Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เล่มสรุปงานวิจัย ปี 2558-2562 (ขึ้นเว็บ)

เล่มสรุปงานวิจัย ปี 2558-2562 (ขึ้นเว็บ)

Published by สสว.2 ชลบุรี, 2023-06-18 09:44:29

Description: เล่มสรุปงานวิจัย ปี 2558-2562 (ขึ้นเว็บ)

Search

Read the Text Version

คานา สานักงานส่งเสรมิ และสนบั สนนุ วชิ าการ 2 จงั หวัดชลบรุ ี (สสว.2) เป็นหน่วยงานในสังกัด กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ มีบทบาทหน้าท่ีประการหน่ึง ในการพัฒนา งานวิชาการด้านการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ ตลอดจนส่งเสริมสนับสนุนงานด้านวิชาการ ให้กับหน่วยงาน และภาคีเครือข่ายอย่างสอดคล้องกับพื้นที่และกลุ่มเป้าหมาย โดยในปีงบประมาณ 2558 – 2562 สสว.2 ได้ดาเนินงานโครงการวิจัยใน 4 ประเด็น ประกอบด้วย ประเด็นค้ามนุษย์ ประเดน็ ความรนุ แรง ประเด็นอาเซียน และประเด็นประชากรแฝง และได้ดาเนินงานโครงการวิจัยใน 2 ด้าน ประกอบด้วย ด้านผู้สูงอายุ และด้านผู้ด้อยโอกาส ซึ่งเป็นการวิจัยที่ผ่านความเห็นชอบจากสานักงาน การวิจยั แหง่ ชาติ (วช.) และกองทุนเพื่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ สรุปงานวิจยั ปี 2558 – 2562 ที่จัดทาข้ึนน้ี คณะผู้จัดทาต้องขอขอบคุณคณะผู้บริหาร กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หน่วยงานทีม One home ทุกจังหวัด หน่วยงาน ภาคราชการ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ตลอดจนแกนนาและภาคีเครือข่ายในทุกพื้นที่ ซึ่งมีส่วนสาคัญในการสนับสนุนผลงานดังกล่าวสาเร็จเป็นท่ีเรียบร้อย คณะผู้จัดทาหวังเป็นอย่างย่ิงว่า สรุปงานวิจัย ปี 2558 – 2562 ของ สสว.2 ได้เก็บรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์ น้ัน จะเป็นประโยชน์ แก่หน่วยงานและผู้ที่สนใจ สมารถนาความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับการปฏิบัติงานด้าน การพฒั นาสังคมและความม่ันคงของมนษุ ย์ตอ่ ไป สานกั งานสง่ เสรมิ และสนบั สนนุ วชิ าการ 2 คณะผ้จู ัดทา

สารบญั ประเดน็ คา้ มนษุ ย์ หนา้ - โครงการวิจัยการสร้างและพัฒนากระบวนการทางานเครอื ขา่ ยแก้ไข 1 ปัญหาการคา้ มนุษยท์ เ่ี หยื่อเป็นเด็กและสตรีในประเทศไทย 2 - โครงการวจิ ัยกระบวนการขับเคลือ่ นการคุ้มครองพิทักษ์สทิ ธิสาหรับ กล่มุ หญิงไทยทต่ี กเป็นเหย่อื การคา้ มนุษยใ์ นต่างประเทศ 5 - โครงการวิจัยแนวทางการพัฒนาอาสาสมัคร พม. ใหเ้ ป็นแกนนาชุมชน ในการปอ้ งกันปัญหาการคา้ มนุษย์ 8 ประเดน็ ความรนุ แรง 10 - โครงการวจิ ัยรปู แบบการสรา้ งภมู คิ ุม้ กันสาหรบั ครอบครวั ในการแก้ไข 11 ปัญหาความรุนแรงในเด็กและสตรี 14 ประเดน็ อาเซยี น 15 - โครงการวจิ ยั อนาคตการจัดสวัสดกิ ารสังคมไทยเมื่อสูป่ ระชาคมอาเซยี น ภายใต้ภารกจิ ของกระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่นั คงของมนษุ ย์ 18 - โครงการวิจยั ชุมชนอาเซยี นในประเทศไทย : มาตรการ กลไก เพอื่ การคุม้ กนั ผลกระทบทางสังคม 21 22 ประเดน็ ประชากรแฝง - โครงการวจิ ัยแนวทางการจัดสวัสดิการสังคมทเี่ หมาะสม ให้กับประชากรแฝงในจังหวัดชลบรุ ี

สารบัญ ดา้ นผสู้ งู อายุ หนา้ - โครงการวิจยั รูปแบบการบรกิ ารดา้ นสขุ ภาพท่เี หมาะสม 24 สาหรับผสู้ ูงอายุพกิ าร 25 - โครงการวจิ ัยการจัดระบบการดแู ลทางสังคมและระบบการดแู ลระยะยาว สาหรับผู้สูงอายใุ นครอบครวั และชมุ ชน 28 - โครงการวิจัยการจดั สวัสดิการทเ่ี หมาะสมสาหรบั ผสู้ ูงอายใุ นแตล่ ะช่วงวยั - โครงการวจิ ยั กลยุทธก์ ารสรา้ งความเข้มแข็งของเครือขา่ ยผูส้ งู อายุ 30 ของกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมั่นคงของมนษุ ย์ 33 - โครงการวิจยั กลยุทธ์ส่งเสรมิ การออมใหแ้ กว่ ัยผใู้ หญ่ เพื่อเตรยี มการเข้าส่วู ยั ผ้สู งู อายุ 36 - โครงการวิจยั แบบจาลองการส่งเสรมิ การใชป้ ระโยชนเ์ ทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารเพือ่ การจดั สวสั ดกิ ารสังคมให้กับผสู้ งู อายุในเขตชนบท 38 - โครงการวจิ ัยการพฒั นาศักยภาพผู้สูงอายุในภาวะพฤฒพลงั ให้เกดิ การยังประโยชน์ด้านสงั คม 41 - โครงการวจิ ัยกลยทุ ธส์ ่งเสริมการทางานของผ้สู ูงอายุไทย 44 ดา้ นผดู้ อ้ ยโอกาส 47 - โครงการวิจยั ทิศทางการจัดสวสั ดิการสงั คมทเ่ี หมาะสมแก่คนเร่รอ่ น 48 - โครงการวิจยั นวัตกรรมการประยุกตเ์ ศรษฐกิจพอเพียง 51 ส่กู ารคมุ้ ครองทางสังคมทเ่ี หมาะสมเพ่ือผู้ด้อยโอกาส - โครงการวิจยั และพัฒนาการสอื่ สารเพื่อยุตปิ ัญหาการขอทาน 54 - โครงการวจิ ยั รูปแบบการป้องกนั และแกไ้ ขปญั หาขอทานแบบมสี ว่ นร่วม 57

ประเด็น คา้ มนุษย์  ปี 2560 - วิจยั การสรา้ งและพัฒนากระบวนการทางานเครอื ขา่ ยแกไ้ ขปัญหาการค้ามนษุ ย์ ท่ีเหยื่อเป็นเด็กและสตรใี นประเทศไทย  ปี 2561 - วิจยั กระบวนการขบั เคลื่อนการคมุ้ ครองพทิ กั ษ์สิทธิสาหรบั กลุ่มหญิงไทยที่ตกเปน็ เหยอื่ การค้ามนุษยใ์ นต่างประเทศ  ปี 2562 - วจิ ยั แนวทางการพฒั นาอาสาสมคั ร พม. ใหเ้ ปน็ แกนนาชุมชนในการป้องกัน ปัญหาการค้ามนุษย์

โครงการวจิ ยั การสรา้ งและพฒั นากระบวนการทางานเครอื ขา่ ย แกไ้ ขปญั หาการคา้ มนษุ ยท์ เี่ หยอ่ื เปน็ เดก็ และสตรใี นประเทศไทย 1 วัตถปุ ระสงค์ 1.1 เพื่อศึกษารูปแบบกระบวนการทางาน เครือข่ายในการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหา การคา้ มนษุ ย์ 1. 2 เพ่ือศึกษาเครือข่ายการประสาน การดาเนินงานทั้งระดับนโยบาย และระดับปฏิบัติ ในการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหาการค้าเด็ก และสตรใี นประเทศไทย 2 ผลการศึกษา การดาเนินการวิจัยในคร้ังนี้เป็นการวิจัยประยุกต์ (Applied Research) ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี (Mix Methodology) ดาเนินการศึกษา โดยใช้วิธีวิทยาการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Methodology) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ตัวอย่างและผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ เครือข่ายการป้องกันและ ปราบปรามค้ามนุษย์ในพื้นที่ โดยเก็บข้อมูลจากตัวอย่างจานวน 1,440 ตัวอย่าง และผู้ให้ข้อมูลหลักจานวน 213 คน ผลการวิจยั พบว่า กระบวนการทางานเครือข่าย ในการป้องกัน ปราบปรามและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ มีรูปแบบกระบวนการทางานเครือข่ายครอบคลุมทั้ง 5 ดา้ นตามหลักมาตรฐานการป้องกันและ ปราบปราม การค้ามนุษย์สากล คือ ด้านนโยบาย ด้านการป้องกัน ด้านการดาเนินคดี ด้านการคุ้มครอง ช่วยเหลือ และ ดา้ นความร่วมมืออยู่ใน 3 ระดับ คือ 1) ระดับนานาชาติ/ ระหว่างประเทศ (โดยเฉพาะในพ้ืนท่ี จังหวัดชายแดน หรือการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหาการ ค้ามนษุ ย์ในรูปแบบการคา้ แรงงาน) 2) ระดับชาติ และ 3) ระดับจังหวัด โดยกระบวนการทางานของเครือข่าย ในการป้องกันปราบปรามและแก้ไข ปัญหาการค้ามนุษย์ในพื้นที่เกิดจากคณะอนุกรรมการศูนย์ปฏิบัติการ สรุปงานวิจัย ปี 2558 – 2562 2

ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จังหวัด 76 จังหวัด ซ่ึงแต่งตั้งโดยคณะกรรมการประสานและกากับการ ดาเนินงานป้องกนั และปราบปราม การค้ามนุษย์ เพ่ือให้เป็นศูนย์กลางในการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ตลอดจนอานวยการ ส่ังการและดาเนินการท่ีเก่ียวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ภายใน จงั หวัด 3 ขอ้ เสนอแนะ ข้อเสนอแนะในเชิงนโยบาย รัฐบาลควรมีการ พัฒนาแผนระดับประเทศ เพื่อป้องกันปราบปราม กระบวนการการค้ามนุษย์ ควรส่งเสริมหน่วยงานและ สร้างขวัญกาลังใจให้กับเจ้าหน้าท่ีที่ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกัน ปราบปรามการค้ามนุษย์ กระทรวง พม. ควรจัดต้ังศูนย์บูรณาการตามชายแดนท่ีมีปัญหาการค้ามนุษย์ เพ่ือเพ่ิม ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ป้องกันแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ควรพัฒนา อพม. เพื่อเป็นแกนนาชุมชนในการให้ความรู้ ช่วยเฝ้าระวัง รับแจ้งเหตุ และช่วยประสานงานในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรมีการจดั ตง้ั กองทุนระหวา่ งประเทศ เพื่อปอ้ งกนั ปราบปรามกระบวนการการค้ามนุษย์กระทรวงศึกษาธิการ ควรเพิ่มหลักสูตรให้นักเรียนรับทราบเกี่ยวกับเร่ืองการค้ามนุษย์ ส่งเสริมการฝึกอาชีพ เพื่อส่งเสริมอาชีพ ในเวลาวา่ ง และจดั กิจกรรมเสรมิ ความรใู้ นการปอ้ งกนั ตนเองจากการตกเป็นเหย่ือของการคา้ มนุษย์ ข้อเสนอแนะในเชิงปฏิบัติ กระทรวง พม. ควรผลักดันให้หน่วยงานระดับท้องถ่ิน ตระหนักถึง ความรุนแรงของปัญหาการค้ามนุษย์ ควรส่งเสริมให้ หน่วยงานเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการการป้องกัน และปราบปรามการค้ามนุษย์ ควรมีการออกบัตร รับรองการปฏิบัติหน้าท่ีตามพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการค้ามนษุ ย์ ให้แก่ผ้ชู ว่ ยพนกั งานเจา้ หน้าทใ่ี นหน่วยงานของรัฐ ควรส่งเสริมสถาบันครอบครัว ให้มีความเข้มแข็งและอบอุ่น และเสริมสร้างพลังให้ชุมชนเป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวัง สานักงานตารวจ แห่งชาติควรจัดทาระบบฐานข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ คณะอนุกรรมการศูนย์ปฏิบัติการป้องกัน และปราบปรามการค้ามนุษย์จังหวัดควรมี ความเข้มงวดในการดาเนินคดีและบังคับใช้ กฎหมาย ควรให้เจ้าหน้าท่ีที่มีความเชี่ยวชาญ ในเรอื่ งการคา้ มนุษย์ปฏิบัติหน้าท่ีอย่างต่อเน่ือง ควรสนับสนุนกิจกรรมที่เกิดจากการริเริ่มของ ชมุ ชนเพื่อป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ สรปุ งานวจิ ยั ปี 2558 – 2562 3

ควรสร้างความตระหนักให้แก่ครอบครวั ชมุ ชน ให้เหน็ ความสาคัญของการค้ามนุษย์ ศูนย์การศึกษานอกระบบ และการศกึ ษาตามอธั ยาศยั ควรจดั กิจกรรมเผยแพร่ให้ความรู้ การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ มีการ จดั มุมใหค้ วามรู้ หอ้ งสมดุ ประชาชน สถานศึกษาควรเพ่ิมกิจกรรมในการป้องกันตนเองจาการตกเป็นเหย่ือของ การค้ามนษุ ย์ พรอ้ มทั้งเสริมสร้างองค์ความรู้ 4 รายละเอยี ดเพม่ิ เตมิ สามารถดาวนโ์ หลดเอกสารได้ท่ี https://qrgo.page.link/DbM28 สรุปงานวจิ ยั ปี 2558 – 2562 4

โครงการวิจยั กระบวนการขบั เคลอื่ นการคมุ้ ครองพทิ ักษส์ ทิ ธิ สาหรบั กลมุ่ หญงิ ไทยทตี่ กเปน็ เหยอ่ื การคา้ มนษุ ยใ์ นตา่ งประเทศ 1 วัตถปุ ระสงค์ 1.1 เพื่อศึกษารูปแบบและเส้นทางของการตกเป็น ผเู้ สยี หายจากการค้ามนุษยข์ องหญิงไทยในตา่ งประเทศ 1.2 เพื่อศึกษากระบวนการและวธิ ีการในการคุ้มครอง พิทักษ์สิทธสิ าหรบั กลุ่มหญิงไทยท่ตี กเปน็ ผู้เสียหายจากการค้ามนษุ ย์ในประเทศไทยและต่างประเทศ 1.3 เพื่อสร้างกระบวนการขับเคลื่อนระบบการคุ้มครองพิทักษ์สิทธิสาหรับกลุ่มหญิงไทยที่ตกเป็น ผเู้ สียหายจากการค้ามนษุ ยใ์ นต่างประเทศ 2 ผลการศึกษา การดาเนินการวิจัยในคร้ังนี้ได้ทาการคัดเลือก พื้นท่ีการศึกษาจากกลุ่มประเทศท่ีมีองค์กรเครือข่ายท่ี ได้รับการจดทะเบียน เป็นองค์กรสาธารณะประโยชน์ร่วมกับกระทรวง พม. ซ่ึงมีประเทศท่ีได้รับการคัดเลือก ในการศึกษา ไดแ้ ก่ ประเทศฝรั่งเศส สาธารณรัฐเยอรมนี และนอร์เวย์ ซึ่งมีกลุ่มสมาชิกที่เป็นคนไทยจานวนมาก ท่ีคอยทาหน้าท่ีเป็นฟันเฟืองสาคัญท่ีจะช่วยในกระบวนการขับเคลื่อนการทางานในการพิทักษ์สิทธิให้แก่ กลุ่มคนไทยท่ีประสบปัญหาจากการถูกล่อลวงไปค้ามนุษย์ รวมไปถึงกลุ่มคนไทยที่ประสบปัญหาทางสังคม ในรูปแบบอ่ืน ๆ ด้วย โดยดาเนินการคัดเลือกจากกลุ่มเป้าหมายท่ีเกี่ยวข้อง ได้แก่ 1) ตัวแทนผู้ปฏิบัติงาน ในองค์กรหรือหน่วยงานและภาคีเครือข่าย ท่ีเกี่ยวข้อง ที่ทางานเกี่ยวข้องกับประเด็น การค้ามนุษย์ 2) ตวั แทนผู้บริหารหน่วยงาน และองค์กรที่ดาเนินงานเกี่ยวข้องกับการ ป้ อ ง กั น แ ล ะ แ ก้ ไ ข ปั ญ ห า ก า ร ค้ า ม นุ ษ ย์ ในต่างประเทศ 3) กลุ่มเครือข่ายหญิงไทย ท่ีไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ เพื่อนาข้อมูล ท่ีได้มาสร้างให้เกิดกระบวนการขับเคล่ือน สรปุ งานวิจยั ปี 2558 – 2562 5

ระบบการคุ้มครองพิทักษ์สิทธิสาหรับกลุ่มหญิงไทยท่ีตกเป็นผู้เสียหาย การคา้ มนุษย์ในตา่ งประเทศ จานวน 15 – 25 คน ผลการศึกษา พบว่า กระบวนการขบั เคลื่อนระบบการคุ้มครองพิทักษ์สิทธิสาหรับกลุ่มหญิงไทย ท่ีตกเป็นผู้เสียหายการค้ามนุษย์ในต่างประเทศท่ีสาคัญคือ 1) การให้ ความช่วยเหลอื ผเู้ สยี หายตอ้ งมองควบคู่ไปกับความรุนแรงในครอบครัว 2) การเสนอรูปแบบการให้ความช่วยเหลือจากกลุ่มท่ีไม่เป็นทางการ 3) การสร้างเครือข่ายเพ่ือเช่ือมโยงกับองค์กรต่างประเทศ 4) การนาเสนอ สื่อในเชิงรุก 5) การขจัดความไม่รู้ 6) การเพ่ิมแนวทางความช่วยเหลือ ออนไลนแ์ ละวัดไทยในยุโรป 3 ขอ้ เสนอแนะ จ า ก ก า ร ศึ ก ษ า ไ ด้ ส ะ ท้ อ น ป ร ะ เ ด็ น ที่ ส า คั ญ ว่ า รั ฐ บ า ล ไ ท ย ค ว ร ใ ห้ ความสาคัญกับนโยบายของประเทศในการป้องกันหรือการกาหนดให้มีนโยบาย เชิงรุกมากกว่าการอุดช่องว่าง หรือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยเน้นท่ีการ บูรณาการงานในทุกภาคส่วน ทั้งในกระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวง การพฒั นาสังคมและความมนั่ คงของมนุษย์ โดยมุ่งเน้นการป้องกันและการบังคับใช้ กฎหมายอย่างเขม้ งวด ดังนี้ 3.1 การปรับรูปแบบนโยบายในแนวทางการป้องกันการค้ามนุษย์และ ปอ้ งกันการตกเป็นผ้เู สียหายซ้า 3.2 การใช้แนวทางด้านการทาวิจัย การทาฐานข้อมูลเครือข่าย และ การใช้ช่องทางสื่อด้านต่าง ๆ เช่น Social Media เพื่อรับมือกับปัญหากระบวนการ คา้ มนษุ ยใ์ นเชิงรุก 3.3 รัฐบาลควรสนับสนุนนโยบายการสร้างเครือข่ายและการสร้าง แนวร่วม ท้งั ในภาครฐั และภาคเอกชน เพ่ือรับมือกับปัญหาการค้ามนุษย์ นอกจากนี้ ยังต้องมุ่งเน้นการใช้นโยบายด้านการกาจัดอุปสรรคต่อการส่งเสริมความเท่าเทียม ของมนุษย์ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม ทางสังคมอยา่ งแทจ้ รงิ 3.4 รัฐบาลควรสนับสนุนนโยบายการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด รวมไปถงึ การใช้กระบวนการทางเศรษฐกิจ สงั คม และศาสนาเพื่อให้เกิดการแก้ไข ปัญหาการค้ามนษุ ย์อยา่ งย่งั ยืน สรุปงานวิจัย ปี 2558 – 2562 6

3.5 รัฐบาลต้องเน้นในด้านการสนับสนุน ทางด้านการศึกษาที่ช่วยให้เกิดความตระหนักในปัญหา การค้ามนุษย์ อาทิ นโยบายการศึกษาท่ีส่งเสริมจริยธรรม และคุณธรรม การไม่ส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจที่นาไปสู่ การค้าประเวณี และการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบ ซึ่งจะส่งผล ตอ่ ประสิทธิผลของกระบวนการป้องกันและการลดปัญหา การคา้ มนษุ ย์ในระยะยาวตอ่ ไป 4 รายละเอยี ดเพมิ่ เตมิ สามารถดาวนโ์ หลดเอกสารได้ที่ https://qrgo.page.link/PD1mo สรุปงานวจิ ัย ปี 2558 – 2562 7

โครงการวจิ ยั แนวทางการพฒั นาอาสาสมคั ร พม. ใหเ้ ปน็ แกนนาชมุ ชนในการปอ้ งกนั ปญั หาการคา้ มนษุ ย์ 1 วัตถปุ ระสงค์ อาสาสมัคร พม. 1.1 เพ่ือศึกษารูปแบบการทางานของ อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ 1.2 เพื่อให้ ได้แนว ทางในก ารพัฒน า อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ เป็นแกนนาในการปอ้ งกนั ปัญหาการคา้ มนุษย์ 2 ผลการศึกษา การดาเนินการวิจัยในครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัย แบบผสานวิธี ท้ังในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ เจ้าหน้าท่ี อปท. กานัน/ผู้ใหญ่บ้าน/ผู้นาชุมชน ใน 4 อาเภอ ของจังหวดั ชลบุรี ได้แก่ อาเภอเมือง อาเภอ ศรีราชา อาเภอบางละมุง และอาเภอสัตหีบ รวมท้ังส้ิน 242 ชุด และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กลุ่มเป้าหมาย คือ หน่วยงานภาครัฐ ที่เก่ียวข้องในการดาเนินการป้องกันและปราบปราม การค้ามนุษย์ และตัวแทน อพม. 4 อาเภอ ในจังหวัด ชลบุรี ได้แก่ อาเภอเมือง อาเภอศรีราชา อาเภอ บางละมุง และอาเภอสัตหีบ รวมทงั้ สน้ิ 65 คน ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการ ทางานของ อพม. ผ้นู าทอ้ งถ่ินเห็นความสาคัญ ในบทบาทของ อพม. ในการทางานในการ ป้องกัน แก้ไข และพัฒนาร่วมกันทั้งทาง ด้านปัญหาสังคมและปัญหาการค้ามนุษย์ สรุปงานวิจัย ปี 2558 – 2562 8

ในชมุ ชนสอดรับกับบทบาทหน้าท่ีของ อพม. คอื ชเ้ี ปา้ -เฝา้ ระวงั เช่ือมกลุ่มเดิม-เสริมสร้างกลุ่มใหม่ และร่วมใจ ทาแผนพัฒนาชุมชน สาหรับแนวทางในการพัฒนา อพม. เป็นแกนนาในการป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ ประกอบด้วย ควรมีการเสริมสร้างด้านความรู้ ทักษะ และทัศนคติ ของ อพม. ควรมีการเสริมสร้างจิตสานึก ในชุมชนให้มี ส่วนร่วมกับ อพม. ในการเฝ้าระวังปัญหาการค้ามนุษย์ และควรมีนโยบาย มาตรการและกลไก ทีเ่ ออ้ื ต่อการส่งเสรมิ สนบั สนุนให้ อพม. สามารถดาเนินงานได้ 3 ขอ้ เสนอแนะ 3.1 ควรมีการจัดอบรมหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง กับการป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ให้ อพม. อย่างเป็น รูปธรรม 3.2 ควรมีช่องทางการเผยแพร่องค์ความรู้ ด้านการป้องกันการค้ามนุษย์ Mobile Application : Protect-U สาหรับการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหาย จากการค้ามนุษย์ให้ อพม. และประชาชนได้เข้าถึง เพอ่ื เป็นเครือข่ายเฝ้าระวังปญั หาการค้ามนษุ ย์ในชุมชน 4 รายละเอยี ดเพมิ่ เติม สามารถดาวนโ์ หลดเอกสารไดท้ ี่ https://qrgo.page.link/K4sM4 สรุปงานวจิ ยั ปี 2558 – 2562 9

ประเดน็ ความรุนแรง  ปี 2558 - วิจยั รปู แบบการสรา้ งภูมิคมุ้ กันสาหรับครอบครัวในการแก้ไขปญั หาความรนุ แรงในเดก็ และสตรี

โครงการวจิ ยั รปู แบบการสรา้ งภมู คิ มุ้ กนั สาหรบั ครอบครวั ในการแก้ไขปญั หาความรนุ แรงในเดก็ และสตรี 1 วัตถปุ ระสงค์ 1.1 เพอ่ื ศกึ ษาสถานการณ์ปญั หาความรุนแรงในเด็กและสตรขี องประเทศไทย 1.2 เพอื่ ศกึ ษาลักษณะการสร้างภมู คิ ุ้มกันสาหรับครอบครวั ในการแก้ปัญหาความรุนแรงในเด็กและสตรี 1.3 เพื่อหารูปแบบการสร้างภูมคิ มุ้ กนั สาหรบั ครอบครวั ในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในเด็กและสตรี 2 ผลการศกึ ษา การดาเนินการวิจัยในคร้ังนี้ ศึกษาในพื้นท่ีท่ีได้รับ การคัดเลือกให้เป็นศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน (ศพค.) ระดับ ดีเด่น หรือระดับดี มีกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้เก่ียวข้อง 3 ฝ่าย ได้แก่ ตัวแทนครอบครัว ตัวแทนชุมชน หน่วยงานภาครัฐและ องคก์ รอสิ ระและมลู นิธิต่าง ๆ จานวน 380 คน วธิ ีวิจยั เป็นการวจิ ัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) โดยใช้วธิ วี จิ ัยเชิงคณุ ภาพ (Qualitative Research) จากการศกึ ษาสรปุ ได้ว่า สถานการณ์ปัญหาความรุนแรง ในเด็กและสตรขี องประเทศไทยในปี พ.ศ.2557 จากศูนย์พ่ึงได้ บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัด และศูนย์ปฏิบัติการเพื่อ ป้องกันการกระทาความรุนแรงในครอบครัว มีจานวนท้ังสิ้น 15,325 ราย เป็นสตรีมากที่สุด จานวน 8,687 ราย หรือ ร้อยละ 56.7 และเป็นเด็ก จานวน 6,638 ราย คิดเป็นร้อยละ 43.3 โดยจัดเป็นประเภทความรุนแรงทางร่างกายมากท่ีสุด จานวน 8,118 ราย หรือร้อยละ 53.0 รองลงมา เป็นการกระทาความรุนแรงทางเพศ จานวน 6,221 ราย คิดเป็นร้อยละ 40.6 และการกระทาความรุนแรง ทางจิตใจ จานวน 593 ราย หรือร้อยละ 3.9 จากการสารวจสถิติของผู้กระทาความรุนแรงส่วนใหญ่ คือ แฟนและ สามีมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 27.4 และ 27.0 รองลงมาเป็น คนไม่รู้จัก/ คนแปลกหน้า ร้อยละ 9.8 คนอ่ืน ๆ ร้อยละ 9.2 และเพ่ือน ๆ ร้อยละ 7.6 ตามลาดับ สาหรับสาเหตุการกระทาความรุนแรง พบว่า สาเหตุจาก สรปุ งานวิจยั ปี 2558 – 2562 11

สภาพแวดล้อมมากที่สุด จานวน 4,318 ราย หรือร้อยละ 30.9 รองลงมา คือสาเหตุสัมพันธภาพในครอบครัว จานวน 3,968 ราย หรือร้อยละ 28.3 และสาเหตุการใชส้ ารกระต้นุ จานวน 3,314 ราย คดิ เป็นรอ้ ยละ 23.7 ลักษณะการสร้างภูมิคุ้มกันสาหรับครอบครัวในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในเด็กและสตรีที่ได้จาก การศึกษาคร้ังนี้ แบ่งออกเป็น 7 ส่วน ได้แก่ 1) ผู้กระทาความรุนแรง 2) ผู้ถูกกระทาความรุนแรง 3) ครอบครัว 4) ญาติ/เพือ่ นบ้าน 5) ผนู้ าชมุ ชน/เจ้าหนา้ ทใี่ นพนื้ ที่ 6) ชุมชน 7) ภาครฐั ผลการหารูปแบบการสร้างภูมิคุ้มกัน สาหรับครอบครัวในการแก้ไขปัญหาความรุนแรง ในเด็กและสตรี คณะวิจัยได้กาหนดจากแนวคิด อุบัติการณ์ความรุนแรงในครอบครัว และ การผลักดันในระดับนโยบายและกฎหมายของ ประเทศ ระดับท่ีมีความสาคัญต่อมา คือ “ชุมชน” เน้นการป้องกันการเกิดปัญหาความรุนแรง ต่อเด็กและสตรีเป็นหลัก โดยมีหน่วยงาน ภาครัฐ NGO และเอกชนในพ้นื ทีค่ อยสนับสนนุ ผนวกกับศูนย์พัฒนาครอบครัว เป็นกลไกท่ีภาครัฐและท้องถ่ิน วางระบบการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงฯ ไว้ในชุมชน และควรดึงกลุ่มองค์กรท่ีมีความเข้มแข็งในชุมชน เข้ามาหนุนเสริมศูนย์พัฒนาครอบครัวที่ยังไม่เข้มแข็ง ท้ังนี้ การสร้างภูมิคุ้มกันสาหรับครอบครัวในการแก้ไข ปัญหาความรุนแรงในเด็กและสตรี ได้แบ่งออกเป็น 5 กระบวนการ ได้แก่ 1) กระบวนการส่งเสริมป้องกัน (ภาวะเสี่ยง ป้องกันไม่ให้เกิด) 2) กระบวนการแก้ไขปัญหา (ยุติความรุนแรงให้ได้) 3) กระบวนการคุ้มครองช่วยเหลือ 4) กระบวนการบาบัดฟ้ืนฟูเยียวยา 5) กระบวนการป้องกันการกระทาซ้า (ลดการเกิดความรุนแรง) และการ ปรับพฤตกิ รรมเสย่ี ง (รักษาการเปน็ ครอบครัว) 3 ขอ้ เสนอแนะ 3.1 กระทรวง พม. ควรขับเคลือ่ นการดาเนินงานของศูนย์พัฒนา ครอบครัว (ศพค.) ให้เกิดผลเชิงปฏิบัติอย่างจริงจัง เช่น การจัดกิจกรรม อย่างสมา่ เสมอ อกี ทง้ั ควรมแี ผนงานงบประมาณท่ีชดั เจน 3.2 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรมีแผนพัฒนาการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในครัวเรือน เนอื่ งจากผลการศึกษา พบวา่ สภาพแวดล้อมเป็นสาเหตุสาคัญอันดับแรกท่ีก่อให้เกิดปัญหาความรุนแรงในเด็ก และสตรี 3.3 ควรมีการศึกษาปัจจัยปัญหาอื่น ๆ ที่เป็นตัวแปรสาคัญหรือเป็นปัจจัยเสริมที่ก่อให้เกิดปัญหา ความรุนแรงตอ่ เดก็ และสตรี เชน่ การตดิ สารเสพติดหรอื เหล้า ปญั หาสขุ ภาพจิต สรปุ งานวิจยั ปี 2558 – 2562 12

3.4 กระทรวง พม. ควรสนับสนุนการจัดทาฐานข้อมูลการกระทาความรุนแรงในเด็กและสตรี และ ในกลุ่มเป้าหมายอ่ืนท่ีมีความสอดคล้องกันระหว่างหน่วยงานในกระทรวง พม. และกระทรวงอ่ืน ๆ เน่ืองจาก การเก็บข้อมลู สถติ ิความรุนแรงฯ ยังมคี วามซ้าซ้อนกัน 4 รายละเอยี ดเพม่ิ เตมิ สามารถดาวนโ์ หลดเอกสารไดท้ ่ี https://qrgo.page.link/tkTsh สรปุ งานวจิ ยั ปี 2558 – 2562 13

ประเดน็ อาเซยี น  ปี 2558 - วจิ ยั อนาคตการจดั สวัสดกิ ารสังคมไทยเมอ่ื ส่ปู ระชาคมอาเซียน ภายใต้ภารกจิ ของ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่นั คงของมนษุ ย์  ปี 2560 - วจิ ัยชุมชนอาเซียนในประเทศไทย : มาตรการ กลไกเพอื่ การค้มุ กันผลกระทบทางสงั คม

โครงการวิจยั อนาคตการจดั สวสั ดกิ ารสงั คมไทยเมอ่ื เขา้ สปู่ ระชาคมอาเซยี น ภายใตภ้ ารกิจของกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมน่ั คงของมนษุ ย์ 1 วตั ถปุ ระสงค์ 1.1 เพ่ือศึกษาระบบการจัดสวัสดิการสังคมของประเทศ ไทยในปัจจุบัน ภายใต้ภารกิจของกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมนั่ คงของมนุษย์ 1.2 เพ่ือเสนอแนวทางการจัดสวัสดิการสังคมที่สอดคล้องกับการเปล่ียนแปลงประเทศไทยเม่ือเข้าสู่ ประชาคมอาเซียนอยา่ งเป็นทางการ 2 ผลการศึกษา การดาเนินการวิจัยในครั้งนี้ ใช้เทคนิค การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) สัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อให้ได้ความคิดเห็น ของ หวั หน้าหน่วยงานสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์และเทคนิคการวิจัย แบบ EDFR (Ethnographic Delphi Futures Research) ซ่ึงเป็นการศึกษาเก่ียวกับอนาคตการจัดสวัสดิการสังคมไทยเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ภายใต้ ภารกิจกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ ในช่วง 10 ปี ถึง 20 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2559 – 2579) โดยการสารวจจากความคิดเห็นของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดสวัสดิการสังคม ท้ังจากภายในและภายนอก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผลการศึกษาวิจัย พบว่า ระบบการจัดสวัสดิการสังคมของไทยที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นเชิงสถาบัน ซึ่งมี ความครอบคลุมและสามารถตอบสนองความต้องการของแต่ละกลุ่มเป้าหมายและในเชิงพ้ืนที่มากข้ึน โดยมี ระบบการดาเนินงานจัดสวัสดิการสังคมตามองค์ประกอบ 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย 1) ระบบการช่วยเหลือ ทางสงั คม 2) ระบบการบริการสงั คม 3) ระบบการประกันสังคม 4) ระบบการส่งเสริมสนบั สนุนหนุ้ สว่ นทางสงั คม สรุปงานวจิ ัย ปี 2558 – 2562 15

แนวทางการจัดสวัสดิการสังคมที่สอดคล้อง กับการเปล่ียนแปลงประเทศไทย เม่ือเข้าสู่ประชาคม อาเซยี นอย่างเป็นทางการเสนอแก่ผู้รับผิดชอบและผู้ท่ี เก่ียวข้อง 3 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และ กระทรวง พม. 1) ภาครัฐควรลดข้อจากัดทางด้านกฎหมาย รวมทั้งควรมีการปรับปรุงกฎหมายให้มีความทันสมัย อยูเ่ สมอ มีการกาหนดกฎหมายสาหรับกลุ่มเป้าหมาย เฉพาะและการจัดสวัสดิการสังคมในอนาคต ควรเป็น การจัดสวัสดิการในรูปแบบเพื่อคนทุกกลุ่มหรือ พหุวัฒนธรรม รวมทั้งต้องมีการเตรียมความพร้อมให้กับประชาชนเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการสังคมในเชิง พหุวัฒนธรรมด้วย ควรลดบทบาทของภาครัฐให้น้อยลง โดยที่ภาครัฐทาหน้าท่ีในการดูแลควบคุมมาตรฐาน และประเมินผล 2) ภาคเอกชน ควรส่งเสริมให้ภาคเอกชนท่ีเข้ามาดาเนินกิจการในประเทศ มีส่วนในการรับผิดชอบ ต่อการจัดสวัสดกิ ารสังคม (CSR and social enterprise) 3) กระทรวง พม. ควรมีมาตรการการดาเนินงานของกระทรวงฯ ให้ความชัดเจน และสามารถให้ ความช่วยเหลือได้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายของกระทรวงฯ และตามสภาพสังคมท่ีเปล่ียนแปลงไป หน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้กระทรวงฯ ต้องมีการเตรียมความพร้อมหน่วยงาน ท้ังทางด้านทักษะภาษาอังกฤษ และภาษาของประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกับผู้รับบริการที่เป็นชาวต่างชาติ การกาหนดหลักเกณฑ์ในการให้บริการที่ชัดเจนและครอบคลุม กรณีเป็นชาวต่างชาติท่ีมารับบริการสวัสดิการ สงั คม และต้องเตรียมรบั มอื กบั ปญั หาทางสงั คมทีจ่ ะมีความหลากหลายและรุนแรงยิง่ ขึน้ 3 ขอ้ เสนอแนะ ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย กระทรวง พม. ควรมีนโยบายให้ฝ่ายกฎหมายของกระทรวงฯ ศึกษาทบทวน กฎหมายทุกฉบับที่อยู่กระทรวงฯ รับผิดชอบ ควรปรับปรุงแก้ไขให้มีความทันสมัยและเป็นปัจจุบัน ควรมี นโยบายส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมเป็นการ เฉพาะในพื้นที่ท่ีมีลักษณะพหุวัฒนธรรม ซึ่งมีความ หลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา ให้สามารถใช้ชีวิต อยู่ร่วมกันในสังคมได้ โดยมีเป้าหมายเพ่ือการ เสริมสร้างสังคมสันติสุข ควรส่งเสริมความร่วมมือ ให้ชาติในอาเซียนมีการจัดต้ังประชาคมสวัสดิการ สรปุ งานวิจัย ปี 2558 – 2562 16

อาเซียน (ASEAN Welfare) เพ่ือดูแลทางด้านสวัสดิการแก่คนอาเซียนทุกคน รัฐบาลควรมีนโยบายท่ีชัดเจน ในการให้กระทรวงการคลังจัดเก็บภาษีจากคนต่างชาติท่ีเข้ามาทางานในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพและ รัดกุม เพื่อนามาจัดสวัสดิการในด้านต่าง ๆ แก่คนต่างชาติและครอบครัว และควรมีนโยบายที่ชัดเจนในการ ส่งเสริมให้ภาคเอกชน ภาคประชาชน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการแก่คน ในชุมชนเพิม่ มากข้นึ โดยภาครัฐทาหน้าที่ในการสนับสนุนงบประมาณ พรอ้ มทั้งกากับดแู ลและควบคมุ มาตรฐาน ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ กระทรวง พม. ควรร่วมมือกับกระทรวงต่าง ๆ จัดต้ังคณะกรรมการร่วม เพ่ือจัดทาฐาน ข้อมูลประชากรอาเซียนอย่างเป็นระบบ และควรมีการส่งเสริมการพัฒนาความรู้ และทักษะ ด้านตา่ ง ๆ ให้แกข่ า้ ราชการและเจ้าหนา้ ที่ของทุกหนว่ ยงาน เพ่อื ใหส้ ามารถปฏิบตั งิ านกับคนตา่ งชาติได้ 4 รายละเอยี ดเพม่ิ เติม สามารถดาวน์โหลดเอกสารไดท้ ่ี https://qrgo.page.link/DbM28 สรปุ งานวิจยั ปี 2558 – 2562 17

โครงการวจิ ยั ชมุ ชนอาเซยี นในประเทศไทย : มาตรการกลไก เพอื่ การคมุ้ กนั ผลกระทบทางสงั คม 1 วตั ถปุ ระสงค์ 1.1 เพื่อศึกษาสถานการณ์และผลกระทบทาง สงั คมทเี่ กดิ ขนึ้ ในพืน้ ทท่ี ม่ี ชี ุมชนอาเซียนอาศยั อยู่ 1.2 เพื่อสร้างมาตรการ กลไกเพื่อการคุ้มกัน ผลกระทบทางสังคมจากการอยู่ร่วมกันของชาติอาเซียน ในประเทศไทย 2 ผลการศึกษา การดาเนินการวิจัยในครั้งน้ีเป็นการ วิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methodology) โดยทาการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลที่สาคัญ ท้ังคนในชุมชนและชาวอาเซียน กระบวนการ ในการวจิ ัยเร่ิมจากการศึกษาคน้ คว้าข้อมลู และทบทวนวรรณกรรม เพื่อสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัย ท่ีเกี่ยวข้อง จากน้ันจึงได้มีการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการ สารวจความคิดเห็นของกลุ่มเป้าหมาย ในพ้นื จานวน 1,600 คน โดยใช้แบบสอบถาม เพือ่ ใหเ้ ข้าใจทัศนคตขิ องคนไทยในชุมชนที่มีชาวอาเซียนท่ีอาศัย หรือทางานอยู่ในพ้ืนที่ชุมชน ในส่วนของการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ การวิจัยฉบับน้ีใช้วิธีการสัมภาษณ์ การจัด เวทีการสนทนากลุ่ม การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ มีประชากรกลุ่มเป้าหมายจานวน 258 คน แยกเป็น คนไทย 179 คน คนต่างชาติ 79 คน จากชุมชนที่ จาแนกตามเขตพ้ืนที่รับผิดชอบของแต่ละ สสว. ซึ่งผล การศึกษาวิจัย พบว่า สถานการณ์พื้นฐานที่เกิดขึ้น ในพ้ืนที่ท่ีมีชุมชนอาเซียนอาศัยอยู่ คือ มีชาวอาเซียน พักอาศัยอยู่ในประเทศไทย จานวน 3.5 - 4 ล้านคน สรปุ งานวิจัย ปี 2558 – 2562 18

โดยมีแรงงาน 2.7 ล้าน คน มาจากประเทศเพ่ือนบ้าน 3 ประเทศ ได้แก่ พม่า กัมพูชา และ สปป.ลาว ส่วนใหญ่เป็นวัยแรงงาน อายุ 20 ปีข้ึนไป ท้ังเพศชายและเพศหญิง และส่วนใหญ่มีการเตรียมความพร้อม เพ่ือรองรับผลกระทบจากประชาคมอาเซียน การเป็นประชาคมอาเซียนไม่ส่งผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลง และการดาเนินชวี ติ ของคนไทยในชมุ ชน อกี ทัง้ ทาใหส้ ามารถไปมาหาสู่กันได้สะดวกมากขึ้น โดยผลกระทบทาง สังคมเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนได้ประยุกต์ใช้องค์ประกอบความม่ันคงของมนุษย์ 12 มิติ ในปี พ.ศ. 2554 ของกระทรวง พม. ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากการสังเคราะห์ข้อมูลพบว่า ในองค์ประกอบ 12 มิติ ด้านความม่ันคงของมนุษย์ มีประเด็นผลกระทบทางสังคมท่ีมีนัยสาคัญ 5 มิติ ได้แก่ มิติที่อยู่อาศัย มิติด้าน สขุ ภาพ มติ ิด้านการมีงานทาและรายได้ มิติด้านศาสนาและวัฒนธรรม และมิติด้านความปลอดภัยในชีวิตและ ทรพั ย์สิน มาตรการ กลไกเพ่ือการคุ้มกันผลกระทบทางสังคม จา ก ก า ร อ ยู่ ร่ ว ม กัน ข อ ง ช า ติ อ า เ ซี ยน ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ประกอบด้วย เสริมสร้างกลไกเพ่ือการสื่อสารระหว่างกัน ในชุมชน พัฒนาระบบสุขอนามัยให้ชาวอาเซียน พัฒนา ความรู้ ด้านวัฒนธรรมไทยและกฎหมายท่ีสาคัญ จัดทาฐานข้อมูล ชาวอาเซียนในชุมชน ส่งเสริมความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่าง คนไทยและชาวอาเซียนในชุมชน ส่งเสริมความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างคนไทยและชาวอาเซียนในชุมชน สนบั สนุนการจัดระเบยี บดา้ นทีอ่ ยอู่ าศัยในชุมชนที่มีชาวอาเซียนอาศยั อยู่ 3 ขอ้ เสนอแนะ 3.1 ควรมีมาตรการในการรณรงค์ด้านการ ส่งเสริมสุขอนามยั ทถี่ กู ตอ้ ง 3.2 ควรดาเนินการเชิงบูรณาการร่วมกับ กระทรวงแรงงาน 3.3 ควรมีนโยบายให้หน่วยงาน พม. ร่วมกับ อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ จงั หวดั (อพม.) 3.4 ควรมีนโยบายให้อาสาสมัครพัฒนาสังคม และความม่ันคงของมนุษย์จงั หวัด (อพม.) รณรงคเ์ สรมิ สรา้ งเจตคตทิ ดี่ ี 3.5 ควรมีนโยบายใหส้ ถาบันพัฒนาองคก์ รชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) 3.6 ควรมีนโยบายใหก้ ารเคหะแห่งชาตพิ ัฒนาท่อี ยู่อาศัย 3.7 ควรมีนโยบายให้หน่วยงาน พม. มกี ารดาเนินการเชงิ บูรณาการร่วมกับหน่วยงานตา่ ง ๆ สรุปงานวจิ ัย ปี 2558 – 2562 19

4 รายละเอยี ดเพมิ่ เตมิ สามารถดาวนโ์ หลดเอกสารไดท้ ี่ https://qrgo.page.link/QF6dj สรปุ งานวิจัย ปี 2558 – 2562 20

ประเดน็ ประชากรแฝง  ปี 2559 - วิจัยแนวทางการจดั สวัสดกิ ารสงั คมท่เี หมาะสมให้กับประชากรแฝงในจงั หวดั ชลบรุ ี

โครงการวจิ ยั แนวทางการจัดสวัสดกิ ารสงั คมทเี่ หมาะสม กบั ประชากรแฝงในจงั หวดั ชลบรุ ี 1 วตั ถปุ ระสงค์ 1.1 เพ่ือศึกษาสถานการณ์ ปัญหาและความ ต้องการดา้ นสวัสดิการสังคมของประชากรแฝงในพนื้ ที่ 1.2 เพ่ือศึกษาแนวทางการจัดสวัสดิการ สังคมท่ีเหมาะสมสาหรับกลุ่มประชากรแฝงในพ้นื ที่ 2 ผลการศึกษา การดาเนนิ การวิจยั ในคร้งั นี้เป็นการวิจยั แบบผสานวธิ ี ท้งั ในเชงิ ปริมาณและเชิงคณุ ภาพ โดยคัดเลือก จากประชากรแฝงในจงั หวดั ชลบุรี จานวน 11 อาเภอ จากฐานข้อมูลองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี (2553) ซ่ึงมีจานวนประชากร รวมท้ังส้ิน 1,285,252 คน และมีจานวนประชากรแฝง รวมท้ังส้ิน 962,688 คน โดยใช้ แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการจัดเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจานวน 480 ชุด ส่วนการวิจัยแบบเชิงคุณภาพ จดั เกบ็ ข้อมลู ด้วยวธิ ีสนทนากลมุ่ และการสมั ภาษณ์เชงิ ลกึ กับกลุ่มตวั อย่าง ผลการศกึ ษา พบวา่ สถานการณ์ปัญหาประชากรแฝงในพื้นท่ีจังหวัดชลบุรี ด้านความมั่นคง กลุ่มตัวอย่างมจี านวน สมาชิกในครอบครัวที่มาอยู่ ดว้ ย สว่ นใหญม่ ีจานวน 1-2 คน ประเด็นที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่อาศัย อยบู่ ้าน เช่า/หอ้ งเชา่ ดา้ นการศกึ ษา ประเด็นการศึกษาการบริการ ด้านการศึกษาและแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ด้านการจัดการเรียนรู้ ในชุมชนตามอัธยาศัย ประเด็นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารส่วนใหญ่ เข้าถึงทางโทรทัศน์ ด้านเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป โดยรายได้หลักหรือทรัพย์สินในการเล้ียงชีพตนเอง/ ครอบครัว ส่วนใหญ่มาจากการทางาน มีรายได้ต่อเดือนต่ากว่า 20,000 บาท ด้านสังคม ประเด็นการเข้าถึงบริการทางสังคมการรับรู้หรือการใช้บริการตามสิทธิ ประโยชน์การบริการ ทางสังคม ส่วนใหญเ่ ขา้ ถงึ โรงพยาบาลสังกดั กระทรวงสาธารณสขุ ต้องมีการจดั ชอ่ งทางพิเศษให้กับประชาชน สรุปงานวิจัย ปี 2558 – 2562 22

ความต้องการบริการของประชากรแฝงต่อ การให้บริการของภาคส่วนในด้านความม่ันคง บริการ สวัสดกิ ารด้านสุขภาพระดับมาก ความต้องการบริการ สวัสดิการด้านที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมระดับ ปานกลาง ด้านการศึกษา ความต้องการบริการ ด้านการศึกษาและการเรยี นรู้ระดับมาก ความต้องการ บริการข้อมูลข่าวสารระดับมาก ด้านเศรษฐกิจ ความต้องการบริการทางด้านรายได้และการออมระดับมาก และดา้ นสังคม ความตอ้ งการมีส่วนร่วมกจิ กรรมทางสังคมระดบั มาก ความต้องการบริการทางสังคม ระดับมาก แนวทางการจัดสวัสดิการสังคมท่ี เหมาะสมกับประชากรแฝงในพื้นท่ี ประกอบด้วย ประชากรแฝงอยู่เกิน 5 ปี ควรย้ายภูมิลาเนา เข้ามาในพื้นท่ี ปรับระเบียบกฎหมายให้ เปิดกว้างในเร่ืองบริการ การปรับอานาจให้ ท้องถิ่นสามารถทาได้ หน่วยงานทุกภาคส่วน ส่งเสรมิ การฝกึ อาชพี ระยะสั้นในทอ้ งถ่นิ อย่างทั่วถึงเพื่อลดจานวนประชากรแฝงเนื่องจากเข้ามาอาศัยเพ่ือหางาน การแก้ไขการกระจายงบประมาณภาครัฐสู่พื้นทีใ่ หต้ รงกับประชากรท่ีอาศัยอยจู่ รงิ ในจงั หวดั 3 ขอ้ เสนอแนะ ท้องถ่ินจัดสารวจประชากรแฝงในเขตพื้นที่เป็นฐานข้อมูลเพ่ือให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ ในระบบ สมาร์ทการ์ด มีช่องทางการส่ือสารให้ประชากรแฝงทราบ ใช้สิทธิของตน มีเครือข่ายสหวิชาชีพ/สหวิชาการ การเชอื่ มประสานภาคธรุ กิจชว่ ยสนบั สนุนในเรอ่ื งการจดั สวัสดิการ 4 รายละเอยี ดเพมิ่ เติม สามารถดาวน์โหลดเอกสารได้ท่ี https://qrgo.page.link/AVbgC สรปุ งานวิจัย ปี 2558 – 2562 23

ดา้ น ผ้สู งู อายุ  ปี 2558 - วจิ ยั รูปแบบการบรกิ ารดา้ นสขุ ภาพท่เี หมาะสมสาหรบั ผ้สู งู อายุพกิ าร - วิจัยการจัดระบบการดแู ลทางสงั คมและระบบการดแู ลระยะยาวสาหรบั ผ้สู ูงอายุ ในครอบครัวและชุมชน - วจิ ยั การจัดสวสั ดิการท่ีเหมาะสมสาหรบั ผู้สงู อายุในแต่ละช่วงวยั  ปี 2559 - วจิ ยั กลยทุ ธ์การสร้างความเข้มแขง็ ของเครอื ขา่ ยผ้สู งู อายุของกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมน่ั คงของมนษุ ย์ - วจิ ยั กลยุทธส์ ง่ เสริมการออมให้แก่วัยผู้ใหญเ่ พอ่ื เตรยี มการเขา้ สูว่ ัยผสู้ ูงอายุ - วิจัยการจัดสวสั ดิการที่เหมาะสมสาหรบั ผู้สงู อายุในแต่ละช่วงวยั  ปี 2561 - วิจัยแบบจาลองการสง่ เสริมการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สาร เพ่ือการจัดสวัสดิการสังคมให้กับผูส้ งู อายใุ นเขตชนบท  ปี 2562 - วจิ ยั การพัฒนาศักยภาพผสู้ งู อายุในภาวะพฤฒพลังใหเ้ กิดการยงั ประโยชน์ดา้ นสังคม - วจิ ัยกลยุทธ์ส่งเสรมิ การทางานของผ้สู งู อายุไทย

โครงการวจิ ยั รปู แบบการบรกิ ารทเ่ี หมาะสม สาหรบั ผสู้ งู อายพุ กิ าร 1 วัตถปุ ระสงค์ 1.1 เพอ่ื ศกึ ษารปู แบบการจดั บรกิ ารสาหรับผูส้ งู อายุพิการที่มีในปจั จุบัน 1.2 เพ่ือศึกษาสถานภาพผู้สูงอายุพิการ ผู้ดูแลผู้สูงอายุพิการและความต้องการในการได้รับบริการ ในดา้ นตา่ ง ๆ จากการจดั สวสั ดิการสงั คมเพื่อสนบั สนุนการจัดสวัสดิการสาหรับผสู้ ูงอายพุ ิการ 1.3 เพอื่ นาเสนอรปู แบบการจัดบริการทเี่ หมาะสมสาหรับผู้สูงอายุพิการ 2 ผลการศึกษา การดาเนินการวิจัยในคร้ังน้ีเป็นการวิจัยประยุกต์ (Applied Research) ศึกษาโดยใช้วิธีการวิจัย แบบผสานวิธี (Mixed Methodology) การศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลท้ังเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยเกบ็ ขอ้ มูลเชิงปริมาณจากผู้สูงอายุพิการ จานวน 720 คน และผู้ดูแลผู้สูงอายุพิการ จานวน 720 คน และ เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีการศึกษาดูงานสถานบริการท่ีจัดสวัสดิการ สาหรับผู้สูงอายุและผู้พิการสูงอายุในประเทศไทย การจัดเวทีประชุม เพื่อถอดบทเรียน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้สูงอายุพิการ บุคคลซ่ึงดูแลผู้สูงอายุ ผู้บริหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แกนนาชุมชน อาสาสมัคร และหน่วยงานที่เก่ียวข้องในพ้ืนที่ต่อการจัด บริการด้านสุขภาพแก่ผู้สูงอายุพิการ/ผู้พิการสูงอายุ และจัดสนทนากลุ่ม (Focus Group) ผลการศึกษาวิจัย พบว่า รูปแบบการบริการสาหรับผู้สูงอายุพิการท่ีมีในปัจจุบัน มี 5 รูปแบบหลัก ทส่ี าคัญ ไดแ้ ก่ 1) รปู แบบการจัดบรกิ ารโดยภาครฐั 2) รูปแบบการให้บริการท่ีจัดโดยภาคเอกชนและองค์การ สาธารณกุศล 3) รูปแบบให้บริการที่จัดโดยภาคธุรกิจเอกชน 4) รูปแบบให้บริการที่จัดโดยองค์กรปกครอง ส่วนทอ้ งถ่นิ 5) รูปแบบใหบ้ ริการแบบพหภุ าคีหรือพหลุ ักษณ์ สถานภาพผู้สูงอายุพิการ ส่วนใหญ่การศึกษาระดับประถมศึกษาหรือต่ากว่า ไม่ได้ประกอบอาชีพ ส่วนใหญ่พิการทางการเคล่ือนไหว และได้จดทะเบียนคนพิการแล้ว การพิการส่วนใหญ่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ และความชรา สถานภาพผู้ดูแลผู้สูงอายุพิการ ส่วนใหญ่อยู่ในวัยทางาน จบประถมศึกษา ทาอาชีพเกษตร สรุปงานวิจยั ปี 2558 – 2562 25

และรับจ้าง ส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ทักษะ ได้รับการอบรมทางด้านการดูแลผู้สูงอายุ/ผู้พิการ ส่วนใหญ่ดูแลมา 2-5 ปี ไม่ได้เข้ากลมุ่ ไม่ไดเ้ ขา้ ร่วมกจิ กรรม รูปแบบการบริการผู้สูงอายุพิการท่ีเหมาะสม จากผลการศึกษา ประกอบด้วย 3 รูปแบบ ได้แก่ 1) รูปแบบการบริการท่ีจัดโดยองค์กร ปกครองส่วนท้องถ่ิน 2) รูปแบบการบริการโดยชุมชนแบบพหุภาคี หรือ พหุลักษณ์ 3) รูปแบบการบริการทางเลือก เช่น รูปแบบการบริการ โดยภาคธรุ กจิ เอกชน รูปแบบการบริการโดยองค์กรสาธารณกุศล รูปแบบ การบริการโดยชุมชน 3 ขอ้ เสนอแนะ 3.1 แนวคิดการให้บริการผู้สูงอายุ พิการ ต้องเน้นให้เกิดการแก้ไขฟ้ืนฟูตนเอง เป็นพื้นฐาน ให้ดารงชีวิตอยู่ได้เยี่ยงคนปกติ ม า ก ท่ี สุ ด ด้ ว ย ส ภ า พ จิ ต ใ จ ที่ ไ ม่ ท้ อ แ ท้ ในโชคชะตา อยู่อย่างมีความหวัง และเข้าร่วม กิจกรรมกับชุมชนตามความเหมาะสมของ สภาพร่างกายและโอกาส 3.2 กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ควรทาความเข้าใจกับองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ให้เหน็ ความสาคญั ของการจัดตั้งศนู ยบ์ ริการคนพิการท่วั ไป และผลักดันเป็นนโยบายหลักของท้องถิ่น 3.3 องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ควรมีบทบาทหลักในการจัดทาฐานข้อมูลคนพิการในพ้ืนท่ีทั้งในเชิง ปริมาณและคุณภาพ เพื่อนาข้อมูลมาวิเคราะห์หารูปแบบการบริการที่เหมาะสม และวางแผนการดาเนินงาน โดยให้ภาคเี ครอื ขา่ ยท่ีเกีย่ วข้อง กลมุ่ คนพิการและชุมชนมสี ว่ นร่วมในการวางแผน 3.4 ในการให้บริการผู้สูงอายุพิการ ควรมีการจัด ประเภทตามความรุนแรง 3 ประเภท คือ 1) ผู้สูงอายุพิการ ที่มีภาวะสุขภาพไม่รุนแรง 2) ผู้สูงอายุพิการที่ติดบ้านไม่ สะดวกในการออกไปทากิจกรรมนอกบ้าน 3) ผู้สูงอายุพิการ ที่มีภาวะสุขภาพติดเตียง หรือเจ็บป่วยเร้ือรัง ซ่ึงจะเป็น ประโยชน์ต่อการวางแผนปฏิบัติการฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพ ชวี ติ ท่ีตรงกับสภาพขอ้ เท็จจรงิ ทสี่ ดุ สรุปงานวิจัย ปี 2558 – 2562 26

3.5 ควรจัดใหม้ ีการเฝา้ ระวังและปอ้ งกันไม่ใหผ้ สู้ ูงอายุเกดิ ความพิการ ด้วยการส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับ ด้านสุขภาพ โภชนาการ การจัดการภาวะความเครียด การเสริมสร้างความตระหนักในคุณค่าของตนเอง การออกกาลังกายท่ีเหมาะสมและการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกับชุมชน 3.6 อาสาสมัครในชุมชนท่ีทางานเพ่ือคนพิการ ควรไดร้ ับความสาคัญและยกย่องว่าเป็นผู้เสียสละเวลาและ ชีวติ ส่วนตวั ทมุ่ เทท้ังกาลงั กาย กาลงั ใจอย่างแท้จรงิ 3.7 ควรมีการจัดกิจกรรมที่สร้างรายได้ให้แก่ ผ้สู ูงอายพุ กิ ารหรอื ผดู้ แู ลผสู้ งู อายุพิการด้วย เพ่ือสร้างความ ภาคภูมิใจและเห็นคุณค่าของตนเอง โดยอาจเป็นกิจกรรม ที่ไมเ่ กิดความเครยี ด 4 รายละเอยี ดเพม่ิ เตมิ สามารถดาวน์โหลดเอกสารไดท้ ี่ https://qrgo.page.link/zQmcm สรุปงานวิจยั ปี 2558 – 2562 27

โครงการวจิ ยั การจดั ระบบการดูแลทางสงั คมและ ระบบการดูแลระยะยาวสาหรบั ผูส้ งู อายุในครอบครวั และชมุ ชน 1 วัตถปุ ระสงค์ 1.1 เพือ่ ศกึ ษาความตอ้ งการการดูแลทางสังคมและ การดูแลระยะยาวสาหรับผู้สูงอายุในครอบครวั และชมุ ชน 1.2 เพื่อศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบ วิธีการ และ ระบบการดูแลทางสังคมและระบบการดูแลระยะยาวสาหรับ ผู้สงู อายุในครอบครวั ระหวา่ งประเทศไทยและตา่ งประเทศ 1.3 เพื่อศึกษาแนวทางการจัดระบบการดูแลทางสังคมและระบบการดูแลระยะยาวสาหรับผู้สูงอายุ ในครอบครัวและชมุ ชน 2 ผลการศึกษา การดาเนินการวิจัยในครั้งน้ี ใช้ระเบียบวิธี วิจัยเชิงปริมาณ และวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง เชิงปริมาณ คือ ผู้ท่ีอายุ 60 ปี ขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ ในจังหวัดทีเ่ ป็นทตี่ ้ังของสานกั งานส่งเสริมและสนับสนุน วิชาการ 1-12 ท้ังท่ีพึ่งตนเองได้ จานวน 1,184 คน และผู้ท่ีอยู่ในภาวะพึ่งพิง จานวน 249 คน และการสนทนากลุ่ม กับผู้ที่มีส่วนเก่ียวข้องในการให้บริการดูแล ผสู้ งู อายทุ ี่บา้ นและในชมุ ชน จานวน 25 กลุ่ม สรปุ ผลการศกึ ษาไดด้ ังน้ี ความต้องการการดูแลทางสังคมและความต้องการการดูแล ระยะยาว พบว่า ผสู้ ูงอายุมีความต้องการการดูแล 2 ด้านหลัก ๆ ได้แก่ ความต้องการการดูแลบริการสุขภาพกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง มีความต้องการบริการสถานบริบาลคนชรามากกว่าต้องการอยู่บ้าน หรืออยู่กับครอบครัว ครอบครัวของผู้สูงอายุมีค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอต่อ การดูแลความต้องการการบริการทางสังคม พบว่า ผู้สูงอายุต้องการ ให้มีการจัดผู้จัดการดูแล ที่ทาหน้าท่ีวางแผนและประสานการดูแล สรุปงานวิจัย ปี 2558 – 2562 28

เม่ืออยู่ในภาวะท่ีช่วยตัวเองไม่ได้ เม่ือเปรียบเทียบรูปแบบ วิธีการ ของระบบ การดูแลทางสังคมและการดูแล ระยะยาวสาหรบั ผ้สู ูงอายุในครอบครวั ระหวา่ งประเทศไทยและต่างประเทศ พบว่า ประเทศไทยยังมีระบบการ ดูแลระยะยาวอย่างไม่เป็นรูปธรรม เน้นการดูแลจากครอบครัวและการสงเคราะห์เป็นคร้ังคราว สาหรับ ต่างประเทศเน้นการดูแลจากครอบครัวเช่นกัน และมีการจ่ายเงินสมทบเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพและระบบ การดูแลระยะยาวตั้งแต่วัยทางาน และแนวทางการจัดระบบการดูแล ทางสังคมและระบบการดูแลระยะยาว สาหรับผู้สูงอายุในครอบครัวและชุมชน ได้แก่ การทาแผนและเตรียมงบประมาณรองรับ การเสริมสร้างความ เข้มแข็งของกลุ่มและคนในชุมชน ในการดูแลคนในครอบครัว ชมุ ชน การติดตามดูแลอย่างต่อเน่ือง และการใช้ เครือข่ายภายนอกชุมชนรว่ มดูแล 3 ขอ้ เสนอแนะ 3.1 ควรส่งเสริมหน่วยงานในพ้ืนท่ีให้นาข้อมูล ด้านผู้สูงอายุไปใช้ประโยชน์เพื่อจัดบริการด้านระบบการ ดูแลทางสังคมแก่ผู้สูงอายุอย่างเหมาะสมและตรงตามความ ต้องการ 3.2 กรมกิจการผสู้ งู อายุ ควรเพิ่มศักยภาพอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ (อผส.) โดยการให้ความรู้เก่ียวกับ การทาฐานข้อมูลการดแู ลสุขภาพผู้สูงอายุ การตรวจเย่ยี มบ้าน การบริการทางสงั คมให้กับผสู้ งู อายุในชมุ ชน 4 รายละเอยี ดเพม่ิ เติม สามารถดาวน์โหลดเอกสารได้ที่ https://qrgo.page.link/C38PY สรปุ งานวจิ ัย ปี 2558 – 2562 29

โครงการวจิ ยั การจดั สวสั ดกิ ารทเี่ หมาะสม สาหรบั ผสู้ งู อายใุ นแตล่ ะชว่ งวยั 1 วตั ถปุ ระสงค์ 1.1 เพอ่ื ศกึ ษาสถานการณก์ ารจดั สวสั ดกิ ารสงั คมสาหรบั ผู้สงู อายุแต่ละช่วงวัยในปัจจุบัน 1.2 เพ่ือศกึ ษาความตอ้ งการการจดั สวัสดกิ ารสงั คมสาหรับผสู้ ูงอายุแตล่ ะชว่ งวยั 1.3 เพอ่ื กาหนดรปู แบบการจัดสวสั ดิการสังคมสาหรับผสู้ งู อายแุ ตล่ ะช่วงวยั 2 ผลการศกึ ษา การดาเนินการวิจัยในครั้งนี้ได้ศึกษาโดยแบ่งผู้สูงอายุเป็น 3 ช่วงวัย ได้แก่ วัยต้น (อายุ 60-69 ปี) วัยกลาง (70-79 ปี) และวัยปลาย (80 ปีขึ้นไป) ใช้วิธีวิทยาการวิจัยแบบผสานวิธี โดยมีการศึกษาเชิงปริมาณ เป็นหลัก ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบการจัดช้ันภูมิ ได้กลุ่มตัวอย่าง จานวน 2,808 คน และการศึกษา เชิงคุณภาพเป็นตัวประกอบรอง มีการกาหนดผู้ให้ข้อมูลหลักแบบเฉพาะเจาะจง จานวน 785 คน เคร่ืองมือ ที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสนทนากลุ่ม แนวคาถามการประชุมกลุ่มย่อย และแบบสัมภาษณ์เชิงลึกและ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยสถิติ จานวน ร้อยละ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน t-test F-test และ Correlation และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการ วิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนา กลุ่มและการประชุมกลุ่มย่อยในรูปแบบของการ พรรณนาความ จากการดาเนินการวิจัย พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ได้รับสวัสดิการท่ีรัฐจัดให้ซึ่งเป็นสวัสดิการตามกฎ หรือข้อบังคับตามกฎหมายและได้ใช้สวัสดิการดังกล่าว หากแต่ยังมีผู้สูงอายุบางส่วนท่ีไม่ได้ใช้สวัสดิการตาม กฎหมายเนื่องจากไม่ทราบว่ามี เม่ือกล่าวถึงสวัสดิการตามรายด้าน พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ได้รับการ จัดบริการสวัสดิการเก่ียวกับสุขภาพตามกฎหมายมากท่ีสุด ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับเป็นรายบุคคล ส่วนสวัสดิการ เกีย่ วกบั การบริการทางการศกึ ษาและการเรียนรู้ในชุมชนแก่ผู้สูงอายุ สวัสดิการเกี่ยวกับบริการข้อมูลข่าวสาร สวัสดิการเกี่ยวกับการบริการทางสังคม ได้รับการจัดบริการในภาพกว้างไม่เฉพาะเจาะจง ส่วนสวัสดิการ เกี่ยวกับด้านรายได้และการออม สวัสดิการเกี่ยวกับการร่วมกิจกรรมทางสังคม ส่วนใหญ่ได้รับเป็นกลุ่มและ สรุปงานวิจยั ปี 2558 – 2562 30

ขับเคลื่อนโดยองค์กรทางสังคมที่ชุมชนร่วมกับรัฐ ร่วมกันจัดตั้ง ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ ชมรมผู้สูงอายุ สว่ นสวัสดิการเกี่ยวกบั ที่อยู่อาศยั ส่วนใหญ่ยังไม่มี การกล่าวถึงการดาเนินการจัดสวัสดิการด้านน้ี มากนัก พบเพียงบางพื้นที่ที่มีการดาเนินการ สาหรับปัจจัยท่ีทาให้การจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ ประสบผลสาเร็จ ได้แก่ C4MEPP คือ การสื่อสาร ที่ดี การมีบุคลากร งบประมาณ สิ่งอานวยความสะดวก และการบริหารจัดการท่ีดีพร้อมดาเนินการ หากแต่ ในเรอื่ งของการเบิกจา่ ยงบประมาณยงั มีข้อจากัดในการจัดสวสั ดิการบางดา้ น เช่น สวสั ดกิ ารดา้ นทอ่ี ยู่อาศัย สาหรับความต้องการสวัสดิการของผู้สูงอายุตามช่วงวัย พบว่า ผู้สูงอายุมีความต้องการสวัสดิการ ในด้านการศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ด้านการมีส่วนร่วมกิจกรรมทางสังคม และ ด้านรายไดแ้ ละการออม แตกตา่ งกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติทีร่ ะดบั .01 นอกจากน้ี ผลการสารวจยังพบว่า การจัดสวัสดิการทุกด้านมีความจาเป็นต้องจัดควบคู่กัน เพราะ ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสวัสดิการด้านต่าง ๆ พบว่า มีอิทธิพลต่อกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี ระดับ .01 โดยสรุป การจัดสวัสดิการจาเป็นต้องจัดให้ ครอบคลุมทุกดา้ นและจัดให้เหมาะสมสาหรับแต่ละช่วง วัย โดยคานึงถึงสมรรถนะทางร่างกายและความจาเป็น ในการดารงชีวิตประจาวนั ของผ้สู ูงอายุ 3 ขอ้ เสนอแนะ 3.1 จากการศึกษา พบว่า ความต้องการของผู้สูงอายุในเรื่องของการจ่ายเบี้ยยังชีพ เป็นเรื่องสาคัญ ที่ส่งผลต่อการดารงชีวิตของผู้สูงอายุ แต่ความเห็นบางส่วนมองว่าเป็นการจ่ายแบบปูพรม ผู้สูงอายุที่ไม่จาเป็น ก็ได้รับในอตั ราเท่ากัน จงึ ควรมกี ารศกึ ษาวจิ ยั ถงึ รูปแบบความเหมาะสมในการจา่ ยเบยี้ ยังชีพผสู้ ูงอายุ 3.2 จากการศึกษา พบว่า ในปัจจุบัน ผู้ สู ง อ า ยุ มี ค ว า ม กั ง ว ล ใ จ ใ น เ รื่ อ ง ข อ ง ก า ร ท า ง า น หารายได้ และต้องการสวัสดิการในรูปแบบของการ เสริมสร้างศักยภาพในการทางาน ดังน้ัน ควรมีการ วิจัยเชงิ ปฏิบัติการเพ่อื สร้างหลกั สตู รอาชีพที่เหมาะสม แกผ่ ้สู งู อายุ สรปุ งานวจิ ัย ปี 2558 – 2562 31

4 รายละเอยี ดเพมิ่ เตมิ สามารถดาวนโ์ หลดเอกสารได้ท่ี https://qrgo.page.link/DrHG3 สรุปงานวจิ ัย ปี 2558 – 2562 32

โครงการวจิ ยั กลยทุ ธก์ ารสรา้ งความเขม้ แขง็ ของเครอื ขา่ ยผสู้ งู อายุ ของกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมน่ั คงของมนษุ ย์ 1 วตั ถปุ ระสงค์ 1.1 เพ่อื ศกึ ษารปู แบบ วิธกี าร และระบบการบริหารจดั การของเครอื ขา่ ยทีด่ าเนินงานด้านผูส้ ูงอายุ 1.2 เพ่ือจัดทากลยุทธ์การสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายผู้สูงอายุ ของกระทรวงการพัฒนาสังคม และความม่ันคงของมนุษย์ 2 ผลการศึกษา ก า ร ด า เ นิ น ก า ร วิ จั ย ใ น ค รั้ ง นี้ เ ป็ น ก า ร วิ จั ย ประยุกต์ (Applied Research) ศึกษาโดยใช้วิธีวิทยาการ วิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methodology) การศึกษา และเก็บรวบรวมข้อมูลท้ังเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ แบ่งตามเขตรับผิดชอบของ สสว. 1-12 การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพ (การลงพื้นท่ีศึกษาดูงานการ บริหารจัดการองค์กรเครือข่ายด้านผู้สูงอายุ และการสนทนากลุ่ม) โดยได้คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยคานึงถึงวัตถุประสงค์ของการศึกษาและจานวนองค์กรที่ได้มีการศึกษาดูงานและ การสนทนากลุ่ม ได้มีการคานวณสัดส่วนการเก็บข้อมูลในแต่ละพื้นที่ของ สสว. 1-12 มีจานวนรวมท้ังสิ้น 52 องค์กร ส่วนการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณได้ คัดเลือกพ้ืนท่ีจากการสุ่มตัวอย่างแบบ Simple Random จากพื้นทใ่ี นเขตรบั ผิดชอบของ สสว. 1-12 จานวนทง้ั สิ้น 3,840 ตวั อยา่ ง โดยผลจากการศึกษา พบว่า เครือข่ายผู้สูงอายุมีรูปแบบองค์กรที่มีการ แ บ่ ง ต า ม โ ค ร ง ส ร้ า ง ห น้ า ท่ี เ ป็ น เ ค รื อ ข่ า ย ท่ีเกิดขึ้น โดยอาศัยภารกิจ/กิจกรรม และ การก่อตัวของกลุ่มผลประโยชน์ในสังคม ซึ่งแบ่งเป็นเครือข่ายภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคธุรกิจเอกชน และภาคองค์กรพัฒนา เอกชน โดยเครือข่ายดังกล่าว มุ่งเน้นการ สรุปงานวิจัย ปี 2558 – 2562 33

ดาเนินการภายใต้กรอบแนวคิด หลักการ วัตถุประสงค์และเป้าหมายหลักของหน่วยงาน หรือโครงสร้างหลัก ของกลุ่มผลประโยชน์นั้น ๆ จากการวิเคราะห์เครือข่ายด้านผู้สูงอายุขององค์กรท้ัง 4 รูปแบบ มีการบริหาร จัดการเครือข่ายคล้ายกันใน 2 แนวทาง คือ การใช้กลไกการบริหารตามแนวดิ่งและกลไกการบริหารแนวราบ ซ่ึงในการวิเคราะห์การใช้กลไกการบริหาร พบว่า กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะเน้นท่ี กลไกการทางานตามแนวด่ิง คือมีโครงสร้างการบริหารงานแบบลาดับช้ัน โดยมีการปฏิบัติงานตามคาส่ังและ หน้าท่ีรับถ่ายทอดคาส่ัง ส่งผลให้การติดสินใจ ในการบริหารงานต่าง ๆ ต้องมาจากผู้ท่ีมีศักยภาพ สูงกว่า ซ่ึงเป็นลักษณะการบริหารงานภายใน องค์กร แต่เม่ือวิเคราะห์ถึงการประสานงานองค์กร ระหว่างกระทรวงฯ กับหน่วยงานหรือองค์กร ภายนอกกระทรวง จะใช้กลไกการทางานตาม แนวราบ แต่ก็ไม่ได้มีประสานงานในลักษณะของ กระบวนการทางานเครือข่ายท่ีชัดเจน มีเพียงการ ทางานร่วมกับภาคีเครือข่ายในลักษณะของการ ประสานข้อมลู โครงการและกิจกรรม ซ่ึงเมื่อเปรียบเทียบกับองค์กรเครือข่ายภายนอก พบว่า องค์กรภายนอก กระทรวง จะมกี ารทางานทีเ่ น้นกลไกการบริหารแนวราบมากกว่าแนวด่ิง กล่าวคือ ใช้รูปแบบการบริหารที่เน้น การประสานงาน การมอบงาน และความร่วมมือในแนวราบเป็นหลัก อาศัยความสัมพันธ์ระหว่างแกนนาของ องค์กรเป็นจุดเชื่อมต่อ (Node) ของแต่ละเครือข่าย โดยการบริหารงานในรูปแบบนี้จะให้ความสาคัญกับ แกนนาหรอื ผู้นาเครือข่าย และภาวะผู้นาในการขับเคลื่อนและการบริหารงานเครือข่าย ไม่เน้นการสั่งการหรือ การบังคับบัญชาแบบลาดับช้ันเหมือนองค์กรภาครัฐ ซ่ึงองค์กรท่ีเน้นการใช้กลไกแนวราบ เช่น องค์กร ภาคประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน เป็นต้น โดยองค์กรเหล่าน้ีมักจะอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมในการ บริหารจัดการในทุกกระบวนการ จากผลการศึกษา ทาให้เห็นได้ว่า การจัดทากลยุทธ์ในการสร้างความ เ ข้ ม แ ข็ ง ข อ ง เ ค รื อ ข่ า ย ผู้ สู ง อ า ยุ ข อ ง ก ร ะ ท ร ว ง การพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์นั้น ต้ อ ง อ า ศั ย ปั จ จั ย เ กื้ อ ห นุ น อี ก ห ล า ย ป ร ะ ก า ร ซึ่งกระทรวงฯ ยังไม่ได้มีการลงไปปฏิบัติงานร่วมกับ ภาคีภายนอกกระทรวงอย่างจริงจัง ท้ังน้ีหาก วิเคราะห์ถึงภารกิจของกระทรวงฯ ที่ต้องทางานกับกลุ่มเป้าหมายที่มีจานวนมากในพ้ืนท่ี แต่มีข้อจากัดในเร่ือง ของหน่วยงานระดับพื้นท่ีการทางานกับภาคีเครือข่ายย่อมเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะทาให้งานของกระทรวงฯ สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่ม เป้าหมายผู้สูงอายุได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งข้ึน จากการศึกษา การดาเนนิ งานเครอื ขา่ ยดา้ นผูส้ งู อายุ สามารถนาเสนอแนวทางการทางานและกลยุทธ์การทางานด้านผู้สูงอายุ 3 ประเด็น คือ สรปุ งานวจิ ยั ปี 2558 – 2562 34

หนงึ่ คอื การบรหิ ารจดั การเครอื ข่ายด้านผู้สูงอายุ โดยมีมาตรการในการส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมกับ ภาคีเครือขา่ ยในดา้ นต่าง ๆ สอง คือ การส่งเสริมและพัฒนาผู้นาองค์กร เครือข่ายดา้ นผู้สูงอายุให้มีศักยภาพในการทางานและมีพลัง ในการดึงภาคีเครือข่ายเข้ามาทางานร่วมกันโดยการมี ส่วนร่วมจากผู้สูงอายุ โดยมีมาตรการในการคัดสรรผู้นา องค์กร การพฒั นาศกั ยภาพของผู้นา สาม คือ การจัดทายุทธศาสตร์การสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายด้านผู้สูงอายุ โดยมีมาตรการ ในการทางานร่วมกันเพ่ือวางแผนและปฏบิ ตั งิ านร่วมกันในหลาย ๆ ดา้ นระหว่างกระทรวงและภาคีเครอื ขา่ ย 3 ขอ้ เสนอแนะ กระทรวง พม. ควรสนับสนุนภาคีเครือข่ายในหลาย ๆ ด้าน เพื่อส่งเสริมกลไกการพัฒนาระบบการ ทางานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ การสนับสนุนด้านงบประมาณ องค์ความรู้ และการสนับสนุน ทรัพยากร ตา่ ง ๆ รวมไปถึงการบูรณาการทางานร่วมกันอย่างจริงจัง เพื่อให้โครงการกิจกรรมที่ดาเนินงานกับ ผู้สูงอายุเป็นไปในแนวทางเดียวกัน และหนุนเสริมการดาเนินงานซึ่งกันและกัน เพ่ือลดระยะเวลาในการ ดาเนินงาน และมีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ควรมีการจัดทายุทธศาสตร์การสร้างความร่วมมือเครือข่าย ผู้สูงอายุในระดบั ประเทศอย่างชดั เจน และควรมกี ารจดั ทาระบบฐานข้อมูลของผูส้ ูงอายุอย่างเป็นระบบ เพ่ือนา ข้อมลู ของผู้สูงอายุมาชว่ ยกาหนดแนวทางการพัฒนางานตอ่ ไป 4 รายละเอยี ดเพมิ่ เติม สามารถดาวน์โหลดเอกสารไดท้ ่ี https://qrgo.page.link/2RqyT สรุปงานวิจัย ปี 2558 – 2562 35

โครงการวจิ ยั กลยทุ ธส์ ง่ เสรมิ การออมใหแ้ ก่วยั ผใู้ หญ่ เพอื่ เตรยี มการเขา้ สวู่ ยั ผู้สงู อายุ 1 วตั ถปุ ระสงค์ 1.1 เพื่อศกึ ษาสถานการณก์ ารออมและลักษณะการออมของวัยผูใ้ หญ่ในปจั จบุ นั 1.2 เพื่อศึกษาทศั นคตแิ ละความต้องการการสนบั สนุนดา้ นการออมของวัยผใู้ หญ่ 1.3 เพ่อื ศกึ ษากลยทุ ธใ์ นการส่งเสรมิ การออมใหแ้ ก่วัยผู้ใหญ่ 2 ผลการศึกษา การดาเนินการวิจัยในคร้ังนี้ใช้รูปแบบการวิจัย แบบผสานวิธี เก็บข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถาม ในพ้ืนที่ 36 ตาบล เป็นจานวน 4,284 คน ประมวลผล ด้วยโปรแกรมสาเร็จรูป ใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติ อนุมาน ในการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนการเก็บข้อมูลเชิง คุณภาพเป็นการสนทนากลุ่มในพ้ืนที่ 36 ตาบล จานวน 36 กลมุ่ วิเคราะห์ข้อมูลโดยพรรณนารายละเอียดตีความ จากการสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกต ผลการศึกษา โดยสรุปมีดังน้ี กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เก่ียวกับการออม ระดับมาก ทัศนคติต่อการออมระดับสูง มีพฤติกรรม การออมในระดับปานกลาง ความรู้เก่ียวกับการออม ทัศนคติเก่ียวกับการออม ปัจจัยทางจิตวิทยา ปัจจัยทาง เศรษฐกิจ และปัจจัยทางสังคม มีผลในเชิงบวกต่อการออม โดยปัจจัยทางจิตวิทยา สามารถอธิบายตัวแปร การออมได้มากท่ีสุด รองลงมาได้แก่ ปัจจัยทางสังคม สามารถอธิบายตัวแปรการออมร่วมกันได้เพ่ิมข้ึน ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ความรู้เก่ียวกับการออม และทัศนคติเก่ียวกับการออม อธิบายตัวแปรการออมร่วมกันได้ กลมุ่ ตวั อยา่ งมีความต้องการเกยี่ วกับความรู้ด้านการออม และตอ้ งการอาชีพเพ่ือเพ่ิมพูนรายได้ กลยุทธ์ส่งเสริม การออมให้แก่วยั ผใู้ หญ่มี 3 กลยุทธ์ คือ กลยุทธ์การส่งเสริมการเพ่ิมรายได้และลดรายจ่าย กลยุทธ์การส่งเสริม ความรสู้ ูก่ ารออม และกลยุทธก์ ารสรา้ งความตระหนกั ในการออม สรุปงานวิจยั ปี 2558 – 2562 36

3 ขอ้ เสนอแนะ กระทรวง พม. ควรส่งเสริมการออม ในระดับชุมชนโดยปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของ ก อ ง ทุ น ส วั ส ดิ ก า ร ชุ ม ช น ใ ห้ เ กิ ด ก า ร จ่ า ย ผลตอบแทนแก่สมาชิกเป็นบานาญรายเดือน การให้ความรู้ในการประกอบอาชีพเสริมให้แก่ ประชาชนทุกช่วงวัย หน่วยงานภาครัฐควร สร้างความตระหนักให้แก่ประชาชนเห็น ความสาคัญของกองทุนการออมแห่งชาติ และมีการใช้จ่ายโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สาหรับ การศกึ ษาวิจัยครั้งต่อไป ควรมีการศึกษาวิจัยกลยุทธ์ส่งเสริมการทางานให้แก่วัยผู้ใหญ่และวัยสูงอายุไทย และ การเสรมิ สร้างวนิ ยั การออม 4 รายละเอยี ดเพมิ่ เตมิ สามารถดาวนโ์ หลดเอกสารได้ท่ี https://qrgo.page.link/cYTdY สรปุ งานวจิ ัย ปี 2558 – 2562 37

โครงการวิจยั แบบจาลองการสง่ เสรมิ การใช้ประโยชนเ์ ทคโนโลยสี ารสนเทศ และการสอื่ สารเพอ่ื การจดั สวสั ดิการสงั คมใหก้ บั ผสู้ งู อายใุ นเขตชนบท 1 วตั ถปุ ระสงค์ 1.1 เพื่อศึกษาช่องทางการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี สารสนเทศและการสือ่ สารของผู้สงู อายุในเขตชนบททมี่ ใี นปจั จุบนั 2.2 เพ่ือศึกษาความต้องการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการจัดสวัสดิการสังคม ของผู้สูงอายใุ นเขตชนบท 2.3 เพอ่ื จดั ทาแบบจาลองการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพ่ือการจัดสวัสดิการสังคม ใหก้ ับผู้สูงอายุในเขตชนบท 2 ผลการศึกษา การดาเนินการวิจัยในครั้งน้ีมีรูปแบบการวิจัยแบบ ผสานวิธี เก็บข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ แบบสอบถามในพ้ืนที่ 13 ตาบล เป็นจานวน 3,796 คน ประมวลผลโดยโปรแกรม สาเร็จรูปใช้สถิติเชิงปริมาณในการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนการเก็บ ข้อมูลเชิงคุณภาพเป็นการสนทนากลุ่มในพื้นที่ 13 ตาบล จานวน 13 กลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยพรรณนา รายละเอยี ดตีความจากการสัมภาษณผ์ ู้เชยี่ วชาญ ผลการศกึ ษาโดยสรปุ มีดงั นี้ ชอ่ งทางเสยี งตามสายเปน็ ช่องทางทผ่ี ้สู งู อายุในเขตชนบท ใช้ในการรับรูสิทธิสวัสดิการสังคม ผู้สูงอายุมากท่ีสุดคิดเป็นร้อยละ 56.2 เนื่องจากเป็นช่องทางที่มีเกือบทุกหมู่บ้าน ไม่มีค่าใช้จ่าย ในการรับฟงั และการเข้าถงึ ข้อมลู การสื่อสารใช้ภาษาท้องถิ่นทาให้ ผู้สูงอายุในเขตชนบทเข้าใจง่าย และเป็นการส่ือสารในรูปแบบ การฟงั ทสี่ ะดวกและเข้าใจง่ายกวา่ การอา่ นเนอ่ื งจากการศกึ ษาและการเส่ือมสภาพของอวยั วะทางการมองเหน็ สรุปงานวจิ ัย ปี 2558 – 2562 38

ผลการวิจัยแสดงให้เห็นเพ่ิมเติมว่า มากกว่า ร้อยละ 90 ของผูส้ ูงอายุในเขตชนบทไม่เคยใช้เทคโนโลยี ในการเข้าถึงข่าวสารและสวัสดิการทั้ง 7 ด้านเลย โดยผู้สูงอายุให้เหตุผลว่าวิธีการใช้ยุ่งยาก มีค่าใช้จ่าย ในการเข้าถึงเทคโนโลยีทั้งตัวอุปกรณ์ และสัญญาณ อนิ เตอร์เนต็ และดว้ ยวัยของผูส้ ูงอายจุ ะมปี ัญหา ด้านสุขภาพสายตาจงึ ทาให้เป็นอปุ สรรคในการใช้เทคโนโลยี ผลการวิจัย พบว่า ผู้สูงอายุมีความต้องการส่งเสริมการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีสารสนเทศและ การส่ือสารเพอื่ การจดั สวัสดิการสงั คมในแต่ละดา้ น ดงั ต่อไปน้ี 1) สวัสดิการสังคมด้านการศึกษา พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ มีความต้องการใช้ E-Learning มากกว่า เทคโนโลยีอ่ืนในการเข้าถึง สวัสดิการดา้ นการศึกษา 2) สวัสดิการสังคมด้านสุขภาพอนามัย พบว่า ผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่มีความต้องการใช้สายรัดข้อมือ แจ้งเตือนสุขภาพ มากกว่าเทคโนโลยีอ่ืนในการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ ดา้ นสขุ อนามยั 3) สวัสดิการสังคมด้านท่ีอยู่อาศัย พบว่า ผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่มีความต้องการใช้ Social Map มากกว่าเทคโนโลยีอ่ืน ในการเข้าถึงสทิ ธิสวสั ดกิ ารด้านท่ีอยู่อาศัย 4) สวัสดิการสังคมด้านรายได้และการมีงานทา พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีความต้องการใช้เทคโนโลยีในการเข้าถึงสิทธิ สวสั ดิการดา้ นรายไดแ้ ละการมีงานทาไม่แตกตา่ งกนั 5) สวัสดิการสังคมด้านนันทนาการ พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีความต้องการใช้ YouTube มากกว่า เทคโนโลยีอนื่ ในการเขา้ ถงึ สิทธิสวสั ดกิ ารด้านนนั ทนาการ 6) สวัสดิการสังคมด้านยุติธรรม พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีความต้องการใช้เทคโนโลยีในการเข้าถึง สทิ ธิสวัสดกิ ารสงั คมด้านยตุ ิธรรมทาไมแ่ ตกต่างกัน 7) สวสั ดกิ ารดา้ นการบริการทางสังคมท่ัวไป พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีความต้องการบัตรสวัสดิการ แห่งรัฐในการเขา้ ถึงสิทธิสวัสดิการดา้ นการบริการทางสงั คมทว่ั ไป 3 ขอ้ เสนอแนะ กระทรวง พม. ควรส่งเสริมให้มีการจัดการเรียน การสอนแนะนาวิธีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในรูปแบบ ต่างๆ โดยใช้กลไกของศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริม สรุปงานวิจัย ปี 2558 – 2562 39

อาชีพผู้สูงอายุในพื้นท่ี หรือโรงเรียนผู้สูงอายุ หน่วยงานภาครัฐ ควรสนบั สนุนในด้านการเข้าถงึ อนิ เตอร์เน็ตให้แก่ผู้สูงวัยในชนบท สาหรับการศึกษาวิจัย“รูปแบบแอปพลิเคช่ันท่ีเหมาะสมกับ ผู้สูงอายุเพ่ือนาไปสู่ผู้สูงอายุ 4.0” และวิจัย “การจัดทาสายรัด ข้อมือเพื่อสุขภาพให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์ในการนาไปใช้ ของผสู้ งู อายุ” 4 รายละเอยี ดเพมิ่ เตมิ สามารถดาวน์โหลดเอกสารไดท้ ่ี https://qrgo.page.link/ERpUj สรปุ งานวจิ ัย ปี 2558 – 2562 40

โครงการวจิ ยั การพฒั นาศกั ยภาพผูส้ งู อายุในภาวะพฤฒพลงั ใหเ้ กิดการยงั ประโยชนด์ า้ นสงั คม 1 วตั ถปุ ระสงค์ 1.1 เพ่ือศึกษาแนวทางการพัฒนาศักยภาพ ผู้สูงอายุในภาวะพฤฒพลังให้เกิดการยังประโยชน์ ด้านสงั คม 1.2 เพ่ือเสริมสร้างสุขภาวะทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสงั คมใหแ้ กผ่ ู้สงู อายุ 1.3 เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีหลักประกัน รายได้ที่ม่นั คงและยงั่ ยืน 2 ผลการศกึ ษา การดาเนินการวจิ ยั ในคร้ังน้ีใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบ ผสมผสาน (Mixed Methods) ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้แบบสอบถามในการ เก็บรวบรวมข้อมูลจานวน 2,520 ตัวอย่าง และการวิจัย เชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการจัดสนทนากลุ่ม (Focus Group) ในพื้นที่รับผิดชอบของสานักงานส่งเสริมและ สนับสนุนวิชาการ 1-12 และการสัมภาษณ์ผทู้ รงคณุ วฒุ ทิ ่ีมีความเช่ยี วชาญด้านผ้สู งู อายุจานวน 2 ทา่ น ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็น เพศหญิง มีอายุระหวา่ ง 60-69 ปี ปัจจัยท่ีส่งผลให้เกิดการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ ในภาวะพฤตพลัง คือ การมีแรงบันดาลใจ การมีสภาพแวดล้อม โดยรอบท่ีเอื้ออานวย การมีระบบการยอมรับผลงาน การให้ รางวลั การเสริมแรงและการเสรมิ สร้างขวัญและกาลงั ใจ สรปุ งานวจิ ยั ปี 2558 – 2562 41

แนวทางการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุในภาวะ พฤตพลัง คือ เสริมบรรยากาศการมีสัมพันธภาพท่ีดี ในครอบครัว ชุมชน มีทัศนคติที่ดีต่อผู้สูงอายุ มองผู้สูงอายุ มคี ุณค่า แนวทางการส่งเสริมสุขภาวะ คือ ส่งเสริมให้ ผู้สูงอายุออกกาลังกาย ทากิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ต่อ สังคม ดูแลตัวเอง และส่งเสริมให้เรียนรู้เทคโนโลยี ข่าวสาร แนวทางการเตรียมความพร้อมเพ่ือความม่ันคงในวัยสูงอายุ คือ เตรียมต้ังแต่ช่วงหนุ่มสาว ใช้ชีวิต อย่างระมัดระวัง ไม่ทาร้ายสุขภาพตัวเอง มองโลกในแง่ดี มีเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สร้างความมั่นคงเรื่อง ทรัพย์สินเงินทอง มีวินัยการใช้จ่าย และการออม เสริมทักษะทางสังคมด้านเทคโนโลยี และมีการวางแผน เตรียมตัวทีจ่ ะตัวเองในระยะยาว แนวทางในการพัฒนาสวัสดิการสังคมในภาพรวม คือ ยึดหลักสิทธิมนุษยชน เปลี่ยนจากการสงเคราะห์ เป็นการพฒั นาโดยปรบั ไปตามทกี่ ลุม่ เป้าหมายต้องการ 3 ขอ้ เสนอแนะ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ให้กระทรวง พม. ใช้ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส.)เป็นศูนย์รวมของคนสูงวัยที่ยังคงมีพลังมาร่วมกัน โดยผ่านการบริหารจัดการร่วมของชุมชน และหน่วยงาน ในพ้นื ทีค่ วรมนี โยบายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวง ร่วมกับอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ (อพม.) ทางานประสานเช่ือมโยงกับผู้สูงอายุท่ียังมีพลัง ในการทางาน เพื่อสร้างเครือข่ายอาสาสมัครผู้สูงอายุ ในการทางานเพื่อสังคมให้มีเพิ่มขึ้น และควรมีนโยบายให้ ศนู ย์พฒั นาคณุ ภาพชวี ติ และส่งเสริมอาชีพผ้สู งู อายุ (ศพอส.) ดาเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมเพ่ือสนับสนุนกลไกการ ขับเคล่ือนงานในพื้นที่ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน เพือ่ รองรับสงั คมสูงวยั ในแตล่ ะชุมชน ขอ้ เสนอแนะระดับปฏิบัติการต่อหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ควรดาเนินงาน เชิงบูรณาการร่วมกนั สร้างสรรคก์ ิจกรรม/โครงการ เพื่อให้ผู้สูงอายุท่ีมีประสบการณ์ ความชานาญ มีโอกาสได้ใช้ ความรู้ความสามารถและพลังเพื่อการเปลยี่ นแปลงชุมชนและสังคม สรปุ งานวิจยั ปี 2558 – 2562 42

4 รายละเอยี ดเพม่ิ เตมิ สามารถดาวน์โหลดเอกสารได้ที่ https://qrgo.page.link/V3bG8 สรปุ งานวจิ ัย ปี 2558 – 2562 43

โครงการวจิ ยั กลยทุ ธส์ ง่ เสรมิ การทางานของผสู้ งู อายไุ ทย 1 วัตถปุ ระสงค์ 1.1 เพอ่ื ศึกษาสถานการณก์ ารทางานและลกั ษณะการทางานของผู้ใหญ่และผู้สงู อายุไทยในปจั จุบัน 1.2 เพ่ือศึกษาทศั นคตแิ ละความต้องการการสนับสนุนดา้ นการทางานของผู้ใหญ่และผูส้ งู อายไุ ทย 1.3 เพอ่ื กาหนดกลยทุ ธ์ในการส่งเสริมการทางานของผู้ใหญ่และผูส้ ูงอายุไทย 2 ผลการศกึ ษา การดาเนินการวิจัยในคร้ังนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสานวิธี ซึง่ ประกอบด้วย การวิจัยเชิงเอกสาร การวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัย เชิงคุณภาพที่มกี ารใชท้ ง้ั วธิ กี ารสนทนากลุ่ม และการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ ผู้ใหญ่และ ผู้สูงอายุท่ีมีอายุระหว่าง 55 – 65 ปี เป็นแรงงานนอกระบบหรือ ผู้ท่ีว่างงาน การวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย การสนทนากลุ่ม กลุ่มเป้าหมาย คือ ตัวแทนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริม การทางานของผู้ใหญ่และผู้สูงอายุในพ้ืนท่ีและการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้เช่ยี วชาญเก่ยี วกบั ดา้ นแรงงานและผสู้ ูงอายุ ผลการวิจัย พบว่า สถานการณ์การทางานของผู้สูงอายุในปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มสูงข้ึนอย่างต่อเน่ือง และส่วนใหญ่เปน็ แรงงานนอกระบบท่จี บการศึกษาในระดบั ประถมศึกษาหรือตา่ กว่า อาชีพส่วนใหญ่เป็นอาชีพ เกษตรกรรม รับจ้าง ค้าขาย ซึ่งเป็นอาชีพที่ไม่ม่ันคงและ มีรายได้ไม่แน่นอน ส่งผลให้ผู้สูงอายุท่ียากจนมีจานวน ค่อนข้างมาก เหตุผลสาคัญในการทางานอย่างต่อเนื่อง ของกลมุ่ ตวั อย่างคือ การมีภาระที่ต้องดูแลบุคคลในครอบครัว มีรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในครอบครัว และต้องการ ใช้เงินเล้ียงดูตนเอง ซ่ึงเป็นเหตุผลในเชิงเศรษฐกิจเป็นหลัก แหล่งรายได้หลักส่วนใหญ่มาจากการทางาน รองลงมาคือ สรุปงานวจิ ยั ปี 2558 – 2562 44

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ บุตร และคู่สมรส รายได้โดยเฉลี่ยทั้งในระดับบุคคลและครัวเรือน น้อยกว่าหนี้สินรวม ตอ่ บคุ คลและครัวเรอื น 10 เท่าโดยประมาณ สาหรับทัศนคติต่อการทางาน ทัศนคติท่ีมีคะแนนเฉล่ียสูงสุด คือ การทางานเป็นการสรา้ งคณุ ค่า ทาใหไ้ ด้เข้าสงั คม และควรมกี ารสนับสนุนความมั่นคงด้านรายได้ให้กับผู้สูงอายุ ส่วนความต้องการการสนับสนุนการทางานท่ีสาคัญ ได้แก่ สวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล สวัสดิการและ ความม่ันคงด้านรายได้และการ ประกอบอาชีพ และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการทางาน ปัจจัยท่ีช่วยหนุนเสริมการทางาน ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มี ทกั ษะ/ประสบการณ์ และสามารถเรียนรู้การทางานใหม่ ๆ ท่ีไม่เกินความสามารถได้ ภาครัฐที่มีนโยบายเอื้อต่อ การทางาน และการมีส่วนรว่ มของภาคส่วนตา่ ง ๆ สว่ นปจั จยั ที่เป็นอุปสรรค ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านสุขภาพ การขาดฐานข้อมูลด้านผู้สูงอายุ ผลิตภัณฑ์จากผู้สูงอายุ ยงั ไมส่ อดคล้องกบั ความตอ้ งการของตลาด และการบูรณาการ ระหวา่ งหน่วยงานขาดความเปน็ เอกภาพ ผลจากการประมวล ข้อมูลทง้ั หมดนามาสูก่ ารกาหนดกลยทุ ธ์ในการสง่ เสรมิ การทางาน 5 กลยทุ ธ์ คือ 1) จัดทาฐานข้อมูลของผ้สู ูงอายแุ ละกลไกในระดับพื้นท่ี 2) สร้างคา่ นิยมในการส่งเสริมการทางานของผ้สู งู อายุ 3) ส่งเสรมิ การบรู ณาการด้านการทางานของผสู้ ูงอายุ 4) สง่ เสริม พฒั นาอาชพี ให้ครบวงจร เพื่อการขับเคล่ือน การดาเนนิ งานด้านผ้สู ูงอายุ 5) พฒั นาระบบความคมุ้ ครองในการทางานของผูส้ งู อายุ 3 ขอ้ เสนอแนะ ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนางาน ได้แก่ การเตรียม ค ว า ม พ ร้ อ ม เ พ่ื อ ส ร้ า ง ห ลั ก ป ร ะ กั น แ ล ะ ค ว า ม มั่ น ค ง ด้านการเงิน โดยเริ่มต้นตั้งแต่วัยแรงงาน การส่งเสริมให้ ผู้ที่ทางานในระบบมีการทาอาชีพเสริมเพ่ือเพ่ิมรายได้ ควบคู่กันไป เพ่ือให้มีทักษะและประสบการณ์ที่ทาให้ สามารถทางานได้อย่างต่อเน่ือง และควรมีการนากลยุทธ์ ที่กาหนดไปทดลองปฏิบัติในพื้นที่ ๆ ค่อนข้างจะ มีความพร้อม ก่อนทจ่ี ะมีการขยายผลไปยังพืน้ ท่ีอนื่ ๆ สรปุ งานวจิ ยั ปี 2558 – 2562 45

4 รายละเอยี ดเพมิ่ เติม สามารถดาวน์โหลดเอกสารได้ที่ https://qrgo.page.link/8UTM6 สรุปงานวจิ ัย ปี 2558 – 2562 46


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook