เอกสารประกอบการเรยี นรู รหัส 2106 -2106 เรียบเรยี งโดย นายเพิ่มศักด์ิ เปานิล แผนกวชิ าชา งกอสราง วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม
เอกสารประกอบการเรียนรู รหสั 2106 -2106 หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชพี พทุ ธศกั ราช 2545 (ปรบั ปรุง 2546) ประเภทวิชาชา งอตุ สาหกรรม สาขาวชิ าการกอ สรา ง สาํ นักงานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา กระทรวงศกึ ษาธกิ าร เรียบเรียงโดย นายเพ่ิมศกั ดิ์ เปานิล แผนกวชิ าชางกอสราง วทิ ยาลัยเทคนคิ เชียงใหม
ก คาํ นาํ เอกสารการเรียนรู วิชางานสํารวจ 1 รหัส 2106 - 2106 เลมนี้ จัดทําข้ึนตามหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2546 ประเภทวิชาชางอุตสาหกรรม สาขาวิชาชางกอสราง ของ สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเปนภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ผูเรียบเรียงไดนําเสนอเนื้อหาในหนังสือเลมนี้ประกอบดวย หลักการเบ้ืองตนในการสํารวจ การวัดระยะทาง การสํารวจดวยโซ-เทป การสํารวจทําแผนที่ดวยเข็มทิศ การสํารวจดวยกลองวัดมุม การวัดมุมราบ มุมดิ่ง การสํารวจวางแนวเสนตรงดวยกลองวัดมุม นอกจากน้ียังมีแบบฝกหัดและใบ งานไวเ พื่อใหผ ูเ รียนไดฝ กทักษะ และไดคนควา หาความรใู หเกดิ ความชํานาญ มีความเขา ใจในเนือ้ หา อยางแทจ รงิ ขอขอบคุณทานผูอํานวยการวิทยาลยั เทคนิคเชียงใหม คณะครูเชี่ยวชาญ ครูชํานาญการพิเศษ ครแู ผนกชางกอ สราง และผูท่ีเก่ยี วของ วิทยาลัยตา งๆ ที่ไดรวมทดลองใชเอกสารประกอบการเรียนรู เสนอแนะขอ บกพรองตางๆที่เกิดขึ้น และขอขอบคุณทานเจาของหนังสืออางอิงทุกเลม ท่ีนํามาอางอิง ในการเรยี บเรยี งเอกสารเลม นี้จนเปน รปู เลม หวังวาเอกสารประกอบการเรียนรูเลมนี้ จะเปนประโยชนตอ ผูเรียน ครูผูสอน ตลอดจนผูใช สมดงั เจตนารมณของผเู รยี บเรยี ง และหากมขี อบกพรอ งเสนอแนะประการใด ผูเรียบเรียงยินดีนอมรับ เพือ่ นาํ ไปแกไข ปรับปรงุ อนั จะเปนประโยชนตอการศกึ ษาของชาติตอไป เพิม่ ศกั ด์ิ เปานิล แผนกวชิ าชา งกอสราง วิทยาลัยเทคนคิ เชยี งใหม
ข หลกั สตู รประกาศนยี บตั รวิชาชีพ พุทธศักราช 2546 ประเภทวชิ าชา งอตุ สาหกรรม สาขาวิชาการกอ สราง สํานักงานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา รหสั 2106-2106 วิชา งานสาํ รวจ 1 2 หนวยกติ 4 ชัว่ โมง จุดประสงคร ายวชิ า 1. เพื่อใหมีความเขาใจหลักการสํารวจเบ้ืองตน การใชและการบํารุงรักษาเคร่ืองมือ อปุ กรณในงานสาํ รวจ การวดั ระยะและการสํารวจดวยวิธตี า งๆ 2. เพื่อใหส ามารถวดั ระยะ สาํ รวจดว ยโซ เทป เขม็ ทศิ กลองวดั มุมเบ้ืองตน และการทํา แผนที่ 3. เพ่อื ใหม ที ัศนคตทิ ด่ี ตี อ วชิ าชพี งานสาํ รวจ มาตรฐานรายวิชา 1. เขา ใจหลักการเบ้ืองตน ในการสาํ รวจ 2. วัดระยะดวย โซ เทป 3. สาํ รวจทําแผนทด่ี วยเขม็ ทิศ 4. วัดมุมราบ-มุมดิง่ ดว ยกลองวดั มมุ 5. สํารวจวางแนวเสนตรงดว ยกลอ งวัดมุม คําอธิบายรายวชิ า ศกึ ษาและปฏิบตั เิ กยี่ วกบั หลักการสาํ รวจเบอ้ื งตน การทํางาน การใชแ ละการบํารงุ รกั ษา เครอ่ื งมือ อปุ กรณในงานสาํ รวจ การวดั ระยะทางดว ยโซ เทป เข็มทศิ การทําแผนที่ การใชก ลอ งวัดมมุ การวางแนวเบอ้ื งตน
หนว ยการเรยี น ค รหสั 2106-2106 วิชางานสาํ รวจ 1 หนวยที่ ชอ่ื หนว ย จํานวนช่วั โมง 1 หลกั การเบ้ืองตนของงานสํารวจ 8 2 การวัดระยะทาง 8 3 การสาํ รวจดวยโซ- เทป 12 4 การสํารวจทําดวยเข็มทิศ 12 5 การสํารวจดวยกลอ งวดั มุม 16 6 การวางแนวเสนตรงดว ยกลองวัดมุม 12 สอบปลายภาค 4 รวม 72
สารบัญ ง คํานาํ ก จดุ ประสงครายวชิ า ข มาตรฐานรายวิชา ข คําอธิบายรายวชิ า ข หนว ยการเรยี น ค หนวยท่ี 1 หลกั การเบอื้ งตน ของการสํารวจ 1 1.1 ความหมายและประวัติของงานสาํ รวจ 3 1.2 ความมุง หมายของงานสาํ รวจ 6 1.3 ลกั ษณะพ้ืนฐานของงานสํารวจ 9 1.4 ชนดิ ของงานสาํ รวจ 11 1.5 หลกั การสาํ รวจ 15 1.6 ความรเู ก่ยี วกับแผนท่ี 17 1.7 มาตราสวนแผนท่ี 21 27 ใบงานที่ 1 การยอ -ขยายแผนที่ 33 แบบฝก หดั หนว ยท่ี 1 35 หนวยท่ี 2 การวดั ระยะทาง 37 2.1 ความหมายและหนว ยของการวดั ระยะ 39 2.2 วธิ กี ารวัดระยะ 42 2.3 การนบั กา ว 43 2.4 การวัดระยะดว ยโอโดมเิ ตอร 44 2.5 การวัดระยะดว ยสับเทนบาร 46 2.6 การวัดระยะดว ยวธิ ีสเตเดีย
สารบญั ( ตอ ) จ 2.7 การวดั ระยะดว ยโซ - เทป 47 2.8 การบํารุงรักษาโซ- เทปและอปุ กรณ 57 58 ใบงานท่ี 2 การเล็งแนว – วัดระยะ 62 แบบฝก หัดหนว ยที่ 2 64 หนวยที่ 3 การสาํ รวจดวยโซ – เทป 66 เรอื่ งท่ี 3.1 ความหมายและหลกั การสาํ รวจดว ยโซ-เทป 68 เร่ืองท่ี 3.2 วิธกี ารสาํ รวจดว ยโซ- เทป 69 เรอื่ งที่ 3.3 การเกบ็ รายละเอยี ดดว ยโซ- เทป 74 เรื่องที่ 3.4 การขนึ้ รูปแผนท่ี (Plotting) 77 81 ใบงานท่ี 3 การกําหนดรปู สามเหล่ียมและการขนึ้ รูป 85 ใบงานท่ี 4 การเกบ็ รายละเอียดดวยโซ- เทป 88 แบบฝก หดั หนวยที่ 3 89 หนวยที่ 4 การสาํ รวจดว ยเข็มทิศ 89 เรอ่ื งท่ี 4.1 ความหมายของการสํารวจดว ยเขม็ ทศิ 94 เรือ่ งที่ 4.2 ชนิดของเขม็ ทิศ 104 เรื่องท่ี 4.3 ทิศและมุม 107 เร่ืองที่ 4.4 การสํารวจดว ยเข็มทิศ 112 เรอื่ งท่ี 4.5 การเก็บรายละเอียดดว ยเขม็ ทศิ 116 ใบงานที่ 5 การทําวงรอบดว ยเข็มทิศ 120 ใบงานท่ี 6 การเก็บรายละเอยี ดดว ยเข็มทศิ 124 แบบฝก หัดหนวยท่ี 4 126 หนว ยท่ี 5 การสาํ รวจดวยกลอ งวดั มมุ 127 เรือ่ งที่ 5.1 ความหมายของการสํารวจดว ยกลองวดั มมุ 129 เร่อื งที่ 5.2 ชนดิ ของกลองวัดมมุ 134 เรอ่ื งที่ 5.3 สวนประกอบทีส่ าํ คญั ของกลอ งวัดมุม เร่อื งที่ 5.4 การใชแ ละการบํารุงรกั ษาเครือ่ งมอื
สารบญั ( ตอ ) ฉ เรอื่ งที่ 5.5 การวัดมมุ ราบ 139 เรือ่ งท่ี 5.6 การวดั มุมดิ่ง 143 เรือ่ งที่ 5.7 การเก็บรายละเอยี ดโดยใชกลอ งวัดมมุ 145 เรอ่ื งท่ี 5.8 การลงทีห่ มายแผนท่ี 146 149 ใบงานที่ 6 การต้งั กลองวดั มมุ ใหตรงจดุ 153 ใบงานท่ี 7 การรังวดั มุมราบ 155 ใบงานท่ี 8 การรังวดั มมุ ดิง่ 157 ใบงานที่ 9 การเกบ็ รายละเอียดดว ยกลองวดั มมุ 161 แบบฝก หดั หนวยท่ี 5 163 164 หนว ยท่ี 6 การวางแนวเสน ตรงดว ยกลอ งวดั มุม 166 เรอ่ื งท่ี 6.1 การวางแนวทางเสนตรง 169 เร่อื งท่ี 6.2 การแกอ ปุ สรรคการวางแนวทาง 171 ใบงานที่ 10 การวางแนวทางเสน ตรงดวยการสอ งสองหนา 176 ใบงานท่ี 11 การแกอ ุปสรรคการวางแนวทาง 162 แบบฝก หดั หนวยท่ี 6 บรรณานุกรม
ช สารบญั รูป 1 3 หนวยท่ี 1 หลกั การเบอื้ งตน ของการสาํ รวจ 4 รูปท่ี 1.1 แสดงแผนท่เี ขตเทศบาลนครเชยี งใหม 5 รปู ท่ี 1.2 แสดงแผนทโ่ี บราณเกา แกท ีส่ ุดทาํ จากดนิ เหนยี ว 6 รูปที่ 1.3 แสดงแผนทเี่ กาแกท สี่ ุดของประเทศจนี 6 รปู ที่ 1.4 แสดงแผนทีเ่ กา แกท สี่ ุดของไทย 7 รปู ที่ 1.5 แสดงจุดควบคุมทางด่ิง 8 รูปที่ 1.6 แสดงการทาํ ระดบั ถนน 8 รปู ท่ี 1.7 แสดงโฉนดท่ดี ิน 9 รูปท่ี 1.8 แสดงพิกัดและระดบั เสน ชน้ั ความสงู ภมู ิประเทศ 9 รปู ที่ 1.9 แสดงการวดั ระยะหาตําแหนง ทางราบ 10 รูปที่ 1.10 แสดงการสอ งกลองระดับหาตาํ แหนง ทางด่ิง 10 รปู ท่ี 1.11 แสดงเคร่อื งคาํ นวณพืน้ ทีบ่ นแผนท่ี 11 รปู ที่ 1.12 แสดงแผนผงั บรเิ วณงานพชื สวนโลกเชยี งใหม 11 รปู ท่ี 1.13 แสดงแผนทภ่ี ูมมิ าตราสวน 1: 250,000 12 รูปที่ 1.14 แสดงแผนทีท่ างทะเล จากกรมอุทกศาสตร 12 รูปท่ี 1.15 แสดงการวางโคง ถนน 13 รูปที่ 1.16 แสดงหมุดหลกั เขตทีด่ ิน 13 รปู ท่ี 1.17 แสดงการสอ งกลองระดับทาํ ผงั อาคาร 14 รูปท่ี 1.18 แสดงแผนทท่ี างธรณวี ิทยาบรเิ วณภูกระดงึ 14 รปู ท่ี 1.19 แสดงการประกอบกลองวัดมมุ รูปท่ี 1.20 แสดงภาพถา ยในอากาศ 15 รปู ที่ 1.21 แสดงภาพถา ยในอวกาศ แบบ X-ray และ Visible light 16 จากกลอ งถา ยภาพระยะไกลจกั รวาล แสดงแผนที่ภาพถา ยทางอากาศ 17 รปู ท่ี 1.22 แสดงการหาตาํ แหนงจุด C โดยวธิ ีตางๆ 19 รปู ที่ 1.23 แสดงการแบงระวางแผนท่ี รปู ที่ 1.24 แสดงลักษณะของแผนแผนที่
ซ สารบญั รูป (ตอ ) 22 26 รูปที่ 1.25 แสดงมาตราสวนเสนบรรทดั 36 รูปที่ 1.26 แสดงการวางแผนกอ นการสาํ รวจแผนทใ่ี นสนาม 40 หนว ยท่ี 2 การวัดระยะทาง 40 รูปที่ 2.1 แสดงเครอ่ื งวัดระยะอเิ ล็กทรอนกิ ส 41 รูปท่ี 2.2 แสดงการติดต้ังเครอ่ื งวดั ระยะอเิ ล็กทรอนกิ สก บั กลอ งวัดมมุ 41 รูปที่ 2.3 แสดงการเลง็ เปาสะทอนสญั ญาณวดั ระยะ 42 รปู ท่ี 2.4 แสดงการตั้งเปา สะทอ นสัญญาณ 44 รปู ท่ี 2.5 แสดงการเดนิ นบั กา ว 44 รูปท่ี 2.6 แสดงโอโดมิเตอร (Odometer) 45 รปู ท่ี 2.7 แสดงสับเทนบาร 45 รปู ท่ี 2.8 แสดงการสองกลอ งวัดมมุ ไปยงั สับเทนบาร 47 รปู ที่ 2.9 แสดงการวดั ระยะดว ยสับเทนบาร 48 รปู ที่ 2.10 แสดงสายใยสเตเดียในกลองวัดมุมและกลอ งระดับ 48 รูปที่ 2.11 แสดงเคร่ืองมือและอุปกรณก ารวดั ระยะดว ยโซ-เทป 49 รปู ท่ี 2.12 แสดงโซล าน 49 รปู ที่ 2.13 แสดงเทปเหล็ก 50 รปู ท่ี 2.14 แสดงเทปเอสลอ น 51 รูปที่ 2.15 แสดงหว งคะแนน หลกั เล็ง เทป โซ 52 รปู ที่ 2.16 แสดงการเล็งแนวดว ยสายตา 53 รปู ท่ี 2.17 แสดงสัญญาณการเลง็ แนว 54 รูปท่ี 2.18 แสดงการวัดระยะแบบขั้นบนั ได รปู ที่ 2.19 แสดงการเปรยี บเทยี บความยาวโซ- เทป
สารบญั รปู (ตอ) ฌ หนวยท่ี 3 การสํารวจดว ยโซ – เทป 65 รูปท่ี 3.1 แสดงชนดิ ของเสน สํารวจ 66 รูปที่ 3.2 แสดงเสนตรวจสอบลกั ษณะตา งๆ 67 รูปท่ี 3.3 แสดงการแนะนาํ เดินสํารวจบริเวณพน้ื ที่ 68 รปู ท่ี 3.4 แสดงการสํารวจแนวคดโคงดว ยระยะฉาก 69 รูปที่ 3.5 แสดงการเกบ็ รายละเอยี ดดวยวธิ รี ะยะสกัด 70 รูปท่ี 3.6 แสดงลักษณะของเครื่องสองฉาก 70 รูปท่ี 3.7 แสดงการกําหนดแนวต้ังฉาก 71 รูปที่ 3.8 แสดงการหาตาํ แหนง ท่ีใหแ นวตงั้ ฉาก 71 รูปที่ 3.9 แสดงการเกบ็ รายละเอยี ดดว ยวธิ รี ะยะฉาก 72 รปู ท่ี 3.10 แสดงการจดสมุดสนามดวยวิธรี ะยะสกดั 73 รปู ที่ 3.11 แสดงการจดสมดุ สนามดว ยวิธรี ะยะฉาก 73 88 หนว ยที่ 4 การสาํ รวจดวยเข็มทิศ 89 รปู ท่ี 4.1 แสดงตลับเข็มทิศ 90 รูปท่ี 4.2 แสดงเข็มทิศจานองศาสองหนา 91 รูปท่ี 4.3 แสดงกลองเข็มทศิ 91 รปู ท่ี 4.4 แสดงเข็มทศิ ชา งสํารวจ 92 รปู ที่ 4.5 แสดงเข็มทศิ บรนู ตัน 92 รูปท่ี 4.6 แสดงเข็มทิศตลบั 93 รูปท่ี 4.7 แสดงเขม็ ทศิ ราง 93 รปู ท่ี 4.8 แสดงเข็มทศิ ประกอบกลอ งวดั มมุ 95 รปู ที่ 4.9 แสดงสัญลักษณข องทิศ 96 รูปที่ 4.10 แสดงภาคของทศิ 96 รูปที่ 4.11 แสดงมมุ ทศิ 89 รูปที่ 4.10 แสดงภาคของทศิ 90 รูปท่ี 4.11 แสดงมุมทิศ
สารบญั รูป (ตอ ) ญ รูปที่ 4.12 แสดงความสมั พันธข องภาคของทิศและมมุ ทิศ 97 รูปที่ 4.13 แสดงภาคของทศิ ไป และ ภาคของทิศกลบั 98 รูปที่ 4.14 แสดงมุมทศิ ไปและมุมทศิ กลบั 99 รปู ท่ี 4.15 การหาคามุมจากภาคของทศิ 100 รปู ท่ี 4.16 แสดงภาคของทศิ หนา นอยกวา ภาคของทิศหลงั 101 รูปที่ 4.17 แสดงการหาภาคของทิศ YA 101 รูปที่ 4.18 แสดงการหาภาคของทิศ AB 102 รปู ที่ 4.19 แสดงการหาภาคของทิศ BC 102 รปู ที่ 4.20 แสดงวงรอบเปด ดวยเขม็ ทศิ 104 รปู ที่ 4.21 แสดงการสาํ รวจดว ยเข็มทศิ 104 รปู ท่ี 4.22 แสดงการปรบั แกค าภาคของทศิ 106 รปู ท่ี 4.23 แสดงการเกบ็ รายละเอียดดว ยเข็มทศิ 107 113 หนว ยที่ 5 การสํารวจดว ยกลอ งวดั มุม 126 รปู ที่ 5.1 แสดงกลอ งวัดมุมแบบเครอื่ งอานเศษมาตร 127 รูปที่ 5.2 แสดงกลองวัดมุมแบบอา นคาโดยระบบแสง 128 รูปที่ 5.3 แสดงกลอ งวัดมมุ ระบบอเิ ลก็ ทรอนิกส 128 รปู ที่ 5.4 แสดงกลองประมวลผลรวม 129 รปู ท่ี 5.5 แสดงเลนสชอ งตามอง 129 รูปที่ 5.6 สายใยกลองแบบตางๆ 130 รูปที่ 5.7 แสดงเลนสปรับระยะชดั 130 รูปที่ 5.8 แสดงระดบั ฟองกลม 131 รปู ท่ี 5.9 แสดงระดับฟองยาว 132 รปู ท่ี 5.10 แสดงควง 3 เสา ต้ังระดบั 133 รปู ท่ี 5.11 แสดงสวนประกอบของกลอ งวดั มมุ 134 รปู ท่ี 5.12 แสดงท่มี องหมดุ สารบญั รูป (ตอ)
รปู ท่ี 5.13 แสดงการตัง้ ระดับฟองยาว ฎ รปู ท่ี 5.14 แสดงการวัดมมุ ราบ รปู ท่ี 5.15 แสดงมุมด่งิ 135 รปู ท่ี 5.16 แสดงการคาํ นวณคามุมด่ิง 140 รปู ท่ี 5.17 แสดงการวัดมุมดิ่ง 143 รปู ที่ 5.18 แสดงการเก็บรายละเอียดดว ยกลองวัดมมุ 143 144 หนว ยท่ี 6 การวางแนวเสน ตรงดว ยกลอ งวัดมมุ 145 รูปท่ี 6.1 แสดงการตอ เสนตรงดว ยวธิ สี องหนา 163 รปู ที่ 6.2 แสดงการตอเสน ตรงดว ยวธิ ีสองหลงั 164 รปู ท่ี 6.3 แสดงการตอเสน ตรงดว ยวธิ สี อ งสองหนา 164 รปู ท่ี 6.4 แสดงการตอเสน ตรงดว ยวธิ อี อกฉาก 165 รูปท่ี 6.5 แสดงการตอเสนตรงดว ยวธิ ที ํามุมเบี่ยงเบน 166 167 ภาคผนวก - บนั ทึกขออนญุ าตเผยแพรผ ลงานวิชาการ - หนังสอื นําสงเผยแพรผลงานวชิ าการ - หนังสอื ตอบรับการเผยแพรผ ลงานวิชาการจากวิทยาลยั ตางๆ
หนวยท่ี 1 หลกั การเบอื้ งตนของงานสํารวจ (Basic Principles of Surveying) หัวขอ เรอื่ ง 1.1 ความหมายและประวตั ิของงานสํารวจ 1.2 ความมุงหมายและความสําคัญของงานสาํ รวจ 1.3 ลกั ษณะพน้ื ฐานของงานสํารวจ 1.4 ชนดิ ของงานสาํ รวจ 1.5 หลกั การสํารวจ 1.6 ความรูเก่ียวกับแผนที่ 1.7 มาตราสว นแผนที่ ใบปฏิบตั ิงานท่ี 1 การยอ -ขยายแผนที่ สาระสําคัญ 1. งานสํารวจหรือการสํารวจ (Surveying) การรังวัดมีความหมายเดียวกัน เปนการ ปฏบิ ตั งิ านสาํ รวจ เพ่อื เกบ็ รายละเอยี ดขอมูลในสนามดวยวิธีการตา งๆ วชิ างานสํารวจ1 จึงเปนวิชา พื้นฐาน ที่ผูเรียนระดบั ช้ันปวช.1 จะเรียนเปน ครงั้ แรก กอนเรยี นงานสาํ รวจในระดับทีส่ ูงข้ึนตอไป การสํารวจ มีประวัติความเปนมาท่ีนาสนใจ จากหลักฐานปรากฏวา มนุษยในสมัยโบราณ ทาํ แผนที่จากดินเหนยี ว ทีม่ อี ายุกวา 3,000 ปก อ นครสิ ตกาล 2. ความมุงหมายของงานสํารวจ มีความมุงหมายเดียวกันคือตองการขอมูล รายละเอียด เกี่ยวกับตําแหนง และทิศทางของสิ่งตางๆในภูมิประเทศ เพ่ือนํามาทําแผนที่ใชในการปฏิบัติงาน ตา งๆ งานสํารวจมีความสําคัญอยางยิ่ง ตองานกอสรางตางๆเชน งานโยธา งานออกหนังสือสําคัญ กิจการทหาร เปน ตน 3. ลักษณะพื้นฐานของงานสํารวจ ประกอบดวยการหาตําแหนงทางราบ การหาตําแหนง ทางด่ิง การคํานวณแผนที่ และการเขียนแผนท่ี
2 4. งานสํารวจแบงไดหลายชนิด หลายลักษณะ เชน การสํารวจภูมิประเทศ การสํารวจทาง อุทกศาสตร การสาํ รวจเสนทาง การสาํ รวจกรรมสทิ ธท์ิ ่ดี นิ การสํารวจเพอ่ื การกอสรา ง เปน ตน 5. หลักการสํารวจ เปนหลักเกณฑท่ีชางสํารวจยึดถือเปนพื้นฐานในปฏิบัติงาน เพ่ือการหา ตําแหนงของถาวรวตั ถุ ท่ีอยูใ นภูมปิ ระเทศ โดยการสํารวจตอ งทําจากสว นใหญไปหาสว นเลก็ 6. แผนท่ี เปนผลงานของชางสํารวจ ที่ไดจากการออกปฏิบัติงานสํารวจในภาคสนาม แลว นําขอ มลู มาทาํ แผนทใี่ นสํานักงาน ชา งสาํ รวจตอ งมีความรู ความสามารถในการเขียนแผนท่ี 7. มาตราสวนแผนท่ี ในการเขียนแผนที่ ชางสํารวจไมสามารถระบุขนาดที่แทจริง จาก ขอ มลู ในงานสํารวจได จงึ ตองกาํ หนดเปน มาตราสวนขนึ้ เพ่ือความสะดวกในการใชง าน จดุ ประสงคการเรียน (สมรรถนะการเรียนร)ู 1. อธบิ ายความหมายของงานสาํ รวจได 2. บอกประวตั ิความเปน มาของงานสาํ รวจได 3. อธบิ ายจดุ มงุ หมายของงานสํารวจได 4. อธบิ ายความสําคญั ของงานสาํ รวจได 5. อธิบายลกั ษณะพน้ื ฐานของงานสาํ รวจ 6. อธบิ ายชนิดของงานสํารวจได 7. อธบิ ายหลกั การของงานสํารวจได 8. อธิบายความหมายของแผนทไ่ี ด 9. เขยี นและใชมาตราสว นแผนทไ่ี ด 10. ยอ -ขยายแผนทไี่ ด
3 1.1 ความหมายและประวัตขิ องงานสํารวจ 1.1.1 ความหมายของงานสํารวจ 1ความหมาย การสํารวจ (Surveying) เปนวิทยาศาสตร หรือวิธีการท่ีกลาวถึง การหาความสําพันธของตําแหนงของจุดตางๆ ท่ีอยูบน อยูเหนือหรืออยูใต พ้ืนพิภพ หรือการสรางจุดข้ึนเพื่อใหเปนจุดบังคับ ดวยวิธีการวัดทั้ง 3 อยางคือ ระยะ (Distance) ทิศทาง(Direction) และกําหนดสูง (Elevation) มิติของการวัดระยะและกําหนดสูงวัดดวยหนวย ของความยาว (Unit of Length) และทิศทางวัดดวยหนวยของความโคง (Unit of Arc) ดังนั้นเรา อาจกลาวไดวา การปฏิบัติงานสํารวจทั้งหมด ประกอบดวยการวัดระยะ (ท้ังทางราบและทางดิ่ง) และการวัดมุม เมื่อไดรายละเอียดตางๆจากการวัดในภูมิประเทศแลว ก็นํารายละเอียดเหลานั้นมา เขียนเปนแผนท่ี (Map) แผนผัง (Plan) ภาพดานขาง (Profile) ภาพตัด (Cross – section) แผนภูมิ (Chart) กราฟ (Graph) แผนภาพ (Daigram) และภาพจําลอง (Model) อยางหน่ึงอยางใดหรือ หลายๆอยางประกอบกัน แลวแตค วามตองการ รูปท่ี 1.1 แสดงแผนท่ีเขตเทศบาลนครเชียงใหม (ทมี่ า: เทศบาลนครเชียงใหม 2550) 1.1.2 ประวัติของงานสํารวจ ( History of Surveying) การสํารวจมีมาต้ังแตสมัยโบราณ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร เชน การคนพบแผนทที่ ท่ี าํ จากมวนกระดาษปาปรุส และดินเหนียว ท่ีมีอายุกวา 3,000 ปกอนคริสตกาล ของชาวบาบิโลเนียน นอกจากนี้ ยังมีการคนพบแผนท่ีท่ีสลัก อยใู นหนิ ท่ีมีอายุถึง 2,500 ปกอนคริสตกาล การสํารวจในยุคแรกๆ ไดพัฒนาควบคูไปกับความ เจริญทางดานวิชา คณิตศาสตร เรขาคณิต ดาราศาสตร ชาวอียิปต มีการสํารวจแบงแยกแปลง 1 เจิมศกั ด์ิ หวั เพชร. SURVEYING. หนา 1. กรงุ เทพมหานคร : 2523.
4 ที่ดิน โดยมีจุดประสงคเพื่อจัดเก็บภาษี ในพื้นที่บริเวณสองฝงลุมน้ําไนล มีการปกหมุดมุมแปลง ท่ีดิน ดวยการวัดระยะ โดยการดึงเชือกใหตึง(Rope-Stretchers) จึงเรียกชางสํารวจในยุคนั้นวา โรพสเตทเชอร(Rope-Stretchers) การดงึ เชือกใหตึง จึงเปนหลักการสํารวจรังวัดมาจนถึงปจจุบันนี้ การสํารวจยังขยายไปถึงการกอสรางบานเรือน ระบบชลประทาน ตลอดจนการกอสรางมหาปรา มดิ ขนาดใหญจํานวนมาก แสดงใหเห็นถึงความสามารถของการสํารวจในสมัยโบราณ การสํารวจ ควบคุมงานกอสรางมหาปรามิดแหงเมือง กีซา(Gizeh ) ท่ีการกอสรางมีความผิดพลาดเพียง 5 น้ิว จากเสนฐานทย่ี าวถึง 750 ฟุต ชางในยุคนั้น ไดใชหลกั การสาํ รวจ โดยการตรวจสอบความยาวเสน ฐาน ที่ดานทแยงมุมของฐานปรามิด ดวยการวัดระยะจริง แลวนํามาเปรียบเทียบกับความยาวเสน ทแยงมุมเดียวกัน ท่ีไดจากการคํานวณจากแบบกอสราง ดวยสูตรสามเหล่ียมไพธากอรัส สวนการ ตรวจสอบระดับในการเรียงกอนหินแตละชั้น อยางไดระดับทําอยางไร ชางไดใชหลักการสังเกต การไหลของน้ํา จากที่สูงไปท่ีต่ํา บนรางดินเหนียวที่แคบและยาว อุปกรณที่ใชตรวจสอบอีกอยาง คือ การทํากรอบไมสามเหลี่ยมหนาจั่วขนาดใหญ ดานบนของยอดจั่วจะแขวงสายลูกดิ่งไว ถาพื้น ท่ีต้ังวงกบไดระดับจริง แนวของสายลูกดิ่งจะตรงกับขีดที่แกะสลักเอาไว ท่ีฐานของจั่ว หลักการ ของวงกบรูปจว่ั นชี้ า งกอสรา ง ชางสาํ รวจ ไดน าํ มาใชไดจนถึงปจจบุ ันน้ี รปู ท่ี 1.2 แสดงแผนทีโ่ บราณเกาแกทสี่ ุดทําจากดินเหนยี วมอี ายกุ วา 3,000 ป กอ น ค.ศ. (ทมี่ า www.google.com สยามประเทศกอ นปรากฏบนแผนท่ีโลก)
5 การสํารวจท่ีดิน ท่ีมีการโยงยึดคาพิกัดจุดมุม เขากับระบบพิกัดฉากเปนคร้ังแรก ในสมัย จกั รวรรดิโรมนั (27 ปกอนคริสตกาล) ไดสํารวจเสนทางสําคัญๆในหลายทวีป จุดประสงคเพ่ือขยาย อํานาจทางการทหาร ยุคแหงการสาํ รวจอยางแทจ รงิ ซ่งึ ถอื เปน ยคุ ทองของการสํารวจเกดิ ขนึ้ ในสมัยคริสตวรรษ ที่ 16 เมื่อนักทําแผนที่ชาวดัทช ไดเปนผูปรับปรุงแผนที่โลกข้ึนมาใหม เปนแผนท่ีโลกท่ีมีความ ถูกตองสูงขึ้น โดยเลือกใชวิธีการทําแผนที่ภาพฉาย ดวยการใชรูปทรงกระบอก สัมผัสผิวโลกท่ีอิ เควเตอร (Equator) แลวฉายแสงจากจุดศูนยกลางใหเสนเมอริเดียน(Meridian) และเสนขนาน ปรากฏบนพืน้ ทรงกระบอกนั้น แลวใชวิธีการวิเคราะหเชิงคณิตศาสตร ปรับขยายชวงหางของเสน ขนานใหม เพื่อใหมีคุณสมบัติในการรักษารูป ปจจุบันไดเรียกเสนโครงแผนท่ีชนิดน้ีวา เสนโครง แผนท่ีแบบเมอรเครเตอร (Mercator Map) และเรียกแผนที่ท่ีมีชื่อเสียงน้ีวา แผนที่เมอรเครเตอร (Mercator Projection) ซ่งึ สมัยนั้นไดใ ชแ ผนทนี่ ก้ี ันมากในกจิ การเดินเรือ รปู ท่ี 1.3 แสดงแผนที่เกา แกท ่ีสดุ ของประเทศจีนเห็นกําแพงเมืองจนี ผา นแมน าํ้ เหลอื ง (ที่มา www.google.com แผนทีโ่ บราณ) การสํารวจหลังจากยุคคริสตวรรษท่ี 20 จนถึงปจจุบัน วิชาการสํารวจเจริญกาวหนาอยาง มาก จากการพัฒนาการเล็งแนว แบบกลองสองเทเลสโคป (Telescope) กลองเวอรเนียร กลอง- ธีโอโดไลท (Theodolite) เครื่องวัดระยะทางอิเลคโทรนิคส ปจจุบันการถายภาพ วัดตําแหนง หา ตาํ แหนงตางๆบนผวิ โลกดว ยดาวเทยี ม ซ่งึ มคี วามชัดเจน ละเอียด และมคี วามแมนยําสงู
6 รปู ท่ี 1.4 แสดงแผนทเ่ี กาแกที่สุดของไทย (ทมี่ า www.google.com แผนท่ีโบราณ) 1.2 ความมุง หมายและความสําคัญของงานสาํ รวจ 1.2.1 ความมุงหมายของงานสํารวจ การปฏิบัติงานสํารวจ มีความมุงหมายท่ีจะไดขอมูล รายละเอียดเกี่ยวกับตําแหนง และทิศทางของสิ่งตางๆ ในภูมิประเทศ ซ่ึงขอมูลเหลาน้ีจะชวยใหรู ถงึ สงิ่ ตางๆดงั นี้ - เนื้อที่ (Area) บรเิ วณท่ีตอ งการ - ขอบเขต (Boundary) หรือแนวเขตของพ้นื ที่ - รปู รา ง (Shape) ของพ้นื ที่บรเิ วณหรอื ส่งิ อนื่ ใด เชน รูปรางของอาคารและอา งเกบ็ นํา้ - ทศิ ทาง (Direction) - ตาํ แหนง (Location) - กาํ หนดสูง (Elevation) - ปรมิ าตร (Volume) รูปท่ี 1.5 แสดงจุดควบคมุ ทางดิ่ง ท่ีสงู ที่สุดในประเทศไทยบนยอดดอยอินทนนท
7 แมวาการสํารวจ สามารถบอกใหรูถึงสิ่งตางๆ ทั้งเจ็ดประการน้ีได แตก็จะตองทําการ สํารวจหาขอมูลใหไดอยางครบถวน ซ่ึงตองใชเวลาและคาใชจายมาก ในบางครั้งเราตองการรูคา เพียงบางอยาง เชน ตองการรูเนื้อท่ีและขอบเขตของแปลงท่ีดิน ก็จะทําการสํารวจหาเฉพาะ ตําแหนงทางราบ ไมตองสํารวจเพื่อหากําหนดสูง หรือหาปริมาตรแตอยางใด ดังนั้นในการ ปฏิบัติงานสํารวจแตละครั้ง จะตองรูจุดมุงหมายของงาน รูวิธีและลําดับข้ันการปฏิบัติงานสํารวจ แลวพิจารณาวางแผนการปฏิบัติงานใหเหมาะสม จะชวยใหการดําเนินงานสํารวจมีประสิทธิภาพ ประหยัดเวลาและคา ใชจาย ความมุงหมายของงานสํารวจ ยังใหความสําคัญกับการวางแผนท่ีถูกตอง เหมาะสม การ ปฏิบัติงานจึงจะเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและประหยัด การสํารวจจึงมีสวน เก่ยี วขอ งกับงานตางๆ อยางใกลช ดิ เพราะจะตองทําการสาํ รวจ จงึ จะไดข อ มลู เหลาน้ันมา 1.2.2 ความสาํ คญั ของงานสํารวจ งานสาํ รวจมีความสําคญั อยา งยิ่งตองานตอไปนี้ 1.2.2.1 การกอสรางถนน จะตองออกแบบทางกอน ซึ่งจะเร่ิมต้ังแตการเลือกแนวทาง ในแผนท่ี การสํารวจเสนทางในภูมิประเทศจริง โดยการสํารวจวางแนวทาง การหาความสูงของ พื้นดิน ตามแนวทางและตามขวาง การเก็บรายละเอียดของภูมิประเทศ แลวจึงนําขอมูลมา ออกแบบเสนทาง แบบเสนทางน้ีจะชวยใหเรารูถึงลักษณะแนวทาง ระยะทางที่จะกอสราง ตําแหนงและขนาดของทอระบายน้ํา ตําแหนงและความยาวของสะพาน ปริมาตรงานดินและอ่ืนๆ ซ่ึงจะชว ยใหค าํ นวณหาราคากอสรา ง และวางแผนกอสรางไดถ ูกตอ งเหมาะสม รปู ที่ 1.6 แสดงการทําระดบั ถนน
8 1.2.2.2 การออกหนังสือสําคัญสําหรับที่ดิน จะตองทําการสํารวจเพ่ือหารูปรางของ ที่ดิน แนวเขตที่ดินและเนอ้ื ที่ดิน จัดทาํ เปนแผนที่ประกอบหนงั สอื สาํ คญั เชน โฉนดที่ดนิ รูปท่ี 1.7 แสดงโฉนดทีด่ นิ 1.2.2.3 ใชกิจการทหาร จะตองใชแผนท่ีเพื่อวางแผนในดานตางๆ เชน แผนการ เคลอื่ นยายกาํ ลงั พล การสงกาํ ลงั บาํ รุงและแผนการรบ เปนตน ดังนั้นจึงตองทําการสํารวจเพ่ือจัดทํา แผนทข่ี ึน้ ใชตามความตอ งการ รปู ท่ี 1.8 แสดงพกิ ดั และระดบั เสนชั้นความสูงภมู ปิ ระเทศ
9 1.3 ลกั ษณะของงานสํารวจ การสาํ รวจประกอบดวยลักษณะพ้นื ฐานดงั นี้ 1.3.1 การหาตําแหนงทางราบ เปนการหาตําแนงของจุดที่ตองการวาอยูท่ีใด โดยอาศัยอางอิง จากจุดท่ีรูตําแหนงแนนอนแลว อาจจะบอกตําแหนงเปนคาละติจูด (Latitude) และคาลองจิจูด (Longitude) หรอื เปน คาพกิ ัดฉากตามแนวแกนราบ (แกน X) และแกนตง้ั (แกน Y) ลักษณะของงาน สํารวจข้นึ พื้นฐานในสนาม สวนใหญจะเปนการวัดมุมราบ (Horizontal Angle) ประกอบกับการวัด ระยะทางราบ รปู ท่ี 1.9 แสดงการวัดระยะหาตําแหนง ทางราบ 1.3.2 การหาตาํ แหนงทางดง่ิ หรือการหาความสูงของจุดที่ตองการวา มีความสูง – ตํ่าจากพ้ืน อางอิงเทา ไร ลกั ษณะของงานจะเปนการทาํ ระดับทั้งวธิ ีทางตรง และวธิ ที างออม รปู ที่ 1.10 แสดงการสองกลองระดับหาตําแหนง ทางดงิ่
10 1.3.3 การคํานวณแผนท่ี (Computation) เปนการนําขอมูลท่ีได จากการสํารวจเพ่ือหา ตําแหนงท้ังทางราบ และทางด่ิงมาคํานวณหาส่ิงที่ตองการ ตามจุดมุงหมายของการสํารวจ เชน คาํ นวณหาเน้ือที่ และคาํ นวณหาปรมิ าตรดนิ ตัด - ดินถม เปน ตน รูปที่ 1.11 แสดงเครือ่ งคํานวณพ้ืนทบี่ นแผนท่ี 1.3.4 การเขยี นแผนท่ี (Cartography) เปนการนําผลของการสํารวจ มาเขยี นแสดงในลักษณะ ตา งๆ เชน แผนที่ แผนผงั รปู แสดงลกั ษณะของพน้ื ดนิ และเสน ช้ันความสงู เปนตน รูปที่ 1.12 แสดงแผนผังบริเวณงานพชื สวนโลกเชียงใหม
11 1.4 ชนดิ ของการสํารวจ ชนดิ ของการสาํ รวจสรปุ ไดด งั น้ี 1.4.1 การสํารวจภูมิประเทศ (Topographic Surveys) หมายถึงการสํารวจรายละเอียดตางๆ บนพ้ืนผิวโลก ทั้งท่ีเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และส่ิงกอสรางท่ีมนุษยสรางข้ึน มิติของรายละเอียด ตางๆ จะสามารถนาํ มาเขียนเปนแผนทภ่ี ูมิประเทศได รูปท่ี 1.13 แสดงแผนท่ีภมู ิมาตราสว น 1: 250,000 1.4.2 การสํารวจทางอุทกศาสตร (Hydrographic Surveys) หมายถึงการสํารวจลักษณะมิติ สัมพันธ ที่เนนรายละเอียดในสวนท่ีเกี่ยวของกับทรัพยากรนํ้า เชน การสํารวจแหลงนํ้าใตดิน การ สํารวจชายฝงทะเล การดินเรือ การสํารวจรองน้ํา การวัดระดับน้ําข้ึน-นํ้าลง การวัดระดับน้ําทะเล และการสาํ รวจปริมาณน้ําในเข่อื นเปนตน รูปที่ 1.14 แสดงแผนท่ที างทะเล จากกรมอุทกศาสตร ( ทมี่ า : จากกรมอุทกศาสตรกองทพั เรือ)
12 1.4.3 การสาํ รวจเสนทาง (Route Surveys) หมายถึง งานสาํ รวจท่เี กยี่ วของกบั สิ่งกอสรางทุก ชนดิ ท่มี ลี กั ษณะแคบและยาวมาก เชน ถนน ทางรถไฟ แนวทอระบายนํ้า แนวเสาไฟฟา เปนตน ขน้ั ตอนการสํารวจน้นั ประกอบดว ย การสํารวจโดยสังเขป การสํารวจเบ้ืองตน การสํารวจกําหนด หมุด การสาํ รวจขณะการกอ สราง รปู ที่ 1.15 แสดงการวางโคงถนน 1.4.4 การสาํ รวจกรรมสิทธ์ิที่ดนิ (Property Surveys) หมายถึง การสํารวจที่เกย่ี วของกบั สิทธกิ ารถือครองท่ดี ิน เชน การออกโฉนด การสอบเขต แบง แยก การรวมแปลงทด่ี นิ การสาํ รวจ จะมลี ักษณะเพ่ือหาตาํ แหนง หมดุ ทด่ี นิ มกี ารวดั ระยะทกุ แนวเขต การวดั มุม การตรวจสอบทิศทาง และการคํานวณหาเนื้อที่ รูปที่ 1.16 แสดงหมดุ หลักเขตท่ดี ิน
13 1.4.5 การสํารวจเพ่ือการกอสราง (Construction Surveys) หมายถึง การสํารวจท่ีเกี่ยวของ กับการวางผัง ปกหมุด ระดับความสูง ตามรูปแบบที่กําหนด รวมถึงการตรวจสอบตําแหนงของ หมุดสาํ คัญตางๆ ทีไ่ ดส าํ รวจไวก อนการกอ สรา ง รูปที่ 1.17 แสดงการสองกลอ งระดบั ผังอาคาร 1.4.6 การสํารวจเหมืองแร (Mine Surveys) หมายถึง การสํารวจเพ่ือสรางจุดควบคุมขึ้นใน พื้นท่ีเหมือง เพื่อใชประโยชนในการโยงยึดคา พิกัด ของจุดควบคุมใตดิน ใหสัมพันธกันกับบนผิว ดิน จากน้ันจึงสํารวจทางธรณีวิทยา ตําแหนงปากอุโมงค และสํารวจตําแหนงการขุดเจาะตาม รปู แบบ รปู ท่ี 1.18 แสดงแผนทท่ี างธรณวี ทิ ยาบริเวณภูกระดึง ( ทม่ี า : กรมทรพั ยากรธรณี ) 1.4.7 การสํารวจเพ่ือสรางจุดควบคุม (Control Surveys) หมายถึง การสํารวจเพื่อสรางจุด บังคับแผนท่ี หรือจุดที่รูพิกัดทางราบและด่ิง วิธีการสรางจุดควบคุมทางราบ อาจใชวิธีการ
14 สามเหลี่ยม หรือทําวงรอบ เพ่ือจุดประสงคใชเปนจุดโยงยึดตําแหนงรายละเอียดได สวนการสราง จดุ ควบคมุ ทางดิ่งนน้ั จะใชวิธกี ารถา ยระดบั จุดประสงคเ พ่อื อางอิงความสงู 1.4.8 การสํารวจเพ่อื เก็บรายละเอียด (Detail Surveys) หมายถงึ การสาํ รวจหาคาพกิ ดั ทางราบ และทางดิ่ง ในพ้ืนท่ีท่ีตองการสํารวจทําแผนที่ การสํารวจสวนมาก จะสํารวจดวยกลองวัดมุม รว มกบั โซหรอื เทป สว นการหาความสงู จะใชกลอ งระดับ รูปท่ี 1.19 แสดงการประกอบกลอ งวดั มุมกับ EDM. เพือ่ เกบ็ รายละเอียด 1.4.9 การสํารวจดวยภาพถายทางอากาศ (Photogrammetric Surveys) หมายถึง การสํารวจ เพ่ือทําแผนท่ีจากภาพถายทางอากาศซ่ึงไดจากการบินสํารวจเพ่ือถายภาพทางอากาศ ตองมีการใช เทคโนโลยี โดยผานขบวนการบันทึก รังวัด และแปลความหมายจากจุดภาพ และรูปลักษณของ พลังงานแมเ หล็กไฟฟาทบ่ี ันทกึ ไว รปู ที่ 1.20 แสดงแผนท่ีภาพถา ยทางอากาศ ( ทีม่ า : www.google.com แผนที่ภาพถา ยทางอากาศ )
15 1.4.10 การสํารวจทางดาราศาสตร (Astronomy) หมายถึง การรังวัดดาวฤกษตางๆ ที่รูวิถี โคจร ท่ีสมั พันธกับตําแหนงของโลก มาชว ยในการกําหนดพิกัดทางภูมิศาสตร ของจุดสถานีบนพื้น โลก และชว ยในการหาตําแหนง ทิศเหนอื จรงิ ทีก่ ระทํากับเสน ฐานใดๆไดอกี รูปท่ี 1.21 แสดงภาพถายในอวกาศ แบบ X-ray และ Visible light ( ที่มา : ESO/E. Helder; x-ray image courtesy NASA/CXC/Univ.) 1.5 หลักการสาํ รวจ 2การปฏิบัติงานสํารวจ จําเปนจะตองมีหลักเกณฑ ท่ีถือเปนหลักการสํารวจ ชางสํารวจตอง เร่ิมตนเรยี นรู และนําไปใชในทิศทางเดยี วกันดงั นี้ 1.5.1 การหาตาํ แหนง การกําหนดตําแหนง ของจุดตา งๆ ในการสํารวจ จะตอ งมีความสัมพันธ หรือวัดออกจากจุดที่รูตําแหนงแนนอนแลว อยางนอย 2 จุด ดังตัวอยางการหาตําแหนงของจุด C ดังนี้ BB B DC C C A AA (ก) (ข) (ค) 2 อนนั ต สันตยากร. คูมอื การเรียนการสอนวชิ าการสาํ รวจ 1. หนา 31 วทิ ยาลัยเทคนิคลําปาง :2540
16 B B C C AA (ง) (จ) รปู ท่ี 1.22 แสดงการหาตําแหนงจุด C โดยวิธตี างๆ A และ B เปนจุดท่ีรูตําแหนงแนนอน มีอยูในภูมิประเทศ และปรากฏอยูในแผนท่ี การหา ตําแหนงของจุด C ในแผนท่ที าํ ไดห ลายวธิ ี ดังน้ี 1) จากรูปท่ี 1.22 (ก) แสดงการหาตําแหนงจุด C วัดระยะ AC, BC จุด C สามารถกําหนด ตําแหนง ในแผนที่ โดยใช A และ B เปนจดุ ศูนยก ลาง กางวงเวียนรัศมี AC และ BC ตามมาตราสวน ของแผนท่ี ขีดสวนโคงของวงกลมใหตัดกัน จุดตัดของสวนโคงจะเปนตําแหนงของจุด C การ กําหนดตําแหนงโดยวิธีน้ีเรียกวา การหาตําแหนงโดยวิธีระยะสกัด นิยมใชกับการสํารวจดวยโซ - เทป 2) จากรูปท่ี 1.22 (ข) แสดงการหาตําแหนงจุด C หาแนว CD ท่ีตั้งฉากกับ AB โดยใช เครื่องสองฉาก (Optical Square) วัดระยะ AD และ CD จุด C สามารถกําหนดตําแหนงในแผนท่ีได โดยการวัดระยะ AD ซ่ึงอยูบนเสนตรง AB ตามมาตราสวนของแผนที่ แลวใชไมโปรแทรกเตอร สรางเสนตั้งฉาก CD วัดระยะ CD ตามมาตราสวนของแผนที่ จะไดตําแหนงของจุด C การกําหนด ตําแหนง โดยวธิ นี ี้ เรยี กวา วธิ รี ะยะฉาก (Off Set) ใชกับการสํารวจดว ยโซหรือเทป 3) จากรูปท่ี 1.22 (ค) แสดงการหาตําแหนงจุด C ต้ังกลองวัดมุมที่จุด A วัดมุม BAC และ ระยะ AC จุด C สามารถกําหนดตําแหนงในแผนท่ีได โดยใชไมโปรแทรกเตอรสรางมุม BAC ให เทากับมุมท่ีวัดได ก็จะไดแนว AC วัดระยะ AC ตามมาตราสวนของแผนท่ี ก็จะไดจุด C การ กาํ หนดตําแหนงโดยวธิ ีน้ีเรยี กวา วธิ ีพิกัดเชงิ ขวั้ (Polar Coordinate) ใชกบั การสํารวจดวยกลองวัดมุม 4) จากรูปท่ี 1.22 (ง) แสดงการหาตําแหนงจุด C ต้ังกลองวัดมุมที่จุด A และจุด B วัดมุม BAC และมุม ABC จุด C สามารถกําหนดตําแหนงในแผนท่ีได โดยใชไมโปรแทรกเตอรสรางมุม
17 BAC และมุม ABC ใหเทากับคามุมท่ีวัดได จุดตัดของแนว AC และ BC จะเปนตําแหนงของจุด C การกําหนดตาํ แหนง โดยวิธีนเี้ รียกวา วิธีเลง็ สกัด 5) จากรูปท่ี 1.22 (จ) แสดงการหาตําแหนงจุด C ต้ังกลองวัดมุมท่ีจุด A วัดมุม BAC และ วัดระยะ BC จุด C สามารถกําหนดตําแหนงในแผนท่ีได โดยใชไมโปรแทรกเตอรสรางมุม BAC ก็จะไดแนว AC จากนั้นใช B เปนจุดศูนยกลาง กางวงเวียนรัศมี BC ตามมาตราสวนของแผนที่ ขีดสวนโคงของวงกลมตัดแนว AC จุดตัดจะเปนตําแหนงของจุด C การกําหนดตําแหนงโดยวิธีนี้ อาจเกดิ ความคลาดเคลือ่ นขึ้นได เพราะสว นโคงของวงกลมอาจตัดแนว AC ได 2 จุด ถาผูกําหนดจุด C บนแผนท่ไี มมีขอ มูลอ่ืนประกอบหรือไมใชผูท ท่ี าํ การสาํ รวจมาเองอาจจะกาํ หนดจดุ ผดิ พลาดได 1.5.2 การสํารวจตอ งทาํ จากสว นใหญไปหาสวนเล็ก การทําแผนที่ประเทศไทยจะตองทําแนว เขตรูปรางของทั้งประเทศกอน แลวจึงสํารวจสวนยอย คือเขตจังหวัด จากนั้นจึงสํารวจเปนอําเภอ ตําบล ตามลําดับ แลวนํามาตอกันโดยการแบงระวางแผนท่ี หากทําการสํารวจเขตตําบลกอน จน ครบทัง้ ประเทศ รูปรา ง แนวเขต และเน้ือท่ขี องประเทศไทย จะผิดจากความเปนจรงิ รูปที่ 1.23 แสดงการแบงระวางแผนที่ ( ท่มี า : กรมแผนท่ที หาร) 1.6 ความรูเกี่ยวกับแผนท่ี 1.6.1 ความหมายของแผนที่ แผนที่หมายถึง รูปท่ีเขียนยอสวนลงบนพ้ืนที่ราบ เพื่อแสดง สภาพภูมิประเทศ และรายละเอียดของส่ิงตางๆ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และท่ีมนุษยสรางขึ้น โดยใชม าตราสว น และสัญลกั ษณต างๆ 1.6.2 ชนดิ ของแผนท่ี การจาํ แนกชนดิ ของแผนท่ี แบง ได 3 กลุมใหญด งั นี้ 1.6.2.1 การจําแนกแผนที่ตามตามลักษณะพ้นื ฐานของขอมลู มีดังนี้
18 1) แผนที่แผนราบ (Plan metric Map) คือแผนที่ท่ีแสดงตําแหนงของส่ิงตางๆ ในทาง ราบ แตไมไดบอกคาความสูง-ต่ํา แผนที่ชนิดน้ีจึงใหรายละเอียดเฉพาะ ตําแหนง ขนาด ระยะทาง และทศิ ทางของสง่ิ ตา งๆ ทีป่ รากฏบนแผนทีเ่ ทานนั้ เชน ถนน ทางนํา้ ตน ไม 2) แผนท่ีภูมิประเทศ (Topographic Map) คือแผนที่ที่แสดงใหเห็นความสูงตํ่าของภูมิ ประเทศ รายละเอยี ดตางๆเชนเดยี วกบั แผนทีแ่ ผน ราบ 3) แผนที่ภาพถาย (Picto Map หรือ Pictorial Map) คือแผนที่ท่ีไดจากการบินถายภาพ ทางอากาศแลวนํามาติดตอกัน (Mosaic) จึงเปนแผนท่ีที่แสดงรายละเอียดตางๆ ของภูมิประเทศใน ภาพรวมไดดี แตรายละเอียดบางสิ่งอาจถูกปดบังไว เชน ส่ิงที่อยูใตตนไมใหญ แผนที่ชนิดน้ีไม แสดงความสูงตํา่ ของพื้นดิน 1.6.2.2 การจาํ แนกแผนทต่ี ามขนาดของมาตราสว น มดี งั น้ี 1) แผนที่มาตราสว นใหญ ขนาดของมาตราสวนใหญกวา 1:25,000 2) แผนท่มี าตราสวนปานกลาง ขนาดของมาตราสว นตงั้ แต 1:25,000 ถงึ 1:1,000,000 3) แผนที่มาตราสว นเล็ก ขนาดของมาตราสวนเลก็ กวา 1:1,000,000 1.6.2.3 การจําแนกแผนทีท่ ี่ใชในกจิ การทหาร แบง เปน 3 ชนิดดงั น้ี 1) แผนท่ีมาตราสวนใหญ ขนาดของมาตราสวน 1:75,000 และใหญก วา 2) แผนที่มาตราสวนปานกลางขนาดของมาตราสวนเล็กกวา 1:75,000 ถึงใหญกวา 1: 600,000 3) แผนท่ีมาตราสวนเล็กขนาดของมาตราสว น 1:600,000 และเล็กกวา 1.6.2.4 การจําแนกแผนท่ตี ามชนิดของการใช แบงออกเปน 5 ประเภทดังน้ี 1) แผนท่ีทั่วไป (General Map) เปนแผนท่ีภูมิภาคท่ัวๆ ไป เชน แสดงเขตของทวีป เขต ของประเทศ เขตจงั หวัด และแสดงความสูงตํ่าของภูมิประเทศดวยสีตางๆ แผนที่ชนิดน้ีท่ีแพรหลาย มาก คือแผนทีข่ อง Atlas สวนมากจะใชม าตราสว นเล็กกวา 1:1,000,000 2) แผนที่เดินเรือ (Nautical Charts) แสดงเสนทางเดินเรือในทะเลมหาสมุทร แสดง ความลกึ ของทองนา้ํ สนั ดอน และแนวปะการงั 3) แผนที่ถนน (Highway Map) แสดงถนนและสถานทสี่ ําคัญ 4) แผนท่ีทางการทหาร ใชใ นกิจการทหารดา นตางๆ มีขนาดของมาตราสวนตางกันตาม ประเภทของการใชง าน 5) แผนทเ่ี ฉพาะแสดงสถติ ิตางๆ เชน แผนท่ปี าไมแสดงแนวเขตปาประเภทตางๆ แผน ท่แี สดงปรมิ าณนาํ้ ฝน อุณหภมู ิ ความหนาแนน ของประชากร เปน ตน
19 1.6.3 สวนประกอบท่ีสําคัญของแผนท่ี สวนประกอบของแผนท่ี หมายถงึ สวนท่ีประกอบกัน ขึ้นเปน แผนทแี่ ตละแผน หรือแตละระวาง สว นประกอบท่ีสาํ คญั ของแผนที่ มีรปู ลักษณะของแผน แผนท่ี แผนท่ีสวนมากจะสรางขึ้นบนแผนส่ีเหลี่ยมมุมฉาก อาจจะเปนส่ีเหล่ียมจัตุรัสหรือ ส่ีเหล่ียมผืนผา วัสดุท่ีใชในการทําแผนแผนที่ อาจเปนกระดาษ พลาสติก หรือวัสดุอื่นใดก็ได แต ตอ งไมยืดไมห ด รปู ลกั ษณะของแผนแผนทมี่ ีดงั นี้ 1) ขอบกระดาษ (Paper Trim) เปนขอบของวัสดุที่ใชทําแผนที่ จะตองมีขนาดพอเหมาะ กบั การผลิตแผนที่ฉบบั น้นั 2) ขอบระวางแผนที่ (Sheet Line) เปนเสนก้ันบริเวณที่แสดงรายละเอียดของภูมิประเทศ ประกอบกันเปนรูปส่ีเหลี่ยม เรียกวาเสนขอบระวางแผนที่ (Border) เสนขอบระวางแผนที่อาจเปน เสน ตรงแสดงคาพกิ ดั กรดิ (Gird Line) หรือเสนโคงคาพิกดั ภมู ศิ าสตรของแผนทนี่ ้ัน 3) ขอบจํากัดแสดงรายละเอียด (Work Line) เปนบริเวณเวนไวสําหรับแสดงรายละเอียด ตา งๆ ที่ตอ งการบนแผนทนี่ ้ัน 4) ขอบระวางแผนท่ี (Marginal Information) ขอบระวาง แสดงรายละเอียด ขอบกระดาษ ภูมปิ ระเทศ เขตจาํ กัดการแสดง รายละเอยี ดอื่นๆ ทต่ี อ งการแสดง รปู ที่ 1.24 แสดงลกั ษณะของแผน แผนท่ี 1.6.5 สวนประกอบภายนอกขอบระวาง หมายถึงองคประกอบในรายละเอียดอ่ืนๆ ของแผนท่ี เพ่ือใหใชไดทราบขอมูลตางๆ ของแผนที่ สามารถใชแผนท่ีไดโดยสะดวก ถูกตอง เหมาะสม ตรง ตามความมุงหมายการใชงาน รายละเอียดนอกขอบระวางแผนที่ เชน มาตราสวนแผนท่ี คําอธิบาย สัญลกั ษณ เปน ตน
20 1.6.6 สวนประกอบภายในขอบระวางแผนท่ี หมายถึง รายละเอียดที่แสดงไวภายในขอบ ระวาง ซึ่งตามปกติจะสัมพันธกับองคประกอบภายนอกขอบระวาง องคประกอบภายในขอบ ระวางแผนที่ประกอบดวย 1) สัญลักษณ (Symbol) ไดแกเคร่ืองหมายหรือส่ิงที่ใชแทนรายละเอียด ของภูมิประเทศ หรือสิง่ ทแี่ สดงไวบ นแผน แผนที่ 2) สี (Color) เปนสัญลกั ษณแสดงรายละเอียดหรือขอมูลตางๆ ของแผนท่ี มักจะเลือกสีให สอดคลองกบั รายละเอยี ด เชน สเี ขยี วแทนพชื พนั ธไม เปน ตน 3) ช่ือภูมิศาสตร (Geographical Names) เปนการอธิบายรายละเอียด ในขอบระวาง เชน สถานทน่ี ้นั ๆ มีช่ือเรยี กวา อะไร 4) ระบบอางอิงในการกําหนดตําแหนง (Position Reference System) ไดแก เสนหรือ ตารางแสดงไวในแผนท่ี เพื่อใชกําหนดคาพิกัดของจุดใดๆ แผนท่ีโดยทั่วไปนิยมใชระบบพิกัด 2 ชนิด คือ ระบบพิกัดภมู ศิ าสตร (Geographical Coordinate) และระบบพกิ ดั ฉาก 1.6.7 คุณสมบัติของแผนท่ี แผนทท่ี ่ีดีควรมีคณุ สมบัติดังนี้ 1) รูปรา งของรายละเอียดตางๆบนแผนที่ จะตองเหมือนกับรูปรางของจรงิ บนผวิ โลก 2) ทิศทางของตําแหนงหรือจุดตาง ๆ บนแผนท่ี จะตองถูกตองตรงตามความเปนจริงกับ ตาํ แหนง หรือจดุ จดุ เดยี วกันบนผิวโลก 3) ระยะทางของจุดตางๆ บนแผนที่ จะตองเทากับระยะทางจุดเดียวกัน บนผิวโลกเม่ือ เทยี บตามมาตราสวน 4) พ้ืนที่ทั้งหมดบนแผนท่ี จะตองเทากับพ้ืนท่ีบนผิวโลก ในบริเวณเดียวกัน เมื่อเทียบ ตามมาตราสวน แผนที่ทุกฉบับจะมีคุณสมบัติไมครบถวน ท้ังสี่ขอดังกลาว เพราะมีขอจํากัดเก่ียวกับเสน โครงแผนท่ี (Map Projection) ท่ีใชทําแผนที่ เสนโครงแผนที่แตละแบบ จะรักษาคุณสมบัติอันใด ไว หรือคุณสมบัติบางสวนของอีกแบบหนึ่งไวเทานั้น ไมอาจรักษาคุณสมบัติทั้งส่ีประการไวได เชน แผนที่บางฉบับรักษารูปราง แตทิศทางไมถูกตอง หรือแผนที่บางฉบับรักษาพ้ืนที่ แตรูปราง ไมถกู ตอ ง
21 1.7 มาตราสวนแผนที่ การปฏบิ ัตงิ านสํารวจในภมู ปิ ระเทศ รายละเอยี ดและขอ มลู ตางๆท่ีได จาํ เปนท่ีจะตองกําหนด ลงในแผนท่ี แตการเขียนแผนที่ลงในกระดาษ ไมสามารถระบุขนาดท่ีแทจริง จากขอมูล ในงาน สํารวจได จึงตองกําหนดเปนมาตราสวนข้ึน เพื่อความสะดวกในการนําไปใชงาน แตละชนิดของ งาน 1.7.1 ความหมายของมาตราสวนแผนท่ี มาตราสวนแผนที่ หมายถึงอัตราสวนเปรียบเทียบ ระหวางระยะทางบนแผนท่ี กับระยะทางบนภูมิประเทศ หรือพ้ืนท่ีจริง จากความสัมพันธน้ี สามารถเขียนสูตรของมาตราสว นแผนท่ี ไดด ังนี้ มาตราสว นแผนที่ = ระยะทางบนแผนที่ ระยะทางบนภมู ิประเทศ 1.7.2 ชนดิ ของมาตราสว น การแบง ชนิดของมาตราสวน ในท่นี ี้แบงไดเปน 3 ชนิดดงั น้ี 1.7.2.1 มาตราสวนเศษสวน (Repressentive Fraction หรือ Fraction หรือ Fraction Scale หรอื Numerical Scale ใชอ กั ษรยอ RF.) หมายถึง การกาํ หนดอตั ราสว นเปรียบเทยี บ ระหวางระยะ ทางบนแผนท่ี 1 หนวย ตอระยะบนภูมิประเทศ ท่ีมีหนวยเดียวกัน การแสดงมาตราสวนอาจบอก เปนอัตราสวน หรือบอกเปนเศษสวน เชน 1 : 1,000 หรือ , หมายถึงระยะบนแผนที่ 1 หนวย จะเทากับระยะในภูมิประเทศจริง 1,000 หนวย การบอกมาตราสวนชนิดนี้ ไมมีหนวย ของการวัดระยะใดๆกํากับไว จึงสามารถใชหนวยวัดระยะมาตราใดๆก็ได เชน ใช 1 เซนติเมตร ตอ 5,000 เซนติเมตร หรือใช 1 นว้ิ ตอ 5,000 นว้ิ ก็ได 1.7.2.2 มาตราสวนคําพูด (Verbal Scale หรือ Engineering Scale) หมายถึง การบอก มาตราสวนแผนท่ี แบบคําพูดธรรมดา เชน 1 เซนติเมตร = 100 เมตร. หมายถึง ระยะบนแผนท่ี 1 เซนติเมตร จะเทา กับระยะบนภูมิประเทศ 100 เมตร หรือ 1 น้ิว = 1 ไมล หมายถึง ระยะบน แผนท่ี 1 นิว้ จะเทา กับระยะบนภูมปิ ระเทศ 1 ไมล เปน ตน มาตราสว นแบบนี้สะดวกในการอา น แตไมสะดวกในการใช ในประเทศตางๆ ท่ีมีหนวยการวัดระยะไมเหมือนกัน นอกจากนี้มาตรา สวนคําพูด ยังไมเหมาะที่จะปรับใหเขากับการคํานวณ หาระยะทางในภูมิประเทศ ไดเหมือนกับ มาตราสวนเศษสวน 1.7.2.3 มาตราสวนรูปภาพหรือมาตราสวนเสนบรรทัด (Graphical Scale) หมายถึง การ แสดงมาตราสวนบนภาพเสนตรง เสนท่ีแสดงมาตราสวนจะถูกแบงเปนสวนๆ แตละสวนยาว เทากัน และมีตัวเลขกํากับไวเพื่อบอกวา ระยะแตละสวนในแผนที่ เปนระยะเทาไรในภูมิประเทศ ขอดีของมาตราสวนแบบนี้คือ ถากระดาษแผนที่ มีการยืดหรือหดตัว มาตราสวนก็จะยืดหรือหด
22 ตามไปดวย ระยะที่วัดไดในแผนท่ี จึงมีความคลาดเคล่ือนนอย ตามปกติมาตราสวนเสนบรรทัด จะมีมาตราสวนแบบเศษสว น กํากบั ไวดวย 100 0 100 200 300 ม. 1 : 5,000 10 1 2 3 1 : 50,000 ไมล รปู ท่ี 1.25 แสดงมาตราสวนเสน บรรทัด 1.7.3 การคํานวณมาตราสว น การคาํ นวณที่เกย่ี วของกบั มาตราสวน มสี ว นประกอบดังนี้ 1) ตอ งแปลงมาตราสว นคําพดู เปนมาตราสว นเศษสว น 2) หาระยะทางบนแผนท่ี ระยะทางบนภมู ปิ ระเทศ เม่อื กําหนดมาตราสว นให 3) หาขนาดเน้อื ทบ่ี นแผนที่ ขนาดเนื้อทบี่ นภูมิประเทศ เมอ่ื ไดก าํ หนดมาตราสว นให สตู รการหามาตราสวน = ระยะบนแผนท่ี หรอื มาตราสวน ระยะทางบนภูมปิ ระเทศ RF. = MD เม่อื RF. GD = มาตราสว น MD. GD. = ระยะบนแผนท่ี (Map Distance) = ระยะบนภูมิประเทศ (Ground Distance)
23 จากสูตรน้ี สามารถนาํ ไปใชใ นการคาํ นวณเก่ยี วกบั มาตราสว นแผนท่ี อยางกวา งขวาง ดงั ตัวอยา งตอไปน้ี ตัวอยางที่ 1 ใหผเู รยี นแปลงมาตราสวนคาํ พูด 1 เซนตเิ มตรบนแผนท่ี แทนระยะ 100 เมตร บน พ้นื ดิน ใหเปน มาตราสวนเศษสวน วิธที ํา จากสูตร มาตราสวน = ระยะบนแผนที่ ระยะบนภมู ปิ ระเทศ แทนคา = 1 ซม. 100 ม. 1 ซม. = 100×100 ซม. (ทําใหเปนหนว ยเดียวกนั ) = 1 ตอบ 10,000 ตัวอยางที่ 2 แบบแปลนงานกอสรางแหง หนึง่ มาตราสวน 1:500 ใหผ เู รียนวดั ระยะของดา นๆ หน่งึ บนแบบแปลนได 5 เซนติเมตร อยากทราบวา ถา ผเู รียนไปวดั ระยะจรงิ จะไดเ ทา ใด วิธที าํ จากสตู ร มาตราสว น = ระยะบนแผนที่ ระยะบนภมู ิประเทศ แบบแปลนมาตราสว น = 1:500 แทนคา = 5 ซม. ระยะจรงิ 1 500 = 5 ซม. ระยะจริง ระยะจริง = 5 x 500 = 2,500 ซม. ทําใหเปน เมตร = 2,500 ซม. 100 ซม.
24 ระยะทว่ี ดั ไดจ ริง = 25 เมตร ตอบ ตวั อยา งท่ี 3 ผูเรียนวดั ระยะระหวา งจดุ A - B บนแผนทไ่ี ด 7 เซนติเมตรและวดั ระยะ A – B บนภูมปิ ระเทศได 140 เมตร อยากทราบวาแผนทีฉ่ บบั นี้ มีมาตราสวนเทาใด วธิ ที าํ จากสตู ร RF = MD GD แทนคา RF = 7 ซม. 140×100 ซม. = 1 2,000 แผนทีฉ่ บับนม้ี ีขนาดมาตราสว น = 1:2,000 ตอบ ตวั อยา งท่ี 4 ถา ผเู รียนวดั ระยะบนแผนท่ีมาตราสว น 1:50,000 ได 8 เซนตเิ มตร อยากทราบวา จะเปนระยะในภูมิประเทศเทา ใด วิธีทาํ จากสตู ร RF = MD GD แทนคา 1 = 8 ซม. 5,000 GD ดงั นัน้ GD = 8 × 50,000 ซม. ทาํ ใหเ ปน เมตร และกิโลเมตร = 400,000 ซม. 1,000 ม.×100 ซม. ระยะในภมู ิประเทศ = 4 กิโลเมตร ตอบ อนึ่ง ระยะบนแผนที่นิยมใชในหนวยเซนติเมตร เพราะสวนใหญจะมีระยะสั้น แตระยะบน ภมู ิประเทศจะใชใ นหนว ยของเมตรและกโิ ลเมตร เพราะระยะจริงในภูมิประเทศจะเปน ระยะยาว ไม สะดวกที่จะใชในหนวยเซนตเิ มตร
25 ตัวอยา งท่ี 5 ถาผูเรียนวัดระยะบนพ้นื ทไ่ี ด 2.5 เมตร จะเปน ระยะในแผนทข่ี นาด 1: 20,000 เทา ใด วิธที ํา จากสูตร RF = MD GD แทนคา , = MD 2.5 ม. ดงั นน้ั MD = 2.5×100 ซม. 20,000 นั่นคอื ระยะในแผนท่ี 1:20,000 = 1.125 เซนตเิ มตร ตอบ ตัวอยา งท่ี 6 ถาผูเรยี นวัดระยะบนแผนท่ขี นาด 1:4,000 ได 28.5 เซนติเมตร จะเปนระยะในแผน ที่ขนาด 1:20,000 เทาไร วธิ ที ํา จากสตู ร = MD RF GD แทนคา , = 28.5 ซม. GD นัน่ คือ GD = 28.5 × 4,000 ซม. และจากสตู ร RF = MD GD แทนคา , = MD 28.5×4,000 ซม. ดังนั้น MD = 28.5×4,000 ซม. 20,000 = 5.7 เซนติเมตร ระยะในแผนท่ขี นาด 1: 20,000 = 5.7 เซนติเมตร ตอบ
26 หรืออาจทําไดโ ดยการเทยี บบัญญตั ไิ ตรยางศร ะหวางมาตราสว นของแผนทีท่ ้งั สองดงั นี้ แผนที่ขนาด 1 ระยะทาง = 28.5 ซม. 4,000 ระยะทาง = 28.5×4,000 ซม. แผนทีข่ นาด 1 1 แผนทข่ี นาด 1 ระยะทาง = 28.5×4,000×1 ซม. 2,000 20,000 ระยะในแผนท่ีขนาด 1: 20,000 = 5.7 เซนติเมตร ตอบ รปู ที่ 1.26 แสดงการวางแผนกอ นการสาํ รวจทาํ แผนท่ใี นสนาม สรปุ วิชางานสํารวจ หรือการสํารวจ หรือการรังวัดเปนวิชาท่ีเรียนรูถึงการเก็บรวบรวมขอมูล ของลักษณะภูมิประเทศดวยวิธีการตางๆ เชน การวัดระยะทาง การวัดทิศทาง การหาความสูงของ พื้นดินและส่ิงตางๆ ท่ีตองการ โดยมีจุดมุงหมายเพ่ือหาเนื้อท่ี ขอบเขต รูปรางของพ้ืนที่รวมตลอด ถึงการหาทิศทางและตําแหนงของสิ่งท่ีตองการ แลวนําผลมาแสดงในรูปของแผนท่ี แผนผังหรือ แบบแปลนตางๆ ตามความเหมาะสม งานสํารวจจึงเปนงานพ้ืนฐานของงานอื่นๆ เพราะเปนการ รวบรวมขอมลู ท่ีจาํ เปน เพ่ือใชใ นการพิจารณาวางแผนงาน หรอื การออกแบบกอสรางงานตอไป
27 ใบงานท่ี 1 วิชา งานสํารวจ 1 หนว ยที่ 1 ชือ่ หนว ย หลักการเบ้ืองตน ของงานสํารวจ สอนคร้งั ที่ 1-2 จาํ นวนคาบรวม 8 ช่ืองาน การยอ -ขยายแผนที่ จํานวนคาบ 8 จดุ ประสงคเชงิ พฤติกรรม 1. สามารถยอ-ขยายแผนท่โี ดยวธิ ีรศั มไี ด 2. สามารถยอ-ขยายแผนทโ่ี ดยวิธีตางรางกริดได 3. สามารถกําหนดมาตราสวนในการยอ-ขยายแผนทไี่ ด 4. เนน คุณธรรม จรยิ ธรรม มีความรบั ผิดชอบ 5. ยึดถอื และปฏิบัตกิ าร 5 ส. (สะสาง,สะดวก,สะอาด,สขุ ลักษณะ,สรางนสิ ัย)เปนกจิ วตั ร เครอื่ งมือ/อปุ กรณ 1. แผนท่ตี นรางที่ตอ งการยอ จาํ นวนใหเ พยี งพอกบั ผเู รียน 2 กระดาษไข ขนาด A2 หรือใหญก วา จํานวนใหเพยี งพอกับผูเ รยี น 3. เทปกาว จํานวน 1 มว น 4. ไมที หรือ ไมทแี บบเลือ่ น 5. ชดุ ฉากสามเหลยี่ ม 6. บรรทัดมาตราสวน 7. โคง กระดูกงู 8. ดินสอ ยางลบ และอปุ กรณเ คร่อื งเขยี น ลําดบั ขน้ั การปฏบิ ัติงาน ก. ยอ -ขยายแผนท่โี ดยวธิ รี ัศมี รปู (ก) รปู (ข)
28 1. ติดแผนที่ตนรางที่กําหนดใหกับโตะเขียนแบบและติดกระดาษไขบนแผนที่ตนรางใหสนิท โดยเทปกาว 2. เลือกวธิ กี ารยอ – ขยายแผนท่ี โดยวธิ ีรศั มี 3. กําหนดขนาดมาตราสวนท่ีตอ งการยอ – ขยายแผนที่ 4. กําหนดจุด 0 เพื่อลากเสนรัศมี ซ่ึงอยูภายนอกรูปที่ตองการยอ - ขยาย ตามรูป (ก) หรืออยู ภายในรูป ตามรูป (ข) 5. ลากเสนจากจุด 0 ผานมุมของรูปแผนท่ี ที่ตองการยอ - ขยายทุกมุม กรณีเปนเสนโคง ให แบงเสน โคงเปนชวงๆ ( D E F G H ) แลวลากเสนผา น 6. วดั ระยะจากจุด 0 ไปยงั จุดมมุ และจดุ บนเสน โคง ของแผนท่ที ล่ี ากไวทกุ เสน 7. เปรียบเทียบขนาดมาตราสวนของแผนที่เดิมกับมาตราสวนของแผนที่ใหม ท่ีจะยอ-ขยาย วา เปนสัดสว นเทาใด 8. ในการยอ แผนท่ี เชน เดิมมาตราสวน 1: 1,000 ยอเปนมาตราสวน 1 : 2,000 เล็กลงครึ่งหน่ึง ของแผนท่ีเดิม โดยวัดระยะจากจุด 0 ไปตามเสนท่ีลากขึ้นตามขอ 5 ครึ่งหนึ่งของระยะที่วัดไดตาม ขอ 6 จะไดมุมและจุดบนเสนโคงของรูปบนแผนท่ีใหม ลากเสนตอจุดตางๆ จะไดแผนท่ีมาตราสวน 1: 2,000 ตามรูป (ข) 9. การขยายแผนทีจ่ ากแผนที่เดมิ เชน จากมาตราสว น 1 : 1,000 ขยายเปน มาตราสวน 1 : 500 เปนการขยาย 2 เทาของแผนที่เดิม โดยวัดระยะจากจุด 0 ไปตามเสนท่ีลากขึ้นตามขอ 5 เปน 2 ของระยะท่ีวัดไดตามขอ 6 จะไดจุดมุมและจุดบนเสนโคงของรูปแผนที่ ท่ีจะขยาย ลากเสนตอจุด ตา งๆ จะไดแผนที่ขนาดมาตราสว น 1: 500 ตามรปู (ก)
29 ข. ยอ-ขยายแผนทโ่ี ดยวธิ ีตางรางกริด มาตราสว น 1 : 1000 มาตราสว น 1 : 2000 รูป ( ก ) รปู ( ข ) ลาํ ดับขนั้ การปฏบิ ตั ิงาน 1. ติดแผนทต่ี น รางทีก่ ําหนดใหกับมุมโตะเขียนแบบดา นบนซา ย และตดิ กระดาษรางแผนท่ี ดา นลา ง 2. เลอื กวธิ กี ารยอ – ขยายแผนท่ี โดยวธิ ีตารางกริด 3. กาํ หนดขนาดมาตราสว นท่ีตอ งการยอ – ขยายแผนท่ี 4. ตีเสน ตารางกริดกับแผนท่ตี น รางดวยดนิ สอดาํ พรอมเขยี นระยะตารางกริดตามแนวแกน X,Y 5. ตเี สน ตารางกรดิ กับกระดาษรา งทตี่ องการยอ -ขยายแผนท่ี พรอมเขียนระยะตารางกรดิ ตาม แนวแกนX,Y 6. ลากเสน รา งรูปแผนที่ ใหต รงตามหมายเลขตามแผนทตี่ น รา ง ดงั รูป ( ก ) และ รูป ( ข ) ขอ ควรระวงั /ขอแนะนาํ 1. การลากเสนและการวัดระยะ ตอ งทําโดยปราณตี 2. การกาํ หนดจดุ บนเสนโคง เพือ่ ลากเสนรัศมี ยิง่ กําหนดจุดมากเทาไร การเขยี นแนวเสนโคง จะ ถูกตอ งมากข้นึ เทา นนั้
30 มอบหมายงาน ใหนกั เรียน เขียนรปู มาตราสวน1:1000 โดยกําหนดใหม เี สน ตรง-เสนโคงของรปู ให เหมาะสม สมมตงิ านช้ินหนง่ึ แลว ทําการ ยอ ขยายแผนทโี่ ดยวธิ รี ัศมี และวิธตี ารางกริด ก. ยอ แผนทง่ี านนีใ้ หไดม าตราสวน 1:2000 ข. ขยายแผนทใี่ หไ ดม าตราสวน 1:500 การวัดผล 1. ขัน้ ตอนการปฏบิ ัตงิ าน 2. ผลงานถูกตองเรียบรอ ย ---------------------------------------------
31 ใบผลการปฏิบตั งิ าน ใบงานท่ี 1 วชิ า งานสาํ รวจ 1 หนว ยที่ 1 หลักการเบ้ืองตนของงานสาํ รวจ เรือ่ ง การยอ – ขยายแผนท่ี ผลการปฏบิ ตั ิงาน
32 ใบประเมินผล ใบงานท่ี 1 วิชา งานสํารวจ 1 จํานวน 8 คาบ หนวยที่ 1 หลกั การเบอื้ งตน ของงานสาํ รวจ เรื่อง การยอ – ขยายแผนที่ ชอ่ื ผูเรยี น …………………………………………………… ระดบั คะแนน ชนั้ …………………… กลุม ……………….. รวม รายการ 43 2 1 1. การตรงตอเวลา 2. การแตงกาย 3. การเตรยี มเครื่องมอื วสั ดุ และอปุ กรณ 4. ตดิ แผนที่ตน รา งท่ีกาํ หนดใหกบั โตะ เขียนแบบ 5. ยอ – ขยายแผนที่ โดยวธิ รี ัศมี และวิธีตารางกริด 6. กาํ หนดขนาดมาตราสวนทีต่ อ งการยอ – ขยายแผนท่ี 7. ยอ แผนทง่ี านนี้ใหไดม าตราสว น 1:2000 8. ขยายแผนที่ใหไ ดม าตราสว น 1:500 9. ความสะอาดในการปฏบิ ตั ิงาน 10. ตรวจ เก็บ และการทําความสะอาดเคร่ืองมือหลังการ ปฏิบตั ิงาน เวลาปฏิบตั ิงาน เรมิ่ …………น. ส้นิ สุด…………น. รวม…………นาที ไดคะแนน ( 10 ) รวมคะแนน ลงชื่อ………………………………………………………………(ผูป ระเมนิ )
33 แบบฝก หดั หนว ยที่ 1 ตอนที่ 1 เร่อื งหลักการเบอื้ งตนของงานสาํ รวจ จงเลือกคาํ ตอบทถี่ กู ตองทสี่ ดุ 1. งานสาํ รวจมีประวัตคิ วามเปน มาเมือ่ ใด ก. เร่มิ ในยุคปจ จบุ นั ข. หลงั สงครามโลกครัง้ ท่ี 1 ค. รัชกาลที่ 5 ง. ต้ังแตส มยั โบราณ 2. การสํารวจหมายถึงอะไร ก. การหาความสงู ข. การหาทศิ ทาง ค. การหาระยะทาง ง. การหาตาํ แหนง 3. การจะปฏบิ ตั ิงานสาํ รวจควรรูขอมูลอะไรเปน ลาํ ดบั แรก ก. สถานทปี่ ฏิบัติงาน ข. จุดประสงคของงาน ค. การวางแผนปฏิบัติงาน ง. งบประมาณทีไ่ ดร ับ 4. ผูป ฏบิ ัติงานสาํ รวจควรมลี ักษณะอยา งไร ก. บคุ ลกิ ภาพดี ข. มคี วามละเอียดรอบคอบ ค. ประมาณระยะไดใ กลเคยี งความจริง ง. พดู จานา เชอื่ ถอื 5. การสาํ รวจมีหลักการปฏบิ ัตอิ ยางไร ก. ทาํ จากสว นใหญไ ปหาสว นเลก็ ข. ทําจากงา ยไปยาก ค. ทําจากใกลไ ปไกล ง. ทําจากซา ยไปขวา 6. การสํารวจเกยี่ วขอ งกบั งานประเภทใดมากทสี่ ุด ก. การวางผงั อาคาร ข. การสรางอาคาร ค. การออกแบบอาคาร ง. การออกโฉนดทด่ี นิ 7. มาตราสว น 1 ซม. = 100 เมตร เปน มาตราสว นแบบใด ก. มาตราสว นคําพูด ข. มาตราสวนเปรียบเทยี บ ค. มาตราสว นเสน บรรทัด ง. มาตราสว นเฉยี ง 8. มาตราสวนขนาดใดทใ่ี หรายละเอียดของภมู ิประเทศไดช ดั เจนทีส่ ดุ ก. 1 : 100 ข. 1 : 1,000 ค. 1 : 10,000 ง. 1 : 100,000
34 9. การแสดงตาํ แหนง ปลูกสรางอาคาร ควรใชมาตราสว นขนาดใดจึงจะเหมาะสม ก. 1 : 100 ข. 1 : 500 ค. 1 : 1,000 ง. 1 : 2,000 10. แผนท่มี ีสว นประกอบใดสําคัญที่สุด ก. เสน ข. สี ค. แสง ง. สญั ลักษณ ตอนท่ี 2 เรอื่ งหลกั การเบอื้ งตน ของงานสํารวจ จงเติมคาํ ตอบตอไปน้ี 1. วดั ระยะในแผนทีไ่ ด 2.50 เซนตเิ มตร 1.1 ถา เปนแผนทีม่ าตราสว น 1 : 500 ระยะในภมู ปิ ระเทศจะยาวเทา ไร ตอบ…………………………….เมตร 1.2 ถาเปนแผนท่ีมาตราสว น 1 : 1,000 ระยะในภมู ปิ ระเทศจะยาวเทา ไร ตอบ……………………………เมตร 1.3 ถาเปน แผนท่ีมาตราสวน 1 : 4,000 ระยะในภมู ปิ ระเทศจะยาวเทา ไร ตอบ……………………………เมตร 1.4 ถาเปน แผนทมี่ าตราสวน 1 : 50,000 ระยะในภูมิประเทศจะยาวเทาไร ตอบ……….………..…………เมตร 1.5 ถาเปนแผนทีม่ าตราสว น 1 : 250,000 ระยะในภูมปิ ระเทศจะยาวเทาไร ตอบ…………………………..เมตร 2. ถา ระยะในภมู ปิ ระเทศ = 5,000 เมตร จะเปนระยะในแผนทมี่ าตราสวนตอไปนเ้ี ทา ไร 2.1 แผนที่มาตราสว น 1 : 500 ตอบ…………………….เมตร 2.2 แผนท่มี าตราสว น 1 : 1,000 ตอบ…………………….เมตร 2.3 แผนที่มาตราสว น 1 : 4,000 ตอบ…………………….เมตร 2.4 แผนทมี่ าตราสวน 1 : 50,000 ตอบ……………………เมตร 2.5 แผนทม่ี าตราสว น 1 : 250,000 ตอบ……………………เมตร 3. วัดระยะในแผนที่ได 3.60 เซนตเิ มตร 3.1 ถา ระยะในภูมปิ ระเทศ = 1.8 เมตร แผนท่ีฉบบั นม้ี มี าตราสว นเทา ไร ตอบ…………………….............................................................................. 3.2 ถา ระยะในภมู ปิ ระเทศ = 9.00 เมตร แผนทฉี่ บับนมี้ ีมาตราสว นเทาไร
35 ตอบ……………………................................................................................ 3.3 ถาระยะในภมู ปิ ระเทศ = 18.00 เมตร แผนที่ฉบับนี้มีมาตราสวนเทาไร ตอบ…..……………………......................................................................... 3.4 ถาระยะในภมู ปิ ระเทศ = 72.00 เมตร แผนท่ีฉบับนี้มมี าตราสวนเทาไร ตอบ………………………........................................................................... 3.5 ถา ระยะในภูมปิ ระเทศ = 144.00 เมตร แผนทฉี่ บบั น้ีมมี าตราสว นเทา ไร ตอบ………………………............................................................................ 4. วัดระยะบนแผนท่ีมาตราสว น 1 : 50,000 ได 1.80 เซนตเิ มตร 4.1 ถา เปนแผนท่มี าตราสว น 1 : 20,000 ระยะเดยี วกันนจี้ ะยาวเทาไร ตอบ…………………………........................................................................ 4.2 ถาเปนแผนทมี่ าตราสว น 1: 10,000 ระยะเดยี วกันนีจ้ ะยาวเทาไร ตอบ…………………………....................................................................... 4.3 ถา เปน แผนทม่ี าตราสวน 1 : 5,000 ระยะเดยี วกันนจี้ ะยาวเทา ไร ตอบ…………………………. 4.4 ถาเปนแผนท่มี าตราสว น 1 : 4,000 ระยะเดยี วกันนจ้ี ะยาวเทา ไร ตอบ…………………………....................................................................... 4.5 ถาเปนแผนท่มี าตราสว น 1 : 1,000 ระยะเดยี วกันนจี้ ะยาวเทาไร ตอบ……………..………….......................................................................... 5. วดั ระยะบนแผนทีม่ าตราสวน 1 : 1,000 ได 8.00 เซนตเิ มตร 5.1 ถาเปน แผนที่มาตราสว น 1 : 4,000 ระยะเดยี วกันนจี้ ะยาวเทาไร ตอบ………………………............................................................................ 5.2 ถา เปนแผนท่มี าตราสวน 1 : 5,000 ระยะเดยี วกันนจี้ ะยาวเทา ไร ตอบ………………………............................................................................ 5.3 ถาเปนแผนท่ีมาตราสวน 1 : 10,000 ระยะเดยี วกนั นี้จะยาวเทา ไร ตอบ………………………............................................................................ 5.4 ถาเปนแผนท่มี าตราสวน 1 : 50,000 ระยะเดยี วกันนจี้ ะยาวเทาไร ตอบ……………………..….......................................................................... 5.5 ถาเปนแผนที่มาตราสวน 1 : 250,000 ระยะเดยี วกนั นีจ้ ะยาวเทาไร ตอบ……………………….............................................................................
Search
Read the Text Version
- 1 - 48
Pages: