การใช้ภาษากับ ความคิด ภาษาไทยกับครูศรัญญา– ครูเกตุแก้ว วิชาภาษาและเหตผุ ล ชั้นมัธยมศกึ ษาปี ที่ ๖
การใช้ภาษาแสดงทรรศนะ ในสังคมประชาธิปไตย การแสดงทรรศนะของบุคคล เกี่ยวกับเรื่องหน่ึงเร่ืองใดก็ตาม ย่อมเป็ นปกติวิสั ยที่พึงกระทา หากทรรศนะน้ันแสดงออกมาโดยบริสุทธ์ิใจ เพ่ือประโยชน์ทาง สร้างสรรค์และด้วยเจตนาอนั ดีต่อสังคม
ทรรศนะต่าง ๆ ดงั กล่าวแล้วจะแตกต่างหรือขดั แย้งกนั ย่อมนับได้ว่ามี ประโยชน์ พอจะช่วยให้บุคคลอื่นอื่นได้มโี อกาสใช้ดุลยพนิ ิจตดั สินใจ เลือกวถิ ที างแก้ไขปัญหาได้หลายทางด้วยความสุขุมรอบคอบขนึ้ ด้วย เหตุผลนี้ เมื่อมบี ุคคลแสดงทรรศนะทแี่ ตกต่างจึงมไิ ด้แสดงว่าเกดิ ความ แตกความสามคั คใี นสังคมแต่ประการใด
คาว่า ทศั นคติ รูปศัพท์ หมายถึง ความเห็น การเห็น อาจเขียนว่า ทรรศนะ กไ็ ด้สรุปความหมายปัจจุบันได้ว่า ทรรศนะ คือ ความคดิ เห็นท่ี ประกอบด้วยเหตุผล โดยใช้แบบสอบถาม ถามนักเรียนว่า นักเรียนเห็นว่าควรจดั กฬี า สีหรือไม่ หากนักเรียนตอบว่า ควรหรือไม่ควรจัดกต็ าม โดยไม่ได้บอกว่า เป็ นเหตุผลใด เท่านีก้ ถ็ ือว่า นักเรียนได้แสดงความเห็นแล้ว แต่ยงั ไม่เป็ น การแสดงทรรศนะ เพราะการแสดงทรรศนะน้ัน จะต้องมกี ารใช้เหตุผล ประกอบด้วย
โครงสร้างการแสดงทรรศนะ การแสดงทรรศนะประกอบด้วยส่ วนสาคัญ ๓ ส่ วน คือ ท่ีมา ข้อสนับสนุน และ ที่มา คือ ส่ วนท่ีเป็ นเร่ืองราวต่าง ๆ ทาให้เห็นเกิดแสดงทรรศนะ จะช่ วยให้ ผู้รับสารเกิดความเข้ าใจพร้ อมท่ีจะรับทรรศนะน้ันให้ ครบถ้ วน
โครงสร้างการแสดงทรรศนะ ข้อสนับสนุน คือ ข้อเท็จจริง หลกั การ รวมท้งั ทรรศนะและมติของ ผู้อ่ืนท่ีแสดงทรรศนะนามาใช้เพื่อประกอบการให้เป็ นเหตุผลสนับสนุน ข้อสรุปของต้น ข้อสรุป คือ สาระที่สาคัญท่ีสุดของทรรศนะ อาจเป็ นข้อเสนอแนะ ข้อวินิจฉัย ข้อสันนิษฐาน หรือการประเมินค่า เสนอเพ่ือให้ผู้อื่นพจิ ารณา ยอมรับหรือนาไปปฏิบัติ
ทรรศนะของบุคคลแตกต่างกนั อย่างไร ทรรศนะของบุคคลในหน้ าต่ างซ่ึ งเกี่ยวกับเรื่ องใดเรื่ องหน่ึงอาจ แตกต่างกันไปหลายแนวความหลากหลายของการแสดงทรรศนะดังกล่าว เน่ืองจากเหตุผลสาคญั ๒ ประการ คือ คุณสมบัตติ ามธรรมชาตขิ องมนุษย์ อย่างหนึ่ง
ทรรศนะของบุคคลแตกต่างกนั อย่างไร คุณสมบัติตามธรรมชาติของมนุษย์ หมายถึง คุณสมบัติที่ติดตัว มนุษย์ มาต้ังแต่ กาเนิด เช่ น ความมีไหวพริบปฏิภาณ ส่ วนคาว่ า ส่ิงแวดล้อมน้ันมีความหมายกว้าง หมายรวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างท่ีเป็ น ธรรมชาติ และเป็ นส่ิงท่ีมนุษย์สร้างขนึ้ หรือกระทาขนึ้ ส่ิงแวดล้อมรอบตัว มนุษย์แต่ละคน อาทิ ทุ่งนาป่ าเขา ระบบการศึกษา และส่ิงอ่ืน ๆ นานัปการ
ทรรศนะของบุคคลแตกต่างกนั อย่างไร คุณสมบัติตามธรรมชาติของมนุษย์เป็ นส่ิงที่ต้องอาศัยการส่งเสริม และสนับสนุนจากส่ิงแวดล้อมด้วย เก่งจะต้องพฒั นาได้อย่างเต็มท่ี ฉะน้ัน กล่าวได้ว่า อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมมคี วามสาคญั เป็ นอนั มากต่อการแสดง ทรรศนะของบุคคล
ทรรศนะของบุคคลแตกต่างกนั อย่างไร อทิ ธิพลของสิ่งแวดล้อมจะทาให้บุคคลมีความรู้ ประสบการณ์ ความเชื่อ รวมท้ังค่านิยมแตกต่างกัน ความแตกต่างกันย่อมมีผลทา ให้บุคคลเกดิ ทรรศนะทแี่ ตกต่างกนั ไปดงั จะชี้ให้เห็นต่อไปนี้
ความรู้และประสบการณ์ บุคคลท่ีมีความรู้ มากกับบุคคลที่มีความรู้ น้ อย เม่ือแสดงทรรศนะในเร่ืองเดียวกนั ท่ีมีความรู้มากย่อมแสดง ทรรศนะได้ลกึ ซึ้งและกว้างขวางกว่า อย่างไรกต็ าม คนทุกคน สามารถพฒั นาความรู้ของตนให้มากขึน้ ได้ ท้งั การเรียนรู้จาก โรงเรียนและนอกโรงเรียน
ความรู้และประสบการณ์ ในทานองเดียวกัน บุคคลที่มีประสบการณ์มากเม่ือมี โอกาสจะแสดงทรรศนะได้ กว้ างขวางกว่ าบุคคลท่ีมี ประสบการณ์น้อย ประสบการณ์เกดิ จากการที่ได้อ่าน ได้ฟัง ได้ ดู มีได้สังเกตมาด้วยตนเอง อยากได้สะสมต่อเน่ืองกันมาใน ระยะเวลาทน่ี านพอสมควร
ความรู้และประสบการณ์ สรุปแล้วทรรศนะของบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์แตกต่าง กนั หรือเหลื่อมลา้ กนั ย่อมจะเป็ นทรรศนะทีแ่ ตกต่างกนั ไป แม้ในบุคคลคน เดียวกัน พัฒนาในช่วงเวลาหนึ่งของอายุก็จะแตกต่างไปได้อย่างมากกับ ช่วงเวลาหน่ึง บางทีอาจถึงกับตรงกันข้ามก็เป็ นไปได้ ท้ังนี้เพราะบุคคล น้ันได้สะสมความรู้และประสบการณ์เพิ่มขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
ความเช่ือ มนุษย์แต่ละคน แต่ละหมู่ แต่ละเหล่า อาจมีความเช่ือ แตกต่างกันไป ท้ังในเรื่องทเี่ ป็ นหลักสาคัญของชีวิต เช่น ความเช่ือ ทางศาสนา เศรษฐกิจ เป็ นต้น และในเร่ืองท่ีเป็ นรายละเอยี ดอื่น ๆ เม่ือบุคคลมีความเช่ือต่างกัน แนวคิดวิธีการมองปัญหาก็จะ แตกต่างกนั ไป
และเมื่อบุคคลแสดงทรรศนะออกมาจากพืน้ ฐานความเช่ือ ทีแ่ ตกต่างกนั ทรรศนะน้ันย่อมต้องแตกต่างกนั เป็ นธรรมดา ความเช่ือของคนมกั เกดิ จากการศึกษาอบรม ท้งั จากครอบครัวและส่ิงแวดล้อมอ่ืนๆความเช่ือของคน อาจเปลย่ี นไปตามวยั และประสบการณ์
ค่านิยม ค่านิยม หมายถึง ความรู้สึกท่ีมีอยู่ในจิตใจของคนแต่ละคน มีแต่ละกลุ่มว่า ส่ิงใดสิ่งหน่ึงหรือการกระทาอย่างใดอย่างหนึ่ง มีคุณค่าหรือมีความสาคัญ ค่านิยมเป็ นเคร่ืองกาหนดพฤติกรรม ของมนุษย์แต่ละคนหรือแต่ละกลุ่ม ค่านิยมมีอิทธิพลต่อการแสดง ทรรศนะของบุคคลน้ันน้ัน
เช่น บุคคลที่มีค่านิยมในเรื่องความประหยัดโดยเล็งเห็นว่า เป็ นสิ่งทท่ี ุกคนควรปฏิบัตแิ ละจะมฐี านะดเี พยี งใดกต็ าม บางคร้ังอิทธิพลของค่านิยมอาจกลับกลายเป็ นเคร่ือง หน่ วงเหนี่ ยวไม่ ให้ บุ คคลแสดงทรรศนะออกจานมาเลยก็ เป็ นได้
ประเภทของทรรศนะ ทรรศนะทม่ี นุษย์แสดงออกมาในสังคมสามารถจาแนกออก ได้เป็ น ๓ ประเภท ทรรศนะเชิงข้อเทจ็ จริง ส่วนใหญ่จะเป็ นทรรศนะทกี่ ล่าวถึงเรื่องทเ่ี กดิ ขนึ้ แล้ว แต่ยงั เป็ น เรื่องทคี่ นในสังคมถกเถียงกนั ว่า ข้อเทจ็ จริงทถ่ี ูกต้องเป็ นอย่างไร
ประเภทของทรรศนะ ทรรศนะเชิงคุณค่า ทรรศนะประเภทนี้ เป็ นทรรศนะทป่ี ระเมนิ ว่า ส่ิงใดดี สิ่งใดด้อย ส่ิงใดเป็ นประโยชน์หรือเป็ นโทษ ทรรศนะเชิงนโยบาย ทรรศนะเชิงนโยบายเป็ นทรรศนะทชี่ ี้บ่งว่าควรทาอะไร อย่างไร ต่อไปในอนาคตหรือควรจะปรับปรุงแก้ไขสิ่งใดไปในทางใด
ลกั ษณะของภาษาทใี่ ช้ในการแสดงทรรศนะ การเรียบเรียงถ้อยคาในการแสดงทรรศนะ 2 หลัก เช่นเดียวกบั การ ใช้ภาษาไทย กล่าวคือใช้ถ้อยคากะทัดรัด มีความหมายอย่างชัด ลาดับ เนื้อความไม่สับสน ใช้ภาษาถูกต้องกบั ระดบั การสื่อสาร แล้วใช้สานวนไทย ให้ถูกต้อง
การใช้ภาษาในการแสดงทรรศนะมลี กั ษณะเฉพาะอยู่ บางประการ ซึ่งหากไม่ใช้หรือใช้ผดิ พลาด อาจทาให้ผู้รับสาร สาคญั ผดิ ว่า ฉากท่ีส่งมาน้ันเป็ นทรรศนะหรือไม่เป็ นแต่เพยี งการ เสนอข้อเท็จจริง
ใช้ คาหรื อกลุ่มคากริยาช่ วยให้ ข้ อสรุปลักษณะเฉพาะ ของภาษาท่ีใช้ ในการแสดงทรรศนะ นอกเหนือจากท่ีกล่าวมา ไว้ในหัวข้อ “ภาษาท่ีใช้เหตุผล” “บท” “เหตุผลกับภาษา” มีท่ีควร สังเกตดังนีค้ ือ
๑. ใช้คาหรือกลุ่มคา ท่ีแสดงว่าเป็ นเจ้าของทรรศนะ คาหรือกลุ่มคา ท่ีแสดงว่าเป็ นเจ้าของทรรศนะอาจเป็ นคานาม คาสรรพนาม ประกอบกับ คากริ ิยา กล่มุ คากริ ิยาทช่ี ี้ชัดว่าเป็ นข้อสรุปของทรรศนะ ตัวอย่าง ฉันเห็นว่า โรงเรียนมโี ครงการส่งเสริมความถนัดของนักเรียนอยู่แล้ว
๒. ใช้คาหรือกลุ่มคากริยาช่วยในข้อสรุปเพื่อชี้ให้เห็นว่าเป็ นการ แสดงทรรศนะเช่น น่าจะ ควรจะต้อง ตัวอย่าง โรงเรียนควรจะต้องคานึงถึงความปลอดภยั ของนักเรียนเป็ นอนั ดับแรก
๓. ใช้คาหรือกลุ่มคาอ่ืน ๆ ท่ีส่ือความหมายในทางการอาจเป็ นการ ประเมินค่า แสดงความเชื่อมน่ั ตัวอย่าง สารวตั รนักเรียนได้สอดส่องความประพฤตขิ องนักเรียนอย่างเต็มเป่ี ยม (ประเมนิ ค่า)
ปัจจัยท่สี ่งเสริมการแสดงทรรศนะ เม่ือบุคคลมโี อกาสแสดงทรรศนะแล้วกย็ งั มปี ัจจัยอ่ืน ๆ อกี หลายข้อ ทชี่ ่วยส่งเสริมการแสดงทรรศนะน้ันๆอาจสรุปปัจจัยเหล่านีไ้ ด้เป็ น ๒ ประการคือ ปัจจยั ภายนอก และปัจจัยภายใน
ปัจจัยภายนอก อาทิ ส่ือ ผู้รับสาร บรรยากาศแวดล้อม เวลา สถานที่ บุคคลอื่น ปัจจัยภายใน อาทิ ความสามารถในการใช้ ภาษาท้ัง วัฒนาภาษาและอวัจนภาษา ความเช่ือมั่นในตนเอง ความรู้ ประสบการณ์ ทัศนคติ สติปั ญญาและความพร้ อม ทางร่างกาย
การประเมนิ ค่าทรรศนะ การประเมินค่าทรรศนะของบุคคลใดก็ตาม ไม่ควรยึดบุคคลน้ัน เป็ นสาคัญ หากเป็ นเจ้าของศาสนาน้ัน เป็ นผู้ทรงคุณวุฒิหรือเป็ นผู้มี ชื่อเสียงมากเพยี งใด แนวทางในการประเมนิ ค่าพฒั นาควรเป็ นดงั นี้ ๑. ประโยชน์และลกั ษณะสร้างสรรค์ ทรรศนะในทางสร้างสรรค์ หมายถึง การเสนอแนะท่ีก่อให้เกิดสิ่ง แปลกใหม่ อันอาจนาไปใช้ประโยชน์ได้ และธารงส่ิงท่ีดีงามของสังคมไว้ คงอยู่ตลอดไป
๒. ความน่าเช่ือถือและความสมเหตุสมผล ท ร ร ศ น ะ ที่ดีจ ะ ต้ อ ง มีค ว า ม น่ า เ ชื่ อ ถื อ แ ล ะ ค ว า ม ส ม เ ห ตุ ส ม ผ ล ข้อสนับสนุน ทรรศนะจะต้องมีน้าหนักพอท่ีจะทาให้ข้อสรุปน่าเชื่อถือ และมคี ่าควรแก่การยอมรับ
๓. การใช้ภาษา ภาษาเป็ นเครื่องสาคัญที่สุดสาหรับการนาเสนอทรรศนะ ในการประเมินค่าทรรศนะ จาเป็ นต้องประเมินการใช้ภาษา ให้ มี ความแจ่มแจ้งชัดเจน แม่นยาตรงตามต้องการและเหมาะสมกับ ระดับการส่ือสารหรือไม่เพยี งใด
๔. ความเหมาะสมกบั ผู้รับสารและกาลเทศะ ทรรศนะใดกต็ ามทต่ี ้องนาเสนอแก่บุคคลชุมชนกลุ่มใด กลุ่มหน่ึงใน โอกาสใดโอกาสหนึ่ง ถ้าพจิ ารณาว่าทรรศนะน้ัน ๆ ได้เสนออย่างเหมาะสม ควรแก่ชุมชนหรือไม่ นาเสนอถูกต้องกับกาลเทศะหรือไม่และทรรศนะที่ นาเสนอน้ันควรมีความเหมาะสมพอดี ไม่มากเกิน พอแก่เนื้อหา เวลา เหมาะแก่สมรรถภาพของการรับสารหรือไม่
แบบฝึ กหัดทบทวน
๑. คา \" ทรรศนะ\" มคี วามหมายตรงกบั ข้อใด ๑. การแสดงต่อทปี่ ระชุม ๒. ข้อเสนอแนะต่อทปี่ ระชุม ๓. ความคดิ เห็นทบ่ี ุคคลแสดงออก ๔. ความคดิ เห็นทป่ี ระกอบด้วยเหตุผล
๒. โครงสร้างของการแสดงทรรศนะคือข้อใด ๑. ทมี่ า ข้อสรุป ๒. เหตุผล ข้อสรุป ๓. ทม่ี า ข้อสนับสนุน ข้อสรุป ๔. ทม่ี า เหตุ ข้อเทจ็ จริง
๓. การแสดงทรรศนะแก่สังคมมปี ระโยชน์ต่อสังคมอย่างไร ๑. ช่วยให้เกดิ การพฒั นาตนเอง ๒. ช่วยให้เกดิ ความรู้-ความเข้าใจ ๓. ช่วยให้เกดิ การเปลยี่ นแปลงปรับปรุง ๔. ถูกทุกข้อ
๔. ปัจจัยทส่ี ่งเสริมการแสดงทรรศนะคือข้อใด ๑. ปัจจยั ภายนอก ๒. ปัจจัยข้อสนับสนุน ๓. ปัจจยั ภายใน ๔. ถูกท้งั ๑ และ ๓
๕. ข้อใด\"ไม่ใช่\"กล่มคาการแสดงทรรศนะ ๑. ดิฉันคดิ ว่า............. ๒. ผมขอสรุปว่า................. ๓. ทป่ี ระชุมได้ทราบว่า.............. ๔. พวกเรามคี วามเห็นร่วมกนั ว่า..............
ใช้ภาษาในการโต้แย้ง กระบวนการโต้แย้ง กระบวนการโต้แย้ง แบ่งได้เป็ น ๔ ข้นั คือ ๑. การต้งั ประเดน็ ในการโต้แย้ง ๒. การนิยามคาหรือกลุ่มคาสาคญั ทอี่ ยู่ในประเดน็ ของการโต้แย้ง ๓. การค้นหา และเรียบเรียงข้อสนับสนุนทรรศนะของตน ๔. การชี้ให้เห็นจุดอ่อน และความผดิ พลาดของทรรศนะของฝ่ าย ตรงข้าม
๑. การต้งั ประเดน็ ในการโต้แย้ง ประเดน็ ในการโต้แย้ง หมายถึง คาถามที่ก่อใหเ้ กิดการโตแ้ ยง้ กนั ซ่ึงถือ เป็นจุดสาคญั ของการโตแ้ ยง้ เน่ืองจากการโตแ้ ยง้ ของมนุษยเ์ กิดจากการ แสดงทรรศนะที่ไม่ตรงกนั ดงั น้นั การต้งั ประเดน็ การโตแ้ ยง้ จะตอ้ งรู้วา่ โตแ้ ยง้ กนั เกี่ยวกบั ทรรศนะประเภทใด แลว้ ต้งั ประเดน็ ใหอ้ ยใู่ นเร่ืองท่ีกาลงั โตแ้ ยง้ กนั ซ่ึงอาจแบ่งได้ ๓ ประเภท คือ ๑.๑ การโต้แย้งเกย่ี วกบั นโยบายหรือข้อเสนอเพ่ือให้เปลย่ี นแปลงสภาพเดมิ ๑.๒ การโต้แย้งเกยี่ วกบั ข้อเท็จจริง ๑.๓ การโต้แย้งเกย่ี วกบั คุณค่า
๒. การนิยามคา การนิยามคาหรือกล่มุ คาสาคญั หมายถงึ การกาหนด ความหมายของคาหรือกล่มุ คาสาคญั ทใี่ ช้ในการโต้แย้งให้ชัดเจน เข้าใจตรงกนั ไม่ให้สับสน การนิยามคาหรือกล่มุ คาสาคญั ทาได้หลายวธิ ี เช่น อาศัย พจนานุกรมหรือสารานุกรม คาอธิบายของผู้รู้ การเปรียบเทยี บ ด้วยวธิ ีการยกตวั อย่าง
๓. การค้นหา และเรียบเรียงข้อสนับสนุนทรรศนะตน ทรรศนะน้ันจะน่าเชื่อถือมากน้อยเพยี งใดขนึ้ อยู่กบั ข้อสนับสนุน ซึ่งมาจาก หลกั ฐาน สถติ ิ ข้อเทจ็ จริงต่าง ๆ การเรียบเรียงข้อสนับสนุนทรรศนะจงึ มขี ้อควร คานึงถงึ คือ การเรียบเรียงข้อสนับสนุนจะต้องทาให้ผู้ฟังเข้าใจทรรศนะของเรา ชัดเจน และดงึ ดูดความสนใจของผู้ฟัง ในการเรียบเรียงจะต้องมีอารัมภบททนี่ ่าสนใจ ชวนให้ติดตามการแสดง ทรรศนะน้นั เสนอสาระสาคญั ของทรรศนะได้เป็ นลาดบั ข้นั ตอน ชี้ให้เห็นประเดน็ ชัดเจน แสดงข้อสนับสนุนทหี่ นักแน่นมกี ารอ้างทม่ี าของข้อมูลตามความเป็ นจริง ท้งั ควรมี การสรุปสาระสาคญั ของทรรศนะทเ่ี สนอให้กะทดั รัด ชัดเจน
๔. การชี้ให้เห็นจุดอ่อนและความผดิ พลาด การช้ีใหเ้ ห็นจุดอ่อนและความผดิ พลาดของทรรศนะของฝ่ าย ตรงกนั ขา้ มการโตแ้ ยง้ จะตอ้ งช้ีใหเ้ ห็นจุดออ่ นของฝ่ ายตรงขา้ ม คือ ๑) จุดอ่อนในการนิยามคาสาคญั ๒) จุดอ่อนในด้านปริมาณและความถูกต้องของข้อมูล ๓) จุดอ่อนในด้านสมมตฐิ านและวธิ ีการอนุมาน
ใช้ภาษาในการโน้มน้าวใจ ความหมายของการโน้มน้าวใจ การโนม้ นา้ วใจ คือ การใชค้ วามพยายามทีจ่ ะ เปลี่ยนความเชือ่ ทศั นคติค่านิยมและการกระทาของ บคุ คลอืน่ ด้วยกลวิธีที่เหมาะสมใหม้ ีผลกระทบใจบุคคลนัน้ จนเกิดการยอมรับและยอมเปลีย่ นตามทีผ่ ู้โนม้ นา้ วใจ ตอ้ งการ
ความต้องการพืน้ ฐานของมนุษย์กบั การโน้มน้าวใจ ความตอ้ งการข้นั พื้นฐานของมนุษย์ เปน็ แรงผลักดนั ให้ มนษุ ยส์ ร้างทัศนคติความเชือ่ ค่านิยม รวมท้ังกระทา พฤติกรรมอื่น ๆ อีกนานปั การ เพื่อสนองความต้องการของ ตน เมื่อใดก็ตามทีม่ นษุ ย์ถูกเรา้ จนประจักษ์วา่ ถา้ ตนได้ ปรับเปลีย่ นความคิดและการกระทาไปตามแนวทางที่ถูกรบ เร้านนั้ แล้ว ตนกจ็ ะได้รับสิ่งซึ่งสนองความต้องการขน้ั พืน้ ฐาน ตามความปรารถนา เมื่อน้ันมนุษยก์ จ็ ะตกอยใู่ นสภาวะทีถ่ ูก โนม้ น้าวใจได้
วธิ ีการโน้มน้าวใจ 1. การแสดงถึงความนา่ เชือ่ ถือของบคุ คลทีโ่ น้มน้าวใจ 2. การแสดงใหป้ ระจกั ษถ์ ึงความรสู้ ึกอารมณร์ ว่ มกนั 3. การแสดงใหเ้ หน็ ทางเลือกทั้งดา้ นดีและด้านเสีย 4. การสร้างความหรรษาแกผ่ ู้รับสาร 5. การแสดงใหป้ ระจกั ษ์ตามกระบวนการเหตผุ ล 6. การเร้าให้เกิดอารมณ์อยา่ งแรงกลา้
นา้ เสียงและภาษาทโี่ น้มน้าวใจ ตอ้ งมีนา้ เสียงในเชิง - เสนอแนะ - วิงวอน - ขอร้อง - หรือเรา้ ใจ
สารโน้มน้าวใจมี ๓ ชนิด 1. คาชวนเชื่อ 2. โฆษณาสินคา้ หรือโฆษณาบริการ 3. โฆษณาชวนเชื่อ 4. คาขวญั
กลวธิ ีของการโฆษณาชวนเช่ือ 1. การตราชือ่ 2. การกลา่ วรวม ๆ ดว้ ยถ้อยคาหรูหรา 3. การอา้ งบุคคลหรือสถาบนั 4. การทาเหมือนชาวบา้ นธรรมดา 5. การกล่าวแตส่ ิง่ ทีเ่ ป็นประโยชน์แกฝ่ ่ายตน 6. การอ้างคนส่วนใหญ่
หลักสาคัญที่สุดของการโน้มนา้ วใจคือการทาให้ มนษุ ยป์ ระจกั ษ์แก่ใจตนเองวา่ ถา้ เชือ่ เห็นคณุ คา่ หรือ กระทาตามทีผ่ โู้ น้มนา้ วใจชี้แจงหรือชกั นา ก็จะไดร้ ับ ผลทีต่ อบสนองความต้องการขนั้ พืน้ ฐานของตน
ภาษาไทยกบั ครูนุกนิก ครูเจย๊ี บ
Search
Read the Text Version
- 1 - 50
Pages: