Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แก๊ส_clone

แก๊ส_clone

Published by fatherearn, 2023-07-15 14:14:11

Description: แก๊ส

Search

Read the Text Version

จัดทำโดย แ ก๊ ส และ นางสาว ภัทรวดี แก้วสวัสดิื เลขที่12 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่5/1 ส ม บั ติ เสนอ ของ แ ก๊ ส คุณครู กชพร เรืองรอง

แก๊ส แก๊สเกือบทุกชนิดมีสมบัติบางประการคล้ายกันจนสามารถสรุปเป็นทฤษฎีที่สามารถใช้ อธิบายสมบัติต่าง ๆ ของแก๊สโดยศึกษาจากทิศทาง การเคลื่อนที่ของโมเลกุลแก๊สและ ลักษณะของโมเลกุลแก๊ส เรียกว่า ทฤษฎีจลน์ของแก๊ส ซึ่งมีสาระสําคัญ ดังนี้ 1. แก๊สประกอบด้วยอนุภาคที่มีมวลน้อย และมีขนาด เล็กมากจนถือได้ว่าอนุภาคของแก๊สไม่มีปริมาตร เมื่อ เทียบกับขนาดของภาชนะที่บรรจุ 2. โมเลกุลของแก๊สอยู่ห่างกันมาก ส่งผลให้มีแรงดึงดูด และแรงผลักระหว่างโมเลกุลของแก๊สน้อยมาก จนถือได้ ว่าไม่มีแรงมากระทําต่อกัน 3. โมเลกุลของแก๊สเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วในแนวเส้นตรง ด้วยอัตราเร็วคงที่เป็นอิสระ และไม่เป็นระเบียบจนกระทั่ง ไปชนกับโมเลกุลอื่น หรือชนกับผนังภาชนะ โมเลกุลของแก๊สจึงเปลี่ยนทิศทางและอัตราเร็ว 4.โมเลกุลของแก๊สที่ชนกันเอง หรือชนกับผนังเกิด การถ่ายโอนพลังงานความร้อนให้แก่กันได้ แต่พลังงานรวมของระบบมีค่าที่คงที่เรียกว่า การชนแบบยืดยุ่น 5. ณ อุรหภูมิเดียวกัน โมเลกุลของแก๊สแต่ละโมเลกุล จะเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วไม่เท่ากัน แต่จะมีพลังงานจลน์เฉลี่ย เท่ากัน โดยที่พลังงานจลน์เฉลี่ยของแก๊สจะแปรผันตรงกับ อุณหภูมิเคลวิน

สมบัติของแก๊ส แก๊สที่มีสมบัติเป็นไปตามทฤษฎีจลน์ของแก๊สทุกประการ เรียกว่า แก๊สสมบูรณ์ (perfict gas)หรือแก๊สอุดมคติ (ideal gas) โดยแก๊สสมบูรณ์จะประกอบด้วยโมเลกุล ทฤษฎีจลน์ของแก๊สสามารถใช้อธิบายสมบัติบางประการของแก๊สได้ ดังนี้ ของแก๊สที่ไม่มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล และไม่มีขนาดโมเลกุลจึงไม่มีปริมาตร ซึ่ง 1. รูปร่างและปริมาตรไม่แน่นอน โดยขึ้นอยู่กับภาชนะที่บรรจุ ตามทฤษฎีจลน์ของ แก๊สสมบูรณ์นี้จะไม่พบในธรรมชาติ แก๊สกล่าวว่า โมเลกุลของแก๊สมีขนาดเล็กมากและไม่มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างกันและ กัน หรือมีน้อยมากจนมีค่าเป็นศูนย์ ดังนั้น ไม่ว่าจะบรรจุแก๊สไว้ในภาชนะไดก็ตาม ส่วนแก๊สที่มีอยู่ในธรรมชาติ ซึ่งจะไม่เป็นไปตามทฤษฎีจลน์ของแก๊ส เรียกว่า โมเลกุลของแก๊สก็จะเคลื่อนที่แพร่กระจายเต็มพื้นที่ภาชนะที่บรรจุ จึงทำให้แก๊สนั้น แก๊สจริง(real gas) จะประกอบด้วยโมเลกุลของแก๊สที่มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล มีรูปร่างเหมือนภาชนะที่บรรจุ และมีปริมาตรเท่ากับภาชนะที่บรรจุด้วย และมีขนาดของโมเลกุลจึงมีปริมาตร แต่อย่างไรก็ตาม แก๊สจริงจะมีสมบัติใกล้เดียงกับ 2. ความหนาแน่นต่ำ จากทฤษฎีจลน์ของแก๊สที่กล่าวว่า โมเลกุลของแก๊สอยู่ห่าง แก๊สสมบูรณ์ได้เมื่ออุณหภูมิสูงและความดันต่ำ กันมากทำให้แรงดึงดูดและแรงผลักระหว่างโมเลกุลน้อยมาก สารที่อยู่ในสถานะ แก๊สจึงมีความหนาแน่นน้อยกว่าสารที่อยู่ในสถานะของเหลวและของแข็ง เช่น ลักษณะ แก๊สจริง แก๊สสมบูรณ์ ที่ 100 องตาเซลเซียส ไอน้ำจะมีความหนาแน่น 0.0006 กรัมต่อลูกบาศก์ เซนติเมตร แต่น้ำมีความหนาแน่นถึง 0.9584 กรัมต่อลูกบาศก็เซนติเมตร เป็นต้น ขนาดของโมเลกุล ขนาดเล็กเมื่อเทียบกับระยะ ขนาดเล็กมากจนถือว่าไม่มี 3.อัตราการแพร่ต่างกัน จากทฤษฎีจลน์ของแก๊สอธิบายว่า ที่อุณหภูมิเดียวกัน แก๊ส ห่างระหว่างโมเลกุล ปริมาตร ทุกชนิดจะมีพลังงานจลน์เฉลี่ยเท่ากัน และเนื่องจากแก๊สแต่ละชนิดมีมวลโมเลกุลไม่ เท่ากัน จึงทำให้ความเร็วเฉลี่ยของแก๊สไม่เท่ากัน ซึ่งแก๊สชนิดใดที่มีมวลโมเลกุล ปริมาตร ปริมาตรภาชนะ-ปริมาตรแก๊ส เทียบกับภาชนะที่บรรจุ มาก จะมีความเร็วเฉลี่ยต่ำ แก๊สนั้นจึงแพร่ได้ช้า ส่วนแก๊สชนิดใดที่มีมวลโมเลกุล น้อย จะมีความเร็วเฉลี่ยสูง แก๊สนั้นจึงแพร่ได้เร็ว แรงระหว่าง แรงแวนเดอร์วาลส์ ไม่มีแรงกระทำต่อกัน โมเลกุล สมบัติของแก๊ส ลักษณะการชน การชนแบบไม่ยืดหยุ่น การชนแบบยืดหยุ่น ของโมเลกุล การควบเเน่น เกิดได้เมื่อลดอุณหภูมิ ไม่เกิด

ความสัมพันธ์ของปริมาตร ความตันอากาศจะลตลง ทำให้เกิดช่องว่างที่เป็น สุญญากาศขึ้น และในที่สุดความสูงของปรอทที่อยู่ ความดัน และอุณหภูมิของแก๊ส ในหลอดแก้วจะคงที่ ที่จุตนี้เองเป็นตำแหน่ง ความตันบรรยากาศที่สมตุลกันระหว่างความตัน ตัวแปรที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของแก๊ส ได้แก่ ปริมาตร (V) ความดัน (P)และอุณหภูมิ (T) บรรยากาศและแรงกตของปรอทความสูงของปรอท 1. ปริมาตร (VOLUME) เนื่องจากแก๊สบรรจุในภาชนะใดก็จะฟุ้งกระจายเต็มภาชนะนั้น ที่เหลือในหลอดแก้วจะมีค่าเท่ากับความดัน ดังนั้นปริมาตรของแก๊สจึงหมายถึงปริมาตรของภาชนะที่บรรจุแก๊สนั้นแทนด้วย บรรยากาศนั่นเอง เช่น ที่ระดับน้ำทะเล ปรอทที่อยู่ สัญลักษณ์Vโดยหน่วยของปริมาตรที่นิยมใช้ คือ ลูกบาศก์เตซิเมตร (Dก) หรือลิตร(L) ในหลอดแก้วจะมีความสูง 760 มิลลิเมตร ตังนั้น หรือลูกบาศก็เซนติเมตร(*M) (1 DM9 - 1,000 CM' นอกจากนี้ ยังพบว่า ปริมาตรของ ความต้นบรรยากาศที่ระดับน้ำทะเลจึงมีค่าเท่ากับ แก๊สมีค่าไม่คงที่ โตยจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ความตัน และจำนวนโมลของแก๊ส ดังนั้น 760 มิลลิเมตรปรอท ในการระบุปริมาตรของแก๊สจึงต้องระบุอุณหภูมิและความตันควบคู่ด้วย 2) มานอมิเตอร์ (MANOMETER) มีลักษณะเป็นหลอดแก้วรูปตัว U ภายในบรรจุปรอท 2. ความดัน (PRESSURE) หมายถึง แรงที่กระทำต่อหน่วยพื้นที่ที่ตั้งฉากกับแรงนั้น ซึ่ง เอาไว้ ปลายด้านหนึ่งต่อกับกระเปาะที่มีแก๊สที่ต้องกาวัดความดัน ส่วนปลายอีกด้าน ความดันของแก๊สเกิดจากโมเลกุลของแก๊สชนกับผนังภาชนะ และตวามตันของแก๊สมีค่า อาจเปิดหรือปิดก็ได้ ดังนั้น มานอมิเตอร์จึงแบ่งออกเป็น 2 ชนิด เท่ากัน ไม่ว่าจะวัตที่ส่วนใดของภาชนะ แทนด้วยสัญลักษณ์ P โตยหน่วยที่ช้วัดความตัน 3) อุณหภูมิ (EMPERATURE) เป็นมาตราส่วนที่ใช้บอกระดับดวามร้อน-เย็นของสาร ของแก๊สที่นิยมใช้ มีดังนี้ และเป็นตัวกำหนดสถานะของสาร แทนด้วยสัญลักษณ์ T เครื่องมือวัดอุณหภูมิที่ใช้กัน 1 บรรยากาศ (ATM) = 76 เซนติเมตรปรอท (CMHG) อย่างแพร่หลาย คือ เทอร์มอมิเตอร์ และมีมาตราส่วนที่ใช้หลายแบบ เช่น เคลวิน (K) องศาเซลเซียส (C) องศาฟาเรนไฮต์ ('1) องศาโรเมอร์ ('R) เป็นต้น โดยมาตราส่วนที่ = 760 มิล(งYตรปรอท (MMHG) นิยมใช้มากที่สุด คือ เคลวิน หรือเรียกว่า มาตราส่วนสัมบูรณ์ ซึ่งมาตราส่วนเคลวิน (K) = 760 ทอร์ (TORR) องตาฟาเรนไฮต์ (F)และองศาเซลเซียส (\"C) มีความสัมพันธ์กัน ดังนี้ = 1.013 X 105 ปาสคาล = 14.696 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว (PSI) K= C+273.15 =101:325 นิต่อตารางเมตร (NM) = 1.01325 บาร์ (BAR) เครื่องมือที่ใช้วัดความตันของแก๊สมีอยู่ 2 ชนิด ดังนี้ 1) บารอมิเตอร์ (BAROMETER) ประกอบตัวยหลอดแก้วยาวประมาณ 80-100 เซนติเมตร ปลายข้างหนึ่งของหลอดแก้วปิตสนิท ภายในหลอตแก้วบรรจุปรอทไว้เต็ม จากนั้นคว่ำ หลอดแก้วลงในภาชนะที่มีปรอทบรรจุอยู่แล้ว ความตันของซึ่งเมื่อคว่ำหลอดแก้วลงไป ความสูงของปรอทในหลอดแก้ว ปรอทเท่ากับ

กฎของบอยล์ กฎของชาร์ล \"ณ อุณหภูมิคงที่ ปริมาตรของแก๊สใด ๆ ที่มีมวลคงที่ จากกฎของชาร์ล จะสรุปความสัมพันธ์ของอุณหภูมิและ จะแปรผกผันกับความดันของแก๊สนั้น ๆ\" ซึ่งสามารถ ปริมาตรของแก๊สได้ว่า เมื่อความดันและมวลของแก๊สคงที่ เขียนแสดงความสัมพันธ์ได้ ดังนี้ ปริมาตรของแก๊สจะแปรผันตรงกับอุณหภูมิเคลวิล P1 V1 = P2 V2 V V1 2 P:ความดัน T = T1 ในปี 1662 โรเบิร์ต บอยล์ V:ปริมาตร ในปี พ.ศ. 2205 รอเบิร์ต บอยล์ T=อุณหภูิม(K) 2 (ROBERT BOYLE) (ROBERT BOYLE) V=ปริมาตร นักเคมีและนักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ นักเคมีชาวอังกฤษ แก๊สฮีเลียมที่มีปริมาตร 400 ลูกบาศก์เซนติเมตร ที่อุณหภูมิ แก๊สฮีเลียมที่มีปริมาตร 400 ลูกบาศก์เซนติเมตร ที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเชียส ถ้าแก๊สนี้ถูกทำให้อุณหภูมิลดลงเป็น 0 องศา 80 องศาเซลเชียส ถ้าแก๊สนี้ถูกทำให้อุณหภูมิลดลงเป็น 0 องศา เซลเชียส โดยที่ความดันคงที่ แก๊สนี้จะมีปริมาตรเท่าใด เซลเชียส โดยที่ความดันคงที่ แก๊สนี้จะมีปริมาตรเท่าใด กฎของบอยล์ กฎของชาร์ล

กฎของเกย์-ลูสแซก กฎของอาโวกาโดร ได้ศึกษาทดลองวัดปริมาตรของแก๊สที่ทำปฏิกิริยาและที่ได้จาก ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตรกับจำนวนโมลของแก๊ส ปฏิกิริยาจนสามารถสรุปและตั้งเป็นกฎของเกย์-ลูสแซก โดยเขาได้สรุปและเสนอกฎของอาโวกาโดร ซึ่งมีใจความว่า \"ที่มวลและปริมาตรของแก๊สคงที่ ความดัน ซึ่งมีใจความว่า \"ที่ความดันและอุณหภูมิของแก๊สคงที่ ปริมาตรของ จะแปรผันตรงกับอุณหภูมิเคลวิน\" แก๊สจะแปรมันตรงกับจำนวนโมเลกุลหรือจำนวนโมลของแก๊สนั้น\" และสามารถเขียนความสัมพันธ์ได้ ดังนี้ และสามารถเขียนความสัมพันธ์ได้ ดังนี้ P P1 2 V =K T = T1 N อาเมเดโอ อาโวกาโดร 2 P=อุณหภูิม(K) ในปี พ.ศ. 2345 (AMEDCO AVOGADRO) T=ความดัน โชแซฟ-ลุยส์ เกย็-ลูสแซก พิจารณาปริมาตรของแก๊สต่าง ๆ ณ สภาวะ STP ดังนี้ นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี (JOSEPH-LOIUS GAY-LUSSAC) นักเคมีชาวฝรั่งเศส ถังใบหนึ่งบรรจุอากาศที่มีความดัน 850 มิลลิเมตรปรอท ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเชียส เมื่อนำถังใบนี้ไปวางไว้กลางแดดจนมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเป็น 50 องศาเซลเชียส ความดันของอากาศในถังนี้จะมีค่าเป็นเท่าใด จำนวนโมล 1 1 11 มวล 32 4 38 40 อุณหภูมิ 0 000 ความดัน 1 111 ปริมาตร 22.4 22.4 22.4 22.4 กฎของเกย์-ลูสแซก

กฎแก๊สอุดมคติ กฎความดันย่อย ของดอลตันสนใจศึกษาและทำการทดลองเกี่ยวกับความตันของแก๊ส จากผลการทดลองและข้อสรุปของนักวิทยาศาสตร์หลายท่าน จึงมีการรวบรวมกฎ เกี่ยวกับแก๊สที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด ซึ่งจะได้ความสัมพันธ์ ดังนี้ ผสมต่าง ๆ แล้วสรุปและตั้งเป็นกฎความตันย่อยของตอลตัน (DALTON'S LAW OF PARIAL PRESSURE) PV = nk ขึ้นมา โดยกล่าวว่า \"ความตันของแก็สผสมที่ไม่ทำปฏิกิริยา T เคมีต่อกันจะเท่ากับผลบวกของความตันย่อยต่าง ๆ ที่เป็น องค์ประกอบของแก๊สผสมนั้น\" K เป็นด่าคงที่ ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนโมลของแก๊สโดยถ้าแก๊สมีโมล 1 โมล จะใช้ด่า R แทน เรียกว่า ค่าคงที่ของแก๊สต่อโมล (MOL GAS CONSTANT) Pรวม = P1 + P2 + ... + Pn ดังนั้น สำหรับแก๊สจำนวน ก โมล จะได้ความสัมพันธ์ ดังนี้ PV = nRT ถังขนาด 10 ลูกบาศก์เดซิเมตร บรรจุแก๊สไนโตรเจนที่มีความดัน 8 โดยที่ R = 0.0821 LATMK 'MO! 1 ซึ่งสูตรนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อดวามดัน มีหน่วยเป็น บรรยากาศ และถังอีกใบหนึ่งขนาด 20 ลูกบาศก์เดซิเมตรบรรจุแก๊สออกซิเจน ที่มีความดัน 5 บรรยากาศ ถ้าแก๊สในถังทั้งสองแพร่เข้าสู่สมดุลที่อุณหภูมิคงที่ บรรยากาศ (AM) ปริมาตร มีหน่วยเป็น ลิตร (1) และอุณหภูมิ มีหน่วยเป็น เคลวิน (K) ความดันของแก๊สผสมจะมีค่ากี่บรรยากาศ n จากสูตร PV = nRT สามารถปรับสูตรใหม่ได้ ดังนี้ P = V RT ซึ่ง n มีค่าเท่ากับความเข้มขัน (C) จึงได้ว่า P = CRT V จาก n= g โดยที่ M คือ มวลโมเลกุล จะได้ว่า g V PM= V RT แต่ มีค่าเท่ากับความหนาแน่น (d ) จึงได้ว่า PM = dRT

การแพร่ของแก๊ส กฏการแพร่ผ่านของเกรแฮม (GRAHAM'S LAW OF EFFUSION) ในปี พ.ศ. 2389 การแพร่ (DIFFUSION) หมายถึง การที่โมเลกุลของแก๊สชนิดหนึ่งเคลื่อนที่กระจาย โทมัส เกรแฮม(THOMAS GRAHAM) นักวิทยาศาสตร์ชาวสกอตแลนด์ ได้ทำการศึกษา ออกจากบริเวณที่มีความหนาแน่นมากไปยังบริเวณที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า และ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งระดับความเข้มข้นของแก๊สในทุกบริเวณที่แก๊สไหลไป และทดลองเปรียบเทียบอัตราการแพร่ผ่านของแก๊สชนิดต่าง ๆ พบว่า อัตราการแพร่ ได้นั้นมีค่าเท่ากัน แก๊สจึงจะหยุดแพร่ โดยการแพร่ของแก๊ส เป็นการเปลี่ยนแปลง ทางกายภาพเพียงอย่างเดียว ไม่มีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้น โมเลกุลของแก๊สจะมีการ ผ่านของแก๊สขึ้นอยู่กับมวลโมเลกุลหรือความหนาแน่นของแก๊ส กล่าวคือ แก๊สที่มีมวล เคลื่อนที่ตลอดเวลา และเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมาก แต่ก็เป็นการเคลื่อนที่แบบ สุ่มโดยขณะที่แก๊สแพร่ไปนั้นจะเกิดการชนกันระหว่างโมเลกุล หรือชนผนังภาชนะ โมเลกุลน้อย หรือมีความหนาแน่นน้อยจะแพร่ผ่านได้เร็วกว่าแก๊สที่มีโมเลกุลมาก หรือมี ไปด้วย ดังรูป ความหนาแน่นมาก เขาจึงได้สรุปความสัมพันธ์นี้เป็นกฎการแพร่ผ่านของเกรแฮม ซึ่งมี โมเลกุลของอากาส โมเลกุลที่แพร่ ใจความว่า \"เมื่ออุณหภูมิและความดันคงที่ อัตราการแพร่ของแก๊สใด ๆ จะแปรผกผัน ทิศทางการเคลื่อนที่ กับรากที่สองของมวลโมเลกุล หรือความหนาแน่นของแก๊ส\" ซึ่งสามารถเขียนแสดงความ การแพร่เกิดขึ้นกับสารได้ทุกสถานะ ทั้งของแข็ง ของเหลว และแก๊ส แต่กระบวน สัมพันธ์ได้ ดังนี้ R1 = M2 = d2 การแพร่ของแก๊สจะเกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็วกว่าของแข็งและของเหลว R2 M1 d1 การแพร่ผ่าน คือ กระบวนการที่แก๊สภายใต้ความดันค่าหนึ่งเคลื่อนที่ออกจากภาชนะที่ บรรจุแก๊สนั้นผ่านรูเล็กมาก ๆ ไปสู่อีกภาชนะหนึ่ง โดยโมเลกุลไม่ชนกัน ภายใต้สภาวะเดียวกัน แก๊สไฮโดรเจนแพร่ได้เป็น 6 เท่า ของแก็สคลอรีน ถ้าแก๊สไฮโดรเจน 1 ลิตร หนัก 0.089 กรัม ความหนาแน่นของแก๊สคลอรีนจะมีค่าเท่าใด

เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ㆍ2.การทำไนโตรเจนเหลว กับสมบัติของแก๊ส ตูดอากาศเข้าเครื่องอัตอากาศ และผ่านลงไปใน NAOH เพื่อกำจัดแก๊ส CO, จากนั้น ผ่านอากาศเข้าเครื่อง การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและความดันมีผลทำให้สารที่อยู่ในสถานะต่างกันมีสมบัติที่ กรองเพื่อแยกน้ำมัน และทำให้แห้งด้วยสารดูดความชื้น แล้วลตอุณหภูมิอากาศแห้งจน แก๊ลไนโตรเจน แตกต่างกัน ดังนั้น ในอุตสาหกรรมบางประเภทจึงได้มีการนำสมบัติที่แตกต่างกันมา เปลี่ยนเป็นของเหลวแยกตัวออกมา .ไนโตรเจนเหลวนิยมนำมาใช้ในอุตสาหกรรมที่กี่ยวข้องกับความเย็น และนำมาใช้ ใช้ประโยชน์ ประโยชน์ในทางการแพทย์ 1. การทำน้ำแข็งแห้ง น้ำแข็งแห้ง (DRY ICE) คือ คาร์บอนไดออกไซด์ ที่อยู่ใน สถานะของแข็งที่อุณหภูมิประมาณ -79 องศาเซลเซียส เรียกอีกชื่อว่า อากาศจากเครื่องอัต อากาศที่ไม่มีแก๊ส กรองน้ำมัน คาร์บอนไดออกไซด์แข็งซึ่งกระบวนการผลิตน้ำแข็งแห้ง แสดงดังแผนภาพ คาร์บอนไตออกไซด์ ทำให้แห้งโดยใช้ AL,0, อากาศ NaOH (aq) แก๊สคาร์บอน เพิ่มความตัน ทำให้แห้ง คาร์บอนไดออกไซด์ ไดออกไซต์ ทำให้แห้ง เหลวแห้งและ และลตอุณหภูมิ คาร์บอนไดออกไซต์ และบริสุทธิ์ บริสุทธิ์ เหลว อากาศแห้ง เพิ่มความตัน ไนโตรเจนเหลว แก๊สไนโตรเจน ลดอุณหภูมิ (-183'C) และลตอุณหภูมิ แยกออกซิเจนเหลว ลดอุณหภูมิ (-196'C) คาร์บอนไดออกไซต์แข็ง อัตผ่านรูพรุน คาร์บอนไดออกไซด์เหลว แห้งและบริสุทธิ์ ที่ความตัน (น้ำแข็งแห้ง) 18 ATM อุณหภูมิ -25'C การสกัดสารโดยใช้ตาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ในรูปของไหล .เป็นเทตนิคการสกัดสารโตยการควบคุมอุณหภูมิและความดันให้เหมาะสม ซึ่งไมใช้ ความร้อนในการสกัด จึงเหมาะสำหรับนำมาใช้กับสารที่เสื่อมสลายตัวยความร้อน


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook