ภมู ปิ ญั ญาศกึ ษา เรื่อง พชื ผกั สมนุ ไพรรักษาโรค โดย 1. นางบงั อร คามา (ผู้ถา่ ยทอดภูมปิ ัญญา) 2. นางสาวรัชดา แถมกระโทก (ผู้เรียบเรียงภูมปิ ัญญาทอ้ งถน่ิ ) เอกสารภูมปิ ญั ญาศกึ ษานี้เป็นสว่ นหนึง่ ของการศกึ ษา ตามหลกั สูตรโรงเรยี นผ้สู งู อายุเทศบาลเมอื งวังนา้ เยน็ ประจาปีการศึกษา 2561 โรงเรยี นผู้สงู อายุเทศบาลเมอื งวังนา้ เย็น สังกัดเทศบาลเมืองวังน้าเย็น จังหวดั สระแก้ว
คานา ภมู ปิ ัญญาท้องถิน่ หรอื เรยี กช่ืออีกอย่างหนึ่งวา่ ภมู ปิ ัญญาชาวบา้ น คือองคค์ วามรทู้ ่ชี าวบ้านได้ ส่ังสมจากประสบการณ์จริงท่ีเกิดขึ้นหรือจากบรรพบุรุษที่ได้ถ่ายทอดสืบกันมาตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน เพ่ือนามาใชแ้ ก้ปัญหาในชีวิตประจาวัน การทามาหากิน การประกอบการงานเลี้ยงชีพ หรือกจิ กรรมอน่ื ๆ เป็น การผ่อนคลายจากการทางาน หรือการย้ายถิ่นฐานเพื่อมาต้ังถ่ินฐานใหม่แล้วคิดค้นหรือค้นหาวิธีการดังกล่าว เพ่ือการแก้ปัญหา โดยสภาพพื้นที่น้ัน ชุมชนวังน้าเย็นแห่งนี้ เกิดข้ึนเมื่อราว ๆ 50 ปีที่ผ่านมา จากการอพยพ ถิ่นฐานของผู้คนมาจากทุก ๆ ภาคของประเทศไทย แล้วมาก่อตั้งเป็นชุมชนวังน้าเย็น ซึ่งบางคนได้นาองค์ ความรู้มาจากถ่ินฐานเดิมแลว้ มีการสบื ทอดสืบสานมาจนถงึ ปัจจบุ ัน เช่นเดียวกบั พืชผักสมุนไพรรักษาโรค โดย นางบังอร คามา ได้รวบรวมเรียบเรียงถ่ายทอดประสบการณ์ให้คนรุ่นหลังได้สืบค้น หรือค้นคว้าเป็นภูมิ ปัญญาศึกษา ของเทศบาลเมอื งเมอื งวงั นา้ เยน็ จงั หวัดสระแกว้ ผศู้ ึกษาขอขอบพระคุณ นายวันชยั นารีรกั ษ์ นายกเทศมนตรีเมืองวังน้าเยน็ นายคนองพล เพ็ชรรื่น ปลัดเทศบาลเมืองวังน้าเย็น คณะกรรมการโรงเรียนผู้สูงอายุ กองสวัสดิการสังคม กองสาธารณสุขและ สิ่งแวดลอ้ ม เทศบาลเมอื งวังนา้ เย็น โรงเรียนเทศบาลมติ รสัมพนั ธ์วทิ ยา โรงเรียนอนุบาลเทศบาลเมอื วังน้าเย็น หน่วยงานอ่ืน ๆ ท่ีเก่ียวข้อง และขอขอบพระคุณ นางสาวรัชดา แถมกระโทก ท่ีได้เป็นที่ปรึกษา ดูแล รบั ผดิ ชอบงานด้านธรุ การ บันทึกเร่ืองราวและจัดทาเป็นรปู เล่มทส่ี มบูรณ์ครบถว้ น ความรู้อันใดหรือกุศลอันใด ท่ีเกิดจากการร่วมมือร่วมแรงร่วมใจร่วมพลังจนเกิดมีภูมิปัญญาศึกษาฉบับนี้ ขอกุศลผลบุญน้ันจงเกิดมีแก่ ผเู้ กย่ี วขอ้ งดังทีก่ ลา่ วมาทกุ ๆ ทา่ นเพื่อสรา้ งสังคมแห่งการเรียนต่อไป นางบังอร คามา นางสาวรัชดา แถมกระโทก ผู้จดั ทา
ทมี่ าและความสาคัญของภมู ปิ ญั ญาศึกษา จากพระราชดารัสของพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช ทวี่ ่า “ประชาชนน่ันแหละ ทเ่ี ขามคี วามรเู้ ขาทางานมาหลายชวั่ อายุคน เขาทากนั อย่างไร เขามีความเฉลียวฉลาด เขารู้วา่ ตรงไหน ควรทากสิกรรม เขารู้ว่าตรงไหนควรเก็บรักษาไว้ แต่ท่เี สียไปเพราะพวกไมร่ ู้เรื่อง ไม่ได้ทามานานแล้ว ทาให้ ลืมว่าชีวติ มันเปน็ ไปโดยการกระทาท่ีถูกต้องหรือไม่” พระราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู ิ- พลอดุลยเดช ที่สะท้อนถึงพระปรีชาสามารถในการรับรู้และความเข้าใจหย่ังลึก ท่ีทรงเห็นคุณค่าของ ภมู ิปัญญาไทยอย่างแท้จรงิ พระองค์ทรงตระหนกั เป็นอย่างย่ิงว่า ภูมิปัญญาทอ้ งถิ่นเปน็ สิ่งที่ชาวบ้านมีอยู่แล้ว ใช้ประโยชน์เพ่ือความอยู่รอดกันมายาวนาน ความสาคัญของภูมิปัญญาท้องถ่ิน ซึ่งความรู้ที่สั่งสมจากการ ปฏบิ ตั จิ ริงในหอ้ งทดลองทางสงั คม เปน็ ความรดู้ ้ังเดิมทถี่ กู ค้นพบ มีการทดลองใช้ แกไ้ ข ดัดแปลง จนเปน็ องค์ ความรู้ท่ีสามารถแก้ปัญหาในการดาเนินชีวิตและถ่ายทอดสืบต่อกันมา ภูมิปัญญาท้องถ่ิน เป็นขุมทรัพย์ทาง ปญั ญาที่คนไทยทุกคนควรรู้ ควรศึกษา ปรับปรงุ และพัฒนาให้ภูมิปัญญาท้องถ่ินเหล่าน้ันมาแก้ไขปัญหาให้ สอดคล้องกับบริบททางสังคม วัฒนธรรมของกลุ่มชุมชนนั้น ๆ อย่างแท้จริง การพัฒนาภูมิปัญญาศึกษา นับเป็นสิ่งสาคัญต่อบทบาทของชุมชนท้องถ่ินที่ได้พยายามสร้างสรรค์ เป็นน้าพักน้าแรงร่วมกันของผู้สูงอายุ และคนในชุมชนจนกลายเป็นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมประจาถิ่นท่ีเหมาะต่อการดาเนินชีวิต หรือภูมิปัญญา ของคนในท้องถิ่นนั้น ๆ แต่ภูมิปัญญาท้องถิน่ ส่วนใหญ่เป็นความรู้ หรือเป็นส่ิงท่ไี ด้มาจากประสบการณ์ หรือ เป็นความเช่ือสืบต่อกันมา แตย่ ังขาดองค์ความรู้ หรือขาดหลกั ฐานยืนยันหนักแนน่ การสรา้ งการยอมรับท่ีเกิด จากฐานภมู ปิ ัญญาท้องถิ่นจงึ เปน็ ไปไดย้ าก ดังนั้น เพื่อให้เกิดการส่งเสริมพัฒนาภูมิปัญญาท่ีเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น กระตุ้นให้เกิดความ ภาคภูมิใจในภูมิปัญญาของบุคคลในท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและวัฒนธรรมไทย เกิดการถ่ายทอดภูมิปัญญาสู่ คนร่นุ หลัง โรงเรยี นผู้สูงอายเุ ทศบาลเมอื งวงั น้าเย็น ไดด้ าเนนิ การจัดทาหลกั สตู รการเรยี นการสอนเพ่ือพัฒนา ศักยภาพผู้สูงอายุในท้องถ่ินท่ีเน้นให้ผู้สูงอายุได้พัฒนาตนเองให้มีความพร้อมสู่สังคมผู้สูงอายุท่ีมีคุณภาพใน อนาคต รวมทั้งสืบทอดภูมิปัญญาในการดารงชีวิตของนักเรียนผู้สูงอายุที่ได้ส่ังสมมา เกิดจากการสืบทอด ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ โดยนักเรียนผู้สูงอายุจะเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ และมีครูพี่เลี้ยงซึ่งเป็นคณะครู ของโรงเรียนในสังกดั เทศบาลเมืองวังนา้ เยน็ เป็นผู้เรียบเรยี งองคค์ วามร้ไู ปส่กู ารจดั ทาภมู ปิ ญั ญาศกึ ษาให้ ปรากฏออกมาเป็นรูปเล่มภูมปิ ัญญาศึกษา ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการจบหลักสูตรการศกึ ษาของโรงเรียนผู้สูงอายุ ประจาปีการศึกษา 2561 พร้อมทั้งเผยแพร่และจัดเก็บคลังภูมิปญั ญาไว้ในห้องสมุดของโรงเรียนเทศบาลมิตร สมั พันธว์ ิทยา เพื่อใหภ้ ูมิปัญญาท้องถ่ินเหลา่ น้เี กิดการถา่ ยทอดสู่คนร่นุ หลังสบื ต่อไป จากความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรในหน่วยงานและภาคีเครือข่ายท่ีมีส่วนร่วมในการผสมผสาน องค์ความรู้ เพ่ือยกระดับความรู้ของภูมิปัญญานั้น ๆ เพ่ือนาไปสู่การประยุกต์ใช้ และผสมผสานเทคโนโลยี ใหม่ ๆ ให้สอดรับกับวิถีชีวิตของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การนาภูมิปัญญาไทยกลับสู่การศึกษา สามารถส่งเสริมให้มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาในโรงเรียนเทศบาลมิตรสัมพันธ์วิทยา และโรงเรียนในสังกัด เทศบาลเมืองวังน้าเย็น เกิดการมีส่วนร่วมในกระบวนการถ่ายทอด เช่ือมโยงความรู้ให้กับนักเรียนและบุคคล ท่วั ไปในทอ้ งถ่ิน โดยการนาบุคลากรท่ีมคี วามรูค้ วามสามารถในท้องถิ่นเขา้ มาเป็นวทิ ยากรให้ความรู้
กบั นกั เรียนในโอกาสต่าง ๆ หรือการทีโ่ รงเรยี นนาองคค์ วามรู้ในท้องถิ่น เขา้ มาสอนสอดแทรกในกระบวนการ จัดการเรยี นรู้ สง่ิ เหล่าน้ที าใหก้ ารพฒั นาภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถิ่น นาไปสกู่ ารสบื ทอดภูมิปญั ญาศกึ ษา เกิดความสาเร็จอย่างเป็นรูปธรรม นักเรียนผู้สูงอายุเกิดความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาของตนท่ีได้ถ่ายทอดสู่ คนรุ่นหลังให้คงอยู่ในท้องถิ่น เป็นวัฒนธรรมการดาเนินชีวิตประจาท้องถิ่น เป็นวัฒนธรรมการดาเนินชีวิตคู่ แผน่ ดินไทยตราบนานเทา่ นาน นยิ ามคาศัพท์ในการจดั ทาภมู ิปญั ญาศกึ ษา ภูมิปัญญาศึกษา หมายถึง การนาภูมิปัญญาการดาเนินชีวิตในเรื่องท่ีผู้สูงอายุเชี่ยวชาญท่ีสุด ของ ผสู้ ูงอายุทีเ่ ข้าศึกษาตามหลักสูตรของโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลเมืองวังน้าเย็น มาศึกษาและสืบทอดภูมิปญั ญา ในรูปแบบต่าง ๆ มีการสืบทอดภูมิปัญญาโดยการปฏิบัติและการเรียบเรียงเป็นลายลักษณ์อกั ษรตามรูปแบบ ที่โรงเรียนผู้สูงอายุกาหนดข้ึน ใช้เป็นส่วนหน่ึงในการจบหลักสูตรการศึกษา เพ่ือให้ภูมิปัญญาของผู้สูงอายุ ไดร้ ับการถา่ ยทอดสคู่ นรุน่ หลงั และคงอยู่ในท้องถิน่ ตอ่ ไป ซ่ึงแบ่งภูมิปัญญาศกึ ษาออกเปน็ 3 ประเภท ได้แก่ 1. ภมู ปิ ญั ญาศกึ ษาทีผ่ ู้สงู อายุเป็นผ้คู ิดคน้ ภูมิปญั ญาในการดาเนินชวี ติ ในเร่อื งท่เี ช่ียวชาญทีส่ ดุ ด้วยตนเอง 2. ภูมิปญั ญาศึกษาที่ผู้สูงอายุเป็นผู้นาภูมิปัญญาที่สืบทอดจากบรรพบุรษุ มาประยุกต์ใช้ในการดาเนิน ชีวิตจนเกิดความเชย่ี วชาญ 3. ภูมิปัญญาศึกษาที่ผู้สูงอายุเป็นผู้นาภูมิปัญญาที่สืบทอดจากบรรพบุรุษมาใช้ในการดาเนินชีวิตโดย ไม่มกี ารเปลยี่ นแปลงไปจากเดมิ จนเกดิ ความเชีย่ วชาญ ผู้ถ่ายทอดภูมปิ ัญญา หมายถึง ผู้สูงอายุที่เข้าศึกษาตามหลักสูตรของโรงเรียนผสู้ ูงอายุเทศบาลเมือง วงั น้าเย็น เป็นผู้ถ่ายทอดภูมิปัญญาการดาเนินชีวิตในเรื่องท่ีตนเองเช่ียวชาญมากท่ีสุด นามาถ่ายทอดให้แก่ผู้ เรียบเรียงภมู ปิ ัญญาท้องถ่ินได้จัดทาข้อมูลเปน็ รปู เล่มภูมปิ ัญญาศึกษา ผู้เรียบเรียงภูมิปัญญาท้องถ่ิน หมายถึง ผู้ที่นาภูมิปัญญาในการดาเนินชีวิตในเรื่องที่ผู้สูงอายุ เชี่ยวชาญที่สุดมาเรียบเรียงเป็นลายลักษณ์อักษร ศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ จัดทาเป็น เอกสารรูปเลม่ ใชช้ ่อื วา่ “ภมู ิปัญญาศกึ ษา”ตามรปู แบบท่โี รงเรียนผสู้ งู อายุเทศบาลเมืองวงั นา้ เยน็ กาหนด ครูที่ปรึกษา หมายถึง ผู้ที่ปฏิบัติหน้าท่ีเป็นครูพ่ีเลี้ยง เป็นผู้เรียบเรียงภูมิปัญญาท้องถิ่น ปฏิบัติ หน้าท่ีเป็นผู้ประเมินผล เป็นผู้รับรองภูมปิ ัญญาศึกษา รวมทั้งเป็นผู้นาภูมิปญั ญาศึกษาเข้ามาสอนในโรงเรียน โดยบูรณาการการจดั การเรยี นรู้ตามหลกั สูตรท้องถิ่นท่โี รงเรยี นจัดทาขนึ้
ภูมิปญั ญาศกึ ษาเช่ือมโยงสู่สารานุกรมไทยสาหรบั เยาวชนฯ 1. ลักษณะของภูมปิ ัญญาไทย ลักษณะของภูมิปัญญาไทย มีดงั นี้ 1. ภูมิปญั ญาไทยมีลักษณะเป็นทงั้ ความรู้ ทักษะ ความเช่อื และพฤติกรรม 2. ภูมิปัญญาไทยแสดงถึงความสมั พันธ์ระหว่างคนกบั คน คนกับธรรมชาติ ส่งิ แวดล้อม และคนกบั สิ่งเหนือธรรมชาติ 3. ภมู ปิ ญั ญาไทยเปน็ องคร์ วมหรือกิจกรรมทกุ อย่างในวิถีชวี ิตของคน 4. ภูมิปัญญาไทยเป็นเรื่องของการแกป้ ัญหา การจัดการ การปรับตวั และการเรียนรู้ เพอื่ ความอยู่รอดของบุคคล ชุมชน และสงั คม 5. ภูมิปญั ญาไทยเป็นพนื้ ฐานสาคัญในการมองชีวติ เปน็ พนื้ ฐานความรใู้ นเรื่องต่างๆ 6. ภมู ิปัญญาไทยมีลกั ษณะเฉพาะ หรือมเี อกลักษณใ์ นตวั เอง 7. ภมู ิปญั ญาไทยมกี ารเปล่ียนแปลงเพื่อการปรบั สมดลุ ในพัฒนาการทางสงั คม 2. คณุ สมบัตขิ องภูมปิ ญั ญาไทย ผทู้ รงภูมปิ ญั ญาไทยเป็นผู้มคี ุณสมบัตติ ามทีก่ าหนดไว้ อย่างน้อยดงั ต่อไปนี้ 1. เป็นคนดีมีคุณธรรม มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพต่างๆ มีผลงานด้านการพัฒนา ท้องถิ่นของตน และได้รับการยอมรับจากบุคคลท่ัวไปอย่างกว้างขวาง ทั้งยังเป็นผู้ที่ใช้หลักธรรมคาสอนทาง ศาสนาของตนเป็นเคร่ืองยดึ เหน่ยี วในการดารงวิถชี ีวติ โดยตลอด 2. เป็นผู้คงแก่เรียนและหมั่นศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ ผู้ทรงภูมิปัญญาจะเป็นผู้ท่ีหม่ันศึกษา แสวงหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอไม่หยุดน่ิง เรียนรู้ทั้งในระบบและนอกระบบ เป็นผู้ลงมือทา โดยทดลองทา ตามท่ีเรียนมา อีกทงั้ ลองผิด ลองถูก หรือสอบถามจากผู้รู้อนื่ ๆ จนประสบความสาเรจ็ เป็นผู้เช่ียวชาญ ซึ่งโดด เด่นเป็นเอกลักษณ์ในแต่ละด้านอย่างชัดเจน เป็นท่ียอมรับการเปลี่ยนแปลงความรู้ใหม่ๆ ท่ีเหมาะสม นามา ปรับปรงุ รับใช้ชมุ ชน และสังคมอยเู่ สมอ 3. เป็นผู้นาของท้องถิ่น ผูท้ รงภูมิปัญญาส่วนใหญ่จะเป็นผู้ทสี่ ังคม ในแต่ละท้องถนิ่ ยอมรับให้ เป็นผู้นา ท้ังผู้นาที่ได้รับการแต่งต้ังจากทางราชการ และผู้นาตามธรรมชาติ ซึ่งสามารถเป็นผู้นาของท้องถ่ิน และช่วยเหลอื ผูอ้ ่นื ไดเ้ ป็นอย่างดี 4. เป็นผทู้ ี่สนใจปัญหาของทอ้ งถน่ิ ผ้ทู รงภูมิปัญญาล้วนเป็นผทู้ ่ีสนใจปัญหาของท้องถิ่น เอาใจ ใส่ ศึกษาปัญหา หาทางแก้ไข และช่วยเหลือสมาชิกในชุมชนของตนและชุมชนใกล้เคียงอย่างไม่ย่อท้อ จน ประสบความสาเรจ็ เปน็ ทีย่ อมรับของสมาชกิ และบคุ คลทวั่ ไป 5. เป็นผขู้ ยันหมั่นเพียร ผูท้ รงภูมิปญั ญาเป็นผู้ขยนั หม่ันเพียร ลงมอื ทางานและผลิตผลงานอยู่ เสมอ ปรับปรุงและพฒั นาผลงานใหม้ คี ณุ ภาพมากขนึ้ อกี ท้งั มุ่งทางานของตนอยา่ งต่อเนื่อง 6. เป็นนักปกครองและประสานประโยชน์ของท้องถิ่น ผู้ทรงภูมิปัญญา นอกจากเป็นผู้ท่ี ประพฤตติ นเป็นคนดี จนเป็นทยี่ อมรบั นบั ถือจากบคุ คลท่ัวไปแลว้ ผลงานทท่ี า่ นทายังถอื ว่ามีคุณคา่ จึงเป็นผู้ท่ีมี ทั้ง \"ครองตน ครองคน และครองงาน\" เป็นผู้ประสานประโยชนใ์ ห้บุคคลเกิดความรัก ความเข้าใจ ความเห็น ใจ และมคี วามสามัคคกี นั ซ่ึงจะทาใหท้ ้องถิน่ หรือสงั คม มคี วามเจรญิ มคี ณุ ภาพชวี ติ สูงข้นึ กวา่ เดมิ
7. มีความสามารถในการถา่ ยทอดความรู้เปน็ เลิศ เมื่อผทู้ รงภูมิปญั ญามคี วามรู้ความสามารถ และประสบการณเ์ ป็นเลิศ มีผลงานที่เปน็ ประโยชนต์ อ่ ผู้อน่ื และบคุ คลทว่ั ไป ท้งั ชาวบ้าน นกั วชิ าการ นกั เรียน นิสติ /นกั ศึกษา โดยอาจเข้าไปศึกษาหาความรู้ หรอื เชิญท่านเหล่าน้ันไป เปน็ ผูถ้ า่ ยทอดความรู้ได้ 8. เป็นผู้มีคู่ครองหรือบริวารดี ผู้ทรงภูมิปัญญา ถ้าเป็นคฤหัสถ์ จะพบว่า ล้วนมีคู่ครองท่ีดีที่ คอยสนับสนุน ช่วยเหลือ ให้กาลังใจ ให้ความร่วมมือในงานที่ท่านทา ช่วยให้ผลิตผลงานท่ีมีคุณค่า ถ้าเป็น นกั บวช ไมว่ ่าจะเปน็ ศาสนาใด ตอ้ งมีบริวารท่ดี ี จึงจะสามารถผลิตผลงานทม่ี คี ุณคา่ ทางศาสนาได้ 9. เป็นผมู้ ีปัญญารอบรแู้ ละเชยี่ วชาญจนได้รับการยกยอ่ งว่าเป็นปราชญ์ ผทู้ รงภมู ิปัญญา ต้อง เป็นผู้มีปัญญารอบรู้และเช่ียวชาญ รวมท้ังสร้างสรรค์ผลงานพิเศษใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและ มนุษยชาตอิ ย่างต่อเนือ่ งอยู่เสมอ 3. การจัดแบง่ สาขาภมู ปิ ัญญาไทย จากการศกึ ษาพบวา่ มกี ารกาหนดสาขาภูมปิ ัญญาไทยไวอ้ ยา่ งหลากหลาย ขึ้นอย่กู ับวตั ถุประสงค์ และ หลักเกณฑ์ต่างๆ ที่หน่วยงาน องค์กร และนักวิชาการแต่ละท่านนามากาหนด ในภาพรวมภูมิปัญญาไทย สามารถแบ่งไดเ้ ป็น 10 สาขา ดงั น้ี 1. สาขาเกษตรกรรม หมายถึง ความสามารถในการผสมผสานองค์ความรู้ ทักษะ และ เทคนิคด้านการเกษตรกับเทคโนโลยี โดยการพัฒนาบนพื้นฐานคุณค่าดั้งเดิม ซึ่งคนสามารถพึ่งพาตนเองใน ภาวการณ์ต่างๆ ได้ เช่น การทา การเกษตรแบบผสมผสาน วนเกษตร เกษตรธรรมชาติ ไร่นาสวนผสม และ สวนผสมผสาน การแก้ปัญหาการเกษตรด้านการตลาด การแก้ปัญหาด้านการผลิต การแก้ไขปัญหาโรคและ แมลง และการรู้จักปรบั ใชเ้ ทคโนโลยีทเ่ี หมาะสมกับการเกษตร เป็นต้น 2. สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม หมายถึง การรู้จักประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ใน การแปรรูปผลิตผล เพื่อชะลอการนาเข้าตลาด เพ่อื แก้ปัญหาด้านการบริโภคอย่างปลอดภัย ประหยัด และเป็น ธรรม อันเป็นกระบวนการที่ทาให้ชุมชนท้องถ่ินสามารถพ่ึงพาตนเองทางเศรษฐกิจได้ ตลอดทั้งการผลิต และ การจาหนา่ ย ผลิตผลทางหตั ถกรรม เชน่ การรวมกลุ่มของกลุ่มโรงงานยางพารา กลมุ่ โรงสี กลุม่ หัตถกรรม เป็น ตน้ 3. สาขาการแพทย์แผนไทย หมายถึง ความสามารถในการจัดการป้องกัน และรักษา สุขภาพของคนในชุมชน โดยเน้นให้ชุมชนสามารถพ่ึงพาตนเอง ทางด้านสุขภาพ และอนามัยได้ เช่น การนวด แผนโบราณ การดแู ลและรักษาสุขภาพแบบพืน้ บา้ น การดแู ลและรักษาสุขภาพแผนโบราณไทย เปน็ ต้น 4. สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม หมายถึง ความสามารถเกี่ยวกับ การจดั การทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ้ ม ทั้งการอนรุ ักษ์ การพัฒนา และการใชป้ ระโยชนจ์ ากคุณคา่ ของ ทรัพยากรธรรมชาติ และสง่ิ แวดลอ้ ม อย่างสมดลุ และยั่งยนื เชน่ การทาแนวปะการังเทยี ม การอนรุ กั ษ์ปา่ ชาย เลน การจัดการป่าต้นนา้ และป่าชมุ ชน เป็นต้น 5. สาขากองทุนและธุรกิจชุมชน หมายถึง ความสามารถในการบริหารจัดการด้านการ สะสม และบริการกองทุน และธุรกิจในชุมชน ท้ังท่ีเป็นเงินตรา และโภคทรัพย์ เพ่ือส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ ของสมาชิกในชุมชน เช่น การจัดการเรื่องกองทุนของชุมชน ในรูปของสหกรณ์ออมทรพั ย์ และธนาคารหมู่บา้ น เป็นต้น 6. สาขาสวัสดิการ หมายถึง ความสามารถในการจัดสวัสดิการในการประกันคุณภาพชีวิต ของคน ให้เกิดความม่ันคงทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม เช่น การจัดต้ังกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาล ของชุมชน การจัดระบบสวัสดกิ ารบรกิ ารในชุมชน การจดั ระบบสงิ่ แวดล้อมในชมุ ชน เปน็ ต้น
7. สาขาศิลปกรรม หมายถึง ความสามารถในการผลิตผลงานทางด้านศิลปะสาขาต่าง ๆ เชน่ จิตรกรรม ประติมากรรม วรรณกรรม ทัศนศิลป์ คตี ศลิ ป์ ศิลปะมวยไทย เปน็ ต้น 8. สาขาการจัดการองค์กร หมายถึง ความสามารถในการบริหารจัดการดาเนินงานของ องค์กรชุมชนต่างๆ ให้สามารถพัฒนา และบริหารองค์กรของตนเองได้ ตามบทบาท และหน้าท่ีขององค์การ เชน่ การจดั การองคก์ รของกลุ่มแมบ่ า้ น กลุม่ ออมทรัพย์ กลมุ่ ประมงพ้นื บ้าน เปน็ ต้น 9. สาขาภาษาและวรรณกรรม หมายถึง ความสามารถผลติ ผลงานเกยี่ วกบั ด้านภาษา ท้ังภาษาถ่ิน ภาษาโบราณ ภาษาไทย และการใช้ภาษา ตลอดท้ังด้านวรรณกรรมทุกประเภท เช่น การจัดทา สารานกุ รมภาษาถน่ิ การปริวรรต หนงั สอื โบราณ การฟนื้ ฟกู ารเรยี นการสอนภาษาถนิ่ ของท้องถิ่นต่าง ๆ เป็นตน้ 10. สาขาศาสนาและประเพณี หมายถึง ความสามารถประยุกต์ และปรับใช้หลักธรรมคา สอนทางศาสนา ความเชื่อ และประเพณดี ้ังเดิมที่มีคุณค่าให้เหมาะสมต่อการประพฤติปฏบิ ัติ ให้บังเกดิ ผลดีต่อ บุคคล และสิ่งแวดล้อม เช่น การถ่ายทอดหลักธรรมทางศาสนา ลักษณะความสัมพันธ์ของภูมิปัญญาไทยภูมิ- ปญั ญาไทยสามารถสะทอ้ นออกมาใน 3 ลกั ษณะท่ีสมั พันธ์ใกล้ชดิ กัน คือ 10.1 ความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกันระหว่างคนกับโลก ส่ิงแวดล้อม สัตว์ พืช และ ธรรมชาติ 10.2 ความสมั พันธข์ องคนกับคนอื่นๆ ทีอ่ ย่รู ว่ มกนั ในสังคม หรือในชุมชน 10.3 ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งศักด์ิสิทธิ์ส่ิงเหนือธรรมชาติ ตลอดท้ังส่ิงท่ีไม่ สามารถสัมผัสได้ท้ังหลาย ท้ัง 3 ลักษณะนี้ คือ สามมิติของเร่ืองเดียวกัน หมายถึง ชีวิตชุมชน สะท้อนออก มาถงึ ภมู ิปัญญาในการดาเนินชีวิตอย่างมีเอกภาพ เหมือนสามมมุ ของรูปสามเหล่ียม ภูมิปัญญา จึงเปน็ รากฐาน ในการดาเนินชวี ติ ของคนไทย ซ่ึงสามารถแสดงใหเ้ หน็ ไดอ้ ย่างชดั เจนโดยแผนภาพ ดงั น้ี ลักษณะภูมิปัญญาท่ีเกิดจากความสัมพันธ์ ระหว่างคนกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม จะแสดงออกมา ในลักษณะภูมิปัญญาในการดาเนินวิถีชีวิตขั้นพ้ืนฐาน ด้านปัจจัยส่ี ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ท่ี อยู่อาศัย และยารักษาโรค ตลอดทั้งการประกอบ อ า ชี พ ต่ า ง ๆ เ ป็ น ต้ น ภู มิ ปั ญ ญ า ท่ี เ กิ ด จ า ก ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนอื่นในสังคม จะแสดง ออกมาในลักษณะ จารีต ขนบธรรมเนียมประเพณี ศลิ ปะ และนันทนาการ ภาษา และวรรณกรรม ตลอด ทง้ั การสือ่ สารต่างๆ เปน็ ตน้ ภูมิปัญญาท่ีเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งศักด์ิสิทธ์ิ ส่ิงเหนือธรรมชาติ จะแสดงออกมาใน ลักษณะของสิ่งศกั ด์ิสทิ ธ์ิ ศาสนา ความเชอื่ ตา่ งๆ เปน็ ตน้ 4. คณุ ค่าและความสาคญั ของภูมิปญั ญาไทย คุณค่าของภูมิปัญญาไทย ได้แก่ ประโยชน์ และความสาคัญของภูมิปัญญา ท่ีบรรพบุรุษไทย ได้ สร้างสรรค์ และสืบทอดมาอย่างต่อเน่ือง จากอดีตสู่ปัจจุบัน ทาให้คนในชาติเกิดความรัก และความภาคภูมิใจ
ท่ีจะร่วมแรงรว่ มใจสืบสานต่อไปในอนาคต เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ สถาปัตยกรรม ประเพณีไทย การมี น้าใจ ศักยภาพในการประสานผลประโยชน์ เป็นต้น ภูมปิ ัญญาไทยจึงมีคุณคา่ และความสาคัญดังน้ี 1. ภูมิปัญญาไทยช่วยสรา้ งชาตใิ หเ้ ป็นปกึ แผน่ พระมหากษัตริย์ไทยได้ใช้ภูมิปัญญาในการสร้างชาติ สร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่ ประเทศชาติมาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคาแหงมหาราช พระองค์ทรงปกครองประชาชน ด้วยพระ เมตตา แบบพ่อปกครองลูก ผู้ใดประสบความเดือดร้อน ก็สามารถตีระฆัง แสดงความเดือดร้อน เพื่อขอรับ พระราชทานความช่วยเหลือ ทาให้ประชาชนมีความจงรักภักดีต่อพระองค์ ต่อประเทศชาติร่วมกันสร้าง บ้านเรือนจนเจรญิ รุ่งเรืองเป็นปึกแผน่ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์ทรงใช้ภูมิปัญญากระทายุทธหัตถี จนชนะข้าศึกศัตรู และทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทยคืนมาได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน พระองค์ทรงใช้ภูมิปัญญาสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ และเหล่าพสกนิกรมากมายเหลือคณานับ ทรงใช้ พระปรีชาสามารถ แก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมือง ภายในประเทศ จนรอดพ้นภัยพิบตั ิหลายคร้ัง พระองค์ทรง มีพระปรีชาสามารถหลายด้าน แม้แต่ด้านการเกษตร พระองค์ได้พระราชทานทฤษฎีใหม่ให้แก่พสกนิกร ท้ัง ด้านการเกษตรแบบสมดุลและย่ังยืน ฟ้ืนฟูสภาพแวดล้อม นาความสงบร่มเย็นของประชาชนให้กลับคืนมา แนวพระราชดาริ \"ทฤษฎใี หม่\" แบ่งออกเปน็ 2 ขนั้ โดยเรมิ่ จาก ขั้นตอนแรก ให้เกษตรกรรายย่อย \"มพี ออยพู่ อ กิน\" เป็นขั้นพื้นฐาน โดยการพัฒนาแหล่งน้า ในไร่นา ซ่ึงเกษตรกรจาเป็นท่ีจะต้องได้รับความช่วยเหลือจาก หน่วยราชการ มูลนิธิ และหน่วยงานเอกชน ร่วมใจกนั พัฒนาสงั คมไทย ในขน้ั ท่สี อง เกษตรกรต้องมคี วามเขา้ ใจ ในการจัดการในไร่นาของตน และมีการรวมกลุ่มในรูปสหกรณ์ เพ่ือสร้างประสิทธิภาพทางการผลิต และ การตลาด การลดรายจ่ายด้านความเป็นอยู่ โดยทรงตระหนักถึงบทบาทขององค์กรเอกชน เม่ือกลุ่ มเกษตร วิวัฒน์มาข้ันท่ี 2 แล้ว ก็จะมีศกั ยภาพ ในการพฒั นาไปส่ขู ั้นที่สาม ซึ่งจะมีอานาจในการต่อรองผลประโยชน์กับ สถาบันการเงินคือ ธนาคาร และองค์กรที่เป็นเจ้าของแหล่งพลังงาน ซ่ึงเป็นปัจจัยหนึ่งในการผลิต โดยมีการ แปรรปู ผลิตผล เชน่ โรงสี เพอ่ื เพิ่มมูลค่าผลิตผล และขณะเดียวกันมีการจดั ตัง้ รา้ นค้าสหกรณ์ เพ่ือลดค่าใช้จา่ ย ในชีวิตประจาวัน อันเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลในสังคม จะเห็นได้ว่า มิได้ทรงทอดท้ิงหลักของ ความสามัคคีในสังคม และการจัดต้ังสหกรณ์ ซึ่งทรงสนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรสร้างอานาจต่อรองในระบบ เศรษฐกิจ จึงจะมีคุณภาพชีวิตท่ีดี จึงจัดได้ว่า เป็นสังคมเกษตรทีพ่ ัฒนาแล้ว สมดังพระราชประสงค์ทท่ี รงอุทิศ พระวรกาย และพระสตปิ ญั ญา ในการพฒั นาการเกษตรไทยตลอดระยะเวลาแหง่ การครองราชย์ 2. สร้างความภาคภูมิใจ และศกั ดิ์ศรี เกยี รตภิ มู แิ ก่คนไทย คนไทยในอดีตท่ีมีความสามารถปรากฏในประวัติศาสตร์มีมาก เป็นท่ียอมรับของนานา อารยประเทศ เช่น นายขนมต้มเป็นนักมวยไทย ท่ีมีฝีมือเก่งในการใช้อวัยวะทุกส่วน ทุกท่าของแม่ไม้มวยไทย สามารถชกมวยไทย จนชนะพม่าได้ถึงเก้าคนสิบคนในคราวเดียวกัน แม้ในปัจจุบัน มวยไทยก็ยังถือว่า เป็น ศิลปะช้ันเย่ียม เป็นท่ี นิยมฝึกและแข่งขันในหมู่คนไทยและชาวต่าง ประเทศ ปัจจุบันมีค่ายมวยไทยท่ัวโลกไม่ ต่ากว่า 30,000 แห่ง ชาวต่างประเทศที่ได้ฝึกมวยไทย จะรสู้ ึกยนิ ดีและภาคภูมิใจ ในการที่จะใช้กติกา ของมวย ไทย เช่น การไหว้ครูมวยไทย การออก คาส่ังในการชกเป็นภาษาไทยทุกคา เช่น คาว่า \"ชก\" \"นับหนึ่งถึงสิบ\" เป็นต้น ถือเป็นมรดก ภูมิปัญญาไทย นอกจากน้ี ภูมิปัญญาไทยท่ีโดด เด่นยังมีอีกมากมาย เช่น มรดกภูมิ ปัญญาทาง ภาษาและวรรณกรรม โดยที่มีอักษรไทยเป็นของ ตนเองมาต้ังแต่สมัยกรุงสุโขทัย และวิวัฒนาการ
มาจนถึงปัจจุบัน วรรณกรรมไทยถือว่า เป็นวรรณกรรมที่มีความไพเราะ ได้อรรถรสครบทุกด้าน วรรณกรรม หลายเรอ่ื งได้รับการแปลเปน็ ภาษาต่างประเทศหลายภาษา ด้านอาหาร อาหารไทยเปน็ อาหารท่ีปรุงง่าย พชื ที่ ใช้ประกอบอาหารส่วนใหญ่เป็นพืชสมุนไพร ที่หาได้ง่ายในท้องถ่ิน และราคาถูก มี คุณค่าทางโภชนาการ และ ยังป้องกันโรคได้หลายโรค เพราะส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นพืชสมุนไพร เช่น ตะไคร้ ขิง ข่า กระชาย ใบ มะกรูด ใบโหระพา ใบกะเพรา เปน็ ตน้ 3. สามารถปรับประยุกต์หลกั ธรรมคาสอนทางศาสนาใชก้ บั วิถชี ีวิตได้อยา่ งเหมาะสม คนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ โดยนาหลักธรรมคาสอนของศาสนา มาปรับใช้ในวิถีชีวิต ได้อย่างเหมาะสม ทาให้คนไทยเป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน เอื้อเฟื้อเผ่ือแผ่ ประนีประนอม รักสงบ ใจเย็น มีความ อดทน ให้อภัยแก่ผู้สานึกผิด ดารงวิถีชีวิตอย่างเรียบง่าย ปกตสิ ุข ทาให้คนในชุมชนพึ่งพากันได้ แม้จะอดอยาก เพราะ แห้งแล้ง แต่ไม่มีใครอดตาย เพราะพึ่งพาอาศัย กัน แบ่งปันกันแบบ \"พริกบ้านเหนือเกลือบ้านใต้\" เป็น ต้น ท้ังหมดนสี้ ืบเนื่องมาจากหลักธรรมคาสอนของพระพทุ ธศาสนา เป็นการใช้ภูมิปัญญา ในการนาเอาหลักขอ พระพุทธศาสนามา ประยุกต์ใช้กับชีวิตประจาวัน และดาเนินกศุ โลบาย ด้านตา่ งประเทศ จนทาให้ชาวพุทธท่ัว โลกยกย่อง ให้ประเทศไทยเป็นผู้นาทางพุทธศาสนา และเป็น ท่ีตั้งสานักงานใหญ่องค์การพทุ ธศาสนิกสัมพันธ์ แห่งโลก (พสล.) อยู่เย้ืองๆ กับอุทยานเบญจสิริ กรุงเทพมหานคร โดยมีคนไทย (ฯพณฯ สัญญา ธรรมศักดิ์ องคมนตร)ี ดารงตาแหน่งประธาน พสล. ตอ่ จาก ม.จ.หญิงพนู พิศมัย ดศิ กลุ 4. สรา้ งความสมดลุ ระหว่างคนในสังคม และธรรมชาติได้อยา่ งยงั่ ยนื ภูมิปัญญาไทยมีความเด่นชัดในเร่ืองของการยอมรับนับถือ และให้ความสาคัญแก่คน สังคม และธรรมชาติอย่างยิ่ง มเี คร่ืองชี้ท่ีแสดงให้เหน็ ได้อยา่ งชัดเจนมากมาย เชน่ ประเพณีไทย 12 เดอื น ตลอดท้ังปี ลว้ นเคารพคุณคา่ ของธรรมชาติ ได้แก่ ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีลอยกระทง เปน็ ต้น ประเพณีสงกรานต์เป็น ประเพณีที่ทาใน ฤดูร้อนซ่ึงมีอากาศร้อน ทาให้ต้องการความเย็น จึงมีการรดน้าดาหัว ทาความสะอาด บ้านเรือน และธรรมชาติส่ิงแวดล้อม มีการแห่นางสงกรานต์ การทานายฝนว่าจะตกมากหรือน้อยในแต่ละปี สว่ นประเพณลี อยกระทง คณุ ค่าอย่ทู ี่การบูชา ระลกึ ถึงบุญคุณของนา้ ท่ีหล่อเลย้ี งชวี ิตของ คน พชื และสัตว์ ให้ ได้ใช้ท้ังบริโภคและอุปโภค ในวันลอยกระทง คนจึงทาความสะอาดแม่น้า ลาธาร บูชาแม่น้าจากตัวอย่าง ขา้ งต้น ล้วนเป็น ความสมั พันธ์ระหวา่ งคนกบั สงั คมและธรรมชาติ ทั้งสิ้น ในการรักษาป่าไมต้ ้นน้าลาธาร ได้ประยุกต์ให้มีประเพณีการบวชปา่ ให้คนเคารพสิ่งศักดิ์สทิ ธิ์ ธรรมชาติ และสภาพแวดล้อม ยังความอุดมสมบูรณ์แก่ต้นน้า ลาธาร ให้ฟื้นสภาพกลับคืนมาได้มาก อาชีพ การเกษตรเป็นอาชพี หลักของคนไทย ท่คี านึงถงึ ความสมดลุ ทาแต่น้อยพออยู่พอกนิ แบบ \"เฮ็ดอยู่เฮด็ กนิ \" ของ พอ่ ทองดี นันทะ เมื่อเหลอื กิน กแ็ จกญาติพ่นี ้อง เพื่อนบา้ น บ้านใกล้เรือนเคยี ง นอกจากน้ี ยังนาไปแลกเปลี่ยน กบั สิ่งของอยา่ งอืน่ ทีต่ นไม่มี เมอื่ เหลือใชจ้ ริงๆ จึงจะนาไปขาย อาจกลา่ วไดว้ ่า เป็นการเกษตรแบบ \"กิน-แจก- แลก-ขาย\" ทาให้คนในสังคมได้ช่วยเหลือเก้ือกูล แบ่งปันกัน เคารพรัก นับถือ เป็นญาติกัน ทั้งหมู่บ้าน จึงอยู่ รว่ มกันอยา่ งสงบสขุ มีความสมั พนั ธก์ ันอย่างแนบแน่น ธรรมชาติไม่ถกู ทาลายไปมากนัก เนอ่ื งจากทาพออยู่พอ กนิ ไม่โลภมากและไมท่ าลายทกุ อย่างผิด กบั ในปัจจุบนั ถือเป็นภมู ปิ ญั ญาทีส่ รา้ งความ สมดลุ ระหว่างคน สังคม และธรรมชาติ 5. เปลย่ี นแปลงปรบั ปรุงไดต้ ามยคุ สมยั
แม้วา่ กาลเวลาจะผา่ นไป ความรูส้ มัยใหม่ จะหลง่ั ไหลเข้ามามาก แตภ่ มู ิปัญญาไทย กส็ ามารถ ปรบั เปล่ยี นใหเ้ หมาะสมกับยุคสมัย เช่น การรู้จักนาเครื่องยนต์มาตดิ ต้ังกับเรอื ใส่ใบพัด เปน็ หางเสือ ทาให้เรือ สามารถแล่นได้เร็วข้ึน เรียกว่า เรือหางยาว การรู้จักทาการเกษตรแบบผสมผสาน สามารถพลิกฟื้นคืน ธรรมชาติให้ อดุ มสมบูรณ์แทนสภาพเดิมทถี่ ูกทาลายไป การรู้จกั ออมเงิน สะสมทุนให้สมาชิกกยู้ ืม ปลดเปลื้อง หน้ีสนิ และจัดสวัสดิการแกส่ มาชกิ จนชมุ ชนมีความมัน่ คง เข้มแขง็ สามารถชว่ ยตนเองได้หลายร้อยหมบู่ า้ นท่ัว ประเทศ เช่น กลุ่มออมทรัพย์คีรีวง จังหวัดนครศรีธรรมราช จัดในรูปกองทุนหมุนเวียนของชุมชน จนสามารถ ชว่ ยตนเองได้ เมื่อป่าถูกทาลาย เพราะถูกตัดโค่น เพ่ือปลูกพืชแบบเดี่ยว ตามภูมิปัญญาสมัยใหม่ ที่หวัง รา่ รวย แต่ในที่สุด ก็ขาดทุน และมหี น้ีสิน สภาพแวดล้อมสูญเสียเกิดความแห้งแล้ง คนไทยจึงคิดปลูกป่า ที่กิน ได้ มีพืชสวน พืชป่าไม้ผล พืชสมุนไพร ซ่ึงสามารถมีกินตลอดชีวิตเรียกว่า \"วนเกษตร\" บางพ้ืนท่ี เม่ือป่าชุมชน ถกู ทาลาย คนในชุมชนก็รวมตวั กัน เปน็ กลุม่ รกั ษาปา่ ร่วมกนั สรา้ งระเบียบ กฎเกณฑก์ ันเอง ใหท้ กุ คนถือปฏิบัติ ได้ สามารถรักษาป่าได้อย่างสมบูรณ์ดังเดิม เม่ือปะการังธรรมชาติถูกทาลาย ปลาไม่มีท่ีอยู่อาศัย ประชาชน สามารถสร้าง \"อูหยัม\" ข้ึน เป็นปะการังเทียม ให้ปลาอาศัยวางไข่ และแพร่พันธ์ุให้เจริญเติบโต มีจานวนมาก ดงั เดิมได้ ถอื เป็นการใช้ภมู ปิ ัญญาปรับปรงุ ประยกุ ต์ใช้ไดต้ ามยุคสมัย สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชนฯ เล่มท่ี 19 ให้ความหมายของคาว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน หมายถึง ความรู้ของชาวบ้าน ซ่ึงได้มาจากประสบการณ์ และความเฉลียวฉลาดของชาวบ้าน รวมทั้งความรู้ที่ สง่ั สมมาแต่บรรพบุรุษ สืบทอดจากคนรุ่นหน่ึงไปสู่คนอีกรุ่นหน่ึง ระหว่างการสืบทอดมีการปรับ ประยุกต์ และ เปล่ียนแปลง จนอาจเกดิ เปน็ ความรูใ้ หมต่ ามสภาพการณท์ างสังคมวฒั นธรรม และ สิ่งแวดล้อม ภมู ิปัญญาเป็นความรู้ที่ประกอบไปด้วยคุณธรรม ซ่ึงสอดคล้องกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้าน ในวิถีด้ังเดิมนั้น ชีวิตของชาวบ้านไมไ่ ด้แบ่งแยกเป็นส่วนๆ หากแต่ทุกอย่างมีความสัมพันธ์กัน การทามาหากิน การอยู่ร่วมกันในชุมชน การปฏิบัติศาสนา พิธีกรรมและประเพณี ความรู้เป็นคุณธรรม เมื่อผู้คนใช้ความรู้นั้น เพ่ือสรา้ งความสัมพันธ์ทีด่ ีระหวา่ ง คนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับส่ิงเหนือธรรมชาติ ความสัมพันธ์ท่ีดี เป็นความสัมพันธ์ที่มีความสมดุล ท่ีเคารพกันและกัน ไม่ทาร้ายทาลายกัน ทาให้ทุกฝ่ายทุกส่วนอยู่ร่วมกันได้ อย่างสันติ ชุมชนดั้งเดิมจึงมีกฎเกณฑ์ของการอยู่ร่วมกัน มีคนเฒ่าคนแก่เป็นผู้นา คอยให้คาแนะนาตักเตือน ตัดสิน และลงโทษหากมีการละเมิด ชาวบ้านเคารพธรรมชาติรอบตัว ดิน น้า ป่า เขา ข้าว แดด ลม ฝน โลก และจักรวาล ชาวบ้านเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ท้ังท่ีมีชีวิตอยู่และล่วงลับไปแล้ว ภูมิปัญญาจึง เป็นความรู้ท่ีมีคุณธรรม เป็นความรู้ท่ีมีเอกภาพของทุกส่ิงทุกอย่าง เป็นความรู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างสัมพันธ์กัน อย่างมีความสมดุล เราจึงยกย่องความรู้ขั้นสูงส่ง อันเป็นความรู้แจ้งในความจริงแห่งชีวิตนี้ว่า \"ภูมิปัญญา\" ความคิดและการแสดงออก เพ่ือจะเข้าใจภูมิปัญญาชาวบ้าน จาเป็นตอ้ งเข้าใจความคิดของชาวบ้านเกี่ยวกับ โลก หรือท่ีเรียกว่า โลกทัศน์ และเก่ียวกับชีวิต หรือที่เรียกว่า ชีวทัศน์ สิ่งเหล่านี้เป็นนามธรรม อันเกี่ยวข้อง สัมพันธ์โดยตรงกับการแสดงออกใน ลักษณะต่างๆ ที่เป็นรูปธรรม แนวคิดเร่ืองความสมดุลของชีวิต เป็น แนวคิดพ้ืนฐานของภูมิปัญญาชาวบ้าน การแพทย์แผนไทย หรือที่เคยเรียกกันว่า การแพทย์แผนโบราณน้ันมี หลักการว่า คนมีสุขภาพดี เมื่อร่างกายมีความสมดุลระหว่างธาตุท้ัง ๔ คือ ดิน น้า ลม ไฟ คนเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะธาตุขาดความสมดุล จะมีการปรับธาตุ โดยใช้ยาสมุนไพร หรือวิธีการอ่ืนๆ คนเป็นไข้ตัวร้อน หมอยา พืน้ บ้านจะให้ยาเย็น เพ่อื ลดไข้ เป็นต้น การดาเนินชีวิตประจาวันก็เช่นเดยี วกัน ชาวบ้านเช่ือว่า จะต้องรกั ษา
ความสมดุลในความสัมพันธ์สามด้าน คือ ความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้านในชุมชน ความสัมพันธท์ ี่ดมี ีหลักเกณฑ์ ท่บี รรพบรุ ุษได้สัง่ สอนมา เช่น ลูกควรปฏิบัติอย่างไรกบั พ่อแม่ กับญาติพนี่ อ้ ง กับ ผู้สูงอายุ คนเฒ่าคนแก่ กับเพ่ือนบ้าน พ่อแม่ควรเล้ียงดูลูกอย่างไร ความเอื้ออาทรต่อกันและกัน ช่วยเหลือ เก้ือกูลกัน โดยเฉพาะในยามทุกข์ยาก หรือมีปัญหา ใครมีความสามารถพิเศษก็ใช้ความสามารถนั้นช่วยเหลือ ผ้อู ่ืน เช่น บางคนเปน็ หมอยา ก็ช่วยดแู ลรกั ษาคนเจ็บปว่ ยไม่สบาย โดยไม่คดิ ค่ารกั ษา มแี ต่เพียงการยกครู หรือ การราลึกถึงครูบาอาจารย์ที่ประสาทวิชามาให้เท่าน้ัน หมอยาต้องทามาหากิน โดยการทานา ทาไร่ เล้ียงสัตว์ เหมือนกบั ชาวบ้านอนื่ ๆ บางคนมีความสามารถพเิ ศษดา้ นการทามาหากิน กช็ ว่ ยสอนลกู หลานให้มวี ิชาไปดว้ ย ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนในครอบครัว ในชุมชน มีกฎเกณฑ์เป็นข้อปฏิบัติ และข้อห้ามอย่าง ชัดเจน มีการแสดงออกทางประเพณี พิธีกรรม และกิจกรรมต่างๆ เช่น การรดน้าดาหัวผู้ใหญ่ การบายศรีสู่ ขวัญ เป็นต้น ความสัมพันธ์กับธรรมชาติ ผู้คนสมัยก่อนพ่ึงพาอาศัยธรรมชาติแทบทุกด้าน ต้ังแต่อาหารการ กิน เคร่ืองน่งุ หม่ ที่อยู่อาศัย และยารกั ษาโรค วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยียงั ไม่พฒั นาก้าวหน้าเหมอื นทุกวันน้ี ยังไม่มีระบบการค้าแบบสมัยใหม่ ไม่มีตลาด คนไปจับปลาล่าสัตว์ เพื่อเป็นอาหารไปวันๆ ตดั ไม้ เพื่อสร้างบ้าน และใช้สอยตามความจาเป็นเท่านั้น ไม่ได้ทาเพื่อการค้า ชาวบ้านมีหลักเกณฑ์ในการใช้ส่ิงของในธรรมชาติ ไม่ ตัดไม้อ่อน ทาให้ต้นไม้ในป่าข้ึนแทนต้นท่ีถูกตัดไปได้ตลอดเวลา ชาวบ้านยังไม่รู้จักสารเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ฆา่ หญา้ ฆา่ สตั ว์ ไมใ่ ช้ป๋ยุ เคมี ใช้ส่งิ ของในธรรมชาติให้เกือ้ กลู กัน ใช้มลู สตั ว์ ใบไมใ้ บ หญา้ ที่เน่าเปอื่ ยเปน็ ปุ๋ย ทา ให้ดนิ อดุ มสมบูรณ์ น้าสะอาด และไมเ่ หือดแห้ง ชาวบ้านเคารพธรรมชาติ เช่ือว่า มีเทพมีเจ้าสถิตอยู่ในดิน น้า ป่า เขา สถานที่ทุกแห่ง จะทาอะไรต้องขออนุญาต และทาด้วยความเคารพ และพอดี พองาม ชาวบ้านรู้คุณ ธรรมชาติ ที่ได้ให้ชีวิตแก่ตน พิธีกรรมต่างๆ ล้วนแสดงออกถึงแนวคิดดังกล่าว เช่น งานบุญพิธี ที่เกี่ยวกับ น้า ข้าว ป่าเขา รวมถึงสัตว์ บ้านเรือน เครื่องใช้ต่างๆ มีพิธีสู่ขวัญข้าว สู่ขวัญควาย สู่ขวัญเกวียน ทางอีสานมีพิธี แฮกนา หรอื แรกนา เลย้ี งผตี าแฮก มีงานบญุ บ้าน เพือ่ เลย้ี งผี หรอื สิ่งศักดิ์สทิ ธป์ิ ระจาหมบู่ ้าน เปน็ ตน้ ความสัมพันธ์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ ชาวบ้านรู้ว่า มนุษย์เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่ง ของ จักรวาล ซึ่งเต็มไปด้วยความเร้นลับ มีพลัง และอานาจ ท่ีเขาไม่อาจจะหาคาอธิบายได้ ความเร้นลับดังกล่าว รวมถึงญาติพี่นอ้ ง และผ้คู นทลี่ ่วงลบั ไปแลว้ ชาวบ้านยงั สมั พันธ์กบั พวกเขา ทาบุญ และราลกึ ถงึ อย่างสม่าเสมอ ทุกวัน หรือในโอกาสสาคัญๆ นอกนั้นเป็นผีดี ผีร้าย เทพเจ้าต่างๆ ตามความเช่ือของแต่ละแห่ง สิ่งเหล่านี้สิง สถติ อยใู่ นส่ิงตา่ งๆ ในโลก ในจักรวาล และอยบู่ นสรวงสวรรคก์ ารทามาหากิน แม้วิถีชีวิตของชาวบ้านเมื่อก่อนจะดูเรียบง่ายกว่าทุกวันนี้ และยังอาศัยธรรมชาติ และ แรงงานเป็นหลัก ในการทามาหากิน แต่พวกเขาก็ต้องใช้สติปัญญา ท่ีบรรพบุรุษถ่ายทอดมาให้ เพ่ือจะได้อยู่ รอด ท้ังนเี้ พราะปัญหาตา่ งๆ ในอดีตก็ยังมีไม่นอ้ ย โดยเฉพาะเม่อื ครอบครัวมสี มาชิกมากข้ึน จาเป็นต้องขยายที่ ทากิน ต้องหักร้างถางพง บกุ เบิก พ้ืนท่ีทากินใหม่ การปรบั พื้นท่ีปั้นคันนา เพื่อทานา ซง่ึ เป็นงานที่หนัก การทา ไร่ทานา ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ และดูแลรักษาให้เติบโต และได้ผล เป็นงานท่ีต้องอาศัยความรู้ความสามารถ การ จบั ปลาล่าสัตว์ก็มีวธิ ีการ บางคนมีความสามารถมากรู้ว่า เวลาไหน ท่ีใด และวิธีใด จะจับปลาได้ดที ี่สดุ คนที่ไม่ เก่งก็ตอ้ งใชเ้ วลานาน และไดป้ ลาน้อย การลา่ สัตว์ก็เชน่ เดียวกนั การจัดการแหล่งน้า เพ่ือการเกษตร ก็เป็นความรู้ความสามารถ ท่ีมีมาแต่โบราณ คนทาง ภาคเหนือรู้จักบริหารน้า เพื่อการเกษตร และเพื่อการบริโภคต่างๆ โดยการจัดระบบเหมืองฝาย มีการจัด แบ่งปันน้ากันตามระบบประเพณีที่ สืบทอดกันมา มีหัวหน้าที่ทุกคนยอมรับ มีคณะกรรมการจัดสรรน้าตาม
สดั ส่วน และตามพ้ืนที่ทากิน นับเป็นความรู้ท่ีทาให้ชมุ ชนต่างๆ ทีอ่ าศัยอยู่ใกล้ลาน้า ไมว่ ่าต้นน้า หรือปลายน้า ไดร้ ับการแบ่งปันน้าอยา่ งยตุ ธิ รรม ทกุ คนได้ประโยชน์ และอยูร่ ว่ มกนั อยา่ งสันติ ชาวบา้ นรจู้ ักการแปรรูปผลิตผลในหลายรูปแบบ การถนอมอาหารให้กินได้นาน การดองการ หมัก เช่น ปลารา้ น้าปลา ผักดอง ปลาเคม็ เน้ือเคม็ ปลาแห้ง เน้ือแหง้ การแปรรูปข้าว กท็ าไดม้ ากมายนบั ร้อย ชนิด เช่น ขนมต่างๆ แต่ละพิธีกรรม และแต่ละงานบุญประเพณี มีข้าวและขนมในรูปแบบไม่ซ้ากัน ตั้งแต่ ขนมจีน สังขยา ไปถึงขนมในงานสารท กาละแม ขนมครก และอื่นๆ ซึ่งยังพอมีให้เห็นอยู่จานวนหนึ่ง ใน ปจั จบุ ันส่วนใหญ่ปรบั เปลย่ี นมาเป็นการผลติ เพือ่ ขาย หรอื เปน็ อุตสาหกรรมในครัวเรือน ความรู้เรื่องการปรุงอาหารก็มีอยู่มากมาย แต่ละท้องถ่ินมีรูปแบบ และรสชาติแตกต่างกันไป มมี ากมายนับร้อยนับพันชนิด แม้ในชีวิตประจาวัน จะมีเพียงไม่ก่ีอย่าง แต่โอกาสงานพิธี งาน เลี้ยง งานฉลอง สาคัญ จะมีการจัดเตรียมอาหารอย่างดี และพิถีพิถัน การทามาหากินในประเพณีเดิมนั้น เป็นทั้งศาสตร์และ ศิลป์ การเตรียมอาหาร การจัดขนม และผลไม้ ไม่ได้เป็นเพียงเพ่ือให้รับประทานแล้วอร่อย แต่ให้ได้ความ สวยงาม ทาใหส้ ามารถสัมผัสกับอาหารนั้น ไม่เพยี งแต่ทางปาก และรสชาติของลิ้น แต่ทางตา และทางใจ การ เตรียมอาหารเป็นงานศิลปะ ท่ีปรุงแต่ด้วยความต้ังใจ ใช้เวลา ฝีมือ และความรู้ความสามารถ ชาวบ้าน สมัยกอ่ นส่วนใหญจ่ ะทานาเป็นหลัก เพราะเมอ่ื มขี ้าวแล้ว ก็สบายใจ อยา่ งอนื่ พอหาได้จากธรรมชาติ เสรจ็ หน้า นาก็จะทางานหัตถกรรม การทอผ้า ทาเส่ือ เลี้ยงไหม ทาเครื่องมือ สาหรับจับสัตว์ เคร่ืองมือการเกษตร และ อุปกรณ์ต่างๆ ทจี่ าเป็น หรือเตรยี มพืน้ ที่ เพอ่ื การทานาครั้งต่อไป หัตถกรรมเป็นทรัพย์สิน และมรดกทางภูมิปัญญาที่ยิ่งใหญ่ท่ีสุดอย่างหนึ่งของบรรพบุรุษ เพราะเป็นส่ือที่ถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความเช่ือ และคุณค่าต่างๆ ที่สั่งสมมาแตน่ มนาน ลายผ้า ไหม ผา้ ฝ้าย ฝีมือในการทออยา่ งประณีต รปู แบบเคร่ืองมือ ทสี่ านด้วยไม้ไผ่ และอุปกรณ์ เครือ่ งใช้ไม้สอยต่างๆ เครื่องดนตรี เคร่ืองเล่น ส่ิงเหล่านี้ได้ถูกบรรจงสร้างข้ึนมา เพื่อการใช้สอย การทาบุญ หรือการอุทิศให้ใครคน หน่งึ ไมใ่ ช่เพ่ือการค้าขาย ชาวบา้ นทามาหากนิ เพียงเพือ่ การยังชีพ ไมไ่ ด้ทาเพ่อื ขาย มีการนาผลิตผลสว่ นหน่ึง ไปแลกส่ิงของที่จาเป็น ที่ตนเองไม่มี เช่น นาข้าวไป แลกเกลือ พริก ปลา ไก่ หรือเสื้อผ้า การขายผลิตผลมีแต่ เพียงส่วนน้อย และเม่ือมีความจาเป็นต้องใช้เงิน เพ่ือเสียภาษีให้รัฐ ชาวบ้านนาผลิตผล เช่น ข้าว ไปขายใน เมืองให้กบั พ่อคา้ หรือขายให้กับพ่อค้าท้องถ่ิน เช่น ทางภาคอีสาน เรียกวา่ \"นายฮ้อย\" คนเหล่าน้ีจะนาผลิตผล บางอย่าง เชน่ ขา้ ว ปลาร้า วัว ควาย ไปขายในท่ีไกลๆ ทางภาคเหนือมีพอ่ ค้าววั ตา่ งๆ เปน็ ต้น แม้วา่ ความรู้เร่ืองการค้าขายของคนสมัยก่อน ไมอ่ าจจะนามาใช้ในระบบตลาดเช่นปัจจุบันได้ เพราะสถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แต่การค้าที่มีจริยธรรมของพ่อค้าในอดีต ที่ไม่ได้หวังแต่เพียง กาไร แตค่ านงึ ถงึ การช่วยเหลือ แบ่งปันกันเป็นหลกั ยงั มีคณุ คา่ สาหรบั ปัจจุบัน นอกนั้น ในหลายพน้ื ท่ใี นชนบท ระบบการแลกเปล่ียนส่ิงของยงั มีอยู่ โดยเฉพาะในพื้นท่ียากจน ซึ่งชาวบา้ นไมม่ เี งินสด แตม่ ผี ลติ ผลตา่ งๆ ระบบ การแลกเปลี่ยนไม่ได้ยึดหลักมาตราชั่งวัด หรือการตีราคาของส่ิงของ แต่แลกเปล่ียน โดยการคานึงถึง สถานการณ์ของผู้แลกทั้งสองฝ่าย คนท่ีเอาปลาหรือไก่มาขอแลกข้าว อาจจะได้ข้าวเป็นถัง เพราะเจ้าของข้าว คานึงถึงความจาเปน็ ของครอบครวั เจ้าของไก่ ถ้าหากตีราคาเปน็ เงิน ขา้ วหนึ่งถงั ยอ่ มมคี ่าสูงกว่าไกห่ น่งึ ตวั การอยู่ร่วมกันในสังคม การอยู่ร่วมกันในชุมชนดั้งเดิมน้ัน ส่วนใหญ่จะเป็นญาติพ่ีน้องไม่กี่ตระกูล ซึ่งได้อพยพย้ายถ่ินฐานมา อยู่ หรือสืบทอดบรรพบุรุษจนนับญาติกันได้ทั้งชุมชน มีคนเฒ่าคนแก่ท่ีชาวบ้านเคารพนับถือเป็นผู้นาหน้าที่
ของผู้นา ไม่ใช่การสั่ง แต่เป็นผู้ให้คาแนะนาปรึกษา มีความแม่นยาในกฎระเบียบประเพณีการดาเนินชีวิต ตัดสินไกล่เกล่ีย หากเกิดความขดั แย้ง ช่วยกนั แก้ไขปญั หาต่างๆ ท่ีเกิดข้ึน ปัญหาในชุมชนก็มีไม่น้อย ปัญหาการ ทามาหากิน ฝนแล้ง น้าท่วม โรคระบาด โจรลักวัวควาย เป็นต้น นอกจากน้ัน ยังมีปัญหาความขัดแย้งภายใน ชมุ ชน หรือระหว่างชุมชน การละเมิดกฎหมาย ประเพณี ส่วนใหญ่จะเป็นการ \" ผิดผี\" คือ ผีของบรรพบุรุษ ผู้ ซ่งึ ได้สร้างกฎเกณฑ์ต่างๆ ไว้ เช่น กรณีท่ีชายหนุม่ ถูกเน้ือต้องตัวหญิงสาวทีย่ ังไม่แต่งงาน เป็นต้น หากเกิดการ ผิดผีขึ้นมา ก็ต้องมีพิธีกรรมขอขมา โดยมีคนเฒ่าคนแก่เป็นตัวแทนของบรรพบุรุษ มีการว่ากล่าวส่ังสอน และ ชดเชยการทาผิดนั้น ตามกฎเกณฑ์ท่ีวางไว้ ชาวบ้านอยู่อย่างพึ่งพาอาศัยกัน ยามเจ็บไข้ได้ป่วย ยามเกิด อุบัติเหตุเภทภยั ยามท่ีโจรขโมยวัวควายข้าวของ การชว่ ยเหลือกันทางานท่ีเรียกกันวา่ การลงแขก ทัง้ แรงกาย แรงใจท่มี ีอย่กู ็จะแบง่ ปันช่วยเหลือ เอื้ออาทรกนั การ แลกเปล่ียนส่ิงของ อาหารการกิน และอื่นๆ จึงเกี่ยวข้อง กับวิถีของชุมชน ชาวบ้านช่วยกันเก็บเกี่ยวข้าว สร้างบ้าน หรืองานอ่ืนที่ต้องการคนมากๆ เพ่ือจะได้เสร็จ โดยเร็ว ไม่มีการจา้ ง กรณีตวั อย่างจากการปลูกข้าวของชาวบ้าน ถา้ ปหี น่งึ ชาวนาปลูกข้าวได้ผลดี ผลติ ผลท่ีได้จะใชเ้ พื่อการ บรโิ ภคในครอบครัว ทาบุญท่ีวัด เผ่ือแผใ่ หพ้ ่นี ้องท่ีขาดแคลน แลกของ และเก็บไว้ เผื่อว่าปีหน้าฝนอาจแลง้ น้า อาจทว่ ม ผลิตผล อาจไม่ดีในชมุ ชนตา่ งๆ จะมผี ู้มีความรู้ความสามารถหลากหลาย บางคนเก่งทางการรักษาโรค บางคนทางการเพาะปลูกพืช บางคนทางการเล้ียงสัตว์ บางคนทางด้านดนตรีการละเล่น บางคนเก่งทางด้าน พธิ ีกรรม คนเหล่านี้ต่างก็ใช้ความสามารถ เพื่อประโยชนข์ องชุมชน โดยไม่ถือเป็นอาชพี ท่ีมีค่าตอบแทน อย่าง มากก็มี \"ค่าครู\" แต่เพียงเล็กนอ้ ย ซ่ึงปกติแล้ว เงินจานวนน้นั กใ็ ชส้ าหรับเคร่ืองมอื ประกอบพิธีกรรม หรือ เพ่ือ ทาบุญท่ีวัด มากกว่าท่ีหมอยา หรือบุคคลผู้นั้น จะเก็บไว้ใช้เอง เพราะแท้ท่ีจริงแล้ว \"วิชา\" ที่ครูถ่ายทอดมา ให้แก่ลูกศิษย์ จะต้องนาไปใช้ เพื่อประโยชน์แก่สังคม ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว การตอบแทนจึงไม่ใช่เงิน หรือส่ิงของเสมอไป แต่เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกันโดยวิธีการต่าง ๆ ด้วยวิถีชีวิตเช่นนี้ จึงมีคาถาม เพ่ือเป็น การสอนคนรุ่นหลังว่า ถ้าหากคนหน่ึงจับปลาช่อนตัวใหญ่ได้หนึ่งตัว ทาอย่างไรจึงจะกินได้ท้ังปี คนสมัยน้ี อาจจะบอกว่า ทาปลาเค็ม ปลาร้า หรือเก็บรักษาด้วยวิธีการต่างๆ แต่คาตอบท่ีถูกต้อง คือ แบ่งปันให้พี่น้อง เพือ่ นบา้ น เพราะเมื่อเขาได้ปลา เขาก็จะทากับเราเช่นเดยี วกัน ชีวิตทางสังคมของหม่บู ้าน มีศูนย์กลางอยู่ท่ีวัด กิจกรรมของสว่ นรวม จะทากนั ทว่ี ดั งานบุญประเพณตี ่างๆ ตลอดจนการละเล่นมหรสพ พระสงฆ์เปน็ ผู้นาทางจิตใจ เป็นครูท่สี อนลูกหลานผ้ชู าย ซึ่งไปรบั ใชพ้ ระสงฆ์ หรือ \"บวชเรียน\" ท้ังนีเ้ พราะก่อนน้ียังไม่มี โรงเรยี น วัดจงึ เปน็ ท้งั โรงเรยี น และหอประชมุ เพ่ือกิจกรรมต่างๆ ต่อเมื่อโรงเรียนมขี น้ึ และแยกออกจากวัด บทบาทของวดั และของพระสงฆ์ จงึ เปลยี่ นไป งานบุญประเพณีในชุมชนแต่ก่อนมีอยู่ทุกเดือน ต่อมาก็ลดลงไป หรอื สองสามหมู่บ้านร่วมกันจัด หรือ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน เช่น งานเทศน์มหาชาติ ซ่ึงเป็นงานใหญ่ หมู่บ้านเล็กๆ ไม่อาจจะจัดได้ทุกปี งาน เหล่านี้มที ัง้ ความเช่อื พิธีกรรม และความสนกุ สนาน ซ่ึงชุมชนแสดงออกร่วมกัน
ระบบคณุ คา่ ความเช่ือในกฎเกณฑ์ประเพณี เป็นระเบียบทางสังคมของชุมชนด้ังเดิม ความเช่ือนี้เป็นรากฐานของ ระบบคุณค่าต่างๆ ความกตัญญูรู้คุณต่อพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ความเมตตาเอื้ออาทรต่อผู้อ่ืน ความเคารพต่อส่ิง ศกั ด์สิ ิทธ์ใิ นธรรมชาติรอบตัว และในสากลจักรวาล ความเชื่อ \"ผี\" หรือสิ่งศักด์ิสิทธ์ิในธรรมชาติ เป็นที่มาของการดาเนินชีวิต ท้ังของส่วนบุคคล และของ ชมุ ชน โดยรวมการเคารพในผีปู่ตา หรือผีปู่ย่า ซึ่งเป็นผีประจาหมู่บ้าน ทาให้ชาวบ้านมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน เปน็ ลูกหลานของปู่ตาคนเดียวกัน รกั ษาป่าท่มี ีบ้านเล็กๆ สาหรบั ผี ปลูกอยตู่ ิดหมูบ่ ้าน ผปี ่า ทาให้คนตัดไม้ดว้ ย ความเคารพ ขออนุญาตเลือกตัดตน้ แก่ และปลูกทดแทน ไมท่ งิ้ ส่งิ สกปรกลงแม่นา้ ด้วยความเคารพในแม่คงคา กนิ ข้าวดว้ ยความเคารพ ในแมโ่ พสพ คนโบราณกินขา้ วเสร็จ จะไหว้ข้าว พิธีบายศรีสู่ขวัญ เป็นพิธีร้ือฟื้น กระชับ หรือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน คนจะเดินทางไกล หรือ กลับจากการเดินทาง สมาชิกใหม่ ในชุมชน คนป่วย หรือกาลังฟื้นไข้ คนเหล่าน้ีจะได้รับพิธีสู่ขวัญ เพื่อให้เป็น สริ มิ งคล มคี วามอยู่เยน็ เป็นสขุ นอกนัน้ ยงั มีพธิ ีสบื ชะตาชีวิตของบคุ คล หรือของชุมชน นอกจากพิธีกรรมกับคนแล้ว ยังมีพิธีกรรมกับสัตว์และธรรมชาติ มีพิธีสู่ขวัญข้าว สู่ขวัญควาย สู่ขวัญ เกวียน เป็นการแสดงออกถึงการขอบคุณ การขอขมา พิธีดังกล่าวไม่ได้มีความหมายถึงว่า ส่ิงเหล่าน้ีมจี ิต มีผีใน ตัวมันเอง แต่เป็นการแสดงออก ถึงความสัมพันธ์กับจิตและส่ิงศักด์ิสิทธ์ิ อันเป็นสากลในธรรมชาติท้ังหมด ทา ให้ผู้คนมีความสัมพันธ์อันดีกับทุกสิ่ง คนขับแท็กซี่ในกรุงเทพฯ ที่มาจากหมู่บ้าน ยังซ้ือดอกไม้ แล้วแขวนไว้ที่ กระจกในรถ ไม่ใช่เพ่ือเซ่นไหว้ผีในรถแท็กซ่ี แต่เป็นการราลึกถึงสิ่งศักด์ิสิทธิ์ ใน สากลจักรวาล รวมถึงท่ีสิงอยู่ ในรถคันนั้น ผู้คนสมัยก่อนมีความสานึกในข้อจากัดของตนเอง รู้ว่า มนุษย์มีความอ่อนแอ และเปราะบาง หากไม่รักษาความสัมพันธ์อันดี และไม่คงความสมดุลกับธรรมชาติรอบตัวไว้ เขาคงไม่สามารถมีชีวิตได้อย่าง เป็นสุข และยืนนาน ผู้คนทั่วไปจึงไม่มีความอวดกล้าในความสามารถของตน ไม่ท้าทายธรรมชาติ และสิ่ง ศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ มคี วามออ่ นนอ้ มถ่อมตน และรกั ษากฎระเบียบประเพณีอย่างเคร่งครดั ชีวิตของชาวบ้านในรอบหน่ึงปี จึงมีพิธีกรรมทุกเดือน เพื่อแสดงออกถึงความเชื่อ และความสัมพันธ์ ระหว่างผู้คนในสังคม ระหว่างคนกับธรรมชาติ และระหว่างคนกับส่ิงศักดิ์สิทธ์ิต่างๆ ดังกรณีงานบุญประเพณี ของชาวอีสานท่ีเรียกว่า ฮีตสิบสอง คือ เดือนอ้าย (เดือนท่ีหนึ่ง) บุญเข้ากรรม ให้พระภิกษุเข้าปริวาสกรรม เดือนยี่ (เดือนท่ีสอง) บุญคูณลาน ให้นาข้าวมากองกันท่ีลาน ทาพิธีก่อนนวด เดือนสาม บุญข้าวจ่ี ให้ถวาย ขา้ วจ่ี (ขา้ วเหนียวปั้นชุบไข่ทาเกลือนาไปยา่ งไฟ) เดอื นสี่ บุญพระเวส ให้ฟังเทศน์มหาชาติ คือ เทศน์เรอื่ งพระ เวสสันดรชาดก เดือนห้า บุญสรงน้า หรือบุญสงกรานต์ ให้สรงน้าพระ ผู้เฒ่าผู้แก่ เดือนหก บุญบ้ังไฟ บูชา พญาแถน ตามความเชือ่ เดิม และบุญวสิ าขบชู า ตามความเชอ่ื ของชาวพทุ ธ เดือนเจด็ บุญซาฮะ (บญุ ชาระ) ให้ บนบานพระภูมิเจ้าท่ี เลี้ยงผีปู่ตา เดอื นแปด บญุ เข้าพรรษา เดือนเก้า บุญข้าวประดับดนิ ทาบญุ อุทศิ ส่วนกุศล ให้ญาติพ่ีน้องผูล้ ่วงลับ เดือนสิบ บุญข้าวสาก ทาบุญเช่นเดือนเก้า รวมให้ผไี มม่ ีญาติ (ภาคใตม้ ีพิธีคล้ายกนั คือ งานพิธีเดือนสิบ ทาบุญให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว แบ่งข้าวปลาอาหารส่วนหนึ่งให้แก่ผีไม่มีญาติ พวก เด็กๆ ชอบแยง่ กันเอาของท่แี บ่งใหผ้ ีไมม่ ญี าติหรือเปรต เรยี กว่า \"การชงิ เปรต\") เดอื นสิบเอ็ด บุญออกพรรษา เดือนสบิ สอง บุญกฐิน จดั งานกฐิน และลอยกระทง ภมู ปิ ญั ญาชาวบา้ นในสงั คมปจั จบุ ัน ภูมปิ ัญญาชาวบา้ นได้ก่อเกิด และสืบทอดกนั มาในชมุ ชนหม่บู า้ น เม่ือหมู่บ้านเปล่ียนแปลงไปพร้อมกับสังคมสมัยใหม่ ภูมิปัญญาชาวบ้านก็มีการปรับตัวเช่นเดียวกัน ความรู้
จานวนมากไดส้ ูญหายไป เพราะไม่มีการปฏิบตั ิสืบทอด เช่น การรักษาพน้ื บ้านบางอย่าง การใช้ยาสมนุ ไพรบาง ชนิด เพราะหมอยาที่เก่งๆ ได้เสียชีวิต โดยไม่ได้ถ่ายทอดให้กับคนอื่น หรือถ่ายทอด แต่คนต่อมาไม่ได้ปฏิบัติ เพราะชาวบ้านไม่นิยมเหมือนเมื่อก่อน ใช้ยาสมัยใหม่ และไปหาหมอ ท่ีโรงพยาบาล หรือคลินิก ง่ายกว่า งาน หันตถกรรม ทอผ้า หรือเคร่ืองเงิน เคร่ืองเขิน แม้จะยังเหลืออยู่ไม่น้อย แต่ก็ได้ถูกพัฒนาไปเป็นการค้า ไม่ สามารถรักษาคุณภาพ และฝีมือแบบด้ังเดิมไว้ได้ ในการทามาหากินมีการใช้เทคโนโลยีทันสมัย ใช้รถไถแทน ควาย รถอแี ต๋นแทนเกวยี น การลงแขกทานา และปลูกสร้างบ้านเรือน ก็เกือบจะหมดไป มีการจ้างงานกันมากขึ้น แรงงานก็หา ยากกว่าแต่ก่อน ผู้คนอพยพย้ายถ่ิน บ้างกเ็ ขา้ เมอื ง บา้ งกไ็ ปทางานที่อืน่ ประเพณีงานบญุ ก็เหลือไม่มาก ทาได้ ก็ต่อเมอ่ื ลูกหลานท่จี ากบา้ นไปทางาน กลับมาเยีย่ มบ้านในเทศกาลสาคัญๆ เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ เข้าพรรษา เป็นต้น สังคมสมัยใหม่มีระบบการศึกษาในโรงเรียน มีอนามัย และโรงพยาบาล มโี รงหนัง วทิ ยุ โทรทัศน์ และ เครื่องบันเทิงต่างๆ ทาให้ชีวิตทางสังคมของชุมชนหมู่บ้านเปลี่ยนไป มีตารวจ มีโรงมีศาล มีเจ้าหน้าที่ราชการ ฝ่ายปกครอง ฝา่ ยพัฒนา และอื่นๆ เข้าไปในหมู่บ้าน บทบาทของวัด พระสงฆ์ และคนเฒ่าคนแก่เริ่มลดน้อยลง การทามาหากินก็เปล่ียนจากการทาเพ่ือยังชีพไปเป็นการผลิตเพ่ือการขาย ผู้คนต้องการเงิน เพื่อซ้ือเครื่อง บริโภคต่างๆ ทาให้สิ่งแวดล้อม เปลี่ยนไป ผลิตผลจากป่าก็หมด สถานการณ์เช่นน้ีทาให้ผู้นาการพัฒนาชุมชน หลายคน ท่ีมีบทบาทสาคัญในระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับประเทศ เร่ิมเห็นความสาคัญของภูมิปัญญา ชาวบ้าน หน่วยงานทางภาครัฐ และภาคเอกชน ให้การสนับสนุน และส่งเสริมให้มีการอนุรกั ษ์ ฟื้นฟู ประยุกต์ และค้นคดิ สิ่งใหม่ ความรูใ้ หม่ เพ่ือประโยชน์สุขของสงั คม
ความเป็นมาและความสาคญั ของพืชผักสมนุ ไพรรักษาโรค สมัยโบราณเม่ือเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยคนเราก็ต้องหา วิธีรักษาตนเองและครอบครัวเท่าท่ีจะทาได้ ในช้ัน แรก ได้อาศัยพืชชนิดต่างๆ ตามแต่จะหาได้ นามาใช้เป็นยา ต่อมาเม่ือมคี วามสังเกตและประสบการณ์มากข้ึน จึงสามารถรู้จักใช้ตัวยาเพิ่มขึ้น เช่น สังเกตจากการรักษาตัวของสัตว์ ตลอดจนผลดีผลเสียของยาสมุนไพรท่ีมี ตอ่ สตั วแ์ ละคน เดิมมีการใช้ยาจากพืช โดยไม่มีการดัดแปลงแต่ อย่างใด กล่าวคือ ใช้ทั้งต้นหรือใช้ส่วนของพืชมากิน ทา หรือพอก ต่อมา จึงมีวิวัฒนาการในการใช้ยาสมุนไพร โดยการต้ม การชง การดองด้วยเหล้า การทายาผง ยาเม็ด เก็บไว้ใช้นานๆ ควบคู่กันไปกบั การรู้จักใช้อวัยวะต่างๆ ของสัตว์ และแร่ธาตุมาเป็นยาด้วย ซึ่งเป็นท่ีมา ของ การใชย้ าแผนโบราณในทุกวนั น้ี จากการศึกษาค้นคว้าติดต่อกันเรอ่ื ยมา ทาให้ รู้จกั แก่นยาหรอื ตวั ยาสาคญั จากพืช สตั ว์ และแรธ่ าตุว่า มีหลายชนิด สามารถทาการแยกได้ยาบริสุทธิ์ รู้สูตรโครง สร้าง และสามารถสังเคราะห์ยานั้นได้ รวมทั้ง สังเคราะห์ยาใหม่ได้ด้วย เข้าใจถึงผลของยาท่ีมีต่อร่างกาย และ ปฏิกิริยาของร่างกายที่ มีต่อยา คุณและโทษ ของยาแตล่ ะชนิด ผลดีผลเสียของการใช้ยาหลายอย่างรว่ มกนั การ ออกฤทธ์ิต่อกนั ระหว่างยากับเคร่อื งดืม่ และ อาหารบางชนดิ ฯลฯ นบั เป็นความเจรญิ กา้ วหนา้ ซง่ึ นามาสู่การ ใชย้ าแผนปจั จุบัน พืชสมนุ ไพรพื้นบา้ น พืชสมุนไพร หมายถึง พืชที่ใช้ทาเป็นยารักษาโรค โดยใช้ส่วนต่างของพืชชนิดเดียว หรือหลายชนิด พร้อมกนั พืชสมุนไพรเป็นกลุ่มพืชท่ีอยู่ในความสนใจ และมีผู้ศึกษาทางด้านพฤกษศาสตรพ์ ื้นบ้านมากที่สุด ยา รกั ษาโรคปัจจุบันหลายขนาน ที่ผลิตเป็นอุตสาหกรรม ได้มาจากการศึกษาวิจัย การใช้พชื สมุนไพรพื้นบ้านของ กลุ่มชนพืน้ เมอื ง ตามป่าเขา หรือในชนบท ท่ีไดร้ ับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรษุ ทไี่ ด้สังเกตวา่ พืชใดนามาใช้ บาบัดโรคได้ มีสรรพคุณอย่างไร จากการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ และการทดลองแบบพ้ืนบ้าน ที่ได้ทั้งข้อดี และขอ้ ผิดพลาด พชื สมุนไพรพื้นบ้านในตารับยาไทยมีหลายรอ้ ยชนดิ จะนามากล่าวถึงเป็นตวั อย่างเพียงบางชนิด แยก ตามกลมุ่ พืชที่ใช้บาบัดโรคต่างๆ ดงั น้ี 1. กลุ่มพืชสมนุ ไพรที่ใชแ้ ก้ไข้และขบั ปัสสาวะ เช่น เปลอื กพญาสตั บรรณหรือตีนเป็ด (Alstoniascholaris) เปลือกและใบทุ้งฟ้า (Alstonia macrophylla) ใบหนาด (Blumea balsamifera) ราก เปลอื ก และใบ ขลู่ (Pluchea indica) ใบ เน้อื ไม้ ผล และเมลด็ มะคาไก่ หรอื ประคาไก่ (Drypetes roxburghii) ต้นและรากอ้อเลก็ (Phragmites australis) รากและใบกรงุ เขมา (Cissampelos pareira) เถาบอระเพ็ด (Tinospora crispa) เถาขมน้ิ เครือ (Arcangelisia flava) ราก เหง้า และใบหญา้ คา (Imperata cylindrica) ผลนา้ เตา้ (Legenaria siceraria) 2. กลมุ่ พืชสมุนไพรทใ่ี ช้เป็นยาแกท้ อ้ งเสีย เชน่ เนือ้ ไมส้ เี สยี ดหรอื สเี สียดเหนือ (Acaciacatechu)
ใบและผลมะตมู (Aegle marmelos) เปลือกประด่บู า้ น (Pterocarpus indicus) เหงา้ ไพล (Zingiber purpureum) เหงา้ และรากกระชาย (Boesenbergia rotunda) แก่นฝาง (Caesalpinia sappan) ราก เปลอื ก เนื้อไม้ ใบและดอกแกว้ (Murraya paniculata) เปลือกโมกหลวง (Holarrhena pubescens) 3. กลุ่มพืชสมุนไพรท่ีใชเ้ ป็นยาระบายและขับพยาธิ เช่น ผลดิบมะเกลือ (Diospyros mollis) แก่นไม้มะหาด (Artocarpus lakoocha) เมลด็ เถาเลก็ มือนาง (Quisqualis indica) เมล็ดสะแกนา (Combretum quadran-gulare) เมล็ดแหง้ ฟักทอง (Cucurbita moschata) เนอื้ ในเมลด็ มะขาม (Tamarindus indica) 4. กลมุ่ พืชสมนุ ไพรที่ใช้เป็นยาขบั ลม เช่น เหง้าแกข่ ิง (Zingiber officinale) เหง้าว่านนา้ (Acorus calamus) ผลกระวาน (Amomum krervanh) เหง้าขา่ (Alpinia galanga) ผลพรกิ ไทย (Piper nigrum) ต้นตะไคร้ (Cymbopogon citratus) 5. กล่มุ พืชสมนุ ไพรทใ่ี ช้แก้โรคผิวหนงั เช่น เปลือก ใบ และเมลด็ สารภีทะเลหรือกระทงิ (Calophyllum inophyllum) ใบและเมลด็ ชุมเห็ดไทย (Cassia tora) ใบชุมเห็ดเทศ หรือ ชุมเห็ดใหญ่ (Cassia alata) ใบ ดอกและเมลด็ เทยี นบา้ น (Impatiens balsamina) รากและใบทองพันชงั่ (Rhinacanthus nasutus) เปลอื ก ใบ ดอกและผลโพธิท์ ะเล (Thespesia populnea) ใบและเมลด็ ครามป่า(Tephrosia purpurea) ยางสลดั ไดปา่ (Euphorbia antiquorum) น้ายางสบู่ดา(Jatropha curcas) เมลด็ ทองกวาว (Butea monosperma) เปลือกเถาสะบ้ามอญ (Entada rheedii) เมล็ดกระเบาใหญ่ (Hydnocarpus anthelminthicus) เหง้าข่า (Alpiniaa galanga) หวั หรือกลบี กระเทียม (Allium sativum)
6. กลมุ่ พืชสมุนไพรทใี่ ช้เป็นยาฆา่ แมลงและไลแ่ มลง เช่น รากเถาโลต่ น๊ิ หรือหางไหล (Derris elliptica) ใบและเมล็ดน้อยหน่า (Annona squamosa) รากหนอนตายหยาก (Stemona tuberosa) เมล็ดงา (Sesamun indicum) ผลมะคาดีควายหรือมะซัก (Sapindus rarak) ใบเสม็ด หรือเสมด็ ขาว (Melaleuca cajuputi) ตน้ ขอบชะนาง หรือหญ้าหนอนตาย (Pouzolzia pentandra) เปลอื ก ใบและผลสะเดา(Azadirachta indica) เปลือกกระเจาหรือกระเชา (Holopteleaintegrifolia) ใบสดกว้าว (Haldina cordifolia) การปรุงยาสมนุ ไพร หลักการปรงุ ยา ในการปรุงยาจากสมุนไพร ผูป้ รงุ ยาจาเป็นต้องรหู้ ลกั การปรุงยา 4 ประการคอื 1. เภสัชวัตถุ ผู้ปรุงยาต้องรู้จักชื่อ และลักษณะของเภสัชวัตถุทั้ง 3 จาพวก คือ พืชวัตถุ สัตววัตถุ และธาตุวัตถุ รวมท้ังรูป สี กล่ิน และรสของเภสัชวัตถุน้ันๆ ตัวอย่างเช่น กะเพรา เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก มี 2 ชนิด คือ กะเพราแดง และกะเพราขาว ใบมีกล่ินหอม รสเผ็ดร้อน หลักของการปรุงยาข้อนี้ จาเป็นตอ้ งเรยี นรู้จากของจริง - สามใบตาย หรือมะลิเหลือง (Gelsemium elegans) รากและใบมีพิษร้ายแรง รู้จักกันในหมู่ ชาวเขาทางภาคเหนือ ชาวเขาเผ่ามูเซอร์เรียกว่า นาโง มีผู้ใช้รากของพืชชนิดนี้ ซอยให้ละเอียดเกือบเป็นผง แล้วบรรจุในซากสตั ว์ ท่ีใช้เปน็ เหยื่อล่อเสือ หรือใชเ้ ป็นยาพิษอาบลูกดอกยงิ สตั วใ์ หญ่ เนอ่ื งจากพชื มีพิษรา้ ยแรง เกนิ ไป จงึ ไมใ่ ชใ้ นการเบื่อปลาในแหลง่ นา้ http://kanchanapisek.or.th ผลจนั ทนเ์ ทศ เปลือกใชเ้ ป็นเครอ่ื งเทศ รก (ส่วนสีแดงท่หี มุ้ เมลด็ ) ใช้เปน็ เครื่องเทศและยาขบั ลม 2. สรรพคุณเภสัช ผปู้ รงุ ยาตอ้ งรู้จกั สรรพคุณของยา ซ่งึ สมั พันธ์กับรสของยา หรือสมุนไพรรสของยา เรยี กวา่ รสประธาน แบ่งออกเป็น 2.1 ยารสเย็น ได้แก่ ยาที่ประกอบด้วยใบไม้ที่มีรสไม่เผ็ดร้อน เกสรดอกไม้ สัตตเขา (เขาสัตว์ ๗ ชนิด) เนาวเขีย้ ว (เข้ียว 9 ชนดิ ) และของท่ีเผาเป็นถ่าน ตัวอยา่ งเช่น ยามหานิล ยามหากาฬ เป็นตน้ ยากลุ่มนี้ ใชส้ าหรับรกั ษาโรคหรอื อาการผดิ ปรกติทางเตโชธาตุ (ธาตไุ ฟ)
http://kanchanapisek.or.th ผลสมอไทย ใชเ้ ป็นยาระบาย 2.2 ยารสรอ้ น ได้แก่ ยาท่ีนาเอาเบญจกูล ตรกี ฎกุ หัสคุณ ขิง และข่ามาปรงุ ตวั อย่างเช่น ยาแผน โบราณที่เรียกว่า ยาเหลืองทั้งหลาย ยากลุ่มน้ีใช้สาหรับรักษาโรคและอาการผิดปรกติทางวาโยธาตุ (ธาตุลม) เช่น มะกล่าตาหนู (Abrus precatorius) ไม้เถา เมล็ดมีพิษ กินแล้วถึงตาย เมื่อนาเมล็ด บดละเอียด ผสมนา้ หรือน้ามันมะพรา้ ว ใชพ้ อกทาแก้กลากเกลื้อน และใช้เปน็ ยาฆ่าแมลงได้ดว้ ย 2.3 ยารสสุขมุ ได้แก่ ยาที่ผสมด้วย โกฐ เทยี น กฤษณา กระลาพกั ชะลดู อบเชย ขอน-ดอก และ แกน่ จันทรเ์ ทศ เป็นตน้ ตัวอยา่ งเชน่ ยาหอมท้ังหลาย ยากลุ่มนใ้ี ชร้ กั ษาความผิดปรกตทิ างโลหิต http://kanchanapisek.or.th อบเชย ใชเ้ ปลือกเปน็ เครอ่ื งเทศและยาขับลม นอกจากรสประธานยาดังที่กล่าวนี้ เภสัชวัตถุยังมีรสต่างๆ อีก 9 รสคือ รสฝาด รสหวาน รสเบื่อ เมา รสขม รสมัน รสหอมเย็น รสเค็ม รสเปร้ียว และรสเผ็ดร้อน ในตารายาแผนโบราณบางตาราได้เพิ่มรสจืด อีกรสหนึ่งด้วย รสของเภสัชวัตถุนี้มีความสัมพันธ์กับสรรพคุณในการรักษาโรค เช่น ยารสฝาด มีสรรพคุณใน การรักษาโรคท้องร่วง ยานจี้ ึงไม่ควรใชก้ ับผทู้ ่มี ีอาการทอ้ งผกู 3. คณาเภสชั ผู้ปรงุ ยาตอ้ งรจู้ กั เครื่องยา ทีป่ ระกอบดว้ ยเภสชั วัตถมุ ากกว่า 1 ชนิด ทีน่ ามารวมกนั แลว้ เรียกเป็นช่อื เดยี ว ตวั อยา่ งเชน่ ทเวคันธา หมายถึง เครื่องยาท่ีประกอบ ด้วยเภสชั วตั ถุ 2 ชนิด คอื รากบุนนาค และรากมะทราง
ตรีสุคนธ์ หมายถงึ เครื่องยาท่ปี ระกอบ ด้วยเภสัชวัตถุ 3 ชนิด คือ รากอบเชยเทศ รากอบเชยไทย และรากพิมเสนตน้ ตรีผลา หมายถึง เครื่องยาท่ีประกอบด้วย เภสัชวัตถุ 3 ชนิด คือ ผลสมออพยา (สมอไทย) ผลสมอ พเิ ภก และผลมะขามป้อม จตุกาลธาตุ หมายถึง เคร่อื งยาท่ีประกอบ ด้วยเภสัชวัตถุ 4 ชนิดคือ เหง้าว่านน้า รากเจตมูลเพลิง รากแคแตร และรากนมสวรรค์ เบญจกูล หมายถงึ เครือ่ งยาท่ีประกอบ ด้วยเภสัชวัตถุ 5 ชนดิ รากชา้ พลู เถาสะคา้ น ผลดีปลี เหง้า ขิง และรากเจตมูลเพลงิ สัตตเขา หมายถึง เคร่ืองยาท่ีประกอบ ด้วยเภสัชวัตถุ 7 ชนิด คือ เขาควาย เขาเลียงผา เขากวาง เขาวัว เขากระทิง เขาแพะ และเขาแกะ เนาวเข้ียว หมายถึง เคร่ืองยาที่ประกอบ ด้วยเภสัชวัตถุ 9 ชนิด คือ เขี้ยวสุกร เข้ียวหมี เขี้ยวเสือ เขยี้ วแรด เขยี้ วชา้ ง (งา) เขย้ี วสนุ ัขป่า เขย้ี วปลาพะยูน เข้ยี วจระเข้ และเขย้ี วเลียงผา ทศกุลาผล หมายถึง เครื่องยาที่ประกอบ ด้วยเภสัชวัตถุ 10 ชนิด คือ ผลเร่วท้ังสอง (เรว่ น้อย เร่ว ใหญ่) ผลผักชีทง้ั สอง (ผักชีลา ผักชี ล้อม) ชะเอมทั้งสอง (รากชะเอมเทศ รากชะเอม ไทย) ลาพันทั้งสอง (ราก ลาพนั แดง รากราพนั ขาว) และอบเชยทั้งสอง (เปลอื กอบเชยเทศ เปลือกอบเชยไทย) http://kanchanapisek.or.th อบเชย 4. เภสัชกรรม ผูป้ รงุ ยาตอ้ งรจู้ กั การปรงุ ยา ซงึ่ มสี ง่ิ ทค่ี วรปฏิบัติ คือ 4.1 พิจารณาตัวยาว่าใช้ส่วนไหนของเภสัชวัตถุ เช่น ถ้าเป็นพืชวัตถุ จะใช้ส่วนเปลือก รากหรือ ดอก ใช้สดหรือแห้ง ต้องแปรสภาพก่อนหรือไม่ ตัวอย่างสมุนไพรที่ต้องแปรสภาพก่อน ได้แก่ เมล็ดสลอด เพราะสมนุ ไพรนม้ี ีฤทธแิ์ รง จงึ ต้องแปรสภาพ เพ่ือลดฤทธ์เิ สยี กอ่ น 4.2 ดูขนาดของตัวยา วา่ ใชอ้ ย่างละเท่าไร สาหรบั มาตราทใี่ ช้ในการช่งั ยา มดี งั น้ี
http://kanchanapisek.or.th นอกจากน้ียังมีมาตราโบราณ ซึ่งใชส้ ่วน ต่างๆ ของร่างกาย หรือเมลด็ พืชท่ีเป็นท่ีร้จู ัก คนุ้ เคยมาเป็น ตัวเทียบขนาด เช่น คาว่าองคุลี หมาย ถึงขนาดเท่า 1 ข้อของน้ิวกลาง กล่อมหมายถึง ขนาดเท่ากับเมล็ด มะกลา่ ตาหนู และกลา่ หมายถงึ ขนาดเท่ากับเมลด็ มะกลา่ ตาชา้ ง สาหรับมาตรา ทใี่ ช้มีดังน้ี การปั้นยา ใช้ผงยาสมุนไพร 2 ส่วน ผสมกับน้าผึ้ง หรือน้าเช่ือม 1 ส่วน ตั้งท้ิงไว้ 2-3 ช่ัวโมง เพอื่ ให้ยาปัน้ ไดง้ ่าย ไมต่ ิดมือ ป้ันยาเปน็ ลูกกลมๆ เลก็ ๆ ขนาดเสน้ ผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร เสร็จ แล้วผึง่ แดดจนแหง้ จากน้นั อกี 2 สัปดาห์ ใหน้ ามาผึ่งแดดซ้าอกี ที เพือ่ ป้องกันไมใ่ หเ้ ชอ้ื ราขน้ึ ยา http://kanchanapisek.or.th การปั้นยาเม็ดดว้ ยพมิ พอ์ ัด ยาตาคัน้ เอานา้ กิน การเตรียม นาสมุนไพรสดๆ มาตาให้ละเอียด หรือจนกระท่ังเหลว ถ้าตัวยาแห้งไป ใหเ้ ติมน้า ลงไปจนเหลว นอกจากนย้ี ังมคี าวา่ หยบิ มอื กามือ และ กอบมอื ซึ่งปรากฏในสูตรมาตรา ดังน้ี
http://kanchanapisek.or.th http://kanchanapisek.or.th ในตาราไทยจะใชเ้ ครื่องหมายตนี กาใน การบอกนา้ หนกั ของตวั ยาแตล่ ะชนิดดงั น้ี http://kanchanapisek.or.th
ตัวอย่างเช่น ถา้ เขียนว่า http://kanchanapisek.or.th หมายถงึ ต้องการตัวยานัน้ หนัก 1 ตาลึง 2 บาท 1 สลงึ วธิ กี ารปรงุ ยา ตารายาไทยส่วนใหญก่ ล่าวถงึ วิธีปรุงยาไว้ 24 วิธี แต่บางตาราเพิ่มวธิ ีท่ี 25 คือ วิธีกวนยา ทาเป็นข้ีผึ้ง ปดิ แผลไวด้ ้วย ในจานวนวธิ ปี รงุ ยาเหล่าน้ี มผี ูอ้ ธบิ ายรายละเอยี ดวิธปี รุงทใ่ี ช้บ่อยๆ ไว้ดงั นค้ี อื 1. ยาตม้ การเตรียม ปริมาณท่ีใช้โดยท่ัวไป คือ 1 กามือ เอาสมุนไพรมาขดมัดรวมกันเป็นท่อนกลม ยาว ขนาด 1 ฝ่ามือ กว้างขนาดใช้มือกาได้โดยรอบพอดี ถ้าสมุนไพรน้ันแข็ง นามาขดมัดไม่ได้ ให้ห่ันเป็นท่อนยาว 5-6 นว้ิ ฟุต กว้าง 1/2 น้วิ ฟตุ แลว้ เอามารวมกันให้ไดข้ นาด 1 กามอื การต้ม เทน้าลงไปพอให้น้าท่วมยาเล็กน้อย (ประมาณ 3-4 แก้ว) ถ้าปริมาณยาที่ระบุไว้น้อยมาก เช่น ใช้เพียง 1 หยิบมือ ให้เทน้าลงไป 1 แก้ว (ประมาณ 250 มิลลลิ ิตร) ต้มให้เดือดนาน 10-30 นาที แล้วแต่ วา่ ตอ้ งการให้นา้ ยาเข้มข้น หรือเจอื จาง ยาต้มนต้ี ้องกินในขณะท่ียายังอุน่ ๆ การค้ัน คั้นเอาน้ายาจากสมุนไพรท่ีตาไว้ นั้นมารับประทาน สมุนไพรบางอย่าง เช่น กระทือ กระชายให้นาไปเผาไฟให้สกุ เสยี ก่อนจงึ คอ่ ยตา 2. ยาพอก การเตรียม ใช้สมุนไพรสดตาให้แหลกท่ีสุดให้พอเปียก แต่ไม่ถึงกับเหลว ถ้ายาแห้งให้เติมน้าหรือ เหลา้ โรงลงไป การพอก เม่อื พอกยาแล้ว ต้องคอยหยอดนา้ ให้ยาเปยี กช้ืนอยู่เสมอ เปล่ียนยาวนั ละ 3 ครัง้
http://kanchanapisek.or.th เครือ่ งช่งั 3. ยาชง การเตรียม ปกตใิ ช้สมุนไพรแห้งชง โดยหัน่ ต้นสมุนไพรสดให้เป็นชิ้นเลก็ ๆ บางๆ แล้วผ่ึงแดดให้แห้ง ถ้าต้องการให้ไมม่ กี ลิ่นเหม็นเขียว ให้เอาไปค่ัวเสยี ก่อนจนมกี ล่ินหอม การชง ใช้สมุนไพร 1 ส่วน เตมิ น้าเดอื ดลง ไป 10 ส่วน ปดิ ฝาตั้งทิง้ ไว้ 15 - 20 นาที 4. ยาดอง การเตรียม ปกติใช้สมุนไพรแห้งดอง โดยบดต้นไม้ยาให้แตกพอหยาบๆ ห่อด้วยผ้าขาวบางหลวมๆ เผอื่ ยาพองตัวเวลาอมน้า การดอง เติมเหล้าโรงให้ทว่ มหอ่ ยา ต้ังทงิ้ ไว้ 7 วัน 5. ยาปั้นลูกกลอน การเตรียม หั่นสมุนไพรสดให้เป็นแว่นบางๆ ผึ่งแดดให้แห้ง บดเป็นผงในขณะท่ียายัง ร้อนแดดอยู่ เพราะยาจะกรอบบดไดง้ ่าย เคร่ืองมอื ที่ใชใ้ นการปรงุ ยา ในการปรุงยาไทยจาเปน็ ต้องอาศัยเคร่ืองมอื ตา่ งๆ ดังน้ี คอื 1. เครอื่ งหัน่ ยา เป็นมดี ท่ตี ิดอย่กู บั แทน่ เพื่อสะดวกในการหน่ั สมนุ ไพร http://kanchanapisek.or.th เครื่องหัน่ ยา
2. บุ้งกรางยา ใช้สาหรับขูดสมุนไพรที่แข็ง เช่น แก่นไม้จันทร์ เพ่ือให้สามารถนาไปบดให้ละเอียดได้ ง่ายขน้ึ http://kanchanapisek.or.th การกรางสมนุ ไพรด้วยบุ้ง 3. เครื่องบดยา แต่เดิมใช้ครกตาสมุนไพร ท่ีได้จากการห่ัน หรือการขูดด้วยบุ้ง ต่อมาได้พัฒนาข้ึน โดยใช้เคร่ืองบดยารางยาง ซ่ึงประกอบด้วยรางเหล็ก และลูกกล้ิงกลมขอบคม ลูกกล้ิงจะยึดติดกับคัน โยก ผบู้ ดจะต้องโยกคัน เพอ่ื ใหล้ กู กล้ิงบดสมนุ ไพรจนเปน็ ผง ชาวจีนอาจใช้วิธเี หยยี บคันโยก แตแ่ พทย์ ไทยถือวา่ ยาเปน็ ของสูงจึงไม่ใช้เทา้ ในปจั จุบันเครือ่ งบดยาได้พฒั นาขึน้ เป็นแบบรางกลม และใช้ไฟฟ้า http://kanchanapisek.or.th เครอ่ื งบดยารางกลม 4. ตะแกรงร่อนยา เดิมแพทย์ไทยใช้ไม้ไผ่สาน แต่ต่อมาได้รับอิทธิพลจากชาวจีน จึงทาเป็นตะแกรง รูปกลมมีขอบสงู ประมาณ 2-3 นวิ้ ใชผ้ า้ ขึงท่ีกน้ ขอบทาดว้ ยไมไ้ ผ่
http://kanchanapisek.or.th ตะแกรงร่อนยา 5. หินบดยา แม้ว่าจะนาสมุนไพรไปบดด้วยเคร่ืองบดยาแล้วก็ตาม สมุนไพรท่ีจะนาไปใช้ทายาเม็ด อาจไม่ละเอียดพอ จึงจาเปน็ ตอ้ งนามาบดอีกคร้งั ด้วยหนิ บดยา ซ่ึงประกอบด้วยแท่นหิน และลกู บด ผู้ บดจะจับลูกบดบดไปมาบนตัวยาท่ีวางอยู่บนแท่น นอกจากจะบดให้ละเอียดมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการ ผสมให้ตัวยาหลายชนิดเข้ากันเป็นเน้ือเดียวอีกด้วย หินบดยามีหลายขนาดต้ังแต่ขนาดเล็ก ขนาดพอ รับประทานแต่ละครั้ง จนถึงขนาดใหญ่บดผงจานวนมาก นอกจากน้ีแล้วยังมีหินบดยาสาหรับการ กวาดยา ซง่ึ เป็นแท่นหิน มีลักษณะเป็นแอง่ ต้นื และมปี าก เพ่อื เทยา http://kanchanapisek.or.th หนิ บดยา 6. หินฝนยา เป็นแท่นหิน มีแอ่งอยู่ปลายด้านหนึ่ง เพื่อรองรับตัวยา และน้ายา ใช้สาหรับฝนยาหมู่ เชน่ นวดเขีย้ ว หรือฝนตัวยา เพื่อทานา้ กระสายยา http://kanchanapisek.or.th หนิ ฝนยา
7. โกร่งบดยา ใชบ้ ดยาจานวนนอ้ ย เพอ่ื รบั ประทานแตล่ ะครงั้ http://kanchanapisek.or.th โกร่งบดยา 8. ตะแกรงตากยา เป็นภาชนะทาด้วยไม้ไผ่สาน ต่อมาได้ปรับปรุงเป็นถาดโลหะเคลือบ หรือ อะลูมิเนียม http://kanchanapisek.or.th ตะแกรงตากยา 9. พิมพ์อัดเปียก เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการทายาเม็ด ทาด้วยทองเหลอื ง มีขนาดต่างๆ กัน ใช้สาหรับ ทายาเม็ดที่ใช้น้าในการผสม ถ้ายาเม็ดผสมน้าผึ้งอาจจะใช้รางยา ซึ่งเป็นเคร่ืองมือทายาจีน แทนการ ปั้นเป็นเม็ดด้วยมือ http://kanchanapisek.or.th พิมพ์อดั เปยี ก
วิธเี ก็บเกีย่ วสมุนไพร การปรงุ ยาให้มีคุณภาพนนั้ นอกจากจะตอ้ งรู้หลกั และวธิ ีการปรงุ ยาแล้ว จะตอ้ งรูว้ ธิ ีเก็บเกย่ี วสมนุ ไพร อีกด้วย ตาราแพทย์ไทยจึงได้กาหนดวิธีการเก็บไว้ 4 อย่างคือ เก็บตามฤดู เก็บตามทิศทั้งส่ี เก็บตามวันและ เวลา และเกบ็ ตามยาม และไดอ้ ธบิ ายวิธเี ก็บไว้ ดงั นี้ 1. เกบ็ ตามฤดู มีดงั นี้ 1.1 คิมหันตฤดู (ฤดูรอ้ น) เกบ็ ราก และแกน่ 1.2 วสันตฤดู (ฤดฝู น) เกบ็ ใบ ลกู และดอก 1.3 เหมนั ตฤดู (ฤดหู นาว) เกบ็ เปลือก กระพ้ี และเนื้อไม้ 2. เก็บตามทิศทั้งสี่ ได้แก่ 2.1 วนั อาทิตย์ และวนั อังคาร เก็บ ทางทิศตะวนั ออก 2.2 วันพธุ และวนั ศกุ ร์ เกบ็ ทางทศิ ใต้ 2.3 วนั จันทร์ และวันเสาร์ เกบ็ ทาง ทศิ ตะวันตก 2.4 วันพฤหัสบดี เก็บทางทศิ เหนอื การเกบ็ สมุนไพรตามทศิ นี้ใหถ้ อื ตัวผู้ เกบ็ เก่ยี วเปน็ ศนู ย์กลาง 3. เกบ็ ตามวนั และเวลา 3.1 วนั อาทติ ย์ เช้าเกบ็ ต้น สายเกบ็ ใบ เทย่ี งเก็บราก เยน็ เก็บเปลอื ก 3.2 วันจันทร์ เชา้ เกบ็ ใบ สายเก็บ แก่น เทีย่ งเก็บตน้ เย็นเกบ็ เปลอื ก 3.3 วันอังคาร เช้าเกบ็ ใบ สายเก็บ เปลอื ก เท่ยี งเก็บต้น เย็นเก็บราก 3.4 วนั พุธ เชา้ เกบ็ ราก สายเกบ็ เปลอื ก เทีย่ งเก็บตน้ เย็นเกบ็ แก่น 3.5 วนั พฤหสั บดี เช้าเก็บแก่น สาย เกบ็ ใบ เท่ียงเกบ็ ราก เย็น เกบ็ เปลอื ก 3.6 วันศกุ ร์ เช้าเกบ็ ใบ สายเกบ็ ราก เท่ยี งเก็บเปลือก เยน็ เก็บต้น 3.7 วนั เสาร์ เชา้ เกบ็ ราก สายเกบ็ ตน้ เท่ียงเกบ็ เปลอื ก เย็นเก็บใบ 4. เกบ็ ตามยาม (ยามเปน็ ช่ือสว่ นของวนั ยามหนึ่งมี 3 ชัว่ โมง ยาม 1 เรม่ิ ตั้งแต่ 06.00 น.) 4.1 กลางวัน ยาม 1 เก็บใบ ดอก และลกู ยาม 2 เกบ็ กิง่ และกา้ น ยาม 3 เกบ็ ตน้ เปลือก และแก่น ยาม 4 เกบ็ ราก 4.2 กลางคนื ยาม 1 เก็บราก ยาม 2 เก็บตน้ เปลือก และแกน่ ยาม 3 เกบ็ ก่ิง และก้าน ยาม 4 เก็บใบ ดอก และลกู ประโยชนข์ องการเก็บเกีย่ วตามทต่ี าราแพทย์ไทยได้กล่าวมาแลว้ ขา้ งตน้ น้ี ก็เพือ่ 1) สงวนพนั ธุ์ของสมนุ ไพรไว้มใิ ห้สูญไป โดยไมเ่ ก็บจากบรเิ วณหน่ึงบริเวณใดโดยเฉพาะ 2) ให้ได้ตวั ยาท่มี สี รรพคุณดี เพราะสรรพคุณของตวั ยาขึ้นกบั ดนิ ฟา้ อากาศ
3) ใหไ้ ด้ตวั ยาถูกต้องตามทต่ี าราไดก้ าหนดไว้ จากการวิจัยในปัจจบุ นั พบว่า ปริมาณของสารสาคัญในการออกฤทธิ์รักษาอาการเจ็บปว่ ยทีไ่ ดจ้ ากส่วน ต่างๆ ของสมุนไพรมีมากน้อยแตกต่างกัน ตามระยะของการเจริญเติบโตของพืช การเก็บสมุนไพรให้ได้ สารสาคัญสงู จงึ มีหลักการดังต่อไปนี้ 1) สว่ นของรากและลาตน้ ใต้ดิน ให้เก็บหลังจากตน้ เจรญิ เตบิ โตเต็มทกี่ ่อนจะออกดอก 2) สว่ นของเปลือกต้น ใหเ้ กบ็ ก่อนที่พืชจะเจริญเตบิ โตเตม็ ท่ีกอ่ นทจี่ ะออกดอก 3) ใบและยอด ให้เกบ็ ตอนที่เรม่ิ ออกดอก 4) ดอก ใหเ้ ก็บก่อนทจ่ี ะมกี ารผสมเกสร 5) ผล ให้เกบ็ กอ่ นหรอื หลังผลสุก 6) เมล็ด ให้เกบ็ เมอ่ื เมลด็ แกเ่ ต็มท่ี สมุนไพรบางชนิดจาเป็นต้องผ่ึงให้แห้งก่อนจะเกบ็ ไว้ โดยทว่ั ไปจะใช้วิธผี ึ่งแดด หรอื ผ่ึงใหแ้ หง้ ในร่ม ถ้า จะอบ ไม่ควรใช้ความร้อนเกิน 45 องศาเซลเซียส เพราะอาจทาให้สารสาคัญเสียไป การเก็บควรเก็บในท่ีแห้ง และไม่ให้ถูกแสง เน่ืองจากสารสาคญั อาจถูกทาลายได้ด้วยความช้ืนหรือแสง ในสมัยโบราณมักเกบ็ ไว้ในล้ินชัก หรอื กระปอ๋ งทึบ ซึง่ ป้องกันความชนื้ และแสงได้ กระเจ๊ยี บแดง ศัพทท์ ีใ่ ช้ในการปรงุ ยา ในการปรุงยาผูป้ รงุ ยังจาเป็นต้องรเู้ กี่ยวกับ คาบางคา ได้แก่ 1. ทัง้ ห้า หมายถงึ ตน้ ราก ใบ ดอก และผล 2. ส่วน หมายถงึ สว่ นในการตวง (ปรมิ าตร) ไม่ใช่การชง่ั น้าหนกั 3. กระสายยา หมายถึง ตัวละลายยา เช่นนา้ และนา้ ปูนใส เป็นต้น 4. การสะตุ หมายถงึ การแปรรปู ลักษณะของบางอย่าง เช่น เกลือ สารสม้ หรอื เคร่ืองยาใหเ้ ป็นผง บริสทุ ธ์ิ โดยวิธีทาใหส้ ลายตวั ดว้ ยไฟ เพื่อให้ส่งิ ทไี่ ม่ตอ้ งการ ซ่งึ เป็นมลทนิ ระเหยหมดไป หรือเพ่ือให้ เครอ่ื งยามฤี ทธ์ิออ่ นลง โดยอาจเตมิ สารบางอย่าง เช่น น้ามะนาว นา้ มะลิ เป็นตน้ ท้ังนข้ี ึ้นอยู่กบั เครือ่ ง ยา หรือสมนุ ไพรนัน้ ๆ 5. ประสะ มคี วามหมาย 3 ประการคือ 5.1 การทาความสะอาดตัวยา หรือการลา้ งยา เช่น การทาความสะอาดเหง้าขิง เหงา้ ข่ 5.2 การใช้ปรมิ าณยาหลกั เท่ากับยาทั้งหลาย เชน่ ยาประสะกะเพรา มีกะเพราเป็นหลกั และตัว ยาอื่นๆ อีก 6 ชนดิ การปรงุ จะใช้กะเพรา 6 สว่ น ตัวยาอื่นๆ อยา่ งละ 1 ส่วน รวม 6 ส่วนเท่ากะเพรา
5.3 การทาให้พิษหรือส่งิ ท่ีไมต่ ้องการของตัวยาอ่อนลง โดยทีต่ วั ยาที่ตอ้ งการคงสภาพเดมิ เช่น ประสะมหาหงิ ค์ุ หมายถึงการทาให้กลนิ่ เหม็นของมหาหงิ ค์ุลดลง โดยใชน้ ้าใบกะเพราต้มเดอื ดมาละลาย มหาหิงค์ุ 6. ใบเพสลาด หมายถงึ ใบไม้ที่จวนแก่ กาหนดอายขุ องยา จะเห็นว่าการปรุงยาไทย มักใช้สมุนไพรหลายชนิด และใช้วิธีการต่างๆ ตามความเหมาะสม เพื่อให้ ได้ผลในการรกั ษา และคานงึ ถงึ ความปลอดภยั ไปพรอ้ มกนั จึงกาหนดอายุของยาไวด้ ้วย ดงั น้ี 1. ยาผงทผี่ สมดว้ ยใบไม้ล้วนๆ มอี ายไุ ด้ ประมาณ 3-6 เดือน 2. ยาผงที่ผสมด้วยแก่นไม้ลว้ นๆ มีอายุ ไดร้ ะหวา่ ง 6-8 เดือน 3. ยาผงทผ่ี สมด้วยใบไมแ้ ละแก่นไม้อย่าง ละเทา่ กนั มอี ายุไดป้ ระมาณ 5-6 เดือน แมงลักใชเ้ มล็ดเป็นยาระบาย ใช้ใบเปน็ ยาขบั ลม อายุของยาทีเ่ ปน็ เม็ดเปน็ แท่ง หรือลกู กลอน มกี าหนดอายุไว้ดังน้ี 1. ยาเม็ดท่ผี สมดว้ ยใบไม้ล้วนๆ มอี ายุ ประมาณ 6-8 เดือน 2. ยาเมด็ ท่ีผสมด้วยแก่นไม้ลว้ นๆ มีอายุ ประมาณ 1 ปี 3. ยาเมด็ ทีผ่ สมดว้ ยหัวหรือเหงา้ ของ พชื รวมกบั แกน่ ไม้ มอี ายปุ ระมาณ 1 ปีครึง่ ทั้งยาเม็ดและยาผง ถ้าเก็บรักษาไว้ดี จะมี อายุยืนยาวกว่าท่ีกาหนดไว้ และถ้าเก็บรักษาไม่ดี ก็อาจ เสือ่ มเร็วกว่ากาหนดได้ ข้อควรร้เู กย่ี วกบั การปรงุ ยา 1. ถ้าไมไ่ ด้บอกไว้ว่า ใหใ้ ช้สมุนไพรสดหรอื แห้ง ให้ถอื ว่า ใชส้ มนุ ไพรสด 2. ยาท่ีใช้กินถ้าไมไ่ ด้ระบวุ ธิ ปี รุงไว้ ให้เขา้ ใจวา่ ใช้วิธีต้ม 3. ยาทีใ่ ช้ภายนอกร่างกายถ้าไมไ่ ด้ระบุวธิ ี ปรงุ ไว้ ให้เขา้ ใจว่าใช้วิธีตาพอก 4. ยากิน ใหก้ นิ วนั ละ 3 ครัง้ กอ่ นอาหาร 5. ยาต้ม ให้กินครัง้ ละ 1/2 - 1 แก้ว ยา ดองเหลา้ และยาตาคั้นเอานา้ กินครง้ั ละ 1/2 - 1 ช้อนโต๊ะ ยา ผง กินครั้งละ 1-2 ช้อนชา ยาปั้น ลูกกลอนกินครั้งละ 1-2 เม็ด (ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง1 เซนติเมตร) และยา ชง ใหก้ ินครง้ั ละ 1 แก้ว
การพฒั นาสมนุ ไพรในประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายที่จะส่งเสริมการใช้สมุนไพร เพื่อเสริมสร้างการพึ่งตนเองในด้านยา ทั้งน้ีเน่ืองจากในแต่ละปี ประเทศไทยนายาจากต่างประเทศเข้าเป็นมูลค่าสูงถึงกว่า 50,000 ล้านบาท ซ่ึงเป็น ผลให้ 1. ราคายาสูง จนผู้มีรายได้น้อยไม่สามารถซื้อหายาบางชนิดได้ ราคายานี้นับวันจะสูงข้ึน เพราะไม่มี คู่แข่งภายในประเทศ ผู้ผลิตจึงสามารถตั้งราคาได้ตามใจชอบ และยังเป็นท่ีหว่ันเกรงกันว่า หากประเทศไทย รบั รองสิทธิบตั รยา ราคายาจะย่ิงสูงข้ึนไปอกี 2. สญู เสยี เงนิ ตราต่างประเทศปลี ะมากๆ 3. เสย่ี งตอ่ ภาวะการขาดแคลนยา หากถกู ตัดขาดจากภายนอก เชน่ ในภาวะสงคราม 4. เกิดปัญหาการใชย้ าเกินความจาเป็น และเกดิ อันตรายจากการใชย้ าผิดๆ เน่อื งจากยาที่นาเข้าส่วน ใหญเ่ ปน็ ยาสังเคราะห์ หรอื สารบรสิ ทุ ธิ์ มรี ูปแบบทน่ี า่ ใช้ http://kanchanapisek.or.th ดอกซิงโคนา นอกจากนยี้ ังมปี ัญหาดา้ นอื่นทเี่ ก่ียวข้องกบั ยาคือ 1. การขาดความรูเ้ รอ่ื งยา ประชาชนยงั ขาดความรคู้ วามเข้าใจเร่อื งยา จงึ ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณา ก่อให้เกิดปัญหาสาธารณสุข ท่ีสาคัญตามมาคือ การใช้ยาผิด และอันตรายจากการใช้ยาผิด ซึ่งเกิดข้ึนปีละ มากๆ เชน่ ในกรณีของการใชย้ าแก้ปวด และสเตียรอยด์ เปน็ ตน้ 2. มูลค่าการส่งออกด้านการเกษตรลดลง เน่ืองจากพืชผลหลักได้แก่ ข้าวและข้าวโพดมีราคาตกต่า และจากการท่ีมีคู่แข่งขันมาก ทาให้การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจของประเทศไม่ก้าวหน้าเท่าท่ีควร เม่ือ ประชากรมีรายได้นอ้ ย กาลงั ซือ้ ยากน็ ้อยลงดว้ ย
http://kanchanapisek.or.th รา้ นจาหนา่ ยยาสมนุ ไพร หากปล่อยให้ภาวะการณ์เป็นเช่นน้ีต่อไป ย่อมมีผลกระทบอย่างมากต่อการพัฒนาประเทศ รัฐจึงได้ มองหาลู่ทาง ในการเสรมิ สร้างการพึ่งตนเองในด้านยาข้ึน วิถที างหนึ่งคือ การพยายามใช้ทรัพยากรในประเทศ ใหม้ ากที่สุด ซึง่ ทรพั ยากรในประเทศดา้ นยาทีส่ าคญั คือ \"สมุนไพร\" ประโยชน์ของสมุนไพร เมือ่ พิจารณาประโยชนข์ องสมนุ ไพรในประเทศที่พฒั นาแลว้ จะเห็นว่า สมุนไพรมปี ระโยชนค์ ือ 1. เป็นวัตถุดิบในการผลิตตัวยาสาคัญ เช่น ซิงโคนาใช้ผลิตควินิน ดูบอยเซีย (duboisia) ใช้ผลิตอะ โทรปีน (atropine) เปน็ ตน้ 2. เป็นวัตถุดิบในการผลิตสารต้ังต้นในการสังเคราะห์ยา เช่น พืชสกุลกลอย เป็นวัตถุดิบ ใน การผลิตไดออสเจนิน (diosgenin) ซง่ึ เป็นสารต้งั ตน้ ในการผลติ ยาประเภทสเตียรอยด์ (steroid) หรือน้ามนั พืช เป็นวตั ถดุ ิบในการผลิตบีตาซโิ ตสเตียรอล (beta sitosterol) ซึ่งใช้ผลิตยาสเตียรอยด์ เป็นต้น http://kanchanapisek.or.th ผลิตภัณฑท์ ่มี ีเกสรผ้งึ เป็นส่วนผสม (เกสรผึ้งคือเกสรดอกไม้ทีต่ ดิ มากบั ขาผง้ึ ) 3. เปน็ แบบอย่างในการสงั เคราะห์ยา ยาส่วนใหญ่ที่ใชใ้ นปัจจุบนั มตี ้นกาเนดิ จากธรรมชาติแทบทั้งส้ิน เม่ือค้นพบตัวยาสาคัญจากธรรมชาติแล้ว จึงมีการสังเคราะห์เลียนแบบข้ึน การศึกษาหายาใหม่ๆ จากพืชจึง ยังคงดาเนนิ อย่ตู ่อไป
http://kanchanapisek.or.th นา้ มันพชื ใชเ้ ปน็ วัตถุดบิ ในการผลิตสารตงั้ ตน้ ในการสงั เคราะห์ยาสเตียรอยด์ 4. เป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อบารุงสุขภาพ ในช่วงเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมาน้ี ชาวตะวันตกได้หันมานิยมใช้ ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมากยิ่งข้ึน เน่ืองจากกลัวความเป็นพิษรุนแรงจากยาสังเคราะห์ และสารตกค้างจาก กระบวนการสังเคราะห์ นอกจากนี้ยังเนื่องมาจากความเช่ือท่ีว่า ในพืชและสัตว์ มีระบบการป้องกันตัวเองท่ี คล้ายคลึงกัน เช่น ระบบเอนไซม์ เป็นต้น จึงเชื่อว่าผลิตภัณฑ์จากพืชและสัตว์น่าจะปลอดภัยกับคนด้วย ตัวอย่าง เช่น โสม นมผ้งึ และเกสรผง้ึ เปน็ ต้น จะเห็นว่าแม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็ยังตระหนักถึงคุณค่า และความสาคัญของสมุนไพร สาหรับ ประเทศไทยน้ัน เร่ืองการแพทย์แผนไทย และสมุนไพรได้ถูกละเลยกันไประยะหน่ึง การท่ีจะพัฒนานามาใช้ ใหม่อีกคร้ัง จึงจาเป็นต้องผ่านข้ันตอนต่างๆ สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ จึงได้ตั้งคณะทางาน เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาสมุนไพรในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบบั ที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) โดยได้สรปุ แนวทางที่สาคญั ไว้ 4 ประการ คือ 1. การพัฒนาเพื่อการส่งออก 2. การพฒั นาเพ่ืออุตสาหกรรมยา 2.1 อตุ สาหกรรมยาแผนโบราณ 2.2 อุตสาหกรรมยาแผนปจั จุบัน 3. การพฒั นาเพอ่ื ใชใ้ นการสาธารณสขุ มูลฐาน 4. การพัฒนาเพ่ือยุทธปจั จัย ต่อมาในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 6 คณะกรรมการพัฒนาสมุนไพรได้ พิจารณาเห็นว่า รายชื่อยาท่ีใช้เป็นยุทธปัจจัย สอดคล้องกับรายชื่อยาในอุตสาหกรรมยาแผนปัจจุบัน จึง รวมเข้าเปน็ หวั ขอ้ เดยี วกบั การพัฒนา เพอ่ื อุตสาหกรรมยา โดยท่วั ไปประชาชนไทยมพี ฤตกิ รรมการรักษาอาการเจ็บไขข้ องตนเอง และครอบครวั เปน็ 3 แบบ คือ 1. ใชบ้ ริการจากสถานบริการของรัฐ ซึ่งเป็นการให้บริการในรูปของการแพทย์แผนตะวันตก 2. พ่งึ พาแพทย์พืน้ บา้ น 3. รกั ษาตนเอง จะเห็นได้วา่ การรักษาตนเอง และการพึ่งพาแพทย์พื้นบ้านนั้น ยังมีความสาคัญตอ่ คนไทยเป็นจานวน มาก โดยเฉพาะในชนบทท่ีห่างไกล จากสถานบริการของรัฐ การรักษาตนเองมีข้อดี ที่เป็นการรักษาอาการ เจ็บป่วยเบ้ืองต้น กอ่ นอาการจะกาเรบิ มากข้ึน และเป็นการประหยัดค่าใชจ้ ่าย แต่ก็จะต้องจากัดอยู่เฉพาะโรค
ท่ีสามารถวินิจฉัย และรักษาตนเองได้เท่าน้ัน การส่งเสริมการใช้สมุนไพร จึงจาเป็นต้องพิจารณาขีดความรู้ และความสามารถของประชาชน โดยเฉพาะชาวชนบท เกณฑ์การเลือกใช้สมนุ ไพรเพอ่ื การสาธารณสขุ มลู ฐาน การเลือกสมุนไพรทีจ่ ะพัฒนาไปใช้ในการสาธารณสุขมลู ฐานมีหลักเกณฑท์ จี่ ะตอ้ งยึดถือดงั ต่อไปน้ี 1. เป็นสมุนไพรท่ีใช้รักษาโรค หรืออาการเจ็บป่วยเล็กน้อยที่วินิจฉัยได้เอง เช่น อาการจุกเสียด ทอ้ งผกู ทอ้ งเสีย บาดแผลเล็กนอ้ ย และโรคผวิ หนงั บางชนดิ เปน็ ตน้ 2. เปน็ สมุนไพรทหี่ าง่ายในท้องถน่ิ เพอื่ ประชาชนจะไดม้ ใี ช้เมื่อต้องการ 3. ยาท่ีเตรียมข้ึนจากสมุนไพรต้องเป็นยาท่ีเตรียมได้ง่าย ไม่ต้องใช้ความรู้ เทคโนโลยี หรือความ ชานาญสูง เชน่ เตรยี มโดยวิธีตม้ บด และชง เป็นต้น 4. ยาสมุนไพรน้ันต้องใช้ได้ง่าย หากเป็น สมุนไพรที่กินได้ยาก อาจแข่งขันกับยาแผนปัจจุบันไม่ได้ ตวั อย่างเชน่ สมุนไพรฟ้าทะลายโจร มีรสขมมาก อาจจะต้องปรับปรุงรูปแบบ โดยบรรจุในแคปซูลแทนการชง น้ากิน 5. สมุนไพรน้ันต้องปลอดภัย อย่างนอ้ ยควรต้องมีการตรวจสอบทางพิษวิทยาอย่างเพียงพอ หากไม่มี หรอื มหี ลกั ฐานการตรวจสอบนอ้ ย ก็ควรจะเป็นพืชอาหาร หรือเป็นยาทใ่ี ช้ภายนอก เท่าน้ัน 6. ต้องแนใ่ จวา่ สมุนไพรน้ันให้ผลดี อย่างน้อยควรจะมีหลักฐานทางเภสัชวทิ ยาที่ยนื ยันผลการใช้ และ ถ้าจะให้เป็นท่ียอมรับของบุคลากรสาธารณสุขก็จะต้องมีหลักฐานครบถ้วน ทั้งเภสัชวิทยา พิษวิทยา และการ ทดลองทางคลินกิ ดงั นั้น ขณะนจี้ ึงไดม้ กี ารสง่ เสริมการวิจยั เพ่มิ เติม เพ่ือใหเ้ ปน็ ทยี่ อมรบั ของบคุ ลากรเหลา่ นี้ 7. สมุนไพรที่นามาใช้ต้องถูกชนดิ จงึ จะไดผ้ ลในการรกั ษา ตวั อยา่ งสมุนไพร 1. กระชาย ชื่อพนื้ เมอื ง ไดแ้ ก่ กะแอน ระแอน (เหนือ) ขงิ ทราย (มหาสารคาม จ๊ีปู่ ซีพู (เงี้ยว แม่ฮอ่ งสอน) เป๊า ซอเราะ เป๊าะส่ี (กะเหรี่ยง-แม่ฮอ่ งสอน) ว่านพระอาทิตย์ (กรงเทพฯ) มีชื่อวทิ ยาศาสตร์ว่า โบเซน เบอร์เกีย โร ทนุ ดา (บนิ เนยี ส) แมนสฟิลด์ (Boesenbergia rotunda (Linnaeus) Mansfild) สรรพคณุ และวิธใี ช้ นาเหง้าแห้งประมาณครงึ่ กามือ ตม้ เอาน้าด่ืมแกท้ ้องอืดเฟ้อ 2. กระวาน ช่ือพ้ืนเมือง ได้แก่ กระวานขาว (กลาง) กระวานโพธิสัตว์ กระวานจันทร์ กระวานดา มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า อะโมมุม เครอร์วานห์ปีแอร์ (Amomum Krervanh Pierre) สรรพคุณและวิธีใช้ เอาผลแก่จัด ตากแห้งและบดเป็นผง ใช้ขนาดคร้ังละหน่ึงช้อนชาคร่ึงถึงสาม ชอ้ นชา ชงกบั น้าอุน่ เอานา้ ด่ืม เพื่อรักษาอาการท้องอืด แน่น 3. กระเทยี ม ชื่อพื้นเมือง ได้แก่ หอมเทยี ม (เหนือ) เทียม หัวเทียม (ใต้) มีช่ือวิทยาศาสตรว์ ่าอัลลิอุม ซาติอมุ ลิน เนียส (Allium Sativum Linnaeus) สรรพคณุ และวิธีใช้ 1. นาใบมีดสะอาดขูดผวิ หนังส่วนท่เี ปน็ เกลื้อน และฝานหัวกระเทยี มทาถลู งไป ทาอย่างนีเ้ ช้า-เย็น ตดิ ตอ่ กันประมาณ 10 วัน
2. ฝานหวั กระเทียมทาบรเิ วณที่เปน็ กลาก เช่นเดียวกับข้อ 1 3. ปอกหัวกระเทียมเอาเฉพาะเน้ือใน 5 กลีบ หั่นซอยให้ละเอียด กินหลังอาหารทุกม้ือ สาหรับ รักษาอาการจุกเสียด แนน่ อดื เฟ้อ 4. กะเพรา ช่อื พ้ืนเมือง ไดแ้ ก่ กอมก้อ กอมก้อดง (เชยี งใหม่) กะเพราขาว กะเพราะแดง (กลาง) ห่อกวอซู ห่อ ตุปลู (กะเหร่ียง-แม่ฮ่องสอน) อิ่มคิมหลา (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า โอซิมุม ซังก์ตุม ลินเนียส (Ocimum sanctum Linnae us) สรรพคุณและวิธีใช้ ใช้ใบและยอด 1 กามือ (น้าหนักสดประมาณ 25 กรัม แห้งประมาณ 4 กรัม) ต้มเอาน้าดื่ม สาหรับรักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และปวดท้อง เหมาะสาหรับเด็ก หรือใช้ใบสด ๓ ใบ ผสม เกลือพอสมควร บดใหล้ ะเอียด ละลายในนา้ สุก หรอื น้าผ้ึง หยอดใหเ้ ด็กอ่อนท่ีคลอดได้ราวๆ 2-3 วันกินเป็นยา ขับลม 5. กานพลู ชอื่ พื้นเมือง ได้แก่ จันจี่ มีช่อื วทิ ยาศาสตร์ว่า ยจู ีเนีย คาริโอฟิลลุส (สเปรงเกล) บุลล็อค และแฮอร์ริ สนั (Eugenia caryophyllus (sprengel)Bullock et Harrison) สรรพคณุ และวธิ ใี ช้ 1. ใช้ดอกแห้ง (เป็นส่วนของผลแต่เรียก ทั่วไปว่าดอก) 5-8 ดอก (0.12-0.6 กรัม) ต้มหรือบดเป็น ผงกนิ รกั ษาอาการท้องอืด ท้องเฟอ้ และปวดทอ้ ง 2. ใช้ดอกแห้ง 3 ดอก ทุบแล้วแช่ในน้า เดือด 1 ขวดเหล้า ใช้น้าน้ีชงนมให้เด็กกิน จะช่วยป้องกัน และรักษาอาการท้องขนึ้ ท้องเฟอ้ 3. ใช้ดอกแห้งตาพอแหลกผสมกับเหล้าโรงเล็กน้อยเพียงให้แฉะ แล้วใช้สาลีจ้ิมอุดฟัน ท่ีปวด จะ บรรเทาอาการปวดฟนั 6. กลว้ ยน้าวา้ ช่อื วิทยาศาสตร์ มซู า (เอบีบีกรพุ๊ ) \"น้าว้า\" (Musa (ABB group)\"Nam Wa\") สรรพคุณและวิธีใช้ 1. หน่ั ผลกลว้ ยดิบเปน็ ช้นิ บางๆ ผึง่ แดดใหแ้ ห้ง และบดให้ละเอยี ด จนเป็นแปง้ ใส่ขวดโหลไว้ เวลา ปวดท้องเนื่องจากโรคกระเพาะอาหาร เอาผงกล้วยน้าว้า 1-2 ช้อนโต๊ะ ใส่ลงไปในถ้วย และเติมน้าผึ้งแท้ 1 ช้อนโตะ๊ ผสมและคนให้ทั่ว กนิ วนั ละ 4 ครงั้ กอ่ นอาหารและกอ่ นนอน 2. ใชเ้ น้ือกลว้ ยหา่ มกินสด หรือใช้ผงกล้วยนา้ วา้ ดิบ กินรกั ษาอาการท้องเดนิ 7. ขิง ช่ือพ้ืนเมือง ได้แก่ ขิงแกลง ขิงแดง (จันทบุรี) ขงิ เผอื ก (เชยี งใหม่) สะเอ (กะเหรี่ยง-แมฮ่ ่องสอน) มี ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์วา่ ซงิ จอเบอร์ออฟฟิซนิ าเล รอสโค (Zingiber officinale Roscoe) สรรพคุณและวิธใี ช้ 1. ใช้เหง้าสดขนาดเท่าหัวแม่มือ ทุบให้แตก ต้มเอาน้าดื่ม รักษาอาการท้องอืด จุกเสียด ปวดท้อง และคลนื่ ไส้อาเจียน 2. ฝนเหง้ากับน้ามะนาว ผสมเกลือเล็กน้อย ใช้กวาดคอ หรือจิบบ่อย ๆ ระงับอาการไอและขับ เสมหะ
8. ขม้ิน ชื่อพื้นเมือง ได้แก่ ขม้ินแกง ขมิ้น หยอก ขม้ินหัว (เชียงใหม่) ขมิ้นชัน (กลาง) ข้ีม้ิน (ใต้) ตายอ (กะเหรี่ยง-กาแพงเพชร) สะยอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) มีชื่อวิทยาศาสตร์วา เคอร์คูมา ลองกา ลินเนียส (Curcuma longa Linnaeus) สรรพคณุ และวธิ ใี ช้ 1. นาผงเหงา้ ขม้ินผสมกบั นา้ ฝน คนใหเ้ ข้ากัน ใช้ทาบรเิ วณท่เี ป็นกลากเกล้ือนเชา้ และเยน็ 2. เมอื่ ถกู ยุงกัด จะรู้สึกคัน และมตี มุ่ ขน้ึ บรเิ วณทถ่ี ูกยุงกัด ให้นาเหงา้ ขมิ้นมาขูดเอาเน้ือขม้ินทา บรเิ วณทถ่ี กู กดั จะทาให้หายคัน และตมุ่ จะยบุ หายไป 3. เอาผงเหง้าขมน้ิ มาละลายน้า ใชท้ าบรเิ วณทถ่ี กู ยงุ กดั บ่อยๆ 4. ผสมผงเหง้าขม้ินกับน้าผ้ึง ปั้นเป็นยาลูกกลอน กินคร้ังละ 3 - 5 เม็ด วันละ 4 ครั้ง หลัง อาหาร และกอ่ นนอน เพือ่ รกั ษาอาการท้องอืด เฟ้อ อาหารไมย่ อ่ ย และรักษาแผลในกระเพาะอาหาร 5. นาเหง้าขม้ินขนาดพอสมควรมาล้างให้สะอาด ตาให้ละเอียด ค้ันเอาแต่น้า เจือน้าสุกเท่าตัว กินครั้งละประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3-4 ครั้ง อาจเติมเกลือเล็กน้อย เพ่ือให้กินได้ง่ายข้ึน ใช้รักษาอาการ ทอ้ งร่วง 6. ผสมผงเหง้าขมิ้น 1 ช้อนโต๊ะกับน้ามันมะพร้าว หรือน้ามันหมู 2 - 3 ช้อนโต๊ะ เค่ียวด้วยไฟ อ่อนๆ และคนไปเร่ือยๆ จนน้ามันกลายเป็นสีเหลือง ใช้น้ามันที่ได้ใส่แผล หรือจะใช้ขม้ิน ท่ีล้างให้สะอาดแล้ว มาตาจนละเอยี ด คัน้ เอานา้ ใส่แผลสดก็ได้ 9. ขา่ ชื่อพ้ืนเมือง ได้แก่ กฏกกโรหินี (กลาง) ข่าหยวก ข่าหลวง (เหนือ) เสะเออเคย สะเอเชย (กะเหร่ียง-แม่ฮ่องสอน) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ลัง กูลัส กาลังกา (ลินเนียส) สตุนซ์ ( Languas galanga (Linnaeus) Stuntz) สรรพคุณและวธิ ใี ช้ 1. ใชเ้ หง้าขนาดเท่าหวั แม่มือ (ถ้าเป็นเหงา้ สดจะหนักประมาณ 5 กรัม ถ้าแห้งหนักประมาณ ๒ กรัม) ทุบให้แตก ต้มเอาน้าดมื่ แกท้ อ้ งอดื ทอ้ งเฟอ้ และปวดท้อง 2. เอาเหง้าข่าแก่ๆ มาล้างให้สะอาด ฝานเป็นแว่นบางๆ หรือทุบพอแตก นาไปแช่ในเหล้าโรง ทิ้งค้างคืนไว้ 1 คืน ทาความสะอาดขัดถูผิวหนัง บริเวณที่เป็นกลากหรือเกล้ือนจนแดง และแสบเล็กน้อย แล้ว เอาข่าที่แช่ไว้มาทาบริเวณน้ัน จะรู้สึกแสบๆ เย็นๆ ให้ทาเช้าและเย็น หลังอาบน้าทุกวันติดกันประมาณ 2 สัปดาห์ กลากเกลื้อนจะจางหายไป เมื่อหายแล้วควรทาต่อไปอีก 1 สัปดาห์ และต้มเส้ือผ้าทุกชิ้น เพ่ือให้ หายขาด 10. ขี้เหลก็ ช่ือพ้ืนบ้าน ได้แก่ ขี้เหล็กแก่น (ราชบุรี) ข้ีเหล็กบ้าน (ลาปาง,สุราษฎร์ธานี) ขี้เหล็กหลวง (เหนือ) ข้ีเหล็กใหญ่ (กลาง) ผักจ้ีล้ี (ชาน-แม่ฮ่องสอน) แมะขี้เหละพะโดะ (กะเหร่ียง-แม่ฮ่องสอน) ยะหา (มาเลย์-ปัตตาน)ี มชี อ่ื วิทยาศาสตร์ ว่า คสั เซยี ไซแอเมยี ลามาร์ค (Cassia siamea Lamarck) สรรพคณุ และวธิ ใี ช้ 1. ใชใ้ บขเี้ หล็ก 4-5 กามือ ต้มเอาแต่นา้ ดมื่ ก่อนอาหาร รักษาอาการทอ้ งผูก 2. ใช้ใบแหง้ หนัก 30 กรัม หรือใบสด หนกั 50 กรัม ต้มเอานา้ ด่ืมกอ่ นนอน รกั ษาอาการนอน ไม่หลบั
11. ชมุ เหด็ เทศ ชื่อพ้ืนเมือง ได้แก่ ข้ีคาก ลับมืนหลวง หมากกะลิงเทศ (เหนือ) ชุมเห็ดใหญ่ (กลาง) ตะสีพอ (กะเหรยี่ ง-แม่ฮ่องสอน) มชี ือ่ วทิ ยาศาสตรว์ า่ คสั เซยี อะลาตา ลนิ เนียส (Cassia alata Linnaeus) สรรพคณุ และวิธใี ช้ 1. ใช้ชอ่ ดอก 2-3 ชอ่ ตม้ กินกบั นา้ พริก เพ่อื ระบายทอ้ ง 2. ใช้ใบเพสลาดสด 8-12 ใบ ผ่ึงแดดจนแห้ง แล้วป่นให้เป็นผง ชงกับนา้ เดอื ด รินน้าดื่ม เพ่ือ ระบายท้อง 3. นาใบเพสลาดสดมาตาใหล้ ะเอยี ด ใช้ทาบรเิ วณที่เป็นกลากหรือเป็นสงั คงั 12. ชุมเหด็ ไทย ช่ือพื้นเมือง ได้แก่ ชุมเห็ดควาย ชุมเห็ดนา ชุมเห็ดเล็ก (กลาง) กิเกีย หน่อปะหน่าเหน่อ (กะเหร่ียง-แม่ฮ่องสอน) พรมดาน (สุโขทัย) ลับมืนน้อย (เหนือ) หญ้าลึกลืน (ปราจีนบุรี) มีช่ือวิทยาศาสตร์ว่า คสั เซย ทอรา ลินเนียส (Cassia tora Linnaeus) สรรพคุณและวิธีใช้ ใช้เมล็ดแห้งท่ีคั่วแล้ว 2 - 2 1/2 ช้อนโต๊ะ ต้มหรือชงน้าร้อนดื่ม แก้ อาการทอ้ งผกู 13. ดีปลี ชื่อพ้ืนเมือง ได้แก่ ดีปลีเชือก (ใต้) ประดงข้อ ปานนุ (กลาง) มีช่ือวิทยาศาสตร์ว่า ปีเปอร์ เรโตรฟรกั ตมุ วาหล์ (Piperretrofractum Vahi) สรรพคณุ และวิธใี ช้ ใช้ผลแกแ่ ห้ง 1 กามอื หรือประมาณ 10-15 ดอก ต้มเอาน้าด่มื แกอ้ าการ ท้องอดื ท้องเฟอ้ 14. ตะไคร้ ช่ือพ้ืนเมือง ได้แก่ คาหอม (เง้ียว-แม่ฮ่องสอน) ไคร (ใต้) จะไคร (เหนือ) หัวสิงไค (เขมร- ปราจีนบรุ ี) เซิดเกรย เหลอะเกรย (เขมร-สรุ ินทร์) มีช่ือวิทยาศาสตร์ว่า ซมิ โบโพกอน ซิตราตุส (เดอ แคนโดล) สตปั ฟ์ (Cymbopogon citratus (De Candolle)Stapf) สรรพคุณและวธิ ใี ช้ นาตะไครท้ ั้งตน้ และ รากมา 5 ต้น สบั ใหเ้ ป็นทอ่ น ตม้ กับนา้ 3 สว่ น และ เกลือเล็กน้อย ต้มให้เหลือ 1 ส่วน กินคร้ัง ละ 1 ถ้วยชา วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อน นอน ติดต่อกัน 3 วัน สาหรับรกั ษาอาการปวดทอ้ ง ทอ้ งอืด ท้องเฟ้อ และแน่นจุกเสียดในทอ้ ง 15. น้อยหนา่ ชื่อพ้ืนเมือง ได้แก่ เตียบ (เขมร) น้อยแน่ (ใต้) มะนอแน่ มะแน่ (เหนือ) มะออจ้า มะโอจ่า (เงี้ยว-เหนือ) ลาหนัง (ปัตตานี) หน่อ เกล๊าะแซ (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) หมักเขียบ (ตะวัน- ออกเฉียงเหนือ) มีชื่อ วิทยาศาสตร์วา่ อันโนนา สควอโมซา ลนิ เนยี ส (Annona squamosa Lin- naeus) สรรพคุณและวิธีใช้ นาใบน้อยหน่า 7-8 ใบ หรือเมล็ดมาโขลกให้ละเอียดผสมกับน้า ทาบน ศีรษะ ท้งิ ไว้นาน 1 ชัว่ โมง แลว้ ลา้ งออก และสระผม สาหรับฆา่ เหา และทาให้ไขฝ่ อ่ ควรระวังไมใ่ หเ้ ขา้ ตา 16. บอระเพ็ด ช่ือพื้นเมือง ได้แก่ เครือเขาฮอ จุ่งจิง (เหนือ) เจตมูลหนาม (หนองคาย) ตัวเจตมูลยาน เถาหัวด้วน (สระบุรี) หางหนู (อุบลราช- ธานี สระบุรี) มีช่ือวิทยาศาสตร์ว่า ติโนสปอรา คริสปา (ลินเนียส) มิ แอร์ส เอกซ์ ฮเู กอร์ เอฟ และทอมสนั (Tinospora crispa (Linnaeus) Miers ex Hooker f. et Thomson) สรรพคุณและวิธีใช้ ใช้เถาหรือต้นสด 2 คืบคร่ึง ตาคั้นเอาน้าด่ืม หรือต้มกับน้า โดยใช้น้า 3 สว่ น ต้มเคยี่ วให้เหลือ 1 สว่ น ด่มื ก่อนอาหาร วันละ 2 คร้งั เชา้ และเย็น แก้อาการเบ่ืออาหาร
17. บวั บก ชือ่ พื้นเมือง ได้แก่ ผกั แวน่ (ใต้) ผกั หนอก (เหนือ) ปะหนะเอขาเด๊าะ (กะเหรยี่ ง- แม่ฮ่องสอน) มชี ื่อวิทยาศาสตร์ว่า เซนเตลลา เอเชียตกิ า (ลินเนียส) เออรแ์ บน (Centella asiatica (Linnaeus) Urban) สรรพคุณและวิธีใช้ นาต้นและใบบัวบก มาตาให้ละเอียด ใช้พอกบริเวณที่เป็นแผล จะทาให้ แผลหายสนิทเปน็ เนือ้ เดียวกัน 18. ตาลึง ชื่อพ้ืนเมือง ได้แก่ ผักแคบ (เหนือ) แคเด๊าะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) มีช่ือวิทยาศาสตร์ว่า คอกซิเนยี แกรนดสิ (ลนิ เนียส) วอยจต์ (Coccinia grandis (Linnaeus) Voigt) สรรพคณุ และวธิ ีใช้ ใช้ใบสดตาค้นั เอานา้ ทาแกพ้ ิษแมลงสัตวก์ ัดตอ่ ย 19. ผักบงุ้ ทะเล ช่ือพ้ืนเมือง ได้แก่ ละบูเลาห์ (มลายู-นราธิวาส) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า อิโปโมเอีย เปสคาปรี (ลนิ เนียส) สวตี (Ipomoea pescaprae (Linnaeus) Sweet) สรรพคุณและวธิ ีใช้ ใช้ใบสดโขลกพอก บรเิ วณที่ถกู พิษแมงกะพรนุ ไฟ 20. ฝร่งั ช่อื พ้ืนเมอื ง ได้แก่ จุ่มโป่ (สุราษฎรธ์ านี) ชมพู่ (ปตั ตาน)ี มะก้วย (เชียงใหม)่ มะก้วยกา มะม่ัน (เหนือ) มะกา (แม่ฮ่องสอน) มะจีน (ตาก) ยะมูบเตบนั ยา (มลายู-นราธวิ าส) ยะริง (ละว้า-เชียงใหม่) ยามู ย่ามู (ใต)้ สีดา (นครพนม) มีช่อื วิทยาศาสตร์วา่ ซิดิอมุ กัวจะวา ลนิ เนียส (Psidium guajava Linnaeus) สรรพคณุ และวิธีใช้ 1. นาผลฝร่ังอ่อนๆ มาฝานเอาแต่เปลอื กกับเนื้อท้ิงไป ใส่เกลือเล็กน้อยให้พอกร่อยๆ แลว้ กิน รวมกนั หรือจะใชต้ ้มนา้ ด่ืมก็ได้ สาหรับแกท้ ้องร่วง 2. ถ้าไม่มีผลให้ใช้ใบ ประมาณ 10 ถึง 15 ใบ นามาล้างน้าให้สะอาด แล้วโขลกให้พอแหลก ใสล่ งในนา้ 1 แก้ว นาไปต้มให้เดือด ใสเ่ กลือ ให้พอมรี สกรอ่ ย นาน้าน้นั มาดืม่ ใช้แกท้ อ้ งรว่ ง 21. พญายอ ช่ือพื้นเมือง ได้แก่ พญาปล้องดา (กลาง) ผักมันไก่ ผักล้ินเขียด (เชียงใหม่) พญา ปล้องคา (ลาปาง) พญาปล้องทอง (ทั่วไป) โพะโซจ่ าง (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เสลดพังพอน ตัวเมยี มีชื่อวทิ ยาศาสตร์ว่า ไคลนาคนั ทสุ นตู นั ส์ (เบอรแ์ มน เอฟ) ลินเดา (Clinacanthus nutans (Burman f.) Lindau) สรรพคณุ และวธิ ีใช้ 1. นาใบเพสลาดมาตาให้ละเอยี ด ผสมกบั สรุ า ใชพ้ อกบริเวณท่ีถูกไฟไหม้ หรอื นา้ รอ้ นลวก 2. นาใบเพสลาดมาขยที้ าบรเิ วณท่ีถกู แมลง สตั วก์ ดั ต่อย เพอ่ื ลดอาการอกั เสบ 22. ไพล ช่ือพ้ืนเมือง ได้แก่ ปูลอย ปูเลย (เหนือ) ว่านไฟ (กลาง) มิ้นสะล่าง (เง้ียว-แม่ฮ่องสอน) มีชื่อ วทิ ยาศาสตร์วา่ ซงิ จิเบอร์ คัสซูมูนาร์ รอ็ กซเ์ บริ ก์ (Zingiber cassumunar Roxburgh) สรรพคุณและวิธีใช้ ใช้เหง้าไพลสดหนัก 60 กรัม เกลือเม็ด7 เม็ด การบูรหนัก 15กรัม นามา ผสมกัน แล้วตาให้ละเอียด เติมเหล้าโรง 3-4 ช้อนโต๊ะ คลุกเคล้าให้ท่ัว แล้วนามาห่อ เป็นลูกประคบ เสร็จแล้วนามาผิงบนฝาละมี หรือกะละมัง ต้ังบนไฟให้ร้อน ประคบบริเวณท่ีปวดเม่ือย 3-4 ครั้ง จะช่วยให้ หายเคลด็ ขดั ยอก หรือนาเหงา้ ไพลสดมาฝนทาบริเวณฟกชา้ บวม หรอื เคล็ดขัดยอกก็ได้
23. ฟา้ ทะลายโจร ชื่อพื้นเมือง ได้แก่ ฟ้าทะลาย ยากันงู (หาดใหญ่) คีปังฮี (จีน) น้าลายพังพอน (กลาง) มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า อันโดรกราฟิส พานิคูลาตา (เบอร์แมน เอฟ) นีส (Andrographis paniculata (Burman f.) Nees) สรรพคุณและวธิ ใี ช้ นาใบมาผึ่งใหแ้ ห้งในร่ม บดเป็นผงละเอียด นามาผสมกับนา้ ผึ้ง ปนั้ เปน็ ยา เม็ดลูกกลอนขนาดเทา่ ปลายนวิ้ ก้อย ผึ่งลมให้แห้ง กินคร้ังละ 3-6 เม็ด วันละ 4 ครั้ง หลังอาหาร และก่อนนอน สาหรบั รกั ษาอาการเจ็บคอ 24. มะขามแขก ชื่อวทิ ยาศาสตร์ คสั เซีย อังกุสตโิ ฟเลยี วาหล์ (Cassia angustifolia Vahl) สรรพคุณและวิธใี ช้ 1. ใช้ใบแหง้ 1 - 2 1/2 กามอื ตม้ กับน้า ดื่มเป็นยาระบาย 2. ใช้ฝักอ่อนแห้ง 4-5 ฝัก หั่นให้เป็นฝอย ต้มกับน้า 1-2 ถ้วยชา ให้เดือดประมาณ 15 นาที รินเอาแต่ส่วนใสมาดืม่ เปน็ ยาระบาย (การเก็บมะขามแขก ควรเลือกเก็บฝักทขี่ นาดโตเต็มท่ี แต่เมล็ดยังอ่อนอยู่ ซึ่งเมื่อใช้มือลูบจะรู้สกึ ว่า เมลด็ ยงั ไม่เป็นไต) 25. มะนาว ชื่อพื้นเมือง ได้แก่ โกรยชะม้า (เขมร-สุรินทร์) ปะนอเกล มะนอเกละ มะเน้าด์เล (กะเหร่ียง- แมฮ่ ่องสอน) ปะโหนง่ กลยาน (กะเหร่ยี ง-กาญจนบรุ ี) ส้มมะนาว (ท่ัวไป) ลีมานีปหี ์ (คาบสมทุ รมาเลย์ใต้) หมาก ฟ้า (ชาน-แม่ฮ่องสอน) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ซิตรุส ออรันติโฟเลีย (คริสต์แมนน์) สวิง (Citrus aurantifolia (Christmann) Swing) สรรพคุณและวิธีใช้ ใช้ผลสดคั้นเอาน้ามา ผสมกับเกลือเล็กน้อย ชงกับน้าร้อนด่ืม รักษา อาการไอ และขับเสมหะ 26. มะแวง้ เครอื ช่ือพ้ืนเมือง ได้แก่ แขว้งเคีย (ตาก) มีช่ือวิทยาศาสตร์ ว่า โซลานุม ไตรโลบาตุม ลินเนียส (Solanum trilobatum Linnaeus) สรรพคณุ และวธิ ใี ช้ ใชผ้ ลสด 5-10 ผล โขลกให้พอแหลก ค้ันเอาแตน่ ้า ใสเ่ กลอื เล็กน้อย ใช้จิบ บอ่ ยๆ หรอื จะใช้ผลสด เค้ียวแลว้ กลืนทั้งน้าและเนอ้ื กไ็ ด้ สาหรบั ระงับอาการไอและขบั เสมหะ 27. มะแวง้ ตน้ ชื่อพ้ืนเมือง ไดแ้ ก่ มะแคว้ง มะแคว้งขม มะแควง้ คม มะแคว้งดา (เหนอื ) มะแว้ง (กลาง) แว้ง คม (สุราษฎร์ธานี สงขลา) สะกั้งแค (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) หมากแฮ้งดง (เง้ียว-แม่ฮ่องสอน) มะเขือป่า มีช่ือ วิทยาศาสตร์ วา่ โซลานุม อนิ ดกิ มุ ลนิ เนียส (Solanum indicum Linnaeus) สรรพคุณและวธิ ใี ช้ เชน่ เดยี วกบั สรรพคณุ และวธิ ีใชข้ องมะแว้งเครอื 28. แมงลกั ชื่อพื้นเมือง ได้แก่ ก้อมก้อขาว (เหนือ) มังลกั (กลาง) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า โอซิ มุม บาซิลิกุม ลนิ เนยี ส เอฟ ซติ ราตุม แบค (Ocimum basilicum Linnaeus F.citratum Back) สรรพคณุ และวิธใี ช้ นาเมล็ดมาแช่น้าให้ พองตวั เตม็ ทจี่ นเปน็ วุ้น กินแกท้ ้องผกู 29. เสลดพงั พอน ชื่อพ้ืนเมือง ได้แก่ พิมเสนต้น (กลาง) เซ็กแซเก่ียม ฮวยเฮ๊ียะ แกโต่วเกียง (จีน) ชองระอา (ตราด) มชี ่ือวทิ ยาศาสตรว์ า่ บารเ์ ลอเรยี ลปู ูลินา ลินดล์ ยี ์ (Barleria lupulina Lindley
สรรพคุณและวิธีใช้ นาใบมาโขลก เติมน้าเล็กน้อยพอแฉะ ทาบริเวณท่ีถูกแมลงสัตว์กัดต่อย เพอื่ ลดการอักเสบ 30. วา่ งหางจระเข้ ช่ือพื้นเมือง ได้แก่ หางตะเข้ (กลาง) ว่านไฟไหม้ (เหนือ) มชี ื่อวทิ ยาศาสตร์ว่า อะโลเอ บาร์บา เดนซสิ มลิ ลส์ (Aloe barbadensis Mills) สรรพคณุ และวิธใี ช้ นาใบมาล้างให้สะอาด โดยเฉพาะตรงรอยตัด ต้องลา้ งยางออกให้หมด ปอก เปลือกทางด้านโคง้ ออก โดยระวังไม่ให้มือถูกชิ้นวุ้น ใช้มีดสบั วุ้น และขูดวุ้นออกใส่ถ้วยที่สะอาดไว้ นาน้าเมือก ทีไ่ ดจ้ ากวนุ้ ไปใชท้ ารักษาแผลเรอื้ รัง แผลไฟไหม้ น้ารอ้ นลวก ฝี และแก้พษิ แมลงสตั ว์ กดั ตอ่ ย ใช้วุน้ แปะแผลใน ปาก หรือแผลทร่ี ิมฝีปากบอ่ ยๆ แผลจะหายเรว็ ขึ้น 31. หญา้ หนวดแมว ชื่อพ้ืนเมือง ได้แก่ บางรัก ป่า (ประจวบคีรีขันธ์) อีตู่ดง (เพชรบูรณ์) พยับเมฆ (กรุงเทพฯ) มี ชือ่ วทิ ยาศาสตรว์ า่ ออรโ์ ทไซฟอน อารสิ ตาตสุ (บลองก์) มิเกล (Orthosiphon aristatus (Blanc) Miquel) สรรพคุณและวธิ ีใช้ ใชท้ ้ังต้นและใบ 1 กอบ มอื (ถ้าเปน็ ใบสดหนกั ประมาณ 90-120 กรมั ใบ แห้งหนักประมาณ 40-50 กรัม) ต้มกับน้า ด่ืมคร้ังละ 1 ถ้วยชา (30 มิลลิลิตร) วันละ 3 คร้ังก่อนอาหาร เพ่ือ ขบั ปัสสาวะ ข้อควรระวังในการใชย้ าสมนุ ไพร 1. ไม่ควรใช้ยาสมุนไพรนานเกินความจาเป็น ถ้าใช้ยาสมุนไพรแล้ว 3-5 วันอาการยังไม่ดีขึ้น ควร ปรึกษาแพทย์ ทงั้ น้ีอาจเนอื่ งจากใช้ยาไมถ่ กู กับโรค 2. เมอ่ื ใช้ยาสมนุ ไพรควรสงั เกตอาการผดิ ปกตทิ ่ีอาจเกิดขนึ้ ถ้ามีอาการผดิ ปรกติ ควรรีบปรกึ ษาแพทย์ แผนปัจจุบนั 3. ควรใช้ยาตามหลักการรักษาของแพทย์แผนโบราณอย่างเคร่งครัด เพราะการดัดแปลง เพ่ือความ สะดวกของผใู้ ช้ อาจทาใหเ้ กดิ อนั ตรายได้ 4. อยา่ ใช้ยาเขม้ ขน้ เกินไป เช่น ยาทบ่ี อกว่า ใหต้ ม้ กิน อย่านาไปเคย่ี วจนแห้ง เพราะจะทาให้ยาเข้มข้น เกนิ ไป จนทาใหเ้ กดิ พิษได้ 5. ขนาดทรี่ ะบไุ ว้ในตารับยามักเปน็ ขนาดของผใู้ หญ่ ในเด็กจะตอ้ งลดขนาดลง 6. ควรระวังความสะอาดของสมนุ ไพร สมนุ ไพรท่ซี ้ือมาจากรา้ น บางครั้งอาจเกา่ มาก ถ้าสังเกตเห็นรา หรือแมลงชอนไช ไมค่ วรใช้ ทง้ั นี้เนอื่ งจากสารสาคญั อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปแลว้ ทาให้ใชไ้ มไ่ ดผ้ ล และยังอาจ ได้รับพษิ จากแมลงหรอื เช้ือรานั้นอกี ดว้ ย การนาสมุนไพรมาผลิตเป็นยา มีวิวัฒนาการจากการใช้ในครัวเรือน มาเป็นการผลิตข้ันอุตสาหกรรม เพื่อสนองความต้องการของตลาด ในช่วงแรกของวิวัฒนาการ เป็นการนาสมุนไพรมาทาเป็นยาสาเร็จรูป โดย ไม่ได้มีการแปรรูป หรือมีการแปรรูปแต่เพียงเล็กน้อย ได้แก่ การผลิตยาแผนโบราณตา่ งๆ เช่น ยาหอม ยาดอง เหล้า ยาขม เป็นต้น ซึ่งผู้ผลิตได้ผลิตข้ึน โดยอาศัยตารายาของครอบครัว บางรายผลิตเป็นอุตสาหกรรมใน ครัวเรือน บางรายก็ผลิตเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่เน่ืองจากก่อนหน้าน้ี กฎหมายยาแผนโบราณ มีการ ควบคุมรูปแบบวิธีการผลิต และการใช้สารกันบูด ทาใหย้ าแผนโบราณบรรจเุ สร็จ ไม่สามารถพฒั นารูปแบบให้ น่าใช้ เหมือนยาแผนปัจจุบัน ความนิยมจึงลดลง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ นอกจากนี้แล้ว วัตถุดิบบางชนิดก็หาได้ยากขึ้น เน่ืองจากป่าถูกทาลาย และขาดการเพาะปลูกเพ่ิมเติม วัตถุดิบบางอย่างก็มี ราคาแพงข้ึนมาก ทาให้ผู้ผลิตไม่สามารถผลิต โดยใส่ตัวยาให้ครบตามตารับเดิมได้ คุณภาพของยาจึงลดลง
เป็นผลใหค้ วามนิยมลดลงตามไปด้วย อยา่ งไรกต็ าม ยาแผนโบราณบางตารับ ก็ยงั เป็นทีน่ ยิ มอยู่ในปจั จบุ ัน เช่น ยาหอม ยาขม ยาเหล่าน้ีได้มีการพัฒนารูปแบบ โดยทาเป็นยาเม็ดบ้าง เป็นสารสกัดบ้าง จึงยังคงรักษาความ นิยมอยู่ได้ ขณะนี้ รัฐบาลได้เล็งเห็นความสาคัญ และได้เข้าไปช่วยเหลือ เพ่ือยกมาตรฐานการผลิต ตลอดจน แกไ้ ขกฎหมายท่ีเป็นอุปสรรค ยาแผนโบราณบางขนานที่กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศเป็นยาสามัญประจาบ้าน ได้แก่ ยามหานิล แท่งทอง ยาเทพมงคล ยาเขียวหอม ยาประสะกะเพรา ยาเหลืองปิดสมุทร ยาอัมฤควาที ยาประสะมะแว้ง ยา ตรีหอม ยาจนั ทลีลา ยาประสะจันทน์แดง ยาหอมอินทจักร์ ยาหอมนวโกฐ ยาวิสัมพญาใหญ่ ยาประสะไพล ยา ธาตุบรรจบ และยาประสะกานพลู สมุนไพรนอกจากจะมีบทบาทในอุตสาหกรรมยาแผนโบราณแล้ว ยังมบี ทบาทในอุตสาหกรรมยาแผน ปัจจุบันอีกด้วย เดิมทียาต่างๆ ล้วนได้มาจากธรรมชาติทั้งส้ิน โดยอาจได้มาจาก พืช สัตว์ หรือแร่ธาตุก็ได้ ใน เวลาต่อมา ยาเหล่าน้ีจึงถูกแทนที่ด้วยยาสังเคราะห์ อย่างไรกต็ าม ยงั มสี มุนไพรบางชนิด ท่ียงั คงใช้เป็นวัตถุดิบ สาหรับการผลิตยาแผนปัจจุบนั อยู่ เชน่ ซงิ โคนาใช้ผลติ ควินิน ซ่ึงใช้เป็นยารักษามาลาเรยี แพงพวยฝร่งั ใช้ผลิต วงิ ครสิ ทนี (vincristine) และวินบลาสทีน (vinblastine) ซ่ึงใชร้ ักษามะเร็งของเม็ดโลหิต เป็นต้น สมุนไพรบาง ชนิด แมจ้ ะไม่ใช้ผลิตยาโดยตรง แต่กเ็ ปน็ วัตถุดิบในการผลิตสารตั้งต้นในการสงั เคราะห์ยา เช่น น้ามันพืช เป็น วัตถุดบิ ในการผลิตบีตาซโิ ตสเตยี รอล ซง่ึ ใช้สงั เคราะห์ฮอร์โมน และยาตา้ นการอกั เสบ เป็นต้น สารจากสมนุ ไพร บางชนิดก็เป็นต้นแบบ ในการสังเคราะห์ยาใหม่ๆ เช่น โคเคนจากใบโคคา เป็นต้นแบบในการสังเคราะห์ยาชา เฉพาะที่ตา่ งๆ เป็นต้น ความสาคัญของสมุนไพรตามที่กล่าวมาขา้ งต้นนี้ มกั จะถูกคนท่ัวไปลืม เนื่องจาก สารที่ สกัดได้ มีรูปแบบเช่นเดียวกับยาสังเคราะห์ จึงมักทาให้เข้าใจกันว่า เป็นยาสังเคราะห์ท้ังเนื่องจากสมุนไพรยังมี บทบาทในอุตสาหกรรมยาดังกล่าว จึงยังมีการซ้ือขายสมุนไพรกันในตลาดโลก ประเทศไทยมีการส่งออก สมนุ ไพรหลายชนิด แตเ่ ป็นการส่งออกสมุนไพรท่เี ก็บจากธรรมชาติ ซ่ึงมีจานวนจากัด จึงทาให้ไม่สามารถขยาย ตลาดได้ รฐั บาลจึงได้เล็งเหน็ ความสาคญั ของการส่งเสริมให้มกี ารเพาะปลกู พืชสมนุ ไพรขึ้น แตก่ ารจะเพาะปลูก พืชสมุนไพรให้มีคุณภาพนั้น จาเป็นต้องมีเทคโนโลยีที่เหมาะสม ดังน้ันในช่วงของแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และ สังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 จึงไดก้ าหนดให้มีการศึกษาวจิ ยั เพื่อหาวิธีการท่เี หมาะสมในการเพาะปลูก พืชสมุนไพร 12 ชนิด คือ เร่ว กระวาน กานพลู ดีปลี พริกไทย พลู มะขามแขก จันทน์เทศ ชะเอมเทศ เทียนเกล็ดหอย ดองดึง และขม้ิน รวมท้ัง มีการศึกษาหาลู่ทางในการขยายตลาดของพืชสมนุ ไพรเหลา่ น้ีออกไป โดยคาดหวังว่า จะสามารถสง่ พืชสมุนไพรออกไปจาหน่ายในต่างประเทศได้มากยิ่งข้นึ จากที่กลา่ วมาแล้วท้งั หมดน้ี จะเห็นได้ว่า สมุนไพรเป็นทรัพยากรทีส่ าคญั ย่ิงของชาติ ท่ปี ู่ย่าตายายของ เรา ได้ใช้รักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วย มานานหลายช่ัวคน จนนับได้ว่า สมุนไพร และการรักษาโรคแบบพ้ืนบ้าน ของเรานั้น เป็นเอกลกั ษณ์อย่างหนงึ่ ของคนไทย ซง่ึ สมควรท่ีจะอนุรักษ์ไว้ และสรา้ งค่านิยมให้เกิดขึ้นกับอนุชน รุ่นหลงั ต่อไป แต่การสรา้ งค่านยิ มให้กับประชาชน และเยาวชน จะสาเรจ็ ได้หรือไมน่ ั้น ขึ้นอยกู่ ับการศึกษา และ พฒั นาสมุนไพรให้มมี าตรฐาน เป็นที่เชื่อถือ มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคอย่างแท้จริง มีรูปแบบสาหรับการ ใช้ท่ีเป็นทยี่ อมรับ ปลอดภัย และราคาถูก จงึ จะสามารถโน้มน้าวให้ประชาชนยอมรับยาสมนุ ไพร และสามารถ ทดแทนการใชย้ าแผนปจั จุบันบางชนดิ ทีต่ อ้ งนาเข้ามาจากต่างประเทศได้ ขณะน้ีรัฐบาลได้กาหนดเป็นนโยบาย ของชาติ ให้มีการเร่งรัดการพัฒนาสมุนไพร ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง และส่งเสริมให้มีการใช้เป็นยาอย่าง แพร่หลาย ทั้งในสถานบริการของรัฐ และในงานสาธารณสุขมูลฐาน อุตสาหกรรมยาแผนโบราณ ตลอดจน อุตสาหกรรมยาแผนปัจจุบัน รวมท้ัง ส่งเสริมให้มีการส่งออกสมุนไพรหลายชนิด ซึ่งผลการสารวจพบว่า สมุนไพรบางชนิดสูญพันธ์ หรือขาดแคลนไปเป็นจานวนมาก เน่ืองจากป่าไม้ถูกทาลาย ทาให้ไม่สามารถหา
สมุนไพรที่มีคุณภาพได้เพียงพอ และสมุนไพรท่ีหาได้ก็ยังมีราคาแพงอีกด้วย การอนุรักษ์สมุนไพร การปลูก และการกระจายพันธ์สุ มุนไพร จึงจาเปน็ จะต้องสนบั สนนุ และส่งเสรมิ ใหเ้ กดิ ข้ึนโดยเรว็ ท่ีสดุ การศกึ ษาภมู ิปัญญาท้องถน่ิ ด้านพชื ผักสมนุ ไพรรักษาโรค จากนางบังอร คามา นกั เรียนผสู้ ูงอายุโรงเรยี น ผู้สงู อายุเทศบาลเมืองวังนา้ เย็น อาเภอวังนา้ เย็น จังหวัดสระแก้ว ทาให้ได้เรียนรู้เข้าใจวถิ ีชีวติ คา่ นยิ ม ความเชอื่ การถ่ายทอดภมู ิปัญญาพืชผกั สมุนไพรรักษาโรค ไดร้ บั การถ่ายทอดจากร่นุ สูร่ ุ่น ที่ปยู่ ่าตายายของ เรา ได้ใชส้ มุนไพรรักษาอาการเจ็บไขไ้ ดป้ ่วย มานานหลายช่วั คน จนนับไดว้ ่า สมนุ ไพร และการรักษาโรคแบบ พ้นื บา้ นเปน็ เอกลกั ษณ์อยา่ งหนง่ึ ของคนไทย ซึง่ สมควรท่ีจะอนุรักษ์ไว้ ซึง่ สมนุ ไพรมีอยู่ท่ัวไปตามบรเิ วณบา้ น และป่า ขึน้ ตามธรรมชาติและปลูกเอง ไมต่ ้องซื้อหา
ประวตั ผิ ้ถู ่ายทอดภูมิปัญญา ชอ่ื : นางบังอร คามา เกดิ : เกิด 28 กรกฎาคม 2492 ภมู ิลาเนา : อาเภอโคกสาโรง จงั หวดั ลพบรุ ี ทอี่ ยู่ปัจจุบัน: บ้านเลขที่ 2084 หมู่ท่ี ๑ ตาบลวงั นา้ เย็น อาเภอวังนา้ เยน็ จังหวัดสระแก้ว สถานภาพ : แต่งงานกับนายพนู คามา มบี ตุ ร 1 คน 1. นางสาวสพุ ตั รา คามา ปจั จุบนั ประกอบอาชีพ : เกษตรกรรม ประวตั ผิ ้เู รียบเรยี งภูมปิ ัญญาศึกษา ชือ่ : นางสาวรัชดา แถมกระโทก เกิด : อายุ 31 ปี ภูมิลาเนา : อาเภอประโคนชัย จังหวดั บุรีรมั ย์ ท่ีอยู่ปจั จุบัน: 7 หมู่ 2 ต.วงั นา้ เยน็ อ.วังน้าเย็น จ.สระแกว้ สถานภาพ : โสด การศึกษา ปริญญาตรี มหาวิทยาลยั ราชภฏั บุรีรมั ย์ ปัจจบุ ันประกอบอาชพี : ขา้ ราชการครู โรงเรยี นเทศบาลมติ รสมั พนั ธว์ ิทยา สงั กดั เทศบาลเมืองวงั น้าเย็น
ภาคผนวก - ประวัตผิ ู้จัดทาภูมิปัญญาศึกษา - ภาพประกอบ
ภาพประกอบการจดั ทาภูมิปญั ญาศึกษา เรือ่ ง พืชผกั สมนุ ไพรรักษาโรค
ภาพประกอบการจดั ทาภูมิปัญญาศกึ ษา เรื่องพชื ผักสมนุ ไพรรกั ษาโรค นางบงั อร คามา ผ้ถู า่ ยทอดภมู ปิ ัญญาศึกษา
ภาพประกอบการจัดทาภูมิปัญญาศกึ ษา เรอ่ื ง พืชผกั สมุนไพรรกั ษาโรค ประชุมรบั ฟงั แนวทางการจดั ทาภูมปิ ัญญาศึกษาจากผอู้ านวยการโรงเรียนผู้สูงอายเุ ทศบาลเมือง วงั น้าเยน็ และผู้อานวยการโรงเรียนเทศบาลมิตรสมั พนั ธว์ ทิ ยา
ภาพประกอบการจดั ทาภูมิปัญญาศึกษา เรื่อง พชื ผกั สมนุ ไพรรักษาโรค ประชุมรับฟงั การจดั ทารูปเล่มและองค์ประกอบต่างๆ รวมถึงการเก็บขอ้ มูลภมู ิปัญญาศึกษา โดยรองผอู้ านวยการฝา่ ยวิชาการโรงเรียนเทศบาลมิตรสมั พันธว์ ิทยา
ภาพประกอบการจัดทาภูมิปัญญาศกึ ษา เรอ่ื ง พืชผักสมนุ ไพรรกั ษาโรค ลงพื้นทเ่ี พอ่ื สมั ภาษณ์ และเก็บขอ้ มูลเบื้องตน้ จากภมู ิปัญญาศึกษา นางบงั อร คามา ทบี่ ้านเลขท่ี 2084 หมู่ 1 ต.วังนา้ เย็น อ. วังน้าเย็น จ. สระแกว้
ภาพประกอบการจดั ทาภูมิปัญญาศกึ ษา เรื่อง พชื ผกั สมุนไพรรักษาโรค ลงพน้ื ที่เพื่อสมั ภาษณ์ และเก็บขอ้ มลู ด้านวสั ดุอปุ กรณ์ และศึกษาข้ันตอนการปลูกพืชผัก สมนุ ไพร จากภมู ิปญั ญาศึกษา นางบงั อร คามา ที่บ้านเลขที่ 2084 หมู่ 1 ต.วังน้าเย็น อ. วังน้าเย็น จ. สระแก้ว
Search