Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หน่วยที่ 11 เรื่อง การลำเลียงของพืช

หน่วยที่ 11 เรื่อง การลำเลียงของพืช

Published by ida6011, 2021-05-05 11:08:45

Description: หน่วยที่ 11 เรื่อง การลำเลียงของพืช

Search

Read the Text Version

แผนการจดั การเรียนรู รายวชิ าชวี วิทยา3 มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 5 51 2. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปผลและอภิปรายผลการทดลองวา จากการทํากิจกรรม ผลการดลอง พบวา - แผน ใบไมชุดท่ีไดร บั แสงมฟี องแกสเกาะอยทู ่ผี วิ ใบและปลอ ยแกส ออกจากผวิ ใบ ทาํ ใหแ ผนใบไม ลอยขน้ึ ผวิ นํ้า - สว นชดุ ทแ่ี ผนใบไมไ มไดร ับแสงจะไมม ีฟองแกส เกาะทีผ่ วิ ใบและแผน ใบไมจมอยดู า นลา งดังเดมิ นักเรียนจงึ ควรสรปุ ไดว า ในที่มีแสงแผน ใบไมสามารถผลิตแกสไดแ ละแกส น้ีนา จะเปน O2 จาก การสังเคราะหดวยแสงซึ่งถาตองการตรวจสอบวาเปน O2 หรือไมจะตองหาวิธีการเก็บแกสและนําแกสมา ทดสอบการชวยใหไฟตดิ ตอไป 3. ครูใหน ักเรียนตอบคาํ ถามทายกิจกรรมซง่ึ มแี นวการตอบ ดงั นี้ - การใชสารละลาย NaHCO3 มีวตั ถุประสงคอ ะไร (แนวคําตอบ= เพือ่ ใหเ ปนแหลง คารบอนท่แี ผนใบไมน ําไปใชในการสงั เคราะหดวยแสง) - ผลการทดลองทง้ั 2 ชุด เหมอื นหรอื ตา งกนั อยา งไร เพราะเหตใุ ด (แนวคาํ ตอบ= ตา งกัน คือชุดที่วางไวในที่มีแสงจะมีฟองแกสเกาะท่ีผิวใบและปลอยแกสออกจากผิว ใบทาํ ใหแ ผนใบไมลอยข้นึ ผิวนํ้า สว นชดุ ที่วางในที่มืดในเวลาที่เทากันจะไมมีฟองแกสเกาะที่ผิวใบและใบไมจม อยูดา นลางดังเดิม เพราะชุดท่ีวางไวในที่มีแสงสามารถสังเคราะหดวยแสงไดจึงได O2 ที่ปลอยออกมาจากใบ แตชดุ ทีว่ างในที่มดื ไมส ามารถสงั เคราะหดว ยแสงไดจ ึงไมมี O2 ปลอยออกมาจากใบ) - เพราะเหตใุ ดจงึ ตองมีชุดการทดลองในทมี่ ดื (แนวคําตอบ= ชุดการทดลองในที่มืดเปนชุดท่ีเปรียบเทียบกับชุดที่มีแสง เพ่ือสรุปวาแสงจําเปนตอ การสังเคราะหดวยแสง นอกจากน้ีท้ัง 2 ชุด ยังมีการใช O2 ในการหายใจระดับเซลลและได CO2 จากการ หายใจระดับเซลลเหมือนกัน) - ถาตอ งการศกึ ษาวาความเขมแสง อณุ หภมู ิ สารสใี นใบ และอายุใบ มีผลตออัตราการสังเคราะห ดวยแสงหรือไม จะออกแบบการทดลองหรอื เปลย่ี นแปลงวธิ กี ารทแ่ี ตกตางไปจากเดมิ อยา งไร (แนวคําตอบ= นักเรียนสามารถใชการทดลองที่นักเรียนไดทําในปฏิบัติการนี้ แตมีการควบคุมโดย กาํ หนดใหต วั แปรอิสระเปนปจจยั ทตี่ อ งการศึกษา ดังนี้ โดย ครูสดุ าภรณ สืบบญุ เปย ม กลุมสาระการเรียนรู วิทยาศาสตร

แผนการจัดการเรยี นรู รายวิชาชวี วิทยา3 มธั ยมศกึ ษาปที่ 5 52 1) ความเขมแสง อาจจดั ชุดการทดลองหลายชดุ แตล ะชดุ ใหใ บพืชไดรับแสงที่มีความเขมแสงแตกตาง กนั 2) สารสีในใบ อาจจัดชดุ การทดลองหลายชดุ แตล ะชุดใชใ บไมท่ีมีสารสีตางกัน โดยควรเลือกใบไมที่มี หลายสใี นหนึ่งใบ แลวเลือกเจาะแผนใบบริเวณที่มีสแี ตกตา งกนั เพอ่ื นาํ มาใชใ นการทดลอง 3) อายุใบ อาจจดั ชุดการทดลองหลายชดุ แตล ะชุดใชใ บไมท อ่ี อนแกตา งกนั 4) อุณหภูมิ อาจจัดชุดการทดลองหลายชุด แตละชุดใหใบพืชไดรับอุณหภูมิตางกัน โดยถาตองการ ควบคุมอุณหภูมิใหไดอุณหภูมิตามตองการตลอดเวลา อาจทําไดโดยถาอุณหภูมิสูงข้ึนกวาที่ตองการใหใส น้าํ แข็งลงไปทีละนอย ๆ แลววดั อณุ หภมู วิ าใกลเคยี งกับกอ นการทดลองหรือยงั ) - ถา ตอ งการวดั อตั ราการสังเคราะหด วยแสงของพชื จะออกแบบการทดลองอยา งไร (แนวคําตอบ= ชุดการทดลองที่ออกแบบตองสามารถวัดปริมาตรของ O2 ท่ีเกิดขึ้นได ซ่ึงอาจ ออกแบบไดห ลากหลาย ดงั เชนกรณีศึกษาท่ีจะไดเ รยี นตอไป) 4. ครูใหน กั เรียนศึกษากรณีศกึ ษาพรอ มทงั้ รวมกนั อภิปรายคาํ ตอบ โดยมีแนวคาํ ตอบ ดงั นี้ - นาํ ขอมลู จากตารางมาเขยี นกราฟแสดงความสมั พนั ธระหวางระยะทางที่นํ้าสีเคลื่อนท่ีจากจุดเริ่มตน กบั เวลาเมือ่ วางโคมไฟหางจากสาหรายหางกระรอกที่ระยะทางตางๆ กันเม่ือนําขอมูลในตารางมาเขียนกราฟ จะไดกราฟเสน 4 เสน ดังรปู - การทโี่ คมไฟอยูหา งจากสาหรายหางกระรอกในระยะตางกัน มีผลตอความเขมแสงและสัมพันธ กับ อตั ราการสังเคราะหด วยแสงอยางไร (แนวคําตอบ= ระยะหางระหวางโคมไฟกับสาหรายมาก ความเขมแสงจะนอยลงและอัตราการ สังเคราะหดวยแสงจะ นอยลง แตถาระยะหางระหวางโคมไฟกับสาหรายนอย ความเขมแสงจะมากข้ึนและ อัตราการสังเคราะห ดว ยแสงจะเพ่ิมขน้ึ ดว ย) โดย ครสู ุดาภรณ สืบบญุ เปยม กลุม สาระการเรยี นรู วทิ ยาศาสตร

แผนการจดั การเรยี นรู รายวชิ าชีววิทยา3 มธั ยมศึกษาปท่ี 5 53 - ในการทดลองน้ี อัตราการสงั เคราะหด วยแสงของสาหรา ยหางกระรอกวัดไดจ ากส่ิงใด (แนวคําตอบ= วัดจากระยะที่น้ําสีเคลื่อนท่ีจากจุดเริ่มตน แลวนํามาคํานวณหาปริมาตรของหลอด คะปล ลารีในชวง ระยะทางทน่ี ํา้ สเี คล่อื นทไ่ี ปในหน่ึงหนวยเวลา ซ่ึงจะเปนคาของปริมาตร O2 ท่ีเกิดขึ้นในหน่ึง หนวยเวลา) - ถา หลอดคะปล ลารีมเี สนผานศนู ยกลาง 0.2 cm อัตราการสังเคราะหดว ยแสงเมื่อวางโคมไฟหาง จาก สาหรายหางกระรอก 40 cm มคี าเทา ใด - การนําขวดทใี่ สส าหรา ยหางกระรอกแชนํ้าในบกี เกอรน นั้ มวี ตั ถปุ ระสงคอะไร (แนวคําตอบ= เพ่ือควบคมุ อุณหภมู ิใหคงท่ีเพราะเม่อื เลื่อนโคมไฟเขา หาสาหราย อุณหภูมิของนํ้าจะ สูงขนึ้ และอาจเปน ปจ จยั ที่มีผลตอการสงั เคราะหด วยแสงดว ย) - ถา ตอ งการตรวจสอบวาแกสทเ่ี กิดข้ึนเปน O2 หรอื ไม จะทําอยางไร (แนวคําตอบ= ตองออกแบบการทดลองท่สี ามารถเก็บแกสเพ่ือน ามาตรวจสอบโดยอาจเก็บโดยวิธี แทนท่ีน้ํา โดยอาจจดั ชดุ ทดลองดงั รูป แลวนําแกส นน้ั มาทดสอบกับธปู ติดไฟปลายแดงเพอื่ ทดสอบสมบตั ขิ อง O2 ทช่ี วยใหไฟตดิ ) - นกั เรียนจะสรุปผลการทดลองนว้ี าอยางไร (แนวคาํ ตอบ= ความเขม แสงมผี ลตอ อตั ราการสังเคราะหด ว ยแสง ถาระยะหา งระหวา งโคมไฟกับ สาหรายหางกระรอกมาก ความเขมแสงจะนอย อัตราการสงั เคราะหด วยแสงจะนอย ถา ระยะหา งระหวางโคม ไฟกบั สาหรา ยหางกระรอกนอ ย ความเขมแสงจะมากขนึ้ อัตราการสงั เคราะหด ว ยแสงจะเพิ่มขน้ึ ) ช่วั โมงท่ี 3-4 ข้นั นําเขาสูบทเรยี น/ขนั้ ต้งั คาํ ถาม 1. ครูกระตนุ ความสนใจโดยอาจยกตวั อยางวา เม่ือนํากระถางทป่ี ลูกตนไมบางชนดิ มาไวใ นหองนอน เปนเวลาหลายวนั แมจะรดนํ้าทุกวนั กพ็ บวา ตน ไมไ มเจรญิ เตบิ โตเทา ท่ีควร แตเมอื่ ยกกระถางนน้ั ออกไปนอก หองนอนและนาํ ไปวางไวก ลางแจงตนไมก ลบั เจริญเติบโตเรว็ เหตุใดจึงเปน เชน นั้น (แนวคาํ ตอบ= นักเรียนควรบอกไดว าเม่ือปจ จยั ของส่งิ แวดลอมบางอยางเปลีย่ นแปลงไปจะมผี ลตอ การสังเคราะหด ว ยแสง เชน การเพิ่มความเขมแสง หรือการรดน้าํ ในปริมาณมาก) 2. หรอื ในทางกลบั กันอาจถามนกั เรียนวา ถานาํ พชื ทป่ี ลูกอยูก ลางแจงมาไวในท่รี ม อัตรากาสังเคราะห ดวยแสงจะเปนอยา งไร โดย ครสู ดุ าภรณ สบื บญุ เปย ม กลุมสาระการเรยี นรู วิทยาศาสตร

แผนการจดั การเรียนรู รายวิชาชีววิทยา3 มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 5 54 ข้ันสาํ รวจและคน พบ/ขนั้ การเตรยี มการคน หาคําตอบ 1. ครใู หน ักเรยี นศึกษารปู และอธบิ ายเพิม่ เตมิ วาเมื่อเพ่ิมความเขมแสงอัตราการสงั เคราะหดวยแสงจะ เพิ่มข้ึน เสนกราฟจึงมีความชันเพ่ิมขึ้น ความเขมแสงชวงนี้จึงมีผลตอการสังเคราะหดวยแสงและเปนปจจัย จํากัด แตเมื่อความเขมแสงเพิ่มขึ้นถึงระดับหนึ่ง เสนกราฟจะขนานกับแกน X แมวาจะเพ่ิมความเขมแสงอีก เสน กราฟยงั เปน เชน เดมิ แสดงวา อัตราการสังเคราะหด วยแสงคงท่ี ความเขมแสงนี้จะไมใชปจจัยจํากัดอีกตอไป และถาตองการเพิ่มอัตราการสังเคราะหดวยแสงอีก ตองพิจารณาวามีปจจัยอื่นใดอีกบางท่ีเปนปจจัยจํากัด แลวจงึ ไปเพมิ่ ปจจัยนั้นก็จะทาํ ใหเ สน กราฟมคี วามชันเพ่ิมขน้ึ ได สําหรับคาํ ถามมแี นวการตอบดงั น้ี - จากกราฟ ชวง A หรอื B ที่การสงั เคราะหด วยแสงมแี สงเปนปจจัยจํากดั (ชว ง A) - ถาตอ งการเพ่ิมอัตราการสงั เคราะหดว ยแสงของพชื ชนิดนี้ในชวง B ควรทําอยางไร (แนวคาํ ตอบ= ใหพ จิ ารณาวาปจจัยใดเปน ปจจยั จํากดั แลวจึงเพ่ิมปจจยั นั้น เชน ความเขม ขนของ CO2 เปน ตน) 2. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษารูป และใหนักเรยี นตอบคาํ ถามซงึ่ มแี นวการตอบ ดังนี้ - จากกราฟ ชวง C หรอื D ท่ีการสังเคราะหดว ยแสงมี CO2 เปน ปจจยั จํากัด (ชว ง C) 3. ครูใหนักเรียนชวยกันสรุปความหมายของปจจัยจํากัดในกระบวนการสังเคราะหดวยแสง และ ความสําคัญของปจจัยจํากัดท่ีมีผลตอพืช ซ่ึงควรสรุปไดวาปจจัยจํากัดเปนปจจัยท่ีมีผลจํากัดอัตราการ สังเคราะหดวยแสงในขณะน้ัน ซึ่งเม่ืออัตราการสังเคราะหดวยแสงถูกจํากัดจะมีผลทําใหเกิดการเจริญเติบโต อยางจํากัดดวย และอาจเพ่ิมเติมใหนักเรียนวาการวัดอัตราการสังเคราะหดวยแสง นอกจากจะวัดจากอัตรา การผลิต O2 แลว ยังวัดไดจากอตั ราการตรึง CO2 สทุ ธิ ซ่ึงมีหนว ยเปน µmol m-2s-1(ไมโครโมลตอตารางเมตร ตอวินาที) โดยคํานวณจากอัตราการใช CO2 ในการสังเคราะหดวยแสงหักลบดวยอัตราการปลอย CO2 จาก การหายใจระดบั เซลล จากนัน้ ครูถามนกั เรียนวา - นอกจากแสง และ CO2 แลว สิ่งแวดลอ มใดทเ่ี ปนปจ จัยในการสังเคราะหด วยแสงอกี 4. ครอู าจใชรูปพืชทม่ี ีความผดิ ปกติเกยี่ วกับการเจริญเตบิ โตเน่ืองจากปจ จัยของสิง่ แวดลอมเชนขาดนํ้า ขาดธาตอุ าหาร ไมไ ดรบั แสง และถามนักเรยี น ดังน้ี - สิง่ แวดลอ มเหลา น้ีมผี ลตอ การสังเคราะหด วยแสงของพืชอยางไร - พืชแตละชนดิ ตอ งการปจ จัยของสง่ิ แวดลอมแตกตางกันอยา งไร 5. ครูทบทวนความสําคัญของแสงท่ีมีตอการสังเคราะหดวยแสง หรืออาจยกตัวอยางสถานการณใน ชีวิตจรงิ ทพ่ี บเห็นท่วั ๆ ไปวา พชื บางชนดิ เจรญิ เตบิ โตไดดีในทร่ี ม เชน เฟรน สาวนอยประแปง แตพืชบางชนิด ตองปลูกในทีม่ ีแสงแดดจาจึงจะเจรญิ เติบโตไดดี เชน พรกิ กะเพรา ตะไครเ ปนตน และครูถามนักเรยี นวา - พชื แตละชนิดตอ งการแสงทม่ี ีความเขม แตกตางกันหรือไม อยางไร 6. จากนน้ั ใหน ักเรยี นศกึ ษารปู ซ่ึงแสดงผลของความเขมแสงตอการสังเคราะหดวยแสงของพืช 3 ชนิด ไดแก มะมวง ขาว และออ ย เปรยี บเทียบกนั แลว ตอบคําถามซง่ึ มีแนวการตอบ ดงั น้ี - ขาวมีอัตราการสังเคราะหดว ยแสงสงู สุดเมอ่ื มคี วามเขมแสงเทา ใด (แนวคําตอบ= 1,000 µmol m-2s-1) - ในทท่ี ่ีมคี วามเขม แสงสงู พชื ชนิดใดมอี ัตราการตรึง CO2 สทุ ธิสงู สดุ (แนวคาํ ตอบ= ออ ย) - ถา ความเขม แสงเปน 500 µmol m-2s-1 อัตราการตรงึ CO2 สุทธขิ องออยเปนเทา ใด (แนวคําตอบ= 25 µmol m-2s-1) โดย ครสู ุดาภรณ สบื บญุ เปย ม กลมุ สาระการเรียนรู วทิ ยาศาสตร

แผนการจัดการเรียนรู รายวชิ าชีววิทยา3 มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 5 55 - พืชชนิดใดเมอื่ เพม่ิ ความเขมแสงมากกวา 500 µmol m-2s-1 จะมีอตั ราการตรงึ CO2 สุทธคิ งที่ (แนวคําตอบ= มะมวง) - ในชวงความเขม แสงใดเปน ปจจยั จํากดั ตอ การเจริญเตบิ โตของมะมว ง (แนวคาํ ตอบ= 0-500 µmol m-2s-1) 7. จากน้ันครูอธิบายเพิ่มเติมวา คาความเขมแสงที่ทําใหอัตราการตรึง CO2 สุทธิคงท่ีน้ี เรียกวาจุด อมิ่ ตัวของแสง ซ่งึ แมวาจะเพ่ิมความเขมแสงอกี กไ็ มส ามารถทําใหอ ัตราการสงั เคราะหดวยแสงเพ่ิมข้ึนได แสดง วาแสงไมใชป จจัยจํากดั อีกตอ ไป จากนนั้ ครตู ง้ั คาํ ถามเพิ่มเติม ดงั นี้ - คา ความเขม แสงเทา ใด มะมวงจะมีอตั ราการปลอ ย CO2 จากการหายใจระดับเซลลเทากับอัตรา การตรงึ CO2 จากการสงั เคราะหดวยแสง 8. ครใู หนกั เรียนสงั เกตเสน กราฟ ณ จดุ ตัดบนแกน X ซ่ึงมีคาอตั ราการตรึง CO2 สุทธิเทากับ 0 แสดง วาอัตราการปลอย CO2 จากการหายใจระดบั เซลลมีคาเทากบั อตั ราการตรงึ CO2 ในการสงั เคราะหดว ยแสง เรยี กคาความเขมแสงนวี้ า ไลตค อมเพนเซชันพอยต 9. ครใู หนักเรยี นรว มกันสรปุ ความหมายของจดุ อ่มิ ตัวของแสงและไลตค อมเพนเซชนั พอยตดวยค าพูด ของนกั เรียนเองและครใู ชค าํ ถามถามนกั เรียนตอ ไปวา - นอกจากความเขมแสงทเ่ี ปนปจจยั ท่มี ผี ลตอ การสังเคราะหด ว ยแสงแลว ทราบหรอื ไมว า ยังมี ปจจยั อน่ื ใดอกี บาง ข้ันอธบิ ายและลงขอ สรปุ /ข้ันดําเนนิ การคนหาคําตอบและตรวจสอบคาํ ตอบ 1. ครูใหนักเรียนรวมกันสรุปเกี่ยวกับจุดอิ่มตัวของคารบอนไดออกไซดและคารบอนไดออกไซดคอม เพนเซชันพอยต และตอบคาํ ถาม ซ่งึ มีแนวการตอบ ดงั นี้ - จากรปู คารบอนไดออกไซดค อมเพนเซชนั พอยตข องออ ยและขา วเปนเทา ใด (แนวคาํ ตอบ= คารบ อนไดออกไซดคอมเพนเซชนั พอยตของออยมีคาประมาณ 20 µmol m-2s-1 และ ขา วมีคา ประมาณ 75 µmol m-2s-1) - ถานําพืช C3 และพืช C4 ใสในครอบแกวเดียวกันท่ีปดสนิทไดรับแสงและนํ้าในปริมาณที่ พอเหมาะเม่อื พจิ ารณาคา คารบ อนไดออกไซดคอมเพนเซชันพอยต พืชชนิดใดจะตายกอน เพราะเหตใุ ด (แนวคําตอบ= พชื C3 นา จะตายกอนพชื C4 เพราะเมอ่ื พจิ ารณากราฟในรปู ซงึ่ เปรยี บเทียบระหวาง ขาวซ่ึงเปนพืช C3 และออยซ่ึงเปนพืช C4 จะเห็นวาคารบอนไดออกไซดคอมเพนเซชันพอยตของออยตํ่ากวา ขา วมาก แสดงใหเ หน็ วาในภาวะทีม่ คี วามเขมขนของ CO2 ต่ํา ขาวซึ่งเปนพืช C3 จะมีโฟโตเรสไพเรชันเกิดขึ้น มากกวาออยซึ่งเปนพืช C4 ดังนั้นถานําพืช C3 และพืช C4 ใสในครอบแกวเดียวกันท่ีปดสนิท ซ่ึงสงผลให ปรมิ าณ CO2 มจี าํ กดั พชื C4 จะสรา งอาหารเพื่อการดาํ รงชวี ิตไดด กี วา พืช C3) - ในอนาคตคาดวา ปริมาณ CO2 ในอากาศจะเพ่ิมสูงขึ้น พืช C3 หรือพืช C4 จะใหผลิตภัณฑจาก การสงั เคราะหด วยแสงไดม ากกวา เพราะเหตุใด (แนวคําตอบ= พืช C3 นาจะใหผลิตภัณฑจากการสงั เคราะหดวยแสงมากกวาพืช C4 เนื่องจากพืช C3 เกิดโฟโตเรสไพเรชันนอยลง และพชื C3 มีจดุ อ่ิมตัวของ CO2 สงู กวาพชื C4 เมือ่ ความเขม ขนของCO2 ใน อากาศสูงขึ้นถึงจุดอิ่มตัวของ CO2 อัตราการตรึง CO2 สุทธิของพืช C3 จะสูงกวาพืช C4 ดังน้ันพืช C3 จึง ไดเ ปรยี บกวาพชื C4 ในภาวะที่มคี วามเขม ขน ของ CO2 ในอากาศสงู มาก) โดย ครูสุดาภรณ สบื บญุ เปย ม กลมุ สาระการเรยี นรู วทิ ยาศาสตร

แผนการจัดการเรยี นรู รายวชิ าชวี วิทยา3 มธั ยมศกึ ษาปท่ี 5 56 2. ครูทบทวนความรเู ดิมทนี่ ักเรียนไดเรียนมาแลวเกี่ยวกับอุณหภูมิที่มีผลตอการทํางานของเอนไซม โดยตัง้ คําถามถามนกั เรียน ดงั นี้ - อณุ หภูมมิ ผี ลตอการทาํ งานของเอนไซมอยางไร (แนวคาํ ตอบ= นักเรียนควรนาํ ความรูเร่ืองเอนไซมกบั การทํางานของเอนไซมมาตอบไดวา อุณหภูมิมี ผลตออัตราการเกิดเมแทบอลิซึมในส่ิงมีชีวิต ถาอุณหภูมิสูงหรือต่ํากวาอุณหภูมิที่เหมาะสมจะสงผลตอการ ทํางานของเอนไซม ทําใหประสิทธิภาพในการทํางานของเอนไซมลดลง เชน ถาอุณหภูมิสูงเกินไปจะทําให เอนไซมเสียสภาพ ไมสามารถทาํ งานได) 3. ครูใชคาํ ถามเพื่อใหน กั เรียนเห็นถงึ ความสัมพนั ธระหวา งอุณหภมู กิ ับการสังเคราะหดวยแสง ดงั นี้ - อณุ หภมู ิมผี ลตอ การสังเคราะหดวยแสงอยา งไร (แนวคําตอบ= จากคําถามน้ีนักเรียนควรจะตอบไดวา กระบวนการสังเคราะหดวยแสงจะตองใช เอนไซมต า งๆในการเกดิ ปฏิกริ ยิ า เชน รบู ิสโก ซง่ึ หากอุณหภูมิสูงเกินไปกอ็ าจมผี ลทาํ ใหเอนไซมเสยี สภาพและ ไมสามารถทํางานได และหากอณุ หภมู ติ า่ํ เกนิ ไปก็อาจทําใหเอนไซมทาํ งานไดไมดหี รอื ไมท ํางาน) 4. ครูอาจใชรูป ท่ีแสดงอุณหภูมิท่ีเหมาะสมตอการสังเคราะหดวยแสงของยางพาราและใหนักเรียน อภิปรายกราฟโดยอาจต้ังคาํ ถาม ดังนี้ - อณุ หภูมทิ เ่ี หมาะสมตออัตราการสังเคราะหด ว ยแสงของยางพาราเปนเทาใด - จากชวงอุณหภูมิท่ีเหมาะสมตออัตราการสังเคราะหดวยแสงน้ี ยางพาราเปนพืชท่ีควรปลูกใน ภมู ิอากาศแบบใด (แนวคําตอบ= อุณหภูมิท่ีเหมาะสมตออัตราการสังเคราะหดวยแสงของยางพารา ประมาณ 26-28 องศาเซลเซยี ส ดังนั้นยางพาราเปน พชื ทค่ี วรปลกู ในเขตภูมิอากาศท่ไี มรอ นจดั หรอื หนาวจัดจนเกินไป) ข้นั ขยายความรแู ละนาํ เสนอผลการคนหาคําตอบ 1. ครูอธิบายเพิ่มเติมเพื่อใหเขาใจวาอุณหภูมิท่ีเหมาะตอการสังเคราะหดวยแสงของพืชสวนใหญจะ เปนชวงอุณหภูมทิ ่เี อนไซมท ํางานไดดี ซ่ึงมักจะใกลเคียงกบั อณุ หภูมิของอากาศในชวงเวลากลางวันในบริเวณท่ี พชื น้นั ๆ เจรญิ เติบโต 2. ครูยกตัวอยางพืชท่ีเจริญเติบโตไดดีในภูมิอากาศเขตรอนและเขตหนาวท่ีตองการอุณหภูมิท่ี เหมาะสมตอการสงั เคราะหด วยแสงใกลเ คียงกับอณุ หภูมขิ องอากาศในชวงเวลากลางวนั ในบริเวณท่ีพืชนน้ั ๆ เจริญเตบิ โต รวมทง้ั อธิบายเพ่ิมเติมวาอุณหภูมิที่เหมาะสมตอการสังเคราะหดวยแสงของพืช C3 จะต่ํากวาพืช C4 3. ครูอธิบายเพิ่มเติมวาอุณหภูมิยังมีผลตอการทํางานของเซลลในดานอ่ืนๆ อีก เชน มีผลตอ ความสามารถในการเปนเยื่อเลือกผา นของเย่ือหุมออรแกเนลลต างๆ เปนตน 4. ครูทบทวนเรื่องความสําคัญของการปดเปดปากใบและความสําคัญของนํ้าในกระบวนการ สงั เคราะหดวยแสง ถาปรมิ าณนํ้าในดินนอ ยเกนิ ไป รปู ากใบจะปด เพอ่ื ลดการคายน้ํา แตจะทําใหพืชไดรับ CO2 นอ ยลง การสงั เคราะหดวยแสงจงึ ลดลง 5. ครูทบทวนความสําคญั ของคลอโรฟลลตอ การสังเคราะหดวยแสง และโครงสรางของคลอโรฟลลซ่ึง ทําใหน กั เรยี นทราบวา แมกนีเซยี ม ไนโตรเจน และเหล็ก จําเปนตอการสรา งคลอโรฟลล ถา พชื ขาดธาตุอาหาร โดย ครสู ดุ าภรณ สืบบุญเปย ม กลมุ สาระการเรยี นรู วทิ ยาศาสตร

แผนการจดั การเรียนรู รายวชิ าชวี วิทยา3 มธั ยมศึกษาปที่ 5 57 เหลา นจี้ ะแสดงอาการใบเหลอื งซีด เรียกวา คลอโรซิส ดังรูป ซ่ึงทําใหพืชมีอัตราการสังเคราะหดวยแสงลดลง ดังนั้นจะเหน็ วา คลอโรฟลลเปน ปจจัยภายในท่ีสําคัญของพืช และจะสรางไดมากหรือนอยสวนหนึ่งเปนเพราะ ไดรับปจ จัยภายนอกทอ่ี าจไมเ หมาะสม ครถู ามนกั เรียนตอไป ดงั นี้ - นอกจากคลอโรฟลลแ ลว ปจ จยั ภายในอะไรอีกบา งที่อาจมผี ลตอการสังเคราะหดว ยแสง (แนวคาํ ตอบ= นักเรียนอาจตอบไดห ลากหลาย เชน อายขุ องใบ ครอู ธบิ ายเพิ่มเติมวาใบที่ออนเกินไป การพฒั นาของคลอโรพลาสตยงั ไมเ จริญเตม็ ท่ี สว นใบท่ีแกเกินไปจะมีการสลายตัวของกรานุมและคลอโรฟลล ซ่งึ ลว นสง ผลตออัตราการสงั เคราะหดว ยแสงของพชื ท้งั สน้ิ ) 6. ครอู าจใหค วามรูเพ่ิมเติมวาพืชบางชนิดสามารถปรับตัวใหเขากับสภาพแวดลอมที่เปล่ียนแปลงไป ได ตวั อยางเชน พชื ที่ขึ้นในทีแ่ หงแลง ไดรับความเขมแสงสูง อณุ หภมู ิสูง อาจพบวามีลักษณะผิวใบหนา มีความ มันเพือ่ ปอ งกันการสูญเสียนํ้า มีชั้นคิวทิเคิลหนาขึ้นเพ่ือชวยในการสะทอนแสง ลดการดูดซับแสงของใบ และ ชวยลดอุณหภูมิของใบ มีขนปกคลุมปากใบเพ่ือลดการคายน้ํา และการจัดเรียงตัวของใบอาจมีทิศทางท่ี หลกี เลย่ี งการไดรับแสงที่มีความเขมแสงสูงโดยตรงท่ีอาจสงผลตอเมแทบอลิซึมในเซลลพืช รวมท้ังมีการปรับ โครงสรา งโดยลดพน้ื ทขี่ องใบและมีปรมิ าณคลอโรฟลลต่ํา สว นพืชที่ขึ้นอยูในที่รม จะมีช้ันคิวทิเคิลบางกวาพืช ที่ไดรับแสงมาก ผิวใบไมม นั ใบหนานอยกวา ดังนัน้ แสงทีส่ องลงมาท่ีใบพืชจึงสองผานมาทช่ี น้ั คิวทิเคลิ ไปทีช่ ั้นเอพิเดอรมิสและช้ันท่ีมีคลอโรพลาสต ไดง า ยกวา นอกจากนก้ี ารจดั เรยี งตัวของใบอาจมที ศิ ทางที่กางใบออกเพื่อใหไดรับแสงเต็มท่ี มีการเพ่ิมพ้ืนท่ีผิว ของใบและมปี ริมาณคลอโรฟล ลสงู ขนั้ สรุปและประเมนิ ผล 1) กจิ กรรม เรอื่ ง ปจ จัยท่ีมีผลตอ การสังเคราะหดวยแสงของพชื 2) แบบฝกทกั ษะทา ยหนว ยการเรยี นรูที่ 11 เรอ่ื ง การสงั เคราะหดว ยแสง 9. สอ่ื การเรยี นการสอน / แหลงเรียนรู จาํ นวน สภาพการใชส ือ่ รายการสือ่ 1. กจิ กรรม เรอ่ื ง ปจ จยั ทมี่ ีผลตอ การสงั เคราะหด ว ยแสงของพชื 1 ชดุ ขัน้ อธบิ ายและลงขอสรุป 2. แบบฝกทกั ษะทา ยหนว ยการเรียนรทู ี่ 11 เรอื่ ง การสังเคราะหดวยแสง 1 ชุด ขน้ั อธิบายและลงขอสรปุ โดย ครสู ดุ าภรณ สืบบุญเปย ม กลุมสาระการเรียนรู วทิ ยาศาสตร

แผนการจัดการเรยี นรู รายวชิ าชีววิทยา3 มธั ยมศึกษาปท ี่ 5 58 10. การวดั ผลและประเมนิ ผล เปา หมาย หลกั ฐานการเรียนรู วิธีวัด เคร่ืองมือวัดฯ ประเด็น/ การเรยี นรู ช้ินงาน/ภาระงาน แบบบันทึกกิจกรรม เกณฑการให - เนื้อหาสาระหลัก : 1. กิจกรรม เรือ่ ง ตรวจแบบบันทึก เรอื่ ง ปจ จัยทม่ี ีผลตอ Knowledge ปจจยั ท่มี ีผลตอการ กิจกรรม เรอื่ ง การสังเคราะหดวยแสง คะแนน - ทกั ษะ/ สังเคราะหดวยแสงของ ปจ จยั ทีม่ ีผลตอการ ของพชื รอ ยละ 65 ผาน กระบวนการ : พืช สังเคราะหด วยแสง เกณฑ Process ของพืช - คณุ ลกั ษณะทพี่ ึง 2. แบบฝก ทักษะทา ย ตรวจแบบฝกทกั ษะ แบบฝกทักษะทายหนว ย ตามสภาพจริง ประสงค : Attitude หนว ยการเรยี นรทู ี่ 11 ทายหนว ยการ การเรยี นรทู ี่ 11 เรอ่ื ง เรื่อง การสงั เคราะห เรียนรทู ่ี 11 เรือ่ ง การสังเคราะหด วยแสง ดว ยแสง การสังเคราะหดว ย แสง แบบสงั เกตพฤติกรรม ระดบั คุณภาพ 2 3. พฤติกรรมการ สังเกตพฤติกรรม การทํางานรายบคุ คล ผานเกณฑ ทํางานรายบุคคล การทํางาน รายบุคคล แบบสังเกตพฤตกิ รรม ระดบั คุณภาพ 2 4. พฤตกิ รรมการ สังเกตพฤติกรรม การทาํ งานรายกลุม ผานเกณฑ ทํางานรายกลมุ การทาํ งานรายกลุม แบบประเมิน ระดับคณุ ภาพ 2 สังเกตความมีวนิ ยั คณุ ลักษณะ ผา นเกณฑ 5. คุณลักษณะ ใฝเ รยี นรแู ละมุงมั่น อนั พึงประสงค อนั พงึ ประสงค ในการทํางาน โดย ครสู ดุ าภรณ สบื บุญเปย ม กลุม สาระการเรียนรู วทิ ยาศาสตร

แผนการจัดการเรียนรู รายวชิ าชวี วิทยา3 มธั ยมศึกษาปท ี่ 5 59 แบบสงั เกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล คําชีแ้ จง : ใหผสู อนสังเกตพฤตกิ รรมของนักเรียนในระหวา งเรียนและนอกเวลาเรียน แลวขีด ลงในชองที่ ตรงกบั ระดับคะแนน ลําดบั ท่ี รายการประเมิน ระดบั คะแนน 3 21 1 การแสดงความคิดเห็น   2 การยอมรบั ฟง ความคิดเหน็ ของผูอ น่ื   3 การทํางานตามหนาที่ท่ไี ดรับมอบหมาย   4 ความมนี า้ํ ใจ   5 การตรงตอ เวลา   รวม ลงชื่อ...................................................ผปู ระเมนิ (นางสาวสุดาภรณ สืบบญุ เปย ม) ............./................../............... เกณฑการใหคะแนน ให 3 คะแนน ปฏิบัติหรอื แสดงพฤติกรรมอยา งสมาํ่ เสมอ ให 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบอ ยคร้งั ให 1 คะแนน ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤตกิ รรมบางครง้ั เกณฑการตัดสินคุณภาพ ชว งคะแนน ระดับคณุ ภาพ 14 - 15 ดีมาก 11 - 13 ดี 8 - 10 พอใช ตาํ่ กวา 8 ปรับปรุง โดย ครสู ดุ าภรณ สบื บุญเปย ม กลุมสาระการเรียนรู วทิ ยาศาสตร

แผนการจดั การเรยี นรู รายวิชาชีววิทยา3 มธั ยมศกึ ษาปที่ 5 60 แบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุม คาํ ชี้แจง : ใหผูส อนสังเกตพฤติกรรมของนักเรยี นในระหวา งเรียนและนอกเวลาเรยี น แลวขดี ลงในชองที่ ตรงกับระดับคะแนน การมี ลําดบั ที่ ชอื่ – สกุล การแสดง การยอมรบั การทํางาน ความมี สว นรวมใน รวม ของนักเรยี น ความ ฟง คนอืน่ ตามทไ่ี ดร ับ นํา้ ใจ 15 คิดเห็น การ คะแนน มอบหมาย ปรบั ปรุง ผลงานกลุม 321321321321321 ลงชอื่ ...................................................ผูประเมิน (นางสาวสดุ าภรณ สืบบุญเปย ม) ............../.................../............... เกณฑการใหค ะแนน ให 3 คะแนน ปฏบิ ัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมอยา งสมํา่ เสมอ ให 2 คะแนน ปฏบิ ัตหิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอยครง้ั ให 1 คะแนน ปฏบิ ตั ิหรือแสดงพฤติกรรมบางครง้ั เกณฑการตัดสนิ คณุ ภาพ ชว งคะแนน ระดบั คุณภาพ 14 - 15 ดีมาก 11 - 13 ดี 8 - 10 พอใช ตํา่ กวา 8 ปรบั ปรงุ โดย ครูสดุ าภรณ สืบบุญเปย ม กลมุ สาระการเรียนรู วทิ ยาศาสตร

แผนการจัดการเรยี นรู รายวิชาชีววิทยา3 มธั ยมศกึ ษาปท่ี 5 61 แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค คาํ ชีแ้ จง : ใหผูส อนสงั เกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหวา งเรียนและนอกเวลาเรยี น แลวขีด ลงในชอ งที่ ตรงกบั ระดับคะแนน คุณลักษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน อันพึงประสงคดาน 321 1. มวี ินยั รบั ผิดชอบ 1.1 ปฏิบตั ิตามขอตกลง กฎเกณฑ ระเบียบ ขอ บังคบั ของครอบครัว มีความตรงตอ เวลาในการปฏิบัตกิ ิจกรรมตาง ๆ ในชีวิตประจาํ วนั 2. ใฝเ รียนรู 2.1 รจู กั ใชเ วลาวา งใหเปน ประโยชน และนาํ ไปปฏบิ ตั ไิ ด 2.2 รจู ักจดั สรรเวลาใหเ หมาะสม 2.3 เชอื่ ฟงคาํ สั่งสอนของบดิ า - มารดา โดยไมโ ตแ ยง 2.4 ตง้ั ใจเรียน 3. อยอู ยา งพอเพยี ง 3.1 ใชท รพั ยส ินและสิ่งของของโรงเรยี นอยางประหยัด 3.2 ใชอ ปุ กรณก ารเรียนอยางประหยัดและรคู ุณคา 3.3 ใชจา ยอยางประหยัดและมีการเกบ็ ออมเงิน 4. มุงม่ันในการทํางาน 4.1 มคี วามตั้งใจและพยายามในการทํางานที่ไดรบั มอบหมาย 4.2 มคี วามอดทนและไมท อแทตออปุ สรรคเพ่ือใหง านสําเร็จ ลงช่ือ...................................................ผปู ระเมนิ (นางสาวสดุ าภรณ สบื บญุ เปยม) ............../.................../................ เกณฑการใหค ะแนน พฤติกรรมทป่ี ฏบิ ัติชัดเจนและสม่ําเสมอ ให 3 คะแนน พฤติกรรมทปี่ ฏิบัติชัดเจนและบอ ยคร้ัง ให 2 คะแนน พฤตกิ รรมทีป่ ฏบิ ัตบิ างครั้ง ให 1 คะแนน เกณฑการตัดสินคุณภาพ ชว งคะแนน ระดับคุณภาพ 51 - 60 ดมี าก 41 - 50 ดี 30 - 40 พอใช ตํา่ กวา 30 ปรับปรงุ โดย ครูสดุ าภรณ สบื บุญเปยม กลุมสาระการเรยี นรู วิทยาศาสตร

แผนการจดั การเรยี นรู รายวิชาชวี วิทยา3 มธั ยมศึกษาปท ่ี 5 62 11. ความเห็นของผบู ริหารสถานศึกษาหรอื ผูทไ่ี ดร ับมอบหมาย ขอ เสนอแนะ ลงชอื่ .................................................. (นายอดิศร แดงเรือน) ผูอาํ นวยการโรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31 12. บันทึกผลหลงั การสอน  เนื้อหา  กจิ กรรมการเรียนรู  สอื่ ประกอบการเรยี นรู  พฤติกรรม/การมีสวนรวมของผเู รยี น ลงชื่อ..................................................ผสู อน (นางสาวสุดาภรณ สบื บญุ เปยม) ตาํ แหนง พนักงานราชการ โดย ครูสุดาภรณ สืบบญุ เปย ม กลมุ สาระการเรยี นรู วทิ ยาศาสตร

แผนการจดั การเรียนรู รายวิชาชวี วิทยา3 มธั ยมศึกษาปท ่ี 5 63 แบบฝก ทกั ษะทายหนว ยการเรยี นรทู ี่ 11 (เฉลย) เร่ือง การสังเคราะหดว ยแสง 1. จากรูปโครงสรางของคลอโรพลาสตจงเตมิ คาํ ตอ ไปนล้ี งในภาพ และหนา ขอ ความท่ีมคี วามสัมพันธก นั outer membrane/outer envelope stroma lamella stroma granum inner membrane/inner envelope thylakoid lumen โดย ครูสดุ าภรณ สืบบุญเปย ม กลุมสาระการเรยี นรู วทิ ยาศาสตร

แผนการจดั การเรียนรู รายวชิ าชีววิทยา3 มธั ยมศกึ ษาปท่ี 5 64 2. ในการทดลองหน่งึ ชง่ั สาหรา ยหางกระรอกใหมีนาํ้ หนักเทา ๆ กัน ใสในขวดรูปชมพูขนาดเทากัน ซึ่งใส น้ํา 200 ml แลวเติมสารละลายโบรโมไทมอลบลซู ่ึงเปน อนิ ดิเตอรสาํ หรับ กรด-เบส ลงไป 2 ml นาํ ขวด หนึ่งไปต้ังไวในทม่ี แี สง อีกขวดหน่งึ ไปต้งั ไวใ นทีม่ ดื เปน เวลา 12 ช่ัวโมง ดังรูป ผลการทดลองพบวา ขวดท่ีต้งั อยูในท่ีมีแสงจะยังคงเปนสีฟา สวนขวดที่ต้ังในท่ีมืดจะเปล่ียนจากสีฟา เปน สีเขยี วแกมเหลอื ง เพราะเหตใุ ดสาหรา ยที่อยูในท่ีมืดจงึ ทาํ ใหส ารละลายในขวดเปลี่ยนสี เนื่องจากในท่ีมืดสาหรายหางกระรอกไมมีการสังเคราะหดวยแสง ดังน้ันจึงไมมีการใช CO2 แตได CO2 มาจากการหายใจระดับเซลลของพืช จึงทํา ใหสารละลายมีความเปนกรดมากข้ึน มีผลทําใหสารละลาย โบรโมไทมอลบลูเปลี่ยนจากสีฟาเปนสีเขียวแกมเหลือง สวนขวดท่ีอยูในที่มีแสงสาหรายหางกระรอกมีการ สงั เคราะหด ว ยแสงและมกี ารใช CO2 ทาํ ใหเม่ือทดสอบกบั สารละลายโบรโมไทมอลบลูจงึ ไมเปล่ยี นสี 3. นักวิทยาศาสตรไดทําการทดลองโดยนําสาหรายสีเขียวชนิดหนึ่งวางลงบนสไลด 3 แผนจากน้ันเติม แบคทเี รยี ท่ีตองการ O2 ซึ่งเคล่อื นท่ไี ดล งไป แลว นําสไลดแตล ะแผนแยกไปใสใ นกลองใสทปี่ ดสนทิ (อากาศ เขา ไมไ ด) โดยใหสาหรายในแผน สไลด ก. เจริญในที่มีแสงสว นแผน สไลด ข. และ ค. เจริญในที่มืด และให แสงขาวและแสงสีแดงตรงตาํ แหนงตา งๆในแผนสไลด ข. และ ค. ไดผลการทดลอง ดังรูป โดย ครสู ุดาภรณ สืบบญุ เปยม กลมุ สาระการเรียนรู วิทยาศาสตร

แผนการจดั การเรียนรู รายวชิ าชวี วิทยา3 มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 5 65 โดย ครูสุดาภรณ สืบบญุ เปยม กลุม สาระการเรียนรู วทิ ยาศาสตร

แผนการจดั การเรียนรู รายวชิ าชวี วิทยา3 มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 5 66 โดย ครูสุดาภรณ สืบบญุ เปยม กลุม สาระการเรียนรู วทิ ยาศาสตร

แผนการจดั การเรียนรู รายวชิ าชวี วิทยา3 มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 5 67 โดย ครูสุดาภรณ สืบบญุ เปยม กลุม สาระการเรียนรู วทิ ยาศาสตร

แผนการจดั การเรียนรู รายวชิ าชวี วิทยา3 มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 5 68 โดย ครูสุดาภรณ สืบบญุ เปยม กลุม สาระการเรียนรู วทิ ยาศาสตร

แผนการจดั การเรียนรู รายวชิ าชวี วิทยา3 มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 5 69 โดย ครูสุดาภรณ สืบบญุ เปยม กลุม สาระการเรียนรู วทิ ยาศาสตร


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook