็นขวาโดยมขี นาด ใหญ่ขึน้ ตามกาลังขยายทเ่ี พมิ่ มากข้นึ 3. ภาพท่ีสังเกตได้จากการเลื่อนแท่นวางสไลด์ไปทางซ้าย ขวา บน และล่างการเลื่อนแท่นวาง สไลดไ์ ปทางซ้าย ขวา บน และล่าง จะสังเกตเห็นภาพเคลื่อนไปในทิศทางตรงกนั ขา้ ม
เรื่องที่ 2 โครงสร้างและหนา้ ท่ีของเซลล์ สงิ่ มชี วี ิตมีหลายชนิด แต่ละชนดิ มรี ูปร่างและรูปแบบการดารงชีวิตท่ีแตกต่างกัน เช่น พืชสามารถ สร้างอาหารเองได้สว่ นสัตวส์ รา้ งอาหารเองไม่ไดต้ ้องกินส่งิ มชี ีวิตอ่ืนเป็นอาหาร แต่ท้ังพืชและสัตว์น้ันต่างมี เซลลเ์ ปน็ หนว่ ยพ้นื ฐาน นกั เรียนคิดวา่ เซลล์พชื และเซลลส์ ตั วม์ รี ปู ร่างและโครงสร้างเหมือนหรือแตกต่างกัน หรือไม่ รูปร่างและโครงสร้างเหล่านั้นส่งผลต่อการทางานของเซลล์และการดารงชีวิตของพืชและสัตว์ อยา่ งไร กจิ กรรมท่ี 3.2 เซลลพ์ ืชและเซลลส์ ตั วแ์ ตกตา่ งกันอยา่ งไร จุดประสงค์ สังเกตและรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์เพ่ือบรรยายและเปรียบเทียบรูปร่างลักษณะและ โครงสร้างของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ วสั ดุอปุ กรณ์ 2. หวั หอมแดงหรือหัวหอมใหณ่ 4. สระลายไอโอดนี ความเข็มขน้ 1% 1. สาหร่ายหางกะรอก 6. ปากคบี 3. น้า 8. หลอดหยด 5. นา้ เกลอื 10. ใบมีดโกน 7. ก้านสาลี 9. เขม็ เข่ีย 12. สไลดแ์ ละกระจกปดิ สไลด์ 11. กระดาษเยอื่ 13. กล้องจุลทรรศนใ์ ช้เเสง
กิจกรรมที่ 3.2 เซลล์พชื และเซลลส์ ัตวแ์ ตกต่างกันอยา่ งไร ตอนท่ี 1 เซลล์พืช วิธดี าเนินกจิ กรรม ศกึ ษาเซลลเ์ ยอ่ื หวั หอมแดง 1. หยดน้าลงบนสไลด์ 1-2 หยด 2. ใชป้ ากคบี ลอกเย่ือดา้ นในของหวั หอมแดงออกตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วค่อยๆ วางบนหยด น้าบนสไลดเ์ พอื่ ไมใ่ ห้เกดิ ฟองอากาศระวงั ไม่ใหเ้ น้อื เยื่อพับซอ้ นกัน
กจิ กรรมท่ี 3.2 เซลล์พืชและเซลล์สตั ว์แตกตา่ งกนั อยา่ งไร 3. หยดสารละลายไอโอดนี 1 หยด บนเยอื่ หัวหอมแดง 4. วางกระจกปดิ สไลด์ทามุมประมาณ 45 องศา กบั สไลด์ด้านหน่ึง ใชน้ ้วิ หัวแม่มอื และน้วิ ชี้ของมอื ซ้ายจบั ขอบกระจกแลว้ เลื่อนกระจกปดิ สไลดไ์ ปสัมผสั กับขอบดา้ นนอกของหยดน้า มอื ขวาจบั เข็มเข่ยี รองรับกระจกปิดสไลด์ไว้ แลว้ ค่อยๆลดเขม็ เขีย่ ลงจนกระจกปดิ สไลดป์ ิดลงบนสไลด์สนิท
กิจกรรมท่ี 3.2 เซลล์พชื และเซลลส์ ตั วแ์ ตกต่างกนั อยา่ งไร 5. ระวังอย่าให้มฟี องอากาศ ใช้กระดาษเย่ือแตะข้างๆ กระจกปดิ สไลดเ์ พ่อื ซบั ของเหลวสว่ นเกนิ ออก 6. นาสไลด์ตวั อยา่ งไปสงั เกตด้วยกลอ้ งจลุ ทรรศน์แบบใช้แสงกาลังขยายต่างๆ บนั ทึกผลโดยการวาด ภาพหรอื ถา่ ยภาพ
กิจกรรมท่ี 3.2 เซลลพ์ ืชและเซลลส์ ัตว์แตกต่างกนั อยา่ งไร 7. เปรียบเทียบภาพที่บันทึกได้กับภาพโครงสร้างของเซลล์ เพ่ือระบุโครงสร้างของเซลล์ท่ีพบจากการ สังเกต ตอนที่ 1 สาหร่ายหางกระรอก 1. หยดน้าลงบนสไลด์ 1 หยด
Search