รายงานการวิจัยในชั้นเรียน เรอ่ื ง การพัฒนาชุดการสอนแบบโครงงานเปน็ ฐาน เรอ่ื งรูปคล่ืนไซน์ ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2564 นายสมเกยี รติ ยาประเสรฐิ แผนกวิชาช่างไฟฟา้ วิทยาลัยเทคนิคลพบรุ ี สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
คำนำ รายงานการวิจัยเร่ือง รูปคลื่นไซน์ เพ่ือพัฒนาทักษะวิชาชีพชา่ งไฟฟ้า ของนักเรียนแผนกวิชา ชา่ งไฟฟ้ากำลัง ปวช.1 กลุ่ม 5 วิชาวงจรไฟฟ้ากระแสสลบั ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 เล่มน้ี เป็นเอกสารท่ีจัดทำขึ้นในลักษณะวิจัยเชิงทดลองเพ่ือ ศึกษาพฤติกรรมการต่อวงจรการทดลองเร่ือง รูปคล่ืนไซน์ เพื่อนำผลการวิจัยมาเก็บเป็นขอ้ มูลเพ่ือหาสาเหตุ และนำไปแก้ไขปัญหาในการเรยี นการ สอนของนักเรยี น นกั ศึกษา ผู้รายงานหวังเป็นอย่างย่ิงว่ารายงานการวิจัยเล่มน้ีคงจะเกิดประโยชน์ผู้ที่สนใจวิธีสอนวิชา วงจรไฟฟ้ากระแสสลับ และเป็นแนวทางให้กับผู้ท่ีสนใจในระเบียบวิธีวิจัย อาจนำไปเป็นตัวอย่างใน การทำวิจยั เรื่องอ่นื ๆ ต่อไป สมเกียรติ ยาประเสรฐิ ผ้จู ัดทำ
การพฒั นาชุดการสอนแบบโครงงานเปน็ ฐาน เรอื่ ง รูปคล่ืนไซน์ เพ่ือพัฒนาทกั ษะวิชาชพี ไฟฟ้า The development of instructional package by using project-based learning on sine waveform for developing electricity skills นายสมเกียรติ ยาประเสรฐิ แผนกวชิ าช่างไฟฟ้า วทิ ยาลัยเทคนิคลพบุรี บทคัดยอ่ บทความวิจยั นเ้ี ป็นการวจิ ยั เชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์ดังน้ี 1) เพ่ือพฒั นากจิ กรรมการเรียนการสอน แบบโครงงานเป็นฐานเรื่อง รูปคล่นื ไซน์ รายวิชาวงจรไฟฟ้ากระแสสลับ 2) เพ่ือพัฒนา และหาประสิทธิภาพชุด การสอนแบบโครงงานเป็นฐานเรื่อง รูปคลื่นไซน์ รายวิชาวงจรไฟฟ้ากระแสสลับ และ3) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการใช้ชุดการสอนแบบโครงงานเป็นฐานเรื่อง รูปคลื่นไซน์ รายวิชาวงจรไฟฟ้า กระแสสลับ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ใบงาน จำนวน 1 ใบงาน ใบประเมินผลรวม จำนวน 1 ใบงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 แผนกวิชาช่าง ไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาวงจรไฟฟ้ากระแสสลับ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 19 คน โดยการสุ่มตัวอย่าง อย่างง่าย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และคา่ ที (t-test) ผลการวิจัย พบว่า 1) กิจกรรมการเรียนการสอนแบบโครงงานเป็นฐานเรื่อง รูปคลื่นไซน์ รายวิชา วงจรไฟฟ้ากระแสสลับ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1.เตรียมความพร้อม 2.ทำการทดลอง 3. วัดผลและ ประเมินผล 4. สรุปผล ในภาพรวม ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นว่าอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ข้ัน เตรียมความพร้อมและขั้นสรุปผล มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ประสิทธิภาพของชุดการสอนแบบ โครงงานเป็นฐานเรื่อง รปู คล่นื ไซน์ รายวชิ าวงจรไฟฟา้ กระแสสลับ คดิ เป็นรอ้ ยละ 75.60 สูงกว่าเกณฑ์ท่ีกำหนดไว้ และการเปรียบเทียบผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นหลงั เรียนสูงกว่ากอ่ นเรียนอย่างมนี ัยสำคัญทางสถติ ทิ ่ี .05 คำสำคัญ : ชุดการสอนแบบโครงงานเปน็ ฐาน วงจรไฟฟ้ากระแสสลับ เรอ่ื งรูปคล่นื ไซน์
Abstract This research paper is an experimental research. The objectives are as follows: 1) to develop teaching and learning activities;2) to develop and find efficiency of a project-based teaching package on sine waveforms in the course of AC circuits; and 3) to compare the learning outcomes from using the project-based teaching kit on sine waveforms in the course of AC circuits; Teach a project-based basis on sinusoidal waveforms, AC circuits. The instruments used in this research consisted of 1 worksheet, 1 total evaluation sheet. The sample group used in this research were 1st year vocational certificate students, Department of Electrical Engineering. Lopburi Technical College 19 students enrolled in AC Circuits course, 2nd semester of the academic year 2021 by simple random sampling. The statistics used for data analysis were mean, standard deviation, and T-Test. The results of the research showed that 1) Project-based teaching and learning activities on the subject of Sine Waveforms in the AC Circuit Course consisted of 4 steps as follows: 1.Preparation 2.Testing 3.Measurement and evaluation 4.Conclusion in Overall, the experts say it's at a high level. When considering each aspect, it was found that the preparation stage and the conclusion stage 2) The efficiency of the project-based teaching series on Sine Waveform, AC Circuit Course. accounted for 75.60 percent higher than the specified threshold and the comparison of learning achievement after school was significantly higher than before at .05 level. Keywords : Project-based teaching series alternating current circuit About sine waveforms.
บทท่ี 1 บทนำ 1.1 ความเปน็ มาและความสำคญั ของงานวิจัย ในการเรียนการสอนในรายวิชาวงจรไฟฟ้ากระแสสลับ รหัสวิชา 20104-2003 จะมีเนื้อหาท่ี เรียน โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนท่ีเป็นทฤษฏี และส่วนท่ีเป็นปฏิบัติ ซึ่งในการเรียนการ สอนนี้ ผู้สอนจะสอนนักเรียนโดยสอนทฤษฎีควบคู่กับการปฏิบัติ เพ่ือให้นักเรียนได้เห็นภาพท่ีชัดเจน ในขณะท่ีลงมือปฏิบตั ิ และจะแบ่งคะแนนออกเป็นสองส่วน คือ คะแนนสว่ นทฤษฏีและคะแนนส่วน ปฏิบัติ โดยคะแนนด้านทฤษฏีน้ันผู้วิจัยได้เก็บคะแนนโดยการสอบเป็นรายจุดประสงค์และการส่งงาน ของนักเรียน ดังนั้นการทำการบ้านและแบบฝึกหัดจึงเป็นเรื่องสำคัญมากในการเรียนการสอนของ นักเรียน ส่วนคะแนนด้านปฏิบัติ จะเป็น การส่งใบงานหลังการทดลองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะมีทั้ง การคำนวณตามเน้ือหาท่ีเรียนมา การเขียนสูตร การวาดกราฟ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการเรียน การสอนโดยการเรียนในสายอาชีวะศึกษาจะต้องผ่านกระบวนการการเรียนรู้ท่ีมีท้ังภาคทฤษฎี และ ปฏิบัติควบคู่ไปกับประสบการณ์การทำงานจริงระหวา่ งการเรียน ท่ีสำคัญในการเรียนทางด้านอาชีวะ ศึกษาความรู้พืน้ ฐานทางดา้ นช่างน้ันสำคัญเปน็ อยา่ งมาก การจัดการเรียนรู้โดยโครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning) จึงเป็นแนวทางเลือก หน่ึงท่ีจําเป็นอย่างยิ่งท่ีครูผู้สอนทุกระดับการศึกษาควรนําไปใช้เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนเพ่ือ พัฒนาความสามารถของผู้เรยี น โดยการจดั การเรียนรูโ้ ดยโครงงานเป็นฐาน ถือวา่ เปน็ กิจกรรมท่ีสนอง ต่อกระบวนการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญได้เป็นอย่างดี และยังเป็นกิจกรรมท่ีครูผู้สอนสามารถ ประยุกต์ใช้ได้กับการเรียนการสอนในทุกรายวิชา สามารถพัฒนาเด็กยุคใหม่ท่ีอยู่ในสังคมของ แหลง่ ข้อมลู ข่าวสารท่ีหลากหลายและทันสมยั จากที่ได้กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจงึ ได้ศึกษาการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาวงจรไฟฟ้ากระแสสลับ โดยการพัฒนาชุดการสอนเรื่อง รูปคล่ืนไซน์ เพ่ือพัฒนาทักษะวชิ าชีพช่างไฟฟ้า ของนักเรียนในระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันปีที่ 1 แผนกช่างไฟฟ้า โดยใช้วิธีการสอนแบบโครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning) ซ่ึงเป็นวธิ ีการสอนที่ผูเ้ รยี นไดศ้ กึ ษาคน้ คว้า เชือ่ มโยงความรู้และปฏบิ ัติดว้ ยตนเอง 1.2 วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย 1. เพ่ือพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนแบบโครงงานเป็นฐานเรื่อง รูปคล่ืนไซน์ รายวิชา วงจรไฟฟา้ กระแสสลบั 2. เพ่ือพัฒนาชุดการสอนแบบโครงงานเป็นฐานเร่ือง รูปคล่ืนไซน์ รายวิชาวงจรไฟฟ้า กระแสสลบั
2 3. เพ่ือเปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนจากการใช้ชุดการสอนแบบโครงงานเปน็ ฐานเรอ่ื ง รูปคลื่นไซน์ รายวิชาวงจรไฟฟา้ กระแสสลับ 1.3 สมมตฐิ านของการวจิ ยั 1. ชุดการสอนแบบโครงงานเป็นฐาน เรื่อง รูปคล่ืนไซน์ มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ 75/75 2. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านทักษะวิชาชีพช่างไฟฟ้า ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพ ช้ันปีท่ี 1 แผนกวิชาช่างไฟฟ้า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 1.4 กรอบแนวคิดการวิจยั กรอบแนวคิดในการทำวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดการสอนแบบโครงงานเป็นฐานเรื่อง รูปคล่ืน ไซน์ รายวิชาวงจรไฟฟ้ากระแสสลับ เพื่อพัฒนาทักษะวิชาชีพช่างไฟฟ้า ซึ่งมีรายละเอียดต่าง ๆ ดังตอ่ ไปนี้ การจัดการเรียนร้ดู ว้ ยชดุ การสอนแบบ ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนด้านทักษะวิชาชพี โครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning) ช่างไฟฟ้าของนักเรยี น 1.5 ขอบเขตของการวิจยั 1.5.1 กลุ่มเปา้ หมาย ประชากร นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ช้ันปีที่ 1 กลุ่ม 5 แผนกวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี ท่ีลงทะเบียนเรียนวิชาวงจรไฟฟ้ากระแสสลับ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 18 คน กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ช้ันปีท่ี 1 กลุ่ม 5 แผนกวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี ท่ีลงทะเบียนเรียนวิชาวงจรไฟฟ้ากระแสสลับ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 18 คน 1.5.2 ตวั แปร ตวั แปรต้น การจัดการเรียนรดู้ ้วยชุดการสอนแบบโครงงานเป็นฐาน เร่ือง รปู คลื่นไซน์
3 ตวั แปรตาม 1. ประสทิ ธภิ าพของชดุ การสอนแบบโครงงานเป็นฐาน เรื่อง รูปคลน่ื ไซน์ 2. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านทักษะวิชาชีพ ช่างไฟฟ้าของนักเรียนระดับ ประกาศนยี บัตรวิชาชพี ชน้ั ปีท่ี 1 กลุ่ม 5 แผนกวชิ าชา่ งไฟฟา้ วิทยาลัยเทคนิคลพบรุ ี 1.5.3 ขอบเขตเน้ือหา การพฒั นาชุดการสอนแบบโครงงานเป็นฐาน รายวิชาวงจรไฟฟ้ากระแสสลบั มีเน้อื หา 4 หน่วยยอ่ ย ดงั น้ี 1. คา่ แรงดนั ไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้าของคลนื่ ไซน์ 2. ค่าเฉล่ยี ของคล่ืนไซน์ 3. คา่ อารเ์ อม็ เอสคลืน่ ไซน์ 4. ฟอร์มแฟกเตอร์ 1.5.4 ระยะเวลาการทดลองเกบ็ ข้อมลู ใช้เวลาในการเกบ็ ข้อมลู ตั้งแต่วนั ที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ถึงวันท่ี 9 มีนาคม 2565 1.6 นิยามศพั ท์เฉพาะท่ใี ชใ้ นการวจิ ยั 1. การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยการวิเคราะห์สมรรถนะหลัก และสมรรถนะย่อย ความรู้ ทักษะ และเจตคติ ประกอบด้วย ใบงาน จำนวน 4 ใบงาน และใบประเมนิ ผลรวม จำนวน 1 ใบงาน 2. เกณฑ์ร้อยละ 75 หมายถึง คะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังใช้ชุดการสอน โดยใช้ โครงงานเป็นฐาน เรื่อง รูปคล่ืนไซน์ สําหรับนักเรียนชั้นระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันปีที่ 1 กลมุ่ 5 แผนกวชิ าชา่ งไฟฟา้ ไมน่ ้อยกว่าร้อยละ 75 ของคะแนนเตม็ 3. ประสทิ ธิภาพของชุดการสอน หมายถงึ คณุ ภาพของชุดการสอนโดยใช้ โครงงานเป็นฐาน เรื่อง รูปคล่ืนไซน์ สําหรับนักเรียนชั้นระดับช้ันประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 กลุ่ม5 แผนกวิชา ชา่ งไฟฟ้า ตามเกณฑ์ 75/75 75 ตัวแรก หมายถึง ประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนรูข้ องชุดการสอน วดั ได้จากคะแนน เฉลีย่ ของนกั เรียนในขณะทาํ ใบงานคดิ เปน็ ร้อยละ 75 75 ตัวหลัง หมายถึง ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ของชุดการสอน วัดได้จากคะแนนเฉล่ียของ นกั เรยี นในการสอบหลงั จากเรยี นโดยใชช้ ดุ ประเมินผลรวมคดิ เปน็ ร้อยละ 75 4. ชุดการสอน หมายถึง ชุดของสื่อการสอนที่ใช้จัดการเรียนการสอน ประกอบการบรรยาย หรอื การปฏิบัติกิจกรรมกลุ่ม
บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเก่ียวข้อง ในการทำวิจัยในคร้ังน้ี ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับเร่ือง การพัฒนาชุด การสอนแบบโครงงานเป็นฐานเรื่อง รูปคลื่นไซน์ รายวชิ าวงจรไฟฟ้ากระแสสลับ เพื่อพฒั นาทักษะช่าง ไฟฟ้า ซ่ึงมรี ายละเอียดตา่ ง ๆ ดงั ตอ่ ไปน้ี 2.1 รายวิชาวงจรไฟฟ้ากระแสสลบั 2.2 ชุดการสอน 2.3 การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project-based Learning) 2.4 งานวจิ ยั ที่เก่ียวข้อง 2.1 รายวิชาวงจรไฟฟ้ากระแสสลบั จุดประสงคร์ ายวชิ า 1. เขา้ ใจกฎและทฤษฎวี งจรไฟฟา้ กระแสสลับ 2. มที ักษะเกยี่ วกบั การตอ่ การวดั ประลอง และคำนวณหาค่าต่าง ๆ ในวงจรไฟฟ้ากระแสสลบั 3. มีเจตคติและกิจนิสัยท่ีดีในการปฏิบัติงาน มีความระเอียดรอบคอบ ปลอดภัยเป็นระเบียบ สะอาด ตรงต่อเวลา มีความซอ่ื สตั ยแ์ ละมคี วามรับผดิ ชอบ คำอธิบายรายวิชา ศึกษาและปฏิบัติ หลักการเกิดไฟฟ้ากระแสสลับ การคำนวณ วัดค่า Peak Average RMS ของรปู คลนื่ ไซน์ สามเหลยี่ ม สี่เหลี่ยม เฟสเซอร์ ไดอะแกรม การคำนวณปริมาณเชิงซ้อน งานต่อวงจร R-L-C แบบอนกุ รม ขนาน และแบบผสม วงจรรโี ซแนนซ์ แบบอนุกรม แบบขนาน กำลังไฟฟ้า และตัว ประกอบกำลังกระแสสลับ 2 เฟส 3 เฟส การต่อสตาร์เดลตา เฟสเซอร์ไดอะแกรม วงจรไฟฟ้า กระแสสลับ 3 เฟส ในสภาวะโหลดสมดุลและไมส่ มดุล 2.2 ชุดการสอน 2.2.1 ความหมายของชดุ การสอน การจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพและความสามารถของ แต่ละบคุ คลจะตอ้ งอาศยั สอ่ื เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดความรู้ ชุดการสอนเป็นสื่อชนิดหนึ่งซ่งึ เป็นชุด ของสื่อประสม (Multimedia) โดยใช้ส่ือตั้งแต่สองชนิดข้ึนไปร่วมกันเพ่ือให้ผู้เรียนได้รับความรู้ตามท่ี
5 ต้องการ ส่ือที่นำมาใช้ร่วมกันนี้จะช่วยเสริมประสบการณ์ซ่ึงกันและกันตามลำดับข้ันตอนท่ีจัดเอาไว้ เป็นชุด ๆ บรรจอุ ยู่ในซอง กลอ่ ง หรือกระเปา๋ แล้วแตผ่ สู้ รา้ งจะทำขน้ึ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2546: 98) กล่าวว่า ชุดการสอนเป็นส่ือประสมประเภทหนึ่ง ซึ่งมี จดุ มุ่งหมายเฉพาะเรือ่ งทจ่ี ะสอน โดยมีระบบการผลิตและการนำสอ่ื การสอนทส่ี อดคล้องกับวิชาหน่วย หวั เรือ่ งและวตั ถปุ ระสงคเ์ พ่อื ช่วยใหน้ ักเรียนเปลีย่ นพฤติกรรมการเรยี นอย่างมีประสิทธภิ าพ กาญจนา สีลาไหม (2549: 10) กล่าวว่า ชุดการสอน หมายถึง ชุดการเรียนรู้ต่าง ๆ ท่ีมีการ จัดการเรียนการสอนแบบเป็นระบบที่สมบูรณ์ที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้เป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม โดยใช้ส่ือหลายชนิดร่วมกันหรือเรียกว่า สื่อประสม อันเป็นเคร่ืองมือในการช่วยสอนของครูที่ท ำให้ ผูเ้ รียนเขา้ ใจมากขนึ้ และสามารถเรียนรไู้ ปตามจุดม่งุ หมายทห่ี ลักสูตรกำหนด จากแนวคิดดังกล่าวพอสรุปได้ว่า ชุดการสอน หมายถึง ชุดสื่อประสมท่ีจัดให้สอดคล้องกับ จุดประสงค์ และเน้ือหามาช่วยให้นักเรียนเกิดการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ให้บรรลุผลตาม ตัวชว้ี ัดอย่างมีประสิทธภิ าพและชว่ ยครูใหส้ ามารถสอนได้อย่างมีประสิทธภิ าพ 2.2.2 ประเภทของชุดการสอน ในการผลิตชุดการสอนจะมีหลายลักษณะ ซ่ึงสามารถแบ่งเป็นประเภทตามลักษณะการใช้ งานหรือลักษณะบทบาทของผู้สอนและผู้เรียน ซึ่งมีนักการศึกษาหลายท่านแบ่งประเภทของชุดการ สอน ออกเปน็ ประเภทตา่ ง ๆ ดงั น้ี วนั ชยั ฉลวยเจริญวงค์ (2540: 9)ได้แบ่งประเภทของชุดการสอนเปน็ 3 ประเภท ดงั น้ี 1. ชุดการสอนสำหรับการบรรยายของครูใช้กับนักเรียนกลุ่มใหญ่ทั้งชั้นให้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน โดยไมค่ ำนึงถงึ ความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคลมากนัก 2. ชดุ การสอนสำหรบั ทำกิจกรรมรว่ มหรือศูนย์การเรยี น โดยแบ่งนักเรยี นในห้องเปน็ กลุม่ เล็ก ลง การเรียนจะเรยี นในลกั ษณะเรียนเป็นกลมุ่ ดว้ ยตัวเองเปน็ ส่วนใหญ่ 3. ชุดการสอนรายบุคคลจัดให้นักเรียน เรียนตามความสามารถของตนเอง เพื่อแก้ปัญหา เรอื่ ง ความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล เช่น บทเรยี นแบบโปรแกรม สรปุ ไดว้ ่า การแบ่งประเภทชุดการสอนจะเน้นทีบ่ ทบาทของผู้สอนและผู้เรยี นเป็นส่วนใหญ่ซ่ึง สามารถแบง่ เป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 3 ประเภท คือ 1. ชุดการสอนแบบบรรยาย ใช้สำหรับประกอบการบรรยายของครูผู้สอนใหก้ ับผู้เรยี นเป็น กลุ่มใหญท่ ้งั ชน้ั เรียน 2. ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม ใชส้ ำหรับผู้เรยี นเรียนเปน็ กลมุ่ สว่ นมากนยิ มทำเปน็ การจดั การเรยี นแบบศูนย์การเรียน
6 3. ชุดการสอนรายบุคคล ใช้สำหรับให้นักเรียนได้ศึกษาเป็นรายบุคคล ซึ่งผู้เรียนสามารถ ศึกษาได้ตามความสามารถของตน ซ่ึงชุดการสอนแบบนี้เหมาะสำหรับให้ผู้เรียนได้ศึกษาทำความ เข้าใจเน้ือหาที่เรยี นเพมิ่ เติม 2.2.3 องค์ประกอบของชุดการสอน บุญชม ศรสี ะอาด (2545: 94) ไดก้ ล่าวถึงองค์ประกอบของชดุ การสอนวา่ ควรประกอบดว้ ย 1. คู่มือครูสำหรับใช้ชุดการสอน เป็นชุดการสอนที่จัดทำขึ้นเพ่ือให้ครูอธิบายถ่ายทอด และชีแ้ นะหลักการ มลี ักษณะเปน็ แผนการเรียนรแู้ ละสอื่ การเรยี นรู้ตามกรอบการเรยี นในแตล่ ะหน่วย 2. ชดุ การสอนสำหรับนักเรยี น มลี ักษณะดงั นี้ 2.1 ชุดการเรียนรรู้ ่วมกัน เป็นกิจกรรมท่ีนกั เรยี นปฏบิ ัตริ ่วมกันเป็นกลมุ่ ไดแ้ ก่ เกมการเรยี นรู้ เกมการแข่งขัน ชุดการสอน และใบงานที่ท าเป็นกลุ่ม มีลักษณะสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายการเรียนรู้ เหมาะสมกบั วยั และความสามารถของนกั เรยี น และใหท้ ุกคนมสี ว่ นรว่ มในกิจกรรมกลุ่ม 2.2 ชุดฝึกหัดรายบุคคล เป็นแบบฝึกหัดเพื่อให้เกิดความชำนาญ ซ่ึงมีลักษณะเรียงลำดับ ความยากง่าย เร้าความสนใจและท้าทายให้นักเรียนแสดงความสามารถ ใช้ภาษาง่าย ๆ และเหมาะ กับวัยและความสามารถของนักเรียน 2.2.4 ขน้ั ตอนในการสร้างชดุ การสอน วิชยั วงษใ์ หญ่ (2541: 189-192) ไดเ้ สนอขั้นตอนในการสร้างชุดการสอนไว้ 10 ขั้นตอน คือ 1. ศึกษาเนื้อหาสาระของวิชาทั้งหมดอย่างละเอียดว่าส่ิงที่เราจะน ามาท าเป็นชุดการสอน น้ันจะมุ่งเน้นให้เกิดหลักการของการเรยี นรู้อะไรบ้างให้กับนักเรียน นำวิชาที่ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ แล้วมาแบ่งเป็นหน่วยของการเรียนการสอน ในแต่ละหน่วยนั้นจะมีหัวเรื่องย่อย ๆ รวมอยู่อีก ที่เรา จะต้องศึกษาพิจารณาให้ละเอียดชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนในหน่วยอ่ืน ๆ อันจะสร้างความ สับสนให้กับนักเรียนได้และควรคำนึงถึงการแบ่งหน่วยการเรียนการสอนของแต่ละวิชานั้น ควรจะ เรยี งลำดับขั้นตอนของความรู้และลกั ษณะธรรมชาติในวิชาน้นั 2. เมื่อศกึ ษาเนอื้ หาสาระและแบง่ หนว่ ยการเรยี นการสอนไดแ้ ล้ว จะตอ้ งพจิ ารณาตดั สนิ ใจ อกี ครัง้ หน่ึงว่า จะทำชุดการสอนแบบใดโดยคำนึงถึงขอ้ กำหนดว่านักเรียนคอื ใคร (Who Learner) จะ ให้อะไรกับนักเรียน (Give What Condition) จะให้ทำกิจกรรมอย่างไร (Does What Activities) และจะทำไดด้ ีอย่างไร (How Well Criterion) สงิ่ เหลา่ นี้จะเปน็ เกณฑ์ในการก าหนดการเรียน 3. กำหนดหน่วยการเรียนการสอนโดยประมาณเน้ือหาสาระท่ีเราจะสามารถถ่ายทอดความรู้ แก่นักเรียนได้ตามชั่วโมงท่ีกำหนด โดยคำนึงถึงว่าเป็นหน่วยท่ีน่าสนุก น่าเรียนรู้ ให้ความชื่นบานแก่ นักเรียน หาส่ือการเรียนได้ง่าย พยายามศึกษาวิเคราะห์ให้ละเอียดอีกคร้ังหนึ่งว่าหน่วยการเรียนการ สอนนี้มีหลักการหรือความคิดรวบยอดอะไร และมีหัวข้อเร่ืองย่อย ๆ อะไร อีกบ้างที่รวมกันอยู่ใน
7 หน่วยน้ี แต่ละหัวเรื่องย่อยมีความคิดรวบยอดหรือหลักการย่อย ๆ อะไรอีกบ้างที่จะต้องศึกษา พยายามดึงเอาแกน่ ของหลกั การเรียนรู้ออกมาให้ได้ 4. กำหนดความคิดรวบยอด ความคิดรวบยอดทเ่ี รากำหนดข้ึนจะต้องสอดคลอ้ งกันกับหน่วย และหัวเรอ่ื ง โดยสรุปแนวคดิ สาระและหลักเกณฑ์ท่ีสำคญั เพื่อเปน็ แนวทางในการจัดกิจกรรมการเรยี น ให้สอดคล้องกัน เพราะความคิดรวบยอดเป็นเร่ืองของความเข้าใจอันเกิดจากประสาทสัมผัสกับ ส่ิงแวดล้อม เพ่ือตีความหมายออกมาเป็นพฤติกรรมทางสมองแล้วนำส่ิงใหม่ไปเช่ือมโยงกันกับ ประสบการณ์เดิม เกิดเป็นความคิดรวบยอดฝังอยู่ในความทรงจำมนุษย์ต้องมีประสบการณ์ต่าง ๆ พอสมควรจึงจะสรปุ แกน่ แทข้ องการเรยี นรู้เกดิ เป็นความคิด 5. จุดประสงค์การเรียน การกำหนดจุดประสงค์การเรียนจะต้องให้สอดคล้องกับความคิด รวบยอด โดยกำหนดเป็นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ซ่ึงหมายถึงความสามารถของนักเรียนที่แสดง ออกมาให้เห็นได้ภายหลังการเรียนการสอนบทเรียนแต่ละเร่ืองจบไปแล้ว โดยครูสามารถวัดได้ จดุ ม่งุ หมายเชงิ พฤตกิ รรมน้ี ถ้าครูกำหนดหรอื ระบใุ ห้ชดั เจนมากเทา่ ใดกย็ ิง่ มีทางประสบความสำเรจ็ ใน การสอนมากเท่าน้ัน ดังนั้นจึงควรใช้เวลาตรวจสอบจุดประสงค์การเรียนแต่ละข้อให้ถูกต้อง และ ครอบคลมุ เน้ือหาสาระของการเรยี นรู้ 6. การวิเคราะห์งาน คอื การนำจดุ ประสงค์การเรียนแตล่ ะข้อมาทำการวิเคราะห์งาน เพ่ือหา กิจกรรมการเรียนการสอน แล้วจัดลำดับกิจกรรมการเรียนให้เหมาะสมถูกต้องสอดคล้องกับ จดุ ประสงคท์ กี่ ำหนดไวแ้ ต่ละขอ้ 7. เรียงลำดับกิจกรรมการเรียน ภายหลังจากท่ีเรานำจุดประสงค์การเรียนแต่ละข้อมา วิเคราะห์งาน และเรียงลำดับกิจกรรมของแต่ละข้อเพื่อให้เกิดการประสานกลมกลืนของการเรียน การสอน จะต้องนำกิจกรรมการเรียนของแต่ละข้อท่ีทำการวิเคราะห์งานและ เรียงลำดับกิจกรรมไว้ แล้วทั้งหมดนำมาหลอมรวมเปน็ กจิ กรรมการเรียนทส่ี มบรู ณ์ท่ีสดุ เพอ่ื ไมใ่ ห้เกดิ การซ้ำซอ้ นในการเรียน โดยคำนึงถึงพฤติกรรมพื้นฐานของนักเรยี น (Entering Behavior) วิธดี ำเนินการให้เกิดมกี ารเรียนการ สอนข้ึน (Instructional Procedures) ตลอดจนการติดตามผลและการประเมินผลพฤติกรรมที่ นักเรียนแสดงออกมาเม่ือมกี ารเรยี นการสอนแล้ว (Performance Assessment) 8. ส่ือการเรียน คือ วัสดุอุปกรณ์และกิจกรรมการเรียนที่ครูและนักเรียนจะต้องกระทำเพื่อ เป็นแนวทางในการเรียนรู้ ซ่ึงครูจะต้องจัดทำขึ้นและจัดหาไว้ให้เรียบร้อย ถ้าส่ือการเรียนเป็นของท่ี ใหญ่โตหรือมคี ุณค่า ทจี่ ะต้องจดั เตรยี มมาก่อนจะต้องเขยี นบอกไว้ให้ชัดเจนในคู่มือครู เก่ียวกับการใช้ ชดุ การสอนว่าจะไปจัดหาได้ ณ ท่ใี ด เชน่ เครอื่ งฉายสไลด์ เครื่องบันทกึ เสยี ง และส่ิงท่เี ก็บไว้ไม่ไดน้ าน เพราะเกิดการเนา่ เสีย เช่น ใบไม้ พืช สัตว์ เป็นต้น
8 9. การประเมินผล คือ การตรวจสอบดูว่าหลังจากการเรียนการสอนแล้วได้มีการ เปล่ียนแปลง พฤติกรรมตามท่ีจุดประสงค์การเรียนกำหนดไว้หรือไม่ การประเมินผลนี้จะใช้วิธีการใดก็ตามแต่ จะตอ้ งสอดคล้องกับจดุ ประสงคก์ ารเรยี นที่เราต้งั ไว้ ถ้าการประเมนิ ผลไม่ตรงตามจดุ มุ่งหมาย ที่ต้ังไว้เม่ือใด ความยุติธรรมก็จะไม่เกิดข้ึนกับนักเรียน และไม่ตรงเป้าหมายท่ีกำหนดไว้ด้วย การ เรยี นรู้ในส่งิ นัน้ จะไม่เกิดข้นึ ชุดการสอนที่สร้างขึ้นมากเ็ ป็นการเสยี เวลาและไม่มีคณุ ภาพ 10. การทดลองใช้ชุดการสอนเพ่อื หาประสทิ ธภิ าพ เม่ือพจิ ารณาถงึ รูปแบบของชุดการสอน ว่าจะผลิตออกมาในขนาดเท่าใด และรูปแบบของชุดการสอนจะออกมาเป็นซอง แฟ้มหรือกล่อง สุดแล้วแต่ความสะดวกในการใช้ การเก็บรักษาและความสวยงาม การหาประสิทธิภาพของชุดการ สอน เพ่อื ปรบั ปรงุ ให้เหมาะสม ควรนำไปทดลองใช้กบั กลมุ่ เล็กๆ ดูก่อน เพอื่ ตรวจสอบหาข้อบกพร่อง และแกไ้ ขปรบั ปรงุ อย่างดแี ลว้ จึงนำไปทดลองใช้กบั เด็กทั้งชน้ั หรือกลุ่มใหญ่ 2.2.5 คณุ ค่าของชุดการสอน ชม ภมู ิภาค (2542: 99) ได้กลา่ วถงึ คุณคา่ ของชุดการสอนไว้ดังน้ี 1. ช่วยครูไม่ต้องเสียเวลาคิดค้นมา นอกจากน้ันยังเป็นวิธีอบรมครูประจำการเร่ือง การดำเนนิ การสอนได้อีกประการหน่งึ 2. ช่วยนักเรียนเรียนรู้จุดหมายของการเรียนชัดเจน ตลอดจนรู้วิธีการที่จะบรรลุจุดมุ่งหมาย น้นั เป็นการเพ่ิมพนู การจงู ใจในการเรยี น นกั เรียนได้เรียนรู้ดว้ ยการกระทำ 3. เป็นประโยชน์ในการบริหารการศึกษา ทำให้การศึกษาเป็นกระบวนการท่ีตรวจสอบบัญชี ได้ ตรวจสอบคุณภาพของการศกึ ษาได้ ตรวจสอบผลการปฏบิ ัตหิ น้าทขี่ องครูได้ 4. ผลการเรียนรู้นน้ั ย่อมตอ้ งการผลการเรยี นในทกุ พสิ ยั นั่นคือ พุทธิพสิ ยั จติ พสิ ยั และทกั ษะ พิสัย ชดุ การสอนที่ดนี ั้นตอ้ งพิจารณาในเรอื่ งน้ีและบรรดาสื่อการสอนน้ันก็จะตอ้ งมีหลายประเภทเป็น ลกั ษณะท่ีเรียกว่า ส่ือประสมหลายอย่าง (Multi-media Approach) ย่อมจะสนองความแตกต่างของ บุคคลและเพิ่มพนู ความสมบรู ณใ์ หแ้ ก่การรบั รู้ 5. ชุดการสอนจะกำหนดบทบาทของครูและนักเรียนไว้แน่ชัดว่าตอนใดใครจะทำอะไร อย่างไร ลดบทบาทในการกระทำของครูข้างเดียว นักเรียนได้กระทำ ทำให้เกิดการเรียน (ActiveLearning) 6. เป็นกระบวนการเรียนรู้ท่ีครบถ้วนในช่วงเวลาท่ีกำหนด นักเรียนรู้ผลการกระทำของตน เป็นการเสรมิ แรงการเรยี นรู้ประการหน่งึ 7. ชุดการสอนเป็นกระบวนการที่ครบท้ังระบบ เร่ิมต้ังแต่จุดมุ่งหมายกระบวนการสอนและ การประเมินผล
9 8. ชดุ การสอนเกิดจากการน าเอาวธิ ีระบบเข้ามาใช้ ย่อมจะมีประสทิ ธิภาพ เพราะได้ผ่านการ ทดลองหาประสิทธิภาพมาแล้ว โดยผ้มู ีความชำนาญท้ังในด้านเนื้อหาและวธิ ีการเพ่ือสร้างเป็นแมแ่ บบ แลว้ ก็สามารถจะขยายออกไปได้ ดังนั้น กล่าวโดยสรุปได้ว่า คุณค่าชุดการสอน คือ ชุดการสอนช่วยให้กระบวนการเรียนรู้มี ประสิทธิภาพ และผู้เรียนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม เปิดโอกาสให้ผเู้ รยี นใช้ความสามารถตามความ ถนดั ของตนเอง และสง่ เสรมิ ความรบั ผดิ ชอบทง้ั ตนเองและกลุ่ม อีกทง้ั เป็นการลดภาระของครูผสู้ อน 2.2.6 การหาคา่ ประสทิ ธิภาพของชุดการสอน ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2546: 90) กล่าวว่า การทดลองหาประสิทธิภาพของชุดการสอนจะต้อง นำชุดการสอนไปทดลองใช้ (Try Out) เพื่อปรบั ปรุงแก้ไขแล้วนำไปทดลองสอนจรงิ (Trial Run) เพ่ือ นำผลท่ีไดม้ าปรบั ปรุงแก้ไขเสรจ็ แล้วจึงดำเนินการผลิตเปน็ จำนวนมากหรือใชส้ อนในช้ันเรยี นตามปกติ ได้ การทดสอบมีขน้ั ตอนดงั น้ี 1. สำหรับทดลองแบบเด่ียว (1:1) เป็นการทดลองครู 1คนต่อเด็ก 1 คน ให้ทดลองกับเด็ก อ่อนเสยี ก่อน ทำการปรบั ปรงุ แล้วนำไปทดลองกับเด็กปานกลางและนำไปทดลองกับเด็กเก่งอยา่ งไร ก็ตามหากเวลาไม่อำนวยและสภาพการณ์ไมเ่ หมาะสมก็ให้ทดลองกบั เด็กออ่ นหรือปานกลาง 2. สำหรบั ทดลองแบบกลุ่ม (1:10) เป็นการทดลองครู 1 คนต่อเดก็ 5-10 คน โดยใหเ้ ด็กคละ กันท้ัง เก่ง ปานกลางและอ่อน ห้ามทดลองกับเด็กอ่อนล้วนหรือเลือกมาทดลองจะต้องมีนักเรียนคละ กนั ไมค่ วรเลอื กห้องเรียนทีม่ ีเดก็ เก่งหรืออ่อนลว้ น 3. สำหรับการทดลองแบบกลุ่ม (1:100) เป็นการทดลองครู 1 คนต่อเด็ก 30-40 คน โดยให้ เด็กคละกนั ทั้ง เก่ง ปานกลาง อ่อน ห้ามทดลองกับเด็กอ่อนล้วนหรือเลอื กมาทดลองจะต้องมีนักเรียน คละกัน ไม่ควรเลือกห้องเรยี นท่ีเด็กเก่งหรืออ่อนล้วน หลังการทดลองควรคำนวณหาค่าประสิทธิภาพ แล้วปรับปรุงแก้ไข ผลลัพธ์ทไี่ ดค้ วรใกล้เคยี งกบั เกณฑท์ ต่ี งั้ ไว้ ต่ำกวา่ เกณฑ์ไดไ้ ม่เกิน 2.5% ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2546: 138) ได้เสนอว่า การกำหนดประสิทธิภาพของส่ือการสอนนิยม ใช้เกณฑ์มาตรฐาน 90/90 เป็นเกณฑ์สำหรับเนื้อหาประเภทความรู้ความจำและการนำไปใช้เกณฑ์ มาตรฐาน 80/80 สำหรับเนื้อหาที่เป็นทักษะ เช่น คณิตศาสตร์ ความหมายของตัวเลขเกณฑ์ มาตรฐานดังกล่าว มีความหมายดังนี้ คือ 80 ตัวแรก หมายถึง ค่าร้อยละของประสิทธิภาพในด้าน กระบวนการของส่ือการสอน ซ่ึงประกอบด้วยผลจากการปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ เช่น งานและแบบฝึก ของผู้เรียนที่ได้จากการวัดภารกิจท้ังหลาย แล้วคำนวณหาค่าร้อยละเฉล่ีย ส่วน 80 ตัวหลัง หมายถึง คะแนนจากกาทดสอบหลังเรียนของผู้เรียนทุกคน นำมาคำนวณหาค่าร้อยละเฉล่ีย ก็จะได้คา่ ตัวเลขทั้ง สอง เพ่อื ไปเปรยี บเทยี บกับเกณฑ์มาตรฐานต่อไป มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช (2547: 79–80) ได้ให้ความหมายของเกณฑ์ประสิทธิภาพ
10 ของสอ่ื การสอนไวด้ ังนี้ เกณฑ์การหาประสิทธิภาพ หมายถึง ระดับประสิทธิภาพของสื่อท่ีช่วยให้ผู้เรียนเกิดการ เรยี นรู้ เป็นระดับท่ีผู้จัดทำสื่อจะพึงพอใจว่า หากสื่อมีประสิทธิภาพถึงข้ันนั้นแล้ว สื่อนั้นก็จะมีคุณค่าที่จะ นำไปสอนนักเรียน เกณฑ์การหาประสิทธิภาพ กำหนดเป็นเกณฑ์ท่ีผู้สอนคาดหมายว่าผู้เรียนจะเปล่ียน พฤติกรรมของผู้เรียนท้ังหมดต่อเปอร์เซ็นต์ของการทดสอบหลงั เรียนของผเู้ รียนท้ังหมดน่ันคือ E1/E2 คอื ประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ปกติเน้ือหาที่เป็นความรู้ความจำ มักจะต้ังไว้ 80/80 หรือ 90/80 ส่วนเนื้อหาท่ีเป็นทักษะ ตั้งไว้ต่ำกว่า เช่น 75/75 เป็นต้น อย่างไรก็ ตามไม่ควรต้ังเกณฑ์ไว้ต่ำ เพราะต้ังเกณฑ์ไว้เท่าใดมักจะได้ผลลัพธ์เท่าน้ัน ความหมายของตัวเลข เกณฑ์มาตรฐานดังกลา่ วมีความหมายดังนี้ 80 ตวั แรก หมายถึง ค่าร้อยละของประสิทธภิ าพในด้านกระบวนการของชดุ การสอนโดย การนำคะแนนทไ่ี ดร้ ับจากการวดั ผลภารกิจทง้ั หลายของทุกคนมารวมกันแล้วคำนวณหารอ้ ยละเฉลีย่ 80 ตัวหลัง หมายถึง คะแนนจากการทดสอบหลังเรยี น (Post-test) ของผู้เรียนทุกคน นำมา หาค่าร้อยละเฉลี่ยเมื่อคำนวณหาร้อยละเฉลี่ยแล้วก็จะได้ค่าท้ังสองเพื่อน าไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ มาตรฐานตอ่ ไป จากการศึกษาประสิทธิภาพของชุดการสอน สรุปได้ว่า การสร้างชุดการสอนเป็นการผลิต นวัตกรรมทางการศึกษา เพ่ือเพิ่มคุณค่าและประสิทธิภาพในการเรียนการสอนอย่างแท้จริง ถึงแม้ว่า การสร้างชุดการสอนแต่ละชุดจะมีขั้นตอนในการวิเคราะห์ระบบ หลายขั้นตอน และต้องลงทุนท้ัง กำลังทรัพย์ เวลาและความคิดก็ตาม แต่ผลตอบแทนจากการผลิตชุดการสอนน้ันคุ้มค่ากับ ผลประโยชน์ท่ีได้รับ ในการพัฒนาส่ือการเรียนการสอนต้องนำส่ือท่ีผลิตแล้วไปทดลองหา ประสิทธิภาพของส่ือก่อน เพ่ือนำข้อผิดพลาดมาปรบั ปรุงแก้ไขให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ท่ีตั้งไว้ จึงจะ สามารถนำไปใช้กบั ผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพซึง่ ในการศึกษาครั้งน้ีผู้ศึกษาได้กำหนดเกณฑ์การหา ประสทิ ธิภาพ 80/80 3. การจัดการเรยี นรูแ้ บบโครงงานเปน็ ฐาน (Project-based Learning) ทิศนา แขมมณี (2556 : 138) ได้กล่าวถึง การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project-based Learning) ไว้ว่า เป็นแนวคิดหนึ่งของหลักการจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student Centered Instruction) โดยผู้เรียนเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ โดยมี วิธีการและกระบวนการที่ครูเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดยการลงมือทำและปฏิบัติ อันจะ
11 ส่งผลให้ผู้เรียนมีความตื่นตัวในการเรียนรู้ท้ังทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ส่งผลให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน เป็นการจัดการเรียนรู้แบบเน้น ปัญหา มีหลกั การดังต่อไปนี้ 1. โครงงานหรือโครงงาน เป็นกิจกรรมทมี่ ีบรบิ ทจริงเช่ือมโยงอยู่ ดังนัน้ การเรยี นร้ทู ี่เกิดขึ้นจึง สัมพันธ์กับความเป็นจริง สามารถนำไปประยุกตใ์ ชไ้ ด้ในชีวิตจริง จึงเป็นการเรียนร้ทู ่ีเป็นประโยชน์ต่อ ผู้เรียน 2. การให้ผู้เรียนทำโครงงานหรือโครงงาน เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เข้าสู่กระบวนการ สืบสอบ ซึ่งเป็นกระบวนการท่ีผู้เรียนต้องใช้การคิดข้ันสูงท่ีซับซ้อนข้ึน ดังน้ันจึงเปน็ ช่องทางที่ดีในการ พัฒนากระบวนการทางสตปิ ัญญาของผเู้ รียน 3. การจัดการเรียนการสอนโดยใช้โครงงานเป็นหลัก ชว่ ยให้ผู้เรียนได้ผลิตงานท่ีเป็นรูปธรรม ออกมา ผลผลิตท่ีแสดงออกถึงความรู้ความคิดของผู้เรียนน้ีสามารถนำมาอภิปรายแลกเปล่ียนและ วพิ ากษ์วิจารณ์ได้อย่างชดั เจน 4. การแสดงผลงานต่อสาธารณชน สามารถสรา้ งแรงจูงใจในการเรยี นรู้และการทำงานให้แก่ ผเู้ รียนได้ ซึ่งแรงจูงใจจะมีผลต่อความใส่ใจ ความกระตือรือร้น และความอดทนในการแสวงหาความรู้ การศึกษาหาความรู้ และการใช้ความรู้ 5. การให้ผู้เรียนทำโครงงานหรือโครงงาน นอกจากจะช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะ กระบวนการในการสืบสอบและการแก้ปัญหาแล้ว ยังสามารถช่วยดึงศักยภาพต่างๆที่มีอยู่ในตัวของ ผ้เู รยี นออกมาใช้ ประโยชนด์ ้วย 3.3.1 ความหมายของการจดั การเรยี นรแู้ บบโครงงาน (Project-based Learning) พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2557 : 71) ได้กล่าวถึงวิธีการสอนแบบโครงงานไว้ว่า มีลักษณะ กระบวนการทใ่ี ช้ในการสอนเป็นวิธกี ารทางวิทยาศาสตรเ์ ป็นกระบวนการวิจยั โดยบทบาทครจู ะเป็นที่ ปรกึ ษา บทบาทผูเ้ รียนจะเปน็ ผู้แก้ปัญหาและสรา้ งความรู้ ผลผลิต และสร้างองค์ความรู้ใหม่ใหเ้ กิดขน้ึ ทิศนา แขมมณี (2556 : 139) ได้กล่าวถึงนิยามของการจัดการเรยี นการสอนโดยใช้โครงงาน เป็นหลกั ไวว้ า่ เปน็ การจัดสภาพการณข์ องการเรยี นการสอน โดยใหผ้ ู้เรยี นได้รว่ มกนั เลือกท าโครงงาน ท่ีตนเองสนใจโดยร่วมกัน สำรวจ สังเกต และกำหนดเร่ืองที่ตนสนใจ วางแผนในการทำโครงงาน ร่วมกัน ศึกษาหาข้อมูลความรู้ท่ีจำเป็นและลงมือปฏิบัติงานตามท่ีวางไว้จนได้ข้อค้นพบหรือ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ แลว้ จงึ เขียนรายงานและ นำเสนอต่อสาธารณชน เก็บข้อมูล แล้วนำผลงานและประสบการณ์ท้ังหมดมาอภิปรายแลกเปลี่ยน เรยี นร้คู วามคดิ ค้น และสรปุ ผลการเรียนร้ทู ี่ได้รบั จากประสบการณ์ท้ังหมด
12 ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2555 : 343) ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project Method) ไว้ว่า เป็นการสอนที่ให้โอกาสผู้เรียนได้วางโครงงานและดำเนินการให้สำเร็จตาม ความมุ่งหมายของโครงงานน้ัน อาจเป็นโครงงานที่จัดทำเป็นหมู่หรือคนเดียวก็ได้ ผู้เรียนจะมีส่วน รับผิดชอบในการทำงานนั้นด้วยตนเอง ลักษณะการสอนคล้อยตามสภาพจริงของสังคม เป็นการ ทำงานทเี่ รมิ่ ตน้ ดว้ ยปญั หาและดำเนินการแกป้ ัญหาโดยลงมือทดลองปฏบิ ตั จิ ริง ดังน้ันจึงสรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project-based Learning) เป็นการ จดั การเรียนรูโ้ ดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยเน้นให้ผู้เรียนไดร้ ่วมกันเลือกทำโครงงานทตี่ นเองสนใจ โดยร่วมกัน สำรวจสังเกต และกำหนดเรื่องที่ตนสนใจ วางแผนในการทำโครงงานร่วมกัน ศึกษาหา ข้อมูลความรู้ที่จำเป็นและลงมือปฏิบัติงานตามที่วางไว้จนได้ข้อค้นพบหรือส่ิงประดิษฐ์ใหม่ แล้วจึง เขียนรายงานและนำเสนอตอ่ สาธารณชน 3.3.2 ความสำคญั ของการจัดการเรยี นรูแ้ บบโครงงาน (Project-based Learning) ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2555 : 344) ได้กล่าวถึงคุณค่าของการสอนแบบโครงงาน สรุปได้ดังน้ี การสอนแบบโครงงานเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนฝึกทักษะในการปฏิบัติงาน ทำให้ผู้เรียนรู้จักวิธีการ ทำงานอย่างมีระบบและแผนงานท่ีดี ผู้เรียนมีโอกาสได้ฝึกฝนกระบวนการในการค้นหาความรู้ เกิด ความคดิ สร้างสรรค์ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจรงิ ในแง่ของการทำงานอย่างมีระบบ และ ผลผลติ ที่ได้จากโครงงาน พิมพันธ์ เดชะคุปต์ พเยาว์ ยินดีสุข และราเชน มีศรี (2556 : 18-19) ได้กล่าวถึงคุณค่าของ การสอนคิดด้วยโครงงาน สรุปได้ดังนี้ การสอนคิดด้วยโครงงานเป็นการจัดการเรียนการสอนแบบ บูรณาการ สง่ ผลให้เกิดการพัฒนาพหุปัญญา พัฒนาสมองซีกซ้ายและขวา พฒั นาผู้เรยี นเชิงรกุ พัฒนา สมรรถนะทางการคิด และพัฒนาหลักฐานที่แสดงความเข้าใจอย่างคงทน ซ่ึงเป็นความเข้าใจอย่าง ลกึ ซึ้งทสี่ ามารถนำความรไู้ ปใช้ ไปประยกุ ต์ สรุปแลว้ เป็นการเรียนรู้อย่างมคี วามความหมาย จากความสำคัญดงั กล่าว ทำให้ผู้วจิ ัยเห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project-based Learning) นั้นจะทำให้นักเรียนได้ฝึกฝนทักษะในการปฏิบัติงานได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม และ การทำางานอย่างเป็นระบบเป็นขั้นตอน อีกทั้งยังได้ฝึกการคิดสร้างสรรค์และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยตนเอง จะทำให้นักศึกษาได้เห็นและพบปัญหาท่ีเกิดข้ึนขณะปฏิบัติงานและสามารถหาวิธีการ แกไ้ ขปัญหา และสามารถสร้างสรรคว์ ิธีการพัฒนาทกั ษะต่อไปได้ 3.3.3 ประเภทของการจัดการเรียนรูแ้ บบโครงงาน (Project-based Learning) โครงงานท่ีนักศึกษาจะปฏิบัติในแต่ละระดับ อาจจัดแบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 4 ประเภท ตามลกั ษณะของการปฏิบตั ิไดด้ ังน้ี (สุชาติ วงศส์ ุวรรณ, 2542)
13 1) โครงงานที่เป็นการสำรวจรวบรวมข้อมลู โครงงานประเภทนี้ เป็นโครงงานที่มวี ัตถุประสงค์ เพอ่ื สำรวจและรวบรวมข้อมูลเกย่ี วกับเรอ่ื งใดเรื่องหนึ่ง แล้วนำข้อมูลท่ีได้จากการสำรวจนั้นมาจำแนก เป็นหมวดหมู่ และนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ อย่างมีระบบ เพื่อให้เห็นถึงลักษณะหรือความสัมพันธ์ ของเรื่องดังกล่าวได้ชัดเจนย่ิงขึ้น การปฏิบัติตามโครงงานน้ี นักศึกษาจะต้องไปศึกษา รวบรวมข้อมูล ดว้ ยวิธกี ารต่าง ๆ เชน่ สอบถาม สมั ภาษณ์ สำรวจ โดยใช้เครอ่ื งมือ เชน่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึก ฯลฯ ในการรวบรวมข้อมูลท่ีต้องการศึกษา ตัวอย่างโครงงานท่ีเป็นการสำรวจ รวบรวม ขอ้ มลู เชน่ การสำรวจประชากร พชื สตั ว์ การสำรวจความต้องการเกย่ี วกับอาชีพของ 2) โครงงานท่ีเป็นการค้นคว้า ทดลอง โครงงานประเภทนี้ เป็นโครงงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาเรื่องใดเร่ืองหนึ่งโดยเฉพาะ โดยการออกแบบโครงงานในรูปของการทดลองเพื่อศึกษาว่า ตัวแปรหนึ่งจะมีผลต่อตัวแปรที่ต้องการศึกษาอย่างไรบ้าง ด้วยการควบคุมตัวแปรอื่น ๆ ซึ่งอาจมีผล ต่อตัวแปรท่ีต้องการศึกษาไว้ การทำโครงงานประเภทนี้ จะมีขั้นตอนการดำเนินงานประกอบด้วย การกำหนดปัญหา การต้ังวัตถุประสงค์ หรือสมมุติฐาน การออกแบบทดลอง การรวบรวมข้อมูล การดำเนนิ การทดลอง การแปรผล และสรปุ ผลการทดลอง 3) โครงงานที่เป็นการศึกษาความรู้ ทฤษฎี หลักการ หรือแนวคิดใหม่ โครงงานประเภทนี้ เป็นโครงงานที่มีวัตถุประสงค์เพ่ือเสนอความรู้ ทฤษฎี หลักการ แนวคิดใหม่ ๆ เกี่ยวกับเรื่องใดเร่ือง หนง่ึ ทยี่ ังไมม่ ีใครคิดมากอ่ น หรอื ขดั แยง้ หรือขยายจากของเดมิ ที่มอี ยซู่ ง่ึ ความรู้ ทฤษฎี หลักการ หรือ แนวคิดท่ีเสนอตอ้ งผ่านการพิสจู น์อย่างมีหลักการหรือวิธกี ารท่ีน่าเช่ือถอื ตามกติกา/ขอ้ ตกลงท่ีกำหนด ขน้ึ มาเอง หรืออาจใชก้ ติกา หรือข้อตกลงเดมิ มาอธิบายข้อความรู้ ทฤษฎี หลกั การ แนวคดิ ใหม่ก็ได้ 4) โครงงานท่ีเป็นการประดิษฐ์คิดค้นโครงงานประเภทนี้ เป็นโครงงานท่ีมีวัตถุประสงค์ คือ การนำ เอาความรู้ ทฤษฎี หลักการ หรือแนวคิดมาประยุกต์ใช้ โดยการประดิษฐ์เป็นเครื่องมือ เคร่ืองใช้ต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการเรียน การทำงาน หรือการใช้สอยอื่น ๆ การประดิษฐ์คิดค้นตาม โครงงานนี้ อาจเป็นการประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ โดยท่ียังไม่มีใครท ำหรืออาจเป็นการปรับปรุง เปล่ยี นแปลง หรอื ดัดแปลงของเดิมที่มีอยู่แล้ว ใหม้ ีประสทิ ธิภาพสูงขึน้ กว่าทีเ่ ป็นอยู่ 4. งานวจิ ยั ที่เก่ียวขอ้ ง ศยามน อินสะอาด (2555) ได้ทำการวิจัยเร่ือง การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ Project Based Learning ในรายวิชาเกมและสถานการณ์จำลองเพ่ือการศึกษา สำหรับนักศึกษาระดับ ปริญญาตรีวัตถุประสงค์ในการวิจัยนี้เพื่อศึกษากระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ Project Based Learningและศึกษาผลการเรียนรู้ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยได้มา โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี
14 สาขาวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ท่ีลงทะเบียน เรียน รายวิชา ECT2502 เกมและสถานการณ์จำลองเพ่ือการศึกษา ภาคการเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2555 และ ทำกิจกรรม Project Based Learning จำนวน 18 คนผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการ จัดการเรียนรู้โดยใช้ Project Based Learning ในรายวิชา ECT2502 เกมและสถานการณ์จำลอง เพื่อการศึกษา ประกอบด้วย การวางแผนและจัดทำโครงงาน การศึกษาแนวคิดหลักการในการ ออกแบบของ ADDIE Model การเก็บรวบรวมข้อมูล และการเขียนโครงงานออกแบบเกมและ สถานการณ์จำลอง เพื่อการศึกษารวมท้ังการนำเสนอผลการออกแบบ การจัดกระบวนการเรียนรู้ ดังกล่าวส่งผลให้กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ ความเข้าใจในกระบวนการออกแบบเกมและสถานการณ์ จำลองได้อย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ Project Based Learning มคี ่าเฉล่ยี เทา่ กบั 76.16 คะแนน
15 บทที่ 3 วิธีดำเนนิ การวิจัย การวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดการสอนแบบโครงงานเป็นฐานเรื่อง รูปคล่ืนไซน์ รายวิชา วงจรไฟฟ้ากระแสสลบั เพอ่ื พฒั นาทักษะวชิ าชีพช่างไฟฟา้ โดยผ้วู ิจยั ไดก้ ำหนดวธิ ีการวิจยั ดังนี้ 3.1 ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง 3.2 เครื่องมือทใี่ ช้ในการวิจัย 3.3 วธิ ีการดำเนนิ การวิจัยและวธิ ีการเกบ็ รวบรวมข้อมลู 3.4 สถติ ทิ ีใ่ ชใ้ นการวิเคราะหข์ อ้ มลู 3.1 ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง 3.1.1 ประชากร (Population) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีท่ี 1 กลุ่ม5 แผนกวิชา ช่างไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี ท่ีลงทะเบียนเรียนวิชาวงจรไฟฟ้ากระแสสลับ ภาคเรียนท่ี 2 ปี การศึกษา 2564 จำนวน 18 คน 3.1.2 กลุ่มตัวอยา่ ง (Sample) กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัย นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีท่ี 1 กลุ่ม5 แผนก วิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี ท่ีลงทะเบียนเรียนวิชาวงจรไฟฟ้ากระแสสลับ ภาคเรียนท่ี 2 ปี การศกึ ษา 2564 จำนวน 18 คน 3.2 เครื่องมอื ท่ใี ชใ้ นการวิจัย 3.2.1 เครอ่ื งมอื ท่ใี ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมูล เพ่อื ทำการวิจัยในครัง้ นค้ี ือ ใบงานท่ี 1 คา่ ต่างๆของคลนื่ ไซน์ ใบประเมินผลรวม 3.2.2 ขน้ั ตอนในการสร้างเครอ่ื งมอื 1. ศึกษาเนื้อหารายวิชาและหัวข้อที่สอนในปัจจุบัน จากคำอธิบายรายวิชาและ วเิ คราะหเ์ นอื้ หาและหวั ขอ้ ทีใ่ ชใ้ นการสอน เพื่อใชก้ ำหนดเปน็ หัวขอ้ เรอื่ งทีจ่ ะทำการวจิ ัย 2. ศกึ ษาหลักการการจัดกระบวนการเรียนรโู้ ดยใช้โครงงานเปน็ ฐาน การจดั กิจกรรม การสอน (Project Based Learning)
16 3. วิเคราะห์สมรรถนะหลัก สมรรถนะย่อย ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) และเจตคคติ (Attitude) เพ่ือนำมาสร้างใบงาน และใบประเมนิ ผลรวม 4. กำหนดหัวข้อและเน้ือท่ีท่ีจะสอน โดยการพัฒนาชุดการสอนแบบโครงงาน เป็นฐาน เร่ือง รูปคลืน่ ไซน์ สำหรับนักเรียนระดับช้ันประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีท่ี 1 แผนกวิชาช่าง ไฟฟา้ โดยมสี าระสำคญั ที่นกั เรียนจะต้องศึกษาตามลำดบั ดงั นี้ ใบงานที่ 1 คา่ ต่างๆของคลื่นไซน์ 3.3 วิธกี ารเกบ็ รวบรวมข้อมูล ผวู้ จิ ัยไดด้ ำเนินการวิจยั ตามข้นั ตอนดงั ตอ่ ไปนี้ 1. ขนั้ เตรียม รวมรวมเครื่องมือทใ่ี ชใ้ นการวิจัยคอื 1. ชุดการสอนแบบโครงงานเป็นฐาน เร่อื ง รปู คล่นื ไซน์ ประกอบดว้ ย ใบงานท่ี 1 คา่ ต่างๆของคลนื่ ไซน์ 2. ขั้นดำเนนิ การทดลอง 2.1 ผู้วิจัยช้ีแจงวัตถุประสงค์และรายละเอียดเกี่ยวกับชุดการสอน โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning) เรอื่ ง รูปคลนื่ ไซน์ ให้แกน่ กั เรียนกล่มุ ตวั อยา่ งทราบ 2.2 ดำเนินการใช้ชุดการสอน โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning) เร่ือง รูปคลนื่ ไซน์ โดยทำการสอนเปน็ ระยะเวลาท้งั หมด 4 ชั่วโมง ตารางท่ี 1 แสดงเวลาในการใช้ชุดการสอน โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning) เรื่อง รูปคล่นื ไซน์ สำหรบั นักเรียนระดับชนั้ ประกาศนยี บัตรวชิ าชีพ ชัน้ ปที ี่ 1 แผนกวิชาชา่ งไฟฟา้ คร้งั ที่ รายละเอยี ดการใชช้ ุดการสอน เวลาที่ใช้ หมายเหตุ 1 หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 2 รูปคล่นื ไซน์ 4 ชวั่ โมง 2 การประเมนิ ผล 4 ชัว่ โมง 3. ขัน้ ประเมนิ ผล 3.1 เม่ือใช้ชุดการสอน โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning) เรื่อง รูปคลื่น ไซน์ สำหรับนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีท่ี 1 แผนกวิชาช่างไฟฟ้า แล้วทำการ ประเมนิ ผลระหว่างเรียนด้วยการทำใบงาน 3.2 นำผลคะแนนระหวา่ งเรยี นมาคำนวณหาค่าประสทิ ธิภาพของกระบวนการ (E1)
17 3.3 ทำการทดสอบหลังเรียน (Post - test) กับกลุ่มตัวอย่างเพื่อคำนวณหาค่าประสิทธิภาพ ผลลพั ธ์ (E2) 4. ขนั้ สรปุ ผล 4.1 นำผลการวิจยั มาสรปุ ตามวัตถปุ ระสงคข์ องการวิจัย 3.4 สถติ ทิ ่ีใช้ในการวเิ คราะหข์ อ้ มลู สถติ ทิ ีใ่ ชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมูล 5.1 ค่าเฉลีย่ เลขคณติ โดยมีสูตรการคำนวณ ดงั นี้ สตู ร x̅ = ∑x n เมือ่ x̅ หมายถงึ คา่ เฉลยี่ เลขคณิต ∑ x หมายถึง ผลบวกของทุกค่า n หมายถงึ จำนวนข้อมลู ทงั้ หมด 5.2 การหาประสทิ ธภิ าพของชดุ การสอนแบบโครงงานเป็นฐาน เร่อื ง รูปคล่นื ไซน์ คำนวณจากสูตร ∑ X1 E1= N ×100 A เม่อื E1 แทน ประสิทธภิ าพของกระบวนการ แทน คะแนนรวมจากการทำแบบฝกึ หัดหรอื กจิ กรรมใน ∑ X1 ระหว่างเรียนของผ้เู รียนทุกคน N แทน จำนวนผู้เรยี น A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหดั หรอื กจิ กรรมในระหว่าง เรยี น ∑ X2 E2= N ×100 B เมอ่ื E2 แทน ประสิทธภิ าพของผลลพั ธ์ แทน คะแนนรวมจากการทำแบบทดสอบหลังเรยี นของ ∑ X2 ผเู้ รยี นทุกคน N แทน จำนวนผู้เรียน B แทน คะแนนเตม็ ของแบบทดสอบหลังเรยี น
18 5.3 สถิติทดสอบที่แบบไม่อสิ ระ (t-test Dependent) คำนวณจากสูตร ������ = ∑ ������ ; df = n-1 √������ ∑ ������2−(∑ ������)2 ������−1 เมื่อ t แทน คา่ สถติ ิท่ใี ชใ้ นการพิจารณาใน t – distribution D แทน ความแตกตา่ งของคะแนนแต่ละคู่ N แทน จำนวนคู่ของคะแนนหรือจำนวนนกั เรียน D แทน ผลรวมทัง้ หมดของผลตา่ งของคะแนนก่อนและหลงั การ ทดลอง D2 แทน ผลรวมของกำลงั สองของผลต่างของคะแนนก่อนและหลัง การทดลอง
บทท่ี 4 ผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู การวิจัยครั้งนี้เรื่อง การพัฒนาชุดการสอนแบบโครงงานเป็นฐานเรื่อง รูปคลื่นไซน์ รายวิชา วงจรไฟฟ้ากระแสสลบั เพอ่ื พฒั นาทักษะวิชาชพี ชา่ งไฟฟ้า มวี ตั ถุประสงค์ดงั นี้ 1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนแบบโครงงานเป็นฐานเรื่อง รูปคลื่นไซน์ รายวิชา วงจรไฟฟา้ กระแสสลบั 2. เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพชุดการสอนแบบโครงงานเป็นฐานเรื่อง รูปคลื่นไซน์ รายวิชาวงจรไฟฟา้ กระแสสลบั 3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการใช้ชุดการสอนแบบโครงงานเป็นฐาน รปู คลื่นไซน์ รายวิชาวงจรไฟฟ้ากระแสสลับ ผวู้ จิ ยั ขอนำเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ดงั ตอ่ ไปน้ี ตารางที่ 4.1 แสดงผลการหาประสทิ ธภิ าพของชุดการสอนแบบโครงงานเปน็ ฐาน รายการ คะแนนระหวา่ งใชช้ ดุ กิจกรรม รอ้ ยละ ใบงาน N ∑x A X̅ 75.60 18 136 10 7.56 จากตารางที่ 4.1 แสดงผลการหาประสิทธิภาพของชุดการสอนแบบโครงงานเป็นฐาน ใน ใบงานพบว่า ชุดการสอนแบบโครงงานเป็นฐาน มีประสิทธิภาพของกระบวนการมีคะแนนเฉลี่ยใบ งาน เทา่ กับร้อยละ 75.60 ซ่งึ สูงกวา่ เกณฑ์ทก่ี ำหนดไว้ รอ้ ยละ 75 ตวั แรก E1 ตารางท่ี 4.2 แสดงผลการหาประสทิ ธภิ าพของชุดการสอนแบบโครงงานเปน็ ฐานในใบประเมนิ ผลรวม รายการ คะแนนระหว่างใช้ชดุ กิจกรรม รอ้ ยละ ใบประเมินผลรวม 75.60 N ∑x A X̅ 18 136 10 7.56 จากตารางที่ 4.2 แสดงผลการหาประสิทธิภาพของชุดการสอนแบบโครงงานเป็นฐานในใบ ประเมินผลรวมพบว่า ประสิทธิภาพของชุดการสอนแบบโครงงานเป็นฐานในใบประเมินผลรวม ประสิทธภิ าพของผลลัพธม์ ีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 75.60 ซงึ่ สงู กว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ร้อยละ 75 ตัวแรก E2
20 ตารางที่ 4.3 แสดงการเปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนดา้ นทักษะวชิ าชีพช่างไฟฟ้า ของนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 แผนกวิชาช่างไฟฟ้า ระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียน โดยใช้การสอนแบบโครงงานเป็นฐาน การทดสอบ N X̅ S.D. t Sig.(1-tailed) .000 ก่อนเรียน 18 5.72 1.018 11.00 หลงั เรยี น 18 7.56 0.784 จากตารางที่ 4.3 แสดงการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดา้ นทักษะวิชาชีพช่างไฟฟา้ ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 แผนกวิชาช่างไฟฟ้า ระหว่างก่อนเรียนและหลัง เรียนพบวา่ คะแนนเฉล่ียกอ่ นเรียนและหลงั เรียนเท่ากบั 5.72 และ 7.56 ตามลำดบั โดยการสอนแบบ โครงงานเป็นฐานทางด้านทักษะวิชาชีพช่างไฟฟ้า หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานมี คะแนนเฉลยี่ สูงกว่ากอ่ นเรียน อยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถติ ิที่ระดับ .05
21 บทท่ี 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเร่ือง การพัฒนาชุดการสอนแบบโครงงานเป็นฐานเร่ือง เรื่อง รูปคลื่นไซน์ รายวิชา วงจรไฟฟ้ากระแสสลับ เพ่ือพัฒนาทักษะวิชาชีพช่างไฟฟ้า ในคร้ังครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) เพื่อ พัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนแบบโครงงานเป็นฐานเรื่องรูปคล่ืนไซน์ รายวิชาวงจรไฟฟ้า กระแสสลับ 2) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพชุดการสอนแบบโครงงานเป็นฐานเร่ือง รูปคลื่นไซน์ รายวิชาวงจรไฟฟ้ากระแสสลับ และ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนจากการใช้ชุดการ สอนแบบโครงงานเป็นฐานเรื่อง รูปคลื่นไซน์ รายวิชาวงจรไฟฟ้ากระแสสลับ โดยมีรายละเอียดของ ข้นั ตอนในการสรปุ ผลดังตอ่ ไปน้ี 5.1 สรุปผลการวจิ ยั 1. ประสิทธิภาพของชุดการสอนแบบโครงงานเป็นฐานเรื่อง รูปคลื่นไซน์ แสดงผลการหา ประสิทธิภาพของชุดการสอนแบบโครงงานเป็นฐาน ในแต่ละใบงานพบว่า ชุดการสอนแบบโครงงาน เป็นฐาน มีประสิทธิภาพของกระบวนการมีคะแนนเฉล่ียเท่ากับร้อยละ 75.60 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ท่ี กำหนดไว้ ร้อยละ 75 ตัวแรก E1 และประสิทธิภาพของผลลัพธ์มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 75.60 ซึง่ สูงกวา่ เกณฑท์ ่ีกำหนดไว้ รอ้ ยละ 75 ตัวแรก E2 2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านทักษะวิชาชีพช่างไฟฟ้า ของนักเรียนระดับ ประกาศนียบัตรวชิ าชีพ ชัน้ ปีที่ 1 แผนกวิชาช่างไฟฟ้า ระหว่างก่อนเรียนและหลงั เรยี นพบวา่ คะแนน เฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนเท่ากับ 5.72 และ 7.56 ตามลำดับ โดยการสอนแบบโครงงานเป็นฐาน ทางด้านทักษะวิชาชีพช่างไฟฟ้า หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานมีคะแนนเฉล่ียสูงกว่า ก่อนเรียน อยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถิตทิ ่ีระดบั .05 5.2 อภิปรายผลการวจิ ัย การวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดการสอนแบบโครงงานเป็นฐานเร่ือง รูปคลื่นไซน์ รายวิชา วงจรไฟฟ้ากระแสสลับ เพ่ือพัฒนาทักษะวิชาชีพช่างไฟฟ้า ในการวิจัยในครั้งน้ีได้ต้ังสมมติฐานคือ ชุด การสอนแบบโครงงานเป็นฐาน เรื่อง รูปคล่ืนไซน์ มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ 75/75 และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นดา้ นทักษะวชิ าชพี ช่างไฟฟา้ ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชพี ช้ันปีท่ี 1 กลุ่ม5 แผนกวิชาช่างไฟฟ้า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 โดย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ช้ันปีที่ 1 กลุ่ม5
22 แผนกวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาวงจรไฟฟ้ากระแสสลับ ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564 จำนวน 18 คน 5.3 ขอ้ เสนอแนะ 5.3.1 ข้อเสนอแนะท่ัวไป จากผลการวิจัยเร่ือง การพัฒนาชุดการสอนแบบโครงงานเป็นฐานเร่ือง รูปคล่ืนไซน์ รายวิชา วงจรไฟฟา้ กระแสสลับ เพอ่ื พฒั นาทักษะวิชาชีพชา่ งไฟฟา้ ผู้วิจัยมขี ้อเสนอแนะดงั นี้ 1. ควรมกี ารเพ่มิ ระยะเวลาในการทำกิจกรรมใหม้ ากขน้ึ 2. ควรมีการจัดเตรยี มเครอ่ื งมือ วสั ดุ อุปกรณ์ ท่ใี ชส้ ำหรบั การเรียนการสอนให้เพียงพอ 5.3.2 ข้อเสนอแนะเพ่อื การวิจยั ตอ่ ไป จากการวิจยั ในครัง้ น้ี ผ้วู ิจัยมขี อ้ เสนอแนะเพอ่ื เป็นแนวทางในการวจิ ยั ดังนี้ 1. บทเรยี นออนไลน์ ควรจัดทำสำหรับนกั เรยี น นักศกึ ษา ใหค้ รบทกุ แผนกวชิ า 2. แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาวงจรไฟฟ้ากระแสสลับ ที่ใช้รปู แบบกิจกรรมการเรียนการสอนโดย ใช้โครงงานเปน็ ฐานแบบผสมผสาน
23 บรรณานุกรม ขวัญตา ลือเฟ่ือง. (2557). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานร่วมกับ เฟสบุ๊ค เร่ือง สถิติ เพ่ือพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษา ปที ่ี 3. การศกึ ษาคน้ คว้าด้วยตนเอง กศ.ม., มหาวิทยาลัยนเรศวร, พิษณโุ ลก ชยั วฒั น์ สุทธิรัตน.์ (2553). นวตั กรรมการจดั การเรียนรทู้ ี่เนน้ ผเู้ รยี นเปน็ สาํ คัญ, กรุงเทพฯ : แดแนก็ ซ์ อินเตอรค์ อปอเรชน่ั ชาตรี เกิดธรรม. (2547). เทคนิคการสอนแบบโครงงาน, กรงุ เทพฯ : ชมรมเด็ก ฐิตินันท์ โจณะสิทธ์ิ. (2549). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์และความสามารถในการแก้ปัญหา เร่ือง แรงและการเคล่ือนที่โดย ใช้กิจกรรม โครงงานวิทยาศาสตร์. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ศึกษา บัณฑติ วทิ ยาลยั , มหาวิทยาลยั ขอนแก่น ธรี ะชัย ปรณโชติก (254). โครงงานวิทยาศาสตร์ การวจิ ัยเบอ้ื งต้น การเรียนการสอนที่เน้น ผู้เรยี นเปน็ สาํ คญั แนวคิด วธิ แี ละเทคนคิ การสอน, กรุงเทพฯ : จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Search
Read the Text Version
- 1 - 27
Pages: