Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ebook-29

ebook-29

Published by ju_sureerut, 2020-06-14 22:24:32

Description: ebook-29

Search

Read the Text Version

ปที ่ี 38 ฉบบั ที่ 2 เมษายน-มถิ นุ ายน 2560 ฉบบั อเิ ล็กทรอนิกส์ 29

ปล่องระบายควนั ห้องรมควัน เตาเผา ท่อนาความร้ อน ภาพที่ 1 โรงรมควนั ด้านข้าง ภาพแบบท่วั ไป ϰ ปีท่ี 38 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2560 ฉบับอเิ ล็กทรอนกิ ส์ 26  สารบัญ เตาเผาจะตอ้ งสร้างให้พนื้ มีความลาดชันจากหน้าเตาไปยังท้ายเตา ตัวเตาควรสร้างด้วยอิฐทนความ ร้อน และใหช้ อ่ งปลอ่ ยควันอยู่ที่ระดับความสูง ¾ ของความสูงหลังเตาเพ่ือให้มีประสิทธิภาพในการพา ความร้อนไปยงั ทอ่ นาความรอ้ นไดด้ ี โดยมปี ระตปู ิดเปดิ ทาหน้าที่ควบคมุ การสญู เสียความร้อน ข้อควรระวัง ในการใสฟ่ นื หา้ มโยนไม้ฟนื เข้ากองไฟเน่ืองจากจะเกิดสะเก็ดไฟปะทุท่ีรุนแรงและเป็น สาเหตุให้สะเกด็ ไฟไปสมั ผัสกับยางท่อี ยใู่ นหอ้ งรมควนั เกิดไฟไหม้ได้ ภาพที่ 2 เตาเผา  ภาพท่ี 19 ภาพดา้ นล่างของโรงรมควนั ชนดิ เตาเผาทรงนอน แาสกดเตงทาเ่อผนา้าดคา้ วนาหมนรา้อ้ ในหซไ้ หงึ่ ตลิดไปตต้งั ดาม้านทลอ่ ่าตงาขมอคงวหา้มอยงบราริเวมวณดขักสะอเทก็ดงไ่อฟห น้อี้จงแะลนะ้าปควลา่อมยรเข้อบ้านทสทูห่ คี่เ้อปวง่ารามมมาจากพัด ทอ่ นาความร้อน ภาพท่ี 3 บรเิ วณดกั สะเกด็ ไฟ 2 การออกแบบห้องรมควนั เพอ่ื แก้ไขปัญหา ภาพด้านบน ไฟไหมโ้ รงรมควันยางพารา 18ภาพด้านข้าง สมบัติของยางพนั ธุต์ ่างๆ ภาพที่ 4 แสดงรอ่ งและทอ่ ความรอ้ น   ภาพท่ี 20 เตาเผาทรงนอน นา้ ของเตาเผาทรงนอน มีประตูปดิ เปดิ เพือ่ ใสฟ่ นื สว่ นล่างจะเปน็ ส่วนเก็บเถา้ ถ่านจากการ

บทบรรณาธกิ าร ในการจัดท�ำวารสารยางพารา โดยปกติแล้ว จะ ธานี สมบัติที่น�ำเสนอ มีท้ังท่ีศึกษาจากน�้ำยางและยาง จัดหาผลงานวิจัยหรือบทความทางวิชาการที่น่าสนใจ แห้ง สมบัติท่ีศึกษาจากน�้ำยาง ได้แก่ ปริมาณเนื้อยาง และมีประโยชน์มาลงตีพิมพ์ฉบับละ 3-5 เร่ือง ซ่ึง แห้ง ปริมาณของแข็งท้ังหมด ปริมาณสิ่งท่ีไม่ใช่ยาง ประกอบด้วยบทความสั้นบ้าง ยาวบ้าง ปะปนกันไป ปริมาณโปรตีน ปริมาณคาร์โบไฮเดรต ปริมาณ อย่างไรก็ตาม เมื่อคิดเป็นจ�ำนวนหน้าแล้ว จะลงตัวอยู่ที่ แมกนีเซียม และขนาดของอนุภาคยาง ส่วนสมบัติที่ 48 หน้า (ในกรณีพิเศษ อาจขยายถึง 52 หน้า) ส�ำหรับ ศึกษาจากยางแหง้ ได้แก่ ปริมาณเถา้ ปรมิ าณไนโตรเจน วารสารฉบับน้ี มแี ค่ 2 เร่อื ง ผอู้ า่ นเห็นแล้ว อาจรู้สึกว่า มี ความออ่ นตวั เรมิ่ แรก ดชั นคี วามออ่ นตวั ความหนดื และสี บทความน้อยลง ความจริงแล้ว ถึงแม้ว่ามีจ�ำนวนเร่ือง สมบัติของยางพันธุ์ต่างๆท่ีกล่าวมาข้างต้นจะเป็น น้อยลง แต่เน้ือหายงั มปี ริมาณในระดบั ปกติ คอื 48 หนา้ ประโยชน์ต่อผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมท่ีจะเลือก เพียงแตว่ า่ ทัง้ สองเร่ืองเป็นบทความทม่ี เี นือ้ หาสาระคอ่ น ใช้ผลผลิตน้�ำยางหรือยางแห้งจากยางพันธุ์ใดพันธุ์หนึ่ง ขา้ งมากนน่ั เอง ส�ำหรับน�ำไปผลิตผลิตภัณฑ์ชนิดใดชนิดหนึ่งที่ต้องการ บทความเรื่องแรก เป็นผลการศึกษาในการที่จะ สมบัติของยางที่เฉพาะเจาะจง เช่น การผลิตถุงมือยางที่ แก้ไขปัญหาไฟไหม้โรงรมควันยางพารา ซ่ึงมีสาเหตุหลัก เน้นในเร่ืองของปริมาณโปรตีนที่จะก่อให้เกิดอาการแพ้ จากการออกแบบเตาเผา และไม่ได้ควบคุมการเผาไหม้ ต่อผู้ท่ีสวมใส่ หรือสมบัติในเร่ืองสีของยางแผ่นท่ีต้องการ ของเชื้อเพลิง บทความนี้ได้น�ำเสนอการออกแบบโรงรม น�ำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่เน้นถึงเร่ืองสี เช่น พ้ืนรองเท้า ควัน เตาเผา รวมทั้งท่อน�ำความร้อน เพื่อเป็นข้อเสนอ เป็นตน้ ตวั อย่างทยี่ กข้ึนมากลา่ วทัง้ สองเร่อื งคอื โปรตีนที่ แนะส�ำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ท่ีจะสร้างโรงรมควัน ก่อให้เกิดอาการแพ้และสีในยางพันธุ์ต่าง ได้มีการต่อ หรือให้ผู้ผลิตยางแผ่นรมควันได้ตระหนักถึงความส�ำคัญ ยอดงานวิจัยและจะน�ำเสนอในวารสารยางพาราฉบับ ของการออกแบบโรงรมควันยางพาราที่ถูกวิธี นอกจากน้ี หนา้ ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนพลังงานเปรียบเทียบระหว่าง ผลจากการศึกษาครั้งน้ี นอกจากจะเป็นประโยชน์ เตาเผาท่ีใช้พลังงานไฟฟ้า กับเตาเผาอุโมงค์ เพ่ือให้ผู้ ต่อผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมแล้วนักปรับปรุงพันธุ์ ประกอบการใช้พจิ ารณาประกอบการตัดสินใจ ยาง ยังสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาพันธุ์ยาง เรอื่ งทส่ี อง เปน็ ผลการวจิ ยั พนั ธย์ุ างเพอ่ื อตุ สาหกรรม เพ่ืออตุ สาหกรรมเฉพาะทางต่อไปไดอ้ ีกดว้ ย เฉพาะทาง เป็นการน�ำเสนอสมบัติของยางพันธุ์ต่างๆ ไพรตั น์ ทรงพานิช จ�ำนวน 15 พันธุ์ ซึ่งปลูกในสภาพที่มีดินฟ้าอากาศแตก บรรณาธกิ าร ต่างกัน 3 แห่ง คอื ที่จงั หวัดระนอง พังงา และสุราษฎร-์ เจา้ ของ: สถาบันวจิ ัยยาง การยางแห่งประเทศไทย เขตจตุจักร กรงุ เทพมหานคร 10900 บรรณาธกิ ารบรหิ าร: นายพเิ ชฏฐ์ พรอ้ มมลู ผ้อู ำ�นวยการสถาบนั วิจัยยาง บรรณาธกิ าร: นายไพรัตน์ ทรงพานิช กองบรรณาธกิ าร: ดร.กฤษดา สงั ขส์ งิ ห์, ดร.นภาวรรณ เลขะวพิ ฒั น,์ นางปรีด์เิ ปรม ทัศนกลุ , นางอารมณ์ โรจน์สจุ ติ ร, นางสาวอธิวณี ์ แดงกนิษฐ,์ ดร.ฐติ าภรณ์ ภมู ไิ ชย์ ผจู้ ดั การสอ่ื สิ่งพมิ พ:์ นายไพรัตน์ ทรงพานิช ผู้จัดการส่อื อเิ ล็กทรอนกิ ส:์ นายสุขทัศน์ ตา่ งวิรยิ กลุ ผูช้ ่วยผจู้ ดั การสอื่ อเิ ลก็ ทรอนกิ ส:์ นายจักรพงศ์ อมรทรัพย์ พสิ ูจนอ์ ักษร: นางอบุ ลพรรณ แสงเดช

2 ฉบบั อิเลก็ ทรอนิกส์ 29 เมษายน-มถิ ุนายน 2560 การออกแบบห้องรมควนั เพอ่ื แก้ไขปญั หา ไฟไหม้โรงรมควันยางพารา ปรีดิ์เปรม ทศั นกุล ศูนย์บริการทดสอบรับรองภาคใต้ ฝา่ ยวิจัยและพฒั นาอตุ สาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย จากปัญหาเดิม ๆ ที่มกั ไดย้ ินกันบอ่ ยคร้งั และสร้าง ดีจะสามารถผลิตยางแผ่นรมควันที่มีคุณภาพดีได้ โดย ความเสียหายอันย่ิงใหญ่ให้กับผู้ผลิตยางแผ่นรมควันคือ เฉพาะขนาดของห้องรมควันจะมีความสัมพันธ์กับ ไฟไหม้โรงรมควัน สาเหตุหลักเนื่องจากการออกแบบเตา ปริมาณยางแผ่นดิบท่ีจะทำ� การรมควันในแต่ละครั้ง ซ่ึงมี เผาและไม่ได้ควบคุมการเผาไหม้ของเช้ือเพลิง จนเป็น ขนาดความจุตัง้ แต่ 1.5 ตัน จนถงึ 30 ตัน ส่วนระยะเวลา ปัญหาท่ีเกิดข้ึนซ�้ำแล้วซ้�ำอีก ไฟไหม้ที่เกิดข้ึนไม่ได้เกิด ในการรมควันจะมีความสัมพันธ์กับปริมาณความช้ืนของ เฉพาะห้องรมควันเท่าน้ัน แต่จะลุกลามไปยังส่วนต่าง ๆ ยางแผ่นดิบ ความหนาบางของแผน่ ยาง การควบคุม ในกระบวนการผลิต ท้งั อาคาร อุปกรณ์ เครื่องจักร บ้าน อุณหภูมิในห้องรมควัน ขนาดและความสดของไม้ฟืน พักคนงาน รวมทั้งทรัพย์สินมีค่าอ่ืน ๆ ถ้าลุกลามมากก็ การไหลเวยี นอากาศ เป็นต้น (ปรีดเ์ิ ปรม, 2553) และจะ อาจไหม้ยังบริเวณชุมชนใกล้เคียง จากสภาพยางท่ีโดน ต้องค�ำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการด�ำเนินการก่อสร้างว่ามี ความร้อนสูงจนกลายเป็นของเหลว และเมื่อมีสะเก็ดไฟ ความคุม้ ค่าตอ่ การใชง้ านได้มากน้อยเพียงไร มากระทบจึงเกิดการลกุ ไหมข้ น้ึ หรอื เป็นไปได้ทีย่ างเหลว แลว้ ไหลไปตามท่อนำ� ความรอ้ นระเหยกลายเป็นไอจนถึง เตารมควัน จุดวาบไฟ ก็เกิดลุกไหม้ทันที ขณะเดียวกัน ยางในห้อง ใกล้เคียงท่ีรมอยู่เม่ือได้รับความร้อนรุนแรงจากการลุก โดยทั่วไปเตารมควันที่ก่อสร้างในยุคแรก ๆ มักจะ ไหม้จากห้องต้นเพลิงน้ีก็จะลุกไหม้ขยายต่อ ๆ ไปท่ัวท้ัง สร้างเตารมควันท�ำเป็นอุโมงค์ดินท่ีอยู่ต่�ำกว่าระดับพ้ืน โรง ควันไฟจากการเผาไหม้เป็นควันด�ำหนาทึบจากการ หรือท�ำเตาระดับพื้นแล้วยกตัวโรงให้สูงข้ึน คนงานต้อง สันดาปของยางซ่ึงมีโครงสร้างเป็นสารไฮโดรคาร์บอน แบกยางตามราวบันไดข้ึนไปห้องรม ส่วนของเตามีไว้ ชนิดที่ไม่อิ่มตัวและยากต่อการควบคุม บทความนี้จึง เพื่อเป็นส่วนเผาไหม้ของไม้ฟืนให้เกิดความร้อนและส่ง เป็นแนวทางหน่ึงในการออกแบบโรงรมควัน เตาเผารวม ควันไหลไปตามท่อเข้าไปในห้องรมควัน ซ่ึงมีข้อดีคือค่า ท้ังท่อน�ำความร้อนเพ่ือเป็นข้อแนะน�ำส�ำหรับผู้ประกอบ ด�ำเนินการก่อสร้างต่�ำ การกระจายความร้อนดี แต่ข้อ การรายใหม่ท่ีก�ำลังจะสร้างโรงรมควัน หรือให้ผู้ผลิตยาง เสียคือ หากควบคุมความร้อนไม่ดี และการออกแบบใน แผ่นรมควันได้ตระหนักถึงความส�ำคัญวิธีการออกแบบ ส่วนดักสะเก็ดไฟไม่ดีพอ มักเกิดไฟไหม้ในห้องรมควัน โรงรมควนั ยางท่ีถกู วิธี สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินเป็นจ�ำนวนมาก อีกทั้งมี การปล่อยควันจากการรมควันยางท�ำให้เกิดมลภาวะต่อ โรงรมควัน ส่ิงแวดล้อม ต่อมาได้มีการพัฒนาเตารมควันอุโมงค์ก่อ อิฐและต่อท่อน�ำความร้อนเข้าไปในห้องรมควัน และมี โรงรมควันยางนับว่าเป็นส่วนส�ำคัญในการผลิต การพัฒนาเร่ือยมาให้สามารถน�ำควันกลับมาใช้ใหม่ ซ่ึง ยางแผ่นรมควัน การออกแบบเตาเผาและห้องรมควันที่ มีข้อดีคือ สามารถน�ำควันและความร้อนกลับมาใช้ใหม่

3 ฉบบั อิเล็กทรอนกิ ส์ 29 เมษายน-มิถนุ ายน 2560 เปน็ การลดปรมิ าณไมฟ้ นื และมสี ่วนทดี่ ักสะเกด็ ไฟท�ำให้ 1.1 เตาเผา ก่ออฐิ และฉาบปนู เปน็ ลกั ษณะคลา้ ย ยากทีจ่ ะเลด็ ลอดเขา้ ไปในหอ้ งรมควัน แตข่ อ้ เสยี คอื ตอ้ ง อุโมงค์เพื่อใช้เป็นส่วนเผาไหม้ไม้ฟืนให้เกิดความร้อน ใช้พลังงานไฟฟ้า หากไม่มีไฟฟ้าใช้จะไม่สามารถรมควัน และควนั (ภาพที่ 2) ได้ และค่าดำ� เนนิ การกอ่ สร้างทีส่ งู ขึน้ มีค่าบรหิ ารจัดการ 1.2 ส่วนที่ดักสะเก็ดไฟ เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากเตา มาก เตารมควันชนิดนี้หากปริมาณการรมควันแต่ละคร้ัง เผา จะท�ำเป็นผนังก้ันท�ำมุมประมาณ 45 องศา ทั้งสอง น้อยกว่า ๒ ตันจะไม่คุ้มกับค่าด�ำเนินการก่อสร้าง ซ่ึงจะ ด้าน เพ่ือดักสะเก็ดไฟไม่ให้ผ่านไปยังท่อน�ำความร้อน เหมาะกับการรมควันห้องละไม่น้อยกว่า ๓ ตันข้ึนไป (ภาพที่ 3) เตารมควันอีกแบบท่ีเรียกเตาเผาชีวมวล เป็นการน�ำชีว 1.3 ท่อน�ำความร้อน เป็นส่วนที่ขุดเป็นร่องเข้าไป มวลเพื่อน�ำมาเป็นเช้ือเพลิงแทนการใช้ฟืนที่ราคาสูงกว่า ต่อจากส่วนที่ดักสะเก็ดไฟไปยังบริเวณใต้ห้องรมควัน เช่น ทะลายปาล์ม เปลือกปาล์ม แต่อาจไม่เหมาะสม โดยส่วนท่ีเป็นร่องจะก่ออิฐฉาบปูนเพ่ือป้องกันการพัง เพราะควันของวัสดุประเภทนี้จะมีพวกน้�ำมันไปเคลือบ ทลายของดิน หรือจะใช้ท่อปูนก็ได้ และส่วนที่เป็นร่อง ผิวยางได้ ท�ำให้สมบัติทางกายภาพของยางด้อยลงไป หรือท่อความรอ้ นน้ี จะต้องมีท่อหรือช่องเปดิ ใหค้ วนั และ หรือสับไม้เป็นช้ินเล็ก ๆ ล�ำเลียงด้วยการขับเคลื่อนของ ความร้อนผ่านเข้าสู่ห้องรมได้ โดยให้ความลาดชันจาก กะบะหรือสกรู แตก่ ารบรรทกุ ล�ำเลียงอาจเป็นปญั หาทไี่ ม่ หน้าเตาไปยังท้ายเตาหรือหน้าห้องรมควันประมาณ 15 สะดวกมากนัก จ�ำเป็นต้องใช้พลังงานเพ่ิมขึ้น และการ องศา (ภาพท่ี 4) เผาไหม้เศษไม้ชน้ิ เลก็ ๆ ย่อมใช้เวลาสนั้ กว่า เปน็ การสิน้ 1.4 ห้องรมควัน ใช้บรรจุยางภายในห้องและใช้ เปลอื งวัตถดุ บิ รวมทงั้ ปรมิ าณเถ้าทเ่ี กิดขน้ึ มากกว่า และ ความร้อนจากการเผาไหม้ ท�ำใหแ้ ผน่ ยางแห้ง ต้องใช้วิธีการจัดการที่มีประสิทธิภาพมากข้ึน โรงรมชนิด 1.5 ปล่องระบายควัน ใช้ส�ำหรับควบคุมปริมาณ น้ีจึงมีต้นทุนค่าด�ำเนินการ บริหารจัดการ และพลังงาน ความช้ืนและความร้อนภายในห้องรมควัน โดยครอบ ไฟฟ้าสูงกว่าชนิดอื่น ๆ และไม่คุ้มค่ากับการผลิต ส่วน จากบริเวณบานปิดเปิดตรงฝ้าเพดานที่แต่ละจุดห่างกัน คุณภาพยางท่ีได้มักเกิดฟองอากาศ มีเขม่าควันเคลือบ 3 เมตร รวบเป็นท่อสูงเหนือสันจ่ัวของหลังคา มีกระโจม แผ่นยาง ส่วนมากแล้วยางที่ผลิตไม่สามารถจัดเป็นยาง กันน้�ำฝน และใช้บานปิดเปิด (ปีกผีเสื้อ) เพ่ือปล่อยหรือ แผน่ รมควนั ชัน้ ดไี ด้ กกั ความรอ้ น เตาเผาจะต้องสร้างให้พื้นมีความลาดชันจากหน้า เตาไปยังท้ายเตา ตัวเตาควรสร้างด้วยอิฐทนความร้อน 1. เตารมควันแบบอุโมงค์ เตาเผาแบบอุโมงค์ ใชร้ ะบบหมุนเวยี นอากาศรอ้ น และให้ช่องปล่อยควันอยู่ที่ระดับความสูง ¾ ของความ ตามธรรมชาติ มวลอากาศร้อนท่ีเบาบางกว่าจะไหลข้ึน สูงหลังเตา เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการพาความร้อนไป ด้านบน เตาชนิดนี้จะท�ำการก่อสร้างโดยขุดดินลงใต้ ยังท่อน�ำความร้อนได้ดี โดยมีประตูปิดเปิดท�ำหน้าที่ ระดับพื้นระนาบหรือใต้ห้องรม เมื่อเตาอยู่ระดับต�่ำกว่า ควบคมุ การสูญเสียความรอ้ น ความร้อนจากการเผาไหม้จะสามารถเคล่ือนท่ีไปตามท่อ ขอ้ ควรระวัง ในการใสฟ่ ืน ห้ามโยนไม้ฟนื เข้ากอง นำ� ความร้อนไดง้ า่ ย พน้ื ของเตาจะท�ำแนวลาดชันขนึ้ เลก็ ไฟเนื่องจากจะเกิดสะเก็ดไฟปะทุท่ีรุนแรง และเป็น น้อยประมาณ 15 องศา เพ่ือให้สะดวกต่อการไหลของ สาเหตุให้สะเก็ดไฟไปสัมผัสกับยางที่อยู่ในห้องรมควัน อากาศร้อน และจะต้องก่อสร้างโดยใช้อิฐทนไฟฉาบ เกิดไฟไหม้ได้ ด้วยปนู เพ่อื ทนต่อความรอ้ นและกันความร้อนรั่วไหล มี จากภาพที่ 4 แสดงด้านบนและด้านข้างของเตา ประตูปิดเปิดด้านเดียว มีช่องส�ำหรับปรับการลุกไหม้ แบบอุโมงค์ ซ่ึงได้พัฒนาการใช้เตาเผาเพียงเตาเดียว ของฟนื ติดอยูท่ ี่ประตู (ภาพท่ี 1) แต่เพ่ิมพื้นท่ีการรมควันให้ได้มากขึ้น โดยแยกส่วนของ โรงรมควันชนิดเตาเผาแบบอุโมงค์มีส่วนประกอบ ทอ่ ความรอ้ นออกเปน็ 2 สว่ น ท�ำให้ประหยัดเชอื้ เพลงิ ส�ำคัญ 5 สว่ น ได้แก่ และสามารถรมยางได้ปริมาณมากขึ้น โดยท�ำชุดดัก

1.5 ปล่องระบายควัน ใช้ส้าหรบั ควบคุมปรมิ าณความช้ืนและความรอ้ นภายในห้องรมควนั โดย ครอบจากบริเวณบานปิด เปดิ ตรงฝ้าเพดานทแี่ ϯต ่ละจดุ ห่างกนั 3 เมตร รวบเป็นท่อสูงเหนือสนั  41.3 รทมอ่ คนว้าันควาโดมยรสอ้ ่วนนทเจป่ีเป็น่ัวน็สขรว่ อ่นองทจงีข่ ะหดุกเอ่ปลอ็นฐิงัรฉฉ่อคาบงบเบัาขปอ้านู เิมไลเปพ็กกีตอ่ื ทอ่ ปรจรอ้ อาะงกนกโสิกันจว่ สกนม์าท2รดก่ี9พักังนั สทเะมลนเษากย้าาด็ ขยไฝอฟนงนไ-ดปมินยแถิ หงันุ ลบรารอื ยะเิจวนะณใใ2ชใชต5้ทห้6บ้อ่ 0อ้ปงานู กนไ็ ดป้ ดิ เปดิ (ปกี ผเี ส้อื ) เพอื่ ปลอ่ ยหรือกกั ความร้อน และสว่ นทเ่ี ปน็ ร่องหรอื ทอ่ ความรอ้ นนี้ จะต้องมที อ่ หรอื ช่องเปิดใหค้ วนั และความรอ้ นผ่านเขา้ สู่ ห้องรมได้ โดยใหค้ วามความลาดชนั จากหน้าเตาไปยงั ทา้ ยเตาหรือหน้าห้องรมควนั ประมาณ 15o 1.4 หอ้ งรมควัน ใช้บรรจุยางภายในหอ้ งและใช้ความร้อนจากการเผาไหม้ ทา้ ใหแ้ ผน่ ยางแหง้ 1.5 ปล่องระบายควนั ใช้สา้ หรับควบคมุ ปรมิ าณความชื้นและความร้อนภายในห้องรมควัน โดย ปล่องระบายควัน ครอบจากบรเิ วณบานปดิ เปดิ ตรงฝา้ เพดานที่แตล่ ะจุดหา่ งกัน 3 เมตร รวบเปน็ ท่อสงู เหนือสัน จัว่ ของหลังคา มีกระโจมกนั น้าฝนและ ใชบ้ านปดิ เปิด (ปกี ผเี สื้อ) เพอื่ ปล่อยหรอื กกั ความรอ้ น ปล่องระบายควัน ห้องรมควัน ห้องรมควนั ϰ  เตาเผา ท่อนาความร้ อนเตาเผา ท่อนาความร้ อน เตาเผาจะต้องสร้างให้พ้ืนมีความลาดชันจากหน้าเตาไปยังท้ายเตา ตัวเตาควรสร้างด้วยอิฐทนความ ร้อน และให้ชอ่ งปลอ่ ยควันอยู่ท่ีระดับความสูง ¾ ของความสูงหลังเตาเพ่ือให้มีประสิทธิภาพในการพา ความรอ้ นไปยงั ท่อนาความรอ้ นได้ดี โดยมีประตูปดิ เปิดทาหนา้ ทค่ี วบคมุ การสูญเสียความรอ้ น ภาพที่ 1 โรงรมควันดา้ นข้าง ภาพแบบทวั่ ไปภาพท่ี 1 โรงรมควภันาพดทา้ ่ี น1ข้าโรงงรมภคาวพันแด้าบนบข้าทง่ัวไภปาพแบบทั่วไป ข้อควรระวัง ในการใส่ฟืน หา้ มโยนไมฟ้ นื เข้ากองไฟเน่ืองจากจะเกิดสะเก็ดไฟปะทุที่รุนแรงและเป็น สาเหตุให้สะเกด็ ไฟไปสมั ผัสกบั ยางท่ีอย่ใู นห้องรมควนั เกิดไฟไหม้ได้ บริเวณดักสะเก็ดไฟ ภาพท่ี 2 เตาเผา ภาพที่ 2 เตาเผา ทอ่ นาความร้อน  ภาพท่ี 3 บรเิ วณดักสะเกภ็ดาพไทฟ่ี 3 บรเิ วณดักสะเก็ดไฟ  ภาพด้านบน ภาพท่ี 2 เตาเผา ภาพที่ 4 แสดงรอ่ งและทอ่ ความรอ้ น ภาพด้านข้าง     ภาพท่ี 4 แสดงรอ่ งและท่อความร้อน

5 ฉบับอเิ ล็กทรอนกิ ส์ 29 เมษายน-มถิ นุ ายน 2560 สะเก็ดไฟไม่ให้เข้าไปในห้องรมควัน เป็นการป้องกันไฟ ของอากาศ ความลาดชันของเตาเผา ความลาดชันของ ไหม้โรงรมยาง ท่อน�ำความร้อน การควบคุมขนาดของท่อปล่อยควัน การออกแบบร่องความร้อนหรือท่อปล่อยควันที่ดี เพ่ือกระจายอุณหภูมิในห้องรมควัน รวมทั้งการออกแบบ จะต้องเริ่มขนาดทเ่ี ล็กก่อน (ใกลเ้ ตาเผา) แล้วคอ่ ย ๆ เพ่มิ กระโจมบริเวณฝ้าเพดานให้ควันสามารถปล่อยออกสู่ ขนาดให้ใหญ่ข้ึนตามระยะทางที่เพิ่มข้ึน เพ่ือให้ความ บรรยากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะท�ำให้สามารถ ร้อนสามารถกระจายไปตามความยาวของห้องได้มี ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นได้ดี ยางจะแห้งได้เร็ว ประสิทธิภาพมากข้ึน ซึ่งในการรมควันจะใช้รถตากยาง คุณภาพยางที่ผลิตได้จึงขึ้นกับหลายปัจจัยดังท่ีกล่าวมา วางคร่อมท่อปล่อยควันภายในห้องรม ควันจะผ่านแผ่น แต่โดยส่วนใหญ่จะได้ยางท่ีมีคุณภาพดี ลดปัญหาการ ยางจากชั้นล่างไปยังชั้นบนท�ำให้ความชื้นของแผ่นยาง เกิดฟองอากาศ การพุพอง การรมควันที่อ่อนเกินไปหรือ ลดลงเรอ่ื ย ๆ จนยางแหง้ (ภาพท่ี 5) แก่รมมากเกินไป และที่ส�ำคัญหากมีการควบคุม ส่วนด้านหน้าจะเป็นประตูปิดเปิดส�ำหรับน�ำยาง อุณหภูมิในระดับที่เหมาะสมจะไม่มีปัญหาเร่ืองไฟไหม้ เข้าออกทางเดียว เป็นการรมควันโดยน�ำยางแผ่นเข้าไป หอ้ งรมควัน ในห้องจนเต็ม ปิดประตูแล้วท�ำการรมควันจนยางแห้ง ข้อเด่นของเตาเผาชนิดนี้คือก่อสร้างได้ง่าย ราคา หากมีการรมควันและมีปริมาณยางไม่เพียงพอ หรือไม่ ถูก สามารถใช้งานในพ้ืนที่กันดารที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าได้ เต็มห้อง จ�ำเป็นต้องเติมยางเข้ารมทุกวัน ผลก็คือ สูญ เพราะใช้การหมุนเวียนอุณหภูมิของอากาศตามหลัก เสยี ความรอ้ นและไมส่ ะดวกในการทำ� งาน ดงั นัน้ โรงรม ธรรมชาติ ควันชนิดดังกล่าวจะต้องมีห้องรมมากหรือเท่ากับวัน ขอ้ ดอ้ ย คือ หากออกแบบใหม้ ีความลาดชนั จาก เวลาทใ่ี ช้ในการรม เชน่ รมควัน 4 วนั ตอ้ งม ี 4 – 5 หอ้ ง หน้าเตาไปยังท้ายเตาไม่ดี และอัตราการถ่ายเทความ เปน็ ตน้ ร้อนจากเตาและในห้องรมไม่สัมพันธ์กัน ก็จะเกิดการ ปล่องระบายควันเป็นส่วนส�ำคัญท่ีท�ำให้แผ่นยาง สะสมความร้อนในเตาและบริเวณหน้าเตามากกว่าปกติ แหง้ เร็ว ความรอ้ นจากหอ้ งรมควันจะพาความชื้นทอี่ ย่ใู น ท�ำให้ยางในห้องรมควันแห้งช้า ส้ินเปลืองเชื้อเพลิง และ แผ่นยางออกตามปล่องระบายควันโดยเฉพาะในช่วง อาจเป็นสาเหตุให้เตาแตกได้ อีกทัง้ ยังเสีย่ งต่อการเกดิ ไฟ สองวันแรกของการรมควัน ใหเ้ ปดิ ล้ินปดิ เปดิ ไว้ หลงั จาก ไหม้จากการละลายของยางที่อยู่ใกล้เตาที่ร้อนจัด และ นั้นให้บังคับลิ้นปิดเปิดลงครึ่งหน่ึงเพ่ือกักควันตามภาพท่ี เตาชนิดน้ีหากออกแบบไว้ไม่ดีพอโดยเฉพาะหลังคาและ 6 ดงั น้นั การรมควันในชว่ งวนั ทสี่ าม ใหค้ วบคมุ อุณหภูมิ การระบายน�้ำ ก็จะเกิดความเสียหายจากการน�้ำท่วมเตา ไว้ไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส จนวันท่ีสี่ ให้ปิดลิ้นบังคับ ซง่ึ ก่อสรา้ งอยูล่ ึกต�่ำกวา่ ระดบั พนื้ ดิน แลว้ ควบคุมอณุ หภมู ไิ มใ่ หเ้ กนิ 55 องศาเซลเซียส ตลอด 2. โรงรมควันชนดิ หมุนเวียนควนั น�ำกลับมาใชใ้ หม่ ระยะเวลาการรมควนั 2.1 เตาเผาแบบอุโมงคช์ นิดหมนุ เวียนควันกลบั มา ตัวปล่องระบายควันต้องให้สูงเหนือสันจั่วของ ใช้ใหม่ เตารมควันประหยัดพลังงานชนิดนี้จะมีการเพ่ิม หลังคา มีกระโจมกันน้�ำฝน ความสูงจากปากปล่องถึง พัดลมดูดหรือผลักอากาศเข้าไปในห้องรมในลักษณะ ขอบกระโจมดา้ นลา่ ง 10 ซม. มีขาจับยึด 3 ขา ท�ำดว้ ย การพาความร้อนแบบบังคับ คือเป็นการน�ำอากาศท่ีไหล แผ่นสังกะสีพับเป็นโครงสร้างขา ด้านล่างใช้สังกะสีแผ่น ผ่านแผ่นยาง แล้วจะดูดอากาศออกจากห้องรมน�ำกลับ เรียบพับขนาด 50 X 60 ซม. ท�ำเป็นฐานยึดกับหลังคา มาใช้ใหม่ เป็นการช่วยในการถ่ายเทความร้อนและการ หากเป็นโรงรมขนาดใหญ่จะต้องพิจารณาขนาดของท่อ เพิ่มอัตราการไหลของอากาศตามภาพที่ 7 โดยเพิ่มส่วน ระบายใหโ้ ตข้นึ เชน่ กัน ดักสะเก็ดไฟอยู่ด้านหลังเตาเผา และติดต้ังท่อโลหะบน การควบคมุ ปริมาณความร้อน เพดานห้องเพ่ือน�ำความร้อนและควันหลังการรมควันให้ ต้องสามารถควบคุมความร้อนจากการเผาไหม้ไม้ ไหลกลับมายังห้องดักสะเก็ดไฟตามภาพท่ี 8 โดยใช้ ฟืนได้เป็นอย่างดี และต้องมีประตูเตาควบคุมการไหล

เดยี ว แตเ่ พิม่ พืน้ ทก่ี ารรมควนั ให้ไดม้ ากข้ึนโดยแยกส่วนของท่อความร้อนออกเป็น 2 ส่วน ท้าให้ประหยัด เช้ือเพลิงและสามารถรมยางได้ปริมาณมากข้ึน โดยท้าชุดดักสะเก็ดไฟไม่ให้เข้าไปในห้องรมควันเป็นการ 6ปอ้ งกันไฟไหม้โรงรมยาง ฉบบั อิเล็กทรอนิกส์ 29 เมษายน-มถิ นุ ายน 2560 ภาพท่ี 5 แสดงร่องหรือท่อปล่อยควนั ใหเ้ ข้าไปในห้องรม ภาพท่ี 5 แสดงร่องหรอื ท่อปลอ่ ยควันให้เข้าไปในหอ้ งรม พัดลมดูดกลับ ข้อส�ำคัญของเตาชนิดน้ีคือต้องค�ำนวณ ตามภาพที่ 9 ลักษณะโครงสร้างห้องรมควันชนิด อัตราหกมาุนรเอวียอนกอแาบกบารศอ่ใหง้เคหวมาามะรสอ้ มนหหารกอื ชท้าอ่เกปินลไอ่ปยยคาวงันทดี่ เตีจาะเตผ้อาทงรเรงตมิ่ ้งัข นกาอ่ ดสทรา้ี่เลงเก็ตกาเอ่ ผนาโล(ใหกะลไร้เต้สนาเมิ ผเปา)น็ แกรลอว้ บคหอ่ มุ้ ย ๆ ปเพริ่มะอ แขสาหจน้งทิ ชพาธ้าดุพ2ิภไใ.อดา2หง้พ้ใจเตมหาาากญเกอผ่ขขุณานึ้ โึน้ หคตรภางซูมมเหึ่งิทรใลี่ะสน็กยะกทสะรามทงรตารห้ังงมาทไกคด่ีเเวพร้มัน็ว่ิมีกเจากขระินึ้นพใไชัฒปเ้รพนถย่ือาาตแใงหาบจกบ้คะยวาางม ฉไวรหาน้อมงวนไ้คนมสไรเฟ้วต่อาภ้นืามมาส า ทยส่วรใ่อน่วนถนลป ก ล่าแลร่างล่อะ ง ะสยจAผดุคา นจ ยวงัะดัไนดเป้าป้าภนตนน็ าบใสายนน่วมใกจนนคอ่ะทวหอเเี่ปากฐิ้อม็น็บทงสยเนรถ่วาคม้านววถเขาา่ตคมอนาวรจงท้อันาหี่ในกจช้อก้เะงผาผไารด่าน้มี แผน่หอ้ยงารงมจคาวกันชชนั้ ลิดา่หงมไุนปเยวียงั นชก้ันลบบั นมทาใาชให้ใหค้ มว่ า โมดชย้ืนใหข้เอตงาแเผผาน่ ยาเงผลาดไหลมง้ เ รม่อื ตี ยะแๆกรงจกนั้นยระาหงแว่าหงง้ส่วนทัง้ สอง ตั้งอยู่ระนาบเดียวหรือใกล้เคียงกับระดับพ้ืนของห้องรม ตามภาพที่ 10 ความร้อนท่ีได้จากการเผาไหม้ใน ควันเพื่อลดการใช้ฟืน ลักษณะของชุดรมควัน ห้องเผาที่ท�ำด้วยอิฐทนไฟแผ่ข้ึนไปยังส่วน B ซ่ึงเป็นห้อง ดังกลา่ วมกี ารทำ� งานท่คี ล้ายกัน ต่างกนั ท่ีการวางชดุ เตา กระจายความร้อน ห้องนี้มี 2 ชั้น กรอบนอกท�ำด้วย เผาทมี่ กี ารวางแบบแนวต้งั และแนวนอน สแตนเลสหุ้มฉนวนไวข้ า้ งใน ภายในกอ่ อิฐทนความรอ้ น

นโดยนา้ ยางแผ่นเขา้ ไปในห้องจนเตม็ ปิดประตแู ล้วทา้ การรมควันจนยางแห้งหากมกี ารรมควันและมี งไมเ่ พียงพอหรอื ไม่เตม็ หอ้ งจา้ เปน็ ต้องเตมิ ยางเข้ารมทุกวัน ผลกค็ อื สูญเสียความรอ้ นและไม่สะดวก งาน ดังนั้นโรงรมควันชนิดดังกล่าวจะต้องมีห้องรมมากหรือเท่ากับวันเวลาท่ีใช้ในการรม เช่น วัน ต้องมี7 4 – 5 หอ้ ง เปน็ ตน้ฉบบั อิเลก็ ทรอนิกส์ 29 เมษายน-มิถนุ ายน 2560 กระโจมกนั ฝน ขาจบั ยดึ  ตวั ปลอ่ งบดั กรียดึ ตดิ กบั ฐาน ฐานปลอ่ ง ขนาดของปลอ่ ง เจาะรู T 16 ซม. ภาพท่ี 6 ปลอ่ งระบายควนั ภาพที่ 6 ปลอ่ งระบายควนั ลอ่ งระบายควันเปน็ สว่ นส้าคัญทท่ี า้ ให้แผน่ ยางแห้งเรว็ ความรอ้ นจากห้องรมควันจะพาความชื้นท่ี นยใาหง้บออังคกับตลาสสใ้นินมะะหเสปปก้อม็ดดิลงจไเม่อฟะปีทถงCิดู่อกร เลดะ หูดสงลบไ่วค็กปนารทตทย่งึ�ำ่ีหาคหหมนนวนทัก้ัานจ่ึง่อทะโเแ่ีเพตดกลก็บือ่ยะลเคกเขงฉวม้ักาาพาไคมขปารว้าย้อะงนัังลนใท่านด่องคชดังวคนั่กวาวมฝงั้นาุร่นสมก้อรอนาด้องรัทนกวรี่ ันมคแไ รหารวมยักน้ ล ขใะดสนอเ้า่วอนชนงยี ลก่วAด่างา ขง ปวเรอปรันรงน็ะชมทกสุดอ่วค่ีสเนบตวาเดกาันม้วเบ็ ยผใเใ ถาห หดโ้า้คคา้ ้เ นรวปแงบบลิเดนหะคลเปลปุมล้ินก็น็ ่อทอสปยร่วุณิอดนงาตขหกเงั้อาปภงศเิดูมตเขาไิไ้าเววผใน้้า oC จนวนั ทจีส่ ะใ่ี ถหกู ป้พดัดิ ลลมน้ิ ขนบาังดค7ับ.5แแลรว้งมค้าวสบง่ คต่อุมไอปยุณงั หหอ้ ภงตูม่าไิ งมๆ่ใดห้วยเ้ กนิ เต5า5เพoอ่ื ตเพล่ิมอปดระรสะทิ ยธะิภเาวพลกาารกเผาารไรหม้ ควัน จวมปดล้าอ่ นงลรา่ะงบคพคา1ววัดย0ันาลมคมคซรวข้วอมนันานาม.ตสดรู่ช้อ้อม่อ3นงีขงจใแราหะะรจไบง้สลมัาบ่คูง้ายเวยคหคาึดวมวนาาชม3ือม้ืนรรทส้อ้อข่ีอนนันายบทจู่ใรี่กน่วัิเทรวแขะณผ้าจอ่นดฝางย้ยา้วหาเไยพงปลอดแยอังาังผกนคห่นไ้อาปแงสกลรมังับมะีกกระะสกเ ผโาีพาจรไเับหมผมาเสกปไจ้ว่ หันะน็นมลนB้โใอน้าค ย สฝมรเ่ปวานงน็นรสว ห คมรอ้Aทว้าง สี่เ างกไว่ มข็บดนาอ้ส น า้ ีูงสด กจาแา้ามลศานาะรกรจอ้ลถปาน่าปกแางิดสลกใ่วเะปชนปคิดน้สวลบสี้นั ัง่อังาจกคมงาับะากถรเกสพึงถาี่ิมดรู พับขนาด 5ท0ั้งคซวมาม. ชXื้นแ6ล0ะคซวมาม. ร้อทน้าจเะปถ็นูกฐดูาดนกลยับึดดก้วับยพหัดลลังมคาหหารอืกลเดปค็นวาโมรรงอ้ รนมโดขยนใชา้ปดระใตหปู ญิดเ่จปะดิ ต้องพิจารณา ทอ่ ระบายใขอหนุณ้โาตหดภข3ูมน้ึ ทิ แเ่ีชร5ง่น0ม-ก้า5ต5ันวั อเงดศิมา เ ซเปลิดเซชยี ่อสงรนะาบนาย3ค-วา4มวรอ้ันน 1 คนื การเผาไหม้อาจเกิดสะเกด็ ไฟ หากหลดุ ลอดไปยัง 1 เตา ห้องรมอาจก่อให้เกิดไฟไหม้ได้ ดังนั้น จึงเพิ่มท่อดัก คลมุ ได้ 12 ห้อง 1 ท่อย่อยได้ 2 หอ้ ง ๆ ละ 2 ตนั รวมครัง้ สะเก็ดไฟจากเตาเผา ความร้อนจะถูกดูดผ่านห้องดัก ละ 24 ตัน สะเก็ดไฟ ซึ่งจะท�ำเป็นแผงกั้น ส่วนท่ีเป็นสะเก็ดไฟจะ

เตารมควันประหยัดพลงั งานชนดิ นีจ้ ะมกี ารเพิ่มพดั ลมดดู หรือผลักอากาศเข้าไปในห้องรมในลักษณะ การพาความร้อนแบบบงั คับคอื เปน็ การนา้ อากาศทไี่ หลผ่านแผ่นยางแล้วจะถกู ดูดอากาศออกจากห้องรม แลว้ นา้ กลับมาใชใ้ หม่ เป็นการช่วยในการถ่ายเทความร้อนและการเพ่ิมอัตราการไหลของอากาศ ตาม 8ภาพท่ี 7 โดยเพม่ิ ส่วนฉดบกัับอสิเละ็กเทกรอด็ นไกิ ฟส์อ29ยู่ดเม้าษนายหน-ลมังถิ ุนเตายานเผ25า60และติดต้งั ทอ่ โลหะบนเพดานห้องเพอื่ น้าความรอ้ น ϴ  และควันหลังการรมควนั ให้ไหลกลับมายงั ห้องดักสะเก็ดไฟ ตามภาพที่ 8 โดยใช้พัดลมดูดกลับ ข้อส้าคัญของ เตาชนดิ น้ีคอื ต้องค้านวณอัตราหมุนเวยี นอากาศใหเ้ หมาะสมหากช้าเกนิ ไปยางอาจพุพองจากอุณหภูมิที่สะสม หากเร็วเกินไปยางจะแห้งชา้ ได้ ϴ   และควนั หลงั การรมควนั ให้ไหลกลับมายงั ห้องดกั สะเกด็ ไฟ ตามภาพที่ 8 โดยใช้พัดลมดูดกลับ ข้อส้าคัญของ เตาชนดิ น้คี อื ต้องค้านวณอตั ราหมนุ เวียนอากาศใหเ้ หมาะสมหากช้าเกินไปยางอาจพุพองจากอุณหภูมิที่สะสม ภาพท่ี 7หโารกงรเมรคว็ วเันกแนิ บไบปภอยุโามาพงงคทจช์ ่ีะนดิแ7หหมโง้ ุนรชเงวา้ รยี ไนมดคค้ ววนั ันกลแบั บมบาใอชุโใ้ มหมงค่ ์ชนิดหมุนเวยี นควันกลบั มาใช้ใหม่     ภาพท่ี 8 ภาพดา้ นบนแนววางทอ่ หมนุ เวียนกลบั วางตรงกลางหอ้ งตามความยาว 2.2 เตาเผาโครงเหล็กทรงตั้ง ได้มกี ารพัฒนาภาพแบบห้องรมควันชนิดหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ โดยให้เตาเผาตั้งอยู่ระนาบเดียว ภาหพทรี่ือ8ใกภาลพ้เดค้าียนงบกนับแนรวะภวดาางับพทอ่พทหี่ื้นม8ขุนเอวียภงนหากพ้อลดงับร้าวมนางคบตวนรงันแกเลนพาวงื่อวหลาอ้ งงดตทกาอ่มาหครวใมาชนุม้ฟยเาวืนวียนลกักลษบั ณวะาขงอตรงงชกุดลรามงคหวอ้ ันงดตังามกคลว่าาวมมยีกาาวรทางานท่ี คล้ายกัน 2ต.2่างเกตนั าทเผกี่ าาโรควรางงเชหดุ ลเก็ตทาเรผงาตทั้งม่ี กี ารวางแบบแนวตง้ั และแนวนอน ไดม้ ีการพัฒนาภาพแปบรบบั หอ้อากงารศมควันชนิดหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ โดยให้เตาเผาต้ังอยู่ระนาบเดียว หรือใกล้เคียงกับระดับพ้ืนของห้องรมควันเพ่ือลดการใช้ฟืน ลักษณะของชุดรมควันดังกล่าวมีการทางานท่ี คลา้ ยกนั ต่างกันท่กี ารวางชดุ เตาเผาท่มี ีการวางแบบแนวตัง้ และแนวนFอน ดกั ฝ่นุ / ปรบั อากาศ สะเก็ดไฟ F C B ดสะักเฝก่นุ ด็ /ไAฟ C เตาเผา 3 Hp D  7.5 Hp ภาพท่ี 9 ห้องรมควนั ชนดิภเาตพาเผทาี่ ทร9งตหงั้ อ้ชนงิดรหมมคนุ วเวันียชนBนควิดันเนตำ� ากเลผบั ามทาใรชง้ใตหมั้งช่ นิดหมุนเวยี นควนั นา้ กลบั มาใช้ใหม่ A ภายใน แลลักะษผณ7น.ะ5ังโดคHา้ รpนงใสนรกา้ ่องหอ้อิฐเทงตรานเมผคคาววาันมชรนอ้ ิดนเตาเผาท3รงHตpง้ั กอ่ สรา้ งเตาเผาโลหะไร้สนิมเป็นกรอบหุ้มฉนวนไว้ D

องระบายความร้อนบริเวณฝ้าเพดาน และท้ังความชื้นและความร้อนจะถูกดูดกลับด้วยพัดลมข ม้าตวั เดิม เปดิ ชอ่ งระบายความร้อน 1 คนื อณุ หภมู ทิ ี่ 50-55oC นาน 3 - 4 วัน 1 เตาคลุมได้ 12 อยได้ 2 หอ้ 9ง ๆ ละ 2 ตนั รวมคร้งั ละ 24 ตนัฉบับอเิ ล็กทรอนิกส์ 29 เมษายน-มิถนุ ายน 2560 B A ภาพที่ 10 ภาพดา้ นขภ้างขาอพงตัวทเตี่าให1้คว0ามรภอ้ นาแลพะคดวัน้าไฟนขา้ งของตวั เตาใหค้ วามรอ้ นและควนั ไฟ ละเอยี ดขอตพกัดงลลชงมดดุด้าูดเนตแลล่าาะงเแสผลง่ ตะาอ่ดโไับคป ย รมังงทวเอ่ลหคอวาลากมาก็ ศรท้อรน้อรน(งภจตะาพไงั้หทลี่ 1ต1่อ)ไ ปยัง B และดักสะเกด็ ไฟ C แล้ว พดั ลมจะดดู ความรอ้ นส่ง ไปตามทอ่ D จากทอ่ D ความรอ้ นจะถกู ดูดโดยพดั ลม ตามภาพที่ 12 จากทอ่ น�ำความรอ้ น D อากาศ ขนาด 3 แรงม้าเป่าเข้าไปในแต่ละห้อง 1 ตัว (3 นเตาสเว่พน่ือเAซครพอ้่ึงวนจม่ิาะจปมนปะรถ�ำร้อรคูกะนะวเปกาจสา่มะอจริทถา้อบูกกธนพพดไภิ ปดั่นว้ ายลอยังมพอสขก่วกนมนดาาพาดา้ รท้ืน น เาข3ผงอบ ทงาแนห่อไร้อแหเงงมปลรมา้มะน็ ท้ล ไสี่เอจปย่วายขะังนึ้ไนทวขอ่ผ้แ ่อาล นE้วง เตแถแาูรกผเงผด่นมูดยาา้ าก)ไ งล หตทับ่อี่อมโหยด้อู้่ใยงนแดรหมรา้้อง พ2นงแ ัด ลหหล้อ้งา่มงลงสตงเ่งแาปไมลปท้ว็นตอ่ าอสEมาว่ กท คนา่อวศาเภFกมารแ็บยอ้ ลในเน้วจถหจะ้าะ้ทอไงำ� หจใแหละ้ละปล่อย ารถดสกู ่วานรเไต Bผปะใแาชกไเ้ใรหปหดงมา้ ม็นน่ บใ้ หโนนด้อขยสอคงว่งวหเานก้อมงร็บร้อมAนอ ท จาี่ผะไก่าตดนิดาแ้ ตศผ้ังส่นทรยาอ่ ้อานมงนำ� ลาคอแรวยาถลขม้ึนประดอ้ ดิคน้านกเวบปลันับนิดจบาังเกหกวคลมียกับนุ ับนเมาวกเาียรลพยนัเบังเิม่ผสชไป่น่วหานนตไรี้ตหาหือลนมอม้าทลดร่อ้จดวเวคมะคลวกาาลวับรมะาออยราม้อะยกเรนาวมศเ้อลขาราน้้าอกรไนาโปวรทดรใมี่ดมยนูดทหใจช้อาี่สกง้ป่วอทีรกน่อคะ นรตD้ัง้ี ปู แิดลเปะดิจาก จะถูกดูดกลบั เขา้ มายงั ท่อท่ีตดิ ตง้ั ไว้ตามภาพท่ี 13 2.3 เตาเผาแนวนอน ลักษณะเตาเผาหมุนเวียน ภาพท่ี 14 แสดงการหมนุ เวียนของอากาศร้อนจาก แบบแนวนอน การท�ำงานคล้ายกับเตาเผาแบบทรงต้ัง การเผาไหม้ และการน�ำอากาศร้อนที่ผ่านการรมแล้ว คอื มี เตาเผา ชดุ ดกั สะเกด็ ไฟ และชุดพัดลมเป่าอากาศ กลับไปใช้ใหม ่ เมื่อความร้อนจากการเผาไหมใ้ นห้อง A, ร้อนเข้าไปในห้องรมควัน และดูดกลับอากาศในห้องรม

10 ฉบับอิเล็กทรอนิกส์ 29 เมษายน-มิถุนายน 2560 ϭϬ  ϭϬ ภาพที่ 11 แสดงการก้าจดั สะเก็ดไฟ การเผาไหมอ้ าจเกดิ สะเก็ดไฟ หากหลุดลอดไปยังหอ้ งรมอาจก่อใหเ้ กดิ ไฟไหมไ้ ด้ ดังนนั้ จึงเพิ่มทอ่ ดัก ภาพที่ลส1งะ1ดเแกา้ สด็นดไลงฟก่าาจงราแกก�ำลจเะตดั ดสาบัะเเผกา็ดมไวฟคลวอาามกราอ้ ศภนราจอ้ ะพนถจทกู ะด่ี ไ1ดูหผ1ลา่ตนอ่ แหไปสอ้ ยงดดงั พงักกดัสละาเมรกดกด็ ูดไา้ ไฟปจยดั ซังส่ึงทจะอ่ ะคเทกวาา็ดเมปไรน็ ฟอ้ แนผงกนั้ สว่ นท่เี ปน็ สะเกด็ ไฟจะตก สะเก็ดไฟกจาารกเผเตาาไเหผมาอ้ าคจวเากมิดรส้อะนเกจด็ะถไฟกู ดหดู ผาก่านหหลดุอ้ ลงดอกัดสไปะยเกัง็ดหไอ้ ฟงรซมงึ่อจาะจทกา่อเใปหน็ เ้ กแิดผไงฟกไัน้ หสมว่ ้ไนดท้ เี่ดปงั ็นนสนั้ ะจเึงกเด็พไิม่ฟทจ่อะดตักก ลงด้านล่างและดบั มวลอากาศรE้อนจะไหลต่อไปยังพดั ลมดดู ไปยงั ทอ่ ความร้อน D E   E ภาพท่ี 12 การวางท่อน�ำความรอ้ นนำ� กลบั มภาใาชพ้ใหทมี่ ่ 12 การวางทอ่ น้าความรอ้ นนา้ กลบั มาใช้ใหม่ D มาใชใ้ หม ่ ข้อจดาขี กอทงเอ่ ตนา้าเผคาวชานมดิร้อนน้คี อื Dการอใาชก้แาลศะรก้อานรจดะแู ถลูกเป่าปจราะกสพิทัดธลิภมาขพนจาะดไม3่ดีเทแ่รางกมับ้าเตไาปเผยาังแทบ่อบอEุโมซง่ึงคจ์เะพนร้าาะ ทกา�ำรไดอคอ้งว่ากายแม บร อ้สบนะจไดะปวใยหกEังก้เสตวว่ า่านเแผพบาืน้ บอขยทอู่ตรงงห�่ำตกอ้ ้ังงวซร่าึ่งมหมท้อีขเี่ งจนราามะดคไใววห้แันญลว้ ห่กาวคก่าวามรช1อ้ 5่อน)งจทะาถงกู พาร่นไอหอลกมมีสา่ิงทกาีดงขทวอ่ าแงลไะมล่สอะยดขวึ้นกผเพา่ ียนงตพะอแก(รภงาพท่ี ไม่มีกระแสไฟฟ้า ความร้อนก็ยังสามารถไหลเข้าไปใน ตามภาพที่ 16 และ 17 ดา้ นบนของหอ้ งรม มที อ่ ห้องรมควันได้โดยการเปิดช่องบังคับลมเพียงแต่ ดูดกลับความร้อน และแสดงช่องระบายความช้ืน ตรง

11 ฉบับอิเล็กทรอนิกส์ 29 เมษายน-มิถนุ ายน 2560 -1- -1- E ประตูดา้ นหนา้ E ประตดู า้ นหนา้ E ทอ่ Hot AIR E Recycle ทอ่ Hot AIR Rเeตcาyเผclาeอยดู่ ้านหลงั เตาเผาอย่ดู ้านหลัง ภาพท่ี 13 การวางทอ่ น�ำความร้อนนำ� กลับมาใช้ใหม่ F EF E EE CA B D D CA B ภาพท่ี 14 ภาพดา้ นบนแสดงการหมนุ เวยี นของอากาศร้อน

ใหเ้ ตาเผขาอองยเต่ตู าา่้เผกาวชา่ นหิดอ้นงี้ครอื มกาครวในัชแ้ หละากกาไรมด่มูแลกี ทรา้ะไแดส้งา่ไยฟฟส้าะดคววกากมวา่ รแ้อบนบกทร็ยงังตส้ังซา่งึมมาขี รนถาไดหใหลญเข่ก้าว่าไปกใานรอหอ้อกงแรบมบคจะวันได้โดย การเปิดใชหอ่ ้เตงาบเผังาคอับยลู่ต้่ามกเวพา่ ีหยอ้งงแรตม่ปควรนั ะสหิทากธไิภมม่าีกพรจะะแสไมไฟ่ดฟีเา้ทค่าวกาับมเรต้อานเกผ็ยาังแสบามบาอรถุโไมหงลคเ์ขเพ้าไรปาใะนชห่อ้องงรทมาคงวกันาไดร้ไโดหยลมีสิ่งกีด ขวางไม่สกะารดเ1ปว2กดิ ชเพ่องียบงังพคอับลมเพียงฉบแบั ตอิเ่ปล็กรทระอนสิกิทส์ ธ29ิภเามษพายจนะ-มไิถมุนา่ดยนีเท25่า60กับเตาเผาแบบอุโมงค์เพราะช่องทางการไหลมีส่ิงกีด ขวางไม่สะดวกเพทอ่ียดงดูพกอลบั ทอ่ ดดู กลบั ชุดควบคมุ อุณหภูมิ ชุดควบคุมอุณหภมู ิ ชุดดกั สะเก็ดไฟ ชดุ ดกั สะเก็ดไฟ ท่อทส่งอ่ คสวง่ามครวอ้ านมร้อน เตาเผา เตาเผา ภาพท่ี 15 เตาเผาหมุนเวยี นแบบแนวนอน ภาพภาทพี่ ท1ี่ 515เตเตาาเเผผาหมมนุ ุนเเววียียนนแบแบบแบนแวนอวนนอน ชอ่ ชงร่อะงบราะยบคาวยามคชวน้ื ามชนื้ Blower ชอ่ งควบคมุ อากาศ Blower ช่อภงคาพวทบ่ี 1ค6ุมเตอาาเผกาาหศมุนเวียภนาแบพบทแน่ี ว1น6อนแเตสดางเสผ่วานหช่อมงรุนะเบวายียคนวแามบชบนื้ แนวนอนแสดงสว่ นชอ่ งระบายความช้นื สว่ นนจี้ ะถกู เปภดิ อาอพกทงั้่ี ห1ม6ด เเพต่อื าระเผบาายหคมวาุนมเชวื้นียขนอแงยบาบง แนขวอนงหอ้อนงแรมส ดทง่อสนว่ ี้จนะนช�ำ่อคงวรามะรบ้อานยทคี่เปว่าามมาจชาน้ื กพัดลมซึ่ง แผน่ ดบิ ทเ่ี ขา้ รมควนั ในชว่ ง 24 ชวั่ โมงแรก ดูดความร้อนจากเตาเผาด้านหน้าให้ไหลไปตามท่อตาม  ภายในห้องรมจะติดตั้งตะแกรงบนพ้ืนห้องเพื่อ ความยาวของหอ้ งและปลอ่ ยเข้าสูห่ อ้ งรม ปล่อยความร้อนจากท่อน�ำความร้อน และให้กระจาย ภาพที่ 20 แสดงด้านหน้าของเตาเผาทรงนอน มี   ความรอ้ นในห้องรมควัน (ภาพที่ 18) ประตูปดิ เปิดเพอ่ื ใสฟ่ ืน ส่วนล่างจะเปน็ ส่วนเกบ็ เถ้าถ่าน ภาพท่ี 19 แสดงท่อน�ำความรอ้ นซงึ่ ตดิ ตง้ั ดา้ นล่าง จากการเผาไหม้ ส่วนภาพท่ี 21 แสดงด้านข้างเตาเผา

ตามภาพท่ี 16 ด้านบนของห้องรม มีท่อดดู กลับความร้อนและแสดงชอ่ งระบายความชื้นตรงส่วนนจี้ ะ ถกู เปดิ 1อ3อกทั้งหมดเพอ่ื ระบฉบาับยอเิ ลค็กวทราอนมกิ ชส์ ้ืน29ขเอมษงายยนา-มงถิ นุแายผนน่ 25ด60ิบทีเ่ ขา้ รมควันในช่วง 24 ชัว่ โมงแรก ภาพท่ี 17 ภาพด้านหนา้ และดา้ นขา้ งของหอ้ งรม ซง่ึ มีประตูเข้าและออกทางเดียว ภาพท่ี 17 ภาภพาดพา้ นทหนี่ า้1แ7ละดา้ ภนขา้าพงขดองา้หน้องหรมนซ้าง่ึ แมปี ลระะตดเู ขา้ ้าแนลขะอ้าองกขทาองงเดหยี วอ้ งรม ซงึ่ มีประตูเขา้ และออกทางเดยี ว ทอ่ กระจายความรอ้ น ทอ่ กระจายความรอ้ น ภาพที่ 18 ภาพด้านหนา้ ของหอ้ งรม ซ่ึงมีประตเู ขา้ และออกยางทางเดยี ว ภาภพายทใี่นภห1าพ้อ8ทง่ี 1รภ8มภาจาพพะดดตา้ น้าิดหนตนา้ัง้หขตอนงะหแ้าอ้ งขกรมรองซงบึง่ หมนีป้อรพะงตนื้ เูรขห้ามแอ้ ลงะอซอเกงึ่ พยมา่ืองปีทปารงลเะด่อยี ตวยูเคขวา้ าแมลรอ้ะนอจอากกยทา่องนทาคางวเาดมียร้วอนและให้กระจาย ความร้อนในหอ้ งรมควัน

14 ϭϰ ฉบบั อิเลก็ ทรอนิกส์ 29 เมษายน-มิถุนายน 2560 ภาพท่ี 19 ภาพด้านล่างของโรงรมควนั ชนิดเตาเผาทรงนอน าพท่ี 19 แสดงท่อน้าความร้อนซึง่ ติดตง้ั ด้านล่างของห้องรม ท่อน้ีจะน้าความร้อนท่ีเป่าม วามร้อนจภาาพทก่ี 1เ9ตภาาพเดา้ผนลาา่ งดขอา้ งโนรงรภหมคานวพันทช้าน่ี ใิด1เหต9าเไ้ผภหาาทพรลงดนไอ้านปนลต่างาขมองทโรอ่งรตมคาวมนั ชคนวิดเาตมาเผยาาทวรงขนออนงห้องและปล่อยเขา้ สู่ห้องรม ภาพที่ 19 แสดงทอ่ น้าความรอ้ นซง่ึ ตดิ ตงั้ ด้านล่างของห้องรม ท่อน้ีจะน้าความร้อนท่ีเป่ามาจากพัด ลมซึง่ ดูดความรอ้ นจากเตาเผาดา้ นหนา้ ให้ไหลไปตามท่อตามความยาวของหอ้ งและปลอ่ ยเขา้ สูห่ ้องรม ภาพท่ี 20 เตาเผาทรงนอน ภาพดา้ นหนา้ ของเตาเผาทรงนอน มีประตปู ิดเปดิ เพ่ือใสฟ่ ืน ส่วนลา่ งจะเปน็ สว่ นเกบ็ เถา้ ถา่ นจากการ เผาไหม้ ภาพที่ 20 เตาเผาทรงนอน ภาพท่ี 20 เตาเผาทรงนอน

ϭϱ ϭϱ  15 ฉบับอเิ ล็กทรอนิกส์ 29 เมษายน-มถิ ุนายน 2560 ภาพภทา่ี 2ภพ1าทดพา้่ี น2ทข1า้ี่ 2งเต1ดาเา้ผดานท้าขรนง้านของนา้เตงชเาอ่ ตงเสาผว่เานผลทาา่ รงทเปงร็นนงชนอ่องนออานกาชศช่อเพ่องอ่ื สเงพสว่ิ่มป่วนรนละสลา่ทิ า่งธงิภเปเาปพ็นกน็ าชรชเอ่ผ่อางไงหออมาา้ กกาาศศเเพพื่อ่อื เเพพมิ่่มิ ปปรระะสสิททิ ธธิภภิ าาพพกกาารรเเผผาาไไหหมม้ ้ ภาพที่ 22 ส่วนดกั สะเก็ดไฟต่อเชอื่ มระหว่างเตาเผากบั พัดลมดูด ภาภพาทพ่ี ท2่ี222ส่วสน่วดนักดสกั ะสเะกเกด็ ด็ไฟไฟตตอ่ อ่ เชเชอ่ื อ่ื มมรระะหหววา่ า่ งงเเตตาาเเผากบั พัดลมดูด

16 ฉบบั อเิ ลก็ ทรอนิกส์ 29 เมษายน-มถิ นุ ายน 2560 ทรงนอน ช่องส่วนล่างเป็นช่องอากาศเพ่ือเพ่ิม เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดไฟไหม้ห้องรมควัน ปัจจุบันมีผู้ ประสิทธิภาพการเผาไหม้ และภาพที่ 22 แสดงส่วนดัก ศึกษาและผลิตเตารมควันหมุนเวียนควันกลับมาใช้ใหม่ สะเก็ดไฟตอ่ เช่ือมระหวา่ งเตาเผากบั พัดลมดดู ซึ่งมีข้อดีคือ ลดมลภาวะทางอากาศ มีการใช้พลังงาน จากการค�ำนวณพลังงานท่ีใช้ต่อการผลิตยาง 1 ความร้อนกลับมาใช้ใหม่ แต่บางครั้งการสร้างระบบการ กิโลกรัม พบว่า เตารมควันแบบอุโมงค์หรือแบบดั้งเดิม ให้ความร้อนที่ต้องใช้เงินลงทุนมาก แต่ไม่ได้ค�ำนึงถึง อาศัยหลักการไหลของความร้อนตามหลักกลศาสตร์ใน คุณภาพยาง ยง่ิ เป็นการเพิม่ ตน้ ทุนการผลิต กลบั ตอ้ งเปน็ การท�ำให้ยางแห้ง โดยมีต้นทุนพลังงานเชื้อเพลิงอยู่ท่ี ภาระให้ผู้ประกอบการผลิตยางแผ่นรมควัน อย่างไร- 0.63 บาท ขณะที่เตาเผาแบบโครงเหล็กทรงต้ัง จ�ำเป็น ก็ตาม เทคโนโลยีระบบการให้ความร้อนในการรมควัน ต้องใช้มอเตอร์ 2 ชุดในการขับเคล่ือนของอากาศร้อน ยางที่ออกมาใหม่ ๆ เกษตรกรควรศึกษาถึงข้อดี ข้อเสีย และดดู กลบั มตี น้ ทนุ ของเชื้อเพลงิ ซึ่งเปน็ ค่าไฟฟา้ และไม้ ความคุ้มค่าต่อการใช้งานและคุณภาพมาตรฐานยางท่ี ฟืนรวมกนั เทา่ กับ 1.06 บาท/กโิ ลกรมั ขณะท่เี ตาเผาแนว ผลิต และจากการศึกษาพบว่า เตารมควนั แบบอโุ มงคจ์ ะ นอนใช้หลักการไหลของอากาศร้อนโดยธรรมชาติผสม เป็นการประหยัดต้นทุนการผลิตมากที่สุด รวมท้ัง กับการใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนความร้อนเข้าห้องรมควัน มี คณุ ภาพยางทผ่ี ลิตออกมา เนื่องจากยางแผน่ รมควนั เป็น ต้นทุนของเช้ือเพลิงซ่ึงเป็นค่าไฟฟ้าและไม้ฟืนรวมกัน ยางท่ีต้องการควันเคลือบที่ผิว และใช้ระยะเวลาในการ เท่ากับ 0.81 บาท/กิโลกรมั (ตารางท่ี 1) แสดงว่าหากการ รมควันนาน 3 – 4 วนั โดยที่ปรมิ าณความชืน้ ค่อย ๆ ออก สร้างโรงรมควันท่ีมีความจุของยางขนาดห้องละ 1 – 2 จากแผน่ ยาง หากเรง่ อณุ หภมู เิ พื่อจ�ำกัดระยะเวลาในการ ตัน การสร้างเตาเผาแบบอุโมงค์จะประหยัดมากกว่า รมควัน ย่ิงท�ำให้ยางเกิดฟองอากาศ และหากเพิ่ม กรรมวิธีการก่อสร้างไม่ยุ่งยาก สามารถควบคุมอุณหภูมิ อณุ หภมู สิ งู เกนิ กวา่ 65 องศาเซลเซียส อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง จะ ได้ง่ายคุณภาพยางดีกว่าเตารมควันโครงเหล็ก เนื่องจาก ท�ำให้เกดิ การพุพองของยางได้ ปัญหาการบ�ำรุงรักษา และต้องท�ำความสะอาดชุดดัก สะเก็ดไฟ ดักเขม่าควันเป็นระยะ ๆ และต้องอุ่นเตาให้ เอกสารอา้ งอิง แหง้ ไม่เชน่ นั้นจะเกดิ สนมิ กัดกร่อน และหากเรง่ อุณหภมู ิ ปรดี เิ์ ปรม ทศั นกลุ และ จักรี เลื่อนราม. 2553. ศกั ยภาพ เพื่อให้ยางสุกเร็วภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน จะส่งผล การผลิตยางแผ่นรมควันของสหกรณ์กองทุนสวน ให้ยางเกิดฟองอากาศ ไมส่ ามารถจดั เปน็ ยางแผน่ รมควนั สงเคราะห์การท�ำสวนยาง. รายงานผลการวิจัย คณุ ภาพดไี ด้ เรื่องเต็ม ประจ�ำปี 2553. สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ.์ สรุป ปรีด์ิเปรม ทัศนกุล. 2560.การพัฒนาโรงรมควัน การผลิตยางแผ่นรมควันจะมีคุณภาพดีหรือไม่ ยางพาราแบบประหยัดพลังงานและรักษา ปัจจัยที่ส�ำคัญนอกเหนือจากกรรมวิธีการผลิตแล้ว การ ส่งิ แวดล้อม. รายงานผลการวจิ ัยเรอื่ งเตม็ ประจ�ำ ออกแบบเตาเผา ท่อน�ำความร้อน ท่อกระจายความร้อน ปี 2559. ศูนย์บริการทดสอบรับรองภาคใต้ ฝ่าย ท่อระบายควันและความช้ืน ย่อมส่งผลต่อคุณภาพยาง วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง การยางแห่ง- ด้วยเช่นกัน หากการออกแบบดี ผลที่ตามมาคือ จะ ประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ.์

ตารตาาตงรทาารี่ ง2าทงผ่ี ท2ลี่ ขผ1 อลตงขน้ พอทืชงนุ พคพุมืชลคดังมุินงดชานิ นชิดระนตหเดิา่ ปวงตน็ ๆา่ เา่ ปงเตงวเน็ ๆต่อลเาตธาวเาอ่ลผ โรงรม ความจุต่อหอ้ ง จ�ำนวน น�้ำหนกั รวม พัดลมดูดอ (ตนั ) ตารางท(หี่ 12อ้ งผ) ลของพ1(ชื ก,5คก0.ุม)0ดนิ ชนิดตเ่าป(งHน็ ๆp-เ/ตวตอ่ลัว อโุ มงค์ 1.5 โครงเหล็ก - ทรงต้ังแบบที่ 1 2 12 20,400 7.5/1 - ทรงตั้งแบบที่ 2 3/6 - ทรงนอน 1 1 1,000 5/1 ที่มา: ปรีดเิ์ ปรม (2560)

าอลผ4ตธา,าอุ าท64ตา่ใี,แหุอช6ลาา้พะแรหลใลา1นงั ะร0งดใา1ปนนิ น0ีดหไปฟนิ ลี หฟงั จลา้ ากงั กจับโาเคตกน่ โาคปเผ่น่าาแปอล่าโุ ะแมมลงกีะคาม์ รีกปาลรปกู ยลากู งยาง อากาศ กำ� ลงั ไฟ รวม ค่าไฟฟา้ ค่าฟืน รวม อลวธ)าา4ต, ุอ6าแ(หวลาตั ะรตใ-1์/นช0ดมปนิ.)ี หลงั (จหานก- ว่โคย่น) ปา่ (แบลาะท-ม/กกี กา.ร) ป(ลบูกายท0า/.กง6ก3.ยาง) (บาท/กก.) 1 5,595 537.1 0.46 0.60 0.63 13,428 1,289.0 3,730 85.9 0.51 0.30 1.06 0.81

18 ฉบบั อิเล็กทรอนกิ ส์ 29 เมษายน-มิถนุ ายน 2560 สมบตั ขิ องยางพนั ธต์ุ า่ งๆ ชชั มณฑ์ แดงกนษิ ฐ์ นาถาวร1, พรทิพย์ ประกายมณวี งศ์2 1 ศนู ยว์ จิ ยั ยางสรุ าษฎรธ์ าน ี สถาบนั วิจัยยาง การยางแหง่ ประเทศไทย 2 กองการยาง กรมวชิ าการเกษตร ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของ อุตสาหกรรมยางเฉพาะทาง และได้ข้อมูลสมบัติของ โลกและส่งออกยางในรูปของยางดิบมากกว่าผลิตภัณฑ์ พันธุ์ยางเพ่ือน�ำไปใช้ในการแนะน�ำพันธุ์ยาง นอกจากน้ี ยาง มีการขยายพ้ืนที่ปลูกยางเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในเขต ยังช่วยให้สามารถก�ำหนดแม่-พ่อพันธุ์ เพื่อสร้างลูกผสม พ้นื ทภี่ าคตะวันออกเฉยี งเหนือของประเทศ ในการตัดสิน ท่ี ใ ห ้ ส ม บั ติ ย า ง ต ร ง ต า ม ค ว า ม ต ้ อ ง ก า ร ข อ ง ภ า ค ใจเลือกพันธุ์ยาง เกษตรกรให้ความส�ำคัญกับพันธุ์ยาง อตุ สาหกรรมได้ ช้ัน 1 กลุ่ม 1 พันธุ์ยางเพ่ือผลผลิตน้�ำยาง (สถาบันวิจัย น�้ำยางท่ีได้จากต้นยางมีลักษณะเป็นของเหลว สี ยาง, 2554) โดยพนั ธ์ุ RRIM 600 และ RRIT 251 ไดร้ ับ ขาวหรือครีม มีสภาพเป็นคอลลอยด์ เนื่องจากมีอนุภาค ความนิยมจากเกษตรกรมากกว่ายางพันธุ์อื่น ในขณะ ยางแขวนลอยอยู่ในตัวกลางท่ีเป็นน�้ำ อนุภาคยางมีรูป เดียวกัน การปรับปรุงพันธุ์ยาง ก็จะท�ำการคัดเลือกพันธุ์ รา่ งกลม หรอื รูปแพร์ มขี นาด 0.05-5.0 ไมโครเมตร ความ เพื่อน�ำไปใช้เป็นพันธุ์แนะน�ำโดยการพิจารณาจาก หนาแน่น 0.975-0.980 กรัมต่อมิลลิลิตร น้�ำยางมีความ ผลผลิตน�้ำยางและ/หรือเน้ือไม้ การเจริญเติบโต ความ เป็นกรดเป็นด่าง ประมาณ 6.5-7.0 มีส่วนประกอบหลัก ตา้ นทานโรค และลกั ษณะทางสรีรวทิ ยาอ่นื ๆ เป็นสำ� คญั คือ สารท่ีเปน็ ของแข็งทัง้ หมด 36 เปอร์เซน็ ต์ โดยน้�ำหนกั ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นลักษณะพันธุ์ยางท่ีตอบสนองความ และน้�ำ 64 เปอร์เซ็นต์ สารท่ีเป็นของแข็งประกอบด้วย ต้องการของผู้ปลูกยางเป็นหลัก แต่ในอีกด้านหน่ึง มี เน้ือยางแห้ง 33 เปอร์เซ็นต์ สารกลุ่มโปรตีนและไขมัน การน�ำน้�ำยางไปใช้ประโยชน์ เมื่อได้ผลผลิตออกมาเป็น 1-1.2 เปอรเ์ ซ็นต์ สารกลุ่มคาร์โบเดรต 1 เปอร์เซน็ ต์ และ น้�ำยางสดแล้วยังต้องมีกระบวนการแปรรูปในอีกหลาย เถา้ ไมเ่ กนิ 1 เปอร์เซน็ ต์ (นุชนาฏ, 2548) สมบัตติ า่ ง ๆ รูปแบบเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ดังกล่าวข้ึนอยู่กับปัจจัยท่ีส�ำคัญ เช่น พันธุ์ยาง อายุของ จากความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ยางในปัจจุบัน ต้นยาง ฤดูกาล และวิธีการกรีดยาง (ฉกรรจ์, 2551) ท�ำให้อุตสาหกรรมยางมีความต้องการยางดิบท่ีมีสมบัติ นอกจากนี้ ในยางธรรมชาติยังมีส่วนประกอบอ่ืนๆอีก ยางเหมาะสมกบั ผลิตภณั ฑอ์ ย่างใดอยา่ งหนึง่ มากขน้ึ ซง่ึ เรียกว่า ส่วนประกอบที่ไม่ใช่ยาง หรือ non-rubber น�้ำยางสดท่ีได้จากยางพันธุ์ต่าง ๆ จะมีสมบัติตาม components ซึ่งส่วนประกอบหลัก คือ โปรตีน ไขมัน ธรรมชาติที่แตกต่างกัน ดังนั้น การศึกษาสมบัติของยาง คาร์โบไฮเดรต และเกลือของอนินทรีย์ ส�ำหรับในยาง ธรรมชาติในแต่ละพันธุ์เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีความ ธรรมชาติ พบวา่ สว่ นประกอบทีไ่ ม่ใช่ยางเปน็ ปจั จัยหลัก ส�ำคัญ เพื่อให้ได้พันธุ์ยางที่มีผลผลิตน�้ำยางท่ีมีสมบัติดี ทีค่ วบคุมสมบัตพิ น้ื ฐานของยางธรรมชาติ ท้ังในด้านปริมาณและคุณภาพตรงกับความต้องการของ สมบัติยางมีผลต่อการน�ำยางไปใช้ในการขึ้นรูป

19 ฉบบั อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ 29 เมษายน-มถิ ุนายน 2560 เพ่ือท�ำผลิตภัณฑ์ งานวิจัยน้ีจึงศึกษาปัจจัยท่ีมีอิทธิพล แปลงในสัปดาห์เดียวกัน น�้ำยางของแต่ละพันธุ์รวบรวม ต่อสมบตั ยิ าง ในเรือ่ งของพันธยุ์ างและสภาพแวดลอ้ ม ที่ จากต้นยาง 5 ต้น/ซ�้ำ กรองด้วยตัวกรอง 60 เมช 1 ครั้ง มีผลต่อปริมาณเน้ือยางแห้ง ปริมาณของแข็งทั้งหมด จากนน้ั แบง่ น�้ำยาง ออกเป็น 3 ส่วนดังน้ี ปรมิ าณส่วนทไ่ี มใ่ ชย่ าง จำ� นวนกรดไขมันระเหย ปรมิ าณ ส่วนที่ 1 ใส่ขวดแก้วปริมาตร 10 มิลลิลิตร เติม แมกนีเซียม ปริมาณโปรตีนท่ีละลายน้�ำได้ ปริมาณ สารละลายแอมโมเนีย ความเข้มข้น 25 เปอร์เซ็นต์ คาร์โบไฮเดรตท่ีละลายน้�ำได้ และขนาดอนุภาคยาง ใน ปริมาตร 1.5 มิลลิลิตร แล้วแช่ในลังน้�ำแข็ง ส�ำหรับส่ง น�้ำยางสดก่อนการแปรรูป และ ปริมาณเถ้า ปริมาณ วิเคราะห์ขนาดอนุภาคยาง ที่ห้องปฏิบัติการศูนย์วิจัย ไนโตรเจน คา่ ความออ่ นตวั เรม่ แรก (Po) ค่าดชั นคี วาม และพัฒนาอุตสาหกรรมยางไทย มหาวิทยาลัยมหิดล อ่อนตัว (PRI) ความหนดื และสี ในยางแห้งที่จบั ตัวด้วย วทิ ยาเขตศาลายา จ.นครปฐม กรด เพื่อเปน็ ขอ้ มูลใหแ้ ก่ผู้ประกอบการดา้ นอุตสาหกรรม ส่วนที่ 2 เก็บใส่ขวดพลาสติกปริมาตร เติม ยาง รวมทั้งนักปรับปรุงพันธุ์ยางในการพัฒนาพันธุ์ยาง สารละลายแอมโมเนีย ความเข้มข้น 25 เปอร์เซ็นต์ เพอื่ อุตสาหกรรมยางเฉพาะทางตอ่ ไป ปริมาตร 1.5 มิลลิลิตร แล้วแช่ในลังน้�ำแข็ง ส�ำหรับส่ง ทดสอบสมบัติน้�ำยาง ท่ีห้องปฏิบัติการชีวเคมีและ การดำ� เนินการวจิ ัย เทคโนโลยีชีวภาพ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร สุราษฎรธ์ านี การคดั เลือกแปลงและการวางแผนงานทดลอง คัดเลือกแปลงทดลองท่ีต้ังอยู่ในส�ำนักวิจัยและ ส่วนที่ 3 เตรียมเป็นยางแผ่นอบแห้ง โดยแบ่งใส่ พัฒนาการเกษตรระนอง (ศวพ.ระนอง), ส�ำนักวิจัยและ ตะกง ปริมาตร 240 มลิ ลลิ ิตร เตมิ สารละลายกรดฟอรม์ ิก พัฒนาการเกษตรพังงา (ศวพ.พังงา) และส�ำนกั วิจัยและ ความเข้มข้น 2 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ยางจับตัว จากนั้นรีด พัฒนาการเกษตรสุราษฎร์ธานี (ศวพ.สุราษฎรธ์ านี) ดว้ ยจกั รรีดเรียบ 2 ครง้ั และตามด้วยจกั รดอก 1 คร้ัง อบ ในแต่ละแปลงทดลอง วางแผนการทดลองแบบ ใหแ้ หง้ ที่อณุ หภมู ิ 60 องศาเซลเซยี ส ทิ้งไว้ 2 ชั่วโมง ห่อ Randomized Complete Block มี 2 ซำ�้ ในแตล่ ะซ�้ำมี 15 ด้วยถุงพลาสติก ปิดปากถุงให้แน่น บรรจุกล่องกระดาษ วิธีการ (พันธุ์ยาง) ในแต่ละวิธีการ ใช้ต้นยางจ�ำนวน 5 ส่งทดสอบสมบัติยางแห้ง ท่ีห้องปฏิบัติการทดสอบยาง ตน้ ต้นยางมอี ายุ 16 ปี แท่ง กลุม่ อุตสาหกรรมยาง สถาบนั วิจัยยาง วิเคราะห์ข้อมูลแบบวิเคราะห์รวม (Combined Analysis of Variance) เพ่ือศึกษาอิทธิพลของแปลง ผลการวิจยั และวจิ ารณ์ ทดลอง (สถานที)่ และพนั ธ์ุยางทม่ี ตี ่อสมบัตยิ าง ข้อมูลท่ี ปรมิ าณเนือ้ ยางแห้ง น�ำมาวิเคราะห์เป็นข้อมูลที่เก็บในช่วงเดียวกัน ระหว่าง การหาปริมาณเนอ้ื ยางแห้ง หรอื การหาค่า DRC มี เดอื น ธนั วาคม พ.ศ.2554 - กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ความส�ำคัญในงานปรับปรุงพันธุ์ยาง เน่ืองจากเป็นวิธี ในปีแรกของการด�ำเนินงานท�ำการปรับสภาพ การหนึ่งท่ีใช้ประกอบการพิจารณาศักยภาพของพันธุ์ แปลงก่อนเก็บตัวอย่างน้�ำยาง ด้วยการก�ำจัดวัชพืช ใส่ ยางในการให้ผลผลิต เป็นการเก็บตัวอย่างน้�ำยางสดมา ป๋ยุ เคมี สูตร 30 - 5 - 18 อัตรา 1 กิโลกรมั ตอ่ ต้นตอ่ ปี โดย ท�ำให้ยางจับตัวด้วยสารละลายกรด เพื่อให้ได้เฉพาะเน้ือ แบง่ ใส ่ 2 ครัง้ ใชะ้ บบกรีดคร่งึ ล�ำต้น วันเว้นวนั และดูแล ยางและค�ำนวณหาปริมาณเนื้อยางแห้ง พันธุ์ยางที่มี ก�ำจัดวัชพืชในแปลงทดลองเช่นเดียวกันทั้ง 3 แปลง ปริมาณเนื้อยางแห้งสูงจะเป็นพันธุ์ยางท่ีมีศักยภาพที่จะ ตลอดระยะเวลาท�ำการทดลอง ให้ผลผลิตยางสูง นอกจากนี้ ในปัจจุบันการหาค่า DRC ในน้�ำยางสดยังมีความส�ำคัญต่อการซื้อขายน�้ำยาง เพื่อ ใชค้ ำ� นวณราคาในการซอ้ื ขาย การเก็บตวั อยา่ ง เกบ็ น�้ำยางเดือนละครั้ง ยกเว้นเดือนที่มีฝนตกและ จากผลการทดลองพบว่า มีปฏิสัมพันธ์ร่วม พักกรีดในเดือนมีนาคม-เมษายน โดยเก็บพร้อมกันท้ัง 3 ระหว่างพันธุ์ยางและแปลงทดลองต่อค่า DRC โดยยาง

20 ฉบับอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ 29 เมษายน-มิถนุ ายน 2560 ภาพที่ 1 การเตรียมตวั อยา่ งนำ้� ยางสดเพ่ือวเิ คราะหข์ นาดอนุภาคยาง และทดสอบสมบตั นิ �้ำยาง (อ้างองิ ตามมาตรฐานการทดสอบน้ำ� ยางขน้ ) ภาพที่ 2 การเตรยี มตัวอย่างยางแห้ง เพ่อื ทดสอบสมบตั ิยาง (อา้ งองิ ตามมาตรฐานการทดสอบยางแทง่ )

21 ฉบบั อเิ ลก็ ทรอนิกส์ 29 เมษายน-มถิ นุ ายน 2560 แต่ละพันธุ์มีค่า DRC เฉล่ียในแต่ละแปลงทดลองแตก เลือกพันธ์ุยางท่มี ศี กั ยภาพใหผ้ ลผลิตสงู ไปปลูกให้เหมาะ ต่างกันอยา่ งมีนยั ส�ำคญั ยิ่งทางสถิติ ทรี่ ะดบั ความเชอ่ื มน่ั สมกับสภาพพื้นท่ี รวมถึงการซื้อขายน�้ำยางสด เพ่ือให้ 99 เปอร์เซน็ ต์ เกษตรกรได้ทราบว่าพันธุ์ยางท่ีตนเองปลูกน้ันควรให้ค่า เมื่อเปรียบเทียบค่า DRC ของพันธุ์ยางในแต่ละ DRC ประมาณเท่าใดเม่ือขายผลผลติ เปน็ น้ำ� ยางสด แปลงทดลองกับพันธุ์ RRIM 600 ซ่ึงใช้เป็นพันธุ์เปรียบ เทียบในด้านศักยภาพการให้ผลผลิตของการปรับปรุง ปริมาณของแขง็ ทงั้ หมด พันธ์ุยาง พบว่า มีพนั ธุ์ท่ีใหป้ รมิ าณเน้อื ยางแห้งแตกต่าง ปริมาณของแข็งท้ังหมดในยาง ประกอบด้วยส่วน กันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ และสูงกว่าพันธุ์ RRIM ของเน้ือยางและส่วนท่ีไม่ใช่ยางท่ีมีอยู่ในน�้ำยางท้ังหมด 600 ในแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร ดังนั้น ค่าปริมาณของแข็งท้ังหมดในยางพันธุ์หนึ่งๆ จะ พงั งา ไดแ้ ก่ พันธ์ุ PR 255, PR 261 และ RRIT 251 โดย สูงกว่าค่าปริมาณเน้ือยางแห้งเสมอ ปริมาณของแข็ง มคี ่า DRC เฉลีย่ เท่ากบั 41.2, 41.2 และ 42.9 เปอรเ์ ซน็ ต์ ท้ังหมดในยางจะขึ้นอยู่กับพันธุ์ยาง สภาพภูมิอากาศ โดยน�ำ้ หนัก ตามล�ำดับ สารเรง่ ความถ่ีในการกรีดยาง และอื่นๆ (Haque et al., ในแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร 1995) ระนอง ไดแ้ ก่พันธ์ุ BPM 1, BPM 24, PB 235, PB 260, ในการทดลองน้ีพบว่า มีปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่าง GT 1, PR 255, PR 261, RRIT 25, RRIT 156, RRIT 225, พันธุ์ยางและแปลงทดลองต่อปริมาณของแข็งท้ังหมด RRIT 226 และ RRIT 251 มคี ่า DRC เฉลี่ยเทา่ กบั 38.6, ยางแต่ละพันธุ์มีปริมาณของแข็งทั้งหมดเฉลี่ยในแต่ละ 43.0, 44.1, 41.5, 39.7, 34.2, 39.1, 43.6, 35.7, 38.9, แปลงทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญย่ิงทางสถิติ ท่ี 39.7 และ 44.1 เปอรเ์ ซ็นต์โดยน�้ำหนัก ตามลำ� ดับ ระดับความเชื่อมั่น 99 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณของแข็ง ในแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร ท้ังหมดในยางแต่ละพันธุ์แต่ละแปลงทดลองมีค่าสูงกว่า สรุ าษฎร์ธานี ได้แก่พันธ์ุ PB 235, PB 260, PR 255, PR ค่า DRC และแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญยิ่งทางสถิติ 261, RRIC 101, RRIT 225, RRIT 226 และ RRIT 251 มี และเป็นไปในท�ำนองเดียวกันกับความแตกต่างของค่า ค่า DRC เฉลี่ยเท่ากับ 41.0, 39.3, 41.5, 42.5, 39.2, DRC โดยเม่ือเปรียบเทียบปริมาณของแข็งท้ังหมดของ 42.8, 41.1 และ 39.4 เปอรเ์ ซน็ ตโ์ ดยน�้ำหนกั ตามล�ำดบั พันธุ์ยางในแต่ละแปลงทดลอง พบว่า มีพันธุ์ที่ให้ เมอ่ื เปรียบเทยี บค่า DRC ของยางพนั ธุเ์ ดยี วกนั ใน ปริมาณของแข็งทัง้ หมดสูงกวา่ พันธุ์ RRIM 600 ในแปลง แต่ละแปลงทดลอง พบวา่ มีความแตกตา่ งกันอยา่ งมนี ยั ทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพังงา ได้แก่ พันธุ์ สำ� คัญทางสถติ ิ โดยพนั ธ์ุ PB 235, PR 261, RRIT 225, PR 255, PR 261 และ RRIT 251 โดยมีปรมิ าณของแข็ง RRIT 226 และ RRIT 251 ให้ค่า DRC สูงในทุกแปลง ท้งั หมด เท่ากับ 44.2, 44.0 และ 45.6 เปอรเ์ ซน็ ต์โดยน�ำ้ ทดลอง นอกจากน้ี พันธุ์ยางในแปลงทดลองศูนย์วิจัย หนกั ตามล�ำดบั และพัฒนาการเกษตรพังงาและศูนย์วิจัยและพัฒนาการ ในแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร เกษตรระนองส่วนใหญ่มีค่า DRC ต�่ำกว่าแปลงทดลอง ระนอง ได้แกพ่ ันธ์ุ BPM 1, BPM 24, PB 235, PB 260, ศนู ย์วจิ ยั และพัฒนาการเกษตรสรุ าษฎร์ธานี (ตารางที่ 1) GT 1, PR 255, PR 261, RRIT 25, RRIT 156, RRIT 225, ทั้งนี้อาจเน่ืองจากสภาพภูมิอากาศของจังหวัดระนอง RRIT 226 และ RRIT 251 มีปริมาณของแข็งทั้งหมด และจังหวัดพังงาที่มีปริมาณฝนและความชื้นสูงกว่าจึง เทา่ กบั 41.4, 45.6, 46.5, 45.2, 42.7, 36.9, 41.7, 46.6, ท�ำให้ค่า DRC ของน้�ำยางที่เก็บในฤดูฝนลดลง อัน 38.4, 41.7, 42.6 และ 47.0 เปอร์เซน็ ต์โดยน�้ำหนกั ตาม เนอ่ื งจากมีน้�ำในท่อนำ�้ ยางมากขนึ้ (Vijayakumar et al., ล�ำดบั 2000) ดังนั้น ค่า DRC ของยางแต่ละพันธุ์นอกจากจะ ในแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร เป็นประโยชน์ต่อการคัดเลือกพันธุ์ยางของนักปรับปรุง สรุ าษฎร์ธาน ี ไดแ้ กพ่ นั ธ์ุ PB 235, PB 260, PR 255, PR พันธุ์แล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในการพิจารณา 261, RRIC 101, RRIT 225, RRIT 226 และ RRIT 251 มี

22 ฉบบั อเิ ล็กทรอนกิ ส์ 29 เมษายน-มถิ ุนายน 2560 ตารางท่ี 1 ปริมาณเนอื้ ยางแห้งเฉลยี่ (เปอร์เซ็นต์โดยนำ�้ หนกั ) ของยางพันธ์ุต่างๆ จำ� นวน 15 พันธ์ุ จาก 3 แปลงทดลอง พันธ์ุยาง ศวพ. พงั งา ศวพ. ระนอง ศวพ. สรุ าษฎร์ธานี BPM 1 34.8 cde1 (z)2 38.6 c1 (x)2 36.9 de1 (y)2 BPM 24 36.2 c (y) 43.0 a (x) 38.0 cd (y) PB 235 39.3 b (y) 44.1 a (x) 41.0 ab (y) PB 260 33.6 e (y) 41.5 ab (x) 39.3 bc (x) GT 1 34.6 cde (z) 39.7 bc (x) 37.8 cd (y) PR 255 41.2 a (x) 34.2 de (y) 41.5 a (x) PR 261 41.2 a (x) 39.1 bc (y) 42.5 a (x) RRIC 101 38.8 b (x) 32.3 ef (y) 39.2 bc (x) RRIM 600 38.2 b (x) 31.4 f (z) 37.2 cde (x) RRIM 712 35.8 cd (y) 33.4 def (z) 38.8 cd (x) RRIT 25 33.9 de (z) 43.6 a (x) 38.5 cd (y) RRIT 156 29.8 f (y) 35.7 d (x) 35.6 e (x) RRIT 225 39.0 b (y) 38.9 c (y) 42.8 a (x) RRIT 226 38.6 b (y) 39.7 bc (xy) 41.1 ab (x) RRIT 251 42.9 a (x) 44.1 a (x) 39.4 bc (y) 1 ค่าเฉลยี่ ในคอลมั นห์ รือแปลงเดยี วกันทต่ี ามด้วยอักษรเหมอื นกนั ไม่แตกตา่ งกนั ในทางสถติ ิ ที่ระดับความเชือ่ มน่ั 95% โดยวิธี Duncan's Multiple Range Test (DMRT) 2 ค่าเฉลย่ี ในแถวหรือพนั ธุ์เดยี วกันที่ตามดว้ ยอกั ษร (ในวงเลบ็ ) เหมอื นกนั ไมแ่ ตกต่างกันในทางสถติ ิ ท่รี ะดบั ความเช่อื ม่นั 95% โดยวิธี Duncan's Multiple Range Test (DMRT) ปรมิ าณของแข็งทงั้ หมด เทา่ กับ 43.9, 42.6, 44.6, 45.9, ในแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพังงา 42.3, 46.0, 44.1 และ 42.3 เปอร์เซน็ ตโ์ ดยนำ้� หนกั ตาม และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรระนองโดยส่วนใหญ่ ล�ำดบั เมื่อเปรียบเทียบปริมาณของแข็งทั้งหมดของ มีปริมาณของแข็งท้ังหมด ต�่ำกว่าแปลงทดลองศูนย์วิจัย ยางพันธุ์เดียวกันในแต่ละแปลงทดลอง พบว่า พันธุ์ PB และพัฒนาการเกษตรสุราษฎร์ธานี (ตารางท่ี 2) ดังนั้น 235, PR 261, RRIT 225, RRIT 226 และ RRIT 251 เปน็ ปริมาณของแข็งท้ังหมดในยาง จึงเป็นอีกตัวชี้วัดหน่ึงที่ พันธุ์ที่มีปริมาณของแข็งท้ังหมดสูงในทุกแปลงทดลอง ใช้ในการพิจารณาเลือกพันธุ์ยางที่มีศักยภาพให้ผลผลิต ในขณะท่ีพันธุ์ PR 255, RRIC 101 และ RRIM 600 ใน สูง โดยนักปรับปรุงพันธุ์ยางจะพิจารณาปริมาณของแข็ง แปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพังงาและ ท้ังหมดในยางร่วมกบั ปรมิ าณซโู ครส อนนิ ทรยี ฟ์ อสฟอรสั ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุราษฎร์ธานี มีปริมาณ และ ไธอลั (Thiols) (Nair, 2000) ของแข็งท้ังหมดสูงกว่าแปลงทดลองศูนย์วิจัยและ พฒั นาการเกษตรระนอง และจะเห็นได้ว่ายางแตล่ ะพนั ธ์ุ

23 ฉบบั อิเลก็ ทรอนิกส์ 29 เมษายน-มิถนุ ายน 2560 ตารางท่ี 2 ปริมาณของแขง็ ทั้งหมดเฉล่ยี (เปอร์เซน็ ต์โดยนำ�้ หนกั ) ของยางพันธตุ์ ่างๆ จ�ำนวน 15 พันธุ์ จาก 3 แปลงทดลอง พันธ์ยุ าง ศวพ. พังงา ศวพ. ระนอง ศวพ. สรุ าษฎร์ธานี BPM 1 37.3 de1 (z)2 41.4 b1 (x)2 39.8 d1 (y)2 BPM 24 38.8 d (z) 45.6 a (x) 40.6 cd (y) PB 235 41.8 c (z) 46.5 a (x) 43.9 ab (y) PB 260 35.9 e (y) 45.2 a (x) 42.6 bc (x) GT 1 37.2 de (z) 42.7 b (x) 40.8 cd (y) PR 255 44.2 a (x) 36.9 cd (y) 44.6 ab (x) PR 261 44.0 ab (y) 41.7 b (z) 45.9 a (x) RRIC 101 42.0 c (x) 35.7 d (y) 42.3 bc (x) RRIM 600 41.1 c (x) 34.5 d (y) 40.3 cd (x) RRIM 712 38.8 d (y) 36.0 cd (z) 41.1 cd (x) RRIT 25 36.8 e (z) 46.6 a (x) 41.2 cd (y) RRIT 156 33.2 f (y) 38.4 c (x) 39.0 d (x) RRIT 225 42.2 bc (y) 41.7 b (y) 46.0 a (x) RRIT 226 41.6 c (y) 42.6 b (xy) 44.1 ab (x) RRIT 251 45.6 a (y) 47.0 a (x) 42.3 bc (z) 1 คา่ เฉลย่ี ในคอลมั นห์ รอื แปลงเดยี วกันที่ตามด้วยอักษรเหมือนกนั ไมแ่ ตกตา่ งกันในทางสถิติ ที่ระดับความเช่ือม่ัน 95% โดยวิธี Duncan's Multiple Range Test (DMRT) 2 ค่าเฉลีย่ ในแถวหรอื พนั ธ์เุ ดยี วกันท่ีตามดว้ ยอักษร (ในวงเลบ็ ) เหมอื นกัน ไม่แตกตา่ งกนั ในทางสถิติ ที่ระดับความเช่ือมั่น 95% โดยวธิ ี Duncan's Multiple Range Test (DMRT) ปรมิ าณสิง่ ทไี่ มใ่ ชย่ าง (นุชนาฏ, 2548) สิ่งที่ไม่ใช่ยางในน้�ำยาง ได้แก่ส่วนประกอบอื่นๆ ในการทดลองน้ี พบวา่ ไมม่ ปี ฏิสัมพนั ธร์ ว่ มระหว่าง ทงั้ หมดทไ่ี ม่ใช่เนอ้ื ยาง เชน่ นำ้� ตาล โปรตีน ไขมนั เกลอื พันธุ์ยางและแปลงทดลองต่อปริมาณสิ่งที่ไม่ใช่ยาง โดย แร่ ธาตุต่างๆ เอนไซม์ เป็นต้น โดยส่วนประกอบที่ไม่ใช่ ยางแต่ละพันธุ์มีปริมาณส่ิงที่ไม่ใช่ยางแตกต่างกันใน ยางน้ีเชื่อว่าเป็นปัจจัยส�ำคัญที่ส่งผลต่อสมบัติพื้นฐาน ทางสถิติ แต่แปลงทดลองไม่มีอิทธิพลต่อปริมาณส่ิงท่ี และเสถียรภาพของน้�ำยาง และมีผลต่อกระบวนการ ไม่ใช่ยางในน�้ำยาง ดังน้ัน เม่ือเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของ แปรรูปยาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมการ ปริมาณสิ่งที่ไม่ใช่ยางในยางแต่ละพันธุ์จากท้ัง 3 แปลง แปรรูปน้�ำยางข้น โดยพบว่าสิ่งที่ไม่ใช่ยาง เช่น ธาตุทอง ทดลองพบว่าพันธุ์ RRIC 101 มีปริมาณส่ิงท่ีไม่ใช่ยาง แดง และแมงกานีส มีผลต่อความคงตัวของน้�ำยางข้น สงู สุด เท่ากับ 3.3 เปอร์เซ็นต์โดยน�ำ้ หนัก รองลงมาไดแ้ ก่ ในข้อก�ำหนดของมาตรฐานน�้ำยางข้นไทย (มอก. 980- พนั ธุ์ PB 260, GT 1, PR 255, PR 261, RRIM 600, RRIT 2533) จงึ กำ� หนดให้มีการทดสอบปรมิ าณธาตุทงั้ 2 ชนดิ 25, RRIT 156, RRIT 225, RRIT 226 และ RRIT 251 มี

24 ฉบบั อิเลก็ ทรอนิกส์ 29 เมษายน-มิถนุ ายน 2560 ปรมิ าณส่งิ ที่ไมใ่ ชย่ างเฉลี่ย 3.1, 2.9, 3.0, 2.9, 3.0, 2.9, การแตกหักเม่ือได้รับแรงเชิงพลวัต (Dynamic crack 3.1, 3.1, 2.9 และ 2.9 เปอร์เซ็นตโ์ ดยน�้ำหนกั ตามลำ� ดับ growth) ของยางเพิ่มข้ึน ส�ำหรับโปรตีนท่ีมีในน้�ำยาง (ตารางท่ี 3) ซึง่ จะเห็นได้วา่ พนั ธย์ุ างกลุ่มน้ี สว่ นใหญ่เปน็ ธรรมชาตทิ ง้ั หมดจะประกอบดว้ ย 3 สว่ น คือ โปรตีนที่หอ่ พนั ธุ์ทมี่ ีปรมิ าณของแขง็ ทงั้ หมดสงู หุ้มอยู่ผิวรอบนอกอนภุ าคยาง 25 เปอร์เซ็นต์ โปรตนี ที่อยู่ ในซรี ม่ั (Serum) 50 เปอรเ์ ซน็ ต์ และโปรตีนที่ปะปนอย่ใู น ส่วนของอนุภาคลูทอยด์ (Lutoid) 25 เปอร์เซ็นต์ ใน ปรมิ าณโปรตีน โปรตนี และกรดอะมิโน เปน็ กลุ่มสารทไี่ ม่ใช่ยางอีก สัดส่วนของปริมาณโปรตีนท้ังหมด (จิตต์ลัดดา, 2553) กลุ่มหน่ึงท่ีมีรายงานว่าส่งผลกระทบต่อสมบัติของยาง และคิดเปน็ 1-1.5 เปอรเ์ ซน็ ต์โดยน�้ำหนักของน้�ำยางสด ธรรมชาติ โดยท�ำให้ความเหนียวติดกัน (Stiffening) จากการทดลองน้ี พบว่ามีปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่าง ความแข็งแรงต่อการฉีกขาด (Tear strength) การเกิด พันธุ์ยางและแปลงทดลองต่อปริมาณโปรตีน ยางแต่ละ ความรอ้ นสะสม (Heat build-up) และความตา้ นทานต่อ พันธุ์มีปริมาณโปรตีนในแต่ละแปลงทดลองแตกต่างกัน ตารางท่ี 3 ปริมาณสง่ิ ทีไ่ ม่ใชย่ างเฉล่ยี (เปอร์เซ็นตโ์ ดยน้ำ� หนกั ) ของยางพนั ธุ์ต่างๆ จ�ำนวน 15 พนั ธ์ุ จาก 3 แปลงทดลอง พันธ์ยุ าง ศวพ. พังงา ศวพ. ระนอง ศวพ. สุราษฎร์ธานี เฉลีย่ (พันธ)ุ์ BPM 1 2.4 2.9 2.9 2.7 bc1 BPM 24 2.6 2.7 2.7 2.6 c PB 235 2.5 2.4 2.9 2.6 c PB 260 2.3 3.7 3.3 3.1 ab GT 1 2.7 3.0 3.0 2.9 ab PR 255 3.1 2.7 3.1 3.0 ab PR 261 2.8 2.6 3.4 2.9 ab RRIC 101 3.2 3.5 3.1 3.3 a RRIM 600 2.9 3.1 3.1 3.0 ab RRIM 712 3.0 2.6 2.8 2.8 bc RRIT 25 2.9 3.0 2.7 2.9 ab RRIT 156 3.4 2.6 3.4 3.1 ab RRIT 225 3.2 2.9 3.2 3.1 ab RRIT 226 3.0 2.9 2.9 2.9 ab RRIT 251 2.7 3.0 2.9 2.9 ab เฉล่ีย (สถานท่ี) 2.8 2.9 3.0 1 คา่ เฉล่ยี ในคอลมั นห์ รอื แปลงเดียวกันท่ตี ามดว้ ยอักษรเหมือนกัน ไมแ่ ตกตา่ งกนั ในทางสถิติ ท่ีระดบั ความเชื่อมนั่ 95% โดยวธิ ี Duncan's Multiple Range Test (DMRT)

25 ฉบับอเิ ล็กทรอนิกส์ 29 เมษายน-มถิ ุนายน 2560 ปรมิ าณคาร์โบไฮเดรต คาร์โบไฮเดรตในน้�ำยางธรรมชาติเป็นกลุ่มสารที่ อย่างมีนยั สำ� คัญทางสถติ ิ ( p < 0.05) ไม่ใช่ยางเช่นเดียวกับโปรตีนและไขมัน องค์ประกอบ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปริมาณโปรตีนของยาง หลักของคาร์โบไฮเดรตในน�้ำยาง ได้แก่ น้�ำตาลคิวบรา- แต่ละพันธุ์ในแปลงทดลองเดียวกัน พบว่า ในแปลง ชิทอล (Quebrachitol), ซูโครส (Sucrose), กลโู คส (Glu- ทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพังงา พันธุ์ RRIT cose), กาแลกโตส (Galactose), ฟรุกโตส (Fructose). 156 เป็นพันธุ์ท่ีมีปริมาณโปรตีนสูงสุด เท่ากับ 1.19 แรฟฟิโนส (Raffinose) และเพนโตส (Pentose) (Nair, เปอรเ์ ซน็ ต์ โดยนำ้� หนกั รองลงมาได้แก่พนั ธุ์ RRIC 101, 2000) BPM 24, RRIT 251 และ RRIM 600 เท่ากบั 1.1, 0.94, น้�ำยางที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูงมีแนวโน้มที่จะ 0.94 และ 0.9 เปอร์เซน็ ต์ โดยน้�ำหนกั ตามล�ำดบั เกิดการเสียสภาพได้ง่าย เนื่องจากคาร์โบไฮเดรตจะถูก ในแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร ย่อยสลายโดยแบคทีเรียและเปลี่ยนเป็นกรดไขมันระเหย ระนอง พันธุ์ท่ีมีปริมาณโปรตีนสูงสุด ได้แก่ RRIT 225 ได้ และค่ากรดไขมนั ระเหยได้ เปน็ ตวั บง่ ช้วี ่านำ้� ยางมกี าร เท่ากับ 2.15 เปอร์เซ็นต์โดยน�้ำหนัก รองลงมาคือ พันธุ์ เก็บรักษาท่ีดีหรือไม่ มีเสถียรภาพสูงหรือต่�ำ ใน RRIT 251, RRIT 156, RRIC 101, GT 1, RRIM 712 และ อุตสาหกรรมการผลิตน�้ำยางข้นจึงต้องมีการเติมสารเคมี RRIT 226 เท่ากับ 2.09, 2.06, 1.94, 1.90, 1.90 และ รกั ษาสภาพน�้ำยาง รวมทง้ั น้�ำยางสดที่ตอ้ งใชเ้ วลาในการ 1.83 เปอรเ์ ซน็ ต์ โดยน้ำ� หนัก ตามล�ำดบั รวบรวมน้�ำยางก่อนแปรรูป เพ่ือยับย้ังการท�ำงานของ ในแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร แบคทเี รยี สุราษฎร์ธานี พันธุ์ที่มีปริมาณโปรตีนสูงสุด ได้แก่ RRIT จากการทดลองพบว่า มีปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่าง 156 เท่ากับ 1.75 เปอร์เซ็นต์ โดยน้�ำหนัก รองลงมาคือ พันธย์ุ างและแปลงทดลองต่อปริมาณคารโ์ บไฮเดรต ยาง พนั ธ์ุ BPM 1, RRIT 251, RRIT 226, PB 260, RRIC 101, แต่ละพันธุ์มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตในแต่ละแปลง RRIM 600 และ PR 261 เท่ากับ 1.53, 1.48, 1.36, 1.3, ทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญย่ิงทางสถิติ (p < 1.29, 1.26 และ 1.23 เปอร์เซ็นต์ โดยนำ�้ หนัก ตามลำ� ดบั 0.01) (ตารางที่ 4) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปริมาณคาร์โบไฮเดรต เมื่อเปรียบเทียบระหว่างแปลงทดลองในยางพันธุ์ ของยางแต่ละพันธุ์ในแปลงทดลองเดียวกัน พบว่า ใน เดียวกัน พบว่ามีปริมาณโปรตีนแตกต่างกันอย่างมีนัย แปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพังงา พันธุ์ ส�ำคัญทางสถิติ พันธุ์ยางในแปลงทดลองศูนย์วิจัยและ RRIT 156 เป็นพันธุ์ที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูงสุด พัฒนาการเกษตรระนองโดยส่วนใหญ่ มีปริมาณโปรตีน เทา่ กบั 2.59 เปอรเ์ ซ็นต์ โดยนำ้� หนกั รองลงมาได้แกพ่ ันธุ์ ในน้�ำยางสูงกว่าพันธุ์เดียวกันในแปลงทดลองศูนย์วิจัย GT 1, RRIT 251 และ RRIT 25 เทา่ กบั 1.41, 1.3 และ และพัฒนาการเกษตรสุราษฎร์ธานี และแปลงทดลอง 1.17 เปอรเ์ ซน็ ต์ โดยนำ�้ หนัก ตามล�ำดบั ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพังงา ตามล�ำดับ โดย ในแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร กลุ่มพันธุ์ท่ีมีปริมาณโปรตีนค่อนข้างสูงในท้ัง 3 แปลง ระนอง พนั ธุ์ท่มี ีปรมิ าณคาร์โบไฮเดรตสูงสดุ ได้แก่ RRIT ทดลองไดแ้ ก่ พนั ธุ์ BPM 1, RRIC 101, RRIT 156, RRIT 251 เท่ากับ 1.47 เปอร์เซ็นต์ โดยน้�ำหนัก รองลงมาคือ 226 และ RRIT 251 มีปริมาณโปรตีนอยู่ในช่วง 0.94- พันธ์ุ RRIT 156, GT1 และ RRIT 226 เทา่ กบั 1.42, 1.22 1.53, 1.01-1.94, 1.19-2.06, 0.85-1.83 และ 0.94-2.09 และ 1.20 เปอรเ์ ซน็ ต์ โดยนำ�้ หนกั ตามลำ� ดบั เปอรเ์ ซน็ ต์ โดยน้ำ� หนกั ตามลำ� ดับ จึงเปน็ ไปได้ว่าหากนำ� ในแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร ยางจากแตล่ ะพนั ธ์ไุ ปท�ำผลติ ภณั ฑ์ จะทำ� ให้ผลิตภณั ฑท์ ี่ สรุ าษฎรธ์ านี พันธ์ุทีม่ ีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสงู สดุ ได้แก่ ใช้วัตถุดิบเป็นยางท่ีมีปริมาณโปรตีนสูงในเน้ือยาง มี RRIT 156 เท่ากับ 2.57 เปอรเ์ ซ็นต์ โดยนำ�้ หนัก รองลงมา สมบัติด้านความเหนียวติดกัน ความแข็งแรงต่อการฉีก คือ พันธุ์ GT 1, RRIT 226, RRIT 225 และ RRIT251 ขาด และความต้านทานต่อการแตกหักของยางเพิ่มข้ึน ซง่ึ เป็นสมบตั ทิ ี่ดขี องผลติ ภณั ฑ์ยาง

26 ฉบบั อิเลก็ ทรอนกิ ส์ 29 เมษายน-มถิ ุนายน 2560 ตารางที่ 4 ปริมาณโปรตีนเฉล่ยี (เปอร์เซน็ ตโ์ ดยน้�ำหนัก) ของยางพนั ธุ์ตา่ งๆ จำ� นวน 15 พันธ์ุ จาก 3 แปลงทดลอง พันธุ์ยาง ศวพ. พงั งา ศวพ. ระนอง ศวพ. สุราษฎรธ์ านี BPM 1 0.94 bc1 (z)2 1.45 bcd1 (y)2 1.53 ab1 (x)2 BPM 24 0.84 cde (z) 1.60 abcd (x) 1.23 bcd (y) PB 235 0.68 e (z) 1.10 d (x) 0.99 d (y) PB 260 0.79 cde (y) 1.29 cd (x) 1.30 bcd (x) GT 1 0.80 cde (z) 1.90 abc (x) 1.20 bcd (y) PR 255 0.79 cde (z) 1.71 abcd (x) 1.05 cde (y) PR 261 0.88 bcd (z) 1.68 abcd (x) 1.23 bcd (y) RRIC 101 1.01 b (z) 1.94 abc (x) 1.29 bcd (y) RRIM 600 0.90 bcd (z) 1.66 abcd (x) 1.26 bcd (y) RRIM 712 0.76 de (z) 1.90 abc (x) 1.08 cd (y) RRIT 25 0.79 cde (z) 1.57 abcd (x) 1.09 cd (y) RRIT 156 1.19 a (z) 2.06 ab (x) 1.75 a (y) RRIT 225 0.76 de (z) 2.15 a (x) 1.03 cd (y) RRIT 226 0.85 cd (y) 1.83 abc (x) 1.36 bc (xy) RRIT 251 0.94 bc (x) 2.09 ab (x) 1.48 ab (x) 1 ค่าเฉลยี่ ในคอลัมนห์ รอื แปลงเดยี วกนั ท่ีตามดว้ ยอกั ษรเหมอื นกนั ไมแ่ ตกต่างกันในทางสถิติ ท่รี ะดับความเชอื่ มน่ั 95% โดยวิธี Duncan's Multiple Range Test (DMRT) 2 คา่ เฉลย่ี ในแถวหรือพันธ์เุ ดยี วกันท่ตี ามดว้ ยอกั ษร (ในวงเลบ็ ) เหมือนกนั ไมแ่ ตกต่างกนั ในทางสถติ ิ ทรี่ ะดบั ความเชอ่ื ม่ัน 95% โดยวธิ ี Duncan's Multiple Range Test (DMRT) เท่ากับ1.97, 1.77, 1.69 และ 1.48 เปอรเ์ ซน็ ต์ โดยนำ�้ พนั ธุ์ RRIT 156, GT 1, RRIT 251 และ RRIT 226 มี หนัก ตามล�ำดบั ปริมาณคาร์โบไฮเดรตอยู่ในช่วง 1.42-2.59, 1.22-1.97, เม่ือเปรียบเทียบระหว่างแปลงทดลองในยางพันธุ์ 1.30-1.48 และ 0.93-1.77 เปอร์เซ็นต์ โดยน�ำ้ หนัก ตาม เดียวกัน พบว่า มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตแตกต่างกัน ลำ� ดบั (ตารางท่ี 5) ดงั นั้น ในสภาพธรรมชาตทิ ี่ไมไ่ ดเ้ ติม อย่างมีนัยส�ำคัญยิ่งทางสถิติ พันธุ์ยางในแปลงทดลอง สารเคมีรักษาสภาพน้�ำยาง น�้ำยางพันธุ์ดังกล่าวอาจเสีย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุราษฎร์ธานีโดยส่วน สภาพได้เรว็ กว่าน�้ำยางพันธอุ์ ื่น ๆ ใหญ่ มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตในน�้ำยางสูงกว่าพันธุ์ ปรมิ าณแมกนีเซยี ม เดียวกันในแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร ปริมาณแมกนีเซียมในน้�ำยางสดเป็นผลมาจาก พังงา และแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร แมกนีเซียมในดินท่ีปลูกยาง ปริมาณแมกนีเซียมมีผลต่อ ร ะ น อ ง ต า ม ล� ำ ดั บ โ ด ย ก ลุ ่ ม พั น ธุ ์ ท่ี มี ป ริ ม า ณ กระบวนการแปรรปู ของอุตสาหกรรมน้ำ� ยางข้น เนอ่ื งจาก คาร์โบไฮเดรตค่อนข้างสูงในทั้ง 3 แปลงทดลองได้แก่

27 ฉบับอเิ ล็กทรอนกิ ส์ 29 เมษายน-มถิ นุ ายน 2560 ตารางที่ 5 ปรมิ าณคารโ์ บไฮเดรตเฉล่ีย (เปอร์เซน็ ต์โดยนำ้� หนกั ) ของยางพันธุต์ ่างๆ จ�ำนวน 15 พันธ์ุ จาก 3 แปลงทดลอง พนั ธุย์ าง ศวพ. พงั งา ศวพ. ระนอง ศวพ. สุราษฎรธ์ านี BPM 1 0.39 f1 (x)2 0.53 ef1 (x)2 1.12 ef1 (x)2 BPM 24 0.65 abcdef (x) 0.91 cde (x) 1.11 ef (x) PB 235 0.54 ef (x) 0.43 f (x) 0.89 f (x) PB 260 0.79 cdef (y) 0.76 cdef (y) 1.03 ef (x) GT 1 1.41 b (x) 1.22 abc (x) 1.97 b (x) PR 255 0.88 bcdef (x) 0.93 cde (x) 1.38 cdef (x) PR 261 0.78 cdef (xy) 0.63 ef (y) 0.91 f (x) RRIC 101 0.73 def (x) 0.69 def (x) 1.12 ef (x) RRIM 600 1.09 bcde (x) 0.76 cdef (x) 1.01 ef (x) RRIM 712 1.06 bcde (x) 0.97 bcde (x) 1.38 ef (x) RRIT 25 1.17 bcd (x) 0.75 cdef (y) 1.22 def (x) RRIT 156 2.59 a (x) 1.42 ab (y) 2.57 a (x) RRIT 225 0.91 bcdef (y) 1.13 abcd (y) 1.69 bcd (x) RRIT 226 0.93 bcdef (z) 1.20 abc (y) 1.77 bc (x) RRIT 251 1.30 bc (x) 1.47 a (x) 1.48 bcde (x) 1 ค่าเฉลี่ยในคอลมั น์หรอื แปลงเดยี วกนั ท่ีตามดว้ ยอกั ษรเหมือนกัน ไม่แตกตา่ งกนั ในทางสถติ ิ ทรี่ ะดับความเช่อื มั่น 95% โดยวธิ ี Duncan's Multiple Range Test (DMRT) 2 คา่ เฉลีย่ ในแถวหรอื พันธ์เุ ดยี วกันทต่ี ามด้วยอกั ษร (ในวงเลบ็ ) เหมือนกัน ไม่แตกตา่ งกนั ในทางสถติ ิ ทีร่ ะดับความเชอ่ื มัน่ 95% โดยวธิ ี Duncan's Multiple Range Test (DMRT) ปริมาณแมกนีเซียมที่มากเกินไปในน้�ำยางข้น จะส่งผล กันอย่างมีนัยส�ำคัญย่ิงทางสถิติ โดยปัจจัยแปลงทดลอง ต่อความเสถียรของน้�ำยาง และความสามารถในการขึ้น มีผลต่อปริมาณแมกนีเซียมในน้�ำยางมากกว่าพันธุ์ยาง รูปเป็นผลิตภัณฑ์ กล่าวคือ น�้ำยางที่มีปริมาณ (p < 0.01) แมกนเี ซยี มสูง จะมแี นวโน้มทีจ่ ะเสยี สภาพไดง้ ่าย ดังนัน้ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างแปลงทดลองในยางพันธุ์ การวิเคราะห์ปริมาณแมกนีเซียมในน�้ำยางสดก่อนการ เดยี วกนั พบวา่ มีปริมาณแมกนเี ซียมแตกต่างกนั อยา่ งมี แปรรูปเป็นน�้ำยางข้นจึงมีความส�ำคัญ โดยน�้ำยางสดท่ี นัยส�ำคัญย่ิงทางสถิติ พันธุ์ยางในแปลงทดลองศูนย์วิจัย จะน�ำมาปั่นเป็นน�้ำยางข้นควรมีปริมาณแมกนีเซียมน้อย และพัฒนาการเกษตรสุราษฎร์ธานีโดยส่วนใหญ่ มี กว่า 50 มลิ ลิกรัมตอ่ กโิ ลกรมั ในปริมาณของแขง็ ทงั้ หมด ปริมาณแมกนีเซียมในน้�ำยางสูงกว่าพันธุ์เดียวกันใน จากการทดลองนี้พบว่า มีปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่าง แปลงทดลองศูนยว์ ิจัยและพัฒนาการเกษตรระนอง และ พันธุ์ยางและแปลงทดลองต่อปริมาณแมกนีเซียม ยาง แปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพังงา ตาม แต่ละพันธุ์มีแมกนีเซียมในแต่ละแปลงทดลองแตกต่าง ล�ำดับ โดยมีปริมาณแมกนีเซียมอยู่ในช่วง 739-1925,

28 ฉบบั อิเลก็ ทรอนกิ ส์ 29 เมษายน-มถิ ุนายน 2560 464-990 และ 302-717 มิลลิกรมั ต่อกโิ ลกรัม ตามล�ำดบั อนุภาคยางจากยางพารามีขนาดเล็กกว่าอนุภาคยาง ซึ่งอาจจะเป็นผลมาจากการใส่ปุ๋ยท่ีมีแมกนีเซียมติดต่อ จากต้นมะเดื่อป่า (Ficus carica) และต้นกร่าง (Ficus กันเป็นเวลานาน ทำ� ใหเ้ กดิ การสะสมแมกนีเซยี มในดิน benghalensis) โดยอนุภาคของยางในพืชที่ให้น�้ำยาง เม่ือเปรียบเทียบระหว่างปริมาณแมกนีเซียมของ แบ่งกลุ่มตามขนาดได้ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มอนุภาคขนาด ยางแต่ละพันธุ์ในแปลงทดลองเดียวกัน พบว่า ในแปลง ใหญ่มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 0.4 ไมโครเมตรข้ึนไป ทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพังงา ยางพันธุ์ กล่มุ อนุภาคขนาดกลางมเี สน้ ผา่ นศูนยก์ ลาง 0.35 - 0.25 BPM 24 เป็นพันธุ์ท่ีมีปริมาณแมกนีเซียมสูงสุด เท่ากับ ไมโครเมตร และกลุ่มอนุภาคขนาดเล็กมีเส้นผ่าน 717 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม รองลงมาได้แก่พันธุ์ RRIM ศนู ย์กลาง 0.2 - 0.08 ไมโครเมตร (Singh et. al, 2003) 600 และ RRIC 101 เทา่ กบั 699 และ 644 มิลลิกรัมต่อ โดยขนาดอนุภาคมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการไหล กิโลกรัม ตามล�ำดับ ในขณะที่พันธุ์ PR 255 มีปริมาณ (Rheology) ของยาง กลา่ วคอื ยางทม่ี ขี นาดอนุภาคใหญ่ แมกนีเซียมต่�ำสุด เทา่ กับ 335 มลิ ลิกรัมต่อกโิ ลกรมั จะมีพฤติกรรมการไหลที่ช้ากว่าและมีผลท�ำให้ค่าความ ในแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร หนดื สูงกว่ายางทม่ี ขี นาดอนภุ าคเลก็ กวา่ ระนอง พันธุ์ที่มีปริมาณแมกนีเซียมสูงสุด ได้แก่ RRIC ในการทดลองน้ีท�ำการวัดขนาดอนุภาคยางด้วย 101 เท่ากบั 990 มลิ ลิกรัมต่อกิโลกรมั รองลงมาคอื พันธ์ุ เครือ่ งวดั ขนาดอนุภาค Mastersizer โมเดล 2000 พบวา่ PR 261 และ RRIM 600 เทา่ กบั 926 และ 919 มิลลกิ รมั อนุภาคของยางทั้ง 15 พันธุ์ จัดอยู่ในกลุ่มของอนุภาค ต่อกโิ ลกรัม ตามลำ� ดับ ยางขนาดใหญ่ เน่ืองจากมีขนาดอนุภาคเฉลี่ยระหว่าง ในแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร 0.417 - 1.660 ไมโครเมตร และพบวา่ ยางแตล่ ะพันธุ์ใน สุราษฎร์ธานี พันธุ์ที่มีปริมาณแมกนีเซียมสูงสุด ได้แก่ แต่ละแปลงทดลอง มีการกระจายตัวของอนุภาคแบบ BPM 24 เท่ากับ 1,925 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม รองลงมา เชิงคู่ (Bimodal distribution) เหมือนกันท้ังหมด ยังไม่ คือพนั ธ์ุ RRIT 156, RRIT 25, PR 255 และ RRIM 712 พบลักษณะการกระจายตัวของอนุภาคยางแบบเชิงเดี่ยว เท่ากับ 1,566, 1,371, 1,284 และ 1,266 มิลลิกรัมต่อ (Unimodal distribution) หรือกล่าวได้ว่ายังไม่พบการก กโิ ลกรัม ตามล�ำดบั (ตารางที่ 6) ระจายตัวของอนุภาคในช่วงแคบ (มีความสม�่ำเสมอของ จะเห็นได้ว่าปริมาณแมกนีเซียมในยางทุกพันธุ์ทุก ขนาดอนุภาค) ซ่ึงเป็นลักษณะที่อุตสาหกรรมยาง แปลงทดลองสูงกว่าค่าท่ีก�ำหนด อย่างไรก็ตาม แมกน-ี ต้องการและพบได้ในยางสงั เคราะห์ เซียมท่ีมีอยู่ในน้�ำยางสดสามารถใช้ไดแอมโมเนียม- ในท่ีน้ีได้แสดงการกระจายตัวของอนุภาคยางใน ไฮโดรเจนฟอสเฟต (DAP) ในการตกตะกอนให้เปน็ ขีแ้ ปง้ พันธุ์ PB 235, RRIT 251 และ RRIM 600 ไว้พอเป็น ก่อนเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นน้�ำยางข้น ปริมาณการ ตัวอย่าง ซึ่งพันธุ์ยางทั้งสามนี้เป็นพันธุ์ที่อยู่ในค�ำแนะน�ำ ใช้ไดแอมโมเนียมไฮโดรเจนฟอสเฟต คือ 5.5 เท่าของ พันธุ์ยางและเป็นที่นิยมของเกษตรกร นอกจากน้ี พบว่า ปริมาณแมกนีเซียม ซ่ึงหากน้�ำยางสดมีปริมาณ ยางแต่ละพันธุ์ในแต่ละแปลงทดลองมีปริมาณของ แมกนีเซียมสูงก็จะต้องใช้ไดแอมโมเนียมไฮโดรเจน อนภุ าคขนาดต่าง ๆ แตกตา่ งกนั อนุภาคทม่ี ีปรมิ าณมาก ฟอสเฟตมากขึ้นไปด้วย เป็นการเพ่ิมค่าใช้จ่ายใน ทีส่ ุด คอื อนุภาคขนาด 0.631 - 0.724 ไมโครเมตร (20.5- กระบวนการผลิตน�้ำยางข้นอกี ส่วนหนงึ่ 23.3 %) กล่มุ ท่มี ีปรมิ าณรองลงมา ไดแ้ ก่ อนภุ าคขนาด 1.096-1.259 (15.1-16.4%), 0.550-0.631 (14.9- 16.8%), 0.724-0.832 (14-15.1%), 1.259-1.445 (9.9- ขนาดอนุภาคยาง อนภุ าคยางมีรปู รา่ งเปน็ ทรงกลมหรอื แพร์ เปน็ สาร 11.9%), 0.832-0.955 (7.0-8.5%), 0.955-1.096 (6.1- แขวนลอยท่ีมีขนาดแตกต่างกันข้ึนอยู่กับจ�ำนวนหน่วย 7.6%), 0.479-0.550 (6.7%), 1.445-1.660 (0.2-0.6%) ย่อยไอโซพรีน (isoprene) ท่ีมาต่อกัน จากการศึกษา และ 0.417-0.479 (0.1%) ตามลำ� ดับ (ภาพที่ 3) ซึ่งในแง่ อนุภาคยางด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน พบว่า ของการน�ำยางไปใช้ เช่น การแปรรูปน�้ำยางข้น น้�ำยาง

29 ฉบบั อิเลก็ ทรอนกิ ส์ 29 เมษายน-มิถุนายน 2560 ตารางท่ี 6 ปรมิ าณแมกนเี ซยี มเฉลย่ี (มลิ ลิกรมั ต่อกิโลกรมั ) ของยางพนั ธุต์ ่างๆ จ�ำนวน 15 พันธุ์ จาก 3 แปลงทดลอง พันธย์ุ าง ศวพ. พงั งา ศวพ. ระนอง ศวพ. สุราษฎร์ธานี BPM 1 530 abcd1 (y)2 657 abc1 (xy)2 992 dg1 (x)2 BPM 24 717 a (z) 496 c (y) 1,925 a (x) PB 235 419 abcd (y) 464 c (y) 740 g (x) PB 260 449 abcd (x) 465 c (x) 743 g (x) GT 1 462 abcd (x) 604 bc (x) 800 fg (x) PR 255 335 cd (x) 756 abc (x) 1,284 bcd (x) PR 261 366 bcd (y) 926 ab (x) 1,022 defg (x) RRIC 101 644 abc (x) 990 a (x) 739 g (x) RRIM 600 699 ab (x) 919 ab (x) 1,153 cde (x) RRIM 712 392 abcde (z) 688 abc (y) 1,266 bcd (x) RRIT 25 487 abcd (z) 662 abc (y) 1,371 bc (x) RRIT 156 555 abcd (y) 759 abc (y) 1,566 b (x) RRIT 225 303 d (x) 688 abc (x) 761 fg (x) RRIT 226 429 abcd (x) 512 e (x) 843 efg (x) RRIT 251 385 abcd (y) 469 c (y) 1,076 ef (x) 1 คา่ เฉลยี่ ในคอลมั น์หรอื แปลงเดียวกันท่ีตามดว้ ยอักษรเหมอื นกัน ไม่แตกตา่ งกันในทางสถติ ิ ทรี่ ะดบั ความเชือ่ ม่นั 95% โดยวธิ ี Duncan's Multiple Range Test (DMRT) 2 ค่าเฉลยี่ ในแถวหรือพนั ธ์เุ ดียวกันท่ตี ามด้วยอักษร (ในวงเลบ็ ) เหมือนกนั ไมแ่ ตกตา่ งกนั ในทางสถิติ ทีร่ ะดับความเชอื่ มั่น 95% โดยวิธี Duncan's Multiple Range Test (DMRT) สดจากพันธุ์ท่ีมีอนุภาคขนาดใหญ่มาก เช่น PB 235, 235, PR 261, RRIT 225, RRIC 101 และ RRIT 251 RRIT 225 และ RRIC 101 อาจได้เนื้อยางแห้งในส่วน และพันธย์ุ างทม่ี คี ่าความหนดื ต่�ำ เชน่ พันธุ์ PB 260, GT ของหางน้�ำยางมากกว่าน�้ำยางจากพันธุ์ที่มีอนุภาคขนาด 1, RRIM 600 และ RRIM 712 เป็นพันธุ์ที่มีปริมาณ ดงั กลา่ วน้อยกว่า เช่น พนั ธ์ุ BPM 24, GT 1 และ RRIT อนุภาคขนาดดังกล่าว รวมท้ังอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่า 156 หรือในการแปรรูปเปน็ ยางแหง้ ยางท่ีแปรรูปจากนำ�้ ในสัดส่วนทน่ี อ้ ยกวา่ (ไมไ่ ดแ้ สดงขอ้ มลู ) ยางพนั ธท์ุ มี่ ีอนภุ าคขนาดใหญ่มากกว่า อาจมคี วามหนดื เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของอนุภาคยางแต่ละ สูงกว่ายางที่แปรรูปจากน้�ำยางพันธุ์ท่ีมีอนุภาคขนาดดัง ขนาดทั้ง 3 แปลงทดลอง พบวา่ มลี ักษณะการกระจายตวั กล่าวน้อยกว่า ซึ่งในการทดลองน้ีพบว่าขนาดของ ของอนภุ าคยางไม่แตกตา่ งกัน (ภาพท่ี 4) แสดงให้เหน็ วา่ อนุภาคยางมีความสอดคล้องกับค่าความหนืดของยาง ลักษณะการกระจายตัวของอนุภาคยางขนาดต่างๆ ใน โดยยางทีม่ ปี รมิ าณอนุภาคขนาดใหญม่ าก จะเปน็ พันธทุ์ ี่ ยางแต่ละพันธุ์เป็นลักษณะประจ�ำพันธุ์ของยาง ไม่ได้ มีค่าความหนืดค่อนข้างสูงกว่าพันธุ์อื่น ๆ ได้แก่พันธุ์ PB เปล่ียนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมหรือสภาพของแปลง

30 ฉบับอิเลก็ ทรอนิกส์ 29 เมษายน-มิถนุ ายน 2560 ทดลอง แต่ปริมาณท่ีแตกต่างกันของอนุภาคขนาด โดยน�ำ้ หนัก ตามลำ� ดบั เดียวกันในยางแต่ละพันธุ์และแต่ละแปลงทดลองอาจ ในแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร เป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่างพันธุ์และแปลง ระนอง พันธ์ทุ ม่ี ีปริมาณเถ้า สูงสุด ไดแ้ ก่ RRIC 101 และ ทดลอง การทยี่ างแต่ละพนั ธุ์มอี นุภาคหลายขนาดและใน RRIM 600 ซ่ึงมีปริมาณเถ้าเท่ากันคือ 0.26 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณท่ีไม่เท่ากัน จึงเป็นสาเหตุส�ำคัญของความไม่ โดยนำ�้ หนกั รองลงมาคอื พนั ธ์ุ PR 255, RRIM 712 และ สม�่ำเสมอของเนื้อยาง ซ่ึงความสม�่ำเสมอของเนื้อยาง RRIT 251 เทา่ กบั 0.25, 0.24 และ 0.24 เปอร์เซน็ ตโ์ ดย เป็นสมบัติยางที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยาง น�้ำหนัก ตามล�ำดบั ต้องการเป็นอันดับต้นๆ แต่ในการทดลองน้ี ยังไม่พบว่า ในแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร ยางพันธุใ์ ดมีลักษณะดงั กลา่ ว สุราษฎร์ธานี พันธทุ์ ม่ี ปี ริมาณเถา้ สูงสุด ไดแ้ ก่ RRIT 156 เท่ากับ 0.36 เปอร์เซ็นต์โดยน้�ำหนัก รองลงมาคือ พันธุ์ PR 255, RRIC 101, RRIT 225, RRIT 251, PB 235 และ ปรมิ าณเถ้า ปริมาณเถ้าในยางธรรมชาติ ประกอบด้วยเกลือ BPM 1 เท่ากับ 0.34, 0.30, 0.27, 0.25, 0.25 และ 0.25 อนินทรีย์ พวกคาร์บอเนต ออกไซด์ และฟอสเฟต ของ เปอรเ์ ซน็ ต์ โดยน�ำ้ หนกั ตามล�ำดบั โพแทสเซยี ม แมกนีเซยี ม แคลเซียม โซเดยี ม และแร่ธาตุ เม่ือเปรียบเทียบระหว่างแปลงทดลองในยางพันธุ์ อื่นๆ นอกจากนี้ เถ้าอาจเป็นพวกซิลิกา หรือซิลิเกต ที่มี เดียวกัน พบว่า มีปริมาณเถ้าแตกต่างกันอย่างมีนัย อยู่ในยางเอง หรอื ปะปนมาจากข้างนอกก็ได้ ปรมิ าณเถา้ ส�ำคัญย่ิงทางสถิติ พันธุ์ยางในแปลงทดลองศูนย์วิจัย จะเป็นตัวบ่งช้ีปริมาณแร่ธาตุที่มีอยู่ในยางแห้งที่น�ำมา และพัฒนาการเกษตรสุราษฎร์ธานีโดยส่วนใหญ่ มี ทดสอบได้เป็นอย่างดี ซ่ึงสารเหล่านี้มีผลต่อสมบัติยาง ปริมาณเถ้าในน�้ำยางสูงกว่าพันธุ์เดียวกันในแปลง และการน�ำยางไปใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ โดยมีสมบัติ ทดลองศูนย์วจิ ัยและพฒั นาการเกษตรระนอง และแปลง เป็นตัวกระตุ้นให้ปฏิกิริยาการวัลคาไนส์ของยางเม่ือน�ำ ทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพังงา ตามล�ำดับ ยางไปข้ึนรูปเป็นผลิตภัณฑ์เกิดได้เร็วขึ้น (Sombatsom- (ตารางที่ 7) เป็นไปได้ว่าต้นยางท่ีปลูกในแปลงทดลอง pop et al., 2004) ยางที่มีการก�ำหนดค่ามาตรฐานของ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุราษฎร์ธานีได้รับปุ๋ย ปริมาณเถ้า ได้แก่ยางแท่งชั้นต่าง ๆ เช่น ยางแท่ง STR มากกว่าแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร XL และ STR 5L จะต้องมีปริมาณเถ้าไม่เกิน 0.4 ระนอง และ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพังงา เปอร์เซ็นต์ โดยน้�ำหนัก ยางแท่ง STR 20 จะต้องมี สอดคล้องกับผลการทดลองของ Moreno et al. (2005) ปริมาณเถ้าไม่เกิน 0.8 เปอร์เซ็นต์ โดยน้�ำหนัก เป็นต้น ไดศ้ ึกษาสมบตั ิยางแห้งในยาง 4 พันธุ์ ไดแ้ ก่พนั ธ์ุ GT 1 ปริมาณเถ้าในยางยังบ่งบอกถึงปริมาณแร่ธาตุที่มีอยู่ใน PB 235 RRIM 600 และ IAN 873 ในประเทศบราซิลใน แหลง่ ปลูกยางตา่ ง ๆ ไดด้ ้วย ช่วง 2 ปี พบว่าพันธุ์ยาง การเปลี่ยนแปลงของสภาพ จากการทดลองน้ี พบว่ามีปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่าง อากาศ และการเปลี่ยนแปลงของต้นยางในแต่ละช่วง พันธุย์ างและแปลงทดลองตอ่ ปรมิ าณเถา้ ยางแต่ละพันธุ์ ฤดูกาลมีผลตอ่ ปรมิ าณเถ้า โดยในยาง GT 1 ซ่งึ เปน็ พันธ์ุ มีปริมาณเถ้าในแต่ละแปลงทดลองแตกต่างกันอย่างมี ยางชั้น 1 ของบราซิลในขณะน้ัน มีปริมาณเถ้าสูงสุด นัยสำ� คัญยิง่ ทางสถติ ิ (p < 0.01) (0.283 เปอรเ์ ซน็ ต์โดยน�ำ้ หนกั ) รองลงมาได้แก่ PB 235 เม่ือเปรียบเทียบระหว่างปริมาณเถ้าของยางแต่ละ (0.282 เปอร์เซ็นต์ โดยน้�ำหนัก), RRIM 600 (0.281 พันธุ์ในแปลงทดลองเดียวกัน พบว่า ในแปลงทดลอง เปอรเ์ ซน็ ต์ โดยน�้ำหนัก) และ IAN 873 (0.260 เปอร์เซน็ ต์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพังงา พันธุ์ PR255 เป็น โดยนำ้� หนกั ) โดยปริมาณเถา้ ในชว่ งทใ่ี บยางแก่ และช่วง พนั ธท์ุ ม่ี ปี ริมาณเถ้า สูงสดุ เท่ากับ 0.29 เปอรเ์ ซ็นต์ โดย ฤดูแล้งจะสูงกว่าในช่วงเวลาอ่ืนเล็กน้อย ส�ำหรับในยาง น�้ำหนัก รองลงมาไดแ้ ก่พันธ์ุ PB 235, BPM 1, GT 1 และ พันธุ์ GT 1, PB 235 และ RRIM 600 ทีศ่ ึกษาครั้งนีพ้ บว่า RRIC 101 เท่ากับ 0.25, 0.24, 0.23 และ 0.22 เปอร์เซน็ ต์ มปี ริมาณเถา้ ตำ่� กว่าที่ Moreno et al. (2005) ได้รายงาน

31 ฉบบั อเิ ล็กทรอนิกส์ 29 เมษายน-มิถนุ ายน 2560 25 20 ปริมาณ (%) 15 PB 235 10 RRIT 251 5 RRIM 600 AB CDE FG HI J A = 0.417-0.479 ขนาดอนุภาค (ไมโครเมตร) D = 0.631-0.724 E = 0.724-0.832 H = 1.096-1.259 I = 1.259-1.445 B = 0.479-0.550 C = 0.550-0.631 F = 0.832-0.955 G = 0.955-1.096 J = 1.445-1.660 ภาพท่ี 3 การกระจายตวั ของอนภุ าคยางขนาดตา่ งๆ ของยางพันธ์ุ PB 235, RRIT 251 และ RRIM 600 เฉลย่ี จาก 3 แปลงทดลอง ระหว่างเดอื นธันวาคม 2554 - กรกฎาคม 2556 ปริมาณ (%) 30.0 ศวพ. สุราษฎร์ธานี 22.5 ศวพ. พังงา 15.0 7.5 ศวพ. ระนอง 0.0 0.417-0.479 0.550-0.631 0.724-0.832 0.955-1.096 1.259-1.455 ขนาดอนุภาค (ไมโครเมตร) ภาพที่ 4 การกระจายตัวของอนุภาคยางขนาดต่างๆ เฉล่ียจากยาง 15 พันธุ์ ของแปลงทดลองท่ีศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพังงา ระนอง และ สรุ าษฎร์ธานี ระหว่างเดอื นธันวาคม 2554 - กรกฎาคม 2556

32 ฉบับอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ 29 เมษายน-มิถุนายน 2560 ตารางท่ี 7 ปริมาณเถา้ เฉลี่ย (เปอร์เซ็นต)์ ของยางพนั ธตุ์ ่างๆ จำ� นวน 15 พันธ์ุ จาก 3 แปลงทดลอง พนั ธุ์ยาง ศวพ. พังงา ศวพ. ระนอง ศวพ. สุราษฎรธ์ านี BPM 1 0.24 ab1 (x)2 0.22 c1 (x)2 0.25 b1 (x)2 BPM 24 0.19 abc (y) 0.22 cd (xy) 0.24 bcd (x) PB 235 0.25 ab (x) 0.21 c (y) 0.25 bcd (x) PB 260 0.12 c (x) 0.21 d (x) 0.17 e (x) GT 1 0.23 ab (x) 0.23 c (x) 0.24 cd (x) PR 255 0.29 a (x) 0.25 b (x) 0.34 ab (x) PR 261 0.17 d (y) 0.22 c (x) 0.23 bcd (x) RRIC 101 0.22 ab (z) 0.26 a (y) 0.30 ab (x) RRIM 600 0.20 abc (y) 0.26 a (x) 0.24 bcd (x) RRIM 712 0.20 abc (y) 0.24 b (x) 0.23 bcd (x) RRIT 25 0.22 ab (y) 0.22 c (x) 0.20 d (x) RRIT 156 0.22 ab (x) 0.23 bc (y) 0.36 ab (x) RRIT 225 0.20 abc (y) 0.20 cd (y) 0.27 b (x) RRIT 226 0.20 abc (x) 0.22 c (x) 0.22 d (x) RRIT 251 0.21 abcd (z) 0.24 b (y) 0.25 b (x) 1 คา่ เฉลยี่ ในคอลัมน์หรือแปลงเดียวกนั ทต่ี ามดว้ ยอักษรเหมอื นกนั ไม่แตกต่างกันในทางสถติ ิ ที่ระดบั ความเชอื่ มัน่ 95% โดยวิธี Duncan's Multiple Range Test (DMRT) 2 ค่าเฉลี่ยในแถวหรอื พันธุเ์ ดียวกันท่ีตามดว้ ยอกั ษร (ในวงเลบ็ ) เหมอื นกัน ไมแ่ ตกต่างกันในทางสถติ ิ ท่รี ะดบั ความเชอื่ ม่นั 95% โดยวธิ ี Duncan's Multiple Range Test (DMRT) ไว้เล็กน้อย ซึ่งนอกจากปัจจัยของสภาพแวดล้อมที่ต่าง ปรมิ าณไนโตรเจน กันแล้วน้ัน เน่ืองจากตัวอย่างยางแห้งที่เตรียม เป็น ไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบของโปรตีน และกรด ตัวอย่างท่ีเตรียมตามวิธีการท�ำยางแผ่นอบแห้ง จึงท�ำให้ อะมิโน แต่เน่ืองจากในการทดลองนี้จะมีโปรตีนส่วนหน่ึง สารหรือธาตุบางตัวถูกก�ำจัดออกไปในข้ันตอนการท�ำ ในน�้ำยางท่ีถูกก�ำจัดออกไปในขั้นตอนของการท�ำยาง ยางแผ่น นอกจากน้ี จากผลการทดลองยังพบว่า พันธุ์ แผ่น ดังนั้น ปริมาณของไนโตรเจนท่ีหาได้จึงไม่บ่งชี้ถึง PR 255, RRIC 101 และ RRIT 156 เป็นพันธุ์ยางท่ีมี ปรมิ าณโปรตนี ทีม่ ีท้งั หมดในน้�ำยาง อยา่ งไรกต็ าม ยางท่ี ปรมิ าณเถ้าคอ่ นขา้ งสงู ในทกุ แปลงทดลอง อย่างไรก็ตาม มีปริมาณไนโตรเจนสูง จะท�ำให้สารเคมีในยางเกิด จะเห็นได้ว่าปริมาณเถ้าของยางแต่ละพันธุ์ทั้ง 3 แหล่ง ปฏิกิริยาเร็วข้ึน และมีผลต่อกระบวนการข้ึนรูป ปลูกไม่เกินค่าที่ก�ำหนดส�ำหรับมาตรฐานยางแท่ง ซึ่ง ผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ปริมาณไนโตรเจนยังบอกถึง ก�ำหนดไว้ไม่เกินเปอร์เซ็นต์ 0.4 โดยน�้ำหนักส�ำหรับยาง คณุ ภาพของยางดบิ ทจี่ ะนำ� ไปแปรรปู เปน็ ยางแทง่ กลา่ วคือ แทง่ STR XL และ STR 5L (นุชนาฏ, 2548) หากยางมีปริมาณไนโตรเจนสูง ยางนั้นอาจเป็นยาง

33 ฉบบั อเิ ล็กทรอนกิ ส์ 29 เมษายน-มถิ ุนายน 2560 คุณภาพต่�ำที่ได้จากกระบวนการผลิตน�้ำยางข้น ดังน้ัน เดียวกัน พบว่ามีปริมาณไนโตรเจนแตกต่างกันอย่างมี จึงต้องมีค่ามาตรฐานของปริมาณไนโตรเจนในยางแท่ง นัยส�ำคัญยิ่งทางสถิติ พันธุ์ยางในแปลงทดลองศูนย์วิจัย ชน้ั ต่าง ๆ เชน่ ยางแท่ง STR 10 และ STR 20 ซงึ่ ใชย้ าง และพัฒนาการเกษตรสุราษฎร์ธานีโดยส่วนใหญ่ มี แผ่นเป็นวัตถุดิบในการผลิต ซ่ึงก�ำหนดให้มีปริมาณ ปริมาณไนโตรเจนในน�้ำยางสูงกว่าพันธุ์เดียวกันในแปลง ไนโตรเจนไดไ้ มเ่ กิน 0.6 เปอรเ์ ซน็ ต์ ทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพังงา และแปลง ในการทดลองน้ี พบว่ามีปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่าง ทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรระนอง (ตารางที่ พันธุ์ยางและแปลงทดลองต่อปริมาณไนโตรเจน ยาง 8) ซึ่งอาจเนื่องจากต้นยางในแปลงทดลองศูนย์วิจัยและ แต่ละพันธุ์มีปริมาณไนโตรเจนในแต่ละแปลงทดลอง พัฒนาการเกษตรสุราษฎร์ธานีได้รับปุ๋ยในช่วงของการ แตกตา่ งกนั อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถติ ิ (p < 0.05) ดู แ ล รั ก ษ า แ ป ล ง ท ด ล อ ง ม า ก ก ว ่ า ที่ ศู น ย ์ วิ จั ย แ ล ะ เมื่อเปรียบเทียบปริมาณไนโตรเจน ระหว่างยาง พัฒนาการเกษตรพังงา และศูนย์วิจัยและพัฒนาการ แต่ละพันธุ์ในแปลงทดลองเดียวกัน พบว่าในแปลง เกษตรระนอง เช่นเดียวกับกรณีของปริมาณเถ้าที่พบใน ทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพังงา พันธุ์ RRIT ยาง 156 เป็นพันธุ์ท่ีมีปริมาณไนโตรเจน สูงสุด เท่ากับ 0.41 เปอร์เซ็นต์โดยน้�ำหนัก รองลงมาได้แก่พันธุ์ RRIT 226, ความอ่อนตวั เร่ิมแรก (Po) RRIT 251, RRIM 712, GT 1 และ RRIT 25 เท่ากับ 0.39, เป็นค่าที่ใช้ประมาณน�้ำหนักโมเลกุลของยาง บ่ง 0.39, 0.39, 0.39 และ 0.38 เปอรเ์ ซ็นต์ โดยนำ�้ หนัก ตาม บอกถึงความน่ิม ความแข็ง และความยืดหยุ่นของยาง ล�ำดับ อย่างไรก็ตาม ปริมาณไนโตรเจนในยางต่ละพันธุ์ ซ่ึงมีผลต่อพลังงานที่ต้องใช้ในการบดผสมยาง ยางท่ีมี แตกตา่ งกนั อยู่ในชว่ งเปอรเ์ ซ็นต ์ 0.35-0.41 โดยน้�ำหนกั ค่าความอ่อนตัวเร่ิมแรกสูง แสดงว่ามีน้�ำหนักโมเลกุล เท่าน้นั ของยางสูง ท�ำให้มีความแข็งและความยืดหยุ่นสูงกว่า ในแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร ยางที่มีค่าความอ่อนตัวเร่ิมแรกต�่ำกว่า เม่ือท�ำการบด ระนอง พันธ์ทุ ี่มีปริมาณไนโตรเจน สูงสุด ไดแ้ ก่ PR 261 ยางย่อมต้องใช้พลงั งานในการบดผสมมากกวา่ เทา่ กับ 0.41 เปอรเ์ ซ็นต์ โดยน้ำ� หนกั รองลงมาคอื RRIC ในการทดลองน้ี พบว่ามีปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่าง 101, RRIM 600, RRIM 712, PR 255 และ PB 260 พันธุ์ยางและแปลงทดลองต่อค่าความอ่อนตัวเร่ิมแรก เท่ากับ 0.39, 0.39, 0.39, 0.38 และ 0.38 เปอร์เซ็นต ์ ของยาง ยางแต่ละพันธุ์มีค่าความอ่อนตัวเริ่มแรกใน โดยน้�ำหนัก ตามล�ำดับ โดยมีปริมาณไนโตรเจนในยาง แต่ละแปลงทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญยิ่งทาง แต่ละพันธุ์แตกต่างกันอยู่ในช่วงเปอร์เซ็นต์ 0.32-0.41 สถติ ิ (p < 0.01) โดยน้�ำหนัก ซ่ึงแตกต่างจากแปลงทดลองศูนย์วิจัยและ เมื่อเปรียบเทียบค่าความอ่อนตัวเร่ิมแรกระหว่าง พัฒนาการเกษตรพังงาไมม่ ากนกั ยางแต่ละพันธุ์ในแปลงทดลองเดียวกัน พบว่าในแปลง ในแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร ทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพังงา พันธุ์ RRIC สุราษฎร์ธานี พันธุ์ท่ีมีปริมาณไนโตรเจน สูงสุด ได้แก่ 101 มีคา่ ความออ่ นตวั เรมิ่ แรกสงู สุด เทา่ กบั 58.0 รองลง BPM 24 เท่ากับ 0.41 เปอร์เซ็นต์โดยน�้ำหนัก รองลงมา มาได้แก่พันธุ์ RRIT 251, PR 261 และ RRIT 226 คอื พันธุ์ BPM 1, RRIT 156, PR 261, RRIM 600, RRIM เทา่ กบั 56.6, 54.7 และ 51.8 ตามลำ� ดบั สว่ นพันธ์ุทีม่ ีคา่ 712, RRIT 226, RRIT 251, GT 1, PR 255 และ RRIC ความอ่อนตัวเริ่มแรกน้อยที่สุด ได้แก่พันธุ์ PB 260 101 เท่ากับ 0.40, 0.40, 0.39, 0.39, 0.39, 0.39 , 0.39, เทา่ กบั 36.5 0.38, 0.38 และ 0.38 เปอร์เซ็นต์ โดยน้�ำหนกั ตามล�ำดบั ในแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร โดยมีปริมาณไนโตรเจนในยางแต่ละพันธุ์แตกต่างกันอยู่ ระนอง พันธ์ทุ ี่มีคา่ ความออ่ นตัวเรมิ่ แรกสูงสดุ ไดแ้ ก่ พนั ธ์ุ ในช่วง 0.36-0.41 เปอรเ์ ซน็ ต์ โดยน้ำ� หนกั RRIC 101 เช่นเดียวกันกับที่แปลงทดลองศูนย์วิจัยและ เม่ือเปรียบเทียบระหว่างแปลงทดลองในยางพันธุ์ พัฒนาการเกษตรพังงา โดยมีค่าความอ่อนตัวเร่ิมแรก

34 ฉบบั อิเลก็ ทรอนิกส์ 29 เมษายน-มถิ ุนายน 2560 ตารางที่ 8 ปริมาณไนโตรเจนเฉลีย่ (เปอรเ์ ซ็นตโ์ ดยน้ำ� หนัก) ของยางพันธุต์ า่ งๆ จ�ำนวน 15 พนั ธุ์ จาก 3 แปลงทดลอง พันธุย์ าง ศวพ. พงั งา ศวพ. ระนอง ศวพ. สรุ าษฎร์ธานี BPM 1 0.35 c1 (y)2 0.36 bc1 (y)2 0.40 a1 (x)2 BPM 24 0.36 c (y) 0.33 c (z) 0.41 a (x) PB 235 0.36 c (x) 0.32 d (y) 0.37 bc (x) PB 260 0.36 c (y) 0.38 abc (x) 0.36 c (y) GT 1 0.39 ab (x) 0.36 bc (y) 0.38 ab (x) PR 255 0.37 bc (x) 0.38 abc (x) 0.38 ab (x) PR 261 0.37 bc (z) 0.41 a (x) 0.39 ab (y) RRIC 101 0.37 bc (z) 0.39 ab (x) 0.38 ab (y) RRIM 600 0.37 bc (y) 0.39 ab (x) 0.39 ab (x) RRIM 712 0.39 ab (x) 0.39 ab (x) 0.39 ab (x) RRIT 25 0.38 ab (x) 0.33 c (y) 0.38 ab (x) RRIT 156 0.41 bc (x) 0.36 bc (y) 0.40 a (x) RRIT 225 0.37 ab (x) 0.35 bcd (y) 0.37 bc (x) RRIT 226 0.39 ab (x) 0.36 bc (y) 0.39 ab (x) RRIT 251 0.39 ab (x) 0.35 bcd (y) 0.39 ab (y) 1 ค่าเฉลยี่ ในคอลมั น์หรือแปลงเดยี วกันท่ตี ามดว้ ยอกั ษรเหมือนกัน ไม่แตกต่างกนั ในทางสถติ ิ ที่ระดับความเชอื่ มน่ั 95% โดยวิธี Duncan's Multiple Range Test (DMRT) 2 ค่าเฉลย่ี ในแถวหรือพันธุ์เดียวกันทต่ี ามด้วยอกั ษร (ในวงเล็บ) เหมือนกัน ไม่แตกต่างกันในทางสถติ ิ ท่ีระดับความเช่อื ม่ัน 95% โดยวิธี Duncan's Multiple Range Test (DMRT) เท่ากบั 58.6 รองลงมาคือพันธ์ ุ RRIT 25, RRIT 251, PR ทั้งนี้ค่าความอ่อนตัวเริ่มแรกของยางทั้ง 3 แปลง 261 และ BPM 1 เท่ากับ 56.7, 56.7, 54.6 และ 53.6 ทดลองอยูใ่ นช่วง 36. 5-58.0, 45.0-58.6 และ 43.1-56.7 ตามล�ำดับ ส่วนพันธุ์ที่มีค่าความอ่อนตัวเริ่มแรกน้อย และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างแปลงทดลองในยางพันธุ์ ทส่ี ดุ ไดแ้ ก่พนั ธุ์ RRIM 600 เทา่ กับ 45.0 เดียวกัน พบว่า มีค่าความอ่อนตัวเริ่มแรกแตกต่างกัน ในแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร อย่างมีนัยส�ำคัญย่ิงทางสถิติ พันธุ์ยางในแปลงทดลอง สุราษฎร์ธานี พันธุ์ท่ีมีค่าความอ่อนตัวเร่ิมแรกสูงสุด ศนู ยว์ จิ ัยและพฒั นาการเกษตรระนองโดยสว่ นใหญ่ มคี ่า ได้แก่พันธุ์ RRIT 251 เท่ากับ 56.7 รองลงมาคือ พันธุ์ ความอ่อนตัวเริ่มแรกในน�้ำยางสูงกว่าพันธุ์เดียวกันใน RRIC 101 เท่ากับ 56.3 แต่ไม่แตกต่างกันในทางสถิติ แ ป ล ง ท ด ล อ ง ศู น ย ์ วิ จั ย แ ล ะ พั ฒ น า ก า ร เ ก ษ ต ร และพันธุ์ RRIT 226, PR 261และ PB 235 เทา่ กบั 54.5, สุราษฎร์ธานี และแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการ 52.7 และ 51.1 ตามลำ� ดับ สว่ นพันธ์ุทม่ี คี ่าความออ่ นตวั เกษตรพังงา ตามล�ำดบั (ตารางที่ 9) ซงึ่ ผลการทดลองน้ี เร่มิ แรกนอ้ ยที่สดุ ได้แก่พนั ธุ์ RRIM 600 เทา่ กับ 43.1 สอดคลอ้ งกบั ผลการทดลองของจกั รี และคณะ (2541) ที่

35 ฉบบั อเิ ลก็ ทรอนิกส์ 29 เมษายน-มิถุนายน 2560 ตารางที่ 9 คา่ ความอ่อนตัวเรมิ่ แรก (Po) เฉล่ียของยางพนั ธต์ุ ่างๆ จ�ำนวน 15 พนั ธ์ุ จาก 3 แปลงทดลอง พันธุ์ยาง ศวพ. พังงา ศวพ. ระนอง ศวพ. สรุ าษฎรธ์ านี BPM 1 48.9 cd1 (y)2 53.6 bc1 (x)2 49.8 c1 (y)2 BPM 24 43.1 efg (y) 48.0 def (x) 43.6 f (y) PB 235 49.1 cd (y) 52.6 bcd (x) 51.1 bc (x) PB 260 36.5 g (y) 46.2 f (x) 45.5 ef (x) GT 1 43.8 efg (z) 49.7 de (x) 46.5 e (y) PR 255 48.6 de (x) 50.3 cd (x) 49.0 e (x) PR 261 54.7 b (x) 54.6 abc (x) 52.7 b (y) RRIC 101 58.0 a (x) 58.6 a (x) 56.3 a (y) RRIM 600 41.0 fg (y) 45.0 b (x) 43.1 g (x) RRIM 712 44.2 def (y) 45.2 g (y) 48.5 cd (x) RRIT 25 43.2 efg (z) 56.7 ab (x) 49.5 c (y) RRIT 156 41.6 fg (z) 49.9 de (x) 47.9 d (y) RRIT 225 45.4 def (y) 50.3 cd (x) 48.8 cd (x) RRIT 226 51.8 e (y) 54.2 bc (x) 54.5 ab (x) RRIT 251 56.6 ab (x) 56.7 ab (x) 56.7 a (x) 1 คา่ เฉล่ยี ในคอลัมน์หรือแปลงเดียวกนั ทต่ี ามดว้ ยอกั ษรเหมือนกัน ไมแ่ ตกตา่ งกันในทางสถติ ิ ท่ีระดับความเชื่อมน่ั 95% โดยวิธี Duncan's Multiple Range Test (DMRT) 2 คา่ เฉลยี่ ในแถวหรอื พนั ธเ์ุ ดียวกันทตี่ ามดว้ ยอักษร (ในวงเลบ็ ) เหมือนกัน ไม่แตกต่างกันในทางสถติ ิ ท่รี ะดบั ความเชือ่ มนั่ 95% โดยวิธี Duncan's Multiple Range Test (DMRT) ศกึ ษาความอ่อนตวั เร่ิมแรกในยาง 3 พนั ธุ์ ไดแ้ ก่ PR 255 ดัชนคี วามออ่ นตัว GT 1 และ RRIM 600 พบวา่ ยางพนั ธ์ุ RRIM 600 มีคา่ ดัชนีความอ่อนตัว เป็นค่าที่แสดงถึงความ ความอ่อนตวั เริม่ แรกต่ำ� สุด เทา่ กบั 48.5 ในขณะที่ พันธุ์ ต้านทานของยางดิบตอ่ การเกดิ ปฏิกริ ยิ าออกซิเดชัน่ หรอื PR 255 และ GT 1 มีค่าความอ่อนตัวเร่ิมแรก เท่ากับ การแตกหักของโมเลกุลเนื่องจากความร้อนภายใต้ 56.0 และ 51.0 ตามล�ำดบั ซงึ่ เปน็ ไปในทิศทางเดยี วกนั อณุ หภมู ิสูง (140 องศาเซลเซยี ส เป็นเวลา 30 นาท)ี ซง่ึ อย่างไรก็ตาม ในการทดลองนี้ไม่ได้หาน้�ำหนักโมเลกุล การเกิดออกซิเดช่ันเนื่องจากความร้อน จะท�ำให้เกิด ของยางแต่ละพันธุ์ จึงควรท�ำการศึกษาเพิ่มเติมเพ่ือดู ปฏิกริ ยิ าการตัด/หรือเชื่อมโยงสายโซโ่ มเลกลุ ยางอย่างใด ความสมั พนั ธร์ ะหว่างน้ำ� หนกั โมเลกลุ กับคา่ ความออ่ นตัว อย่างหน่ึง ส่งผลให้ค่าความอ่อนตัวลดลง หรือเพ่ิมข้ึน เริ่มแรกของยาง ซ่ึงจะเป็นประโยชน์ต่อการใช้ยางใน ก็ได้ ยางท่ีมีดัชนีความอ่อนตัวสูง แสดงว่ามีความ อุตสาหกรรมเฉพาะทางต่อไป ต้านทานต่อการแตกหกั ของโมเลกุลสูง จงึ เปน็ สมบัตยิ าง ท่ีผู้ใช้ยางให้ความส�ำคัญในการตรวจวัดค่าดังกล่าวใน

36 ฉบบั อิเลก็ ทรอนิกส์ 29 เมษายน-มถิ ุนายน 2560 ยางท่ีเก็บไว้ในคลังสินค้าเพื่อรอการจ�ำหน่ายหรือแปรรูป เทา่ กับ 92.8 และ 91.6 ตามล�ำดบั รองลงมาได้แกพ่ ันธ์ุ เปน็ ผลิตภัณฑ์ RRIT 226, PR 255, RRIT 225, BPM 1และ PB 235 จากผลการทดลองนี้ พบว่า ไม่มีปฏิสัมพันธ์ร่วม เท่ากับ 88.7, 84.9, 84.6, 83.9 และ 83.6 ตามล�ำดับ ระหว่างพันธุ์ยางและแปลงทดลองต่อดัชนีความอ่อนตัว ส่วนพันธุ์ท่ีมีค่าความหนืดน้อยที่สุด ได้แก่พันธุ์ RRIM ของยาง โดยยางแต่ละพันธุ์มีค่าดัชนีความอ่อนตัวแตก 600 เทา่ กบั 75.4 ต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญยิ่งในทางสถิติ แต่ไม่มีความ ในแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร แตกตา่ งในระหวา่ งแปลงทดลอง ดังนนั้ เม่อื เปรยี บเทียบ ระนอง พันธุ์ท่ีมีค่าความหนืดสูงสุด ได้แก่ พันธุ์ RRIT ค่าเฉลี่ยของค่าดัชนีความอ่อนตัวในยางแต่ละพันธุ์จาก 251 เท่ากับ 94.9 แต่ไม่แตกต่างในทางสถิติกับพันธุ์ ทั้ง 3 แปลงทดลอง พบวา่ พันธ์ุ BPM 1 และ RRIM 600 RRIC 101และ RRIT 25 ซึ่งมคี า่ ความหนืดเท่ากบั 94.8 มีค่าดัชนีความอ่อนตัวสูงสุด เท่ากับ 80.5 รองลงมา และ 94.7 ตามล�ำดบั รองลงมาคือพันธ์ ุ RRIT 226, PB ได้แก่ พนั ธ์ุ RRIM 712, BPM 24, GT 1, RRIT 156 และ 235, PR 261, RRIT 225 และ BPM 1 เท่ากับ 91.6, PR 261 มีค่าดัชนีความอ่อนตัวเฉลี่ย 79.8, 79.3, 79.0 90.7, 89.5, 89.5 และ 88.4 ตามลำ� ดับ ส่วนพนั ธทุ์ ม่ี ีค่า 78.7 และ 78.6 โดยน้�ำหนัก และค่าดัชนีความอ่อนตัว ความหนืดน้อยที่สุด ได้แก่พันธุ์ RRIM 712 แต่ไม่แตก เฉลี่ย ในแต่ละแปลงทดลองไม่มีความแตกต่างกันใน ต่างในทางสถิติกับพันธุ์ RRIM 600 โดยมีค่าความหนืด ทางสถิติ ท้ังน้ีเน่ืองจากการเตรียมตัวอย่างยางในการ เทา่ กบั 79.6 และ 81.0 ตามลำ� ดับ ทดลองน้ีอยู่ในรูปของยางแผ่นดิบ ซึ่งข้ันตอนใน ในแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร กระบวนการแปรรูปมีไม่มากนัก ดังน้ัน โครงสร้างของ สุราษฎร์ธานี พันธุ์ที่มีค่าความหนืดสูงสุด ได้แก่พันธุ์ ยางในระดับโมเลกุลจึงถูกท�ำลายน้อย ท�ำให้ค่าดัชนี RRIC 101 เทา่ กบั 92.0 รองลงมาคอื พนั ธ์ุ PR 261 แตไ่ ม่ ความออ่ นตัวของตัวอย่างยางทั้ง 15 พันธ์ุ อยใู่ นชว่ งคา่ ท่ี แตกต่างกันในทางสถิติกับพันธุ์ RRIT 251 และ RRIT ค่อนขา้ งสูง คือ 70.6-80.5 (ตารางที่ 10) 226 ซ่ึงมีค่าความหนืดเท่ากับ 90.7, 90.5 และ 89.9 ความหนดื ML (1’+4’) 100o C ตามล�ำดับ ส่วนพันธุ์ที่มีค่าความหนืดน้อยที่สุด ได้แก่ ความหนืดเป็นสมบัติที่ระบุคุณภาพด้านการน�ำ พันธ์ุ RRIM 600 เทา่ กับ 79.6 ยางไปใช้ในกระบวนการแปรรูป และค่าความหนืดของ ทั้งน้ีค่าความหนืดของยางทั้ง 3 แปลงทดลองอยู่ ยางมีความสัมพันธ์โดยตรงกับน้�ำหนักโมเลกุลของยาง ในช่วง 75.4-92.9, 79.6-94.9 และ 79.6-92.0 ซง่ึ เป็นค่า กลา่ วคอื ยางทีม่ ีน้�ำหนกั โมเลกุลสูง จะมคี วามหนดื สงู ซงึ่ ความหนืดทค่ี อ่ นข้างสงู (ความหนดื มากกวา่ 65) ยางมีความแข็งมาก เม่ือน�ำไปใช้ต้องใช้เวลานานในการ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างแปลงทดลองในยางพันธุ์ บดยางเพ่ือลดความหนืดให้ยางน่ิม ท�ำให้สารเคมีผสม เดียวกัน พบว่า มีค่าความหนืดแตกต่างกันอย่างมีนัย เข้าไปในเน้ือยางไดด้ ีและงา่ ยขึน้ ส�ำคัญยิ่งทางสถิติ พันธุ์ยางในแปลงทดลองศูนย์วิจัย จากการทดลองพบว่า มีปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่าง และพัฒนาการเกษตรระนองโดยส่วนใหญ่ มีค่าความ พันธุ์ยางและแปลงทดลองต่อค่าความหนืดของยาง ยาง หนืดในน้�ำยางสูงกว่าพันธุ์เดียวกันในแปลงทดลอง แต่ละพันธุ์มีค่าความหนืดในแต่ละแปลงทดลองแตก ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุราษฎร์ธานี และแปลง ตา่ งกนั อยา่ งมีนัยสำ� คัญทางสถติ ิ (p < 0.05) ทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพังงา ตามล�ำดับ เม่ือเปรียบเทียบค่าความหนืดระหว่างยางแต่ละ (ตารางที่ 11) พันธุ์ในแปลงทดลองเดียวกัน พบว่าในแปลงทดลอง จากผลการทดลอง จะเห็นว่าค่าความหนืดของ ศูนยว์ จิ ยั และพฒั นาการเกษตรพงั งา พันธุ์ PR 261 มคี ่า ยางมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันกับค่าความ ความหนืดสงู สุด เท่ากับ 92.9 แตไ่ ม่แตกต่างในทางสถิติ ออ่ นตวั เริ่มแรกของยางในตารางที่ 9 กบั พันธุ์ RRIC 101 และ RRIT 251 ซงึ่ มคี า่ ความหนดื

37 ฉบับอิเล็กทรอนกิ ส์ 29 เมษายน-มิถุนายน 2560 ตารางท่ี 10 ดัชนีความอ่อนตัว (PRI) เฉลย่ี ของยางพนั ธ์ุต่างๆ จำ� นวน 15 พันธุ์ จาก 3 แปลงทดลอง พันธ์ุยาง ศวพ. พังงา ศวพ. ระนอง ศวพ. สรุ าษฎรธ์ านี เฉลย่ี (พนั ธุ์) BPM 1 80.3 80.3 81.0 80.5 a1 BPM 24 78.1 80.4 79.4 79.3 abc PB 235 71.4 72.4 69.5 71.1 d PB 260 63.4 72.7 75.7 70.6 d GT 1 77.6 78.2 81.3 79.0 abc PR 255 74.7 73.8 76.4 74.9 cd PR 261 74.9 78.6 82.4 78.6 abc RRIC 101 75.6 77.0 73.6 75.4 bcd RRIM 600 82.3 77.0 82.2 80.5 ab RRIM 712 80.3 80.1 79.0 79.8 abc RRIT 25 76.4 71.1 78.1 75.2 cd RRIT 156 78.3 77.5 80.4 78.7 abc RRIT 225 80.5 72.6 79.4 77.5 abc RRIT 226 76.8 77.7 78.1 77.5 abc RRIT 251 76.2 74.3 76.0 75.5 abcd เฉล่ีย (สถานท)ี่ 76.4 y2 76.2 y 78.1 x 1 คา่ เฉล่ียในคอลมั น์หรอื แปลงเดยี วกันทตี่ ามด้วยอักษรเหมือนกนั ไมแ่ ตกต่างกันในทางสถติ ิ ทีร่ ะดบั ความเชือ่ มั่น 95% โดยวธิ ี Duncan's Multiple Range Test (DMRT) 2 คา่ เฉลี่ยในแถวหรอื พันธุ์เดียวกันท่ตี ามด้วยอักษรเหมอื นกนั ไม่แตกต่างกนั ในทางสถติ ิ ทรี่ ะดับความเช่ือม่นั 95% โดยวธิ ี Duncan's Multiple Range Test (DMRT) สี พันธุ์มีค่าสีในแต่ละแปลงทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัย สีเป็นสมบัติส�ำคัญของยางในกรณีที่ต้องการน�ำไป สำ� คญั ยิง่ ทางสถิติ (p < 0.01) ท�ำผลิตภัณฑ์ยางท่ีต้องการเติมสี หรือต้องการความใส เม่ือเปรียบเทียบค่าสีระหว่างยางแต่ละพันธุ์ใน สว่าง เช่น พ้นื รองเท้า จุกนม กาว เปน็ ต้น ดังน้ัน ในการ แปลงทดลองเดียวกัน พบว่า ในแปลงทดลองศูนย์วิจัย แปรรูปยางบางชนิด เชน่ ยางแทง่ ทีผ่ ลติ จากน�้ำยาง เม่อื และพัฒนาการเกษตรพังงา พันธุ์ RRIT 156 มคี ่าสีสูงสุด เปรียบเทียบสีของตัวอย่างกับสีมาตรฐาน ต้องไม่เกินขีด เทา่ กับ 12.5 ในขณะท่ียางพนั ธอ์ุ น่ื มคี ่าสีอยู่ในชว่ ง 5.25- จ�ำกัดที่ก�ำหนดไว้ เพ่ือประโยชน์ในการน�ำยางไปท�ำ 6.75 และไม่แตกต่างกันในทางสถิติ โดยพันธุ์ที่มีค่าสี ผลิตภณั ฑท์ ่ตี ้องการความใส หรือผลิตภัณฑ์มสี ีต่างๆ ค่อนข้างน้อย ได้แก่พันธุ์ RRIT 251, RRIM 600, RRIT จากการวิจัยนี้พบว่า มีปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่าง 225 และ GT 1 พันธุ์ยางและแปลงทดลองต่อค่าสีของยาง ยางแต่ละ ในแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร

38 ฉบับอิเล็กทรอนกิ ส์ 29 เมษายน-มถิ นุ ายน 2560 ตารางท่ี 11 คา่ ความหนืดเฉลี่ย ML (1'+4') 100o C ของยางพนั ธ์ตุ ่างๆ จ�ำนวน 15 พันธ์ุ จาก 3 แปลงทดลอง พันธ์ยุ าง ศวพ. พงั งา ศวพ. ระนอง ศวพ. สุราษฎร์ธานี BPM 1 83.90 bcd1 (x)2 88.40 bc1 (x)2 85.80 bc1 (x)2 BPM 24 80.35 cdefg (y) 84.75 cde (x) 80.25 de (y) PB 235 83.55 cde (y) 90.70 ab (x) 85.75 c (y) PB 260 75.60 fg (y) 82.50 def (x) 82.90 cde (xy) GT 1 78.55 cdefg (y) 87.75 bcd (x) 82.35 cde (x) PR 255 84.85 bc (x) 85.25 bcd (x) 84.95 c (x) PR 261 92.90 a (x) 89.45 bc (x) 90.65 ab (x) RRIC 101 92.80 a (x) 94.80 a (x) 91.95 a (x) RRIM 600 75.40 g (x) 81.00 ef (x) 79.60 e (x) RRIM 712 81.75 cdef (x) 79.55 f (x) 82.90 cde (x) RRIT 25 77.45 efg (y) 94.70 a (x) 83.25 cd (x) RRIT 156 81.60 cde (y) 87.45 bcd (x) 86.90 bc (xy) RRIT 225 84.55 bc (y) 89.50 bc (x) 86.25 bc (xy) RRIT 226 88.70 ab (x) 91.55 ab (x) 89.90 ab (x) RRIT 251 91.60 a (y) 94.90 a (x) 90.45 ab (y) 1 ค่าเฉลี่ยในคอลมั นห์ รือแปลงเดยี วกนั ทต่ี ามด้วยอักษรเหมือนกัน ไมแ่ ตกตา่ งกนั ในทางสถิติ ที่ระดบั ความเชื่อมน่ั 95% โดยวิธี Duncan's Multiple Range Test (DMRT) 2 ค่าเฉลยี่ ในแถวหรือพนั ธเุ์ ดยี วกันทตี่ ามดว้ ยอกั ษร (ในวงเล็บ) เหมือนกัน ไมแ่ ตกต่างกันในทางสถิติ ที่ระดบั ความเชื่อม่นั 95% โดยวิธี Duncan's Multiple Range Test (DMRT) ระนอง พันธุ์ที่มีค่าสีสูงสุด ได้แก่ พันธุ์ RRIT 156 เช่น เมื่อเปรียบเทียบระหว่างแปลงทดลองในยางพันธุ์ เดียวกันกับแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร เดียวกัน พบว่าค่าสีในยางพันธุ์ต่าง ๆ ส่วนใหญ่ไม่แตก พังงา แต่มคี า่ สีตำ�่ กวา่ เท่ากับ 8.25 สว่ นพนั ธุอ์ ื่น ๆ มีคา่ สี ต่างในทางสถิติ ยกเว้นพนั ธ์ุ PB 235, RRIT 156, RRIT อยู่ในช่วง 5.00-7.00 และพันธุ์ที่มีค่าสีน้อย ได้แก่พันธุ์ 225 และ RRIT 251 (ตารางท่ี 12) RRIT 225, GT 1, RRIM 600 และ RRIM 712 จากผลการทดลองนี้ กล่าวได้ว่ายางแห้งจากพันธุ์ ในแปลงทดลองศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร GT 1, RRIM 600 และ RRIT 225 ทีใ่ ห้ค่าสตี �่ำ อาจเหมาะ สุราษฎร์ธานี พันธุ์ท่ีมีค่าสีสูงสุด ได้แก่พันธุ์ RRIT 156 ส�ำหรับผลิตภัณฑ์ยางท่ีต้องการความใสหรือต้องการเติม และ RRIT 226 มคี ่าสเี ท่ากบั 8.00 ส่วนพันธ์อุ ่ืน ๆ มคี ่าสี สี ซึ่งจะท�ำให้ได้สีตามทีต่ ้องการดกี ว่าวัตถุดิบทเี่ ปน็ ยางสี อยู่ในช่วง 5.75-7.75 ส่วนพันธุ์ที่มีค่าสีน้อยและไม่แตก เข้ม หรือในกรณีที่ต้องการใช้น�้ำยางสดเป็นวัตถุดิบใน ตา่ งกันในทางสถิติ ไดแ้ ก่พันธุ์ GT 1, PB 260, PR 255, การผลิตยางเครพขาว ซ่ึงในปัจจุบันน�้ำยางจากพันธุ์ RRIM 600, RRIM 712 และ RRIT 225 RRIM 600 เป็นวตั ถดุ บิ ท่อี งคก์ ารสวนยางเลือกใชใ้ นการ

39 ฉบับอเิ ลก็ ทรอนิกส์ 29 เมษายน-มถิ ุนายน 2560 ตารางท่ี 12 ค่าสี (Lovibond) เฉล่ียของยางพนั ธุต์ ่างๆ จ�ำนวน 15 พนั ธ์ุ จาก 3 แปลงทดลอง พนั ธยุ์ าง ศวพ. พงั งา ศวพ. ระนอง ศวพ. สุราษฎร์ธานี BPM 1 6.00 b1 (x)2 6.00 abcd1 (x)2 6.50 abcd1 (x)2 BPM 24 6.25 b (x) 5.75 abcd (x) 6.75 abcd (x) PB 235 6.50 b (y) 5.75 abcd (xy) 7.75 ab (x) PB 260 6.50 b (x) 6.00 cd (x) 6.25 bcd (x) GT 1 5.50 b (x) 5.25 abcd (x) 5.75 bcd (x) PR 255 6.25 b (x) 6.00 abcd (x) 6.25 bcd (x) PR 261 6.25 b (x) 6.00 abcd (x) 6.25 cd (x) RRIC 101 6.25 b (x) 6.50 abc (x) 7.75 ab (x) RRIM 600 5.75 b (x) 5.50 abcd (x) 6.00 bcd (x) RRIM 712 6.25 b (x) 5.50 bcd (x) 6.25 bcd (x) RRIT 25 6.75 b (x) 6.50 abcd (x) 7.50 abc (x) RRIT 156 12.50 a (x) 8.25 a (y) 8.00 a (x) RRIT 225 5.75 b (x) 5.00 c (y) 6.25 bcd (x) RRIT 226 6.25 b (y) 7.00 ab (x) 8.00 a (x) RRIT 251 5.25 b (x) 6.00 abcd (xy) 6.75 abcd (x) 1 คา่ เฉลยี่ ในคอลมั น์หรือแปลงเดยี วกนั ท่ีตามด้วยอกั ษรเหมือนกัน ไม่แตกตา่ งกันในทางสถิติ ท่ีระดับความเช่อื มน่ั 95% โดยวิธี Duncan's Multiple Range Test (DMRT) 2 ค่าเฉล่ยี ในแถวหรือพนั ธ์ุเดยี วกนั ท่ตี ามด้วยอกั ษร (ในวงเลบ็ ) เหมือนกัน ไม่แตกตา่ งกันในทางสถติ ิ ทร่ี ะดับความเชือ่ มนั่ 95% โดยวธิ ี Duncan's Multiple Range Test (DMRT) ผลติ ยางเครพขาว ดังนน้ั น�ำ้ ยางจากพนั ธ์ุ RRIT 225 จงึ ยางแห้ง ในน้�ำยางสด พบว่าความแตกต่างของปริมาณ อาจเป็นทางเลือกใหม่ให้กับุตสาหกรรมการผลิตยางเค เน้ือยางแห้ง ปริมาณของแข็งทั้งหมด ปริมาณ รพขาว สว่ นพันธุ์ GT 1 เปน็ พนั ธ์ทุ ไ่ี มไ่ ดอ้ ยใู่ นคำ� แนะนำ� แมกนีเซียม ปริมาณโปรตีนที่ละลายน�้ำได้ และปริมาณ พันธุ์ยางของสถาบันวิจัยยางแล้ว จึงอาจหาน�้ำยางจาก คาร์โบไฮเดรตที่ละลายน้�ำได้ เป็นผลมาจากความแตก พันธุ์น้ไี ด้ยาก ต่างของพันธุ์ยางและสถานที่ปลูก แต่ปริมาณส่ิงท่ีไม่ใช่ ยางและรูปแบบการกระจายตัวของอนุภาคยาง พบว่า สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ เป็นผลมาจากความแตกต่างของพันธุ์ยางเพียงอย่าง เดียว ดังนนั้ การปลูกทดสอบพนั ธย์ุ างในหลาย ๆ สถานที่ จากการศึกษาสมบัติยาง จากพันธุ์ยางจ�ำนวน 15 ในโปรแกรมการปรับปรุงพันธุ์ยางจึงมีความส�ำคัญ เพ่ือ พนั ธุ์ ใน 3 แปลงทดลอง พบวา่ พนั ธยุ์ างเป็นปจั จยั ส�ำคญั วิเคราะห์การตอบสนองของพันธุ์ยางต่อสิ่งแวดล้อมท่ี มีอิทธิพลต่อสมบัติยาง และสภาพแวดล้อมหรือสถานท่ี แตกต่างกัน จากผลการวิจัยพบว่าพันธุ์ RRIT 251, PB ปลูกเป็นปัจจัยท่ีมีอิทธิพลรองลงมา ท้ังในน�้ำยางสดและ

40 ฉบบั อิเล็กทรอนิกส์ 29 เมษายน-มิถุนายน 2560 235, PR 261 และ RRIT 225 มีปรมิ าณเน้ือยางแหง้ และ และติดต่อสอบถามถึงข้อมูลของค่าเหล่านี้ในยางพันธุ์ ปริมาณของแข็งท้ังหมดสูงสุดตามล�ำดับ ปริมาณเน้ือ ต่าง ๆ โดยเฉพาะ RRIM 600, RRIT 251 และ BPM 24 ยางแห้งจึงเป็นสมบัติที่ส�ำคัญประการหนึ่งที่ใช้ในการคัด ซง่ึ เปน็ พนั ธท์ุ ่ปี ลกู กันแพรห่ ลาย ซ่ึงจากผลการวิจยั พบวา่ เลือกพันธุ์ยางในแง่ของการให้ผลผลิต พันธุ์ยางที่มี พันธุ์ยางส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ท่ีมีค่าความหนืดและค่าดัชนี ปริมาณน้�ำยางต่อครั้งกรีดสูง และมีปริมาณเน้ือยางแห้ง ความอ่อนตวั สงู โดยพันธยุ์ างทม่ี คี ่าความอ่อนตวั เร่ิมแรก สูง จะเป็นพันธุ์ท่ีให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ท่ีมีปริมาณน้�ำ และความหนืดสงู สดุ ไดแ้ ก่ พนั ธุ์ RRIC 101 และ RRIT ยางต่อคร้ังกรีดและมีปริมาณเน้ือยางแห้งต่�ำกว่า 251 ส่วนสมบัติยางทผี่ ้ปู ระกอบการให้ความสนใจรองลง นอกจากน้ี ปริมาณเน้ือยางแห้งยังมีความส�ำคัญต่อการ มา คือ สียาง โดยเฉพาะผู้ผลิตยางเครพขาว และ ซ้ือขายน�้ำยางสด ซึ่งหากทั้งผู้ซ้ือและผู้ขายมีความเข้าใจ ผลิตภัณฑ์ที่ต้องการเติมสี เพื่อลดค่าใช้จ่ายของโรงงาน ในเรื่องของพันธุ์ยางและการเปลี่ยนแปลงของสภาพ ในการฟอกสียาง ซึง่ สารเคมีมีราคาแพง จากการทดลอง แวดลอ้ มท่ีมีผลตอ่ ปริมาณเนือ้ ยางแหง้ ก็จะท�ำให้การซ้ือ พบวา่ พันธยุ์ างทีม่ ีคา่ สสี งู สุดไดแ้ ก่ พนั ธุ์ RRIT 156 ส่วน ขายน�ำ้ ยางสดมีความเปน็ ธรรม ถูกตอ้ ง และช่วยป้องกัน พันธุ์ GT 1, RRIM 600 และ RRIT 225 เป็นพันธุ์ท่ีมีสี การเติมส่ิงปลอมปนลงในน�้ำยางเพ่ือเพิ่มปริมาณเนื้อ อ่อนและให้ค่าสีต�่ำกว่าพันธุ์อื่น ๆ ซึ่งควรมีการศึกษาต่อ ยางแห้งได้ เช่น กรณีท่ีปริมาณเนื้อยางแห้งลดลงในช่วง ไป วา่ สามารถนำ� น้�ำยางสดจากยางพนั ธ์ุ RRIT 225 ไป ท่ีฝนตก หรืออากาศเย็นซึง่ ทำ� ให้น�ำ้ ยางใหลไดน้ าน ท�ำให้ แปรรูปเป็นยางเครพขาว รวมทั้งแปรรูปเป็นน้�ำยางข้น มปี รมิ าณน้�ำในนำ้� ยางมาก แต่มเี นื้อยางน้อย ในสว่ นของ และยางแห้งอื่นๆ เพื่อเป็นวัตถุดิบส�ำหรับผลิตภัณฑ์ท่ี สมบตั ิน้�ำยางอื่น ๆ เช่น กรณีพันธ์ุ RRIC 101 มปี ริมาณ ต้องการเติมสีได้หรือไม่ และเป็นการเพ่ิมทางเลือกและ ส่วนทไี่ ม่ใช่ยางสงู สดุ คือ 3.3 เปอร์เซ็นต์ หรือพนั ธ์ุ RRIT ลดความเส่ียงของการผลิตยางเครพขาวจากน�้ำยางพันธุ์ 156, RRIT 251 และ GT 1 ท่ีมีปริมาณโปรตีนและ RRIM 600 เพียงพนั ธุเ์ ดียว เนื่องจากต้นยางพนั ธุ์ RRIM ปริมาณคาร์โบไฮเดรตในน�้ำยางสูง ซึ่งปริมาณที่สูงของ 600 ค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคใบร่วงไฟทอปทอร่า ส่วน สารเหล่านี้มีผลต่อการเสียสภาพของน้�ำยางในธรรมชาติ พันธุ์ GT 1 ปัจจุบันไม่อยู่ในค�ำแนะน�ำพันธุ์ยางแล้ว น�้ำยางจากพันธุ์ท่ีมีสารเหล่าน้ีสูงอาจเสียสภาพได้เร็ว เน่ืองจากให้ผลผลิตต�่ำกว่าพันธุ์ใหม่ๆท่ีได้จาการ กว่าพันธุ์ท่ีมีสารเหล่าน้ีต่�ำกว่า ซ่ึงเกษตรกรอาจจ�ำเป็น ปรับปรุงพันธุ์ยาง พันธุ์ RRIT 225 จึงอาจเป็นพันธุ์ที่ ต้องเติมสารเคมีรักษาสภาพน้�ำยางเพ่ือรอการจ�ำหน่าย สามารถส่งเสริมให้มีการปลูกเพ่ืออุตสาหกรรมยางเครพ สำ� หรับปรมิ าณแมกนีเซยี ม พบวา่ ยางจากแปลงทดลอง ขาวได้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุราษฎร์ธานี มีปริมาณ แมกนีเซียมสูงกว่ายางจากแปลงทดลอง ศูนย์วิจัยและ การนำ� ผลงานวิจยั ไปใชป้ ระโยชน์ พัฒนาการเกษตรพังงา และศูนย์วิจัยและพัฒนาการ งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาถึงสมบัติพื้นฐานของยาง เกษตรระนอง ชี้ให้เห็นถึงการมีแมกนีเซียมสะสมในดิน พันธุ์ต่างๆ ซ่ึงสามารถใช้เป็นข้อมูลส�ำหรับการน�ำยางไป ปลูกยาง ซ่ึงอาจเนื่องจากดินเดิมมีปริมาณแมกนีเซียม ใช้ในการแปรรูป ทั้งการแปรรูปน้�ำยางข้น และการ สูงอยู่แล้ว หรือเกิดจากการใส่ปุ๋ยที่แตกต่างกันในแต่ละ แปรรูปยางดิบ ตลอดถึงการใช้ยางที่ผ่านการแปรรูป สถานท่ี แล้วไปท�ำผลิตภัณฑ์ยางต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์ ในส่วนของสมบัติยางแห้ง พบว่าพันธุ์ยางและ สูงสุดได้ตามความต้องการของผู้ใช้ยาง นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมมีผลต่อสมบัติยางแห้ง เช่นเดียวกับท่ีพบ สมบัติพ้ืนฐานของยางพันธุ์ต่างๆ สามารถใช้เป็นข้อมูล ในการศกึ ษาสมบตั ขิ องน�้ำยางสด ท้งั น้ี คา่ ความหนืด คา่ ประกอบการแนะน�ำพันธุ์ยางได้อีกด้วย ซ่ึงจากผลการ ความอ่อนตัวเร่ิมแรกและ ค่าดัชนีความอ่อนตัว เป็น วิจัยน้ี สมบัติน้�ำยางและสมบัติยางแห้งท่ีควรแสดงไว้ใน สมบตั ยิ างทผ่ี ้ปู ระกอบการ โดยเฉพาะโรงงานยางแผ่นรม ค�ำแนะน�ำพันธุ์ยาง ได้แก่ ปริมาณเน้ือยางแห้ง ค่าสี ค่า ควันและยางแผ่นผ่ึงแห้งให้ความส�ำคัญเป็นอย่างมาก ความหนดื และค่าดัชนีความอ่อนตัวของยาง นอกจากน้ี

41 ฉบับอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ 29 เมษายน-มิถุนายน 2560 จากผลการวิจัยคร้ังน้ี ได้มีการต่อยอดงานวิจัยในเร่ืองสี 49 หน้า. ของยาง และโปรตีนที่ก่อให้เกิดการแพ้ในยาง ใน Haque, M. E., N. C. Dafader, F. Akhtar and โครงการการวิเคราะห์สารชีวโมเลกุลในยางโดยใช้ M. U. Hamad. 1995. Influence of the variation เทคนคิ ทางชีวเคมีและเทคโนโลยชี ีวภาพข้นั สูง of latex clone on the mechanical properties of the radiation vulcanized natural rubber latex คำ� ขอบคุณ film. Radiat. Phys. Chem. 46(1): 119-122. คณะผู้วิจัย ขอขอบคุณผู้อ�ำนวยการศูนย์วิจัยและ Moreno, R. M. B., M. Ferreira, P. Gonçalves, de พัฒนาการเกษตรสุราษฎร์ธานี ผู้อ�ำนวยการศูนย์วิจัย Souza and L. H. C. Mattoso. 2005. Techno- และพัฒนาการเกษตรพังงา และผู้อ�ำนวยการศูนย์วิจัย logical properties of latex and natural rubber และพัฒนาการเกษตรระนอง รวมท้ังเจ้าหน้าที่ประจ�ำ of Hevea brasiliensis. Sci. Agric. (Piracicaba, หน่วยงานทั้ง 3 แห่ง ที่อ�ำนวยความสะดวกในการเก็บ Braz) 62(2): 122-126. ตัวอย่างและดูแลรักษาแปลงยางตลอดระยะเวลาการ Nair, N. U. 2000. Biochemistry and physiology of วิจัย ขอขอบคุณกลุ่มอุตสาหกรรม สถาบันวิจัยยาง ท่ี latex production. In: George P. J. and C. อนุเคราะห์การวิเคราะห์สมบัติยางแห้ง และผู้ประกอบ Kuruvilla Jacob (eds.) Natural rubber : Agro- การทใ่ี หค้ วามร่วมมอื ในการตอบแบบสอบถามอย่างดยี ่งิ management and crop processing. Rubber Research Institute of India, Kottayam. pp. เอกสารอ้างองิ 249-260. จักรี เล่ือนราม, พรรษา อดุลยธรรม, กฤษณา คงศิลป์, Singh, A. P., S. G. Wi, G. C. Chung, Y. S. Kim and สุรศักดิ์ สุทธิสงค์. 2541. ปัจจัยที่มีผลต่อดัชนี H. Kang. 2003. The micromorphology and ความออ่ นตวั ของยางจากยางพันธุ์ PR 255, GT 1, protein characterization of rubber particles of RRIM 600 และยางคละพันธุ์. รายงานผลการ Ficus carica, Ficus benghalensis and Hevea วิจยั เรื่องเต็ม ประจ�ำปี 2541. สถาบนั วจิ ยั ยาง กรม brasiliensis. J. Exp. Bot. 54: 985-992. วิชาการเกษตร. Sombatsompop, N., S. Thongsang, E. Wimolmala จิตต์ลัดดา ศักดาภิพานิชย์. 2553. เทคโนโลยียาง and T. Markpin. 2004. Fly-ash particles and ธรรมชาติ. เทคโนบิซ คอมมิวนิเคชั่นส์ จ�ำกัด: precipitated silica as fillers in rubber I. Un- กรุงเทพมหานคร. 108 หน้า. treated fillers in natural rubber and styrene- ฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์. 2551. คัมภีร์ยางพารา. เอ- butadiene rubber compounds. Journal of วัน ฟิวเจอร์ จำ� กดั : นนทบรุ .ี Applied Polymer Science. 93 (5): 2119-2130. นชุ นาฏ ณ ระนอง. 2548. การแปรรปู ยาง. ใน: เอกสาร Vijayakumar, K. R., T.R. Chandrashekar and V. วิชาการยางพารา (พิมพ์คร้ังที่ 2). โรงพิมพ์ชุมนุม Philip. 2000. Agroclimate. In: George P. J. สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จ�ำกัด: and C. Kuruvilla Jacob (eds.) Natural rubber : กรุงเทพมหานคร. Agromanagement and crop processing. สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร. 2554. ค�ำแนะน�ำ Rubber Research Institute of India, Kottayam. พันธุ์ยาง ปี 2554. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์ pp. 97-116. การเกษตรแหง่ ประเทศไทย จำ� กดั : กรุงเทพมหานคร.

ปลูกพชื คลุม ในสวนยางต้งั แตว่ นั น้ี เพ่อื ผลตอบแทนท่ีดี ในวนั ข้างหน้า.....


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook