Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore PJeffry.Kusalobai

PJeffry.Kusalobai

Published by ชมรมกัลยาณธรรม, 2021-04-07 08:07:27

Description: PJeffry.Kusalobai

Search

Read the Text Version

51 กระทบเรา แตไ่ ม่กระทบ เพราะเราไมไ่ ดส้ ร้างอะไรทเ่ี ขาจะปะทะได้ เรารกั ษา อารมณ์ของเราไว้ตา่ งหาก กเ็ หมอื นกบั ว่า ใจของเรากล็ ลู่ ม น่ที ี่ ถา้ เรามีสมาธิ จะทำใหช้ วี ิตประจำวันของเราง่ายขนึ้ มา ไมต่ อ้ งเป็นทาส ของอารมณ์ของคนอ่นื เขา ที่เรยี กเปน็ ทาสของอารมณเ์ ขาเพราะอะไร เพราะเรา จะไปกนิ อารมณ์ เขาพูดอะไรเรากเ็ ก็บเอามากนิ ดเี ราก็เก็บมากนิ เสียเรากเ็ ก็บมา กิน เหมือนเขาคายอาหารแลว้ เราเกบ็ มากิน มนั ก็นา่ ขายหนา้ ท่ีเราจะหวังความสุข จากคำพูดของคนอ่นื เราเอาความสุขจากภายในของเรา จากความดีของเราดีกวา่ นน่ั นะคอื ความสุขท่แี นน่ อน เรากผ็ ลิตอาหารของเราเอง ไดอ้ าหารคือศลี อาหาร คือสมาธิ อาหารคอื ปัญญา นเ่ี รารกั ษาจติ ใจของเราไดใ้ ห้มีกำลงั ฉะน้นั อย่าไปถือวา่ ทพี่ ระองค์สอนน้ัน เป็นส่งิ ท่ีเหลือวสิ ัย บางอยา่ งมนั ก็ยาก อยู่แตใ่ หค้ ดิ ถึงวา่ ความทกุ ขท์ ัง้ หลายทเ่ี ราจะตอ้ งประสบถ้าไมป่ ฏิบัติจะยากแค่ ไหน ท่านบอกวา่ คนที่ไดด้ วงตาเหน็ ธรรมแลว้ ความทุกข์ทยี่ งั เหลอื อยู่ก็เหมอื นกับ ดนิ ทต่ี ดิ อยใู่ ต้เลบ็ สว่ นความทกุ ข์ท่ีละไปแลว้ นน่ั เหมอื นดินของแผ่นดินท้ังหมด แล้วจะวา่ อะไรยาก อะไรงา่ ย การอยู่ตามธรรมดาเหมือนปถุ ุชนเรานัน่ แหละยาก แสนยาก มแี ตเ่ รอื่ งทรมานใจทัง้ น้ันแหละ ขนาดของดีๆ กก็ ลบั เปน็ เรอื่ งทรมานใจ ไดท้ ง้ั น้นั แตถ่ า้ หากว่าเราหาความสขุ ในทางธรรม ปฏิบัตจิ นพสิ จู น์ไดว้ ่า ท่พี ระองคส์ อน เรือ่ งอมตธรรมมีจรงิ ถึงจะยากอยู่แตว่ า่ ผลนั้นกเ็ ป็นสขุ แสนสุข จะเอาอะไรในโลก นเ้ี ทียบไมไ่ ด้ ท่านบอกวา่ ขนาดสมบัตขิ องพระเจ้าจักรพรรดยิ ังเทยี บไมต่ ิด ทท่ี ่านพดู อยา่ งนจ้ี ริงไหม ถา้ เราไมร่ ู้กล็ องทดลองปฏบิ ตั ใิ ห้มันถึง นีเ่ รยี กวา่ ปฏบิ ตั ิธรรมสมควรแก่ธรรม น่นั แหละเปน็ การแสดงความเคารพท่ีแท้จรงิ ต่อ พระองค์ และยงั ทำประโยชน์ให้ตัวเราเองใหม้ ากท่สี ุดด้วย ฉะน้ัน ลองพิจารณาดู ธรรมทพี่ ดู มาน้ี อันไหนที่เราพอจะปฏิบตั ไิ ด้ เรากท็ ำ ขนาดทวี่ า่ ปฏบิ ตั ิไม่ไหวก็ ลองทำกแ็ ล้วกนั ไมม่ เี สยี หาย

52 อัตตา กับ อนตั ตา ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๗ จุดประสงค์ในการภาวนา คือเพอื่ ให้ใจของเราพน้ ทกุ ข์ การพ้นทุกขน์ ้นั ทา่ น เรยี กวา่ วมิ ตุ ิ ถึงขั้นที่ไม่มอี ะไรปรุงแตง่ ไมม่ ีปจั จัย ไมม่ เี หตไุ ม่มผี ล เป็นสิง่ ท่ีนอก เหตเุ หนือผล แต่วา่ การปฏิบัติใหถ้ ึงนั้นตอ้ งมเี หตตุ ้องมผี ลตอ้ งมีปจั จยั ปรงุ แตง่ เพราะเป็นเรอื่ งสังขาร มรรคทเ่ี ราปฏิบัตนิ เ้ี ปน็ เร่อื งของสังขาร นพิ พานนั้นเป็น วิ สังขาร ทนี เ้ี ราจะใช้นพิ พานไปถงึ นิพพานก็ไมไ่ ด้ ต้องใช้สงั ขาร หมายความว่า ต้องมอี ุบายใชส้ ่งิ ที่ในข้นั สดุ ท้ายตอ้ งปลอ่ ยวาง พระพุทธเจา้ มคี วามแยบคายใน การใช้สิ่งทีธ่ รรมดาๆ ในชีวติ จิตใจของเราให้สรา้ งเป็นมรรคขนึ้ มา อยา่ งเช่นลมหายใจ นี่เปน็ อาการของกาย ถา้ เราปฏบิ ัตถิ งึ ทสี่ ุดแล้วก็ตอ้ งปล่อย กาย แต่ในระหวา่ งน้ีเราต้องอยกู่ ับกายกอ่ นกำหนดลมเข้าลมออก ให้สนใจให้มาก ทส่ี ดุ ในเร่อื งของลม แลว้ ไม่ตอ้ งคอยเหลยี วดูว่ามันจะถงึ ไหนเมอื่ ไหร่ เราก็อย่ตู รง นี้ ไมต่ อ้ งไปไหน ยิ่งเราอยู่ตรงนีต้ รงน้ีแหละ มนั จะกลายเป็นมรรคข้ึนมา อีกอยา่ งหนงึ่ เม่อื ถงึ ท่ีสดุ แลว้ เรอ่ื งศลี เรอ่ื งขอ้ ปฏบิ ัติทกุ อย่างตอ้ งปลอ่ ยวาง ทัง้ หมด แต่วา่ ในระหวา่ งทางน้ีกต็ ้องเจรญิ เรียกว่าต้องยึดบางสิง่ บางอยา่ งไว้ ท่าน เทยี บเหมือนเราขา้ มแมน่ ้ำ ต้องมเี รอื แพ พอไปถงึ ฝง่ั นนู้ เรอื แพนั้นไม่ตอ้ งไปถืออีก แล้ว ไม่ตอ้ งไปแบก ไม่ตอ้ งไปหาม ไมต่ อ้ งไปทูนอกี แล้ว วางไว้ตรงทรี่ ิมแมน่ ้ำและ เดนิ ตอ่ ไปได้ แต่ในระหว่างที่เรากำลังขา้ มแมน่ ำ้ อย่นู ้ัน อยา่ ไปปล่อยวาง ตอ้ งยดึ ไว้ให้ดี ไมอ่ ยา่ งนน้ั เราจะจมนำ้ ตาย เพราะฉะนัน้ ตอ้ งเขา้ ใจในคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า แตล่ ะข้อๆ เปน็ อบุ าย ท้ังนนั้ อยา่ งเชน่ ท่านสอนเร่อื งอัตตากับอนัตตา บางครัง้ ท่านจะสอนว่าต้องเอาตน เป็นที่พ่ึงของตน ต้องใชต้ นเตอื นตนเอง ตนของตนตอ้ งอบรมตนเอง แตท่ า่ นก็ใช้ คำวา่ อนัตตาเหมอื นกัน ก็หมายความวา่ อยา่ งไร ก็เปน็ อุบายวา่ ส่ิงที่ควรจะยดึ ใน ระหว่างนี้ ถ้าจะเทยี บอกี อย่างหนึ่ง คอื อยา่ งหลวงป่ชู าเคยพูดไว้ว่า ตอนเรา กลับมาจากตลาด กำลงั ถอื กล้วยอยู่ในมอื มคี นมาทักว่า อา้ ว จะเอากลว้ ยไปทำ อะไร จะเอาไปกนิ แลว้ จะกินเปลอื กดว้ ยไหม เปล่า

53 อา้ วถ้าไม่กินเปลือก ทำไมถือเปลอื กด้วย แล้วเราจะตอบดว้ ยอะไร วธิ ีตอบก็ต้องใชป้ ัญญานะ กบ็ อกวา่ ถา้ เราไมถ่ อื เปลือกกลว้ ยจะเละ พอกลบั ไป ถึงบา้ นถึงเวลาทจ่ี ะกินกค็ อ่ ยปอกเปลือกทง้ิ แล้วกินแตเ่ น้อื ใน การปฏบิ ตั ขิ องเรากเ็ ชน่ เดียวกัน เวลาถอื เรอ่ื งอตั ตาต้องอบรมอัตตาของเราให้ ดี ให้เป็นอตั ตาที่ถกู ต้อง ท่รี ับผิดชอบ ส่วนอัตตาทีเ่ ปน็ อกุศลน้นั ให้ปลอ่ ยวาง เพราะคำว่าอตั ตาท่ีพระพุทธเจา้ ให้เราใชอ้ ยู่เปน็ กรรมชนดิ หนงึ่ ในขนั้ ปรมัตถจ์ ะ ถามวา่ อตั ตามีหรอื ไมม่ ี ทา่ นไม่เคยตอบ เคยมคี นมาถามพระองคว์ า่ อัตตามหี รอื พระองคก์ เ็ งยี บ ไม่พดู ไมม่ ีหรอื กไ็ ม่พูด คนนน้ั ไมพ่ อใจก็ลกุ หนไี ป พระอานนทเ์ ขา้ ไปทลู ถามวา่ ทำไมพระองค์ไมไ่ ด้ตอบ ท่านบอกวา่ ถา้ ตอบว่า มี กจ็ ะสนับสนุนความเห็นผดิ ถา้ บอกวา่ ไมม่ ี ก็จะสนบั สนนุ ความเห็นผดิ เชน่ กนั ทางท่ีถูกต้อง เราตอ้ งพยายามดเู วลามอี ตั ตา อะไรจะเกิดขึน้ มา คอื เปน็ กรรม ชนดิ หนึ่ง ใจของเราปรุงแตง่ ขน้ึ มา พระองค์ให้เราถามตวั เองว่า ปรุงดีหรือปรุงไม่ ดี ในข้ันแรกเวลาปฏบิ ัติ ต้องรวู้ า่ คนอื่นปฏิบตั แิ ทนเราไมไ่ ด้ เราต้องทำเอง ถ้าเรา รักตวั เอง สงสารตัวเอง เราก็ตอ้ งปฏิบตั ิ นี่กต็ อ้ งใช้ตัวเองตวั ตนท่ีถูกต้อง ซึ่งท่าน แยกออกเปน็ สองอยา่ ง อยา่ งทห่ี นึ่งเป็นตัวตนฝา่ ยรบั ทอี่ ยากไดค้ วามสขุ ท่ีจะเป็น ผู้รับความสุขจากการปฏบิ ัติของเรา ถา้ เราสงสารตัวเองเราก็ตอ้ งเป็นผมู้ คี วามไม่ ประมาทในการปฏบิ ัติ ถ้าเกิดประมาทขึ้นมา ใครจะทุกข์ เราน่ีแหละทกุ ข์ ทเ่ี รา คิดแบบนี้ กเ็ พือ่ เป็นการกระตุน้ การปฏบิ ตั ิของเรา อกี อย่างหนงึ่ เป็นตัวตนฝา่ ยทำ เราตอ้ งคิดวา่ เราสามารถทีจ่ ะทำได้ อยา่ ไป นอ้ ยเนอื้ ตำ่ ใจว่าเราไมม่ วี าสนาบารมี อะไรๆ กท็ ำไมไ่ ด้ ความคิดแบบนเ้ี ปน็ การ ทำลายตวั เองนนั่ แหละ เปน็ ตัวตนทีไ่ มถ่ ูก ส่วนตวั ตนทถ่ี ูกน้นั ต้องคิดวา่ คนอืน่ เขา ทำได้ เขากม็ นษุ ย์ เรากม็ นษุ ย์ เรานา่ จะทำได้ น่ที ่านเรยี กว่า อตั ตาธิปไตย เอาตน เป็นใหญ่ เอาตนเปน็ ทพ่ี งึ่ เพราะฉะนน้ั พยายามอบรมตวั ตนท้ังสองอยา่ ง คือฝา่ ย รบั และฝา่ ยทำ ใหถ้ ูกตอ้ ง เพื่อกระต้นุ การปฏบิ ัติของเรา

54 สว่ นตัวตนทอ่ี ยากจะไปทำอย่างอ่นื อันน้ันตอ้ งปลอ่ ยวาง ตรงนีเ้ ราก็ใชอ้ นตั ตา ให้ถามตัวเองวา่ ความคดิ ที่จะมาทำลายตัวเอง ความคิดท่ีจะทำความชวั่ เราจะ เอามันทำไม ความคิดอนั น้ันตอ้ งปลอ่ ยวาง อยา่ ไปถอื วา่ เปน็ เราหรอื เปน็ ของของ เรา คอื หมายความวา่ ความคิดอะไรทผี่ ุดขึ้นในจิตใจของเราไม่จำเปน็ ทจ่ี ะต้องถือ ว่าเป็นของเรา หรือวา่ เราเป็นผูค้ ิด หรอื มคี วามรสู้ กึ แบบนนั้ ใหถ้ ือว่าเปน็ ความคิด ความรสู้ กึ ทเ่ี กดิ ขึ้นตั้งอยู่แลว้ กด็ บั ไปเทา่ นนั้ เอง เหมอื นกับวา่ มีคณะกรรมการอยู่ ในจติ ใจของเรา บางฝา่ ยเปน็ ผูท้ สี่ ุจรติ บางฝา่ ยทจุ ริต มนั โกหก มนั จะทำลาย คณะกรรมการทัง้ หมด ทีนีท้ เ่ี ขาเสนอเร่ืองนน้ั เรอ่ื งนเ้ี รากถ็ ือวา่ เราเปน็ ผวู้ ินิจฉัย ถ้าวินจิ ฉัยแล้วเห็นว่าเปน็ เรื่องทไี่ ม่ดี เรากว็ างซะ ไมเ่ อา น่ีเรียกว่าใช้คำวา่ อัตตาใหถ้ ูก เปน็ กรรมที่ดี เปน็ ส่วนหนง่ึ ของมรรคทท่ี า่ น เรียกว่า โลกยิ สัมมาทฏิ ฐิ ความเหน็ ถกู ตอ้ งท่ีจะเป็นไปเพ่อื การเกิดดคี ตดิ ีท้งั ใน ชาติปัจจบุ ันและชาตติ อ่ ไป เปน็ ตวั ตนนีแ่ หละทจ่ี ะกระตุ้นใหเ้ รารักษาศลี เจรญิ ภาวนาทำสมาธขิ ึ้นมา เราอยากจะไดค้ วามสุขเพราะเรามีความมีตวั ตนนแี่ หละ ขณะทำสมาธเิ ราตอ้ งรักษาตวั ตนใหด้ ี สว่ นตวั ตนที่เมื่อทำแลว้ ถกู แลว้ เกดิ หย่งิ ขึ้นมาวา่ เราดีกวา่ คนอนื่ ทีเ่ ขาไม่ปฏบิ ัติ ไอ้ตัวตนแบบนอี้ ยา่ เอา เพราะเปน็ ตัวตน ท่ีจะทำลายสมาธิอยู่ในตัว ถ้าเราจะปฏบิ ตั ใิ หถ้ งึ ข้ันโลกุตระเราตอ้ งหันมาดวู า่ ใจท่ี เปน็ สมาธนิ ี่ ดีทสี่ ดุ ไหม ถ้ายังไมด่ ที ่ีสุดเพราะมันยงั มีปัจจัยปรงุ แตง่ ทำอยา่ งไรถงึ จะให้เลยจากน่ันไป เวลาเราทำสมาธิแล้วรสู้ กึ ว่าใจกับอารมณ์ของเราเปน็ อันหน่ึงอันเดียวกนั มัน จะเป็นเราไปหมดเลย นเ้ี ป็นตัวตนท่ีดี แตว่ า่ สักวนั หนึ่งกต็ ้องรจู้ กั ปลอ่ ยวาง เหมือนกัน ตอนนนั้ แหละถึงจะเอาอนตั ตาออกมาใช้เต็มท่ีแลว้ พยายามแยกดวู า่ ใจท่ีเป็นสมาธิน่ีมรี ปู มีเวทนา มสี ญั ญา มสี งั ขาร มวี ิญญาณ คอื มีขันธ์ ๕ เปน็ สว่ นประกอบ ทนี ้ี ถา้ เรายดึ ไว้กเ็ ป็นทกุ ข์ ถงึ จะเป็นทกุ ขล์ ะเอยี ดกเ็ ปน็ ทกุ ข์อยู่ ถึง จะเปน็ สงั ขารทีด่ ีแตม่ นั ยงั ทกุ ขอ์ ยู่ เราจะเลยจากสังขารก็ต้องรู้จกั ปลอ่ ยวาง ปล่อยวางท้งั สมาธิดว้ ยทัง้ ปัญญาด้วย รอบหมดเลย ตอนนน้ั นะ่ เราจะพจิ ารณา อนตั ตาเพอ่ื ให้วางทุกสิ่งทกุ อยา่ ง พอมาถงึ ผลของการปฏบิ ัตินนั้ คำวา่ อตั ตากไ็ มม่ ี คำวา่ อนตั ตาก็ไมม่ ี เพราะทง้ั สองฝา่ ยเปน็ อุบาย เป็นกรรมชนิดหนงึ่ ท่ีเรารจู้ กั ใชใ้ นทางท่ีถูก เพราะฉะนัน้ ใครจะ มาถามวา่ พระพทุ ธศาสนาสอนเรอ่ื งตัวตนมีหรอื ไม่มี กต็ ้องตอบวา่ พระองคไ์ ม่ ตอบ ใหห้ ันมาพจิ ารณาดูใจทสี่ ร้างตัวตนข้นึ มาวา่ น่สี ร้างดหี รอื สรา้ งไม่ดี สร้าง

55 ในทางทจ่ี ะชว่ ยขอ้ ปฏิบตั ขิ องเราก็สร้างไปเถอะ ถ้าสร้างในทางทีจ่ ะทำลาย ก็ ปล่อยวาง จนกระทงั่ หนทางของเรา มรรคของเรา สมบูรณ์ทกุ อย่าง ตวั ตนน่ี แหละทที่ า่ นเรยี กวา่ เป็น ภพ ชนดิ หนง่ึ ก็วางได้ ภพก็เกิดจากใจทต่ี อ้ งการ ความสขุ ทีน้เี ม่ือเราถงึ ความสขุ ทส่ี ุดแล้ว อุบายอะไรๆ ไมต่ อ้ งใช้ คำวา่ ตนไมต่ อ้ ง สรา้ งขนึ้ มาอีก สว่ นอนตั ตาไมต่ ้องใชแ้ ลว้ เพราะไมม่ อี ะไรอกี ท่ีจะตอ้ งปล่อยวาง เราปลอ่ ยวางหมดแลว้ เรยี กว่าใช้อบุ ายของอตั ตาใหถ้ ึงท่ีสุด ใชอ้ ุบายของอนัตตา ไปถึงท่สี ดุ พอถึงทส่ี ุดแลว้ มนั เลยอบุ ายไป น่เี รยี กว่าใช้สังขารใหไ้ ปถงึ วสิ ังขาร ใชด้ ว้ ยความแยบคาย ใชด้ ว้ ยความ รอบคอบ นน่ั แหละวิธที ปี่ ฏบิ ตั เิ ร่ืองตวั ตน ปฏิบัติกบั อตั ตากับอนัตตาทถ่ี กู ต้องท่ี ได้ผลเป็นทพี่ งึ พอใจ เพราะเรือ่ งทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองคส์ อนไวก้ เ็ พอ่ื ให้ใจของ เราพน้ จากทกุ ข์ ใหเ้ กดิ วริ าคะคอื ไมฝ่ กั ใฝ่ทจ่ี ะไปสรา้ งอะไรตอ่ ไปอีก เราจึงจะได้ ถงึ สง่ิ ที่ไม่ตอ้ งสรา้ งอะไรขน้ึ มา เราจะถอื วา่ ท่านจะใหเ้ รายึดในอตั ตาหรอื ยึดใน อนัตตานน้ั ก็ไมถ่ กู ทา่ นเทยี บเหมือนกับเคร่อื งมอื เราจะไปไหนเราจะยึดเครือ่ งมอื ของเราไป เรา กโ็ ง่ ไม่ใชเ่ ราจะใชต้ ลอดเวลา เรามงี านอะไรทจ่ี ะตอ้ งใช้คอ้ นเรากเ็ อาคอ้ นออกมา เวลาท่จี ะต้องใช้เลอ่ื ยเรากเ็ อาเล่ือยออกมา เวลาท่จี ะต้องใชก้ ระทะเราก็ใชก้ ระทะ แลว้ แต่เราจะทำอะไร จะสรา้ งอะไรขึ้นมา พองานเสร็จแลว้ เรากว็ าง ถา้ เป็นงานที่ ทำอาหาร เราปรุงอาหารเสรจ็ แล้ว เรอื่ งเครือ่ งมอื ในครัวไมต่ อ้ งถอื ไปถึงโตะ๊ เอา เฉพาะอาหารไปทโ่ี ตะ๊ เราจะได้เสวยรสอรอ่ ยทเ่ี ราทำขนึ้ มา นี่ อตั ตากป็ ลอ่ ยวาง อนตั ตาก็ปลอ่ ยวาง อยา่ งหลวงปสู่ วุ ัจน์เคยพูดไว้ วา่ พอไป ถึงความสขุ ทส่ี ุดนัน่ จะไม่สนใจหรอกวา่ จะมตี ัวตนหรอื ไม่มีตัวตน เพราะไม่เป็น ปญั หาแล้ว คือความสุขนนั้ เหลือล้น ไม่ขาดตกบกพร่องอะไรสกั อยา่ ง ถา้ เราใช้ เครือ่ งมือของเราใหถ้ กู ตอ้ งเราจะได้รับความสุขตามทเี่ ราตอ้ งการ เพราะฉะนนั้ ในส่งิ ทคี่ วรจะถอื เราตอ้ งรู้จกั เวลา รู้จักกาลเทศะ เวลาควรถือ เรากถ็ ือไว้ เวลาควรปลอ่ ยเราก็ปล่อยไป นเ่ี ป็นลกั ษณะของผูม้ ปี ญั ญา

56 กรรมปจั จุบัน ๙ สงิ หาคม ๒๕๕๗ ใจของเราเหมอื นคณะกรรมการ มหี ลายความคดิ หลายความเห็น ฉะนน้ั ตอ้ ง ร้จู ักแยกออกว่า กรรมการคนไหนพอฟงั ได้ กรรมการคนไหนควรจะให้อยนู่ อก กำแพง ทนี่ ้ขี ้อสำคัญมีอยวู่ ่า เราตอ้ งเขา้ ใจเรื่องกรรมในจติ ใจของเรา สว่ นมากเรา จะเขา้ ใจไปว่า กรรมเป็นการกระทำทางกายและวาจา แต่กรรมในการน่ังภาวนาน้ี ก็เป็นกรรมชนิดหนึง่ เป็นกรรมที่ดี เราต้งั ใจวา่ จะมาอบรมจติ ใจของเราให้มี คณุ ธรรมขึ้นมา น่นั แหละกรรมการคนนั้นเป็นคนดี เรากพ็ ยายามสง่ เสรมิ พอความคิดน้เี กดิ ขึน้ มาเราพยายามรักษาไว้ นเี่ ปน็ กรรมใหม่ท่เี ราทำใน ปัจจบุ นั กรรมใหมน่ แี้ หละสำคญั กวา่ กรรมเกา่ คือกรรมเกา่ น้นั บางทอี ะไรจะผดุ ขน้ึ มาในจิตใจของเรา ทผ่ี ดุ ขึน้ มาเฉยๆ นัน่ แหละกรรมเก่า ก็ถอื ว่าเปน็ ธรรมดาวา่ ตอ้ งมีดบี า้ งไม่ดีบา้ ง แตว่ ่ากรรมใหมใ่ นปจั จุบันน้ีเราจะเลือกความคดิ อนั ไหนทเ่ี รา จะสง่ เสริม ความคดิ อันไหนท่เี ราจะไม่เกย่ี วข้อง นส่ี ำคญั มาก ต้องเลอื กใหด้ ี ในขณะท่ีจะทำสมาธิ ฝา่ ยไหนทอี่ ยากจะอยกู่ ับลม ฝา่ ยไหนทจี่ ะสร้างสติ สร้าง สัมปชญั ญะของเรา เราสง่ เสรมิ ฝา่ ยนนั้ ส่วนฝา่ ยอน่ื อยา่ ไปสง่ เสรมิ มนั ถ้ามันกผ็ ุด ข้ึนมาตามธรรมดาของมนั ก็ปลอ่ ยมนั ไป ถา้ เราไมใ่ หม้ นั มีอาหาร มนั จะไมม่ อี ะไรที่ จะอยไู่ ด้ เด๋ยี วมันจะดับ แตถ่ า้ มันเกดิ ข้ึนบ่อยๆ แสดงว่ามันไมใ่ ชธ่ รรมดาแลว้ ลองเลือกดูในเวลานี้ ในขณะนี้ใจของเราเข้มแข็งพอที่จะตอ่ ส้กู บั มันได้ไหม ถ้ายงั ไมเ่ ขม้ แขง็ พอกใ็ หล้ ะ มันไป ปล่อยมนั ไป อย่าไปสนใจมนั เหมอื นเราจะฝึกมวย เราจะไปชงิ แชมปโ์ ลก แต่สภาพร่างกายยงั ไม่ไหว ก็อย่าไปคิดท่จี ะชงิ แชมปเ์ ลย ใหต้ ่อส้กู บั ส่ิงทเ่ี ราพอจะ ตอ่ ส้ไู ด้ และพยายามฝกึ ให้รา่ งกายเขม้ แข็งขน้ึ มา มกี ำลังขึ้นมา มีช้ันเชงิ จากน้นั คอ่ ยๆ ตอ่ สูก้ บั คู่ตอ่ สทู้ เ่ี กง่ กว่า คอ่ ยเลื่อนขึ้นๆ แต่อันไหนท่ีเรายังไม่พรอ้ มกป็ ลอ่ ย ไว้กอ่ น เราจะรไู้ ด้อยา่ งไรวา่ มันพร้อมหรอื ไม่พรอ้ ม ก็พยายามแหย่ดูก็แล้วกัน กิเลส บางตวั ท่โี ผล่ข้ึนมา พอเราตงั้ ใจจะดูมนั มันก็หายเงียบไป เหมอื นโจรผู้รา้ ย ถา้ เขา เหน็ วา่ เราเผลอสติเปดิ ประตูหนา้ ตา่ งไว้ นน่ั เขาจะเข้ามา แตถ่ า้ เราระวังตัว เขาจะ หายไปเลย ไมใ่ หเ้ หน็ หน้า เราก็พยายามแหย่มนั ไป เหมือนมสี ัตวอ์ ยู่ในรู ถ้าเรานง่ั

57 ดูเฉยๆ มันจะไมอ่ อกจากรู เพราะมันรวู้ า่ เราอยตู่ รงนัน้ พอเราเผลอน่ันแหละมนั จะออกอีก ทเ่ี ราจะใหม้ ันออกตอนที่เรามสี ติ เราต้องเอาอะไรไปแหย่ ท่านจึงสอนใหเ้ ราอบรมจติ ใจในสงิ่ ที่ใจไมย่ นิ ดี เชน่ เราบอกวา่ เราจะน่งั อยตู่ รง นีจ้ นกวา่ มนั จะโผลอ่ อกมา เรานัง่ อยนู่ ่ันแหละ ไมไ่ ปไหน พอกิเลสบอกวา่ มันจะ ปวดมันจะเมอื่ ยอะไร ฉนั จะนั่งอย่ตู รงนแ้ี หละ และจะดูจนกว่ามนั จะออกอีกที หนงึ่ บางทอี าจจะไม่ใช่กิเลสตวั นนั้ แตก่ เิ ลสตัวอื่นจะออกมา กิเลสขีเ้ กยี จออกมา เราก็ส้กู ับอนั นัน้ กอ่ นกแ็ ลว้ กัน หรอื เราจ้เี ข้าไป มันบอกว่าเราจะทำภาวนาน้นั เป็น เรอ่ื งยากลำบาก อา้ ว ทำไมจึงยาก มันจะเงยี บไปอีก ก็ถามอย่นู ่นั แหละ ถาม อกี ๆๆ จนมนั ตอ้ งตอบซกั คำหนึง่ เมอื่ มนั ตอบแลว้ เรากพ็ ยายามพจิ ารณา มนั หลอกเราอกี รึ หรอื มนั มอี ะไร จเี้ ขา้ ไป นน่ั อยา่ งหน่งึ อกี อย่างหน่ึง กถ็ ามมันวา่ มเี หตุมีผลอะไรบา้ ง ถา้ มีเหตุมผี ลที่นา่ ฟังฉนั จะทำ ตามนะ มันจะชเ้ี หตชุ ี้ผลของมนั เราก็คอยฟงั ดู กเิ ลสไมใ่ ช่วา่ เขาไมม่ เี หตุผลนะ เขาก็มีเหตผุ ลของเขา เช่น ความโกรธเกดิ ขึน้ มา ความเคอื งใจเกิดขึน้ มา ให้ถาม ตวั เองว่า ทำไมเราจึงชอบโกรธ เร่ิมแรกเราจะบอกวา่ ฉันไม่ชอบหรอก อ้าว ถ้าไม่ ชอบ ทำไมเราไปพวั พนั กับมนั เหมือนอาหารบางอยา่ ง ใจหนง่ึ บอกวา่ ฉนั ไม่ชอบ แตอ่ กี ใจหน่ึงจะเอา มันแบ่งภาคกันแบบนี้ แต่ท่ีบอกวา่ ฉันไมช่ อบๆ จะเชือ่ ได้ อยา่ งไร เราก็กนิ อยู่น้ันแหละ บางทีเราอายบ้าง ไมอ่ ยากจะยอมรบั วา่ ใจของเราชอบกิเลส แตถ่ า้ หากไม่ ยอมรบั ก็ไมม่ ที างท่จี ะแกม้ นั นน่ั แหละฉันชอบ อา้ ว ทำไมจงึ ชอบ มอี ะไร ได้อะไร ขน้ึ มา ใหม้ ันพรรณนาของมัน ถา้ มันไมพ่ รรณนายดื ยาว บางทีจะวา่ แคค่ ำสองคำก็ เงียบไป เรากถ็ ามอีกๆ ทำไมเปน็ อย่างน้ัน ถา้ หากว่าเขาไม่ตอบเรา เรากอ็ ยกู่ บั ลม ดลู มไป จนเขาโผลข่ ึ้นมาอีก พอโผลข่ ึ้นมาป๊ับ ดทู นั ทีเลยวา่ นี่เราจะเขา้ มา เกีย่ วขอ้ งกบั มันทำไมอกี จะได้อะไรอีก ตอ้ งจๆี้ ๆ เข้าไป อย่าไปคดิ วา่ ถามครงั้ สองคร้ังจะรเู้ ร่อื ง เราตอ้ งถามหลายๆ ครงั้ สงั เกตหลายๆ คร้งั จงึ จะ ออ้ ! ขนึ้ มา นึกวา่ มนั จะได้อันนน้ั นกึ ว่ามนั เป็นสงิ่ ทีด่ ี มันจะต้องมอี ะไรสกั อย่างทมี่ นั ชอบ ถา้ คนเราไม่ชอบกเิ ลส เราจะไมม่ ีปญั หา ไมต่ อ้ งไปปฏบิ ัติธรรม แตท่ ่เี ราตอ้ ง ยากตอ้ งฝกึ แล้วฝึกอกี ก็เพราะความโลภ ความโกรธ ความหลง เปน็ สงิ่ ที่เราชอบ ทัง้ ๆ ท่ีวา่ เราฟงั ธรรมะมามากแลว้ เพราะฉะน้ันใหพ้ ยายามดูจติ ใจไมข่ าดวรรค ขาดตอน

58 อกี อย่างหน่ึง ใจท่ีมันชอบสง่ิ แบบนี้ ก็เพราะมนั หวิ ฉะนน้ั ตอ้ งพยายามอบรม จิตใจของเราให้อยู่กับลม ให้ลมสบาย ใหม้ คี วามอมิ่ อยใู่ นตัว น่ันเป็นอาหารของใจ ชนิดหน่งึ ถ้าใจของเราไดอ้ าหารทด่ี ี จะไปหากินกบั พวกเศษเหล่าน้นั ทำไม เป็นเพราะเหตุน้ี ทท่ี ่านบอกว่า เราจำเปน็ ต้องตดิ อยกู่ บั สมาธิ บางคนเขาจะ สอนอยเู่ สมอว่า “อยา่ ไปติดสมาธิ จะอนั ตราย จะไมถ่ ึงมรรคผลนพิ พาน” อา้ ว ถา้ สมาธอิ นั ตราย พระพทุ ธเจ้าจะสอนทำไม ที่จรงิ สมาธิเปน็ ส่วนหนง่ึ ของมรรค เป็น หัวใจของมรรคดว้ ยซำ้ ตอนท่ีพระองคป์ ฏิบตั ิธรรม ออกปา่ ครง้ั แรกนนู้ ปฏิบัตกิ บั คณาจารย์ พวกนนั้ ถงึ ฌานสมาบตั ิอย่างสูง แต่ไมม่ ีปัญญา พระองคเ์ ห็นวา่ ถา้ ฝกึ แบบนีโ้ ดยไม่มปี ัญญาก็ไมม่ ีทางท่ีจะสำเร็จ ทา่ นก็ออกไปทรมานรา่ งกาย เขา้ ใจว่า จะเป็นการดี อบรมอยู่นนั่ ทรมานอยู่ ๖ ปี สลบสลายไป ผอมจนแทบไมม่ อี ะไร เหลือ จนรสู้ ึกตวั ข้นึ มาวา่ น่กี ไ็ มใ่ ช่ทาง แล้วจะมที างอื่นหรอื ก็คดิ ขึน้ มาในใจว่า เคยมอี ยคู่ รง้ั หน่งึ สมยั เดก็ ๆ เวลานง่ั ใตร้ ม่ ไม้ ใจก็เข้าฌาน พระองค์ก็ถาม น่ีหรอื หนทาง ใจก็ตอบทนั ทวี า่ ใช่ น่คี ือหนทาง ทนี ีพ้ ระองค์ตอ้ งทดสอบอีก แต่วา่ แสดงวา่ ข้อแรกในมรรคมอี งค์ ๘ ท่ี พระพุทธเจา้ คน้ พบนนั้ คอื สมั มาสมาธนิ ี่แหละ อกี ๗ ข้อนน้ั ท่านบอกว่าเป็น บริวาร เปน็ บริขารที่สนบั สนุน แต่ตวั หวั ใจของมรรคน้ันคอื สัมมาสมาธิ สมาธิเร่มิ ด้วยมีความเพง่ อยูใ่ นอารมณเ์ ดียว มีวติ กวจิ าร พยายามปรับปรงุ อารมณข์ องเราให้อยกู่ บั ใจของเรา ใหใ้ จของเราอยู่กบั อารมณไ์ ดด้ ้วยความสนทิ ดว้ ยความยนิ ดี ดว้ ยความพอใจ ให้เกดิ ความสขุ ข้ึนมา ปีติข้นึ มา น่ันแหละอาหาร ของเรา อยา่ ไปกลวั มนั ใหใ้ จของเราแช่อยใู่ นความสุขน้ีเพราะเปน็ ความสุขที่ไมม่ ี โทษ นน่ั แหละจะเป็นอาหารทีจ่ ติ ใจของเราดูดดื่มขึ้นมา ความหวิ กระหายใน อารมณ์ขุน่ มัวอะไรต่างๆ กจ็ ะค่อยจางลงไปๆ เพราะเราได้อาหารที่ดีกว่า เหมือนกบั วา่ คนทเ่ี คยไปหากนิ แตเ่ ศษอาหารจากถังขยะ พอดีมคี นมาเปดิ โอกาส ให้กนิ ข้าวทดี่ ๆี กับที่ดีๆ บอกนี่ รา้ นนเี้ ปดิ ทกุ วันๆ ใหฟ้ รีดว้ ย คนนนั้ จะกลบั ไปกิน ขยะทำไม เขาได้อาหารทอี่ รอ่ ยและโอชา นีจ่ ิตใจของเรากเ็ ช่นเดียวกนั เมือ่ ได้ อารมณท์ ่ีดๆี เราจะไปกินเศษอาหารทำไม เศษอาหารคอื อะไร คอื ส่งิ ทีไ่ ม่ดีของคนอ่ืนท่ีทำให้เราขุ่นมัว อย่างทา่ นพอ่ ลี เคยบอกไว้ เขาพดู อะไรไมถ่ กู ใจของเรา เราเก็บมาคิด เหมอื นเขาคายอาหารแลว้ เรากเ็ อาไปกนิ แล้วจะวา่ ใครโง่ น่ีเรามสี มาธจิ ึงเปน็ อาหารท่ีดี พอเราจะทำขนึ้ มา ภายในจติ ใจ ปรุงขึ้นมาในจิตใจของเราได้ ทำไมไม่ทำ เช่น เราจะเอาเฉพาะ จติ -

59 ตานุปสั สนา จะดจู ิตเฉยๆ วา่ มอี าการอะไรขึน้ มา ถ้าใจไมม่ อี าหารก็จะทนดูได้ไม่ นาน ตอ้ งมอี าหารทดี่ เี ป็นเคร่อื งหล่อเลย้ี ง เป็นเคร่อื งบำรงุ ใจของเราจะไดต้ ่อสูก้ บั กิเลสได้ เพราะฉะน้ัน การทำสมาธนิ ้ีเป็นเร่อื งสำคญั มากทส่ี ุดในการทีจ่ ะแก้กิเลสของ เจ้าของ อยา่ มองขา้ มไป

60 ปลุกความดี ๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ ใน สมั มัปปธาน ความเพยี รชอบ มที ้งั หมด ๔ อย่างดว้ ยกัน เราปลกุ ฉนั ทะท่ี จะกนั้ อกุศลธรรมทีย่ งั ไม่เกิดไม่ใหเ้ กดิ ขน้ึ เราปลกุ ฉันทะที่จะละอกุศลธรรมท่ี เกิดข้ึนแลว้ เราปลุกฉนั ทะทจ่ี ะกอ่ กศุ ลธรรมท่ยี งั ไม่เกดิ ใหเ้ กดิ ข้ึนได้ และปลุก ฉนั ทะทจ่ี ะทำให้กุศลธรรมท่เี กดิ ขน้ึ แลว้ เจรญิ เรอื่ ยๆ ไปถึงท่สี ดุ ข้อที่ ๓ น้นั การปลุกฉนั ทะที่จะให้เกดิ กุศลธรรมขึ้นมา มอี ยู่ ๒ อยา่ ง อย่าง หน่ึงเรารู้วา่ ใจของเราเปน็ อกุศล แตถ่ ้าคิดท่จี ะสร้างกุศลขน้ึ มามนั ออ่ นไปหมด มอื ไม้รสู้ กึ ไม่มีกำลัง จิตใจของเราไม่มกี ำลงั ทา่ นกบ็ อกวา่ แค่จะก่อกศุ ลเจตนาขนึ้ มา สกั วินาทีหนง่ึ ก็ยงั เปน็ บุญเปน็ กศุ ล เพราะฉะนนั้ ให้เตือนใจเราไว้ อกี อย่างหน่งึ เวลาอกศุ ลธรรมครอบงำใจเรา บางคร้ังแคค่ ดิ ท่ีจะนัง่ ภาวนาก็ไม่ ไหว เคยมชี ายคนหนึ่งไปฟงั อาจารยข์ องเขาพดู ไวว้ ่า ควรจะภาวนาทุกวนั ๆ เขาก็ คิดอยใู่ นใจวา่ ไม่ไหวจรงิ ๆ ฉนั กม็ ีงานมีการ กลบั มาจากท่ที ำงานกเ็ หนอ่ื ยไปหมด แล้วไปถามอาจารยว์ า่ ควรจะทำอยา่ งไร อาจารย์ก็บอกวา่ ทกุ วนั เวลากลับมาจาก ทีท่ ำงาน ใหน้ ง่ั เขา้ ท่ี สญั ญากบั ตัวเองไว้เมอื่ นง่ั เขา้ ทเี่ สรจ็ แล้ว จะอยแู่ คว่ นิ าทีเดยี ว ก็ไมว่ ่า แตข่ อใหเ้ ขา้ ท่กี ็แล้วกัน ชายคนนน้ั ก็ปฏบิ ัติตาม ปรากฏวา่ พอนงั่ เข้าทีก่ น็ งั่ ได้นาน นานกวา่ ทค่ี าดไว้ พอเขา้ ทแ่ี ลว้ แค่ใจนกึ ถึงสมาธินกึ ถึงสตนิ กึ ถงึ ความดี ท้ังหลายกเ็ กดิ ละอายขนึ้ มา ไมอ่ ยากจะเลกิ ทีเดยี ว ก็น่งั ไปเรื่อยๆ แปลวา่ การเรมิ่ ต้นน่สี ำคญั มาก เพราะฉะนน้ั อยา่ ไปดูถกู ความคดิ อันน้ี ใจของ เรากำลังเป็นอกุศลอยู่กำลงั ว้าว่นุ อยู่ แค่นึกถึงครบู าอาจารย์ นึกถงึ ความดแี พลบ็ หนง่ึ บางทีก็จะได้สติขน้ึ มา สว่ นกิเลสนนั้ จะบอกวา่ โอย นไ่ี มม่ คี วามหมายอะไร แคแ่ พลบ็ เดยี ว เดย๋ี วพวกเราก็จะกลบั มาอกี นนั่ แหละ นเ้ี ป็นวธิ ีท่ีกเิ ลสทำลายเรา เรากต็ ้องคดิ วา่ แคว่ ินาทีเดียวกย็ ังเปน็ บญุ ของเรา เหมือนเราอยใู่ นหอ้ งทีม่ ดื บางทแี ค่ฉายไฟแพลบ็ เดยี วกร็ ูว้ า่ เกา้ ออี้ ยู่ตรงนัน้ โต๊ะอยตู่ รงนี้ ถึงจะมืดอกี เราก็รเู้ รื่องบ้าง ถา้ เดนิ ข้ามหอ้ งเราก็ไมช่ นเกา้ อี้ ไมช่ น โตะ๊ เพราะเราเหน็ แพลบ็ หนง่ึ แลว้ กย็ งั ดีกว่าไม่ได้เห็นเสยี เลย ฉะนัน้ การก่อกุศล ธรรมให้มขี นึ้ มา พอข้นึ มาแพล็บหน่ึงก็หายไป กเ็ อาแพลบ็ หน่ึงกแ็ ล้วกนั เอาไปๆ ให้มนั ถี่เขา้ ๆ อย่างทห่ี ลวงปชู่ าเคยพดู ไว้ นำ้ อย่ใู นกา พอเทนดิ มันจะเปน็ ต๋อม

61 ตอ๋ ม พอเทอีกหนอ่ ยมันจะถ่เี ข้า ต๋อมๆๆ พอเทอีกหน่อยมนั หายจากตอ๋ ม กลายเป็นสายน้ำไปเลย เพราะฉะนัน้ ความดเี ลก็ ๆ น้อยๆ อย่าไปประมาท ถ้าตัง้ ใจจะให้ใจเป็นสมาธิ อยู่แค่ลมหายใจเข้าสัก ๕ คร้งั ก็ยงั ดีกว่าไมไ่ ด้ทำเลย นอี่ ยา่ งหนึง่ อกี อยา่ งหน่งึ ใจของเราก็รู้สกึ วา่ ปกติดี ไม่มอี ะไร แต่เรารสู้ ึกว่าการภาวนาของ เราการปฏบิ ัติของเราไมไ่ ด้เจริญกา้ วหน้า เราเกดิ สงสัยวา่ ควรจะทำอยา่ งไรเพื่อ จะให้มันกา้ วหน้าดกี วา่ นี้ อนั นต้ี อ้ งใชค้ วามละเอยี ด เพราะบางคร้งั ใจของเรากำลงั รวมตัวอยู่ การปฏิบัตขิ องเรา กม็ ีจงั หวะของเขานะ ถา้ เราเร่งมากเกินไป เขาจะ เสยี เหมอื นตน้ ไมท้ ีเ่ ราใส่ปุ๋ยมากเกินไป เดย๋ี วมนั จะไหม้ แตถ่ ้าหากวา่ เรารูส้ กึ ใน จิตใจสว่ นลึกๆ วา่ มันควรจะดกี วา่ นแี้ ต่ไมร่ จู้ ะไปทางไหน ก็ลองเรง่ การปฏิบตั ขิ อง เราอยา่ งหนงึ่ เชน่ เคยน่งั ช่วั โมงหน่ึง ลองนั่งชวั่ โมงคร่ึงซจิ ะเปน็ อยา่ งไร สอง ชวั่ โมงจะเป็นอย่างไร เคยรกั ษาศลี ประจำแค่ ๕ ข้อ ก็เอา ๖ ขอ้ เข้าไปดซู ิ จิตใจ ของเราจะเปน็ อยา่ งไร อีกอย่างหนงึ่ การท่ีเรามากำหนดลมหายใจเข้า/ออกเปน็ อารมณ์ ถา้ หากว่า การสังเกตของเราไมล่ ะเอียด ทำไปๆ ก็เหมอื นเครือ่ งจกั รทำงาน กท็ ำไปอยา่ งนั้น แหละไม่มสี ตเิ ท่าไหร่ ตอ้ งเอาขอ้ ท่ีวา่ จิตตะ ความเอาใจใส่เขา้ ไป คอื ดลู มให้ ละเอียดยิบไปเลย ลมในส่วนต่างๆ ของรา่ งกายให้ไปถึงนว้ิ มอื น้ิวเทา้ ทกุ กระเบียด น้ิว วา่ ลมเปน็ อยา่ งไร ไอ้ทีว่ ่ามนั สบาย มันสบายจรงิ ๆ หรอื ถ้ามันสบายจรงิ ๆ ใจ ของเราก็จะอม่ิ เอิบจนไม่อยากจะกนิ ข้าว ถา้ ยังไมถ่ งึ ขนาดนน้ั กแ็ สดงวา่ การสงั เกต ของเรายงั ไมล่ ะเอยี ดพอ เม่ือไมล่ ะเอยี ดใจกเ็ กดิ เบื่อขน้ึ มา ทำไปๆ กเ็ ปน็ อยา่ ง นั้นๆ แต่ถ้าหากว่าเราตง้ั ใจดูจริงๆ เราจะจบั ส่งิ ทล่ี ะเอยี ดได้ ความดขี องเราก็จะได้ สมบรู ณ์ขนึ้ มา ฉะนนั้ การกอ่ กุศลให้เกิดขน้ึ มา มีทั้งทเี่ รารู้วา่ ใจเป็นอกุศล อีกอย่างหนงึ่ ใจกร็ ู้ วา่ ปกติดอี ย่แู ตม่ ันไม่ก้าวหน้า ทำอย่างไรถึงจะก่อใหด้ ขี ึน้ ๆ กศุ ลทีย่ ังไมเ่ กดิ กใ็ ห้ เกดิ ข้ึนมา อยา่ ไปพอใจในการกศุ ลเทา่ ทมี่ ี อย่างท่พี ระพทุ ธเจา้ เคยตรสั ไว้วา่ ท่ี พระองศส์ ำเร็จไดก้ เ็ พราะพระองค์ไมพ่ อใจในกศุ ลธรรมที่เกิด พยายามเสาะ แสวงหาวิธไี หนทจ่ี ะให้มนั ดีขนึ้ ๆ ความดีอนั ใดทย่ี ังไมม่ ี ทำอยา่ งไรท่จี ะให้มนั ดี ข้ึนมา ถ้ามจี ิตใจแบบนี้ ถึงแมว้ ่าอกุศลเกิดขนึ้ มาได้ แตใ่ จของเราจะมที างหนีออกไป ไดจ้ ากสง่ิ เหลา่ นนั้ ไมไ่ ดฟ้ งั เสยี งของกิเลสทบี่ อกวา่ โอย้ กุศลธรรมของเรามันน้อย

62 เหลอื เกิน มนั จะสู้ความโลภความโกรธความหลงไมไ่ หว ใหย้ ินดีอยู่กับความโลภ ความโกรธความหลงเถอะ โลกเขาก็ยนิ ดี ดูซิ คนเปน็ ล้านๆ เขาก็ยนิ ดีอยใู่ ต้การ บงั คับบญั ชาของกิเลส ทำไมเราไม่เอาบา้ ง นั่นแหละ กิเลสมนั หลอก อยา่ งทีเ่ ขาเลา่ ใหฟ้ งั วา่ พระพทุ ธเจา้ ตอนทย่ี งั เปน็ พระราชกุมาร คดิ อยากจะ หนีออกจากบา้ น แต่บดิ าเปน็ หว่ ง บอกให้เพ่ือนชักจูงให้ยินดที ่จี ะอยูค่ รองฆราวาส ให้นึกถึงคนในอดตี กี่ลา้ นๆๆ คน เขาก็ยนิ ดอี ย่แู บบน้ี เราจะทำอย่างไร จะแหวก แนวหรอื เหน็ วา่ เราเป็นคนดีกวา่ เขาหรอื พระราชกมุ ารก็บอกว่า ถ้าเขาพอใจแค่ นั้น เราจะนบั ถือเขาไดอ้ ยา่ งไร ความสุขที่เขาได้นนั้ ก็หายไปแล้ว ไมม่ อี ะไรเหลอื ไอค้ วามสุขท่ีดีกวา่ นไ้ี มม่ หี รือ อนั นเี้ รายงั ไมร่ ู้ แตถ่ ้าหากวา่ เราไม่พยายามที่จะ เสาะแสวงหา ชวี ติ ของเราจะมคี วามหมายอะไรบ้าง อะไรทไี่ ด้มากห็ ายไป อะไรที่ ได้มากห็ ายไป ไม่มที างปฏิบัตทิ ี่จะไดแ้ ลว้ ได้จรงิ ๆ หรือ ตอนนัน้ ยังไมร่ วู้ ่าจะได้ตรสั รหู้ รอื ไม่ แต่เห็นวา่ ความหมายของชวี ติ กอ็ ยตู่ รงนี้ ที่ว่าเราพยายามทดลองดูว่า เกดิ มาในชาตมิ นุษย์นี้ จะได้ความสขุ แค่ไหน ยง่ิ ทุก วันน้ีเรากไ็ ดข้ า่ วจากพระพุทธเจา้ ได้ข่าวจากพระอริยเจ้าทั้งหลาย จากครูบา อาจารย์ทัง้ หลาย ทีท่ า่ นปฏิบัติแล้วมารับรองวา่ พระพทุ ธเจา้ พบธรรมทแี่ นน่ อน เราจงึ ไมค่ วรทจ่ี ะน่ิงนอนใจ เพราะความหมายในชวี ติ ของเราอยู่ตรงนี้ เราจะ ปฏบิ ัตติ ามได้ขนาดไหนเรียกว่า ดีทงั้ นนั้ ฉะนั้น ใหม้ คี วามเช่อื มนั่ ในความดี จะมากจะน้อยก็ดีทัง้ น้ัน

63 ฉลองความดี ๑๒ ตลุ าคม ๒๕๕๗ พระพุทธเจา้ สอนใหเ้ ราตรวจดกู ารกระทำของเราทกุ วันๆ ถา้ เหน็ วา่ เราทำ อะไร พูดอะไร หรอื คิดอะไรท่เี ปน็ โทษ ทเี่ บียดเบียนตนหรือเบยี ดเบียนผอู้ ื่น ก็ให้ สำนึกไว้ ให้ตง้ั ใจไว้วา่ เราจะไมท่ ำกรรมนั้นอกี แตถ่ ้าเราเหน็ ว่าเราทำในส่งิ ทีด่ ที ีไ่ ม่ มโี ทษ ทา่ นบอกวา่ ให้ภาคภมู ใิ จว่าเรากำลังอยูใ่ นทางท่จี ะปฏบิ ัติไปสคู่ วามพน้ ทกุ ข์ นี่วันนเ้ี ราสร้างบญุ สรา้ งกุศลไม่ใช่น้อย เราควรจะภาคภมู ิใจ ถา้ เราไม่ไดค้ ดิ เราก็ทำไปๆ แลว้ ก็ทงิ้ ทำไปกท็ ิ้งไป ไมถ่ ึงใจ เราตอ้ งมีเวลานกึ ถงึ ตัวเราวา่ เราทำ ถกู ตอ้ ง เราสร้างความดไี วใ้ นโลกนี้ ไม่รวู้ า่ โลกมนษุ ย์เปน็ อยา่ งไร เรากเ็ หน็ ๆ กันอยู่ รบราฆ่าฟนั กันไม่หยุดหยอ่ น พระพุทธเจา้ เปรียบเทยี บโลกเหมอื นกบั น้ำในอา่ งทกี่ ำลังเหอื ดแหง้ ไป ปลาท่ี อยูใ่ นอา่ งแต่ละตวั ๆ ก็กระเสอื กกระสนทจ่ี ะเอาแต่น้ำ บางทีก็กัดตวั อืน่ บางทีกฆ็ า่ ตัวอ่นื เพอื่ จะเอาน้ำใหไ้ ด้เลย ทนี น้ี ำ้ คอ่ ยๆ เหือดไปๆ ผลสดุ ท้าย ปลาทเี่ อาชนะ ตวั อ่นื ก็ต้องตายหมดเหมือนกนั พระองคเ์ ห็นอย่างน้ีก่อนทีจ่ ะออกผนวช กเ็ กิด สลดสงั เวชใจว่า โลกเราเปน็ อยา่ งนี้ ไหนๆ จะตายอยู่แลว้ เรอื่ งอะไรที่จะตอ้ งไป สร้างเวรสร้างกรรมกนั พระองคก์ ็เหน็ อยู่วา่ ชีวติ เรามีอีกส่วนหนึ่งท่เี ปน็ ความดี พระองคก์ ็เกดิ ปสา ทะ ความเล่อื มใสในการท่ีจะสรา้ งความดขี น้ึ มา หมายความวา่ เราสรา้ งคุณธรรม ไว้ในจิตใจของเรา จะไปถึงไหน ซง่ึ สมัยนน้ั พระองคก์ ไ็ มม่ ใี ครทจี่ ะรบั รองได้ แต่ พระองคเ์ ปน็ คนเด็ดขาด คดิ อยูใ่ นใจวา่ ถา้ หากวา่ ความดไี มม่ คี วามหมาย เราจะ อยูท่ ำไม เพราะฉะน้นั ตอ้ งพยายามสร้างความดใี ห้ได้ ดูซิจะได้ผลแค่ไหน พระองค์ กส็ ร้างจนสำเร็จ สร้างใหค้ รบบรบิ รู ณ์ อย่างทเ่ี ราสวดในธรรมจักรเมอื่ คืน ทำ หน้าทใี่ หท้ ุกสิง่ ทกุ อยา่ งบรบิ รู ณ์ ทกุ ขก์ ก็ ำหนดรูท้ ว่ั ถึง สมทุ ยั กล็ ะเด็ดขาด นโิ รธก็ ทำให้แจ้งถงึ ท่ีสดุ มรรคกเ็ จรญิ ใหส้ มบูรณท์ ุกอยา่ ง และปรากฏที่ว่าสรา้ งความดี ถงึ ขดี แบบน้กี ไ็ ด้รบั ผลเหลือลน้ นเี่ รามพี ระองคเ์ ป็นผู้รบั รอง มพี ระอรยิ เจา้ มคี รบู าอาจารย์ทัง้ หลายเป็นผู้ รับรอง ถ้าหากว่าเราสรา้ งความดี จะไมเ่ สยี หายไปไหน สรา้ งความดอี ยา่ งนอ้ ยก็ สรา้ งความสบายที่ไมไ่ ดใ้ หใ้ ครเดอื ดร้อน และเมอื่ เราสบายแลว้ เราไมค่ วรประมาท ถอื ความสบายน้ันเปน็ อารมณ์ใหใ้ จของเราตั้งมนั่ เป็นสมาธขิ นึ้ มา เรยี กว่าเอา

64 ความสขุ นน้ั มาตอ่ อยา่ งทีท่ า่ นพอ่ เฟอื่ งเคยบอกไวว้ า่ เอาบุญต่อบุญ ก็มีความอ่มิ ใจ มคี วามเบิกบานใจท่ีเราไดส้ ร้างความดขี ้ึนมา กเ็ อาน้ันนะ่ มาเป็นอารมณ์ทจี่ ะ สร้างความต้งั มั่นในจติ ใจของเราให้เปน็ สมาธิขน้ึ มา เรยี กวา่ ได้กำไรแลว้ ไมไ่ ด้กิน เฉยๆ เอามาลงทนุ ต่อ เกิดความภาคภูมใิ จเปน็ กำลังใจสำคญั ทีจ่ ะสร้างความดใี หด้ ี ยิง่ ๆ ข้ึนไป เช่น ทา่ นพดู ถึงวา่ จาคานุสสติ ระลกึ ถึงการบรจิ าคของตนทไี่ ด้กระทำไว้แลว้ ก็เปน็ กำลังใจของผู้ ปฏบิ ัติ สลี านสุ สติ เราเป็นผมู้ ีศลี เรยี กวา่ เรามีบารมอี ยบู่ า้ งแล้ว บางคนภาวนาเกดิ ลำบากขน้ึ มากท็ อ้ ใจ คดิ แต่ว่า ตัวเราคงจะไมม่ วี าสนาบารมี น่นั เป็นการทำลาย ตวั เอง ใหส้ ำนึกอยู่เสมอวา่ ท่ีเราเกดิ มาเปน็ มนษุ ย์นี้ เราตอ้ งสรา้ งความดมี าบา้ ง แล้ว เทา่ ท่จี ำได้บา้ ง จำไม่ได้บ้าง แตถ่ า้ เราจำไดก้ ย็ งิ่ มกี ำลัง เทวตานุสสติ นกึ ถึงคณุ ของเทวดา คนทเ่ี กดิ เปน็ เทวดาอยูบ่ นสวรรค์นน่ั เพราะ อะไร เพราะบญุ ทส่ี รา้ งข้ึนมา เรากม็ ีบญุ เหมอื นกนั เมอื่ คิดแล้ว ใจเราก็เกดิ ความ เบกิ บานขึน้ มาอีก เราเอาความเบิกบานนี้แหละเปน็ อารมณ์ คอยสังเกตดูเวลาใจ ของเราเบิกบานอม่ิ ในบญุ น้นั การหายใจของเราเป็นอยา่ งไร ลองรกั ษาดู มันร้สู กึ กว้างขวาง ไมต่ ดิ ขัด เรากพ็ ยายามรักษาอารมณน์ ้นั ไว้ เริม่ แรกก็ตอ้ งทำในทส่ี งบแบบน้ีเพือ่ ไมใ่ ห้มอี ะไรมารบกวน ขน้ั ตอ่ ไปเราก็ กลับไปอย่บู ้านบา้ ง อยทู่ ่ไี หนๆ ก็พยายามรกั ษาอารมณข์ องเราไว้ อยา่ งท่หี ลวงปู่สุ วัจนเ์ คยเรียกว่า วัดเรานีเ้ ป็นมมุ สงบ เรามาปลกี ตัวใหร้ บั ความสงบทีน่ แ่ี ลว้ แต่ เวลาออกจากน่ีไปเราจะเอาความสงบของวดั ตดิ ตวั ไปก็ไมไ่ ด้ แตว่ า่ เราจะเอาวิชา ความสงบ วชิ าท่รี จู้ ักแตง่ อารมณ์ของเราให้ดีได้ เวลาอารมณ์ดีแล้วก็รจู้ กั รกั ษา ไม่ ไมไ่ ดเ้ ทย่ี วทิง้ เป็นมมุ สงบภายในจิตใจของเรา โลกภายนอกจะวุ่นวายขนาดไหน แตภ่ ายในจิตใจของเรายังมมี มุ สงบ หายใจเขา้ กส็ บาย ออกก็ใหส้ บาย สบายท่วั ตัว ให้นกึ วา่ ลมในตวั ของเรานที่ ะลกุ นั หมดเลย พอเขา้ ป๊ปั ลมกท็ ะลไุ ปแล้วทกุ ส่วนของ ร่างกาย เป็นบุญของเราทีเ่ ราไดร้ ่างกายน้ีขนึ้ มา เรากพ็ ยายามแต่งใหเ้ ปน็ บญุ จริงๆ บุญไปเรอ่ื ย การปฏบิ ตั ขิ องเรากจ็ ะได้มีกำลงั ฉะนัน้ พยายามแต่งจิตแต่งใจของเราในปจั จบุ ัน ถ้าจะนึกถึงอดีตก็นึกถึงแต่สง่ิ ทีด่ ีทีจ่ ะให้กำลังใจ พอได้กำลงั ใจเสร็จแล้วกว็ าง พยายามรกั ษาอารมณข์ องเราไว้ ด้วยการพิจารณาลมหายใจบ้าง แตง่ ลมหายใจบา้ ง

65 ที่ท่านเรยี กวา่ วติ กวิจาร น้นั วติ ก คอื นึกถงึ ลมเพือ่ จะไม่ให้ลมื ไม่ใหเ้ ผลอ เปน็ อาการของสติ ส่วน วิจาร น้ันเปน็ อาการของปญั ญา เร่มิ แรกใหว้ จิ ารดลู ม หายใจ แบบไหนเปน็ ท่ีสบายของเรา พอได้ลมทดี่ แี ลว้ วจิ ารก็มีขั้นตอ่ ไป ทำ อยา่ งไรถงึ จะเอาประโยชนจ์ ากความสบายนนั้ บา้ ง เรากน็ ึกแผ่ใหม้ นั ทั่ว ขนั้ ตอ่ ไป พอรสู้ กึ วา่ ลมเดินดีทัว่ ถงึ กนั แลว้ เราจะทำอยา่ งไรที่จะใหค้ วามสงบนน้ั ดขี น้ึ เรา เหน็ ตรงไหนที่ยงั มอี ะไรท่ีกวนใจแม้แต่นิดๆ หน่อยๆ เรากพ็ ยายามคน้ หาดูว่า มนั กวนใจเพราะอะไร ก็สญั ญาในใจมันกวนตัวเอง ถา้ ไปเห็นตรงไหนเรากล็ ะการ กระทำนั้น ใจของเราจะย่ิงสงบมน่ั คงขึน้ มาเป็นข้นั ๆ ไป นี่กเ็ ป็นปญั ญาทเ่ี กิดจากสมาธิ คอื ไตรสิกขาทกุ ข้อกต็ อ่ เนอ่ื งกนั หมด อยา่ ง พระพุทธเจา้ เคยบอกไวว้ า่ การรกั ษาศีล การทำทานนนั้ เพอื่ ให้ใจของเราเบกิ บาน ขนึ้ มา น้นั จะเป็นอารมณข์ องสมาธไิ ด้ เมื่อสมาธิได้อารมณ์ดแี ลว้ การทจี่ ะรกั ษา สมาธิกต็ ้องใชป้ ัญญา เราจงึ จะรกั ษาได้ เหมอื นผลไม้ เริ่มแรกมันยงั ไมส่ กุ ยังดิบ อยู่ มันค่อยสุกขึน้ มาๆ พอสกุ ข้นึ มา จะถามวา่ อา้ ว ผลไม้ที่ดบิ ละ่ หายไปไหน ก็อยู่ ตรงนี้แหละเราไมไ่ ด้ท้ิง เพยี งแต่วา่ เรารกั ษาใหม้ นั เป็นไปของมัน ใจทีม่ บี ุญในการใหท้ านกก็ ลายเป็นใจท่มี ีบญุ ในการรักษาศลี กลายเปน็ ใจทม่ี ี บญุ ในการทำสมาธิ กลายเป็นใจท่มี ีบุญในการเจรญิ ปัญญา ก็ตอ่ เนื่องกันหมดเลย ก็อยตู่ รงนแี้ หละไมไ่ ดอ้ ยทู่ ี่อืน่ เพราะฉะนั้นใหพ้ ยายามรกั ษาอารมณใ์ นปัจจบุ นั ตรงนแ้ี หละ ก็ลมของเรานี้ เปน็ ดา่ นระหว่างจิตใจกบั รา่ งกาย ถ้าไมม่ ลี ม รา่ งกายก็เคลอื่ นไหวไม่ได้ ฝา่ ยจติ ใจ กไ็ มร่ ู้เรอื่ งของรา่ งกาย ท่ีติดต่อกันได้ อยดู่ ้วยกันได้ ทำงานดว้ ยกันได้ กเ็ พราะลม นแ่ี หละ ฉะนนั้ พยายามรักษาลมอนั นี้ให้เปน็ ฐานท่มี ่ันคง พยายามขับไล่ลมทไ่ี มด่ ี ออกจากตวั ของเรา รกั ษาลมที่ดไี ว้ กลายเป็นทขี่ องเรา เปน็ มมุ สงบของเรา เราจะ อยูท่ ไี่ หนๆ คนอ่นื เขาไมส่ งบแตเ่ รายังสงบได้ ไมต่ ้องไปรบั อารมณ์จากเขา เพราะ เรามอี ารมณ์ที่ดแี ล้วภายใน เรารักษาของเราไว้ เหมือนกับวา่ เรามีอาหารที่ดีแลว้ คนอ่ืนเขาเอาอาหารทบ่ี ดู เนา่ มาใหเ้ รากิน เราจะกินไปทำไม แตป่ ัญหาอยทู่ วี่ า่ เรายงั ติดนสิ ัย คอยจะเอาแต่ของเขามา หวงั จะไดค้ วามดจี าก เขา เขาก็ให้ความดบี ้าง แต่รับรองวา่ จะไมใ่ ช่รอ้ ยเปอร์เซน็ ตน์ ะ แต่ถา้ หากวา่ เรา มีของเรา เรารบั รองของเราได้ ประกันคณุ ภาพได้ เพราะเปน็ ของเราจรงิ ๆ นี่เพราะเราสรา้ งความดขี ้ึนมา เร่มิ แรกจากทาน ถึงศีล ถึงสมาธิ ถึงปญั ญา เปน็ ของเราทั้งน้นั เราจงึ เปน็ ผทู้ ี่รบั รองคุณภาพได้

66 พทุ ธานสุ สติ ๓๐ ตลุ าคม ๒๕๕๗ หลวงปสู่ วุ จั น์เคยพูดอยปู่ ระจำวา่ ถ้าไมเ่ ชื่อใครกใ็ ห้เชื่อพระพทุ ธเจ้า บางคนใน สมยั ใหมห่ าวา่ คำสอนของพระพทุ ธเจา้ ถูกกบั กาลสมัยนน้ั แต่เวลานีเ้ ปน็ คนละ สมยั กันแล้ว เรากต็ ้องดัดแปลง ต้องเปลยี่ นแปลง ซ่งึ ไมท่ ราบว่า เขาจะเอาเหตผุ ล อะไรมาใช้ เรามอี ะไรบา้ งที่เปลย่ี นแปลงจรงิ ๆ ความโลภหรือ ความโกรธหรอื ความหลงหรอื มันก็เป็นอนั เดยี วกนั กับสมัยโนน้ กเิ ลสของคนอันเดยี วกนั วธิ แี ก้ กิเลสก็ต้องเปน็ อนั เดยี วกัน คงเส้นคงวา เพราะฉะน้นั การระลึกถงึ พระพุทธเจา้ นี้ทา่ นวา่ เปน็ อารักขกรรมฐาน ขอ้ แรก เลยท่จี ะป้องกนั เรา ปอ้ งกนั เราจากอะไร ป้องกนั เราจากกเิ ลสของเรานแ้ี หละ แล้วปอ้ งกนั อะไรของเรา กป็ ้องกันจติ ทอ่ี ยากจะได้ความสขุ ที่แท้จริง คอื ความสขุ แบบหลอกๆ น้ัน เราก็ผา่ นมามากต่อมากแลว้ แต่ความเชอ่ื บางอย่างก็มดี ีบา้ ง แตว่ า่ มันจะพาใหเ้ ราหลงได้ ตอ้ งเอาความเช่อื ของเราวดั กับคำ สอนของพระพทุ ธเจา้ ทที่ า่ นว่าให้มศี รทั ธาในการตรสั รขู้ องพระองค์ เอาธรรมะ ของพระองค์มาเทียบกบั ความเหน็ ของเรา ตรงไหนทไ่ี ม่ตรงกนั อย่าไปท้ิงของทา่ น หนั มาดูความเหน็ ของเรา มันต้องมอี ะไรพริ ุธ ขอ้ ไหนทีไ่ มเ่ ข้ากบั พระธรรมนนั่ น่ะ เราตอ้ งสงสยั แตค่ นสว่ นใหญ่คดิ ตรงกนั ข้าม อะไรทไี่ ม่ไดเ้ ขา้ กบั ความเห็นของ ตัวเองน่ันนะ่ เขาจะสงสยั พระองค์จะรู้เรอ่ื งชาตหิ น้าชาติหลงั หรอื เร่อื งภพภมู ติ า่ งๆ ท่านจะรูห้ รอื ทำไม ทา่ นจะไมร่ ู้ นกั วิทยาศาสตร์ทกุ วนั น้เี ขารู้หรอื เขากไ็ มร่ ูอ้ ะไร เขารเู้ ฉพาะสิง่ ที่ เคร่อื งวัดของเขาวดั ได้ กต็ ้องเปน็ วัตถุอย่างใดอยา่ งหนง่ึ แต่คนเราไมใ่ ชว่ ัตถุอย่าง เดยี ว คิดดงู า่ ยๆ เราพดู ภาษาเสยี งอนั เดียวกนั ภาษาหน่งึ เสยี งนั้นเป็นคำดี บางที อีกภาษาหน่งึ เสยี งน้ันอาจเป็นคำหยาบ ถา้ หากว่ามีเฉพาะวตั ถนุ ัน้ นะ เสียงที่ กระทบหู จะตอ้ งมปี ฏิกริ ิยาอยา่ งเดียวกัน ทีน่ ีม้ นั ไมใ่ ชอ่ ย่างนนั้ จติ เรากใ็ ห้ ความหมาย จติ อย่ดู ้วยความหมาย คนพูดให้เราฟงั ก็เปลี่ยนอารมณข์ องเราได้ เป็นวันๆ ได้ จากช่ัวเป็นดีหรือจากดีเป็นช่วั ถา้ ไม่ใชเ่ รือ่ งของจิตโดยตรงจะเปน็ เรอื่ งของอะไร นค่ี วามเห็นสมยั ใหม่บางอยา่ งก็ขดั กับพระธรรม ทเ่ี ราถอื ว่าเราเปน็ คนสมยั ใหม่ แต่จะไมจ่ ำเป็นที่จะตอ้ งเชอ่ื ตามความนยิ มของคนสมยั ใหม่ท่วั ไป เราตอ้ งคิดดวู า่

67 คำสอนของใครได้รบั การพสิ ูจนแ์ ลว้ คำสอนของใครเป็นไปเพ่ือพน้ ทุกข์ เขาวดั ดว้ ยวตั ถนุ ยิ มท้ังหลายของเขา มนั ก็ใหค้ วามสุขนิดๆ หนอ่ ยๆ แล้วเขาจะให้เราคิด ว่า ความสขุ ท่แี ทจ้ รงิ หาไมไ่ ด้ในโลกนี้ เพราะฉะน้ันใหพ้ อใจกับความสุขทางดา้ น วตั ถกุ แ็ ล้วกัน น่ี สอนใหค้ นทกุ ขจ์ รงิ ๆ ไม่ตอ้ งดอู นื่ ไกล มฆี า่ กนั ฟันกนั มสี ารพดั เพือ่ จะไดว้ ตั ถุ ถา้ วัตถเุ ปน็ ความดี วัตถุกม็ ีจำกดั แสดงวา่ บางคนเกิดในโลกน้ไี มม่ ีทางท่ี จะมีความดคี วามสุขได้ แต่ถ้าหากวา่ ความดคี วามสุขเป็นเรอื่ งของจิตใจน้นั ทกุ คน กม็ สี ิทธ์ทิ จ่ี ะอบรมใจของตัวเองได้ ผิดกนั แต่วา่ จะเอาหรอื ไมเ่ อาเทา่ นัน้ เอง น่ีเป็นคำสอนทีม่ ีหวงั ใหเ้ ราแก้ตัวเรา ท่านสอนใหเ้ ราเคารพในความตอ้ งการที่ จะมีความสุขทแ่ี ทจ้ ริง ที่ไม่กลบั กลอก สิ่งทน่ี า่ เคารพในแต่ละคนๆ เราจะได้ รบั ผิดชอบ เพราะความสุขน้ีต้องขึ้นอยูก่ บั การกระทำของเรา เราต้องรบั ผิดชอบ การกระทำของเราเอง ถา้ ทกุ คนรับผดิ ชอบ โลกนีก้ ็แสนสขุ แสนสบาย ทีนี้คนอน่ื เขาจะทำหรือไม่ทำก็เรอ่ื งของเขา แตเ่ ราลองถามตัวเองวา่ เราจะเอาใครเปน็ ตัวอยา่ งทจี่ ะหลอมจิตใจของเรา ท่จี ะหลอมชวี ติ ความเป็นอยขู่ องเรา ทจ่ี ะหลอม การกระทำของเรา เราจะเอาใครเป็นแมแ่ บบหรือตัวอย่างที่ดที ่สี ดุ ถา้ เอาพระพุทธเจา้ เป็นตัวอยา่ งนนั้ นะ่ ไมพ่ ลาด นต่ี อ้ งระลกึ ถึงพระองคแ์ บบน้ี ทกุ วนั ๆ ใจของเราจะเกดิ ความกระตือรอื รน้ เวลาการปฏิบตั ิของเราดบี ้างไมด่ บี ้าง ลุ่มๆ ดอนๆ อย่างนอ้ ยเราจะมเี ขม็ ทศิ ช้ีในทางทถี่ กู ใหม้ ั่นใจในตวั เองวา่ ทำความ ดีแล้วถงึ จะยงั ไมไ่ ด้เห็นผลเตม็ ที่ แต่เราไมเ่ สียหายอะไร นถี่ า้ เราเช่ือในพระพทุ ธเจ้า จิตใจของเราจะเกดิ กำลงั ข้นึ มา พอตอ่ สกู้ ับกิเลส ได้ ปอ้ งกันตัวเราจากกิเลสทั้งหลายทีม่ ากระซิบกระซาบในหัวใจของเรา จึงเปน็ อา รักขกรรมฐานทส่ี ำคญั มากขอ้ หนึ่ง เราควรจะเก็บไวใ้ นคลังอาวธุ ของเรา อาวุธท่ี ต่อสกู้ บั กเิ ลส จำเปน็ เมอ่ื ไหรก่ ็เอาออกมาใช้ บางคร้ังถ้ายังไมจ่ ำเป็นก็เอามา ฝกึ ซ้อมกแ็ ล้วกัน จะไดน้ ้อมจิตใจของเราไปในทางทถ่ี กู ตดั กิเลสท้ังหลายทจ่ี ะ กลายไปตามทางโลก ถา้ พดู กนั แล้วโลกเขาไม่รบั ผดิ ชอบเรา เขาสอนตา่ งๆ นานา เขาเองเขากไ็ ม่รู้ เพยี งแตว่ ่าไปตามความนยิ มของเขา เรานา่ จะหนั มาให้ตัวเรา รบั ผดิ ชอบตัวเราเอง นน่ั แหละดีทสี่ ุด แลว้ ใครจะสอนให้เราผดิ ชอบตัวเองดีกวา่ พระพทุ ธเจา้ ไมม่ ี

68 สง่ิ ทเ่ี วลาไมก่ นิ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๗ ตามท่เี ขาพูดกันว่า กาลเวลากินสตั วท์ ้งั หลายพรอ้ มกับตัวของมันเอง นป่ี เี ก่าก็ เกอื บจะกนิ หมดแลว้ เหลืออีกไมเ่ ทา่ ไหร่ และปใี หม่ที่มาถงึ เราก็ชอบพูดว่า ปี ใหมๆ่ เขาจะเขยี นเปน็ รปู ปีใหมก่ เ็ ป็นเด็ก ปเี กา่ กเ็ ปน็ ผู้เฒ่าผแู้ ก่ แตท่ ีจ่ รงิ ไม่ใช่ อย่างน้ัน ปีใหม่เรากแ็ ก่ลง รา่ งกายก็จะออ่ นลงๆ แตล่ ะปๆี ทจ่ี ะเป็นไปข้างหนา้ ก็ แกล่ งไปอกี ปญั หามอี ยวู่ า่ ทำอย่างไรใจของเราจึงจะไม่ทุกข์ ร่างกายจะเสอื่ ม แต่ ใจไมต่ อ้ งเสอ่ื มทา่ นสอนไว้ แตข่ องเราจะเป็นอยา่ งน้นั หรอื เปลา่ ก็ต้องขน้ึ อยู่กับ การกระทำของเรา เขาว่าสวสั ดีปใี หม่ เราจะมคี วามสวสั ดกี ด็ ้วยการกระทำของ เรา การกระทำมาจากไหน กม็ าจากจิตใจนแ่ี หละ เพราะฉะนน้ั จงึ ตอ้ งอบรมจติ ใจ ของเราใหเ้ ป็นจติ ใจทีไ่ วใ้ จตวั เองได้ คือถา้ เราตอ้ งการความสขุ จะตอ้ งขึน้ อย่กู บั กรรมของเรา ถา้ ใจของเราไวใ้ จตัวเองไม่ได้ กรรมของเราก็ไว้ใจไมไ่ ด้เหมอื นกนั เราจะไดค้ วามสขุ ทเ่ี ปน็ ทพ่ี ึงพอใจจากไหน เวลาพระพุทธเจ้าอบรมเวไนยสตั ว์ ทา่ นกส็ อนวา่ อะไรผิดอะไรถกู อะไรควร อะไรไมค่ วร แตท่ า่ นไมไ่ ด้หยุดอย่แู คน่ น้ั ทา่ นพยายามแนะนำใหก้ ำลังใจวา่ เราก็ ทำได้นะ เป็นส่ิงทนี่ า่ ทำ ถา้ ไมท่ ำเรากแ็ ย่ แต่เรามสี ทิ ธทิ์ ่ีจะเลือก เพราะฉะน้ันให้ เลอื กทางที่ดี และก็พยายามดกู ารปฏบิ ตั ิของเราในปที ผ่ี า่ นมา วา่ เปน็ ทีส่ มใจหรือ ยงั ถ้าไมส่ มใจก็ถามตัวเองวา่ ยงั ขาดอะไรบ้าง ปีหนา้ เราจะได้เสริมตรงนน้ั แตส่ ่งิ ไหนทเี่ ป็นสิง่ ท่ดี ีของเราอย่าไปมองขา้ มนะ ระลกึ ไวเ้ ปน็ กำลงั ใจของเราเหมือนกัน ถา้ หากวา่ เรามองตัวเองแต่ในแงไ่ มด่ ีๆ กำลงั ใจเรากจ็ ะถอย เมอ่ื กำลงั ใจถอยเราก็ จะหาว่าเราไมม่ วี าสนา เราไมม่ ีบารมี สงสยั จะปฏบิ ัตไิ ม่ไดม้ ๊ัง ถ้าคดิ อยา่ งนั้นก็ ทำลายตวั เอง ฉะน้นั สง่ิ ไหนท่เี ราทำเป็นความดขี ึน้ มา สำเรจ็ ข้ึนมา แคแ่ ว็บเดียวก็ ยังดี เราก็พยายามเอามาเปน็ กำลงั ใจ คือจากแวบ็ หนึง่ กก็ ลายเปน็ ๒ แวบ็ ๓ แวบ็ ตอนหลงั ก็ไม่ใช่แวบ็ แลว้ มันกต็ ิดตอ่ ไปเรื่อยๆ อยา่ งท่ีทา่ นเทียบว่า เหมอื นเราเท น้ำ ถ้าเราเอากานำ้ มาเท ถา้ เอยี งนิดหน่งึ ก็ ตอ๋ ม ต๋อม ต๋อม ตอ๋ ม ถา้ เรง่ เข้ามนั ก็ จะต๋อมๆๆ จนหายจากต๋อม กลายเป็นสายนำ้ ไปเลย นคี่ วามดีของเรา การภาวนาของเราก็เป็นเชน่ นัน้ เริม่ แรกก็มเี ป็นชว่ งนดิ เดียว ดแี ลว้ ก็หายไป ทำไปๆ อกี นดิ หน่ึงแลว้ ก็หายไป ถา้ คนไมร่ ้จู ักใหก้ ำลังใจกบั ตัวเอง

69 กจ็ ะหาว่าเราคงทำอะไรไม่เปน็ มง๊ั หรือคดิ ว่า การภาวนาคงไมใ่ ชส่ ง่ิ ทดี่ ี ก็คิดๆ อยา่ งนัน้ แหละ ท้ังทำลายตวั เองด้วย ท้งั ติเตียนพระศาสนาด้วย ก็ไปกนั ใหญ่ แต่ถา้ หากวา่ เราเป็นคนท่รี ู้จักอบรมจิตใจ รจู้ ักให้กำลังใจกับตวั เอง เราได้ แว็บหน่งึ ก็ยังดี แล้วพยายามสังเกตเอา ถา้ มันแว็บขึน้ มาอีก ทีม่ ันดี ทม่ี นั อยู่สกั พัก หนึ่ง พอสมาธนิ ั้นหายไป ก็ถามตัวเองวา่ อ้าว เรมิ่ แรกท่เี ราภาวนานม่ี นั เปน็ อยา่ งไร การทีเ่ รากำหนดมา มขี ั้นมตี อนอยา่ งไร เวลาใจของเราสงบแลว้ เราอยกู่ บั อะไร เชน่ อย่กู ับลมหายใจ ลมเปน็ อย่างไร เรากำหนดตรงไหน พยายามตั้งเป็น ขอ้ สงั เกต คราวตอ่ ไปเรากพ็ ยายามแตง่ ให้เปน็ อย่างนั้น ลองดูซิ จะได้ไหม ถา้ ไมไ่ ด้แสดงวา่ เรายงั สังเกตไมล่ ะเอียดพอ เรากพ็ ยายามจับตาดตู อ่ ไป ว่าคราวหนา้ เวลามันดี มนั ดีอยา่ งไร หลายครงั้ หลายหนเดี๋ยวกจ็ ะสังเกตได้ จะกลายเป็นวิชา ของเราข้ึนมา วชิ านม้ี าจากไหน ก็มาจากที่เรารจู้ กั สังเกตเหตุและผล หนงึ่ สอง เราก็พยายามทำให้ดีที่สดุ แลว้ กจ็ ำไว้ อยา่ งเวลาท่ที ่านพ่อลีอธบิ ายเรอ่ื ง สติปัฏฐาน ท่านบอกวา่ คณุ ธรรมทจ่ี ะเปน็ สว่ นของปญั ญาน้นั คอื อาตาปี คือ ความเพยี รท่เี ราเพง่ เข้าไปๆ ตัง้ ใจวา่ จะทำให้ดี จดจ่ออยูก่ ับส่งิ ที่เรากำลงั ทำอยู่ ถ้า เรารเู้ ฉยๆ จะไมเ่ กดิ ปัญญาหรอก เชน่ เรารตู้ ามหนังสอื รู้ตามตำรา หรอื ฟงั ครูบา อาจารย์ท่านสอนไว้ ถา้ รู้แค่นน้ั ก็ยงั ไม่รู้จริงๆ เพียงแต่เห็นเขาวา่ ๆๆ ถา้ จะใหเ้ ปน็ ความรขู้ องเราจรงิ ๆ เราต้องต้งั ใจทำ ทา่ นบอกใหท้ ำอยา่ งน้ี เรากต็ อ้ งลองทำดู ได้ผลแค่ไหน บางทเี ราทำตามทเ่ี ราเขา้ ใจแตอ่ าจจะเขา้ ใจผิดก็ได้ เพราะฉะน้นั ตอ้ งทดลองหลายๆ ตลบกวา่ จะแนช่ ัด แต่ถา้ เราไม่ได้ต้ังใจทำ ก็ไมม่ ที างทจี่ ะเกดิ เป็นปญั ญาของตัวเองขน้ึ มาได้ คงเปน็ แค่สญั ญาตามตัวหนังสอื เพราะฉะน้ันตอ้ งมคี วามรดู้ ้วย ตอ้ งมคี วามตง้ั ใจดว้ ย และมกี ำลังใจด้วย การ ปฏิบัตขิ องเราจึงจะปรากฏผลข้ึนมา เราจะได้ทพ่ี งึ่ อยภู่ ายในใจของเรา ถา้ ไมไ่ ด้ทำ แบบนี้ ถึงจะมีพระธรรมอยู่ พระศาสนากย็ ังมอี ยใู่ นโลก แตก่ ็ไม่มีความหมาย สำหรับเรา หรอื จะมคี วามหมายแคผ่ วิ เผิน แตถ่ า้ เราต้องการให้รู้ลึกซง้ึ เขา้ ไป เรา ตอ้ งตัง้ ใจไว้ เราจะพยายามทำใหด้ ที ่ีสุดเทา่ จะดีได้ ปีทีแ่ ลว้ ถ้ายังไมส่ มหวัง ปีนก้ี ็ ตอ้ งใหด้ ีข้ึนมา พยายามยอ้ นกลับมาพิจารณาขอ้ ปฏิบัตทิ เ่ี ราทำไดด้ ีเอามาเป็น บทเรยี น ทเ่ี ราทำไม่ดีกเ็ อามาเปน็ บทเรียน ถา้ คดิ อยา่ งนี้ได้ การปฏิบตั ขิ องเราก็จะ เปน็ ผลสำเรจ็ ไมเ่ รว็ กช็ ้า แตช่ ้าหรือเร็วกไ็ มส่ ำคญั เหมือนกบั ความต้ังใจของเราอยา่ ใหถ้ อย และกำลงั ใจของเราอย่าให้ออ่ น

70 ทา่ นบอกวา่ นี่เป็นมานะชนดิ หนงึ่ ทช่ี ว่ ยเราได้ คอื เราเห็นคนอื่นเขาทำ เขาก็ มนษุ ย์ เรากม็ นุษย์ เขาทำได้ ทำไมเราทำไมไ่ ด้ กต็ อ้ งไดซ้ ิ นม่ี านะแบบน้ีไมไ่ ด้ เรียกว่าเป็นการเสยี หาย ถึงแม้ว่ามานะของเราสกั วันหนง่ึ ต้องละ แตก่ ่อนทจ่ี ะละ ตอ้ งใชใ้ หเ้ ปน็ ประโยชน์ ให้ถกู ต้อง นนั่ จงึ เรยี กวา่ ผมู้ ีปัญญา รจู้ ักหาความสุขเป็น

71 ภพ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๘ ใจของเรานัน้ ก็เป็นภพ มีทั้งภพเล็กภพใหญ่ ภพใหญ่ คอื ตัวเราทอ่ี ยใู่ นโลก มนษุ ยใ์ นขณะนี้ ตงั้ แตเ่ ราเกิดมาก็อยู่ในภพน้ี ตง้ั แต่วันเกดิ จนวันตาย น่ภี พแบบน้ี ยาวและใหญ่ แตภ่ พใหญต่ ้องออกจากภพเล็ก ภพเลก็ มอี ยู่เฉพาะในจิตใจของเรา คือความคิดปรากฏข้นึ มาในจิตเป็นสถานที่หรือสถานการณ์ แลว้ เราก็เข้าไปใน สถานทน่ี ้ัน จะพาเราไปถึงไหน กเ็ หมอื นฟองสบทู่ ่ีลอยขึน้ ไปในอากาศ เราเข้าไป ในน้ันแล้วก็ลอยข้ึนไปตามเขาดว้ ย ถา้ ใจของเราไมม่ ีทลี่ งท่ดี ี พอฟองสบแู่ ตก เราก็ แย่ ตกลงมาเจบ็ เนอ้ื เจบ็ ตวั ฟองสบู่บางฟองแถมมีพษิ แต่ใจของเรายงั ยนิ ดีอย่ใู น น้ัน สละได้ยาก ท่านบอกวา่ ภพทุกภพตอ้ งมที กุ ขอ์ ยู่ในนน้ั อยา่ งท่ีเรามาปฏิบตั กิ ็เพ่ือใหใ้ จหมด จากภพ แต่ว่าตอ้ งอาศยั ภพจงึ จะปฏิบตั ิได้ คอื จะสลัดความรู้สึกวา่ ตัวตนในทกุ สิง่ ทุกอย่างยงั ไมไ่ ด้หรอก อย่างทีท่ ่านสอนไว้ว่า อตั ตาหิ อตั ตโน นาโถ ตนเป็นทพี่ ึ่ง ของตน หมายความว่าตอ้ งสรา้ งตนของเราใหด้ ไี วก้ ่อน เราจึงจะพ่งึ ได้ ตอ่ เม่อื ทีพ่ ึ่ง ของเราดี เราจึงคอ่ ยวางเขาได้ ตัวตนท่ดี ีนั้นคอื ตัวตนทท่ี ำสมาธิ เรากอ็ ยูต่ รงนี้ อาศยั ร่างกายนเี้ ป็นโลกของเรา คอื รปู รา่ งกายของเรา เราอาศยั ใหม้ คี วามรู้สึกให้ทั่วตัว เราอยู่ตรงน้ี ไมไ่ ปไหน เรา กก็ ำหนดดลู มหายใจ แตง่ ลมหายใจใหเ้ ป็นทสี่ บายของเรา ภพนี้จงึ จะเป็นภพทน่ี า่ อยู่ คอื มีปญั หาอยูเ่ สมอว่าเวลานง่ั ภาวนา นงั่ ไมเ่ ทา่ ไหร่กเ็ อาแลว้ ภพเลก็ ก็เกิด ข้ึนมาอกี แลว้ พาไปนู่นพาไปนี่ ถ้าใจของเราไมม่ ีความมน่ั คงอยกู่ ับลม ตอ้ งลอยไป ตามเขาจนได้ ง่ายนิดเดยี ว ท่ีว่าภพแต่ละภพมตี ัวตนอย่ใู นนั้น ก็ใจของเรานีแ่ หละมีหลายตวั ตนเปน็ คณะกรรมการทีเดยี ว กรรมการคนนีจ้ ะเอาอย่างนั้น คนน้นั จะเอาอย่างน้ี มนั หลายความคิดหลายความเหน็ ใจดวงเดยี วนแ้ี ตม่ ันหลายใจ เราคนเดยี วแต่มี หลายเรา เพียงแต่วา่ ตวั เราทอี่ ยู่ในนัน้ เคยไดค้ วามสขุ จากตณั หาชนิดน้นั ชนิดน้ี จากอบุ ายอย่างนน้ั อยา่ งน้ี ความปรุงแต่งแบบนน้ั แบบน้ี เขาจะเอาอบุ ายของเขา มาเสนออยูเ่ รอ่ื ยๆ เห็นเราอยวู่ ่างๆ ภาวนาไมม่ ธี ุระหน้าทอ่ี ะไร เขากจ็ ะเสนอเขา้ มาให้คดิ เรือ่ งนั้น ใหค้ ิดเรื่องนี้ เราก็ไปกับเขา ถอื วา่ เป็นเราเสยี สิน้

72 ฉะน้นั เรามาอบรมสมาธเิ พือ่ ใหต้ วั ตนทอ่ี ยูใ่ นปัจจบุ นั ที่รอู้ ยใู่ นปัจจุบนั ท่ีมี สติสัมปชญั ญะอย่ใู นปจั จบุ ันนนั้ ให้เขม้ แขง็ ขน้ึ มา ใหเ้ ปน็ ประธานขนึ้ มา กว็ ่าอยา่ ง นน้ั ในธรรมทง้ั หลายทา่ นบอกวา่ สมาธินน้ั ตอ้ งเปน็ ประธาน ต้องใหใ้ หญก่ ว่าเขา ให้มีอำนาจเหนือกว่าเขา ที่ท่านสอนให้แต่งลมหายใจให้เป็นท่สี บาย กเ็ พือ่ ให้ ประธานคนนมี้ ีความสามารถ มคี วามม่นั คง มอี ำนาจอยเู่ หนือเขาท้ังหลาย ถ้ามี ความคิดอย่างอืน่ ผดุ ขึน้ มาที่จะชวนไปนนั่ ชวนไปนี่ เรากเ็ ฉยได้ เพราะเรามี ความสขุ อยแู่ ลว้ ฉะนน้ั ถ้าจติ ใจของเรายงั ไหลไปน่นู ไหลไปน่ี ลอยไปนัน่ ลอยไปน่ี เราก็หนั กลับมาดลู มของเรา แสดงว่าเรายงั ไมร่ ู้จักลมเทา่ ทคี่ วร ให้ทำความสนใจกับลม ทำความคุน้ เคยกับลมหายใจของเรา คอื ลมในรา่ งกายของเรามีหลายจำพวก มที ัง้ ลมหายใจด้วยและลมทแ่ี ลน่ ไปตามเสน้ ประสาท ท่แี ลน่ ไปตามเสน้ โลหติ ออกทุก ขุมขนด้วย และสขุ ภาพร่างกายน้ันตอ้ งอาศัยลมจงึ จะอยไู่ ด้ ถ้าขาดธาตุลมอยา่ ง เดียวกต็ ายไปแลว้ ถา้ ธาตุลมเกิดวปิ รติ ขนึ้ มา ธาตุลมไมป่ กติ ขาดตรงนนั้ ขาดตรง น้ี ร่างกายกท็ ำงานไม่ปกติ เมือ่ รา่ งกายไมป่ กติ จติ ใจก็ย่อมไม่ปกติไปดว้ ย เพราะฉะน้ันพยายามทำความสนใจกับธาตนุ ้ใี หม้ ากทสี่ ดุ ในโลกอันนีค้ อื รา่ งกายทเ่ี รารู้สกึ อยทู่ ั่วตัวนี้ ให้เอาภพน้เี ปน็ ภพของเราก็แลว้ กัน อยา่ เอาภพอื่น เขา้ มาตหี วั เราหรือมากนิ เรา เราอา่ นธรรมะมามากแลว้ ทนี ภี้ พทเ่ี ราเคยอา่ นแล้ว ตอนน้มี นั มาขโมยตวั เรา ไป ลักตัวเราไปท้ังๆ ทีร่ วู้ ่าน่คี อื ภพ แตเ่ ราไปกบั มนั จนได้ เหมือนกับว่าเราเข้าไป ในปา่ เรารู้ว่ามีเสอื มสี าง มีหมี มีอะไรตา่ งๆ รู้ชอ่ื ของสตั วท์ กุ ประเภท แต่ยังไม่ วายทจ่ี ะถูกสัตว์น้ันขบกิน หมกี ำลงั กนิ อยทู่ ั้งตวั และเรากร็ ูว้ า่ นค่ี อื หมี แตเ่ รายงั สู้ กับหมีไมไ่ หวน่นั ก็หมดท่า เรากค็ วรรจู้ ักวา่ ถา้ มีหมีแบบนี้ ทำอย่างไรถงึ จะไมใ่ ห้ มันกินเรา ไมใ่ ห้มนั ทำอนั ตรายกบั เรา ตรงนี้แหละทเ่ี ราเป็นนักปฏบิ ตั ิ ท่านเคยบอกไว้วา่ ถ้ามอี ะไรดีๆ บางคร้งั จะไมใ่ ช่กิเลสโดยชดั เจน เพยี งแต่ว่า มนั เกิดความคิดขึ้นมาวา่ อนั นัน้ กน็ า่ คดิ อนั น้ีก็นา่ คิด ทา่ นบอกวา่ ไม่ตอ้ งไปจดไม่ ต้องไปจำ ถา้ มนั ดีจริงๆ ออกจากภาวนาแลว้ มนั กอ็ ย่ตู รงนนั้ ไมไ่ ดห้ นีไปไหน ที่เรา กลวั ว่า เราจะลมื น่ันลมื นี่ ท่อี ยากจะพดู อันนั้น อยากจะติดตอ่ อนั นี้ ไมต่ ้องกลัว เราจะไม่ลมื ถ้ามนั ผดุ ข้ึนมาใหร้ จู้ ักแล้วก็วาง รจู้ ักแล้วกว็ าง ออกจากภาวนามันก็อยตู่ รงน้ัน ถ้ามนั ดีจรงิ ๆ ถ้าเรามีกฎแบบนใี้ นตัวก็เรียกวา่ ทันกลอุบายของเขา คือจิตทจี่ ะพา

73 เราหนจี ากภาวนาจะเอาอันนเ้ี ปน็ ขอ้ อา้ ง แต่เราไมไ่ ดเ้ ชือ่ ตามข้ออ้างของเขา ความดีและความคิดเราไม่หายไปไหน คอื จติ ของเราจะไดม้ เี วลาพักเปน็ ตวั ของ ตัวเอง สรา้ งภพอนั นใี้ หด้ ี คอื ภพทเ่ี ป็นสมาธซิ ึ่งจะเป็นอาวุธท่สี ำคญั สำหรบั เราใน โอกาสตอ่ ไป

74 วนั สงกรานต์ ๘ เมษายน ๒๕๖๑ วันนเ้ี รากม็ าฉลองวันสงกรานต์ ซง่ึ อาจจะไม่ตรงกบั วนั สงกรานตข์ องทางการ เขา แตเ่ ราถอื ว่าเปน็ เรือ่ งสมมุติ เราจะสมมตุ ิวา่ วนั ไหนเปน็ วันสงกรานตก์ ไ็ ด้ ให้ นกึ ถงึ ความดขี องสมยั ก่อนเวลามีงานสงกรานต์ ชาวบ้านเขาจะมาตั้งโรงทาน ไม่ได้ไปตั้งอยใู่ นวดั แตต่ ัง้ อยหู่ น้าบา้ น อยา่ งทา่ นพอ่ เฟือ่ ง อาจารยข์ องอาตมา เคยเล่าให้ฟังวา่ สมยั เดก็ ๆ ชว่ งทที่ ่าน ชอบมากทสี่ ุดก็คอื ชว่ งสงกรานต์นแ่ี หละ มโี รงทานทั่วหมู่บ้าน ใครมีอะไรก็ แจกจ่ายกันไป พวกเด็กๆ ก็ได้กินอาหารอ่มิ การใหท้ านกท็ ำให้โลกนนี้ ่าอยู่ข้ึนมา ทา่ นกซ็ าบซึง้ ตรงนแี้ หละ การใหท้ านทำให้โลกน้เี ปน็ โลกท่นี ่าอยู่ โลกมนุษยข์ อง เราถา้ ไมม่ ีการให้ทาน ไม่มีการเจอื จาน ก็จะขาดความน่าอยู่ อยไู่ ม่ไดเ้ ลย มีแต่การ แก่งแยง่ ชงิ ดกี ัน ไม่ให้อภัยซ่ึงกนั และกัน โลกแบบนน้ั ไม่น่าอยู่เลย เพราะฉะนั้น เวลานึกถึงความดีของวนั สงกรานต์ อยา่ ให้มันดแี ตเ่ ฉพาะวันสงกรานต์อยา่ งเดียว การใหท้ านนี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะวตั ถทุ านนะ เรามเี วลาพอทจ่ี ะชว่ ยคนนั้นคน นเ้ี ราก็ให้ไป เรามคี วามรทู้ ี่จะให้เขาไป เราก็ใหไ้ ป คนท่ีเคยลว่ งเกินเรา เรากใ็ ห้ อภยั ซง่ึ กนั และกนั โลกของเราก็จะนา่ อย่ขู นึ้ มา เพราะตามท่ีเราเห็นกนั ทกุ วนั นี้ ส่อื มวลชนก็ชอบข่วู ่า มอี ันตรายตรงนัน้ ตรงน้ี ทำให้มนุษยใ์ จแคบเขา้ มา รู้สกึ วา่ การใหอ้ ภัยซง่ึ กนั และกันมนี อ้ ยลงไปๆ การขัดแย้งกนั มากขน้ึ เราจะตาม ส่อื มวลชนไหม จะให้เขาเป็นผู้ทจ่ี ะกำหนดโลกของเราหรอื เปลา่ เรากไ็ มน่ ่าจะทำ อยา่ งน้นั เรามอี ำนาจในตัวของเรา ก็ทา่ นบอกว่า เรามีกรรมเปน็ ของๆ ตน เราพอจะ เลอื กไดว้ า่ เราจะสรา้ งโลกแบบไหน เราก็สรา้ งดว้ ยการกระทำของเรา ในการที่ เราใหท้ านนีไ้ ม่ใช่เฉพาะคนที่รบั จะเปน็ ผทู้ ีไ่ ด้ความสขุ เราเองกไ็ ด้ความสุขข้ึนมา เพราะใจเรากว้างขึน้ ถา้ เทียบกบั บา้ นกเ็ หมือนบ้านท่ีใหญ่ ทีน่ า่ อยมู่ าก คนที่ไมใ่ ห้ ทานเหมอื นกบั อย่ใู นบา้ นที่แคบ มองไปทางไหนแล้ว นน่ั กต็ ดิ ขัด น่ีก็ไมไ่ ด้ นี่ความกลวั เป็นใหญอ่ ยตู่ ลอดเวลา กลวั วา่ อันนน้ั จะไมพ่ อ อันนจี้ ะไมพ่ อ ของ กเ็ ลยไมพ่ อจริงๆ สว่ นคนทีใ่ หท้ านน้ันอะไรก็เหน็ วา่ มีเหลอื กินเหลือใช้ โดยเฉพาะ อยา่ งยงิ่ การใหอ้ ภยั ซึง่ ไมต่ ้องเสยี เงินเสียทองเลย แตท่ ำไมมนั ยากจงั ถา้ คนนัน้ คน นมี้ าทำลว่ งเกินเรา เราควรนึกขนึ้ มาวา่ เรากค็ งจะทำลว่ งเกนิ เขา ถา้ หากวา่ คิดแต่

75 กรรมคิดแตเ่ วรอย่างเดยี วก็ไม่มที ส่ี ้ินสดุ แตถ่ า้ หากวา่ เราให้อภยั ซะ มนั กห็ มดเวร หมดกรรมทนั ทีเลย เขาก็ไดค้ วามเบาใจ เราเองก็ไดค้ วามเบาใจ นี่เรยี กวา่ เรา สร้างโลกที่ดีข้ึนมา เพราะฉะน้ันในชว่ งสงกรานตน์ ี้ซึง่ ถือวา่ เปน็ ปใี หม่ของไทย ก็เป็นโอกาสของเรา ทีจ่ ะสรา้ งความดีพเิ ศษขนึ้ มา กใ็ ห้นึกถึงว่าตลอดปีทตี่ ่อจากนีไ้ ปเราจะสรา้ งความดี ในทางปฏิบตั ิ สงั เกตดูคนไทยเรา ถา้ ใครมปี ใี หม่ท่ีไหนๆ เรากเ็ อาหมดเลย ปีใหม่สากลกเ็ อา ตรษุ จนี ก็เอา ตรษุ ไทยสมัยก่อนก็เลอื นหายไป ก็เอาวันสงกรานตข์ องแขกมาแทน ถา้ รวมแลว้ แตล่ ะปีก็มปี ใี หม่ตั้ง ๔ ครงั้ สำหรบั ตรุษจีนหรือปีใหม่สากลก็เอาขนม ของเขามาดว้ ย แตท่ จ่ี รงิ แลว้ น่าจะเอาประเพณที ี่ดขี องเขามาบ้าง อยา่ งฝรง่ั เขามี ปีใหม่สากล เขาจะมีการอธิษฐานที่จะสรา้ งความดีขึ้นในปตี ่อไป เราจะเอามาใช้ ในวันสงกรานตก์ ไ็ ด้ ว่าเราอธษิ ฐานท่ีจะสร้างความดขี น้ึ มา ใหเ้ ป็นส่วนพเิ ศษ สำหรบั ปนี ้ี เพราะรา่ งกายคนเราก็เสอ่ื มโทรมไปทกุ ปๆี ๆ ถงึ แมว้ ่ายังหนุ่มยงั สาว อยูก่ ย็ ังเขา้ หาความตายทกุ ปีๆ เราจะมีอะไรชดใช้ นอกจากความดีทเี่ ราสรา้ งหรอื ในสงิ่ ทไี่ ม่ดีทเี่ รางดเวน้ ฉะนั้น ถ้าเราเห็นทางไหนทจ่ี ะให้ความดแี ผ่ออกไปดว้ ยการให้ทาน วัตถทุ านก็ ได้ อภัยทานกไ็ ด้ วทิ ยาทานก็ได้ ใหถ้ ือว่าเปน็ โอกาสทจี่ ะสรา้ งอนสุ รณช์ ีวิต ส่วน สิ่งท่ีไม่ดีนัน้ ท่านกบ็ อกว่ามีอยสู่ องข้อที่ป้องกันโลกของเรา โลกของเรารับ อนั ตรายจากอะไร ก็อันตรายจากการกระทำของมนุษยซ์ ่งึ มนุษยบ์ างคนก็ควบคุม ตวั เองไมไ่ ด้ พูดตามจริงกค็ ือคนสว่ นใหญก่ ค็ วบคุมตวั เองไม่ได้ ขอใหค้ วบคมุ การ กระทำของเจ้าของนัน่ เองก็แล้วกัน สองข้อที่วา่ ก็คอื หริ ิ กับ โอตตปั ปะ หริ กิ ็คือความละอาย พอนึกขึน้ มาวา่ จะ ทำความช่ัว ใจกล็ ะอาย นึกถงึ ว่าถา้ ครบู าอาจารย์ท่านทราบเขา้ ทา่ นจะนึก อยา่ งไร พอ่ แมป่ ยู่ า่ ตายายของเรา ถ้าทราบวา่ เราจะทำสิง่ ทไี่ มด่ ีน้ัน ทา่ นจะนกึ อยา่ งไร ถา้ เราคดิ ได้แบบนี้ก็เป็นการป้องกนั เรา เปน็ การใหค้ วามปลอดภัยกบั เรา ท้งั ท่ีใหค้ วามปลอดภยั แกค่ นอืน่ ด้วย ส่วนโอตตัปปะนั้นคอื ความเกรงกลัวต่อบาป หมายความวา่ ใหน้ กึ ถงึ ผลระยะ ยาวของการกระทำของเรา สง่ิ ไหนทีจ่ ะใหผ้ ลทเ่ี ปน็ ทุกข์เราจะไมเ่ อา เราจะมาทำ เฉยเมยวา่ ไม่แคร์กไ็ มไ่ ด้ เราก็ตอ้ งแคร์ เพราะเราเองเป็นผทู้ จี่ ะรับผลอนั น้นั ท่าน บอกว่า ปญั ญาวดั กนั ตรงทว่ี า่ สิ่งท่เี ราชอบทำแตจ่ ะใหผ้ ลเป็นทุกข์ในระยะยาว

76 เรามปี ัญญาพอทจ่ี ะห้ามตวั เองได้ สิ่งไหนทเ่ี ราไมช่ อบทำแต่ให้ผลเปน็ สุขในระยะ ยาว เราก็มปี ัญญาท่จี ะปลกุ ใจใหย้ นิ ดที ีจ่ ะกระทำ น่ีปัญญาในศาสนาพุทธไม่ต้องนึกถงึ ว่า เราจะรปู้ ฏจิ จสมปุ บาท หรือสญุ ญตา หรืออะไรทล่ี ึกลบั ไป ใหเ้ อาปญั ญาแคว่ ่า เราควบคุมจิตใจของเจา้ ของได้ ไม่เอา ตามอารมณ์ แต่จะเอาตามธรรม เอาตามเหตตุ ามผล นี่ ถ้าหากวา่ เรามีสองขอ้ น้ี คอื หริ ิ-ความละอาย โอตตปั ปะ ความเกรงกลัวตอ่ บาป เราจะป้องกันเราและป้องกนั โลกของเราดว้ ย โลกทเ่ี ราอยู่ คอื โลกมนุษย์กจ็ ะ เปน็ โลกท่ีดขี ้ึนมา นา่ อยขู่ ้นึ มา เมอ่ื เราละโลกน้ีไปแล้วก็จะไปสูโ่ ลกทด่ี ี เขาจะเปดิ ประตรู อรบั แตถ่ ้าหากว่าเราไมม่ คี วามดี เขาจะไมเ่ ปดิ ประตูให้ เขาจะไลล่ งไป เพราะฉะน้นั ส่งิ ทไี่ มด่ ีในจิตใจของเรา อยา่ ใหม้ นั เพน่ พา่ นออกไปนอกบ้าน ให้ขังไว้ แลว้ ก็ใชภ้ าวนาท่จี ะปลอบจิตใจของเราใหย้ นิ ดีท่ีจะปฏิบัตติ ามธรรม เพราะฉะนน้ั ถา้ หากวา่ เรามี ๓ ขอ้ นี้ คอื หนงึ่ การให้ ทาน ดว้ ยด้วยความยินดี สอง มี หริ ิ และ โอตตปั ปะ โลกของเรากจ็ ะไดเ้ ปน็ โลกที่น่าอยู่ข้นึ มา สือ่ มวลชนเขาจะวา่ ยังไงของเขา แต่ ใจของเราไมห่ ว่นั ไหวไปตาม เพราะเราม่ันใจในความดีของเรา ม่นั ใจในหลกั ท่ี พระพุทธเจา้ สอนไวว้ า่ เราทำดกี ต็ ้องได้ดี ทำชัว่ ต้องได้ชวั่ ถา้ เขาจะปลกุ ใจของเรา ใหท้ ำชั่ว ยังไงๆ เรากไ็ มเ่ อา เพราะฉะนัน้ ตอ้ งเพม่ิ อกี ขอ้ หน่งึ ก็คอื ให้ ฝกึ สมาธิ ทกุ วันๆ เพราะใจทีเ่ ปน็ สมาธคิ ือใจท่ีเขม้ แข็ง เนอื่ งจากว่า เรามีความสขุ อยู่ภายใน เรากแ็ ตง่ ลมหายใจ ของเราใหเ้ ปน็ ทส่ี บาย ไหนๆ ลมก็เข้าออกอยูเ่ สมอ ไมม่ ใี ครไปบังคับใหเ้ ข้า ออกแบบไม่สบาย ทำไมเราจะปลอ่ ยให้เป็นไปแบบนน้ั เรากม็ าสนใจแต่งลมให้ เปน็ ทสี่ บายของเรา ใจของเราก็จะรู้สึกเย็นขึ้นมา หรืออมิ่ ขน้ึ มา ความชัว่ ของโลก เขาจะเข้าไม่ถึง เมอื่ เขา้ ไม่ถึง ใจของเราเข้มแข็ง เมอ่ื เข้มแข็งแลว้ กส็ ร้างความดีได้ ด้วยความยมิ้ แยม้ แจ่มใส เราจะเรม่ิ โดยการถอื โอกาสอธิษฐานจติ ใจของเราวา่ จะสรา้ งโลกของเราให้เป็น โลกที่น่าอยู่ อยา่ ให้คนอนื่ มาบังคับโลกของเรา เราเองมีสิทธท์ิ จ่ี ะเลือกโลกทีด่ ี เรา กเ็ ลอื กเอา รกั ษาเจตนานนั้ ไว้ ปีทผ่ี ่านไปๆๆ จะได้มกี ารชดเชยไปบ้าง รา่ งกายก็ เสื่อมทรดุ ลงไปๆ แก่ลงไป แตค่ วามดขี องเราเจริญขึน้ มา งอกงามขึน้ มา กเ็ รยี กวา่ คมุ้

77 อานาปานสติ ๔ ชดุ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๒ เวลาทา่ นอธบิ าย อานาปานสติ มี ๑๖ ข้อ แต่ ๑๖ ข้อนั้นท่านไม่ได้เรียงเปน็ ขน้ั บันได ทา่ นจัดเป็นหมวดๆ หมวดละ ๔ เรยี กว่า “จตกุ กะ” หมวดแรก - เกยี่ วกับร่างกาย หมวดที่สอง - เกย่ี วกับเวทนา หมวดทส่ี าม - เกย่ี วกับจติ หมวดทส่ี ่ี - เก่ียวกบั ธรรม ท้ัง ๔ หมวดนเ้ี ป็นส่วนประกอบของใจทจี่ ะเปน็ สมาธิ เชน่ กาย พยายามให้ลมหายใจสบายท่ัวตัว เรม่ิ แรกกเ็ พยี งแต่ดคู วามยาว ความสนั้ ของลม จากนน้ั กพ็ ยายามทำความรสู้ กึ ใหท้ ว่ั ตัว ดูซวิ ่าลมแบบไหนจะ เปน็ ที่สบายสำหรับร่างกายทั้งก้อน ถ้ากายรสู้ กึ วา่ เพลยี หายใจแบบไหนจงึ จะให้กำลัง ถ้าเครยี ด หายใจแบบไหน ถงึ จะคลายความเครยี ดได้ แตม่ ขี ้อสำคญั อยู่ทว่ี า่ ต้องมีกำลงั ด้วย ไม่ใช่ว่าคลาย แล้วหลับ ตอ้ งจัดให้พอดี เมอ่ื พอดีแลว้ กค็ อ่ ยๆ ผ่อนๆๆ ไปเรอื่ ยๆ นเ่ี รอื่ งของกาย สว่ น เวทนา นั้น ทา่ นสอนให้กำหนดลมหายใจใหส้ บาย ให้มีปีตเิ กิดข้ึนแล้วจงึ มสี ขุ เวทนาเกดิ ขึน้ จากน้นั เรากด็ ูความรสู้ กึ ของเราว่าสัญญาของเราแบบไหนมี อิทธิพลอยา่ งไรกับจิตใจของเรา จากน้นั กพ็ ยายามคลายใหใ้ จของเรานน้ั ถกู กลอ่ ม ด้วยสัญญาอารมณท์ ี่ดี ส่วน จิต นั้น ทา่ นให้กำหนดดูว่าจิตของเรานั้นเปน็ อย่างไรบ้าง ฟ้งุ เกินไปไหม หรอื หดห่ไู หม ถ้าหดหูท่ ำอยา่ งไรถงึ จะทำใหร้ สู้ กึ แช่มช่นื ข้นึ มา อยา่ งทหี่ ลวงปสู่ ุ วจั นเ์ คยเทศนอ์ ยเู่ สมอวา่ เวลาเรามาภาวนา ต้องทำใจของเราให้เกดิ ศรทั ธาความ เชื่อ ปสาทะความเลื่อมใส วา่ งานท่เี รากำลังทำอยู่นี้เปน็ งานละเอยี ด เป็นงานสูง เราควรจะยินดปี ล้ืมใจวา่ เรามโี อกาสมีวาสนาทพี่ อจะมานง่ั ภาวนาได้ แตถ่ า้ หากจติ ใจของเราฟ้งุ อยแู่ ล้ว เราต้องหาวิธที ำอย่างไรจะทำใหใ้ จของเรา สงบลงไปได้ ถา้ มนั กงั วลเรอื่ งนัน้ เร่ืองน้ี ใหบ้ อกตัวเองวา่ เหตุการณ์ภายหนา้ จะ เป็นอยา่ งไร เราก็ไม่รู้ แต่เรารไู้ ด้วา่ เหตกุ ารณท์ ค่ี าดไม่ถงึ จะต้องมี เราจะใชอ้ ะไร แก้ไขปญั หาเฉพาะหน้า ก็ต้องใชส้ ติสัมปชัญญะ ใชป้ ญั ญา แลว้ สิง่ เหล่านี้เราจะ เอามาจากไหน กเ็ อามาจากการภาวนานแี่ หละ

78 เพราะฉะน้ันการทค่ี ิดฟงุ้ ซา่ นไมไ่ ด้ช่วยแก้ไขปญั หาในอนาคต วิธแี ก้ไขปญั หา ในอนาคตก็คือภาวนาในปัจจบุ ันเพอื่ ท่จี ะฝกึ คณุ ธรรมเหล่าน้นั ใหค้ ลอ่ งแคลว่ ถา้ คิดอยา่ งน้ีได้ ใจของเรากจ็ ะคลค่ี ลายจากอารมณอ์ ันน้นั ได้ ๓ หมวดนี้เปน็ สว่ นประกอบของใจท่เี ป็นสมาธิ กายกต็ อ้ งใหม้ ีลมเตม็ กาย เดนิ ใหท้ ั่วต้งั แต่หัวไปถงึ เท้า เวทนากเ็ ป็นเวทนาท่เี ปน็ สขุ เตม็ กาย จติ ของเรา ความรู้ ของเรากต็ ้องเตม็ กายจึงจะเปน็ สมั มาสมาธิ ท่ีน้ีปัญหาอยทู่ ีว่ ่าบางครงั้ ๓ อยา่ งนี้จะรวมกันไม่คอ่ ยสนทิ เราจงึ ตอ้ งดวู ่า ปญั หาอยู่ตรงไหน อยู่ทก่ี ายหรืออยทู่ เี่ วทนาหรอื อยทู่ จ่ี ติ เราจึงแกต้ รงท่ีเกดิ ของ ปญั หา ถา้ จะเทยี บแลว้ ขอ้ แต่ละขอ้ ในอานาปานสตินั้นกเ็ หมอื นกับเคร่ืองมือของเราที่ จดั ไว้ เวลาจะเอาไปใช้ ไมใ่ ชจ่ ะหยิบไปท้ัง ๑๖ ข้อพรอ้ มกัน เราตอ้ งดูวา่ ปญั หา ของเราอยตู่ รงไหน เราก็หยิบขอ้ น้ันขึน้ มาใชแ้ ลว้ ก็วาง ถ้าเปน็ ปัญหาของกาย ก็ เอาเรอ่ื งของกายมาใช้แล้วกว็ าง ถา้ ปัญหาอยทู่ เ่ี วทนา เช่น มที ุกขเวทนาใน ร่างกาย อยา่ งนอ้ ยก็ใหก้ ารหายใจของเราสบาย ส่วนไหนทไ่ี มท่ ุกขเ์ รากพ็ ยายาม แตง่ ใหด้ ี ใหค้ ลี่คลายจากความเครียด จากนั้นกพ็ ยายามให้เวทนาทสี่ บายนน้ั แผ่ให้ ทะลทุ กุ ขเวทนาของเรา ให้ลมหายใจทะลุ ลมทเี่ ดินในรา่ งกายของเราให้ทะลไุ ป เลย เรียกว่า เราใช้เครอ่ื งมือของเราตามความเหมาะสม ส่วน ธรรม นัน้ เปน็ คณุ ธรรมทจี่ ะสร้างขนึ้ มา แต่ในอานาปานสตนิ ัน้ ทา่ นพดู ถงึ เร่อื งการพจิ ารณา อนจิ จฺ ํ เปน็ หลักใหญ่ เชน่ จะทำอย่างไรท่จี ะทำใหจ้ ิตของเรา นัน้ พ้นไปจากอารมณท์ ข่ี ุ่นมัว ท่านก็บอกวา่ ใหด้ ูความไมเ่ ทยี่ งของอารมณ์นนั้ ๆ อย่างเช่น ถ้ามเี รอื่ งกลุ้มใจในขณะน้ี ใหน้ ึกถึงวา่ ในอดีตกเ็ คยมีเรอื่ งกลุม้ ใจ เหมือนกนั แตผ่ ลสดุ ทา้ ยมันเป็นอยา่ งไร มนั ก็คลายไปเอง ของในปัจจบุ ันก็ต้อง คลายไปเหมอื นกนั จะอย่นู านไมไ่ ด้ เราจะเอาเรอ่ื งกบั มนั ทำไม พจิ ารณาแบบน้ี แล้วจงึ เกิดความไมส่ นใจ น่ันเรียกว่า วริ าคะ กไ็ มเ่ ห็นวา่ มอี ะไรดี ไมม่ ีอะไรท่ี จะต้องสนใจในเรื่องนนั้ พอเราไมส่ นใจแลว้ มันจะดับไปเอง เราจะได้เห็นวา่ เราเองเอาอารมณน์ ี้มาเลยี้ งเปน็ อาหารของใจ แต่เมื่อเราเล้ียง มนั มนั ก็กลับมากดั เรา เหมือนกบั วา่ เราเลย้ี งไก่ หวังวา่ จะกินไข่ของมนั ทนี ้ีเวลา กลางคนื มันกก็ ลับมาจกิ ท่ีตัวเราเวลาเรานอนหลบั แลว้ เราจะเลย้ี งมนั ทำไม นี่ ความคิดของเรา เราเลย้ี งๆๆ มันไว้ แล้วมนั กลบั มากดั เราอีก มาจิกเราอกี ถ้าเรา คดิ อยา่ งนีไ้ ด้ เรากจ็ ะเกิดความเบ่ือหนา่ ยแล้วอารมณน์ ัน้ จะดบั เรากว็ างได้เลย

79 นเี่ รยี กวา่ ทง้ั ๔ หมวดเปน็ เครอ่ื งมอื ของเราท่ีจะต้องให้รู้จกั ใช้ แตล่ ะอย่างๆ ตามความเหมาะสม ใจของเราจะได้เป็นสมาธิขน้ึ มา เมอื่ เปน็ สมาธแิ ลว้ ไมต่ ้องไป นึกถงึ ขอ้ นั้นขอ้ นเี้ ลย ใหอ้ ยเู่ ฉพาะลมเข้า ลมออก ใหใ้ จเพ่งอยู่ตรงน้นั ปรบั ปรุงให้ ลมเดนิ พอดี จนไม่ตอ้ งปรับปรงุ แลว้ การปรบั ปรงุ น้นั ก็วางได้ แลว้ ใจของเราจะได้ ต้ังมน่ั พอจิตใจของเราตัง้ มัน่ แล้วด้วยมสี ติ มสี ัมปชัญญะ เราไม่ตอ้ งไปถามว่า ปญั ญา จะเกดิ มาจากไหน มนั กเ็ กิดจากการทีเ่ ราตอ้ งรกั ษาจติ ใจของเรา เราจะหวังใหใ้ จ เราเปน็ สมาธไิ ปตลอดโดยไมม่ อี ะไรมาแตะต้องก็ไม่ได้ จะตอ้ งคอยกน้ั ไว้ ดูแลไว้ ในการดูแลเราจงึ จะรเู้ รอ่ื งวา่ จติ ใจของเราที่แลบออกไปๆ มขี ้นั มีตอนอย่างไรบา้ ง เราจะเหน็ ชดั เหน็ ชัดเพราะอะไร เพราะเราไปปฏเิ สธมนั คือไมไ่ หลไปตามมนั นี่ ปัญญาทเ่ี กดิ จากการรักษาจติ ท่ีสงบนั้น เป็นปัญญาเฉพาะตัว เราจะเอาปญั ญาทอ่ี า่ นในหนังสอื มาเจรญิ กไ็ มถ่ กู นน่ั เป็นเพยี งแตส่ ญั ญา เปน็ ชอ่ื ของปญั ญา ไมใ่ ช่ตวั ปญั ญาแท้ เพราะตัวปญั ญาแท้จะเกิดเม่ือเราเหน็ ว่าจิตของ เรามอี าการที่จะหนีออกจากสมาธิ เราต้องดบั มนั ทันที ในระหว่างทด่ี บั เราจะได้ เกดิ ความรูข้ น้ึ มาว่า จิตของเรามเี ล่ห์เหลย่ี มอะไรบ้าง ทา่ นบอกว่าการดูจิตไมใ่ ช่ อนื่ ไกล ดูจติ โกหกตวั เอง เชน่ มันจะบอกว่า ถ้าออกจากสมาธหิ น่อยหน่งึ คงไม่ เป็นไรนะ แค่นิดหนึ่งนะ มนั ก็ว่า แต่เราเชือ่ มันไม่ได้ ทนี พ้ี อกาย เวทนา จิต ธรรม อยู่รว่ มกนั เป็นอันหน่งึ อันเดยี วกันแล้ว ไมต่ อ้ งไป ดูอ่นื ไกล ทุกสิง่ ทกุ อยา่ งทีเ่ ราต้องการรู้ตอ้ งการเหน็ กอ็ ยตู่ รงนี้เอง ขออยา่ งเดียว คอื ขอให้ร้จู กั ตง้ั ขอ้ สงั เกตเทา่ นนั้ แลว้ อะไรๆ จะแจ่มแจง้ ขน้ึ มาเอง

80 เอกายนมรรค ๒๐ มนี าคม ๒๕๖๒ คนสว่ นใหญเ่ วลาเขาอธบิ ายเรื่องสตปิ ัฏฐาน จะยกเรอื่ ง กาย เวทนา จิต ธรรม เปน็ ขอ้ ใหญ่ แตเ่ ม่อื ทา่ นพอ่ ลอี ธิบายท้ัง ๔ หวั ขอ้ นี้ท่านจะเน้นอกี อยา่ งหน่งึ คอื มี คุณธรรม ๓ อยา่ ง ถา้ เราเคยสวดเราก็จะรวู้ า่ คณุ ธรรมน้ันคอื อะไร มี สติ มี สมั ปชัญญะ มี อาตาปี หรอื อาตัปปะ ทา่ นบอกวา่ ตอ้ งมที ้ัง ๓ อยา่ งน้ีใหพ้ ร้อม ทีเดยี ว การเจริญสติปฏั ฐานจึงจะเปน็ ไปโดยถกู ต้อง เปน็ ไปเพอ่ื สัมมาสมาธิ ขอ้ แรก สติ คอื ความระลกึ บางคนกเ็ ขา้ ใจวา่ สติเปน็ เพียงอาการรบั รู้ แตน่ ั่น ไมใ่ ช่ การรบั รู้น้นั เป็นหนา้ ท่ขี องสมั ปชัญญะ หนา้ ทข่ี องสติคือระลกึ เช่น ที่เรา กำหนดลมหายใจอยูน่ ี้ เราก็ระลึกถึงวา่ จะอย่กู บั ลมไมล่ มื ไมเ่ ผลอ ทุกครง้ั ทล่ี ม หายใจเขา้ ออกเรากจ็ ะอยู่ตรงน้ี สตเิ ป็นผสู้ งั่ ว่า “นี่งานทีจ่ ะตอ้ งทำ” เพราะเรา ตง้ั ใจไวแ้ ลว้ และพยามยามท่ีจะไมล่ มื อีกอย่างหน่งึ ก็ตอ้ งระลกึ ได้ว่า เวลากำหนดลมแลว้ เราควรจะกำหนดอย่างไร เพราะเคยฟงั มาจากครบู าอาจารยห์ รอื เคยอ่านหนงั สอื หรอื เคยสงั เกตในการ ภาวนาของเราเองวา่ ทำอยา่ งไรได้ผล ทำอย่างไรไมไ่ ดผ้ ล แล้วก็จำไว้ ระลึกไว้ แลว้ เอาความร้นู นั้ มาใช้ น่ันคือหนา้ ท่ขี องสติ คอื ความระลึก ส่วนหน้าทข่ี อง สมั ปชัญญะ ทีว่ า่ รบั รู้นัน้ ไม่ใช่รับรูท้ ั่วไป แตร่ ู้พร้อมกบั เหตกุ ารณ์ท่ีเราทำข้นึ เหตุการณ์อะไรบ้าง กเ็ หตุการณภ์ ายในจติ ใจของเรา เหตกุ ารณ์ในรา่ งกายของเรา คอื การกระทำของเราเองนแี่ หละ แลว้ รับรผู้ ลของ การกระทำนั้นด้วย สว่ นเหตุการณอ์ ยา่ งอืน่ ในขณะนีไ้ ม่ตอ้ งไปสนใจ เราดูใจแลว้ ก็ ดลู ม ท้ังสองอย่าง วา่ อย่ดู ้วยกันไหม ถา้ พลาดจากกันกต็ อ้ งถามว่า พลาดเพราะ อะไร ลมไมส่ บายหรอื หรือจิตไม่ได้ดูอยทู่ ลี่ มอย่างเดยี ว คือเราระลกึ ไดว้ ่า มัน พลาดไปไดห้ ลายอยา่ ง อยา่ งเชน่ พลาดแบบเอาเร่ืองอืน่ เข้ามา คิดถึงเรอื่ งนู้น คดิ ถงึ เร่อื งน้กี ท็ ง้ิ ลมเลย หนีไปเทยี่ วตามความคดิ นั่นแหละเขาเรยี กว่า พลาด อย่างหนง่ึ คอื พลาดเพราะฟงุ้ ซา่ น แล้วกม็ พี ลาดอกี อย่างหนง่ึ คอื เกิดลมสบายข้นึ มาแล้วกล็ มื ลม ไปสนใจกบั ความสบาย มีอาการทท่ี ่านเรยี กว่า โมหะสมาธิ คือใจกส็ งบอยู่ ไมไ่ ดฟ้ งุ้ ซา่ น แต่ ว่าไมค่ อ่ ยรเู้ รอ่ื งรรู้ าว อะไรๆ ก็เบลอไปหมด เพราะเราแชใ่ นความสบายแลว้ ก็เลย ทงิ้ ลม ลมก็เปน็ เชือกทเี่ ราต้องถอื ไว้ ทีนพี้ อเราปล่อยมอื ปลอ่ ยตนี มันกเ็ ลยตก บาง

81 ทีไปอยู่ในน้ันนาน ออกมากถ็ ามตวั เองว่า เม่ือกห้ี ลบั หรือเปล่า มนั ไม่แนช่ ดั นี่ เรยี กว่า สงบอยู่ แตม่ ันเป็นมิจฉาสมาธิ เพราะขาดสติสัมปชัญญะ ข้อที่ ๓ อาตาปี หรอื อาตัปปะ คอื ความเพยี รเพ่งอย่ใู นการกระทำของเรา เพื่อทำให้มันดี เชน่ พอพลาดจากลมแลว้ ก็ตง้ั ให้ใจอยู่กับลมใหม่ พออยู่กบั ลมได้ แลว้ กพ็ ยายามทำความรูส้ กึ ของใจใหล้ ะเอยี ดทส่ี ดุ ว่าลมสบายไหม ถา้ ไมแ่ น่ใจก็ ทดลองดว้ ยหายใจในวิธตี ่างๆ ยาวบ้าง สัน้ บ้าง เข้ายาวออกสั้น เขา้ สั้นออกยาว เร็วชา้ ลึกตนื้ หยาบละเอยี ด แบบไหนเปน็ ทส่ี บายของเรา คำวา่ สบายนกี้ ็ หมายความวา่ พอดขี องเรา เพราะบางคร้งั รา่ งกายเพลยี มันก็ต้องการลมทใ่ี ห้ กำลงั บางครัง้ มนั เครียดกต็ อ้ งการลมทจ่ี ะคลายความเครยี ด เราต้องดอู าการของ กายแลว้ ก็ดูอาการของลม แล้วก็ปรับลมให้พอดี ถ้าพอดีแล้วก็พยายามรกั ษาไว้ น่ี คุณธรรมทัง้ สามอยา่ งนีก้ ็ตอ้ งทำงานด้วยกัน คือการรักษากต็ ้องใชส้ ติ เหมอื นกนั ใช้สมั ปชัญญะเหมอื นกนั ใช้อาตปั ปะเหมอื นกนั ใจของเราจงึ จะเป็นไป เพอ่ื สมาธิ บางคนก็วา่ สติอย่างหนง่ึ สมาธอิ ีกอยา่ งหนึ่ง ฝกึ สติก็ฝึกอยา่ งหนึง่ ฝกึ สมาธิก็ ฝึกอีกอยา่ งหนง่ึ แต่นน่ั ไม่ใช่ เราฝกึ สตเิ พ่ือให้ไดส้ มาธิเกิดขนึ้ คอื คณุ ธรรมสาม อย่างนไี้ ม่ผิดอะไรจากองค์ฌาน สติก็อยใู่ นวิตก สมั ปชญั ญะอยูใ่ นเอกัคคตารมณ์ คอื อารมณเ์ ดยี ว ส่วนอาตัปปะก็อยใู่ นวจิ ารณ์ ทเี่ ราพจิ ารณาลมแบบไหนเปน็ ท่ี สบายของเรา พอไดค้ วามสบายแล้วทำอย่างไรจงึ จะรักษาได้ แลว้ ทำอยา่ งไรจึงจะ ใหม้ นั เจริญ ก็แผ่ใหล้ มไปตามส่วนต่างๆ ของรา่ งกาย แลว้ แผอ่ ย่างไร เรากท็ ดลอง ดู ทา่ นใหน้ ึกถึงว่าลมเดนิ ไดต้ ามเสน้ ประสาท ลมเดนิ ได้ตามเส้นเลอื ด เส้นประสาทเส้นเลือดของเราอยู่ตรงไหน กอ็ ยู่ในร่างกายของเรา พอลมเข้าไปก็ แผ่ไปท่วั ทกุ สว่ น เพราะเส้นประสาทเส้นโลหิตเต็มไปหมดในรา่ งกาย เรามี ความรู้สึกตรงไหน ก็มเี ส้นเลอื ดอย่ตู รงน้ัน เสน้ ประสาทก็อยูต่ รงนนั้ ลมกอ็ ยตู่ รง น้นั เม่ือลมแช่ทั่วไปหมดแลว้ ความสบายก็ตอ้ งตามมา เมอ่ื ใจของเราต้ังมั่นอยกู่ บั อารมณ์เดยี วแล้วมคี วามรูท้ ว่ั ตวั และความสบายแผ่ ไปทวั่ ตัว นั่นแสดงวา่ เราเรม่ิ เขา้ สัมมาสมาธแิ ลว้ กใ็ ชค้ ุณธรรมสามอยา่ งทีว่ า่ คอื สติ สัมปชัญญะ อาตัปปะ เพยี งแตว่ ่าเรียกชื่อต่างกันเท่านน้ั เอง เหมือนถนนในกรุงเทพฯ ชว่ งหน่ึงเรยี กวา่ ถนนบำรงุ เมอื ง ชว่ งหนงึ่ กเ็ รยี กว่า ถนนเพลินจติ อกี ชว่ งหนึ่งกถ็ นนสขุ มุ วทิ กเ็ ปน็ ถนนเสน้ เดยี วกนั เพียงแตเ่ ปลย่ี น ช่ือเท่านั้นเอง

82 นี่คอื คณุ ธรรมสามอยา่ งกับองค์ฌานกล็ กั ษณะเดียวกัน ลักษณะคลา้ ยๆ กัน บางคนก็ถามว่าเวลาพระพุทธเจ้าสอนวิธีทำสมาธิ สอนในองค์ไหนในมรรค คือ เวลาทา่ นพดู ถึงสมั มาสมาธิท่านกพ็ ดู เพยี งแต่วา่ ฌานทงั้ สี่เปน็ อย่างไร แตไ่ ม่ได้ บอกวา่ เวลาเข้าฌานเข้าอย่างไร แตท่ ่จี รงิ ท่านกอ็ ธบิ ายวิธเี ขา้ ฌานในองค์สัมมาสติ การตงั้ สตไิ ว้ รักษาแลว้ กเ็ จรญิ นั่นแหละถา้ ทำใหถ้ กู ตอ้ งแลว้ ใจของเราจะเปน็ สมาธขิ ้ึนมา มที ้ังสบายดว้ ย แล้วมีสติ มสี ัมปชญั ญะรตู้ ัวด้วย กอ็ ย่ดู ว้ ยกันอยา่ งนี้ นี่เป็นความสบาย เปน็ เวทนาท่ีเราใชเ้ ปน็ ประโยชน์ได้ ก็เปน็ ความสุขชนดิ หนึ่ง ท่ีเรยี กวา่ มาจากรปู ไมใ่ ช่กามสุข เพราะกามสขุ มาจากรูปภายนอก เสยี ง กลนิ่ รส สงิ่ ท่ีมาสมั ผสั รา่ งกายของเรา สว่ นความสุขทีม่ าจากรูปคอื ความรสู้ กึ ภายใน รา่ งกายเรานี้ เปน็ รปู สขุ เป็นความสุขท่ีไมม่ โี ทษ ใหน้ ึกถงึ พระพุทธเจา้ ตอนท่ี บำเพญ็ ทุกรกิรยิ า ๖ ปีจนรสู้ กึ ตัวว่า น่ไี ม่ใชท่ าง เลยลองนึกถึงวา่ จะมีทางอื่นไหม ก็นกึ ถงึ วา่ ตอนสมยั เดก็ ๆ ไดเ้ ข้าปฐมฌานโดยบังเอิญ ก็เกิดปตี สิ ุขขึน้ อยใู่ นน้ัน พระองค์กถ็ ามตัวเองวา่ แลว้ นจี่ ะเป็นหนทางไดไ้ หม แลว้ มีอะไรในจิตใจบอกวา่ ได้ แลว้ กถ็ ามตอ่ ไปอกี วา่ ทำไมเรากลัวต่อความสขุ อันนั้น เพราะทีจ่ รงิ เปน็ ความสขุ ทไ่ี มม่ โี ทษ ไม่ได้ทำใหใ้ ครเดือดรอ้ น ไมไ่ ด้ทำให้จิตใจมวั เมา จึงตง้ั ใจว่าจะ พยายามบำเพญ็ แล้วผลทส่ี ดุ ก็ได้สำเร็จ แล้วก็เอาฌานนี่เป็นหนทาง เพราะฉะน้ันเมอื่ ใจของเราเป็นสมาธิ กพ็ ยายามรักษาไว้ บางคนก็ว่าพอได้ สมาธแิ ล้ว ข้ันตอ่ ไปกเ็ จรญิ วิปสั สนาเลย พระพทุ ธเจา้ ไมเ่ ห็นพูดตามนั้น ทา่ นบอก ว่าเม่อื ทำสมาธิ สมถะคอื ความสงบก็จะเกิดขน้ึ ในนั้น วิปัสสนาคือความรแู้ จ้งกจ็ ะ เกิดข้นึ ภายในนน้ั ถา้ เรามจี ิตใจท่ีมนี สิ ัยชอบสอดสอ่ ง จะสอดสอ่ งอะไร ก็สอดส่อง สมาธิของเรา แลว้ จะสอดสอ่ งใจของเราทีห่ นจี ากสมาธิ ว่าจะหนไี ปเพอื่ อะไร เรา จะไดร้ ูเ้ หตรุ ้ผู ล มันออกจากน้ที ง้ั นัน้ ฉะนน้ั อย่าไปแบ่งวา่ การฝึกสตอิ ย่างหนงึ่ การฝกึ สมาธอิ ยา่ งหนึง่ แลว้ ฝกึ สมถะอยา่ งหนึ่ง ฝึกวปิ สั สนาอยา่ งหนงึ่ ที่จรงิ สง่ิ เหล่านอ้ี ยดู่ ้วยกัน เรม่ิ จากอนั น้ี เหมือนกันหมด เพยี งแต่ว่าจติ ใจของเราจะเนน้ ในทางทใี่ จจะสงบ หรอื จะเนน้ ในทางทใี่ จจะรู้ แตว่ ธิ ีปฏิบัติก็ออกจากจุดนีท้ ั้งนั้น เพราะฉะนั้นรักษาจุดนไ้ี ว้ให้ดี แลว้ พยายามใช้คณุ ธรรมท้ังสามอย่าง โดย เร่ิมต้นทก่ี ายในกาย ท่านบอกวา่ เร่มิ แรกใหอ้ ยเู่ ทา่ นี้ สว่ นเวทนา จิต ธรรม จะอยู่ ทไ่ี หน กอ็ ยูต่ รงนี้เหมือนกนั เราอย่กู บั ลมหายใจ ลมสบายกเ็ ป็นเวทนา ลมไม่ สบายกเ็ ปน็ เวทนา แลว้ ก็ปรับปรงุ เม่ือเราใช้สัมปชญั ญะ จิตกอ็ ยตู่ รงนี้ แล้ว

83 คุณธรรมทเ่ี กิดขนึ้ มา เราก็จะไดร้ วู้ า่ สมั ปชญั ญะจะไปสอดสอ่ งทั้งสองอยา่ ง คือดู จิตใจด้วย ดูลมดว้ ย เพราะฉะน้นั ไมต่ อ้ งแบ่งเป็น ๔ ให้เอารวมกันเปน็ ๑ ขอ้ ท่ีสำคญั คอื ใชค้ ุณธรรม ๓ อยา่ งให้ชำนาญ จติ ใจของเราจะได้เจรญิ โดยไม่ ต้องสงสยั

84 เรามกี รรมเป็นของๆ เรา ๕ เมษายน ๒๕๖๓ วนั นเี้ ป็นวันคล้ายวนั มรณภาพของหลวงปสู่ วุ ัจน์ ทา่ นมรณภาพไปเมอื่ ๑๘ ปที ี่ แล้ว รสู้ กึ ว่าเวลาผา่ นไปรวดเรว็ มาก แต่เรายงั ระลกึ ถงึ ท่านอยู่ เพราะเรายังเป็น หน้ีบญุ คณุ ของท่าน ทม่ี วี ัดทกุ วนั น้ีกอ็ าศยั ความดำริของทา่ น อยากจะมสี ถานที่ ปฏบิ ัติทเี่ ปน็ ปา่ วิเวก ที่ทา่ นเรยี กว่าเปน็ มุมสงบ พอดมี คี นทเ่ี ขามศี รทั ธาถวายท่ีให้ ทา่ น พวกเรากพ็ ลอยรับความดีจากทา่ นไปด้วย ตอนนอ้ี ยทู่ ี่เราทจ่ี ะสานต่อ คือเจตนาเดมิ ของทา่ น เพือ่ จะใหค้ นมาปฏบิ ัตไิ ม่วา่ ชาตไิ หนภาษาไหน หญงิ ชาย คนทุกประเภททต่ี ้งั ใจว่าอยากจะปฏิบตั ิ ท่านก็ อธิษฐานจติ ว่า ในวดั ของเรา ถา้ คนไหนไม่ตง้ั ใจปฏบิ ัตอิ ย่าใหเ้ ข้ามา ถา้ เขา้ มาแล้ว ก็อยา่ ใหอ้ ยู่ ให้อยูเ่ ฉพาะคนทตี่ ั้งใจที่จะปฏบิ ัติ เพราะฉะนัน้ เรามวี ัดนเ่ี ปน็ ท่พี งึ่ จาก ภายนอก จากนั้นก็ตอ้ งสรา้ งทพ่ี ่ึงจากภายใน มีอยคู่ ำหน่ึงทท่ี า่ นชี้แจงอยูเ่ สมอ ว่าพระพทุ ธเจา้ สอนเรอ่ื ง อนัตตา วา่ รปู เวทนา สญั ญา สังขาร วญิ ญาณ ไม่ใชต่ วั เรา ไม่ใช่ของๆ เรา แตว่ ่า กรรมไมใ่ ช่ อนตั ตา เพราะพระองคบ์ อกว่า เรามีกรรมเปน็ ของๆ เรา เราเป็นเจ้าของ นน่ั เปน็ ที่พึ่งของเราดว้ ย ทุกวนั น้ีขอ้ น้เี ป็นเรอื่ งที่เราจะต้องสำนกึ อยเู่ สมอวา่ สง่ิ ทง้ั หลาย ในโลก หลายอยา่ งที่เปล่ียนแปลง เราจะเอากลบั คืนมาไมไ่ ด้ ขนาดร่างกายของ เรา เราจะสงั่ วา่ ถ้าหากวา่ มีเช้อื โรคนะ อยา่ ให้ตดิ หรือถึงจะตดิ แลว้ อยา่ ให้มอี าการ ก็สัง่ ไปเถอะ เขาจะฟังหรือไมฟ่ ังเรากไ็ มร่ ู้ นข่ี นาดรา่ งกายของเราเอง ถา้ ญาตมิ ติ ร สหายของเรา เราจะสงั่ ไวว้ า่ อย่าใหเ้ ขาเปน็ อะไรขึน้ มา สงั่ ไปเถอะ แคค่ ำพูดอย่าง น้ไี มไ่ ดผ้ ล เรามอี ย่างเดยี วท่เี ราพงึ่ ได้แลว้ เป็นสง่ิ ทอ่ี ยูใ่ นอำนาจของเรา คอื การ กระทำของเรา ปัญหาอยทู่ ีว่ ่า คนเราชอบใหอ้ ารมณพ์ าไป พาไปโนน่ คดิ นอกเรอ่ื งนอกราว สิ่ง ท่ีไมเ่ ปน็ สาระแกน่ สาร ท่ีจรงิ เปน็ สิง่ ทเี่ รานา่ จะควบคมุ ได้ แต่เราควบคมุ ไมไ่ ด้ จติ ใจของเรา เราน่งั ภาวนาอยกู่ บั ลมหายใจเขา้ ออกสักหา้ ครง้ั เดย๋ี วก็ไปแลว้ แคน่ ้ี เรายังควบคมุ ไมไ่ ด้ ถา้ เกดิ มีอะไรขึน้ มาย่ิงยากกวา่ น้ี เราจะควบคมุ อะไรได้อย่างไร เราก็ตอ้ งตงั้ ใจฝึก ต้องตัง้ ใจปฏิบตั ิ เพราะทางอนื่ ไม่มี ทปี่ ลอดภยั อื่นไมม่ ี โลก นี้ไม่มีใครเปน็ ใหญ่ แต่เราเปน็ ใหญ่ในการกระทำของเราถา้ เราตั้งใจ เพราะเรา ตอ้ งการทป่ี ลอดภัยท้ังในชาตนิ แี้ ละชาตหิ นา้ บางคนสงสยั เรือ่ งชาติหนา้ วา่ เรา

85 จะเป็นเราหรอื กค็ ิดดูสวิ า่ น่ีชาตินเี้ ปน็ ชาตหิ น้าของชาตกิ อ่ น ความรสู้ กึ ในร่างกาย ของเราก็เปน็ อยา่ งน้ัน เปน็ เรา เปน็ ของๆ เรา เราก็คิดอยู่อย่างนั้น ถึงจะเปลยี่ นไป กย็ ังเป็นของเราอยู่ จติ ใจเปน็ นักก่อสรา้ งตวั เราให้มากที่สุด งา่ ยท่สี ุด เพราะฉะนน้ั ชาติหนา้ เราจะเกดิ เปน็ อะไร ความรสู้ กึ ของเราอะไรๆ มันก็เป็นของๆ เราอยดู่ ี ถ้าจะเทยี บแลว้ ก็เหมอื นหอยเสฉวนท่ไี มม่ เี ปลอื กของตัวเอง มนั ก็จะหาเปลือก เปล่าๆ ทต่ี วั อืน่ ทง้ิ ไว้ แล้วมันจะเขา้ ไปอาศยั พอเข้าไปอาศยั มันก็ต้องเปน็ เขา เปน็ ของๆเขา ถา้ เกิดถูกทำลายไป มันก็หาใหมไ่ ด้ ทนี ้ีจิตใจของเราก็เปน็ เชน่ นนั้ เมอื่ หาใหม่แล้วก็จะตอ้ งรู้สกึ ว่าเปน็ ของๆ เรา เพราะฉะนนั้ อยา่ เป็นหว่ งวา่ เราสรา้ งขึน้ มาในชาตนิ ้ี ใครจะเปน็ ผรู้ ับ เรานี่ แหละเป็นผรู้ บั แตจ่ ะเป็นเราคนละเรา คอื เราคนละรปู แบบเทา่ น้ันเอง แต่ ความรสู้ กึ วา่ “เรา” ยังอยู่ ตราบใดท่ีเรายังมีกิเลส ก็ยงั เปน็ ของๆ เรา ฉะนนั้ เรอื่ งความดีนั้นใหส้ ร้างไปให้มากทสี่ ุดเทา่ ท่ีจะสรา้ งได้เถอะ ทา่ นไม่ได้ เรียกว่าโลภ อยา่ งหลวงปูท่ า่ นก็พูดอยู่เสมอวา่ เรอ่ื งอน่ื เรากอบโกยเขากห็ าว่าเป็น โลภ แต่เรากอบโกยความดี สร้างกรรมที่ดดี ว้ ยกาย ดว้ ยวาจา ด้วยจติ ใจของเรา ท่านไม่เรยี กว่าโลภ ท่านเรียกวา่ “อฏุ ฐานสัมปทา” พรอ้ มดว้ ยความอตุ สาหะ พระพุทธเจา้ ยงั สรรเสรญิ เพราะฉะนัน้ เรามองโลกแล้ว มันก็ไมน่ ่าไว้วางใจ ขอใหส้ รา้ งตัวเราเองให้เปน็ ท่ี ไว้วางใจของตวั เองก็แลว้ กัน ใหอ้ ยใู่ นอำนาจของเราท่ีจะทำ ทเี่ ราต้ังใจภาวนา พอ เรารสู้ ึกตัวว่าใจของเราหนีจากลม เรากเ็ อากลบั มา นั่นคอื เริม่ สรา้ งนสิ ยั ทด่ี ี กลับมาครง้ั ทส่ี องทีส่ าม กส็ รา้ งนสิ ัยทีด่ ขี น้ึ ถงึ จะหนบี ้างแต่น่นั แหละเปน็ นสิ ัยเก่า ทนี ี้เรากำลงั สรา้ งนสิ ยั ใหม่ เราก็ดึงกลบั เข้ามา ดงึ กลับเข้ามา ไมแ่ พ้ ไมท่ ้อใจ อยู่ ไปๆ จะกลายเปน็ นสิ ยั ใหมข่ นึ้ มาจนได้ ใจจะคิดอะไร สติ ความระลกึ ได้ ก็จะทัน สัมปชัญญะ ความร้ตู วั เราจะคดิ อะไรอยู่ ดีหรอื ไม่ดี ก็รทู้ ัน แล้วเราควรจะคิดต่อ ไหม หรอื ควรจะทง้ิ เราแยกแยะออกมาได้ น่เี ปน็ หน้าที่ของ อาตัปปะ ความเพียร ในทางดี น่ีเราเรม่ิ เป็นทพ่ี ่ึงของตัวเองไดแ้ ลว้ อยา่ งท่ีท่านพ่อลีชแ้ี จงอยวู่ า่ เราถอื วา่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เปน็ ท่พี ่ึง ของเรา แต่ในทบ่ี างแห่งพระพุทธเจา้ บอกวา่ เรามตี นเป็นที่พ่ึงของตวั เอง เราจะ เอาความหมายให้เข้ากนั อย่างไร ก็เข้ากนั ก็ตรงที่วา่ เราเอาคณุ ของพระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์ สร้างขนึ้ มาเปน็ คณุ ธรรมในจติ ใจของเรา เชน่ พระพุทธเจ้าเปน็ ผมู้ ี สติ เราก็สรา้ งสติขนึ้ มา ท่านเปน็ ผู้มปี ญั ญา เรากพ็ ยายามสรา้ งปญั ญาของเราให้

86 แหลมคมขน้ึ มา นเี่ รยี กว่าสรา้ งท่ีพึ่งภายใน คณุ พระธรรม คณุ พระสงฆก์ ็ เชน่ เดยี วกัน เรียกว่าความดีอนั ใดท่ีเราพอจะสรา้ งได้ เรากส็ ร้างไปด้วยความม่ันใจ ว่า ความดไี ม่หนไี ปไหน ไมห่ ายไปไหน เปน็ สมบตั ขิ องเราโดยแท้ ในเม่อื เราอย่ใู นโลกท่ีไมน่ ่าไวว้ างใจ เรากต็ อ้ งทำตวั เองใหเ้ ปน็ ท่ีไวว้ างใจของ ตัวเองก็แลว้ กัน เราจะไดม้ คี วามอุน่ ใจบ้าง ไม่เชน่ น้นั เราจะเอาความอนุ่ ใจมาจาก ไหน บางคนกว็ ่าพระเจา้ สรา้ งโลก ขอใหพ้ ระเจ้าชว่ ย พระเจา้ เป็นผทู้ ี่สร้างให้มีโลก ข้นึ มาอย่แู ลว้ ถา้ จะช่วยจรงิ ๆ พระองคก์ ไ็ มไ่ ด้สร้างโลกแบบนเี้ ลย น่ีมอี ยอู่ ยา่ ง เดียว คอื เราตอ้ งอาศยั ตัวเอง ทำอยา่ งไรใหใ้ จไปอยู่ในโลกทีม่ ีความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากจากกัน แตใ่ จเราไมท่ ุกข์ นเี่ ปน็ วิชาท่เี ราจะตอ้ งฝกึ ต้องอบรม แต่เปน็ สง่ิ ทฝ่ี กึ ได้ อบรมได้ พระพุทธเจ้า บอกไว้วา่ ถา้ คนเราฝึกไมไ่ ด้ พระองค์จะสอนไปทำไม ที่พระพทุ ธเจ้าสอนนน้ั ก็ เพราะเห็นวา่ คนเรานนั้ ฝกึ ตัวเองได้ อบรมตัวเองได้ แก้ไขนสิ ัยของตัวเองได้ ถึงแมว้ า่ รา่ งกายเปน็ อนตั ตา โลกภายนอกเปน็ อนัตตา ญาตมิ ิตรสหายเปน็ อนตั ตา แตก่ รรมไมใ่ ช่อนตั ตา กรรมเปน็ ของๆ เรา เราตอ้ งการแบบไหน เรากส็ รา้ งแบบ นนั้ ได้ ใครทไี่ หนจะตอ้ งการสง่ิ ท่ไี ม่ดี ถา้ เราต้องการสิง่ ที่ดี เราต้องสร้างใหม้ ันดี เรามสี ิทธ์ิทำได้ เปน็ สิ่งทอี่ ยูใ่ นอำนาจของเราทพี่ อจะทำได้ ให้มั่นใจในขอ้ น้ี ไมต่ ้อง สงสัย แลว้ เรากจ็ ะปอ้ งกนั ตัวเราเองจากทกุ ข์ทงั้ หลายได้

87 เมตตากบั บญุ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ทุกคร้ังท่ีเราสวดมนตเ์ ราจะจบลงด้วยบททวี่ า่ “สัพเพ สัตตา สะทา โหนตุ อะเวรา สขุ ะชีวโิ น” นนั่ เป็นการแผเ่ มตตา จากน้นั ก็ “กะตงั ปญุ ญะผะลงั มยั หัง สพั เพ ภาคี ภะวันตุ เต” น่นั ก็อทุ ศิ สว่ นบุญกุศลของความดีทเี่ ราทำมาแลว้ ตอ้ งเข้าใจวา่ ท้ังสองอยา่ งนี้ไม่ไดเ้ ปน็ สงิ่ ทเี่ ราจะทำเฉพาะเวลาสวดมนต์ คือเรา จะทำเวลาไหนกไ็ ด้ เชน่ นง่ั ภาวนาเสรจ็ แลว้ ก็นกึ อยู่ในใจ ไม่ตอ้ งว่าเปน็ ภาษาบาลี ก็ได้ เพยี งแตว่ า่ แผเ่ มตตาอยา่ งหน่ึง อทุ ศิ สว่ นบญุ กศุ ลกอ็ กี อย่างหนึง่ ตอ้ งเข้าใจว่า ท้งั สองอยา่ งน้ีเป็นคนละอยา่ งกัน การแผ่เมตตาน้นั คอื ความหวังดตี อ่ สัตวท์ ั้งหลายให้เขามคี วามสขุ ทไี่ มม่ โี ทษทว่ั หนา้ กนั เทอญ คำทสี่ ำคญั คือคำวา่ “ไมม่ โี ทษ” ไม่ใชเ่ พยี งแตว่ า่ ขอใหม้ ยี ศมลี าภมี สรรเสรญิ เหล่านั้น เพราะความสุขเหลา่ น้ันอาจจะมโี ทษก็ได้ เราตอ้ งนกึ ถงึ วา่ การ ทจ่ี ะมคี วามสขุ ที่ม่ันคงนนั้ จะต้องมาจากอะไร กต็ อ้ งมาจากการกระทำของเขา ถ้าเขาเป็นคนทส่ี รา้ งความไมด่ ีขึ้นมา เราก็หวงั ใหเ้ ขากลบั ใจได้ ขอใหเ้ ขาเข้าใจใน เหตแุ หง่ ความสขุ ท่แี ทจ้ รงิ แลว้ ให้มคี วามยินดแี ละความสามารถท่ีจะปฏบิ ัตติ าม ได้ สำหรบั เราน้นั เรากแ็ ผ่เมตตาให้ตวั เองดว้ ย เวลาเราแผ่เมตตาตอ่ สัตวจ์ ะเป็น คนหรือเป็นใครกต็ าม เราจะทิ้งแคน่ น้ั ก็ไมค่ วร เพราะเราถอื วา่ เราตอ้ งรบั ผดิ ชอบ ในเมตตาเจตนาของเรา เรากต็ ง้ั ความหวงั ที่จะรกั ษาเจตนาน้ันไว้ ดว้ ยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมของเรา คอื เราจะไมท่ ำให้เขาทำสิ่งท่ีผิดศีล เราจะไม่พูดในสิง่ ท่ีทำจะให้เขาเกิดกิเลส ขึ้นมา สว่ นท่ีเขาจะเกิดกิเลสกเ็ ป็นเรื่องของเขา แต่เราจะไม่มคี วามต้ังใจที่จะก่อ กเิ ลสของเขา ราคะ โทสะ โมหะ เราจะพยายามไมก่ ่อในตัวของเราเองแล้วไม่ พยายามพูดในส่งิ ทย่ี ัว่ เขา ถ้าเขาจะเกดิ กิเลสก็เป็นเรอ่ื งของเขา แตว่ ่าเราตอ้ ง รบั ผิดชอบเจตนาของเรา ว่าจะต้องทำแตส่ ่ิงท่ีตรงกับเมตตาทีเ่ ราแผ่ไป ซงึ่ ตรงนก้ี ็ ผิดกนั กับการอทุ ิศสว่ นบุญกุศล

88 การอุทศิ นัน้ เรานกึ ถงึ ความดที ่เี ราสรา้ งข้ึนมา วา่ จะต้องใหผ้ ล แลว้ กน็ ึกถงึ ว่า อยากจะให้คนทตี่ ายไปแลว้ ได้รับผลนนั้ บา้ ง คอื การทเ่ี ขาจะได้รบั แล้วได้บญุ ของ เรา ที่เขาจะรับได้ เขาตอ้ งอนุโมทนาด้วย สว่ นการแผ่เมตตาน้ันคนท่ีเราแผ่เมตตาใหเ้ ขา เขาไม่ต้องรบั รู้เลย บางคนเขา จะรู้สกึ กจ็ ริงอยู่ ยง่ิ ถ้าเราแผเ่ มตตาเวลาออกจากสมาธิ กระแสจติ จะมพี ลังแรง กวา่ ธรรมดา บางคนกร็ บั ทราบ แต่ว่าเขาจะรับทราบหรอื ไม่รับทราบนน้ั ไม่ จำเป็น สำหรับการอทุ ศิ ส่วนบญุ นน้ั เขาตอ้ งรับทราบจึงจะรบั ผลอันนนั้ ได้ เขาตอ้ งอยู่ ในประเภททเี่ รียกวา่ ภพั พบคุ คล คืออยใู่ นฐานะท่พี อจะรับรไู้ ด้ ท่ีหนึ่งก็คอื พวก เปรต เปรตท้ังหลายอยดู่ ้วยบุญทอี่ ทุ ิศให้เขา และเขาตอ้ งมญี าณพอทจ่ี ะรบั รู้อยู่ แลว้ เขาตอ้ งอนโุ มทนาด้วย ถา้ เขาไมอ่ นุโมทนา เขากไ็ มไ่ ด้ หรอื บางครั้งเขายังอยู่ในที่มืด กรรมเขายังบัง เขาจะรับรู้ของเรากไ็ มไ่ ด้ แต่เขา จะรบั หรอื ไมร่ บั เรากแ็ ผข่ องเราไป เพราะเปน็ ความดีของเราอกี สว่ นหน่ึง เราจะ ได้บุญ แตไ่ ม่ใช่เฉพาะเราท่จี ะได้ เรานึกถึงคนอนื่ ก็อยากจะให้เขารบั แบง่ กันบา้ ง ใหเ้ ขามีสว่ นบา้ ง ถ้าเขาไมร่ ับหรอื ไม่อนโุ มทนากเ็ ป็นกรรมของเขา ก็เรยี กวา่ พอ เราอทุ ิศแล้ว เรากห็ มดความรับผดิ ชอบ เขาจะได้บุญหรอื ไมไ่ ด้บุญน้นั ก็อยทู่ ่เี ขา ทา่ นพอ่ เฟอ่ื งเคยมลี กู ศษิ ย์คนหน่ึงอยแู่ ถวสาธร ตรงท่เี ขาสรา้ งตกึ คอนโด ครอบตรงทเี่ คยมสี สุ านของพวกศาสนาครสิ ตใ์ นสมัยกอ่ น บางครั้งคนทอ่ี ยู่ในตกึ จะเหน็ วิญญาณทีย่ งั คงเลื่อนลอยอยู่ในนนั้ วันหน่ึงชายคนนั้นน่งั ภาวนาทีค่ อนโด กเ็ หน็ แม่ชีคริสต์ยืนอยใู่ นหอ้ ง เขากเ็ ลยแผส่ ่วนบุญและอทุ ศิ บญุ ท่ีเขาภาวนาให้ แตใ่ นนมิ ิตแม่ชนี น้ั บอกวา่ “ฉนั ไม่อยากไดห้ รอก บุญของพุทธ” นแี่ สดงว่ากรรม ยังบงั เพราะฉะนนั้ การทเี่ ราแผ่สว่ นบุญกุศลนนั้ เรยี กวา่ เรายงั รบั ผดิ ชอบคอื ต้องรกั ษา เจตนานั้นไว้ อยา่ ใหเ้ พยี งแตว่ า่ ความคดิ เฉยๆ กายกรรมอันใดท่ีพอจะทำได้ วจกี รรมอนั ใดทพ่ี อจะทำได้ ที่แสดงความหวงั ดตี ่อคนอน่ื เราหวงั ดีในทางทีว่ ่า ขอใหม้ คี วามสุขทมี่ นั่ คง ความสขุ ท่ีไมม่ โี ทษ คอื ความสขุ ท่ีไม่เบยี ดเบยี นใคร เราก็ ทำในสว่ นของเราเท่าทจ่ี ะทำได้ แต่เขาจะยินดีทำเหตุแห่งความสขุ ได้หรอื ไม่ เรากต็ ้องวางเป็นอุเบกขา จงึ จะ เรียกไดว้ ่า เป็น พรหมวหิ าร ต้องเจริญทง้ั ๔ หน้า ถา้ มีแตเ่ มตตาๆๆ อย่างเดียว มี

89 กรุณาคอื สงสารเขา มมี ทุ ิตาคอื ยนิ ดใี นความสขุ ของเขา แตไ่ ม่มีอเุ บกขา เราก็ต้อง ทุกขอ์ ยู่ดี คอื คนอน่ื ทม่ี คี วามทุกขอ์ ยู่ บางทีเรากช็ ่วยเขาไมไ่ ด้ แล้วคนท่ีมคี วามสขุ อยู่ อาจจะเส่ือมจากความสขุ กไ็ ด้ เพราะบางทีคนทม่ี ีความสุขนนั้ กลบั มาใช้ในทางท่ี ผดิ กม็ าเป็นโทษกบั ตัวเอง ซงึ่ เราป้องกนั ไม่ได้ ห้ามไม่ได้ ถา้ เราไมม่ อี ุเบกขาเราก็ ต้องทกุ ข์ นอกจากว่าเราถอื ว่ามหี น้าทอี่ ันใดทเ่ี ราพอจะทำได้ เรากย็ นิ ดที จี่ ะทำ ส่วนท่เี ราแก้ไขไม่ไดก้ อ็ ยา่ ไปเดือดรอ้ น เปลอื งความคิด เปลืองพลังงานของเราท่ี จะใช้ในการแก้ไขเหตกุ ารณไ์ ด้ เพราะฉะน้ันจึงเรยี กว่า ในการแผเ่ มตตานน้ั เรา จะต้องรับผิดชอบ ส่วนการอทุ ิศส่วนบุญกศุ ลนนั้ อทุ ิศแล้วกแ็ ลว้ ไป เราหมดความรบั ผิดชอบแลว้ ถา้ เราเขา้ ใจตามนี้ เรากจ็ ะปฏิบัติได้ถกู ในทางท่ีเปน็ ไปเพอ่ื ความสุขของเราด้วย ความสขุ ของคนอื่นเขาด้วย นี่เรยี กได้วา่ เปน็ ความสขุ ทไ่ี มม่ ีโทษ นี่ มนุษย์และสัตวท์ ุกประเภทกต็ อ้ งการความสขุ เป็นธรรมดาของเขา ส่วน ความสุขของมนุษย์ทเ่ี ป็นมนษุ ย์จริงๆ เรยี กวา่ ผมู้ ีใจสูง ต้องหวังความสขุ ทไี่ ม่มโี ทษ ถ้าเราจะเป็นมนุษย์จรงิ ๆ เรยี กวา่ เราตอ้ งรบั ผดิ ชอบในความสุขท่ีเราแสวงหา ฉะนนั้ ถา้ เราเข้าใจในเรอื่ งความสขุ และขอ้ ปฏิบตั ิท่ีจะถงึ ความสุข เราจะไดร้ ับ ประโยชน์จากคำสอนของพระพทุ ธเจา้ ได้เตม็ ท่ี ฯ

90 ใกล้ชิดพระพทุ ธเจา้ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ในมงคลสูตรทา่ นสอนวา่ เราจะหามงคลในชีวิตของเราได้อยา่ งไร ในสมยั นน้ั “มงคล” คอื อะไร คอื พธิ กี รรมเลก็ ๆ น้อยๆ อยา่ งทีเ่ ขาผูกสายสญิ จน์อยา่ งน้เี ป็น ต้น เขากถ็ ือว่าเป็นการปอ้ งกนั ตัว แต่ทา่ นบอกว่าไม่ใช่ วิธปี อ้ งกันตวั เองนั้นอยูท่ ี่ การกระทำของเรา ถา้ เราทำสง่ิ ท่ีเปน็ กุศลทำสิ่งท่ีฉลาด สิง่ ที่เปน็ ธรรมะ น่ันคอื การปอ้ งกนั ตวั เอง อนั ตรายในโลกน้ีมอี ะไรบา้ ง อนั ตรายจากภายนอกกม็ ี อนั ตรายจากภายในกม็ ี อนั ตรายจากภายในนแ่ี หละรา้ ยแรงท่สี ดุ คือคนอืน่ ทจี่ ะทำกับเรา ถึงเขาจะฆา่ เรา ก็แคใ่ นชาตนิ ้ี แตถ่ า้ หากวา่ จิตใจของเราพลิกกลายเป็นใจทีไ่ มด่ ี เราอาจจะทำลาย ตวั เองจนถึงชาติหนา้ แลว้ ก็อกี หลายๆ ชาตติ ่อไปก็ได้ ฉะนัน้ เราต้องหามงคลให้ ตัวเองดว้ ยการกระทำของเราเอง ข้อแรกใหค้ บกบั บณั ฑิต อย่าไปคบกบั คนพาล เราอยู่กับคนประเภทไหนเราก็ จะเป็นไปตามคนประเภทนั้น การทเี่ ราจะหาเพอ่ื นทไ่ี วใ้ จไดน้ น้ั หนงึ่ ตอ้ งเปน็ คน ท่ีหวงั ดกี ับเรา ไม่ใช่ดแี ต่พดู ต้องดีจรงิ ๆ ถา้ คนที่ไม่หวังดกี เ็ หมอื นกบั เราอยกู่ บั ศัตรู ปล่อยให้ศัตรเู ขา้ ใกลต้ ัวเรา เรากแ็ ย่ จะหาความปลอดภยั ได้ทไี่ หน ทงั้ จาก ภายนอก ทัง้ จากภายใน ถา้ เราอย่กู บั เขากเ็ ป็นไปตามเขา ใหล้ องนึกถงึ ว่าเราอยู่ ใกลช้ ดิ กับใคร คำวา่ “อบุ าสก อุบาสกิ า” นนั้ แปลว่าผู้ใกล้ชดิ หมายถึงวา่ ใกล้ชิดทางดา้ น จิตใจ ใกล้ชิดในด้านความประพฤติ นเ่ี รามโี อกาสทอ่ี ยูใ่ กล้ชิดกบั พระพทุ ธเจ้า ใกล้ชิดกบั นักปราชญ์ ผู้มนี สิ ยั ดีและหวังดีกบั เราด้วย เป็นตัวอย่างท่ดี ีใหเ้ รา ท่าน จะสอนให้เราสรา้ งคณุ ธรรมไวใ้ นจิตใจของเรา นแี่ หละคณุ ธรรมอยู่ใกลก้ ับตวั เราแล้ว เชน่ เรากำหนดลมหายใจซ่งึ เป็นสงิ่ ท่ี ใกล้ท่สี ดุ กบั จิตใจของเรา ไมม่ อี ะไรท่ีจะใกล้กวา่ ถ้าเราเอาคุณธรรมฝังไว้ในลม หายใจ เช่น พุท เข้า โธ ออก ใหพ้ ยายามมสี ติ มสี ัมปชญั ญะ ความรู้ตัว มคี วาม เพยี ร คณุ ธรรมเหลา่ นก้ี อ็ ยใู่ นลมหายใจของเรา ใกลช้ ดิ กบั เรา เรยี กว่าทปี่ ลอดภัย ของเราอยใู่ กล้กบั ตัวเราจริงๆ ถ้าอยหู่ ่างไกลกไ็ ม่แน่นอน เหมือนกบั พวกกระรอกพวกกระต่าย เคยสงั เกต ไหม เวลาเราขบั รถไป แลว้ กระต่ายรู้ตัวอยู่วา่ มีรถมา มนั อย่ทู างซา้ ยของถนน

91 สว่ นรขู องมันอยูท่ างขวา มันจะว่ิงตดั หน้า แทนท่ีมันจะปลอดภัย บางทมี ันจะถกู รถทบั ตาย ถ้าหากวา่ มนั อย่ทู างซา้ ยแล้วรูของมันอยทู่ างซา้ ย มันจะไปทางซา้ ย มันก็ไม่ต้องขา้ มถนน มนั จะปลอดภัยเพราะมนั อยใู่ กลร้ ูของมัน ฉนั ใด เราจะเป็นผู้ ปลอดภยั ต่อเม่อื เราอยู่ใกลท้ ี่พง่ึ ของเรา ฉะน้ันตอ้ งพยายามสร้างท่ปี ลอดภยั ภายใน สรา้ งตัวเองใหเ้ ปน็ เพื่อนกบั ตัวเอง ให้เปน็ กลั ยาณมติ รของตวั เองให้ได้ การที่ใจของเราพูดกบั ตัวเองนแี้ หละสำคญั มาก จิตใจของเราจะสบายลม หายใจจะสบาย แตถ่ ้ามนั เรมิ่ พดู เร่ืองนั้นเรื่องนีไ้ มเ่ ข้าท่า ก็เขา้ ทางที่จะทำให้เรา เขวได้ หรอื ถ้าหากวา่ เราอยู่กับคนทพี่ ูดแต่สงิ่ ไมด่ ีๆๆ เราเองก็จะพดู กบั ตัวเองไมด่ ี ดว้ ยย่ิงพาลไปกนั ใหญ่ ฉะน้ัน พยายามฟงั ธรรมะ พดู กับตวั เองในสง่ิ ทีเ่ ป็นกศุ ล บอ่ ยๆ ถา้ เข้าใจวา่ ทรพั ยส์ มบตั ขิ องจติ ใจของเราอยทู่ ไี่ หน ก็ต้องเขา้ ใจอีกว่า การอยู่ ในโลกน้ีบางทีบางส่ิงบางอย่างก็ตอ้ งเสียสละ เราต้องการความสขุ เรม่ิ แรกเราเห็นความสุขอยูท่ ไี่ หนๆ กอ็ ยากไดท้ ้ังนน้ั ลาภ ยศ สรรเสรญิ กามสุข จติ ใจถา้ มชี อ่ งกอ็ ยากจะเอาใหห้ มด เมอ่ื มีโอกาสก็จะเอาให้ หมด แตเ่ อาเทา่ ไหรๆ่ ใจกไ็ ม่รูจ้ กั พอสักที ทา่ นบอกวา่ ตอ่ ใหม้ ฝี นตกลงมาเปน็ ทองคำ ก็คงไมพ่ อกับความต้องการในกามของมนุษย์แคค่ นเดียว เพราะฉะน้ันเราตอ้ งเลอื กเฟน้ ว่า ความสุขแบบไหนทป่ี ลอดภยั ความสุขแบบ ไหนทีเ่ ราพอจะละท้งิ ได้ ความสุขแบบไหนที่พอละทิ้งแลว้ ดที สี่ ดุ เหมือนกับวา่ เรา จะปลกู สวนมตี น้ ไมด้ อกไมป้ ระเภทต่างๆ บางอย่างเขา้ กนั บางอยา่ งไมเ่ ขา้ กนั บางอย่างก็ทำใหต้ น้ ไม้ต้นอ่นื ตายหมดเลย อยา่ งต้นยูคาลิปตสั ปลูกที่ไหนก็ทำให้ ต้นอน่ื ตายหมด ไม่มอี ะไรขนึ้ ในบรเิ วณนน้ั ได้ ความสุขของเรากเ็ ชน่ เดยี วกนั ความสุขบางอย่างจะกนั้ ความสุขทส่ี ำคัญกวา่ ท่ีมคี ณุ คา่ มากกว่า จะทำให้ ความสุขเหลา่ น้นั ตายไป ไม่มีโอกาสท่ีจะโผล่ขึน้ มาได้ เพราะฉะนน้ั ตอ้ งเข้าใจวา่ การเสยี สละแบบไหนดี แบบไหนไม่ดี ถา้ เสียสละ เพื่อนฝูงท่ีทำใหเ้ ราทำผดิ ศลี นัน่ แหละดี เสยี สละทรพั ย์ เสียสละสุขภาพนนั้ ไม่ เปน็ ไร แตส่ ำคัญอยา่ เสยี สละความเห็นชอบกบั ศลี ของเรา ถา้ เราสละส่ิงเหลา่ น้เี ราตาย คอื ส่งิ ภายนอกมเี พอื่ นมฝี ูงมอี ะไรต่างๆ เราพอหา ใหม่ได้ เราหาดีกว่านนั้ ได้ แตถ่ ้าศลี ของเราเสยี เราจะหาสง่ิ ท่ดี ีกว่านั้นทไ่ี หน มแี ต่ สร้างกรรมสร้างเวรใหต้ วั เอง จติ ใจของเราก็หนกั พอแรงอย่แู ลว้ จะทำใหม้ ันหนกั ย่ิงขน้ึ ไปทำไม

92 ความเหน็ ของเราก็เชน่ เดียวกนั เราต้องเชอื่ ในเรอ่ื งกรรมและเรอ่ื งผลของกรรม ถ้าเราไม่เชอื่ แลว้ บอกวา่ ชา่ งหัวมนั ฉนั จะทำตามอยา่ งท่ีฉันอยากทำ นน่ั แหละเรา ไกลออกไป ห่างออกไปจากพระพทุ ธเจ้า หา่ งจากนักปราชญท์ ง้ั หลายซง่ึ เปน็ คนที่ หวังดตี ่อเราจรงิ ๆ เราตอ้ งถามตัวของเราเองวา่ ห่างไปทำไม เราตอ้ งกลับมาเปน็ คนใกลช้ ดิ เพราะฉะนั้นศลี จงึ ตอ้ งถอื วา่ เป็นทรพั ยส์ มบัตทิ ลี่ ำ้ คา่ ของเรา เงนิ ทองถา้ เสียไป กห็ าใหม่ได้ แตถ่ า้ ศีลเสยี ไปก็อกี ยาวนานกวา่ จะกลับมาได้ ความเหน็ ก็ เช่นเดียวกัน ท่านบอกวา่ ท่านจะพิสจู น์เรื่องกรรมกพ็ สิ ูจน์ไมไ่ ด้ แต่พสิ ูจน์ไดต้ รงที่ ว่า ถา้ เราเช่ือในกรรมเชอ่ื ในผลของกรรม เราจะเป็นคนประเภทไหน แตถ่ า้ เราไม่ เชอ่ื เราจะเปน็ คนประเภทไหน แลว้ จะเอาแบบไหน อันไหนจะดกี วา่ กนั พจิ ารณา แบบนแ้ี ลว้ เรากต็ ้องเช่อื พระพทุ ธเจา้ ไมเ่ คยโกหกใคร ท่านจะโกหกทำไม ทา่ นมีบรมสขุ แล้วทา่ นเป็นผู้ บริสทุ ธิ์แลว้ ท่านมแี ต่ความหวงั ดีต่อมนุษยท์ ุกคน ก็หมายความว่า หวังดีต่อเรา แลว้ เราสิ หวังดีกบั ตวั เองหรอื เปล่า คดิ อยา่ งนีก้ น็ า่ จะเกดิ ความละอายขนึ้ มา เพราะฉะน้ันเราตอ้ งถามตวั เองวา่ เราจะอยูใ่ กล้ชิดใคร อยา่ งท่เี ลา่ มาเมอ่ื กี้ ตอนท่ีมาสรา้ งวดั ใหมๆ่ ทนี่ ่ี มคี นมาบอกวา่ ตอนนอ้ี ยู่ อเมริกาแล้ว พิธกี รรมประเพณวี นิ ยั ของพระตอ้ งเปล่ียนหมดเพอ่ื ใหเ้ ข้ากบั วฒั นธรรมท่ีน่ี อาตมากต็ อบว่า ตอนน้ีอาตมาอยหู่ า่ งไกลจากครูบาอาจารย์ในทาง รา่ งกาย ถา้ หากวา่ เราทง้ิ หลักวชิ าท่ที า่ นสอนใหเ้ รา จะอย่หู า่ งไกลทางจติ ใจดว้ ย ก็ เหมอื นกบั ตัดรากของตวั เอง แต่ถ้าหากว่าเราปฏบิ ัติตามทท่ี ่านสอนไว้ ถึงแม้ ร่างกายจะอยกู่ นั คนละฟากโลก ก็ยังรสู้ ึกว่าอยใู่ กลช้ ดิ วัดของเราจงึ รอดมา ความดีกเ็ ชน่ เดียวกนั เราพยายามอย่ใู ห้ใกล้ชดิ กับพระพุทธเจ้า ดว้ ยความ ประพฤติ ด้วยความเห็น เราจะไดม้ ีท่ีปลอดภยั อยใู่ กล้กบั ตวั เราเองแนบแน่นกับ ตวั เราเอง ไม่ห่างเหิน ฉะน้นั ใหเ้ อา พุทโธ ฝังไวใ้ นจิตใจ ฝงั ไว้ในลมหายใจ ไมพ่ ลดั พรากจากกนั คน อ่ืนเขาพลัดพรากจากกนั ก็อย่างท่ีวา่ ถ้าเป็นคนไม่ดีจะอยูใ่ กลท้ ำไม ถา้ เราเอา ศตั รูมาตดิ กับตวั เองจะหาความปลอดภยั ได้ท่ไี หน แตห่ ากว่าอยูใ่ กล้ชดิ กบั พระพุทธเจา้ เราก็ปลอดภัย ใกลช้ ิดกับพระธรรม เราปฏิบัตธิ รรม พระธรรมก็ตาม รักษาเรา แล้วจะหาความดที ดี่ กี วา่ น้ีได้ทีไ่ หน


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook