Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore จตุเทวารักษาเมือง

จตุเทวารักษาเมือง

Published by ชนาภา ขําวงค์, 2019-10-23 14:05:54

Description: จตุเทวารักษาเมือง

Search

Read the Text Version

วจิ ัย ชุด จตุเทวารักษาเมอื ง นางสาว ชนาภา ขาวงค์ รหสั นักศึกษา 6011522016 นางสาว จันทร์จิรา ทองมาก รหัสนักศึกษา 6011522026 มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏธนบุรี

สารบญั บทที่ 1 บทนำ 1.1 ควำมเป็นมำและควำมสำคญั ของปัญหำ 1.2 วตั ถุประสงคข์ องกำรวจิ ยั 1.3 ขอบเขตของกำรวิจยั 1.4 วธิ ีกำรดำเนินกำรวจิ ยั 1.5 ประโยชน์ที่คำดวำ่ จะไดร้ ับ บทท่ี 2 เอกสำรที่เกี่ยวขอ้ ง 2.1 ควำมเช่ือของจตุคำมรำมเทพ 2.2 หลกั กำรสร้ำงสรรคน์ ำฏศิลป์ 2.2.1 รูปแบบกำรสร้ำงสรรคน์ ำฏศิลป์ พ้นื เมือง 2.2.2 องคป์ ระกอบของกำรแสดง 2.5 คุณลกั ษณะผสู้ ร้ำงสรรคผ์ ลงำนนำฏศิลป์ 2.6 งำนวจิ ยั ที่เก่ียวขอ้ ง บทท่ี 3 วธิ ีกำรดำเนินกำรวิจยั 3.1 เครื่องมือที่ใชใ้ นกำรวจิ ยั 3.1.1 กำรสำรวจขอ้ มูลเชิงเอกสำร 3.1.2 กำรสำรวจขอ้ มูลส่ือสำรสนเทศ 3.2 ข้นั ตอนในกำรดำเนินกำรวจิ ยั

3.3 ระยะเวลำในกำรดำเนินงำนวจิ ยั

บทที่ 1 บทนา 1.1 ความเป็ นมาและความสาคัญของปัญหา ชำวนครศรีธรรมรำช มีคติควำมเชื่อที่วำ่ องคจ์ ตุคำม คือ พระเส้ือเมือง จตุ หมำยถึง ส่ี คำม (คำม-มะ) เขตคำม หมำยถึง อำณำเขตหรือบำ้ น เมื่อรวมกนั นยั ควำมหมำยที่มำกกวำ่ ควำมเป็ นทิศท้งั 4 ของบำ้ น หรืออำณำเขต คือทิศท้งั สี่ ซ่ึงหมำยถึงทิศท่ีมีทำ้ วจตุโลกบำลท้งั สี่ดูแลอยู่ ควำมหมำยของ จตุคำมจึงเป็น ตำแหน่งของผเู้ ป็นใหญท่ ้งั สี่ทิศ มีทำ้ วจตุมหำรำช ปกป้ องคุม้ ครองดูแล พระเส้ือเมือง จึงมีควำมหมำยที่ควรเป็ นตำแหน่ง ๆ หน่ึง เพียงแต่ปรำชญโ์ บรำณของเมืองสมมติข้ึนเป็ นทำ้ วจตุ คำม ผู้เป็ นใหญ่ใน 4 ทิศ โดยควำมเช่ือของจตุคำมรำมเทพแบ่งออกเป็ น4สำย(วิกิพีเดีย, https://th.wikipedia.org/wiki/จตุคำมรำมเทพ) สายท1ี่ พระโพธิสัตว์ สำยน้ีเชื่อวำ่ จตุคำมรำมเทพเป็ น \"พระโพธิสัตว\"์ หรือเป็ นภำคหน่ึงของ \"พระโพธิสัตวอ์ ว โลกิเตศวร\" ซ่ึงเป็นคติควำมเชื่อของพุทธศำสนำฝ่ ำยมหำยำน ซ่ึงเจริญรุ่งเรืองบนคำบสมุทรและหมู่ เกำะชวำ-สุมำตรำ รำวพุทธศตวรรษที่13-16 ในแง่รูปแบบทำงศิลปะจึงมีกำรนำเอำปำงต่ำงๆ ในคติ ควำมเช่ือฝ่ ำยมหำยำน เช่น \"พระโพธิสตั ว\"์ หรือ \"พระอวโลกิเตศวร\" เขำ้ มำประยกุ ตเ์ ป็นรูปแบบจตุ คำมรำมเทพท้งั ท่ีเป็นเหรียญและประติมำกรรมลอยตวั สายท2่ี วญิ ญาณของบุรพกษตั ริย์ของนครศรีธรรมราช สำยน้ีเชื่อว่ำจตุคำมรำมเทพเป็ นวิญญำณของบุรพกษตั ริยใ์ นช่วงพุทธศตวรรษท่ี13(พ.ศ. 1200-1299) ถึงพุทธศตวรรษที่18 โดยเฉพำะชื่อเร่ืองควำมโยงระหวำ่ งรำชวงศจ์ ำกดินแดนสุวรรณ ภูมิ ศรีวชิ ยั และตำมพรลิงค์ วญิ ญำณบุรพกษตั ริยท์ ่ีกล่ำวถึงมี2พระองค์ คือ พระเจำ้ ศรีธรรมโศกรำช และพระเจำ้ จนั ทรภำณุ

สายท3ี่ ทวารบาล สำยน้ีเชื่อว่ำจตุคำมรำมเทพเป็ นเทวดำผูพ้ ิทกั ษ์ ผูเ้ ฝ้ ำประตู หรือนำยประตูตำมสถำนที่ ศกั ด์ิสิทธ์ิ เช่น ภำยในพระอุโบสถ พระวหิ ำร พระรำชวงั เรียกวำ่ \"ทวำรบำล\" นิยมเขียนหรือจำหลกั ไวท้ ่ีบำนประตูหนำ้ ต่ำง จึงเป็ นภำพท่ีงดงำมเพรำะฝี มือเขียนอนั ประณีต ทำให้ภำพวำดหรือจำหลกั ทวำรบำลเป็ นศิลปกรรมที่ช่วยประดับสถำนท่ีน้ันให้สง่ำงำมข้ึนท่ีวิหำรพระทรงม้ำในวดั พระ มหำธำตุวรมหำวิหำร อนั เป็นทำงเขำ้ สู่ลำนประตูทกั ษิณ(ลำนรอบองคบ์ รมธำตุเจดีย)์ มีทวำรบำลอยู่ สององค์ จำหลกั บนบำนประตูเป็ นรูปนูนสูงสันนิษฐำนวำ่ องคซ์ ำ้ ยคือ \"พระพรหม\" องคข์ วำ \"พระ นำรำยณ์\" (พระวษิ ณุ) อนั เป็นเทพในศำสนำพรำหมณ์ ท้งั สององคเ์ รียกรวมกนั วำ่ \"จตุคำมรำมเทพ\" สายท4ี่ เทวดารักษาเมอื ง เทวดำรักษำเมือง สำยน้ี เชื่อว่ำจตุคำมรำมเทพ คือรูปป้ันองค์ลอยที่ประดิษฐำนอยบู่ ริเวณ บนั ไดช้นั ท่ี 17 อนั เป็ นทำงข้ึนลำนประทกั ษิณขององคพ์ ระบรมธำตุเจดียน์ ครศรีธรรมรำชซ่ึงสร้ำง ในยุคสมยั ของพระเจำ้ ศรีธรรมำโศกรำช องค์ท่ี 2 (พระเจำ้ จนั ทรภำณุ) เชื่อว่ำทรงสร้ำงเพ่ือเป็ น เทวดำรักษำพระบรมธำตุเจดีย์ โดยนำเอำควำมคติควำมเชื่อในศำสนำพรำหมณ์มำประสมกบั พุทธ ศำสนำ กล่ำวสรุปคือเป็นเทวดำรักษำเมือง(อำณำจกั ร)และเทวดำรักษำพระบรมธำตุเจดีย(์ พทุ ธจกั ร) ที่ทรงพลำนุภำพ(จตุคำมรำมเทพนครศรีธรรมรำชและ12นกั ษตั ร,2550,น. 17-22) จตุคำมรำมเทพมีท้งั หมดสององค์ คือทำ้ วขตั ตุคำม และทำ้ วรำมเทพ ทรงไดเ้ รียนวิชำ ศำสตร์แห่งอนุภำพมีอิทธิฤทธ์ิด่ังสุริยนั จันทรำห้ำมลมห้ำมน้ำและบำเพ็ญจิตภำวนำเป็ นพระ โพธิสัตวแ์ ละอนั เชิญลงมำโดยกำรอวตำรเป็ นปำงคต์ ่ำงๆเช่น ปำงค์มหำรำชลีลำ ปำงค์สองเศียรสี่ กรณ์ เป็นตน้ เพ่ือลงมำปกปักรักษำเมืองนครศรีธรรมรำช ผวู้ ิจยั ไดเ้ ห็นถึงประชำชนที่เชื่อเล่ือมใสในองค์จตุคำมรำมเทพ และปฏิมำกรรมท่ีเป็ น องค์รูปป้ันจตุคำมรำมเทพองค์เทวดำรักษำเมืองนครศรีธรรมรำช วดั พระมหำธำตุ จังหวดั นครศรีธรรมรำช จึงไดแ้ รงบนั ดำลใจรูปป้ันจตุคำมรำมเทพองคเ์ ทวดำรักษำเมืองนครศรีธรรมรำช มำใชใ้ นกำรสร้ำงสรรคผ์ ลงำนกำรแสดงชุด “จตุเทวำรักษำเมือง” เพ่ือสะทอ้ นให้เห็นถึงหลกั ควำม เชื่อของจตุคำมรำมเทพเพือ่ ปกปักรักษำคุม้ ครองเมืองนครศรีธรรมรำชตรำบถึงปัจจุบนั น้ี

1.2 วตั ถุประสงค์การวจิ ัย 1.2.1 เพ่ือศึกษำควำมเชื่อของ จตุคำมรำมเทพที่รักษำเมือง กรณีศึกษำวดั พระมหำธำตุ วรมหำวหิ ำร จงั หวดั นครศรีธรรมรำช 1.2.2 เพ่ือสร้ำงสรรคก์ ำรแสดงท่ีเกิดจำกแรงบนั ดำลใจ ของรูปป้ันจตุคำมรำมเทพองคเ์ ทวดำ รักษำเมืองนครศรีธรรมรำช ณ วดั พระมหำธำตุวรมหำวหิ ำร จงั หวดั นครศรีธรรมรำช 1.3 ขอบเขตการวจิ ัย 1.3.1 ศึกษำประวัติและควำมเป็ นมำเก่ียวกับจตุคำมรำมเทพท่ีวัดพระมหำธำตุจังหวดั นครศรีธรรมรำช ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จงั หวดั นครศรีธรรมรำช 1.3.2 สร้ำงสรรค์ผลงำนโดยมุ้งเน้นถึงรู ปป้ันจตุคำมรำมเทพองค์เทวดำรักษำเมือง นครศรีธรรมรำช ที่วดั พระมหำธำตุวรมหำวหิ ำร จงั หวดั นครศรีธรรมรำช 1.5 วธิ ีการดาเนินการวจิ ัย 1.5.1 ศึกษำคน้ ควำ้ และรวบรวมขอ้ มลู จำกเอกสำร รวมถึงบทควำมวชิ ำกำร 1.5.2 กำรสำรวจขอ้ มูลภำคสนำม โดยเก็บรวบรวมขอ้ มูลภำคสนำมจำกกำรสัมภำษณ์ในเขต พ้นื ที่ 1.5.3 วเิ ครำะห์และตรวจสอบขอ้ มูลที่ไดจ้ ำกกำรศึกษำคน้ ควำ้ และรวบรวมขอ้ มูลจำกหนงั สือ ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั ทำ้ วจตุคำมรำมเทพ กำรวิเครำะห์และตรวจสอบข้อมูลอย่ำงละเอียดนำไปสู่ ข้นั ตอนกระบวนกำรสร้ำงสรรคง์ ำน ซ่ึงมีหวั ขอ้ ดงั น้ี บทที่ 1 บทนา 1.1 ควำมเป็นมำและควำมสำคญั ของปัญหำ 1.2 วตั ถุประสงคข์ องกำรวจิ ยั 1.3 ขอบเขตของกำรวจิ ยั

1.4 วธิ ีกำรดำเนินกำรวจิ ยั 1.5 ประโยชนท์ ่ีคำดวำ่ จะไดร้ ับ บทที่ 2 เอกสารทเ่ี กยี่ วข้อง 2.1 ควำมเชื่อของจตุคำมรำมเทพ 2.2 หลกั กำรสร้ำงสรรคน์ ำฏศิลป์ 2.2.1 รูปแบบกำรสร้ำงสรรคน์ ำฏศิลป์ พ้นื เมือง 2.2.2 องคป์ ระกอบของกำรแสดง 2.5 คุณลกั ษณะผสู้ ร้ำงสรรคผ์ ลงำนนำฏศิลป์ 2.6 งำนวจิ ยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง บทท่ี 3 วธิ ีการดาเนินการวจิ ัย 3.1 เครื่องมือที่ใชใ้ นกำรวจิ ยั 3.1.1 กำรสำรวจขอ้ มูลเชิงเอกสำร 3.1.2 กำรสำรวจขอ้ มูลสื่อสำรสนเทศ 3.2 ข้นั ตอนในกำรดำเนินกำรวจิ ยั 3.3 ระยะเวลำในกำรดำเนินงำนวจิ ยั บทท่ี 4 กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานด้านนาฏศิลป์ 4.1 กรอบแนวคิด 4.1.1 แรงบนั ดำลใจ 4.1.2 แนวควำมคิด

4.2 กำรคดั เลือกนกั แสดง 4.3 กำรออกแบบเคร่ืองแต่งกำย 4.4 กำรออกแบบทำ่ รำ 4.5 กำรออกแบบเพลงประกอบกำรแสดง 4.6 กำรออกแบบแสง บทที่ 5 สรุปผลการวจิ ัยและข้อเสนอแนะ 5.1 สรุปผลกำรวจิ ยั 5.2 ขอ้ เสนอแนะ 1.6 ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะได้รับ 1.6.1 ทรำบถึงประวตั ิและที่มำขององค์รูปป้ันเทวดำรักษำเมืองนครรวมถึงรูปแบบจิตรกรรม สมยั ศรีวชิ ยั 1.6.2 ไดเ้ ผยแพร่ผลงำนกำรแสดงชุด จตุเทวำรักษำเมือง โดยมุ่งเนน้ ควำมเช่ือเทวดำรักษำในวดั พระมหำธำตุวรวหิ ำร

บทท2่ี แนวคดิ ทฤษฏี และงานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วข้อง จตุคำมรำมเทพมีท้งั หมดสององค์ คือทำ้ วขตั ตุคำม และทำ้ วรำมเทพ ทรงไดเ้ รียนวิชำ ศำสตร์แห่งอนุภำพมีอิทธิฤทธ์ิดั่งสุริยนั จนั ทรำห้ำมลมห้ำมน้ำและบำเพ็ญจิตภำวนำเป็ นพระ โพธิสัตวแ์ ละอนั เชิญลงมำโดยกำรอวตำรเป็ นปำงค์ต่ำงๆเช่น ปำงคม์ หำรำชลีลำ ปำงคส์ องเศียรส่ี กรณ์ เป็ นตน้ เพ่ือลงมำปกปักรักษำเมืองนครศรีธรรมรำช ผวู้ ิจยั ไดใ้ ช้แนวคิดทฤษฎีและเอกสำร งำนวจิ ยั ท่ีเก่ียวขอ้ งเพ่ือใชเ้ ป็นแนวทำงกำรศึกษำดงั น้ี 2.1 ควำมเชื่อของจตุคำมรำมเทพ 2.2 หลกั กำรสร้ำงสรรคน์ ำฏศิลป์ 2.2.1 รูปแบบกำรสร้ำงสรรคน์ ำฏศิลป์ พ้ืนเมือง 2.2.2 องคป์ ระกอบของกำรแสดง 2.3 คุณลกั ษณะผสู้ ร้ำงสรรคผ์ ลงำนนำฏศิลป์ 2.4 งำนวจิ ยั ท่ีเกี่ยวขอ้ ง 1.ความเช่ือเกย่ี วกบั จตุคามรามเทพ ชำวนครศรีธรรมรำช มีคติควำมเช่ือที่วำ่ องคจ์ ตุคำม คือ พระเส้ือเมือง จตุ หมำยถึง สี่ คำม (คำม-มะ) เขตคำม หมำยถึง อำณำเขตหรือบำ้ น เม่ือรวมกนั นยั ควำมหมำยท่ีมำกกวำ่ ควำมเป็ นทิศท้งั 4 ของบำ้ น หรืออำณำเขต คือทิศท้งั สี่ ซ่ึงหมำยถึงทิศที่มีทำ้ วจตุโลกบำลท้งั สี่ดูแลอยู่ ควำมหมำยของ จตุคำมจึงเป็น ตำแหน่งของผเู้ ป็นใหญท่ ้งั ส่ีทิศ มีทำ้ วจตุมหำรำช ปกป้ องคุม้ ครองดูแล พระเส้ือเมือง จึงมีควำมหมำยท่ีควรเป็ นตำแหน่ง ๆ หน่ึง เพียงแต่ปรำชญ์โบรำณของเมืองสมมติข้ึนเป็ นทำ้ วจตุ คำม ผู้เป็ นใหญ่ใน 4 ทิศ โดยควำมเชื่อของจตุคำมรำมเทพแบ่งออกเป็ น4สำย(วิกิพีเดีย, https://th.wikipedia.org/wiki/จตุคำมรำมเทพ)

สายท1ี่ พระโพธิสัตว์ สำยน้ีเชื่อวำ่ จตุคำมรำมเทพเป็ น \"พระโพธิสัตว\"์ หรือเป็ นภำคหน่ึงของ \"พระโพธิสัตวอ์ ว โลกิเตศวร\" ซ่ึงเป็นคติควำมเช่ือของพุทธศำสนำฝ่ ำยมหำยำน ซ่ึงเจริญรุ่งเรืองบนคำบสมุทรและหมู่ เกำะชวำ-สุมำตรำ รำวพุทธศตวรรษที่13-16 ในแง่รูปแบบทำงศิลปะจึงมีกำรนำเอำปำงต่ำงๆ ในคติ ควำมเช่ือฝ่ ำยมหำยำน เช่น \"พระโพธิสัตว\"์ หรือ \"พระอวโลกิเตศวร\" เขำ้ มำประยกุ ตเ์ ป็นรูปแบบจตุ คำมรำมเทพท้งั ที่เป็นเหรียญและประติมำกรรมลอยตวั สายท2่ี วญิ ญาณของบุรพกษัตริย์ของนครศรีธรรมราช สำยน้ีเชื่อวำ่ จตุคำมรำมเทพเป็ นวิญญำณของบุรพกษตั ริยใ์ นช่วงพุทธศตวรรษที่13(พ.ศ. 1200-1299) ถึงพุทธศตวรรษที่18 โดยเฉพำะชื่อเรื่องควำมโยงระหวำ่ งรำชวงศจ์ ำกดินแดนสุวรรณ ภูมิ ศรีวชิ ยั และตำมพรลิงค์ วญิ ญำณบุรพกษตั ริยท์ ่ีกล่ำวถึงมี2พระองค์ คือ พระเจำ้ ศรีธรรมโศกรำช และพระเจำ้ จนั ทรภำณุ สายท3ี่ ทวารบาล สำยน้ีเชื่อว่ำจตุคำมรำมเทพเป็ นเทวดำผูพ้ ิทกั ษ์ ผูเ้ ฝ้ ำประตู หรือนำยประตูตำมสถำนท่ี ศกั ด์ิสิทธ์ิ เช่น ภำยในพระอุโบสถ พระวหิ ำร พระรำชวงั เรียกวำ่ \"ทวำรบำล\" นิยมเขียนหรือจำหลกั ไวท้ ่ีบำนประตูหนำ้ ต่ำง จึงเป็ นภำพท่ีงดงำมเพรำะฝี มือเขียนอนั ประณีต ทำให้ภำพวำดหรือจำหลกั ทวำรบำลเป็ นศิลปกรรมท่ีช่วยประดับสถำนที่น้ันให้สง่ำงำมข้ึนที่วิหำรพระทรงม้ำในวดั พระ มหำธำตุวรมหำวิหำร อนั เป็นทำงเขำ้ สู่ลำนประตูทกั ษิณ(ลำนรอบองคบ์ รมธำตุเจดีย)์ มีทวำรบำลอยู่ สององค์ จำหลกั บนบำนประตูเป็ นรูปนูนสูงสันนิษฐำนวำ่ องคซ์ ้ำยคือ \"พระพรหม\" องคข์ วำ \"พระ นำรำยณ์\" (พระวษิ ณุ) อนั เป็นเทพในศำสนำพรำหมณ์ ท้งั สององคเ์ รียกรวมกนั วำ่ \"จตุคำมรำมเทพ\" สายท4่ี เทวดารักษาเมือง เทวดำรักษำเมือง สำยน้ี เช่ือวำ่ จตุคำมรำมเทพ คือรูปป้ันองคล์ อยที่ประดิษฐำนอยบู่ ริเวณ บนั ไดช้นั ท่ี 17 อนั เป็ นทำงข้ึนลำนประทกั ษิณขององคพ์ ระบรมธำตุเจดียน์ ครศรีธรรมรำชซ่ึงสร้ำง ในยุคสมยั ของพระเจำ้ ศรีธรรมำโศกรำช องค์ท่ี 2 (พระเจำ้ จนั ทรภำณุ) เชื่อว่ำทรงสร้ำงเพื่อเป็ น

เทวดำรักษำพระบรมธำตุเจดีย์ โดยนำเอำควำมคติควำมเช่ือในศำสนำพรำหมณ์มำประสมกบั พุทธ ศำสนำ กล่ำวสรุปคือเป็นเทวดำรักษำเมือง(อำณำจกั ร)และเทวดำรักษำพระบรมธำตุเจดีย(์ พทุ ธจกั ร) ที่ทรงพลำนุภำพ(จตุคำมรำมเทพนครศรีธรรมรำชและ12นกั ษตั ร,2550,น. 17-22) 2.หลกั การสร้างสรรค์นาฏศิลป์ นำฏศิลป์ สร้ำงสรรค์ หมำยถึง ผลงำนที่ใชท้ กั ษะกำรคิดคน้ ใหม่ๆ ท่ีไม่ซ้ำแบบใคร โดย สร้ำงข้ึนดว้ ยอำรมณ์ควำมรู้สึกทำงศิลปะและกำรเคลื่อนไหวอวยั วะส่วนต่ำงๆของร่ำงกำย อย่ำง งดงำมวิจิตรบรรจง ซ่ึงตอ้ งสร้ำงสรรค์ให้สมบูรณ์และเหมำะสม ตำมองค์ประกอบของนำฏศิลป์ เพือ่ ใหก้ ำรแสดงนำฏศิลป์ มีคุณคำ่ และสำมำรถสร้ำงควำมบนั เทิง ควำม เพลิดเพลินใจใหก้ บั ผชู้ มได้ (โกวทิ ประวำลพฤกษ,์ 2545, น.8) กำรสร้ำสรรคง์ ำนนำฏศิลป์ หมำยถึง กำรคิด ออกแบบหรือท่ำทำง ท่ำรำ หรือท่ำ เตน้ ต่ำงๆมำร้อย เรียงข้ึนใหม่ โดยมีกำรผสมผสำนกบั องค์ประกอบอ่ืนๆ ท้งั เพลง ดนตรี กำรแต่งกำย กำรใช้ทิศ ทำงกำรเคล่ือนไหวและกำรใชพ้ ้ืนท่ีใหป้ ระสำนสัมพนั ธ์ไดอ้ ยำ่ งกลมกลืนเพอ่ื นำเสนอ แนวควำมคิด ดงั น้นั กำรสร้ำงสรรคง์ ำนนำฏศิลป์ ตอ้ งมีกรอบแนวคิดหลกั ท่ีจะนำไปสู่ กำรประมวล ขอ้ มูล กำรกำ หนดรูปแบบและกำรกำหนดองค์ประกอบอ่ืนๆ ท่ีมีเอกภำพสอดคลอ้ งกบั แนวคิดที่ กำหนดไว้ (พิมณภทั ร์ ถมงั รักษส์ ตั ว,์ 2554, น.2) จำกควำมหมำยขำ้ งตน้ พอจะสรุปไดว้ ำ่ “นำฏศิลป์ สร้ำงสรรค์” หมำยถึง ศิลปะกำรฟ้ อนรำ ที่มนุษย์ ประดิษฐ์ท่ำรำข้ึนภำยใตค้ วำมคิดที่แปลกใหม่โดยใชศ้ ิลปะแขนงต่ำงๆ มำรวมกนั จนทำำให้ผูช้ ม เกิดอำรมณ์ ควำมสุข ควำมเจริญตอ่ กำรชมศิลปะกำรฟ้ อนรำอยำ่ งสนุกสนำนเพลิดเพลิน 2.2.1 รูปแบบการสร้างสรรค์นาฏศิลป์ พนื้ เมือง นำฏศิลป์ พ้ืนเมืองของไทย แบ่งออกเป็ น 4 ภำค ไดแ้ ก่ ภำคเหนือ ภำคกลำง ภำค ตะวนั ออกเฉียงเหนือและภำคใต้ ซ่ึงแต่ละภำคจะมีลกั ษณะที่เป็ นเอกลกั ษณ์เฉพำะของภำคน้ันๆ แตกต่ำงกนั ออกไปโดยมีหลกั กำรสร้ำงสรรค์ ดงั น้ี

1. สภำพทำงภูมิศำสตร์ มีอิทธิพลต่อกำรสืบทอดวฒั นธรรมทอ้ งถ่ินของแต่ละ ภำคเน่ืองจำก ในอดีตมีกำรคมนำคมหรือ กำรติดต่อกบั ส่วนกลำงค่อนขำ้ งยำกลำบำก ภูมิภำคท่ีอยู่ ห่ำงไกลจึงมกั จะ ไดร้ ับวฒั นธรรมจำกประเทศ ใกลเ้ คียง จึงทำให้เกิดกำรผสมผสำนทำงวฒั นธรรม ศิลปะกำรแสดง กำร แต่งกำย ดนตรีและภำษำ ท้งั ที่เหมือนกนั และแตกต่ำงกนั อยำ่ งชดั เจนของแต่ ละภำคหรือแมน้ แต่ภำค เดียวกนั ก็อำจจะมีควำม แตกต่ำงกนั ข้ึนอยู่กบั อิทธิพลของกลุ่มพ้ืนเมือง น้นั ๆ เช่น ฟ้ อนไต, ฟ้ อนเลบ็ , ฟ้ อนเทียน, ฟ้ อนภูไท เป็นตน้ 2. ขนบธรรมเนียมประเพณี ศำสนำและควำมเช่ือ ประเทศไทยนบั เป็ นประเทศ หน่ึงท่ีมี ควำมเป็ นประชำธิปไตยในเร่ืองของกำรนบั ถือศำสนำ ผลของกำรนบั ถือศำสนำต่ำงๆ มกั เป็ นส่วนที่เกี่ยวขอ้ งกบั ประเพณี ควำมเช่ือ เพ่ือประกอบพิธีกรรม ทำงศำสนำจะสะทอ้ นควำมคิดท่ี ทำให้เห็นถึง ควำมแตกต่ำงของกำรแสดงพ้ืนเมือง เช่น ฟ้ อนผีนำงดง้ , ฟ้ อนผีมด ผีเมง็ , ฟ้ อนบูชำผี แคน, เซิ้งบ้งั ไฟ, กำรรำแมศ่ รี, รำมวยโบรำณ เป็นตน้ 3. ค่ำนิยม เป็ นข้ันสำคัญพ้ืนฐำนในกำรเข้ำใจถึงพฤติกรรมของบุคคลท่ี แสดงออกต่ำงๆใน ชุมชนเป็ นส่ิง ที่คนในชุมชนนิยมปฏิบตั ิเป็ นธรรมเนียมต่อๆกนั มำเช่นค่ำนิยม กำรทำบุญควำมสนุกสนำน ส่ิงศกั ด์ิสิทธ์ิกำรแสดงควำมเคำรพเป็นตน้ เช่นรำอวยพร, รำสีนวล, รำวง เป็ นตน้ 4. กำรประกอบอำชีพ เป็ นสิ่งที่แสดงควำมเป็ นเอกลกั ษณ์ที่ชดั เจนของแต่ละ ทอ้ งถ่ิน เน่ืองจำกมีควำมสัมพนั ธ์กบั วิถีชีวิต กำรทำมำหำกิน งำนหัตถกรรมพ้ืนบำ้ นหรือในทุกๆ อำชีพท่ีมีใน ทอ้ งถิ่น จนทำให้อำชีพน้นั กลำยเป็ นเอกลกั ษณ์เฉพำะทอ้ งถ่ินของตน เช่น เซิ้งทอซิ่น, รำปำเตะ๊ , เซิ้ง สวงิ , เซิ้งแหยไ่ ข่มดแดง เป็นตน้ (จุฑำมำศ นอ้ ยยม, 2550, น.12 – 15) 2.2.2 องค์ประกอบของการแสดง องค์ประกอบที่ทำให้นำฏศิลป์ ไทยมีเอกลกั ษณ์เฉพำะตวั ท่ีมีควำมสวยงำม โดดเด่น และบ่งบอกถึงควำมมีอำรยะธรรมทำงดำ้ นศิลปะ มำแต่อดีตกำล คือ ลีลำท่ำรำ กำรขบั ร้องเพลงไทย ดนตรีไทย และกำรแต่งกำย ดงั น้ี

๑. ลีลำท่ำรำ หมำยถึง กระบวนกำรเคล่ือนไหวของอวยั วะร่ำงกำยของ นกั แสดงส่ือออกมำในลกั ษณะต่ำง ๆ เช่น ส่ือแทนคำพดู แทนอำกปั กิริยำท่ีกำลงั ปฏิบตั ิอยู่ หรือสื่อ ถึงกิจกรรมท่ีเป็ นเป้ ำประสงคส์ ำหรับกำรทำงำน เป็ นตน้ ท่ำรำท่ีเขำ้ มำมีบทบำทต่อกำรแสดงน้นั มำจำกหลำยแหล่ง เช่น นำฏยศพั ท์ ภำษำท่ำทำงนำฏศิลป์ และกำรตีบท กล่ำวคือ ๑.๑ นำฏยศพั ท์ หมำยถึง ศพั ทท์ ี่ใชเ้ รียกท่ำรำทำงนำฏศิลป์ หรือกำรละคร กำรฟ้ อนรำ กำรสร้ำงสรรคท์ ่ำรำที่เกี่ยวขอ้ งกบั นำฏศิลป์ ไทย ผแู้ สดงจำเป็ นตอ้ งเขำ้ ใจกระบวนกำร ร่ำยรำอนั จะส่งผลถึงควำมประณีตของท่วงท่ำ ท่ีสร้ำงสรรคข์ องศิลปิ นที่งดงำมลงตวั นำฏยศพั ทท์ ี่ บรมครูผูเ้ ช่ียวชำญได้ สร้ำงสรรค์ไวพ้ อจะรวบรวมได้คือ นำมศพั ท์ กิริยำศพั ท์ และนำฏยศพั ท์ เบด็ เตล็ด ๑.๒ ภำษำท่ำทำงนำฏศิลป์ หมำยถึง ภำษำที่ใชส้ ำหรับกำรส่ือสำรของ นกั แสดงเพื่อให้เขำ้ ใจโดยใช้ท่ำทำงนำฏศิลป์ เป็ นตวั สื่อไม่ใช้คำพูด เป็ นอวจนะภำษำอย่ำงหน่ึง หรืออีกนยั หน่ึงน้นั คือภำษำใบ้ ส่วนใหญ่จะใชอ้ ำกปั กิริยำของอวยั วะร่ำงกำยเป็ นตวั สื่อสำรเพื่อ บอกอำกำรควำมตอ้ งกำรให้ผรู้ ับสำรเขำ้ ใจในกำรสื่อสำร ภำษำทำ่ ทำงนำฏศิลป์ มีปรำกฏอยใู่ นกำร แสดงละคร หรือบทระบำของละครไทยบำงเพลงก็มี กิริยำท่ำทำงที่ปรำกฏออกมำทำงอวยั วะของ ร่ำงกำย สีหนำ้ และอำรมณ์ท่ีปรำกฏข้ึนมำ สำมำรถจำแนกไดเ้ ป็ น ๓ ประเภท คือ ท่ำซ่ึงใชแ้ ทน คำพดู ท่ำซ่ึงเป็นอิริยำบถและกิริยำอำกำร และท่ำซ่ึงแสดงถึงอำรมณ์ภำยใน ๑.๓ กำรตีบท หมำยถึง กำรใส่ท่ำทำงตำมบทร้องหรือบทเพลงเพ่ือส่ือ ควำมหมำยใหผ้ ชู้ มเขำ้ ใจตำมควำมหมำยและอำรมณ์ของเพลง โดยทวั่ ไปเพลงท่ีจะนำมำประดิษฐ์ ท่ำรำจะตอ้ งมี ๒ ลกั ษณะ คือเพลงบรรเลง หมำยถึง เพลงที่มีแต่ทำนองและจงั หวะ ไม่มีเน้ือร้อง ประกอบ และเพลงมีบทร้อง หมำยถึง เพลงท่ีมีท้งั ทำนอง จงั หวะ และเน้ือเพลงบรรยำยอิริยำบท ของตวั ละครประกอบดว้ ย กรณีท่ีเพลงเป็นเพลงบรรเลงน้นั นกั นำฏยประดิษฐก์ ็จะลดภำระของกำร ใส่ท่ำรำลง แต่ถำ้ หำกวำ่ เป็ นเพลงท่ีตอ้ งใช้บทร้องประกอบ เช่น เพลงแม่บท เพลงกฤดำภินิหำร หรือจะเป็ นเพลงท่ีประพนั ธ์ข้ึนใหม่ในโอกำสอนั สมควร กล่ำวคืออวยพรในโอกำสที่สำคญั ต่ำง ๆ ไมว่ ำ่ จะเป็นงำนมงคล หรืองำนในโอกำสพิเศษอ่ืน ๆ ถำ้ หำกบทเพลงมีเน้ือร้องกเ็ ป็นควำมจำเป็ นที่ จะตอ้ งใชก้ ำรตีบทมำเก่ียวขอ้ งดว้ ยเช่นเดียวกนั จำกประสบกำรณ์ของผูเ้ ขียนเห็นว่ำกำรใส่ท่ำรำ

ตำมบทมีหลกั สำคญั ตอ้ งทำควำมเขำ้ ใจเป็ นพ้ืนฐำน คือ ท่ำรำที่เป็ นแบบแต่โบรำณ เช่น ท่ำรำที่ ปรำกฏในกำรรำแม่บทใหญ่ แมบ่ ทเล็ก และท่ำรำที่เป็นท่ำระบำ คือทำ่ รำที่ปรำกฏในชุดกำรแสดง ระบำตำ่ ง ๆ นน่ั เอง ๒. กำรขบั ร้องเพลงไทย เป็ นเอกลกั ษณ์อีกอยำ่ งหน่ึง ซ่ึงเป็ นมรดกตกทอดทำง วฒั นธรรมอีกอยำ่ งหน่ึง เพลงไทยมีเอกลกั ษณ์ คือ กำรเอ้ือน ที่สร้ำงควำมไพเรำะ และบทร้องใช้ ภำษำทำงวรรณกรรม ก่อใหเ้ กิดอำรมณ์คลอ้ ยตำม หวน่ั ไหวไปตำมเรื่องรำวของบท สำมำรถแบ่ง ประเภทของกำรขบั ร้องเพลงไทยเดิม แบง่ ได้ ๔ วธิ ี ๒.๑ กำรร้องลำลอง หมำยควำมถึง คนร้องร้องไปตำมทำนองของตน และ ดนตรีกบ็ รรเลงประกอบไปโดยใชท้ ำนองส่วนของตนต่ำงหำก แตท่ ้งั คนร้องและคนบรรเลง จะตอ้ ง ใชล้ ูกฆอ้ งหรือเน้ือเพลงแทๆ้ อยำ่ งเดียวกนั เพียงแต่คนร้องบรรจุคำร้องลงไปตำมลูกฆอ้ ง ส่วนนกั ดนตรีแปรลูกฆอ้ งเป็ นทำนองเต็ม (Full Melody) ให้เขำ้ กบั เครื่องดนตรีท่ีบรรเลง เพลงที่ใช้ร้อง ลำลอง มกั จะเป็นเพลงท่ีฟังไดไ้ พเรำะ เช่น เพลงเตำ่ เห่ เพลงชำ้ สร้อยสน เพลงตุง้ ติง้ เพลงกลองโยน เป็ นตน้ ๒.๒ กำรร้องคลอ หมำยควำมถึง คนร้องร้องพร้อมไปกับดนตรี โดยผู้ บรรเลงจะตอ้ งบรรเลงดนตรีใหเ้ ขำ้ กบั ทำงร้อง เพ่ือฟังไดก้ ลมกลืน เพลงท่ีจะร้องคลอไดไ้ พเรำะ จะ เป็นเพลงจำพวกเพลงสองช้นั ธรรมดำทว่ั ไป ๒.๓ กำรร้องส่ง หรือกำรร้องรับ หมำยควำมถึง คนร้องร้องข้ึนก่อน เมื่อจบ แลว้ ดนตรีจึงรับดว้ ยลูกฆอ้ งเดียวกนั เพียงแต่วำ่ กำรร้องน้นั ผรู้ ้องถอดลูกฆอ้ งออกมำเป็ นเอ้ือน แต่ ดนตรีถอดลูกฆอ้ งออกมำเป็นทำนองเตม็ (Full Melody) กำรร้องส่งหรือกำรร้องรับน้ี ดนตรีจะตอ้ ง มีกำรสวมร้องดว้ ย เพ่ือเป็ นสะพำนเช่ือมระหวำ่ งกำรร้องท่ีชำ้ และกำรบรรเลงท่ีค่อนขำ้ งรวดเร็ว และเพื่อควำมกลมกลืนในกำรบรรเลงดว้ ย ๒.๔ กำรร้องเคล้ำ หมำยควำมถึง คนร้องร้องไปตำมทำนองเพลงของตน ส่วนดนตรีก็บรรเลงประกอบไปโดยใชท้ ำนองส่วนของตน คลำ้ ยๆกบั กำรร้องลำลอง แต่กำรร้อง

เคลำ้ น้ี ดนตรีกบั ร้องเป็ นคนละอยำ่ งกนั แต่เม่ือร้องกบั ดนตรีเคล้ำประสำนกนั แลว้ ทำให้มีควำม ไพเรำะเป็นอยำ่ งยง่ิ ๓. ดนตรีไทย หมำยถึง เป็ นเสียงท่ีเกิดจำกควำมส่ันสะเทือนของวตั ถุท่ีมนุษย์ ประดิษฐข์ ้ึน หรือจำกเสียงของมนุษยเ์ อง ทำใหเ้ กิดทำนอง สูง ต่ำ มีช่วงจงั หวะสม่ำเสมอ ดนตรีไทย เกิดข้ึนจำกกำรผสมวงท่ีเป็ นเอกลกั ษณ์โดยกำรนำเอำเครื่องดนตรีหลำย ๆ ชิ้นมำผสมผสำนเสียงจน สำมำรถรวมเป็ นวงใหญ่ สำมำรถแบ่งตำมประเภทของกำรบรรเลงท่ีเป็ นระเบียบมำแต่โบรำณกำล จนถึงปัจจุบนั เป็น ๓ ประเภท คือ วงป่ี พำทย์ วงเครื่องสำย และวงมโหรี ดงั น้ี ๓.๑ วงป่ี พำทย์ หมำยถึง วงดนตรีที่ประกอบดว้ ยเคร่ืองตีเป็ นสำคญั เช่น ฆอ้ ง กลอง และมีเคร่ืองเป่ ำเป็ นประธำนไดแ้ ก่ ปี่ นอกจำกน้นั วงปี่ พำทยย์ งั แบ่งไปไดอ้ ีกคือ วงป่ี พำทย์ ชำตรี, วงปี่ พำทยไ์ มแ้ ข็ง, วงป่ี พำทยเ์ ครื่องห้ำ, วงปี่ พำทยเ์ ครื่องคู่, วงปี่ พำทยเ์ ครื่องใหญ่, วงป่ี พำทยไ์ มน้ วม, วงป่ี พำทยม์ อญ, วงป่ี พำทยน์ ำงหงส์ ๓.๒ วงเครื่องสำย หมำยถึง วงดนตรีท่ีเคร่ืองดนตรี ที่ประกอบดว้ ยเคร่ืองดนตรี ที่มีสำยเป็ นประธำน มีเคร่ืองเป่ ำ และเครื่องตี เป็ นส่วนประกอบ ไดแ้ ก่ ซอดว้ ง ซออู้ จะเข้ เป็ นตน้ ปัจจุบนั วงเคร่ืองสำยมี ๔ แบบ คือ วงเครื่องสำยเคร่ืองเด่ียว,วงเครื่องสำยเคร่ืองคู,่ วงเคร่ืองสำยผสม ,วงเครื่องสำยป่ี ชวำ ๓.๓ วงมโหรี ในสมยั โบรำณเป็ นคำเรียกกำรบรรเลงโดยท่ัวไป เช่น \"มโหรี เคร่ืองสำย\" \"มโหรีป่ี พำทย\"์ ในปัจจุบนั มโหรี ใชเ้ ป็นช่ือเรียกเฉพำะวงบรรเลงอยำ่ งหน่ึงอยำ่ งใดท่ีมี เคร่ือง ดีด สี ตี เป่ ำ มำบรรเลงรวมกนั หมด ฉะน้นั วงมโหรีก็คือวงเคร่ืองสำย และวงปี่ พำทย์ ผสมกนั วงมโหรีแบ่งเป็ น วงมโหรีเคร่ืองสี่,วงมโหรีเคร่ืองหก,วงมโหรีเครื่องเดี่ยว หรือ มโหรีเคร่ืองเล็ก,วง มโหรีเคร่ืองคู่ ๔. กำรแตง่ กำย หมำยถึง เครื่องห่อหุม้ ร่ำงกำยของนกั แสดง เพือ่ ควำมสวยงำม ตำม ระเบียบวิธีปฏิบตั ิที่ตอ้ งกำรของกำรแสดงน้นั ๆ นอกจำกน้ีกำรแต่งกำยยงั เป็ นส่ิงบ่งช้ีควำมเป็ น เอกลกั ษณ์เฉพำะของควำมเป็ นไทย กำรแต่งกำย ของนำฏศิลป์ เนน้ ควำมประณีตบรรจง กำรสร้ำง เครื่องแต่งกำย กำรแสดง เพื่อบ่งบอก ฐำนะ อุปนิสัย รสนิยมควำมคิดอ่ำน อำชีพ และบทบำทของ

ตวั ละคร กำรแตง่ กำยของกำรแสดงไทย มีระเบียบปฏิบตั ิที่งดงำม สำมำรถแต่งไดห้ ลำยแบบ เช่น แต่งแบบศิลปะละครรำ แต่งแบบส่ีภำค และแต่งแบบประยกุ ตอ์ ่ืน ๆ ท้งั น้ีรูปแบบกำรแต่งกำยน้นั จะตอ้ งส่ือถึงชุดกำรแสดงน้นั ๆ ดว้ ย(ควำมรู้พ้ืนฐำนทำงนำฏศิลป์ ไทย.2553.น.17-19) 2.3 คุณลกั ษณะผ้สู ร้างสรรค์ผลงานนาฏศิลป์ ผสู้ ร้ำงสรรคผ์ ลงำนหรือเรียกอีกอยำ่ งหน่ึงวำ่ นกั นำฏยประดิษฐ์ คือ ผสู้ ร้ำงสรรคผ์ ลงำน ดำ้ นนำฏศิลป์ ให้เกิดสิ่งใหม่โดยใช้องค์ประกอบในงำนนำฏศิลป์ แต่ละประเภทเป็ นพ้ืนฐำน กำร เป็นนกั นำฏยประดิษฐน์ ้นั ทุกคนสำมำรถเป็ นได้ ไมจ่ ำกดั เพศ วยั กำรศึกษำ เพียงแต่ตอ้ งมีคุณสมบตั ิ ของ นกั ออกแบบดงั น้ี คุณสมบตั ิของนกั ออกแบบท่ำเตน้ 1. ช่ำงสงั เกตและจดจำ 2. ใฝ่ หำควำมรู้และสร้ำงสมประสบกำรณ์ 3. กลำ้ คิด กลำ้ สร้ำงผลงำน 4. มีจุดยนื ท่ีแน่นอนในกำรสร้ำงผลงำน 5. มีใจกวำ้ งกลำ้ รับฟังคำวจิ ำรณ์ (มำลินี อำชำยทุ ธกำร, 2547, น.3) คุณลกั ษณะของคนท่ีมีควำมคิดสร้ำงสรรคส์ ูงในสำขำต่ำงๆ มีบุคลิก ดงั น้ี 1. ชอบแสดงควำมเด่น 2. ชอบคลุกคลีในวงสังคม 3. ถือตนเป็ นศนู ยก์ ลำง 4. เช่ือมน่ั 5. ชอบอิสระ

6. ไม่กงั วลใจ 7. ชอบรับในสิ่งแปลกๆ 8. มีควำมคิดในลกั ษณะที่มีควำมยดื หยนุ่ 9. มีควำมซบั ซอ้ นในกำรรับรู้ 10. มีควำมกลำ้ หำญ (พรี พงศ์ เสนไสย,2546, น.18-19) คุณสมบตั ิดงั กล่ำวของนกั สร้ำงสรรค์ เป็ นจุดเร่ิมตน้ ของกำรหำสิ่งแปลกใหม่ ยอมรับใน หลักกำรเหตุผลและมีกำรพฒั นำตนเสมอ งำนสร้ำงสรรค์นำฏศิลป์ เป็ นงำนท่ีต้องอำศัยพ้ืน ฐำนควำมรู้ ด้ำนกำรปฏิบตั ินำฏศิลป์ จนเกิดควำมชำนำญ สั่งสมประสบกำรณ์ มีควำมเขำ้ ใจใน ลกั ษณะและรูปแบบ ของงำน จึงเกิดกระบวนกำรพฒั นำ สร้ำงสรรคง์ ำนดำ้ นนำฏศิลป์ ควำมเขำ้ ใจ พ้ืนฐำนเกี่ยวกบั กำร ออกแบบท่ำทำง ผสู้ ร้ำงงำนจำเป็ นตอ้ งมีควำมรู้เกี่ยวกบั องคป์ ระกอบของกำร สร้ำงงำนและกำร นำเสนอ เพื่อให้เกิดควำมเขำ้ ใจพ้ืนฐำนอยำ่ งชดั เจนอนั ส่งผลให้ผลงำนออกมำ สมบูรณ์เป็ นไปตำม ควำมมุ่งหมำย ไม่คลำดเคลื่อนไปจำกจุดมุ่งหมำยท่ีวำงไว้ ซ่ึงสำมำรถวดั ผลได้ จำกผชู้ มนน่ั เอง ควำม เขำ้ ใจพ้ืนฐำนเก่ียวกบั กำรออกแบบท่ำทำงน้นั ผสู้ ร้ำงงำนจะตอ้ งรู้และเขำ้ ใจ เกี่ยวกบั สรีระร่ำงกำยของ มนุษยแ์ ละกำรแสดงอำรมณ์ควำมรู้สึกต่ำงๆ เพ่ือเป็นจุดเริ่มในกำรคิดงำน แบบง่ำยๆอนั เกิดจำก จินตนำกำรในกำรฟังเพลงแล้วถ่ำยทอดออกเป็ นกำรแสดง(มำลินีอำชำ ยทุ ธกำร,2547,น.6)

บทท3่ี วธิ ดี าเนินการวจิ ัย กำรศึกษำวจิ ยั คร้ังน้ี เป็ นกำรศึกษำวิจยั ในรูปแบบวิจยั เชิงคุณภำพและวิจยั เชิงสร้ำงสรรค์ โดยศึกษำหลกั ของควำมเช่ือรูปป้ันองค์เทวดำรักษำเมืองวดั พระมหำธำตุ ผูว้ ิจยั ไดด้ ำเนินและเก็บ รวบรวมขอ้ มูลในกำรศึกษำคน้ ควำ้ โดยมีข้นั ตอนดำเนินงำนดงั น้ี 3.1 เครื่องมือที่ใชใ้ นกำรวจิ ยั 3.1.1 กำรสำรวจขอ้ มูลเชิงเอกสำร 3.1.2 กำรสำรวจขอ้ มลู ส่ือสำรสนเทศ 3.2 ข้นั ตอนในกำรดำเนินกำรวจิ ยั 3.3 ระยะเวลำในกำรดำเนินงำนวจิ ยั 3.1 เครื่องมือในการวจิ ัย ขอ้ มูลพ้ืนฐำนมีควำมสำคญั อย่ำงย่ิงในกำรสร้ำงสรรค์ผลงำนทำงด้ำนนำฏศิลป์ พ้ืนบ้ำน ภำคใตเ้ น่ืองจำกนำองคค์ วำมรู้มำสนบั สนุนกำรสร้ำงสรรค์กำรแสดงซ่ึงจะนำมำถึงควำมน่ำเชื่อถือ ในกำรสร้ำงงำน กำรคน้ หำขอ้ มูลพ้ืนฐำนทำให้ผูส้ ร้ำงสรรค์ผลงำนไดท้ รำบขอ้ มูลในเร่ืองจตุคำม รำมเทพ และเทวดำรักษำเมือง ดงั น้ี 3.1.1 การสารวจข้อมูลเชิงเอกสาร ควำมสำคญั ของกำรศึกษำและรวบรวมขอ้ มูลจำกเอกสำร ตำรำ และงำนวิชำกำรต่ำงๆ เพ่ือให้ง่ำยต่อกำรศึกษำคน้ ควำ้ ขอ้ มูลท่ีเก่ียวขอ้ งกบั ควำมเช่ือของจตุคำรมรำมเทพและองค์รูปป้ัน เทวดำรักษำเมือง โดยมีแหล่งท่ีเก่ียวขอ้ งดงั ต่อไปน้ี 3.1.1.1 ศึกษำคน้ ควำ้ จำกแหล่งขอ้ มลู ที่เกี่ยวขอ้ ง 1.สำนกั วทิ ยบริกำรและเทคโนโลยสี ำรสนเทศ มหำวทิ ยำลยั รำชภฏั ธนบุรี

2.สำนกั หอสมุดแห่งชำติ 3.1.2 การสารวจข้อมูลส่ือสารสนเทศ 1.ศึกษำและรวบรวมขอ้ มูลส่ือวดิ ีทศั น์ จำก ตำนำนทำ้ วจตุคำมรำมเทพ 2.กำรศึกษำและรวบรวมขอ้ มูลทำงส่ือออนไลน์ จำก วกิ ิพีเดีย เพ่ือศึกษำควำมเชื่อจตุคำมรำมเทพ 3.1.3 การสารวจข้อมูลภาคสนาม 1.เป็นคำถำมในหลกั ของควำมเช่ือท้งั ท่ีมำของจตุคำมรำมเทพ โดยสัมภำษณ์กลุ่มพระภิกษุสงฆ์ ใน วดั พระมหำธำตุวรมหำวหิ ำร จงั หวดั นครศรีธรรมรำช 2.เป็นคำถำมในแรงศรัทธำของจตุคำมรำมเทพ โดยสมั ภำษณ์ในกลุ่มชุมชน ถนนรำชดำเนิน ตำบล ในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมรำช จงั หวดั นครศรีธรรมรำช 3.2ข้ันตอนในการดาเนินวจิ ัย ผวู้ จิ ยั ไดศ้ ึกษำควำมเช่ือขององคร์ ูปป้ันจตุคำมรำมเทพเทวดำรักษำเมือง โดยศึกษำจำก เอกสำร หนงั สือ ตำรำ โดยมีข้นั ตอนดำเนินกำรวจิ ยั ดงั ตอ่ ไปน้ี 1. ศึกษำรวบรวมขอ้ มูลจำกเอกสำร หนงั สือ ตำรำ ในประเด็น เทวดำรักษำเมือง และจตุคำม รำมเทพ และกำรสร้ำงสรรคน์ ำฏศิลป์ ในรูปแบบนำฏศิลป์ พ้ืนบำ้ นภำคใต้ 2. นำขอ้ มูลท่ีไดม้ ำวเิ ครำะห์เพื่อเป็นแนวทำงในกำรสร้ำงสรรคก์ ำรแสดงพ้ืนบำ้ นภำคใตช้ ุด “จตุเทวำรักษำเมือง” 3. นำขอ้ มลู ที่ไดม้ ำออกแบบ ทดลอง ปฏิบตั ิ เพื่อสร้ำงสรรคเ์ ป็นผลงำนทำงดำ้ นนำฏศิลป์ 4. นำเสนออำจำรยห์ นำ้ ช้นั เรียน 5. นำเสนอชุดและรูปแบบทำ่ รำของกำรแสดง 3.3ระยะเวลาในการดาเนินงานวจิ ัย งำนวิจยั ได้แบ่งระยะเวลำในกำรดำเนินวิจยั โดยจดั ทำตำรำงในกำรเก็บข้อมูลรวบรวม เอกสำรจดั ทำเป็ นตำรำงในกำรดำเนินงำน เพ่ือควำมสะดวกในกำรรวบรวมและกำรทำวิเครำะห์

พร้อมท้งั กำรจดั ทำรูปเล่ม เพื่อนำเสนอเป็ นงำนวิจยั มีระยะเวลำในกำรดำเนินกำรต้งั แต่เดือน สิงหำคม - เดือนตุลำคม 2562 โดยแสดงรำยละเอียดดงั น้ี ตารางท3่ี .1 : ตารางระยะเวลาในการดาเนินงานวจิ ัย ลาดับ รายการดาเนินการวจิ ัย ระยะเวลาในการดาเนินการวิจัย (เดอื น) ท่ี ส.ค. ก.ย. ต.ค. 1. แรงบนั ดำลใจและกำหนดแนวควำมคิดของกำร แสดง 2. นำเสนอหวั ขอ้ กำรสร้ำงสรรคผ์ ลงำนและชุด แสดง 3. เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู 4. วเิ ครำะห์ขอ้ มูล 5. ออกแบบกำรแสดงและชุดกำรแสดง 6. นำเสนอวิจยั รูปเล่ม 7. นำเสนอชุดและกำรแสดงรอบ2 ตารางท3่ี .2 : ตารางระยะเวลาในการทางาน รายละเอยี ดการส่งงาน วนั /เดือน/ปี ส่ง - บทท่ี1 27 สิงหำคม 2562 - ออกแบบชุดกำรแสดง 18 ตุลำคม 2562 - รูปแบบกำรแสดง 24 ตุลำคม 2562 ส่ง บทที่2และ3 ส่ง - ชุดกำรแสดง รอบ2 - ท่ำรำ

บรรณานุกรม กวนิ ทร์ คทวณชิ . (2552). Scholastic สารานุกรมสาหรับเยาวชน. กรุงเทพมหานคร: นานมีบุ๊คส์พบั ลเิ คช่ัน. วกิ พิ เี ดีย. (2562).จตุคามรามเทพ. สืบค้นเมือ่ วนั ท่ี 27 กนั ยายน 2562 จาก https://th.wikipedia.org/wiki/จตุคามรามเทพ ชุมศักด์ิ นรารัตน์วงศ์.(2550).จตุคามรามเทพนครศรีธรรมราชและ12นักษตั ร.กรุงเทพมหานคร: สานักพมิ พ์ตามพรลงิ ค์ จุฑามาศ น้อยยม. (2550). ความรู้เบือ้ งต้นนาฏศิลป์ สร้างสรรค์. สุโขทัย: โรงเรียนสวรรค์อนันต์วทิ ยา. ธีรวฒั น์ ช่างสาน.(2553).ความรู้พนื้ ฐานทางนาฏศิลป์ ไทย.สืบค้นเม่ือวนั ที่ 23 ตุลาคม 2562 จาก https://www.gotoknow.org/posts/348774#0 ประวาลพฤกษ์. (2545). นาฏศิลป์ สร้างสรรค์. กรุงเทพมหานคร: เอทพี ริ้นท์ตงิ้ . พวงเพชร สุรัตนกวกี ลุ . (2542). มนุษย์กบั สังคม. กรุงเทพมหานคร: ทววี ฒั น์การพมิ พ์. โกวทิ มาลนิ ี อาชายทุ ธการ. (2547). คุณสมบัตขิ องนักออกแบบท่าเต้น. กรุงเทพมหานคร:สานักพมิ พ์นิยม วทิ ยา ลดั ดา พนัสนอก. (2542). สุนทรียะทางนาฏศิลป์ ไทย. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสกลนคร.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook