Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือในการบริหารจัดการโรคใบร่วงชนิดใหม่

คู่มือในการบริหารจัดการโรคใบร่วงชนิดใหม่

Published by ju_sureerut, 2020-08-20 01:20:23

Description: คู่มือในการบริหารจัดการโรคใบร่วงชนิดใหม่

Search

Read the Text Version

ช่อื เอกสาร คมู ือขอ มูลทางวิชาการและแนวทางการปองกันกําจัดโรคใบรวง ชนิดใหมในยางพารา คณะผูจัดทาํ 1. นายกฤษดา สงั ขส ิงห ผอู าํ นวยการสถาบันวิจัยยาง จาํ นวน 2. นางฐิตาภรณ ภูมิไชย 3. นายวิทยา พรหมมี หวั หนากองบริหารงานวิจยั หวั หนากองวิจัยและพัฒนาการผลติ ยาง 19 หนา พมิ พ/ เผยแพร กองวจิ ัยและพัฒนาการผลติ ยาง สถาบันวิจยั ยาง การยางแหงประเทศไทย www.raot.co.th พิมพคร้งั ที่ 1 จาํ นวน 2,000 เลม พิมพท ี่ บริษัท นวิ ธรรมดา การพิมพ (ประเทศไทย) จํากัด 202 ซอยเจริญกรุง 57 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120 สงวนลิขสิทธิ์ กรกฎาคม พ.ศ.2563 สถาบันวิจยั ยาง การยางแหงประเทศไทย

คมู อื ขอมูลทางวิชาการและแนวทางการปองกนั กําจัดโรคใบรวงชนดิ ใหมในยางพารา โดย สถาบันวจิ ัยยาง การยางแหงประเทศไทย

คาํ นํา โรคใบรวงชนิดใหมในยางพารา พบการแพรระบาดคร้ังแรกในประเทศอินโดนีเซีย เมื่อป 2559 และตอมาพบการระบาดในประเทศมาเลเซีย เม่ือป 2560 การแพรระบาดของโรคน้ีไดขยายวงกวางขึ้นอยาง รวดเร็วและตอเนื่อง จนกระท่ังมีรายงานพบการแพรระบาดเขามายังพื้นท่ีภาคใตของประเทศไทย ไดรับรายงานครั้งแรกเดือนกันยายน 2562 ในจังหวัดนราธิวาส จากการตรวจสอบใบยางพาราที่เปนโรค พบเช้ือรา Pestalotiopsis sp., Colletotrichum sp. และเช้ือราอื่นๆ มผี ลใหตนยางมีใบรวงรุนแรง ตนยางมี สภาพเสื่อมโทรม ผลผลิตนํ้ายางทยอยลดลงๆ ถึงขั้นตองหยุดกรีดยาง เกษตรกรขาดรายได สง ผลเสยี หายทั้ง เชงิ เศรษฐกิจและสงั คม ความไมมน่ั คงในการทําอาชพี สวนยาง เช้อื รานแี้ พรระบาดโดยลมและฝน หรอื จากการ เคลื่อนยาย ชิ้นสวนของตนยาง หรืออาจเกิดจากการสะสมและพัฒนาของเช้ือท่ีมีอยูแลวในสวนยาง จงึ คอนขา งยากตอ การปองกนั ควบคุม หรือกําจดั การจดั ทําคูมือฉบับนี้มวี ัตถุประสงคเพื่อใหเกษตรกรชาวสวยยาง และหนวยงานท่ีเก่ียวของไดใชเปน ขอมูลทางวิชาการ คมู ือในการตรวจสอบการแพรระบาดของโรค การสังเกตลกั ษณะอาการ แนวทางปองกัน กําจัดเบื้องตน ขอแนะนําในการใชสารปองกันกําจัดโรคท่ีถูกวิธี การปฏิบัติเกษตรดีท่ีเหมาะสมสําหรับแปลง ยางพาราเพ่ือสรางความแข็งแรงใหตนยาง รวมถงึ การเฝาระวังและการแจงขอมลู พื้นที่พบโรคแกการยางแหง ประเทศไทยในพนื้ ที่ เพอื่ รว มกันปองกันกําจดั โรคชนิดน้ี เปน การการลดความสญู เสยี ทจ่ี ะเกดิ ขึน้ สถาบนั วิจัยยาง 2563 ( นายกฤษดา สังขสงิ ห ) ผอู าํ นวยการสถาบันวิจัยยาง การยางแหงประเทศไทย

สารบัญ หนา เร่ือง 1 5 ทีม่ าและประวัตกิ ารแพรระบาดของโรคใบรว งชนิดใหม 9 ขอ เท็จจรงิ เกยี่ วกบั โรคใบรวงชนิดใหมในยางพาราของประเทศไทย 11 ลักษณะอาการของโรคและความรุนแรง 14 มาตรการเฝา ระวังและดําเนนิ การในการแกไขปญหา 15 แนวทางการปองกนั กําจัดในแปลงยางพาราที่เปน โรค 16 ขอ แนะนาํ ในการใชสารปองกันกําจดั โรค 19 เกษตรดที ่ีเหมาะสมกบั ยางพาราเพอื่ สรา งความแข็งแรงใหตนยางพารา แบบบนั ทึกการระบาดของโรคใบรว งชนดิ ใหมใ นยางพารา

1 ที่มาและประวตั ิการแพรระบาดของโรคใบรวงชนดิ ใหม จากสถานการณก ารระบาดของโรคใบรวงชนิดใหมในยางพาราท่ีเกิดจากเช้ือรา ทมี่ ีความรุนแรงและ แพรร ะบาดอยา งรวดเรว็ ในชวงระยะสัน้ ในประเทศอนิ โดนีเซยี และมาเลเซียในชวงป พ.ศ. 2559 – 2562 ทาํ ให โรคชนิดน้ีความสําคัญอันดับหนึ่งของโรคที่พบในยางพาราของท้ัง 2 ประเทศ โดยสถานการณการระบาดใน ประเทศอินโดนีเซีย เร่ิมพบโรคใบรวงชนิดน้ีระบาดในยางพาราของพื้นท่ีเกาะสุมาตราตอนเหนือในป 2556 จากนั้นแพรระบาดสูเกาะสุมาตราทางตอนใตชวงปลายป 2560 โดยในชวงเดือนกุมภาพันธ 2561 พบโรคน้ี แพรระบาดทําใหยางพาราใบรวง เปนพื้นท่ีมากกวา 22,000 เฮกตาร (173,500 ไร) และแพรระบาดเพิ่มขึ้น เปน 103,254 เฮกตาร (645,337.5 ไร) ในป 2562 จากน้ันไดกระจายท่ัวไปในพื้นท่ีปลูกยางเกาะสุมาตรา เกาะชวา เกาะซูลาเวซี และเกาะกาลิมันตัน โดยในเดือนกรกฎาคม 2562 พบวามีพื้นท่ีท่ีไดรับผลกระทบถึง มากกวา 382,000 เฮกตาร (2,387,500 ไร) คาดวาในป 2019 ผลผลิตยางของประเทศลดลงไมต่ํากวา 15% สวนสถานการณโรคใบรวงชนดิ น้ใี นประเทศมาเลเซยี ในเดอื นพฤศจิกายน 2560 พบโรคน้รี ะบาดในพ้ืนท่ปี ลูก ยางท่ัวไป ยกเวนพ้ืนท่ีปลูกยางในรัฐมะละกา ปนัง เคดาห และปะลิส ทําใหใบยางรวงรุนแรงมากกวา 70% จนถึงตนป 2562 แพรระบาดเปนพื้นที่มากกวา 800 เฮกตาร (5,000 ไร) ทําใหใบยางรวงมากกวา 50% ผลผลิตลดลงมากกวา 30% การระบาดของโรคใบรวงชนดิ ใหมท่ีเกิดจากเชื้อราน้ี แพรขยายพื้นท่ีอยางรวดเร็ว และทําใหผลผลิต ลดลงมากกวา 15% สภาวิจัยและพัฒนายางระหวางประเทศ (IRRDB) จึงไดระดมผูเชียวชาญดานโรคยางลง พื้นท่ีระบาดในประเทศอินโดนีเซียคร้ังแรกเม่ือเดือนกรกฎาคม 2561 และลงความเห็นวาโรคใบรวงมีสาเหตุ จากเช้ือ Fusicoccum sp. ตอมา IRRDB ไดจัดประชุมเชิงปฏิบัติการขึ้นในเมืองปาเล็มบัง สุมาตราใต ในระหวางวันที่ 31 กรกฎาคม- 1 สิงหาคม 2561 เพ่ือใหประเทศสมาชิกรวมทั้งพันธมิตรรบั ทราบสถานการณ และเรียนรูสภาพการระบาด และลักษณะของโรคชนิดใหม นําเสนอความกาวหนาของงานวิจัย และรวมแสดง ความคิดเห็นในการจัดการโรคใบรวงท่ีระบาดใหม ตอมา ชวงมีนาคม 2562 กลุมผูเชยี่ วชาญไดลงพื้นท่รี ะบาด อีกครั้งในเกาะซุมบาวา ประเทศอินโดนีเซีย และไดเก็บตัวอยางใบยางท่ีเปนโรคแยกเลี้ยงเช้ือหาเชื้อสาเหตุ ตอมาใน เดือนเมษายน 2562 IRRDB ไดจัดประชุมกลุมผูเช่ียวชาญดานโรคพืชเก่ียวกับโรคระบาดใหมขึ้นอีก ครั้ง ณ กรุงกัวลาลัมเปอร ประเทศมาเลเซีย เพื่อถกประเด็นเชื้อสาเหตุ ซ่ึงไดต้ังสมมุติฐานวาโรคใบรวงน้ี อาจจะมสี าเหตุจากเช้อื Pestalotiopsis sp. หรอื มเี ช้อื สาเหตรุ วมกันมากกวา 1 ชนดิ ซึ่งตองทําการพสิ ูจนเชอื้ โดยวิธี Koch’s Postulate ตอไป เลขาธิการ IRRDB (Secretary General IRRDB) Dr. Datuk Aziz ไดตระหนักถึงความสําคัญของโรค ระบาดและเนน ย้ําวาการรายงานการระบาดโรคใบของยางพาราเปนประจาํ มีความสาํ คัญมาก เนอ่ื งจากปญ หา ดังกลา วในปจจุบนั มีความรายแรงมากข้นึ ควรมีการจดั ต้ังความรวมมือดา นการวิจัยรวมกันระหวา งสถาบันวิจยั และพัฒนาเพ่ือการจัดการโรคใบรวงของยางพารา และควรมีกลุมตัวแทนของแตละประเทศในการเฝาระวัง ทํางาน และรายงานเกย่ี วกบั โรคใบรวงใหมหรอื โรคอ่ืนๆน้ีในประเทศของตน (ภาพที่ 3) สาํ หรับประเทศไทยโดยเฉพาะภาคใต ซง่ึ เปนภูมภิ าคทมี่ ีสภาพภูมิอากาศเขตรอนช้นื ฝนตกชกุ ในแถบ เสน ศูนยส ตู รเชน เดียวกับประเทศอนิ โดนีเซยี (ภาพท่ี 1) และประเทศมาเลเซยี (ภาพที่ 2) จึงมีความเสยี่ งสูงตอ การแพรระบาดและไดรับผลกระทบจากโรคนี้

2 ภาพที่ 1 พ้นื ที่พบการระบาดของโรคใบรวงชนิดใหมในยางพารา (สีสม) ในประเทศอนิ โดนเี ซีย ภาพท่ี 2 พ้ืนท่ีพบการระบาดของโรคใบรวงชนิดใหมใ นยางพารา (ดาว) ในประเทศมาเลเซีย

3 ตารางที่ 1 พ้นื ท่ีการแพรระบาดของโรคใบรว งชนิดใหมในยางพาราในประเทศสมาชิกผูผลติ ยางธรรมชาติ ประเทศ พ้ืนที่ (ไร) อินโดนเี ซีย 2,419,826 ไทย 771,171 มาเลเซีย 110,300 ศรีลงั กา 6,250 รวม 3,307,547 ขอมูล ณ วนั ที่ 24 มกราคม 2563 ภาพท่ี 3 แผนทป่ี ระเทศท่ีพบการแพรระบาดของโรคใบรวงชนิดใหมในยางพารา (ดาว)

4 IRR 112 ภาพท่ี 4 ตวั อยางภาพการระบาดของโรคใบรวงชนดิ ใหมในยางพาราในประเทศอินโดนีเซีย (บน) และประเทศมาเลเซีย (ลาง)

5 ขอเท็จจริงเกี่ยวกบั โรคใบรวงชนดิ ใหมในยางพาราของประเทศไทย สําหรับสถานการณการระบาดของโรคน้ีในประเทศไทย ยังไมเ คยมรี ายงานการระบาดในประเทศไทย มากอน แตเปนท่ีหว่ันวิตกวาจะไดรับผลกระทบจากโรคน้ีเชนกันโดยเฉพาะในพื้นท่ีปลูกยางภาคใตของ ประเทศไทย เนื่องจากมีพื้นท่ีติดตอกับประเทศมาเลเซีย และท่ีสําคัญมีสภาพแวดลอมดานภูมิอากาศในเขต รอนชื้นเชนเดียวกับประเทศมาเลเซียและประเทศอินโดนีเซีย (ตารางที่ 1) จนกระท่ังเมื่อตนเดือน กันยายน 2562 มีการพบการระบาดของโรคใบรวงท่ีมีอาการคลา ยคลึงกับโรคใบรวงท่ีเกิดจากเชื้อ Pestalotiopsis sp. ที่ระบาดในประเทศดังกลาวเชนเดียวกัน โดยพบในพ้ืนที่ปลูกยางจังหวัดนราธิวาสทําใหตนยางพันธุ RRIM 600 ในสภาพแปลงมีใบยางรว งจํานวนมากเชน กัน วันท่ี 13-14 กันยายน 2562 สถาบันวิจัยยาง การยางแหงประเทศไทย โดย ดร.กฤษดา สังขสิงห ผูอํานวยการสถาบันวิจัยยาง นางอารมณ โรจนสุจิตร ผูอํานวยการศูนยวิจัยยางสุราษฎรธานี และ นางฐติ าภรณ ภมู ไิ ชยย ผูอํานวยการกองบริหารวิจัย สถาบันวิจยั ยาง นางอุบล เลก็ สุทธ์ิ พนกั งานการเกษตร 3 และคณะจากศนู ยวิจัยยางสงขลา เขาสํารวจและประเมินสถานการณก ารระบาดของโรคในพน้ื ท่ี อาํ เภอระแงะ อําเภอแวง และอําเภอรือเสาะ โดยประสานงานและนําเขาพื้นที่โดย กยท. จังหวัดนราธิวาส สามารถสรุป สถานการณการระบาดของโรคในชว งแรกดังน้ี 1. ชว งเวลาท่ีพบโรคใบรว งรุนแรงใน พืน้ ที่ จ.นราธิวาส สวนยางพาราในอําเภอระแงะ เกษตรกรเร่มิ พบการรวงของใบยางคร้ังแรกชวงกลางเดือนสิงหาคม 2562 ครั้งที่ 2 ชวงตนเดือนกันยายน 2562 สวนยางท่ีไปตรวจสอบเปนพันธุยาง RRIM 600 ใบยางรวง มากกวา 70% และคาดวาจะรวงหมดภายในเดือนกันยายน 2562 นี้ เน่ืองจากใบแกที่เหลืออยูบนตน แสดงอาการโรคทัง้ หมด ผลผลิตลดลงประมาณ 30-45 % สวนยางพาราใน อําเภอแวง เกษตรกรเร่ิมพบการรวงของใบยางคร้ังแรกชวงตนเดือนมกราคม 2562 จนถึงเดือนกลางเดือนสิงหาคม - ตนเดือนกันยายน 2562 เปนการรวงซํ้าครั้งที่ 3 (ใบที่แตกใหม ระยะใบแกแสดงอาการโรคและรวงซํ้า) ในแปลงนี้เกษตรกรปลูกยาง 3 พันธุคือ RRIM 600, RRIT 251 และPB 311 พบวาความรุนแรงของโรคไมแตกตางกัน ใบรวงมากกวา 90% ผลผลิตลดลงประมาณ 50% สําหรับแปลงยางอ่ืนๆแสดงอาการใบรวงจากโรคเชน เดียวกัน สวนยางยางพารา อําเภอรือเสาะ เร่ิมพบการรวงอยางรุนแรงของใบยางครั้งแรกชวงกลางเดือน สิงหาคม 2562 ครั้งท่ี 2 ชวงตนเดือนกันยายน 2562 โดยพันธุยาง RRIM 600 และRRIT 251 แสดงอาการ ใบรวง มากกวา รอยละ 90-100 นอกจากนีต้ น ยางเล็ก RRIT 251 อายุประมาณ 1-2 ป พบโรคเชนกันบนใบแก ของฉัตรลา ง สาํ หรับแปลงยางอ่ืนๆ แสดงอาการใบรว งจากโรคเชนเดียวกนั 2. พน้ื ทที่ ไ่ี ดรับผลกระทบจากการระบาดโรค นอกจากในพน้ื ท่ี ในอาํ เภอระแงะ อําเภอแวง และอาํ เภอรอื เสาะ แลว ยงั ไดรับรายงานเพ่ิมเตมิ จาก กยท.จังหวัดนราธิวาส วามีการระบาดของโรคในพ้ืนที่ อําเภอศรีสาคร อําเภอจะแนะ อําเภอสุคิริน อําเภอสุไหงปาดี และอําเภอสุไหงโกลก ดวยเชนกัน แตในแปลงปลูกพื้นท่ีอําเภอตากใบ อําเภอเจาะไอรอง อําเภอเมืองนราธิวาส อําเภอยี่งอ และอําเภอบาเจาะ ยังไมมีรายงานวาพบโรค ขณะน้ียังไมสามารถประมาณ เปนเน้ือที่ได จึงควรประเมินพื้นท่ีระบาดดวย โดรน(อากาศยานไรคนขับ) หรือ ภาพถายดาวเทียม (ภาพท่ี 6 และ 7) หรอื การตรวจสอบของพนักงานในพืน้ ที่ที่รับผิดชอบจงึ จะไดพ ้ืนท่ีระบาดทีแ่ ทจรงิ

6 3. ขอมูลจากการสํารวจในพื้นที่พบโรคของการยางแหงประเทศไทย จากการสํารวจพบการแพรระบาดในพ้ืนที่ 9 จังหวัด ไดแก จังหวัดนราธิวาส ยะลา ปตตานี สงขลา สตูล ตรัง กระบี่ พังงา และสุราษฎรธานี (ภาพท่ี 5) รวมพื้นท่ี 771,171.12 ไร มเี กษตรกรชาวสวนยางไดรับ ผลกระทบ 81,756 ราย รายละเอียดดังตารางที่ 2 ตารางท่ี 2 พ้ืนท่ีการแพรระบาดของโรคใบรวงชนดิ ใหมในยางพาราในประเทศไทย จังหวัด พ้ืนท่ีระบาด (ไร) เกษตรกร (ราย) นราธิวาส 732,193.00 79,432 ยะลา 4,938.00 400 ปตตานี 3,060.00 321 สงขลา 827.00 58 สตูล 221.20 1 พงั งา 26,321.12 1,252 ตรัง 1,549.89 123 กระบี่ 561.00 19 สุราษฎรธ านี 1,500.00 150 รวม 771,171.12 81,756 ขอมูล ณ วนั ท่ี 27 มกราคม 2563 / ภาพที่ 5 แผนที่จงั หวดั ทพ่ี บการแพรระบาดของโรคใบรวงชนดิ ใหมในยางพาราในประเทศไทย

7 4. ขอ มลู จากการสํารวจใบรว งของยางพาราโดย GISTDA จากการสาํ รวจการรวงของใบยางพาราจากทุกสาเหตุของโรครวมกับการรวงตามฤดูกาล ใน 7 จงั หวัด ไดแก จังหวัดพังงา กระบี่ ตรัง สงขลา ปตตานี ยะลา และนราธิวาส ซ่ึงมีพ้ืนที่ปลูกยางรวม 7,954,924 ไร พบพ้ืนที่ตนยางพารามีอาการใบรวง 946,799 ไร คิดเปนรอยละ 11.9 ของพ้ืนท่ีปลูกยาง (ขอมูล ณ วันท่ี 10 มกราคม 2563) ภาพท่ี 6 แผนท่ีแสดงอาการใบรวงในยางพาราใน 7 จังหวดั จากขอ มูลภาพถายดาวเทยี ม

8 ภาพท่ี 7 ตัวอยางแผนทีแ่ สดงอาการใบรว งในยางพาราในจังหวดั นราธิวาส ดวยขอมลู จาก ภาพถายดาวเทียม

9 ลักษณะอาการของโรคและความรนุ แรง อาการของโรคปรากฏบนใบยางแก ลักษณะเปนแผลกลมขนาดเสนผานศูนยกลางสวนใหญ มากกวา 0.5 เซนติเมตร ชวงเริ่มแรกอาการบนผิวใบเปนรอยสีเหลืองคอนขางกลม (chlorosis) (ภาพที่ 8) และตอมาเนื้อเย่ือรอยสีเหลืองจะตายแหง (necrosis) เปนแผลกลมสีสนิมซีด จะพบอาการจุดแผลตอ ใบยาง มากกวา 1 แผล ตอมาใบเหลือง (ภาพที่ 9) และรวงในท่สี ุด (ภาพท่ี 10) อาการโรครุนแรง และใบรวงมากหลัง มฝี นตกหนกั ติดตอกัน อยา งนอ ย 2 วัน โดยแปลงยางใหญไ ดรับผลกระทบทร่ี ุนแรง สวนแปลงยางขนาดเล็กยัง ไดร ับผลกระทบนอยกวาแตมีใบแกทแี่ สดงอาการของโรคและใบรวงเชน กัน พบไดใ นยางพาราทุกพันธุทีป่ ลูก ภาพที่ 8 ลักษณะอาการเริ่มแรกของการเกดิ โรคบริเวณใตใบมีลักษณะรอยชํ้าคอนขางกลม (ซาย) ผิวใบดานบนบรเิ วณเดยี วกันสเี หลืองกลม (ขวา) ภาพที่ 9 ลักษณะอาการรุนแรง เน้ือเย่ือบริเวณท่ีเปนโรคเปล่ียนเปนสคี ลํ้าขอบแผลดาํ (necrosis) และเปนแผลเน้ือเย่ือแหง (necrosis) สีนํ้าตาลจนถึงขาวซีดรอบแผลไมเ ปนวงสีเหลือง ลอมรอบ (yellow hallo) (ซาย) ระยะรนุ แรงใบเหลอื งและรวง (ขวา)

10 ภาพท่ี 10 สภาพแปลงยางพาราทไ่ี ดร ับผลกระทบจากโรคใบรว งชนดิ ใหม ในจงั หวดั นราธิวาส (บน) และจงั หวดั พังงา (ลา ง)

11 มาตรการเฝา ระวงั และดําเนนิ การในการแกไ ขปญหา การยางแหงประเทศไทยไดดําเนนิ การเพอ่ื แกปญ หาและบรรเทาสถานการณก ารระบาดของโรค ดังนี้ 1. ดําเนินการสํารวจเฝาระวังและติดตามสถานการณการแพรระบาดของโรค โดยการรับแจงและ สํารวจในพื้นที่ นอกจากน้ันไดประสานกับ GISTDA ในการประเมินพื้นท่ีการระบาดของโรคจากการรวงของ ใบดว ยภาพถายจากดาวเทียม 2. สาธิตการใชเทคโนโลยีและนวัตกรรมโดยการใชอากาศยานไรคนขับ (โดรน) (ภาพท่ี 13) ในการฉีด พน สารเคมีควบคุมและกําจัดเช้ือรา ในจังหวัดนราธิวาส ตรัง พงั งา กระบี่ สรุ าษฎรธานี นํารอ งจังหวัดละ 300 ไร รวม 1,500 ไร 3. ศกึ ษาวิจัยหาเชื้อสาเหตุและกลไกการเขาทําลาย ทดสอบประสิทธิภาพของสารเคมีในการปองกัน กาํ จดั ในพ้นื ทเ่ี กิดโรคในสภาพแปลง สาํ รวจการสญู เสยี ผลผลิตนํ้ายาง วจิ ยั และพัฒนาพันธุต า นทาน 4. ประสานความรวมมือกับหนวยงานอื่นเพ่ือแลกเปล่ียนความรู ขอมูล มาใชเปนแนวทางในการ บริหารจัดการโรค ท้ังหนวยงานในประเทศ เชน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร กรมวิชาการเกษตร กรมสงเสริมการเกษตร GISTDA และองคก รระหวางประเทศ เชน สมาคมประเทศผูผลิต ยางธรรมชาติ (ANRPC) สภาวิจยั และพฒั นายางระหวา งประเทศ (IRRDB) 5. ประชาสัมพนั ธขอมูลการตรวจสอบลกั ษณะอาการของโรคและคาํ แนะนําในการปองกันกําจัดโรค แกเจาหนาท่ี บุคลากร และเกษตรกรชาวสวนยาง ในพ้ืนที่ประสบภัยและพ้ืนที่เสี่ยง ในจังหวัดนราธิวาส ตรัง และสรุ าษฎรธานี 6. การยางแหงประเทศไทยต้ังศูนยบริหารจัดการโรคยางพารา ประกอบดวยพนักงานการยางแหง ประเทศไทย ผูแทนกรมวิชาการเกษตร ผูแทนกรมสงเสริมการเกษตร ผูทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัย โดยมีอํานาจหนาที่ บริหารจัดการเกี่ยวกับโรคยางพาราทั้งระบบ ควบคุม กํากับ ติดตาม ประเมินผลการ ระบาดและผลกระทบจากโรคยางพาราแลวใหรายงานกบั หนวยงานที่เกย่ี วของ 7. จัดประชุมผูเชี่ยวชาญดานโรคพืช (Meeting of Expert on Pestalotiopsis Leaf Disease) ภายใตความรวมมือของสมาคมประเทศผูผลิตยางธรรมชาติ ระหวางวันท่ี 13-15 มกราคม 2563 ณ จังหวัดสุราษฎรธานี เพื่อศึกษาการระบาดของโรคและหามาตรการปองกัน โดยมีผูเขารวมประชุมจาก ประเทศไทยและผูแ ทนจากตา งประเทศ รวม 60 คน สรุปผลการประชมุ มีดังนี้ 7.1. การสาเหตุของเชื้อ เนื่องจากประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย ระบุเช้ือสาเหตุ Pestalotiopsis sp. ขณะท่ีประเทศอินเดีย ระบุเชื้อสาเหตุ Colletotrichum sp. สําหรับประเทศไทย โดยศูนยวิจัยยางสุราษฎรธ านี ระบุเช้ือสาเหตนุ าจะเกิดจากเช้ือ Colletotrichum sp. อยางไรก็ตามท่ีประชุม มีมติใหการยางแหงประเทศไทยขอความอนุเคราะหกรมวิชาการเกษตรในการจําแนกลักษณะและชนิดของ เชื้อ (identify) เพ่ือตรวจสอบความถูกตองอีกคร้ังโดยใชเทคนิคข้ันตอนทางดานหลักวิชาการโรคพืช ใหสง ตัวอยางเช้ือราที่ทางศูนยวิจัยยางสุราษฎรธานีแยกเชื้อไวแลว โดยจะตรวจสอบท้ังเช้ือ Colletotrichum sp. และ Pestalotiopsis sp. คาดวา จะใชเวลาในการตรวจสอบประมาณ 3 เดอื น 7.2. มาตรการปองกันการแพรระบาดของเช้ือรามีโอกาสติดไปกับกลายาง เนื่องจากพบการ แพรร ะบาดของโรคนใ้ี นแปลงผลิตก่ิงตายางดวย ใหส ถาบันวิจยั ยาง การยางแหงประเทศไทย ทาํ หนงั สอื ถึงกอง การยาง กรมวิชาการเกษตร เพื่อควบคุมและกํากับใหแปลงขยายพันธุตนยางเพ่ือการคา ผลิตวัสดุปลกู ที่ได มาตรฐานและปราศจากโรค เพ่อื ปองกันการแพรร ะบาดไปสแู หลง ปลูกยางอ่ืน

12 7.3. การตดิ ตามผลการใชยาปอ งกนั กําจัดเชื้อรา คณะผูรว มประชุมไดไปศกึ ษาดูงานผลการใช ยาปองกันกําจัดเช้ือราในแปลงยางท่ีพบโรคระบาดในพ้ืนที่ อําเภอพนม จังหวัดสรุ าษฎรธานี จํานวน 5 แปลง พบวาแปลงที่เกิดโรคระบาดและมใี บรวงมากกวารอยละ 80 เม่ือฉีดพนใชยาปองกันกําจัดเช้ือรา 1 ครั้ง ทําให ตนยางแตกใบออ นกอ นแปลงทไี่ มไดฉ ดี พน อยางไรกต็ ามยังตอ งมกี ารติดตามการเขาทําลายของโรคในใบท่ีแตก ใหมว ายังมีการเขาทําลายซํา้ อีกหรือไม สําหรับแปลงท่ีพบโรคระบาดและมใี บรว งไมเกินรอยละ 20 การฉีดพน ยาปอ งกนั กาํ จดั เชื้อราสามารถลดการรว งของใบและทําใหปริมาณผลผลติ ไมล ดลงจากเดิม 8. การติดตามผลการดําเนินการเพื่อบรรเทาสถานการณการระบาดของโรคใบรวงชนิดใหมในเขต พ้ืนทภ่ี าคใต ดวยงบประมาณจากเงนิ อดุ หนนุ จากกองทุนพฒั นายาง ตามมาตรา 49 (3) ดังน้ี กยท.จ. นราธิวาส เคร่อื งพน แรงดันสงู 17 เครือ่ ง เปน เงนิ 544,000 บาท เครอ่ื งพน สะพายหลงั 2 เครือ่ ง เปน เงิน 7,600 บาท ยาปองกนั กาํ จัดเชอื้ รา 450 ลติ ร เปน เงนิ 450,000 บาท กยท.จ. ตรัง เคร่อื งพนแอรบลาส 1 เคร่ือง เปน เงนิ 180,000 บาท ภาพที่ 11 การอบรมใหความรูเกี่ยวกับโรคใบรวงชนิดใหมแ กพนักงานและเจาหนาที่ผเู กีย่ วของ

13 ภาพที่ 12 การสาธติ การพนยาปอ งกันกาํ จัดโรคดวยเคร่ืองปมแรงดันสูง ภาพที่ 13 การสาธติ การพนยาปองกนั กาํ จัดโรคดว ยอากาศยานไรค นขับ (โดรน)

14 แนวทางการปองกันกาํ จัดในแปลงยางพาราท่ีเปนโรค คําแนะนําเบอื้ งตนในการปองกนั กาํ จัดโรคโรคชนิดใหมน ี้ 1. ทําความสะอาดแปลงยางพารา โดยการกําจดั วัชพืช เก็บเศษซากใบและสวนอ่ืนๆ ท่ีเปนโรคออก จากแปลงไปฝงกลบหรือกองรวม โรยดว ยปูนขาวและยเู รีย (ปริมาณรอ ยละ 10 ของนํา้ หนกั ปูน) แลว รดน้ําตาม นอกจากนี้หากแปลงยางพารามีน้าํ ทวมขังใหทาํ รอ งระบายนาํ้ ออกจากแปลง 2. ใสปุยบํารุงสมํ่าเสมอเพ่ือสรางความสมบูรณใหกับตนยาง สามารถสรางใบใหมออกมาทดแทน ใบยางท่รี ว งเนอ่ื งจากโรคไดอ ยางรวดเร็ว 3. หากสังเกตเห็นตนยางมีทรงพุมไมสดชื่น ใบออกเหลืองใหตรวจสอบอาการของโรคบนใบ และใบยางทรี่ ว ง หากพบมีอาการของโรคใหรีบใชส ารเคมฉี ีดพนทรงพุมใหทว่ั ท้งั แปลงโดยเคร่ืองฉีดพนสารเคมี แรงดนั สงู หรอื เคร่ืองพน สารอื่นตามความเหมาะสม (ภาพท่ี 12 และ 13) 4. สารเคมีปองกันกําจัดโรค คําแนะนําการปองกันกําจัดโรคที่เกษตรกรตองปฏิบัติเม่ือพบโรคน้ี ระบาดคือ พนดวยยาปองกันกําจัดเช้ือรา แมนโคเซบ 2-3 ครั้ง สลับดวยยาดูดซึม เชน คารเบนดาซิม หรือ โพรพเิ นป หรือ คลอโรธาโลนิล หรือเฮกซาโคนาโซล 1 คร้งั ตามอตั ราแนะนํา (ภาพที่ 14) ภาพท่ี 14 แนวทางการปองกนั กําจัดโรค

15 ขอแนะนาํ ในการใชสารปองกันกําจัดโรค สารปองกันกําจัดโรคถือเปนวัตถุอันตรายทางการเกษตรชนิดหน่ึง ตองข้ึนทะเบียนถูกตองตาม กฎหมาย มีเลขทะเบียนวัตถุอันตราย และมีคําแนะนําบนฉลาก ไมใชวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่หามผลิต นําเขา สงออก หรือการมีไวในครอบครอง ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2562 และทร่ี ะบใุ นรายการ วัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ประเทศคูคาหามใช หรือตามขอกําหนดของประเทศคูคา ท้ังนี้ตองไมเปนสาร หามใชใ นประเทศ และหยุดใชวัตถุอันตรายทางการเกษตรกอนการเก็บเกี่ยวตามชวงเวลาท่ีระบุไวในฉลาก กํากบั การใชวัตถุอันตรายทางการเกษตรแตล ะชนดิ หรือใหเปนไปตามคาํ แนะนําของทางราชการ วัตถอุ ันตราย ทางการเกษตรทเี่ ก่ียวของกับการผลิตยางพารา มี 3 จําพวก ไดแก สารเคมีกําจัดวัชพชื สารเคมีปองกันกําจัด โรคและแมลง และนา้ํ กรดสาํ หรบั การจบั ตัวของนาํ้ ยาง การใชสารปองกันกําจัดศัตรูพืชอยางเหมาะสมตองคํานึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยของ ผูปฏิบัตงิ าน รวมถึงสิ่งแวดลอม ดังนนั้ ผูปฏิบัติงานตองมีความรูในการใชวตั ถุอันตรายทางการเกษตรที่ถูกตอง เหมาะสมกับวัชพืชและศัตรูพืช ชนิดและอัตราการใช เครอื่ งพนวัตถุอันตรายทางการเกษตร และอุปกรณที่ เก่ียวของ การปฏิบตั ิงานหม่ันตรวจอุปกรณเคร่ืองพนอยาใหมีรอยร่ัว เพราะจะทาํ ใหสารพิษเปยกเปอนเสื้อผา และรา งกายของผูพน ได ตองสวมเส้ือผาและรองเทาใหมิดชิด รวมทัง้ การใชหนากากหรือผาปดจมกู และศีรษะ เพื่อปอ งกนั อนั ตรายจากสารพิษ (ภาพท่ี 15) ควรอา นฉลากคาํ แนะนําคุณสมบตั แิ ละการใชก อนทุกครง้ั การพน สารเคมีควรพนในชว งเชาหรือเย็นขณะลมสงบ หลกี เลย่ี งการพนในเวลาแดดจัดหรือลมแรง และผูพนตองอยู เหนือลมตลอดเวลา การเตรียมสารเคมีท่ีผสมแลวใชใหหมดในคราวเดียว ภาชนะบรรจสุ ารเคมีควรปดใหสนิท เม่ือเสร็จงานและเก็บไวในท่ีมิดชิดหางจากสถานท่ีปรุงอาหารและแหลงน้ํา ภายหลังการพนสารเคมีทุกคร้ัง ผูพนตองอาบนํ้า สระผม และเปล่ียนเสื้อผาทันที เสื้อผาท่เี ปอนสารเคมีตองซักใหสะอาดทุกคร้ังและทําลาย ภาชนะบรรจสุ ารเคมีท่ีใชหมดแลว อยาทง้ิ ตามรอ งสวน แมนา้ํ ลาํ คลอง ภาพที่ 15 การปองกันตัวเองใหป ลอดภัยเม่อื ใชสารเคมีปอ งกันกําจัดศัตรูพืช

16 เกษตรดีที่เหมาะสมกบั ยางพาราเพอื่ สรางความแข็งแรงใหตนยางพารา เกษตรกรชาวสวนยางควรมีแผนการจัดการในแปลงปลกู ไดแก การทําขั้นบันได (กรณีพื้นที่ลาดชัน) การใสปุย การกาํ จดั วชั พืช การปองกันกําจัดศตั รพู ืช แผนการเก็บเก่ยี ว และปท เ่ี ปดกรดี รวมท้งั การจัดการตาม แผนท่กี ําหนดไว ซงึ่ วิธกี ารดาํ เนินการตามหลักเกษตรดีท่ีเหมาะสมกับยางพารามดี ังน้ี 1. การตัดแตงกิ่งตนยาง การตัดแตง กงิ่ ที่ถกู วิธชี วยใหต นยางมีลาํ ตนกลม ตรง เปลือกบรเิ วณที่กรีดไม มปี ุมปม งา ยตอการกรดี ตนยางเจริญเติบโตไดด ีขึ้น ทรงพุม สมดุล โปรง และปอ งกันโรคจากเชื้อรา การตดั แตง ก่ิงเริ่มต้ังแตยางอายุ 1 ปในชวงตนฤดูฝน และปลายฤดูฝน ในระดับตํ่ากวา 2 เมตร ใชกรรไกรตัดใหชิดกับ ลําตน ไมควรใชมีดตัดหรือสับ และโนมตนลงมา ควรทาสารเคมีปองกันโรคและแมลง ดวยปูนขาว ปูนแดง หรอื สี บรเิ วณรอยแผลทตี่ ัดแตง กิ่งทุกคร้ัง 2. การคลุมโคน ปลายฤดูฝนควรคลุมบริเวณตนยาง เพื่อรักษาความชื้นในดินในชวงฤดูแลง โดยใชฟางขาว หรือเศษซากพืชเหลือใชจากการเกษตรคลุมบริเวณโคนตนยางเปนวงกลมหางจากโคนตนยาง 5-10 เซนติเมตร ใหม รี ศั มคี ลุมพื้นท่ีโคนตน ยางประมาณ 1 เมตร คลุมหนาประมาณ 10 เซนตเิ มตร 3. การปองกันรอยไหมจากแสงแดด ในฤดูแลงมักปรากฏรอยแหงจากแสงแดด ซ่ึงเกิดจากการที่ เน้ือเย่ือสวนนั้นไดร ับแสงแดดเปนเวลานานติดตอกันจนเซลลเนื้อเย่ือเสียหาย ไมสามารถเจริญเติบโตตอไปได กอนเขา ชว งแลงควรใชปนู ขาว 1 สว นผสมกบั น้ํา 2 สว น หมักแชทง้ิ คางคนื ทาตงั้ แตบรเิ วณโคนตนสวนที่เปนสี นํ้าตาลสูงขึน้ มาจนถงึ สว นท่เี ปนสีนาํ้ ตาลปนเขยี วเพ่ือปองกันความรุนแรงของแสงแดด 4. การควบคมุ และกําจัดวัชพชื วัชพืชเปนปจจัยหลักทม่ี ีผลตอการเจรญิ เติบโตของตน ยางในชว งยาง กอนเปดกรดี การควบคุมกาํ จัดวัชพืชมีหลายวิธี ดังนี้ 4.1. การควบคุมและกาํ จัดวัชพืชแบบไมใชสารเคมี การปลูกพืชแซมยาง สามารถปลูกพืชแซมไดตั้งแตเริ่มปลูกยางพาราจนกระทั่งยางพารา เจริญเติบโตจนมีรมเงาในระหวางแถวยาง นอกจากน้ีปุยที่ใสใหพืชแซมยางยังเปนประโยชนตอยางพาราได อีกดวย พืชแซมท่ีนาํ มาปลูกควรเปนพืชไรหรือพืชสวนอายุสั้น และพืชผัก ตองเปนพืชที่เขากับสภาพของ ดินและภูมิอากาศในบริเวณน้ัน และเปนท่ีตองการของตลาดดวย การปลูกใหป ลกู หา งจากแถวยางอยา งนอย 1.0-1.5 เมตร ไมแนะนําใหปลูกออยโรงงาน ละหุง และมันสําปะหลัง หากจําเปนตองปลูกมันสําปะหลังใน ระหวา งแถวยาง ควรปลูกหา งจากแถวยางไมน อยกวา 2 เมตร และไมค วรปลกู พนั ธุที่มลี าํ ตน สูง ในกรณที ี่แปลง ยางเคยเปนโรคราก ไมแ นะนาํ ใหป ลกู มันสําปะหลังเปนพชื แซม การปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่วระหวางแถวยาง ชวยควบคุมวัชพืช ใหอินทรียวัตถุและ ธาตุอาหาร และปองกันการชะลางของหนาดิน พืชคลุมดินตระกูลถั่วที่แนะนําไดแก คาโลโปโกเนียม เพอราเรีย เซนโตรซิมา ซีรูเลียม และมูคูนา การปลูกควรปลูกหางจากแถวตนยางประมาณขางละ 2 เมตร สวนมูคูนาควรปลูกบริเวณกึ่งกลางระหวางแถวยางหางกันตนละ 5-8 เมตร ตองระวังพืชคลุมเลื้อยขึ้น พันธุตนยาง และในชวงฤดูแลงใหระวังเศษซากพืชคลุมที่แหง อาจกอใหเกิดปญหาไฟไหมสวนยางได ไมควร ปลกู พชื คลุมกอนปลูกยาง ใชแรงงานคน เชน การขุด ถาก ตัด สามารถทาํ ไดทั้งในระหวางแถวตนยางและในแถวตน ยาง และควรกาํ จัดกอนวัชพืชออกดอก การใชรถแทรกเตอร เหมาะกับสวนยางที่ไมปลูกพืชแซมหรือพืชคลุม โดยการตัดหรือ ไถพรวนระหวางแถวตนยางปละ 2 ครั้ง ชวงตนฤดูฝนและปลายฤดูฝน สําหรับสวนยางพาราที่มีอายุ ตั้งแต 4 ปขึ้นไป ไมควรใชรถแทรกเตอรไถอีกตอไป เนื่องจากทําใหสูญเสยี รากฝอย รวมทั้งเสยี เวลาในการ

17 สรา งรากใหมทดแทน สวนยางทเี่ ปด กรีดแลว จะทาํ ใหผลผลิตลดลง 3-6 เดือน นอกจากน้กี ารตัดรากทําใหเกิด บาดแผล เช้ือโรคเขา ทําลายไดงา ยขึ้น และทําใหดินอดั แนน โครงสรา งดนิ เสยี หาย 4.2. การควบคุมและกาํ จัดวัชพืชแบบใชสารเคมี การใชสารเคมีกําจัดวัชพืชเปนวิธีที่สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูง ผูปฏิบัติควร เขาใจเก่ียวกับชนิด ขนาด อายุของวัชพืช อายุของตนยาง สภาพแวดลอม ชนิดและอัตราของสารเคมีที่ใช ตลอดจนวิธีใชท่ีปลอดภัย ผลตกคางในดินและนา้ํ 5. การใสป ุยยางพารา สูตรปุย และอัตราปุย ที่แนะนําสําหรับยางพารา เปน สูตรปุยทั่วไปเหมาะสําหรับดนิ ท่ีเปนตัวแทนสวน ใหญข องประเทศ เพอ่ื ใหเ กษตรกรสามารถนาํ ไปปฏิบัติไดง า ย ทั้งนี้ใหใ ชปุยท่ขี ึ้นทะเบียนกับกรมวชิ าการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ ยางพารากอนเปดกรีด ปุยบํารุง ปุยเคมที ่ีแนะนําใหใชในสวนยางกอนเปดกรีดมี 3 สตู ร ตามเขตปลกู ยาง คอื สูตร 20-8-20 สาํ หรับดินรว นเหนยี วและดนิ รวนทรายในเขตปลกู ยางเดิม สตู ร 20-10-12 สาํ หรบั ดนิ รว นเหนียวในเขตปลกู ยางใหม สตู ร 20-10-17 สาํ หรับดินรวนทรายในเขตปลกู ยางใหม หมายเหตุ - เขตปลูกยางเดิม คือ เขตพ้ืนท่ีปลูกยางภาคใตแ ละภาคตะวันออก 3 จังหวัด คือ ระยอง จันทบุรี และตราด เขตปลูกยางใหม ไดแก พ้ืนท่ีปลูกยางในเขตภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวนั ออก (นอกเหนอื จาก 3 จงั หวดั ) และภาคกลาง อัตราปุยที่แนะนาํ ใหใสแ ตกตางกันตามชนิดของเน้ือดิน และอายุของตนยาง (ตารางท่ี 3) ควรใสปุย อินทรียรว มดวยในพื้นท่ีที่มีปรมิ าณอินทรียวัตถุตา่ํ อัตราอยางนอย 2 กิโลกรัมตอตนตอ ป โดยคลกุ เคลากับดิน กอนใสปยุ เคมี 15-20 วัน วิธีการใสปุยยางเล็ก ใสเปนวงกลมรอบ ๆ ลําตนตามบริเวณทรงพุม เม่ือตนยางมีอายุ 2 ปขึ้นไป ใหใสปุยโดยโรยเปนแถบ 2 ขางแถวยางตามบริเวณทรงพุมของตน แลวเกล่ียดินกลบใหปุยอยูใตผิวดิน ในพ้ืนทล่ี าดชันและพ้ืนท่ที ีม่ ฝี นตกชุกติดตอกันเปน เวลานาน ควรใสโดยขุดหลุมลึกประมาณ 5-10 เซนติเมตร จํานวน 2 หลุมตอตน เพ่ือลดการชะลางปุย การใสปุยบริเวณรอบทรงพุม เน่ืองจากบริเวณปลายรากจะอยู บริเวณทรงพุม เปนรากใหมๆ และรากฝอยซึ่งเปนรากท่ีสําคัญในการดูดนํา้ และสารอาหารจากดินจะมีอยูมาก ในบรเิ วณนน้ั

18 ตารางท่ี 3 สูตรและอตั ราปุยที่แนะนําใหใ ชกับตนยางกอ นเปดกรดี อายตุ น ยาง เขตปลูกยางเดิม (กรัม/ตน ) เขตปลูกยางใหม (กรัม/ตน ) (เดือน) ปท ี่ ดินรวนเหนยี ว ดินรวนทราย ดินรว นเหนยี ว ดนิ รวนทราย 20-8-20 20-8-20 20-10-12 20-10-17 1 2 70 100 60 70 5 100 140 80 110 11 130 170 100 120 2 14 150 200 110 130 16 150 210 120 130 23 150 210 180 140 3 28 230 320 180 210 36 230 320 180 210 4 42 240 330 180 210 48 240 330 200 280 5 52 260 360 200 280 60 260 360 200 280 6 64 270 370 200 330 72 270 370 200 330 7 76 - - 200 330 84 200 330 ยางพาราหลังเปดกรีด ใสปุยเคมีสูตร 30-5-18 ในกรณีผสมปุยใชเอง หรือปุยเคมีสูตรสําเร็จ 29-5-18 โดยแบงใสปละ 2 ครั้ง คร้ังแรกใสตนฤดูฝนชวงใบเพสลาด และคร้ังที่สองใสปลายฤดูฝน อัตรา 500 กรัมตอตนตอคร้ัง ในชวงที่ดินมีความชื้นหรือฝนตกติดตอกัน โดยหวานระหวางแถวหรือ โรยบริเวณก่ึงกลางแถว ควรเกลี่ยใบยางใหเปนแนวกอนใสปุยแลวคราดกลบ ในกรณีท่ีระหวางแถวยางเปน รองระบายน้ําใหใสปุยหางจากโคนตนยางประมาณ 2-3 เมตร ถา พื้นที่ลาดเอียง หรอื สูงๆ ตํ่าๆ เปนลอนลาด ควรขุดหลุมแลวฝงกลบเพื่อปองกันปุยถูกชะลาง ไมควรใสปุยบริเวณโคนตนยาง เนื่องจากรากฝอยบริเวณ ใกลๆ ลําตนสว นใหญเปนรากแกม ีศกั ยภาพในการดดู ธาตุอาหารตา่ํ มาก การผสมปุยสูตร 30-5-18 มีสัดสวนการผสมอยางงาย ดังน้ี 6:1:3 หมายถึง ปุยยูเรีย (46-0-0) จํานวน 6 กระสอบ ปุยไดแอมโมเนียมฟอสเฟต (18-46-0) จํานวน 1 กระสอบ และปุยโพแทสเซียม (0-0-60) จํานวน 3 กระสอบ สูตรนี้ผสมไดคร้ังละ 500 กิโลกรัม หรือ 10 กระสอบ ใสตนยางได 1,000 ตน อัตรา ตน ละ 500 กรมั สําหรับการใสปุยคอกและปุยอินทรีย ควรใสโดยผสมคลุกเคลากับดิน หรืออาจใชวิธีโรยเปนจุดๆ หางจากแถวยาง 2-3 เมตร หรือใสก่ึงกลางระหวางแถวยาง ไมควรวางปุยคอกทั้งกระสอบ ถึงแมวาจะกรีด กระสอบใหข าดก็ตาม เพราะไมม ผี ลในการปรบั สภาพดิน

19 แบบบันทึกการระบาดของโรคใบรวงชนดิ ใหมใ นยางพารา 1. ขอ มลู เจาของแปลง นาย/นาง/นางสาว นามสกลุ ท่ีอยูเลขท่ี หมูท่ี ตําบล อําเภอ จังหวัด 2. ขอมูลเจาของสวนยาง ทต่ี ั้งของแปลงยาง หมทู ี่ ตําบล อาํ เภอ จังหวดั พนั ธยุ าง อายุ พน้ื ทปี่ ลกู ไร ระยะปลูก พิกัดแปลง X Y 3. สภาพอากาศชวง 10 – 15 วัน กอนจนถงึ วนั สาํ รวจ (สงั เขป) สภาพฝน สภาพอากาศ 4. ขอมลู โรค การพบโรค และผลการผลิตยางพารา ว/ด/ป ท่ี การพบโรคชว งสํารวจ ประวัติการพบโรคครั้งแรก ผลผลิตยาง (กก.) สาํ รวจ พบ ไมพบ %ใบรว ง เริม่ พบโรค สภาพ กอนพบ ปจจุบนั (ด/ป) อากาศ โรค ผสู าํ รวจ/บันทึก หมายเหตุ เกษตรกรชาวสวนยางท่ีพบโรคใบรว งระบาดหรือมีขอสงสยั สอบถามไดท่สี ถาบันวิจยั ยาง การยาง แหงประเทศไทย กรุงเทพฯ ศูนยวิจัยยาง หรอื การยางแหงประเทศไทยในพื้นท่ี


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook