บทท่ี 4 ทฤษฎเี กยี่ วกับพฒั นาการทางจรยิ ธรรม 4.1 ความนา คุณธรรมเปรียบเช่น อัญมณีล้าค่าหลากสีหลายรูปทรงเป็นเครื่องประดับตกแต่งชีวิตให้สูงส่ง งดงามซงึ่ สามารถแสดงออกทางการกระทาคาพูดและการแต่งกาย แม้ว่าบุคคลบางคนอาจจะไม่มีทรัพย์ สมบัติภายนอกแต่หากมีคุณธรรมท่ีเต็มเปี่ยมอยู่ภายในก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีความมั่งค่ังท่ีแท้จริงได้ ทั้งยังมุ่งเน้นให้เรียนรู้ถึงธรรมชาติด้ังเดิมท่ีดีงามของตนเองและผู้อื่นควบคู่กันไปกับการฝึกจิตให้มีพลัง ความสงบ ซ่ึงน่าจะเป็นหนทางในการใช้ปัญญาให้เป็นสมบัติท่ีมีค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุดเน่ืองจาก ความสงบเป็นพ้ืนฐานของการสร้างและการรักษาคุณธรรม เปรียบเสมือนทองที่รองรับเพชรพลอยไม่ให้ แตกร้าวดังนั้นเม่ือคุณธรรมและความสงบอยู่ในบุคคลคนเดียวกันแล้วย่อมน่าจะถือได้ว่า บุคคลผู้น้ัน เปน็ ผทู้ ี่สมบูรณ์พร้อม มั่งค่ังพร้อมด้วยเครอ่ื งประดบั ท่สี งู สง่ คุณธรรมที่ดีมักจะเร่ิมมาจากความรู้ทางจิตใจเพราะเป็นจุดเร่ิมต้น ของทุกชีวิต เพราะจิตใจ เป็นผู้สร้างความคิด แล้วแสดงออกเป็นคาพูดและการกระทาอันนาผลกลับมาสู่ผู้คิดและผู้กระทา ตลอดเวลาการฝึกจิตใจก็คือการได้มาซ่ึงประสบการณ์ของความสงบสุขจากภายใน จากความพยายาม ในการสร้างควบคมุ และรักษาความคดิ ทีด่ ีไว้ขณะท่ีมีสายใยทางจิตกับแหล่งแห่งความสงบและ คุณธรรม จนกระท่ังสามารถขจัดความคิดที่ไม่บริสุทธ์ิออกไป อันมีผลต่อการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมและนิสัย โดยไม่ได้หมายถึงการนั่งหลับตาหรือการบังคับอิริยาบถใดๆเพียงอย่างเดียวการมีคุณธรรมนอกจาก ใหค้ ุณประโยชน์กบั ตัวเองครอบครัวและสงั คมแล้วยงั มีคุณประโยชน์ต่อโลกอีกด้วยเพราะเป็นการปฏิบัติ ตามทฤษฎีที่มีประสบการณ์และคุณธรรมเป็นกาลังเสริม เพ่ือสร้างสัมพันธ์ที่ดีท้ังในครอบครัวและสังคม ซึ่งมักจะขึ้นอยู่กับความละเอียดอ่อนของจิตใจและสติปัญญา ท่ีสามารถส่ือความหมายได้อย่างกระชับ ชัดเจนเหมาะสมด้วยคาพูดและการกระทาท่ีให้ผลดีแก่ตนเองและผู้อ่ืนตลอดเวลา โดยเริ่มจากการฝึก ทัศนคติในเชงิ บวกใหไ้ ด้เสียกอ่ น 4.2 ความหมายของคณุ ธรรมจรยิ ธรรม สภาพคุณงามความดีและความถูกต้องซึ่งบุคคลควรยึดมั่นไว้เป็นหลักการในการปฏิบัติตน จนเป็นนิสัยความประพฤติดีงาม เพ่ือประโยชน์แก่ตนและสังคม ซ่ึงมีพื้นฐานมาจากหลักศีลธรรม ทางศาสนา ค่านิยมทางวัฒนธรรม ประเพณี หลักกฎหมาย จรรยาบรรณวิชาชีพ การรู้จักไตร่ตรองว่า อะไรควรทาไม่ควรทา และอาจกล่าวได้ว่าคุณธรรม คือ จริยธรรมที่นามาปฏิบัติจนเป็นนิสัย เช่น การเปน็ คนซือ่ สตั ย์ เสยี สละ และมคี วามรับผดิ ชอบ
4.2.1 ความหมายของคณุ ธรรม โกสินทร์ รังสิยาพันธ์๑ กล่าวว่า คุณธรรมก่อให้เกิดคุณธรรมอ่ืน คือ เมื่อฝึกคุณธรรมคุณธรรม หน่ึงแล้วก็พลอยได้คุณธรรมอ่ืนๆ ไปด้วย แต่ถ้าปล่อยให้เกิดกิเลสอย่างหน่ึงเกาะกุม กิเลสอีกอย่างหนึ่ง กจ็ ะตามมาดว้ ยเชน่ กนั สมผิว ชื่นตระกูล๒ ได้ให้ความหมายของคุณธรรมไว้ว่าคุณธรรม คือ การกระทาความดี เป็นส่ิง ท่ที าไปแล้วตนเองไม่เดือดร้อน ผู้อ่ืนไม่เดือดร้อนเป็นประโยชน์ท้ังสองฝุาย และส่ิงท่ีทาไปเป็นประโยชน์ เกอื้ กลู ดว้ ยประการท้งั ปวง กีรติ บุญเจือ๓ ให้ความหมาย คุณธรรม (virtue) หมายถึง ความเคยชินในการประพฤติดีอย่าง ใดอยา่ งหนึ่ง พจนานกุ รม๔ กลา่ วว่าคณุ ธรรม หมายถึง สภาพคณุ งามความดี แสง จันทร์งาม๕ ให้ความหมาย คุณธรรม หมายถึง คุณภาพจิตฝุายดีที่ควบคุมให้คนมี ความประพฤติดี ปราชญา กล้าผจญ๖ ให้ความหมาย คุณธรรม หมายถึง สภาวะท่ีก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง และผู้อื่น ความดีงามทั้งหลาย อันเกิดจากการเป็นผู้มีธรรม มีศีลธรรมประจาใจ มีสภาวะจิตใจท่ีเหน่ียว รงั้ ไว้มิใหท้ าชั่ว ศักด์ิชัย นิรัญทวี๗ ให้ความหมาย คุณธรรม หมายถึง คุณภาพของจิตใจที่เข้าถึงความดีงาม ขั้นสูง ซ่ึงเป็นข้ันท่ีอยู่เหนือสภาพของสังคมสิ่งแวดล้อม เป็นคุณงามความดี ในตัวของมันเอง สาโรช บัวศรี๘ ให้ความหมาย คุณธรรม หมายถึง ความเช่ือของบุคคลส่วนใหญ่เป็นสิ่งท่ีดีงาม ที่จะสง่ ผลให้เกิดการกระทาที่เปน็ ประโยชนแ์ ละความดที ่ีแท้จรงิ ต่อสงั คม ทิศนา แขมมณ๙ี ไดใ้ หค้ วามหมายไว้วา่ คณุ ธรรม หมายถึง คุณลักษณะหรือสภาวะภายในจิตใจ ของมนุษยท์ เ่ี ปน็ ไปในทางท่ถี ูกต้อง ดงี าม ซง่ึ เปน็ ภาวะนามธรรมอยู่ในจติ ใจ ลิขิต ธีรเวคิน๑๐ ได้กล่าวไว้ว่า คุณธรรม คือ จิตวิญญาณของปัจเจกบุคคล ศาสนาและ อุดมการณ์ เปน็ ดวงวญิ ญาณของปจั เจกบุคคลและสังคมด้วยปัจเจกบุคคลต้องมีวิญญาณ สังคมต้องมีจิต ๑ โกสนิ ทร์ รังสิยาพันธ์ (2531, หนา้ 20) ๒ สมผิว ชืน่ ตระกูล (2536, หน้า 7) ๓ กรี ติ บญุ เจือ (2542, หน้า 79) ๔ พจนานุกรม ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (2546, หน้า 253) ๕ แสง จันทรง์ าม (2542, หนา้ 218) ๖ ปราชญา กล้าผจญ (2544, หนา้ 312) ๗ ศกั ดิช์ ัย นริ ญั ทวี (2544, หน้า 82) ๘ สาโรช บัวศรี (อ้างถึงใน วาสนา ประวาลพฤกษ์, 2545, หน้า 2) ๙ ทิศนา แขมมณ,ี รองศาสตราจารย์ ดร. (2546, หนา้ 4) ๑๐ ลขิ ิต ธรี เวคิน (2548, หนา้ 86)
วิญญาณ คุณธรรมของปัจเจกบุคคลอยู่ที่การกล่อมเกลาเรียนรู้โดยพ่อแม่สถาบันการศึกษา ศาสนา พรรคการเมือง และองค์กรของรัฐ วศิน อินทสระ๑๑ (2549, หน้า 7) ได้กล่าวถึง คุณธรรม หมายถึง อุปนิสัยอันดีงามซึ่งส่ังสมอยู่ ในดวงจิตอุปนิสัยน้ีได้มาจากความพยายาม และความประพฤติที่ติดต่อกันมาเป็นเวลานาน ประภาศรี สีหอาไพ๑๒ หลักธรรมจริยาท่ีสร้างความรู้สึกของช่ัวดีในทางศีลธรรม มีคุณงาม ความดี ภายในจิตใจอยู่ในข้ันสมบูรณ์จนเปี่ยมไปด้วยความสุขความยินดี การกระทาที่ดีย่อมได้รับผล ของความดคี อื ความชื่นชมยกย่องในขณะท่ีการกระทาชวั่ ย่อมได้รับผลของความชั่วคือความเจ็บปวดหรือ ความทกุ ข์ต่าง ๆ พระพรหมคุณาภรณ์๑๓ พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์(ชาระ-เพ่ิมเติม ช่วงที่ 1/ยุติ) ได้ให้ความหมายของคาว่า“คุณธรรม” หมายถึง ธรรมท่ีเป็นคุณความดีงาม สภาพท่ีเกื้อหนุน จากความหมายดังกล่าวมาพอสรุปได้ว่า คุณธรรม หมายถึง ลักษณะของความรู้สึกนึกคิด ทางจิตใจ เป็นสภาพคุณงามความดีท่ีสั่งสมอยู่ในจิตใจของมนุษย์เป็นเวลายาวนาน เป็นตัวกระตุ้นให้มี การประพฤติยู่ในกรอบที่ดีงาม คุณธรรมเป็นสิ่งที่ดีงามทางจิตใจ เป็นคุณค่าของชีวิต ให้เกิดความรัก สามคั คี ดังนน้ั คุณธรรมเปน็ บอ่ เกดิ ของจรยิ ธรรม 4.2.2 ความหมายของจรยิ ธรรม พจนานุกรม๑๔ ได้ใหค้ วามหมายวา่ จรยิ ธรรม คอื ธรรมทีเ่ ปน็ ขอ้ พึงปฏิบัติท่ีตั้งอยู่ในคุณงามความ ดี ชัยพร วชิ ชาวธุ ๑๕ ไดใ้ ห้ความหมายว่า จริยธรรม หมายถึง หลักเกณฑ์การตัดสินใจ ความถูกผิด ของพฤติกรรม หลักเกณฑ์การประเมินผลดี ผลเสียของพฤติกรรม และปฏิกิริยาต่อพฤติกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเปน็ พฤตกิ รรมทางบวกหรือพฤตกิ รรมทางลบ พระธรรมญาณมุนี๑๖ ได้ให้ความหมายของจริยธรรมไว้ว่าจริยธรรม หมายถึง พฤติกรรมที่เป็น รูปแบบของการปฏิบัติตน การดาเนินตนที่มีความเหมาะสมแก่ ภาวะฐานะ กาลเทศะ และเหตุการณ์ ในปจั จบุ ัน ชัยพร วงศ์วรรณ๑๗ ได้ให้ความหมายของจริยธรรมไว้ว่าจริยธรรม หมายถึง แนวทางของ การประพฤติตนให้เป็นคนดี เป็นประโยชน์ต่อตนเอง และส่วนรวม สามารถแยกแยะได้ว่าส่ิงใดดี สิ่งใด ควรละเว้น อะไรควรประพฤติปฏิบตั ิ บุญมี แท่นแก้ว๑๘ ได้ให้ความหมายของจริยธรรมไว้ว่า จริยธรรม หมายถึง หลักแห่งความ ประพฤตทิ เ่ี ห็นว่าดงี ามและถกู ตอ้ ง ๑๑ วศนิ อินทสระ (2549, หน้า 7) ๑๒ ประภาศรี สีหอาไพ (2550, หนา้ 7) ๑๓ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต) (2554, หนา้ 51) ๑๔ พจนานุกรมไทยฉบับราชบณั ฑติ สถาน (2530, หน้า 51) ๑๕ ชัยพร วิชชาวธุ (2531, หน้า 6) ๑๖ พระธรรมญาณมนุ ี (2531, หน้า 103) ๑๗ ชยั พร วงศ์วรรณ (2538, หน้า 27)
ประภาศรี สีหอาไพ๑๙ ให้ความหมายของจริยธรรมว่าจริยธรรม หมายถึง หลักความประพฤติ ทอ่ี บรมกิริยาและปลูกฝังลักษณะนสิ ัย ให้อยูใ่ นครรลองของคุณธรรมหรือศลี ธรรม แสง จันทร์งาม๒๐ ให้ความหมาย จริยธรรม หมายถึง คุณภาพจิตท่ีมีอิทธิพลต่อความประพฤติ ของคน คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ๒๑ ให้ความหมายของคาว่า จริย คือดีงาม สวย คือดูแล้วดี ดูแล้วงาม ธรรม คือส่ิงท่ีควรปฏิบัติ จริยธรรม หมายถึง สิ่งที่ปฏิบัติแล้วเกิด (จริย) ความดี ความงาม ความสวย พระเมธีธรรมาภรณ์๒๒ ให้ความหมายของคาว่า จริยธรรม หมายถึง หลักแห่งความประพฤติ ปฏบิ ัติชอบอนั วางรากฐานอยบู่ นหลักคา สอนของศาสนาปรัชญาและขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีระบบ ศลี ธรรมเป็นสว่ นประกอบ ภญิ โญ สาธร๒๓ กล่าววา่ จริยธรรม หมายถงึ คุณความดีที่ควรประพฤติสานักงาน ศักด์ิชัย นิรัญทวี๒๔ ให้ความหมายจริยธรรม หมายถึงคุณภาพของจิตใจ ถ้าเราเชื่อว่า ลักษณะ จิตใจ อาจถูกกาหนดได้ดว้ ยสงั คม จรยิ ธรรมยอ่ มขนึ้ อยกู่ ับสงั คมดว้ ย สาโรช บัวศรี๒๕ ให้ความหมายจริยธรรม หมายถึง สิ่งที่ควรประพฤติปฏิบัติเพื่อให้เกิดความดี และความถูกตอ้ งแกส่ งั คมในระดบั ต่าง ๆ ราชบัณฑิตยสถาน๒๖ ให้ความหมายของ จริยธรรม หมายถึง ธรรมท่ีเป็นข้อประพฤติปฏิบัติ ศลี ธรรม กฎศีลธรรม ดวงเดือน พันธุมนาวิน๒๗ ได้กล่าวถึง จริยธรรมของบุคคลเป็นจุดสูงสุดของความเป็นมนุษย์ สังคมและโลกจะอยู่ได้อย่างร่มเย็นเป็นสุขและมั่นคงหรือในทางตรงข้าม อยู่กันอย่างหวาดกลัวภัย เพราะมีการเอาเปรียบกัน เบียดเบียนกัน จนเกิดการทาลายล้างเผ่าพันธ์ุก็อยู่ที่จริยธรรมของมนุษย์ ในปัจจบุ ันและอนาคตน่ันเอง ดังนัน้ จริยธรรมจึงเป็นเร่ืองที่ควรมีการปลูกฝังและสร้างเสริมในคนรุ่นใหม่ โดยไมม่ ีขอ้ ยกเว้นใด ๑๘ บญุ มี แทน่ แก้ว (2539, หน้า 168) ๑๙ ประภาศรี สีหอาไพ (2540, หนา้ 17) ๒๐ แสง จันทร์งาม (2542, หน้า 218) ๒๑ คณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาติ (2544, หนา้ 7) ๒๒ พระเมธธี รรมาภรณ์ (2544, หนา้ 91) ๒๓ ภญิ โญ สาธร (2544, หนา้ 17) ๒๔ ศกั ด์ิชยั นริ ัญทวี (2544, หน้า 82) ๒๕ สาโรช บัวศรี (อา้ งถงึ ใน วาสนา ประวาลพฤกษ์, 2545, หนา้ 1) ๒๖ ราชบัณฑติ ยสถาน (2546, หน้า 291) ๒๗ ดวงเดอื น พนั ธมุ นาวิน (2547, หนา้ 171)
เพ่ิมศักดิ์ วรรลยางกูร๒๘ ได้กล่าวถึง จริยธรรม หมายถึง พฤติกรรม หรือการกระทาทางกาย ทางวาจา ทางใจ อันดงี ามที่ควรประพฤตปิ ฏิบัติ พระธรรมกิตตวิ งศ์๒๙ ไดก้ ล่าววา่ จรยิ ธรรม คือธรรมท่ีเปน็ ข้อประพฤตปิ ฏบิ ัติ ระเบยี บท่คี วร ประพฤติปฏบิ ัติ แบบแผนทีด่ ีงาม สาหรับจัดระเบียบสงั คมใหเ้ รยี บร้อยดงี าม วศิน อินทสระ๓๐ ได้ให้ความหมายว่า จริยธรรม แปลว่า ธรรมท่ีควรประพฤติ ตามคาแปลน้ี เล็งไปทางฝุายดีคอื บุญหรอื กศุ ลธรรม จรยิ ธรรมตรงกับคาอังกฤษว่า Ethically คล้าย Ethics ท่ีหมายถึง จริยศาสตร์น่ันเองมงคลในพระพุทธศาสนามีข้อหน่ึงเรียกว่า ธรรมจริยา แปลว่า การประพฤติธรรม หรือประพฤตถิ ูกตอ้ ง สุชาติ ประสิทธิ์สินธ์ุ๓๑ ให้ความหมาย จริยธรรม หมายถึง ความถูกต้องท่ีดีงาม สังคมทุกสังคม จะกาหนดกฎเกณฑ์กตกิ า บรรทดั ฐานของตนเองวา่ อะไรคอื ส่ิงทดี่ งี าม อะไรคอื ความถูกตอ้ ง พระเทวิน เทวินฺโท๓๒ (2550, หน้า 107) ได้กล่าวว่า จริยธรรม เป็นคาท่ีมีความหมาย กว้างขวางครอบคลุมไปถึงธรรมชาติ กฎระเบียบของสังคม กฎหมาย กฎศีลธรรมตามศาสนา และค่านิยมของคนในสังคมจริยธรรมจึงเป็นคาง่าย ๆ ท่ีใช้อธิบายข้อประพฤติปฏิบัติร่วมกันของมนุษย์ ในสังคมโดยมีส่ิงที่เก่ียวข้องกันอยู่ 4 ประการคือ 1) ธรรมชาติ 2) ตัวเราเอง 3) ผู้อ่ืน 4) ความสัมพันธ์ ระหวา่ งธรรมชาติ ตัวเราเองและผู้อ่นื สุลักษณ์ ศิวรักษ์๓๓ (2ได้กล่าวว่า จริยธรรม คือ หลักหรือหัวข้อแห่งความประพฤติปฏิบัติ เพ่ือเกิดปกติสุขในสังคม ไม่ให้มีการเอารัดเอาเปรียบกันหรือมีได้ก็แต่น้อยให้เกิดความม่ังค่ัง มั่นคง ทั้งส่วนตนและส่วนรวม แสง จนั ทรง์ าม๓๔ ได้กลา่ วว่า จริยธรรม หมายถึง คณุ สมบตั ิทางความประพฤติท่ีสังคมมุ่งหวังให้ คนในสังคมน้ันประพฤติ มีความถูกต้องในความประพฤติ มีเสรีภาพภายในขอบเขตของมโนธรรม (Conscience) เป็นหน้าท่ีท่ีสมาชิกในสังคมพึงประพฤติปฏิบัติต่อตนเองต่อผู้อ่ืน และต่อสังคม ท้ังน้ีเพื่อ ก่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองขึ้นในสังคม การท่ีจะปฏิบัติให้เป็นไปเช่นน้ันได้ ผู้ปฏิบัติจะต้องรู้ว่าส่ิงใดถูก สง่ิ ใดผิด พระพรหมคุณาภรณ์๓๕ ได้กล่าวว่า จริยธรรมตามหลักพระพุทธศาสนาว่าคือ ผู้ดาเนินชีวิต ตามมรรค หรือปฏิบัติตามมัชฌิมาปฏิปทา ยึดหลักความประพฤติ หลักการดาเนินชีวิต หรือหลักการ ครองชีวิตที่ถูกต้องสมบูรณ์ของมนุษย์ ที่จะนาไปสู่จุดหมายคือความดับทุกข์หรือความส้ินสุดปัญหาอยู่ อยา่ งเป็นอสิ ระไร้ทุกข์ ๒๘ เพ่ิมศักด์ิ วรรลยางกูร (2547, หน้า 48) ๒๙ พระธรรมกติ ติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) (2548, หนา้ 149) ๓๐ วศิน อินทสระ (2549, หน้า 22) ๓๑ สุชาติ ประสิทธ์ิสินธ์ุ (2549, หน้า 2) ๓๒ สชุ าติ ประสิทธ์ิสนิ ธุ์ (2549, หนา้ 2) ๓๓ สลุ กั ษณ์ ศิวรักษ์ (2550, หนา้ 163) ๓๔ แสง จนั ทรง์ าม (2550, หน้า 10) ๓๕ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโฺ ต) (2552, หนา้ 591)
พุทธทาสภิกขุ๓๖ได้ให้ความหมายของคาว่า “จริยธรรม”แปลว่า เป็นสิ่งท่ีพึงประพฤติจะต้อง ประพฤติในส่วนศีลธรรมนั้นหมายถึง สิ่งท่ีกาลังประพฤติอยู่หรือประพฤติแล้วจริยธรรมหรือ Ethics อยู่ในรูปของปรัชญาคือส่ิงท่ีต้องคิดต้องนึกส่วนเรื่องศีลธรรม Morality นี้ต้องทาอยู่จริงๆ เพราะเป็น ปัญหาเฉพาะหนา้ จากการใหค้ วามหมายดังกล่าวสรุปได้ว่า จริยธรรม หมายถึง แนวทางของการประพฤติหรือข้อ ปฏิบัติตนเป็นคนดี ตามลักษณะทางขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมของสังคมนั้นๆ เห็นว่า ถูกตอ้ งและต้องการให้เกดิ ข้ึน เพอื่ ให้เกดิ ประโยชนส์ ขุ ตอ่ ตนเองและสว่ นรวม กล่าวโดยสรุปได้ว่า คุณธรรม หมายถึง คุณสมบัติภายในใจใดๆ ก็ตามที่เป็นคุณสมบัติ พึงประสงค์ไม่เป็นโทษ ส่วน จริยธรรมหมายถึง สิ่งควรประพฤติอัน ได้แก่พฤติกรรมเป็นการกระทา ทางกาย วาจาใจ อันดีงามท่ีควรปฏิบัติ ดังน้ันจึงสรุปได้ว่าคุณธรรมและจริยธรรม หมายถึง คุณงาม ความดีของบุคคลที่กระทาไปด้วยความสานึกในจิตใจ โดยได้ยึดถือจนเป็นความเคยชิน อันเป็น คุณลักษณะหรอื พฤติกรรมที่ดงี าม เป็นท่ียอมรับว่าเปน็ สงิ่ ทีถ่ ูกต้องของตนเอง ผอู้ น่ื และสังคม 4.๓ ทฤษฎเี กย่ี วกบั พฒั นาการทางจรยิ ธรรม จากการศึกษาววิ ัฒนาการของจริยธรรม จะเหน็ ได้วา่ พัฒนาการของการศกึ ษาเก่ียวกบั จริยธรรม โดยไดร้ วบรวมแนวคดิ ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกบั จรยิ ธรรมที่สาคัญดังน้ี ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม๓๗ ได้สรุปว่า สติปัญญา หรือ ความสามารถ ในการรู้คิดเป็นพื้นฐานของการมีคุณธรรมจริยธรรมเนื่องจากผู้มีคุณธรรมจริยธรรมสูง มักเป็นผู้ที่ สามารถคิดวิเคราะห์ มีวิจารณญาณ และสามารถคาดการณ์เก่ียวกับสาเหตุและผลของการกระทาได้ นักวิชาการทางจิตวิทยาที่ศึกษาเก่ียวกับพัฒนาการทางการรู้ การคิด คือ Jean Piaget ได้เสนอ พัฒนาการทางการรู้การคดิ ไว้ 4 ขน้ั ตอน ได้แก่ 1.ข้ันระยะการเคลื่อนไหวสัมผัส (The sensor motor stage) เป็นช่วงของเด็กแรกเกิด ถึงอายุ 2 ขวบ จะมีพัฒนาการที่เกี่ยวข้องกับความคงท่ีของวัตถุ โดยจะเร่ิมรับรู้ว่าวัตถุท่ีหายไปจาก สายตาของตนยงั คงเปน็ วตั ถุเดมิ และไมไ่ ดห้ ายไปไหน เช่น เมื่อเอากระดาษมาคั่นของเล่นที่เด็กกาลังเล่น อยู่ เด็กจะปัดกระดาษเพ่ือหาของเล่น แสดงว่าเด็กมีความเข้าใจเก่ียวกับการคงอยู่ของวัตถุ ในช่วงน้ี จะเกดิ กระบวนการ 2 ประเภท คือ 1.1 การดูดซึม (Assimilation) เป็นการรับรู้เข้าสู่โครงสร้างเดิมและเข้าสู่ระบบเดิม เปน็ การปรบั สภาพแวดลอ้ มให้เข้ากบั การรูค้ ดิ ของตน และปฏเิ สธสง่ิ ทไี่ ม่เขา้ กับการรคู้ ิดของตน 1.2 การปรับเปลี่ยน (Accommodation) เป็นการปรับความคิดหรือปรับตัว ให้เข้า กับสภาพแวดล้อมใหม่ เกิดการยอมรับประสบการณ์ใหม่ กระบวนการทั้งสองจะทาให้บุคคลเกิด ความสมดลุ (equilibration) 2. ขั้นก่อนปฏิบัติการ (the preoperational stage) เป็นช่วงของเด็กอายุ 2-7 ขวบโดย แบง่ เปน็ 2 สว่ น ๓๖ พทุ ธทาสภกิ ขุ (2553, หน้า 95) ๓๗ ศนู ย์ส่งเสริมและพฒั นาพลงั แผ่นดนิ เชิงคณุ ธรรม (2551, หนา้ 15-18)
2.1 ส่วนแรกปรากฏในเด็กอายุ 2-4 ขวบ เด็กจะมีพัฒนาการทางสรีระมากขึ้น และสามารถสารวจสภาพแวดล้อมได้มากขน้ึ เรยี นรคู้ าและพฤตกิ รรมใหม่ๆ แต่มีความคิดและพฤติกรรม ทีเ่ ด่น คือ ยดึ ตนเองเป็นศูนย์กลาง (egocentric) เด็กเชื่อว่าส่ิงที่ตนเห็น ตนเข้าใจน้ัน คนอื่นๆ ก็จะเห็น และเขา้ ใจอย่างที่ตนเหน็ และตนเข้าใจ ในช่วงนี้เด็กจะมีการเลียนแบบผู้ปกครองมาก ไม่ว่าจะเป็นคาพูด ท่าทาง กิริยามารยาทและพฤติกรรมในช่วงกระบวนการ assimilation เป็นกระบวนการท่ีใช้มาก โดยเมอื่ เดก็ เล่นเด็กจะเขา้ ใจส่ิงต่างๆ ที่อยู่รอบข้างมากข้ึน รวมท้ังกระบวนการ accommodation เช่น การเลียนแบบจะชว่ ยพัฒนาสตปิ ัญญาของเด็กจากการเรยี นรู้ทางสังคม 2.2 ส่วนที่สองปรากฏในเด็กอายุ 4-7 ขวบ เป็นข้ันความคิดแบบอัตสัมฤทธ์ิ (initiative thought) เด็กจะลดการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางลง จากการเรียนรู้สิ่งแวดล้อม เด็กอาจยัง แยกไม่ออกระหวา่ งความเพ้อฝนั หรอื นิทานกบั ความเป็นจรงิ ช่วงน้ีพฒั นาการทางความคิดเร่มิ มมี ากข้ึน 3. ข้ันปฏิบัติการแบบรูปธรรม (the stage of concrete operations) ปรากฏในเด็กอายุ 5- 10 ขวบ มีความคิดท่ีจัดเป็นระบบมากขึ้น สามารถคิดทวนกลับในเชิงของมวลสาร ปริมาตร และน้าหนกั 4. ข้ันปฏิบัติการแบบระบบ (the stage of formal operations) เป็นความสามารถในการคดิ แบบสมมติ และการคิดเปน็ เหตุเป็นผล โดยมลี กั ษณะระบบคิดเป็น 3 ประการคอื 4.1 การสร้างการทวนกลบั ความคิดเก่ียวกับความจริงกับความเป็นไปได้ (thinking in possibilities) ผู้มีความสามารถในการคิดขั้นน้ี จะสามารถคิดสลับไปมาระหว่างความจริงกับ ความเป็นไปได้ ซ่งึ เป็นความคิดสมมติ ผทู้ ่มี ีพัฒนาการในข้นั นจ้ี ะสามารถคดิ ในเชงิ นามธรรมได้ 4.2 ความคิดแบบต้ังสมมติฐานจากหลักที่กว้างกว่า (hypothetical deductive thinking) ผู้ที่คดิ ในเชิงนามธรรมไดจ้ ะสามารถต้ังสมมตฐิ านได้ แล้วตรวจสอบสมมตฐิ านดว้ ยการทาวจิ ยั 4.3 การคิดถึงการคิด (thinking about thinking) ผู้ที่คิดในขั้นนามธรรมแบบระบบ ขั้นน้ีจะสามารถคิดถึงความหมายความสาคัญ คิดวิเคราะห์ และหาเหตุผลประกอบการคิดหรือการ จนิ ตนาการของตนเอง ซง่ึ เปน็ การสารวจความคิดและการวิจารณต์ นเองได้ Lawrence Kohlberg๓๘ ได้ศึกษาวิจัยพัฒนาการทางจริยธรรมตามแนวทฤษฎีของพีอาเจต์ แตไ่ ดป้ รับปรุงวธิ ีวิจัย การวเิ คราะห์ผลรวมและไดท้ าการวิจัยอย่างกวา้ งขวางในประเทศอ่ืนท่ีมีวัฒนธรรม ต่างไปจากสหรัฐอเมริกา โคลเบิร์กได้คิดวิธีวิเคราะห์ข้อมูล โดยมีระบบการให้คะแนนอย่างมีระเบียบ แบบแผน ผู้ที่จะใช้วิธีการให้คะแนนระดับพัฒนาการทางจริยธรรม จะต้องได้รับการอบรมเป็นพิเศษ โดยสร้างสถานการณ์สมมติปัญหาทางจริยธรรมท่ีผู้ตอบยากท่ีจะตัดสินใจได้ว่า “ถูก” “ผิด” “ควรทา” หรือ “ไม่ควรทา” อย่างเด็ดขาด เพราะขึ้นกับองค์ประกอบหลายอย่าง การตอบจะขึ้นกับวัยของผู้ตอบ เกยี่ วกบั ความเห็นใจในบทบาทของผู้พฤติกรรมในเร่ืองค่านิยม ความสานึกในหน้าที่ในฐานะเป็นสมาชิก ของสังคม ความยุตธิ รรมหรือหลักการท่ีตนยึด จากการวิเคราะห์คาตอบของผู้ตอบวัยต่างๆ โคลเบิร์กได้ แบง่ พัฒนาการทางจรยิ ธรรมออกเปน็ 3 ระดบั (Levels) แต่ละระดบั แบ่งออกเปน็ 2 ขน้ั (Stages) ดังนัน้ พัฒนาการทางจรยิ ธรรมของโคลเบิรก์ มที ง้ั หมด 2 ขน้ั ดังน้ี ระดับที่ 1 ระดับก่อนมีจริยธรรมหรือระดับก่อนกฎเกณฑ์สังคม (PreConventional Level) ระดับ นี้เด็กจะรับกฎเกณฑ์และข้อกาหนดของพฤติกรรมท่ี “ดี” “ไม่ดี” จากผู้มีอานาจเหนือตน เช่น บิดามารดา ครูหรือเด็กโต และมักจะคิดถึงผลตามท่ีจะนารางวัลหรือการลงโทษ พฤติกรรม “ดี” คือ ๓๘ Lawrence Kohlberg (1964, pp. 197-198)
พฤติกรรมที่แสดงแล้วได้รางวัล พฤติกรรม “ไม่ดี” คือ พฤติกรรมท่ีแสดงแล้วได้รับโทษ โดยบุคคล จะตอบสนองต่อ กฎเกณฑ์ซ่ึงผู้มีอานาจทางกายเหนือตนเองกาหนดข้ึน จะตัดสินใจเลือกแสดง พฤติกรรมท่ีเป็นหลักต่อตนเอง โดยไม่คานึงถึงผู้อื่น จะพบในเด็ก 2-10 ปี โดยได้แบ่งพัฒนาการ ทางจรยิ ธรรม ระดับนีเ้ ป็น 2 ข้นั คอื ข้ันท่ี 1 การถูกลงโทษและการเช่ือฟัง (Punishment and Obedience Orientation) เด็กจะยอมทาตามคาสั่งผู้มีอานาจเหนือตนโดยไม่มีเงื่อนไขเพื่อไม่ให้ตนถูกลงโทษ ขั้นนี้ แสดงพฤตกิ รรม เพือ่ หลบหลีกการถกู ลงโทษ เพราะกลัวความเจ็บปวด ยอมทาตามผ้ใู หญ่เพราะมีอานาจ ทางกายเหนือตน ในข้ันนี้เด็กจะใช้ผลตามของพฤติกรรมเป็นเครื่องชี้ว่า พฤติกรรมของตน “ถูก” หรือ “ผิด” เป็นต้นว่า ถ้าเด็กถูกทาโทษก็จะคิดว่าสิ่งที่ตนทา “ผิด” และจะพยายามหลีกเล่ียงไม่ทาส่ิงน้ันอีก พฤติกรรมใด ที่มีผลตามด้วยรางวัลหรือคาชม เด็กก็จะคิดว่าสิ่งท่ีตนทา “ถูก” และจะทาซ้าอีกเพ่ือหวัง รางวลั ข้ันที่ 2 กฎเกณฑ์เป็นเคร่ืองมือเพ่ือประโยชน์ของตน (Instrumental Relativist Orientation) ใช้หลักการแสวงหารางวัลและการแลกเปล่ียน บุคคลจะเลือกทาตามความพอใจตน ของตนเองโดยให้ความสาคัญของการได้รับรางวัลตอบแทน ทั้งรางวัลที่เป็นวัตถุหรือการตอบแทนทาง กาย วาจา และใจ โดยไม่คานึงถึงความถูกต้องของสังคมขั้นน้ีแสดงพฤติกรรมเพื่อต้องการผลประโยชน์ สิ่งตอบแทน รางวัล และสิ่งแลกเปล่ียน เป็นส่ิงตอบแทนในข้ันน้ีเด็กจะสนใจทาตามกฎข้อบังคับ เพื่อประโยชน์หรือความพอใจของตนเอง หรือทาดีเพราะอยากได้ของตอบแทน หรือรางวัล ไม่ได้คิดถึง ความยุติธรรมและความเห็นอกเห็นใจผู้อ่ืน หรือความเอื้อเฟื้อเผ่ือแผ่ต่อผู้อ่ืน พฤติกรรมของเด็กในขั้นนี้ ทาเพ่อื สนองความตอ้ งการของตนเองแตม่ กั จะเปน็ การแลกเปล่ยี นกับคนอ่ืน เช่น ประโยค “ถ้าเธอทาให้ ฉนั ฉันจะให้” ระดับที่ 2 ระดับจริยธรรมตามกฎเกณฑ์สังคม (Conventional Level)พัฒนาการจริยธรรม ระดับนี้ ผู้ทาถือว่าการประพฤติตนตามความคาดหวังของผู้ปกครองบิดามารดา กลุ่มท่ีตนเป็นสมาชิก หรือของชาติ เป็นสิ่งที่ควรจะทาหรือทาความผิด เพราะกลัวว่าตนจะไม่เป็นที่ยอมรับของผู้อื่น ผู้แสดง พฤติกรรมจะไม่คานึงถึงผลตามท่ีจะเกิดขึ้นแก่ตนเอง ถือว่าความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดีเป็นส่ิงสาคัญ ทุกคนมีหน้าท่ีจะรักษามาตรฐานทางจริยธรรม โดยบุคคลจะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคมที่ตนเองอยู่ ตามความคาดหวังของครอบครัวและสังคม โดยไม่คานึงถึงผลที่จะเกิดข้ึนขณะน้ันหรือภายหลังก็ตาม จะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคมโดยคานึงถึงจิตใจของผู้อื่น จะพบในวัยรุ่นอายุ 10 -16 ปี โคลเบริ ก์ แบ่งพฒั นาการทางจรยิ ธรรม ระดบั น้ีเป็น 2 ขน้ั คอื ขั้นท่ี 3 ความคาดหวังและการยอมรับในสังคม สาหรับ “เด็กดี”(Interpersonal on or dance of “Good boy , nice girl” Orientation) บุคคลจะใช้หลักทาตามท่ีผู้อื่นเห็นชอบ ใช้เหตผุ ลเลือกทาในส่งิ ที่กลุ่มยอมรับโดยเฉพาะเพอ่ื น เพ่อื เป็นที่ช่ืนชอบและยอมรับของเพื่อน ไม่เป็นตัว ของตวั เอง คล้อยตามการชักจูงของผู้อ่ืน เพื่อต้องการรักษาสัมพันธภาพท่ีดี พบในวัยรุ่นอายุ 10-15 ปี ข้ันนี้แสดงพฤติกรรม เพื่อต้องการเป็นที่ยอมรับของหมู่คณะ การช่วยเหลือผู้อื่นเพ่ือทาให้เขาพอใจ และยกยอ่ งชมเชย ทาให้บุคคลไมม่ ีความเปน็ ตวั ของตัวเอง ชอบคลอ้ ยตามการชักจูงของผู้อ่ืน โดยเฉพาะ กลุ่มเพ่ือนพัฒนาการทางจริยธรรมข้ันน้ีเป็นพฤติกรรมของ “คนดี” ตามมาตรฐานหรือความคาดหวัง ของบิดา มารดาหรือเพ่ือนวัยเดียวกัน พฤติกรรม “ดี” หมายถึง พฤติกรรมท่ีจะทาให้ผู้อื่นชอบ และยอมรับหรือไม่ประพฤติผิดเพราะเกรงวา่ พ่อแมจ่ ะเสยี ใจ
ขั้นท่ี 4 กฎและระเบียบ (“Law-and-order” Orientation) จะใช้หลักทาตามหน้าท่ี ของสังคม โดยปฏิบัติตามระเบียบของสังคมอย่างเคร่งครัด เรียนรู้การเป็นหน่วยหน่ึงของสังคม ปฏิบัติ ตามหน้าทขี่ องสังคมเพอ่ื ดารงไวซ้ ง่ึ กฎเกณฑ์ในสังคม พบในอายุ 13-16 ปี ขั้นนี้แสดงพฤติกรรมเพื่อทา ตามหน้าท่ีของสังคม โดยบุคคลรู้ถึงบทบาทและหน้าท่ีของเขาในฐานะเป็นหน่วยหนึ่งของสังคมนั้น จึงมีหน้าท่ีทาตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ท่ีสังคมกาหนดให้ หรือคาดหมายไว้ เหตุผลทางจริยธรรมในขั้นน้ี ถือว่าสังคมจะอยู่ด้วยความมีระเบียบเรียบร้อยต้องมีกฎหมายและข้อบังคับ คนดีหรือคนที่มีพฤติกรรม ถูกต้องคือ คนที่ปฏิบัติตามระเบียบบังคับหรือกฎหมาย ทุกคนควรเคารพกฎหมาย เพ่ือรักษาความสงบ เรียบร้อยและความเปน็ ระเบยี บของสงั คม ระดับท่ี 3 ระดับจริยธรรมตามหลักการด้วยวิจารณญาณ หรือระดับเหนือกฎเกณฑ์สังคม (Post-Conventional Level) พัฒนาการทางจริยธรรมระดับนี้ เป็นหลักจริยธรรมของผู้มีอายุ 20 ปี ขึ้นไป ผู้แสดงพฤติกรรมได้พยายามที่จะตีความหมายของหลักการและมาตรฐ านทางจริยธรรม ด้วยวจิ ารณญาณ ก่อนท่จี ะยดึ ถือเป็นหลักของความประพฤติที่จะปฏิบัติตาม การตัดสินใจ “ถูก” “ผิด” “ไม่ควร” มาจากวิจารณญาณของตนเอง ปราศจากอิทธิพลของผู้มีอานาจหรือกลุ่มท่ีตนเป็นสมาชิก กฎเกณฑ์-กฎหมายควรจะต้ังบนหลักความยุติธรรม และเป็นที่ยอมรับของสมาชิกของสังคมท่ีตน เป็นสมาชิกทาให้บุคคลตัดสินข้อขัดแย้งของตนเองโดยใช้ความคิดไตร่ตรองอาศัยค่านิยมท่ีตนเช่ือ และยึดถือเป็นเคร่ืองช่วยในการตัดสินใจ จะปฏิบัติตามส่ิงท่ีสาคัญมากกว่าโดยมีกฎเกณฑ์ของตนเอง ซ่ึงพัฒนามาจากกฎเกณฑ์ของสังคม เป็นจริยธรรมที่เป็นท่ียอมรับท่ัวไป โคลเบิร์กแบ่งพัฒนาการ ทางจริยธรรม ระดบั น้เี ปน็ 2 ข้ัน คอื ขั้นท่ี 5 สัญญาสังคมหรือหลักการทาตามคามั่นสัญญา (Social Contract Orientation) บุคคลจะมเี หตผุ ลในการเลือกกระทาโดยคานึงถึงประโยชน์ของคนหมู่มาก ไม่ละเมิดสิทธิ ของผู้อื่น สามารถควบคุมตนเองได้ เคารพการตัดสินใจที่จะกระทาด้วยตนเอง ไม่ถูกควบคุมจากบุคคล อืน่ มพี ฤตกิ รรมทถ่ี กู ตอ้ งตามค่านยิ มของตนและมาตรฐานของสังคม ถือว่ากฎเกณฑ์ต่างๆ เปล่ียนแปลง ได้ โดยพิจารณาประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก พบได้ในวัยรุ่นตอนปลายและวัยผู้ใหญ่ ข้ันน้ีแสดง พฤติกรรมเพ่ือทาตามมาตรฐานของสังคม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน โดยบุคคลเห็นความสาคัญของคนหมู่มากจึงไม่ทาตนให้ขัดต่อสิทธิอันพึงมีได้ของผู้อื่น สามารถควบคุม บังคบั ใจตนเองได้ พฤตกิ รรมที่ถูกต้องจะต้องเป็นไปตามค่านิยมส่วนตัว ผสมผสานกับมาตรฐานซึ่งได้รับ การตรวจสอบและยอมรบั จากสังคม ขน้ั นีเ้ นน้ ถึงความสาคัญของมาตรฐานทางจริยธรรมที่ทุกคนหรือคน ส่วนใหญ่ในสังคมยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ถูกสมควรท่ีจะปฏิบัติตาม โดยพิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิ ของบุคคลก่อนท่ีจะใช้เป็นมาตรฐานทางจริยธรรม ได้ใช้ความคิดและเหตุผลเปรียบเทียบว่าสิ่งไหนผิด และส่ิงไหนถูก ในขั้นน้ีการ“ถูก” และ “ผิด” ขึ้นอยู่กับค่านิยมและความคิดเห็นของบุคคลแต่ละบุคคล แม้ว่าจะเห็นความสาคัญของสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างบุคคล แต่เปิดให้มีการแก้ไข โดยคานึงถึง ประโยชนแ์ ละสถานการณ์แวดลอ้ มในขณะน้ัน ขั้นท่ี 6 หลักการคุณธรรมสากล (Universal Ethical Principle Orientation) เปน็ ขัน้ ทเี่ ลอื กตดั สินใจทจ่ี ะกระทาโดยยอมรบั ความคิดท่ีเป็นสากลของผู้เจริญแล้ว ข้ันน้ีแสดงพฤติกรรม เพอ่ื ทาตามหลกั การคณุ ธรรมสากล โดยคานึงความถูกต้องยุติธรรมยอมรับในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ มีอุดมคติและคุณธรรมประจาใจ มีความยืดหยุ่นและยึดหลักจริยธรรมของตนอย่างมีสติ ด้วยความ ยุติธรรมและคานึงถึงสิทธิมนุษยชน เคารพในความเป็นมนุษย์ของแต่ละบุคคล ละอายและเกรงกลัว ต่อบาป พบในวัยผู้ใหญ่ท่ีมีความเจริญทางสติปัญญา ขั้นนี้เป็นหลักการมาตรฐานจริยธรรมสากล เป็น
หลักการเพ่ือมนุษยธรรม เพ่ือความเสมอภาคในสิทธิมนุษยชนและเพื่อความยุติธรรมของมนุษย์ทุกคน ในขนั้ นี้สิง่ ท่ี “ถกู ” และ “ผิด” เป็นสง่ิ ทข่ี ึ้นมโนธรรมของแตล่ ะบุคคลทเี่ ลอื กยดึ ถือ ทั้งโคลเบิร์กและเพียเจต์ ถือความสัมพันธ์ของความคิดต่าง ๆ อย่างเป็นระบบในแต่ละข้ัน เป็นโครงสร้างและการก้าวจากขั้นหน่ึงไปสู่อีกข้ันหน่ึง เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางความคิด และเป็นผลของการคิดไตร่ตรองซ่ึงเป็นกิจกรรมทางปัญญา ทฤษฏีของท้ังโคลเบิร์กและเพียเจต์ จึงเป็น ทเ่ี รียกกนั ในช่ือทฤษฏีพัฒนาการทางโครงสร้าง(Structural Development Theory) และในช่ือทฤษฏี พฒั นาการทางปัญญา (CognitiveDevelopment Theory) 4.4 ใฝเุ รยี นรู้ 4.4.1 ความหมายของใฝเุ รยี นรู้ ความใฝุเรียนรู้ ตรงกับคาในภาษาอังกฤษว่า Learning ซ่ึงอาจอธิบายได้ว่าคุณลักษณะ ท่ีแสดงออกถึงความตั้งใจ เพียรพยายามในการเรียน แสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ท้ังภายใน และภายนอกโรงเรียน เด็กท่ีเป็นผู้ใฝุ เรียนรู้ จึงเป็นเด็กที่มีความตั้งใจมีความเพียรพยายามในการเรียน สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ ชอบแสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ ทั้งภายในและภายนอก โรงเรยี นอยา่ งสมา่ เสมอ สามารถเลอื กใช้สื่ออย่างเหมาะสมมีการบันทึกความรู้ วิเคราะห์ข้อมูล สรุปเป็น องค์ความ รู้นาไปแลกเปล่ียนเรียนรู้กับผู้อ่ืนสามารถถ่ายทอด เผยแพร่ และนาไปใช้ในชีวิตประจาวันได้ ซงึ่ มนี กั วชิ าการแต่ละคนไดใ้ ห้ความหมายของความใฝุเรียนร้ไู ว้ดงั นี้ กรมวิชาการ๓๙ ได้กล่าวว่า ใฝุรู้ ใฝุเรียน หมายถึง การแสดงความกระตือรือร้น ในการแสวงหา ความรูอ้ ยา่ งสม่าเสมอ และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม การแสดงออกถึงการใฝุรู้ใฝุเรียน น้ัน สังเกตได้จากพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้เรียน เช่น การซักถาม การแสดงความคิดเห็น และการชอบ อ่านหนังสือ เป็นต้น ผู้เรียนสามารถแสดงออกได้หลายลักษณะ เช่น การแสวงหาความรู้จากการฟัง การถาม การอา่ นการคิด การเขียน การดู และการปฏบิ ัติ สานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ๔๐ ได้กล่าวว่าคุณลักษณ์ใฝุรู้ ใฝุเรียน หมายถึง คุณลักษณะทางจิตใจและพฤติกรรมทีแ่ สดงถึงความกระตือรือร้น สนใจฝักใฝุคิดค้น แสวงหาความรู้ด้าน ต่างๆ ตลอดจนความสามารถในการจาแนก เปรียบเทียบและวิเคราะห์เพ่ือนามาประยุกต์ใช้ให้เกิด ประโยชน์ในการดาเนินชวี ติ ได้อย่างถูกตอ้ งเหมาะสม คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ๔๑ ให้ความหมายของความใฝุเรียนรู้ว่าเป็นคุณลักษณะ ทางจิตใจและพฤติกรรมที่แสดงถึง ความกระตือรือร้นสนใจ ใฝุ คิดค้นเสาะแสวงหาความรู้ด้านต่างๆ ความสามารถในการจาแนกเปรียบเทียบและวิเคราะห์เพ่ือนา มาประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ในการดา เนินชวี ติ ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งและเหมาะสมท้ังยังเป็นสิ่งท่ีบุคคลควรแสวงหาเพื่ออานวยให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ ท่สี ะดวกปลอดภัยและมคี วามสขุ ๓๙ กรมวิชาการ (2539, หน้า 9) ๔๐ สานักงานคณะกรรมการวฒั นธรรมแห่งชาติ (2539, หนา้ 15) ๔๑ คณะกรรมการวฒั นธรรมแห่งชาติ (2540, หน้า 13)
บุญชิต มณีโชติ๔๒ ให้นิยามความใฝุเรียนรู้ หมายถึง การที่บุคคลมีแรงจูงใจ ความปรารถนา ความอยากรู้ อยากเห็น ความกระตือรือร้น ความสนใจและความพอใจท่ีจะแสวหาข้อมูลความรู้ต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการหรือกระหายใคร่รู้ที่เกิดข้ึนพฤติกรรมที่แสดงถึงความใฝุเรียนรู้ เช่น การสนใจแสงหาความรู้ การคดิ สบื คน้ การสอบถามผู้รู้การสืบเสาะหาความรู้ นิรันดร์ ต้ังธีระบัณฑิตกุล และคณะ๔๓ คุณลักษณ์ใฝุรู้ ใฝุเรียนของนักเรียน หมายถึง ความสามารถในการแสวงหาความรู้ดว้ ยตนเอง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รักการประดิษฐ์ ค้นคว้ารู้เท่า ทนั วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี และสามารถปรบั ตัวใหท้ นั ตอ่ กระแสการเปลย่ี นแปลงต่างๆ วิชัย วงษ์ใหญ่๔๔ให้นิยามความใฝุเรียนรู้ หมายถึง การเรียนรู้ที่จะแสวงหาความรู้อย่าง กวา้ งขวางและเพยี งพอกับโอกาสทจ่ี ะสามารถทางานไดแ้ ละเพ่อื จะได้ประโยชน์จากโอกาสทางการศึกษา ท่ีมใี หต้ ลอดชีวติ ชิตสุภางค์ ทิพย์เท่ียงแท้๔๕ ให้นิยามความใฝุเรียนรู้ หมายถึง การที่บุคคลมีแรงจูงใจมีความ ปร า ร ถ น า ท่ี จ ะ ไ ด้ ม า ซึ่ ง คว า ม รู้ เ พื่ อ ตอ บ ส น อ ง ค ว า ม ต้ อ ง ก า ร ห รื อ ค ว า ม อย า ก รู้ อ ย า กเ ห็ น ที่ เ กิ ด ขึ้ น ความตอ้ งการหรือความอยากรทู้ เ่ี กิดข้ึนนี้เป็นแรงผลักดันหรือแรงจูงใจให้มีการแสดงออกทางพฤติกรรม เชน่ ความสนใจ ศกึ ษาค้นควา้ แสวงหาความรจู้ ากตารา สนทนากบั ผู้รู้ นิรันดร์ ตั้งธีระบัณฑิตกุล และคณะ๔๖ ให้ความหมายของความใฝุเรียนรู้ ว่าเป็นความสามารถ ในการแสวงหาความรดู้ ้วยตนเองมคี วามคดิ ริเริ่มสรา้ งสรรค์ รักการประดิษฐ์ค้นคว้ารู้เท่าทันวิทยาศาสตร์ แลเทคโนโลยแี ละสามารถปรับตัวให้ทนั ตอ่ กระแสการเปลย่ี นแปลง ยุพิน โกณฑา และคณะ๔๗ ให้ความหมายของความใฝุเรียนรู้ว่าเป็นคุณลักษณะทางจิตใจ และพฤติกรรมของนักเรียนท่ีแสดงถึงความกระตือรือร้นสนใจเสาะแสวงหาความรู้ใหม่ๆ มาเพ่ิม ประสทิ ธิภาพในการเรียนและนา ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวันได้อย่างเหมาะสมจากแนวคิดเก่ียวกับ ความหมายของความใฝเุ รียนรดู้ ังกล่าวข้างตน้ พิทักษ์ วงแหวน๔๘ ให้ความหมายของพฤติกรรมใฝุเรียนหมายถึง การท่ีนักเรียนมีการกระทา หรอื อาการทแี่ สดงออกเพื่อตอบสนองสิ่งเรา้ โดยที่ลกั ษณะเปน็ ผู้ทมี่ นี สิ ยั รกั การอ่าน มีความกระตือรือร้น และสนใจเรียนร้จู ากแหลง่ ต่าง มที กั ษะในการแสวงหาความรู้ สามารถเรยี นรู้ได้ด้วยตนเอง และพยายาม พฒั นาตนเองอยา่ งต่อเน่ือง นิภา วงษ์สุภิรนนท์๔๙ ให้ความหมายของคาว่า ใฝุรู้ใฝุเรียน หมายถึง คุณลักษณะทางจิตใจ ท่ีแสดงถึงความปรารถนา ความอยากรู้อยากเห็น ความกระตือรือร้น ความสนใจ ความพอใจ ๔๒ บุญชติ มณโี ชติ (2540, หนา้ 24) ๔๓ นิรนั ดร์ ต้งั ธีระบัณฑติ กลุ และคณะ (2541, หน้า 3) ๔๔ วชิ ัย วงษใ์ หญ่ (2541, หน้า 39) ๔๕ ชติ สภุ างค์ ทิพย์เท่ยี งแท้ (2543, หนา้ 13) ๔๖ นริ นั ดร์ ตง้ั ธรี ะบัณฑติ กุล และคณะ (2543, หนา้ 3) ๔๗ ยพุ นิ โกณฑา และคณะ (2544, หนา้ 11) ๔๘ พิทกั ษ์ วงแหวน (2546, หนา้ 11) ๔๙ นิภา วงษส์ ภุ ริ นนท์ (2548, หน้า 9)
ที่จะแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ท้ังความรู้ด้านการเรียนและสภาพแวดล้อมรอบตัว มีความรู้เท่าทัน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สามารถนาความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาตนเองและในการดาเนิน ชีวิตประจาวันได้ บังอร เกิดดา๕๐ (2คุณลักษณ์ใฝุรู้ ใฝุเรียน หมายถึงคุณลักษณะทางจิตใจและพฤติกรรมที่ แสดงออกถึงความกระตือรือร้น สนใจใฝุคิดค้น เสาะแสวงหาความรู้ ด้านต่างๆ ตลอดจนความสามารถ ในการจาแนกเปรียบเทียบ และวิเคราะห์เพ่ือนามาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดารงชีวิตได้ อยา่ งถกู ต้อง เหมาะสม ศักดิ์สิทธ์ สุขบรม๕๑ ให้ความหมายของคาว่าความใฝุรู้ หมายถึง ลักษณะของจิตใจ และพฤติกรรมของบุคคลที่แสดงถึงความกระตือรือร้น ความอยากรู้อยากเห็น ความเพียรพยายาม และการใชว้ ิธีการต่างๆ ท่ีเหมาะสมในการแสวงหาความรู้ การเรียน การทากิจกรรม การทางานท่ีได้รับ มอบหมาย หรือส่ิงท่ีสนใจอย่างสม่าเสมอเพื่อทาให้ตนเองมีความรู้ความสามารถเพิ่มข้ึนหรือพัฒนาขึ้น ทาให้มีความคิดกว้างไกล คิดริเริ่มสร้างสรรค์ กล้าตัดสินใจ สามารถจาแนกเปรียบเทียบและวิเคราะห์ สง่ิ ทีส่ นใจ และสามารถนามาประยกุ ตใ์ ชใ้ ห้เกดิ ประโยชนต์ ่อตนเอง สงั คม และประเทศชาติ ปิสนั ญา วงศ์บญุ ๕๒ ลกั ษณใ์ ฝุรู้ใฝุเรยี น หมายถงึ คุณลักษณ์ทางจิตใจ ที่แสดงถึงความปรารถนา ความอยากรู้อยากเห็น ความกระตือรือร้น ความสนใจ ความพอใจที่จะแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ทง้ั ความร้ดู า้ นการเรยี นและสภาพแวดล้อมรอบตัว มีความรู้เท่าทันวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สามารถนา ความรู้ทไี่ ด้ประยกุ ต์ใช้ในการพัฒนาตนเองและ ในการดาเนินชีวติ ประจาวนั ได้ วัฒนา พาผล๕๓ ให้ความหมายของคาว่า ใฝุรู้ใฝุเรียนหมายถึง คุณลักษณะทางด้านจิตใจ ของผู้เรียนที่แสดงถึงการเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆความอยากรู้อยากเห็น ความตั้งใจกล้าคิดริเริ่ม ความเพยี รพยายามการใช้เหตผุ ล และการแสวงหาความร้ตู นเอง ชวนชัย เช้ือสาธุชน๕๔ กล่าวถึงความหมายของคาว่า ใฝุเรียนรู้หมายถึง การกระทาที่ต้องการ ท่ีจะมีความรู้เพิ่มขึ้นโดยการแสวงหาความรู้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น อ่านหนังสือเพ่ิมเติม ทาแบบฝึกหัดจากหนังสืออ่ืนนอกเหนือจากที่ครูกาหนดค้นคว้าหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเพ่ือเสริม ความรู้จากท่ีเรียนในชั้น ต้ังใจเรียน แสวงหาความรู้ พัฒนาตนเองให้รอบรู้ กล้าซักถามเม่ือสงสัย หรือยังไม่เขา้ ใจ และประยุกต์ใช้ในการเรียนหรือชีวิตประจาวัน เพ่ือสร้างประสบการณ์หรือหาข้อสรุปที่ ตอ้ งการ กระทรวงศึกษาธิการ๕๕ ให้ความหมายของคาว่า ใฝุเรียนรู้หมายถึง คุณลักษณะ ที่แสดงออก ถึงความตั้งใจ เพียรพยายามในการเรียน แสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอก โรงเรยี น ๕๐ บงั อร เกิดดา (2549, หนา้ 10) ๕๑๕๑ ศกั ด์สิ ทิ ธ์ สุขบรม (2549, หนา้ 14) ๕๒ ปิสนั ญา วงศบ์ ญุ (2550, หน้า 11) ๕๓ วฒั นา พาผล (2550, หนา้ 17) ๕๔ ชวนชัย เชือ้ สาธุชน (2552, หนา้ 9) ๕๕ กระทรวงศึกษาธิการ (2552, หน้า 168)
วาสนา ก่ิมเทิ้ง๕๖ ให้ความหมายของคาว่า ความใฝุรู้ใฝุเรียน หมายถึง คุณลักษณะของผู้เรียน ทแ่ี สดงถึง การเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ ความอยากรู้ อยากเห็น ความตั้งใจ การกล้าคิดริเร่ิม ความเพียร พยายาม การศึกษาคน้ คว้าดว้ ยตนเองและการมเี หตผุ ล จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า ใฝุเรียนรู้ หมายถึง ความสนใจและความเพียรพยายาม ในการแสวงหาความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยมีพฤติกรรมแสดงออก ดังนี้ มีความกระตือรือร้น กล้าแสดงความคิดเห็น มีนิสัยรักการอ่าน ชอบศึกษาค้นคว้าหาความรู้ใหม่เสมอ รวมทั้งสนใจติดตามขา่ วสารทีเ่ ปน็ ประโยชน์เสมอ 4.4.2 คณุ ลกั ษณะของผูม้ คี วามใฝเุ รียนรู้ สานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ๕๗ (2540, หน้า 14) กล่าวถึง ลักษณะของผู้ท่ีมี ความสนใจใฝุเรยี นรู้ และสรา้ งสรรคต์ ้องมีลกั ษณะดังนี้ ๑. มคี วามชอบ ชน่ื ชมและการเห็นคุณค่าของสิ่งตา่ งๆ 2. มีความใฝุฝนั และจนิ ตนาการ 3. มกี ารแสวงหาแนวทางใหม่ 4. มีความกระตือรอื รน้ อยากรู้อยากเหน็ 5. มคี วามตง้ั ใจ การเอาใจใส่ทาใหด้ ีกวา่ เดิมอยู่เสมอ 6. มีความกลา้ การรเิ รมิ่ และการตัดสนิ ใจ 7. มคี วามเพยี รพยายาม ม่งุ มั่น บากบัน่ มคี วามสงบ มสี มาธิ ในการทาสงิ่ ต่างๆ ไมย่ ่อท้อ สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ๕๘ กลา่ วถงึ ลักษณะของผู้ท่ีมคี วามใฝรุ ใู้ ฝเุ รยี นดงั นี้ 1. มีนิสัยรักการอ่าน 2. มคี วามกระตือรอื ร้น 3. กลา้ แสดงความคิดเหน็ 4. ศึกษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเอง 5. ใชเ้ วลาวา่ งใหเ้ ป็นประโยชน์ วาสนา กมิ่ เท้งิ ๕๙ กลา่ วถึงคุณลักษณะของบุคคลท่ีมีความใฝุรู้ใฝเุ รียนวา่ 1. เป็นคนชา่ งสังเกต มีความกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น และชอบตงั้ คาถาม 2. มคี วามคิดริเรมิ่ สร้างสรรค์ กล้าคดิ กลา้ ทา และกลา้ ตดั สินใจ 3. มคี วามมุ่งมัน่ ในการเรียน มเี หตผุ ล มีความรับผิดชอบ และทางานอยา่ งเป็นระบบ 4. มคี วามสามารถในการวเิ คราะห์ วจิ ยั และประเมินผลข้อมลู ต่างๆ ไดอ้ ย่างชาญ ฉลาด 5. ทางานท่ีได้รับมอบหมายจนสาเรจ็ และประเมนิ ผลข้อมูลตา่ งๆ ได้อยา่ งชาญฉลาด ๕๖ วาสนา ก่ิมเทิ้ง (2553, หน้า 76) ๕๗ สานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (2540, หนา้ 14) ๕๘ สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาติ (2542, หนา้ 37) ๕๙ วาสนา กม่ิ เท้ิง (2553, หนา้ 81)
6. เผยแพร่องค์ความรู้ท่ีได้จากการศึกษาค้นคว้าให้แก่ผู้อ่ืนเสมอ มีความสามารถใน การประยุกต์ใช้ความรู้ มีทัศนคติท่ีดีต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต และติดตามข้อมูลข่าวสารเพ่ือให้ก้าวทัน โลกแหง่ การเปล่ียนแปลงอย่ตู ลอดเวลา 4.4.3 การวดั ความใฝเุ รียนรู้ สร้างแบบสอบถามวดั เจตคติของนักเรียนตอ่ ความสนใจใฝุรู้ใฝุเรยี น 1. ศึกษาเอกสารเกี่ยวกบั การวัดผลประเมินผล การสรา้ งแบบสอบถามวดั เจตคติ แบบสอบถามแบบมาตราประมาณค่าชนิด 5 สเกล ของ Likert 2. กาหนดคุณลักษณะความสนใจใฝรุ ู้ใฝเุ รียน โดยเขยี นนิยามคณุ ลกั ษณะใฝรุ ู้ ใฝเุ รียน ทตี่ อ้ งการวดั 6 ดา้ น 1. ช่างสงั เกต อยากรู้อยากเห็น 2. มีความตง้ั ใจอย่างมสี ติ 3. กล้าคดิ รเิ ริม่ 4. ความเพยี รพยายาม 5. การศึกษาค้นควา้ ดว้ ยตนเอง 6. ความมีเหตุผล 4.5 การปลกู ฝงั คณุ ธรรมและจรยิ ธรรม ชาเลือง วุฒิจันทร์๖๐ ได้กล่าวถึง การปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมแก่นักเรียนนักศึกษา ไว้ว่า เป็นผู้มีคุณธรรมและจริยธรรมครบถ้วน จะต้องดาเนินการให้ครบถ้วนทั้งระบบ ทั้งนอกโรงเรียน และในโรงเรียน แหลง่ ปลูกฝังและหล่อหลอมจรยิ ธรรมแกเ่ ด็กนกั เรยี นนักศึกษา โดยส่วนรวมมีดังนี้ 1. บิดามารดา บ้าน หรือสถาบันครอบครัว เป็นแหล่งแรกท่ีทาหน้าที่ปลูกฝังและหล่อหลอม ตลอดจนถ่ายทอดลักษณะอันทรงคุณธรรมและจริยธรรมแก่สมาชิกในครอบครัวและต้องทา หน้าที่นี้ ตอ่ ไป แม้เดก็ จะเขา้ ไปรบั การศึกษาอบรมในโรงเรยี นระดับต่างๆ อยู่แลว้ ก็ตาม 2. ญาติผู้ใหญ่และสมาชิกอ่ืนๆ ในครอบครัว เป็นผู้มีอิทธิพลต่อการปลูกฝังและหล่อหลอม จริยธรรมให้แก่เด็กในครอบครัว เด็กจะเรียนรู้เจตคติเชิงจริยธรรมจากผู้ใหญ่ด้วยการสังเกต และเลียนแบบมากกวา่ ทจ่ี ะไดจ้ ากการฟังคาสง่ั ของผู้ใหญ่โดยตรง 3. เพ่ือนของเด็ก เป็นผู้มีบทบาทสาคัญในการกาหนดค่านิยมทางคุณธรรมและจริยธรรม บางอย่างใหเ้ ดก็ รับรู้ รับไปปฏิบัติเพือ่ ให้เกิดพฤติกรรมคล้อยตามเพื่อนๆ ได้ 4. พระสงฆ์หรอื ผู้นาทางคณุ ธรรมและจรยิ ธรรม ในหมู่บ้าน ตาบลหรืออาเภอหรือท้องถ่ินท่ีเด็ก หรือนักเรียนอยู่นั้น การปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของพระสงฆ์และผู้นาทางศาสนาในท้องถิ่น จะมีอิทธิพล ต่อการปลกู ฝงั คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมแกเ่ ด็กหรือนกั เรียนนักศึกษาในท้องถ่ินนัน้ ด้วย 5. สื่อสารมวลชนหรือส่ือมวลชน ทุกรูปแบบมีบทบาทสาคัญต่อการปลูกฝังหรือเปลี่ยนแปลง เจตคติ คา่ นยิ มตลอดจนรูปแบบของพฤตกิ รรมของเด็กและเยาวชน นกั เรยี น นักศึกษาหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ บทเพลง หนังสืออ่านเป็นท้ังเครื่องปลูกฝังค่านิยมทางคุณธรรมจริยธรรมให้เด็ก ในขณะเดียวกนั ส่ือตา่ งๆ เหลา่ นีอ้ าจเป็นเคร่ืองทาลายหรอื ขวางก้ันการปลกู ฝงั คุณธรรมจรยิ ธรรมได้ดว้ ย ๖๐ ชาเลือง วฒุ จิ นั ทร์ (2544, หน้า 76-77)
6. โรงเรยี นหรอื สถานศกึ ษา ซง่ึ รวมถงึ การจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาจากแนวคิดเก่ียวกับ จริยธรรมท่ีกล่าวมา สามารถสรุปได้ว่า จริยธรรมมีพื้นฐานมาจากวิถีการดารงชีวิต มีท้ังจริยธรรม เก่ียวกับตนเอง จริยธรรมเกี่ยวกับสังคม จึงทาให้มนุษย์ทุกคนต้องมีการปรับตัวเข้ากับผู้อ่ืน ด้วยการ ประพฤตปิ ฏิบัตหิ น้าที่ของตนไม่ว่าจะมีอาชีพใดก็ต้องทาหน้าท่ีของตนให้อยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง ทงั้ การคดิ การพูดและการกระทา
บทท่ี 5 การพฒั นาคณุ ธรรม จรยิ ธรรม 5.1 บทนา คุณธรรมจริยธรรมนับว่าเป็นพื้นฐานที่สาคัญของคนทุกคนและทุกวิชาชีพ หากบุคคลใดหรือ วิชาชีพใดไม่มีคุณธรรมจริยธรรมเป็นหลักยึดเบื้องต้นแล้วก็ยากท่ีจะก้าวไปสู่ความสาเร็จแห่งตนและ แห่งวิชาชีพน้ันๆ ท่ียิ่งกว่านั้นก็คือการขาดคุณธรรมจริยธรรมทั้งในส่วนบุคคลและในวิชาชีพ อาจมผี ลร้ายตอ่ ตนเอง สงั คมและวงการวชิ าชพี ในอนาคตได้อีกด้วย ดังจะพบเห็นได้จากการเกิดวิกฤติ ศรัทธาในวิชาชีพหลายแขนงในปัจจุบัน ท้ังวงการวิชาชีพครู แพทย์ ตารวจ ทหาร นักการเมือง การปกครอง ฯลฯ จงึ มีคากลา่ ววา่ เราไมส่ ามารถสร้างครูดีบนพื้นฐานของคนไม่ดี และไม่สามารถสร้าง แพทย์ ตารวจ ทหารและนักการเมืองทดี่ ี ถา้ บคุ คลเหล่านนั้ มีพ้นื ฐานทางนิสัยและความประพฤติที่ไม่ดี ดังพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ในพระราชพิธีบวงสรวง สมเดจ็ พระมหากษัตริยาธิราช ณ ทอ้ งสนามหลวง เมือ่ วนั จันทร์ท่ี 5 เมษายน พ. ศ.2525 ไว้ ดังนี้ “.....การจะทางานให้สัมฤทธ์ิผลท่ีพึงปรารถนา คือให้เป็นประโยชน์และเป็นธรรมด้วยน้ัน จะอาศัยความรู้แตเ่ พียงอยา่ งเดยี วมิได้ จาเป็นตอ้ งอาศยั ความสุจริต ความบริสุทธิ์ใจ และความถูกต้อง เป็นธรรม ประกอบด้วย เพราะเหตุว่าความรู้น้ัน เสมือนเคร่ืองยนต์ที่ทาให้ยวดยานเคล่ือนท่ีไปได้ ประการเดียว ส่วนคุณธรรมดังกล่าวแล้ว เป็นเสมือนหน่ึงพวงมาลัยหรือหางเสือ ซ่ึงเป็นปัจจัยท่ีนา ทางใหย้ วดยานดาเนินไปถกู ทางดว้ ยความสวสั ดี คอื ปลอดภยั บรรลุจดุ ประสงค.์ .” 5.2 ความสัมพันธ์ระหว่าง คณุ ธรรม จริยธรรม เนื่องจาก คาว่า “คุณธรรมและจริยธรรม” มีความเช่ือมโยงอย่างใกล้ชิดกับศาสนาเป็นอย่าง ย่ิง เพราะทุกศาสนามีคาส่ังสอนที่เป็นแนวปฏิบัติทางธรรมที่นาไปสูการดารงชีวิตอย่างมีความสุข ศาสนาจะกาหนดว่าส่ิงใดควรทาและควรละเว้น เพ่ือให้ผู้นับถือและศรัทธาในศาสนาปฏิบัติตามศีล และธรรมทก่ี าหนดไว เนือ่ งจากศาสนามคี วามเกี่ยวของกับการดารงชีวิต ศาสนาจะเปนเสมือนคาสอน ที่สร างความเข าใจในสภาพที่เป นเง่ือนไขทางธรรมชาติที่ไม อาจจะแสวงหาคา ตอบที่ชัดเจนได คุณธรรม จริยธรรมและศาสนาจึงมีความเก่ียวของสัมพันธกันโดยเฉพาะคาว่า“คุณธรรม” น้ัน มคี วามหมายท่ใี กลเคียงกับ คาวา “ศีลธรรม” เปนอยางยงิ่ คุณธรรม จริยธรรม และศาสนา จึงมักจะถูกนามาใชอธิบายความหมายของพฤติกรรมที่ดี รว่ มกันตลอดเวลา เนอ่ื งจากไมสามารถแยกสวนความคดิ ความเช่อื และการกระทาของบุคคลออกจาก กันไดอยางชัดเจน ผู้ท่ีมีจริยธรรม ก็คือ ผู้ท่ีมีคุณธรรม และผู้ที่มีคุณธรรม ก็คือ ผู้ที่มีจิตสานึกในดาน จริยธรรมและทงั้ สองส่งิ นจ้ี ะถกู ควบคมุ ดวยความเชื่อศรัทธาในศาสนา การเปนผู้มีคุณธรรม คือ เปนผู้ปฏิบัติตนใหอยูในกรอบท่ีดีงาม มีความเขาใจในเรื่องของการ กระทาดี สวนคาวาศีลธรรมนั้น เปนขอพึงปฏิบัติอันเปนผลผลิตทางสังคมท่ีเก่ียวของกับความถูกตอง ในการปฏิบัติตนตอกัน เปนการวางมาตรการที่กาหนดขอบเขตของปรัชญาคุณธรรม การปฏิบัติตาม
หลักศีลธรรมจะขจัดความขัดแย งและในท างกลับกันจะส งเสริมความสัมพันธ ในสังคมอีกด วย นอกจากน้ียังทาใหบุคคลไดแสดงตนเปนสมาชิกที่ดีของสังคม ขอปฏิบัติหรือหลักศีลธรรม ในสงั คมหนง่ึ มกั จะสืบเนอื่ งมาจากศาสนาทเ่ี ปนท่ีเคารพสักการะของคน์ ในสังคมน้นั เปนสวนใหญ 5.3 วธิ ีการปลูกฝงคณุ ธรรมและจริยธรรม คุณธรรมและจริยธรรมเกิดข้ึนมาพรอมๆ กับการพัฒนาการดานสติปญญาและการอบรม กลอมเกลาใหรจู กั ผดิ ชอบช่ัวดีของสังคม คณุ ธรรมและจริยธรรม จงึ เปนพฤติกรรมท่ีเกิดจากการเรียนรู ทั้งในระบบโรงเรียนและนอกโรงเรียน การศึกษาคือ การพัฒนาคุณภาพชีวิต ทาใหชีวิตมีคุณคา และกากับใหตนเองเปนผูท่ีมีพฤติกรรมอันพึงประสงค ดวยการปลูกฝ งพ้ืนฐานดานจริยธรรม ในดา้ นตางๆ เชน 1. การศึกษาเพ่ือการปลูกฝงคุณธรมและจริยธรรม การศึกษาเปนการใหความรูในเรื่อง จรยิ ธรรม การใหการศึกษารวมถึงการอบรมบมนิสัยใหเรียนรูส่ิงท่ีถูกผิด และการตักเตือนให้เกิดความ สานึกในความถกู ตองและความผิด 1.1 การปลูกฝ งพื้นฐานด านวิชาการ การเรียนการสอน การศึกษาของไทย จะมี ความเก่ียวของกับศาสนาอยางเปนเนื้อเดียวกัน ดังน้ันจะเห็นไดวาหลักสูตรตางๆ ท่ีนามาใช้ จะมีลกั ษณะแนวทางท่ีเปนไปในทางเดยี วกนั กบั พุทธปรัชญา 1.2 การปลูกฝงพ้ืนฐานดานชีวิตและสังคม การปลูกฝงคุณธรรมและจริยธรรม ในการดารงชีวิตทางดานสังคม ก็จะนาพระธรรมที่เปนคาส่ังสอนของพระพุทธเจามาเปนหลัก ในการคิดและการแกปญหาในเชิงคุณธรรมจริยธรรม การอยูรวมกับผูอื่นอยางมีความสุขภายใต กฏเกณฑของสังคมและจิตสานกึ ท่ดี ตี อตนเองและผูอื่น 1.3 การปลูกฝงพ้ืนฐานดานจติ วทิ ยา เปนพน้ื ฐานทเี่ กิดข้นึ จากการเรยี นรูดวยการคิด การหย่ังเห็นการคิดอยางมีวิจารณญาณ มีการไตรตรองจนเกิดความเขาใจจนเกิดเปนจิตสานึก การศึกษาจึงตองมุงอบรมใหบุคคลคิดเปน ทาเปนและแกปญหาเปน ซ่ึงมีความมุงหมายปลายทาง คือใหคิดดีทาดีและแกปญหาไดดี การศึกษาจิตวิทยาทาใหเขาใจธรรมชาติความตองการของมนุษย เพ่ือใหเขาใจตนเองและผูอื่นดวย การสรางแรงจงู ใจตนเองเพ่ือใหสามารถพัฒนาไปสูความดีงามได เน่ืองจากคุณธรรมและจริยธรรม เปนส่ิงท่ีเกิดข้ึนจากการไดรับประสบการณและจากการ อบรมส่ังสอน ช้ีแนะใหมองเห็นความผิด ชอบ ช่ัว ดีบุคคลมักจะไดรับการอบรมเลี้ยงดูจากกลุม ทเี่ ปนตวั แทนทางสังคมที่ทาหนาท่ี รับผิดชอบ ในการอบรมเล้ียงดูใหบุคคลในสังคมเปนผู้ที่ตระหนักรู และมพี ฤติกรรมทก่ี ลาวไดวา เปนผูมจี ริยธรรมคณุ ธรรม คอื ครอบครัว โรงเรียน เพ่ือน ส่ือสารมวลชน และศาสนา บุคคลในกลุมสังคมเหลาน้ีตองพยายามคนหาวิธีการเพ่ือพัฒนาและปลูกฝงจริยธรรม คณุ ธรรม 2. การพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมดวยการปลูกฝงคานิยม กลาวคือ เปนวิธีการปลูกฝง ทเี่ ริม่ ตนดวยกระบวนการในขัน้ พนื้ ฐาน ประภาศรี สหี อาไพ๑ ไดเสนอแนะวิธกี ารปลกู ฝงจรยิ ธรรมคุณธรรมไวหลายประการ เชน 1) กาหนดพฤติกรรมท่พี ึงปรารถนาตามคณุ ธรรมจริยธรรมอยางสอดคลองกัน ๑ ประภาศรี สีหอาไพ (2543 : หนา 242)
2) เสนอตวั อยางพฤติกรรมที่พึงปรารถนา พรอมท้ังแสดงใหเ้ หน็ ผลดผี ลเสีย 3) ประเมินพฤติกรรมที่สอดคลองและไมสอดคลองกบั คุณธรรมและจริยธรรม โดย ใชเกณฑผลของพฤติกรรมตอตนเอง หมคู ณะและสังคม 4) แลกเปล่ยี นและวจิ ารณการประเมินในกลุม 5) ฝกปฏบิ ตั ใิ หบุคคลกระทาดวยใจสมคั รและใหประเมินผลสาเร็จดวยตนเอง 6) ย้าให บุคคลรับเอาพฤติกรรมที่สอดคล องกับจริยธรรมและคุณธรรม โดยใหนามาเปนสวนหนงึ่ ของตน 7) การปฏิบัติอยางตอเนื่องและการชักชวนใหผูอื่นประพฤติปฏิบัติในสิ่งท่ีเหมาะสม กับจรยิ ธรรมและคุณธรรม 8) พัฒนาคานิยมจากระดับญาติพี่นอง ไปสูหมูคณะและสังคม เช่น เริ่มตนจาก ความกตัญ ู ความเสียสละ ความสามัคคีในหมูพนี่ อง หมูคณะ และสังคม ไปจนถงึ ประเทศชาติ 9) จัดกิจกรรมเสริม เช น กิจกรรมรณรงค นิทรรศการ การประชุม สัมมา การอภิปรายการศึกษากรณี การจัดงานประเพณี เปนตน 3. การพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรม ดวยการใชสติปญญาจากท่ีมนุษยเราทุกคน ไดเกิดมา พรอมดวยสติปญญาที่ติดตัวมาตั้งแตกาเนิด ถึงแมวาจะมีสติปญญาของบางคนอาจจะมีความ ไมเทาเทียมกัน แตสติปญญาถือวาเปนเครื่องมือในการดารงชีวิตของมนุษย สามารถพัฒนาใหเพิ่มพูน ความสามารถไดดงั นัน้ สตปิ ญญา คอื ความฉลาด ผูทมี่ สี ตปิ ญญาดีกค็ ือผูทส่ี ามารถคิดแกไขปญหาไดดี เน่ืองจากเขาใจปญญาไดดี นอกจากน้ียังเปนผูที่สามารถปรับตัวไดอยางมีประสิทธิภาพในการพัฒนา คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมของนกั บริหารนั้น เน่อื งจากเปนผูที่มีสติปญญาอยูในเกณฑที่เหนือผูอื่น วิธีการ พัฒนาดวยการใชสติปญญาจึงนาจะกระทาไดอยางเปนผลดี วิธีการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรม ธรรมดวยการใชสตปิ ญญา ประภาศรี สหี อาไพ๒ ไดมีขอเสนอแนะ เชน 1. กลุมสมั พันธ เปนการสรางความเขาใจสมาชกิ ในแงมุมที่เปนเชงิ บวกและการปรบั พฤติกรรมความคดิ ของกลุม 2. การสืบสวนสอบสวนเปนการใชวิธีซักถาม เพ่ือใหไดคาตอบจากผลของการ กระทาท่ีนาไปสูความสขุ หรือความทุกขระดับบคุ คล ระดบั กลุม และระดบั สงั คม 3. การแสดงบทบาทสมมติ เพอื่ ใหเกดิ แนวความคดิ ในการแกปญหาในเชิงคุณธรรม และจรยิ ธรรมรวมกนั 4. การเลนเกมส เพื่อนาการเลนเกมสมาสูหลกั การของคว์ ามคิดทีจ่ ะทาใหคูตอสูแพ ซงึ่ อาจเกดิ ผลกระทบที่ไมพงึ ประสงคสะทอนกลบั มายังตนเอง 5. การใชส่ือโสตทัศนอุปกรณ ใหดูตัวอยางภาพการแสดงพฤติกรรม เพ่ือนามาใช วิเคราะห 6. การจดั คายจริยธรรม เพ่ือใหบุคคลทมี่ ปี ระสบการณในการอยรู วมกบั ผูอน่ื ใน สถานการณทจ่ี าเปน การจัดกิจกรรมเพื่อสรางเสริมปญญาเปนแนวทางที่ทาใหไดมีโอกาสคิดในสถาน การณท่ีตนเองเปนบุคคลภายนอกหรือผูสังเกตการณ เนื่องจากบุคคลมักจะมองไมเห็นแนวทาง ๒ ประภาศรี สีหอาไพ (2543 : หนา 243)
เมื่อตกอยูในสถานการณท่ีเขามามีสวนเก่ียวของ การแกปญหาทางคุณธรรมและจริยธรรม จึงอาจมี สภาพคลายเสนผมบงั ภเู ขาได 4. การสรางคุณธรรมและจริยธรรมขององค์การ ในการสรางคุณธรรมและจริยธรรมขององค์การ ซึ่งควรจะตองมีการปฏบิ ัติ ดงั นี้ 1. การปลูกฝงจิตสานึกใหขาราชการและลูกจางรูจักหนาท่ีรับผิดชอบของตนเอง พรอมทง้ั ปฏิบัตหิ นาทขี่ องตนเองใหดีท่ีสุด โดยไมเห็นแกประโยชนสวนตนเปนที่ต้ัง รูจักเปนผูเสียสละ และเปนผูให 2. การสงเสริมใหสมาชิกในองค์การสามารถทางานรวมกันเปนทีมได ใหทุกคน รับฟ งและเคารพในความคิดเห็นของค์นอื่น มีการปรึกษาหารือการระดมความเห็นต างๆ ลดความขดั แยง มกี ารรวมมอื กนั เปนอยางดี 3. การรูรักสามัคคี ใหทุกคนที่อยูในองค์การรักใครนับถือกันเสมือนญาติพี่นอง ชวยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ใหรูจักแบงปน ใหเปนคนรูจักตนเองและเขาใจผูอ่ืน ไมดูถูกเหยียด หยามบคุ คลอน่ื รูจักอดทนและอดกลนั้ สามารถอยูรวมกับคนอน่ื อยางมคี วามสุข 4. การตั้งตนอยูในศีลธรรมอันดีงาม เมื่อองค์การใดท่ีสมาชิกประพฤติปฏิบัติตนให อยูในศีลธรรม องค์การน้ันๆ ก็ยอมนามาซึ่งความสงบสุขรมเย็นอยูรวมกันอยางปกติสุข พึ่งพาอาศัย ซง่ึ กันและกัน 5. ผูนาองค์การจะตองเปนแบบอยางท่ีดี เพ่ือเปนแบบอยางตอสมาชิกในองค์การ นาเอาไปประพฤติปฏิบัติเปนการหลอหลอมใหสมาชิกในองค์การรูจักผิดชอบช่ัวดีและเปนคนที่มี คณุ ธรรมจรยิ ธรรมทด่ี ี 6. ควรสงเสริมใหสมาชิกในองค์การมีสวนรวมในการคิด การตัดสินใจ เพ่ือพัฒนา งานขององคก์ ารใหกาวหนา รวมท้งั เปนการสรางขวญั และกาลงั ใจที่ดี 7. การปลูกฝงใหสมาชิกในองค์การเลื่อมใสในพุทธศาสนา พัฒนาจิตใจประพฤติตน อยูในครรลองของศลี ธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณอี นั ดงี าม 8. การปลูกฝงใหสมาชิกในองค์การมีความซื่อสัตยสุจริต ทั้งตอตนเองและผูอื่น ซ่อื สัตยตอวชิ าชีพ ซื่อสตั ยตอหนาท่ีที่รบั ผดิ ชอบ 9. ให ดาเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดาริของ องค์ พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั ลดละเลกิ อบายมุขท้งั หลาย 5. ความสาคัญของคุณธรรมและจริยธรรมกบั อาชพี หลักคุณธรรมและจริยธรรม มีความสาคัญอยูท่ีการใหคุณคาของบุคคลจนเกิดเปน ความประทับใจอยางลึกซ้ึง เรียกวา “เปนคานิยมเฉพาะของบุคคลตอสิ่งนั้น ๆ” จริยธรรมท่ีเกิดจาก คานิยม ซ่ึงอาจแบงออกเปน 2 ประการ ไดแก ประการแรก คือ คานิยมพ้ืนฐานเปนคานิยมท่ีทาให บุคคลมีคุณธรรมประจาใจ มีธรรมเนียมประเพณีท่ีดี กฎหมายและกฎระเบียบที่ควบคุมสังคม และ ประการท่ีสอง คือ คานยิ มวิชาชีพทาใหบุคคลมีอุดมการณประจาวิชาชีพ มีจรรยาบรรณวิชาชีพหรือมี พระราชบญั ญตั วิ ิชาชพี เปนตน ความสาคญั ของคุณธรรมและจรยิ ธรรม อาจแบงออกได เปน 3 ระดับ คือ 1. ระดับการดารงชวี ติ คอื คุณธรรมและจรยิ ธรรมจะเปนตัวนาท่ที าใหบคุ คลได กาหนดพฤตกิ รรมของตนเอง เพื่อทาใหเกิดความสุข
2. ระดับสังคม ความสุขของบุคคลที่อยูในกลุมเพ่ือนและสังคม คือ การไดรับ การยอมรับบุคคลตองอาศัยคุณธรรมและจริยธรรม เพ่ือรักษาธารงคไวซ่ึงศักดิ์ศรีและสงเสริมชื่อเสียง เกียรติคณุ ของบคุ คล และในฐานะผูประกอบวชิ าชพี เชน จริยธรรมจะเปนอดุ มการณหรือจดุ มงุ หมาย อันสูงสดุ สาหรบั วชิ าชีพนกั กฎหมายในอนั ท่ีจะใหความยตุ ิธรรมการดารงไวซ่ึงความสขุ ของสังคม และการใชเหตุผลย่งิ กวาการกระทาตามอาเภอใจ 3. ระดับโลก คือ คุณธรรมและจริยธรรม อาจกลาวไดวา เปนหลักธรรมที่คุมครอง โลกใหอยูรวมกันไดอยางสันติสุขโดยเฉพาะในโลกยุคโลกาภิวัตน ที่กอใหเกิดความเปล่ียนแปลง ดานเศรษฐกจิ และสงั คม กอใหเกดิ การแพรกระจายในดานขอมลู ขาวสารรวมทง้ั การไหลเขาวฒั นธรรม ท่ีแตกตางกัน ในยุคน้ีเปนยุคของการแขงขันและทาทายความสามารถในการดาเนินการบริหาร ทุกสาขารวมท้ังธุรกิจการคาในระบบโลกสากล ในเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงพระราช นิพนธหลักราชการ ซึ่งถือไดวา เปนหลักคุณธรรม และจริยธรรมในวิชาชีพขาราชการที่สาคัญย่ิง สาหรับใหขาราชการพึงยึดถือเปนแนวทางปฏิบัติราชการ 10 ประการ มีใจความสาคัญที่พอสรุปได ดงั น้ี 1. ความสามารถ หมายถึง ความชานาญในการปฏิบัติงานในดานตางๆ ใหเปนผล สาเร็จไดดยี ง่ิ กวาผูมโี อกาสเทา ๆ กัน 2. ความเพียร หมายถึง ความกล าหาญไมยอทอตอความลาบากและบากบ่ัน เพือ่ จะขามความขัดของใหจงไดโดยใชความวริ ิยภาพมิไดลดหยอน 3. ความมีไหวพริบ หมายถึง รูจักสังเกตเห็นโดยไมตองมีใครเตือนวา เม่ือมีเหตุ เช่นน้นั จะตองปฏบิ ตั กิ ารอยางนัน้ เพ่อื ใหบังเกิดผลดีท่ีสุดแกกิจการท่ัวไปและรีบทาการอนั เหน็ ควรน้ัน โดยฉับพลนั 4. ความรูเทาถึงการณหมายถึงรูจักปฏิบัติการอยางไรจึงจะเหมาะสมแกเวลา และอยางไรทีไ่ ดรบั เหตุผลสมถึงจะเปนประโยชนท่ีสุด 5. ความซ่ือตรงตอหนาที่ หมายถึง ต้ังใจกระทากิจการซ่ึงไดรับมอบใหเปนหนาท่ี ดวยความซ่ือสตั ยสุจริต 6. ความซื่อตรงตอคนทั่วไป หมายถึง ใหประพฤติซ่ือตรงตอคนทั่วไป รักษาตนให เปนคนทีเ่ ขาทั้งหลายจะเช่ือถอื ได 7. ความรูจักนสิ ัยคน ขอนเ้ี ปนขอสาคญั สาหรบั ผูมหี นาทีต่ ดิ ตอกับผูอื่น ไมวาจะเปน ผูใหญหรือผูนอย 8. ความรูจกั ผอนผัน หมายความวา ตองเปนผูท่ีรูจักผอนสั้น ผอนยาว วาเม่ือใดควร ตัดขาดและเมื่อใดควรโอนออนหรือผอนผันกันได มิใชแตจะยึดถือหลักเกณฑหรือระเบียบเพียงอยาง เดียวซึ่งจะกอใหเกดิ ผลเสยี ควรจะยดื หยุนได 9. ความมีหลักฐาน ขอน้ีประกอบดวยหลักสาคัญ 3 ประการ คือ มีบานอยูเปนท่ี เปนทางมีครอบครวั อนั มน่ั คงและตัง้ ตนไวในทช่ี อบ 10. ความจงรักภักดี หมายความวา ยอมเสียสละเพ่ือประโยชนแหงชาติ ศาสนา และพระมหากษัตรยิ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช พระราชทานคุณธรรม 4 ประการ แกขาราชการและประชาชนในคราวสมโภชกรงุ รตั นโกสินทร 200 ปมขี อความ ดงั นี้
- ประการแรก คือ การรักษาความสัจ ความจริงใจตอตัวเอง รูจักสละประโยชน สวนนอยเพ่อื สวนใหญของบานเมืองที่จะประพฤตปิ ฏบิ ตั ิแตส่ิงทเี่ ปนประโยชนและเปนธรรม - ประการท่ีสอง คือ การรู จักขมใจตนเอง ฝ กใจตนเองใหประพฤติปฏิบัติอยู่ ในความสจั ความดนี ั้น - ประการที่สาม คือ ความอดทน อดกลั้น และอดออม ไมประพฤติลวงความสัตย สจุ รติ ไมวาจะดวยเหตุประการใด - ประการท่ีส่ี คือ การรูจักละวางความชั่ว ความทุจริต และรูจักเสียสละประโยชน์ สวนนอยของตน เพ่ือประโยชนสวนใหญของบานเมือง คุณธรรม 4 ประการ ถาแตละคนพยายามปลูกฝงและบารุงใหเจริญงอกงามข้ึน โดยทั่วกันแลวจะชวยใหประเทศชาติบังเกิดความสุข ความรมเย็น และมีโอกาสท่ีจะปรับปรุงพัฒนา ใหมน่ั คงกาวหนาตอไปไดดังประสงค 5.4 มาตรฐานทางคณุ ธรรมและจรยิ ธรรม ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2542 ใหความหมายไววา มาตรฐาน คือสิ่งที่ ถือเอาเปนหลักสาหรับเทียบกาหนด คุณธรรม คือ สภาพคุณงามความดีจริยธรรม คือธรรมท่ีเป็น ขอประพฤติปฏิบัติศีลธรรม กฎศีลธรรม ดังน้ัน มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของหน วยงาน ของรัฐจึง หมายถึง ส่ิงที่ถือเอาเปนหลักสาหรับเทียบกาหนดสภาพคุณงามความดี และขอประพฤติ ปฏบิ ตั หิ รอื ศีลธรรมท่ีสอดคลองกบั ความถกู ตองดงี ามของหนวยงานน้ันๆ 5.4.1 มาตรการในการนาคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมสูการปฏบิ ตั ิ การจัดทามาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม ท่ีจะบังเกิดผลสาเร็จที่แทจริงนั้นจะเห็นวา มิใชจัดทาข้ึนเปนเพียงขอพึงประพฤติปฏิบัติในแผนกระดาษเทาน้ัน แตตองมีมาตรการผลักดันให บงั เกดิ ผลในทางปฏบิ ตั ิอยางเปนรูปธรรมดวย ซงึ่ อาจใชแนวทางดงั ตอไปน้ี 1. มาตรการทางการบริหาร 1.1 กาหนดเปนองคป์ ระกอบสาคญั ในกระบวนการสรรหา 1.2 สรางเปนเงอ่ื นไขในการปฐมนิเทศ 1.3 บรรจแุ ละสอดแทรกไวในหลกั สตู รการพฒั นาเจาหนาที่ 1.4 ใหเปนองคป์ ระกอบในการพจิ ารณาเล่ือนขนั้ เงินเดอื น หรอื เล่ือนตา แหนง 1.5 ยกยองเชิดชูเกียรตผิ ูที่ประพฤติปฏบิ ตั ิตามมาตรฐานคุณธรรมและ จรยิ ธรรม ใหเปนท่ปี รากฏอยางสม่าเสมอ ตอเน่ือง 1.6 ผบู ริหารใชเปนเครอ่ื งมอื ในการสรางวฒั นธรรมองคก์ ร 1.7 ผบู ังคับบญั ชาประพฤตติ นในฐานะตนแบบ (Role Model) 2. มาตรการเสรมิ /ปจจัยสนับสนนุ 2.1 สรางความรูและทัศนคติ ใหทุกคนในองค์การรับรูและเขาใจในขอพึง ประพฤตปิ ฏิบัติตามมาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรมท่ีไดจัดทาขึ้น รวมท้ังตระหนักถึงผลดีและคุณค่า ทีจ่ ะไดรบั จากการประพฤตปิ ฏิบัตโิ ดยถองแท
2.2 การใชมาตรการยกยองใหรางวัล โดยจัดใหเกณฑมาตรฐานในการ ยกย อง ชมเชยมอบโล ประกาศเกียรติคุณหรือให รางวัลแก ผู ประพฤติปฏิบัติตนอยู ในกรอบ ของมาตรฐานคุณธรรมและจรยิ ธรรมจนเปนท่ีประจกั ษชดั 2.3 การสรางแบบอยางท่ีดีคือ มีการนาเอาตัวอยางท่ีดีมาช้ีใหสังคมไดเห็น และรับรูถงึ จุดเนน กลาวคอื ผูบงั คับบัญชาในทุกระดับตองใชภาวะผูนาในการทาตัวเปนแบบอยางที่ดี สรางศรัทธาใหเกิดขึ้นแกผูใตบังคับบัญชา และชักนาไปสูการประพฤติปฏิบัติตนตามมาตรฐาน ทางคณุ ธรรมและจริยธรรม 2.4 การตั้งชมรม/สรางเครอื ขาย คอื สนับสนุนใหเกดิ ชมรม หรือ เครือขาย ในการเสรมิ สรางและพฒั นามาตรฐานทางคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมโดยสมัครใจ 2.5 จัดกิจกรรมรณรงค เปนการจัดให มีกิจกรรมท่ีเป นตัวอย างท่ีดี ในลักษณะรูปแบบตางๆ เชน ประกวดเจาหนาท่ี หรือหนวยงานดีเดน โดยใชหลักการปฏิบัติ ตามมาตรฐานทางคณุ ธรรมและจริยธรรมขององคก์ ารเปนแนวพิจารณาหรอื จดั ประกวดคาขวัญ กลอน บทความหรอื ภาพเขียนในเนอื้ หาที่เกีย่ วของ 2.6 การประชาสัมพันธคือการเผยแพรความรูความเขาใจกระจายขาว ในรูปแบบของสื่อประเภทตางๆ อยางตอเนื่องและสม่าเสมอ เพื่อใหเจาหนาท่ีในองค์การ ผูรับบริการ ประชาชนและสังคมได รับทราบ ซ่ึงจะเป นประโยชน ในการกระตุ นให เจ าหน าท่ีต่ืนตัว เกิดความตระหนักและจิตสานึกในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมทั้งจะเปนประโยชนในการควบคุม โดยสังคม 2.7 การศึกษาดงู าน คือการศึกษาดูงานจากหนวยงานอื่น ที่สามารถนาเอา แบบอยางเปนแนวปฏิบัติท่ีดีไดหรือการใหหนวยงานอื่นมาดูงานของหนวยงาน จะเปนส่ิงกระตุน ใหเกิดความตองการปรบั เปลี่ยนพฤตกิ รรมดวยตัวเจาหนาทเ่ี อง 3. ปจจัยสูความสาเรจ็ มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของค์นในอาชีพใดๆ ก็ตาม จะบรรลุผลสาเร็จ โดยมเี จาหนาทพ่ี รอมท่ีจะปฏิบตั ิตามมากหรือนอยเพยี งใดขน้ึ อยูกบั ปจจัย 3 ประการ คือ 3.1 ผูท่อี ยูในหนวยงานนนั้ มคี วามเขาใจเนื้อหาและความหมายที่กาหนดไว อยางถองแท(Understanding) 3.2 ผูอยูในหนวยงานน้ันมีความยอมรับ ศรัทธาตอคุณคาของมาตรฐาน ทางคุณธรรมและจริยธรรมที่กาหนด และนามายึดถือเป นหลัก หรือแนวทางในการปฏิบัติงาน (Internalize) 3. 3 เม่ือยอมรับแล ว ได นาไปปฏิบัติจนเป นวิถีปกติของชีวิต (Commitment as way of life) 4. การประเมนิ ผล เมื่อไดจัดทามาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมข้ึนแลว ควรสรางระบบติดตาม และประเมินผลสาเร็จด วยว าผู อยู ในวิชาชีพหรือบุคคลใน องค์ การประพฤติปฏิบัติตามแนวทาง ท่ีกาหนดไวในมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมที่ไดจัดทาขึ้น ไดบรรลุวัตถุประสงคตามเปาหมาย หรอื ไมเพยี งใด 5. แนวทางดาเนนิ งาน 5.1 แตงตง้ั ผูรับผดิ ชอบในการประเมินผล
เนื่องจากมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม เป นกรอบแนวทางที่กาหนดข้ึน เพ่ือใชกากับความประพฤติของกลุมคนในสังคมเดียวกัน การเสริมสราง สนับสนุน หรือลงโทษ ทางสังคม จึงควรดาเนินการโดยสมาชิกหรือกลุมคนในสังคมเดียวกัน ซ่ึงจะเปนผูที่มีความเขาใจ ในเปาหมายและวัตถุประสงคเน้ือหาของกติกาท่ีกาหนดขึ้น รวมท้ังลักษณะงานและวัฒนธรรม ขององคก์ าร ซ่งึ จะมผี ลโดยตรงตอพฤติกรรม จึงอาจแตงต้งั จาก 1.คณะทางานชดุ เดียวกบั ชดุ ทีจ่ ัดทามาตรฐานทางคุณธรรมและจรยิ ธรรม 2.ต้ังในรูปคณะกรรมการจากตัวแทนสมาชิกภายในองค์การ ควรมี สวนรวมตั้งแตผูบรหิ ารระดับสูงจนถึงเจาหนาที่ในองคก์ ารระดับลาง เพ่อื สรางการยอมรับอยางทว่ั ถงึ 5.2 ข้ันตอนการประเมินผล 1. คณะทางานหรอื ผูรบั ผดิ ชอบประเมนิ ผล จะตองทาความเขาใจเปาหมาย และวัตถุประสงคในการกาหนดมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งความหมายในเชิง พฤตกิ รรมของขอกาหนดแตละขอใหถูกตองตรงกัน 2.คัดเลือกงานหลักที่มีความสาคัญ และสะท อนให เห็นว าส งผล ต่อพฤติกรรมตามขอกาหนดในมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมอยางชัดเจน เพื่อจะไดนามา กาหนดวิธปี ฏบิ ัตทิ ่สี อดคลองกับพฤติกรรมตามความหมายใน 3.กาหนดตัวช้ีวัด เพ่ือหาส่ิงบงชี้วาแนวทางปฏิบัติท่ีกาหนดไวนั้น สัมฤทธิ์ ผลหรือไม สวนการบงชี้วาแนวปฏิบัติที่กาหนดไวสัมฤทธิ์ผลเพียงใด ทาไดโดยการกาหนดเปาหมาย ใหกับตวั ชี้วดั แตละตัว โดยเปาหมายนมี้ กั กาหนดเปนรปู ธรรมเพื่อประโยชนในการวัดและการส่ือความ 4.กาหนดระยะเวลา และผูรับผิดชอบในการจัดเก็บขอมูลในแตละตัวชี้วัด เชนปละครง้ั หรือทกุ 6 เดือน ท้ังนค้ี วรมีการตรวจสอบความถกู ตองและทดสอบความนาเชอ่ื ถือกอน การวิเคราะหผลดวย 5.วเิ คราะหและรายงานผล พรอมขอเสนอแนะหรือแนวทางปรบั ปรุง แกไข เพือ่ ใหผูบริหารพจิ ารณา 5.5 ตัวอยา่ งมาตรฐานทางคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมในสายวชิ าชพี 5.5.1 มาตรฐานทางคุณธรรมและจรยิ ธรรม สายงานการเจาหนาท่ี 1.พึงปฏบิ ัตหิ นาทตี่ ามระเบียบ กฎหมายท่เี ก่ียวของกับการบรหิ ารงานบุคคลอยาง เครงครดั 2.พึงใชวชิ าชีพการบริหารงานบุคคลดวยความสจุ รติ 3.ใฝหาความรูสารวจปรบั ปรุงตนเองและทางานในหนาท่ีใหมปี ระสทิ ธภิ าพยงิ่ ขึ้น 4.เปนผนู าการเปล่ียนแปลงในหนวยงาน 5.มีความคิดรเิ รม่ิ สรางสรรค 6.มคี วามรบั ผิดชอบในการปฏบิ ัติหนาที่ 7.เปนมิตรกบั ขาราชการและลกู จางทุกคน 8.เกบ็ รักษาความลบั ขอมลู ท่ไี มควรเปดเผย 9.มีความเสียสละเพ่ือประโยชนของสวนรวม 10.ปฏบิ ตั ิหนาท่ดี วยความรอบคอบ รวดเรว็
5.5.2 มาตรฐานทางคุณธรรมและจรยิ ธรรม สายงานนิตกิ ร 1.พงึ มีความรับผิดชอบในงานอยูตลอดเวลา 2.รกั ษาและผดงุ ความยุตธิ รรมถกู ตอง 2.ทาใจใหหนักแนน เทีย่ งตรง ปราศจากอคตใิ หกลาหาญ ท่จี ะทาในสิ่งท่ถี กู ตอง เปนธรรม 4.สุขมุ รอบคอบในการปฏบิ ตั ิงาน 5.มีสติปญญา ท่ีจะตรวจตรา และพิจารณาหาทางท่ีจะใชตัวบทกฎหมายใหไดผล ตรงตามจุดประสงคของกฎหมาย 6.ไมยอมปลอยใหผูใดอาศัยชองวางของกฎหมาย เพ่ือเอารัดเอาเปรียบผูอ่ืนในทาง ท่ีไมเปนธรรม 7.ดารงตนใหเปนท่ีพ่ึงของสุจริตชน 5.5.3 มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม สายงานเจาหนาที่การเงินและบญั ชี 1.พึงปฏิบตั ิหนาท่ดี วยความซ่ือสตั ยสุจริต 2.ปฏิบตั งิ านดวยความละเอยี ดรอบคอบ 3.มีความรับผดิ ชอบ 4.พฒั นาความรูความสามารถในการปฏิบตั ิหนาที่อยูเสมอ 5.เปนผนู าในการประหยดั ทรัพยากรของหนวยงาน 6.ดารงชพี ใหเหมาะสมกับฐานะ ไมฟมุ เฟอย ไมสรุ ุยสรุ าย 7.รักษาจรรยาวิชาชีพทกี่ าหนดไวอยางเครงครัด 8.มีมนษุ ยสมั พนั ธอันดีกับขาราชการและลูกจางทกุ คน 5.5.4 มาตรฐานคณุ ธรรมและจริยธรรม สายงานเจาหนาที่ธรุ การ 1.มีความรบั ผดิ ชอบและปฏิบัติงานดวยความรอบคอบ 2.มคี วามอดทนในการปฏิบัติงาน 3.มมี นษุ ยสมั พันธอันดี 4.ตรงตอเวลา 5.รจู กั รกั ษาความลบั ของทางราชการ 6.รจู ักประหยัดการใชทรัพยากรของทางราชการ 7.พึงปฏิบัติงานเต็มวันเพื่อผลตอบแทนที่เต็มเวลาและควรปฏิบัติงานด วยความ จริงใจและตง้ั ใจโดยเต็มกาลงั ความสามารถ 8.พัฒนาความรูความสามารถในการปฏบิ ตั ิงานอยูเสมอ 9.คนหาวธิ กี ารทางานใหมปี ระสิทธิภาพ ประสิทธผิ ล 5.5.5 มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม สายงานนักวิชาการพสั ดุ 1.พงึ ใชวชิ าชพี การบรหิ ารการพสั ดุดวยความซ่ือสตั ย 2.พึงพรอมรับการตรวจสอบการปฏบิ ตั ิหนาท่ี 3.พงึ รกั ษาความลับในงานทร่ี ับผิดชอบ 4.พงึ วางตัวเปนกลางในการปฏิบตั หิ นาที่ 5.พึงบรหิ ารงบประมาณการพัสดดุ วยความรับผิดชอบตอประชาชนผูเสยี ภาษใี หแก รฐั
สรุปการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมเป นเสมือนบทบัญญัติของค์วามดีและความงาม ของจิตใจท่ีสงผลใหบุคคลประพฤติดีประพฤติชอบ หลักคุณธรรมและจริยธรรมจึงเปนองค์ประกอบ ที่มีความสาคญั ตอการดาเนนิ ชีวิตของบุคคลในทุกสาขาอาชีพ “คุณธรรม” ประกอบดวยคา 2 คา คือ คาวา “คุณ”แปลวา ประโยชน และคาวา “ธรรม” ในทานองเดียวกับคาวา “จริยธรรม” ประกอบ ดวย คาวา“จริย” แปลวา ความประพฤติท่ีพึงประสงค โดยทั้งคุณธรรมและจริยธรรม จะมีคาวา “ธรรม”หมายถึง ความจริง ความประพฤติดี ความถูกตอง คุณความดี ความชอบ และคาส่ังสอน คุณธรรมและจริยธรรม มีความเชื่อมโยงอยางใกลชิดกับศาสนาเปนอยางย่ิง เพราะทุกศาสนามีคาสั่ง สอนทเี่ ปนแนวปฏิบตั ทิ างธรรมทน่ี าไปสูการดารงชีวิตอยางมีความสขุ ศาสนาจะกาหนดวาสิ่งใดควรทา และส่ิงใดควรละเวน การเปนผูมีคุณธรรม คือ เปนผูปฏิบัติตนใหอยูในกรอบท่ีดีงาม มีความเขาใจ ในเร่ืองของการกระทาดี สวนคาวาศีลธรรมน้ัน เปนขอพึงปฏิบัติอันจะเปนผลผลิตทางสังคมที่เกี่ยว ของกับความถูกตองในการปฏิบัติตนตอกัน คุณธรรมและจริยธรรมเกิดขึ้นมาพร อมๆ กับการ พัฒนาการด านสติป ญญาและการอบรมกล อมเกลาให รู จักผิดชอบช่ัวดีของสังคมคุณธรรม และจรยิ ธรรม จึงเปนพฤติกรรมท่ีเกิดจากการเรยี นรู ทั้งในระบบโรงเรียนและนอกโรงเรียน การศึกษา คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิต ทาใหชีวิตมีคุณคาและกากับใหตนเองเปนผูที่มีพฤติกรรมอันพึงประสงค์ ดว้ ยการปลกู ฝงพน้ื ฐานดานจรยิ ธรรมในดานตาง ๆ
บทที่ 6 การพฒั นาคณุ ธรรมจรยิ ธรรมแนวพทุ ธ 6.1 ความนา การท่ีจะพัฒนาตนศักยภาพเองได้นั้น ต้องอาศัยการสร้างพลังและแรงจูงใจในการพัฒนา ตนเอง การวางแผนพฒั นาความรกู้ ารจัดสรรเวลาในการเรียนรู้รวมถึงการดึง ศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเอง ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์อีกทั้งความรู้ท่ีฝังอยู่ในตัวเรา ได้แก่ ทักษะ ประสบการณ์พรสวรรค์ และความรู้ชัดแจ้ง ได้แก่ เอกสาร คู่มือ หนังสือ ส่ือต่างๆ และยังต้องมีการเสริมสร้าง EQ ในการพัฒนาตนเองให้เกิดเป็นองค์ความรู้มีการคิด สร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ คิดบวก (Positive Thinking) โดยการเรียนรู้มีเปูาหมายหลัก เพ่ือให้เราได้รับการศึกษา ซ่ึงการศึกษาจะทาให้เกิดทักษะ ทางการเรียนรู้ท่ีถูกต้องและเป็นไป อย่างต่อเนื่องและเป็นการเรียนรู้ที่ผสมกลมกลืนไปกับวิถี การดาเนินชีวิต ทาให้บุคคลเกิดการพัฒนาในทุกด้าน ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจและสติปัญญา ในทุกชว่ งวยั ใหเ้ ปน็ ผ้ทู ส่ี ามารถดารงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุขตามศักยภาพของตน มีคุณธรรมจริยธรรม และวัฒนธรรมในการดารงชีวิต ท้ังน้ีก็เพ่ือให้มีความรู้พื้นฐานท่ีเพียงพอสาหรับการดาเนินชีวิต การประกอบอาชีพ สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ หรือแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม มีความสามารถใน การแสวงหาและเพิ่มพูนความรู้ได้อย่างต่อเนื่องเลือกรับความรู้ข้อมูลข่าวสาร และนามาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม ปรับตัว ดูแลสุขภาพท่ีถูกต้องและพัฒนาคุณภาพชีวิต ของตนเองไดใ้ นทุกช่วงชีวติ และอยูร่ ่วมกับผู้อนื่ ไดอ้ ยา่ งมคี วามสุข จะเห็นได้ว่าความรู้เป็นปัจจัยท่ี สาคัญที่สุด ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของคนให้มีทักษะ ความสามารถในการปรับตัวได้อย่าง รู้เท่าทันในสังคมท่ีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในการสร้าง โอกาสและพัฒนาสติปัญญา และกระบวนการเรียนรู้ของคน ให้สามารถคิดเป็น ทาเป็น เรียนรู้ ที่จะพ่ึงตนเอง และใช้ ประสบการณ์ศักยภาพ และทักษะของตนให้เป็นประโยชน์เพ่ือพัฒนาตนเอง ตามแนวพทุ ธ ศาสนานั้น 6.2 แนวคดิ และทฤษฎเี กยี่ วกบั คณุ ธรรมจรยิ ธรรม นักทฤษฎีจริยธรรม ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาทางจริยธรรมไว้หลากหลายแนวคิด โดยแต่ละแนวคิดมีความเชื่อพื้นฐานท่ีแตกต่างกัน ซ่ึงในท่ีน้ีจะนาเสนอแนวคิดทฤษฎีพัฒนาการ ทางจรยิ ธรรมทสี่ าคญั 6 กล่มุ ได้แก่ กลุ่มแนวความคดิ ทฤษฎีพัฒนาการทางความคิด กลุ่มแนวคิด จิต พิสัย กลุ่มแนวคิดพฤติกรรมนิยม กลุ่มแนวคิดจิตพฤติกรรมศาสตร์ กลุ่มแนวคิดสังคมวิทยา และกลุ่ม แนวคิดทางศาสนา พร้อมท้ังวิธีการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมท่ีอาศัยพ้ืนฐานความคิดของ ทฤษฎีนั้น ดังรายละเอยี ดต่อไปนี้ 6.2.1 กลมุ่ แนวคิดทฤษฎีพฒั นาการทางความคดิ นักทฤษฎีกลุ่มพัฒนาการทางความคิดมีความเช่ือว่าพัฒนาการทางจริยธรรมมีความเป็น สากล มีโครงสร้างของความคิดเป็นพ้ืนฐานและประกอบด้วยเหตุผลเชิงจริยธรรม นอกจากนี้ยังเชื่อ
ว่าจริยธรรมของบุคคลเกิดจากแรงจูงใจเบื้องต้น คือ การได้รับการยอมรับ การรู้ว่าตนเองมี ความสามารถ การเคารพและรู้จักตนเองอย่างแท้จริง ส่วนบรรทัดฐานเบ้ืองต้นทางจริยธรรมของ บคุ คลนน้ั ทฤษฎกี ลมุ่ นีเ้ ชอ่ื วา่ เกดิ จากการมีปฏสิ มั พันธท์ างสงั คมกบั บุคคลอ่ืน ทฤษฎีท่ีสาคัญใน กลุ่มน้ี มี 2 ทฤษฎี คือทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของเพียเจท์ และทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรม ของ โคลเบิร์ก ดังจะเสนอสาระสาคัญของแตล่ ะทฤษฎตี ่อไปน้ี 1. กล่มุ แนวคดิ จติ พฤตกิ รรมศาสตร์ แนวคิดจิตพฤติกรรมศาสตร์เป็นแนวคิดท่ีใช้ในการอธิบายสาเหตุพฤติกรรม ของบุคคลโดยใช้รูปแบบปฏิสัมพันธ์นิยม (Interactionism Model) และทฤษฎีต้นไม้จริยธรรมมา เป็นกรอบในการ กาหนดสาเหตุต่าง ๆ ของพฤติกรรม๑ ซ่ึงตามรูปแบบปฏิสัมพันธ์นิยมเช่ือว่าสาเหตุ ของพฤตกิ รรมของบุคคลมีอย่างน้อย 4 สาย หลัก ดงั น้ี 1. สาเหตุฝุายสถานการณ์ ซึ่งได้แก่ สิ่งต่างๆ ที่รอบตัวบุคคล เช่น ปทสถาน ทางสงั คม การสนบั สนุนจากบคุ คลรอบตัว เปน็ ตน้ 2. สาเหตฝุ าุ ยจติ ลกั ษณะเดิม ซ่ึงเป็นจิตลักษณะหรือบุคลิกภาพที่ติดตัวมา หรืออาจ เกิดจาก การถ่ายทอดทางสงั คม เชน่ สุขภาพจิต ประสบการณ์ทางสังคม สติปัญญา คา่ นยิ ม เปน็ ตน้ 3. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุฝุายสถานการณ์กับฝุายจิตลักษณะเดิม ซึ่งเรียกว่า ปฏิสัมพันธ์ แบบกลไก (Mechanical Interaction) 4. สาเหตุฝุายจิตลักษณะตามสถานการณ์หรือที่เรียกว่าปฏิสัมพันธ์ภายในตน เช่น เจตคติ ต่อสง่ิ ใดสิ่งหน่ึง หรือความเครียดเกย่ี วกับเรอ่ื งใดเรือ่ งหน่ึง เป็นต้น สว่ นทฤษฎีตน้ ไมจ้ ริยธรรม ดวงเดือน พันธุมนาวิน๒ ได้ทาการศึกษาวิจัยถึง สาเหตุพฤติกรรม ของคนดีและคนเก่ง โดยได้ทาการประมวลผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา สาเหตุของพฤติกรรม ต่าง ๆ ของคนไทยท้ังเด็กและผู้ใหญ่ อายุต้ังแต่ 6-60 ปี ว่าพฤติกรรมเหล่านั้น มีสาเหตุทางจิตใจ อะไรบ้าง และได้นามาประยุกต์เป็นทฤษฎีต้นไม้จริยธรรมสาหรับคนไทยขึ้น โดย แบ่งต้นไม้จริยธรรม ออกเป็น 3 สว่ น ดงั นี้ 1. ส่วนที่หน่ึง ได้แก่ ดอกและผลไม้บนต้น ท่ีแสดงถึงพฤติกรรมการทาดีละเว้นช่ัว และ พฤติกรรมการทางานอย่างขยันขันแข็งเพื่อส่วนรวม ซึ่งล้วนแต่เป็นพฤติกรรมของพลเมืองดี พฤติกรรมทเ่ี อ้ือเฟื้อต่อการพัฒนาประเทศ 2. สว่ นท่ีสอง ได้แก่ ส่วนลาต้นของต้นไม้ แสดงถึงพฤติกรรมการทางานอาชีพอย่าง ขยนั ขันแข็ง ซึ่งประกอบดว้ ยจิตลกั ษณะ 5 ดา้ น คือ 2.1 เหตุผลเชงิ จริยธรรม 2.2 ม่งุ อนาคตและการควบคุมตนเอง 2.3 ความเชื่ออานาจในตน 2.4 แรงจูงใจใฝสุ มั ฤทธ์ิ 2.5 ทศั นคติ คุณธรรมและค่านยิ ม 3. สว่ นทีส่ าม ได้แก่ รากของต้นไม้ ที่แสดงถึงพฤติกรรมการทางานอาชีพอย่างขยัน ขันแขง็ ซงึ่ ประกอบด้วยจิตลกั ษณะ 3 ดา้ น คือ ๑ (ดวงเดือน พนั ธมุ นาวิน, 2541: 105-108) ๒ ดวงเดอื น พันธมุ นาวนิ (2538:2-5)
3.1 สตปิ ัญญา 3.2 ประสบการณท์ างสังคม 3.3 สขุ ภาพจติ จิตลักษณะท้ังสามน้ีอาจใช้เป็นสาเหตุของการพัฒนาจิตลักษณะ 5 ประการ ที่ลาต้น ของ ต้นไมก้ ไ็ ด้ กลา่ วคอื บคุ คลจะต้องมลี ักษณะพนื้ ฐานทางจิตใจ 3 ดา้ น ในปริมาณท่ีสูงพอเหมาะกับ อายุ จึงจะเป็นผู้ท่ีมีความพร้อมที่จะพัฒนาจิตลักษณะท้ัง 5 ประการ ที่ลาต้นของต้นไม้ โดยท่ีจิต ลักษณะทั้ง 5 นี้ จะพัฒนาไปเองโดยอัตโนมัติ ถ้าบุคคลที่มีความพร้อมทางจิตใจ 3 ด้านดังกล่าว และอยู่ในสภาพแวดล้อมทางบ้าน ทางโรงเรียนและสังคมท่ีเหมาะสม นอกจากนั้นบุคคลยังมี ความพร้อมที่จะรับการพัฒนาจิตลักษณะบางประการ ใน 5 ด้านน้ี โดยวิธีการอื่น ๆ ด้วยฉะนั้นจิต ลักษณะ พื้นฐาน 3 ประการ จึงเป็นสาเหตุของพฤติกรรมของคนดีและของคนเก่งนั่นเอง นอกจากน้ี จติ ลกั ษณะพนื้ ฐาน 3 ประการที่รากนี้อาจเป็นสาเหตุร่วมกบั จติ ลักษณะ 5 ประการท่ลี าตน้ ทฤษฎีต้นไม้จริยธรรมนี้ เกิดจากผลการวิจัยพฤติกรรมและจิตลักษณะของคนไทย โดยเมื่อ สร้างขึ้นแล้วทฤษฎีน้ีก็ได้ชี้แนวทางการตั้งสมมติฐานการวิจัยเพ่ือหาหลักฐานใหม่ๆ มาเพ่ือเติม ใน ทฤษฎีนี้อีก เช่น การวิจัยที่เก่ียวกับจิตลักษณะพื้นฐาน 3 ประการ ท่ีสามารถจาแนกคนเป็น 4 ประเภท เหมือนบัวส่ีเหล่า กับความสามารถในการใช้เหตุผลเชิงจริยธรรมของบุคคล โดยพบว่า คน ท่ีเป็นบัวเหนือน้าเท่าน้ัน (มีจิตลักษณะพ้ืนฐาน 3 ด้านนี้ในปริมาณสูงเหมาะสมกับอายุ) เป็นผู้ท่ี จะสามารถรับการพัฒนาเหตผุ ลเชิงจริยธรรมได้อยา่ งเหมาะสมกบั อายุ ตามทฤษฎีของ Kohlberg 2. กล่มุ แนวคดิ สงั คมวทิ ยา แนวคิดสังคมวิทยาเป็นแนวคิดท่ีเน้นการศึกษากระบวนการปฏิสังสรรค์และ แบบแผน ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในกลุ่ม องค์การและสังคม ซ่ึงตามแนวคิดนี้มองว่าการพัฒนา คณุ ธรรม จรยิ ธรรมของบุคคลน้นั เกดิ ขึน้ ไดโ้ ดยผา่ นกระบวนการขัดเกลาทางสงั คม การขัดเกลาทางสังคม (Socialization) เป็นกระบวนการที่ช่วยให้บุคคลได้เรียนรู้การอยู่ ร่วมกับผู้อ่ืน เพื่อการปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐาน จารีตประเพณี ขนบธรรมเนียมและการประพฤติ ปฏิบัติต่างๆ จากการเรียนรู้นั้นทาให้บุคคลมีพฤติกรรมบุคลิกภาพ ค่านิยมเจตคติ แรงจูงใจ ท่ี สอดคล้องกับวัฒนธรรมในสังคมของตน รวมทั้งได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ในการดาเนิน ชีวิตประจาวันและการประกอบอาชีพ ซึ่งกระบวนการขัดเกลาทางสังคมนี้จะเป็น กระบวนการที่ เกดิ ข้ึนอยา่ งต่อเนอ่ื งตลอดชวี ิตของมนุษย์ ตงั้ แตว่ ยั เด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ และวัยชรา บุคคลท่ีมีบทบาท สาคัญในการขัดเกลาทางสงั คมให้กับบุคคล ไดแ้ ก่ พอ่ แม่ ครู เพ่อื น พระ และสอื่ มวลชน สาหรับการพฒั นาคุณธรรมจรยิ ธรรมตามแนวคดิ สงั คมวิทยาสามารถทาได้หลายวิธี ดังสรุปได้ ต่อไปนี้๓ ไปด้วยดี แม้จะเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ ก็ไม่ย่อท้อ มีความกระตือรือร้นท่ีจะฝุาฟันอุปสรรค ทั้งมวล โดยมุ่งที่จะให้เกิดผลสาเร็จที่ดีงามตามปรารถนาในอนาคตเป็นหลัก ยอมรับความลาบาก ในปัจจุบัน เพ่ืออนาคตที่ดี พบว่าบุคลิกภาพลักษณะมุ่งอนาคตและสภาพแวดล้อม การอบรมเลี้ยงดู กับฐานะ เศรษฐกิจ มีความสัมพันธ์กับการให้เหตุผลเชิงจริยธรรม เจตคติต่อกฎหมาย ความเป็น ระเบียบ และศีล 5 หมายถึง ความคิดเห็น ความรู้สึก ของบุคคลท่ีมีต่อกฎหมายความเป็นระเบียบ เรยี บร้อยของบา้ นเมือง และศีล 5 องค์ประกอบทางสภาพแวดล้อม ได้แก่ ฐานะทางครอบครัวผู้เลี้ยง ๓ (งามตา วนนิ ทานนท์, 2534 :122; เพ็ญแข ประจนปจั จนกึ ,2528, สพุ ัตรา สภุ าพ, 2537: 59)
ดูและวิธีการอบรม เลี้ยงดู การใช้ส่ือมวลชน สภาพแวดล้อมที่โรงเรียนและอิทธิพลของตัวแบบ การพฒั นาการทาง จริยธรรมของเด็กวัยรุ่น มีความแตกต่างกันในด้านการอบรมเล้ียงดูและระดับอายุ ยังพบว่าเด็กที่มีมารดาได้รับการศึกษาระดับสูง มีการทางานหารายได้ มีการอบรมเล้ียงดูแบบรักมาก และมีการ อบรมเลี้ยงดแู บบใหเ้ หตุผลมาก จะมเี หตผุ ลเชิงจรยิ ธรรมสูงกวา่ เด็กทม่ี ลี ักษณะตรงกันข้าม การศึกษาจริยธรรมในสงั คมไทย ลักษณะของการอบรมเลี้ยงดูแบ่งออกได้เป็น 4 แบบ คือ การอบรมเลี้ยงดูแบบให้ความรัก และความอบอุน่ ใกล้ชดิ แบบประชาธปิ ไตย แบบเข้มงวดหรือควบคุม แบบปล่อยปะละเลย การอบรม แต่ละแบบเป็นองคป์ ระกอบทสี่ ะท้อนการปลูกฝังบคุ ลกิ ภาพในวัยเด็กของบุคคลต่าง ๆ การอบรมแบบ ประชาธิปไตย ไม่บังคับเข้มงวด ไม่ปล่อยปะละเลยและไม่ตามใจจนเคยตัว ลักษณะ เช่นนี้ จะมี ความสมั พนั ธก์ ับจริยธรรม โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งในการใช้ปญั ญาในการแก้ปัญหา องคป์ ระกอบของจรยิ ธรรมไว้ 2 ดา้ น๔ คอื 1. เนื้อหาของจริยธรรม เป็นสิ่งท่ีสังคมอบรมคนในสังคมให้ประพฤติปฏิบัติในรูปของความรู้ เชิงจริยธรรม เน้นเน้ือหาความรู้ทางศาสนา กฎหมาย หรือระเบียบประเพณี ค่านิยมหรือ ทัศนคติ โดยเน้ือหาจริยธรรมในแต่ละสังคมย่อมแตกต่างกัน ทั้งนี้เพราะระเบียบ ประเพณี ค่านิยม ของสังคม ตา่ งกัน 2. โครงสร้างของจริยธรรม เป็นหลักการทางจริยธรรม โดยแสดงถึงความเจริญ หรือ พัฒนาการทางจริยธรรมตั้งแต่ข้ันต่าสุดจนถึงขั้นสูงสุด ลักษณะของโครงสร้างทางจริยธรรม ได้แก่ การให้เหตุผลทางจริยธรรม บุคคลจะมีเหตุผลทางจริยธรรมในระดับใด ไม่ใช่ข้ึนกับการอบรม ส่ัง สอนทางด้านเน้ือหาของจริยธรรมแต่ขึ้นอยู่กับระดับสติปัญญา วุฒิภาวะทางอารมณ์ และ ประสบการณ์ที่เหมาะสมในสังคม การมีเหตุผลเชิงจริยธรรมจึงมีลักษณะเป็นสากลและสามารถ ใช้เปรียบเทียบการมีจริยธรรมของคนในสังคมเดียวกันหรือต่างสังคมได้มากกว่าการเปรียบเทียบ ทางด้านเนื้อหา สรุปได้ว่า องค์ประกอบที่มีผลต่อการพัฒนาจริยธรรมดังกล่าว จะช่วยในการอธิบายได้ว่า การท่ีบุคคลมีคุณสมบัติทางจริยธรรมแตกต่างกันนั้น มีความเก่ียวเนื่องมาจากปัจจัยใดบ้าง และเป็น ประโยชน์ในการสร้างเสริมจริยธรรม โดยเฉพาะครูผู้สอนในการใช้เป็นแนวทางปูองกัน และแกไ้ ข พฤตกิ รรมทไ่ี มพ่ ึงประสงคใ์ หม้ ีการพัฒนาทถี่ ูกต้องถูกทางย่ิงขน้ึ ไป การศึกษาทางพระพุทธศาสนาท่ีเป็นไปเพื่อสัมมาทิฐิ คือความคิดเห็นที่ถูกต้อง ที่เป็นข้อ ปฏิบตั หิ รอื หลักสาหรับฝึกหดั อบรมกาย วาจา ใจ และปัญญา ให้ย่งิ ข้ึนไป จนบรรลุเปูาหมายสูงสุด คือ พระนพิ พาน๕ ไดแ้ ก่ 1. การฝึกฝนอบรมด้านปัญญา ซึ่งก่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในส่ิงทั้งหลายตามความ เป็น จริงรู้เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่นามาใช้ในการแก้ไขปัญหาไปตามแนวทางของเหตุผลรู้เท่าทันโลก และชีวิต จนสามารถทาจติ ใจใหบ้ ริสทุ ธ์ิ หลุดพ้นจากความยึดม่ันถือม่ันในส่ิงทั้งหลายมีจิตใจเป็นอิสระ ผอ่ งใสเบกิ บาน ซึง่ เรียกวา่ “อธิปัญญาสิกขา” 2. การฝึกฝนอบรมในด้านความประพฤติ ซึ่งรวมไปถึงระเบียบวินัย ความสุจริตทางกาย และวาจา นั่นคือ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม ละเว้นจากการพูดเท็จ ๔ ดวงเดอื น พันธุมนาวนิ (2524 : 4-5) ๕ วทิ ย์ วศิ ทเวทย์ และ เสฐียรพงษ์ วรรณปก (2533 : 4-5)
พูด ส่อเสียด พูดหยาบ และพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ ตลอดจนการประกอบอาชีพท่ีสุจริต ไม่เบียดเบียน ผอู้ ่นื เรยี กว่า “อธิศีลสกิ ขา” 3. การฝึกฝนอบรมในด้านจิตใจ อันได้แก่ การปลูกฝังคุณภาพ การเสริมสร้างคุณภาพ สมรรถภาพจิตและสุขภาพจิต น่ันคือความมีจิตใจดีงาม เข้มแข็งและปลอดโปร่งเป็นสุข เรียกว่า “อธิจติ ตสขิ า” นอกจากน้ี ได้กลา่ วถึงจริยธรรมดา้ นการเสียสละ ซง่ึ มแี นวปฏิบัติ๖ดังนี้ 1. การเสียสละทางกาย เช่น การช่วยเหลือการงานสาธารณประโยชน์ อาทิ ทาความสะอาด โรงเรียน วดั สถานที่ราชการ เป็นตน้ 2. การเสียสละทางวาจา เช่น การให้คาแนะนา แก่ผู้อื่นในส่วนที่เราสามารถกระทาได้อาทิ การแนะนาเมอื่ ผูอ้ ่นื มีปญั หาชีวิตทัง้ ทางโลกและทางธรรม 3. การเสียสละทางกาลังปัญญา เช่น การแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะใน ท่ีประชุมหรือกจิ การใดๆ อาทิอาสาสมัครสอนหนังสอื ให้แก่เดก็ ในชมุ ชนแออัด 4. การเสียสละทางกาลังทรัพย์ เช่น การแบ่งปันเงินทองให้แก่ผู้ท่ีขัดสน การบริจาคเงินหรือ สง่ิ ของเพื่อสาธารณกุศล 5. การเสียสละทางจิตใจ หมายถึง การรู้จักปล่อยวางอารมณ์ที่เป็นศัตรูต่อความสงบทางใจ เชน่ ความโกรธเคอื งขดั ใจบคุ คลอื่น ดงั นั้นการระงับใจ และการใหอ้ ภัย จึงเป็นการเสยี สละอยา่ ง หนง่ึ กล่าวโดยสรุป ถ้าสมาชิกในสังคมได้ศึกษาและปฏิบัติตามหลักจริยธรรมในการดาเนิน ชีวิต ทางพระพทุ ธศาสนา จริยธรรมจะเป็นเคร่ืองมือควบคุมความประพฤติของบุคคลในสังคมให้ ประพฤติ แต่ส่ิงที่ดีงามที่ถูกท่ีควร ก็มั่นใจได้ว่าจริยธรรมในสังคมไทยท่ีเส่ือมโทรมลงในยุคปัจจุบัน จะสามารถ พัฒนาให้ดีขึ้นได้ปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาเสพติด ปัญหาการกระทา ผิด ของเยาวชน ฯลฯ ก็จะลดน้อยลงและหมดไปในท่สี ดุ ทาให้ทกุ คนมีชีวติ ที่เจริญงอกงามและสามารถอยู่ ร่วมกันอย่างมคี วามสขุ 6.3 ทฤษฎเี พอ่ื พฒั นาจรยิ ธรรมแนวพทุ ธ ทฤษฎีท่ีเป็นหลักใหญ่ของพระพุทธศาสนาที่เป็นแบบหรือเป็นกระบวนการท้ังหมด ของการ พัฒนาคน ได้แก่การศึกษาใน 3 ด้านที่เรียกว่า ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ดังท่ี พระธรรมปิฎก ไดอ้ ธิบายไว้ดงั นี้ 1. ศีล คือ การฝึกฝนพัฒนาด้านพฤติกรรม หมายถึงการพัฒนาพฤติกรรมทางกายและวาจา ใหม้ ีความสมั พันธ์กับส่ิงแวดล้อมอย่างถกู ต้อง โดยแบ่งเปน็ 4 หมวด คือ 1.1 การรักษาวินัยแม่บทของชุมชน (ปาฏิโมกข์สังวร) เม่ือคนอยู่ร่วมกันจะต้อง จัดระบบ ต่างๆ ใหเ้ กดิ ความเรียบรอ้ ยประสานสอดคล้องกัน เช่น วนิ ยั แมบ่ ทของคฤหสั ถ์ไดแ้ ก่ศีล 5 1.2 การรู้จักใช้อินทรีย์ (อินทรีย์สังวร) ได้รับรู้โดยผ่านตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ จะต้อง พัฒนาพฤติกรรมในการใช้อินทรีย์ในทางการดู ฟัง อย่างมีสติ คือรู้จัก พิจารณาเลือกเฟูนสิ่ง ที่จะดู ส่ิงที่ จะฟังอย่างมีสติ ควบคุมตนเองได้ รู้จักประมาณ ไม่ปล่อยตัวให้ลุ่มหลงมัวเมา ไม่เห็นแก่ ๖ ป่นิ มทุ กุ นั ฑ์ (2520:144)
ความสนุกสนาน แต่รู้จักดู รู้จักฟัง ให้ได้คุณค่าท่ีดีงามเป็นประโยชน์ ให้ได้ปัญญาและคติท่ีจะนามาใช้ ในการพัฒนาชีวิตและสงั คม 1.3 การหาเล้ียงชีพท่ีบริสุทธิ์ (อาชีวปาริสุทธิ์) เน่ืองจากการหาเล้ียงชีพเป็น พฤติกรรม หลักในการดาเนนิ ชีวิต จึงต้องพฒั นาสัมมาชพี และสง่ เสรมิ ให้หาเล้ียงชีพโดยทางสุจริต 1.4 การเสพบริโภคปัจจัยโดยใช้ปัญญา (ปัจจัยปฏิเสวนา) ถ้ามนุษย์ไม่พัฒนา พฤตกิ รรม ในการเสพบริโภคก็จะก่อปัญหาอยา่ งมากจะกอ่ ใหเ้ กดิ ความลุม่ หลงมัวเมา ฟังเฟูอ ฟุมเฟือย ดังนั้น ต้องพัฒนาพฤติกรรม การเสพบริโภคปัจจัยต่างๆ ให้เป็นไปในลักษณะการเสพบริโภคปัจจัย โดยใช้ ปัญญา หรือท่ีเรียกว่า ปัจจัยปฏิเสวนา ซ่ึงหมายถึงการใช้ปัญญาทาความเข้าใจแล้วบริโภค ปจั จัย ทัง้ หลาย ให้ได้ผลตรงพอดตี ามคุณค่าแท้ คือบริโภคเพื่อเป็นปัจจัยเครื่องช่วยเก้ือหนุนให้พัฒนา ชวี ิต บริโภคโดยรเู้ ทา่ ทนั และสามารถละเวน้ หรอื เลกิ เสพสิ่งทไ่ี ม่เป็นปจั จัยเกอื้ หนุนชีวิต 2. สมาธิ หมายถงึ การฝึกฝนพัฒนาด้านจิตใจ ซึ่งมีความสาคัญอย่างยิ่ง เพราะจิตใจ เป็นฐาน ของพฤติกรรม และเน่ืองจากพฤติกรรมทุกอย่างเกิดขึ้นจากความต้ังใจหรือเจตนา และเป็นไป ตาม เจตจานง รวมถึงแรงจูงใจท่ีอยู่เบื้องหลัง ถ้าจิตใจ ได้รับการพัฒนาให้ดีงานแล้วก็จะควบคุมดูแล พฤติกรรมไปในทางที่ดีงาม การพัฒนาคุณสมบัติของจิตใจ โดยเสริมสร้างคุณสมบัติให้แก่จิตใจ มี ดังตอ่ ไปนี้ 2.1 พัฒนาคุณธรรม ซ่ึงเน้นคุณภาพของจิตใจเช่น เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา จาคะ กตัญญูกตเวทติ า หริ โิ อตปั ปะ คารวะ มัทวะ เปน็ ตน้ 2.2 พัฒนาสมรรถภาพและประสิทธิภาพของจิตใจ เช่นฉันทะวิริยะ อุตสาหะ ขันติ จิตตะ สัจจะ อธษิ ฐาน ตบะ สติ สมาธิ 2.3 พัฒนาความสุข และภาวะท่ีเกื้อหนุนสุขภาพของจิตใจ เช่น ปราโมทย์ ปิติ ปสั สัทธิ สุข สันติ เกษม สตภิ าพ เสรีภาพ 3. ปัญญา หมายถึงการ พัฒนาปัญญา ซึ่งมีความสาคัญสูงสุด เพราะปัญญาเป็นตัวนาทาง และ ควบคุมพฤติกรรมทง้ั หมด โดยพฒั นาปัญญาแยกได้เป็น 3 ระดับ คือ 3.1 ปัญญาท่ชี ่วยให้ดาเนินชีวิต อย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสาเร็จ ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจข้อมูลความรู้ การรับรู้และเรียนรู้อย่างถูกต้องตามความเป็นจริง การรู้จักส่ือสาร ถ่ายทอดความรู้ การวินิจฉยั ท่ถี ูกตอ้ ง ความรู้จักแยกแยะวิเคราะห์วิจยั เปน็ ต้น 3.2 ปัญญาท่ีช่วยให้ดาเนินเข้าสู่วิถีชีวิตที่ถูกต้องดีงาม เช่น ความรู้ความเข้าใจ ในระบบ ความสัมพนั ธ์ของสิง่ ทง้ั หลายทอ่ี ิงอาศัยสง่ ผลตอ่ กันตามเหตปุ จั จยั 3.3 ปัญญาที่ช่วยให้บรรลุจุดหมายสูงสุดของชีวิตท่ีดีงาม ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจ เทา่ ทนั ความจริงของสังขาร คือ โลกและชีวิต ที่เปล่ียนแปลงเป็นไปตามกฎธรรมดาของธรรมชาติจน สามารถวางใจถูกต้องต่อสิ่งทั้งหลาย ทาจิตใจให้หลุดพ้น เป็นอิสระได้สมบูรณ์ และมีชีวิตท่ีเป็นอยู่ ดว้ ยปญั ญาทแ่ี ทจ้ ริง การฝกึ ฝนพัฒนาตนใหเ้ จรญิ งอกงามในความดีเรียกว่ามงคล 38 ซ่ึง พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธิ ป.ธ.9) นามาเป็นทฤษฎีวัดจริยธรรมใน 3 ด้าน คือ กายกรรม วจีกรรม และ มโนกรรม โดยแบ่งเป็นหมู่มงคล 10 หมู่ ดงั นี้ มงคลหมทู่ ี่ 1 ฝึกตนใหเ้ ป็นคนดี ซึ่งประกอบดว้ ย มงคลท่ี 1 ไม่คบคนพาล มงคลที่ 2 คบบณั ฑติ
มงคลท่ี 3 บชู าบคุ คลท่ีควรบูชา มงคลหมทู่ ่ี 2 เตรยี มความพร้อมในการฝึกตน ประกอบด้วย มงคลท่ี 4 อยใู่ นถน่ิ ที่เหมาะสม มงคลท่ี 5 มีบุญวาสนามาก่อน มงคลที่ 6 ตัง้ ตนไวช้ อบ มงคลหมทู่ ่ี 3 ฝึกตนให้เปน็ คนมีประโยชน์ ประกอบดว้ ย มงคลที่ 7 ความเป็นพหูสูต มงคลท่ี 8 มศี ลิ ปะ มงคลท่ี 9 มวี นิ ัย มงคลท่ี 10 มีวาจาสุภาษติ มงคลหมทู่ ่ี 4 บาเพญ็ ประโยชนต์ ่อครอบครวั ประกอบดว้ ย มงคลที่ 11 บารุงมารดาบิดา มงคลท่ี 12 สงเคราะหบ์ ตุ ร มงคลที่ 13 สงเคราะหภ์ รรยา (สามี) มงคลท่ี 14 การงานไม่อากลู มงคลหมทู่ ่ี 5 บาเพญ็ ประโยชนต์ ่อสังคม ประกอบด้วย มงคลที่ 15 บาเพ็ญทาน มงคลท่ี 16 ประพฤติธรรม มงคลท่ี 17 สงเคราะห์ญาติ มงคลท่ี 18 ทางานไม่มโี ทษ มงคลหมทู่ ่ี 6 เตรยี มใจไวใ้ ห้พรอ้ ม ประกอบด้วย มงคลท่ี 19 งดเวน้ บาป มงคลท่ี 20 สารวมจากการดื่มนา้ เมา มงคลที่ 21 ไมป่ ระมาทในธรรม มงคลหมทู่ ี่ 7 การแสวงหาธรรมขน้ั ต้น ประกอบดว้ ย มงคลท่ี 22 มคี วามเคารพ มงคลท่ี 23 มคี วามถอ่ มตน มงคลท่ี 24 มีความสันโดษ มงคลที่ 25 มคี วามกตัญญู มงคลที่ 26 ฟังธรรมตามกาล มงคลหมทู่ ่ี 8 การแสวงหาธรรมขนั้ สูง ประกอบดว้ ย มงคลท่ี 27 ความอดทน มงคลที่ 28 เปน็ คนว่าง่าย มงคลท่ี 29 เห็นสมณะ มงคลท่ี 30 สนทนาธรรมตามกาล มงคลหมทู่ ่ี 9 การปฏิบัตธิ รรมเพื่อกาจัดกเิ ลส ประกอบดว้ ย มงคลท่ี 31 บาเพ็ญตบะ มงคลท่ี 32 ประพฤติพรหมจรรย์
มงคลที่ 33 เหน็ อริยสัจ มงคลท่ี 34 ทานิพพาน ให้แจ้ง มงคลหมทู่ ี่ 10 ผลการปฏบิ ัตธิ รรมจนจิตหมดกิเลส ประกอบดว้ ย มงคลที่ 35 จิตไมห่ วั่นไหวในโลกธรรม มงคลที่ 36 จติ ไม่โศก มงคลที่ 37 จิตปราศจากธลุ ี มงคลท่ี 38 จติ เกษม สาหรบั สาระของทฤษฎตี ามหลกั มงคล 38 ซงึ่ มุ่งวดั จริยธรรม ทงั้ 3 ด้าน ดงั นี้ 1.ด้านกายธรรม หมายถึง การละชั่ว ทาดีทางกาย ได้แก่ การปฏิบัติตามมงคล คือ ไม่คบคน พาล คบบัณฑิต บูชาบุคคลท่ีควรบูชา อยู่ในถิ่นท่ีเหมาะสม มีบุญวาสนามาก่อน ตั้งตนไว้ชอบ ความ เป็นพหูสูต มีศิลปะ มีวินัย บารุงมารดาบิดา สงเคราะห์บุตร สงเคราะห์ภรรยา (สามี) การงาน ไม่ อากูล บาเพญ็ ทาน ประพฤติธรรม สงเคราะห์ญาติ ทางานไม่มีโทษ งดเว้นบาป สารวจจากการดื่ม น้าเมา ไม่ประมาทในธรรม มีความเคารพ มีความถ่อมตัว มีความสันโดษ มีความกตัญญู ฟังธรรม ตามกาล ความอดทน เปน็ คนว่าง่ายเหน็ สมณะ 2. ด้านวจีกรรม หมายถึง การเป็นผู้มีสัมมาคาราวะทางวาจา รู้จักใช้วาจาพูดให้เกิด ประโยชน์ เว้นจากการทาความช่ัวทางคาพูด ซึ่งได้แก่ การปฏิบัติตามมงคล นั่นคือมีวาจาสุภาษิต สนทนาธรรมตามกาล 3. ด้านมโนกรรม หมายถึง การทาจิตใจให้บริสุทธิ์ ได้แก่ การปฏิบัติตามมงคล คือ บาเพ็ญ ตบะ ประพฤติพรหมจรรย์ เห็นอริยสัจ ทานิพพานให้แจ้ง จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม จิตไม่ โศก จิตปราศจากธุลี จิตเกษม จริยธรรมตามหลักมงคล 38 ดังกล่าว จึงเป็นบทศึกษาที่สอดคล้องกับ องค์ประกอบแห่งการดาเนินชีวิต ซ่ึงมี 3 ด้าน คือ พฤติกรรม จิตใจ และปัญญา ซ่ึงเม่ือสมาชิก ใน สังคมมแี นวทางในการดาเนนิ ทดี่ ีเชน่ นแ้ี ล้ว จะยังผลให้ทุกคนสามารถสร้างสรรค์ชีวิตที่ดีงาม สังคม มีสนั ตสิ ขุ ตามเปาู หมายแห่งการพัฒนาสังคมไทยในยุคโลกาภวิ ฒั น์ 6.4 พฤตกิ รรมดา้ นจริยธรรม พฤตกิ รรมด้านจรยิ ธรรม คอื การที่บคุ คลแสดงพฤตกิ รรมท่ีสังคมนิยมชมชอบหรืองด เว้นการ แสดงพฤติกรรมทีฝ่ าุ ฝืนกฎเกณฑห์ รอื ค่านยิ มในสงั คมนั้น พฤติกรรมด้านจริยธรรมซ่ึงเป็นการกระทาที่ สังคมเห็นชอบและให้ความสาคัญมากกว่าด้านอ่ืนๆ ทั้งน้ีเพราะเป็นการกระทาในทางท่ีดีและเลว ของบคุ คลน้นั สง่ ผลโดยตรงตอ่ ความผาสุกและความทุกขข์ องสงั คม การศึกษาด้านอื่นๆ ของจริยธรรม จึงเป็นเพียงเพ่ือให้เข้าใจและสามารถทานายพฤติกรรมในสถานการณ์ต่างๆ ของบบุคคลเท่าน้ัน พฤติกรรมเชิงจริยธรรมไว้ว่า หมายถึง พฤติกรรมการกระทาท่ีบุคคลตัดสินใจจะกระทาถูกหรือผิด ในสถานการณ์แวดล้อมต่าง ๆ ท้ังนี้จะข้ึนกับอิทธิพลของความเข้าใจในเหตุผลของความถูกต้องดีงาม และความพึงพอใจท่ีจะนาจริยธรรมมาเป็นแนวประพฤติปฏิบัติ พฤติกรรมด้านจริยธรรม เป็นสิ่ง ท่ีสังคมให้ความสนใจมาท่ีสุด ดังน้ัน นักวิชาการจึงได้ ศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์เพ่ือจุดประสงค์ ที่จะหาทางควบคุมพฤติกรรมนั้น คือ ส่งเสริมให้เกิดการ ทาดีให้มากและปูองกันหรือขจัดการทาชั่ว ให้น้อยลง สาหรับแนวทางการจัดการศึกษาของกรม สามัญศึกษา ตามแผนพัฒนาการศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2540 – 2544) ได้ มุ่งเน้นปลูกฝังให้นักเรียนนักศึกษามีจริยธรรม ในดา้ นต่อไปนี้ คอื ความรับผดิ ชอบ ความซอ่ื สตั ย์ ความมรี ะเบียบ ความเสยี สละและความอดทน 6.4.1 ความรบั ผดิ ชอบ ความรับผิดชอบ หมายถึง การปฏิบัติกิจการงานของตนเอง และงานที่ได้รับมอบหมายด้วย ความมานะพยายาม อุทศิ กาลงั กาย กาลังใจ จนสุดความสามารถ บังเกดิ ผลดีแกต่ นเองและสว่ นรวม ความรบั ผิดชอบอาจแบ่งไดเ้ ป็น 3 ชนิด 1. ความรับผิดชอบต่อสังคม หมายความว่า ต้องรับผิดชอบสมบัติของสังคม รบั ผิดชอบตอ่ คณุ หรือค่าของสงั คม 2. ความรบั ผิดชอบต่อตนเอง 3. ความรับผิดชอบต่อธรรมชาติ หรือตอ่ พระธรรม ความรับผิดชอบ๗ คือ การยอมรับรู้ และสานึกในการกระทาของตนเอง ยอมรับผล การกระทาของตนด้วยความเต็มใจ ไม่ว่าผลการกระทาน้ันจะเป็นผลดีหรือผลร้าย และพร้อม ที่จะปรับปรุงแก้ไขให้ดีข้ึน ความรับผิดชอบเป็นส่ิงเกื้อหนุนให้บุคคลปฏิบัติสอดคล้องกับกฎจริยธรรม และกฎเกณฑ์ของสังคม โดยไม่ต้องมีการบังคับควบคุมจากผู้อื่น รับผิดชอบ๘ว่า หมายถึง ความมุ่งม่ัน ต้ังใจที่จะทาการปฏิบัติหน้าท่ีด้วยความผูกพัน ด้วยความ พากเพียร และความละเอียดรอบคอบ ยอมรับผลการกระทาในการปฏิบัติหน้าท่ี เพ่ือให้บรรลุผล สาเร็จตามความมุ่งหมาย พฤติกรรม ทแ่ี สดงออกถึงความรับผดิ ชอบ คือ 1. เอาใจใสใ่ นการทางานอย่างมีประสิทธภิ าพเพ่ือผลงานนั้น ๆ 2. ซ่ือสตั ยต์ ่อหนา้ ท่โี ดยไม่คานึงถงึ ผลประโยชนส์ ่วนตัว 3. เคารพต่อระเบยี บ กฎเกณฑ์และมีวนิ ัยในตนเอง 4. มอี ารมณ์หนกั แนน่ เมื่อเผชญิ อุปสรรค 5. ร้จู กั หนา้ ทีแ่ ละการกระทาตามหนา้ ท่เี ปน็ อย่างดี 6. มคี วามเพียรพยายาม 7. มคี วามละเอยี ดรอบคอบ 8. ใชค้ วามสามารถอยา่ งเต็มที่ 9. ปรับปรงุ งานในหน้าที่ใหด้ ีย่งิ ข้ึนท้ังตนเองและสังคม 10. ตรงต่อเวลา 11. ยอมรับการกระทาของตน 6.4.2 ความซ่อื สตั ย์ ความซอ่ื สตั ย์ ตามความหมายของพจนานกุ รม ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง การประพฤติตรงและจริงใจ ไม่คิดคดทรยศ ไม่คดโกงและไม่หลอกลวง ความซื่อสัตย์๙ไว้ว่า หมายถึง การประพฤติตนด้วยความจรงิ ใจ และตรงไปตรงมา พฤติกรรมทแี่ สดงออกถงึ ความซื่อสัตย์ คอื 1. ซื่อตรงต่อตนเอง 1.1 ไมค่ ล้อยตามพวกทีล่ ากหรอื ชักจงู ไปในทางทเ่ี สอื่ มเสยี ๗ ชานาญ นสิ ารตั น์ (อา้ งใน ณรงค์ ศลิ ารตั น์ 2544:29) ๘ กรมวิชาการ (2524 : 10 -16) ๙ ธวัชชยั ชยั จริ ฉายากลุ (2529 : 99)
1.2 ไมค่ ดโกง ตงั้ ใจทาจริง 2. ความซื่อสตั ยต์ ่อหนา้ ทก่ี ารงาน 2.1 ไม่เอาเวลาทางานในหน้าทไ่ี ปทาประโยชนส์ ว่ นตวั 2.2 ไม่ใช้อานาจหนา้ ท่ปี ระโยชน์สว่ นตัว 3. ความซ่ือสัตย์ต่อบุคคล 3.1 ประพฤตติ รงไปตรงมา ไมค่ ดิ คดต่อผู้อื่น 3.2 ไมช่ ักชวนไปทางเสอ่ื มเสีย 3.3 ไม่สอพลอเพ่ือหาประโยชนส์ ว่ นตน 4. ความซื่อสตั ย์ตอ่ สังคมและประเทศชาติ 4.1 รว่ มมอื รว่ มใจกันทางานด้วยความบริสทุ ธ์ใิ จ 4.2 ไม่เหน็ ประโยชนส์ ว่ นตน หรอื เอาดเี ขา้ ตน 4.3 ไมร่ ่วมมือกันทางานใดๆ ทผ่ี ดิ กฎหมายหรือระเบยี บข้อบังคับ 5. ความมรี ะเบยี บวนิ ัย ความมีระเบียบวินัย หมายถึง การควบคุมตนเองให้ประพฤติตามระเบียบแบบแผน กฎหมาย ข้อบังคับ กติกาของสังคม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และศีลธรรม อันนามาสู่ความสงบสุข ในชีวติ ของตนเองและความเปน็ ระเบยี บในสังคม 1. พฤติกรรมที่แสดงออกถึงความมีระเบียบวินัย คือการรักษาระเบียบวินัย ภายนอก 1.1 การรักษาระเบียบวินัยในการบริโภค ได้แก่ มีมารยาท เรียบร้อยในการ รับประทานอาหาร รับประทานอาหารใหถ้ ูกหลกั อนามัย และสุขวทิ ยา 1.2 การรักษาระเบียบวินัยในการอุปโภค ได้แก่ การรักษาร่างกาย เสอ้ื ผ้า ทอี่ ยู่อาศัย และเครือ่ งใชใ้ หส้ ะอาด เป็นระเบยี บเรียบรอ้ ย 1.3 การรักษาระเบียบวินัยต่อสถานท่ี ได้แก่ การรักษา ความสะอาดและความเป็น ระเบียบท้ังในสานักงาน วัด สถานที่ราชการ และสาธารณสถานต่าง ๆ เช่น แม่น้าลาคลอง ถน รถ โดยสาร สวนสาธารณะ ฯลฯ และประพฤติปฏิบัติตามกฎและข้อบังคับ ของสถานทน่ี ้ัน ๆ 2. การรักษาระเบียบวินัยภายใน ได้แก่ การแต่งกายและควบคุมท่วงที กิริยา วาจา และใจ ให้หมดจด งดงาม ด้วยการเว้นช่ัว ประพฤติชอบ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ได้แก่ ระเบียบทว่ งที ระเบยี บกริ ยิ า ระเบียบวาจา และระเบียบใจ การจดั ท่าทาง ทา่ ทีให้เหมาะสมกับฐานะและภูมริ ู้ของตน ไมด่ ูหมิน่ ผ้อู ื่น ไม่ ทะนงตน ระเบียบกิริยา ได้แก่ การควบคุมอาการของร่างกายท่ีเคลื่อนไหวให้ปรากฏ แก่คนท้ังหลาย โดยควบคุมและปรับปรุงกิริยาให้งดงาม เป็นระเบียบ มีกิริยาดี สุภาพอ่อนโยน ประพฤติปฏบิ ัตใิ ห้ เหมาะสมแก่บคุ คล โอกาส เวลา สถานท่ี ระเบียบวาจา ได้แก่ การพูดสมานไมตรี พูดไพเราะ พูดดี ไม่พูดเท็จ ไม่พูด ส่อเสียด ไม่พูดคา หยาบ และเพ้อเจ้อ ระเบยี บใจ ได้แก่ การรูจ้ กั ควบคมุ จิตใจและอารมณใ์ ห้อยู่ในกรอบระเบียบ ทีด่ ีงาม
6. ความเสียสละ ความเสียสละ หมายถึง การละความเห็นแก่ตัว การให้ปันแก่คนท่ีควรให้ด้วยกาลัง กาย กาลังทรัพย์ กาลังสติปัญญา รวมท้ังการรู้จักสลัดทิ้งอารมณ์ร้ายในตนเองด้วยพฤติกรรม ที่แสดงออก ถึงความเสียสละท้ังกาย วาจา ใจ สติปัญญา กาลังทรัพย์ ความเสียสละ๑๐ว่าการยอมยก ผลประโยชน์ส่วนตัว ให้แก่บุคคลอ่ืนหรือสังคมเม่ือมีโอกาส ความเสียสละ คือ การละความเห็นแก่ตัว การทาเพอื่ คนอน่ื หรือส่วนรวม การให้ปันแก่ ผู้อ่ืน หรือกลุ่มบุคคลที่ควรให้ด้วยกาลังกาย กาลังทรัพย์ กาลงั ความคิดพฤตกิ รรมทแ่ี สดงออกถงึ ความเปน็ ผ้เู สียสละ คอื 1. การใหท้ างกาย 1.1 ช่วยเหลอื ผอู้ ่ืนทาธุรการงานที่ไม่มโี ทษ 1.2 ไมน่ งิ่ ดดู าย 1.3 ช่วยเหลอื งานสาธารณประโยชน์ 2. การใหท้ างวาจา 2.1 ช่วยเหลอื ให้คาแนะนาท้ังในทางโลกและทางธรรม 2.2 ชว่ ยเจรจาเอาเป็นธรุ ะให้สาเรจ็ ประโยชน์ 3. การให้ทางสติปัญญา 3.1 ชว่ ยแสดงความคิดเหน็ อย่างตรงไปตรงมา 3.2 ชว่ ยแกป้ ัญหาเดอื ดรอ้ นแก่คนท่ีเดือดร้อน 3.3 ชว่ ยคิดแนวทางที่ถูกทีช่ อบ 4. การให้ดว้ ยกาลงั ทรพั ย์ 4.1 แบ่งปันเคร่ืองอปุ โภคบริโภคแกผ่ ขู้ ัดสนท่ีควรให้ 4.2 แบ่งปันเงนิ ทองให้ผู้ขัดสนทค่ี วรให้และสละทรัพย์เพื่อสา ธารณกุศล 5. การให้ทางใจ 5.1 ยินดเี มื่อเหน็ ผู้อื่นมคี วามสขุ 5.2 ใหอ้ ภยั ในความผดิ ของผอู้ ื่นทสี่ านกึ ผดิ ไม่อาฆาตจองเวร 6. ความอดทน ความอดทน๑๑เป็นความสามารถในการควบคุมสภาวะทางอารมณ์ หรือการกระทา ของตนให้เป็นไปอย่าง สงบราบเรยี บ และเปน็ ปกติพร้อมทง้ั ยังสามารถปฏิบตั ภิ าระหนา้ ที่ต่างๆ ทมี่ ีอยู่ ตอ่ ไป ไม่มีการ หยดุ ชะงัก ล่าช้า เมื่อต้องเผชญิ กบั สถานการณ์ สิง่ แวดล้อมทีเ่ ป็นอุปสรรค หรอื ถูกชกั จงู ใหไ้ ขว้เขว 6.5 งานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วขอ้ ง ๑๐ ธวัชชยั ชัยจิรฉายากุล (อ้างใน ณรงค์ ศลิ า รตั น์ 2544:31) ๑๑ วลั ลภ กนั ทรพั ย์ และไทย ทิพย์สวุ รรณกุล (2529 :771)
ณรงค์ ศิลารัตน์๑๒ ได้ทาการวิจัยเร่ือง ศึกษาพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของนักเรียน โรงเรียน มธั ยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่าระดับช้ันเรียนเป็นตัว แปรท่ีทาให้ นักเรียนมีคุณธรรมจริยธรรมท้ังไม่แตกต่างและแตกต่างกัน ส่วนใหญ่มีพฤติกรรม เป็นไปในลักษณะ เดียวกัน ที่ผลการวิจัยเป็นเช่นนี้เพราะ ประการแรก นักเรียนช้ันมัธยมศึกษา ตอนต้นและตอนปลาย อยูใ่ นชว่ งอายุประมาณ 12 - 18 ปี ซ่ึงเป็นช่วงอายุวัยรุ่นตอนต้นและวัยรุ่น ตอนปลาย นับว่าเป็นวัย ที่ใกล้เคียงกนั ซง่ึ เปน็ วยั ทเี่ ดก็ ใช้สตปิ ัญญาหาเหตผุ ลแสวงหาค่านิยมของ ตนเองเพื่อนาไปสู่การดาเนิน ชีวิตเมื่อเป็นผู้ใหญ่ ประการท่ีสองน่าจะเป็นเพราะว่า การปลูกฝัง คุณธรรมจริยธรรมในโรงเรียน มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย มีจุดเน้นให้โรงเรียนปลูกฝังใน เร่ืองเดียวกัน คือ ความมีระเบียบ วนิ ัย ความรบั ผดิ ชอบ ความซือ่ สตั ย์ ความเสียสละและความอดทน คนัย จารุประสิทธ์ิ๑๓ ไดท้ าการวจิ ยั เรือ่ ง ทศั นคติเชิงจริยธรรมของ นักศึกษาวิชาเอกพลศึกษา ในกลมุ่ วิทยาลยั พลศกึ ษาภาคใต้ กลมุ่ ตวั อย่างเป็นนักศึกษาภาคปกติช้ันปี ที่ 1 และช้ันปีที่ 2 วิชาเอก พลศึกษา จานวน 288 คน เครื่องมือท่ีใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็น แบบสอบถามสารวจมาตราส่วน ประมาณค่า ทัศนคติเชิงจริยธรรมด้านความรับผิดชอบ ความมี ระเบียบวินัย ความเสียสละ และความเอื้อเฟื้อเผ่ือแผ่ ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษาชายมีทัศนคติเชิง จริยธรรมอยู่ในระดับปาน กลาง แต่นักศึกษาหญิงอยู่ในระดับสูง เม่ือเปรียบทัศนคติเชิงจริยธรรม ของนักศึกษาระหว่างช้ันปี พบวา่ นักศึกษาชั้นปที ่ี 1 และปที ่ี 2 มที ัศนคตเิ ชงิ จริยธรรม ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 ประนอม โสภิพันธ์๑๔ ได้ทาการศึกษา การพัฒนาพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของ นักเรียน โรงเรียนบ้านไทยวิทยาคม อาเภอเข่ืองใน จังหวัดอุบลราชธานี พบว่า จากผลการเข้าค่าย คุณธรรม นอกสถานศึกษา นักเรียนกลุ่มเปูาหมายมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม มีความอดทน เสียสละและ เคารพต่อกติกาของส่วนรวม ซึ่งเห็นชัดเจนจากการใช้กิจกรรมเกม เพลงต่าง ๆ มีความ นอบน้อมต่อ ครูอาจารย์ ไม่ได้เลือกว่าเป็นครูอาจารย์จากโรงเรียนอื่นท่ีไม่ได้สอนตนเอง นักเรียนมี ความเป็น ระเบียบ นักเรียนเห็นถึงโทษของยาเสพติด ยอมรับในกฎระเบียบของการเข้าค่าย ประพฤติตนเป็น ศิษย์ท่ีดีของครู มีจิตสานึกท่ีจะพัฒนาตนเอง กล้าทาความดีท้ังต่อหน้าและลับหลัง สามารถสร้าง อุดมการณ์ชีวิตได้ พึ่งตนเองได้อย่างมีศักด์ิศรี สร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่จิตใจ มีความ ประทับใจ จากการเข้าค่าย เข้าใจในบาปบุญอันเน่ืองจากการกระทาเห็นถึงภาพชีวิตของตนเองใน การที่จะเป็น บุตร ท่ีดี มีจติ ใจอ่อนโยนต่อครูและบิดามารดา ประสิทธ์ิ นวลศรี๑๕ ได้ทาการศึกษาแนวทางการพัฒนาพฤติกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านยิ มท่พี งึ ประสงคข์ องนักเรยี นในโรงเรยี นหวั หินวิทยาคม พบว่า 1. ระดับคุณภาพด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ของนักเรียนอยู่ใน ระดับ ปรับปรงุ 2. แนวทางการพัฒนาพฤติกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมท่ีพึงประสงค์ ของ นักเรียน คือ ผู้บริหารและบุคลากรในโรงเรียนทุกคนต้องปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี ส่งเสริม ๑๒ ณรงค์ ศลิ ารตั น์ (2544) ๑๓ คนัย จารุประสทิ ธิ์ (2533 : 117-118) ๑๔ ประนอม โสภิพนั ธ์ (2546) ๑๕ ประสทิ ธิ์ นวลศรี (2547)
ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการดาเนินกิจกรรม จัดให้มีการยกย่องเชิดชูเกียรตินักเรียน ประชาสัมพันธ์ ผลงานของนักเรียนและโรงเรียน มีคณะกรรมการกากับติดตาม ประเมินผลการดาเนินกิจกรรม สรุปผลการ- ดาเนินอย่างต่อเนื่อง จัดการอบรมให้ความรู้ด้านเทคนิคการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม แก่ครูผู้สอน สร้างความตระหนักให้แก่นักเรียนทราบถึงคุณค่าและประโยชน์ของคุณ ธรรม จริยธรรม ที่มตี อ่ ตนเองและสว่ นรวม ปรีชา ริโยธา๑๖ ได้ทาการศึกษา การพัฒนางานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม นักเรียนช้ัน มัธยมศึกษาตอนต้น โดยใช้โครงการพัฒนาจิตในโรงเรียนบ้านแฝกโนนสาราญ สานักงาน การประถมศึกษาอาเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม พบว่า กาธรรมสวนะทุกวันพระ และการ ฝกึ อบรมพัฒนาจติ ตามโครงการพฒั นาจติ แล้ว ทาให้กลุ่มผู้ร่วม ศึกษาได้มีความรู้ความเข้าใจ สามารถ นาหลักธรรมไปสอดแทรกในห้องเรียนได้ กลุ่มเปูาหมายมี ความรู้ ความเข้าใจในคุณธรรม จริยธรรม ด้านการมีระเบียบวินัย ความซื่อสัตย์ต่อตนเอง การมี เมตตากรุณา เอื้อเฟ้ือเผ่ือแผ่ ต่อส่วนรวม และ การประหยดั อดออม มากย่งิ ขึ้น ธารินี มลาราม๑๗ ได้ทาการศึกษาคุณลักษณะเชิงจริยธรรมของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4-6 จังหวดั รอ้ ยเอ็ด พบว่านกั เรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4-6 มีคุณธรรมเชิงจริยธรรม อยู่ในระดับสูง 4 ด้าน และอยู่ในระดับปานกลาง 7 ด้าน โดยเรียงลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย คือ ความรับผิดชอบ ความเสียสละ ความอุตสาหะ ความมีระเบียบวินัย ความเมตตากรุณา ความมี เหตุผล ความยุติธรรม ความกตญั ญกู ตเวที ความประหยัด ความซ่อื สัตย์ และความสามัคคี เยาวภา รักการงาน๑๘ ได้เปรียบเทียบการใช้เหตุผลเชิงจริยธรรมในการ แก้ปัญหาทาง วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและส่ิงแวดล้อมของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ มัธยมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนสาธติ สังกัดทบวงมหาวิทยาลัย ในเขตภาคกลาง กลุ่มตัวอย่างเป็น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ท่ี 1 และช้ันปีที่ 5 จานวน 276 คน เคร่ืองมือที่ใช้เป็นแบบวัดการใช้เหตุผล เชิงจริยธรรม ในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและส่ิงแวดล้อม พบว่านักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีท่ี 1 และช้ันปีที่ 5 มีข้ันพัฒนาการทางจริยธรรมไม่แตกต่างกัน แต่มีคุณลักษณะทาง จริยธรรมด้านความ ซ่อื สตั ย์ แตกตา่ งกนั อยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดบั .05 วัชราภรณ์ มานิมนต์๑๙ ได้ทาการศึกษาจริยธรรมสาหรับบุคลากรในองค์การ : กรณีศึกษา โรงเรียนสายน้าทิพย์ พบว่าบุคลากรมีจริยธรรมอยู่ในระดับสูง โดยด้านความซ่ือสัตย์มี ค่าเฉล่ียสูงสุด รองลงมาคือ ความมีระเบียบวินัย ความขยันและความรับผิดชอบตามลาดับ ผลการจาแนกระดับ จริยธรรมตามภมู ิหลังทางสังคม พบวา่ เพศหญงิ จะมจี รยิ ธรรมมากกวา่ เพศชายผูจ้ บ การศึกษาระดับต่า กว่าปริญญาตรีและผู้ที่จบปริญญาโทจะมีจริยธรรมสูงกว่ากลุ่มอ่ืน ๆ ผู้ที่มี ตาแหน่งบริหารและผู้ที่ เป็นลูกจ้างชั่วคราวจะมีจริยธรรมสูงกว่ากลุ่มอื่น สาหรับอายุงานและ สถานภาพสมรสพบว่าไม่มี ความแตกตา่ งในระดับจรยิ ธรรม ๑๖ ปรชี า รโิ ยธา (2546) ๑๗ ธารนิ ี มลาราม (2547) ๑๘ เยาวภา รกั การงาน (2535 : 72) ๑๙ วัชราภรณ์ มานิมนต์ (2549)
สุภาวดี พรประสิทธ์ิกุล๒๐ ได้ทาการศึกษาพฤติกรรมทางจริยธรรมของพนักงาน ธนาคารกรุงไทย จากัด (มหาชน) สานักงานใหญ่ พบว่าพฤติกรรมทางจริยธรรมของพนักงาน ธนาคารกรุงไทย ทั้ง 7 ด้าน คือ ความรับผิดชอบ ความซ่ือสัตย์ ความมีเหตุผล ความเมตตากรุณา ความยุติธรรม การรักษาระเบียบวินัย และความสามัคคี อยู่ในระดับสูง และตัวแปรท่ีสัมพันธ์ กับ พัฒนาการทางจริยธรรม ได้แก่ อายุงาน ตาแหน่ง รายได้ ส่วนตัวแปรที่เหลือ ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส และระดับการศึกษา พบว่า ไมม่ ีความสัมพนั ธ์กับพฤติกรรมทางจริยธรรม สุทธิภรณ์ แหยมรักษา๒๑ (2546) ได้ศึกษาพฤติกรรมความรับผิดชอบของนักเรียนช้ัน มัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนสังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน จังหวัดนครปฐม พบว่า 1. พฤติกรรมความรับผิดชอบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนสังกัด สานักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน จังหวัดนครปฐม นักเรียนมีพฤติกรรมความรับผิดชอบ โดยรวมและรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมาก คือ ความรับผิดชอบต่อตนเอง ความรับผิดชอบต่อ สถาบนั ความรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม และความรบั ผดิ ชอบตอ่ การเลา่ เรยี น 2. เมื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมความรับผิดชอบจาแนกตามเพศ พิจารณาและรายด้าน ทุกด้าน พบว่า นักเรียนหญิงและนักเรียนชายมีพฤติกรรมความรับผิดชอบแตกต่างกัน อย่างไม่มี นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จาแนกตามชั้นจาแนกตามปีท่ีกาลังศึกษา พิจารณา โดยรวมพบว่า นักเรียนมัธยมปีที่ 4 กับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5 มีพฤติกรรมความรับผิดชอบ แตกต่างกันอย่าง มีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 และจาแนกตามผลการเรียน พิจารณาโดยรวม และรายด้านทุกด้าน พบว่า นักเรียนท่ีมีผลการเรียนเกรดเฉลี่ย 3.00-4.00 กับนักเรียนท่ีมีผลการ เรียนเกรดเฉลี่ย 1.00-2.99 มีพฤติกรรมความรับผิดชอบแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ท่ีระดบั 0.05 ๒๐ สภุ าวดี พรประสิทธ์กิ ลุ (2547) ๒๑ สทุ ธภิ รณ์ แหยมรกั ษา (2546)
Search