Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วิชาการปลูกผักปลอดสารพิษเพื่อการขาย ม.ต้น 6

วิชาการปลูกผักปลอดสารพิษเพื่อการขาย ม.ต้น 6

Published by nanny256, 2023-07-03 08:56:49

Description: วิชาการปลูกผักปลอดสารพิษเพื่อการขาย ม.ต้น 6

Search

Read the Text Version

๔๖ เร่อื งท่ี ๑ การปลูกผกั ปลอดสารพิษแบบใชด้ นิ การปลูกผกั ปลอดภยั จากสารพิษน้ัน จะใชห้ ลักการปลูกพืชผักโดยการใช้สารเคมใี นการผลิตให้นอ้ ยทีส่ ุด หรอื ใช้ตามความจำเป็น การปลกู ผักปลอดสารพิษแบบใช้ดิน ดินเป็นรากฐานสำหรบั พืชทใี่ ชใ้ นการเจริญเตบิ โต ของพืชและเป็นท่ียึดเหนี่ยวของรากพืชทำให้พืชเจริญเติบได้ โดยดินเป็นแหล่งน้ำและอาหารท่ีจำเป็น ต่อการเจริญเติบโตให้รากพืชดูดไปใช้ประโยชน์ การเจริญเติบโตของพืชจำเป็นต้องอาศัยแหล่งแร่ธาตุจากดิน ซ่ึงเป็นท่อี ยู่ของจุลินทรยี ห์ ลายชนิดทเ่ี ป็นประโยชนต์ อ่ พชื 1. ขั้นตอนการปลกู ผักปลอดภัยจากสารพษิ 1.1 การเตรียมดินชั้นแรก เป็นข้ันตอนที่สำคัญที่สุดของการเตรียมดินปลูกพืช การเตรียมดิน ข้ันแรกจะเป็นตัวกำหนดความลึกของดินตามต้องการและมีผลไปถึงการรักษาคุณสมบัติของดินและความช้ืน ในดิน ทำใหด้ ินรว่ น ระบายน้ำและอากาศไดด้ เี ปน็ ต้น 1.2 การเตรียมดินช้ันท่ีสอง เป็นการเตรียมดินต่อเน่ืองจากการขุดพลิกดิน และตากในช้ันแรก จุดประสงค์เพื่อพรวนหรือย่อยดินให้แตกเป็นก้อนเล็กลง มีสภาพเหมาะสมกับเมล็ดหรือกล้าท่ีจะปลูก โดยใช้ลูกกลิง้ ขนาดเบาหรือจอบ เมอื่ พรวนดินเป็นก้อนเลก็ แลว้ ควรจะใส่ปยุ๋ อินทรยี แ์ ลว้ คลุกเคล้าใหเ้ ข้ากบั ดิน หรือหากจำเป็นต้องใส่ปูนขาวเพื่อปรบั ดินให้เป็นกลาง (ph ระหว่าง 5.5-6.8) ท่ีใส่ในข้ันตอนนี้แล้วคลุกเคล้า ให้เข้ากับดิน รดน้ำให้ชุ่มและเตรียมหว่านเมล็ดหรือปลูกกล้าต่อไป แปลงปลูกผักควรจะทำความสะอาด อยู่เสมอ ซ่ึงเป็นเร่ืองสำคัญมาก เพ่ือไม่ให้เป็นท่ีสะสมของเช้ือโรค และเป็นที่หลบซ่อนตัวของหนอนและ แมลงศัตรูพืช เป็นการลดหรือป้องกันอันตรายต่อผักที่จะปลูกใหม่ ส่วนผักที่พบว่าเป็นโรคควรถอนไปเผา ทำลาย มกี ารกำจดั วชั พืชอยู่เสมอ ๆ โดยใช้วิธถี ากหรอื ถอนออกใหห้ มดและงดการใช้สารเคมี 1.3 การปลูก การปลูกด้วยเมล็ดพันธุ์โดยตรง ควรแช่เมลด็ พันธ์ุด้วยน้ำอุ่น (อุณหภูมิประมาณ 55- 60 องศาเซลเซียส) ประมาณคร่ึงช่ัวโมง เพื่อกระตุ้นให้เมล็ดงอกเร็วข้ึน และสามารถฆ่าเช้ือโรคบางชนิด ทต่ี ิดมากับดนิ ได้ 1.4 การย้ายกล้าปลูก ต้องเลอื กตน้ กล้าที่มียอด ลำต้น ใบ และรากท่ีสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรค และแมลงไปปลูก 1.5 การให้ปุ๋ยรองพ้ืน ใสชวงเตรียมดินหรือรองก้นหลุมก่อนปลูก ควรเป็นปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเพ่ือ ปรับโครงสร้างดินให้โปร่ง รวนซุย ช่วยในการอุ้มน้ำ และรักษาความช้ืนของดิน ใหเหมาะกับการเจริญเติบโต ของพชื 1.6 การให้น้ำ นิยมใช้ระบบสปริงเกอร์แบบฝนเทียม แต่พบว่าการใช้สายยางรดน้ำ แรงของน้ำจาก สายยางจะช่วยชะล้างไข่ของแมลงศัตรูพืชได้ดี และผู้ปลูกก็จะได้ตรวจดูความผิดปกติต่าง ๆ ของพืชไปด้วย ในฤดูหนาวควรรดน้ำก่อนแดดออก เพ่ือล้างน้ำค้างตอนเช้าท่ีมีฤทธิ์เป็นกรด อาจทำให้เกิดโรคราน้ำค้างได้ง่าย หน้าร้อนอาจรดน้ำวันละ 2 ครั้ง ถ้าอากาศร้อนมากเพราะพืชมีการระเหยน้ำสูง และฤดูฝนถ้าฝนตก ไม่ต้องรดน้ำ หากฝนตกมากดินจะแน่นทำให้พืชขาดอากาศหายใจได้ ควรพรวนดินรอบต้นเล็กน้อย เพอ่ื ชว่ ยถ่ายเทอากาศ

๔๗ 2. เทคนิคการปลกู ผักปลอดภยั จากสารพิษ การเลือกวิธีการปลูกและระยะปลูก จะใช้ระยะขนาดไหนนั้นจะข้ึนอยู่กับชนิดของพืชผักที่เกษตรกร เลือกปลูก แต่มีข้อแนะนำ คือ เกษตรกรควรปลูกผักให้มีระยะห่างพอสมควร อย่าให้แน่นจนเกินไป เพ่ือให้มีการระบายอากาศดี เป็นการปรับสภาพแวดล้อมไม่ให้เหมาะสมต่อการระบาดของโรคและแมลง นอกจากน้ีควรหม่ันตรวจแปลงอยู่เสมอ โดยอาจเลือกสำรวจเป็นจุด ๆ ประมาณ 10-20 จุด/ไร่ ถ้าพบว่ามีการระบาดของโรคและแมลงในระดับท่ีก่อให้เกิดความเสียหายแก่พืชผักน้ัน ก็ควรดำเนินกา ร กำจดั โรคและแมลงท่ีพบ 2.1 การปลกู ผกั ในชว่ งฤดฝู น เป็นช่วงทพ่ี ืชผักหลายชนิดเติบโตได้ดี ซ่ึงรวมไปถึงวัชพืชด้วย จึงต้องหมั่นถอนหรือกำจัดวัชพืช อยู่เสมอ เพ่ือให้ผักสวนครัวได้รับสารอาหารและเติบโตเต็มที่ หากมีการปลูกในพื้นท่ีโล่งหรือที่กลางแจ้ง ควรหาหลงั คาหรือตาข่ายบาง ๆ มาบังเพ่ือลดแรงกระแทกของนำ้ ฝน หรือจะใช้ฟางแห้ง หญ้าแห้ง มาคลุมดิน เพื่อไม่ให้น้ำฝนท่ีตกลงมาทำลายหน้าดินและรากผักจนได้รับความเสียหาย และเพื่อป้องกันเชื้อราที่มากับ ฤดูฝน อาจจะใช้วิธีธรรมชาติอย่างการน้ำสมุนไพรท่ีมีรสขมและรสฝาด เช่น ผงขมิ้นชัน ผงฟ้าทะลายโจ ร กระเทียมตำแหลก มาผสมกบั นำ้ แล้วนำไปฉีดท่ีแปลงผักหลังฝนตกใหม่ ๆ กส็ ามารถชว่ ยได้ 2.2 การปลูกผักในชว่ งฤดูหนาว เป็นอีกช่วงฤดูกาลหน่ึงที่ทำให้พืชผักได้ผลผลิตดี แต่ก็ต้องระวังในเร่ืองของศัตรูพืชและโรคพืช เช่นกัน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีอากาศเย็นจัดและมีน้ำค้าง ซึ่งมักจะมีความช้ืนสะสม อาจป้องกันด้วยน้ำหมัก สมนุ ไพรธรรมชาติ 2.3 การปลูกผกั ในช่วงฤดรู ้อน ควรปลูกผักท่ีทนร้อน ทนแล้งได้ดี ถึงแม้ว่าผักท่ีนำมาปลูกนี้จะทนร้อนทนแล้ง แต่ผักสวนครัว บางชนดิ ก็ต้องหมัน่ รดน้ำ ทั้งเช้าและเย็น พรวนดินให้ร่วนซุย แล้วทำการคลุมด้วยฟางข้าว เพื่อปอ้ งกันแดดเผา ใบและเพอื่ รกั ษาความช่มุ ชน่ื ของผักท่ีปลูกไวใ้ หเ้ พยี งพอ แปลงผกั ปลอดสารพิษ

๔๘ เรือ่ งที่ ๒ การปลูกผกั ปลอดสารพษิ แบบไร้ดนิ การปลูกพืชไร้ดิน หรือ การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน หมายถึง การปลูกพืชที่เลียนแบบการปลูกพืชบนดิน โดยการใช้วัสดุปลูกต่าง ๆ ในการปลูก เช่น น้ ำ ทราย กรวด ดินเผา หรือวัสดุอื่น ๆ ที่ไม่ใช้ดิน ซึ่งพืช จะสามารถเจริญเติบโตบนวัสดุปลูกได้จากการได้รับสารละลายธาตุอาหารพืชท่ีมีน้ ำผสมกับปุ๋ย หรือธาตุอาหารต่าง ๆ ทีพ่ ชื ต้องการผ่านทางรากพชื 1. ข้นั ตอนและวิธีการปลกู พชื โดยไม่ใชด้ ิน 1.1 การเตรียมพื้นท่ีและโต๊ะปลูก ประกอบโต๊ะปลูกและติดตั้งตามวิธีการประกอบชุด ไฮโดรโปนิกส์ และนำโต๊ะปลกู มาวางในตำแหนง่ ทีไ่ ดร้ ับแสงแดดอย่างน้อย 6 ช่ัวโมง/วนั 1.2 เตรียมเมล็ดพันธ์ุผัก เมล็ดพันธุ์ผักมี 2 ชนิด คือ 1) ชนิดที่เคลือบดินเหนียว เนื่องจากเมล็ดผัก มีขนาดเล็ก ทำให้เป็นอันตรายและสูญเสียได้ง่ายจึงมีการเคลือบเมล็ดด้วยดินเหนียว เมล็ดท่ีเคลือบจะมีอายุ การเก็บรักษาส้ัน เนื่องจากได้มีการกระตุ้นการงอกมาแล้ว แต่จะสะดวกสำหรับการใช้งาน และ 2) ชนดิ ทไ่ี ม่เคลือบ คือ เมล็ดพนั ธุป์ กติ 1.3 การเพาะต้นกล้า นำวัสดุปลูก เช่น เพอร์ไลท์ เวอร์มิคูไลท์ ใส่ถ้วยเพาะและนำเมล็ดผัก ใส่ตรงกลางถ้วย กลบเมล็ดและรดน้ำให้เปียกและเก็บไว้ในที่ปลอดภัย รดน้ำทุกวัน ประมาณ 3-5 วัน เมล็ดเร่ิมงอก และเรม่ิ ใหส้ ารละลายออ่ น ๆ แทนนำ้ 1.4 การปลกู บนราง ขนาด 1.5 เมตร 1) เตมิ น้ำ 10 ลิตร และเติมสารอาหาร A และ B อย่างละ 100 ซซี ี หรือ 10ซีซี/น้ำ 1 ลิตร 2) นำต้นกล้าทีแ่ ข็งแรงอายุ 2 สัปดาห์ ยา้ ยมาวางบนโตะ๊ ปลูกและเดนิ เครื่องป๊ัมนำ้ 2. ระบบการปลกู โดยไม่ใช้ดนิ การปลูกพชื โดยไม่ใชด้ นิ มอี ยู่ 2 ระบบ คือ 1. ระบบการปลกู พชื ไร้ดนิ 1) แบบปลกู ให้รากลอยอยกู่ ลางอากาศ 2) แบบปลกู ในวัสดุปลูก 3) แบบปลกู ในสารละลายธาตุอาหาร 2. ระบบไฮโดรโปนิกส์ 1) ระบ บ NFT (Nutrient Film Technique) เป็ น การป ลูกพื ช โดยให้ รากสัม ผัส กับสารอาหาร โดยสารอาหารจะไหลเป็นแผ่นฟิล์มบาง ๆ หนา 1-3 มิลลิเมตร และสารละลายธาตุอาหาร จะมกี ารไหลหมุนเวียนกลบั มาใชอ้ ีกครง้ั แหลง่ ท่มี ารปู ภาพ: https://www.baanlaesuan.com/100198/ideas/garden-ideas/hydroponics

๔๙ 2) ร ะ บ บ DFT (Deep Flow Technique) เป็ น ก า ร ป ลู ก พื ช โด ย ให้ ร า ก สั ม ผั ส กบั สารอาหารในน้ำลกึ 3-5 เซนติเมตร โดยจะปลกู ในราง ในภาชนะ หรอื ในถาดปลกู กไ็ ด้ ท่มี ารปู ภาพ: https://www.baanlaesuan.com/100198/ideas/garden-ideas/hydroponics 3) ระบบ DRFT (Dynamic Root Floating Technique) จะคล้ายกับระบบ DFT เปน็ การปลูกพืชโดยให้รากสมั ผัสกับสารอาหารในนำ้ ลกึ 3-5 เซนตเิ มตร และอากาศ 4) การปลูกพืชในวัสดุปลูก (Substrate Culture) วัสดุปลูกที่นิยมใช้ในการปลูก ในประเทศไทย คือ ทรายผสมกับขุยมะพร้าวและแกลบ ในอัตราส่วนต่าง ๆ กัน เหมาะสำหรับปลูกพืชท่ีมี อายุยาวเพื่อรับประทานผล เช่น มะเขอื เทศ พรกิ หวาน หรอื ไม้ประดับ ที่มารูปภาพ: https://www.baanlaesuan.com/100198/ideas/garden-ideas/hydroponics

๕๐ 5) ระบบ Aeroponics เป็นระบบที่รากพืชลอยอยู่ในอากาศ และมีการฉีดสารละลาย ไปท่ีรากพืชโดยตรง เน่ืองจากต้องใช้ปั๊มแรงดันสูงในการฉีดสารละลายให้เป็นฝอย จึงเปลืองพลังงานมาก จึงใช้ปลกู แค่ในห้องทดลองเพือ่ การทำวิจัย หรอื ปลกู เปน็ งานอดิเรกเท่าน้ัน ไม่นิยมปลกู เพือ่ การค้า ที่มารูปภาพ: https://www.baanlaesuan.com/100198/ideas/garden-ideas/hydroponics 6) ระบบไฮโดรโปนิกส์แบบให้อากาศ คือการปลูกพืชในสารละลายแล้วป๊ัมอากาศเข้าไป ในน้ำเชน่ เดยี วกับการเตมิ อากาศในตู้ปลา ที่มารูปภาพ: https://www.baanlaesuan.com/100198/ideas/garden-ideas/hydroponics

๕๑ 2.1 การเตรียมสารละลายธาตอุ าหาร ในการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดิน ปัจจัยหลักท่ีทำให้ต้นพืชเจริญเติบโต คือ ธาตุอาหารท่ีเป็นวัตถุดิบ ในการให้ต้นพืชเจริญเติบโต ในกระบวนการสร้างสารอาหาร โดยกระบวนการสังเคราะห์แสง วัตถุดิบที่ใช้คือ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เม่ือได้รับแสงบนคลอโรฟิลด์ จะได้สารคาร์โบไฮเดรต และออกซิเจน จะเห็นได้ว่า ธาตุอาหารที่พืชใช้ในกระบวนการดังกล่าว คือ คาร์บอน (C) จากคาร์บอนไดออกไซด์ และไฮโดรเจน ออกซิเจนจากน้ำ (H2O) และในส่วนของคลอโรฟิลล์ในพืชมีธาตุอ่ืน ๆ เช่น ธาตุในโตรเจน (N) และ แมกนีเซียม (Mg) ซ่ึงสามารถจำแนกธาตุอาหารตามปริมาณความต้องการในปริมาณท่ีต่างกันในการใช้ของพืช ซึ่งหากใช้ไม่เหมาะสมจะทำให้พืชเติบโตไม่ปกติ นอกจากน้ี การให้ธาตุอาหารให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ถา้ ใหอ้ ย่างใดอย่างหน่ึงมากหรอื นอ้ ยพืชกไ็ ม่สามารถนำไปใช้ในการเจริญเติบโต ธาตทุ ่ีพืชมีความต้องการสงู ได้แก่ ธาตุคารบ์ อน (C) กลุ่มธาตุท่ีพืชต้องการสูง (Macro - elements) ธาตอุ อกซิเจน (O) ธาตุไฮโดรเจน (H) เป็นองค์ประกอบหลักในโครงสร้างของพืช ซึ่งมีความจำเป็นในกระบวนการ ธาตไุ นโตรเจน (N) สังเคราะหแ์ สงทก่ี ลา่ วมาข้างต้น ซง่ึ ในบรรยากาศมเี พยี งพอในธรรมชาติ ธาตุเหล็ก (Fe) พชื มคี วามจำเป็นในการใช้ออกซิเจนในกระบวนการหายใจ เพ่อื นำ้ ออกซิไดซ์ สารอาหารพวกคาร์โบไฮรเดรต ย่อยให้เป็นน้ำตาลขนาดเล็ก และได้เปน็ พลงั งานเพอ่ื ให้พชื นำไปใช้ในกระบวนการเจริญเติบโตของตน้ พชื ไฮโดรเจนมีความจำเป็นในกระบวนการสงั เคราะห์แสง ซ่ึงพืชสามารถได้จากน้ำ เปน็ สว่ นใหญ่ หรอื อาจได้จากในบรรยากาศ เชน่ กลว้ ยไม้ ไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบของสารอินทรีย์ โดยอยู่เป็นส่วนประกอบ โครงสร้างของพืช เช่น คลอโรฟิลด์ กรดอะมิโน และองค์ประกอบของโปรตีน ซ่ึงเก่ียวข้องกับขบวนการเจริญเติบโตของพืช หากขาดธาตุไนโตรเจนจะทำให้ ต้นแคระแกร็น ใบอ่อนเล็กเรียว ใบล่างแก่จะมีสีเหลืองซีด แหล่งไนโตรเจน สามารถไดจ้ ากการดงึ ในบรรยากาศ หรอื จากการย่อยสลายสารอินทรีย์ ซากพืช ซากสัตว์ ที่ตายแล้ว บทบาทของไนโตรเจน ถ้าสูงมากจะทำให้ต้นพืช มีการขยายเซลล์กว้าง ทำให้ต้นอ่อนแอต่อการทำลายของโรค และในพืชท่ีให้ ผลผลิตอาจจะมีปัญหาในการเจริญเติบโตของกิ่งใบ ไม่มีการสะสมอาหาร เมื่อให้ผลผลิต จึงจำเป็นต้องศึกษาในระดับที่เหมาะสม แต่อย่างไรผักท่ีนิยม ป ลู ก โ ด ย ไ ม่ ใ ช้ ดิ น จ ะ นิ ย ม กิ น ใ บ แ ล ะ เก็ บ เกี่ ย ว ผ ล ผ ลิ ต เร็ ว จงึ นิยมให้ธาตไุ นโตรเจนในปรมิ าณสงู มีบทบาทในการช่วยให้พืชสังเคราะห์แสง โดยเป็นตัวพาอะตอม ออกซิเจน ในการหายใจ และมีบทบาทในการสงั เคราะหค์ ลอโรฟลิ ล์ และเป็นสารประกอบ ของ Flavoprotein มีความจำเป็นในการสร้างน้ำตาลและแป้ง ถ้าหากขาด ทำให้ใบเหลืองซีดท้งั ใบออ่ นและใบแก่ ความสามารถในการเคลอ่ื นย้ายยาก ทม่ี าข้อมูล : https://sites.google.com/site/hydrophoniccc/2-thatu-xahar-laea-sarlalay-thatu-xahar

๕๒ กลุม่ ธาตุอาหารท่ีพืชตอ้ งการเลก็ นอ้ ย ( Micro-elements ) ธาตุคลอรนี (CI) มีบทบาทในการกระบวนการสังเคราะห์แสง ช่วยเพ่ิมความเป็นกรดในเซลล์ กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ ซ่ึงคลอรีนในสภาพทั่วไปจะมีความเพียงพอ ตอ่ ความตอ้ งการของพชื ธาตุโบรอน (B) เก่ียวข้องกระบวนการเจริญเติบโตของพืช ทำให้พืชใช้ธาตุแคลเซียมดีมากขึ้น ในการสร้างโครงสร้างผนังเซลล์ และอาจช่วยในกระบวนการเคลื่อนย้าย สารอาหารในพชื หากขาดทำให้การสร้างน้ำตาลลดลงในพืชบางชนิดมีลำตน้ กลวง เชน่ บล็อคโคล่ี ธาตุแมงกานสี มีบทบาทในกิจกรรมกระบวนการสังเคราะห์แสง ช่วยการกระตุ้นเอมไซม์ (Mn) ในการสังเคราะห์กรดไขมันและเอมไซม์ท่ีเก่ียวข้องกับการเกิด DNA และ RNA หากขาดทำให้ธาตุเหล็กในรูป Fe 2- เกิดเป็นพิษกับต้นพืชและมีลักษณะใบด่าง ในตระกูลถ่ัว ถ้ามากไปทำให้ Fe 3- ถูกนำไปใช้ได้น้อยลง ทำให้ต้นพืช ขาดธาตเุ หล็ก ธาตทุ องแดง (Cu) เป็นตวั คะตะไลล์ และเปน็ ตัวอิเลคตรอนในการตรงึ ในโตรเจน ถ้าหากขาดทำให้พืช อ่อนแอใบเหลอื งซีด หรอื เปน็ จดุ เหลอื ง (Chorotic spot) ซึง่ พบในถั่วเหลอื ง ธาตุสงั กะสี (Zn) เป็นธาตุท่ีเก่ียวข้องในการสร้างสารควบคุมการเจริญเติบโตพวกออกซิน (Auxin) ท่ปี ลายยอด และเก่ียวข้องกับการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ หากขาดทำให้ต้นพืชเต้ีย ใบเล็ก ธาตโุ มลบิ ดนิ มั เป็นธาตุท่ีเกี่ยวข้องกับในการเปล่ียนการไนเตรทไปเป็นแอมโมเนียม เพ่ือไปสร้าง (Mo) กรดอะมิโนในเซลล์มีความจำเป็นในการตรึงไนโตรเจน ถ้าหากขาดทำให้พืช ตระกูลถว่ั มีประสทิ ธภิ าพในการตรึงไนโตรเจนเปน็ บรรยากาศนอ้ ยลง ท่มี าขอ้ มลู : https://sites.google.com/site/hydrophoniccc/2-thatu-xahar-laea-sarlalay-thatu-xahar ทมี่ ารูปภาพ : https://ngthai.com/science/30725/plant-nutrients/

๕๓ เร่อื งท่ี ๓ การเปรียบเทยี บการปลกู พชื ใชด้ ินและการปลกู พชื ไรด้ นิ ความแตกต่างระหว่างการปลูกพืชบนดินตามธรรมชาติกับการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน ปกติแล้วพืชจะ เจริญเตบิ โตได้ดีนั้น ตอ้ งมีการเจริญเตบิ โตท่ีเหมาะสม คือ สภาพภูมอิ ากาศท่เี หมาะสม เช่น แสงแดด อุณหภูมิ น้ำ ธาตุอาหารพืชที่มาจากดิน น้ำ และอากาศ (ออกซิเจน ไฮโดรเจน และ คาร์บอนไดอ๊อกไซด์) ท้ังทร่ี ากสว่ นเหนือดิน ซึ่งการที่พชื จะนำธาตุอาหารไปใชไ้ ด้นน้ั จะเก่ียวขอ้ งกับความเป็นกรด-ดา่ ง (pH) ของดิน การปลูกพืชบนดินโดยท่ัวไปแม้ดินจะมีธาตุอาหาร และอากาศอันเป็นปัจจัยที่พื ชต้องการน้ัน มักมีข้อเสีย คือ ดินจะไม่มีความอุดมสมบูรณ์ตามที่พืชต้องการ กล่าวคือ ดินจะมีคุณสมบัติท่ีไม่แน่นอน แตกต่างกันไปตามสภาพพ้ืนท่ี เช่น โครงสร้างของดิน ปริมาณธาตุอาหารหรือความอุดมสมบูรณ์ต่ำ pH ไม่เหมาะสม ยุ่งยากต่อการปรับปรุง และเสียค่าใช้จ่ายสูง ปัญหาเหล่านี้ทำให้ได้ผลผลิตท่ีไม่แน่นอน ส่วนการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินน้ัน พืชจะได้รับสารละลายท่ีมีธาตุอาหาร เรียกว่า สารละลายธาตุอาหารพืชท่ี ประกอบด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืช ที่อยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ทันทีเพราะมีการปรับค่า EC และ pH ให้อยู่ในระดับท่ีเหมาะสมตอ่ พืชอยตู่ ลอดเวลา อนั ที่จริงแล้วไม่มีความแตกต่างทางสรีระวิทยาของรากพืชท่ี จ ะ น ำธ าตุ อ าห าร ทั้ งจ าก ก าร ป ลู ก บ น ดิ น ต าม ธ รรม ช าติ ห รือ จ าก ก ารป ลู ก พื ช ท่ี ไม่ ใช้ ดิ น ในการปลูกพชื บนดินตามธรรมชาติ \"สารอาหารในดิน (Soilless solution)\" เป็นอาหารพืชทอี่ ยู่ในน้ำในดินน้ัน มาจากวัตถุท่ีเป็นส่ิงที่เน่าเป่ือยผุพังย่อยสลาย (Decomposed) ที่มาจากวัสดุท่ีเป็นท้ังอนินทรีย์สาร (Inorganic) แ ล ะ วัส ดุ ป ลู ก ที่ เป็ น อิ น ท รีย์ ส าร (Organic) ใน ข ณ ะท่ี ก ารป ลู ก พื ช ท่ี ไม่ ใช้ ดิ น นั้ น พืชจะได้รับ \"สารละลายธาตุอาหาร\" (Nutrient Solution) มาจากการละลายของปุ๋ยเคมีในน้ำเรียกว่า \"สารละลายธาตุอาหารพืช\" ทั้ง สารอาหารในดิน (Soilless solution) ของการปลูกพืชบนดินที่ได้จากการ เน่าเป่ือยผุพังตามธรรมชาติ และสารละลายธาตุอาหาร (Nutrient solution) จากการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน จะสมั ผสั กบั รากพืชซ่งึ พชื จะดูดเอาไปใชใ้ นการเจรญิ เติบโตดว้ ยกระบวนการต่าง ๆ ตอ่ ไป แหลง่ ทีม่ ารปู ภาพ :https://www.agrowlab.com/blog/

๕๔ ข้อดแี ละข้อเสียของการปลูกพืชโดยไมใ่ ช้ดนิ ขอ้ ดี ๑. สามารถทำการเพาะปลูกพืชได้ในบริเวณพ้ืนท่ีท่ีดินไม่ดี หรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อ การเพาะปลกู ๒. ให้ผลผลติ ตอ่ พืน้ ทป่ี ลกู สงู กวา่ และสามารถทำการ ผลติ ได้สมำ่ เสมอและตอ่ เน่ือง 3. อัตราการใชแ้ รงงานเวลาในการปลกู และค่าใชจ้ ่ายตำ่ กว่า 4. ใช้น้ำ และธาตุอาหารได้อย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพ เช่น ใช้น้ำลดลงถึง 10 เท่าตัว ของการปลูกแบบธรรมดา 5. ประหยดั เวลา และแรงงานในการเตรียมดิน และกำจดั วัชพชื 6. ลดค่าใช้จ่ายทีเ่ ก่ียวกบั การใช้สารปอ้ งกนั และกำจัดแมลงได้ 100% 7. สามารถปลกู ไดใ้ นเมืองเพราะใชพ้ นื้ ทน่ี อ้ ยทำให้ประหยัดคา่ ขนสง่ 8. ผลผลติ มคี ุณภาพ และไมม่ ีสารพษิ ตกคา้ ง และไมม่ ีปญั หาเก่ยี วกับศตั รูพชื ทเี่ กิดจากดิน 9. ผลผลิต คุณภาพ และราคา ดีกว่าการปลูกบนดินมาก เพราะสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ท่เี กย่ี วข้องกับการเจรญิ เตบิ โตของพืชได้อย่างถูกต้องแน่นอนและรวดเรว็ 10. ลดผลกระทบต่อส่ิงแวดลอ้ มด้านต่างๆ เชน่ สารเคมตี กคา้ งในดิน การบุกรกุ ทำลายปา่ เปน็ ต้น 11. คนพกิ ารกส็ ามารถทำการปลูกได้ เปน็ การส่งเสรมิ อาชีพให้กบั ผู้ด้อยโอกาส 12. เป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรรนุ่ ใหม่ ข้อเสีย ๑. การลงทนุ ขั้นต้นสงู กวา่ การปลกู บนดนิ 2. ผูป้ ลูกต้องมีความรูค้ วามเขา้ ใจในเทคนิคการปลกู พืชแบบไร้ดินเปน็ อย่างดี และมีประสบการณ์ มากพอในการควบคมุ ดูแล 3. ต้องการการควบคุมดแู ลอย่างสมำ่ เสมอ 4. เปน็ ส่งิ ใหมส่ ำหรบั เกษตรกรทต่ี อ้ งใชเ้ วลาในการทำความ

๕๕ กจิ กรรมท้ายบทที่ ๕ คำชแ้ี จง : ให้ผเู้ รียนตอบคำถามตอ่ ไปน้ใี ห้ไดใ้ จความสมบูรณ์ 1. การปลูกผกั ปลอดสารพิษแบบโดยใช้ดิน มีความหมายว่าอยา่ งไร และสรุปความสำคัญของการปลูกพืช แบบใช้ดิน มาเป็นขอ้ ๆ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒. การปลกู ผกั ปลอดสารพิษแบบไม่ใชด้ นิ มคี วามหมายวา่ อย่างไร และสรุปความสำคัญของการปลกู พืช โดยไม่ใช้ดิน มาเปน็ ข้อ ๆ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓. ให้นักศึกษาเปรยี บเทียบข้อ ข้อเสีย ของการปลกู ผักปลอดสารพิษแบบใช้ดินและ การปลกู ผักปลอดสารพิษแบบไม่ใชด้ นิ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………

บทท่ี ๖ การบำรงุ รกั ษาและการเก็บเก่ยี วผกั ปลอดสารพิษ แบบใชด้ ินและไรด้ นิ สาระสำคญั การบำรุงรักษา หมายถึง การปฏิบัติต่อพืชท่ีปลูกให้มีการเจริญเติบโตได้อย่างเป็นปกติและปราศจาก การรบกวนจากศัตรูตา่ ง ๆ ตั้งแต่เร่มิ ตน้ ปลกู ไปจนพืชให้ผลผลติ ได้ การป้องกันกำจัดโรคพืช หมายถึง การปฏิบัติหรือการกระทำใด ๆ ก็ตามในอันที่จะขัดขวางไม่ให้ มโี รคเกิด หรือไม่ก็เพื่อบรรเทาและลดความเสยี หายอันอาจเกดิ ข้ึนจากการกระทำของโรคน้ัน ๆ การเก็บเก่ียวผลผลิต หมายถึงการกระทำท่ีผู้ปลูกพืชนำเอาส่วนของผลผลิตพืชออกไปจากต้นพืชหรือ พืน้ ทที่ ปี่ ลกู นน้ั โดยส่วนทน่ี ำออกไปน้นั มลี กั ษณะเป็นไปตามความต้องการของผปู้ ลกู หรอื ผูบ้ รโิ ภค ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวัง ๑. อธิบายการบำรุงรักษาได้ ๒. อธิบายการเก็บเกย่ี วผลผลติ ได้ ขอบขา่ ยเน้ือหา เรอ่ื งที่ ๑ การบำรุงรักษา เร่อื งที่ ๒ การเก็บเกย่ี วผลผลิต

๕๗ เร่อื งท่ี ๑ การบำรงุ รักษา การบำรุงรักษา หมายถึง การปฏิบัติต่อพืชท่ีปลูกให้มีการเจริญเติบโตได้อย่างเป็นปกติและปราศจาก การรบกวนจากศัตรูตา่ ง ๆ ต้ังแต่เรม่ิ ตน้ ปลูกไปจนพืชให้ผลผลิตได้ การป้องกันกำจัดโรคพืช หมายถึง การปฏิบัติหรือการกระทำใด ๆ ก็ตามในอันที่จะขัดขวางไม่ให้ มีโรคเกดิ หรอื ไมก่ ็เพ่อื บรรเทาและลดความเสียหายอนั อาจเกิดขน้ึ จากการกระทำของโรคนน้ั ๆ 1. การควบคมุ วัชพชื การจัดการวัชพืช (weed management) จะเปนการนำเอาการปองกัน การควบคุม และการกำจัด มาใชรวมกัน แตจะใชหลักการใดมากหรือนอย ข้ึนกับวัตถุประสงคและปญหา โดยทั่วไปการจัดการจะเนนไปที่ การแกปญั หามากกว่าการปอ้ งกัน จงึ มักใช้คำว่า การควบคุมกำจัด โดยไมใชส้ ารเคมีในการควบคมุ กำจัด การจำแนกสารกำจัดวัชพืช (Herbicide Classification) สารกำจัดวัชพืชสามารถแบงออกเปน ประเภทหรือกลุม โดยยึดหลักหรือเกณฑ์ตาง ๆ กัน ในท่ีน้ีจะแบง โดยยึดเกณฑ 3 ประการ คือ ขอบเขตชนิด พืชทคี่ วบคุม ลักษณะการใชก้ ับพชื และเกณฑ์ ทางเคมี ๑.1 การแบงตามขอบเขตของชนิดพืชท่ีควบคุม ตามเกณฑ์ สามารถแบ่งสารกำจัดวัชพืช ออกได้ 2 ประเภท คือ 1) ประเภทเลือกทำลาย (selective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีผลในการควบคุม พชื บางชนิด แตไมมีผลหรือมีผลนอยกบั พชื อีกบางชนดิ สารกำจดั วัชพชื ที่จำหนยอยู่ในท้องตลาด สวนใหญ่เป็น สารประเภทเลือกทำลาย คือ สามารถควบคุมกำจัด วัชพืช แตไมเปนอันตรายหรือเปนอันตรายเพียงเล็กนอย ตอพืชปลกู 2) ประเภทไมเลือกทำลาย (nonselective herbicides) หมายถึง สารเคมีท่ีมีผลใน การควบคมุ กำจดั หรอื เป็นอนั ตรายกับพชื ทุกชนดิ ทร่ี ับสารประเภทน้เี ข้าไป ๑.2 แบงตามลกั ษณะการใชกบั พชื สามารถแบง่ สารกำจดั วชั พืชออกได้ 2 ประเภท คือ 1) ประเภทใช้ทางใบ (foliar application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชท่ีเข้าสู่พืชทางใบหรือ ยอดออน ซึง่ สามารถแบงยอยไดอกี คือ (1) ประเภทสัมผัสหรือถูกตาย (contact herbicides) หมายถึง สารประเภทท่ีสามารถ ทำลายพืชไดเฉพาะสวนที่สารไปสัมผสั เทานั้น ไมมีการเคล่ือนยายของสารไปสูสวนอนื่ ๆ ของพชื (2) ประเภทซึมซับ (systemic หรือ translocated herbicides) หมายถึง สารท่ีเม่ือเขาสู พืชแลวสามารถเคลื่อนยายไปสูสวนอื่นของพืชได โดยจะเคลื่อนยายไปตามทออาหาร (phloem) เปนสวนใหญ และจะแสดงผลในการทําลายในจุดตาง ๆ ที่สารประเภทนเี้ คลอ่ื นยายไปถึง 2) ประเภทใชทางดิน (soil application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เขาสูพืชทางรากหรือ สวนอ่ืน ๆ ของพืชท่ีอยูใตดิน ซึ่งรวมถึงใบเลี้ยงหรือยอดออนกอนจะโผลพน พื้นผิวดินดวยมีผลทำให้ สวนขยายพันธุของพืชซ่ึงเร่ิมจะงอกหรือกำลังงอกไดรับอันตราย สารกำจัดวัชพืชประเภทใชทางดินมักจะมีผล ตกคางในดิน (residue) สารบางชนิดอยูในดินไดนานเปนปข้ึนกับชนิดและความเขมขนของสาร และสภาพแวดลอม เชน ความช้นื และชนิดของดิน

๕๘ ๑.3. แบ่งตามกลุ่มเคมี (chemical classification) จําแนกประเภท และกลุมของสารกําจัด วัชพืชตามลักษณะทางเคมไี ด ดงั นี้ คือ 1) ประเภทสารอนินทรีย (inorganic herbicides) เชน ammonium sulfamate (AMS) copper sulfate calcium cyanamide, copper chelate sodium chlorate hexaflurate เป็นต้น มผี ลต่อพืชในลกั ษณะทําลายเซลลพืชเปนสวนใหญ 2) ประเภทสารอินทรีย (organic herbicides) ซ่ึงสามารถแบงยอยออกไดเปนกลุมตาง ๆ ตามโครงสรางหลกั ขององคประกอบทางชวี เคมี 2. การปอ้ งกนั กำจัดโรค การป้องกันกำจัดโรคพืช หมายถึง การปฏิบัติหรือการกระทำใด ๆ ก็ตามในอันที่จะขัดขวางไม่ให้มีโรค เกิด หรอื ไมก่ เ็ พื่อบรรเทาและลดความเสียหายอันอาจเกดิ ขึ้นจากการกระทำของโรคนั้น ๆ โดยทั่วไป โรคสำหรับผักทำความเสียหายให้กับผักน้อยกว่าการทำลายของแมลงศัตรูพืช การป้องกัน กำจดั โรคสามารถทำได้โดยง่ายหากรู้จักชนิดและสาเหตุ ของโรคเพ่ือจะได้ป้องกัน หรอื รกั ษาได้ถูกวิธี แต่ความ เข้าใจของชาวสวนส่วนใหญ่ยังผิดอยู่ท่ีคิดว่าโรคและแมลงศัตรูเป็นชนิดเดียวกัน และใช้สารเคมีป้องก้นกำจัด ชนิดเดียวกันได้ ซ่ึงเป็นความเข้าใจที่สับสน การใช้สารเคมีสำหรับป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชมาใช้กับโรคนั้น ไม่สามารถกำจัดโรคที่ระบาดได้ ทำให้สิ้นเปลืองสารเคมีและยังจะหยุดยั้งการระบาดของโรคไม่ได้ทันท่วงที ชาวสวนควรจะรู้จกั ว่าโรคตา่ ง ๆ มีสาเหตุมาจากอะไร มีลกั ษณะอาการอยา่ งไรและจะตอ้ งปอ้ งกนั กำจดั วิธไี หน จึงจะถกู ตอ้ ง เมือ่ พบอาการของโรคในระยะเร่มิ แรกจะไดร้ ีบป้องกันได้ทันท่วงที โรคบางโรคเกิดเฉพาะฤดกู าล เช่น เม่ือย่างเข้าฤดูหนาวมักจะมีโรคราน้ำค้าง โรคราสนิม โรคราแป้ง ใน ฤดูฝนจะมีโรคแอนเทรคโนสหรือใบจุด ใบเน่า ผลเน่า รากเน่า ฯลฯ เมื่อเรารู้ว่าในฤดูใดหรือเม่ือสภาพดินฟ้า อากาศเป็นอย่างไร จะเกิดโรคอะไรเราก็อาจจะฉีดพ่นยาป้องกันไว้ก่อน เวลาหรือฤดูกาลที่โรคระบาดก็จะช่วย ปอ้ งกันโรคไดท้ ันทว่ งที เรยี กวา่ การปอ้ งกันโดยการทำนายลว่ งหน้า โรคท่มี กั จะพบบอ่ ย ๆ ไดแ้ ก่ 1. โรคแอนแทรคโนส ถ้าไม่มีฝนตกก็อาจจะไม่มีโรคน้ี หรือมีเพียงประปราย ไม่จำเป็นต้องฉีดพ่นยา แต่ถ้ามีฝนตก ติดต่อกันหลายวันหรือเป็นสัปดาห์ และโรคนี้ระบาดรวดเร็ว และร้ายแรงเวลาฝนตกหนัก เราควรฉีดพ่นยา ป้องกันไว้ก่อน 1 หรือ 2 คร้ัง แล้วสังเกตอาการต่อไปว่าจะต้องฉีดพ่นเพิ่มเติมอีกหรือไม่ บางทีฝนหยุดตกโรค กจ็ ะหายไปเองไม่ตอ้ งฉีดยาก็ได้ การป้องกันโรคที่ดีโดยไม่ต้องใช้สารเคมีก็คือ เราต้องเอาใจใส่เร่ืองวิธีเพาะ การดูแลดิน การปฏิบัติบำรุงรักษา การระบายน้ำในแปลงปลูกอย่าให้ขังแฉะ การใส่ปุ๋ยคอกให้มาก ให้ผักแข็งแรงมีความ ต้านทานโรค การรักษาความสะอาดแปลงผักโดยเก็บใบและถอนต้นทิ้งอย่าให้เป็นที่เพาะของโรคได้ การจัด ระยะปลูกให้เหมาะสมไมเ่ บียดแนน่ เกินไป มีการปลูกพืชสลบั หมุนเวียนในแปลงปลูกโดยเลอื ก พชื ทไ่ี มไ่ ด้อยใู่ น ตระกูลเดียวกันหรือชนิดท่ีเปน็ โรคตดิ ตอ่ กันได้ เป็นตน้

๕๙ 2. โรคเนา่ เละ ชาวสวนเรียกว่าโรคเน่า โรคหัวเน่า เกิดกับพืชผักตระกูลกะหล่ำ เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ผักกาดขาวปลี ผักกาดหัว จะเป็นโรคนี้มาก กะหล่ำดอก คะน้า บร๊อคโคลี เป็นน้อย ผักกวางตุ้งและชุนฉ่าย ลักษณะอาการของโรค คือ เกิดแผลฉ่ําน้ำแล้วจะเน่าอย่างรวดเร็วภายใน 3 วัน ทำให้ยุบไปท้ังต้นหรือ ท้ังหวั กล่ินเหมน็ มาก การปอ้ งกันกำจดั 1. เลือกใช้พนั ธทุ์ ตี่ ้านทาน 2. ใช้ยาปฏชิ ีวนะ (สเตรปโตมัยซิน) เชน่ เอกรมี ยั ซิน ฉีดพ่น ท่ัว ๆ แปลงปลกู 3. โรคใบจุดและใบไหม้ เกษตรกรเรียกว่าโรคใบจุดแดง โรคใบจุด โรคใบจุดสีนํ้าตาล โรคใบแห้ง เป็นมากกับผักตระกูล กะหล่ำทุกชนิด ผักที่เป็นโรคน้ีจะเกิดจุดกลมสีน้ำตาลเหลืองและขยายใหญ่เป็นวงกลมซ้อนกันบนใบ แผลเก่า จะเป็นสีน้ำตาล เนื้อเยอ่ื รอบ ๆ แผล เปน็ สีเหลืองแยกกันชดั เจน โรคนีไ้ มท่ ำใหต้ น้ ตายแตจ่ ะทำใหผ้ ลผลิตตกต่ำ เพราะมีใบเหลอื งเสียมาก การป้องกนั กำจัด ให้ทำความสะอาดก่อนปลูกโดยแช่ในน้ำอนุ่ 50 °C นาน 20 นาที ฉีดพ่นด้วย ยาโซเนป มาเนป มาโคเซป ทุกอาทติ ย์ต้ังแต่ระยะตน้ กลา้ จนถึงระยะโตเต็มวัย การฉีดยาปอ้ งกันกำจัดเชอ้ื รา อยู่เสมอๆ ช่วยป้องกันเช้ือราน้ีและเชื้อราอื่น ๆ อีกด้วย ยาทุกชนิดได้ผลดี ยกเว้น ยาเบนโบมิล หรือเบนเลท และกำมะถนั ท่ไี มใ่ หผ้ ลแตอ่ ย่างใด 4. โรคไสด้ ำ หรือที่ชาวสวนเรียกว่า โรคโอกึน เป็นกับผักตระกูลกะหล่ำและผักกาด เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักกาดขาว ผักกาดเขียว ไส้ของผักท่ีเป็นโรคจะช้ำน้ำ จะแตกแยกออก ทำให้ไส้กลวง เกิดเพราะ ขาดธาตุโบรอน เชื้อแบคทีเรียโรคเน่าเละ จะเข้าไปช่วยทำให้ผักเน่าอย่างรวดเร็วและเน่าตายในท่ีสุด บร๊อคโคลแ่ี ละกะหล่ำดอก จะแสดงอาการช่อดอกเน่าดำ ผกั กาดเขยี วทีเ่ ป็นโรคนเี้ มอื่ เอาไปดองแล้วสีจะไมส่ วย 5. โรคเนา่ คอดิน หรือโรคกลา้ เน่าตาย โรคโคนเน่า เกิดกบั แปลงเพาะกล้าของผักตระกูล ผักกาดและกะหล่ำต่าง ๆ พริก มะเขือ มะเขือเทศ หรือเรียกได้ว่าผักทุกชนิดเป็น โรคนี้ ผักจะเร่ิมเน่าท่ีโคนต้นเหนือระดับดินขึ้นมาเป็น แผลสีน้ำตาล ทำให้ต้นกล้าหัก พับและเห่ียวแห้งตายในที่สุด มักเกิดกับแปลงปลูกกล้าท่ีแน่นทึบเกินไปและมี ความชน้ื สงู การป้องกนั กำจดั 1. อยา่ หว่านเมล็ดผักใหแ้ นน่ เกนิ ไป 2. คลุกเมล็ดด้วยแคปแทน หรือ ไธรมั ก่อนหว่าน 3. ใชย้ าเทอราคลอ ซึ่งเปน็ ยากำจัดเชอื้ ราท่ีได้ผลดี ละลายน้ำในอัตรา ความเข้มข้นน้อย ๆ รดแปลงกลา้ 1-2 คร้งั หลังหว่านเมลด็ หรอื โดยทัว่ ไปก็ใชย้ า ไซเนป มาเนปละลายนำ้ รดกไ็ ด้ผลบา้ ง

๖๐ 6. โรคเนา่ ดำ เกิดกับผักกะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักกาดขาว ผักกาดเขียว ผักที่เป็นโรค ขอบใบแห้งไปตาม เส้นใบเป็นรูปสามเหล่ียม เนื้อเย่ือส่วนหนึ่งแห้งจะเห็นเส้นใบเป็นสีดำ ทำให้ใบเหลืองและแห้งลุกลามเข้าไป ยงั เส้นกลางใบ กา้ นใบ จนทวั่ ต้นและแหง้ ตายในทสี่ ดุ การปอ้ งกนั กำจัด 1. ทำความสะอาดเมล็ดก่อนปลกู โดยการแช่ในน้ำอุ่น 50°C. นาน 20 นาที 2. ไมป่ ลูกพืชตระกูลผกั กาดและกะหล่ำซำ้ ท่ีอย่างน้อย 2 ปี 3. ถ้าพบต้นทเี่ ป็นโรค ใหถ้ อนไปทำลายทันที 7. โรครานาํ้ คา้ ง ชาวสวนเรียกว่าโรคใบกรอบ โรคใบลาย พบในผักกาดหอม ผักกาดขาว คะน้า ผักกาดหัว ผักกวางตุ้ง แตงกวา แตงโม บวบ มะระ ฟักทอง ฟักเขียว ที่ใบจะเกิดแผลสี่เหลี่ยมสีน้ำตาลประปรายทำให้ ใบแหง้ ด้านใต้ใบบริเวณแผลจะพบขุยสีขาว ซง่ึ เป็นสปอร์ของเชอ้ื รา การปอ้ งกันกำจัด ใช้ยาแมนเซทดี หรือไดเธน เอม-45 ฉีด 4-7 วันก่อนออกดอก หรือใช้ยาป้องกันกำจัด เช้อื ราอน่ื ๆ 8. โรคแอนแทรคโนส ผักที่เป็นโรคน้ีมาก คือผักกวางตุ้ง ผักกาดขาว พริก (เรียกโรคกุ้งแห้ง) หอม กระเทียม แตงโม แตงกวา แตงแคนตาลูป มะระ เกิดเป็นแผลวงกลมสีน้ำตาล หรือดำ เกิดอาการเน่า แผลบุ๋มลึกลงไปใบหักพับ เกดิ ทั้งทดี่ อก ใบ และผล การป้องกันกำจัด 1. คดั เลอื กเมลด็ พนั ธ์ุท่ีปลอดจากโรคน้ี กอ่ นปลกู คลกุ เมล็ดด้วยยา ป้องกันเช้อื รา 2. ฉีดยาปอ้ งกันกำจัดเชอ้ื รา เชน่ ไซเนป มาเนป ฯลฯ สกั 1 -2 คร้ัง ตอ่ ฤดูปลกู 9. โรคราแปง้ ขาว เกดิ กับแตงกวา แตงโม มะเขือเทศ ถว่ั ต่าง ๆ พรกิ และพชื ผักต่าง ๆ จะเห็นเปน็ กลุ่มราสีขาวหรือ เทาบนใบ แต่พรกิ พบทใี่ ต้ใบ จะดูดน้ำเลี้ยงจากใบทำให้ใบหงิกงอ ใบเปล่ียนเปน็ สีเหลืองและน้ำตาลระบาดงา่ ย ในช่วงอากาศแห้งหรือหนาว การป้องกันกำจัด 1. ตัดใบหรอื ถอนตน้ ที่เปน็ โรคท้ิง 2. ใช้กำมะถันผงละลายน้ำฉดี พ่นในอตั รา 2-3 ชอ้ นแกง/น้ำ 1 ปบี ฉีดพน่ ในเวลาเย็น สปั ดาหล์ ะครั้ง 3. ถา้ เปน็ รุนแรงใช้การป้องกนั กำจดั เช่น เบนเลท ฟนั ดาโซล-50 แคราเทน พาราเทน ฯลฯ

๖๑ เรื่องที่ ๒ การเกบ็ เกย่ี วผลผลิต 1. การจำแนกประเภทพชื ของการเก็บเก่ียว 1.1 พืชผักกินราก เช่น ผักกาดหัว มันเทศ แครอท บีท ต้องเก็บเก่ียวตามอายุและขนาดท่ีกำหนดไว้ อย่าปล่อยให้แก่จนฟา่ มหรอื มเี สี้ยน และต้องไมข่ ดุ ให้เกิดแผลหรอื รอยช้ำ 1.2 พืชผักพวกลำต้นใต้ดิน เช่น มันฝร่ัง เผือก ควรปล่อยให้ใบแห้งก่อนเก็บเก่ียว เพื่อให้มีเปอร์เซนต์ ความชน้ื ตำ่ การใชเ้ ครือ่ งทุ่นแรงเก็บเกย่ี วผลผลติ ต้องระวงั ปัญหาการถกู ทำลายของหวั 1.3 พืชผักกินใบและกินต้น เช่น ผักกาดหรือกะหล่ำต่าง ๆ เก็บเก่ียวเมื่อต้นเจริญได้คุณภาพเต็มท่ีโดยใช้ มีดคม ๆ ตัดให้ถึงโคนใกล้ชิดรากมากท่ีสุด และควรเก็บเกี่ยวให้เสร็จภายในครั้งเดียว การเก็บเกี่ยวในตอน เช้าตรู่ต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง เพราะจะเกิดปัญหาการเปราะหักของใบ และจะเป็นผลทำให้เกิดโรค เน่าระบาดอย่างรวดเร็ว รอยแผลตัดควรทาสารป้องกันเข้าทำลายของเชื้อจุลินทรีย์ เช่น ปูนแดง บอแรก คลอรอก และยาฆา่ เชื้อตา่ ง ๆ 1.4 พืชผักพวกหอม กระเทียม เก็บเกี่ยวเม่ือโคนต้น (Core) แห้งหรือปลายใบโค้งงอลง โดยทำการขุด ขน้ึ มาทง้ั ตน้ แลว้ ทิง้ ไวใ้ นแปลง 1-2 สปั ดาห์ เพอ่ื ให้ต้นและหวั แห้ง ก่อนท่จี ะทำการเก็บรกั ษา 1.5 พืชผักกินได้ เช่น บร็อคโคลี และกะหล่ำดอก เก็บเกี่ยวเมื่อดอกอัดแน่นและขยายใหญ่เต็มท่ีโดยตัด ที่โคนต้นให้มีใบติดมาด้วย 3-4 ใบ เพื่อใช้ห่อดอก ป้องกันการถูกกระทบกระแทกในขณะขนส่ง การใชแ้ ผ่นพลาสติกหอ่ หุ้มหวั แต่ละหวั จะลดปญั หาการสูญเสียได้ 1.6 พืชผักกินผลและเมล็ด เช่น ข้าวโพดหวาน ถ่ัวต่าง ๆ แตงต่าง ๆ ควรเก็บในตอนเช้า จะทำให้ เปอร์เซ็นต์น้ำตาลสูงกว่าการเก็บในตอนบ่าย และเก็บโดยใช้มีดตัดโดยระมัดระวัง อย่าให้ผลผลิตตกลงพื้นดิน ในระหว่างเกบ็ เกยี่ ว 2. หลกั การเกบ็ เกยี่ วพชื ผัก 2.1 การเก็บเก่ียวผลผลิตของผัก เป็นขั้นตอนสุดท้ายในภาคสนาม การเก็บเก่ียวพืชผักแต่ละชนิดต้อง พิจารณาจากสง่ิ ต่อไปนี้ 1) ศึกษาอายุการเก็บเกี่ยวของผัก พืชผักแต่ละชนิดจะมีอายุการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมค่อนข้างคงท่ี ผู้ปลูกจึงควรเก็บในช่วงเวลาท่ีกำหนด อย่าเก็บก่อนหรือหลังระยะเวลากำหนดมากเกินไป เพราะจะทำให้ คุณภาพของผลผลิตเปลย่ี นแปลง เช่น ผักกาดหัวเก็บเก่ยี วเม่ืออายุ ประมาณ 45-60วัน ถั่วพู อายุ40-45 วัน เป็นตน้ 2) การสังเกตลักษณะของผัก การเก็บเก่ียวพืชผักโดยการสังเกตด้วยสายตา ต้องอาศัยความชำนาญ จากประสบการณ์ คอื สงั เกตรูปร่าง สี และลักษณะอื่น ๆ ประกอบกัน เช่น ฟักเขียวจะเร่ิมเก็บเมื่อเถาเริ่มเหี่ยว ใบเหลือง ผลโตเต็มที่ เป็นตน้ 3) การฟังเสียง พืชผักหลายชนิดที่ผู้ปลูกใช้วิธีเคาะหรือดีดเพื่อฟังเสียงแล้วบอกได้ว่า แก่หรืออ่อน เชน่ แตงกวา แตงโม 4) ช่วงเวลาการเก็บเก่ียว ผักบางชนิดต้องเก็บตอนเช้าอากาศไม่ร้อน เช่น ข้าวโพดฝักอ่อน เพราะถ้าหากเก็บค้างคืนแล้วความหวานจะลดลง ส่วนผักที่ก้านเปราะหักง่าย ควรเก็บตอนท่ีมีแดด เพ่ือใหต้ ้นคายนำ้ ออกไปบ้าง กา้ นจะไม่หกั งา่ ย

๖๒ 2.2 วิธีการเก็บเก่ียวผลผลิตของพชื ผัก การเกบ็ เก่ียวพืชผักสามารถทำไดห้ ลายวธิ ี เชน่ 1) การเก็บเก่ียวด้วยมือ เช่น การใช้มือเด็ด หัก ปลิด ขุด ถอน หรือใช้เครื่องทุนแรงอย่างง่าย เชน่ มีด ขอ เคยี ว กรรไกร จอบ เสียม ตระกรอ้ เปน็ ต้น เป็นวธิ ีการเก็บเก่ยี วที่นยิ มใชก้ นั มาก 2) การเก็บเก่ียวโดยใช้เคร่ืองจักร โดยอาศัยเคร่ืองทุ่นแรงขนาดใหญ่เข้าช่วย ส่วนมากใช้ใน การเก็บเกย่ี วผักเพอ่ื การคา้ 2.3 ระยะเวลาในการเก็บเกย่ี ว การเกบ็ เกย่ี วพืชผักสวนครัวโดยท่ัวไปแบ่งเปน็ 3 ประเภท คอื 1) การเก็บเกี่ยวเม่ือผักยงั อ่อน เชน่ แตงกวา บวบ ถ่ัวลนั เตา ผกั ตำลงึ ฯลฯ 2) เกบ็ เก่ยี วเมื่อผักโตเต็มท่ี เชน่ ฟักทอง กะหลำ่ คะนา้ ฯลฯ 3) การเก็บเกย่ี วเม่ือผลสุก เช่น มะเขือเทศ แตงไทย ฯลฯ 2.4 ลกั ษณะของผักท่ีควรเกบ็ เกีย่ ว ตารางแสดงอายุและลักษณะของผักบางชนิดทค่ี วรเกบ็ เกี่ยว ชอื่ ผกั ประมาณอายจุ ากวนั ปลูกถึงเก็บ ลกั ษณะทีเ่ หมาะแก่การเก็บเกย่ี ว คะนา้ 45-60 วันจากวันยา้ ยปลูก หัวแนน่ ใส เคาะดมู ีเสียงแนน่ แลหนัก สีครีมอ่อน แน่น ผักกาดขาวปลี 45-60 วนั จากวนั ย้ายปลกู ลำตน้ อวบ ใบขยายเต็มทีห่ รือมดี อก ขณะทก่ี ำลงั ห่อปลี แนน่ ขาว ผักกาดหอม 50 วนั จากวนั เพาะเมลด็ ขณะทยี่ งั ไม่ออกดอก กำลังเข้าปลี กา้ นใบอวบอ้วน ผกั กาดเขียวปลี 40-60 วันจากวันเพาะเมลด็ ต้นเขยี วสด อ้วน หัวยงั ไม่พอง ขณะท่ยี งั ไม่ออกดอก กำลงั ข้ึนลำออกดอก หอมแบ่ง 40-50 วันจากวนั เพาะเมล็ด ขณะที่ยงั อ่อนอยู่ ผักชี 60 วนั จากวนั เพาะเมล็ด ฝักเจรญิ เต็มที่ แต่ฝักยังไมพ่ อง ขณะทฝี่ ักยงั อ่อน เมลด็ ยังไม่แก่ ผักกวางตงุ้ 50 วันจากวนั ปลกู ต้งั แต่ผลเริม่ เปล่ยี นสีเป็นสีขาวนวล สเี หลอื ง หรือสีแดง ผกั บุง้ 40-50 วันจากวันปลกู ขณะทีผ่ ลฟู สีเขยี วอ่อน ถัว่ ฝักยาว 35-45 วันจากวนั ปลูก ผลยงั ออ่ นและยังมีขนอ่อน ถว่ั ลันเตา 50-60 วันจากวนั ปลูก มะเขือเทศ 45-60 วนั จากวันปลกู หัวยังไมฟ่ า่ ม ต้นยงั ไมอ่ อกดอก มะระ 60-80 วนั จากวนั ย้ายปลูก แตงกวา 50-60 วันจากวนั ปลกู ผักกาดหวั 45-60 วันจากวนั ปลกู 50-70 วนั จากวนั ปลกู แหลง่ ท่มี าข้อมลู :https://sites.google.com/a/nwit.ac.th/

๖๓ 3. เทคโนโลยีหลังการเกบ็ เก่ยี วของพชื ผกั ความรู้ทางเทคโนโลยีหลังการเกบ็ เก่ียว สามารถทำให้ผลิตผลมีคณุ ภาพดแี ละอายกุ ารเก็บรักษานานขึ้น ระหวา่ งรอการจำหน่าย สามารถขนสง่ ผลิตผลได้ถกู ตอ้ งตามหลักวชิ าโดยไมท่ ำให้ผัก ผลไม้ และดอกไม้ ชอกช้ำ เสียหาย ลดการเส่ือมสภาพของผลิตผลอันเนื่องมาจากเช้ือจุลินทรีย์ และอาจช่วยส่งเสริมการส่งไปจำหน่าย สถานท่ีท่ีห่างไกล หรือส่งออกนอกประเทศอันเป็นการเพ่ิมรายได้แก่เกษตรกร และแก่ประเทศ สามารถพยุง ราคาสินค้าไม่ให้ตกต่ำในระหว่างฤดูกาลที่มีผลิตผลมากและล้นตลาด ในปัจจุบันผลิตผลพืชสวน มีการพัฒนาการผลิต ทั้งด้านการปรับปรุงพันธ์ุ การใช้ปุ๋ย การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชได้ก้าวหน้าไปเป็นอัน มาก แต่ในขณะเดียวกันยังมีผลิตผลพืชสวนบางส่วนสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะขาดการดูแลเอาใจใส่ ท่ดี ีพอภายหลังการเก็บเกี่ยว สำหรับประเทศไทยแม้ว่าส่งผลติ ผลทางการเกษตรเป็นสินคา้ ออกได้ปีละนับแสน ล้านบาท แต่มูลค่าการส่งออกของผัก ผลไม้ และดอกไม้ยังนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับธัญพืชสาเหตุสำคัญ ประการหนึ่งคือ เทคโนโลยหี ลังการเก็บเก่ียวยงั ไม่ดีพอ ประกอบกับผลิตผลกลุ่มนี้มกี ารเสอ่ื มสภาพคอ่ นข้างเร็ว อีกท้ังผู้บริโภคยังไม่ค่อยเห็นความสำคัญ นอกจากน้ีเกษตรกร พ่อค้าหรือผู้ส่งออก ยังไม่มีความรู้ ทางด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเก่ียวท่ีจะนำมาประยุกต์ใช้กับผลิตผลการจัดการผลิตผลหลังการเก็บเก่ียว รวมถึงการเก็บรักษาผลิตผลจึงทำตามเทคนิคที่ได้จากการสังเกต ที่ลงทุนไปรวมทั้งเป็นการสูญเปล่า ในด้านการจัดการต่าง ๆ หลังเก็บเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นการคัดล้าง บรรจุขนส่ง และการตลาด หากคิดจะทำ การค้าผลิตผลพืชสวนให้เป็นระดับอุตสาหกรรมแล้วความรู้ในเร่ืองเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวพืชสวน จงึ มคี วามสำคัญยิ่ง วิทยาการหลังการเก็บเก่ียว หมายถึง การปฏิบัติต่าง ๆ เพ่ือถนอมรักษาและเพิ่มมูลค่าของผลผลิตให้ ผลผลิตท่ีได้จากการเก็บเก่ียวน้นั มีคุณภาพดีที่สุด เกบ็ รักษาไวไ้ ด้นานที่สุด และนำไปใช้ประโยชน์หรือจำหน่าย ได้ราคาดีที่สุด ด้วยเหตุนี้วิทยาการหลังการเก็บเก่ียวจึงมีความสำคัญต่อการปลูกพืชทุกชนิด ทั้งท่ีปลูกไว้เพ่ือ บริโภคในครัวเรือนและปลูกเพื่อเป็นการค้า เพราะจะช่วยให้เราได้รับผลผลิตจากพืชคุ้มค่ากับการลงทุน ท้ังการใช้ทีด่ นิ แรงงาน เงินทนุ เวลา และความร้คู วามสามารถซงึ่ ถอื เป็นตน้ ทุนทั้งส้นิ เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวเป็นการเรียนรู้การเปล่ียนแปลงทางสรีรวิทยาและทางชีวเคมีของผลิตผล ตลอดจนปัจจัยด้านต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลเก่ียวช้องกับการเปล่ียนแปลงดังกล่าว เพ่ือให้เข้าใจและสามารถปฏิบัติ ต่อผลิตผลได้ถูกตอ้ งเหมาะสม ซ่งึ มแี นวทางการศึกษาพอสงั เขป ดงั นี้ 1. มีกระบวนการหลายอย่างต้านสรีรวิทยาของพืช พร้อมท่ีจะแสดงออกมาในเวลาท่ีถูกเก็บเกี่ยวออก จากตน้ 2. เม่ือผลิตผลถูกตัดออกจากต้น เรื่องแรกท่ีเป็นผลกระทบ คือ ผลิตผลจะถูกตัดขาดจากน้ำแร่ธาตุ สารอนิ ทรยี ต์ ่าง ๆ จากต้นพชื โดยส้ินเชงิ 3. ผลิตผลบางอย่างท่ีมีสีเขียวของคลอโรฟิลล์ติดอยู่กับส่วนท่ีตัดมา อาจทำให้มีการสังเคราะห์แสง อยบู่ ้าง สามารถทำใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลงทางชวี เคมีต่อไปได้

๖๔ 4. ชิ้นสว่ นของพืชท่ถี ูกตดั แยกออกมาจะมีการเปล่ียนแปลงท่สี ำคัญ บางอยา่ งท่ไี ม่เหมือนครง้ั ติดอยู่ กับตน้ เชน่ 1) กระบวนการสกุ (Ripening) ของผล เชน่ กล้วย ทุเรยี น มะม่วง 2) การงอกของหน่อ (Sprouting) เชน่ หัวมนั หอมหวั ใหญ่ 3) การเกิดความเหนียว (Toughening) เม่ือตัดมาเปน็ เวลานาน เช่น หน่อไมฝ้ รง่ั 4) การเกิดสเี หลือง (Yellowing) เช่น ผกั ใบชนดิ ต่างๆ หรือผลไม้บางชนดิ 5) การเสื่อมสลายดว้ ยตัวเองท่ีไม่ได้เกิดจากเชือ้ จลุ ินทรยี ์ (Senescence) เชน่ ผลกลว้ ยทส่ี กุ งอม 5. ต้องเข้าใจกลไกลทางชีวเคมีท่ีอยู่ในชิ้นส่วนของพืชท่ีถูกตัดขาดจากตัน ซ่ึงบางส่วนเราสามารถ ควบคุมได้ 6. ต้องทราบว่าช้ันตอนการเปลี่ยนแปลงของผลิตผลไปสู่การมีคุณภาพดีหรือเลวนั้น มีข้ันตอน อย่างไรบ้าง ซ่งึ เราสามารถนำไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้ 7. เน่ืองจากผลิตผลอยู่ในสภาพแวดล้อม เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจสภาพแวดล้อมกับพืช ว่ามีปฏิกริ ยิ าต่อกันอย่างไร การจัดการผลผลิตภายหลังการเก็บเกี่ยว หมายถึง การกระทำท่ีเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต ที่เก็บเกี่ยวแล้ว และลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผลผลิตนั้น ซึ่งจะต้องเก่ียวข้องกับขั้นตอนของการจัดการ ตามลำดบั ก่อนหลงั ดงั น้ี 1. การทำความสะอาดผลผลิต เป็นการทำเพ่ือให้ผลผลิตมีความสวยงาม สะอาดปราศจาก สง่ิ สกปรกและสารพิษท่ปี นเป้อื น ซงึ่ มีวธิ ีการทน่ี ยิ มใช้ 3 วธิ ีดังน้ี 1) การใช้มือและมีด เพ่ือเก็บและตัดส่วนท่ีไม่ต้องการออก เช่น ใบที่แก่ ชิ้นส่วนของวัชพืช ส่วน ทเี่ น่าเสยี สง่ิ ที่ปนเปื้อนและมองเห็นได้ ฯ 2) การใช้น้ำล้าง และใช้แปรงขัดถู เพ่ือชำระล้ างส่วนที่ปนเป้ือนที่เป็นละอองเล็ก ๆ เช่นฝุ่นละออง เศษดิน และซากของอนิ ทรยี วตั ถตุ ่าง ๆ 3) การใช้ลมเป่า ใช้กับผลผลิตพืชที่ไม่สามารถจะล้างด้วยน้ำได้ เช่น ผลผลิตจำพวก ไม้ผล ได้แก่ ทเุ รยี น นอ้ ยหน่า มังคุด ซงึ่ มักจะมเี พลีย้ หอย เพลย้ี แป้ง เกาะติดอยู่กบั ผล 2. การคัดขนาดผลผลิต เป็นการจัดหมวดหมู่ของผลผลิต เช่น ขนาด เล็ก-กลาง-ใหญ่- ใหญ่พิเศษ ,อ่อน-แก่- สุก- งอม มีตำหนิ-ไม่มีตำหนิ ซ่ึงจะทำให้ผู้ผลิตไม่ถูกต่อว่าจากผู้ซ้ือในภายหลัง วิธีการท่ีใช้ เพอื่ การคดั ขนาดผลผลิต มีดงั ตอ่ ไปน้ี 1) การคัดโดยการใช้สายตาสังเกต ดว้ ยการดู รปู ร่าง ความเล็ก-ใหญ่ ยาว สน้ั สวยงาม 2) การคัดโดยการใช้เคร่ืองมือท่ีเรียกว่าเคร่ืองคัดขนาด ใช้สำหรับการคัดผลไม้ท่ีมีรูปร่างของผล ท่แี น่นอนแตแ่ ตกต่างกนั ทข่ี นาดของผล เช่น สม้ มะม่วง มงั คดุ ฝรั่ง สมโอ ฯ 3) การคดั โดยใชเ้ ครื่องชงั่ น้ำหนักหรือตาชง่ั ใชส้ ำหรับผลผลิตที่มรี ูปรา่ งไม่แน่นอน เชน่ ทเุ รียน ฟักทอง ขนนุ เงาะ มะละกอ ฯ

๖๕ 3. การบรรจุ หีบห่อผลผลิต รวมความถึงการบ่มผลผลิตบางชนิดด้วย) เพ่ือเป็นการป้องกัน ความเสียหายท่ีจะเกิดข้ึนในขณะที่ขนส่งผลผลิตจากแหล่งผลิตไปสู่ผู้บริโภค อีกท้ังยังช่วยป้องกันการคละกัน ของผลผลิตที่ได้มีการคัดขนาดไว้แล้ว การบรรจุและหีบห่อผลผลิตท่ีเป็นผลผลิตพืช ควรท่ีจะต้องคำนึงถึง หลักการท่ีสำคญั ดังนี้ 1) ต้องคำนึงถึงรูปร่างลักษณะของผลผลิต พวกที่มีน้ำหนักเบา ขนาดเล็ก ใช้ภาชนะ ขนาดเล็ก เช่น ถงุ พลาสติก กล่อง ตะกร้า ชะลอม พวกที่มีนำ้ หนักมาก ใชภ้ าชนะขนาดใหญ่และแข็งแรง 2) คำนึงถึงการสูญเสียน้ำและการรักษาความแห้ง เช่นผัก ควรบรรจุในภาชนะท่ีป้องกันการเสีย นำ้ หอม กระเทยี ม ควรบรรจุในภาชนะที่โปรง่ และอากาศถา่ ยเทได้สะดวก 3) คำนงึ ถงึ ลักษณะของภาชนะทีใ่ ช้บรรจุ ควรใหส้ อดคลอ้ งกบั ผลผลิตและการจูงใจผซู้ อ้ื 4. การจัดจำหน่าย เน่ืองจากผลผลิตทางการเกษตรเป็นสิ่งท่ีเน่าเสียได้ง่าย ภายหลังจากท่ีได้มี การบรรจุหีบห่อ แล้วจึงควรท่ีจะต้องเร่งรีบระบายผลผลิตออกไปสู่ผู้บริโภคให้เร็วที่สุดเทาที่ท่ีจะทำได้ ดังน้ัน การจำหน่ายผลผลติ จึงมที างเลือกไดเ้ พยี ง 2 ทางเลือกเทา่ นนั้ คือ 1) จำหน่ายส่ง ให้กับคนกลาง (ที่เรียกว่าขายส่ง) ที่ทำหน้าที่ในการรวบรวมผลผลิตจาก ทุกทิศทางที่มีอยู่ในพ้ืนท่ี ทางเลือกนี้มีข้อเสีย คือ มักจะถูกกดราคา ผู้ขายไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ ตามท่ีต้องการ ราคามักจะเกิดจากการต่อรองของผู้ซื้อ เพราะผู้ซื้อน้ันเขาไม่ง้อคนขาย โดยเฉพาะผลผลิต ทเี่ ป็นไปตามฤดูกาล และเปน็ บคุ คลท่ีเร่ิมตน้ กับการขายผลผลิตด้วยตนเอง แต่กเ็ ปน็ ทางเลอื กที่ตอ้ งเลอื ก 2) จำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ในลักษณะของการขายปลีกให้กับผู้ซือ้ แต่ละคน ทางเลือกน้ี มีข้อดี คือผู้ขายสามารถที่จะกำหนดราคาขายเองได้ตามท่ีต้องการ แต่มีข้อเสียคือไม่สามารถที่จะหาผู้ซ้ือเป็น จำนวนมาก ๆ รายได้ อีกท้ังยังจะตอ้ งมพี าหนะขนส่งผลผลิตดว้ ย จงึ จะจำหนา่ ยผลผลิตได้มา 5. การเก็บรักษาผลผลิตให้คงสภาพที่ดี หมายถึงการยืดอายุของผลผลิตท่ีได้เก็บเกี่ยวแล้วออกไป ให้นานท่ีสดุ โดยที่ผลผลติ น้ันยังคงมีคณุ ภาพเหมอื นเดิม หรือเสื่อมคุณภาพลงให้น้อยที่สุด ในกรณที ่ีผลผลิตนั้น ยังสดและยงั ไมไ่ ด้ผ่านการแปรรูป วิธีการทใี่ ช้ เพื่อยืดอายผุ ลผลติ นน้ั มี 3 วิธี ดงั น้ี 1) การเก็บรักษาไว้ในโรงเรอื นที่แห้งและมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพ่ือเป็นการลดความร้อน และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ท่ีเกิดข้ึนจากขบวนการหายใจของผลผลิต ทำให้การเข้าทำลายซ้ำของจุลินทรีย์ เกิดขน้ึ ไดย้ าก ผลผลิตจึงไมเ่ น่าเสีย เชน่ หอมแดง กระเทยี ม มันฝรัง่ ข้าวโพด กะหล่ำปลี ฯ 2) การเก็บรกั ษาในที่ที่มีอุณหภูมติ ำ่ เพอ่ื ลดอัตราการคายน้ำ การหายใจ 3) การใช้สารเคลือบผิว (Wax) ใช้เคลือบเพ่ือลดการสูญเสียน้ำไปจากผลผลิต โดยไขที่ใช้น้ัน ใชไ้ ด้ทั้งไขจากพชื และสัตว์ ตลอดจนไขจากผลิตภณั ฑป์ โิ ตรเลย่ี ม เชน่ สม้ แอปเปิ้ล มะมว่ ง ฯ

๖๖ กจิ กรรมทา้ ยบทท่ี ๖ คำชแี้ จง : ให้ผเู้ รียนตอบคำถามตอ่ ไปนี้ให้ได้ใจความสมบรู ณ์ ๑. ปจั จยั ท่สี ง่ ผลกระทบตอ่ ศัตรูพชื มกี ่ีประเภท ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒. ลมส่งผลกระทบตอ่ ศตั รพู ืช อยา่ งไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓. วธิ ีเกบ็ เกย่ี วพืชผกั ปลอดสารพิษ สามารถแบ่งออกได้กี่วิธี อะไรบา้ ง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

๖๗ แบบทดสอบหลงั เรียน คำช้ีแจง ใหผ้ ้เู รยี นทำเครอื่ งหมาย  ทบั ข้อคำตอบทถ่ี ูกตอ้ งที่สดุ 1. สาเหตุท่ีทำให้การปลูกพชื ไดผ้ ลผลติ ไม่ตรงตามพนั ธ์ุ คอื ขอ้ ใด ก. เกดิ จากพนั ธกุ รรม ข. อณุ หภูมไิ มเ่ หมาะสม ค. ดนิ ปลกู ไมม่ ีธาตอุ าหาร ง. ไดร้ บั แสงสวา่ งไม่เพยี งพอ ๒. การย้ายกล้าผักมาปลกู ควรย้ายเมือ่ ใด ก. รากเรม่ิ งอก ข. มอี ายุ 1 เดือน ค. มีใบจรงิ 2-3 ใบ ง. ลำต้นเทา่ ไส้ดนิ สอดำ ๓. ถ้าเลอื กชนดิ และพันธ์พุ ืชที่ไม่เหมาะสมกบั ท้องถนิ่ มาปลูก จะเกิดผลอย่างไร ก. เจริญเติบโตชา้ ข. โรคและแมลงรบกวน ค. ใหผ้ ลผลติ ชา้ ราคาถูก ง. ต้องดูแลรักษามากขึ้น ๔. ข้อใดควรคำนงึ ถงึ การเลอื กซ้ือเครื่องมอื ในการเกษตรมากทีส่ ุด ก. ราคาไมแ่ พง ข. มาจากต่างประเทศ ค. ความนยิ มในทอ้ งถิ่น ง. ความสนใจของเกษตรกร ๕. การทต่ี ้นกลา้ ขึ้นมาแนน่ จนเกินไปจะเกดิ อะไรขน้ึ ก. ตน้ โตสมบูรณ์ดี ข. โคนตน้ กลา้ จะเน่า ค. ความชนื้ ในดินลดลง ง. ดินมคี วามสมบรู ณ์ตำ่ ๖. การเก็บเกย่ี วผกั เพือ่ การจำหน่าย ควรเก็บเม่ือใด ก. เม่อื ยงั อ่อนอยู่ ข. แลว้ แต่ชนิดของผกั ค. เม่อื ผักนนั้ ขาดตลาด ง. แกจ่ ัดหรือใกล้ ๆ สุก ๗. การขยายพันธพุ์ ืชมีความหมายอย่างไร ก. การรักษาพันธุพ์ ืช ข. การเพมิ่ จำนวนต้นพืช ค. การเปล่ียนแปลงพันธพ์ุ ืช ง. การทำให้พืชมีลักษณะเดิม ๘. การเก็บเกีย่ วเมล็ดพืชจำพวกขา้ วโพดไว้ทำพันธุค์ วรเกบ็ เกี่ยวในช่วงใด ก. ชว่ งเช้า ข. ช่วงกลางวนั ค. ชว่ งกลางวนั ทม่ี แี ดดจดั ง. ถูกทกุ ขอ้ ๙. พืชผกั ปลอดสารพษิ หมายความว่าอยา่ งไร ข. พืชท่เี กดิ เองตามธรรมชาติ ก. พชื ผักทีส่ วยงาม ง. ถูกทุกข้อ ค. พืชผกั ทไ่ี มม่ สี ารพิษหรอื มใี นระดับทปี่ ลอดภัย ๑๐. ในการปลกู พชื ผกั นั้น เราควรพจิ ารณาถงึ สภาพของพื้นทใ่ี นข้อใดมากที่สดุ ก. แรงงาน แหล่งน้ำ เพ่อื นบา้ นแหล่งน้ำ ข. ลักษณะของดิน แรงงาน แหล่งนำ้ ค. ใกล้ตลาด การคมนาคมสะดวก แหลง่ น้ำ ง. ขนาดของพน้ื ท่ี ปัญหาเรื่องเพื่อนบา้ น

เฉลยกจิ กรรม แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน ข้อ คำตอบ ๑ค ๒ค ๓ค ๔ค ๕ข ๖ข ๗ข ๘ค ๙ค ๑๐ ข เฉลยกจิ กรรมทา้ ยบทท่ี 1 ๑. ก. เพอ่ื เพิม่ ผลผลติ ๒. ง เกษมปลูกผักไว้กนิ เอง เหลือก็แบง่ ปันเพื่อนบา้ น ๓. ข. ตรามาตรฐานระบบเกษตรอนิ ทรีย์ สำนักงานมาตรฐานสินคา้ เกษตรและอาหารแห่งชาติ - มกอช. ๔. ง. พชื ผักทป่ี ลูกภายในบริเวณบ้านเพื่อใชผ้ กั บริโภคภายในครอบครัว ๕. ง. ผักเปน็ พชื อายุส้นั สามารถปลกู ได้หลายครง้ั ในหน่ึงฤดกู าล

เฉลยกิจกรรมท้ายบทที่ ๒ คาํ ชี้แจง : ให้ผเู้ รียนตอบคาํ ถามต่อไปนใี้ ห้ไดใ้ จความสมบูรณ์ อุปกรณท์ างการเกษตร การใช้งาน การเก็บรกั ษา ช้อนปลกู มหี น้าที่ขดุ หลมุ ย้ายต้น ลา้ งให้สะอาด และเช็ดให้แห้ง แล้วทา กล้า ตักดิน และตักปุ๋ย พืช น้ำมันตรงสว่ นที่เป็นโลหะเพื่อป้องกัน สนิม บัวรดน้ำ ใช้สำหรับรดนำ้ พชื นำ้ ทีอ่ อก จากฝักบัวจะเปน็ ฝอยกระจายทัว่ ต้นพืช ภายหลังการใช้แล้ว ควรล้างทำความ ทำใหพ้ ืชไดร้ บั นำ้ อย่างท่ัวถึง สะอาดถังตัวถังและฝักบัว อย่าให้เศษ และสว่ นต่างๆ หญ้าหรืออยา่ งอ่ืนอุดตนั แลว้ คว่ำเกบ็ เข้าที่ มดี ดายหญา้ ใชส้ ำหรับดายหญา้ หรอื ถาง ก่อนใช้ควรตรวจดูว่าด้ามแน่นดหี รอื ไม่ หญ้าที่ขน้ึ สงู ซงึ่ ไม่สามารถท่ีจะใช้กรรไกร ขณะใช้มีดดายหญ้าตอ้ งระมัดระวงั ให้ ตดั หญา้ ได้ มาก เพราะมีดดายหญ้ามีความคม อาจ เปน็ อันตรายต่อผใู้ ชแ้ ละผู้ท่ีอยขู่ า้ งเคียง ควรคำนึงถงึ รัศมขี องมดี ไม่ควรใช้มดี ดาย หญา้ แกวง่ เลน่ หยอกล้อกนั กรรไกรตดั ก่งิ ใช้สำหรับตัดแต่งกงิ่ ไม้ ภายหลงั การใชค้ วรลา้ งเชด็ ทำความ ขนาดเล็ก เชน่ กงิ่ ท่ีแห้งไม่สมบูรณ์ เป็น สะอาด ทาน้ำมนั กันสนิม และหยอด โรคและแมลงกดั กนิ หรือใช้ตัดแต่งพชื ที่มี นำ้ มันตรงสปริงขากรรไกร ใบและกิ่งหนาเกินไป แลว้ เกบ็ เขา้ ทโ่ี ดยการแขวน สอ้ มพรวน มีหนา้ ท่ีพรวนดนิ รอบ ๆ ลา้ งให้สะอาด และเช็ดให้แห้ง แลว้ ทา โคนตน้ พชื นำ้ มนั ตรงสว่ นทเี่ ป็นโลหะเพื่อปอ้ งกนั สนิม 2. การปรบั ปรงุ บำรงุ ดนิ ด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และปุ๋ยพืชสด 2.1 ปุ๋ยหมกั ใชเ้ พอ่ื เพิม่ หรอื ยกระดับปริมาณอินทรียวตั ถใุ นดนิ ชว่ ยปรับปรงุ โครงสรา้ งดนิ ใหด้ ขี ึน้ ทำใหด้ ินมีความเหมาะสมต่อการเจริญเตบิ โตของพชื มากย่ิงขึ้น 2.2 ปุ๋ยคอก ใช้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ทำให้ดินมี การระบายน้ำและอากาศดีข้ึน ช่วยเพิ่มความคงทนของการจับตัวเป็นเม็ดดิน และเป็นแหล่งอาหารให้แก่ จุลนิ ทรยี ์ที่เป็นประโยชนใ์ นดนิ 2.3 ปุ๋ยพืชสด ได้จากการไถกลบพืชปุ๋ยสดในขณะท่ียังเขียวสดอยู่ลงดิน นิยมไถกลบในช่วงออก ดอกเพ่ือให้ได้ปริมาณน้ำหนักสดและธาตุอาหารสูง ปล่อยทิ้งไว้ให้ย่อยสลายระยะเวลา 7 - 14 วัน จะให้ธาตุ อาหารและอินทรียวัตถุแก่ดิน จึงทำการปลูกพืชหลักที่ต้องการ พืชปุ๋ยสดที่นิยมปลูก ได้แก่ พืชตระกูลถ่ัวชนิด ต่างๆ เช่น ปอเทอื ง (Crotalaria juncea) ถว่ั พรา้ (Canavalia spp.) ถั่วพุ่ม (Vigna spp.) ถ่ัวมะแฮะ

เฉลยกจิ กรรมทา้ ยบทที่ ๓ คำชีแ้ จง : ใหผ้ ู้เรียนตอบคำถามต่อไปนีใ้ ห้ไดใ้ จความสมบูรณ์ ๑. จงอธิบายลักษณะของดนิ ทีเ่ หมาะแก่การปลกู พืช ดงั ต่อไปน้ี ดนิ เหนียว มลี ักษณะ เปน็ ดนิ ท่มี ีตะกอนละเอยี ด อุ้มน้ำไดด้ ีและมีแรธ่ าตทุ ี่จำเปน็ ต่อพืชอยดู่ ว้ ย ดนิ ทราย มลี กั ษณะ มีตะกอนขนาดใหญก่ ว่า อุ้มนำ้ ได้ไม่ดแี ละมีแรธ่ าตุท่ีจำเปน็ ตอ่ พืชน้อย ดินร่วน มีลกั ษณะ มีส่วนผสมของดินเหนยี ว ทราย และฮวิ มสั อุ้มนำ้ ได้ดี และมีแร่ธาตุที่จำเป็นตอ่ พชื ๒. ผู้เรียนอธิบายการเตรียมพ้ืนทีก่ ารปลูกผักปลอดสารพษิ แบบใช้ดนิ และไร้ดิน การเตรียมพน้ื ท่ีการปลูกผกั ปลอดสารพิษแบบใชด้ ิน 1. ปรับพน้ื ทีป่ ลูกใหร้ าบเรียบ ไม่ควรให้เป็นแอง่ มีน้ำขัง 2. จดั ทำคูระบายน้ำ เพือ่ ระบายนำ้ ทใี่ หม้ ากจนเกินความจำเปน็ ออกจากแปลง 3. พื้นทท่ี ีเ่ ปน็ แหลง่ หลบอาศัยของศัตรูตา่ งๆ ก็ควรทำลายแหล่งอาศยั ใหห้ มด เพือ่ ปอ้ งกันไม่ใหส้ ัตว์ เหล่านเี้ ขา้ ทำลายในแปลงผัก 4. หลังจากเตรียมพื้นที่เสร็จแล้วจึงทำการการไถดะให้ลึก 1 ครั้ง แล้วตากดินไว้อย่างน้อย 7 วัน เพ่ือที่จะใหแ้ สงแดดชว่ ยทำลายดกั แดแ้ ละตวั อ่อนของแมลง ทำลายไส้เดือนฝอยและเชอื้ โรคทสี่ ะสมอย่ใู นดิน 5. หลังจากไถดะและตากดินแล้วจึงทำการไถพรวนอีก 1 ครั้ง เพื่อท่ีจะทำให้ดินมีเน้ือละเอียด ร่วนซุย เหมาะสมแก่การปลูกผัก นอกจากนี้หากมีต้นอ่อนของวัชพืชท่ีงอกมาก็จะถูกไถกลบทำลายไปด้วย สำหรบั ในบางพืน้ ท่ีทมี่ ปี ญั หาวชั พืชและศตั รเู คยระบาดอยา่ งรนุ แรงมากอ่ น กค็ วรจะตากดินท้งิ ไว้อกี 3 - 10 วนั แลว้ ไถพรวนอีกครง้ั หนง่ึ 6. ปรบั สภาพดนิ ท่เี ปน็ กรดด้วยการใส่ปนู ขาว ปูนมาร์ล หรอื ปูนโดโลไมท์ ให้มสี ภาพเป็นกลาง โดยทั่วไปแล้วจะใสป่ ระมาณไร่ละ 100 กโิ ลกรมั ทกุ ๆ ปี การเตรยี มพืน้ ทกี่ ารปลกู ผักปลอดสารพิษแบบไรด้ นิ 1.1 ท่อพีวีซี ขนาด 2 น้ิว 1 ท่อน ยาว 4 เมตร เจาะรูให้กว้างเท่านิ้วช้ีจุ่มลงท่อได้ อย่าให้กว้างมากไป จากน้ันให้ห่างกัน 3 นิ้วมือเราก็พอแล้ว เจาะรูใหม่ขนาดเท่าน้ิวชี้พอเจาะเสร็จให้หาท่อโหลดจาก 2 นิ้ว เป็น 4 หุน แล้วใสส่ ายยางไว้ประมาณ 4 เมตร อันน้ีเปน็ ตวั ท้ายท่อโดยตดิ ต้ังวาลว์ 4 หุนไว้ดว้ ย เพื่อทำการปิด น้ำได้ส่วนตัวหัวท่อให้ใส่ข้องอ 2 น้ิวหงายข้ัน แล้วใส่ตัวโหลด 4 หุน แล้วต่อด้วยสายยางเข้าปั๊ม เลือกขนาด 1500 วตั ต์ หรือ 1200 วัตต์ 1.2 ถังนำ้ ขนาด 50-60 ลิตร สำหรับใสป่ ๊ัมนำ้ 1.3 ฟองนำ้ สำหรบั ปลกู ผกั 1.4 ปยุ๋ สตู ร 15-15-15 1 กโิ ลกรมั 1.5 เมลด็ พนั ธ์ุผักทต่ี อ้ งการปลกู 1.6 นำเมลด็ พันธ์ุผักแชน่ ้ำไว้ประมาณ 2 ชัว่ โมง 1.7 ใช้ผ้าคลุมปิดถาดไว้ ประมาณ 3 วัน เมล็ดจะเริ่มงอก แล้วนำมาใส่ท่อท่ีเตรียมไว้ให้รากลงน้ำ ใส่น้ำให้เต็มท่อ เปิดปั๊มน้ำให้ทำงาน ประมาร 3 วัน ค่อย ๆ เปิดวาล์วน้ำเพ่ือให้น้ำออก ถ้าเกิดน้ำล้น ใหเ้ ปดิ วาล์วเลก็ นอ้ ย หรือทำท่อนำ้ ลน้ เตรียมไว้

เฉลยกจิ กรรมทา้ ยบทที่ ๔ คำชี้แจง : ให้ผ้เู รียนโยงเส้นจบั คูเ่ ลือกคำตอบที่ถกู ต้องเพยี งคำตอบเดยี ว ๑. การถอนย้ายตน้ กล้า จะกระทำเมื่อใด ตอบ เมื่อหว่านเมล็ดไปได้ 3 สัปดาห์ ๒. กลา้ ผกั ที่ย้ายปลูกควรมใี บจรงิ กี่ใบ ตอบ 1-2 ใบ ๓. ต้นกลา้ ผกั ควรมอี ายุกี่วันจึงย้ายปลูกได้ ตอบ 7-10วนั ๔. การถอนแยกต้นกล้า ทำเพ่อื อะไร ตอบ เพื่อจดั ระยะปลูกให้เหมาะสม ๕. กล้าผักคือ ตอบ พืชตน้ อ่อนทีม่ ีใบจริง 2-3 ใบ หรือสูง 5-10 เซนตเิ มตร หรือมอี ายุประมาณ 21-30 วนั ทงั้ นแ้ี ล้วแต่ชนดิ ของพชื ผกั เฉลยกิจกรรมทา้ ยบทท่ี ๕ ตอบตามความเข้าใจของผ้เู รียน เนอ้ื หาในบทท่ี ๕ เฉลยกิจกรรมทา้ ยบทท่ี ๖ ๑. ปจั จัยที่ส่งผลกระทบตอ่ ศัตรูพชื มกี ่ปี ระเภท ตอบ 2 ประเภท คือ ปัจจัยท่ีเป็นสิ่งไม่มีชวี ติ (abiotic factors หรอื physical factors) จดั เปน็ ปัจจัยสำคญั ท่มี ีผลตอ่ การ เจริญเติบโตของศัตรพู ืชโดยตรง ปัจจยั น้ีไมไ่ ด้ขึน้ กบั ความหนาแน่นของประชากรศัตรูพชื บางคร้ังเราเรียก ปจั จยั นว้ี า่ density independent factors ซึ่งได้แก่ 1. แสง 2. อณุ หภูมิ 3. ความชน้ื 4. ปัจจัยอน่ื ๆ เชน่ เชน่ ดนิ ลม กระแสนำ้ ปริมาณกา๊ ซ ปัจจัยทีเ่ ปน็ สิ่งมีชีวิต(biotic factors) เปน็ ปัจจยั ท่สี ง่ ผลกระทบเกย่ี วข้องกบั ศัตรูพชื โดยขนึ้ อยู่กับ ความหนาแน่นของศตั รพู ืช เรียกอีกอยา่ งวา่ density dependent factors ปัจจัยเหล่าน้ี ได้แก่ 1. พืช อาหาร 2. ศตั รธู รรมชาติ(natural enemies) 3. การแขง่ ขนั ๒. ลมสง่ ผลกระทบต่อศตั รพู ืช อยา่ งไร ตอบ ลมมีบทบาทตอ่ การแพรก่ ระจายของแมลงขนาดเล็ก เชน่ เพลย้ี ออ่ น เพลีย้ จกั จนั่ ซงึ่ กระแสลม อาจพัดพาไปได้ไกลหลายร้อยกโิ ลเมตร ลมยงั เปน็ ตัวกำหนดทิศทางของแมลงทอี่ พยพจากถ่นิ เดิมไปยังถิน่ ใหม่ และกลับจากถิ่นใหม่กลบั ถ่นิ เดิม เมือ่ สภาพแวดล้อมเหมาะสมอีกด้วย แตใ่ นบางครง้ั ถา้ มีลมและพายุฝน รนุ แรงก็อาจทำใหแ้ มลงตายได้ เพราะลมท่พี ัดแรง ทำให้การระเหยนำ้ บนตวั แมลงเกดิ ข้นึ อยา่ งมากและทำให้ แมลงแหง้ ตายได้

๓. วธิ ีเก็บเกยี่ วพชื ผกั ปลอดสารพิษ สามารถแบง่ ออกได้ 3 วธิ ี ดังน้ี 1. การเก็บเกี่ยวดว้ ยมือ วธิ นี ้ีตอ้ งใช้แรงงานจานวนมาก เน่ืองจากค่าจ้างแรงงานท่สี งู ขน้ึ ถงึ แม้ปจั จุบนั จะมกี ารนำเครื่องจกั รกลเขา้ มาเก็บเกีย่ วผลผลติ มากขึ้น แต่งานเกบ็ เกย่ี วที่ต้องการผลผลติ ท่ีมีคุณภาพสงู เพ่ือ สง่ ตลาดยงั คงต้องอาศัยการเก็บด้วยมือ 2. การเกบ็ เกี่ยวดว้ ยเครอ่ื งจักรผสมแรงงานคน เป็นการใชเ้ คร่ืองจกั รอาจเปน็ เพียงแทนสายพานลา เลียงผลผลติ ท่ีถกู ตัดหรือเกบ็ ด้วยมอื มากอ่ น สง่ ไปยังจุดกลางที่มคี นงานคอยคดั เลือกและบรรจุหีบหอ่ วธิ ีน้ใี ช้ ผกั หลายชนิดโดยเฉพาะพืชผกั สวนครวั ปลอดสารพิษ ตระกูลกะหลา่ และผักกาดหอมห่อ 3. การเก่ียวดว้ ยเคร่ืองจกั ร เคร่ืองจักรจะเป็นตวั ทางานเก็บเก่ียวทงั้ หมดเหมาะกับการผลติ ผักเพ่ือส่งโรงงานมากกวา่ ส่งตลาดสด การออกแบบเครอ่ื งจักรขึ้นอยู่กับลกั ษณะของชนดิ ผกั นั้น ๆ ที่ สำคัญ คอื ผักต้องมขี นาดสม่ำเสมอพร้อม ๆ กัน ด้วยสาเหตุนี้การใช้พนั ธ์ลุ กู ผสมจึงมสี ่วนชว่ ยในการ เกบ็ เกีย่ ว โดยเครอ่ื งจักร ได้แก่ มะเขอื เทศ มันเทศ แครอท เปน็ ตน้

บรรณานุกรม - ความหมายของผกั ปลอกสารพิษ https://medthai.com/ (สืบคน้ วันท่ี ๑๐ มีนาคม ๒๕๖๔) - ประเภทของผักปลอกสารพิษ https://www.nectec.or.th/schoolnet/library/create- web/10000/generality /10000-4555.html (สบื ค้นวนั ที่ ๑๐ มนี าคม ๒๕๖๔) – สำนกั งานมาตรฐานเกษตรอนิ ทรีย์ (สืบค้นวนั ที่ ๑๐ มนี าคม ๒๕๖๔) – สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (สืบค้นวันท่ี ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๔) – กรีนเนท (สบื ค้นวนั ที่ ๑๑ มนี าคม ๒๕๖๔) – ศูนย์ปฏิบตั กิ ารข้อมลู การตลาดสนิ คา้ เกษตรอนิ ทรีย์ (สบื ค้นวันท่ี ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๔) – มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ กรมพัฒนาท่ีดิน (สบื คน้ วนั ที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๔) – http://osl101.ldd.go.th/easysoils/s_prop_nutri01.htm NSW Department of Industry (สืบคน้ วนั ที่ ๑๑ มนี าคม ๒๕๖๔) – https://www.dpi.nsw.gov.au/agriculture/soils/improvement/plant-nutrients (สืบคน้ วนั ที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๔) - ธาตอุ าหารและสารละลายธาตอุ าหาร :https://sites.google.com/site/hydrophoniccc/2-thatu-xahar-laea-sarlalay-thatu-xahar (สืบค้นวนั ท่ี ๒๐ เมษายน ๒๕๖๔) - การเปรียบเทียบการปลูกพืชในดนิ และการปลูกพชื โดยไม่ใช้ดนิ : https://www.agrowlab.com/blog/ (สืบค้นวนั ที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๔) - ตารางแสดงอายุและลักษณะของผักบางชนิดที่ควรเกบ็ เกี่ยว :https://sites.google.com/a/nwit.ac.th/ (สืบค้นวนั ที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๔) - การเกบ็ เกย่ี วพืช http://www.tistrfoodprocess.net/vegetable/vegetable_home/veg_home1.html (สบื ค้นวันท่ี ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๔) - การเตรียมพนั ธ์ุพชื https://sites.google.com/a/ptss.ac.th/my-work-agri/3-2-karte-ri-ym-phanthu-phuch (สืบค้นวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๔)

คณะผู้จดั ทำ ทีป่ รกึ ษา นายปณั ณพงศ์ ทา้ วอาจ ผอู้ ำนวยการ สำนกั งาน กศน.จังหวดั แพร่ นางสาวสนุ ทรี เตินขุนทด รองผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน.จงั หวัดแพร่ นางสาวอรุณี พนั ธุ์พาณชิ ย์ ผู้นวยการ กศน.อำเภอสงู เมน่ นางสาวศิรลิ ักษณ์ มน่ั เหมาะ ครู นายภิญโญ โออุไร ครผู ชู้ ว่ ย ผู้รวบรวม/เรยี บเรยี ง ครกู ศน.ตำบล นางสาวจฑุ ามาศ จำรสั บรรณาธกิ าร ผู้นวยการ กศน.อำเภอสงู เม่น นางสาวอรณุ ี พนั ธ์ุพาณิชย์ จดั รปู เลม่ ครกู ศน.ตำบล นางสาวจฑุ ามาศ จำรัส พมิ พท์ ี่ กศน.อำเภอสงู เม่น เลขท่ี ๙๒ หมู่ท๓่ี ตำบลสงู เม่น อำเภอสงู เมน่ จังหวัดแพร่ ๕๔๑๓๐ โทรศัพท์ ๐๕๔-๕๔๔๑๕๗


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook