พระธรรม นํา แพทย์ธรรม โรคนี้มันเป็นทุกข์ ท�ำอย่างไรจึงจะแก้ทุกข์ได้ เราก็ช่วย เท่าท่ชี ว่ ยได้ เริ่มจากตัวเราเอง เราเป็นจุดเร่ิมที่ส�ำคัญในการ แก้ไขปัญหา ท�ำชีวิตของตัวเราเองให้พ้นจากทุกข์ให้ได้ มโี อกาสกช็ ว่ ยคนอนื่ ดว้ ย ถา้ มองในมมุ น ้ี แพทยก์ บั พระ ก็เหมือนกัน คือจะต้องช่วยกันดับทุกข์ หวังความสุขท ี่ แทจ้ รงิ ใหเ้ กดิ ขนึ้ ในโลกให้ได้มากทส่ี ุด 50 พูดมาพอสมควรแล้ว ต่อไปน้ีจะเปิดโอกาสให้ ญาติโยมถามอะไรท่สี งสัย
หมอทวั่ ไป รักษาทป่ี ลายเหตุ เหมอื นกับคนมแี ผลมีหนองฝอี ยขู่ า้ งใน หมอกร็ ักษาไดแ้ คผ่ ิวเผนิ เหมอื นกับเอาอะไรไปปิดไปพอกไว้ทป่ี ากแผล แต่ส�ำหรบั พระพุทธเจ้านี้ ทา่ นเอามดี คอื ปญั ญา ช�ำแหละลงไปท่ีตน้ เหตุ เอาเสยี้ นท่ีมันกลดั หนองอยู่ขา้ งในก้อนฝีออกมา ท่านรักษาทต่ี ้นเหตจุ ริงๆ
ธีรปญั โญ ถาม - ตอบ กราบพระอาจารย ์ มปี ระโยคหนงึ่ ทว่ี า่ “จรยิ ธรรม 53 เกิดจากความเข้าใจสัจธรรมของชีวิต” แต่บุคคลท่ัวไปท่ี จะเขา้ ใจสจั ธรรมของชวี ติ นน้ั ไมง่ า่ ย แตล่ ะคนเกดิ ตา่ งกนั ในฐานะท่ีเป็นแพทย์ เราจะมีวิธีการและแนวทางปฏิบัติ อยา่ งไรทจ่ี ะนำ� ไปสคู่ วามเขา้ ใจ หรอื สอนนกั ศกึ ษาแพทย ์ ใหเ้ ขา้ ใจ ใหเ้ ขามจี ริยธรรม และเข้าใจสจั ธรรมของชวี ติ แพทยก์ เ็ ปน็ มนษุ ยค์ นหนงึ่ และแพทยน์ า่ จะเขา้ ใจ ได้เร็วกว่าคนอ่ืนด้วย เพราะมีทุน มีพ้ืนฐานในเร่ืองของ ปญั ญา ไดเ้ รยี นมามาก แลว้ ยงั มโี อกาสผกู พนั กบั ความ แก ่ ความเจบ็ ความตายอยปู่ ระจำ� แลว้ เพยี งแตจ่ ะนอ้ ม เข้ามาคิดบ้างหรือเปล่า ว่าวันหน่ึงก็จะเป็นเรา ในแง ่
พระธรรม นํา แพทยธ์ รรม หนงึ่ กเ็ หมอื นอยใู่ นปราสาท ๓ ฤด ู ยงั ไมอ่ อกจากกำ� แพง วัง โดนพระบิดาขังไว้ในปราสาท ไม่เห็นความแก่ เจ็บ ตาย หรอื เหน็ แลว้ กไ็ มน่ อ้ มเขา้ มาวา่ วนั หนง่ึ เราเองกจ็ ะ แก่ จะเจ็บ จะตาย ซึ่งเป็นเสมือนเทวทูต เมื่อเราตาย แล้ว ยมทูตก็จะพาไป แล้วถามว่า ตอนที่ยังมีชีวิตอยู ่ ไดเ้ หน็ เทวทตู ไหม กบ็ อกวา่ ไมเ่ หน็ ใครคอื เทวทตู ยมบาล บอกวา่ เห็นคนท่ีแก่ไหม คนที่ป่วยต่างๆ หรือคนที่ตาย นั่นแหละคือพวกเทวทูต ให้เห็นว่าชีวิตมันมีปัญหา ถ้า 54 เหน็ แลว้ นอ้ มเขา้ มา คดิ วา่ วนั หนงึ่ เรากจ็ ะเปน็ อยา่ งนน้ั เหมือนกนั ปัจจุบันเรามักมองเร่ืองการศึกษาเป็นแค่ทักษะ วิธีท�ำมาหากินแบบหนึ่ง เพ่ือจะได้เงินเอาไปแลกกับ กามวัตถุมาเสพ มีความคิดกันแค่นั้น คนท่ีเขาไม่ม ี จดุ หมายในชวี ติ เขาจะมองชวี ติ แคเ่ กดิ มาชาตเิ ดยี ว ตอ้ ง กิน ใช้ให้คุ้ม ท�ำงานหาเงินมาเสพให้มากที่สุด ตายไป กจ็ บ สว่ นคนทไ่ี มพ่ อใจแคน่ นั้ จะมองลกึ ลงไปวา่ ปรชั ญา ชีวิตแบบนี้มันใช้ได้หรือเปล่า ชีวิตมันง่ายขนาดนั้นเลย หรอื ชวี ติ เกดิ มามนั มคี วามหมายไหม คนเกดิ มาเพอ่ื อะไร มันนา่ จะมีกระบวนการของเหตุของปจั จัย
ธรี ปัญโญ คนที่ต้ังค�ำถามอย่างนี้ จะแสวงหาค�ำตอบเอง การที่เราจะแสวงหาอาชีพ ส่วนหนึ่งก็ท�ำประโยชน์ให้ กับสังคมด้วย ท�ำประโยชน์ให้กับตัวเราเองด้วย อาชีพ แพทย์ เป็นอาชีพที่มีโอกาสสูงท่ีสุดแล้ว เราจะต้องให้ เขาฝึกคิด อย่าเพิ่งพอใจค�ำตอบง่ายๆ ท่ีสังคมให้มา วา่ เรยี นจบไป กต็ อ้ งทำ� งานหาเงนิ ใหไ้ ดม้ ากทส่ี ดุ แลว้ ก็ มคี วามสขุ แบบโลกๆ ทส่ี งั คมใหเ้ ปน็ สตู รสำ� เรจ็ เรากด็ วู า่ มันมแี คน่ ั้นจริงๆ หรอื ? ชวี ติ มนั นา่ จะมคี ณุ คา่ มอี ะไรลกึ ซงึ้ กวา่ นนั้ ในชวี ติ 55 หนงึ่ เราควรจะไดอ้ ะไรในชวี ติ บา้ ง ถา้ แคเ่ สพกามวตั ถไุ ป วนั ๆ มนั กไ็ มต่ า่ งอะไรกบั สตั วต์ วั หนง่ึ แตค่ วามประเสรฐิ ของมนษุ ย ์ มนั อยทู่ อี่ ะไร เบอื้ งตน้ กอ็ ยทู่ ศ่ี ลี ๕ นแี่ หละ ทเ่ี ราตา่ งกบั สตั ว ์ กเ็ พราะเรามศี ลี ๕ ถา้ ไมม่ ศี ลี ๕ มนั ก ็ คอื สตั วด์ ๆี นเี่ อง อาจจะสรา้ งปญั หาไดม้ ากกวา่ สตั วท์ วั่ ไป เสียอีก เพราะมีความฉลาดมาก เพราะฉะน้ัน ก็ต้อง ฝึกให้เขาคิด เขาอาจจะเริ่มมองได้ว่า ตัวเขาเองก็อยู่ใน ระบบของวฏั จกั รวนเวียนเหมือนกัน ตวั เราเองเปน็ หมอ แตจ่ รงิ ๆ เรากเ็ ปน็ คนไขไ้ ปดว้ ยพรอ้ มๆ กนั เพราะวา่ เรา ยงั แก่ ยงั เจบ็ ยงั ตาย และยงั เกดิ อกี
พระธรรม นาํ แพทย์ธรรม เมื่อครู่ เราขอ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ ์ เป็นสรณะ สรณะ ไม่ได้แปลว่าที่พึ่งอย่างเดียว แปลว่า เป็นที่ระลึก เป็นที่ก�ำจัดภัยได้ด้วย มาจาก สร ธาตุ สร แปลว่า เบียดเบียน อันเดียวกับศัพท์ว่า ลูกศร ที่เข้าไปปัก เข้าไปท�ำลาย การที่เราชาวพุทธถือเอา พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆเ์ ปน็ สรณะ กค็ อื เราเชอื่ วา่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะน�ำเราไปสู่ธรรมะท่ีจะ ตัดกิเลส ตัดทุกข์ ตัดวัฏสงสาร ที่เกิดจากการเวียนว่าย 56 ตายเกดิ น้ีได้ ถ้าเรามีความเช่ืออยู่บ้าง เชื่อคนที่รู้ไว้ก่อน เชื่อ คนแบบพระพุทธเจ้าที่ท่านมีสัพพัญญุตญาณ หรือเช่ือ พระอรยิ สงฆท์ ที่ า่ นไดพ้ บไดเ้ หน็ ไดผ้ า่ นมากอ่ นแลว้ ถา้ เรามศี รทั ธา มนั กจ็ ะมาถว่ งดลุ กบั ปญั ญาทเี่ ราม ี เรากจ็ ะ ไดเ้ อาความสนใจของเราไปโฟกสั ใหต้ รงจดุ ไปเรยี งลำ� ดบั ความส�ำคัญก่อนหลังให้มันถูกต้อง เรียกว่า รู้สิ่งท่ีควรรู้ เหน็ สาระในสง่ิ ทมี่ นั เปน็ สาระ ไมเ่ หน็ สาระในสง่ิ ทไี่ มเ่ ปน็ สาระ สงิ่ ทเี่ ปน็ สาระคอื อรยิ สจั ๔ เปน็ เครอ่ื งมอื ทที่ ำ� ให้ เราหลดุ พน้ จากทกุ ขไ์ ด ้ คนทจ่ี ะเขา้ ใจ จะตอ้ งเหน็ อรยิ สจั ๔ ก่อน ทางทฤษฎีมันก็ไม่ได้ยากจนเกินไป มันยากตรงท ่ี
ธีรปญั โญ ปฏบิ ตั ิ ทว่ี า่ ไมย่ ากคอื ฟงั แลว้ ตอ้ งนอ้ มไปคดิ บอ่ ยๆ สว่ น การจะใชเ้ ทคนคิ วธิ อี ยา่ งไร กต็ อ้ งอาศยั อาจารยแ์ ตล่ ะทา่ น ส�ำคัญท่ีสุดคือการท�ำตัวเป็นตัวอย่าง บางทีเรา อาจจะรู้สึกท้อใจว่า เดี๋ยวนี้มีตัวอย่างท่ีไม่ดีเยอะ แต ่ อาตมามองจากตวั เอง อยา่ งสมยั ทย่ี งั เปน็ นกั เรยี นแพทย์ มคี รแู พทยห์ ลายทา่ นมาสอนเรา ครทู เ่ี ราจำ� ไดด้ กี ม็ ไี มม่ าก ครูท่ีเราจ�ำได้ คือครูท่ีมีหลักการดี ท�ำเพ่ือประโยชน์ของ คนไข ้ แมว้ า่ จะมไี มม่ าก แตก่ ท็ ำ� ใหเ้ ราเกดิ ความมนั่ ใจวา่ อยา่ งนอ้ ยกย็ งั มคี นทท่ี ำ� อยา่ งนอี้ ย ู่ แมจ้ ะอยใู่ นทา่ มกลาง 57 ระบบทม่ี นั ไมด่ ี ครกู ม็ คี วามสขุ ได ้ เพราะครมู คี วามมน่ั คง ในทางจริยธรรม ไม่หวั่นไหวในเร่ืองที่จะมาชวนให้ผิด ศีลธรรม มุ่งประโยชน์ของคนไข้เป็นหลัก ไม่ได้มุ่งค่า ตอบแทนทางธุรกิจ ส่ิงเหล่านี้จะเกิดข้ึนได้ในคนรุ่นต่อไป คนรุ่นก่อน ก็ต้องท�ำตัวเป็นตัวอย่าง ถ้าเขาได้เห็นตัวอย่างสักราย สองราย เขากจ็ ะเกดิ มกี ำ� ลงั ใจ ถา้ เขาไมเ่ หน็ ตวั อยา่ งเลย เขาก็รู้สึกว่า เดี๋ยวน้ีเป็นอย่างนี้กันหมดแล้ว หมดสมัย ของคนดีแล้ว การไม่มีจริยธรรมเป็นเร่ืองธรรมดา เขาก ็
พระธรรม นํา แพทยธ์ รรม ไม่รู้สึกอยากจะปรับอะไร แต่ว่าถ้าเขาเห็นตัวอย่าง ว่า มันมีนะ แม้ว่าจะน้อย แต่ก็มี คนที่มีความสุขอยู่ใน คณุ ธรรมได ้ แลว้ กม็ จี รยิ ธรรมทจ่ี ะชว่ ยคนไขด้ ว้ ย สว่ นตวั หมอเองก็ไม่ลำ� บาก มีความอม่ิ ใจในวิชาชพี ด้วย สว่ นใหญแ่ พทยไ์ มไ่ ดม้ ปี ญั หาเรอื่ งรายได ้ ถา้ ไมโ่ ลภ จนเกินไป เพียงแต่ว่าเราจะสามารถเอาเวลาท่ีเหลือ ไปพัฒนาชีวิตของตัวเราเองด้วยได้หรือไม่ พัฒนา ท้ัง ศีล สมาธิ ปัญญา สิกขาท้ังสามให้ยิ่งขึ้นไปได้ 58 แต่เราจะน้อมเข้ามาหรือเปล่าเท่านั้น มันใกล้นิดเดียว แค่มองคนไข ้ แลว้ เราน้อมใจมาให้ถูกทาง เราก็สามารถ ที่จะเขา้ ใจธรรมะไดโ้ ดยไมย่ าก ค�ำว่า “นิพพาน” น้ี เข้าใจว่า พอเสียชีวิตแล้วก ็ จะไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีก เข้าใจว่าอย่างนั้น ทีน้ี เวลาเราเสียชีวิตไป เราก็ไม่รู้ตัวแล้ว เราเองก็ไม่รู้ว่าเรา บรรลุนิพพานหรือเปล่า ญาติพี่น้องก็ไม่รู้ เพราะฉะน้ัน ถ้าเรามุ่งท่ีจะไปถึงนิพพาน เราเสียชีวิตแล้ว ใครจะรู้ว่า เราบรรลุนิพพานหรือเปลา่
ธีรปัญโญ การบรรลุนิพพานนี้ไม่ได้เกิดตอนตาย คนที่จะ บรรลุนิพพาน จะต้องเกิดขณะท่ีมีชีวิตอยู่ คือคนที่จะ บรรลุนิพพานนั้น จะต้องก�ำหนดรู้ทุกข์ ทุกข์ ก็คือ รปู นาม หรอื กายใจของเรา และตอ้ งละสมทุ ยั คอื ละเหต ุ ของมนั เหตกุ ค็ อื ตณั หา ความอยากทง้ั หลาย อยากได ้ รปู สวยๆ เสยี งเพราะๆ อยากจะเกดิ อกี หรอื อยากไมเ่ กดิ อกี อนั นถ้ี อื เปน็ ความอยากทง้ั หมด ตอ้ งเจรญิ อรยิ มรรค ครบทง้ั ๘ ขอ้ จงึ จะสามารถตดั กเิ ลสได ้ ดงั นนั้ นพิ พาน ไม่ใช่เป็นสิ่งท่ีได้ตอนตาย แต่ได้ก็ตอนที่มีชีวิตอยู่ ต้อง 59 ปฏิบัติให้ได้ครบถ้วนสมบูรณ์ในขณะเดียวกัน รู้ทุกข์ ละสมุทัย แจ้งนิโรธ เจริญมรรค กิจเหล่านี้จะท�ำได้ก็ ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น พอบรรลุนิพพานแล้ว เขาจะ เห็นอริยสัจ ๔ ครบเป็นคร้ังแรก และจะเห็นทั้งหมด ๔ ครั้ง เขาเรียกว่ามรรคจิตส่ี ท�ำหน้าท่ีตัดกิเลสต่างกัน เพราะกิเลสมันมคี วามหยาบและละเอยี ดต่างกนั บุคคลท่ีบรรลุมรรคแรก หรือ โสดาปัตติมรรคนั้น เรียกว่าพระโสดาบัน ซึ่งจะเกิดได้อย่างมากอีก ๗ ชาต ิ ก็จะหมดทุกข์ ถัดไปก็เป็นพระสกทาคามี ก็จะเกิดเป็น เทวดา เกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง ถ้าเป็นพระอนาคาม ี
พระธรรม นํา แพทยธ์ รรม ก็ไม่มาเกิดเป็นมนุษย์ซ่ึงเป็นกามภพอีก แต่ไปเกิดใน ชน้ั พรหม แลว้ กป็ รนิ พิ พานทชี่ นั้ พรหม ถา้ เปน็ พระอรหนั ต์ ก็หมดกิจ ก็ไม่ต้องมาเกิดอีก ตอนมรณภาพแล้วก็จะ หมดทกุ ข ์ พูดอีกอย่างหนึง่ วา่ ดบั ขันธ์ ฟงั ใหด้ นี ะ ดบั ขนั ธ ์ ไมใ่ ชด่ บั เรา จรงิ ๆ “ตวั เรา” มนั ไมม่ มี าตงั้ แตแ่ รก มนั ไมใ่ ชม่ เี รา แลว้ เราจะหายไป ตวั เรามนั ไมเ่ คยม ี ตอนนก้ี ไ็ มม่ ี อยากใหม้ มี นั กไ็ มม่ ี มแี ค ่ รูปกับนามหรือขันธ์ห้า ที่เราไปยึดไว้ว่าเป็น “ตัวเรา” 60 รปู กบั นามนนั้ ถา้ เราไปเขา้ ใจมนั ผดิ คดิ วา่ มนั เปน็ ตวั ตน ของเรา ไปยึด เราก็มีความอยาก เพราะเราเข้าใจว่า มันงาม มันเท่ียง มันสวย มันเป็นตัวตน เม่ือเข้าใจผิด อย่างนี้ ก็ท�ำให้เวียนว่ายตายเกิด พอรู้แล้ว สิ่งที่เคย เรยี กวา่ ตวั เรานนั้ ทจ่ี รงิ กเ็ ปน็ แคร่ ปู นามเฉยๆ เมอ่ื มองใน กรอบของอริยสัจ ๔ รูปนามเป็นทุกขสัจ ทุกข์มันมีเหต ุ อยา่ งไร ถา้ เราจะละเหตหุ รอื สมทุ ยั มนั กจ็ ะไมเ่ กดิ รปู นาม ขึ้นมาอีก ก็เรียกว่าพ้นจากรูปขันธ์ พ้นจากนามขันธ์ ก็คือพ้นจากขันธ์ ๕ ทีเ่ รยี กว่าบรรลนุ ิพพาน
ธีรปัญโญ นเี่ ปน็ วธิ กี ารอธบิ ายอยา่ งหนงึ่ ไมใ่ ชว่ า่ ตายแลว้ มนั จะสญู หายไป คนปกตจิ ะมที ฏิ ฐอิ ย ู่ ๒ อยา่ ง สสั สตทฏิ ฐิ คือความเห็นว่าเที่ยงแท้แน่นอน ตายแล้วเกิดไปเร่ือย เข้าใจว่าเป็นคนเดียวกันน่ีแหละ ไปเกิดเป็นโน่นเป็นนี่ ชาตหิ นา้ กไ็ ปเกดิ เปน็ โนน่ เปน็ นอ่ี กี เขาเรยี กวา่ สสั สตทฏิ ฐ ิ จัดเป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างหน่ึง อีกประเภทหนึ่งเรียกว่า อจุ เฉททฏิ ฐ ิ เขา้ ใจวา่ ตายแลว้ ขาดสญู ตายแลว้ กจ็ บกนั ไมม่ อี ะไรสบื ตอ่ ไป ทงั้ สองทฏิ ฐนิ ้ี จดั เปน็ มจิ ฉาทฏิ ฐทิ ง้ั คู่ พระพทุ ธองคท์ รงสอนวา่ ถา้ เราเหน็ ความเกดิ ขนึ้ มา 61 ของขนั ธห์ า้ เรากท็ ำ� ลายอจุ เฉททฏิ ฐไิ ด ้ เพราะอจุ เฉททฏิ ฐิ คิดว่าตายแล้วก็จบไป แต่มันไม่จบ มันมีเกิดอีก ถ้ามัน มปี จั จยั พรอ้ ม มนั กเ็ กดิ ขนึ้ มาอกี หรอื ถา้ เราเหน็ ความดบั ของขันธ์ห้า เราก็จะท�ำลายสัสสตทิฏฐิได้ เพราะว่ามัน ไม่ได้มีอะไรเป็นตัวตนยืนยาวไปตลอดเวลา มันเกิดดับ อยู่ตลอดเวลา ตามเหตุ ตามปัจจัย มีเหตุปัจจัยก็เกิด หมดเหตุปจั จยั ก็ดบั มันมแี ค่นเี้ อง ธรรมะหรอื ธรรมชาติ ของมัน ทั้งรูป ทั้งนาม เปล่ียนไปตามเหตุตามปัจจัย แต่เราไม่เข้าใจ เราไปหลงยึดว่าเป็นตัวตนของเรา กอด กองทกุ ขเ์ อาไว ้ แลว้ กก็ อ่ ทกุ ขข์ นึ้ อกี มากมาย แตพ่ อเขา้ ใจ
พระธรรม นาํ แพทย์ธรรม แล้ว เราก็ปล่อยมันไปตามธรรมชาติของมัน แต่ขันธ์ห้า ทเ่ี รยี กวา่ ตวั เรากไ็ มไ่ ดห้ ายวบั ไปไหน มนั ยงั มผี ลของกรรม ผลของเหตทุ เ่ี ราเคยสรา้ งไวใ้ นอดตี มนั ยงั มอี ย ู่ เพยี งแต่ เราไม่ไดส้ รา้ งเหตใุ หมอ่ กี ต่อไป เหมือนกับเราขับรถ เราถอนเท้าออกจากคันเร่ง มันก็ไม่ได้หยุดทันที มันไหลไปตามแรงเฉ่ือย เราไม่ได้ สร้างตัณหาใหม่แล้ว แต่ว่าตัณหาเก่าท่ีเป็นเหตุให้เรา ท�ำกรรมไว้ในอดีต มันก็ยังส่งผลได้อยู่ มันก็สร้างทุกข์ 62 ข้นึ มาได้ชวั่ ระยะเวลาหนง่ึ จนกว่ามันจะหมดไป
หมอยาที่ดนี ้นั สามารถวางยาไดถ้ ูกคน ธรรมะกค็ ือยา คอื ธรรมโอสถนัน่ เอง ยาของพระพุทธองค์ หมายถงึ ความรคู้ วามเขา้ ใจในชวี ติ และสงั ขาร เพราะกายกบั ใจ มันเนื่องด้วยกัน ถา้ จติ ใจสบาย กพ็ าให้กายดีไปดว้ ย ถ้ากายเจบ็ ไข ้ มนั กด็ ึงให้จิตมีปัญหาไปดว้ ย
ธีรปญั โญ นิพพาน 65 นพิ พานมอี ย ู่ ๒ แบบ สอปุ าทเิ สสนพิ พาน กบั อนปุ า- ทเิ สสนพิ พาน สอุปาทิเสสนิพพาน คือนิพพานที่ยังมีขันธ์เหลือ อยู่ อนุปาทิเสสนิพพาน คือนิพพานที่หมดขันธ์แล้ว ตอนท่ีบรรลุนิพพานคือส้ินกิเลสแล้ว (บางทีเรียกกิเลส นพิ พาน) นพิ พานกอ่ นทจ่ี ะตาย เรยี กวา่ เปน็ สอปุ าทเิ สส เพราะยังมีขันธ์ ๕ เหลืออยู่ แต่พอตายแล้วก็หมด ไม่มีอะไรที่จะบัญญัติอะไรได้อีก สิ้นทุกข์จริงๆ คือ อนปุ าเสสนพิ พาน (เรยี กวา่ ดับขนั ธป์ รินพิ พาน)
พระธรรม นํา แพทยธ์ รรม แท้จริง “ตัวตน” มันไม่มีต้ังแต่แรกอยู่แล้ว มีแต ่ ความหลงทมี่ นั หายไปเพราะวชิ ชาเกดิ ขน้ึ สดุ ทา้ ยแลว้ กม็ ี แค่ความทุกข์ท่ีเกิดแล้วดับไป มีแล้วหายไป มีแค่น้ันเอง ไม่มีอะไรนอกจากนั้น นิพพานจึงเป็นท่ีดับทุกข์ที่แท้จริง เปน็ สง่ิ ทเ่ี ขา้ ถงึ ไดย้ าก เปน็ วสิ ยั ของผรู้ ู้ นานทมี นษุ ยจ์ งึ จะ สามารถเข้าใจได้สักที ต้องรอให้มีพุทธศาสนาเกิดขึ้นมา จึงจะมีทางออกจากวัฏทุกข์น้ี แต่ถ้าไม่มีพุทธศาสนา ก ็ ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างน้ีแหละ สวรรค์ไปไม่ยาก 66 หรอก ศาสนาอนื่ เขากม็ ี ทำ� บญุ ใหท้ าน รกั ษาศลี ตามแบบ ศาสนาของเขา แตไ่ ปนพิ พานนี่ยาก ต้องอาศยั ผรู้ จู้ ริงๆ ถ้ามีโอกาสแล้ว เราควรจะให้ความสนใจธรรมะ ใหม้ าก เพราะเปน็ วธิ กี ารดบั ทกุ ขไ์ ดท้ ง้ั หมด ไมต่ อ้ งกลบั มาเวยี นวา่ ยตายเกดิ อกี สามารถเหน็ ไดใ้ นปจั จบุ นั ไมต่ อ้ ง รอใหต้ ายก่อนจงึ จะเห็น สันทิฏฐิโก เห็นได้ ปฏิบัติได้ ไม่จ�ำกัดกาล พระ นพิ พานอย่เู หนือกาลเวลา อกาลิโก ท้าพสิ ูจน์ เอหปิ สั สโิ ก น้อมเข้ามาใส่ตวั เอง
ธีรปญั โญ โอปนยโิ ก บณั ฑติ รไู้ ดเ้ ฉพาะตน ปจั จตั ตงั เวทติ พั โพ วญิ ญหู ิ เรยี กวา่ เปน็ พระธรรม ทบ่ี รสิ ทุ ธบ์ิ รบิ รู ณ ์ นานๆ ทถี งึ จะม ี เปน็ ธรรมทดี่ บั ทกุ ขไ์ ด ้ โดยส้ินเชงิ ท้ังหมด ถา้ พระนพิ พานไมม่ อี ยจู่ รงิ กไ็ มม่ ที างทจี่ ะดบั กเิ ลส ดบั ทกุ ขไ์ ด ้ แตเ่ พราะพระนพิ พานมจี รงิ ความดบั ทกุ ขจ์ งึ มีได้ ความจริงมีอะไรบ้าง ความจริงก็คือทุกข์ ตอนน้ี คนพูดถึงความจริงกันมาก ยุคปัจจุบันนี้ มีคนเรียกว่า ยุคหลงั ความจริง ตกลงอะไรมันจริงบ้าง คนกส็ งสยั 67 ทุกวันนี้ จะรู้ได้อย่างไรว่า เราไม่ได้เป็นแค่แบบ จ�ำลอง (simulation) ของคนในอนาคต อย่างในเครื่อง คอมพิวเตอร์ คนก็ยังคิดอยู่ว่า เป็นเหมือนหนังเรื่อง matrix ทอี่ ยใู่ นโลกของความฝนั หรอื เปลา่ นกั ปรชั ญาเขา ก็สรุปรวมลงมาว่า ตกลงจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรเป็นจริง จะเอาอะไรมาตดั สนิ กพ็ บวา่ ถา้ มนั เจบ็ ได ้ (suffer) มนั ก็ จรงิ ความเจบ็ นมี้ นั จรงิ ถา้ ภาษาของเรากค็ อื ทกุ ขอรยิ สจั ไงละ่ เจบ็ กเ็ ปน็ จรงิ อยา่ งหนงึ่ สาเหตขุ องความเจบ็ คอื สมุทัยก็เป็นจริงอย่างหน่ึง ความอยากต่างๆ ก็เป็นจริง
พระธรรม นํา แพทยธ์ รรม อย่างหนึ่ง ท�ำให้เราจับเอาความเจ็บมาเป็นเรา ส่วน ความจรงิ อกี สองอยา่ งทท่ี างตะวนั ตกไมม่ ี คอื นโิ รธ คอื ความจบ จบกจ็ รงิ มนั จบไดจ้ รงิ ๆ นก่ี ค็ อื ความจรงิ สว่ น ทางทจ่ี ะไปสนู่ โิ รธนนั้ คอื ทกุ ขนโิ รธคามนิ ปี ฏปิ ทา หรอื มรรคมอี งค ์ ๘ อนั น ี้ หรอื ทเี่ รยี กวา่ แจง้ กจ็ รงิ เหมอื นกนั ถา้ เราทำ� ให้องค์ประกอบเกิดขึ้นพร้อมกนั ทั้ง ๘ ได้ ฉะนั้น เรียกย่อๆ ว่า ความจริงส่ีอย่าง คือ เจบ็ จรงิ (ทกุ ขสจั ) จบั จรงิ (สมทุ ยั สจั ) จบจรงิ (นโิ รธสจั ) 68 แจ้งจริง (มรรคสัจ) เพราะฉะนน้ั พระพทุ ธเจา้ ถงึ สรปุ วา่ ความจรงิ ของ พระอรยิ ะ ม ี ๔ อยา่ ง จะไดไ้ มห่ ลง มนั มจี รงิ มนั มที กุ ข ์ จริง ความจบทุกข์ก็มีได้จริง กิเลสก็มีจริง การดับกิเลส ก็มีจริงเหมือนกัน ฉะน้ัน คนจะเข้าใจความจริงได้ต้อง เข้าใจจริงท้ัง ๔ อย่างเหล่าน้ี จึงจะพ้นทุกข์ได้ เดี๋ยวน ี้ คนก็พูดกันมากว่า อีกหน่อยเทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence - ปัญญาประดษิ ฐ์) มนั จะมาแทนเรา มันจะ ท�ำได้ดีกว่าเราทั้งหมด อะไรที่เป็น pattern (รูปแบบ) เปน็ routine (กจิ วตั ร) เกดิ แนวเดยี วกนั ซำ้� ๆ AI ปญั ญา-
ธรี ปัญโญ ประดษิ ฐเ์ ขาเรยี นรไู้ ด ้ เขากจ็ ะทำ� แทนทเี่ ราไปทลี ะอยา่ งๆ แม้แต่หมอเองก็อาจจะต้องตกงาน เพราะว่า AI มัน เกง่ กวา่ มนั ประมวลขอ้ มลู ดาตา้ เบส มนั สามารถทจี่ ะจำ� ได้ เรยี นรู ้ pattern แล้วแก้ปญั หาบางเร่อื งได้ดกี วา่ มนษุ ย์ แตจ่ รงิ ๆ ไมค่ อ่ ยนา่ กงั วลเทา่ ไหร ่ เพราะมนษุ ยเ์ รา มีหน้าท่ีของเราคอื การแก้ทกุ ข์ AI ดี ก็ให้มันท�ำหน้าท่ีของมันไป เราก็ท�ำหน้าท ี่ ดับทุกข์ เรามีทุกข์ที่จะต้องดับอยู่น่ีใช่ไหม เราจะได้เอา 69 เวลา เอาพลงั งาน สตปิ ญั ญา มาใชใ้ นการดบั ทกุ ข ์ เพราะ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา มันไม่เกิดใน AI แต่ว่ามนุษย ์ เท่านั้นที่จะมีทุกข์ของมนุษย์ที่เราจะดับทุกข์ได้ ส�ำหรับ อาตมาไม่มีเร่ืองกังวลอะไร ดีเสียอีก จะได้มีเวลามาท�ำ ส่ิงที่มนุษย์เท่าน้ันท่ีจะท�ำได้ อย่างอ่ืนก็ให้ AI หุ่นยนต์ เขาทำ� ไป แต่งานเร่ืองของการดับทุกข์ เร่ืองของการมีทุกข์ มนั จรงิ การเจบ็ จรงิ ไหม เอาเขม็ มาจม้ิ หรอื วา่ ปว่ ย แก่ เจบ็ ตาย มนั เปน็ ของจรงิ ความอยากกจ็ รงิ กเ็ ราอยากเอง
พระธรรม นาํ แพทยธ์ รรม ก็เราไม่รู้ว่ามันทุกข์น่ี เราก็เรียนให้วิชชาเกิดข้ึนสิ จะได้ แจง้ ความแจง้ กเ็ ปน็ จรงิ อยา่ งหนงึ่ แจง้ ในสจั ธรรมทงั้ หมด พอแจ้งแล้ว ไม่มีความอยากแล้ว พอมันหมดอยากปุ๊บ มนั กจ็ บ มนั ไมต่ อ้ งมาเวยี นวา่ ยตายเกดิ อกี ไมต่ อ้ งมาเจบ็ อีก อริยสัจ ๔ มันถึงต้องไปท้ังหมด เป็นแพคเกจ ถ้ารู้ ก็รู้ท้ังหมด จะรู้ทุกข์ได้ ก็จะต้องรู้ความส้ินทุกข์ด้วย มันถึงจะรู้ทุกข์ได้ครบ มันต้องรู้จบให้ได้ ต้องรู้ทางออก ใหไ้ ด ้ จงึ จะเขา้ ใจวฏั สงสารทงั้ หมด ฉะนน้ั สงิ่ เหลา่ นจ้ี ะมี 70 กแ็ ตพ่ ระพทุ ธศาสนาเทา่ นนั้ ทจี่ ะสอนอรยิ สจั ๔ ไดค้ รบ ซ่งึ เปน็ ส่งิ ที่เหน็ ได้ยาก ไมใ่ ช่เห็นได้ง่าย พระพทุ ธเจา้ จงึ ไมอ่ ยากจะสอนในตอนแรก เพราะ หมสู่ ตั วอ์ ยใู่ นความหลง ถกู อวชิ ชาปดิ บงั ถกู ตณั หาผกู ไว้ สอนให้รู้ได้ยาก ผู้คนยังจมอยู่ในกาม ถ้าท่านจะสอน มนั เปน็ การสวนวสิ ยั ของคนทวั่ ๆ ไป พระพทุ ธเจา้ กไ็ มค่ ดิ วา่ คนจะฟงั แตพ่ ระพรหมกม็ าอาราธนาใหพ้ ระองคส์ อน โดยเสนอว่าสัตว์ท่ีมีธุลีในดวงตาน้อยก็ยังมี ถ้าพระองค ์ ไม่สอน เขาก็จะพลาดโอกาส พระพุทธเจ้าก็เลยสอน เพราะปรารภเหตุน้ัน เพราะฉะน้ัน ก็อย่าดูถูกตัวเอง อย่ามาคิดวา่ บญุ น้อย
ธีรปัญโญ ทจ่ี รงิ ไดเ้ กดิ เปน็ มนษุ ยน์ กี่ ย็ ากแลว้ ในบรรดา ๗,๐๐๐ ล้านคนน่ีได้มาเจอพุทธศาสนา ไม่บ้า ใบ้ บอด หนวก ไมม่ มี จิ ฉาทฏิ ฐ ิ ซง่ึ องคป์ ระกอบทจ่ี ะมาประชมุ พรอ้ มเพรยี ง กันได้นั้น เป็นสิ่งที่เกิดได้ยาก ฉะนั้น เราควรที่จะเร่ง ขวนขวายต่อ แสดงว่าเรามีบุญที่ได้ท�ำไว้อย่างดีแล้ว มีโอกาสมาเจอศาสนาท่ีเราถือว่าเลิศท่ีสุดในโลก ไม่ม ี อะไรทดี่ เี ทา่ นอ้ี กี แลว้ ทา่ นบอกทางไวใ้ หห้ มด เหลอื เพยี ง แต่เราจะท�ำหรือเปล่าเท่านั้นเอง ฉะน้ัน เราก็ควรจะมา ลองพิสจู น์ด ู ทำ� ไปเรอื่ ยๆ 71 ย่ิงมีโอกาสท�ำหน้าท่ีเป็นแพทย์ เป็นพยาบาล ก ็ เทา่ กบั เราใกลแ้ ลว้ เราอยกู่ บั ทกุ ข ์ ทกุ ขม์ นั เปน็ ความจรงิ ของเรา เพียงแต่ว่าเราจะน้อมเข้ามาหรือเปล่าเท่าน้ัน เอง เพราะเราเองก็เป็นคนไข้ด้วย วันหนึ่งเราก็จะต้อง เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน แล้วเราพร้อมหรือยัง ที่จะแก่ เจ็บ ตาย ไปอย่างไร้สาระ หรือเราอยากจะท�ำทางออก ไปจากทกุ ขเ์ หลา่ นใ้ี หไ้ ด้ ฉะน้ัน ถ้าเราเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ชีวิตเราก็มีความ หมาย ความหมายคือเราจะพ้นจากทุกข์ อันเป็นความ
พระธรรม นาํ แพทยธ์ รรม หมายทสี่ ำ� คญั ทสี่ ดุ คอื พระนพิ พาน ไมเ่ ชน่ นน้ั เราจะปลอ่ ย วัน เวลา ไปกับส่ิงท่ีไร้สาระ ส่ิงที่ไม่เป็นประโยชน ์ ถ้าเรามีความเข้าใจในองค์รวมอย่างนี้แล้ว เราจะได้ใช้ เวลาชีวติ ทีเ่ หลืออยใู่ หเ้ ป็นประโยชนส์ งู สดุ ผมขอกราบขอความรู ้ มอี ย ู่ ๓ เร่อื งนะครับ เร่ืองที่ ๑ พระพุทธเจ้าสอนว่าใจใหญ่สุด ใจเป็น ประธาน ทุกอย่างส�ำเร็จที่ใจ แต่มีพ่อแม่ครูบาอาจารย ์ 72 บางองคก์ เ็ ทศนเ์ รอื่ งจติ บางองคก์ เ็ ทศนเ์ รอ่ื งใจ ขอเมตตา ถามวา่ จติ กบั ใจ ตา่ งกนั หรอื เหมอื นกนั อยา่ งไรครับ ขอ้ ท ี่ ๒ พระเดชพระคณุ หลวงปมู่ นั่ ซงึ่ เปน็ พอ่ แม่ ครูบาอาจารย์สายวัดป่า ที่ย่ิงใหญ่ที่สุด วาระหนึ่งท่าน อาพาธหนักครับ ติดเช้ือไข้มาลาเรีย และไปรักษาท ่ี โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทย์รักษาเต็มที่ แต่สุดท้าย คือให้ยาก็ไม่รอด แต่ก็ไม่กล้าบอก สุดท้ายก็เลยบอก ทา่ นตามจรงิ สดุ ทา้ ยหลวงปมู่ น่ั ทา่ นกบ็ อกใหห้ ยดุ รกั ษา ท่านบอกว่าจะใช้ธรรมโอสถรักษา และท่านก็ใช้ธรรม- โอสถรักษาจริงๆ แล้วก็รอดออกมาจากโรงพยาบาล
ธรี ปัญโญ มาอยู่อีกระยะหน่ึง ท่านก็ละสังขารไป ขอถามว่า “ธรรมโอสถ” นป้ี ฏบิ ัตอิ ย่างไรครับ ข้อท่ี ๓ พุทธศาสนาสอนว่า ปัญญาเท่าน้ันที่ ดบั ทกุ ขไ์ ด ้ อยากจะเรยี นถามวา่ เราจะทำ� ใหป้ ญั ญาทจี่ ะ ดับทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรา มปี ัญญาทจ่ี ะดับทุกขแ์ ลว้ ค�ำถามแรก ค�ำว่า “ใจ” กับ “จิต” มันเป็น 73 ค�ำในภาษาไทย จึงข้ึนอยู่ว่าเราจะให้ค�ำจ�ำกัดความมัน วา่ อยา่ งไร แตว่ า่ “จติ ” ในภาษาบาลที ใี่ ช ้ คอื จติ ตฺ ทา่ น ใช้ในความหมายค่อนข้างจะเป็นวิชาการหน่อย เวลา พูดถึงในเรื่องของวิชาการ อย่างเวลาเรียนอภิธรรม จิตจะแยกเป็น กามจิต ฌานจิต โลกุตตรจิต เป็นต้น สว่ นคำ� วา่ ใจ ในภาษาบาล ี ใชค้ ำ� วา่ มโน มกั ใชใ้ นการ พูดแบบภาษาชาวบ้านมากกว่า ถ้าในบาลี ค�ำว่า จิต มโน วญิ ญาณ ใชแ้ ทนกนั ได ้ มสี ภาวะอนั เดยี วกนั คอื สง่ิ ทม่ี หี นา้ ทร่ี ู้ ถา้ ใชใ้ นความหมายแบบ Technical term (ศัพท์เทคนิค) ก็ใช้จิต ถ้าเป็นศัพท์ท่ัวๆ ไป อย่างเช่น มโนธรรม อะไรอยา่ งน้ ี ก็ใช้ค�ำว่า ใจ
พระธรรม นาํ แพทยธ์ รรม อีกแง่หน่ึงถ้าใช้ มโน ใช้ในความหมายของเป็น ทวารหนึ่งในหกทวาร มีตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ ทวาร ท่ีหกน้ี เขาเรียกว่าทวารทางใจ จิตน้ีเป็นตัวจิต อาจจะ เกิดทางจักขุทวารก็ได้ หรือทางทวาร หู จมูก ล้ิน กาย ใจ คือจิตมันไปเกิดได้ทุกทวาร แต่ตัวทวารเฉพาะ ทางใจ เรยี กวา่ มโนทวาร เปน็ ทางรบั เขา้ มา สว่ นทวาร ทางการแสดงออกก็ได้แก่ ทางกาย ทางวาจา แล้วก็ ทางใจ 74 สว่ นเรอื่ งของคำ� กแ็ ลว้ แตค่ รบู าอาจารยท์ า่ นจะใช้ บางทา่ น เทา่ ทอี่ าตมาสงั เกต ถา้ มาใชใ้ นความหมายของ ค�ำว่าจิต เป็นการคิดนึก อาจจะครอบคลุมท้ังอดีต ไป ถงึ อนาคต ไดท้ กุ กาล แต่ถ้าใจ ทา่ นจะหมายถงึ ปจั จบุ นั อยกู่ บั ปจั จบุ นั อารมณ ์ อนั นก้ี ต็ อ้ งแลว้ แตว่ า่ ครบู าอาจารย ์ ทา่ นจะใหค้ ำ� จำ� กดั ความคำ� ของทา่ นอยา่ งไร ตอ้ งไปศกึ ษา ในบริบทนั้นอีกทีหน่ึง อาตมาตอบในฐานะของภาษา บาล ี ซ่ึงจะเหมือนกนั แตใ่ ชใ้ นกรณีเฉพาะท่ีต่างกนั เรื่องท่ี ๒ เรื่องของธรรมโอสถ คือการใช้ธรรมะ มารกั ษาอาการปว่ ยทางกาย พระปรติ รโพชฌงค ์ ทเี่ รา
ธีรปญั โญ นยิ มสวดกนั เวลาคนไขป้ ว่ ย นกี่ เ็ ปน็ ตวั อยา่ งในการเอาใจ มาแก้กาย มีตัวอย่างในพระไตรปิฎก ตอนท่ีพระมหา- กสั สปะกับพระโมคคัลลานะ อาพาธหนัก พระพุทธเจ้า ก็ไปเย่ียมถึงที่อยู่ แล้วพระองค์ก็สวดโพชฌงค์ให้ฟัง โพชฌงค์ มาจาก โพธิ แปลว่าความรู้ + องค์ แปลว่า องค์ประกอบ รวมแปลว่า องค์ของความรู้ มี ๗ อย่าง เรมิ่ จาก สต ิ ธมั มวจิ ยะ วริ ยิ ะ ปตี ิ ปสั สทั ธ ิ สมาธ ิ อเุ บกขา สังเกตว่าตัวส�ำคัญก็คือ ปัสสัทธิ ปัสสัทธิท�ำให้เกิด ผ่อนระงับ กาย ใจ จิตพอมีปัสสัทธิ จิตก็คลาย พอจิต 75 คลาย กายก็หายป่วยดว้ ย แมต้ อนพระพทุ ธเจา้ ทรงพระประชวรเอง ทา่ นกย็ งั ให้ พระจนุ ทะ ท่ีเป็นอปุ ฏั ฐากในขณะนนั้ สวดโพชฌงค ์ ให้พระองค์ฟัง ก็น่าสังเกตว่าขนาดพระพุทธองค์เอง ประชวร กย็ งั อยากจะฟงั โพชฌงค ์ เลยกลายเปน็ ตำ� นาน (มาจากตาณ แปลวา่ ปอ้ งกนั ) ทเ่ี ราเรยี กวา่ สวด สามภาณ ภาณกค็ อื สวดสาธยาย สามภาณกม็ าจากโพชฌงค ์ สวด ๓ รอบ คือ สวดให้พระมหากัสสปะ พระโมคคัลลานะ แล้วพระพุทธเจ้าฟังเอง คือเป็นต้นก�ำเนิดของการสวด สามภาณ คอื สวดโพชฌงค์
พระธรรม นาํ แพทยธ์ รรม ซ่ึงเราก็ยังใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ เวลาคนไข้ป่วยก ็ จะมีการนิมนต์พระมาสวดโพชฌงค์ จริงๆ ควรเข้าใจ ความหมายด้วย ถ้าสวดเฉยๆ เอาขลัง ทั้งๆ ท่ีเรายัง ไม่เข้าใจความหมายของบทท่ีสวด บางทีก็อาจจะยาก ท่ีร่างกายจะหายป่วยได้ มีเรื่องของการใช้ธรรมะเป็น เคร่ืองเยียวยา เพราะว่าจิต กับ กาย นี้สัมพันธ์กันอยู่ เวลาใจสบาย จิตก็ท�ำให้กายผ่อนคลาย กายผ่อนคลาย จิตก็ผ่อนคลาย กายกับจิต จะเน่ืองด้วยกัน ยกเว้น 76 บางภูมิท่ีมีเฉพาะกายอย่างเดียว (รูปขันธ์) หรือมีแต่จิต อยา่ งเดยี ว (นามขนั ธ ์ ๔) แลว้ สว่ นใหญก่ จ็ ะเปน็ ภมู ทิ ม่ี ี ขันธ์ ๕ ครบ คือ อบายส่ี มนุษย์ เทวดา รูปพรหม ภูมเิ หล่าน้ี กายกับจติ จะเนื่องอาศยั กัน เพราะฉะน้ัน ธรรมโอสถเป็นการใช้ประโยชน์ของ ความเข้าใจธรรมะมาเยียวยากาย ซ่ึงตอนท่ีมารมาทูล อาราธนา ขอให้พระพุทธองค์ปรินิพพาน พระพุทธองค์ ทรงเหน็ วา่ พทุ ธบรษิ ทั มคี ณุ สมบตั พิ รอ้ มทจี่ ะดำ� รงรกั ษา พระศาสนาต่อไปได้ จึงได้ทรงปลงพระชนมายุสังขาร คือไม่ขวนขวายให้ทรงพระชนม์อยู่ได้ตลอดอายุกัลป์ จริงๆ คนท่ีเจริญอิทธิบาทเชี่ยวชาญแล้ว ถ้าปรารถนา
ธีรปัญโญ จะอยู่ตลอดกัลปห์ นงึ่ ก็ได้ กัลป์ในท่ีน้ี ไม่ใช่ว่ากัลป์ของโลกนะ แต่เป็นอายุ กัลป์ของมนุษย์ มนุษย์ในสมัยพุทธกาล มีอายุกัลป์ ประมาณ ๑๐๐ ป ี พดู งา่ ยๆ วา่ ถา้ ทา่ นจะอยคู่ รบ ๑๐๐ ป ี กเ็ ปน็ ได ้ แตว่ า่ พระอานนทไ์ มไ่ ดท้ ลู อาราธนานมิ นตท์ า่ น ไว้ ท่านก็เลยปลงพระชนมายุสังขาร ต้ังแต่อายุ ๘๐ ป ี ท่านไม่คิดจะเยียวยาตัวเองอีกต่อไป ท่านเปรียบเทียบ ตัวเองเหมือนกับเกวียนท่ีมันเก่าคร�่ำคร่า ปะจนผุหมด แลว้ ทา่ นไมไ่ ดเ้ อาใจมาเยยี วยารา่ งกาย ปลอ่ ยใหส้ งั ขาร 77 เป็นไปตามธรรมชาติ ส�ำหรับพระอรหันต์ การที่ได้วางสังขารลง เป็น ความสุข ได้วางภาระเสียได้ เหมือนกับเราแบกอะไร มาหนักๆ ยิ่งเราแบกมาเพ่ือให้เป็นประโยชน์แก่ญาติ โยม ในเม่ือเขาไมอ่ าราธนาให้อย ู่ เรากว็ างไม่ดีกว่าหรอื พระพุทธเจ้าท่านปลงพระชนมายุสังขาร คือไม่ได้เอาใจ มาเยยี วยากายอกี หลงั จากนนั้ ๓ เดอื นทา่ นกป็ รนิ พิ พาน น่นั ก็เปน็ เรอื่ งของการใชธ้ รรมโอสถในพระไตรปิฎก
พระธรรม นํา แพทย์ธรรม ส่วนข้อสุดท้าย ปัญญาเป็นเครื่องดับทุกข์ ใช้ ปญั ญาเปน็ ตวั สำ� คญั จะลว่ งทกุ ขไ์ ดต้ อ้ งอาศยั เหตสุ ำ� คญั คอื ปญั ญา ตอ้ งรจู้ กั ทางทถี่ กู เสยี กอ่ น กอ่ นพระพทุ ธเจา้ มาตรัสรู้ ก็มีการปฏิบัติอยู่แล้วในสังคมอินเดียสมัยน้ัน ซ่ึงก็มีท้ังสายกามสุขัลลิกานุโยค คือการพัวพันอยู่ด้วย กามวัตถุ ชุ่มอยู่ด้วยกามกิเลสทั้งหลาย คือพวกกาม- สุขัลลิกานุโยค เห็นโทษของโทสะ ก็เลยเอากามสุข มากลบ เมอ่ื ไมอ่ ยากมโี ทสะ ทกุ วนั น ี้ อารยธรรมกพ็ ฒั นา 78 มาตามแนวนมี้ าก คอื เหน็ โทษของโทสะ วธิ แี กท้ ำ� อยา่ งไร คือ shopping (ช้อปปิ้ง) เอาโลภะมากลบโทสะ เวลามี โลภะ โทสะ มันก็จะเกิดไม่ได้ มันคนละขั้วกัน โทสะนี้ มันเหน็ งา่ ย เวลาใครโกรธ มันเปน็ ทุกขอ์ ยู่ชัดๆ พวกฤๅษีชีไพรท่ีเห็นโทษของโลภะ การหมกมุ่น อยู่ในโลภะมีโทษมาก ก็เลยเอาโทสะมากลบโลภะ คือ ไปทรมานตวั ใหล้ ำ� บาก ไปนอนบนหนามบา้ ง หนา้ หนาว ก็ไปอาบในแม่น�้ำ หน้าร้อนก็ไปผิงไฟ เอาโทสะมากลบ โลภะ เชน่ พวกเชนเขากม็ คี วามเชอ่ื วา่ คนจะลว่ งทกุ ขไ์ ด ้ ด้วยความทุกข์ เขาเห็นโทษของความสุข สุขในกามก็ เอาทุกข์มาสู้ เลยปฏิบัติทรมานตัวเอง แต่พระพุทธเจ้า
ธีรปญั โญ ทา่ นไมส่ อนอยา่ งน้นั ท่านใชท้ างสายกลาง ทางสายกลางนี่ก็คือ ทางท่ีไม่สุดโต่งไปท้ังทาง โลภะและทางโทสะ ไมไ่ ดใ้ ช้วิธีเอาข้ัวตรงข้ามมากลบกนั และกัน แต่ท่านใช้ปัญญามาสู้กับโมหะ ปัญญาในการ ที่จะเข้าใจว่าโลภะมันเกิดอย่างไร โทสะมันเกิดอย่างไร ทา่ นแกท้ ตี่ รงตน้ เหตขุ องมนั ทา่ นไมเ่ อาโทสะมากลบโลภะ ไมเ่ อาโลภะมากลบโทสะ มนั กม็ อี ย ู่ ๒ อยา่ งน ้ี มนั ไมพ่ น้ ไปไดห้ รอก เพราะวา่ พอไปกอ่ โทสะ ไปทรมานตนหนกั เขา้ แต่ไม่ได้แก้ที่เหตุของโลภะ สุดท้ายพอมันตีกลับมา 79 ราคะมันก็ยิ่งหนัก หรืออย่างพวกที่ไปกลบโทสะไว้ ด้วยโลภะหรือราคะ โลภะที่มีมันก็ท�ำให้เกิดเงาของมัน มนั จะมาดว้ ยกนั พอเราอยากไดอ้ ะไร พอไมไ่ ด ้ กม็ ที กุ ข์ มีโทสะมากใช่ไหม พอเรามีโลภะมาก เราถงึ มโี ทสะมาก พอมีโทสะแรง มันตีกลับมา เราก็โลภะแรงเหมือนกัน บางทยี ง่ิ หนักกว่าเกา่ พ้นไปไมไ่ ด้ แต่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบทางสายกลาง ก็คือ ทางท่ีจะสู้กับโมหะด้วยปัญญา รู้ว่าแต่ละอย่างเกิดมา ได้อย่างไร จะแก้ ก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุท้ังโลภะ ท้ังโทสะ
พระธรรม นาํ แพทยธ์ รรม มันต้องมีโมหะมาประกอบด้วย ถ้ามันไม่หลง ไม่มีทาง จะโลภ แลว้ ไมม่ ที างจะโกรธดว้ ย ทเ่ี ราโลภ เพราะเราไมร่ ู้ ว่าส่ิงท่ีเราต้องการน้ัน มันไม่งาม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน เราก็เลยไปหลงรักหลงใคร่มัน และที่เราไป โกรธ ก็เพราะเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า สรรพสัตว์ท้ังหมด ตอ้ งเกดิ แก ่ เจบ็ ตาย ทง้ั หมด ไมม่ ใี ครรอดพน้ จากวบิ าก กรรมของตัวเอง ใครท�ำกรรมใดไว้ ก็ต้องได้รับผลของ กรรมนนั้ แลว้ จะไปโกรธเขาทำ� ไม มนั มแี ตเ่ รอื่ งนา่ เวทนา 80 นา่ สงสาร คนไหนทำ� กรรมชว่ั ไว ้ กน็ า่ สงสารเขามากกวา่ แล้วคนไหนที่เขาก�ำลังได้รับผลแห่งบุญ แห่งกรรมดีท ่ี เขาเคยทำ� ไว ้ แลว้ เราจะไปอจิ ฉาเขาทำ� ไม เรากอ็ นโุ มทนา กบั เขา สว่ นคนทรี่ บั ผลของกรรมชวั่ จะทำ� อยา่ งไร กเ็ ขา ท�ำไว้เอง ถ้าเราเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมจริงแล้ว โลภะ โทสะ โมหะเกดิ ขนึ้ ไมไ่ ด ้ ทกุ อยา่ งเปน็ ธรรมชาต ิ ถกู ของ เขาอยา่ งน้นั พระพทุ ธเจา้ ทา่ นจงึ ใชป้ ญั ญานำ� อรยิ มรรคมอี งค ์ ๘ จงึ เรม่ิ ตน้ ดว้ ยสมั มาทฏิ ฐ ิ ตอ้ งมปี ญั ญาเปน็ ตวั นำ� ปญั ญา เปน็ ตวั ทจี่ ดั ลงลอ็ คให ้ ๗ องคป์ ระกอบทเี่ หลอื เขา้ ท ี่ แลว้ ก ็ ไปจบลงท่ีสมาธิ สมาธิก็เป็นตัวก�ำลังในการให้ฐานท่ีมั่น
ธีรปัญโญ แต่ปญั ญาจะเป็นตัวตดั จะพ้นทุกข์ไดก้ ็ต้องใชป้ ญั ญา เพราะฉะนั้น ทางสายกลางของพระพุทธเจ้าต้อง มีสัมมาทิฏฐิในอริยสัจ ๔ เป็นตัวก�ำหนดกรอบการ มองที่ส�ำคัญ เราไม่ได้มองจากกรอบของสัตว์ - บุคคล แตเ่ รามองจากกรอบของทกุ ข ์ สมทุ ยั นโิ รธ มรรค มนั ก็ ไม่เกิดทางที่จะหมกมุ่นในวัฏฏทุกข์ แต่จะค่อยๆ คลาย ออกไปๆ อันไหนเป็นสมุทัยก็ต้องละ อันไหนเป็นทุกข ์ ก็ต้องรู้ อันไหนเป็นนิโรธก็ต้องท�ำให้แจ้ง อันไหนเป็น มรรคกต็ อ้ งเจรญิ ทกุ ข ์ เราเหน็ หรอื ยงั รหู้ รอื ยงั สมทุ ยั 81 เราละหรือยัง นิโรธ เราท�ำให้แจ้งหรือยัง มรรค เราให้ บริบูรณ์หรือยัง ถ้าเราท�ำอย่างนี้ เห็นเป็นอริยสัจ ๔ มันถึงจะม ี โอกาสทจ่ี ะพน้ ทกุ ขไ์ ด ้ เรอื่ งของปญั ญาจงึ เปน็ สงิ่ ทสี่ ำ� คญั ทสี่ ดุ ในพระพทุ ธศาสนาน ี้ องคธ์ รรมทง้ั หมดจะไปจบลง ทปี่ ญั ญาทง้ั นน้ั เลย ไลไ่ ปสดุ ทา้ ยกจ็ บลงทป่ี ญั ญา ไมว่ า่ จะ เปน็ วมิ งั สทิ ธบิ าท ปญั ญนิ ทรยี ์ ปญั ญาพละ ธมั มวจิ ยะ สมั โพชฌงค ์ สัมมาทฏิ ฐิ เปน็ องคป์ ญั ญาท้งั หมด
พระธรรม นาํ แพทย์ธรรม เพราะฉะนนั้ ศาสนาพทุ ธเปน็ ศาสนาทเี่ นน้ ปญั ญา ตลอดสายเลย ปญั ญาจะเปน็ ตวั สดุ ทา้ ยตวั ตดั สนิ ทส่ี ำ� คญั ที่สุด ปัญญุตตรา สัพเพ ธัมมา ธรรมท้ังหมดมีปัญญา เปน็ ยอด สตสิ ำ� คญั ในโลกยี ะ แตพ่ อเปน็ โลกตุ ตระแลว้ ปญั ญาจะเปน็ ตัวน�ำในการทจ่ี ะท�ำใหพ้ น้ ทุกข์ 82
“พระคณุ แม ่ ส่งให้เรียน จนจบหมอ แต่ลูกว่า ไม่พอ ขอจบเหมน็ ตัดกเิ ลส ภพชาติ ขาดกระเดน็ เลิกตายหลอก ตายเล่น เลิกเหม็นทีฯ” ปปัญจา
Search