Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการสอนป.4 -2561

แผนการสอนป.4 -2561

Published by jarunpanakul, 2019-03-16 21:28:31

Description: แผนการสอนป.4 -2561

Search

Read the Text Version

แบบสงั เกตพฤตกิ รรม การทาํ งานกลมุ คําชี้แจง ให ผูสอน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรียนในระหวา งเรียนและนอกเวลาเรียน แลวทําเครอ่ื งหมาย  ลงในชองท่ีตรงกับระดับคะแนน ลําดับ ชื่อ-สกุล ความ การแสดง การรับ ความ การแกไข รวม ที่ ของผูรับการ รวมมอื กัน ความ ฟงความ ตง้ั ใจ ปญหา/ 15 คะแนน ประเมิน ทาํ กิจกรรม คิดเหน็ คิดเห็น ทํางาน หรอื ปรับปรงุ ผลงานกลุม 3 2 1 32132132132 1 เกณฑการใหค ะแนน - ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤติกรรมอยางสม่ําเสมอ ให 3 คะแนน - ปฏบิ ัตหิ รอื แสดงพฤติกรรมบอ ยคร้งั ให 2 คะแนน - ปฏบิ ตั หิ รือแสดงพฤติกรรมบางครัง้ ให 1 คะแนน เกณฑการตัดสนิ คุณภาพ - คะแนน 12 – 15 คะแนน หมายถึง ระดบั ดี - คะแนน 8 – 11 คะแนน หมายถึง ระดบั พอใช - ต้งั แต 7 คะแนนลงไป หมายถึง ระดับปรับปรุง ลงชือ่ ...................................................ผปู ระเมิน ……..……/………………./…………..

แบบประเมิน คุณลักษณะอันพงึ ประสงค คาํ ชี้แจง ใหครผู ูสอน สงั เกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหวา งเรียนและนอกเวลาเรียน แลวทาํ เคร่ืองหมาย  ลงในชองที่ตรงกบั ระดับคะแนน คณุ ลักษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน อันพึงประสงคดาน 321 1. รักชาติ ศาสน 1.1 ยืนตรงเคารพธงชาติ และรอ งเพลงชาติได กษัตริย 1.2 เขา รวมกิจกรรมท่ีสรา งความสามัคคี ปรองดอง และเปน 1.3 ปเขราะรโว ยมชกนิจ กรตรมอทโรางงเศรียาสนนาท่ีตนนับถือ ปฏิบัติตามหลักศาสนา 1.4 เขา รว มกิจกรรมทีเ่ กี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริยตามท่ีโรงเรียน 2. ซ่อื สัตย สุจริต 2.1 จใหัดขขอ้ึนมลู ทีถ่ ูกตอง และเปนจริง 2.2 ปฏบิ ตั ิในสิ่งที่ถูกตอง 3. มวี ินัย รบั ผิดชอบ 3.1 ปฏบิ ัติตามขอตกลง กฎเกณฑ ระเบียบ ขอ บังคับของครอบครวั 4. ใฝเ รียนรู 4.1 มรีคูจ วกั าใมชตเวรลงาตวอา เงวใลหาเใปนนกปารรปะโฏยิบชัตนิก แิจลกะรนรมําไตปาปงๆฏบิ ในัตชิไดีวิตประจาํ วัน 4.2 รจู กั จัดสรรเวลาใหเหมาะสม 4.3 เชอ่ื ฟงคาํ สั่งสอนของบิดา-มารดา โดยไมโ ตแยง 4.4 ตั้งใจเรียน 5. อยูอยา งพอเพยี ง 5.1 ใชทรพั ยสินและส่งิ ของของโรงเรยี นอยา งประหยัด 5.2 ใชอปุ กรณการเรียนอยางประหยัดและรคู ุณคา 5.3 ใชจา ยอยางประหยัดและมีการเกบ็ ออมเงิน 6. มุงมั่นในการ 6.1 มคี วามตงั้ ใจและพยายามในการทํางานที่ไดร ับมอบหมาย ทํางาน 6.2 มคี วามอดทนและไมท อแทตออุปสรรคเพอ่ื ใหง านสําเร็จ 7. รกั ความเปนไทย 7.1 มีจิตสาํ นึกในการอนรุ ักษว ฒั นธรรมและภูมปิ ญญาไทย 7.2 เห็นคุณคา และปฏบิ ัติตนตามวัฒนธรรมไทย 8. มจี ิตสาธารณะ 8.1 รูจ ักชวยพอแม ผูปกครอง และครทู ํางาน 8.2 รูจ กั การดูแล รกั ษาทรัพยสมบตั แิ ละส่ิงแวดลอมของหองเรียน โรงเรยี น ลงชื่อ...................................................ผูประเมิน .........../.................../...............

เกณฑการใหค ะแนน - ปฏิบัติหรอื แสดงพฤติกรรมอยา งสมํ่าเสมอ ให 3 คะแนน - ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบอ ยครัง้ ให 2 คะแนน - ปฏบิ ตั ิหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให 1 คะแนน เกณฑการตัดสินคุณภาพ - คะแนน 46 – 60 คะแนน หมายถึง ระดบั ดี - คะแนน 30 – 45 คะแนน หมายถึง ระดับพอใช - ตงั้ แต 30 คะแนนลงไป หมายถงึ ระดบั ปรบั ปรุง

หนวยการเรียนรทู ่ี 3 เรื่อง ดินนารู รหสั ว 14101 เวลา 8 ช่ัวโมง กลุมสาระการเรยี นรู วทิ ยาศาสตร รายวิชาพืน้ ฐาน ช้ัน ประถมศึกษาปท ี่ 4 1.มาตรฐานการเรียนรู / ตัวช้วี ัด สาระที่ 6 กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก มาตรฐาน 6.1 เขา ใจกระบวนการตาง ๆ ท่เี กิดข้ึนบนผิวโลกและภายในโลก ความสัมพนั ธของ กระบวนการตาง ๆ ทม่ี ีผลตอการเปลี่ยนแปลงภมู ิอากาศ ภูมิประเทศ และสณั ฐานของโลก มีกระบวนการสืบ เสาะหาความรแู ละจิตวทิ ยาศาสตร สือ่ สารส่ิงที่เรยี นรูและนาํ ความรไู ปใชป ระโยชน ตัวชีว้ ดั ว 6.1 ป.4/1 สํารวจและอธิบายการเกิดดิน ว 6.1 ป.4/2 ระบุชนิดและสมบตั ิของดินท่ีใชป ลกู พืชในทองถนิ่ 2.สาระสําคัญและความคิดรวบยอด ดินเปนทรัพยากรธรรมชาตทิ ่ีสาํ คญั ซง่ึ เกิดจากการสลายตัวของหิน แรธาตุ และซากพชื ซากสัตวผ สม คลุกเคลา กันตามธรรมชาตริ วมตัวกันกลายเปนดินหอหุม โลก เมือ่ มีนาํ้ และอากาศที่เหมาะสมจะทําใหพ ืช เจรญิ เตบิ โตและยงั ชีพอยูได โดยดินจะมีลักษณะและคุณสมบัติแตกตา งกันไปในในแตละทองถิ่น เปลี่ยนแปลง ตามตามสภาพภูมอิ ากาศ ภมู ิประเทศ วัตถุตนกําเนิด ส่ิงมชี ีวิตและระยะเวลาการสรางตัวของดิน 3.สาระการเรียนรู 3.1 ดินและการกาํ เนิดดิน 3.2 ชนิดของดิน 3.3 สว นประกอบของดิน 3.4 ผลเสียการทาํ ลายดินและการอนรุ กั ษดิน 4.สมรรถนะสําคญั ของผเู รียน 4.1 ความสามารถในการส่ือสาร 4.2 ความสามารถในการคิด 4.3 ความสามารถในการแกปญหา 4.4 ความสามารถในการใชท ักษะชีวิต 4.5 ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี 5.คุณลักษณะอนั พ่ึงประสงค 5.1 รักชาติ ศาสน กษัตริย 5.2 ซอ่ื สัตยสุจริต 5.3 มวี ินัย 5.4 ใฝเ รียนรู 5.5 อยูอยางพอเพียง 5.6 มุง มั่นในการทาํ งาน 5.7 รกั ความเปนไทย

5.8 มจี ิตสาธารณะ 6.ชิน้ งาน / ภาระงาน 6.1 บันทึกผลการศึกษาเรอื่ ง ดินและการกาํ เนิดดิน ประเภทของดิน สวนประกอบของดิน ผลเสียการทาํ ลายดิน และการอนรุ กั ษด ิน 6.2 การนาํ เสนอผลการศึกษาเร่อื ง ดินและการกาํ เนิดดิน ประเภทของดิน สวนประกอบของดิน ผลเสียการทําลายดิน และการอนุรกั ษด ิน ในช้ันเรียน 7.การวัดและประเมินผล เกณฑการประเมนิ 7.1 วิธีการ เครื่องมอื และเกณฑการประเมิน นกั เรยี นตองผา นระดับดีขึ้นไป วธิ ีการ เคร่ืองมอื ผา นระดับปานกลางข้ึนไป 1.การตรวจผลงาน 1.แบบประเมินผลงานนักเรียน นักเรียน 2.การสงั เกต 1.แบบบนั ทกึ การสังเกตพฤติกรรม รายบุคคลและกลุม 2.แบบบนั ทึกการปฏิบัตกิ ิจกรรมของนักเรียน 7.2 เกณฑทีใ่ ชใ นการประเมินการตรวจผลงานตามสภาพจริง รายการ 4 ระดับคะแนน 1 น้ําหนกั คะแนน ประเมนิ 32 รวม 1.ความถูกตอง มีความถูกตอง ผลงานสวน ผลงานมีความ มีความถูก 1.0 4 ชัดเจนสมบรู ณ ใหญถ กู ตอง ถูกตองเปน ตองเปนสว น ครบถวน ครบถว น บางสวน นอย 2. ความสะอาด ผลงานสะอาด ผลงานสะอาด ผลงาน ผลงานสว น 0.5 2 เรียบรอย เรียบรอย เรียบรอย บางสวนไม ใหญไม สวยงาม สวยงามไมมี มรี อยขีดลบ สะอาด สะอาด รอยขีดลบ นอย ไมเรียบรอ ย ไมเรียบรอ ย 3. ตรงตอเวลา สง งานตรงเวลา สงงานชากวา สง งานชา กวา สงงานขากวา 0.5 2 ที่กาํ หนด กําหนด 1 วัน กาํ หนด 2 วัน กาํ หนด เกิน 2 วัน 4. การ คิดแปลกใหม คิดแปลกใหม คิดแปลกใหม คิดแปลกใหม 0.5 2 เชอื่ มโยงและ เชือ่ มโยง เช่อื มโยง เชื่อมโยง เชื่อมโยง ความคิด สมั พันธสง่ิ สมั พันธส่งิ สมั พันธสงิ่ สัมพันธสิ่ง สรา งสรรค ตา งๆ ไดอยาง ตา งๆ ไดอยาง ตางๆ ไดอยา ง ตางๆ ไดอยา ง ถูกตอง ถกู ตองเปน ถกู ตองเปน ถูกตองเปน สวนใหญ บางสวน สว นนอย

ระดับคุณภาพ 9 – 10 หมายถึง ดีมาก คะแนน 7 – 8 หมายถึง ดี คะแนน 5 – 6 หมายถึง พอใช คะแนน 0 – 4 หมายถึง ปรบั ปรงุ คะแนน เกณฑการใหค ะแนน การทดลอง ประเดน็ การ 5 4 ระดับคะแนน 2 1 ประเมนิ กําหนดวิธกี ารและ กําหนดวธิ กี าร 3 กาํ หนดวิธกี าร ตองใหความ ขั้นตอนถูกตอ ง และขัน้ ตอน และข้ันตอนยังไม ชว ยเหลอื อยาง 1.วิธีการทดลอง เลือกใชเ ครอ่ื งมอื ถกู ตอง การ กําหนดวธิ ีการ ถูกตอ ง ตอ งให มากในการ และวัสดอุ ุปกรณ เลือกใชเ ครื่องมอื และข้ันตอนยังไม ความชว ยเหลือ กาํ หนดวธิ กี าร 2.กรปฏิบัตกิ าร ตา งๆไดอ ยา ง และวสั ดอุ ุปกรณ ครอบคลมุ ขน้ั ตอน และการ ทดลอง ถูกตอง ตา งๆยงั ไม เลอื กใชเครื่องมือ ตอ งใหค วาม ใชเ ครือ่ งมอื เหมาะสม และวสั ดุอุปกรณ ชวยเหลือในการ 3.ความ ดําเนินการทดลอง ดาํ เนนิ การ ตา งๆยงั ไม ดาํ เนนิ การ ตองใหความ คลองแคลว ในขณะ เปน ขั้นตอนได ทดลองเปน เหมาะสม ทดลองเปน ชวยเหลอื อยาง ปฏิบัติกิจกรรม ถกู ตอง ครบถว น ขนั้ ตอน และใช ดาํ เนินการ ข้ันตอน และใช มากในการ และใชอุปกรณ อปุ กรณต า งๆได ทดลองเปน อุปกรณตา งๆ ดาํ เนินการ 4.การนําเสนอ ตา งๆไดอยาง อยา งถกู ตอ ง ขั้นตอน และใช ทดลองเปน ถูกตอง อุปกรณตา งๆได ทาํ การทดลองไม ขน้ั ตอน และใช มคี วาม อยา งถูกตอ งถา ทันตามเวลาที่ อปุ กรณตางๆ มคี วามคลองแคลว คลอ งแคลว ใน ใหคาํ แนะนํา กําหนด ทาํ การทดลองไม ในการทดลอง การทดลอง และ เน่ืองจากขาด ทนั ตามเวลาที่ และใชอุปกรณใ น ใชอ ปุ กรณ มีความ ความคลอ งแคลว กาํ หนด และทาํ การดาํ เนินการ ดําเนินการ คลองแคลวใน ในการใชอปุ กรณ อุปกรณเครื่องใช ทดลองไดอ ยาง ทดลองไดอ ยา ง การทดลอง และ แตกหักเสียหาย ถูกตอ งเหมาะสม ปลอดภยั ใชอ ุปกรณ ตองชแ้ี นะในการ ปลอดภัย เสรจ็ ทนั ดําเนนิ การ บนั ทึกผลการ ตอ งใหค วาม ตามเวลาทีก่ ําหนด บันทึกผลการ ทดลองไดอ ยา ง ทดลอง สรปุ ผล ชวยเหลอื อยา ง บันทกึ ผลการ ทดลอง สรุปผล ปลอดภัยถาให การทดลอง และ มากในการบนั ทึก ทดลอง สรปุ ผล การทดลองได คาํ แนะนํา การนาํ เสนอจึง ผลการทดลอง การทดลองได อยางถูกตอ ง บนั ทกึ ผลการ จะสามารถ และการนําเสนอ อยา งถูกตอ ง และบันทึกการ ทดลอง สรปุ ผล ปฏบิ ัตไิ ด สมบูรณ รดั กมุ นาํ เสนอเปน การทดลองได และบนั ทกึ การ ขั้นตอน อยา งถูกตอ ง แต นาํ เสนอเปน บันทึกการ ขน้ั ตอนครบถว น นําเสนอยงั ไมเ ปน ชัดเจน ขั้นตอน

ระดับคุณภาพ คะแนน 16 - 20 คะแนน อยใู นเกณฑ ดีมาก คะแนน 11 - 15 คะแนน อยใู นเกณฑ ดี คะแนน 6 - 10 คะแนน อยูในเกณฑ พอใช คะแนน 1 -5 คะแนน อยูในเกณฑ ปรบั ปรุง 8.กิจกรรมการเรียนรู ชัว่ โมงท่ี 1-2 เร่ือง ดนิ และการกําเนิดดนิ จุดประสงคการเรียนรู 1. นักเรียนสามารถอธบิ ายการกาํ เนิดดิน 2. นักเรียนตั้งคําถามเกี่ยวกบั เรือ่ งดินได 3. นักเรียนบอกลักษณะของดินชนิดตา ง ๆ ได กิจกรรมการเรียนรู ขัน้ นาํ ครนู ําดินชนิดตาง ๆ ใหนักเรียนดแู ละใหนกั เรียนอภิปรายลกั ษณะของดินแตล ะชนิด ถงึ ความเหมือน หรือแตกตางกันอยางไรบาง ขน้ั สอน 1. ใหนักเรียนแบงกลมุ ๆ ละ 4-5 คนเลือกหัวหนา กลุมและรองหวั หนากลุม นักเรียนแตละกลมุ ต้งั คําถามที่อยากรู คนละ 1 คําถาม จากนั้นคัดเลอื กคาํ ถามท่ดี ีที่สุดของกลุม โดยใหเ ลือกคาํ ถามที่สามารถคนควา หาคําตอบได เชน - ดินเกิดจากอะไร ในดินมีส่ิงใดบา ง 2. ใหน ักเรียนออกแบบตารางบนั ทึกการสงั เกตลกั ษณะทางกายภาพและส่ิงท่ีอยูในดิน ในใบกิจกรรมท่ี 1 ดินและการกาํ เนิดดิน 3. ใหตัวแทนกลุมมารบั ตัวอยา งดินจากครู 4. แตละกลมุ ทาํ การสงั เกตดินและบันทึกผลการสังเกตลงในตาราง 5. ตัวแทนกลมุ ออกมานําเสนอผลการสงั เกตลักษณะของดินและสิง่ ที่อยูในดิน 6. ครแู สดงแผนภาพข้ันตอนการกาํ เนิดดิน และอภิปรายรวมกับนักเรียน และใหนักเรียนเขียน แผนภาพการกําเนิดดิน ดงั แผนภาพตอ ไปนี้

ขั้นสรปุ 1. ครแู ละนักเรียนรวมกันอภิปรายและสรปุ ข้ันตอนการกาํ เนิดดิน 2. ใหนักเรียนไปศึกษาคนควาเรื่องดินเพิ่มเติมจาก หนังสอื ในหองสมุด หรืออินเตอรเน็ต หรอื ผรู ู ส่ือการเรียนรู 1.ใบความรู เร่อื ง การกาํ เนิดดิน 2.ใบกิจกรรมท่ี 1 ดินและการกําเนิดดิน การวัดและประเมินผล วธิ ีการ เครื่องมือ เกณฑ ตรวจผลงานของนักเรียน แบบบันทกึ การตรวจผลงาน ผานเกณฑรอยละ 60ข้ึนไป สงั เกตพฤติกรรมการทํางานกลุม แบบสังเกตพฤติกรรมการ ผานเกณฑร ะดับคุณภาพ 2 ข้ึนไป ทาํ งานกลุม ผา นเกณฑระดบั คุณภาพ 2 ขึ้นไป สงั เกตความมวี ินัย ใฝเรยี นรู และ มงุ ม่ันในการทาํ งาน แบบประเมินคุณลักษณะอัน พงึ ประสงค

ชัว่ โมงท่ี 3-4 : กิจกรรมประเภทของดนิ จุดประสงคการเรียนรู 1. นักเรียนสามารถจําแนกและอธิบายลกั ษณะของดินแตละประเภทดินได 2. เลอื กอปุ กรณที่ถกู ตองเหมาะสมในการสํารวจตรวจสอบ 3. นักเรียนสามารถทดลองการซึมผานของน้ําในดินแตละประเภทได 4. นักเรียนสามารถสรุปองคความรูไดดวยตนเอง กิจกรรมการเรียนรู ขนั้ นาํ 1. ครูนาํ ขวดนํ้าพลาสติกขนาด 600 มิลลิลิตร จํานวน 3 ใบ บรรจุดินทราย ดินรวน และดินเหนียว ประมาณ1 ใน 4 ของขวด และเตมิ นํา้ ลงในขวดแตละใบประมาณ 550 มิลลิลิตร พรอ มปดฝา (ครูเทน้าํ ลงในขวดลว งหนากอนการสอน 1 วัน) มาใหนักเรียนดู 2.ครูใหน ักเรียนเปรียบเทียบดินในแตละขวดเปนดินชนิดใด และอภปิ รายรวมกัน ขั้นสอน 1. ครแู จกใบความรู เรอ่ื ง ลกั ษณะและประเภทของดิน 2. ใหน กั เรียนสงั เกตดินในแตละขวดและระบุวา เปนดินชนิดใด โดยใชข อมูลจากใบความรู 3. ใหน กั เรียนทดลองเขยา ขวดแตละใบ สังเกตสแี ละลักษณะของดินแตละชนิด 4. ใหนกั เรียนทํากิจกรรมท่ี 2 ทดลองการซึมผา นของน้าํ ผา นดินชนิดตางๆ 5. ใหน กั เรียนสรุปผลการซมึ ผานของนาํ้ ผานดินแตละชนิด 6. ใหน ักเรียนทําแบบบันทกึ กิจกรรมท่ี 3 ประเภทของดิน ข้นั สรปุ ครแู ละนักเรียนรวมกันสรุปประเภทของดินและลักษณะของดินชนิดตางๆ ไดแก ดินรวน ดินทราย และดินเหนียว และการซมึ ผานของน้ําผา นดินชนิดตางๆ ส่ือการเรียนรู 1. ใบความรู เรื่อง ลักษณะและประเภทของดิน 2. สือ่ ของจริง ไดแก ดินรว น ดินทราย และดินเหนียว 3. กรวยกรอง 4. ขวดพลาสตกิ 5. นาํ้

การวัดและประเมินผล วธิ ีการ เครื่องมอื เกณฑ ผานเกณฑร ะดับคุณภาพ 2 ข้ึนไป ตรวจผลงานการทดลองการซึมผาน แบบบนั ทึกการตรวจผลงาน ผานเกณฑระดับคณุ ภาพ 2 ข้ึนไป ของน้าํ ผานดินชนิดตางๆ นักเรยี น ผา นเกณฑระดบั คุณภาพ 2 ขึ้นไป ตรวจผลงานการทดลอง แบบบนั ทกึ การตรวจผลงาน ผา นเกณฑระดับคณุ ภาพ 2 ขึ้นไป ประเภทของดิน นกั เรยี น สงั เกตพฤตกิ รรมการทํางานกลุม แบบสงั เกตพฤติกรรม การทาํ งานกลมุ ประเมินความมีวินัย ใฝเรียนรู และ แบบประเมินคุณลักษณะ มงุ ม่ันในการทํางานของนกั เรียน อันพงึ ประสงค ชั่วโมงท่ี 5-6 เรอ่ื ง นาํ้ เปนสวนประกอบของดิน จุดประสงคการเรียนรู 1. นักเรยี นสามารถระบุสวนประกอบของดิน 2. นกั เรียนสามารถทดลองและอธบิ ายวธิ ีการหานํ้าในดินได 3. นกั เรียนสามารถสรปุ องคความรูไดดวยตนเอง 4. นักเรยี นสามารถนาํ เสนอผลงานโดยการจัดแสดงผลงาน การนาํ เสนอดวยวาจาได กิจกรรมการเรียนรู ข้ันนํา ครูทบทวน เรอื่ ง การกาํ เนิดดิน ลักษณะของเน้อื ดิน และซักถามนกั เรียนเกี่ยวกบั สวนประกอบที่อยใู นดิน ขนั้ สอน 1.ครูแจกใบความรูเรื่อง สวนประกอบของดิน และใหนักเรียนศึกษา 2.ครูแสดงแผนภูมิสวนประกอบของดินทเี่ หมาะแกการเจริญเติบโตของพืช และอธิบายสวนประกอบของดิน พรอ มรวมอภิปรายกับนักเรียน 3.นักเรียนทําการทดลองใหเ ห็นวา ในดินมีนํา้ เปนสวนประกอบ 4.ครูอธิบายวิธีการทดลอง ในดินมีน้ําเปนสว นประกอบ โดยการใสดินลงในหลอดทดลองประมาณ 1 ชอน จากนั้นใหนําไปเผา สังเกตการเปล่ียนแปลงภายในหลอดทดลอง นักเรียนบันทึกผลการทดลอง

ขัน้ สรุป ครูและนกั เรียนรวมกันสรปุ ถึงสว นประกอบของดิน และการทดลองเก่ียวกับนํา้ ท่ีมีอยูในดิน สื่อการเรียนรู 1. ใบความรู 4 เรอ่ื ง องคประกอบของดิน 2. ไมห นีบ ตะเกียงแอลกอฮอล ไมขีดไฟ ดิน หลอดทดลอง 3. ใบกิจกรรมท่ี 4 การทดลองในดินมีน้าํ เปนสวนประกอบ การวัดและประเมินผล เกณฑ วธิ ีการ เคร่ืองมือ ผานเกณฑระดบั คณุ ภาพ ตรวจผลการบันทึกเร่ืองการทดลอง แบบบนั การตรวจผลงานนักเรียน 2 ข้นึ ไป สังเกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ แบบสงั เกตพฤติกรรมการทํางาน ผานเกณฑระดับคุณภาพ ของนักเรียน 2 ข้ึนไป สังเกตความมีวินัย ใฝเ รียนรู และ มงุ ม่ันในการทาํ งาน แบบประเมินคุณลักษณะอันพึง ผา นเกณฑระดบั คณุ ภาพ ประสงค 2 ขน้ึ ไป กิจกรรมการเรียนรชู ั่วโมงท่ี 7-8 เร่ือง การอนุรักษดนิ จุดประสงคการเรียนรู 1.นักเรียนสามารถอธบิ ายผลเสียการทําลายดินได 2.นกั เรียนบอกวิธีการอนรุ ักษด ินได 2.นกั เรียนสามารถทํางานรวมกบั ผูอ่ืนได 3. นกั เรียนนําเสนอผลการศึกษาได กิจกรรมการเรียนรู ขัน้ นาํ ครูนาํ ภาพเตือนระวงั ดินโคลนถลมใหนักเรียนดู และนักเรียนแสดงความคิดเห็นวา เกิดจากสาเหตุใด ขน้ั สอน 1.ครูแสดงภาพตัวอยางผลเสียการทาํ ลายดิน จาํ นวน 4 ภาพ แลว ใหนักเรียนตง้ั ชื่อภาพและเขียนบรรยาย ผลเสียการทําลายดนิ ของแตล ะภาพ 2. ครใู หน ักเรียนมานาํ เสนอผลงานภาพและการบรรยายภาพ ใหน กั เรียนรวมแสดงความคิดเห็น ครู แนะนําเพิม่ เติมจากท่ีนักเรียนนําเสนอจากนั้นนาํ ผลงานนักเรียนไปจัดนิทรรศการใหเพือ่ นๆ ไดช ่ืนชมผลงาน 3. ครกู าํ หนดสถานการณใหนักเรยี นเลือกแกป ญ หาในการอนรุ กั ษดิน ดังหัวขอตอ ไปน้ี 1) การปลกู พืชชนิดเดิมซํ้าๆ เชน ออย มันสาํ ปะหลงั ในพ้ืนทเ่ี ดียวกัน นักเรียนคิดวา มผี ลเสียอยางไร และมีแนวทางแกไขดวยวิธีใด 2) หลงั จากการเกบ็ เก่ียวขา วแลวเกษตรกรมักจะเผาซังขาว นักเรียนคิดวามีผลดหี รอื ผลเสียตอดิน อยา งไร

4. ใหนักเรียนแบง เปน 4 กลุม โดยกลุมที่ 1-2 รว มกันอภิปรายสถานการณที่ 1 และกลุมท่ี 3-4 รว มกัน อภิปรายสถานการณท ่ี 2 5. นักเรียนสงตัวแทนออกมานาํ เสนอหนา ชน้ั เรียน 6. ครกู ลาวเพ่มิ เติมถึงแนวทางอื่นๆ ในการอนุรักษด ิน เชน การปลูกพืชคลมุ ดิน การปลูกพชื หมุนเวียน การปลูกพืชแบบข้ันบันได และการปลกู หญาแฝก เปนตน ขนั้ สรุป 1. ครูและนกั เรียนรวมกันสรปุ ผลเสียการทําลายดิน เชน การเกิดมลพิษทางดินจากการใชส ารเคมี การทําไรเล่ือนลอย การเพาะปลกู ผิดวิธี การตัดไมทําลายปา การทํานาเกลือ การใสปุยเคมี และการเผาปาเพ่อื ใช พื้นทใี่ นการเกษตร 2. ครูและนักเรยี นรวมกันสรุปแนวทางการอนุรักษดิน ดังตาราง พรอมภาพประกอบ แนวทางการอนุรักษดนิ ประโยชน 1. การปลูกพชื คลมุ ดิน ปองกันการถูกพดั พาหนาดิน 2.การปลูกพืชหมุนเวียน เพมิ่ ธาตุอาหารในดิน เชน พืชตระกูลถ่ัว 3.การปลูกพืชแบบข้ันบันได ปองกันการพงั ทลายของหนา ดิน 4. การปลูกหญาแฝก ลดการพงั ทลายของดิน สื่อการเรียนรู 3. สือ่ ภาพเตือนระวงั ดินโคลนถลม 4. ภาพตวั อยางผลเสียการทําลายดิน จํานวน 4 ภาพ 5. สถานการณในการอนุรกั ษดิน 6. ภาพแนวทางการอนรุ กั ษด ิน การวัดและประเมนิ ผล วิธีการ เครื่องมอื เกณฑ ผานเกณฑระดับคุณภาพ 2 ข้ึนไป สังเกตการนําเสนอผลการอภปิ ราย แบบบันทกึ การสงั เกตพฤติกรรม ของนักเรียน การทํากิจกรรมของนักเรียน ผา นเกณฑร ะดับคณุ ภาพ 2 ขึ้นไป สงั เกตพฤติกรรมการทํางานของ แบบบันทึกการสงั เกตพฤตกิ รรม ผา นเกณฑระดับคณุ ภาพ 2 ข้ึนไป นักเรยี น การทาํ กิจกรรมของนักเรียน สังเกตความมีวินัย ใฝเ รียนรู และ แบบประเมินคุณลักษณะอันพึง มงุ มั่นในการทํางาน ประสงค

9. บันทกึ ผลหลังสอน ผลการเรียนรู ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... …………………………………………………………………………………………………………………………………...……………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ปญหาและอุปสรรค ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ………………………………………………………………………………………………………………………………..………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………..…………………….. ขอ เสนอแนะ/แนวทางแกไข ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... …………………………………………………………………………………………………………………………………..……………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………..…………………….. ลงชื่อ………………………………………………………………….ผูสอน (…………………………………………………………………)

ภาคผนวกหนว ยท่ี 3

ใบความรทู ี่ 1 เร่ือง การกําเนิดดนิ หนว ยการเรียนรูท่ี 3 เรื่อง ดินนารู ช่ัวโมงท่ี 1-2 ชนั้ ประถมศึกษาปท ่ี 4 ดินเปนทรพั ยากรธรรมชาติ เกิดข้ึนจากการผุพงั ของหินและแร มีอินทรียวัตถุผสมคลุกเคลา เปนเน้ือ เดียวกัน เปน แหลงทม่ี าของปจจัยสี่ เพอ่ื การดํารงชพี ของมนุษย เพราะเราไดอาศัยปลูกพืชทีเ่ ปนอาหาร เคร่ืองนงุ หม ที่อยูอาศัย และยารักษาโรค พืชและตนไมเ จรญิ เตบิ โตได เนื่องจากในดินมีธาตุอาหาร มนี ้ําและอากาศใหรากพืชไดหายใจ รากพืชจะ ดูดน้ําและธาตุอาหารไปหลอเล้ียงลาํ ตน รากพืชตอ งมีอากาศหายใจ ดังนั้น การไถพรวนดินในการปลกู พืช กเ็ พื่อ ชว ยปรับปรุงดินใหโ ปรง มีอากาศถายเทไดสะดวก ดินในบรเิ วณทีเ่ ปดปาใหมๆ เปนดินท่ีอุดมสมบรู ณ เนื่องจากดินชั้นบนสะสมอินทรียวัตถุ และธาตุอาหาร พชื อยเู ปนจาํ นวนมาก ธาตุอาหารพืชถกู ปลดปลอยออกมา เนื่องจากการสลายตัวของอินทรยี วัตถุ และการผพุ ังของ หนิ และแรใ นดิน พืชท่ีปลูกจึงงอกงาม และใหผ ลผลิตสูง การปลูกพืช และเกบ็ เก่ียวผลิตผลจากไรนาแตละครั้ง เปน การเก็บเก่ียวธาตุอาหารหรือปยุ ในดินออกไปดวยเชนกัน การปลกู พืชติดตอกันเปนเวลานานๆ จงึ ทาํ ใหดินสญู เสีย ธาตุอาหารพชื รวมทั้งอินทรียวัตถุในดิน ในท่ีสุดจะทําใหดินมคี วามอุดมสมบรู ณลดลง กลายเปนดินเลว ปลกู พชื ไมไ ดผลดีอีกตอไป ทมี่ า สารานกุ รมไทยสําหรบั เยาวชนฯ / เลม ท่ี ๑๘ / เรอ่ื งท่ี ๘ ดินและปุย “ดิน” (soils) หมายถึง เทหวัตถุทางธรรมชาติ (natural body) ท่ีเกิดจากการสลายตัวของหนิ และแร ธาตุตางๆ ผสมคลุกเคลา กับอินทรียวัตถุซึ่งปกคลุมผวิ โลกอยูเปนช้ันบางๆ เปนวัตถทุ ค่ี ้าํ จุนการเจริญเติบโตและ การทรงตัวของพืช มีการแบงช้ัน (horizon) ทส่ี ามารถสังเกตเห็นไดจากตอนบนลงไปตอนลาง มอี าณาเขตและ ลักษณะประจาํ ตัวของมันเอง ซงึ่ มนุษยสามารถแบง แยกดินออกเปนชนิดตางๆ ได ดินประกอบดวยแรธาตทุ ่เี ปนของแขง็ อินทรียวัตถุ นาํ้ และอากาศทีม่ ีสัดสวนแตกตางกันออกไป การ เกิดข้ึนของดินเปนผลสืบเนื่องมาจากการกระทาํ รวมกันของปจจัยตา งๆ เชน สภาพภมู อิ ากาศ พชื และส่ิงมีชวี ิต อื่น ๆ ตอวัตถุตนกาํ เนิดของดิน ในสภาพพ้นื ที่ใดพ้นื ทห่ี นงึ่ ตลอดชวงระยะเวลาหน่ึง ดงั นั้น “ดิน” ในทีแ่ หง หนึ่ง จงึ อาจเหมือนหรอื ตางไปจากดินในทอี่ กี แหงหนึ่งได ข้ึนอยูกับอทิ ธพิ ลของปจจัยเหลา นี้ ซงึ่ มคี วามมากนอยแตกตาง กันไปในแตละบริเวณสงผลใหดินมีลักษณะเดนเฉพาะตัว และเมอื่ ปจจัยเปล่ียนไป ดินจะมลี ักษณะหรือสมบัติตา งๆ เปลี่ยนแปลงไปดวย ปจจัยทท่ี ําใหเกิดดนิ ภาพภมู ิอากาศ (climate) สภาพภมู อิ ากาศที่มีอิทธิพลตอการเกิดของดินหรือทาํ ใหดินมีลักษณะแตกตา งกัน ไดแก อณุ หภมู ิ และ ปริมาณนํ้าฝน ซ่งึ ทัง้ สองอยางนี้มอี ทิ ธพิ ลตออัตราการสลายตัวของหิน แร ทง้ั ในดา น กายภาพ และเคมี (physical and chemical weathering) ทง้ั ยังมีอิทธิพลตออัตราความเรว็ ของการเคลื่อนยา ยและการสะสมใหมของหินและ แรท ี่ถกู แปรสภาพโดยตวั การสําคัญๆ มาเปนวัตถุตนกําเนิดของดิน ในเขตรอน หนิ แร จะสลายตัวมาเปนดินไดเร็ว กวา ในเขตอบอุนหรือเขตหนาว เน่อื งจาก ในเขตรอนมีอณุ หภมู ิสูง และมปี ริมาณฝนตกมากวา เขตหนาว การผพุ งั สลายตัวตา งๆ จงึ ดาํ เนินไปอยางรวดเร็ว เกิดการชะลา งธาตุอาหารพชื ออกไปไดม าก จึงมักทาํ ใหดินมีความอุดม สมบูรณตํ่า

วัตถุตน กาํ เนิดของดิน (parent material) เปน ปจจัยควบคุมการเกิดดินที่สําคัญ และมองเห็นไดคอนขางชัดเจนท่ีสุด และมีอทิ ธิพลตอ องคป ระกอบของดิน เชน สี เนื้อดิน โครงสราง และสมบัติทางเคมีของดิน โดยท่วั ไปดินทเ่ี กิดจากวัตถุตนกําเนิด ทีส่ ลายตัวมาจากหินพวกท่มี ีปฏิกิริยาเปนดาง (basic rock) มักจะเปนดินเน้ือละเอียด สีคลํ้า ความอุดมสมบูรณสูง สวนดินทเี่ กิดจากหินพวกท่ีมีปฏกิ ริ ิยาเปนกรด (acid rock) มกั จะเปนดินเน้ือหยาบ สีจาง ความอุดมสมบรู ณ และ ความสามารถในการแลกเปล่ียนประจบุ วกต่ํา เปนตน สภาพภูมิประเทศ (relief) ในที่น้ีหมายถงึ ความสูงตํ่า หรอื ระดบั ที่ไมเ ทากันของสภาพพ้นื ที่ และความลาดชันของพน้ื ทที่ ีเ่ ก่ียวของ กับระดับน้าํ ใตดิน ซงึ่ ปจจัยเหลานมี้ ีอทิ ธิพลตอการเกิดลักษณะช้ันตางๆ ในหนาตัดดิน ความลกึ ของดิน สี ความช้ืน สัมพทั ธใ นดิน และความรุนแรงของการชะลา ง เปนตน ตัวอยางเชน ดินทเี่ กิดในที่ท่ีมคี วามลาดชันสูง มักจะเปนดิน ต้ืน มีช้ันดินนอย มกี ารชะลางหนาดินมาก ชั้นดินบนจะบาง หรอื อาจจะไมมชี ั้นดินบนเลยกไ็ ด ตรงกันขา มกับดินท่ี เกิดในท่ีราบลุม ทีม่ ักจะมีชั้นดินบนที่หนากวาเนอ่ื งจากเปนแหลงทับถมของตะกอน เน้ือดินละเอียดกวา เพราะมี การเคลื่อนยายอนภุ าคขนาดดินเหนียวจากดินช้ันบนลงไปสะสมอยูใ นดินลาง ปจจัยทางชวี ภาพ (organism) ไดแกสิ่งมีชีวติ ตางๆ ซึ่งประกอบดวยพืชและสัตว แตมักจะเนนทพ่ี ืชพรรณตางๆ ทขี่ ้ึนปกคลุมบนผิวดิน ซง่ึ มีอิทธิพลตอ ปริมาณอินทรียวัตถใุ นดิน และองคประกอบทางเคมีของดิน ดินที่เกิดภายใตสภาพพชื พนั ธุทเ่ี ปนทุง หญา มักจะมีอินทรียวัตถแุ ละธาตุทีเ่ ปนอาหารพืชมากกวาดินบริเวณปาสนหรือปาไมเน้ือแข็ง เปนตน เวลา (time) อทิ ธิพลของเวลาในแงของการเกิดดินน้ัน หมายถึง ชวงหนง่ึ ของเวลาท่ีตอเน่ืองกันไปโดยไมม ี เหตุการณร ุนแรงขัดจังหวะการพฒั นาตวั ของดิน เวลาทเี่ ปนศูนยสาํ หรับดินชนิดหน่งึ ๆ ก็คือ จุดที่ไดมีเหตุการณท ่ี รุนแรงอยางหน่งึ ทางดินเกิดขึ้น ถือวาเปนจุดสิ้นสุดของเวลาในการสรางตัวของดิน และจะเปนจุดเรมิ่ ตนของ ชว งเวลาในการสรา งตัวของดินชวงตอ ไป เหตกุ ารณรุนแรงดงั กลาวอาจหมายถงึ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมปิ ระเทศ ระดับนา้ํ ใตดิน การเปล่ียนแปลงภมู ิอากาศในทันทีทันใด หรอื การเปล่ียนแปลงของวัตถุตนกาํ เนิดดิน เชน มกี ารทับ ถมอยางรุนแรงของตะกอนใหม เปน ตน (http://www.ldd.go.th/thaisoils_museum/survey_1/soils.htm)

ใบกจิ กรรมที่ 1 เรือ่ ง ดนิ และการกาํ เนิดดนิ หนวยการเรยี นรทู ่ี 3 เร่อื ง ดนิ นารู ชั่วโมงท่ี 1-2 ช้ันประถมศกึ ษาปท่ี 4 คําชี้แจง ใหนักเรียนสังเกตลักษณะของดินและสิง่ ที่เจือปนในดินบันทึกในตาราง อุปกรณ 1. ดินจากบรเิ วณตางกันสองแหง 2 . บกี เกอร 2 ใบ 3. กระดาษขาว สองแผน วธิ ีทดลอง 1.นาํ ดินจากบริเวณ 2 แหงคือ 1.ใตตนไมแ ละ 2.บรเิ วณถนน มาประมาณ คร่ึงกระปอง 2.ตักดินจาก ทัง้ สองแหงท่ใี สกระดาษขาว 2 แผน แผนละ 1 ชอน 3.สงั เกตดินทั้ง 2 แหงบันทึกลักษณะที่สงั เกตพบในตาราง 4.นาํ ดินจากกระดาษเทลงในบีกเกอร อยางละบกี เกอร สงั เกตส่ิงทเี่ จือปนในในดิน ดนิ ลักษณะที่สังเกตได สิ่งเจือปน จากแหลงท่ี 1 จากแหลงที่ 2 สรปุ ผล ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... .........................................................................................................................................................................

ใบกิจกรรมที 2 เรืองการทดลองการซึมของนํ้าผานดนิ หนว ยการเรียนรทู ี่ 3 เร่ือง ดินนารู ช่ัวโมงที่ 1-2 ช้นั ประถมศึกษาปที่ 4 คําชี้แจง ใหนักเรยี นทดลองการไหลซึมของนาํ้ ผานดิน อปุ กรณ 1.ดิน 3 ชนิด ดินทราย ดินรวน ดินเหนียว 2.บีกเกอร 3 ใบ 3.กรวยกรอง 4.ขวดพลาสติก 5.นํ้า วิธที ดลอง 1.นาํ ดิน 3 ชนิด ดินทราย ดินรวน ดินเหนียว ใสก รวยกรองที่รองดวยมุงลวด 2.เทนาํ้ ลงในกรวยปรมิ าณเทากัน 3.สงั เกตปริมาณนํ้าในบีกเกอร บันทึกผลการทดลอง ลักษณะท่ีสังเกตได ปริมาณนํ้าในบีกเกอร ดิน 1.ดินทราย 2.ดินเหนียว 3. ดินรว น สรุปผล ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ........................ .......................................................................................................................................... ...........................................................................................................................................................

ใบกิจกรรมที่ 3 ประเภทของดนิ หนวยการเรยี นรูท่ี 3 เรื่อง ดินนารู ช่ัวโมงท่ี 1-2 ชัน้ ประถมศึกษาปที่ 4 คําช้ีแจง ใหนกั เรียนอา นลักษณะของดินแลวกากบาท ในตารางประเภทของดิน ลักษณะดิน ประเภทของดิน ดนิ ทราย ดนิ เหนยี ว ดินรว น 7. เม็ดละเอียดเกาะกันแนน 8. ลกั ษณะหยาบ เม็ดดินไมเ กาะตัวกัน 3. ดินชนิดนี้จะมชี องวา งระหวางเม็ดดินมาก ทําใหน ํ้าซึมไดส ะดวก 4.การระบายถายเทอากาศไมสะดวก 5.ใชผสมปูนซเี มนต กอ สรา ง 6.การระบายนาํ้ ไดนอยมาก 7. เหมาะแกการเพาะปลูกมากท่ีสุด 8. ใชทาํ เครื่องปนดินเผา 9. มีซากพืชซากสัตวผ สมอยูม าก 10.มักมีสคี ลํ้า ดํา 2. ใหน ักเรียนวาดภาพลักษณะของดินแตละประเภท

ใบความรูที่ 3 ประเภทของดิน หนวยการเรียนรูท ี่ 3 เรื่อง ดินนา รู ช่ัวโมงที่ 1-2 ช้ันประถมศึกษาปท ี่ 4 ดินทราย เปน ท่ีประกอบดวยทรายตั้งแตรอยละ 70 ข้ึนไป โดยนํ้าหนักมสี มบัติเหมือนทราย เนื้อดินมี ลักษณะหยาบ เม็ดดินไมเ กาะตัวกัน ทําใหการระบายนา้ํ ไดเร็วมาก จงึ ไมสามารถกกั เกบ็ นํ้าไวได ดนิ เหนียว เปน ดินที่มเี นอื้ ละเอียดแนน มกี ารจับตัวกันอยางหนาแนน มีชองวางระหวา งเม็ดดินนอย อุมนํา้ ไดดี และไมยอมใหนํ้าซึมผานไดง าย แตก ารระบายถา ยเทอากาศไมส ะดวก ไมเหมาะสมในการเพาะปลูก ดินรว น เปน ดินที่ประกอบดวย ทราย โคลนตม และดินเหนียว โดยมีปริมาณดินทรายและดิน เหนียวไมมากนัก ดินชนิดนี้จะมีชองวา งระหวางเม็ดดินมาก ทาํ ใหนํา้ ซึมไดสะดวก แตการอุมนํ้านอ ยกวาดิน เหนียว

ใบความรูท ี่ 4 สวนประกอบของดนิ หนวยการเรียนรูท่ี 3 เรื่อง ดินนา รู ช่วั โมงที่ 3-4 ชั้นประถมศึกษาปท่ี 4 1. อนินทรียวัตถุ คือ สวนประกอบท่เี กิดจากเศษหินและแรธ าตุท่แี ตกหักผพุ ัง สลายตัวเปน ชิ้นเล็กชิ้นนอย โดยการธรรมชาติจากการกระทาํ ของนํา้ ลม ความรอนหนาว สารเคมี และสิ่งมีชีวิตตาง ๆ หรือแรงกดดันของโลก 2. อนิ ทรียวัตถุ คือ สว นประกอบทไี่ ดจากการสลายตัวเนา เปอยผุพังของซากพืช ซากสัตว 3. นา้ํ คือ สวนที่เปนนํา้ ท่ีอยูในชองวางในดิน ซง่ึ เปนตัวทาํ ละลายแรธาตอุ าหารของพืช 4. อากาศ คอื สวนที่เปน อากาศซ่งึ อยูใ นชองวางในดิน ประกอบดวยกาซตาง ๆ เชน กา ซ คารบอนไดออกไซด กา ซออกซเิ จน กาซไนโตรเจน เปน ตน

ใบกิจกรรมท่ี 4 เรอื่ ง การทดลองในดินมนี ํ้าเปนสว นประกอบ หนวยการเรยี นรูท่ี 3 เรื่อง ดินนารู ชัว่ โมงท่ี 5-6 ชนั้ ประถมศึกษาปท่ี 4 คําชี้แจง ใหนักเรียนทดลองการทดลองในดินมีน้าํ เปนสวนประกอบ อปุ กรณ ไมห นบี ตะเกียงแอลกอฮอล ไมข ีดไฟ ดิน หลอดทดลอง วธิ ที ดลอง ใสดนิ ลงในหลอดทดลองประมาณ 1 ชอนจากนั้นใหนําไปเผา สงั เกตการเปล่ียนแปลง ภายในหลอดทดลอง นกั เรียนบันทึกผลการทดลอง สรุปผลการทดลอง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ใบความรูที่ 5 การพังทลายของดิน หนวยการเรียนรูท่ี 3 เรื่อง ดินนา รู ชวั่ โมงท่ี 7 – 8 ชั้นประถมศึกษาปท ี่ 4 ภาพที่ 1 เตือนระวังดนิ โคลนถลม ดินถลม คือปรากฏการณท่ีสว นของพื้นดิน ไมวาจะเปนกอนหิน ดิน ทราย โคลน หรอื เศษดิน เศษตนไม ไหล เลื่อน เคลือ่ น ถลม พังทลาย หรือหลน ลงมาตามที่ลาดเอียง ภาพที่ 2 ภาพแนวทางการอนรุ ักษดนิ

ใบความรูท่ี 6 เรอ่ื ง การใชประโยชนจากดนิ หนว ยการเรยี นรูท ี่ 3 เรื่อง ดินนารู ช่วั โมงที่ 7 – 8 ช้ันประถมศึกษาปท ี่ 4 การอนุรักษดิน เปนการใชประโยชนจากดินอยา งชาญฉลาด คุม คา และถูกตอ งตามหลกั วิชาการ เกษตรกรรมสมัยใหม โดยมุงเนนการพังทลายของดิน การรักษาคุณภาพของดิน เพื่อใหไดผลผลิตสูงสุด การใชพ้นื ที่ ถกู ตองตามศักยภาพของ ดินในแตละพืน้ ท่ี การอนุรักษดินทําไดห ลายวิธี ดังน้ี 1. การปลูกพืชคลุมดิน จะเปนการชวยยึดดิน ลดแรงปะทะของลม ฝน เชน พืชตระกูลถั่ว 2. การปลูกพชื หมุนเวียน เปนการปลูกพืชมากกวาสองชนิดสับเปล่ียนลงที่ดินแปลงเดียวกัน 3. การปรับปรุงดิน เปนการใสปุยลงในดินทัง้ ปุยหมัก ปุยคอก ปุย สด หลังจากทีป่ ลูกพชื บนท่ดี นิ แลว หลายๆ ครง้ั เพ่ือเพม่ิ แรธาตุ สารอาหารในดิน ทาํ ใหดินระบายนาํ้ และอากาศไดดีข้ึน 4. การปลูกพชื แบบวนเกษตร หรือไรนาสวนผสม สามารถทําได 3 แบบ คอื การปลูกไมยืนตน ควบคูกบั พชื เกษตร การปลูกไมยืนตนควบคูกับพืชอาหารสัตวและเลี้ยงสัตว 5. การปลูกพืชแบบขั้นบันได เปนการสรางคันดินใหม ีลกั ษณะเหมอื นข้ันบันได เพื่อปลูกพืช จะชวยลด ความลาดเทของพ้ืนที่ ลดอัตราการไหลบา ของน้ําบนผิวดิน ลดการพงั ทลายของดิน

แบบประเมนิ การปฏบิ ตั กิ ารทดลอง รายการทป่ี ระเมิน นกั เรยี นประเมินตนเอง ครูประเมิน หมายเหตุ 5432154321 1.วธิ ีดาํ เนินการทดลอง 2.การปฏบิ ัติการทดลอง 3.ความคลองแคลวในขณะปฏิบตั ิ กจิ กรรม 4.การนําเสนอ รวม ระดับคะแนนทไ่ี ด วันที่ประเมิน.......................................................

แบบประเมนิ การสังเกตพฤตกิ รรมรายกลมุ คร้ังท่ี...................เร่อื ง........................................................................................ วิชา วิทยาศาสตร ภาคเรียนที่............... ปการศกึ ษา....................... ช้นั ................ โรงเรยี น............................... พฤติกรรม/ ระดบั คะแนน ลาํ ดบั ช่อื กลมุ ความสนใจใน การมสี ว น การตอบ การยอมรบั ทาํ งานตามท่ี รวม ที่ การทาํ รว มในการ คาํ ถาม ฟงความ ไดรบั กจิ กรรม แสดงความ คดิ เห็นของ มอบหมาย คิดเหน็ ผอู ่นื 32 1 32 1 32132 1 32 1 เกณฑการใหคะแนน คะแนน ระดับ 3 หมายถงึ มีพฤติกรรมในระดบั ดี มีพฤติกรรมในระดบั ปานกลาง คะแนน ระดับ 2 หมายถึง มีพฤติกรรมในระดบั ปรับปรุง คะแนน ระดบั 1 หมายถึง ดี ปานกลาง เกณฑการประเมิน คะแนนเต็ม 15 คะแนน ปรับปรงุ คะแนน 13 - 15 หมายถึง ลงช่ือ....................................................... ผูประเมิน (...........................................................) คะแนน 9 - 12 หมายถึง วนั ท่ปี ระเมิน....................................................... คะแนน 5 - 8 หมายถึง

แบบประเมนิ เจตคตทิ างวิทยาศาสตร วิชา วิทยาศาสตร ภาคเรียนท่ี........เร่อื ง.............................................. ปก ารศึกษา........................ ชอ่ื – สกุล .............................................. เลขท่ี ......... ชนั้ ................โรงเรยี น............................... ท่ี พฤติกรรม / ลักษณะบงชี้ ระดับคุณภาพ หมายเหตุ 54321 1 ความสนใจใฝรูหรอื ความอยากรอู ยากเห็น 1.1 มคี วามสนใจและพอใจใครสบื เสาะแสวงหาความรู ในสถานการณแ ละปญหาใหมๆอยเู สมอ 1.2 มคี วามกระตือรือ้ รนตอกิจกรรมและเร่ืองตางๆ 1.3 ชอบทดลองคนควา 1.4 ชอบสนทนา ซักถาม ฟง อา น เพอ่ื ใหไดร ับความรูเ พมิ่ ข้ึน 2 ความรับผิดชอบ ความมุงม่ัน อดทน และเพยี รพยายาม 2.1 ยอมรบั ผลการกระทําของตนเองทั้งท่เี ปนผลดีและผลเสีย 2.2 ทาํ งานที่ไดรับมอบหมายใหสมบูรณตามกาํ หนดและ ตรงตอเวลา 2.3 เวนการกระทาํ อันเปนผลเสียหายตอสวนรวม ทํางานเต็ม ความสามารถ 2.4 ไมท อถอยในการทํางาน เมือ่ มีอุปสรรคหรือลมเหลว 2.5 มีความอดทนแมการดาํ เนินการแกป ญหาจะยุง ยากและใชเ วลา 3 ความมีเหตุผล 3.1 ยอมรับในคําอธบิ ายเมอ่ื มีหลกั ฐานหรือขอมูลสนับสนุน อยา งเพียงพอ 3.2 พยายามอธิบายสิ่งตางๆในแงเหตุและผล ไมเช่ือโชคลางหรอื คําทาํ นายที่ไมสามารถอธิบายตามวิธีทางวิทยาศาสตรได 3.3 อธบิ ายหรือแสดงความคดิ เห็นอยา งมีเหตุผล 3.4 ตรวจสอบความถูกตองหรอื ความสมเหตุสมผลของแนวคิดตางๆ กบั แหลงขอมูลท่ีเชื่อถือได 3.5 รวบรวมขอมูลอยา งเพียงพอกอนจะลงขอสรุปเร่อื งราวตา งๆ

ท่ี พฤติกรรม / ลักษณะบงช้ี ระดับคุณภาพ หมายเหตุ 4 ความมีระเบียบรอบคอบ 4.1เห็นคุณคาของความมรี ะเบยี บและรอบคอบ 54321 4.2นําวิธหี ลายๆวิธี มาตรวจสอบผลหรือวิธีการทดลอง 4.3มกี ารใครค รวญ ไตรตรอง พนิ ิจพิเคราะห 4.4มคี วามละเอียดถ่ีถวนในการทาํ งาน 4.5มีการวางแผนในการทาํ งานและจัดระบบทํางาน 4.6ตรวจสอบความเรียบรอ ยหรือคุณภาพของเครื่องมือ กอ นทําการทดลอง 4.7ทาํ งานอยางมรี ะเบียบและเรียบรอ ย 5 ความซ่อื สัตย 5.1เสนอความจริงถงึ แมจะเปนผลทแ่ี ตกตา งจากผูอื่น 5.2เหน็ คณุ คา ของการเสนอขอมูลตามความจรงิ 5.3บันทกึ ขอมูลตามความจริง และไมใชความคิดเห็น ของตนเองไปเก่ียวของ 5.4ไมแ อบอา งผลงานของผูอื่นวาเปนของตนเอง 6 ความใจกวา ง รวมแสดงความคิดเห็นและรับฟง ความคิดเหน็ ของผูอนื่ 6.1รับฟง คาํ วิพากษวิจารณ ขอโตแยง หรอื ขอคิดเห็น ท่ีมีเหตุผลของผูอ ่ืน 6.2ไมยึดมั่นในความคิดเห็นของตนเอง และยอมรับ การเปล่ียนแปลง 6.3รบั ฟง ความคิดเห็นที่ตนเองยงั ไมเ ขาใจและพรอ มท่ี จะทําความเขาใจ 6.4ยอมพิจารณาขอ มูลหรือความคิดท่ียังสรปุ แนนอนไมได และพรอมที่จะหาขอ มูลเพิ่มเตมิ ท่มี า : สถานบันสงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี คมู อื วดั ผลประเมินผลวิทยาศาสตร, 2546,หนา 139-141

เกณฑการใหค ะแนน หมายถึง ผูเรียนแสดงพฤติกรรมน้ันสมํ่าเสมอ คะแนนระดบั 5 หมายถึง ผูเรียนแสดงพฤติกรรมนั้นบอยครั้ง คะแนนระดับ 4 หมายถงึ ผูเรียนแสดงพฤติกรรมนั้นเปนครั้งคราว คะแนนระดับ 3 หมายถึง ผเู รียนแสดงพฤติกรรมนั้นนอยครั้ง คะแนนระดบั 2 หมายถึง ผูเรียนไมแสดงพฤติกรรมน้ันเลย คะแนนระดับ 1 เกณฑการตัดสนิ คุณภาพ หมายถงึ ดีมาก คะแนนเฉลี่ย 4.21 - 5.00 หมายถึง ไมผา นเกณฑ คะแนนเฉลี่ย 1.00 – 1.80 หมายถงึ ปรบั ปรุง คะแนนเฉลี่ย 1.81 – 2.60 หมายถงึ พอใช คะแนนเฉลี่ย 2.61 - 3.40 หมายถึง ดี คะแนนเฉล่ีย 3.41 - 4.20 ลงช่อื ............................................. ผูประเมิน (................................................) วันทป่ี ระเมิน.......................................................


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook