(d รวม าสบ ท รรม คิ ด เ น ก็ เห น ธ ร ร ม หลวง พ่อชา ท่าน อธิบายง่าย กว่า นี้มาก มี ชาว บ้าน คน พ ร ะ ม ห า ? ฒิ ชัย วชิร เมธี หนึ่งไป กราบ ท่าน ท่าน สอน อริยสัจจ์ 4 แบบภาษาชาวบ้าน ท่าน “โล่ง ครับ ” ถาม ว่า “ นั่น ล่ะ โยมตัดได้ด้วยตัวโยมเอง นั่นคือมรรค” “โยมเคยเลี้ยง ควายไหม” ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค หลวง พ่อ ชาสอน คนเลี้ยง “เคย ครับ ” ควายเข้าใจได้เลย เพราะฉะนั้น แก่น ของ อริยสัจ จ์لیคืہےอ เมื่อ เกิด “เวลาโยมจูงควายไป แล้วเชือก ของโยม มันไปคล้องอยู่ ปัญหาใน ชีวิต ขอให้เรา ตั้งต้น ที่ตอ โยม ยุ่งหัวใจ ไหม” ๑. กำหนดให้ ชัด ว่า อะไรคือตัวปัญหา “ ยุ่ง ครับ ท่าน” ๒. สาเหตุ จาก อะไร “ แล้ว โยม ทำ อย่างไร จึง จะ แกะเชือกออก ” ๓. จะแก้ได้ไหม “ก็ต้องสาวเชือกออกไป ดูว่ามันคล้องอยู่ที่ตอไหน” ชาว 4. ลงมือ แก้ปัญหา บ้าน อธิบาย ทุกๆ ปัญหา มี สาเหตุ ทุกๆ สาเหตุ มีทางออก ทุกๆ ทางออกรอให้ คนมาเปิดเผยให้เห็น แค่ นั้นเอง “นั่นคือสมุทัย” หลวงพ่อชาบอก “แล้วถ้าตามไป แล้ว เห็นว่ามัน ติดอยู่ที่ตอไหน จะทำอย่างไรล่ะ” สรุป แนวคิดแบบ อริยสัจ จ์ คือ “มี ๒ วิธี ครับ คือ คลายปม หรือเอา มี ด ตัดเชือก ขาด - ทุกปัญหา มี เฉลย เป๋าะ ถ้า คลายไม่ได้ ” - ปัญหา มีไว้แก้ ไม่ใช่ มีไว้แบก “ นั่นคือ นิโรธ” หลวงพ่อบอก “แล้ว ตัดเชือก แล้วเป็น - ทุกข์สำหรับเห็น สุขสำหรับ เป็น อย่างไร โยมโล่งไหม ”
รวม าสบ ท รรม คิ ด เ น ก็ เห็ น ธ ร ร ม W ร ะ ม ห ๆ ฒิ ชั ย ว ช ร เมธี ๒. คิด แบบ สับ สาวเหตุ ปัจจัย ทั้งๆ ที่ทุกๆ ปัญหามัน มี สาเหตุ แต่เพราะเรามักจะ ด0 กล่าว อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก โทษว่าแล้วแต่กรรม เรา ก็เลยยกให้กรรมเก่า นั่งทานข้าว กับ ลูก และในชีวิตของเราล้วนมี ที่มา ทุก สิ่ง ที่เรา ประสบเรา พบอยู่ไม่ ว่า และภรรยาอยู่ดีๆ รถสิบ ล้อ พุ่ง มา ชน บ้าน พังไปครึ่งหนึ่ง เกือบ จะเป็น ความสุขความ ทุกข์ มันไม่ ได้ เกิดขึ้น ลอยๆ มี ที่มาทั้งหมด เอาชีวิตไม่ รอด แต่ไม่ แจ้งความเพราะ อะไร poo “มันเป็น กรรมของ ผม น่ะ... คุณคือเจ้ากรรมนายเวร เลย แต่เรา มักไม่ค่อย คิด แบบ สืบ สาวเหตุปัจจัย หรอก เพราะคน เพราะฉะนั้น ผมไม่โกรธ” วิธี คิดแบบ กรรมเก่าทำให้ คนเรา ไม่สู้ ส่วนใหญ่จะคิดแบบผิด ๆ ๓ วิธีคือ ชีวิต เกิด อะไร ขึ้นไม่ อยากแก้ไข อยาก จะ ก้มหน้า รับ กรรมตลอดไป ๑. คิด แบบแล้วแต่ กรรมเก่า คนไทย ชอบ มากนะ ก้มหน้า รับ กรรม นี่นะ ๒. คิด แบบแล้วแต่ พระเจ้า บันดาล คิด แบบ พระเจ้า บันดาล เช่นซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ๓. คิดแบบ แล้วแต่โชคชะตา จะ พาให้เป็นไป งวดนี้ไม่ถูก .. ไม่ไหวพระเจ้าไม่เข้าใจลูกช้างเลย เวลาซื้อไม่ ถูก มันโทษ พระเจ้า แต่เวลาถูกมัน ยกให้หลวงพ่อนะ นี่คือการฝาก คิดแบบแล้วแต่กรรมเก่า เด็ก คนหนึ่งเรียนหนังสือไม่รู้ ชะตา กรรมของตัวเอง ไว้กับ พระเจ้า หรือสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ เรื่อง กลับ บ้านไปบ่นให้แม่ ฟัง แม่บอก ว่า “ช่างมัน เถอะ เรียน คนไทยแปลกมาก อาตมภาพไปเจอมา ล่าสุด โยมคน ไม่รู้เรื่องก็ ช่างมัน กรรมของเองทำบุญมาแค่นี้ ทำ ไง ล่ะ โง่เอง หนึ่ง พาลูก ไป กราบหลวงพ่อโสธร เธอบอกว่า แล้วแต่กรรม” ก็ ปล่อยมันไป หรือทำ มา ค้าขายถูกคนอื่นโกง “หนูมาทุกปี เพราะลูกคน นี้หนูได้ มาเพราะขอหลวงพ่อมา แทนที่จะหาวิธีแก้ ก็ บอกตัวเองว่า “ ทำ ไง ล่ะ เรา เกิดมามี กรรม หลวงพ่อท่านช่วย” อ้าว. พระ จะไป ช่วยให้โยมมีลูกได้ยังไง นี่คือ ทำ มา ค้าขายก็ไม่รวย”
รว ม รส บ ท กรรม คิ ด เ น ก็ เห น ธ ร ร ม คิด แบบแล้วแต่พระเจ้าบันดาล สิ่งศักดิ์สิทธิ์ บันดาล นะ บางที่ลืม พ ร ะ ม ห า ว มิ ย ว ชิ ร เมธี นึกไป ว่า พระใน พระพุทธ ศาสนาช่วยให้คนมี ลูกไม่ได้ ยิ่งเป็น “ผมไม่ขึ้นรถ หรอกครับ ผมจะอยู่ที่นี่ ผมรู้ ว่า พระเจ้า จะ ด og หลวง พ่อศักดิ์สิทธิ์นั่นคือ พระพุทธเจ้าเลยนะ จะไปให้ คุ้มครอง ผม ” พระพุทธเจ้า ช่วย ลืมนึก ไป อธิษฐานไปเรื่อยเปื่อย บางแห่งร้าย เจ้าหน้าที่ คะยั้นคะยอจนเหนื่อย จึงขับรถจากไป ต่อ มา ܐܘܕm กว่า นั้น เอา แว่นไป ถวายหลวง พ่อ แล้วให้ หลวง พ่อ สวมแว่นดำ น้ำท่วมสูงถึงหลังคา เขาขึ้นไป นั่ง บนหลังคามีเรือของ องค์การ เราเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่ง มองไม่เห็น อธิบายไม่ได้ แล้ว สาธารณกุศลมา เป็นหน่วยงาน บรรเทา สาธารณภัย มา ช่วยเขา ฝากชะตา กรรมไว้ กับ สิ่งนั้น พอ ทำ อะไรไม่ ประสบ ความสำเร็จ “ผมไม่ขึ้น หรอก ไม่ ต้อง ห่วงผม ไปห่วง คน อื่น เถอะ พระเจ้า ต้องช่วยผมอยู่แล้ว” ก็บอกว่า เรือ จากไปด้วยความหมั่นไส้ สัก พัก หนึ่ง น้ำ มิดหลังคา “ พระเจ้าไม่เห็นใจ ” จนต้องยืน คราวนี้เฮลิคอปเตอร์บินมา หย่อนบันไดลิงลงมา ตะโกน ตัวอย่างเรื่อง หนึ่งดื่ มาก ๆ ฝรั่งเขียนไว้ ครั้งหนึ่ง เกิด ผ่านโทรโข่ง ลง มา ให้ ชายผู้นั้นขึ้น บันไดขึ้น ไป น้ำ ท่วม บ้านเมือง ชายคนหนึ่งเป็นผู้ ที่ศรัทธาในพระเจ้าอย่างยิ่ง “ผมไม่ปืน ไม่ ต้อง ห่วง ผม เดี๋ยว พระเจ้า จะ มา ช่วยผม” ใหญ่มาก พอน้ำ ท่วมเพื่อน ๆ พา กันย้ายออก จาก หมู่บ้านหมดเลย เขาไม่ ย้าย เขา อยู่ ใน บ้านรอดูน้ำ สูงขึ้นเรื่อยๆ ใน ระหว่างนั้น ชายผู้นั้น ตะโกน ตอบ ใน ที่สุดเครื่องบินก็จากไป อีกหนึ่งวันต่อมา ชายคนนั้น มีหน่วย งานของรัฐบาลขับรถ มาเพื่อต้อนคนในหมู่บ้านขึ้นรถ กลายเป็น ศพลอยไปไม่รู้ชะตากรรม แต่วิญญาณได้ ขึ้นไป บนสวรรค์ จะได้ ย้ายไปอยู่ในที่สูง พอมาถึง บ้านนี้ ชายคนนี้ บอกว่า
รวม าสบ ท รรม คิ ด เ น ก็ เห็ น ธ ร ร ม W ะ ม ห ๆ มิ ชัย ว ชิ ร เมธี (โชค ดีมีวีซ่า ขึ้น สวรรค์เพราะสวด มนต์ บ่อย) ขึ้นไปอยู่ต่อหน้า สุดท้ายเรื่อง นี้จบ ลง ตรงที่ พระเจ้าช่วยคน ที่ ช่วยตัวเอง ด0 พระเจ้า ตัวจริง พระเจ้า ถามเขา ว่า ก่อนเสมอ ไม่ใช่ เกิดอะไร ขึ้น ก็รอให้ พระองค์ มา เราต้องช่วยตัวเอง “เอ๊ะ.คนอย่างเธอ ตูในบัญชีแล้ว ขยันสวดมนต์ ไม่น่า ก่อน มิใช่รอมือแห่งปาฏิหารย์ คนส่วนใหญ่มัก จะเชื่อ พวก นี้ใน ทางที่ผิดๆ ทั้งๆ ที่ พระเจ้าไม่เคยบอกเลย ว่า ฉันจะช่วยเธอแบบ ตายเลย ทำไม ถึง ตายเร็ว ” สำเร็จรูป พระเจ้า จะ ช่วยคนที่ช่วยตัวเองก่อน เพราะอะไร เพราะ 504 หาก พระเจ้าไม่ช่วยคน ที่ ช่วย ตัวเอง ก่อน ในโลก นี้มีประชากร “ผมเอง ก็งง ชีวิต ครับ ท่าน ผม ศรัทธา ใน พระองค์ มาก ทำไม เกิน 5,000 ล้านคน พระเจ้า จะเอาเวลา ที่ไหน มา หลับ มา นอน พระองค์ จึงปล่อยให้ ผม ตายล่ะ” มันทุกข์กันทั้งนั้น จริง ไหม “ ฉันไม่ได้ ปล่อยให้เธอ ตาย นะ แต่ฉันเห็น ว่าเธอเป็น วัน ๆ หนึ่ง สวรรค์ไม่เคยเงียบเพราะ มัน กึกก้องไปด้วย ศา สนิก ที่ดี ขยันสวดมนต์ พอเกิดวิกฤตครั้งแรก ฉันส่งรถไปช่วยเธอ” เสียงอธิษฐาน เจ้าหน้าที่สวรรค์เป็นมะเร็งเยอะเหลือเกิน เพราะ “ อ๋อ...เหรอครับ ” หน้า ถอดสี กลิ่นรูปควันเทียน จุดกันทั้งวัน ทั้งคืน แค่รูป จากเมืองไทย ก็เป็น “ต่อมา วิกฤตหนักขึ้น ฉันส่งเรือไปช่วยเธอ เอาทหารไปด้วย” มะเร็งพอแล้ว ต้องช่วย ตัวเอง ก่อน แล้วจึงไปขอความ ร่วมมือ จาก “อืม” น้ำตาเริ่มไหล พระเจ้า แต่คนส่วนใหญ่มิได้คิดเช่น นี้ เกิดอะไร ขึ้น ก็ยก ให้ พระเจ้า “ครั้งสุดท้าย.ฉันอุตส่าห์ไปเช่า ฮ. ไปช่วยเธอนะ หมด คิด ว่า แล้วแต่โชคชะตา จะ พาให้เป็นไป คคนนเเชช่่นนนี้นีเ้เชชืื่่ออวว่่าา เงินสวรรค์ไปเท่าไหร่ ” อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด อะไร จะไม่เกิด ก็ไม่เกิด เพราะฉะนั้นเขายิง “ อ๋อ.. ครับ. เฮลิคอปเตอร์ใช่ไหม ครับ ไม่ น่าเลย” กัน ฉัน ก็ จะเดินเข้าไป ถ้า ถึงคราว ตายมัน ก็ คง ตาย ถ้า ไม่ ถึง คราวตาย ลูก กระสุน ก็ไม่ ถูกฉันหรอก
รวม าสบ ท รรม คิ ด เ น ก็ เห น ธ ร ร ม 06 W ร ะ ม ห ๆ ฒิ ชั ย ว ช ร เมธี คนไม่รัก ชีวิต ทั้งหลาย ใช้ ชีวิตเหมือนกอสวะ สะเปะสะปะ คนส่วนใหญ่เวลา มีปัญหา แทนที่จะ คิด ตามเหตุ ปัจจัยโยน ไหลเคว้งไปจะเป็น อย่างไร ก็ช่างปล่อย มันไป แทนที่จะ ติต แบบ สืบ สาวเหตุปัจจัย คนส่วนใหญ่กลับคิด ๓ แบบนี้ คือ ให้ กรรมเก่า โยนให้ พระเจ้า โยนให้โชคชะตา พาเป็นไป ปัญหาง่ายๆ แล้วแต่ กรรมเก่า แก้ไม่ได้ แท้จริง แล้ว ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต มนุษย์เรา ๑๐๖ แล้วแต่ พระเจ้า บันดาล สามารถ แก้ปัญหาเหล่านั้นได้ ทั้งหมด ถ้าเราเข้าใจวิธีคิด แบบสืบ สาวเหตุปัจจัย มนุษย์ทุกคนที่มีความทุกข์ มี ศักยภาพที่จะพ้น และ แล้วแต่โชคชะตา จะ พาให้เป็นไป ทุกข์ได้ อย่างทัดเทียมกัน แต่เขารู้ถึงศักยภาพตรงนี้หรือเปล่า แต่ พระพุทธศาสนา สอนว่า สิ่งต่างๆ ในโลกแม้แต่ความ ใครรู้ คนนั้นก็ ออก จากวัฏฏะแห่ง ทุกข์ได้ ใครไม่รู้ที่หลงวนอยู่ใน สุข ความทุกข์ล้วนมี ที่มา อะไร บ้าง ใน โลก นี้ ที่ไม่มี ที่มา แม้แต่ เขาวงกฎแห่งทุกข์ต่อไป พระนิพพาน ซึ่ง ใครๆ ก็บอก ว่าอยู่นอกเหนือเหตุปัจจัย ก็ ยังต้อง ๓. วิธี คิดแบบมองโลกใน แง่ ดี มีที่มานั่นคือ ถ้า พระพุทธเจ้าไม่ ค้น พบ ชาวโลก จะรู้จัก พระ ท่าน ทั้งหลาย คงได้ยิน บ่อย คำ ว่า Positive Thinking ممو พูดกันบ่อย มาก แต่มี การ มองโลกใน แง่ดีได้ ๒ อย่าง ๑. มองโลกในแง่ดี แบบ คนโง่ นิพพานไหม ก็ไม่มีใครรู้จัก มีที่มีอยู่อย่างนั้นไป นี่แหละสัจธรรม ๒. มองโลกใน แง่ ดีแบบ คน ฉลาด ดังนั้นหากเกิดอะไรขึ้นในชีวิต ขอให้เราคิดอยู่เสมอว่า ความ ยุ่งเหยิงใน ชีวิต ของเรา ปัญหาความทุกข์ต่างๆ ในชีวิต มองโลกใน แง่ ดี แบบคนโง่คือ สอบตก ก็สอบใหม่ได้ ของเรา มันต้องมี ที่ มา สิ่ง นี้มีสิ่ง นี้จึง มี สิ่ง นี้เกิดสิ่งนี้จึงเกิด ไม่เห็นเป็นไร เรียนนาน ๆ ความรู้ยิ่งแน่น มองแบบนี้มันไม่ทุกข์นะ สิ่ง นี้กับ สิ่ง นี้จึงดับ เพราะฉะนั้นเวลามีปัญหา อย่าเพิ่ง ทุกข์นะ สาว หาเหตุปัจจัยก่อน สาว ตามต้นตอไป ว่า มันอยู่ไหน ตามไป ถึง ต้นน้ำ แห่งปัญหา แล้วเรา จะได้ค้นพบวิธีแก้
รว ม รส บ ท กรรม คิ ด เ น ก็ เห น ธ ร ร ม 04 พ ร ะ ม ห า ? ฆ์ ชัย วชิร เมธี สอบ ตกยังร้องเพลง ได้เลย มันไม่ทุกข์ใน ปัจจุบัน แต่มันจะทุกข์ คนทั้งโลก เราเปรียบเสมือน ช้างศึกก้าวสู่สงคราม ต้องพร้อม ที่ ในอีก ๑๐-๓๐ ปี ข้างหน้า จะ ยอมรับ ศาต รา วุธจากทิศทั้งสี่ เมื่อเรา ก้าวลงสู่สงครามชีวิต แท้ที่จริง การ มองโลกใน แง่ ดี ต้อง มองด้วยสติ เช่น เอา กำเนิดเกิด กาย มา ว่า ยโลก ورو สุข กับ โศก มิได้ พ้น อย่าสงสัย” ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้า ถูกคนต่างศาสนา หาเล่ห์ให้ร้ายพระองค์ เพราะฉะนั้น เป็นเรื่อง ธรรมดา ดอกไม้ ก้อนอิฐ สุข ทุกข์ yod สมหวัง ผิดหวัง เศร้าเสียใจ เรา ต้องเจอแน่ แต่ ถ้า เรา คิด ว่า เรา โดยให้ นาง จิณ จ มาณวิกาแกล้งทำ มารยา บอก ว่า มี ครรภ์ กับ คือช้างศึกก้าวลงสู่สงครามหอก ตาบแหลน หลาว พุ่ง มาจากทิศ ทั้งสี่ พระองค์ และอีกครั้งหนึ่งมีคนจ้างมอบไปรุม ต่า พระองค์ ๗ วัน ๗ คืน พระอานนท์พุทธอนุชา สงสาร พระพุทธเจ้า น้ำตา หน้าที่ ของ เรา คือ ต้อง อดทน เรา คือ ช้าง ศึก (ไม่ใช่ ช้างศึกกอก คลอหน่วย ว่าเป็น ถึงพระพุทธเจ้า ยังถูก มอบด่า ตาม ข้าง ขวดเบียร์) เราเป็น ช้างของ จักรพรรดิ ถ้าเจอก้อน อิฐ เวลา ต่า ไม่ใช่ธรรมดา นะ เป็น นัก ต่า มืออาชีพ จ้าง มา กระเด็น ข้าม มา ยิ้มเลยไม่ กลัว เหมือนเรา ไปดูเกมส์โชว์ เขาจะมีคนนำ เกมส์ว่า ถึงเวลาไหนต้อง ตบมือ ทุกคนจะตบมือตาม เขา จะ ด่า ด้วยอโกสะวัตถุ เป็นภาษา ครั้ง หนึ่งท่านพุทธ ทาส ถูก กล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ บาลี แปลว่า คำ ชุดสำหรับ ต่า ใคร โดนคำ ชุดสำหรับ ต่า ชุดนี้เข้าไป อาจจะ ฆ่าตัว ตายได้ เลย แต่ไปด่า พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ายิ้มเลย มี คนไป ถาม ท่าน เพราะ ทรง มองโลกใน แง่ ดี คนรับสบาย แต่ พระ อานนท์รับ ไม่ได้ “ ทำไม หลวง พ่อไม่ ตอบโต้” พระพุทธเจ้า ตรัส ว่า หลวง พ่อ พุทธ ทาส ท่าน ตอบ ว่า “อานนท์ เธอก็ คิด สิว่าเราเกิด มา อยู่ในสังคม เธอ ฉัน “หมาเห่าตื่น ช้าง ช้างจะไปเตะหมา ทำไม ช้างมันยิ่งใหญ่ กว่า หมา มาก นัก ”
รวม รสบท รรม คิ ด เ น ก็ เห น ธ ร ร ม พ ร ะ ม ห า ? ฆ์ ชัย วชิร เมธี อาจารย์หม่อมราชวงศ์ศึกฤทธิ์ ปราโมชก็เช่น เดียวกัน ใน ยุคที่ ท่านเป็น นายกรัฐมนตรี มี นโยบายเงิน ผันถูกวิจารณ์มาก พระพุทธเจ้า บอกว่า “ใช่ แล้ว เพลิงกิเลส มีเท่าไหร่ เรา เผา ไหม้เป็นจุดหมดเลย” มี คนไป ถามท่าน ว่า ทำไม ท่านไม่โกรธ ท่านตอบว่า พราหมณ์ก็คิดว่า คำ ด่า ชุดที่สองก็เอาไม่อยู่ คำ ด่า ชุด ที่ “หมาเยี่ยวรดภูเขาทอง ภูเขาทองไม่ สะเทือน หรอก” สาม มา อีก 990 “พระพุทธเจ้าเป็น คนไม่มีรสไม่มี ชาติ ไม่รู้จักเคารพ นี่ คือ ตัวอย่าง ของ คนมองโลกใน แง่ ดี ยำเกรงใคร เป็นคนแสนน่า เบื่อ ” เช่นกันครั้ง นั้นมีนัก ต่ามา ตะโกนต่า พระพุทธเจ้า ด้วยคำ พระพุทธเจ้า ตอบ ว่า “ใช่ แล้วเราเป็นคนไม่มีรสไม่มี ชาติ ต่า เป็นชุด เพราะรูป รส กลิ่น เสียง ที่ จะ ทำให้ เรา หลง เรา ตัดมันได้ ขาด “พระพุทธเจ้า เป็น คน ที่ไม่ ได้ ยุดไม่ ได้ เกิด” ฟัง แล้ว แรง มาก เลย แต่ พระพุทธเจ้า ตอบ ว่า หมดแล้ว เรา จึงเป็นคนไม่มีรสไม่มี ชาติ ” “ใช่แล้ว ถูก ต้อง เราเป็นคนไม่ผุด ไม่ เกิดจริงๆ เพราะ ด่า อย่างไรไม่ กระเทือนเลย มี แต่ยิ้มรับตลอด เพราะ ชาตินี้เป็น ชาติสุดท้าย กิเลส ที่จะทำให้เกิดไม่มีอีกแล้ว เรา พระองค์มอง โลกใน แง่ ดี เพราะฉะนั้น ถ้าเรา มองโลก ใน แง่ ดี ทุกๆ ตัดขาดเป็นตาลยอดด้วนแล้ว เพราะฉะนั้นที่ พูดมาเมื่อกี้ ถูก ต้อง ปัญหา ที่สั่งสมเข้า มาเรา มีความ สุข มาก เลย ” คน ด่า จึง คิดใหม่ ด่า ว่า ไม่ผุดไม่เกิด กลับชอบอีก เอาชุด ครั้งหนึ่งอาตมภาพไปออกรายการวิทยุ คุณโยมคนหนึ่ง ใหม่ ก็ แล้วกัน โทรศัพท์เข้า มาเสียง สะอื้น “ พระพุทธเจ้าเป็น สุด ยอด นักเผาผลาญเลย เป็นนัก “ทุกข์หนักเลย ค่ะ ท่าน ” วางเพลิง
รว ม รส บ ท ธรรม คิ ด เ น ก็ เห น ธ ร ร ม ด ดด พ ร ะ ม ห ๆ ฒิ ชั ย ว ช ร เมธี “ทุกข์เรื่อง อะไร ล่ะโยม” ตั้งแต่นั้นต่อมา โยมบอก ว่า เลี้ยงลูกสนุกมาก พอลูก “ลูก น่ะสิ.. ทุกวันนี้มีลูกกับเขาคนหนึ่ง วันไหนถูกขับรถ แกล้งก็คิดเสียว่า ลูกจะช่วยให้เรา ได้บำเพ็ญ บารมี ถูก ยั่ว ให้โกรธ ออก จาก บ้าน ติ ฉันไม่เคย นอนตา หลับเลย กลัว ว่า มัน จะไม่ กลับ ก็เลยไม่ โกรธ มีความสุข เลี้ยงไปสนุก ไปเพราะกำลัง ท้าทาย มาอีก เรา พูดเราสอน อะไร มัน เถียง คำ ไม่ตกฟากเลย ทุกวันนี้ ܐܘܕm อยู่กับลูกคน นี้ ก็เหมือนอยู่กับเจ้ากรรมนายเวร” ธรรมะ ของ ตัว เอง “ มิน่าล่ะ” อาตมา อุทาน นี่ คือ การมองโลกใน แง่ ดี ซึ่งเอาไปใช้ใน ชีวิตจริง ได้ แต่ พอมองว่าเป็นคู่ เวรคู่กรรม นั่งทาน ข้าวด้วย กัน ยัง ไม่ มองหน้า “ ท่านช่วย หน่อย ” กัน เลย แต่ พอเปลี่ยน ว่าเธอ คือพญา มาร ฉัน คือ พระโพธิสัตว์ อาตมาบอกว่า “เอาอย่าง นี้ ตั้งแต่นี้ต่อไป อยู่กับลูกคน นี้ ทานข้าวไปลูกยั่วให้โกรธ แม่ กขันติหนอมีความสุขมากได้อยู่กับลูก อย่าไปมองว่าลูกเป็นเจ้ากรรมนายเวรนะ ให้ มอง ว่าลูกเป็น เรา ก็สามารถเอา ตัวรอดจากการ ที่ต้องมีวิกฤต กับ ลูกๆ ได้ ทุก พญา มาร ” วันนี้คุณโยมคนนี้ มา หา อาตมภาพ มาช่วยเป็นเจ้าภาพ พิมพ์ หนังสือ ประทับใจในวิธีเลี้ยงลูกแบบคุณแม่มืออาชีพ “เอ้า .. มันไม่ หนัก กว่า เก่า หรือ คะท่าน” โยม อุทาน ครั้งหนึ่ง มีคน ไป กราบเรียน ถาม หลวง พ่อ พระ พรหม “ฟังก่อนให้โยมมองว่าลูก เป็นพญามาร แล้วโยม ก็นึก ว่า ตัวเองเป็น พระ โพธิสัตว์ สิ ถ้า พญามาร มัน ร้ายอย่างไร เรา ก็คิดว่า คุณาภรณ์ (ป.อ. ป ยุต โต) ว่าท่านป่วยมาตั้งแต่เด็กแต่ เล็ก ท่าน มันมาช่วยให้เรา ได้ บำเพ็ญ บารมี ถ้า มันร้าย มากบำเพ็ญ บารมี ใส่ มัน ตูซิว่า จะเลี้ยงได้ไหมลูกคนเดียวนี่น่ะ” รับมือ กับ ความเจ็บป่วยได้อย่างไร “ อาตมาไม่ถือว่า ความป่วยเป็น ส่วนเกิน หรอก ความป่วย คือเพื่อนของอาตมา ตามกัน มา ตั้งแต่เด็กแต่เล็ก เวลาป่วยทุกที่นะ
รวม าสบ ท รรม คิ ด เ น ก็ เห็ น ธ ร ร ม W ะ ม ห ๆ มิ ชัย วชิร เมธี จะ บอกให้ ป่วยเมื่อไหร่ ได้ทำงาน ดีเมื่อนั้น ยิ่ง ป่วย ยิ่งได้งาน” ท่าน พุทธ ทาสก็เช่น เดียวกัน ท่าน ฝึก จิตอยู่กับความ ของเราป่วยแล้วเป็นอย่างไร ป่วย กายไม่ หนัก หรอก แต่ ป่วย นั้น เรียนรู้ กับ ความ ป่วยมา ตลอด เวลา ป่วย หนัก ๆ คุณ ป่วยใจ จน ทรุด บาง ที่ไม่หนักเท่าไหร่ถือโอกาสอ้อนคนรักเลย หมอใจเต้นไม่เป็น เกรงท่านจะมรณภาพ แต่ ท่าน บอก ว่า ชาวโลก เวลาป่วย พอป่วย กาย ปั๊บก็จะป่วยใจ แต่ พระเดช “ใจเย็น ๆ อาตมากำลังดู มัน ตูความ ป่วย ว่า มัน ๖๑๕ กระเทือน ไป ถึงไหน ” พระคุณท่าน เวลา ป่วยถือเป็นโอกาสทำงาน แล้วท่าน ก็อยู่ กับ หลวงพ่อชา สุ ภั ทโท ท่านเคย สอนไว้ว่า ความป่วยมาอย่างนี้ ทั้ง ชีวิต ยิ่ง ป่วยยิ่งได้ งาน “เวลา ที่ เรา ป่วยไข้ ไม่ใช่เวลา ที่เรา จะมาร้องโอดโอย แต่ คือเวลา ที่เรา จะ ต้องรับ ภาวนา ยิ่งเห็นว่าวันเวลาในชีวิตเหลือ มี หนังสือ บางเล่ม ท่านเรียกว่าฉบับ ตากับ หู คือบางช่วง น้อยเท่า ไหร่ ความตายกวด ไล่ หลังเข้า มาใกล้เมื่อไหร่ ยิ่งต้อง รีบ ตาของ ท่าน ลืมไม่ได้เป็นต้อ หมอ ผ่า แล้ว ก็ปิด ตาไว้ ถ้าเป็นเรา ผ่า ตาอยู่ในโลกมืดเป็น อาทิตย์คงจะ ทานข้าวไม่อร่อย แต่ของท่านนะ ภาวนาให้ มาก” เอ้า .. หมอ ก็ปิด ตาไป ปิดได้ แต่ ตา นอก ตา ในของ ท่านยัง สว่างไสว มี คน ไป ปรึกษา ท่าน ว่าไม่ค่อย มีเวลา ฝึก ภาวนาเลย ท่าน เลยย้อน ว่า ท่านให้ลูกศิษย์ อ่าน ต้นฉบับให้ ฟัง ตรงไหนยังไม่ดีก็ ตรวจ แก้ “ทุกวันนี้ มีเวลา หายใจ หรือ เปล่า ถ้า มีเวลา หายใจ ที่มี ทางปาก หนังสือเล่ม นั้น ที่ พิมพ์ออก มา ท่านให้ชื่อว่า ฉบับ ปาก เวลาภาวนา เพราะ ภาวนา ก็ใช้ ลม หายใจนั่นเอง” กับหู เก่งไหมล่ะ ทั้งๆ ที่ป่วยก็ทำงานได้ อยู่กับ ความป่วยอย่าง เหล่า นี้ คือวิธี มองโลกใน แง่ ดี สามารถ นำ ไปใช้ได้ ครั้ง หนึ่ง มีความสุข เพราะท่านถือว่า ป่วยกายแต่ใจไม่ ป่วย นี่คือวิถีแห่ง นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของเรา
รว ม รส บ ท กรรม คิ ด เ น ก็ เห น ธ ร ร ม มีคนไป แกล้งหลวง พ่อ ทองรัตน์ ซึ่งเป็น อาจารย์ของหลวง พ่อ ชา พ ร ะ ม ห า วุฒิ ชัย วชิร เมธี อีกที่หนึ่ง เขียน กล่าวหา ท่าน ต่างๆ นานา พระลูกศิษย์ อ่าน แล้ว สะดุ้ง ทั้งวัดเลย แต่ พอ หลวง พ่อทองรัตน์ได้อ่าน ท่านบอกว่า ๔. วิธีคิดแบลยู่ กับ ปัจจุบัน “เอา บัตรสนเท่ห์นั้นไปวางไว้ ที่โต๊ะหมู่บูชา แล้วเรามา วิธีคิดแบบอยู่กับ ปัจจุบัน เรียกอีกอย่างว่า วิธีคิดแบบ வெ ๖๑๖ ช่วยกันกราบ บัตรสนเท่ห์ ” ลูกศิษย์ทั้งง ว่า ไป กราบ บัตรสนเท่ห์ روو ทำไม เขา เขียนว่าหลวงพ่อนะ รู้ตัวทั่วพร้อม คนส่วนใหญ่จะรู้ตัว เป็น พัก ๆ หลายคน ไป ปฏิบัติ “ พวกเธอรู้ไหม ไอ้นี่แหละคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าเรียก ว่า วิปัสสนา ตอนที่ อยู่ในวิปัสสนาดีมากเลย กลับออก มาถึงบ้าน โลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อม ลาภ เลื่อมยศ นินทา ทุกข์ สามีทำเป็นชาใส่ ปั้นซึ่งเพราะ ภรรยาไป ตั้ง ๓ วัน พอมาถึง ทุกคน ต้องได้เจอ เขาเขียนจดหมายว่าเรา ถือ มา ช่วยให้เรา พบ เท่านั้นเอง เหมือนน้ำมันเบนซินเจอ กับไฟ ที่ ฝึก ๆ มาหายหมด ธรรมะข้อสำคัญคือโลกธรรม ไม่กราบก็ไม่รู้ จะ ว่า อย่างไรแล้ว” ออกจากคอร์สกรรมฐานแล้วหายหมด เลย เพราะเรา ไม่ ได้ อยู่กับ เรา ท่าน ทั้งหลายต้อง ฝึก จิตใจให้ หัดมองโลกใน แง่ ดี ปัจจุบัน เราอยู่ในโลก ของอดีตบ้าง อนาคตบ้าง อยู่กับคน ซึ่ง มา อย่างชาญฉลาด อย่ามอง แบบโง่ๆ ถ้า มองแบบโง่ ๆ จะถูกเขา ทะเลาะกับเรา บ้าง คน ที่ มา ชวนเรา ทะเลาะ ถ้าเปรียบเป็นรถ เอาเปรียบเรา ตลอดเวลา แสดงว่าเครื่องยนต์ของเขากำลังเสีย พอมาชวน เราทะเลาะ แล้ว เราทะเลาะด้วย แสดง ว่า เครื่องยนต์เราเสี่ย หนัก กว่าเขาอีก ระบาย ของเสียใส่กัน วิธีการ อยู่ กับปัจจุบัน คือ การฝึกสติ ตามแนววิปัสสนา กรรมฐาน นั่นเอง ยกตัวอย่าง ในหนังสือเล่มหนึ่งเล่า ว่า ครั้งหนึ่ง มี คนไปถาม หลวงพ่อ ชา ตอน ที่ท่านบินไปเมืองนอกแล้วเครื่องบิน ตกหลุมอากาศ ญาติโยมตกใจ มาก โยมคนหนึ่งเข้าไป กระซิบ ถามว่า
รวม าสบ ท รรม คิ ด เ น ก็ เห น ธ ร ร ม ெ “หลวงพ่อ ตอน เครื่องบินตกหลุมอากาศ หลวงพ่อ W ะ ม ห า ฒิ ชั ย ว ช ร เมธี เอาใจไว้ ที่ไหน” เพราะ อะไร เพราะ พระองค์ ไม่ ได้ ส่งใจออกไป ตามเสียง “อาตมาก็เอาใจไว้ ในที่ที่ มันควรอยู่ แล้ว โยมเอาใจไว้ ฟ้า เสียง ฝน แต่เก็บใจ ไว้ในที่ที่มันควร อยู่ นั่งนิ่งๆ แต่เป็นการนิ่ง อย่างตื่นรู้ ที่ไหน” หลวงพ่อตอบ พร้อม ถามกลับ พระวิปัสสนาจารย์บางท่าน เรียก ภาวะเช่น นี้ ว่า น้ำ ไหล ๖๑๘ นิ่ง คือเรา ดูข้างบนมันนิ่ง แต่ข้างใน พื้นน้ำมันไหลอยู่ แต่มันไหล “ใจโยมตกถึง พื้น นานแล้ว” เครื่อง ยังไม่ ตกเลย ใจตกไป ก่อนแล้ว ที่เรา เรียก ว่าตกใจ คือ ใจมันตก พอใจ ตก ก็ ตกใจ แต่ คน อย่างนิ่งๆ เรา จึง มองไม่เห็น การ ไหลของ มัน คนที่ มีสติ อยู่กับ ที่อยู่กับ ปัจจุบัน ปรากฏการณ์ข้างนอกจะสั่นไหวอย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ข้าง นอก ยุ่งอย่างไรใจเขาที่ มีความสุข แต่ ข้างใน ไม่ กระเทือน ยกตัวอย่างอาจารย์ กำ พล ทองบุญนุ่ม อยู่บน เก้าอี้ “ทุกข์กระทบ กิเลสไม่ กระเทือน แต่ ทุกข์ กระทบ ธรรม Wheel chair ตลอต ท่าน เคยเป็นครูสอน พลศึกษา เรียนจบใหม่ ๆ กำลังได้ บรรจุเป็นครู อยู่มาวันหนึ่งไป ช่วยเพื่อน สอน นักเรียน กระเทือน กระโดด น้ำ กระโดดลง ไปผิด ท่า ตั้งแต่วัน นั้น มา เพื่อนอุ้ม จาก น้ำ พระพุทธองค์ ทรงเป็นตัวอย่าง ที่ดี ครั้งหนึ่งทรงนั่งสมาธิ อยู่กับ ปัจจุบันอย่างสงบใต้โคนไม้ ใกล้ ๆ บริเวณนั้น มี ฟ้าผ่าโค ไป ส่งโรงพยาบาล เป็นอัมพาตไป ครึ่งตัว ครูหนุ่มหมดอนาคต ทันที ของชาวนา ตายไป ๗ ตัว พอฝนซา ฟ้า สว่าง มี คนไปกราบ ถาม ท่านก็ คิดว่า เอา ล่ะที่เป็นอัมพาตนี้ คงจะ ตายภายในไม่กี่เดือน ภาวนาให้ตัวเองตาย เพราะทุกข์มาก ๆ เลย อนาคตดับ วูบ จะ พระพุทธองค์ว่า ทรงได้ยินเสียง ฟ้าผ่าไหม ทรงตอบว่า แต่งงานที่ ไม่ ได้ แต่ง เป็น ครูก็ไม่ ได้เป็น กำลัง จะบวช ก็ ไม่ ได้บวช “ไม่ได้ยินเลย ” อาจารย์ กำ พล ทองบุญนุ่ม จมอยู่ใน ห้วงแห่ง ความทุกข์ ๑๖ ปี
รวม าสบท ธรรม คิ ด เ ป็ น ก็ เห์ น ธ ร ร ม พ ร ะ ม ห ๆ ฒิ ชัย วชิร เมธี ช่วงแรกๆ ท่านก็คิดว่า ปีนี้ไม่ ตาย ปีหน้า ก็คงตาย ปีหน้าไม่ตาย คือตัวพุทธะนั่นเอง อาจารย์กำพลขยับมือ ขยับมือ พอ ตัว สติตื่น ๑๓ ปี ต่อไป ก็ คง ตาย แต่มันไม่ ตาย ลาก ยาวไปอีก ๑๖ ปี เต็มที่ วัน หนึ่ง ท่าน แยก กาย กับ จิต ออก จาก กันได้ แล้ว ท่านจึง อ่านหนังสือ ธรรมะหมดเป็น ตู้ ๆวัน หนึ่ง คุณ พ่อหรือคุณแม่ ไปได้ เทปของหลวง พ่อ คำ เขียน มา หลวง พ่อ คำ เขียนเป็นลูกศิษย์ เข้าใจ ชัดเจน ܘܤܐܙหลวงพ่อ เทียน สอนวิปัสสนาแบบเคลื่อนไหวเรียก ว่า Dynamic “ตัว ที่ป่วย คือกาย ไม่ใช่จิต แต่ที่ทุกข์มา ๑๖ ปี เพราะ پہلے رو จิตไป แบก กายไว้ ” Meditation คือสอนให้ตื่นรู้ด้วยการเคลื่อนไหว ร่างกาย เมื่อแยก กายออก จากจิตได้ ความทุกข์ของกายที่อยู่ ส่วนไหน ก็ได้ ยกมือ ก็ได้ กระติก นิ้ว ก็ได้ อาจารย์กำ พล ตัว ชาไป ส่วนหนึ่ง ส่วนใจนั้นผ่องใสเบิกบานมีความ สุข มาก ทุกวันนี้ ทั้งที่ ครึ่งซีกเคลื่อนไหวได้เฉพาะนิ้วมือ พอได้ฟังเทปธรรมของหลวง พ่อ คำ เขียน ก็สว่างเลย ทุก ครั้งเอาแต่อ่าน อ่านมา ๑๖ ปี เป็น คน พิการ แต่เดินทางไป สอนกรรมฐานทั่วประเทศ เจอ ดับทุกข์ไม่ได้ แต่ ครั้ง นี้จะลองปฏิบัติ จึงลองขยับมือ รู้หนอ รู้หนอ อาจารย์เมื่อไหร่ยิ้มเมื่อนั้น ท่านมีความสุขมาก เพราะ ท่านดำรง พอ ขยับ ได้ไม่ นานเท่าไหร่ สติ ซึ่งแต่เดิม มี บ้างขาดบ้าง ชีวิตโดย อยู่กับปัจจุบัน ตลอดเวลา มีสติตลอดเวลา พอเรามีสติ ہیرو ตลอด เวลา ความ ทุกข์ก็เข้า มาไม่ได้ ได้รับการกระตุกให้ตื่นขึ้น พระพุทธเจ้า ซึ่งจำศีลอยู่ในจิตใจ ของ อาจารย์ ได้รับการเคาะประตูให้เปิดออกมาโปรดท่าน ในตัวเรา ม จิต ของเรา มีลักษณะ พิเศษ คือ จะรับ อารมณ์ ที่ ละ อย่าง พระพุทธเจ้าจำพรรษา อยู่ภายใน เราต้อง ขยันเคาะประตูให้ ท่านตื่น ถ้าช่วงไหนก็ตาม ที่จิตของเรา มีสติอยู่เต็ม บริบูรณ์ตลอดเวลากิเลส อย่าปล่อยให้ พระพุทธเจ้า ภายในนี้หลับตลอดชีวิต ทุกครั้งที่เรา จะไม่มีที่ให้แทรกซึมเข้า มา แต่ถ้า ช่วงไหนที่ จิตของเรา ไม่มี สติคุม ช่วงนั้นกิเลส จะ สัมปทาน ยึด พื้นที่ หมดเลย โลภ โกรธ หลง เดิน กำหนดลมหายใจ นั่น คือการ เคาะประตูให้ตัวสติมันตื่น ตัวสติ น พาเหรด เข้ามา ครอบงำ เรา แต่ช่วงไหนจิตของ เรามีสติ ช่วง นั้น
รวม าสบ ท รรม คิ ด เ น ก็ เห น ธ ร ร ม ിന W ร ะ ม ห ๆ ฆ์ ชั ย ว ช ร เม ธี กิเลส จะเข้า มา แทรกซึมใน เราไม่ได้ มัน จะไป หาคน ข้างๆ คน ข้างๆ “เหลือ คนเดียวได้อย่างไร ลูก ๆ ทั้ง 4 คน ดูซิ เป็น ก็ ทุกข์ไป อาจารย์ มหาวิทยาลัย เป็น ทหาร เป็นตำรวจ เป็นเจ้าของ บริษัท ถ้าเรา ฝึกสติเราก็ อยู่กับ ปัจจุบันได้ แต่ ถ้าไม่เคยฝึก ตัว ความคิดนั่นเองที่ จะ ทิ้งเรา ไปใน อนาคตหรือดึงไปในอดีต ลูกๆ ทั้ง 4 คนนี้ไม่มีคุณค่า อะไรเลยหรือ” 5mm “ลูกก็ส่วนลูกค่ะ แต่ดิฉันคิดถึงสามี” โยม ยืนยัน “สามีโยมตายมากี่ปีแล้ว” อาตมาถาม อาตมภาพเคยเจอคุณโยม ท่านหนึ่ง คุณผู้ชายเสียไป O “ปี นี้เข้า ปีที่ ๑๐ แล้ว ค่ะ ท่าน” กว่า ปีแล้ว ทุกๆ ปี ครบรอบวัน ตาย ของคุณผู้ชาย เธอจะไปทำบุญ เป็นวัน สามี แห่ง ชาติ ทุกๆ ปี พอ ถึงวัน ตาย ร้องไห้ ๑ วัน ๗ วัด วันหนึ่งได้ไปทำบุญกับอาตมภาพ ถวายสังฆทาน เราก็ ให้ พร สังเกตดู ทำไมโยมรับ พรไปด้วยร้องไห้ไปด้วย กรวดน้ำ ลูกๆ ไม่ ห้ามเพราะมัน กลายเป็น ประเพณีไปแล้ว อาตมาจึงบอกว่า อุทิศส่วนกุศล กับน้ำตาไหล พร้อมกันเลยนะ มือก็กรวดน้ำ น้ำตา “คุณโยมรู้ไหม ทุกข์อย่างนี้นะ ถ้าคุณโยมฝึกสติกรรม เก็ไหล เป็น ยังไง กัน จึงถามว่า ฐานน่ะ ความทุกข์แบบ นี้เขาเรียก ว่า ทุกข์เพราะเสีย ค่า โง ฝึกสติ “จะ รับพรไหม” แล้วน้ำตาจะไม่ไหล คนที่น้ำตา ไหลคือ คน ที่ไม่เคยฝึกสติ” “ รับ คะ ท่าน” เอ๊ะ พระ ท่านพูด ภาษา อะไร ไม่เคยได้ยิน ภาษา แปลก ๆ “ จะรับ ก็เช็ดน้ำตา ซะ” อาตมาบอก อย่างนี้ เลย “เชิดไม่ได้ ทุกข์เหลือเกิน เหลือ ฉันคนเดียว ” เริ่มเล่า “มัน ห้ามได้ หรือคะ น้ำตาน่ะ” โยม ถามต่อ อาการ
รวม าสบ ท รรม คิ ด เ น ก็ เห็ น ธ ร ร ม W ร ะ ม ห า ฒิ ชั ย ว ช ร เมธี “อย่า ว่าแต่น้ำตาเลยที่ ห้ามได้ ความคิด ที่ทำให้โยมทุกข์ ครองของ ตน คนเหล่า นั้น ถ้า มา ฝึก สติวิปัสสนา กรรมฐาน จะ ๑๓ เพราะ สามี ตาย มาเป็น ๑๐ ปี แล้วถ้าทำตามอาตมา โยม ก็ ห้าม อายุยืนอีกมาก เพราะฉะนั้น ในเมือง ไทยสถิติ คน ที่ตายๆ กัน นี้ มันได้แน่นอน” ส่วน หนึ่งตายเพราะอุบัติเหตุ ส่วนหนึ่ง ตายเพราะ โรค ภัยไข้เจ็บ วันนั้น พอรับ พรเสร็จ อาตมภาพที่ สอนฝึกสติ กรรมฐาน ส่วนหนึ่งตายเพราะเสียค่า โง่นั่น คือไม่รู้จักอยู่กับ ปัจจุบัน ไป ทุกข์ 504 สติปัฏฐาน ฝึกกัน ตรงนั้น อีก ปีหนึ่งมาทำบุญ อายุ ๖๕ แล้วใส่ ในเรื่องคนมีปัญญาเขา ไม่ทุกข์ เพราะฉะนั้น เราจะต้อง ฝึก วิธีคิด กางเกง ยีน ส์มาทำบุญ โยม นะ โยม แบบอยู่กับ ปัจจุบัน “โอ๊ย มี ความสุข จริงๆ ค่ะท่าน รู้งี้มาเจอกัน ตั้ง นานแล้ว” ครั้งหนึ่ง พระรูปหนึ่งไปบิณฑบาต ไปรับ บาตร ที่บ้านนาง เดี๋ยวนี้ทำสถิติไปอบรมมา ๑๑ คอร์ส กรรมฐานแล้ว เป็นผู้ เชี่ยวชาญ คนทุกข์ มาปรึกษา หัวเราะร่าเลย สนุกมากเพราะรู้ทัน สิริมา นางสิริมาเป็น นครโสเภณี ถ้าเทียบกับ ปัจจุบันนครโสเภณี สมมติแล้ว จะทุกข์ก็ได้ จะไม่ทุกข์ก็ได้ จะ ทำตัวเป็นคนแก่แนว ๆ ที่ ได้ ๖๕ แล้วใส่ วาย ส์ได้ เรียกว่า พอมีสติอยู่กับปัจจุบันเป็น คือ นางงาม ของ ประเทศ หรือ นางงาม จักรวาล เป็น Miss Thailand เลย บ้านไหนเมืองไหน มนครโสเภณี ถือเป็นเกียรติยศ หัวใจมันแตกเนื้อหนุ่ม แตกเนื้อสาวเลย ลุกขึ้นมาเต้นเลย แต่พอ ของ บ้าน นั้นเมืองนั้นเลย แต่ เดี๋ยวนี้ พอบอกว่าใครเป็นโสเภณี มันไม่เคย อยู่กับปัจจุบัน เห็นสามี ตายแล้วจะ ตายตามให้ได้ เพราะ ถือว่า ต่ำ มาก แต่สมัยก่อน ทุก บ้าน ทุกเมือง ถ้า เป็นโสเภณี ถือว่า หัวใจมันทุพพลภาพ ป่วยตามสามี เป็น เกียรติยศ คนแก่ หลาย คน คู่รักตายไปตัวเองไม่ ป่วยไม่ ใช้ แต่ตัดใจ นาง สิริมาเป็น โสเภณีซึ่ง มีรูปโฉมสะคราญ มาก พระรูปนั้น ตาย ตามสาม ตัดใจตายตามภริยา เพราะผูกจิตผูกใจไว้กับ คู่ ہے ہے ไปบิณฑบาต วัน นั้น พอรับ บาตรเสร็จแล้ว ก็ลืมตัวเห็น มือ นาง สิริ มา ตัก ข้าวใส่ บาตร นิ้วงาม ตั้ง ลำ เทียนแล้วตวง พักตร์จะงามขนาดไหน พระรูป นั้น จึง ลืมตามอง โอ้.. งามถึงขั้น พูดไม่ออก
รวม าสบ ท รรม คิ ด เ น ก็ เห น ธ ร ร ม യർ พอกลับ มา ถึง วัด หลวง พี่ไม่ ฉัน ปล่อย ข้าว ทิ้งไว้ใน บาตร W ร ะ ม ห ๆ ฒิ ชั ย ว ช ร เมธี ตรอมใจฉัน ไม่ ลง ท่านนึกปรุง แต่งในใจว่า วันนี้ขนาดนางสิริมา ดูไม่เป็น ก็ไม่ อยู่กับปัจจุบัน ดูละครที่เข้าไปเล่นละครกับเขา ป่วยนะ ยัง งามขนาด นี้ แล้ว ถ้า ไม่ ป่วย จะงามเลิศวิไลขนาดไหน เขาให้เป็นผู้ดูไม่ใช่เป็น ผู้เป็น พอดูปู่บอายุ ๖๐ ก็ ยังนึกว่า ตัวเอง พระรูปนั้นที่ทุกข์ เป็นยิ้ม.เพราะเราดูแล้วเข้าไป เป็นผู้เป็น เรา ไม่เป็นผู้ดู ศัพท์ ( ܤܐh เทคนิค อย่างนี้ ท่าน ทั้งหลาย ฟังแล้ว คงเข้าใจ วิธี คิด แบบ อยู่ กับ ในขณะที่พระอีกรูปหนึ่ง บิณฑบาต ตามกัน ไป ไม่มี ปัจจุบัน ก็คืออยู่อย่างมีสติ นั่นเอง ปฏิกิริยาอะไรกับ นางสิริ มาเลย ทำไม พระรูป นั้น ทุกข์ เพราะท่าน หลวง ปู่ดุลย์ ท่านใช้คำ งดงาม มาก ท่านบอกว่าอย่าส่งจิต ถูก ความงามของนางสิริ มาฉุดเข้าไป ท่านไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน แต่ พระที่อยู่กับ ปัจจุบัน ความ งามของนางสิริ มา ทำ อะไรไม่ ได้ ออกนอก ที่เราทุกข์ก็เพราะเราส่งจิตออกนอก นักปราชญ์ราช ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ดีมากๆ เลย ท่านบอกว่า บัณฑิตฝ่าย กรรมฐาน ที่ ท่านไม่ทุกข์ ผิวพรรณ ผ่องใส ครีม หน้า “นี่แน่ะกาม เรารู้จักตัวจริงของเจ้าแล้ว ต้นตอของเจ้า เด้ง ไม่ได้ แอ้ม ท่าน หรอก อาตมภาพ น่ะ มี คนทัก ว่า อายุ ๒๖-๒ ) คือความคิด หากไม่มีความคิดที่ไม่มีกาม” ประจำ เลย (อด แซว ตัวเองไม่ได้) ไม่ได้ใช้ ครีม หน้าเด้ง Night Cream, Day Cream ไม่ได้ แอ้มเลย เพราะ อะไร ประโยคนี้ วิเศษมากเลย แปลเป็น ภาษา โลก ๆ ว่า เมื่อเราอยู่กับปัจจุบันเป็นความทุกข์แทรกซึมเข้า มาไม่ได้ “ความสวย ความงาม ที่ แท้จริงไม่มี ความสวยความงาม ศัพท์ หลวง ปู่ดุลย์ ท่านเรียก ว่า ไม่ส่งจิตออกนอก คือไม่ไปรับ ที่มันรัดรึงใจเราได้ก็เพราะเราไปคิดไปปรุงแต่ง เอา เอง ถ้า เราไม่ อารมณ์ภายนอกเข้า มา ปรุงให้ มัน ป่วน เพราะ ข้างในมันใสอยู่แล้ว แค่รู้ตัวเท่านั้นเอง น้ำมันใสอยู่แล้ว ปรุงแต่ง เรา ดู กสักแต่ว่า ดูเท่านั้น มันจะทำร้ายเราไม่ได้ แต่พอ เคยเห็น ไหม คุณโยมไปตัก น้ำ ใน บ่อใส่แก้วมา ถ้าเรา เรา ดูแล้ว ปรุงแต่ง ดูอะไรก็ทุกข์”
รวม าสบ ท รรม คิ ด เ น ก็ เห็ น ธ ร ร ม ๑๓๐ W ร ะ ม ห ๆ ฒิ ชัย วชิร เมธี ทิ้งไว้ น้ำ นั้นก็ขุ่นเหมือนเดิมใช่ไหม แต่ ถ้าเราไปเอา สารสัมมาแกว่ง ทำไมน้ำ ขุ่นกลายเป็นน้ำ ใสก็เพราะว่า ธาตุแท้ของน้ำมันใสอยู่แล้ว บน มันขุ่นเพราะมีสิ่งแปลกปลอม ใจของ เราก็เหมือนธาตุแท้ของ น้ำ ใน ชีวิตเรา จะเป็นอย่าง นี้ทั้งนั้น คำว่าไม่ เที่ยง ไม่ทน ไม่ แท้ อย่า ใส อยู่ แล้วโดย ธรรมชาติ เศร้าหมองไป ก็เพราะกิเลส ที่เป็น สิ่ง นึกว่า ไกลตัวเรา นะ ในตัว เราก็เกิด อยู่ตลอดเวลา จิต เบิกบาน ๖๒๘ แปลกปลอม เพราะฉะนั้นฝึก อยู่กับปัจจุบันให้เป็น แล้วเรา จะ มี เกิดขึ้น ถ้าไม่มีสติตลอด เดี๋ยว มันก็ จะ หดหู ทำไมจึงหดหูก็ ความ สุขมาก เพราะมันไม่เที่ยง ทำไม ไม่เบิกบานตลอดไป ก็เพราะมันไม่ แท้ไม่ใช่ ๕. วิธีคิดแบบรู้ทันธรรมดา ตัวตนของเรา เรา บังคับมันไม่ได้ จะให้มันเบิกบาน ตลอดเวลา ธรรมดา ของโลก นี้เป็น สิ่ง สากล คน ทั่วโลก จะ พบเหมือน ก็ ต้อง สร้างเหตุปัจจัยให้ มันเบิกบาน กันทั้งหมดไม่ ว่าคุณจะเกิดมาบนกองเงินทอง หรือเกิดมา แล้ว เพราะฉะนั้น ไม่ เที่ยง ไม่ทน ไม่ แท้ มันเกิดขึ้น ตลอด เวลา ใน ตัว ของเราและ แผ่ไป ครอบงำ ทั่วโลก เรา จะ ต้องรู้จัก คำ คุณแม่ พยายามเอาใส่ใน ชักโครกแล้วกดทิ้ง สัจธรรม นี้ไม่เคยมี “รู้ทันธรรมดา” แล้วท่อง ไว้ในใจ ธรรมดาของชีวิต ซึ่งเราเกิดมา ใคร หนีพ้น นั่นคือ ไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง ไม่ทน ไม่ แท้ แล้วจะปฏิเสธไม่ ได้ คือ อนิจจัง ทุก ขัง อนัตตา คนทุก คนเกิดมา แล้ว หนีไม่ พ้น อนิจจัง ทุก ขัง อนัตตา วิธีคิดแบบรู้ทัน ธรรมดา ภาษา พระเรียก ว่า อนิจจัง ทุก ขัง อนัตตา ภาษาธรรมะ เหมาะที่จะ เอามาใช้สำหรับคนที่โลดแล่นมีชีวิตจริง ขณะ ติดปีกแปลให้เข้าใจ ง่ายๆ ว่า ไม่เที่ยง ไม่ ทน ไม่แท้ จำ คาถา นี้ไว้เลย เดียวกันก็เหมาะจะเอาไปใช้กับคนที่ ประสบทุกข์หนักหนา สาหัส เช่น เราทำงานเจ้านายไม่เห็นคุณค่า อย่าเพิ่งตำหนิตัว เอง เพราะ อะไร เพราะ การ ที่เขาไม่เห็นคุณค่า มันก็ ไม่ เที่ยง ไม่เห็นวัน นี้ พรุ่งนี้อาจจะเห็นก็ได้ แล้ว การที่เราได้รับคำ ชมเชย ฝึกไว้นะ คนที่เคยชมเราอาจเป็นคนที่ตำหนิเรา สามีภรรยา อยู่ด้วยกัน
รวม าสบ ท รรม คิ ด เ น ก เ น ธ ร ร ม พ ร ะ ม ห ๆ ฒิ ชัย วชิรเมธี ที่ ต้องฝึกไว้ มือที่เคยเปิดประตูรถให้เรา สักวันอาจจะผลักเรา เป็นอย่าง นี้ ตลอดเลย ชีวิต เรา หัวทิม หัว ตำ ครั้งหนึ่ง คันธระ เสนาบดี สามี ของ พระนาง มัลลิกา @m ผู้หญิง คนหนึ่งเขียนไว้ ใน หนังสือ ว่า ตอนจีบกันใหม่ ๆ ไป เป็นเสนาบดีใหญ่ของ พระเจ้า ปเสน ทิโกศล ถูกหลอกไป ฆ่าที่ ทานข้าวด้วย กัน ไม่ ต้องเอา มือไป ก็ได้ มันโรแมนติก มาก แต่ พอ ชายแดน วันนั้นเป็นวัน ที่ พระนาง มัลลิกา นิมนต์ พระอัคร สาวก ១៣O พระ โม คคัลลา นะ และ พระสารี บุตร มา ฉันเพล ที่บ้าน ขณะนั้น มี คน แต่งงาน อยู่กินด้วย กันแล้วมีเป็นพันมือก็ บริการสามีไม่ทัน ตอน จีบกันใหม่ๆ เปิด ประตูรถให้ พอ แต่งงาน ผ่าน เดือนแรก “เปิด เอง เอา สาส์น จาก ชายแดน มาส่งให้ พระนาง มัลลิกา พระนางอ่านดู แล้ว ขับให้ ด้วย ” ก็ทราบว่าสามีถูกฆ่าตายที่ชายแดน นางเก็บข่าวร้าย นั้นเข้า สุดท้ายก็เลิก กัน คนที่เคยรัก เรา กับ คน ที่ทำร้ายเรา อาจ ชายพก ไป ประเคนภัตตาหารเหมือนเดิม ขณะ ประเคน นั้น หญิง จะเป็นคนๆ เดียวกันก็ได้ มือที่เคยตระกองสองแก้มเรา สักวัน สาวใช้เอา ของหวาน มาเตรียม ถวาย ทำถ้วย ตก แตกเพล้ ง ต่อ อาจต บเราหน้า หัน มันเที่ยงไหม ทุกข์ แล้วมันเป็นสุข ไหม สุขแล้ว หน้า พระสารีบุตร พระ สารี บุตร จึงปลอบใจเจ้าภาพว่า มันเป็นทุกข์ไหม มันอยู่ในบังคับเราไหม สั่งได้ไหม อยู่ต่อหน้าที่ “อุบาสิกา อย่าคิดมากนะ ของ ที่ มัน แตกได้ สัก วันหนึ่ง บอกว่า ชาตินี้ไม่มีใคร ขึ้น ถึง ฐานะ อันสูงสุดใน หัวใจพี่เท่าเธอ อีกแล้ว เก็ต้อง แตกเป็น ธรรมดา ” พระนางมัลลิกา บอก ว่า แต่ พอ ไป ที่ทำงาน ยิ้ม..มี ก็ก ยัง ไม่ พอ แอบ มีก็ก อีก บริษัทหนึ่ง มัน “พระคุณเจ้า โยมไม่ คิดมาก หรอก เพราะก่อน หน้า นี้ มี ทหาร เอาข่าวร้ายมาบอก ว่าสามี ของโยมและลูก อีก ๓๒ คน เป็น อนัตตา เชื่อฟังเรา ที่ไหนกัน เพราะฉะนั้น ท่องไว้ในใจ นะ ถูก ลอบ สังหาร โยมยังไม่ ทุกข์เลย” ไม่ เที่ยง ไม่ทน ไม่ แท้ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
รวม รสบท รรม คิ ด เ น ก็ เห็ น ธ ร ร ม n W ร ะ ม ห า มิ ชัย วชิร เมธี ทำไมความ ทุกข์ ทะลุ ทะลวง หัวใจเธอไม่ได้ เพราะ พระนางมัลลิกา มีคาถา อยู่บทหนึ่งคือ ไม่เที่ยง ไม่ทน ไม่แท้ ร่างกาย มีแรงศึกษาธรรมะ กิน เพื่อบำบัต เวทนา เก่า และ ป้องกัน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ท่องคำ นี้ไว้ ตลอดเลย ความทุกข์ทำอะไร เวทนาใหม่ไม่ให้เกิดขึ้น และเมื่อมีเรี่ยวแรง แล้ว ก็ไม่ใช่เพื่อเมามัน หรือเพื่อความ สวย ความงาม แต่เพื่อที่จะได้ ทำ ประโยชน์ต่อไป นี่ ไม่ได้ คือคุณค่า แท้ในการกินอาหาร 5mm เพราะฉะนั้นก่อน พระ จะ ฉัน ท่านจะพิจารณา อย่างนี้ แต่ 5. วิธี คิด แบบคุณค่าแห้ คุณค่าเทียม เดี๋ยวนี้เวลา พระจะฉัน ก็ พิจารณา เหมือน กัน แต่ไม่ได้ พิจารณา แบบเข้าใจ มันกลายเป็นการเสพข้าว ก่อน จะ ฉัน ก็ ท่อง ปฏิ สัง ขา หมายถึงว่า เราอยู่ใน โลก นี้ เราเสพบริโภค ปัจจัย สี่ ปัจจัย โย เข้าใจบ้างไม่เข้าใจ บ้าง แล้วฉันเลย จากของซึ่งมี คุณค่า สี่ที่เราบริโภคจะ มีอยู่ ๒ คุณค่า คือ กลายเป็น พิธีกรรม พอ พิธีกรรม ซึ่ง เราไม่เข้าใจความ หมายกลาย เป็นพิธีพราหมณ์ เช่นเรื่องเกร ส่อง บาตรที่จะเล่าให้ ฟังคือ ๑. คุณค่าแท้ หลวง ตา ท่าน หนึ่ง ฉันเสร็จก็ ล้าง บาตร ล้างเสร็จก็เช็ด เช็ด ๒. คุณค่าเทียม เสร็จกส่องในอากาศ ตู ว่าแห้งไหม สะอาด หมดไหม เสร็จแล้ว ที่ เวลา พระจะ ฉันภัตตาหาร พระพุทธเจ้า จะให้ท่อง หรือ พิจารณา ท่านเรียกว่า บทปฏิสัง ขาโย บท นี้เป็นบทพิจารณาปัจจัยสี่ วางตาก แดด ต่อมาหลวง ตามรณภาพ หลวงพ่อเจ้าอาวาสขึ้น ถ้า เรา พิจารณา อย่าง มีปัญญาเรา จะ บริโภคปัจจัย สี่ อย่างเห็น มาครองวัด ฉันเสร็จก็จำ ได้ ว่า หลวง ตาเคยทำ ท่าน ก็ ล้าง บาตร คุณค่าแท้ เช่นเวลาเราบริโภค อาหารท่านก็ให้ พิจารณา ว่า อาหาร นี้ ที่เรารับประทานเข้าไป ไม่ใช่เพื่อเล่นเพื่อสนุกสนานเพื่อเมามัน ล้างเสร็จท่านก็ส่อง ทำ อย่าง นั้น จน ท่านมรณภาพ ไปอีก รูปหนึ่ง เพื่อเกิด พลัง ทาง กาย แต่เรา กินเพื่อกำจัด ความ หิวกินเพื่อให้ ต่อมารุ่นที่สาม เจ้าอาวาสเปิดสำนักเรียน มี พระเป็นร้อย
รวม าสบ ท รรม คิ ด เ น ก็ เห น ธ ร ร ม W ร ะ ม ห า มิ ชัย ว ชิ ร เมธี ฉันเสร็จท่านบอกลูก พระลูกเณร ทุกรูป ล้างบาตรนะลูก ล้าง เด็กบาง คนไป ดูผลสอบ รู้แล้วว่าตัวเองสอบได้ การที่ @m บน เรา สอบแล้ว สอบได้ ผล คือได้ ขึ้นไปเรียน อีก ชั้นหนึ่ง ผลโดยตรง เสร็จ แล้วเรา มายกส่อง พร้อมกันทั้ง วัดเลย ทำอยู่ อย่างนี้ทั้งวัด คือคุณค่าแท้ของมัน แต่เด็ก บางคนอยาก อวดเพื่อนไปดูแล้วรู้แล้ว ทุกวันนี้คือที่ มาของสำนวนเถรส่องบาตร แต่ อยากให้เพื่อนรู้ ว่าเราสอบติดจุฬาฯ โทรไปถามเพื่อน “เธอ ไป ทำความดีโดยไม่เข้าใจความ มุ่งหมาย ก็เหมือนชาว พุทธ ดูหรือยัง” เพื่ออะไร เพื่อ จะ ได้โยงเข้ามาหาเรื่องของตัวเอง 5m4 บริโภคปัจจัยสี่โดยไม่เข้าใจ ความ มุ่งหมาย ของจตุปัจจัย แต่ ถ้าเรา “เมื่อไหร่เพื่อนจะ ถามว่าเราติตไหม” พอเพื่อนไม่ ถาม บอกเองเลย เข้าใจความ มุ่งหมายของ ปัจจัยสี่ เรา จะ บริโภคด้วยการคำนึงถึง นี่คือคุณค่าเทียม ทุกสิ่งทุกอย่าง หากเราไปมีปฏิสัมพันธ์ คุณค่า ที่แท้จริง พอเราไม่เข้าใจเราก็จะ ไป บริโภคคุณค่าเทียม เช่น กับ มัน แล้ว เรามัก จะไปติด ที่คุณค่าเทียม ตื่นเช้ามา มีคนชงกาแฟ สวม นาฬิกา ต้องเอา แพง ๆ ได้ นาฬิกาใหม่ มาอยากให้เพื่อนเห็น มาให้ “ยี่ห้ออะไร นี่ ใช่ ยี่ห้อ ที่ นางเอกเป็นอั ลไซเมอร์ แล้ว พระเอก วันนี้จับแขนเสื้อบ่อย มาก พอเพื่อนเห็นแล้วภูมิใจ ทั้งที่คุณค่า เอากาแฟมาให้หรือเปล่า” ยี่ห้อระลึกชาติ คือ ทาน อะไรก็ อยาก แท้จริง ของ นาฬิกา คือบอกเวลา ให้มันหรู มีระดับ เป็นอย่างนั้นหรือ ตัวเอง เป็นลูกนักการเมือง ได้เงินมาก้อนหนึ่ง ซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้า บ้าน เครื่องแก้ว คุณค่า แท้ของ การเป็น ลูก นักการเมือง คือ อาศัยชื่อเสียงของ คริสตัลเฟอร์นิเจอร์ หลุยส์ทั้งนั้นใคร จะ มาเห็น ล่ะโทรไปบอกเพื่อน ร้อยวัน พันปีไม่ เคยเลี้ยงวันเกิด ปีนี้ ๕๐ ปี แล้วครั้ มอกครื้ มใจ พ่อ ทำ ประโยชน์ ให้ ประเทศชาติ แต่เวลา ไป ผับ กลางคืน ทำ อยากเลี้ยงวันเกิด พอเพื่อน ๆ มา ก็แนะนำเฟอร์นิเจอร์ เลย ทั้งที่ อย่างไร คน จะ รู้จัก ที่ต้อง ถาม คุณค่า ของ มัน คือ การเอา มาใช้อำนวย ความ สะดวก แต่ เรา เอา “รู้ไหม ฉันลูกใคร” มาใช้เพื่อแสดงอัตรฐาน ทางการเงิน ของเรา ใช่ ไหม ถามเมื่อไหร่ ก็ขึ้น หน้าหนึ่งเมื่อนั้น อาตมภาพไม่ได้ระบุ ชื่อใคร คุณโยม หัวเราะเพราะว่า ปรุงแต่งไปเอง นี่คือไม่รู้จัก
รวม าสบ ท รรม คิ ด เ น ก็ เห น ธ ร ร ม n พ ร ะ ม ห า ว มิ ย ว ชิ ร เมธี คุณค่า แท้ ไม่รู้จักคุณค่าเทียม พระองค์ทรง ฟัง แล้วจึงเล่าเรื่อง บ้างว่า มีอยู่วันหนึ่ง ทรง ใครรู้จักคุณค่า ที่แท้จริง ตัวอย่าง ใกล้ ตัวคือ พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ธรรมิกมหาราชา เป็นตัวอย่างของ ไปสรงน้ำ ใน ห้อง สรง ถามหา หลอดยาสีฟัน ปรากฏ ว่า หลอดที่ใช้ บุคคลซึ่งทรงบริโภคปัจจัยอย่างรู้ คุณค่าแท้คุณค่า เทียม อยู่ หาย ไป มี หลอ ตใหม่มาแทนจึงเรียก หาคืน เดชะบุญมหาดเล็ก ๖๓๖ ดร.สุเมธ ตันติเวช กุล เลขาธิการ มูลนิธิ ชัยพัฒนาเล่าไว้ ท่าน บอก ว่า ยัง ไม่ ทิ้ง มิเช่น นั้น จะลำบาก มหาดเล็กก็ไป หยิบหลอด ยา สี พระทนต์ ซึ่งเกือบจะทิ้งลงไปใน ถังขยะไปแล้ว พระองค์ ท่านเอา มารีดจน พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา นั้น เวลา ที่ทรงใช้ดินสอ ทรงงานจะ เขียนจนดินสอกุดหมด เป็น แท่ง ๆ ถ้า มันสั้น จนไม่ ورو สมดุล ก็เอาอีกด้ามหนึ่งมาต่อด้ามเขียน แบนใช้ได้อีก ๕ วัน ท่านผู้หญิงเพ ชราบอกว่า ขอพระราชทาน คอมพิวเตอร์ ที่ ทรงใช้ ทรงงาน ปี ที่แล้ว ทรงเล่า ว่า ใช้ มา ขอดูเป็นบุญตา สัก ครั้ง พระองค์ ท่านทรง ไป หยิบ มาให้ดู เลยได้ ๑๖ ปีแล้ว ของ เราใช้ สักเดือน สอง เดือนก็รู้สึกว่า มัน ตกรุ่นแล้ว ถ้ามันไม่ เสียก็ แกล้งตึงสายไฟ อยาก เปลี่ยน แต่พระองค์ ท่านใช้ มา พิมพ์เป็นโปสเตอร์แจก ไป ตามโรง พยาบาล ต่างๆ ทั่วประเทศไทย บ อีกเรื่องคือ มีอยู่วัน หนึ่ง มีคนเอารองเท้าเก่า ๆ ไปให้ มา ตั้ง ๑๖ ปี ยังไม่เปลี่ยน ช่างใกล้ ๆ วัด เบญจมบพิตร แถวเขตราชเทวี ตั ต นาย ช่าง ตัด แล้ว ครั้ง หนึ่ง ท่านผู้หญิง ท พ ญ.เพชรา เตชะกัมพุช ไปถวาย ก็ส่งคืน สัปดาห์ต่อ มามาอีกคู่หนึ่ง นายช่างถามว่าของใคร กว่าจะ ตอบกันได้กวัด ใจกันนาน นะ ในที่สุดก็บอกว่าของในหลวงท่าน งาน ที่ พระตำหนัก สวนจิตรลดา ท่านเล่า ไว้ ว่า วันหนึ่งไปถวาย คราวนี้ ช่างก้ม ลงกราบรอง พระบาทเลย ตัดอย่างบรรจงส่ง คืนไป งานทำ พระทนต์ก็เล่า ถึงลูกศิษย์ของตัวเองที่จุฬาฯ บ้าง ที่อื่นบ้าง ต่อมาก็มีตามมาอีก คราวนี้รู้ว่าเป็นของใครตั้งใจตัด แล้ว เก็บ ให้ พระองค์ ฟัง ว่า เด็ก ๆ ในมหาวิทยาลัย ทุกวันนี้ ไป เรียน เศษรองเท้าที่เหลือจากการตัดการแต่ง ใส่ พานไว้กราบ ทุกครั้ง หนังสือ หรูหรา ทำ อย่าง กับไปเดินแฟชั่น ก่อนทำงาน ก่อน หน้า นั้นเขา ตระเวน ทำ มา แล้วเป็น ๑๐ อาชีพ ไม่รุ่ง สุดท้ายกลับ มาตัดรองเท้าด้วยใจรัก เพื่อนๆ ดูถูกว่า ทำงาน กับของ
รวม รส บ ท ธรรม คิ ด เ น ก เห น ธ ร ร ม พ ร ะ ม ห า ว ฒิ ชัย วชิร เมธี พอมีลูกค้าเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น เอง ประวัติ ด md ของต่ำกลายเป็นของสูงหมดเลย นักการเมือง ไฮโซ ตารา ถนน ทุกสาย มุ่งไปที่ นั่น หมดเลย อาตมภาพถามว่า ทำไมพระบาท พระ มหาวุฒิชัย วชรเมธี สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวใช้รองพระบาทจน สึก พระองค์มีพระประ (ว.วชิรเมธี) ๖๓๘ สงค์ สิ่งใด คนไทย จัด ถวาย หมดเลย แพงขนาดไหน ก็ได้ แต่ทำไม ว .วชิรเมธี เป็น นามปากกา ของ พระมหาวุฒิ ชัย วชิรเมธี ทรง อยู่อย่างประหยัด มัธยัสถ์ เพราะทรงบริโภคใช้สอย ปัจจัย สี่ ภูมิลำเนาของ ท่านอยู่ที่ บ้าน ครึ่งใต้ตำบล ครึ่ง อำเภอเชียงของ จังหวัด โดยสำนึกตระหนัก ในคุณค่าที่แท้จริง ไม่ได้ ใช้เพื่อ แสดงอัตรฐาน เชียงราย ทางสังคม หรือแสดง ฐานะทางเศรษฐกิจ ไม่ ได้ ใช้เพื่ออวดใคร ว่า ท่านเป็นคนที่รัก การอ่านมาตั้งแต่เด็กอ่าน ทุกอย่างที่ขวางหน้า ฉันรวย แต่ใช้สิ่ง นั้นเพราะ มัน สามารถอำนวยประโยชน์ให้เราได้ จึงทำให้ ท่านซึมซับ ความ ความรู้ทุกรูป แบบ อย่างแท้จริง เมื่อยังเด็ก มารดาได้พา ท่านไปทำบุญที่วัดบ่อยๆ ทุกวัน พระ ซึ่งผลจากการติดตามมารดา ไปทำบุญบ่อยๆ นี้เอง ต่อมา ได้กลายเป็น วิธีคิด แบบคุณค่าแท้ เรา ท่านทั้งหลายควรปลูกฝัง ไว้ เงิน จะไม่รั่วไหล และอยู่ นานด้วย แรง บันดาลใจให้ ท่านใส่ใจ หลัก ธรรมคำ สอนใน พระพุทธศาสนา และ หมายเหตุ : ทำให้ หนังสือที่ ท่าน อ่านไม่ได้ ถูกจำกัด อยู่เพียงหนังสือความรู้ หรือ วิธี คิตตาม หลักพุทธ ธรรม มีทั้งหมด ๑๐ วิธี แต่ ท่าน แสดง ไว้เพียง 5 วิธี หนังสือ บันเทิงทั่วไปเท่านั้น แต่ หนังสือธรรมะก็เป็น หนังสือที่ ท่าน เพราะเวลาจำกัด ท่านผู้สนใจสามารถศึกษา เพิ่มเติมได้ จากหนังสือ วิธี คิต ตามหลักพุทธธรรมของ ท่าน พระ พรหมคุณา ภร ณ์ (ป.อ.ปยุตโต) สนใจ ด้วยเช่น กัน
หลังจากจบชั้น ประถมศึกษา ปีที่ ๖ ท่านก็ได้ขออนุญาต ... ดูก่อน พา หิยะ มารดา บรรพชาเป็น สามเณร ที่วัด ครึ่งใต้ ท่าน ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน พระ เพราะเหตุ นั้นแล ท่าน พึง ศึกษา อย่าง นี้ ว่า ปริยัติธรรมแผนกนักธรรม จน จบ นักธรรมชั้นเอก แล้ว ย้ายมาพำนัก เมื่อเห็น จักเป็น สัก ว่า เห็น อยู่ที่วัด พระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เพื่อศึกษา พระ ปริยัติ เมื่อ ฟัง จักเป็น สัก ว่า ฟัง ธรรม แผนกบาลีจนสำเร็จการศึกษาเปรียญธรรม 9 ประโยค ต่อมา เมื่อทราบ จักเป็น สัก ว่า ทราบ ๖๕๐ เมื่ออายุครบ ๒๑ ปี จึง อุปสมบทเป็น พระ ภิกษุที่วัดบ้านเกิด และย้าย เมื่อ รู้ แจ้ง จักเป็น สัก ว่า รู้ แจ้ง.. ” มาพำนัก ที่วัดเบญจมบพิตร ในกรุงเทพมหานคร เพื่อ ศึกษา พระปริยัติ ธรรม แผนกบาลี ต่อจนสำเร็จ เป็น เปรียญธรรม ๙ ประโยค ซึ่งถือ เป็นการ ศึกษาขั้นสูงสุดของคณะสงฆ์ ไทย ด้าน การ ศึกษา ทางโลกนั้น ท่านสำเร็จการศึกษา เป็น “ ศึกษา ศาสตรบัณฑิต ” (สังคม-มัธยมศึกษา) จากมหาวิทยาลัย สุโขทัย ธรรมาธิราช และ “ พุทธ ศาสตร มหาบัณฑิต” จากมหาวิทยาลัยมหา จุฬา ลง กรณราชวิทยาลัย ปัจจุบันท่านได้ รับเชิญ ให้เป็นอาจารย์สอน นักศึกษา ระดับปริญญา โท ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ นอกจากนั้น ก็ ยังรับเชิญ เป็นวิทยากรบรรยายวิชาการทาง พระพุทธศาสนา ให้กับหน่วยงาน ต่างๆ อีกมากมาย ใน แง่จริยวัตร ส่วนตัว นั้น นอกจาก ท่าน จะเป็น พระ นักวิชาการ พระ นัก คิด นักเขียนแล้ว ท่าน ยัง สนใจฝึกสมาธิภาวนาอย่าง ต่อเนื่อง มาเป็นเวลา กว่า สิบ ปี
รว ม าส บ ท กรรม วิถี สู่ อริยะ ดูก่อนพาหิยะ.. ดร.สนอง วร อุไร ใน กาลเมื่อใด แล เมื่อ ท่านเห็น จักเป็น สัก ว่า เห็น เมื่อ ฟังจักเป็น สัก ว่า ฟัง เมื่อ ทราบจักเป็น สัก ว่า ทราบ เมื่อ รู้แจ้งจักเป็น สักว่า รู้ แจ้ง ใน กาลนั้น ท่าน ย่อมไม่มี ใน กาลใด ท่านไม่มี ในกาล นั้น ท่าน ย่อมไม่มีในโลก นี้ ย่อมไม่มีในโลก หน้า ย่อมไม่มีในระหว่างโลก ทั้งสอง นี้ แลเป็น ที่สุด แห่ง ทุกข์.... (๓๘/ ๑๐๙-๑๑๐ พา หิ ย สูตร)
รวม รส บ ท รรม วิ ยี่ สู่ อ า ร ย ะ ๑๕ ด ร. ส น อ ง ก ร อุไร 44 คนอีก ประเภทหนึ่งไม่ได้ดูที่เปลือกนอก เช่น ความเป็นอยู่ อริยะ แปล ว่า เจริญ เด่น ประเสริฐ การ บริโภค ใช้สอย หรือการดำรงชีวิตที่สะดวกสบาย แต่ตูที่ อริยชน แปล ว่า ชนผู้เจริญ ผู้ ประเสริฐ อนารยชน แปลว่า คน ที่ไม่เจริญ เช่น สมัยก่อนคน ภายในคือจิตใจ จึงมีคน ประเภทนี้ เกิดขึ้น เรียกว่า อริยบุคคล ต่าง ชาติ ว่า คนไทยเป็นคนที่ไม่เจริญ ไปไหน มา ไหนไม่สวมรองเท้า บางคนไม่ใส่เสื้อ เดินอยู่ ตามท้องไร่ท้อง นา ต่างชาติจึงดูถูกว่า อริยบุคคล หมายถึง ผู้เจริญ แล้วในทางจิตวิญญาณ พวกนี้จะไม่เชื่อ คำ พูดที่ออกจากปากคน เมื่อได้ยิน ได้ ฟัง ใคร พูด เป็น ผู้ไม่เจริญ เขา จะ ฟังแล้ววิเคราะห์ ตามเหตุและผล ถ้าเหตุ กับ ผล ตรงกันเขา ความเจริญมัก วัด กัน ด้วยวัตถุ จึง มี คำ ว่า อารยชน หรือ ซึ่งจะเชื่อ ซึ่งตรงกับหลัก กาลามสูตร ที่พระ พุทธะ ได้ให้ไว้เป็น หลักใน การเข้าถึงความจริง มี ๑๐ ข้อ ท่าน สอนให้ เชื่อด้วยเหตุ อริยชน อริย ชนดูกันที่ความเป็นอยู่ การบริโภคใช้สอย มีความ ด้วยผล หากเหตุกับผล ตรงกัน จึง จะเชื่อได้ ว่าสิ่งที่ พูดออกมานั้น พร้อม สมบูรณ์บริบูรณ์ มีเครื่องอำนวยความสะดวกให้กับ ชีวิต เป็นความ จริง นั่นคือ หลัก ของวิทยาศาสตร์ นั่นเอง จึง ถือว่าเป็นอริยชน ด้วยเหตุ นี้พระสัทธรรมใน พระพุทธศาสนาจึงเป็นจริง ทุกเรื่อง แต่แรกผู้บรรยายจบการศึกษาทางวิทยาศาสตร์มาไม่เชื่อ เรื่อง พวกนี้เลย เพราะ พระสัทธรรม พูดบางเรื่อง บางอย่างที่ วิทยาศาสตร์เข้าไม่ ถึง พิสูจน์หาเหตุผล ไม่ ได้ ใน ที่สุดจึงได้มา พิสูจน์ด้วยตัวเอง ที่คณะ ห้า วัดมหาธาตุฯ จึง ได้ พบความ จริง พบเหตุและผลในอีกระดับหนึ่งที่สูงกว่า วิทยาศาสตร์ หลังจาก พบ แล้ว จึงใช้เหตุผล หรือความจริงซึ่ง ทำให้เกิด ปัญญา ใน ระดับ
รวม าสบท ธรรม วิ ยี่ สู่ อ า ร ย ะ ด ร. ส น อ ง ก ร อุไร ที่สูงขึ้น ส่องนำทางให้กับชีวิต ชีวิต จึง ได้ ผ่าน พ้นอุปสรรค ที่เกิดขึ้นจาก การ ละสังโยชน์ การ ละสังโยชน์ ๕ หรือละสังโยชน์ อยู่กับ ทุกข์โดยไม่ทุกข์ได้นั้น เป็นเรื่องจริง ด อได้ รวมแล้วมี อยู่ในจิตของอริยบุคคล นับว่าเป็น ยอดคน การ บรรยายในวันนี้ จึงเป็นเรื่อง จริง แต่อย่า เพิ่ง เชื่อ ท่านผู้ใด ถ้า มีลักษณะอย่าง นี้ถือว่าเป็นยอดคน ขอให้เอาไปคิด พิจารณา หรือ พิสูจน์ดู ถ้า พิสูจน์ด้วยเหตุและผล رو می แล้วเป็น จริง จึงเชื่อ แล้วจะเป็นความเชื่อที่มั่นคง ยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ so อริยบุคคล ท่านจึงไม่เชื่อคำ พูดที่ออก จากปากคน แต่เชื่อเหตุเชื่อผล อริยสงฆ์ คือ สงฆ์ ผู้ บรรลุธรรมอัน ประเสริฐ หมายความ อริยบุคคลตัดที่ต่อ ของกิเลส กรรมและ วิบาก สิ่งเศร้าหมองและ ว่าบรรลุหรือเข้าถึงธรรม ที่ทำให้ พ้น ทุกข์ ธรรมะ ได้เข้าไปอยู่ในใจ มลทินต่างๆ สิ่งใดทำ ลงไปแล้วจะทำให้ เกิดอกุศลวิบาก ท่าน ตัดได้หมด อริยบุคคลจึงหมดโอกาส ที่จะทำบาป แล้ว ทำให้เรา อยู่กับ ทุกข์โดยที่ไม่ทุกข์ นั่นคือ การ บรรลุธรรมอัน ท่าน ฟัง บรรยายแล้ว ลอง ถามใจ ตัวเอง คน ทั่วไปถนัด แต่ ประเสริฐ คือธรรมะ ที่ทำให้เรา พ้นไปจาก วัฏสงสาร ไม่ ต้อง มา ตูออกไป ข้างนอก ดูคนนั้นดูคน นี้ ดูสิ่งนั้นดูสิ่งนี้ออก ไปนอกตัว เวียน ตายเวียนเกิดอีก วันนี้ลองกลับ มาดูในตัวเราชิว่า เราหมดโอกาสทำบาปหรือยัง ถ้า หมดโอกาสทำบาปแล้ว ขออนุโมทนาเพราะนั่นคือ อริยบุคคล ถ้าเรา คิด พูด ทำ อันเป็น เหตุให้ หลุดออกจากสังสารวัฏ เรา ก็เป็นอริยบุคคลได้ ถ้าเป็น พระที่เป็นอริยสงฆ์ได้ อริยบุคคลหมด อยาก อยากนั่น อยาก นี่ ไม่อยาก นั่นไม่ อริยทรัพย์ ผมต้องขออนุโมทนา ท่านผู้ ฟังทุก ท่านสหธรรมิก อยากนี้ ท่าน หมด แล้วเรียกว่า หมดตัณหาซึ่งเป็นต้นเหตุ ให้เกิดทุกข์ ทุกท่าน ที่ ติดตามกันมา ข้ามภพข้าม ชาติ ขออนุโมทนาที่มานั่งอยู่ อริยบุคคล รู้ พระนิพพานว่าเป็นอย่างไร คุณสมบัติต่างๆ ใน ห้อง นี้ ท่านกำลังสร้างอริยทรัพย์ คือ ทรัพย์ ภายใน สามารถ นำติดตัว ข้าม ภพข้ามชาติไปเกิดใหม่ได้ ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ لئے بے โจรขโมย ลักพา ไม่ ได้ ทรัพย์ อื่น ๆ ที่ ได้จาก การ ทำ มา หากินด้วย การใช้ปัญญาใน ทางโลกไปรับจ้างเขาทำงานได้เงิน มาวันสิ้นเดือน
รว ม รส บ ท กรรม วิ ถี สู่ อ า ร ย ะ ด ร. ส น อ ง ก ร อุไร เอาไป จับจ่ายใช้สอย นั่นเป็น ทรัพย์ ภายนอก ท่าน มีเท่า ไหร่ ก็หมดได้ ๓. หิริ ความละอายในการ คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว ๑๕๐ น 4. โอตตัปปะ มี ความเกรงกลัวต่อบาปที่ จะกลับมาให้ผล โจร ขโมยแย่ง ชิงเอาไปได้ ตก น้ำ หายไปได้ ไฟไหม้ มัน มอดไป กับไฟได้ ทั้งหิริและ โอตตัปปะ จึงเป็นทรัพย์ภายใน บางคนทำ ไม่ดีแล้ว พยายามเอา ความไม่ดีนั้น กลับ มาเป็นความดีซึ่งถือว่าไม่มีโอตตัปปะ ทรัพย์ ภายใน หรือ อริยทรัพย์ คือ ๕. พาหุสัจจะ คือการได้ยินได้ ฟัง มาก เช่น ที่ ท่านมา ใน ๑. ศรัทธา วัน นี้ ที่มากันล้นห้องประชุมก็คือ มาด้วย ศรัทธา ท่านได้ทำ แล้วใช่ไหม เมื่อทำ แล้วก็สั่งสมใน จิตวิญญาณ วัน นี้ ก็ได้ยิน ได้ ฟัง ในสิ่ง ที่ยังไม่เคยได้ยิน ได้ ฟัง หรือได้ ฟังซ้ำ สิ่ง ที่ ๖๕๘ ของท่าน เมื่อทิ้งขันธ์ ละ โลกนี้ไปแล้ว ศรัทธา ยัง ฝังอยู่ใน ใจ ในจิต เคย ฟังมาแล้ว ทำให้ ความเข้าใจ แจ่มแจ้งชัดเจนยิ่งขึ้น พาหุสัจจะ นี้ วิญญาณ เมื่อจิตวิญญาณของผู้มีศรัทธาไปเกิดใหม่ ในรูปร่างใด จึงเป็น ทรัพย์ภายในอีกตัวหนึ่ง ก็ตาม ศรัทธา ตัวนี้ ก็ยังคงอยู่ตามไปให้ ผล ศรัทธา นี้จึงเป็น 5. จาคะ การสละการบริจาค ต้องขอบคุณทุกท่านที่ได้ อริยทรัพย์ ที่ติดตัวไปได้เมื่อ ตาย เสียสละเวลา พักผ่อน ส่วนตัว วัน นี้เป็นวัน อาทิตย์ แล้วน้อมนำ ตัวเอง เข้า มาได้ยิน ได้ ฟังสิ่ง อันเป็นมงคล บาง ท่าน มา งาน นี้ ก็ ๒. ศีล คือความปรกติของกาย วาจา ทุกท่านก็นั่งกัน สละบริจาคปัจจัย ช่วยใน การ บุญ การกุศล ทั้งที่ทำมาก่อนหรือ ปรกติ ไม่ได้ไปลักขโมยใคร ไม่ ได้ไปเบียดเบียนใคร วาจาก็พูดที่ มาทำ ที่ นี่ก็สุด แท้แต่ การสละ การบริจาค ที่เราเรียก ว่า จา กะ นี้ ไม่ ได้ พูดโกหกว่า ร้าย ส่อเสียดใคร ไม่เพ้อเจ้อ ท่านจึงมีศีล ศีลจึง เป็น ทรัพย์ ภายใน ทำ แล้วย่อม สั่งสมเป็นบุญ อยู่ ในใจ เป็นอริยทรัพย์ ติดตัว ข้ามภพ ข้าม ชาติได้ ใครรักษา ศีลไว้ อย่างเช่น ๗. ปัญญา คือ ความรู้ มนุษย์สามารถเข้าถึงปัญญาได้ ศีลห้าให้ มีอยู่ใน ใจ ของ ท่านไม่ให้ สูญหายไป ถ้าตายลงในวัน นี้เลย ๓ ระดับ ที่ ท่านเรียน มา จาก สถาบัน การศึกษา ต่างๆ ทั่วโลก สุคติเป็นที่หมาย ทรัพย์นี้จึงติตตามไปให้เราได้เกิดใหม่ในภพภูมิ ที่ดี ไม่ ตกต่ำ
รว ม รสบ ท กรรม วิ ถี สู่ อ า ร ย ะ ด ร. ส น อ ง ว ร อุไร เป็นปัญญา ที่ ทาง พระเรียกว่า สุต มยปัญญา เกิด จาก การ ได้ยิน ฌาน ๔ ตามด้วย อรูป ฌาน ๑ ถึง ๕ ถ้า ออก จาก ฌานเมื่อไหร่ ได้ ฟัง หรือ การ อ่าน ต่อไปคือ จิ น ตาม ยปัญญา เกิดจาก การติด จะเกิดอภิญญา หรือ ปัญญาสูงสุดที่เกิดจากการ ทำให้ จิตนิ่ง น เกิด จาก การ ปฏิบัติสม ถ ภาวนา พวก นี้เป็น โลกิยอภิญญา หูทิพย์ พิจารณาวิเคราะห์วิจัย ทั้งสุต มยปัญญาและจินตามยปัญญา ตาทิพย์ รู้ใจคน เป็น โล กิ ยอภิญญา ทุก ท่านในห้อง นี้สามารถ เรา ทุกคนเคยคุ้นกัน เพราะเราได้ ผ่าน การศึกษา จากสถาบัน ต่างๆ มา แล้ว นั่นเป็นปัญญา ๒ ตัว ที่เรา ได้ ทำ มา แล้ว ปฏิบัติและ เข้าถึงได้ ถ้า ท่านเชื่อและ ทำได้ ตรงตามเงื่อนไขของ ๖๕๐ ปัญญาอีก ตัว ที่สูงสุดและ เป็นสุดยอด ของปัญญา คือ กัลยาณมิตรใน ทาง ธรรมได้ บอกกล่าว ภาวนามยปัญญา เกิด จาก การพัฒนา จิตใจให้ สงบ คือ นิ่งเป็น ส่วน ปัญญาสุด ยอดที่ พระ พุทธะ มอบไว้ให้แก่ชาวโลก คือ วิปัสสนาญาณ เป็นโลกุต ตร ปัญญา จะเกิดขึ้นได้ต้องผ่านการ สมาธิ วิชาที่ จะใช้พัฒนาปัญญาให้สงบ นิ่งเป็นสมาธิ มีอยู่ใน กลั่นกรองจากไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในขณะที่จิต นิ่งในระดับ ปานกลางที่เรียก ว่า อุปจารสมาธิ แต่ ถ้าชำนาญแล้ว พระพุทธศาสนา คือ สมถกรรมฐาน เอา มาใช้ ประพฤติปฏิบัติ ด้วย ตัว เอง อ่านอย่าง เดียว ทำไม่สำเร็จ ต้อง มาใช้ ภาคปฏิบัติ ในระดับสมาธิ ขั้นต้น แค่ ขณิกสมาธิ ก็สามารถจะพิจารณา ผัสสะ ภาคทฤษฎี อย่าง เดียวทำ ไม่สำเร็จ นั่นเป็นการพัฒนา จิต ให้ สงบ ที่เกิดขึ้นในจิตให้เห็นเป็นไป ตาม กฎไตรลักษณ์ได้ เมื่อ ใด ก็ตาม ให้ นิ่งเป็น สมาธิ ผัสสะ เข้าถึงความเป็น อนัตตา ปัญญาเห็นแจ้งในผัสสะนั้น จะ เกิดขึ้น หนึ่ง ผัสสะถัด มาเกิด ขึ้นใน จิตขณะนิ่งระดับ อุปจาร สมาธิ วิชาที่สองที่สำคัญมาก เป็น บ่อเกิดแห่งปัญญา เห็น แจ้ง เรียก ว่า วิปัสสนา กรรมฐาน เป็น วิชาเอกของโลก ใคร เข้าถึงได้ แล้วเรา พิจารณา หรือดู ตาม ความเป็น จริง จน มันตับไป (อนัตตา ) จะ เกิดปัญญาตัวที่สาม (ภาวนามยปัญญา) เป็นภาคปฏิบัติ ปัญญาเห็น แจ้งในผัสสะที่สอง ก็เกิดขึ้น ทำอย่างนี้เรื่อยๆ ไปจน เกิดจากการ ทำ จิต ให้ นิ่ง แล้วทำ จิตให้เกิดปัญญาเห็น แจ้ง สมถะ กระทั่ง จิตประภัสสร รู้เท่าทันสิ่งกระทบทั้งหมดตาม ความเป็นจริง อย่างเดียวจิตนิ่ง ถ้า นิ่งจนเป็นสมาธิ สูงสุดเกิด ฌาน ฌาน ๑ ถึง
รว ม รส บ ท กรรม วิ ถี สู่ อ า ร ย ะ ด ร. ส น อ ง ว ร อุไร แล้ว จิต จะ ปล่อย วาง ผัสสะ ต่างๆ จิตเข้าถึงความ วางใจเป็นกลาง (อุเบกขา) ได้ การเข้าถึงความเป็น อริยชน นั่นคือปัญญาเห็น แจ้ง ปัญญา ใน ที่นี้หมายถึง วิปัสสนา ทำได้ โดยการพัฒนาสุตม ยปัญญาและจิน ตามยปัญญา ญาณ ท่านใด หาก ได้ สั่งสมคุณธรรม คือ อริยทรัพย์ทั้ง ๗ ประการ นี้ ให้ มากขึ้น ทำ ไอคิวให้ สูงขึ้น ใช้ ไอคิวไป ประกอบอาชีพ หาเงิน ให้เกิดขึ้นในจิตใจชื่อว่า บุคคลนั้นเป็นผู้มีทรัพย์ ภายในเมื่อมีทรัพย์ ทอง ทรัพย์สมบัติต่างๆ มา ประดับ ตัว ตน บริโภคใช้สอย ก็ทำได้ ง่าย ๒๕๓ ภายในแล้ว ทรัพย์ ภายนอกแทบ จะไม่มีความ หมายเพราะ ทรัพย์ พวกนี้จะใช้ปัญญา ไอ คิวบวกด้วย อารมณ์นำทางให้กับ ภายนอกใช้ได้ แค่เลี้ยง ปาก ท้อง เลี้ยง ครอบครัวไม่ให้เดือดร้อน ชีวิต พวกนี้จึงมีทั้งสุขและ ทุกข์ เมื่อใดใช้ปัญญา ทาง โลกนำทาง แต่ ทรัพย์ภายใน สามารถ นำ ติดตัวไปได้เมื่อตาย ทรัพย์ ภายนอก ให้กับ ชีวิต ชีวิตมีอุปสรรคปัญหา แล้ว เราใช้ปัญญาไอคิวคือ ปัญญา ทางโลกแก้ปัญหากันไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จบ อย่างที่นัก เป็นสมบัติของโลก เป็นสมบัติกำพร้าที่ต้องทิ้งคืน ไว้คู่โลกนี้เอง วิทยาศาสตร์เขาแก้กัน แก้จนเหนื่อย แล้ว ตายจากกันไป ข้างหนึ่ง ท่านที่เรียนแค่สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา และยัง ข้าง ที่ตายก็ คือเรา นั่นเอง ใคร ก็ตามใช้อารมณ์นำทางให้ ชีวิต ชีวิต ย่อมอัป ปาง เช่น พวก ที่ ฆ่าตัวตาย เป็นโรคจิต โรคประสาท เพราะ เข้า ไม่ ถึง ภาวนา ม ยปัญญา จะ ใช้ปัญญา นั้น สั่งสมแต่ทรัพย์ ใช้อารมณ์นำทางชีวิต พระ พุทธะไม่สนับสนุนการ กระทำ เช่นนี้ ภายนอก เช่นมนุษย์สมบัติต่างๆ โลกธรรมต่าง วัตถุ ต่างๆ ในที่สุดวันสุดท้าย ที่เขาจำเป็นต้อง ทิ้งขันธ์ลาโลกเพื่อไปเกิดใหม่ ผู้ที่เข้าถึงความเป็นอริยชน จะใช้ ทรัพย์ ภายนอก ปรนเปรอ สิ่งต่างๆ เหล่า นี้เป็นของกำพร้าต้องทิ้งไว้คู่โลก คนฉลาดหรือ อัตตา ของตัวเองด้วยโลกธรรมและวัตถุ แสวงหาชื่อเสียงตำแหน่ง ยอดคน เช่น อริยบุคคลเขา ไม่สนใจทรัพย์ภายนอก แต่สนใจ สั่งสมทรัพย์ ภายใน มากกว่า
รว ม รส บ ท กรรม วิ ยี่ สู่ อ า ร ย ะ ด ร. ส น อ ง ก ร อุไร ยศ แสวงหาวัตถุ มาตบแต่ง ประดับตัวตน สมัย ก่อนผู้บรรยายที่ ประดับตัวตนด้วยวัตถุเหล่า นี้ แต่ พอเข้าถึง ทรัพย์ภายในได้แล้ว แน่นอน นั่น พวกกามสุข ทั้งนั้นเลย มัน ปลดออก หมดเลย กลายเป็น ของหนัก เป็น ของ มีโทษ ถ้า เรา ผู้ บรรยายตั้งแต่ไปได้ปัญญาตัวที่ สาม มา ทั้งหมดเลย ไปติด อยู่กับโลกธรรม หรือวัตถุแล้ว พระ พุทธะท่านเปรียบเทียบ กามสุข จะ ไป ดูหนังฟังเพลง ท่องเที่ยวที่ มันปรนเปรอ ความสุข เหมือนคนถูกงู พิษ กัด รอวันตายโดย แท้ ดังนั้น พวก ที่ใช้ ทรัพย์ ทางตา ทางหู เลิกหมดเลย ไร้ สาระ ลงทุนแพง และในที่สุดทิ้งเปล่า ภายนอก มา ปรนเปรอ ตัวตนด้วยวัตถุ เรียกว่า พวกอริย ชน พวก แต่ พวก อริยชนเขายังแสวงหา กาม สุข กัน อยู่ ๖๕๕ ท่านลองถามตัวเอง ว่า ท่านยังแสวงหากามสุข ซึ่งมัน มี นี้ แสวงหา ความสุข จากการ เสพกาม คือ ปรนเปรอ ตา หู จมูก ทุกข์ มีโทษอยู่ หรือเปล่า พระ พุทธะ ท่านบอกให้ ลด ละ เลิก ใคร ลิ้น กาย ใจให้หลงติด แต่ ในขณะเดียวกัน กามสุขนี้ก็มีทุกข์มีโทษ ผู้ใดเชื่อ พระพุทธเจ้า แล้วทำ ตามจะมีความสุขจริง ลงทุนแพง แต่อายุ สั้น สุขชั่ว ประเดี๋ยวประดำ ว ชั่วครู่ชั่ว ยาม ใคร บ้างที่ สามารถเข้าถึงความเป็น อริยบุคคล กามสุขมีของคู่คือ กามทุกข์ เราจะเสพสุขประเภทนี้ ย่อม คน บ้า ก็เข้าถึงได้ ถ้าได้พบ กัลยาณมิตร ศรัทธา มี ทุกข์ตาม มา แน่นอน เช่นเรา ต้องการ ทาน อาหาร อร่อย ๆ ก็ ต้อง กัลยาณมิตร ฟัง ธรรม จากกัลยาณมิตร แล้ว ทำ ตามที่ แสวงหา ขับรถไปเสีย ค่าน้ำมันรถ ร้านยิ่งทำ อร่อย คนยิ่ง มาก อาหารราคา แพงด้วย หรืออยากไป ดูหนัง ฟังเพลง บัตรก็ราคา กัลยาณมิตร บอกกล่าว ที่เข้าถึง ความเป็นอริยบุคคลได้ ไม่ ต้อง เป็น พัน มาฟังธรรม วัน นี้เสียเงินไหมครับ (ไม่เสีย) เห็นไหมครับ ตูใคร ดู ครั้งพระพุทธเจ้า ยัง ทรงดำรงพระชน มชีพอยู่ ป ฏา จา รา การ ฟังธรรมเป็นทรัพย์ภายใน นี่เป็นบุญของท่าน เป็น บุญ ของ ผู้ ที่แสวงหาสิ่งนี้มายาวนาน วันนี้บุญให้อานิสงส์กลับมาสู่ ท่าน เสียสามี ด้วยถูกงูพิษกัดตาย ต่อมา เสียลูกอีก ๒ คน กลับ มา ดู สิครับใน ถุงของขวัญ มีอะไร บ้าง ไป ฟัง เพลงไป ดูหนังเสียเงิน
รว ม รส บ ท กรรม วิ ยี่ สู่ อ า ร ย ด ร. ส น อ ง ก ร อุไร ถึงบ้านเสีย พ่อแม่ พี่ไม่มีใครเหลือเลย บ้านใหญ่โต ทั้งหมด สมบัติ ก็ไม่สามารถจำได้ ความ จำ แย่ มาก แต่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ทุกอย่างถูกภัยธรรมชาติ กวาดไปหมด คิดมากจน เป็นบ้าไม่นุ่งผ้า เนื่องจากศรัทธา พระพุทธเจ้า เชื่อและทำ ตาม ทำ เหมือนคนโง่ ๆ ทำ ขาดสติ พอเจอกัลยาณมิตร คือ พระพุทธเจ้า ท่าน เทศน์ แล้ว เช่นเดียวกัน เมื่อ ผมมา บวช แล้วมาฝึกวิปัสสนากรรม เกิดศรัทธา เชื่อและทำ ตาม ป ฏา จา รา เลยสำเร็จเป็น อรหันต์ วิธี ฐาน กับ ท่าน เจ้าคุณโชตกที่คณะ ห้าวัดมหาธาตุฯ ผมไม่ต่างอะไร สำเร็จอรหัตผลของท่านแปลกมาก แสดงว่ามีบุญเก่าสั่งสมมามาก กับคนโง่เลย ท่าน บอกให้ ทำ อะไร ผม ทำ ตาม หมดทุกอย่าง ทำให้ คือ ท่านเอา น้ำ ราดเท้า ไห แรกราด ลงไป น้ำ เปียกเท้า แล้วซึมลง ได้ตาม ที่ ท่านบอก จึง ได้ ดี มีผมได้มาพูดให้ ท่าน ฟัง ใน วัน นี้ ไปในทราย ทรายทูต แห้ง ไป พอไห ที่สองน้ำ ไปได้ไกลหน่อยแล้วก ถูก ทรายดูด หายไปอีกจนแห้ง พอไห ที่สาม ไป ไกลกว่า เดิมแต่ ก็ คน ที่เกิด มา อาภัพ เกิด มา แล้วถูกแม่นำ ไปทิ้งไว้ที่กองขยะ ถูกทรายดูดแห้ง ลง ไป จิต นิ่งและ ตามดูว่ามันเป็นจริงหนอ ชีวิต ก็บรรลุความเป็น อริยบุคคล ได้ ท่านคือหมอชีว กโกมาร ภัจ จ์ แม่ คนตายตั้งแต่เด็กๆ หรือหายไป ตั้งแต่เด็กๆ ที่มี ตายตอนวัย เป็น โสเภณีปฏิเสธลูก ถ้าเป็นลูกผู้หญิงที่เลี้ยงไว้สืบต่อ อาชีพของ แม่ แต่เป็นผู้ชายจึงเอาไปทิ้งกองขยะ ใน ที่สุดด้วยบุญเก่าหนุนนำ กลาง คนก็มี ตาย ตอนวัยชรา ก็มี ชีวิต เป็น เช่นนี้เอง ท่านจึง มี คน เก็บเอาไปเลี้ยง ตอนหลัง ได้ ที่ ด้วยความใฝ่ ไปร่ำเรียนวิชา ปล่อย วางความยึด ติดใน บุคคล ที่ตายไปได้ทั้งหมด ได้ สำเร็จเป็น แพทย์ จาก อาจารย์ทิศาปาโมกข์ เมือง ตัก กสิลา จนสำเร็จและได้ พระอรหันต์ เป็นคน บ้า ที่สำเร็จ พระ อรหันต์ได้ เป็นแพทย์ประจำพระพุทธองค์ เป็น แพทย์ ประจำ พระเจ้า พิ ม พิ สาร คน โง่ ล่ะ.. เข้าถึงความ เป็นอริยบุคคลได้ ไหม دی สำเร็จได้ เช่น พระจุฬปั ณา ก ท่านเป็นยอดของคนไม่ฉลาด สอนแล้วสอนอีก ที่ท่องบ่นม น ตราไม่ได้ คาถา บทสั้น ๆ ท่องแล้ว และกษัตริย์อีก หลายองค์ สมมติเรียก กัน ว่าหมอเทวดา นี่ขนาดคน ที่ถูกปฏิเสธทิ้งไว้กอง ขยะ ยัง พลิกวิกฤติ มา เป็น พระโสดาบันได้
รวม รสบท ธรรม วิ ถ สู่ อ า ร ย ะ ดร. ส น อ ง ว ร อุไร นอกจากนี้โสเภณีที่ยังเป็นอริยบุคคลได้ เช่น อัมพปาล นั่นไง เป็นโสเภณีประจำ แคว้น วัชชี่เมืองเวสาลี ตอนหลัง มีลูกชาย อดีตจึงไม่สำคัญ สำคัญที่ปัจจุบัน เมื่อเข้าสู่ความเป็น ๑๕ . อริยบุคคลได้ จะอยู่กับทุกข์ โดยไม่ทุกข์ เพราะ รู้เท่าทัน ทุกข์ คนที่ ลูกได้ บวชเป็น พระ ปฏิบัติธรรมจนได้เป็น พระ อรหันต์ แล้ว เป็นทุกข์ หากได้ยิน ได้ ฟัง ลอง พิจารณาดูว่าความทุกข์ ที่เกิด กับ ตัวเอง ทั้ง ทุกข์ กายทุกข์ใจ มันเกิดมาจากเหตุที่ ทำ ไว้ในอดีตใช่ไหม มาโปรดโยมแม่ เมื่อแม่เกิด ศรัทธาเลิก อาชีพโสเภณี แล้วมาบวช แล้วจิตของเรา โง่เองที่ไประลึกถึง อดีต ที่ไม่ดี จึงทำให้เกิด ทุกข์ เป็นภิกษุณีได้ ประพฤติปฏิบัติธรรมแล้ว ได้เป็น พระอรหันต์ ใน ที่สุด คน ฉลาดไม่ อาลัยอาวรณ์ถึง อดีต ไม่เพ้อฝัน ฟัง ไป อนาคต ๑๕๘ จัณฑาล ก็เป็น อริยบุคคลได้ เจ้าฟ้ามหา กษัตริย์ ที่เป็น แต่เขาอยู่กับปัจจุบัน ปัจจุบันมีเรื่องดีๆ ให้ ทำ อีก มาก วันนี้ท่าน อริยบุคคลได้ เจ้า ชายต่างๆ ของกบิลพัสดุที่เป็นอริยบุคคลได้หรือ แม้กระทั่ง พระราชา เช่น พระเจ้า พิม พิสารก็เป็น อริยบุคคลตั้งแต่ มาฟังธรรม ดีทุกอย่างเลย ไม่เห็น มีทุกข์อะไร ไม่มีความชั่วอะไร ยังเป็น ฆราวาส อยู่ ตายแล้วไป โอปปาติกะเป็นเทวดาอริยบุคคล เดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่บนสวรรค์อยู่สูง จากเราชั้นเดียว (จาตุมหาราชิกา) لے لے แม้ กระทั่ง ช่าง ตัดผม ปุโรหิต มหาอำมาตย์ ต่างๆ เหล่านี้ เลย มี แต่เรื่องดีๆ งาม ๆ นี่คือคนฉลาด พัฒนา จิตให้ มีสติ ดึง ต่าง สามารถพัฒนา จิตวิญญาณ จนเข้า สู่ความเป็นอริยบุคคลได้ จิตเข้ามาสู่ ปัจจุบัน อยู่กับ ปัจจุบันแล้วดีเอง แต่บางคนปล่อยจิต ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นอดีต เป็นอย่างไร ไม่สำคัญ สำคัญที่ ว่า ใน ฟังไป สู่ อนาคต ทั้ง ที่มัน ยัง มาไม่ ถึงก็เพ้อเจ้อไปถึงอนาคต ต้อง ปัจจุบัน นี้เรา ได้ พบเจอ กัลยาณมิตรใน ทางธรรมไหม ถ้าได้ พบ ตั้งจิตกลับ มาสู่ปัจจุบัน ถ้า ฉลาดสุด ๆ อย่าให้จิต ออกไป นอก ตัว กัลยาณมิตรใน ทาง ธรรมแล้ว เกิด ศรัทธา ฟัง ธรรม จาก ท่าน แล้ว ให้อยู่ ใน ตัวตลอดเวลา หากเราทำให้จิตอยู่ในตัวไม่ออกไปหา ทำ ตาม ความเป็นอริยบุคคลอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม มิได้เป็นได้ เรื่องนอก ตัวได้ รับรองไม่มีปัญหาเลย คนที่ ขาดสติมัก ปล่อยจิต ออกไปอยู่นอกตัว ธนาคาร ก็เร่งรัด หนี้ เพื่อนคนนั้นก็ ทวงหนี้ คน นี้ก็ราวเรา ทุกข์แสน สาหัส
รวม าสบ ท รรม วิ ถ สู่ อ า ร ย ะ ด ร. ส น อ ง ว ร อุไร แต่ ถ้าจิตอยู่กับตัวได้ อยู่ กับ ปัจจุบันได้ ถ้าจำเป็น ต้องตาย บุคคลที่จะ สามารถบรรลุ ความเป็นอริยบุคคลได้ ต้อง ด ลงขณะนี้ สุคติเป็นที่ หมายได้เพราะ ไม่ ทุกข์เลย นั่นคือ มี สติ เป็น ผู้มีทานบารมีสั่งสมอยู่ในจิตใจ อริยบุคคลเป็นอย่าง นี้แหละ ๒. ศีล ศีลสำหรับอริยบุคคล มิใช่ศุ ล กาย ศีลวาจา แต่ เหตุ ที่ทำให้ เข้าถึง ความเป็น อริยบุคคล เป็นศีลที่คุมใจ สิงสถิตอยู่ในจิตใจ จึงจะ ปฏิบัติสมถะและ วิปัสสนา 530 ๑. ทาน เป็นพื้นฐานของคุณธรรม มีอยู่ในบุญกิริยา วัตถุ ๑๐ วัน นี้ได้ทำ แล้ว ทุก ท่านทราบหรือไม่ ว่า ท่านได้ ให้ ทาน ให้ กรรมฐานได้ ทำให้ไป สู่ความ หลุดพ้นเป็น อริยบุคคลได้ คือต้อง ลง คุมใจให้ มีความเป็น ปรกติ โอกาส ผู้บรรยายได้สร้าง และสั่งสม บารมี การให้โอกาส การให้ ความร่วมมือ การให้วัตถุสิ่งของปัจจัย การให้ปัญญา เช่นผม ท่านเจ้าคุณโชดก เคยสอนผู้ บรรยาย ไว้ ตอนไป ฝึก กับ ให้ ปัญญา ท่านเป็นทาน ต่างๆ เหล่า นี้ ใครทำ ทานได้สม่ำเสมอ ตลอด จน การให้อภัยเป็น ทาน คนไหนว่าเรา นินทาเรา ต้องให้อภัย ท่านที่วัดมหาธาตุฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ท่านบอกว่า ถ้าคลไม่ ช่าง มันเถอะ ช่าง มันเถอะ หากทำได้ แล้ว จะ เกิดเป็นเมตตา ซึ่ง ลงคุมใจ ปฏิบัติธรรมอย่างไร จิตก็เข้าสมาธิ ไม่ได้ ตอนนั้นผู้ เป็น บารมี ตัว หนึ่ง บรรยายที่ทำตัวเป็น คนโง่ จบ ปริญญาเอก แต่ทำตัวเป็นคนโง่ ทาน สามารถทำได้ หลากหลาย ขอให้เราได้ พบกัลยาณมิตร ชี้ ทางให้เรา เรา เชื่อ แล้วทำตาม ทานเกิดกับเราง่ายๆ แล้ว เชื่อท่านแล้วทำ ตามแล้วก็ได้ ดีจริงๆ ศิลคุม ใจไม่ได้ อยู่ที่วาจา สั่งสมอยู่ในใจ เป็นบารมีตัวหนึ่ง ไม่ได้อยู่ที่ กายดังที่ผู้มิได้ ปฏิบัติธรรมเข้าใจกัน ท่านลองพิจารณา ดู เอง เถอะว่า ขณะที่ ท่านนั่ง นิ่ง กาย เป็นศีล วาจา เป็นศีล แต่ใจติ ตจะ ฆ่าเขา คิ ต จะคอร์รัป ชั่ น อย่าง นี้ประพฤติปฏิบัติธรรมไม่สำเร็จแน่นอน ดังนั้น ศีลของ พระอริย บุคคลต้องอยู่ที่ใจด้วย ถ้าอยู่แค่กาย อยู่แค่ วาจา ก็ ไม่ใช่ เช่นคน
รวม รสบท ธรรม วิ ยี่ สู่ อ า ร ย ะ ด ร. ส น อ ง ก ร อุไร หนึ่งไปรับศีลสมาทาน ศีล มาแล้ว เย็น นี้ไปตั้งวงเหล้า กัน ลาศีล ตอน เย็น เรียกว่า สีลพตปรามาสคือลูบๆ คลำ ๆ ศีล อย่างนี้ นี่เพราะ ท่านมี ทานและ ศีลเป็นพื้นฐาน ศีลทำให้ใจ สะอาด ๑๖ ง ประพฤติปฏิบัติธรรมไม่สำเร็จ เข้า สู่ความเป็น อริยบุคคลไม่ ได้ ทานทำให้ ใจ มีบุญที่จะรองรับสิ่งที่ดีงาม เมื่อตั้งใจอะไร แล้วก็ ๓. อธิษฐาน วัน นี้ ท่าน มีศีล แล้ว ทำ ทาน แล้ว สอง ตัว สำเร็จ อย่างที่ได้ ตั้งใจไว้ นี้เป็น พื้นฐานใช้ อธิษฐาน ในสิ่งที่ไม่เป็น กิเลส สิ่งที่ดีงาม ท่าน มีคนหนึ่ง อธิษฐานในทางลบ แช่งคนอื่น นั่นเรียกว่า ๖๖๓ สามารถทำได้ และจะ พบกับความสำเร็จ พระองค์หนึ่ง ปัจจุบัน สาปแช่งเพราะ ทำให้คนอื่น วิบัติ ถ้าอธิษฐาน ต้องเป็นไปใน ทาง ท่านอายุ ๑๐๘ ปี ตอนที่ ผู้บรรยายไปสนทนา ธรรม กับ ท่าน บวก ทาง งามจึง จะเรียก ได้ ว่าเป็นการ อธิษฐาน ตอนนั้นอายุ ๑๐๕ ปี สติสมบูรณ์ไม่มี หลงลืมเลย 4. กัลยาณมิตร ใน ยุคนี้สมัยนี้ถือว่าจำเป็น ถ้าเป็นใน สนทนา กับ ท่าน ถึง พระองค์ หนึ่ง ที่ไปพบท่าน ผม ถาม ยุค พระพุทธเจ้า นั้น บาง ท่านก็บรรลุ ธรรมด้วยตัวเองเช่น พระ ท่านว่า พระองค์ นั้น มา พบท่านได้อย่างไร ท่านตอบว่า ตอน แรก ปัจเจกพุทธะ แต่ มี น้อย แม้ กระทั่งในสมัย พุทธกาล คนที่มีจิต สงบมา ยาวนานยังไม่บรรลุธรรมเลย ต่อเมื่อได้ ฟัง ธรรมจาก ให้คนไปนิมนต์ เนื่องจากจะมีงานสำคัญ แต่ พระองค์ นั้นปฏิเสธ พระพุทธเจ้าซึ่งเป็น กัลยาณมิตร ในทาง ธรรม บอกกล่าวแนะแนว ทาง หลุดพ้นออกไป ได้โยนิโสมนสิการ พิจารณาโดยแยบคาย ก ไม่มาร่วมงาน ท่านก็ มา นึกในใจ แค่ นึกนะ ยังไม่ทันอธิษฐานเลย สามารถบรรลุความเป็น อริยบุคคลได้ แต่ มีส่วน น้อยที่เรียน รู้ ด้วยตัวเอง เช่น หลวงปู่มั่น แบบนี้ มี น้อย หรืออย่างเจ้าชาย แค่ นึก ว่าตั้งแต่ บวช พระมา หวัง จะ ได้ พระ นิพพาน อย่างเดียว ตั้ง สิต ธั ต ถะ แต่ แรกท่านก็ไป หา อาจารย์ อุทกดาบสกับ อา ฬา รดาบส แต่บวช มา อธิษฐาน อะไร แล้วไม่ได้ไม่เคยมี หลังจากส่งคนไป เรียนวิชาแห่งความ หลุดพ้น แต่เรียน จนจบแล้ว ยังไม่หลุดพ้น นิมนต์พระองค์นั้นไม่ มา ท่านก็มานึกอย่างนี้ ในที่สุด.. พระองค์ นั้น มาเอง มาร่วมงานโดยไม่ ต้อง นิมนต์
วม รสบท รรม วิ ยี่ สู่ อ า ร ย ะ ด ร. ส น อ ง ก ร อุไร ท่านจึงรู้ ว่า ไม่ใช่ทาง จึงมา แสวงหาความรู้และปัญญาด้วยตัวเอง ใช้เวลา แสวงหาอยู่นานถึง ๖ ปี อยู่ในป่า ไม่ได้อยู่ในห้องสมุด แปลได้ความว่า “ธรรมเหล่าใดเกิด แต่เหตุ พระตถาคต ใน ที่สุดก็ได้ ปัญญา ตัวที่สาม สามารถนำ ไปสู่ ความหลุดพ้น ได้ ซึ่ง น้อยคน นัก ที่ จะทำได้ อย่าง นี้ แต่เจ้า ชาย สิ ท ธั ต ถะทำได้ ตรัสเหตุ และ ความดับ แห่งธรรมเหล่า นั้น พระมหาสมณะมี เนื่องจากสั่งสมอบรมบารมี มายาวนาน จน บารมีเต็ม ปรกติ ตรัส อย่าง นี้” 924 ๕. โยนิโสมนสิการ ในครั้ง พุทธกาล อุปติส สะกับโกลิตะ เป็น พราหมณ์หนุ่ม เป็นเพื่อนกัน เป็นกัลยาณมิตร ที่ดีต่อกัน มี อุป ติส สะได้ยิน คำ ตอบ แล้ว จึงโยนิโสมนสิการ เกิดความ ๑๖ อยู่วันหนึ่งอุปติสสะ เข้าไปในเมือง ได้ เห็นพระสงฆ์สาวก ของ พระ บ ผู้มีพระภาคเจ้า องค์หนึ่ง คือ พระอัส ส ชิ เดินบิณฑบาตอย่าง เห็นแจ้ง ใน จิต ได้ บรรลุธรรมเบื้องต้นเป็น พระโสดาบัน จริงตามนั้น สำรวม สงบเสงี่ยม แค่ ตาเห็นเท่านั้นเองอุปติสสะก็เกิด ความศรัทธา เมื่อจิตนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นล้วนต้องดับไป ฝนตก แล้วหยุด หยด จึงเดินตาม และได้ ปลา ดอาสนะ ให้ พระ สงฆ์องค์ นั้น เมื่อฉัน สุดท้ายหมด ดับไป ความโกรธที่เกิดขึ้น ใน ใจ สุดท้ายก็ตับ ทุกสิ่ง ภัตตาหารเสร็จ ล้างบาตรเสร็จแล้วก็ได้ นั่ง สนทนา ธรรม กัน ดับลงไป ท่านอุปติสสะเห็น จริงตาม นั้น จึง ได้ มาเล่าให้เพื่อนคือ โก ลิตะฟัง เพื่อนได้ ฟังแล้วโยนิโสมนสิการ ก็บรรลุเป็นโสดาบัน อุป ติ สสะ ถาม พระ อัสส ชิว่า ศา สตา ของ ท่านเป็นใคร สอน ว่า อย่างไร อีกเช่น กัน พระ อัส ส ชิ ตอบ ว่า ยุคนี้สมัยนี้ก็เกิดขึ้น ได้ ขอเพียง แต่ ให้จิตนิ่งเป็นสมาธิ “เย ธมมา เหตุปปภวา เตส์ เห ต์ ต ถา คโต เตสญ จ โย เป็นพื้นฐาน ของจิตใจ แล้วท่านจะโยนิโสมนสิการ ได้ ง่าย ท่านจะ นิ โรโธ จ เอว วาที่ มหา สมโณ ” มี ดวงตาเห็น ธรรมได้ ง่าย ตอน นั้น พอ ท่าน อุป ติส สะและ โก ลิ ตะ ได้ บรรลุ โสดาบันแล้ว ท่านทั้งสอง ได้ ไปขอบวชกับ พระพุทธเจ้า เป็น พระอัคร สาวก พระมหาโม ค คัล ลา นะและ พระสารีบุตรนั่นเอง ๗. จิตตภาวนา คือ การ ทำ จิตให้เจริญ หรือ พัฒนาจิต
รว ม รส บ ท กรรม วิ ถ สู่ อ า ร ย ะ ด ร. ส น อ ง ว ร อุไร ที่ ไม่ค่อยนิ่ง ไม่ค่อย มีสมาธิรับ สิ่งกระทบไม่ทัน เพราะ ขาดสติ เรา ในขณะที่วิทยาศาสตร์ หรือ ศาสตร์ แขนงต่างๆ ในโลก ให้ ดวง ก็ ไปพัฒนา ให้มีสติมากขึ้น เมื่อมี สติมากขึ้น จิต ก็ ยิ่ง มีความตั้ง ไป ดู ข้างนอก ว่าความจริงต่างๆ เป็นความ จริง ที่เป็นสภาวะ คือ มั่นเป็นสมาธิมากขึ้น เรียกว่าจิตพัฒนา แล้ว แต่ ยังไม่เต็มที่ ต่อ เป็น จริงชั่วคราว พอ กาลเวลา ผ่านไปก็ต้องศึกษากันใหม่ ด้วยเหตุ นี้ มาจิตก็จะได้พัฒนาภาวนา มยปัญญาให้เกิดขึ้น เมื่อผู้ใดเข้าถึง สิ่งต่างๆ ที่เกิดโดยใช้สุตมยปัญญา และ จิ น ตาม ยปัญญา คิด จิตนิ่ง และเข้าถึงปัญญา เห็นแจ้งได้ แสดงว่าจิต ท่านพัฒนา แล้ว ประดิษฐ์หรือ แก้ปัญหา แก้ ได้ ชั่วคราวไม่ ได้ แก้ถาวร ประดิษฐ์ อย่าง สมบูรณ์ สิ่งของเครื่อง ใช้ ต่างๆ ในที่สุด กี่ล้าสมัย แต่ความจริงในทาง ๖๖๖ พระพุทธศาสนา ถ้าเราได้ปัญญาเห็นแจ้ง เห็นถูกตรงตามที่ ทั้ง ๗ ปัจจัยนี้ คือ สิ่งนำ ไป สู่ความเป็น พระ อริยบุคคล เป็นจริง ความ จริงตัวนี้เรียก ว่า ปร มัต ถสัจจะ พูด วัน นี้จริงวัน นี้ ไม่ยาก เพียง แค่ขอให้ ศรัทธา นำ ตัวเข้าหา กัลยาณมิตร ฟังธรรม อีกร้อย ปี พันปีก็ จริง เหมือน ธรรมะของ พระพุทธเจ้า สองพัน ห้า จาก ท่าน แล้วโยนิโสมนสิการ แล้วปฏิบัติ ตาม คำ แนะนำ นั้น ร้อยกว่า ปี แล้ว ยังเป็นความ จริง ไม่มี การ ล้าสมัย วิธีตรวจสอบความเป็น อริยบุคคล ผมไม่เชื่อจึงไปบวชและไป พิสูจน์ ออก จากวัดมา ๓๐ ปี แล้ว พยายาม หาที่ ผิด พลาดใน คำ สั่งสอนของ พระ พุทธะ ยัง หา ไม่พบ ต้อง ดูตัว เอง พระ พุทธะ ไม่เคยสอนให้ไป ดูข้างนอกเลย จึงเรียก ว่าเป็นปร มัต ถสัจจะ คือ ความจริง ขั้น ปรมัตถ์بيขั้นสูงสุด กลับมาดูข้างใน เช่นเดียวกัน ผู้บรรยายเคย ไป ฝึกที่วัด มหาธาตุ เจ้าคุณโชดก ไม่เคยสอนให้ไป ดูข้าง นอก ตูคนนั้นตูคน นี้ ดูสิ่งนั้น หนังสือ ที่คณะศรัทธาชมรม กัลยาณ ธรรมได้ พิมพ์แจกใน ดูสิ่งนี้ ไม่เลย แต่ ให้ ดูใจตัว เอง ธรรมะของพระพุทธเจ้าสอนให้ดู วัน นี้เป็นอมตะ อีก ร้อย ปี พันปีไม่ ล้าสมัย มี หนังสือเล่ม หนึ่ง มี คน ข้างใน มาขอซื้อลิขสิทธิ์ ผม ถามทีมงาน ว่ารู้ไหม ว่าทำไมเขา จึง ขอซื้อ อีก ๑๐ ปี ล้าสมัยไหม ไม่ ล้าสมัย อีก ๑๐๐ ปี ล้าสมัยไหม
รวม าสบ ท รรม วิ ยี่ สู่ อ า ร ย ะ ด ร. ส น อ ง ก ร อุไร ไม่ ล้าสมัย อีก พันปี ก็ ไม่ ล้าสมัย นี่แหละเขา จึง อยาก ซื้อ เพราะ ๑. ถ้า ตราบใดเรา ยังเห็น ตัวตนนี้เป็น ของเรา ยัง ละไม่ ได้ มันเป็นอมต ธรรม แต่ ถ้าเมื่อใดเห็น ว่า ตัว นี้ไม่ใช่เรา นั่น ละสักกาย ทิฏฐิละ ความ ทุก ท่าน ที่มาลง ทะเบียนแล้ว เข้ามารับ ฟังในวัน นี้ จึง เป็น ถือ ตัว ถือ ตนได้ ผู้มีโชค ไม่เกิดโดย ความบังเอิญเลย ถ้า ท่านอยากรู้ว่าทำไมไม่ บังเอิญ ท่านต้อง พัฒนาจิตให้เข้าถึงปัญญา ตัวที่ สามให้ได้ ๒. วิจิกิจฉา ถ้าได้ปัญญาที่ สามเข้าถึงความเป็นอริย ๑๖๐ บุคคล แล้ว เรา ไม่สงสัยใน พระพุทธ พระธรรม และ พระ สงฆ์ ๑๖๘ แล้ว ท่านจะรู้ เอง ด้วยเหตุนี้ เมื่อผมเห็นใครจึงรู้ว่า เป็นของเก่า เป็นของบริสุทธิ์ จริง ของที่จริง ไม่ล้าสมัย ถ้าเอาพระธรรมเข้า เพื่อนเก่า ทั้งนั้น รู้ได้ด้วยจิตที่แจ่มชัด เกิดปัญญาเห็นแจ้ง รู้ทั้ง มาไว้ ในใจได้ จะ แก้ ทุกข์ได้จริง พ้น ทุกข์ ได้ จริง อยู่ กับ ทุกข์โดยไม่ ทุกข์ได้ จริง ทั้งเชื่อ ว่า พระอริยสงฆ์สาวก ของ พระ พุทธะมี จริงใน มนุษย์ รู้ทั้งเทวดา รู้ทั้ง สัตว์ ที่เวียน ตายเกิด ใน วัฏสงสาร ถ้าเข้า ปัจจุบัน เพราะท่าน นำ ธรรมะ ของ พระ พุทธะ มา ไว้ในใจท่าน ท่าน สามารถเป็น อริยสงฆ์ให้เรา ดูด้วยตาเห็นได้ คือละความ ถึงแล้วจะรู้เอง อย่างเช่นท่านเจ้าคุณ อาจารย์ (เจ้าคุณโชดก) รู้ สงสัยใน พระรัตนตรัยได้ ว่า ผมจะหนีท่าน ท่านรู้โดย ที่ผมยัง ไม่ ได้ พูดเลย ไปทำอะไรที่ ๓. มีศีลมั่นคงในใจ คือละ ล พ ต ปรามาสไต้ ตรงข้าม ลับตาท่านบอก ได้ หมดเลย นี่คือสุดยอดของครูบาอาจารย์ที่เป็น กับ ปุถุชน สมาทานศีล ๕ มา แล้ว แต่ พอ เวลา ผ่านไป ถือ ปฏิบัติ ศีล ไม่ครบ ๕ อย่าง นี้เรียกว่า สี่ล พ ตปรามาส ถามใจตัวเองว่า สังโยชน์ กัลยาณมิตรใน ทาง ธรรม ทั้ง ๓ ตัว นี้ หายไป จากใจ หรือ ยัง ถ้า มันอันตรธาน หายไปจาก ตรวจ สอบตัวเอง กันเถอะ ใจของเรา นั่นคือ อริยบุคคลชั้นต้นมีจิตเข้าถึงความเป็นโสดาบัน ถ้าเรา ละกิเลส ที่เป็นเครื่องผูกมัดใจสัตว์ (สังโยชน์) เบื้องต้นทั้งสามได้ คือเราได้เข้าถึงความเป็น อริยบุคคลขั้นต้น (โสดาบัน)
รวม รสบท รรม วิ ถ สู่ อ า ร ย ะ ด ร. ส น อ ง ว ร อุไร 4. กามราคะ ดู ว่าลดลงไหม ๕. ปฏิฆะ คือความ ขัดเคืองใจเบา ลงไหม เวลาใคร มา และแต่งงาน กับลูกสาวเศรษฐี ทั้ง สามีภรรยาต่างละสังโยชน์ได้ ၈၄ ทำให้เราทุกข์ใจ ขัดเคืองใจ ถ้า สองตัว นี้เบาบางลง รวมกับ ๓ ตัว ห้า ตัวเหมือน กัน เมื่อ ฆราวาส อนาคามี มาเจอกัน พ่อ แม่ให้ แรก ที่ ละ ได้ (สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา ล พ ต ปรามาส) จะเลื่อน ฐานะ ความเป็น อริยบุคลลขึ้นสูงเป็น อีกระดับหนึ่งที่ เรียก ว่า แต่งงานกัน เพื่อจะ ครอบครองสมบัติเศรษฐี ท่านอยู่กันเหมือน ๖๗๐ พระ ส กิ ทา คาม เพื่อน เพราะหมดกามราคะ หมดปฏิฆะ หมดทั้ง ห้า ตัว แล้ว ท่าน แต่ ถ้าเมื่อไหร่ ปฏิฆะ ความ ขัดใจ ไม่ เกิดเลย ใครจะ แกล้ง ต่าง มา พิจารณา ว่าสมบัติต่างๆ ที่มี มากเปรียบได้เหมือนขยะ ทั้งนั้น จะด่า จะ ว่าอย่างไร ไม่มี ความชัดเคืองใจเกิดขึ้นเลย และ กาม ราคะ หายไปเป็นศูนย์ เป็น ของหนัก ต้องแบกไป ท่าน ปิ บผลิ จึงยก สมบัติให้ ภรรยา เพื่อ นั่นคือสภาวะของจิตใจเลื่อน ระดับเป็น อริยบุคคลขั้นที่ ๓ ออกบวชเพราะเห็น ทุกข์เห็นโทษของมนุษย์สมบัติ มีเนื้อที่ทำไร่ ที่เรียก ว่า พระอนาคาม นาอยู่ประมาณ ๒๐๐ ตารางกิโลเมตร รวยมาก มี บริวารเป็น ในครั้ง พุทธกาลมีเศรษฐีสองคนเป็นพราหมณ์ ชื่อว่า ร้อยคน แต่ภรรยา ท่านก็ มีจิตใจสูง เห็นทุกข์เห็นโทษ ของ สมบัติ ต่างๆ จึงยกให้ บริวาร และไปออกบวชเช่นกัน มองเห็นมนุษย์ ปิ บ ผลิมาณพ ท่าน มีภรรยาชื่อ ภัทท กา ปิลา นี้ ท่านทั้งสองพัฒนา จิตใจตนเอง โดย ที่ยัง ไม่ ได้ พบกับพระพุทธเจ้า จน ละสังโยชน์ ห้า สมบัติเป็น สิ่งไร้ ค่า ตัว แรกได้หมด คือ ละ สักกาย ทิฏฐิ ละวิจิกิจฉา ละ ล พ ตปรามาส ปิป ผลิมาณพ และภัททกาปิลานี้ ซึ่งเป็นเศรษฐี ทั้ง คู่ ละปฏิฆะ ละกามราคะได้ ท่าน ปิ บ ผลิได้รับ มรดก จากบิดา มารดา ยัง ปฏิเสธ มนุษย์ สมบัติ ปิ ปผลิ มาณพต่อ มา คือ พระ มหา กั ส ส ปะ ซึ่งเป็น พระมหาสาวกอันดับ สามใน บรรดาพุทธ สาวกหลัก ที่ทำงาน ให้ กับ พระ ศาสนา ท่านเป็น ประธานใน การ ทำ ปฐม สังคายนา พระไตรปิฎก หลัง พุทธ ปรินิพพานไม่ นาน ในสมัย ที่ยังเป็น ฆราวาส ได้ ปฏิเสธมนุษย์สมบัติ เพราะจิตวิญญาณบรรลุสู่ความ
รวม าสบ ท รรม วิ ถ สู่ อ า ร ย ะ ๑ ด ร. ส น อ ง ว ร อุไร نمو ทุกข์ มีโทษ ในอดีตชาติเราเคยเป็นกษัตริย์ มาแล้ว ไป ตัดสิน เป็น พระ อนาคามีตั้งแต่ ยังเป็น ฆราวาสครองเรือน ต่อ มาได้รับ ประหารชีวิตอย่างที่พระ บิดาทำ อยู่นี้ เราต้องตก นรก ยาวนานถึง พุทธเมตตา บวชเป็น พระสงฆ์และ ได้ พัฒนาจิตวิญญาณเข้าถึง ความสูงสุดใน พุทธ ศาสนา แปดหมื่น ปี” อีก ตัวอย่าง คือ พระเต มี ย์ใบ้ ความ จริง ท่านไม่ได้เป็นใบ้ ผู้ที่มีสภาวจิตเข้าถึงความเป็น อริยบุคคลชั้นอนาคามี แต่อธิษฐาน ขอให้ใบ้เพราะอะไร เพราะ เห็นโทษ ของการเป็น พระ หากหมด อายุขัยต้อง ทิ้งขันธ์ ลาโลก จะไปโอปปาติกะเป็น พรหม ๖๗๓ ราชา พระ บิดาเป็น พระเจ้า กรุง พารา ณ สี ตัวท่าน ยังนอนแบเบาะ มีรูปสถิต อยู่ใน ชั้น ใด ชั้นหนึ่ง ของ พรหม ชั้น สุทธาวาสทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ อายุได้ ๑๐ เดือน ได้ ฟัง พระบิดา คือ พระ ราชา ตัดสินประหาร กำลัง ของใจที่ตนได้พัฒนามาในสมัย ที่ยังเป็นมนุษย์ หากอนาคามี ชีวิตโจร เกิดระลึก ชาติ แต่ หน หลังได้ คิด ว่า ถ้าต่อไป ท่านเติบใหญ่ บุคคล มีกำลังใจด้าน ศรัทธา กล้า แข็ง จะไปเกิดเป็น พรหม สุทธาวาส ชั้นอวิ หา มีกำลังใจด้านวิริ ยากล้าแข็งจะ ไปเกิดเป็น ต้องครอง บ้านเมือง แทน พระ บิดา เป็นพระเจ้าแผ่นดินมีโอกาส พรหม สุทธาวาสชั้น อตัป ปา มีกำลังใจด้านสติกล้าแข็ง จะ ไป เกิด เป็น พรหมสุทธาวาสชั้น สุทัสสา มีกำลังใจด้านสมาธิกล้าแข็ง ทำ บาปกรรม ด้วยการ สั่งประหารชีวิตคน จึงขออธิษฐานเป็นใบ้ จะ ไปเกิดเป็น พรหมสุทธาวาสชั้นสุ ทัสสี และ หากมีกำลังใจ ด้าน ปัญญากล้า แข็งจะไป เกิดเป็น พรหมสุทธาวาสชั้นอกนิ ฏฐา พรหม หนวก เปลี้ย ท่าน ทำ อยู่ นาน ถึง ๑๖ ปี พิสูจน์อย่างไร กใบ้ สุทธาวาส ทั้ง ห้า นี้มีโอกาส พัฒนาจิตวิญญาณเลื่อนระดับคุณธรรม หนวกเปลี้ย จนคนนึก ว่าเป็นจริง จึงถูก สั่งให้เอาไปฝัง ทั้งเป็น จนบรรลุเข้าสู่ พระนิพพานได้ใน ที่สุด คน ขับรถม้า พา ไป ฝังที่ ป่าช้าขณะกำลังขุด ดิน พอหลุม สุดท้าย ถ้าเรา ตรวจสอบจิตใจตนเอง จนกระทั่งไม่ติดใน ใหญ่ขึ้น ท่านนั่งอยู่ปากหลุม พูดว่า “สารถี เราไม่ ได้ ใช้ หนวก เปลี้ย เลยนะ แต่เราเป็นอย่างนี้เพราะอธิษฐาน ไว้ ไม่อยากเป็น พระเจ้า กรุง พารา ณสี ต่อจาก พระบิดา เพราะ จักรพรรดิ สมบัติ ม
รว ม รส บ ท กรรม วิ ยี่ สู่ อ า ร ย ะ ด ร. ส น อ ง ว ร อุไร รูปราคะ ไม่ติดใน อรูปราคะ ซึ่ง จะเป็นเหตุให้ต้องไปเกิดเป็น ดังนั้น ความเป็นอริยบุคคล สามารถปิดอบายภูมิ คือไม่ พรหม มีรูป และเป็น พรหมไม่มีรูปก็ไม่เอาแล้ว คือ ความกำหนัดยินดี ต้อง ไปเกิดเป็นสัตว์ในอบายภูมิ และ วิธีสู่อริยะย่อมเกิดขึ้นได้กับ ในการเกิด เป็นรูป พรหมและอรูป พรหม ไม่หลงเหลือติดค้างอยู่ ผู้มีศรัทธามั่นคง ปฏิบัติตามคำ สอนของกัลยาณมิตร จึงเป็น ใน จิตใจ นอกจาก นี้ใน ใจไม่มี มานะ คือละ ความถือ ตัว ถือ ตนได้ ไม่มี เรื่อง ที่ทำได้ และไม่ ล้าสมัย อุทธัจจะคือ ละความ ฟุ้งซ่านได้ ไม่มี อวิชชา คือ ละ ความไม่รู้ จริง ๑. ทั้งหลายเกี่ยว กับโลก และชีวิตได้ รวมสังโยชน์ ทั้ง ๑๐ หาก ๖๗๕ หมดสิ้นไปจากใจ นั่น น่า จะหมายถึง การ บรรลุอรหัตผล เข้าถึง ความเป็น พระอรหันต์ได้ อริยบุคคลจะเฝ้าดูใจตัวเอง ว่า กิเลสที่ผูกมัด ใจ สัตว์ทั้ง ๑๐ อย่างนี้ ยัง มีอยู่ ใน จิตวิญญาณหรือไม่ สิ่งเหล่า นี้ต้องหมั่น ตรวจสอบ ดู ตัวเอง สิ่ง ที่ผูกมัดใจของเรา ไว้ จะค่อยหมดไปที่ละ เรื่อง ๆ จนสามารถละ สังโยชน์ทั้ง ๑๐ ได้ หมดสิ้น ไม่มีงานใดให้ ใจ ต้องทำ อีกต่อไป เรียก ได้ ว่า หมต กิจในพุทธ ศาสนา เมื่ออายุขัย สุดท้ายเวียน บรรจบ จิตคงสละทิ้งซึ่งรูปขันธ์ พร้อม กับ หยุด แสวงหาที่เกิดอีกต่อไป ตามครรลองแห่งธรรมเป็นเช่น นี้
รวม าสบ ท กรรม วิ ยี่ สู่ อ า ร ย ะ ด ร. ส น อ ง ก ร อุไร ประวัติ ผู้บรรยาย ๑๓๖ ดร. สนอง วร อุไร ปฏิบัติธรรมอย่างมอบ กายถวาย ชีวิต ทำให้นัก ၈က พ.ศ.๒๕๑๕ จบ ปริญญา ตรี เกษตรศาสตร์บัณฑิต จาก วิทยาศาสตร์ ต้อง ยอม ศิโรราบต่อปัญญา ของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สาขา โรค พืช พระพุทธะ ซึ่งได้ พิสูจน์ และรู้เห็นด้วยตนเอง ใน พ.ศ.๒๕๑๕ จบ ปริญญาโทเกษตรศาสตร์มหาบัณฑิต จาก อำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ วิเศษแห่งธรรมและกฎ แห่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สาขา เชื้อรา กรรม เพราะ ท่านได้ ญาณอภิญญา ต่างๆ ใน เวลา พ.ศ.๒๕๑๗ จบ ปริญญาเอก สาขาไวรัสวิทยา จากมหาวิทยาลัย ลอนดอน ประเทศ อังกฤษ อันสั้น ท่านอาจารย์จึงเปลี่ยนวิถีชีวิตอุทิศเพื่อ พ.ศ.๒๕๑๗ อุปสมบท และ เรียน วิปัสสนา กรรมฐาน กับ ท่าน ทดแทนคุณของพระศาสนา เผยแผ่พระธรรม แก่ เจ้าคุณโชดก (พระเทพ สิทธิมุนี ป.ธ. ๙ ) ที่คณะ ๕ ย วัดมหาธาตุฯ เวลา ๑ เดือนกับ ๑๓ วัน ที่ ตั้งใจ ทั้ง ฆราวาส และ พระ สงฆ์
รายนาม ผู้ร่วม ศรัทธาพิมพ์หนังสือ รวมรสบทธรรม O ชื่อ -สกุล จำนวนเงิน ลำดับ ลำดับ ชื่อ-สกุล จำนวนเงิน 19 คุณศิริ นันทา กระแสเว ส 5,000 20 คุณปรเมศวร์ พินิจ อักษร 5,000 1 คุณชัยสิทธิ์-คุณธนวรรณ เอกสิทธิพงษ์ 70,000 21 | คุณแม่จำนูญ ฐิ ตะ ฐาน 5,000 2 คุณกาญจนา 24,800 5,000 16,000 22 คุณสมเกียรติ-คุณรัฏ ฐานัฏฐ์ ชาตะ ศิริ กุล 4,700 3 คุณ พิชัย อภิชาต อมฤต-คุณนฤมล คุระซาว่า 13,000 23 ชมรม NS รวมใจ สมาธิ 4,600 24 คุณมานิตย์ 4 คุณ ประ เวทย์ ยังสุขยิ่ง 13,000 คุณพ่อวัชระ-คุณแม่ทองสุก โล ทา รักษ์ พง ษ์ และาO12,000 12,000 คุณสม จิตร ครองมงคลกุล 10,000 25 คุณวราภรณ์ วงศ์พัฒนา สิน 4,500 6 คุณพรทิพย์ จง เร่ง เพียร 10,000 10,000 26 คุณเอกชัย กิจเจริญ 4,500 7 คุณ นรินทร์-คุณ ธีร ประภา เศวต ประวิชกุล 9,500 4,250 9,000 27 คุณปิยะนุช ประโยชน์กุล นัน ท์ 3,500 8 คุณสุ ชิน รัตนศิริ วิไล 8,000 28 ผศ.กนกพร แสงวารี และดร.เสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ 3,300 6,390 29 คุณชนั ญ พัทธ์ อนันต์ ฐา นิต และครอบครัว 3,270 9 คุณปริน ดา ตั้ง วิรุฬห์ธรรม 6,300 30 ผู้ ไม่ ประสงค์ออก นาม 3,120 6,000 31 คุณสุรางค์ วุฒิโสภณ 3,105 10 คุณอรวรรณ มณีโรจน์ ฉาย และครอบครัว 6,000 32 คุณ ประสิทธิ์ ธนสิทธิสมบูรณ์ 3,000 5,000 11 พ.ต.อ.บุญเสริม-คุณยุพดี ศรี ชมพู 33 คุณวรรณา วัฒนา ธิ บ ดี และครอบครัว 12 คุณมาลินี บุญ ชูใจ 13 คุณ สว่าง-คุณมณี ทั่งวั ฒโน ทั ย 34 คุณวีระ ศักดิ์-คุณดารณี ลิขิตเกียรติ กุล 3,000 35 คุณ จิรา ยุ คะรา มะ คำ และครอบครัว 3,000 14 คุณอมรา สินทวีวงศ์ 15 คุณหลิน ร้าน ป.โยชน์ 36 | คุณเล็ก ภูวนพดลสันติ และครอบครัว 3,000 16 ดร.สนอง-คุณ ทวี ศรี วร อุไร 37 คุณ ชัย ยันต์-คุณ นารถ วิภา จัน ตะ ดู ล ย์ 2,958 17 คุณชวิน ยงยุทธ และ ครอบครัว 18 คุณหงสนาถ ประชากิตติกุล 38 คุณ เรขา ลาภพิมพรรณ 2,750
O ชื่อ-สกุล จำนวน เงิน O ชื่อ-สกุล จำนวนเงิน ลำดับ ลำดับ 1,850 1,825 39 คุณเสริม ศรี กฤติพร 2,700 59 | คุณสมฤทธิ์ โตรักตระกูล 1,745 2,400 1,700 40 ผ ศ .ดร.กิตติ โพธิ ปัทมะ 60 คุณจินตนา สงวนดีกุล 1,540 61 คุณปิติมน เอื้อว นิ ชวร พง ษ์ 1,500 41 คุณปานทิพย์ เล่าบุญลือ 2,350 42 คุณธีรวุฒิ ปริญญาสวรรค์ 2,275 62 คุณจินตนา สงวนดีกุล 1,500 43 คุณปฏิญญา จิรัฐติ ยางกูร 2,200 63 คุณ ภิ ญ ญา วั ธน์ 44 คุณอนัญ ญา อุ นะพำนัก 1,500 45 คุณวัชระ-คุณรัตนา-คุณชินก ฤต เมธา พิรุฬห์โชค 2,000 64 อ.จินดา มาสมบูรณ์ 2,000 1,500 46 ทพญ .วิภาพร พร สินศิริรักษ์ 2,000 65 | คุณไกรวิช-คุณศศิ มา จามรมาน 1,500 66 คุณอนันต์ อุ่นอรุณ 1,500 47 คุณอำนวย-คุณสุวิทย์ ลิม ปิสุต 2,000 1,500 2,000 67 คุณศุภ ฤกษ์-คุณสุจิตรา ญาณ เกียรติพงศ์ 1,400 48 พ. ต. อ.โกศล นินบดี 1,340 และ ครอบครัว 1,200 1,200 49 คุณอรกานต์ จันทร์ พง สุทร และ ครอบครัว 2,000 68 | คุณธีร นุช กิจพูนวงศ์ 50 คุณจงจรัส สุ นทรา ภิรมย์ สุข และครอบครัว 2,000 1,200 51 คุณปรีเปมรมหา กนก 2,000 69 คุณ อัคร พล หง ษ์ทอง-คุณ อภิรดี เอกรัตน์ 1,150 52 | คุณสุดใจ จำปา 2,000 70 คุณหมอก โรงพยาบาลเปาโลสมุทรปราการ 53 คุณวิรั ญ ญา ประสพสุข 2,000 71 คุณ อุดม ทยา นา นุภั ทร์ 2,000 54 คุณวิชิต ตั้งสุข นิรันดร 2,000 72 หลวง ตาเขื่อง ติก ข วีโร 55 คุณจันทรา-คุณไพสิฐ มา จา วุ ท ธ 1,980 73 คุณลิ้นจี่ 56 คุณสุเทพ-คุณ หลีฮั ว คน คง สันติ 74 คุณ สุวภัค นาเนกรังสรรค์ 57 คุณเกรียงไกร ดำรงรัตน์ 1,950 75 คุณนิ มล-คุณสุภาพร-คุณรัชนี พร และ 58 คุณพิพัฒน์ ร้านเบญจ พร 1,950 คุณ สุ ฬาวดี พูล ทรัพย์ 76 คุณกอบ กุล เกตุ พิ ม
O ชื่อ จำนวน เงิน O ชื่อ-สกุล จำนวนเงิน ลำดับ ลำดับ 77 พระอัสราวุ ธ อัคร วี โร 1,150 97 คุณ ช อ-คุณ อารีย์ มงคล สวัสดิ์ 1,000 1,150 1,000 78 คุณทอง พันธุ์ พูน สุวรรณ 98 | คุณเศรษฐ์สิทธิ์ ตันทอง 1,000 79 คุณ อัจฉรา สุวพรศิลป์ และ ครอบครัว 1,130 1,000 1,100 99 คุณจิ ตาภา สว่าง ศิลป์ 1,000 คุณประทีป ดวงรัตน์ และ ครอบครัว 1,100 100 คุณ อรุณ อุ ต ตสุร ดี คุณนวรัตน์ ถาวรวงษ์ และครอบครัว 101 คุณอินคำ วงศ์วัฒนา 82 คุณอินทิรา วัฒนเกษม 83 คุณศ ต ฉัน วิสัย จร 102 คุณเร วัตร-คุณ ณัช ชา คุณธนั ท-คุณชาญชัย 84 คุณมณีรัตน์-คุณนพ วรรณ ศรี ชมภู 1,100 คุณ ณั ฐิ ดา-คุณฐนิตา สุวรรณกิตติ 1,000 103 คุณศุภ สิริ อริยวุฒยากร และ ครอบครัว 1,000 85 คุณสมฤทธิ์ โตรัก ตระกูล 1,100 104 คุณธาร ณี ม หั ค คจิตต์ 1,000 86 คุณ ธงชัย เรียนวิริยะ กิจ 1,000 105 คุณชลพินท์ เบญจมณีไพโรจน์ 1,000 1,000 1,000 87 คุณ ธีรวุฒิ ปริญญา สวรรค์ 106 คุณ ณรงค์ฤทธิ์ กิตติวรา พล และ ครอบครัว 1,000 88 คุณ ณัฐ กมล ยิ้ม จันทร์ 1,000 1,000 89 คุณนันท พร สมเจตน์-คุณสกล เอี่ยม สินทรัพย์ 107 คุณ นรินทร์-คุณ ปราณี เอกรัตน์ และครอบครัว 1,000 และลูก ๆ 1,000 108 คุณสมชาย-คุณ นิ ดา คล่องประมง และครอบครัว 90 คุณนก บริษัทฮอน ด้า กุยบุรี 1,000 109 คุณสุ พัตรา วิศรุตพง ษ์ 1,000 1,000 91 คุณ พิชัย สุภาพงษ์ 110 คุณ อุดม พร หล่อกิติยะกุล 1,000 92 คุณเพรียว-คุณกัณณ์ ลิมป์ศิริสัมพันธ์ และครอบครัว 1,000 111 คุณ พรรณี เชิดอำไพ 1,000 1,000 93 คุณเพ็ญพิมลพิทยาโกศลสกุล 94 ผศ.ดร.ไพบูลย์ เปานิล 1,000 112 | คุณ ปาริชาต โมกข มรรค กุล 1,000 1,000 113 คุณ ปรีชา-คุณ ขจิต ศิริ มานะ พง ษ์ 1,000 بوی (โรง พิมพ์ ปากน้ำ ออฟเซ ท) 95 ย .กาญจนา จิตต์ วัฒน 114 คุณกร ศศิกานต์ 1,000 96 คุณ เบญจมาศ โสภา
O จำนวน เงิน O จำนวนเงิน ลำดับ ชื่อ-สกุล 915 ลำดับ ชื่อ- สกุล 600 575 115 คุณสุดามา ศ แช่ 900 134 คุณธีร พันธ์ เนตรคำ 900 550 116 คุณยุพดี แจ้งชื่น 135 คุณประชาธิป สังวาล ย์ แย้ม 900 550 117 บริษัท ภูเก็ตรีสอร์ท คลับ 900 136 คุณพิพัฒน์ บุญเกื้อ 500 900 500 118 คุณรักใจ พนาอภิชน 800 137 คุณ วนิดา หาญวานิชพัฒนา 500 800 500 119 คุณพิมพ์ใจ 800 138 คุณวราภรณ์ เจนวัฒนาเวช 500 790 139 คุณบุญ ทิวา ศรีสวัสดิ์ 500 120 คุณ ประดิษฐ์ ปาลวงศ์ 760 140 ผู้ ไม่ ประสงค์ ออก นาม 121 คุณ นิรันตร วิลักษณ์ศิริกุล 730 141 คุณรั ศ นา วิสุทธิ์อัมพร 500 700 142 คุณวัลลภ-คุณ สุ พิน ดา-คุณ วั ลล ภัทร นาค บัว 500 122 คุณอินทิรา วัฒนเกษม 670 143 คุณเฉลิม พันธุ์ สมัคร พันธุ์ 645 144 คุณสมใจ ทอง ศรี 500 123 คุณวรรณกร ธรรมกุลาเลิศ 625 145 คุณกฤชยา มาลา 500 124 คุณยุพา พง ศะบุตร 500 600 146 คุณจารุ นั น ท์ กาญจน ถาวร วิบูล 500 125 ตร.บุญลือ เผือก ผ่อง 600 147 คุณรักชนก เจริญทรัพย์ 500 126 คุณชุติมณฑ์ ศิริสวัสดิ์ 600 127 คุณปานทิพย์ เล่าบุญลือ 148 คุณวนิดา หาญวานิช พัฒนา 500 128 คุณวรรณรัตน์ บุญยัง 500 149 คุณ ทัศนีย์ เจียมรัตน ศิลป์ 129 คุณสุมนา มณี จันทร์ 130 คุณ พัชรา ธรรม ลิขิตชัย 150 คุณ แม่ เปี่ยม แช่เท้น 151 คุณพิสุทธิ์ อิทธิ พรภาคย์ 131 คุณอมรเดช กุล ชนะ พิเชียร 132 คุณวิมล ตั้ง สมบัติ วิสิทธิ์ 152 คุณ วั ล ยา ศรี 133 คุณวิภา วรรณ
O จำนวน เงิน O จำนวนเงิน ลำดับ ชื่อ-สกุล 500 ลำดับ ชื่อ -สกุล 350 500 350 153 คุณอัศวิน เผ่า หฤหรรษ์ 172 คุณ อารีย์ หนองเทา 325 500 310 154 คุณ แม่ ลมูล ศิริ สวัสดิ์ 173 คุณอำ ภา เตี ย ศิริ 305 500 300 155 คุณมณีรัตน์ ศรี ชม ภู 500 174 | คุณรพี พรรณ ศักดิ์ ศิริ 300 500 156 คุณนพวรรณ ศรี ชมภู 175 คุณ พั ฒลิ กา-คุณอลงกรณ์ อาธารมา ศ 300 157 คุณ สมลักษณ์ เกษมธีระสมบูรณ์ 500 300 176 | คุณรัตนาภร ณ์ พานิชกุล 300 158 คุณทศพล ภิญ ญ เทพ 500 300 177 คุณนงนุช บุญศรี สุวรรณ 300 159 คุณ พิพัฒน์-คุณ นฤมล วาดโช ชัย และ ครอบครัว 500 178 คุณมิติมน เกตุแก้ว 500 179 คุณอมรรัตน์ บุญโชติ 300 160 คุณ เพลินพิศ นวาระสุจิตร 500 300 161 คุณมาลีวรรณ สกุลศึกษา 470 180 | คุณอุดม ลักษณ์ พนเจริญสวัสดิ์ 285 162 คุณ นารีรัตน์ หวัง พระ วงศ์ 280 450 181 คุณจิโรจน์ ภาค คีรี 245 163 คุณกนิษฐา เลิศจิระ ประเสริฐ 400 230 164 คุณ ดวงใจ ชื่นเจริญ 400 182 คุณสายรุ้ง พินิต กาญจน พันธุ์ 200 400 183 คุณสุปกานต์ วิมุตานนท์ 165 คุณบังอร พัฒนาปัญญา สัตย์ 400 184 คุณพรทิพา พิ นิ กาญจน พันธุ์ 380 166 คุณพรจนา มุ่ง การ นา 185 คุณจารุ พงศ์ กฤษ ณะราช 167 คุณ ปิ ยา ภร ณ์ ชาตะศิริ กุล 350 186 คุณโสภา ชุติมาเทวินทร์ 168 คุณแก้ว น้อย จรามร บูร พงศ์ 187 คุณจิตตภัทร ทิพานุกะ 169 คุณสุรีย์ สุทธิพิพัฒน์ 188 คุณดวงใจ ธนาคารแห่งประเทศไทย 170 คุณ แคท ลียา พึ่งอุดม 171 คุณ อุไร วรรณ จุ ละศักดิ์เมธี 189 | คุณธิติ มา บุญเจริญ 190 คุณ สุ นัย ลีลา พันธิ์ สิทธิ์
O ชื่อ-สกุล จำนวน เงิน O จำนวนเงิน ลำดับ 200 ลำดับ ชื่อ -สกุล 200 200 191 | คุณวันเพ็ญ สุนทร ธาดา 200 210 คุณกัน ตภณ เตชะคุณากร 195 200 192 คุณจิ สา ลักษณ์ ไทยเที่ยง 211 คุณนฤมล อัศวสกุลเกียรติ์ 185 200 212 | คุณ พันธุ์ศักดิ์ พง ษ์หาญ พจน์ 193 คุณดำเนิน ปีติ วา กุล 200 213 | คุณชัชนั นท์ ยา สุทธ ไชย 150 200 150 194 คุณ วันทนีย์ ไชยสุราช 200 214 คุณก ฤ ษ ณี สนธิรักษ์ 150 200 195 คุณก ศิรา แตงเชียว 200 215 คุณธนวั ฒ น์ โกศล สุวิวัฒน์ และ ครอบครัว 100 200 100 196 คุณริ นา คุระซาว่า 200 216 คุณอิสรีย์ อิศราง กูร ณ อยุธยา 100 200 217 คุณสม เกียรตี กระจุลวัจนะ 100 197 คุณวิศิ ษ ฐ์ สุข แสนไกรศร 200 218 คุณปูน แปง นาชิ้น 100 198 คุณศรี ลั ล นา แดงทองดี 200 219 Miss Zin Mar Ou 100 200 100 199 คุณธารารัตน์ กาญจนวิสิษฐผล 200 220 คุณนฤมล นบนอบ 100 200 คุณ ภร ภัทร สุจิราธรณ์ 100 201 คุณสุ พัตรา โรจน ศิริ พร ชัย 200 221 คุณ พัชรี อัศวรุจน์ 100 200 100 202 คุณวิภาพร ม หั ท ธนารักษ์ 222 คุณ วรรณี ชัย ส ถา พรา 100 203 คุณทวี สิริ ทวี ทรัพย์ 200 223 คุณขจร ศักดิ์ พรรณ เชษฐ์ 204 คุณรั ศ นา วิ สุทธิ อัมพร 205 ส . ปราการ อลู มิเนียม 224 คุณ สุ นันทา พรรณเช ษ ฐ์ 206 คุณประนอม พยัคฆพันธ์ 225 คุณ ปิติ พง ษ์ พรรณเช ษ ฐ์ 226 คุณ แม่อุ่น สี่ แซ่ฮิ ม 207 คุณอำนาจ-คุณ ม นฤดี เจียระ วงศ์ และ ครอบครัว 227 คุณสอาด พนา รังสรรค์ 208 คุณอร นิตย์ สว่างเนตร 228 คุณ อมรรัตน์ พนารังสรรค์ 209 คุณ ชัยสิทธิ์ ดนัย สิทธิวั ฒน์ และครอบครัว
O ชื่อ-สกุล จำนวน เงิน ภาพจากปก “ ผุด ” ภาพพระ อยู่ใน ความรู้สึก ของผม ว่า ลำดับ 100 เทคนิค อะ ค ริ ลิ ก บน ผ้าใบ ทำไม... พระ จึง มี พลังแห่งอารมณ์ เข้าไปถึงโสต 100 229 คุณเกศริน พนารังสรรค์ 100 ขนาด ๗ox๕๐ ซม . ประสาท ถึง คำ ว่า รัก โลภ โกรธ หลง คน คน ปี ๒๕๕๗ 230 คุณ สรา ยุทธ พนา รังสรรค์ 100 นะคน ช่างวุ่นวายมากมายมหาศาล ใช่.. เราอยู่ใน 100 โลก สมาธิ นั่นสิ.. สำคัญ ผมตั้งใจ ว่าจะทำ ภาพ นี้ 231 คุณ พูน ลาภ ประจัญบาน 100 232 คุณสมสมร ตันติศิริ วิทย์ 100 ให้ มีหลาย ๆ วิธีการ อาทิ ปากกา หรือสิ่งสีทุกชนิด 233 คุณวรดา ผดุงวัฒนโรจน์ และ ครอบครัว 100 100 رو ہے 234 คุณวรรณเพ็ญ ลาภศุภ สุทธิ์ และ ครอบครัว 50 อะไรก็ได้ ที่เราเข้าใจ ว่า มัน คือ ของไร้ ค่า แม้ขนาด 235 คุณวรรณฤดี-ด.ช.สรวิชญ์ นวาระสุจิตร 50 469,448 คน พลาด พลั้งใน ชีวิต ยัง มีโอกาสเข้าไป ชะล้างให้ 236 คุณ ประวิทย์-คุณนาต ยา น วาระสุจิตร กลายเป็นคนบริสุทธิ์ ณ ที่ไหนก็สุดแล้วแต่ 237 คุณอัญชลี นาวระสุจิตร 238 คุณ เลอพงศ์ นวาระสุจิตร ภาพ นี้ เป็น ภาพที่ไม่มีใคร สนใจแล้ว ผม 239 ด. ญ. ณั ช ชา นวาระสุจิตร นำ มา สร้างใหม่ เป็น ภาพความ หมายของสมาธิ จาก รวม หน้า พระ คำ ว่า “ผุด” คือชีวิตจะ ผุดขึ้นมาทุก ชมรม กัลยาณ ธรรม ขอ กราบอนุโมทนาบุญ วินาที ช่างวุ่นวายจริงหนอ ดูหน้า พระ สี ขนาดมี กับผู้ มีจิตกุศลศรัทธา บริจาคเพื่อสนับสนุนกิจกรรม รอยขีด ข่วน ทำลาย ก็ไม่สามารถทำลาย สมาธิ อันเป็น ก ศ ล ของชมรม มา ณ ที่ น ของ องค์ พระ ท่านได้ ขอ ให้ ทุก ท่านเจริญ ทั้ง ทาง โลก และ ทางธรรม ตลอด กาลนาน เทอญ จากภาพที่ เสีย จาก คนที่ เสีย ยัง มีแสง สว่างอยู่ปลายทางท่อ รอ วัน “ผุด ผุด ผุด ผุด ” ไม่มี วัน จบ ขอให้ “ผุด” ออก มาเป็นสิ่ง ส่วน ที่มีคุณค่า ในโลกใบนี้ นะ ครับ ๒ ตึก ชิ โร่ (( All is One By Tik Shiro)
จิตรกร : มนัสวิน นันทเสน (ติก ชิ โร่) การศึกษา : คณะศิลปกรรม วิทยาลัยเทคโนโลยี ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยราชภัฏ สวนสุนันทา : ปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (กำลัง ศึกษา) รางวัล : แชมป์ มือ กลองแห่ง ประเทศไทย จาก สมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย ปี ๒๕๓ ) : รางวัลนักร้อง ชายเดี่ยวยอดเยี่ยม จากสีสัน อวอร์ ด ปี ๒๕๓๒ - รางวัลโปรดิวเซอร์ ยอดเยี่ยม จาก สีสันอ วอ ร์ ด ปี ๒๕๓๓ - นัก แสดงชายสมทบยอดเยี่ยม รางวัลเมขลา ปี ๒๕๓๓ - รางวัลนักร้องชายเดี่ยว ยอดเยี่ยม จาก สีสันอวอร์ ด ปี ๒๕๕๙ : รางวัล ขวัญใจศิลปิน จาก Fat Award ปี ๒๕๕๙ เกียรติประวัติ : ผลิตดนตรีให้ กับ องค์การ Unicef : ผลิตดนตรี ให้กับองค์การสหประชาชาติ ورو : ผลิตดนตรี ให้ กับเพื่อน แก้วสมาคม : ผลิตดนตรี ให้ กับโครงการ สาย ด่วนเด็ก 1387 (Childline Thailand) : ผลิต ดนตรี ให้ กับ ละคร ภาพยนตร์ รายการทีวี และ โรง ละคร ต่างๆ ชมรมกัลยาณ ธรรม ขอขอบพระคุณที่กรุณาเอื้อเฟื้อ ภาพปก เป็น ส่วนร่วมใน ทานบารมี ครั้ง นี้ ขอให้คุณ มนัสวิน นันทเสน มีความ รุ่งเรือง ทั้ง ทาง โลก - ทางธรรม เทอญ
Search