Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore อุปลักษณ์สัตว์ในนวนิยาย เรื่อง “คนในนิทาน” : สัตว์ศึกษา ตามมุมมองวรรณกรรมวิจารณ์เชิงนิเวศ

อุปลักษณ์สัตว์ในนวนิยาย เรื่อง “คนในนิทาน” : สัตว์ศึกษา ตามมุมมองวรรณกรรมวิจารณ์เชิงนิเวศ

Published by nkhwanchanok, 2019-12-27 02:52:10

Description: การวิจัยวรรณกรรมโดยใช้แนวคิดการวิจารณ์เชิงนิเวศ แขนงสัตว์ศึกษา

Keywords: อุปลักษณ์สัตว์,คนในนิทาน,รรณกรรมวิจารณ์เชิงนิเวศ

Search

Read the Text Version

วารสาร มนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สุราษฎรธ์ านี Journal of Humanities and Social Sciences Suratthani Rajabhat University ปีที่ 11 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2562

วารสารมนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั สรุ าษฎร์ธานี Journal of Humanities and Social Sciences Suratthani Rajabhat University เจา้ ของ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั สุราษฎรธ์ านี ทป่ี รึกษา อธิการบดมี หาวิทยาลัยราชภฏั สรุ าษฎรธ์ านี คณบดคี ณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ บรรณาธกิ าร ดร.พชิ ยั สุขว่นุ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสรุ าษฎรธ์ านี รองบรรณาธกิ าร ผศ.ดร.ศิรริ ตั น์ ชพู ันธ ์ อรรถพลพพิ ฒั น ์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สุราษฎรธ์ านี กองบรรณาธกิ าร ศาสตราจารยเ์ กียรตคิ ุณ ดร.ปรชี า กาญจนาคม ii ข้าราชการบำานาญ ศาสตราจารย ์ ดร.รัตติยา สาและ ขา้ ราชการบำานาญ รองศาสตราจารย ์ ดร.ประเวศ อนิ ทองปาน i มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ รองศาสตราจารย ์ ดร.สมศักด ์ิ ศรสี นั ตสิ ขุ i มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น ดร.อทุ ยั ดุลยเกษม ข้าราชการบำานาญ ดร.ศจุ ิณฐั จติ วิรยิ นนท ์ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั ดร.นรา พงษ์พานิช มหาวิทยาลัยราชภฏั สุราษฎรธ์ านี อาจารยฉ์ ลองชยั ทศั นโกวิท มหาวิทยาลัยราชภัฏสรุ าษฎรธ์ านี อาจารย์สนั ติชยั แยม้ ใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี สาำ นกั งานกองบรรณาธกิ าร ผชู้ ่วยศาสตราจารยเ์ กยี รติศักด ิ์ ดวงจันทร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั สรุ าษฎรธ์ านี ดร.วทิ วสั ขนุ หนู i มหาวิทยาลัยราชภัฏสรุ าษฎรธ์ านี ดร.รชั ดา เรืองสารกุล มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สรุ าษฎร์ธานี อาจารยน์ รู ูลฮดู า เจะเลาะ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสุราษฎรธ์ านี อาจารย์พสธร สขุ เสน มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี อาจารย์อมร หวังอคั รางกูร มหาวิทยาลัยราชภฏั สรุ าษฎรธ์ านี Mr. Christopher John Hawes มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี นางสาวซาบรี า่ ละเหรา่ i มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสรุ าษฎรธ์ านี สำานักงาน สาำ นักงานกองบรรณาธิการวารสารมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ คณะมนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสรุ าษฎรธ์ านี 272 หม ู่ 9 ต.ขนุ ทะเล อ.เมอื งฯ จ.สรุ าษฎรธ์ าน ี 84100 โทร. 0 - 7791 - 3386 E - mail: [email protected] จำานวนพมิ พ์ 1,000 เล่ม พมิ พท์ ี่ บริษัท พมิ พด์ ี จาำ กดั 30/2 ม. 1 ถ.เจษฎาวถิ ี ต.โคกขาม อ.เมือง จ.สมทุ รสาคร โทร. 02 - 401 - 9401 - 7, 085 - 918 - 7426 โทรสาร. 02 - 401 - 9417 E - mail: [email protected] จดั รปู เลม่ .นางสาวซาบีรา่ ละเหรา่ วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร ์ ผา่ นการรับรองคณุ ภาพของ TCI เป็นวารสารกล่มุ ที่ 1 พ.ศ. 2560 ต้นฉบับทุกเรอื่ งทพี่ มิ พเ์ ผยแพรไ่ ดร้ บั การตรวจสอบความถกู ตอ้ งทางวชิ าการโดยผทู้ รงคณุ วฒุ ิ (Peer Review) ดว้ ยรปู แบบ Double - blind peer review เฉพาะสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ การตีพิมพ์บทความซ้�าต้องได้รับ การอนญุ าตจากกองบรรณาธิการเปน็ ลายลักษณ์อกั ษร

วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ บทบรรณาธิการ บทบรรณาธิการ วารสารมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร ์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สรุ าษฎรธ์ าน ี ปท ่ี 11 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2562 กองบรรณาธิการได้คัดสรรบทความที่มีคุณภาพ อยา่ งละเอยี ดรอบคอบ ทง้ั ในแงข่ องมาตรฐานทางวชิ าการและแงม่ มุ ทเี่ ปน็ ประโยชนต์ อ่ สงั คม ปจจบุ นั โลกของวชิ าการควรเพมิ่ การศกึ ษาคน้ ควา้ งานวชิ าการทแี่ กป้ ญหาชวี ติ จรงิ ใหม้ ากกวา่ เดมิ โดยตอ้ งเพม่ิ การตง้ั คาำ ถามวา่ เปาหมายของการมชี วี ติ และการรวมตวั เปน็ สงั คมคอื อะไร ถา้ คนสว่ นใหญ่ เหน็ วา่ เปาหมายของชวี ติ คอื การหารายไดใ้ หม้ ากทส่ี ดุ เพอ่ื ตอบสนองความตอ้ งการทไ่ี มส่ นิ้ สดุ ความหวงั ดงั กลา่ วนเ้ี องจะกลายเปน็ ปญหาของชวี ติ และสงั คมอยา่ งลกึ ซง้ึ ทรรศนะของชวี ติ และสงั คมในลกั ษณะเชน่ น ี้ กาำ ลงั ทาำ ความยงุ่ ยากแกช่ วี ติ สว่ นตวั และ สงั คมสว่ นรวม นโยบายของรฐั และงานวชิ าการสว่ นใหญก่ ย็ งั ไมห่ ลดุ ไปจากแนวทางดงั กลา่ วน้ี เราจงึ ไมไ่ ดส้ มั ผสั กบั ความคดิ หรอื งานวชิ าการนอกกระแส และอาจไมเ่ ชอื่ วา่ มที รรศนะอนื่ ๆ ของชีวิตและสังคมนอกเหนือจากที่เดินตาม ๆ กันไปเช่นน้ี ความหลากหลายทางวิชาการ ทก่ี ลา่ วถงึ กนั อย ู่ จึงไม่ได้หลากหลายจริง เพราะเปาหมายลึก ๆ ก็คือต้องการหารายได้หรือ ประโยชนอ์ ยา่ งอนื่ เพอ่ื ตอบสนองความตอ้ งการทไี่ มส่ นิ้ สดุ ทเี่ รยี กวา่ เกนิ ความพอดนี นั่ เอง บทบรรณาธกิ ารฉบบั น ี้ จงึ ขออนญุ าตนาำ เสนอทรรศนะของทา่ นพทุ ธทาสภกิ ขใุ นแงม่ มุ ทางเศรษฐกจิ เพอื่ นาำ เสนอทางเลอื กของการพฒั นาเศรษฐกจิ ทอี่ ยนู่ อกกระแสหลกั และเปน็ ประโยชนต์ อ่ การทบทวน หาทางออกตอ่ ภาวะเศรษฐกจิ ของประเทศในปจจบุ นั ซงึ่ แทจ้ รงิ แลว้ ทรรศนะของทา่ นพทุ ธทาสภกิ ขใุ นแงม่ มุ ตา่ ง ๆ ยอ่ มสวนกระแสกบั ทศิ ทางการพฒั นาของโลกปจจบุ นั อยหู่ ลายเรอ่ื ง ทง้ั ศาสนา ปรชั ญา การเมอื ง เศรษฐกจิ การศกึ ษา และแมแ้ ตก่ ารทาำ งานในชวี ติ ประจาำ วนั กองบรรณาธกิ ารจงึ ตง้ั ใจจะใชพ้ น้ื ทนี่ เี้ ผยแพรค่ วามคดิ ทางเลอื กดงั กลา่ วตามทโ่ี อกาส จะอำานวย เพื่อให้ผู้สนใจได้มีทางเลือกทางวิชาการและทางเลือกของการพัฒนาประเทศ ในแงม่ มุ ตา่ ง ๆ การอา่ นงานและความคดิ ของทา่ นพทุ ธทาสภกิ ข ุ จาำ เปน็ ตอ้ งจบั หวั ใจของความคดิ หลกั ๆ ใหไ้ ด ้ โดยหลกั ความคดิ ของทา่ นมอี ยวู่ า่ “พระพทุ ธเจา้ สอนเรอื่ งความทกุ ขแ์ ละการดบั ทกุ ข์ เทา่ นน้ั การดบั ทกุ ขค์ อื การทาำ ใหจ้ ติ ไมย่ ดึ ถอื วา่ เปน็ ตวั ตนและของตน มนษุ ยจ์ าำ เปน็ ตอ้ งมชี วี ติ ที่ต้องทำาหน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎธรรมชาติ ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัว ท่ีเรียกว่า กฎอทิ ปั ปจจยตา มคี วามหมายวา่ เมอ่ื ม ี สงิ่ น ี้ ๆ เปน็ ปจจยั สงิ่ น ี้ ๆ จงึ เกดิ ขน้ึ โลกจงึ เปน็ อนตั ตา คอื ไมม่ ตี วั ตนทแ่ี ทจ้ รงิ ของสง่ิ ใด

ข วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ Journal of Humanities and Social Sciences, Vol. 11 (3) ขอ้ ความในตอนตน้ น ี้ อาจลกึ เกนิ ไปตอ่ การทาำ ความเขา้ ใจ แตจ่ าำ เปน็ ตอ้ งนาำ เสนอ หลกั ความคดิ ของทา่ นเสยี กอ่ น เพอื่ ปองกนั การตคี วามออกนอกเสน้ ทาง และจะเปน็ ประโยชน์ ตอ่ การพจิ ารณาทรรศนะของทา่ นในแงม่ มุ ตา่ ง ๆ ซงึ่ ในโลกทผ่ี นั ผวนอยา่ งปจจบุ นั จาำ เปน็ อยา่ งยง่ิ ที่ต้องต้ังสติและทำาความเข้าใจอย่างแยบคาย หากมีชีวิตไปตามกระแสที่เป็นอยู่ ถือว่า “มชี วี ติ ทขี่ าดทนุ หรอื ไมไ่ ดใ้ ชส้ ตปิ ญญาใหเ้ ตม็ ศกั ยภาพของการเปน็ มนษุ ย”์ เม่ือพิจารณาถึงสภาพเศรษฐกิจในปจจุบัน ก็พอจะรับรู้ได้ว่ากำาลังอยู่ในภาวะที่ ยากลาำ บาก รฐั บาลพยายามกระตนุ้ ใหเ้ กดิ การหมนุ เวยี นทางเศรษฐกจิ เพอ่ื ใหท้ กุ คนไดป้ ระโยชน์ จากการซอ้ื ขายแลกเปลย่ี นดงั กลา่ ว แตก่ ารกระทาำ ของรฐั บาลฝายเดยี วอาจไมเ่ พยี งพอ และ ไมแ่ นใ่ จวา่ เปน็ หนทางทถ่ี กู ตอ้ งหรอื ไม ่ ปญหาเศรษฐกจิ ดงั กลา่ วนเ้ี กดิ ขน้ึ ทวั่ โลก ประเทศไทย และชมุ ชนทอ้ งถนิ่ กเ็ ปน็ กลไกหนง่ึ ของการตอ่ เชอื่ มกระแสตา่ ง ๆ ซงึ่ เรยี กวา่ เศรษฐกจิ กระแสหลกั และเปน็ เชน่ นมี้ ายาวนาน ทา่ นพทุ ธทาสภกิ ขไุ ดเ้ สนอทรรศนะทางเศรษฐกจิ ทที่ า่ นเรยี กวา่ เปน็ ทรรศนะของ พุทธบริษัทหรือเป็นทรรศนะของพุทธศาสนา ซึ่งมีความลึกซ้ึงรอบด้าน มีเปาหมายอยู่ที่ ความสงบสขุ ของชวี ติ และสงั คม แตกตา่ งจากการขบั เคลอ่ื นเศรษฐกจิ กระแสหลกั ทมี่ เี ปาหมาย อยทู่ กี่ าำ ไรและการใชอ้ าำ นาจทางเศรษฐกจิ แสวงหาผลประโยชนใ์ หต้ นเอง ทา่ นเหน็ วา่ ปญหาทางเศรษฐกจิ แทจ้ รงิ แลว้ เปน็ ปญหาทางศลี ธรรม หมายถงึ เปน็ ปญหาของการเหน็ แกต่ วั และการพา่ ยแพต้ อ่ กเิ ลสของมนษุ ย ์ เปน็ การกระตนุ้ ใหเ้ กดิ การบรโิ ภค ท่เี กินพอด ี จึงเปน็ การทาำ ลายธรรมชาติ ทาำ ลายความเป็นมนุษย ์ และใช้อำานาจเบียดเบียน ครอบงาำ ชวี ติ ผอู้ น่ื ลกั ษณะเชน่ นเี้ รยี กวา่ เปน็ ปญหาทางศลี ธรรม ความหมายแทจ้ รงิ ของคาำ วา่ “เศรษฐกจิ ” คอื “การกระทาำ ใหด้ ที สี่ ดุ ถกู ตอ้ งทสี่ ดุ ” ไมใ่ ชก่ ารหากาำ ไรใหไ้ ดม้ ากทสี่ ดุ นแี่ สดงวา่ คนสว่ นใหญเ่ ขา้ ใจผดิ เกย่ี วกบั ความหมายของคาำ วา่ เศรษฐกิจ การกระทำาให้ดีท่ีสุด คือการกระทำาให้ชีวิตมีความพอดีและมีความสงบสุข แต่เศรษฐกจิ กลบั เต็มไปด้วยการแขง่ ขันและการทาำ ลายกัน

วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ ค บทบรรณาธิการ ความหมายของการกระทาำ ใหด้ ที สี่ ดุ ในทางเศรษฐกจิ คอื การทาำ ใหข้ องทมี่ คี า่ นอ้ ย มคี า่ มากขนึ้ หรอื ทาำ จากของทไี่ มม่ คี า่ เลยใหม้ คี า่ สงู สดุ เชน่ รา่ งกายเรานใี้ นทางพทุ ธศาสนา ถอื เปน็ สงิ่ ทต่ี อ้ งเนา่ เปอยและแตกดบั การทาำ ใหช้ วี ติ มคี วามสงบและเขา้ ถงึ นพิ พานได ้ ถอื วา่ ทาำ ใหช้ วี ติ นมี้ คี า่ ทสี่ ดุ ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ ตา่ ง ๆ กเ็ ชน่ เดยี วกนั การทาำ สงิ่ ทไี่ มม่ คี า่ ใหม้ คี า่ สงู สดุ คอื การทาำ ใหช้ วี ติ และสงั คมมคี วามปลอดภยั และเปน็ ปกตสิ ขุ ท่านพุทธทาสภิกขุได้อ้างคำาสอนของพระพุทธเจ้าที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจว่า “ตถาคตเกดิ มาในโลกเพอ่ื ประโยชนข์ องมหาชน ทง้ั มนษุ ยแ์ ละเทวดา” นคี่ อื หนา้ ทท่ี างเศรษฐกจิ คอื คนเราตอ้ งเกดิ มา เพอ่ื ประโยชนข์ องคนทกุ ฝายในโลกน ้ี ทา่ นขยายความคาำ วา่ “มนษุ ย”์ หมายถงึ ผทู้ ตี่ อ้ งทาำ งานหนกั และอยกู่ บั เหงอ่ื และคนุ้ ชนิ กบั สง่ิ น ี้ แต ่ “เทวดา” คอื ผทู้ ไี่ มต่ อ้ ง ทำางานหนักหรือเปน็ ผไู้ มร่ จู้ กั เหงอื่ ในทางเศรษฐกจิ เทวดากค็ อื นายทนุ มนษุ ยก์ ค็ อื ผใู้ ชแ้ รงงาน นายทนุ กห็ าประโยชนจ์ ากผใู้ ชแ้ รงงานอยเู่ สมอ เมอ่ื ระบบเศรษฐกจิ กลายเปน็ หวั ใจของสงั คม ผทู้ ม่ี อี าำ นาจเหนอื กวา่ จงึ ทาำ อาชญากรรมทางเศรษฐกจิ อยเู่ สมอ ในสถานการณป์ จจบุ นั ประเทศ มหาอาำ นาจทางเศรษฐกจิ จงึ ทาำ อาชญากรรมทางเศรษฐกจิ อยตู่ ลอดเวลา ซงึ่ รา้ ยแรงกวา่ การฆา่ ดว้ ยอาวธุ ปญหาของระบบเศรษฐกิจในปจจุบัน คือมนุษย์ตกอยู่ภายใต้กิเลส “กลับเอา สงิ่ อนั ตรายทสี่ ดุ มาเปน็ สงิ่ ทด่ี ที สี่ ดุ สาำ หรบั เขา” เชน่ พวกทปี่ ลน้ ฆา่ ผอู้ น่ื เพอื่ ใหต้ วั เองไดท้ รพั ยส์ นิ กลบั เหน็ วา่ นเ่ี ปน็ สงิ่ ทดี่ ที ส่ี ดุ หรอื อาชญากรรมทางเศรษฐกจิ ทท่ี าำ กนั อยกู่ ลายเปน็ การกระทาำ ทด่ี ที ส่ี ดุ สงิ่ นจี้ งึ เปน็ ปญหา ซงึ่ เขาตคี วามวา่ เปาหมายของชวี ติ คอื การไดอ้ ยา่ งทใี่ จปรารถนาไมว่ า่ โดยวธิ ี ใด เปาหมายของชวี ติ ไมไ่ ดอ้ ยทู่ ค่ี วามพอเพยี งของปจจยั 4 และการทาำ ประโยชนใ์ หส้ งั คม การทาำ อาชญากรรมทางเศรษฐกจิ ดว้ ยความตงั้ ใจดงั กลา่ ว จงึ ผดิ กฎธรรมชาตขิ อง ความสงบสขุ หรอื ละเมดิ กฎของพระเจา้ ซงึ่ เปน็ ไปตามกฎอทิ ปั ปจจยตา คอื เมอ่ื ทาำ อยา่ งไร กไ็ ดอ้ ยา่ งนน้ั โดยสรปุ คอื สงิ่ ทเี่ รยี กวา่ ธรรมะหรอื กฎธรรมชาตไิ ดบ้ งั คบั ใหม้ นษุ ยแ์ ละสง่ิ ทง้ั หลาย ทาำ หนา้ ทท่ี างเศรษฐกจิ ใหถ้ กู ตอ้ ง เพอื่ ใหช้ วี ติ มคี วามสงบสขุ แตเ่ ราไมเ่ ขา้ ใจเศรษฐกจิ ในแงม่ มุ น้ ี ไมว่ า่ จะเกดิ การกระตนุ้ เศรษฐกจิ อยา่ งไร กไ็ มเ่ ปน็ ผลทจี่ ะทาำ ใหเ้ กดิ ความยตุ ธิ รรม ศลี ธรรมและ ความเทา่ เทยี ม ในฉบบั ตอ่ ไปจะนาำ เสนอทรรศนะของทา่ นพทุ ธทาสภกิ ขใุ นแงม่ มุ อน่ื ซง่ึ ลว้ นแลว้ แตเ่ ปน็ ประโยชนต์ อ่ การพฒั นาในปจจบุ นั เปน็ อยา่ งยงิ่

ง วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ Journal of Humanities and Social Sciences, Vol. 11 (3) สาำ หรบั บทความวจิ ยั และบทความวชิ าการในฉบบั น ้ี เปน็ งานวชิ าการทเ่ี สนอแงม่ มุ ของการแกป้ ญหาในระดบั ลกึ ของความเปน็ มนษุ ย ์ เชน่ งานวชิ าการทางศาสนา ดนตร ี ศลิ ปะ วรรณกรรม ภาษา การเมอื งและเทคโนโลย ี ความหลากหลายดงั กลา่ ว ทาำ ใหว้ ารสารฉบบั น ้ี ตอบสนองผสู้ นใจไดอ้ ยา่ งกวา้ งขวาง บรรณาธกิ าร

วารสารวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 7 มนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศบาทบสรรณตาธกิ ราร ์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏสรุ าษฎรธ์ านี ปีที่ 11 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2562 สารบญั บทบรรณาธิการ ก บทความวิจัย 1 อปุ ลักษณส์ ตั ว์ในนวนิยาย เรือ่ ง “คนในนิทาน” : สตั วศ์ กึ ษา ตามมุมมองวรรณกรรมวิจารณเ์ ชิงนิเวศ ขวญั ชนก นัยจรญั Impact of Literature Circles on Students’ Intercultural 26 Awareness Taweewat Inree Saneh Thongrin การรับรู้เสียงพยญั ชนะทา้ ยภาษาองั กฤษของนกั ศกึ ษา 44 มหาวิทยาลัยราชภฏั สุราษฎรธ์ านี 72 ศริ ิรัตน ชูพนั ธ อรรถพลพิพัฒน 113 การพัฒนาระบบบัญชีวสิ าหกิจชุมชนเกษตรกรเลี้ยงกงุ้ ทตาำาบริกลาหว้ แยยมม่วขงะมองัาำ เภอกำาแพงแสน จังหวดั นครปฐม นนั ทวัจน ปญญายศธนากรณ ศึกษาวเิ คราะห์ผลงานสรา้ งสรรคจ์ ติ รกรรมร่วมสมัยของศลิ ปน ในจังหวัดสุราษฎรธ์ านีเพอื่ สร้างสรรคง์ านศิลปะ วรรณลพ มีมาก

ฉ วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ Journal of Humanities and Social Sciences, Vol. 11 (3) สารบัญ การพัฒนารูปแบบการระงับขอ้ พิพาทในชมุ ชนโดยพุทธสันตวิ ิธี 149 สำาหรับคณะกรรมการหมู่บ้าน ภูภณัช รัตนชัย บทความวิชาการ 178 เครือข่ายการเรยี นรขู้ องคนดนตรีไทย: ข้อสงั เกตนัยเชงิ วิจารณ์ 215 ไอยเรศ บุญฤทธิ์ 232 Liberal Democracy is the Key to World Peace Apiradee Jiropas ECmolelargbionrgatInivsetruWcrtitioinngalinTethcehnDoigloitgayl EErnahancing Jitlada Moonma บทวจิ ารณห์ นงั สือ 259 รอ็ กศกึ ษา : สนุ ทรียะ - การเมือง - พืน้ ที่ ฉลองชัย ทัศนโกวิท แนะนำาผเู้ ขยี น 275 คาำ แนะนาำ สำาหรับผเู้ ขยี น 279 รายนามผูท้ รงคณุ วุฒิพิจารณาบทความ 285 ใบสมคั รสมาชิก 291

วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 1 อปุ ลกั ษณสตั วในนวนยิ าย เรื่อง “คนในนทิ าน” : สัตวศึกษา ตามมุมมองวรรณกรรมวิจารณเชิงนเิ วศ อปุ ลกั ษณสัตวในนวนิยาย เร่ือง “คนในนทิ าน” : สัตวศกึ ษา ตามมุมมองวรรณกรรมวิจารณเชงิ นเิ วศ Animal Metaphors in “People in Story” : Animal Study with Regard to Ecocriticism Perspective ขวญั ชนก นัยจรัญ1 Khwanchanok Naijarun บทคัดยอ บทความน้ีมีวัตถุประสงคเพื่อวิเคราะหอุปลักษณสัตวตามแนวคิดสัตวศึกษา ในมุมมองวรรณกรรมวิจารณเชิงนิเวศจากนวนิยายเรื่องคนในนิทาน ของ กร ศิริวัฒโณ ดําเนินการวิจัยโดยใชระเบียบวิธีวิจัยทางมนุษยศาสตร ทําความเขาใจและตีความ วรรณกรรมตามแนวคิดสตั วศกึ ษาในมุมมองวรรณกรรมวจิ ารณเชิงนเิ วศ ผลการวจิ ัยพบวา อุปลกั ษณสตั ว มี 2 ลักษณะ คอื 1) อุปลักษณสัตวในการสรางอํานาจในครอบครัว เพ่ือแยงชิงการเปนผูนํา สตั วถกู นาํ มาใชเปนเครอื่ งตอรองอาํ นาจโดยมนษุ ยยดั เยยี ดความเปนสตั วใหผานการกระทาํ การเปรียบเปรย การย่ํายี แสดงใหเห็นความอยุติธรรมที่มนุษยมีตอสัตว 2) อุปลักษณ มนษุ ยในสงั คมเปนสตั วทอ่ี ยใู นฝงู มนษุ ยสรางวฒั นธรรมใหเปนเครอื่ งแสดงความเจรญิ งอกงาม มนุษยจึงมองสัตววามีความเปนอ่ืนจากเผาพันธุของตนนําไปสูการปฏิบัติตอสัตวอยางไม เทาเทียม ท้ังท่ีมนุษยและสัตวตางก็มีความเปนหน่ึงเดียวกันในฐานะสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ โดยนวนยิ ายไดตแี ผพฤตกิ รรมมนษุ ยขณะเดยี วกนั กบั ทเี่ สนอแงมมุ ใหฉกุ คดิ ถงึ ความเสมอภาค และความเปนธรรมระหวางมนุษยกบั สัตว คําสําคญั : คนในนิทาน อุปลักษณสัตว วรรณกรรมวิจารณเชิงนเิ วศ 1ผูชวยศาสตราจารย ดร.ประจําสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลยั ราชภัฏพบิ ูลสงคราม ตดิ ตอไดที่ : [email protected] 1Assistant Professor Dr., Department of Thai Language, Faculty of Humanities and Social Sciences, Pibulsongkram Rajabhat University, e - mail: [email protected]

2 วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ Journal of Humanities and Social Sciences, Vol. 11 (3) Abstract The aim of this article was to analyze animal metaphor according to the concept of animal studies from the perspective of ecocriticism from “People in Story” of Korn Siriwatthano. The research was conducted by using research methodology for the humanities, attempted to understand and interpreted literature based on animal studies from a perspective of ecocriticism. The result showed that there were two animal metaphors to express 1) Animal metaphors in creating power in the family to compete for leadership. Humans exerted a bargaining power on animals to a depiction in the form of animals through actions. Making use of animal metaphor and invasion revealed an injustice of humans in animals. 2) Human metaphor in society was animals that live together in herds. Humans had developed culture as a symbol of prosperity; therefore, they considered animals different from them, leading to an unfair treat. However, humans and animals were both living creatures connected to nature. The novel unfolded human behavior while it also offered an insight into equality and justice between humans and animals. Keywords: People in Story, Animal Metaphor, Ecocriticism บทนาํ ตั้งแต อดีตจนถึงปจจุบันสัตวถูกนํามาประกอบสรางในเร่ืองเลา นิทาน วรรณกรรม และพธิ ีกรรมของมนษุ ยอยางหลากหลาย สิง่ เหลานเ้ี ปนเคร่ืองยืนยนั วามนุษย และสัตวมีความสัมพันธกันมาเปนเวลาชานาน ในวรรณกรรมบอยคร้ังที่สัตวถูกนํามา ประกอบสรางเปนตัวละครในลักษณะของการอุปลักษณ (Anthropomorphism) เปนการเปรียบเทียบวาสัตวมีลักษณะเปนมนุษย เชน นิทานพ้ืนบาน ตํานานพื้นบาน เพลงกลอมเด็ก เปนตน ดังที่ Clark (cited in Thanya Sangkhapunthanon, 2017:

วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 3 อปุ ลักษณสตั วในนวนิยาย เรื่อง “คนในนทิ าน” : สัตวศกึ ษา ตามมุมมองวรรณกรรมวิจารณเชงิ นิเวศ 354) อธิบายวาการทาํ สัตวใหเปนมนุษย คือ การสวมใสลักษณะรูปแบบหรือบุคลกิ ลกั ษณะ ของมนษุ ยใหแกสัตว เทพเจา หรือวัตถุสิง่ ของ โดยผานการใชภาษาของมนุษยทีย่ ดึ ตนเอง เปนศนู ยกลาง การประกอบสรางวรรณกรรมในลกั ษณะนสี้ ะทอนใหเหน็ ความสมั พนั ธใกลชดิ ระหวางมนุษยและสตั วทม่ี ีมาเปนเวลานาน สอดคลองกบั Thanya Sangkhapunthanon (2013: 274 – 275) ที่วิเคราะหคําฉันทดุษฎีสังเวยกลอมชาง โดยอธิบายวาเปนรองรอย แสดงใหเห็นความสัมพันธอันใกลชิดระหวางมนุษยกับธรรมชาติ และการใหความสําคัญ กับสัตววาเปนเสมือนมิตรท่ีดีของมนุษย แตเมื่อระบบคิดดังกลาวมาจากมุมมองของชนช้ัน ปกครอง ความสมั พนั ธระหวางมนษุ ยกบั ธรรมชาตกิ เ็ ปลยี่ นไปเปนความสัมพนั ธเชิงอํานาจ รบั ใชประโยชนตามอดุ มการณทางการเมือง ซ่ึงไมเพยี งแควรรณกรรมไทยเทาน้นั ท่ีนําสัตว มาประกอบสรางในตัวบท วรรณกรรมของญ่ีปุนหลายเร่ืองก็มักมีสัตวเปนตัวละครหน่ึงที่ อยูรวมกับมนุษย ดังที่ Arisa Pisitsotaranon (2017: 46) ไดศึกษาการตูนเร่ืองเนาซิกะ มหาสงครามหบุ เขาแหงสายลม และอธบิ ายวาเนาซกิ ะเปนหญงิ ทม่ี กี ระรอกเทโตะเกาะไหล การมสี ตั วอยบู นบาเปนสญั ลกั ษณของคนทเี่ ปนมติ รกบั สตั วและสงิ่ แวดลอม เปนการสอ่ื ภาพ แทนวาคน สัตว และสิ่งแวดลอมดํารงอยูคูกัน กาวไปพรอม ๆ กัน นับเปนการเรียกรอง จรยิ ธรรมในการนาํ เสนอภาพของสัตวผานการใชภาษาของมนุษย การศึกษาความสมั พันธระหวางมนุษยและสัตวหรือสตั วศกึ ษา (Animal Study) เปนแขนงหนง่ึ ของวรรณกรรมวจิ ารณเชงิ นเิ วศ (Ecocriticism) ซงึ่ ใหความสาํ คญั กบั สรรพสง่ิ ในโลกธรรมชาติท้ังสิ่งมีชีวิตและไมมีชีวิต มุงวิเคราะหความสัมพันธระหวางมนุษยและ ธรรมชาติในมุมมองท่ีเปนกลางใหความยุติธรรมท้ังกับมนุษยและส่ิงแวดลอม สัตวถือเปน สิ่งมีชีวิตในธรรมชาติเชนเดียวกับมนุษย แตโดยท่ัวไปสัตวที่ถูกนําเสนอในวรรณกรรมมักมี ฐานะตาํ่ ตอยกวามนษุ ย สตั วศกึ ษาในมมุ มองของวรรณกรรมวจิ ารณเชงิ นเิ วศยดึ หลกั คดิ วาสตั ว และมนุษยมีสถานะเทาเทียมกันเน่ืองจากเปนสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศเดียวกัน ท้ังน้ีพบวา สัตวในวรรณกรรมไทยมักถูกหยิบข้ึนมานําเสนอในเชิงสัญลักษณของอํานาจในลักษณะใด ลักษณะหน่ึง ยกตัวอยางบทวิจารณของ Chadarat Soontorndham (2015: 56) ท่ีวจิ ารณเร่ืองอสิ รภาพของประชาคม ลุนาชยั อธบิ ายวาลิงแสมในเรอ่ื งเปนสญั ลักษณของ การแสวงหาเสรีภาพ เปนภาพแทนของคนในสังคมประชาธิปไตยท่ีไมยอมจํานนตอ

4 วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ Journal of Humanities and Social Sciences, Vol. 11 (3) การถูกกักขังหรือถูกลิดรอนเสรีภาพโดยไมเปนธรรม ท้ังน้ีภาพนําเสนอในวรรณกรรมท่ีมี ตัวละคร หรือการตอสูกันระหวางมนุษยกับสัตวมักจบลงที่สัตวเปนผูพายแพ ท้ังนี้ การพิจารณาวรรณกรรมที่นําเสนอการอุปลักษณสัตวในเชิงอํานาจจึงเปนสิ่งทาทาย จริยธรรมของมนุษยวามนุษยมองส่ิงมีชีวิตตางเผาพันธุในลักษณะเชนใด ดังท่ี Suradech Chotiudompant (2017: 216 - 217) กลาววามนษุ ยตองเผชิญหนากบั พรมแดนระหวาง มนษุ ยกบั สตั ว ซงึ่ มนษุ ยอาจตองกลบั มาทบทวนและตระหนกั ถงึ ขดี จาํ กดั ในการคดิ แบบมนษุ ย สตั วศกึ ษาเปนเครอื่ งผลกั ดนั ใหความเปนมนษุ ยถกู สรางใหเปนธรรมชาตทิ มี่ สี ารตั ถะในตวั เอง ขยายขอบเขตความเปนมนุษยและลดทอนหรือลบลางความเปนสัตวที่มนุษยยัดเยียดให กับส่ิงมีชีวิตตางเผาพันธุ จะเห็นวาสัตวที่ถูกนําเสนอในตัวบทวรรณกรรมหากมองในทาง มานุษยวิทยาสัตวมักเปนสัญลักษณของอํานาจ การตอรอง ซ่ึงถือเปนการมองสัตวใน ลักษณะมนุษยนิยมซึ่งใหคาความหมายในเชิงวัฒนธรรม นําไปสูความไมเทาเทียมระหวาง มนุษยกับส่ิงตาง ๆ รอบขางซ่ึงรวมไปถึงสัตวดวย แนวคิดมนุษยนิยมยกมนุษยวาเปน ผูประเสริฐเนื่องจากเปนแนวศึกษาท่ียึดมนุษยเปนศูนยกลาง (Anthropocentric) จึงมัก สรางภาพทางลบใหกับส่ิงท่ีไมใชมนุษย และบอยครั้งท่ีภาพทางลบดังกลาวตกอยูท่ีสัตว หากแตประเดน็ สตั วศกึ ษาในมมุ มองวรรณกรรมวจิ ารณเชงิ นเิ วศหาเปนเชนนนั้ ไม เพราะสตั วศกึ ษา เปนการวเิ คราะหวรรณกรรมเชงิ นเิ วศมงุ ใหความยตุ ธิ รรมกบั สตั วในฐานะสง่ิ มชี วี ติ ในธรรมชาติ หรอื การยดึ สตั วเปนศนู ยกลาง (animal - centric) ดงั ท่ี Thanya Sangkhapunthanon (2017: 364) อธิบายวาประเด็นเกยี่ วกบั สัตวในมมุ มองการวิจารณเชงิ นเิ วศใหความสําคัญ กับจริยธรรมโดยใหความสนใจเร่ืองการกดขี่และการทารุณกรรมสัตว ซ่ึงความคิดท่ีวา มนุษยกับสัตวตางกันนําไปสูการอภิปรายกอใหเกิดความเขาใจผิดโดยตัวบทวรรณกรรม มักใหอํานาจของมนุษยเหนือกวาสัตว จากแนวคิดน้ีผูวิจัยจึงมุงวิเคราะหความสัมพันธ ระหวางมนษุ ยและสตั วผานการแสดงความสมั พนั ธเชงิ อาํ นาจในลกั ษณะของการอปุ ลกั ษณ โดยยึดกรอบคิดประเด็นสัตวศึกษาในมุมมองวรรณกรรมวิจารณเชิงนิเวศมาเปนกรอบใน การวิเคราะหตัวบท ซ่ึงวิเคราะหโดยใชสัตวเปนศูนยกลางและใหความสําคัญกับการ อปุ ลกั ษณสตั วและการนําเสนอสัตวในฐานะภาพแทน กร ศิรวิ ัฒโณ ไดอธิบายภูมหิ ลังของนวนยิ ายเรื่องคนในนทิ านไววาเปนงานเขยี น ถึงสังคมยอนยุคเกษตรกรรมของคนลุมทะเลสาบสงขลา คนในสังคมเกษตรกรรม

วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 5 อปุ ลกั ษณสตั วในนวนยิ าย เรื่อง “คนในนทิ าน” : สตั วศกึ ษา ตามมุมมองวรรณกรรมวิจารณเชิงนิเวศ ใชชวี ติ เรยี บงาย หากนิ กบั ธรรมชาติ อาศยั พง่ึ พงิ ธรรมชาติ พวกเขาอยรู วมกนั มคี วามสมั พนั ธ ในลักษณะเครือญาติ เปนสังคมท่ีมีความเอ้ือเฟ อเผ่ือแผ ชวยเหลือซ่ึงกันและกัน ผานกิจกรรมในการประกอบอาชีพ ดวยตัวบทท่ีเปนสังคมเกษตรกรรมสิ่งที่นําเสนอคือ มนุษยยอมอยูกินกับธรรมชาติ สัตวเปนแรงงานสําคัญในการทําเกษตรกรรม การสมสู ระหวางมนุษยกับสัตว ถูกหยิบยกมาเปนปมสําคัญของเร่ือง นวนิยายเรื่องน้ีจึงนาจะ นําเสนอประเด็นจริยธรรมระหวางมนุษยและสัตวไดชัดเจนเรื่องหนึ่งโดยสัตวถูกนํามา ประกอบสรางในเรื่องเปนส่ิงมีชีวิตท่ีไรเดียงสา ถูกมนุษยใชอํานาจในการขมเหงรังแกและ ถูกนํามาเปนเคร่ืองตอรองในเชิงอํานาจระหวางพอตากับลูกเขยดวย และมีการนําเสนอ ภาพมนุษยท่ีมีความเปนสัตวนับเปนการอุปลักษณสัตวไดอยางนาสนใจ ซ่ึงถือเปน การทาทายกรอบวัฒนธรรมอันดีงามในสังคมมนุษย ดังนั้นผูวิจัยจึงสนใจศึกษาลักษณะ ของการอุปลักษณสัตวตามแนวคิดสัตวศึกษาในมุมมองวรรณกรรมวิจารณเชิงนิเวศ โดยมี วตั ถุประสงค คอื เพอ่ื วเิ คราะหอปุ ลกั ษณสตั วตามแนวคดิ สตั วศึกษาในมมุ มองวรรณกรรม วจิ ารณเชงิ นิเวศจากนวนยิ ายเร่อื งคนในนิทาน ของ กร ศริ ิวฒั โณ วธิ ีดาํ เนินการวิจยั การวจิ ยั ครงั้ นดี้ าํ เนนิ การวจิ ยั โดยใชระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทางมนษุ ยศาสตร ทาํ ความเขาใจ และตีความวรรณกรรมตามแนวคิดสัตวศึกษาในมุมมองวรรณกรรมวิจารณเชิงนิเวศ (Ecocriticism) นําเสนอผลการวจิ ัยโดยใชการพรรณนาวเิ คราะห ผลการวิจยั ผลการวิจัยพบวา อุปลักษณสัตวตามประเด็นสัตวศึกษาในมุมมองวรรณกรรม วิจารณเชิงนิเวศ มี 2 ลักษณะ คือ อุปลักษณสัตวในการสรางอํานาจในครอบครัว และ อปุ ลักษณมนษุ ยในสงั คมเปนสตั วทอี่ ยใู นฝงู ดงั นี้ 1) อุปลักษณสตั วในการสรางอาํ นาจในครอบครัว ครอบครัวท่ีถูกนําเสนอเปนตัวละครเอกของเรื่อง คือ ครอบครัวของเทิ้มทด ในครอบครัวน้ีเดิมมีเพียงเท้ิมทด น่ิมนอย และลูกสาวสองคน คือ ดอกบวบและดอกแตง ตอมาครอบครัวขยายขึ้นเม่ือดอกบวบแตงงานกับกริช และดอกแตงแตงงานกับสินชัย จึงกลายเปน 3 ครอบครัวที่อาศัยอยูรวมกันในบานของเทิ้มทด ตามครรลองของสังคม

6 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ Journal of Humanities and Social Sciences, Vol. 11 (3) เกษตรกรรม ผูชายเปนแรงงานหลักในการทํามาหากิน และเทิ้มทดซึ่งมีอาวุโสมากท่ีสุด จึงเปนผูนําของครอบครัว ขณะเดียวกันกริชลูกเขยคนโตก็พยายามแยงชิงอํานาจเพ่ือจะ เปนผูนําครอบครัวดวย ดังน้ันอํานาจในครอบครัวท่ีถูกนําเสนออยางโดดเดนท่ีสุด คือ อํานาจระหวางพอตากับลูกเขย ทั้งนี้สัตวถูกนํามาอุปลักษณในลักษณะของพฤติกรรม มนุษยวาไมตางจากสัตว เห็นไดจากการสรางอํานาจในครอบครัวท่ีปรากฏใน นวนิยาย เรอ่ื ง คนในนทิ าน ปรากฏดงั น้ี 1.1) อาํ นาจในครอบครัวระหวางพอตากบั ลูกเขย อาํ นาจในครอบครวั ระหวางพอตากบั ลกู เขยเปนอาํ นาจทป่ี รากฏเดนชดั ทส่ี ดุ ไดแก ความขดั แยงระหวางพอตากบั ลกู เขยคนโต คือ กริช ท่พี ยายามแยงชงิ ความเปนผูนาํ ในครอบครัว หรอื แยงชิงการเปน “จาฝูง” ซึ่งไมตางจากสตั ว ลกั ษณะของอาํ นาจระหวาง กริชกับเท้ิมทดท่ีปรากฏในตัวบทเริ่มจากการตอรอง ขมขู บีบบังคับ โดยมีปมเรื่องมาจาก กรชิ ลกู เขยคนโตเปนผกู มุ ความลบั ทเี่ ทม้ิ ทดมรี สนยิ มทางเพศแบบผดิ เผาพนั ธุ กลาวคอื เทม้ิ ทด มีอารมณทางเพศกับสุนัข คร้ังหน่ึงขณะที่เทิ้มทดกําลังลงมือขมขืนแมหมาลายขาวแดง บงั เอญิ วากรชิ เขามาเหน็ เขา ซงึ่ ในขณะนน้ั กรชิ เองกย็ งั ไมแนใจวาสง่ิ ทตี่ นเหน็ คอื อะไรกนั แน ขณะท่ีเท้ิมทดผูกระทําความผิดก็รอนตัววากริชเห็นวาตนกําลังมีเพศสัมพันธกับสุนัข กรชิ จงึ มอี าํ นาจเหนอื เทมิ้ ทดในฐานะผกู มุ ความลบั ดงั นนั้ เมอ่ื กรชิ สงผใู หญมาสขู อดอกบวบ ลูกสาวของเท้ิมทด แมเทิ้มทดไมอยากยกใหแตก็จํายอม เพราะกลัววาหากไมยอมกริชจะ นําความลับของตนไปเปดเผย และตนจะกลายเปนท่ีรังเกียจไมสามารถอยูรวมกับคนใน สงั คมได แสดงใหเห็นวากรชิ ใชอาํ นาจในเชงิ ตอรอง ดังขอความวา “เท้ิมทดอึดอัดหงุดหงิดเต็มอกแตจําตองกล้ํากลืนฝนยอม พูดอะไรไมออกเหมือนนํ้าทวมปาก ... แกไมควรเอาเร่ืองไมเปน เร่ืองสวนตัวมาเปนเรื่องสรางความลําบากใจใหกับลูกเมีย ในท่ีสุด เทม้ิ ทดตองจํายอมยกดอกบวบใหกรชิ ไป ... พอคิดถึงเรือ่ งท่ีโบสถเกา ในบายวันน้ันแลวแกฉุนกึกขึ้นมาทันที มันทําใหเทิ้มทดรูสึกวาตัวเอง กําลงั ตกอยูในความไมปลอดภยั ตลอดเวลา” (Korn Siriwatthano, 2019: 31 - 32)

วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 7 อุปลกั ษณสัตวในนวนิยาย เรอ่ื ง “คนในนทิ าน” : สัตวศึกษา ตามมมุ มองวรรณกรรมวจิ ารณเชงิ นิเวศ เมอ่ื กรชิ แตงงานกับดอกบวบและยายเขามาอยูในบานของเท้มิ ทด การแยงชงิ ความเปนผูนําระหวางพอตากับลูกเขยอยางกริชจึงเกิดขึ้นบอยคร้ัง และทุกคร้ังเทิ้มทด มักจะเปนผูท่ีเสียทีกริชเสมอ เชนเหตุการณตอนท่ีเทิ้มทดชวนกริชไปสอยไขมดแดงริมน้ํา โดยวางอบุ ายวาจะเหยียบบาของกริชใหสะใจ ดังขอความ “แกคิดวาคราวน้ีจะเหยียบบาลูกเขยตัวแสบใหเต็มตีนสักคร้ัง หมั่นไสมนั มานานนกั ” (Korn Siriwatthano, 2019: 30) เทม้ิ ทดออกอบุ ายใหกรชิ อยใู ตนาํ้ แลวจบั ไมหลกั ทป่ี กเอาไวใหแนน สวนเทม้ิ ทด จะเหยียบบาแลวยอนรังมดแดง แตเทิ้มทดกลับถูกกริชตลบหลังเม่ือมดแดงท้ังรังรวงลงมา ใสเทิม้ ทด ปรากฏขอความดงั นี้ “ปลอยมอื เร็ว ปลอย ปลอย!” แตกริชจับไวแนนไมยอมปลอย จนกระท่ังเทิ้มทดตองท้ิงตัว ลงน้ําตูมใหญกริชจึงยอมปลอยมือจากขอเทาของเทิ้มทดแลวรีบ ผุดขึ้นมาหายใจรัว ปากอากวาง ... กริชเห็นเชนน้ันทําทีเปนขยี้ มดแดงท่ีกดั หวั ลานของเท้ิมทด แรง ๆ ปากกพ็ ดู อยูตลอดเวลา “มดแดงเตม็ หัวเลยพอ อยู อยู ..มดแดง มดแดง เผียะ ๆ “ กรชิ ตีหัวลานของเท้ิมทดแรง ๆ คลายคนตกใจทําอะไรไมถกู (Korn Siriwatthano, 2019: 48 - 48) การแยงชิงอํานาจระหวางพอตากับลูกเขยอยางเทิ้มทดและกริชดําเนินตอไป เร่ือย ๆ และกริชเองก็รูวาตัวเองเปนฝายผิด แตก็ไมไดแสดงทาทีวาจะสํานึกผิด แตอยางใด และหวาดระแวงวาเทิ้มทดจะทํารายตนกลับคืนในรูปแบบใด พฤติกรรมของ กรชิ เปนการอปุ ลกั ษณมนุษยใหมีสัญชาตญาณไมตางจากสตั ว ดงั ขอความวา

8 วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ Journal of Humanities and Social Sciences, Vol. 11 (3) กริชเองนิ่งเงียบมาหลายวัน นับแตวันท่ีไปยอนไขมดแดง บนตนหวาริมคลองโนน เขารูและมองออกวาเทิ้มทดยังโกรธเขา ไมหาย กริชเองก็รูสึกตัววาทํากับพอตาแรงเกินไป นึกแลวอดสงสาร ไมได เขาไมนาแกลงพอตาวัยเลยหกสิบแบบนั้นเลยจริง ๆ มันทําให เขานึกถึงสํานวนท่ีวา “ปนเฒา” ซึ่งเปนสิ่งท่ีไมเหมาะสมอยางยิ่ง คร้ังนี้เขาจึงเก็บคํานิ่ง ในใจลึก ๆ เขาไมรูวาเทิ้มทดจะมาไมไหนอีก วางใจไมได (Korn Siriwatthano, 2019: 55) กริชคิดจะแกแคนท่ีเคยเสียรูเทิ้มทด เขาถูกเทิ้มทดหลอกโดยใชอุบายใหกริช แบกเทิ้มทดซ่ึงเขาไปแอบในกระสอบขาวโพดกลับมาที่บาน กริชจึงแกแคนโดยการเขาไป แอบในกระสอบขาวโพดแลวใหเท้ิมทดหาบเขากลับบานบาง แตเทิ้มทดรูทัน จึงใชอุบาย หลอกควาญชางใหบังคบั ชางเอางามาทมิ่ กระสอบขาวโพดทก่ี รชิ แอบอยู ดังขอความ “อาว ถาชางตาดีเหมือนท่ีมึงวาลองใหแทงกระสอบขาวโพด ใบน้ดี ซู ”ิ ... เทิ้มทดเห็นควาญชางเอาจริง แกตกใจข้ึนมาทันที แตมันหาม ไมทนั เสียแลว ... เทิ้มทดรบี ตะโกนสดุ เสยี งวา “ขาวโพดหลบ ชางจะแทงแลว!” ส้ินเสียงตะโกนของเท้ิมทดกริชลมตัวลง กระสอบขาวโพด ตกพืน้ กรชิ เอาหวั ลงคอแทบหัก ชางแทงพลาดไปนดิ เดยี ว (Korn Siriwatthano, 2019: 139 - 140) จากเหตกุ ารณนแี้ สดงใหเหน็ วาเทมิ้ ทดตองการแสดงอาํ นาจในเชงิ ขมขตู อกรชิ ดังขอความวา

วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ 9 อุปลกั ษณสตั วในนวนยิ าย เรอื่ ง “คนในนิทาน” : สัตวศึกษา ตามมุมมองวรรณกรรมวจิ ารณเชิงนิเวศ “เท้ิมทดหาบกระสอบขาวโพดกลับบานโดยเร็ว ... พลางนึก ดาตวั เองวาทาํ ไปไดอยางไร นกึ ถึงหลานตัวนอยทีอ่ ยใู นทองดอกบวบ แลวถงึ กบั สะทานอยใู นอกแตอกี ใจกลบั ราเรงิ กระปรก้ี ระเปราอยางเหลอื เชอื่ รสู กึ เหมอื นสง่ิ สกปรกรกเรอื้ ในหวั ใจไดถกู ปดกวาดออกไปจนเกอื บหมด” (Korn Siriwatthano, 2019: 141) ซงึ่ วเิ คราะหไดวาทั้งเท้ิมทดและกรชิ ไมตางจากสตั วท่ีพยายามขมขูลองเชงิ กัน เท้ิมทดในตอนที่นึกถึงหลานตัวนอยที่อยูในทองของดอกบวบแลวรูสึกผิด มนุษยแตกตาง จากสตั วตรงทม่ี นษุ ยมวี ฒั นธรรม มศี ลี ธรรม รจู กั ผดิ ชอบชวั่ ดี สวนความรสู กึ ทเ่ี หมอื นไดแกแคน คอื สัญชาตญาณดิบทม่ี มี นษุ ยมไี มตางจากสัตวนนั่ เอง กริชเร่ิมมีอํานาจเหนือเท้ิมทดขึ้นไปอีกครั้ง เมื่อกริชบังเอิญไปเห็นวาเท้ิมทด กําลังขมขืนตีนขาวซึ่งเปนหมาอวนตัวเมียและเปนสัตวเลี้ยงของเทิ้มทด กริชเร่ิมแนใจวา เหตุการณที่ตนเห็นเทิ้มทดกําลังมีเพศสัมพันธกับแมหมาลายขาวแดงท่ีโบสถหลังเกาเปน เร่ืองจริง เหตุการณน้ีทําใหกริชอยูในสถานการณท่ีมีอํานาจเหนือกวาเท้ิมทดในฐานะผูกุม ความลับ กริชเร่ิมใชอํานาจท่ีมีในการขมขู และตอรอง ในขณะท่ีเท้ิมทดอยูกับความทุกข ทรมานกลัววาความลับอันดํามืดของเขาจะถูกเปดเผย กริชใชอํานาจท่ีเขามีเพ่ือแกแคน เทิ้มทด โดยเร่ิมจากการขมขูผานสถานการณการประกอบพิธีกรรมเรียกตาหมอโคกขี้แรง ซ่ึงพิธีกรรมน้ีมีชาวบานมารวมพิธีเปนจํานวนมาก กริชขมขูเท้ิมทดผานบทรองพื้นบาน ในการอัญเชิญตาหมอโคกข้แี รง ดวยบทรองที่แสดงวาตนรูความลับของเทม้ิ ทด ดงั นี้ “พอไปถึงกลางทางพอเอายานนางมดั อีหมไี ว” เพียงเทาน้ีเท้ิมทดก็แจมแจงแดงแจข้ึนในใจทันทีวากริชได รูความลับอันดํามืดของแกเขาแลวแน ... กริชจองตาเท้ิมทดผูพอตา แลวทําเปนไมสนใจ รองซ้ําความเดมิ อีกคร้ัง เสยี งดังกวาเดิม เทิ้มทดรูสึกเหมือนถูกจับแกผาประจานตอหนาฝูงชน ... แก จึงรองตอวา “รูแลวมึงอยาบอกทั้งนาในนานอกพอยกให” ทุกคนรองรับ โดยอัตโนมตั ิ พรอมกับหัวเราะครืน้ เครง (Korn Siriwatthano, 2019: 149 - 150)

10 วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ Journal of Humanities and Social Sciences, Vol. 11 (3) แสดงใหเห็นวากริชใชอํานาจขมขูจนกระทั่งไดท่ีนาทั้งหมดของเท้ิมทดแลว เขายงั ใชอาํ นาจนน้ั ในการตอรองเพอ่ื ใหไดผลประโยชนทเี่ พม่ิ ขน้ึ โดยการบบี บงั คบั ใหเทม้ิ ทด ยกววั ควายทม่ี ใี หกบั เขาดวย เทม้ิ ทดตกอยใู ตอาํ นาจของกรชิ จงึ จาํ ยอมปฏบิ ตั ติ ามคาํ ขอนน้ั โดยไมมีสิทธิ์ตอรองใด ๆ เท้ิมทดจึงพายแพตอกริชอยางศิโรราบเพราะหากไมปฏิบัติตาม และหากกริชเปดเผยความลับของตนตอหนาสาธารณชนเท้ิมทดจะไมเหลือแมแตศักด์ิศรี ของความเปนมนุษย เพราะเท้ิมทดทาํ ผิดวัฒนธรรมท่ีเปนแนวปฏบิ ตั อิ ันดีของคนในสงั คม เมื่อกริชเคยขมขูเทิ้มทดแลวไดผลประโยชนตามที่เขาตองการ เขาก็ฮึกเหิม ขมขูเทมิ้ ทดมาตลอดโดยไมคาํ นงึ ถึงความอาวุโส คิดแคเพียงวาตัวเองเปนผูชนะ พฤตกิ รรม ของกรชิ จงึ ไรศีลธรรม ดิบ เถ่อื น ขณะเดยี วกันเทมิ้ ทดกต็ องยอมเปนเบ้ียลาง เพราะกลวั วา หากถูกเปดเผยความลับจะทําใหเขากลายเปนท่ีนารังเกียจของคนในสังคม มีขอความ ปรากฏดังน้ี เท้ิมทดกําลังตกเปนฝายเสียเปรียบอยูหลายขุม ถาพูดใหเห็น ภ า พชัดเจนต องบอกว าขณะน้ีกริชกําลังได ทีขึ้นขี่คอเท้ิมทดอยู กริชเองก็พยายามชิงความไดเปรียบอยูตลอดเวลา เพื่อสราง ผลประโยชนใหแกตนเอง เท้ิมทดไมตางอะไรกับลูกไกในกํามือของ เขา บีบก็ตายคลายก็รอด กริชขอใหเทิ้มทดชวยอะไรแกจะทําให หมดทุกอยาง แมจะตกอยูในภาวะหวานอมขมกลืนเพียงใดก็ตาม เทมิ้ ทดกพ็ ยายามดนิ้ รนให หลดุ พนจากบวงทค่ี ลองคาคออยแู นนหนา ตลอดเวลา แตดูเหมือน ยิ่งด้ินมันยิ่งรูดแนนจนหายใจแทบไมออก ทําใหเท้ิมทดเขาใจถงึ ภาวะแหงความจาํ ยอมไดเปนอยางดี (Korn Siriwatthano, 2019: 251) เทม้ิ ทดพยายามดน้ิ รนใหหลดุ พนจากอาํ นาจของกรชิ แตเมอ่ื ถกู กรชิ ขมขเู ทมิ้ ทด ก็ตองกลับไปอยูในภาวะจํายอมเชนเดิม เพราะเขากลัววาคนในสังคมจะรังเกียจเขาพอถูก กริชใชอํานาจขมขูบอยมากข้ึนเท้ิมทดตัดสินใจอยางหมาจนตรอกวาเปนอยางไรก็เปนกัน เขายอมใหกริชมีอํานาจเหนือเขา และกริชใชอํานาจน้ันอยางรุนแรงมากข้ึนจนเขาหมด ศักดิ์ศรขี องความเปนคน เขาเลยตอตานโดยการไมปฏิบัตติ ามคาํ ส่งั ของกริช ดงั ขอความ

วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ 11 อปุ ลกั ษณสัตวในนวนิยาย เรือ่ ง “คนในนทิ าน” : สตั วศึกษา ตามมมุ มองวรรณกรรมวิจารณเชิงนเิ วศ “แกตั้งใจจะไมยอมออนขอใหกริชอีกตอไป อะไรจะเกิดก็ให มันเกิด จะแฉความลับดํามืดของแกก็ใหมันรูไป แกกล้ํากลืนฝน อกตรมมานานมากแลว แกไมสามารถอยูในสภาพท่ีถูกกดดัน ไดอีกตอไป เปนไรเปนกัน” (Korn Siriwatthano, 2019: 263) เมื่อเทิ้มทดตัดสินใจสูแบบหัวชนฝา เขาต้ังใจจะไมตกเปนเบ้ียลางรองรับ อํานาจของกริชอีกตอไป เนื่องจากกริชไมเคยไวหนาเขา กริชทํากับเขาจนเขาไมเหลือ ศักด์ิศรีของความเปนคน เท้ิมทดและกริชจงึ เกดิ การตอสูกนั โดยใชกําลงั ดังขอความวา “ท้ังสองคนหนาตาถมึงทึง แววตาเด็ดเด่ียว ไมหลงเหลือ ความสัมพนั ธระหวางพอตากับลูกเขย จองกนั ตาเขม็ง” (Korn Siriwatthano, 2019: 276) กริชไมเคยคิดวาตัวเองผิด ไมรูจักเด็กรูจักผูใหญ และไมมีศีลธรรมใด ๆ หากเขาไมไดในสงิ่ ทเ่ี ขาตองการเขากพ็ รอมจะทาํ ลายลาง เหมอื นดงั ทเ่ี มอ่ื เทมิ้ ทดไมทาํ ตาม คําสั่งเขา เขาก็นําความลับของเท้ิมทดไปเปดเผยใหชาวบานรู โดยไมคิดเลยวาท่ีผานมา ท้ังทนี่ า วัวควาย หรอื ลูกสาว เท้มิ ทดกไ็ ดยกใหเขาไปหมดแลว ดังขอความ “กูพูดความจริงโวย การพูดความจริงมันผิดตรงไหนวะ” กริชยังไมสํานึก พยายามพนคําพูดออกมา เน้ือตัวหนาตาเต็มไป ดวยเลอื ด มอื หนงึ่ กมุ บาดแผลทมี่ เี ลอื ดออกมากไว อกี มอื กาํ ดามมดี แนน สองตาแดงเปนเลอื ด “ความจรงิ ของมงึ แตมนั ทาํ รายกู ทาํ รายครอบครวั ของกู ทาํ ราย ศักดิศ์ รีของกู” เทมิ้ ทดโตทันควัน (Korn Siriwatthano, 2019: 280 - 281)

12 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ Journal of Humanities and Social Sciences, Vol. 11 (3) 1.2) อํานาจในครอบครวั ระหวางแมยายกบั ลูกเขย นิ่มนอยช่ืนชมและพอใจลูกเขยอยางกริช เพราะเปนคนฉลาด ทันคน ดังขอความ “กริชเปนคนฉลาด ทันคน กลางานดี มันคงเปนหัวหนา ครอบครัวที่ดีไดในอนาคต” (Korn Siriwatthano, 2019: 31) และท่ีสําคัญเมื่อกริชเข ามาเป นเขยในบ านของเท้ิมทดกับน่ิมน อยแล ว นิ่มนอยยังเคยมีเพศสัมพันธกับกริชดวย เนื่องจากคร้ังหน่ึงกริชไดออกอุบายวาเขาไป บนบานกบั เจาปา หากสิง่ ทบี่ นไดสมหวังจะมเี พศสัมพันธกับแมยาย “ผมบนบานกับตาหมอโคกขี้แรงไววา ถาไดวัวคืนมาจะขอ นอนกับแมยายสักคร้งั ” (Korn Siriwatthano, 2019: 211) ขณะเดยี วกนั กรชิ คดิ วาการมเี พศสมั พนั ธกบั นม่ิ นอยกเ็ ปนการเอาชนะเทมิ้ ทด ไดอีกทางหน่ึงดวย จากตัวบทนํามาวิเคราะหไดวาการที่กริชมีเพศสัมพันธกับน่ิมนอย เปนการสรางฐานอํานาจใหกับกริช และสรางอํานาจท่ีเหนือกวาโดย การกุมความลับ อนั ดาํ มดื ของอกี ฝาย การกระทาํ ของกรชิ และนมิ่ นอยจงึ ไมตางจากสตั วทมี่ สี ญั ชาตญาณดบิ ในการผสมพันธุกันโดยไมคํานึงถึงศีลธรรมและความถูกตอง แตเม่ืออารมณทางเพศน้ันได ถูกบรรเทาลงไปแลว กรอบของวฒั นธรรมจึงเขามากระตนุ ศีลธรรมของนิม่ นอย พฤตกิ รรม ของน่ิมนอยเปรียบไดกับนางสองแขนในหนังตะลุงที่ปรากฏในตัวบทอันเปนสัญลักษณ ของสัญชาตญาณสัตวในตัวมนุษย เปนความตองการดํามืดของจิตใจโดยไรกรอบ วัฒนธรรมใด ๆ ดังขอความวา เรื่องที่กริชไดบนบานไวกับตาหมอโคกขี้แรงน้ัน อันท่ีจริงแก จะบิดพลิ้วเสียก็ไดเพราะแกไมไดเปนคนบนบาน ... แกควรปลอยให ตาหมอโคกข้ีแรงแผลงฤทธิ์กับกริชเสียกอนแลวแกคอยทําตามท่ีกริช

วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ 13 อปุ ลกั ษณสัตวในนวนยิ าย เร่อื ง “คนในนทิ าน” : สัตวศกึ ษา ตามมุมมองวรรณกรรมวิจารณเชิงนเิ วศ บนบานไว ...นั่นเพราะภายในจิตใจของแกมีนางสองแขนแอบซอน อยเู หมอื นทเ่ี ทม้ิ ทดวานนั่ เอง พอเผลอนางสองแขนกจ็ ะแสดงตนออกมา ทําลายทกุ สิ่งทุกอยางใหยอยยับไปในทสี่ ดุ และยากจะแกไขดวย ... (Korn Siriwatthano, 2019: 220) การทก่ี รชิ มคี วามสมั พนั ธชสู าวกบั นมิ่ นอย ทาํ ใหกรชิ ไดผลประโยชนหลายอยาง เชน น่ิมนอยจึงตองเอาใจและเขาขางกริช ซึ่งน่ีถือเปนกลอุบายอยางหนึ่งของกริชใน การสรางฐานอาํ นาจเพอ่ื แยงชิงความเปนผูนําครอบครวั กริชจึงถือเปนผชู นะอยางแทจริง 1.3) อาํ นาจระหวางพี่เขยและนองเมยี กริชออกอุบายหลอกใหดอกแตงไปวิดปลาในหนองน้ํานากับตน กอนท่ี จะมีเพศสัมพันธกับดอกแตงซึ่งเปนนองสาวของภรรยา ดอกแตงจึงตกเปนภรรยาอีกคน ของกริช ดังน้นั จึงวเิ คราะหไดวากรชิ ใชสัญชาตญาณสัตวในการ “เทครัว” ผหู ญงิ ทุกคนใน บานมาเปนภรรยาของตน เพือ่ สรางฐานอาํ นาจของความเปนผูนาํ ใหตนอยเู หนอื จากคูแขง อยางเทม้ิ ทด อยเู หนอื คูเขย คือ สินชัย เพ่อื ตนเองจะไดเปนจาฝงู คอยควบคมุ ทุกคนอยาง แทจริง ดังทดี่ อกแตงไมกลาแสดงความคดิ เห็น ไมกลาวิจารณพฤตกิ รรมของกรชิ ท่ีกาวราว พอตา เนอ่ื งจากกลวั วากรชิ จะนาํ ความลบั ทต่ี นเองกต็ กเปนภรรยาอกี คนของกรชิ ไปเปดเผย ดอกแตงจงึ ตองเงียบ และอยูในภาวะจํายอม ดงั ขอความปรากฏ คอื ดอกแตงทอดถอนใจยาว พลันนกึ ไปถึงเร่ืองที่ตัวเองไปวิดปลา กับกริช มันเปนฝนรายที่เกาะกินใจดอกแตงอยูตลอดเวลา เปนยิ่ง กวามะเร็งรายกัดกรอนชีวิต ลึกแลวนางกลัวกริชจะปากพลอย เปดเผยมันออกมาอีก ครอบครัวของนางคงแตกเปนผุยผง คนอยาง กริชไวใจไมได ดังนั้นนางจึงไมใชคูตอกรของกริช เพราะนาง เสยี เปรยี บทกุ ประตู (Korn Siriwatthano, 2019: 270)

14 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ Journal of Humanities and Social Sciences, Vol. 11 (3) กริชลดทอนอํานาจของสินชัยดวยการเปนชูกับดอกแตง พฤติกรรมของกริช ถือเปนการดถู กู และลดทอนศกั ด์ศิ รีของสนิ ชัย ดงั ขอความวา “สนิ ชยั ยนื ตวั เยน็ เปนนา้ํ แขง็ ลาํ คอตบี ตนั เหมอื นถกู จบั ยดั แกลบ พดู อะไรไมออก รสู กึ มนึ เหมอื นโดนจามหวั ดวยขวานรามสรู ทรดุ ตวั ลง น่ังแชนํ้าถึงหนาอก ดอกบวบเขามากอดนองเขยแลวรองไหสะอึก สะอน้ื ” (Korn Siriwatthano, 2019: 287) จ า กเหตุการณ ดังกล าววิเคราะห ได ว าเพศสัมพันธ เป นสัญลักษณ ของ สัญชาตญาณดิบท่ีมนุษยและสัตวตางมีรวมกัน จากตัวบทใชสัญชาตญาณทางเพศเปน ภาพแทนของสญั ชาตญาณดบิ ในตัวมนุษย และการท่ดี อกแตงคิดไดหลังจากไดรวมเพศกบั พ่เี ขยตวั เองไปแลว คือ การตระหนกั รูถึงในศลี ธรรม ความไมเหมาะสมที่ตนไดทําส่ิงนั้นกับ พี่เขยและตั้งใจแนวแนวาจะไมทําส่ิงน้ันอีก ดังนั้นวัฒนธรรมหรือแนวปฏิบัติในสังคม จงึ เปนสง่ิ ทที่ าํ ใหมนษุ ยตางจากสตั ว โดยทม่ี นษุ ยสรางวฒั นธรรมขนึ้ มาเพอ่ื ยกระดบั วาเผาพนั ธุ ของตนเปนผปู ระเสรฐิ ซง่ึ หากไมมวี ฒั นธรรมมนษุ ยและสตั วกล็ วนเปนสง่ิ มชี วี ติ ในระบบนเิ วศ มีความปรารถนา มีสัญชาตญาณในการลาเหยื่อ การผสมพันธุ ไมแตกตางกัน จากเร่ือง สตั วจงึ ถูกนาํ มาใชในการตอรองอํานาจในฐานะ “ความลบั สุดยอด” ทีท่ ําใหผูอยใู ตอาํ นาจ พายแพอยางศิโรราบ การศึกษาภาพแทนของสัตวในตัวบทวรรณกรรม (Representation) ในลักษณะการนําเสนอสัตวในเชิงเปรียบเทียบหรืออุปลักษณ พบวา สัตวถูกนํามา อุปลักษณเปนลักษณะของตัวละครเอกในเร่ือง ท้ังกริชและเท้ิมทดก็ลวนเปนสัตว ท่ีอยูใน สถานะความตองการเปนจาฝงู โดยทง้ั คตู างใชอาํ นาจทง้ั หมดเทาทต่ี นมเี พอ่ื แยงกนั เปนผนู าํ สวนสนิ ชยั นมิ่ นอย ดอกบวบ ดอกแตง อปุ ลกั ษณเปนสตั วทเ่ี ปนผตู ามอยใู นฝงู ผชู ายเปนสตั ว ทใ่ี ชเลหเหลย่ี ม และพละกาํ ลงั ทาํ ลายลางศตั รู เพ่อื ความตองการเปนจาฝงู สวนผูหญิงเปน สัตวท่ีอยูในฝูง แมจะถูกจาฝูงกดข่ีรังแกแตก็ไมตองการที่จะหนีไปไหน เพราะอยางนอย หากอยูในฝูงกจ็ ะมีความปลอดภยั มจี าฝงู เปนผดู แู ล

วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 15 อุปลกั ษณสตั วในนวนยิ าย เรอื่ ง “คนในนิทาน” : สตั วศึกษา ตามมมุ มองวรรณกรรมวจิ ารณเชิงนิเวศ เมอื่ วเิ คราะหตามมมุ มองวรรณกรรมวจิ ารณเชงิ นเิ วศจะเหน็ วาสตั วถกู เชอื่ มโยง กับเรื่องของศีลธรรมและลักษณะนิสัยของมนุษย ผูเขียนใชสัตวมาเปนกระจกสะทอนให เหน็ สญั ชาตญาณของมนษุ ยทม่ี คี วามดบิ เถอ่ื น ไมตางจากสตั ว จากตวั บทเปนการเปรยี บเทยี บ สัตวเพ่ือนําเสนอภาพแทนธรรมชาติของมนุษยท่ีไรศีลธรรม อธิบายไดเปน 2 ประเด็น ไดแก กรณีเท้ิมทดท่ีมีความตองการรวมเพศกับสุนัข จิตไรสํานึกของเท้ิมทดที่เกิด อารมณทางเพศกับสุนัขถือเปนลักษณะของความเปนหน่ึงเดียวกันของส่ิงมีชีวิตท่ีลวนเกิด และดาํ รงอยใู นโลกเดยี วกัน จิตไรสํานกึ ไมมกี รอบของวัฒนธรรม หรือศีลธรรมใด ๆ มาเปน ตัวกําหนด แตเกิดข้ึนตามสัญชาตญาณ จากเร่ืองมนุษยคิดวาตนเองเหนือกวาสัตว จึงพยายามใชอาํ นาจในการขมเหง รงั แกสัตวดวยวิธีการตาง ๆ อยางพฤติกรรมของเทมิ้ ทด ทใ่ี ชอาํ นาจและกาํ ลงั ขมขนื แมหมาลายขาวแดงโดยจบั หวั สนุ ขั ยดั เขาไปในกลอง ทาํ ใหแมหมา ลายขาวแดงไมมีทางตอสูและถูกเท้ิมทดขมขืน เท้ิมทดขมขืนตีนขาวโดยการใชใบยานนาง มัดขาของตีนขาว ตีนขาวตอสูดวยสัญชาตญาณและกัดเทิ้มทดซึ่งเปนเจาของ พฤติกรรม ของเทิ้มทดแสดงใหเห็นวาเทิ้มทดมีความคิดวามนุษยเหนือกวาสัตว มนุษยจะใชอํานาจ ความเปนมนุษยขมเหงหรือรังแกสัตวก็ได หรือเรียกวาแนวคิดมนุษยเปนศูนยกลาง (Anthropocentric) อยางไรก็ตามจากกรณีของเทิ้มทดแมวาเทิ้มทดจะอยากมี เพศสัมพันธกับสัตวแตเท้ิมทดก็ยังคิดวาตัวเองเปนมนุษย เมื่อพินิจ “คนในนิทาน” ตามแนวคิดสัตวศึกษาในมุมมองวรรณกรรมวิจารณเชิงนิเวศพบวาสัตวที่ถูกนําเสนอใน ตัวบทไมไดรับความยุติธรรมท้ังท่ีสัตวไมไดทํารายมนุษยแตกลับถูกมนุษยใชความเปน มนุษยทําราย ขมเหง และขมขืน จากตัวบทสุนัขถูกนําเสนอในฐานะส่ิงมีชีวิตที่บริสุทธ์ิ ไรเดียงสา แตกลับถูกมนุษยซึ่งคิดวาตัวเองเปนศูนยกลางของสิ่งมีชีวิตท้ังปวง ยัดเยียด ความเปนสัตวช้ันตํ่าให ดวยการกระทํา การเปรียบเปรย การยํ่ายี ซ่ึงนับวาการนําเสนอ ภาพสตั วในลกั ษณะนเี้ ปนความอยุติธรรมตอสตั ว กรณีของกริช ผูเขียนใชการอุปลักษณสัตวใหเปนมนุษยผานภาพแทน คือ กริช เมื่อวิเคราะหตามพฤติกรรมของกริชซ่ึงเปนมนุษยแตพฤติกรรมของเขากลับไมตาง จากสัตว กลาวคือ กริชมีความตองการการเปนผูนํา ดังนั้นเขาจึงมองวาเทิ้มทดซ่ึงเปน พอตาเปนศัตรู ศัตรูที่เขาจะตองเอาชนะ เขาจึงไมเคารพ ยําเกรง และมองคนอ่ืน ๆ ใน

16 วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ Journal of Humanities and Social Sciences, Vol. 11 (3) ครอบครัววาเปนผูไรอาํ นาจทเ่ี ขาจะสามารถควบคุม บงการ หรอื ส่ังการใด ๆ ก็ได กริชเรมิ่ ขยายฐานอํานาจโดยการมีเพศสัมพันธกับแมยายและนองเมียเพ่ือหวังกุมความลับของ คนเหลาน้ี เพื่อวันหนึ่งขางหนาจะใชในการตอรองผลประโยชนบางอยาง พฤติกรรมของ กริชจึงไมตางจากสัตวท่ีใชเลหเหล่ียมในการทํารายจาฝูง กริชจึงเปนสัตวในรางของมนุษย เพราะกรชิ ไมมีศลี ธรรม สามารถทําสง่ิ ใดกไ็ ดเพ่อื ประโยชนของตัวเอง กลาวไดวาผเู ขยี นใช การนาํ เสนอพฤตกิ รรมของสตั วในฐานะเปนกระจกเงาสะทอนพฤตกิ รรมมนษุ ย (The animal mirror) โดยเชอื่ มโยงไปสเู ร่ืองราวทางศลี ธรรม ความดี - เลวของมนษุ ยผานภาพแทนของ กรชิ นน่ั เอง 2) อุปลักษณมนษุ ยในสงั คมเปนสตั วทอี่ ยใู นฝงู กร ศิริวัฒโณ ไดอธิบายภูมิหลังของนวนิยายเรื่องคนในนิทานไววาเปน งานเขียนถึงสังคมยอนยุคเกษตรกรรมของคนลุมทะเลสาบสงขลา คนในสงั คมเกษตรกรรม ใชชวี ติ เรยี บงาย หากนิ กบั ธรรมชาติ อาศยั พงึ่ พงิ ธรรมชาติ พวกเขาอยรู วมกนั มคี วามสมั พนั ธ ในลักษณะเครือญาติ เปนสังคมท่ีมีความเอื้อเฟ อเผื่อแผ ชวยเหลือซึ่งกันและกัน ผานกจิ กรรมในการประกอบอาชพี เชน การทาํ นาในลกั ษณะ “เอาแรง” หรอื ทางภาคกลาง เรยี กวาลงแขกเกยี่ วขาว การชวนกนั ไปลาสตั วเพอื่ นาํ มาเปนอาหาร และนาํ มาถนอมอาหารดวย มนุษยในสังคมยุคน้ันอยูรวมกันอยางมีความสุขดวยการยึดถือปฏิบัติตามจารีต ประเพณีท่ี ไดกําหนดรวมกันข้ึนมา ดังน้ันทุกคนจึงตองปฏิบัติตามจารีตประเพณีของสังคม เพราะ จารีตประเพณีจะเปนเคร่ืองปดก้ันสัญชาตญาณดิบ เถื่อนในตัวมนุษย จากสภาพสังคมท่ี เท้ิมทดอาศยั อยู เมื่อเท้มิ ทดทาํ ผิดจารีต วัฒนธรรมของสังคมทําใหเขาถูกลงโทษจากสังคม ซึ่งไมเพียงแตเทิ้มทดเทาน้ันท่ีถูกพิพากษาโดยกฎหมูของคนสังคม กริช รวมถึงคนอื่น ๆ ท่ีเก่ียวของกับผูทําผิดก็ถูกคําพิพากษาจากสังคมดวย คําพิพากษาจากสังคมไมใชกฎหมาย ทท่ี กุ คนตองถอื ปฏบิ ตั ิ และมกี ารกาํ หนดโทษความผดิ ไวชดั เจนอยางปจจบุ นั แตคาํ พพิ ากษา จากสังคมสงผลกระทบใหคนทําผิดไมสามารถอยูรวมกับคนในสังคมได ใชชีวิตอยางไมมี ความสขุ เพราะไมเปนทย่ี อมรบั ของกลมุ คน ดงั นนั้ อาํ นาจในสงั คมจงึ สงผลกระทบตอเทม้ิ ทด และครอบครัวในฐานะทเ่ี ปนสัตวสงั คม อธบิ ายไดดงั น้ี การท่ีเทิ้มทดมีเพศสัมพันธกับสุนัขถือเปนเรื่องผิดประเพณีอยางรายแรง เพราะสุนัขถูกเปรียบเปรยวาเปนสัตวช้ันตํ่า การท่ีมนุษยมีเพศสัมพันธกับสุนัขนับเปน

วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ 17 อุปลกั ษณสัตวในนวนยิ าย เรือ่ ง “คนในนิทาน” : สัตวศึกษา ตามมมุ มองวรรณกรรมวจิ ารณเชิงนิเวศ การลดทอนศักดิ์ศรีความเปนมนุษยอยางสิ้นเชิง ดังนั้นหากเร่ืองราวอัปยศที่เทิ้มทดมี ความสมั พนั ธกบั สนุ ขั ถกู เปดเผยออกไปจะตองเปนทส่ี นใจของชาวบาน ดอกบวบเปนภาพแทน ของคนในครอบครัวที่พยายามปกปองกันโดยพยายามจะชวยปกปดความลับไมใหคนอ่ืนรู จะเห็นวาอิทธิพลของคนในสังคมสงผลตอการดําเนินชีวิตของตัวละครเปนอยางยิ่ง ดังขอความวา ดอกบวบอยากรูวาทําไมพอจึงเปนเชนน้ันไปได ความกําหนัด และตัณหาภายในใจคนทําไมมันถึงมากมายขนาดนั้น ... เพียงมีใคร สักคนตะโกนขึ้นในหมูบานหรือในวัดวา “เทิ้มทดแหย็บหมา” พอก็ หมดสน้ิ ศกั ดศิ์ รขี องความเปนคนทนั ที อยตู อไปกไ็ มตางจากตายทง้ั เปน (Korn Siriwatthano, 2019: 182) เรอ่ื งความตองการทางเพศเปนเรอื่ งท่ีคนในสงั คมดูถกู เหยยี ดหยาม เปนเร่ือง ตลกขบขันที่เลาสูกันฟงในหมูเพ่ือนสนิทมิตรสหาย ท้ังท่ีคนก็ลวนมีความตองการทางเพศ แทบท้ังสิ้น ดังนั้นหากความลับของเท้ิมทดถูกเผยแพรออกไปจะกลายเปนเรื่องตลกขบขัน ที่เลาขานกันไปในวงกวาง สังคมจึงเปนสวนสําคัญท่ีกําหนดวิถีชีวิตของเท้ิมทดและ ครอบครวั ดังขอความที่สินชยั กลาวไววา “คนกับสัตวเอากันเปนวาเลน ทําไมคนแตงถึงแตงแบบนั้น ไมตะขิดตะขวงใจบางหรือ ดูเหมือนทุกคนชอบกับเรื่องราวแบบน้ี ในวงน้ําหวากท ายทุ งก็เล าเรื่องราวดํามืดพวกน้ีสู กันฟ งเป นท่ี คร้ืนเครง วันแลววันเลา ซํ้าแลวซํ้าเลาโดยไมรูเบื่อ นี่ยังไมนับที่ คนสมสกู ับคนนะ ทั้งสมสูกันตามประเพณแี ละลักลอบสมสกู นั ” (Korn Siriwatthano, 2019: 239 – 240) การอยูรวมกันในสังคม ทุกคนลวนตองการการยอมรับจากผูอื่น แตเม่ือไมไดรับ การยอมรับก็จะสงผลกระทบตอวิถีชีวิตความเปนอยู หรืออยางนอยท่ีสุดบุคคลนั้นก็ขาด ความสขุ ในการดาํ เนนิ ชวี ติ เทม้ิ ทดเปนคนหนง่ึ ทอ่ี ยใู นสงั คม เมอ่ื เขาเรม่ิ รสู กึ วาเขากลายเปน ตัวตลกในสังคมทําใหเท้มิ ทดดิน้ รนแบบหมาจนตรอก ดงั ขอความวา

18 วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ Journal of Humanities and Social Sciences, Vol. 11 (3) “เทิ้มทดไมพาอีตนี ขาวเขาปาลาสัตวอีกหรือวะ ฮาฮา..!” แลวจะไมใหเทม้ิ ทดแปลกใจไดอยางไรเลา ... แสดงวาคนรองทกั คงรูเร่ืองความลับอันดํามืดของแกเขาใหแลว เทิ้มทดรูสึกเหมือนถูก เปดหนาใหเหน็ กนั ทว่ั หมูบาน แกรูสึกปวดราวและเจ็บแคนลึก (Korn Siriwatthano, 2019: 272) มนษุ ยกาํ หนดวฒั นธรรมขนึ้ มาเปนแนวประพฤตปิ ฏบิ ตั เิ พอ่ื ปกปดสญั ชาตญาณดบิ หรือสัญชาตญาณความเปนสัตวในตัวเองออกไป ดังท่ีเท้ิมทดถามถึงสัญชาตญาณดิบของ คนทม่ี ามุงดกู ารประลองมีดของเขากับลกู เขย ความวา “คนเรามันก็มีถอยกันทุกคนน่ันแหละ ลองถามตัวเองดูสิวา เคยทาํ อะไรถอยไวบาง เคยคิดอะไรถอย ๆ แบบนรกจกเปรตมาบาง กูเชื่อวาทุกคนคิด” เท้ิมทดช้ีมีดไปรอบวงกอนพูดตอเสียงสั่นและ ขาดเปนหวง ... “กูเลวกวาทุกคนแคเผลอทําใหปรากฏ มันถอย ขนาดตองเหยียบยํ่าใหจมดนิ เชียวหรือวะ” (Korn Siriwatthano, 2019: 285) จากคําพูดของเทิม้ ทด แสดงใหเห็นวามนุษยทุกคนลวนมสี ัญชาตญาณสตั วอยู ในตัว แตหากปกปดไดก็สามารถอยูในสังคมได หากแตใครท่ีแสดงสัญชาตญาณสัตวนั้น ออกมาใหเปนที่ปรากฏถือวาผิดวัฒนธรรม สังคมจะลงโทษผูผิดวัฒนธรรมดวยกฎของ แตละสงั คม ซึง่ สิง่ ทเ่ี ท้มิ ทดและครอบครวั ถกู ลงโทษจากสังคมคือ การไมคบคาสมาคมดวย อํานาจของกฎหมูท่ีถูกกําหนดโดยกลุมชน สังคม และวัฒนธรรมพ้ืนถิ่นถือ เปนขอตกลงในการอยูรวมกันอยางสงบสุข หากมีใครประพฤติผิดไปจากกฎเกณฑแมไมมี กฎหมายบงั คบั ใชอยางเปนทางการ แตชาวบานกล็ งโทษกนั เองเหมอื นดงั ทกี่ รชิ ประพฤตผิ ดิ จารีตประเพณีที่มีความสัมพันธกับแมยายและนองเมีย อีกทั้งยังตอสูกับพอตาอยางไม เคารพยาํ เกรง เขาจงึ ถูกคําพิพากษาจากชาวบาน ดังความวา ชาวบานท่ัวไปตางอยูในรองรอยของจารีตประเพณีและวัฒนธรรมประจําถิ่น แตกม็ เี สยี งหน่งึ ดังขนึ้ อยางเหลอื อดวา

วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ 19 อปุ ลักษณสัตวในนวนิยาย เรื่อง “คนในนิทาน” : สตั วศกึ ษา ตามมมุ มองวรรณกรรมวิจารณเชงิ นเิ วศ “มึงมันเลวกวาเทิ้มทดหลายเทา มึงรูเปลาไอกริช มึงมันสัตว เดรัจฉานชัด ๆ !” (Korn Siriwatthano, 2019: 288) คําพิพากษาของคนในสังคมสงผลใหครอบครัวของเท้ิมทดหมดความสุข ไมสามารถอยูรวมกับคนในสังคมได เพราะเทิ้มทดทําผิดจารีตประเพณีท่ีไปมีเพศสัมพันธ กับสุนัข แมยายมีเพศสัมพันธกับลูกเขย และพ่ีเขยมีเพศสัมพันธกับนองเมีย ส่ิงเหลานี้ไม เปนท่ยี อมรับในสงั คม ดงั ความวา คํานินทาวารายถาโถมเขามารอบทิศจนยากจะปดปอง ทุกวัน ตกเปนเปาสายตาท่ีสอดสองเขามาดวยความไมเปนมิตรและดูถูก เหยียดหยาม หัวใจทกุ ดวงแตกสลายเปนผยุ ผง (Korn Siriwatthano, 2019: 292) กริช ผปู ลอยใหสัญชาตญาณความเปนสัตวออกมาสําแดงตวั ถกู คําพิพากษา จากสงั คมวาเปนเดรัจฉาน ทาํ ใหเขาไมสามารถเปนที่ยอมรบั และไมสามารถอยูในหมูบาน ได ดงั ขอความวา กริชก็อยูอยางหลีกเรนไมเห็นเดือนเห็นตะวัน เขาถูกสังคม ประณามอยางสาหสั หนกั กวาเทมิ้ ทดหลายเทา เขาไมมสี ง่ิ ใดหลงเหลอื อยใู นตวั เลย แมแตหวั ใจของเขาเอง ความอหงั การแตกสลายเปนฝนุ ผง (Korn Siriwatthano, 2019: 293) จะเห็นวาสังคมเปนจุดศูนยรวมใหญที่มนุษยสรางข้ึนเพื่ออยูรวมกัน พึ่งพา อาศยั กนั วฒั นธรรมทีถ่ ูกสรางขน้ึ ในสังคมเปนแนวปฏิบตั ิรวมกนั ใครทาํ ผิดวฒั นธรรม คือ ยอมปลอยใหสัญชาตญาณดิบ เถื่อน ในตัวเองออกมาครอบงําการกระทํา ก็จะถูกลงโทษ จากสังคม จากท่ีกลาวมาเมื่อตีความตามตัวบทกลาวไดวาวัฒนธรรมทําใหมนุษยตางจาก สัตว ในแตละวัฒนธรรมมกี ฎเกณฑ ขอกาํ หนดแตกตางกัน แตจุดทีท่ ุกวัฒนธรรมมรี วมกนั คือ เปนส่ิงทกี่ ําหนดใหคนในสงั คมน้นั ๆ ยดึ ถือปฏิบัติเพ่อื ใหสามารถดาํ รงอยรู วมกนั อยาง

20 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ Journal of Humanities and Social Sciences, Vol. 11 (3) สงบสุข และหากพินิจวรรณกรรมดวยมุมมองวรรณกรรมวิจารณเชิงนิเวศจะเห็นวามนุษย และสัตวแทจริงแลวมีความเปนหน่ึงเดียวกันในฐานะสิ่งมีชีวิต มีความตองการผสมพันธุ ความเปนนกั ลา การเปนผนู าํ การด้นิ รนตอสูทีเ่ หมือนกัน เหมอื นดังเทม้ิ ทดทมี่ องสนุ ัขดวย ความพิศวาสในฐานะส่ิงชีวิตเหมือนกัน ดานมืดของจิตใจเปรียบเทียบไดดั่งสัญชาตญาณ ดิบที่ทุกคนมี เม่ือวัฒนธรรมถูกสรางข้ึนมาทําใหมนุษยยึดตนเองเปนศูนยกลางและมองวา สัตวเปนส่ิงท่ีมีชีวิตช้ันต่ํา ดังนั้นเม่ือมนุษยแสดงสัญชาตญาณดิบออกมาจึงไดรับ การลงโทษ การประณาม หรือรับผลของการกระทําในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ในตัวบท หยิบยกประเด็นการรวมเพศแบบขามเผาพันธุระหวางเผาพันธุมนุษยและเผาพันธุสัตวมา นาํ เสนอเพอื่ เสยี ดแทงสาํ นกึ ของมนษุ ย ใหเหน็ วาแมมนษุ ยจะกระทาํ ตอสตั วอยางไรศลี ธรรม เพียงใด แตสัตวก็ถูกมองขามและไมไดรับความยุติธรรมใด ๆ เพราะมนุษยใชวัฒนธรรม บัญญัติไวแลววาเผาพันธุของตนเปนเผาพันธุของผูประเสริฐ สวนเผาพันธุสัตวเปน เดรจั ฉาน การผสมพันธแุ บบขามเผาพันธจุ งึ เปนส่งิ ท่ีนารงั เกยี จยงิ่ วฒั นธรรมคือมายาคติท่ี มนุษยสรางขึ้นเพื่อยกระดับเผาพันธุตนเองใหสูงกวาสัตว หากไมมีวัฒนธรรมมนุษยและ สัตวก็มีความเปนหนึ่งเดียวกัน ดังท่ีผูเขียนนําเสนอผานภาพแทน กริช คือ สัตวที่ตองการ การเปนจาฝูง ตองการอํานาจอยางไรศีลธรรม เท้ิมทดเปนสัตวท่ีไมสามารถขมอารมณ/ สัญชาตญาณดิบของตนเองไวได ดงั นั้นมนุษยจึงตางจากสัตวทม่ี นุษยมวี ัฒนธรรม มนุษยท่ี ไรวัฒนธรรมก็คือสัตวทบ่ี ังเอิญเกิดมาในรางของมนษุ ยเทานนั้ เอง อภปิ รายผลการวจิ ยั จากผลการวิจัยที่พบการอุปลักษณสัตวในการสรางอํานาจในครอบครัวของ ตัวละครผานการแยงชิง ขมขู ตอรองอํานาจเพื่อใหไดการเปนผูชนะ ไดการเปนผูนําผาน การแสดงพฤตกิ รรมอนั ไรจติ สาํ นกึ ทที่ งั้ มนษุ ยและสตั วตางกม็ สี ญั ชาตญาณในการเอาตวั รอด และตองการชัยชนะไมตางกัน โดยในเร่ืองหยิบยกเอาเรื่องของการรวมเพศตางเผาพันธุมา นําเสนอดวย ส่ิงเหลานี้ลวนมาจากสัญชาตญาณดิบที่ท้ังมนุษยและสัตวตางก็เปนส่ิงมีชีวิต ในระบบนิเวศธรรมชาติเดียวกันแสดงใหเห็นความเปนหนึ่งเดียวกัน ทางพุทธศาสนาก็มี หลักคําสอนท่ีสะทอนวามนุษยและสัตวมีความเทาเทียมกัน ดวยหลักปฏิบัติขอหนึ่งวา หามฆาสัตวตัดชีวิต นั่นหมายความวาหลักคิดของศาสนาพุทธก็มองวาสัตวเปนส่ิงมีชีวิต

วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ 21 อปุ ลกั ษณสัตวในนวนยิ าย เร่ือง “คนในนิทาน” : สัตวศกึ ษา ตามมมุ มองวรรณกรรมวิจารณเชงิ นเิ วศ มีสิทธิไมตางจากมนุษย สอดคลองกับ Kandaporn Jaroenkitboworn (2012: 58) ท่ีศึกษาผูหญิงกับอุปลักษณสัตวตามมุมมองการวิเคราะหวาทกรรมวิถีการปฏิสัมพันธ การอภิปรายผลดานหน่ึงพบวาพุทธศาสนาหลอหลอมใหมองมนุษยดวยกันเปนสัตวโลก มนุษยถูกเปรียบเปนสัตวมาเนิ่นนาน อีกท้ังถูกจัดวาเปนสัตวท่ีเทาเทียมกันไมวาจะเปน เพศใดกต็ าม หากมองกนั ในแงบวกวถิ กี ารปฏบิ ตั ติ อกนั กย็ อมเปนไปในทางบวก ผลการวจิ ยั แสดงใหเห็นวามนุษยไมไดมองสัตวในแงบวก และไมเคยมองสัตววาเปนส่ิงมีชีวิตที่ เทาเทยี มกับเผาพันธุของตนจึงนําไปสูการปฏิบตั ติ อสตั วในฐานะนายกับบาว วัฒนธรรมเปนภาพแทนอํานาจท่ีถูกสรางขึ้นโดยมนุษย เปนเคร่ืองกําหนดให มนุษยมีความแตกตางจากสัตว ทําใหมนุษยมองสัตววาเปนอ่ืนเพราะตางเผาพันธุและ อยูในสถานะตอยตํา่ กวามนุษย จากเร่ืองคนในนทิ าน มีการเลาโดยใชเคาโครงมาจากนิยาย ปรัมปราของทองถ่ินภาคใต เชน เคาโครงเร่อื งเลาของหนังตะลุงทไ่ี อเทงมคี วามสัมพันธกับ สุนัข เร่ืองเลาของนางสองแขน เร่ืองเลาของนางมณโฑ ลวนเปนตํานานประจําถ่ินของ ภาคใตที่นําเสนอสัตวในฐานะส่ิงมีชีวิตช้ันต่ํา หากมนุษยมีเพศสัมพันธกับสัตวจะถูกคนใน สังคมรังเกียจ ถึงแมวาตัวบทจะนําเสนอวามนุษยทํารายหรือขมขืนสัตวก็ตาม สอดคลอง กบั Darin Pradittatsanee (2016) ทว่ี เิ คราะหบทสนทนาของกอรลิ ลา ในเรอื่ ง Ishmael : An Adventure of the Mind and Spirit ท่ีวา “คุณถูกคุมขังโดยระบบอารยธรรมท่ี บังคับคุณไมมากก็นอยใหทําลายโลกตอไปเพ่ือที่จะมีชีวิตอยู” แสดงใหเห็นวาอารยธรรมมี กลไกและระบบความคดิ ความเชอ่ื ใดทมี่ อี านภุ าพครอบงาํ มนษุ ยไวไดอยางเบด็ เสรจ็ ความสาํ คญั ของภาษาและเร่ืองเลา เชน นิทานปรัมปราหรือตํานานทางศาสนา เร่ืองเลา ตํานาน ในวัฒนธรรมกระแสหลักที่ผูกโยงอยูกับระบบความคิดความเชื่อทางศาสนา เรื่องเลาและ ตํานานมีบทบาทสําคัญในการกําหนดทัศนคติที่มนุษยมีตอตนเองและโลกธรรมชาติ นวนิยายเรื่องนี้ใชในการตีแผใหผูอานตระหนักถึงทัศนคติท่ีมนุษยกําหนดใหตนเองเปน ศนู ยกลางของสรรพสิง่ คิดวาตนมีสถานภาพที่สงู กวาและมีอาํ นาจเหนือกวาสิ่งมีชีวิตอืน่ ๆ อีกทั้งยังเหมารวมวาสรรพส่ิงดํารงอยูเพื่อใหมนุษยกอบโกยและใชอยางไมบันยะบันยัง โดยไมเปดพ้นื ท่ีเหลือไวใหชวี ติ อืน่ ๆ ไดมที ่ียนื ในโลก และ Suradech Chotiudompant (2017: 207) กลาววาแนวคิดมนุษยนิยมยกมนุษยใหเปนศูนยกลางของการใหคา

22 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ Journal of Humanities and Social Sciences, Vol. 11 (3) ความหมายในเชิงวัฒนธรรม เปนการเปดโปงใหเห็นจินตนาการในสายสัมพันธเชิงอํานาจ ที่ไมเทาเทียมระหวางมนุษยกับส่ิงตาง ๆ รอบขางซ่ึงรวมไปถึงสัตวดวย กลาวคือ มนุษย ยกเผาพนั ธขุ องตนวาประเสรฐิ และสรางภาพในทางลบใหแกสงิ่ รอบขาง จากผลการวิจัยที่วิเคราะห ตัวบทตามมุมมองวรรณกรรมวิจารณ เชิงนิเวศ พบประเดน็ ทน่ี าสนใจคอื มนษุ ยคดิ วาตนเองเปนศนู ยกลางของสรรพสงิ่ จงึ พยายามไขวควา หาอํานาจที่สูงสุดใหกับเผาพันธุตัวเองโดยไมคํานึงถึงสิ่งมีชีวิตตางเผาพันธุ วัฒนธรรมหรือ อารยธรรมเปนอํานาจเบ้ืองตนที่เกิดมาพรอมกับตัวมนุษย เปนอํานาจที่กีดกันแบงชนช้ัน กับส่ิงมีชีวิตชนิดอื่นวาส่ิงน้ันเกิดมาเพื่อรับใชมนุษย กริชเปนภาพแทนที่แสดงใหเห็นวา มนุษยไมไดประเสริฐไปกวาสัตว ทั้งสัญชาตญาณความรูสึกนึกคิดลวนเปนความตองการ แบบสัตวท้ังส้ิน สวนเทิ้มทดเปนภาพแทนของมนุษยท่ีกดขี่ ขมเหงสัตว อีกท้ังสัตวที่ถูก นําเสนอในตัวบทเปนสิ่งมีชีวิตท่ีออนแอ ไรกําลังในการตอสูกับมนุษย จึงตกเปนเบ้ียลางที่ ถูกมนุษยยํ่ายี หนําซ้ําสัตวยังกลายเปนความเปรียบในเชิงดูถูกดูแคลนวาชั้นต่ํา ทั้งที่เม่ือ เปรยี บเทยี บกนั แลวมนษุ ยทน่ี าํ เสนอในตวั บทกลบั มพี ฤตกิ รรมตา่ํ กวาสตั วดวยซา้ํ สง่ิ เหลาน้ี ลวนตอกยํ้าแนวคิดท่ียึดมนุษยเปนศูนยกลางของสรรพส่ิง ดังน้ันแนวคิดของเรื่องที่ผูเขียน ตองการนําเสนอจึงนาจะเปนความเช่ือมโยงระหวางมนุษยและสัตวในฐานะสิ่งมีชีวิต บนโลกธรรมชาติที่นาจะมีความเสมอภาคเทาเทียมกัน แตสิ่งท่ีเกิดข้ึนจริงกลับตรงกันขาม สัตวถูกมนุษยกดขี่ขมเหงในฐานะทาสผูตํ่าตอย และอีกนัยหนึ่งนาจะเปนการเรียกรอง ความเสมอภาคเทาเทยี ม และความเปนธรรมใหกบั สตั วดวย สรุปผลการวิจัย จากการวเิ คราะหนวนยิ าย เรอื่ ง คนในนทิ าน สรปุ ไดวาอปุ ลกั ษณสตั วตามมมุ มอง การวจิ ารณเชงิ นเิ วศทปี่ รากฏในนวนยิ ายเรอื่ งคนในนทิ านของกร ศริ วิ ฒั โณ มี 2 ลกั ษณะ คอื 1) อุปลักษณสัตวในการสรางอํานาจในครอบครัว พบการใชภาพแทนของสัตว จากตัวบทวรรณกรรม (Representation) ในลักษณะการนําเสนอสัตวเชิงเปรียบเทียบ หรืออุปลักษณ สัตวถูกนํามาอุปลักษณเปนลักษณะของตัวละครเอกที่อยูในครอบครัว เดียวกัน มีการแยงชิงอํานาจ ขมขู ตอรองผลประโยชนจากคนในครอบครัวเพื่อตองการ เปนผนู าํ อปุ ลกั ษณเปนสตั วทอี่ ยใู นฝงู เดยี วกนั ทาํ รายกนั เพอ่ื ความอยรู อดและการเปนจาฝงู

วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ 23 อปุ ลักษณสัตวในนวนิยาย เรอ่ื ง “คนในนทิ าน” : สัตวศกึ ษา ตามมุมมองวรรณกรรมวจิ ารณเชงิ นเิ วศ เช่ือมโยงกับเร่ืองของศีลธรรมและลักษณะนิสัยของมนุษย สัตวถูกนํามาเปนเครื่องตอรอง อาํ นาจ ผเู ขยี นใชสตั วมาเปนกระจกสะทอนใหเหน็ สญั ชาตญาณของมนษุ ยทมี่ คี วามดบิ เถอื่ น ไมตางจากสัตว เม่ือพิจารณาตามแนวคิดสัตวศึกษาในมุมมองของการวิจารณเชิงนิเวศ พบวาสัตวที่ถูกนําเสนอในตัวบทไมไดรับความยุติธรรมเพียงเพราะเปนสัตว ทั้งที่สัตวไมได ทํารายมนุษยแตกลับถูกมนุษยใชอํานาจทําราย ขมเหง และขมขืน สัตวถูกนําเสนอใน ฐานะส่ิงมีชีวิตท่ีบริสุทธ์ิ ไรเดียงสา แตกลับถูกมนุษยซึ่งคิดวาตัวเองเปนศูนยกลางของส่ิง มีชีวิตทั้งปวงยัดเยียดความเปนสัตวชั้นต่ําให ดวยการกระทํา การเปรียบเปรย การยํ่ายี ซง่ึ นบั วาการอุปลกั ษณสัตวในลกั ษณะนี้เปนความอยุติธรรมตอสัตว 2) อุปลักษณมนษุ ยในสงั คมเปนสตั วทอี่ ยใู นฝงู เนื่องดวยสภาพสังคมเกษตรกรรม ผคู นดาํ รงอยรู วมกนั อยางเครอื ญาติ มนษุ ยจงึ สรางวฒั นธรรมขนึ้ เพอ่ื เปนแนวทางในการอยรู วมกนั ในสังคมอยางสงบสุข และเปนการยกระดับเผาพันธุของตนใหสูงกวาสัตว ซึ่งเม่ือตีความ จากตวั บทสงิ่ ทผ่ี เู ขยี นตองการนาํ เสนอ คอื การอปุ ลกั ษณมนษุ ยในสงั คมเปนสตั วทอ่ี ยใู นฝงู ซึ่งหากไมมีวัฒนธรรมมนุษยและสัตวก็ลวนมีความเปนหน่ึงเดียวกัน เนื่องจากมี สญั ชาตญาณความตองการผสมพนั ธุ ความเปนนกั ลา การเอาชนะ การดนิ้ รนตอสทู เ่ี หมอื นกนั ดังน้ันเมื่อมนุษยทําผิดจารีต ประเพณี โดยการแสดงสัญชาตญาณดิบออกมาจึงไดรับ การลงโทษ การประณาม หรือรับผลของการกระทาํ ในลกั ษณะใดลกั ษณะหน่งึ เชน การไม คบคาสมาคมดวย ทําใหคน ๆ น้ันไมสามารถอยูในสังคมไดอยางมีความสุข เพราะมนุษย เปนสัตวสังคม ตองการการยอมรับในเผาพันธุ มนุษยจึงตองประพฤติตนตามจารีต ประเพณี เน่ืองจากอํานาจของเสียงสวนใหญในสังคมหรือการไมเปนท่ียอมรับในสังคม สงผลกระทบตอการใชชีวิต เมอื่ พจิ ารณาความสมั พนั ธระหวางมนษุ ยและสตั วในประเดน็ สตั วศกึ ษาตามมมุ มอง วรรณกรรมวจิ ารณเชงิ นเิ วศจะเหน็ วาผแู ตงใชการอปุ ลกั ษณมนษุ ยใหเปนสตั ว แสดงความสมั พนั ธ ระหวางมนุษยและสัตววามีความเปนหนึ่งเดียวกันในฐานะส่ิงมีชีวิตในระบบนิเวศเดียวกัน อันแสดงออกผานความตองการสมสูกับสัตว สัญชาตญาณดิบที่มาจากจิตใตสํานึกไร การปรุงแตงทางวัฒนธรรม เม่ือมนุษยรวมตัวกันเปนสังคม มนุษยก็กลายเปนสัตวสังคม และไดสรางวัฒนธรรมเปนกรอบจารีตอันพึงปฏิบัติเพ่ือใหอยูรวมกันอยางสันติสุข สิ่งนี้ จงึ นาํ ไปสกู ารแบงชนชนั้ ระหวางมนษุ ยและสตั วทาํ ใหมนษุ ยมองสตั ววาเปนอน่ื จากเผาพนั ธุ

24 วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ Journal of Humanities and Social Sciences, Vol. 11 (3) ของตน คนในนิทานไดตั้งคําถามเชิงจริยธรรมและเรียกรองความเปนธรรมใหกับสัตว ในฐานะสงิ่ มีชวี ติ ที่ควรจะมีสทิ ธิเทาเทียมกับมนุษย แตกลบั ถกู มนษุ ยยํ่ายี และลิดรอนสทิ ธิ ในฐานะนายกับบาว ขอเสนอแนะ ควรมีการศึกษานวนิยายเร่ืองคนในนิทานในแนวทางมานุษยวิทยาใหทราบ ถึงการอุปลักษณสัตวตามแนวมนุษยนิยมอันจะนําไปสูการต้ังประเด็นเกี่ยวกับมาตรฐาน ทางสจั ธรรมหรือศีลธรรมระหวางมนุษยและสตั วตอไป กติ ติกรรมประกาศ งานวิจัยน้ีไดรับทุนสนับสนุนการวิจัยจากคณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลยั ราชภฏั พิบูลสงคราม ปงบประมาณ 2562 References Arisa Pisitsotaranon. (2017). Understand Ghibli (2nd Ed.). Bangkok: SuanNguenMeeMa Publishers. (In Thai) Chadarat Soontorndham. (2015). Freedom not in Surrender cited in Ruenruthai Sujjapun (Editor), Wow Saeng Prachathipatai. Bangkok: Napetch Publishing. (In Thai) Darin Pradittatsanee. (2016). Consider Environmental Issues in Modern American Literature. Bangkok: Chulalongkorn University. (In Thai) Kandaporn Jaroenkitboworn. (2012). Women and Animal Metaphors: A Perspective from Interactional Approach to Discourse, Journal of Language and Linguistics. 31 Vol.1, 44 – 59. (In Thai) Korn Siriwatthano. (2019). Humans in the story (3rd Ed.). Pathum Thani: NakornPublishing. (In Thai)

วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 25 อุปลกั ษณสตั วในนวนยิ าย เร่ือง “คนในนทิ าน” : สตั วศึกษา ตามมมุ มองวรรณกรรมวิจารณเชิงนิเวศ Suradech Chotiudompant. (2017). Animal Study: To the World of Virtual Image cited in Suddan Wisudthiluck, Animal Kingdom: Anthropology of Animals and Animal Studies. Bangkok: Kobfai Publishing. (In Thai) Thanya Sangkhapunthanon. (2013). Ecocriticism in Thai Literature. Pathum Thani: NakornPublishing. (In Thai) Thanya Sangkhapunthanon. (2017). Not just a Brute: Animal Studies in the point of view of Ecocriticism cited in Ruenruthai Sujjapun (Editor), Theory of Arts Criticism The Viewpoints of Thai Scholars. Pathum Thani: NakornPublishing. (In Thai) Received: August 28, 2019 Revised: October 19, 2019 Accepted: October 28, 2019

วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 275 แนะนําผูเขียน แนะนําผูเขยี น • ผูชวยศาสตราจารย ดร.ขวญั ชนก นยั จรญั Assistant Professor Dr.Khwanchanok Naijarun ศลิ ปศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑติ (ภาษาไทย) มหาวทิ ยาลัยนเรศวร ท่ที าํ งานปจจบุ ัน : สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนษุ ยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยราชภฏั พิบลู สงคราม E - mail: [email protected] • อาจารยทวีวัฒน อินรยี Mr. Taweewat Inree นกั ศกึ ษาปรญิ ญาเอก ปรชั ญาดุษฎบี ณั ฑติ (ภาษาอังกฤษศึกษา) มหาวิทยาลยั รรมศาสตร ทท่ี าํ งานปจจบุ นั : มหาวทิ ยาลยั รตั นบณั ฑติ E - mail: [email protected] • ผชู วยศาสตราจารย ดร.เสนห ทองรนิ ทร Assistant Professor Dr. Saneh Thongrin Ph.D. (Rhetoric and Linguistics) Indiana University of Pennsylvania, USA ทท่ี าํ งานปจจบุ นั : คณะศลิ ปศาสตร มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร (ทาพระจนั ทร) E - mail: [email protected]

276 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ Journal of Humanities and Social Sciences, Vol. 11 (3) • ผูชวยศาสตราจารย ดร.ศริ ริ ัตน ชูพนั ธ อรรถพลพพิ ัฒน Assistant Professor Dr. Sirirat Choophan Atthaphonphiphat อกั ษรศาสตรดษุ ฎีบัณฑิต (ภาษาศาสตร) จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย ทท่ี าํ งานปจจบุ นั : สาขาวชิ าภาษาองั กฤษ คณะมนษุ ยศาสตรและสงั คมศาสตร มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สรุ าษฎรธานี E - mail: [email protected] • อาจารยทารกิ า แยมขะมงั Mrs. Tarika Yamkamang บริหารธุรกจิ มหาบัณฑติ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร ท่ีทํางานปจจบุ ัน : สาขาวชิ าการบญั ชีบรหิ าร คณะศิลปศาสตรและวทิ ยาศาสตร มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร วิทยาเขตกําแพงแสน E - mail: [email protected] • อาจารยนันทวจั น ปญญายศธนากรณ Mr. Nantawat Panyayodtanakorn บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (การบัญชี) มหาวิทยาลัยรามคาํ แหง ที่ทํางานปจจุบนั : คณะศลิ ปศาสตรและวทิ ยาศาสตร มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร วิทยาเขตกาํ แพงแสน E - mail: [email protected]

วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 277 แนะนําผเู ขยี น • อาจารยวรรณลพ มมี าก Mr. Wanlop Meemak ศลิ ปมหาบณั ฑิต (จิตรกรรม) มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร ที่ทาํ งานปจจุบนั : สาขาวิชาจติ รกรรม คณะมนุษยศาสตรและสงั คมศาสตร มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสุราษฎรธานี E - mail: [email protected] • ผูชวยศาสตราจารยภูภณชั รตั นชยั Assistant Professor Pupanat Rattanachai นิตศิ าสตรมหาบัณฑติ มหาวิทยาลัยรามคาํ แหง ท่ที าํ งานปจจุบนั : คณะนิติศาสตร มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สุราษฎรธานี E - mail: [email protected] • ดร. ไอยเรศ บญุ ฤทธ์ิ Dr. Iyared Boonyarit อกั ษรศาสตรดษุ ฎีบณั ฑิต (คติชนวทิ ยา) จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย ทท่ี าํ งานปจจบุ นั : คณะวิทยาการเรียนรแู ละศกึ ษาศาสตร มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร E - mail: [email protected]

278 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ Journal of Humanities and Social Sciences, Vol. 11 (3) • ดร. อภิรดี จโิ รภาส Dr. Apiradee Jiropas Ph.D. Doctor of Philosophy, International Relations, Universiti Sains Malaysia ทท่ี ํางานปจจบุ ัน : สาขารัฐประศาสนศาสตรและการจัดการทรัพยากรมนุษย คณะมนษุ ยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลยั ทกั ษณิ E - mail: [email protected] • อาจารยจิตรลดา มูลมา Miss. Jitlada Moonma ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ (ภาษาองั กฤษ) มหาวทิ ยาลยั นเรศวร ทีท่ าํ งานปจจบุ ัน : สาขาวชิ าภาษาองั กฤษ คณะมนษุ ยศาสตรและสงั คมศาสตร มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ลาํ ปาง E - mail: [email protected] • อาจารยฉลองชัย ทัศนโกวทิ Mr. Chalongchai Thatsanakowit ดรุ ยิ างคศาสตรมหาบณั ฑติ (สงั คตี วจิ ยั และพฒั นา) มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร ทที่ าํ งานปจจบุ ัน : สาขาวชิ าดนตรสี ากล คณะมนษุ ยศาสตรและสงั คมศาสตร มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สรุ าษฎรธานี E - mail: [email protected]

279 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ Journal of Humanities and Social Sciences, Vol. 11 (3) คําแนะนาํ สาํ หรับผูเขียน วารสารมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎรธานี เปนวารสารวิชาการที่มีมาตรฐานตามเกณฑวารสารวิชาการระดับชาติ มีกําหนดออก ปละ 3 ฉบบั คือ มกราคม – เมษายน พฤษภาคม - สิงหาคม และกันยายน - ธนั วาคม ในแตละฉบับจะตีพิมพบทความ 10 - 14 บทความ บทความท่ีจะไดรับการตีพิมพตอง จัดเตรียมอยางถูกตองสมบูรณ ตามมาตรฐานวารสารวิชาการ และผานการพิจารณา คุณคาจากผทู รงคณุ วุฒใิ นสาขามนุษยศาสตรและสงั คมศาสตร เกย่ี วกับผลงานทจ่ี ะรบั 1. เปนบทความในกลมุ มนุษยศาสตรและสังคมศาสตร ที่เก่ยี วกับประวตั ศิ าสตร ภาษาและวรรณกรรม กฎหมาย ศลิ ปะการแสดง ดนตรี นาฏศิลป ทัศนศลิ ป จิตรกรรม มานุษยวิทยา สังคมวิทยา คติชนวิทยา โบราณคดี รัฐศาสตร จิตวิทยา อาชญาวิทยา ปรัชญา ศาสนา และศาสตรอื่น ๆ ที่เกย่ี วของ 2. บทความท่ีสงมาตองไมเคยเผยแพร (ถาไดรับการตอบรับท่ีจะใหลง) หรือ กาํ ลงั เสนอตีพมิ พในวารสาร รายงาน หรอื สิ่งพิมพอ่ืนใดมากอน 3. รบั พจิ ารณาบทความทง้ั ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ โดยบทความภาษาไทย ตองมบี ทคดั ยอทง้ั ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ สวนบทความภาษาองั กฤษตองมบี ทคดั ยอ ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ โดยใสบทคดั ยอภาษาไทยกอนภาษาองั กฤษ จาํ นวนคาํ ไมเกนิ 250 คาํ 4. หากเปนงานแปลหรอื เรยี บเรยี งจากภาษาตางประเทศตองมหี ลกั ฐานการอนญุ าต ใหตพี มิ พเปนลายลกั ษณอกั ษรจากเจาของลขิ สทิ ธ์ิ 5. เน้ือหาบทความ หรือขอคิดเห็นท่ีพิมพในวารสารเปนความคิดเห็นของ ผเู ขยี นเทานัน้ กองบรรณาธิการไมจาํ เปนตองเหน็ ดวย 6. ตนฉบับตองไดรับการกล่ันกรองจากกองบรรณาธิการ และผูทรงคุณวุฒิ จาํ นวน 2 คน โดยผพู จิ ารณาไมทราบชอ่ื ผแู ตง และผแู ตงไมทราบชอ่ื ผพู จิ ารณากอนการตพี มิ พ (Double - blind Peer review) 7. กองบรรณาธกิ ารจะไมคนื ตนฉบบั ใหเจาของบทความ

วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ 280 คําแนะนําสาํ หรับผูเขยี น ประเภทของผลงานทีร่ ับพิจารณา 1. บทความวิชาการ (Article) 2. สารนพิ นธตนฉบับ หรอื บทความงานวิจยั (Research Article) 3. บทความปริทศั น (Review Article) 4. วจิ ารณหนงั สือ (Book Review) 5. จดหมายถึงบรรณาธิการ (Letter to the Editor) เพ่อื แสดงความคิดเห็น สนบั สนนุ หรอื โตแยงความเหน็ ของนกั วจิ ยั อน่ื ๆ ตลอดจนการเผยแพรความรแู ละประสบการณ ทน่ี าสนใจ การจัดเตรียมตนฉบับ 1. บทความทุกเร่ืองตองมีช่ือเร่ือง ช่ือผูเขียนไมเกิน 3 คน หากเกินใหใช คําวาและคณะ บทคัดยอ คําสําคัญท้งั ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ในบทความวชิ าการ บทความปริทัศน และบทวิจารณหนังสือ ประกอบดวย บทนํา (Introduction) เน้ือหา (Substance) และบทสรปุ หรอื บทสงทาย (Conclusion) สาํ หรบั บทความวจิ ยั ประกอบดวย บทนํา (Introduction) วัสดุอุปกรณและวิธีการ (Materials and Methods) ผลการศกึ ษา (Results) อภปิ ราย (Discussion) สรปุ ผลการศกึ ษา (Conclusion) และกติ ตกิ รรมประกาศ (Acknowledgement) 2. ตนฉบบั ทจ่ี ดั สง ตองพมิ พบนกระดาษขาวขนาด A4 เวนระยะขอบ 1.5 x 1.5 เซนติเมตร ใสเลขกํากับมุมบนขวาทุกหนา (ยกเวนหนาแรก) ใชแบบอักษร TH Sarabun PSK ขนาดตัวอักษร 16 3. การจัดตนฉบับ ช่อื เร่อื งและช่อื ผเู ขียนจัดก่งึ กลางใชตัวอักษรตัวหนา ช่อื เร่อื ง ขนาดตัวอักษร 20 ช่ือผูเขียนขนาดตัวอักษร 18 อยูถัดลงมาจากช่ือเรื่อง หากมีผูเขียน หลายคน ใสเครื่องหมายจลุ ภาค (Comma) และเชงิ อรรถขนาดตวั อักษร 12 4. คาํ แนะนาํ ผเู ขยี น ประกอบดวย ชอ่ื ผเู ขยี น ตาํ แหนงทางวชิ าการ วฒุ กิ ารศกึ ษา สงู สดุ ที่อยูผูเขียน/ตนสังกัด และท่ีอยูจดหมายอิเล็กทรอนิกส (E-mail) ทั้งภาษาไทยและ ภาษาองั กฤษ 5. บทคดั ยอ (บทสรปุ สาํ หรบั บทความปรทิ ศั น) มคี วามยาวไมเกนิ 250 คาํ ผเู ขยี น ควรกาํ หนดคําสําคัญ (Keyword) ของเร่ือง ไมเกิน 5 คาํ

281 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ Journal of Humanities and Social Sciences, Vol. 11 (3) 6. เอกสารอางอิง บรรณานุกรมเปนภาษาอังกฤษและภาษาไทย ใชการ อางอิงตามแนวเอพีเอ (APA - American Psychological Association: APA 6th Edition) เอกสารท่ีนํามาอางอิงควรไดมาจากแหลงท่ีมีการตีพิมพชัดเจน อาจเปน วารสาร หนังสือหรือแหลงขอมูลอินเทอรเน็ตก็ได ท้ังนี้ผูเขียนเปนผูรับผิดชอบ ตอความถูกตองของเอกสารอางอิงท้งั หมดในการตีพิมพบทความ บทความท่มี ีการอางอิง ไมถูกตองจะไมไดรับการสงตอเพื่อพิจารณาโดยผูทรงคุณวุฒิจนกวาการอางอิงเอกสาร จะไดรับการแกไขใหถูกตอง (รูปแบบการอางอิงดูจากการอางอิงเอกสารทายเลม) 7. ถามีภาพประกอบ กราฟ หรือตาราง ที่ใสประกอบไวในเน้ือเร่ือง ตองมีชื่อ คําอธิบาย ที่มาของภาพ และเลขกํากับภาพ ตัวอักษรที่ใชตองเปนตัวอักษรชนิดเดียวกับ ที่ใชในบทความ ขนาดตวั อกั ษร 12 ชอ่ื ภาพใสไวในสวนลาง พรอมระบทุ ่ีมาของภาพ 8. ความยาวของเรื่อง ภาพ ตาราง รูปจําลอง และเอกสารอางอิง ไมควรเกิน 15 หนา กระดาษ A4 สาํ หรบั บทความขนาดยาวใหจดั เปนตอนโดยมรี ปู แบบดงั ทก่ี ลาวแลว 9. บทความทจ่ี ดั เตรยี มตามทร่ี ะบมุ าขางตน รายละเอยี ดผเู ขยี นบทความ ผเู ขยี นรวม จัดสงผานระบบออนไลนในรูปแบบ Word และ PDF มายัง https://www.tci-thaijo. org/index.php/jhsc/login (ลงทะเบยี นชือ่ ผูุสงบทความเปนภาษาองั กฤษ) เอกสารอ่นื ท่ตี องแนบมาพรอมกับตนฉบับ แบบเสนอผลงานเพ่ือลงพิมพในวารสารมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สุราษฎรธานี ซง่ึ ผเู ขียนและผูเขยี นรวมทกุ ทานตองลงนามยนื ยนั จัดสงมายงั : สํานักงานกองบรรณาธิการวารสารมนษุ ยศาสตรและสังคมศาสตร อาคารเฉลมิ พระเกยี รติ 84 พรรษา คณะมนษุ ยศาสตรและสงั คมศาสตร มหาวิทยาลยั ราชภฏั สุราษฎรธานี 272 หมู 9 ต.ขุนทะเล อ.เมอื งฯ จ.สุราษฎรธานี 84100 เบอรโทรตดิ ตอ 0 - 7791- 3386 www.tci-thaijo.org

วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 282 คําแนะนาํ สาํ หรบั ผเู ขียน การอางอิงเอกสาร รปู แบบการอางองิ แทรกในเนื้อเรอ่ื ง ในกรณที ต่ี องการระบแุ หลงทม่ี าของขอมลู ใหใชวธิ กี ารอางองิ แทรกในเนอ้ื เรอ่ื ง ดงั น้ี Prawase Wasi (1998:/9 - 12) กลาววา วัฒนธรรมเปนพลังแหงการพัฒนา เปนภมู ิปญญาด้ังเดิมทเี่ ปนความรอู ยางบูรณาการ... ...มีการออกกฎหมายหามกินพลู สั่งตัดตนหมากท้ิงเพ่ือปฏิรูปประเทศใหเปน อารยชน (Wutthichai kakkeaw,/2015:/49) …ขณะทหี่ มากแหงสงไปยัง เกาหลี แคนาดา สหรฐั อาหรับเอมิเรตส ซง่ึ เปนผรู ับ ซ้อื รายใหญของไทย (Agricultural Product Promotion and Management Office:/ online) ...ซง่ึ ลกู หลานสายโนราไดตงั้ หงิ้ บรรพบรุ ษุ ไวบชู าระลกึ ถงึ สบื ตอกนั มา ดงั คาํ บอกเลา ของ (Ploy Tumkeaw, Interview: 15th February 2017) รปู แบบบรรณานกุ รม/เอกสารอางองิ ทายบทความ 1. หนงั สอื ชือ่ นามสกลุ ผูเขียน.//(ปท่พี ิมพ).//ชอื่ หนังสือ.//สถานทพ่ี มิ พ:/สาํ นกั พิมพหรอื ผูจดั พมิ พ. Anan Ganjanapan. (2006). Economic Culture in Economy without Culture. Bangkok: Kobfai Publishing Project. (In Thai) Mala Khamchan. (2005). The Cave Girl (2nd ed.). Bangkok: Khledthai. (In Thai) Buckley, R.C. (1993). Rural Development Participation. Ithaca: Cornell University. 2. บทความ ช่ือนามสกุลผูเขยี น.//(ปที่พมิ พ).//ช่อื บทความ.//ชือ่ วารสาร.//ปท่พี มิ พ(ฉบบั ),/เลขหนา. Patthawee Sattayawongthip. (2015). Buddhadasa Bhikkhu’s Viewpoints on Dealing with Teenagers. Journal of Humanities and Social sciences. 23(43), 85-104. (In Thai)

283 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ Journal of Humanities and Social Sciences, Vol. 11 (3) 3. วิทยานิพนธ ชื่อนามสกุลผูเขียนวิทยานิพนธ.//(ปท่ีพิมพ).//ชื่อวิทยานิพนธ.//ระดับของวิทยานิพนธ/ ชื่อปรญิ ญา.//สถานท่ีพมิ พ:/ชือ่ สถานศึกษา. Kanlata Kulsuwan. (2010). Buddhadasa Bhikkhu’s Discourses and Teachings. Thesis of Master of Arts, Program in Philosophy. Chiang Mai: Chiang Mai University. (In Thai) 4. ส่งิ พิมพจากอนิ เทอรเน็ต ช่ือนามสกุลผูเขียนบทความ.//(ป,/เดือน/วันท่ีโฟสตขอความ).//ช่ือบทความ.// [ออนไลน].//เขาถงึ ไดจาก/http://www…/[ป,/เดอื น/วนั ท่เี ขาถึงบทความ]. Baroto Tavip, Indrojarwo Sabar and Ellya Zulaikha. (n.d.). Visual design study of city branding of Surabaya as a national creative industry center with MDS method. [Online]. Retrieved form http://personal.its. ac.id/files/pub/3234 [2017, May 4]. (In Thai) 5. บทความจากหนังสอื พิมพ ช่ือนามสกุลผูเขียนบทความ.//(ป,/เดือน/วันที่พิมพ).//ช่ือบทความ.//ช่ือหนังสือพิมพ.// เลขหนา. Schwartz, J. (1993, September 30). Obesity affects economic social status. The Washington Post. pp. A1-A5. 6. บคุ ลานุกรม ชื่อนามสกุลผูใหสัมภาษณ/(ผูใหสัมภาษณ)/ชื่อนามสกุลผูสัมภาษณ/(ผูสัมภาษณ).//ณ/ ชื่อหมบู าน/หมูท่/ี ตําบล/อาํ เภอ/จังหวัด.//เมื่อวนั ที/่ วัน/เดือน/ปท่สี ัมภาษณ. Mr. Kaew Kamdee (Interviewee) Mr.Udee Meesuk (Interviewer). at Ban Thongkam, Moo 11, Sawan sub - district, Muang district, Suratthani province. On 9th July 2016. หมายเหตุ / หมายถงึ ระยะเวนวรรค 1 คร้ัง // หมายถงึ ระยะเวนวรรค 2 ครัง้

วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 284 คาํ แนะนําสาํ หรบั ผเู ขยี น รายละเอยี ดตัวอกั ษรและรูปแบบการพมิ พ ขนาดตัวอักษร 16 ตวั อกั ษร TH SarabunPSK ขอบลาง 2.5 นิว้ ขอบบน 2 นวิ้ ขอบลาง 1.5 นิ้ว ขอบซาย 1.5 นว้ิ สวนประกอบ ลกั ษณะตวั อกั ษร รูปแบบการพมิ พ ขนาดตัวอักษร ของบทความ เนน กลางหนากระดาษ 20 ชื่อบทความ เนน กลางหนากระดาษ 18 ชอ่ื ผูแตง บทคดั ยอ หวั ขอ : เนน กลางหนากระดาษ 16 เนอื้ หา : ปกติ 1. ภาษาองั กฤษ ชดิ ซาย 16 2. ภาษาไทย เนน ใชหมายเลข 16 หวั ขอแบงตอน ปกติ 16 หวั ขอยอย ปกติ - 16 เนอื้ หาบทความ ปกติ - 16 การเนนความในบทความ - - 12 ขอความในตารางปกติ ปกติ กลางหนากระดาษ 12 ขอความอางอิง ปกติ กลางหนากระดาษ ภาพประกอบ

วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 285 รายนามผูทรงคณุ วุฒทิ พ่ี จิ ารณาบทความวิชาการ รายนามผูทรงคุณวุฒพิ จิ ารณาบทความ ศ. (พเิ ศษ) ดร.ก่ิงแกว อัตถากร มหาวิทยาลยั นเรศวร ศ. (พเิ ศษ) ดร.ประพณิ มโนมัยวบิ ูลย จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ศ. (พิเศษ) ดร.ประคอง นิมมานเหมนิ ท สํานกั งานราชบณั ฑิตยสภา ศ. (พเิ ศษ) ดร.พสิ ิษฐ เจริญวงศ สํานักงานราชบณั ฑิตยสภา ศ. (พเิ ศษ) จรัญ ภักดีธนากุล กระทรวงยุตธิ รรม ศ.กติ ติคณุ ดร.ธีระพนั ธ เหลืองทองคาํ จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย ศ.กิตตคิ ุณ ดร.สจุ รติ เพยี รชอบ จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ศ.กิตติคุณ ดร.สรุ พล วริ ฬุ หรกั ษ สาํ นกั งานราชบณั ฑิตยสภา ศ.กิตตคิ ณุ ดร.สเุ ทพ เชาวลติ มหาวทิ ยาลยั รงั สติ ศ.กิตติคุณ ดร.อมรา ประสทิ ธิ์รัฐสินธุ จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย ศ.กติ ติคุณ ดร.อจั ฉรา วงศโสธร จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย ศ.เกียรตคิ ณุ ดร.ปรชี า กาญจนาคม ขาราชการบํานาญ ศ.กติ ติคณุ ดร.ศิราพร ณ ถลาง ขาราชการบํานาญ ศ.เกยี รติคณุ ดร.อานนั ท กาญจนพันธ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม ศ.ดร.โกวทิ ย พวงงาม สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎร ศ.ดร.ครองชยั หตั ถา มหาวทิ ยาลยั ทกั ษณิ ศ.ดร.ฉัตรทิพย นาถสุภา จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั ศ.ดร.ชลดา เรอื งรกั ษลขิ ติ สาํ นกั งานราชบณั ฑติ ยสภา ศ.ดร.ไชยันต ไชยพร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ศ.ดร.ณรงคฤทธิ์ ธรรมบตุ ร จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั ศ.ดร.ณัชชา พันธุเจริญ จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ศ.ดร.เดือน คาํ ดี สํานักงานราชบัณฑติ ยสภา ศ.ดร.บญุ ทนั ดอกไธสง มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลอลงกรณ ศ.ดร.ปญญา บรสิ ทุ ธ์ิ ในพระบรมราชปู ถมั ภ ศ.ดร.รตั ติยา สาและ สาํ นกั งานราชบณั ฑติ ยสภา ศ.ดร.รื่นฤทยั สัจจพนั ธุ ขาราชการบํานาญ ศ.ดร.วัชระ งามจิตรเจริญ ขาราชการบาํ นาญ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร

วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ 286 รายนามผทู รงคุณวุฒทิ ี่พจิ ารณาบทความวชิ าการ ศ.ดร.วิรุณ ตั้งเจรญิ ขาราชการบํานาญ ศ.ดร.สมคดิ เลศิ ไพฑรู ย มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร ศ.ดร.สมบรู ณ สุขสําราญ สํานกั งานราชบณั ฑิตยสภา ศ.ดร.สมภาร พรมทา จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั ศ.ดร.อจั ฉรา วงศโสธร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั Prof. Dr. Bhikshu Satyapala University of Delhi Prof. Dr. K.T.S. Sarao University of Delhi ศ.ไชยยศ เหมะรัชตะ จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ศ.ปรีชา เถาทอง มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร ศ.เพ็ญศรี กาญจโนมยั มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร ศ.วิโชค มกุ ดามณี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร ศ.สายันต ไพรชาญจติ ร ขาราชการบํานาญ ศ.สกุ ญั ญา สจุ ฉายา มหาวิทยลยั มหิดล ศ.อาํ นวย ยัสโยธา ขาราชการบาํ นาญ รศ.ดร.คมเพชร ฉตั รศุภกลุ มหาวทิ ยาลยั เกษมบัณฑิต รศ.ดร.จิราภรณ สถาปนะวรรธนะ ขาราชการบํานาญ รศ.ดร.เฉลิมชัย ปญญาดี มหาวทิ ยาลยั แมโจ รศ.ดร.ชูศกั ด์ิ เอกเพชร มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สรุ าษฎรธานี รศ.ดร.เชษฐ ตงิ สัญชลี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร รศ.ดร.เทิดชาย ชวยบาํ รุง สถาบันวิจยั เพือ่ พัฒนาการทองเท่ยี วไทย รศ.ดร. ธญั ญา สังขพนั ธานนท มหาวทิ ยาลยั นเรศวร รศ.ดร.ธดิ า สาระยา จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั รศ.ดร.นภเรณู สจั จรกั ษ ธรี ะฐติ ิ มหาวิทยาลัยมหดิ ล รศ.ดร.นววรรณ พันธุเมธา สํานกั งานราชบณั ฑิตยสภา รศ.ดร.บัวพันธ พรหมพกั พิง มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน รศ.ดร.บญุ ยงค เกศเทศ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม รศ.ดร.บุญอนนั ต พินัยทรพั ย สถาบันบณั ฑิตพัฒนบรหิ ารศาสตร รศ.ดร.ปรมินท จารวุ ร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั รศ.ดร.ปาจรยี ผลประเสริฐ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏกาํ แพงเพชร รศ.ดร.ประจกั ษ สายแสง ขาราชการบาํ นาญ รศ.ดร.ประเทือง ทินรัตน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร รศ.ดร.ประเวศ อินทองปาน มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร รศ.ดร.ปญญา รุงเรอื ง มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร

วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ 287 รายนามผูทรงคณุ วฒุ ิทพี่ ิจารณาบทความวิชาการ รศ.ดร.มัลลิกา มงั กรวงษ สถาบนั เทคโนโลยพี ระจอมเกลา รศ.ดร.เมชฌ สอดสองกฤษ เจาคุณทหารลาดกระบงั รศ.ดร.รงค บุญสวยขวญั มหาวทิ ยาลยั อุบลราชธานี รศ.ดร.วนั ชยั ธรรมสัจการ มหาวิทยาลัยวลยั ลกั ษณ รศ.ดร.วทิ ยาธร ทอแกว มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร รศ.ดร.วิบลู ย ตระกูลฮุน มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช รศ.ดร.สหี กลุ กรรตั นเสถยี ร มหาวทิ ยาลัยรังสติ รศ.ดร.ศักด์ิชยั นริ นั ดรทวี ขาราชการบํานาญ รศ.ดร.ศักด์ิไทย สรุ กิจบวร มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ รศ.ดร.ศิริรัตน ชณุ หคลาย มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสกลนคร รศ.ดร.สมบูรณ ศิรสิ รรหริ ัญ มหาวิทยาลัยมหิดล รศ.ดร.สมยศ ทงุ หวา มหาวิทยาลยั มหิดล รศ.ดร.สมศกั ดิ์ ศรสี ันตสิ ขุ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร รศ.ดร.สบื พงศ ธรรมชาติ มหาวิทยาลยั ขอนแกน รศ.ดร.สกุ ญั ญา เอมอิม่ ธรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ รศ.ดร.สรุ เดช โชติอุดมพันธ มหาวทิ ยาลัยขอนแกน รศ.กรรณกิ าร วมิ ลเกษม จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย รศ.ชอบ เข็มกลดั มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร รศ.โชษติ า มณีใส ขาราชการบํานาญ รศ.ทรงศักดิ์ ปรางควัฒนากลุ สาํ นกั งานราชบณั ฑติ ยสภา รศ.นวลทิพย เพมิ่ เกษร มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม รศ.บาหยัน อมิ่ สาํ ราญ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร รศ.ประพนธ เรืองณรงค มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร รศ.ประยรู ทรงศลิ ป สํานกั งานราชบณั ฑติ ยสภา รศ.ประสิทธ์ิ ทองแจม ขาราชการบํานาญ รศ.ปราณี เพชรแกว มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสรุ าษฎรธานี รศ.เปรมชญา ชนะวงศ ขาราชการบํานาญ รศ.พฤทธิ์ ศภุ เศรษฐศริ ิ ขาราชการบาํ นาญ รศ.พฒั นะ เรอื นใจดี มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒ มหาวิทยาลยั รามคําแหง

วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ 288 รายนามผูทรงคณุ วุฒิทีพ่ ิจารณาบทความวชิ าการ รศ.พินจิ ทิพยมณี มหาวิทยาลัยธุรกจิ บัณฑิตย รศ.ยรุ ฉตั ร บุญสนทิ ขาราชการบาํ นาญ รศ.วฒุ ิชัย มูลศิลป สาํ นกั งานราชบณั ฑิตยสภา รศ.สาธิต ทิมวฒั นบรรเทงิ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ รศ.สจุ นิ ตนา ชุมวิสตู ร มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช รศ.สรุ พล นาถะพินธุ ขาราชการบํานาญ รศ.อมรา เลก็ เริงสินธุ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ผศ.ดร.จริ พฒั น ประพันธวิทยา มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร ผศ.ดร.เจอื ง ถิ หงั่ มหาวิทยาลยั ราชภฏั ลําปาง ผศ.ดร.ไชยวฒั น เผอื กคง มหาวิทยาลัยราชภฏั สรุ าษฎรธานี ผศ.ดร.ณรงค พุทธิชีวิน วทิ ยาลัยอาชีวศกึ ษาภาวนาโพธิคณุ ผศ.ดร.ฐีรวุฒิ เสนาคาํ มหาวิทยาลัยวลยั ลักษณ ผศ.ดร.ตามใจ อวิรุทธิโยธนิ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคล ผศ.ดร.ตฤณ กิตตกิ ารอําพล รัตนโกสินทร ผศ.ดร.ทินวัฒน สรอยกดุ เรือ มหาวิทยาลยั บรู พา ผศ.ดร.ธเนศ เวศรภาดา มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน ผศ.ดร.ธีรัตม แสงแกว มหาวิทยาลัยหอการคาไทย ผศ.ดร.นนั ทวรรณ ชางคดิ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ผศ.ดร.นิคม จารมุ ณี มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สุราษฎรธานี ผศ.ดร.ประกาศิต สทิ ธ์ธิ ติ ิกลุ มหาวิทยาลัยราชภัฏสรุ าษฎรธานี ผศ.ดร.ประโยชน คปุ ตกาญจนากุล มหาวิทยาลยั วลัยลักษณ ผศ.ดร.พงศกั ด์ิ สังขภญิ โญ ขาราชการบํานาญ ผศ.ดร.พลับพลึง คงชนะ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครศรีธรรมราช ผศ.ดร.พิเชฐ แสงทอง มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ ผศ.ดร.ไพฑูรย มนตพานทอง มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร ผศ.ดร.ภมรรัตน สุธรรม สถาบนั บณั ฑติ พฒั นบรหิ ารศาสตร ผศ.ดร.วรรณะ บรรจง มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสรุ าษฎรธานี ผศ.ดร.วศิ าล ศรีมหาวโร มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สรุ าษฎรธาน ผศ.ดร.ศริ ิรตั น ชูพันธ อรรถพลพพิ ัฒน มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สุราษฎรธานี มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสรุ าษฎรธานี

วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ 289 รายนามผทู รงคุณวุฒทิ ี่พจิ ารณาบทความวชิ าการ ผศ.ดร.สมเจตน ผิวทองงาม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สุราษฎรธานี ผศ.ดร.สมศกั ดิ์ ชอบตรง ขาราชการบาํ นาญ ผศ.ดร.สงิ ห สงิ หขจร มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั บานสมเดจ็ เจาพระยา ผศ.ดร.สนุ ทร พนู เอยี ด ขาราชการบํานาญ ผศ.ดร.สมุ าลยั กาลวิบลู ย มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสรุ าษฎรธานี ผศ.ดร.อนันต ใจสมทุ ร ขาราชการบํานาญ ผศ.ดร.อคั กร ไชยพงษ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สุราษฎรธานี ผศ.ดร.อินทุวรรณา เชยชน่ื สกุล ขาราชการบาํ นาญ ผศ.คมธรรม ดาํ รงเจรญิ มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร ผศ.ชรนิ ทร อินทสุวรรณ มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา ผศ.ณฐั า วพิ ลชัย มหาวิทยาลยั ราชภฏั สรุ าษฎรธานี ผศ.ธีรศกั ดิ์ ทองนยุ พราหมณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสรุ าษฎรธานี ผศ.พรทพิ ย วนรัฐิกาล มหาวิทยาลัยรามคาํ แหง ผศ.พเิ ชษฐ สทุ รโชติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏสวนดสุ ติ ผศ.เพ็ญศริ ิ พนั พา มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร ผศ.วันชยั เอือ้ จิตเมศ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ผศ.สมเชาว ชาตินฤดม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎรธานี ผศ.สมทรง นุมนวล มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สรุ าษฎรธานี ผศ.สทิ ธิกร ศกั ด์แิ สง มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสรุ าษฎรธานี ดร.ชนัญชิดา ทิพยญาณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั สรุ าษฎรธานี ดร.โชคชัย สุทธาเวศ มหาวิทยาลยั มหิดล ดร.ปารุษยา เกียรติคีรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎรธาน ดร.ประทมุ ทิพย ทองเจรญิ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร ดร.ปรีชา เปยมพงศสานต มหาวทิ ยาลัยบูรพา ดร.พรรษา เอกพรประสทิ ธ์ิ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยพี ระจอมเกลาธนบรุ ี ดร.พิมพแพร พทุ ธชิ ีวนิ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สุราษฎรธานี ดร. เพลินตา พพิ ัฒนสมบัติ มหาวิทยาลยั สวนดุสติ ดร.ไพโรจน ทองคาํ สกุ ผูอาํ นวยการสถาบันโขนแหงชาติ ดร.ภูมรนิ ทร ภิรมยเลิศอมร มหาวิทยาลยั บูรพา ดร.รภทั ภร เพชรสขุ วทิ ยาลยั วทิ ยาศาสตรการแพทยเจาฟาจฬุ าภรณ

วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 290 รายนามผทู รงคุณวฒุ ทิ พี่ จิ ารณาบทความวิชาการ ดร.ระววี ัฒน ไทยเจริญ มหาวทิ ยาลัยทักษณิ ดร.รงุ เกยี รติ สิรวิ งษสุวรรณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสวนสนุ นั ทา ดร.เลิศชาย ศิรชิ ยั ขาราชการบาํ นาญ ดร.ศุจิณัฐ จิตวริ ิยนนท จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย ดร.สมคิด แกวทพิ ย มหาวทิ ยาลัยแมโจ ดร.สมศักดิ์ เกตแุ กนจันทร มหาวทิ ยาลยั รามคาํ แหง ดร.สายสวาท เกตชุ าติ ขาราชการบาํ นาญ ดร.อนุมาน จันทวงศ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สรุ าษฎรธานี ดร.อมรา ศรสี ุชาติ สํานักงานราชบณั ฑิตยสภา นายแพทยบญั ชา พงษพานชิ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อนิ ทปญโญ นายชะเอม แกวคลาย ขาราชการบํานาญ