Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รายวิชาการปลูกผักปลอดสารพิษเบื้องต้น ประถม 2

รายวิชาการปลูกผักปลอดสารพิษเบื้องต้น ประถม 2

Published by nanny256, 2023-07-03 08:53:22

Description: รายวิชาการปลูกผักปลอดสารพิษเบื้องต้น ประถม 2

Search

Read the Text Version

37 7. หากเกดิ แผน่ สขี าว ซงึ่ เกิดจากเช้ือรา ถือเปน็ เชื้อรากลุ่มที่มปี ระสิทธิภาพ แตห่ ากเกดิ แผ่นเชื้อราที่มี สีดำ หรอื สอี ืน่ แนะนำใหร้ บี คลุกหรอื กวนผสมใหเ้ ข้ากนั เพื่อกำจดั เช้ือราไมพ่ งึ ประสงค์ เรื่องท่ี 4 การทำป๋ยุ หมัก 1. ความหมายของปยุ๋ หมัก ปุ๋ยหมัก คือ ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยธรรมชาติชนิดหนึ่งที่ได้มาจากการนำเอาเศษซากพืช เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด ต้นถั่วต่าง ๆ หญ้าแห้ง ผักตบชวา ของเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ตลอดจนขยะมูลฝอย ตามบ้านเรือนมาหมักร่วมกบั มลู สัตว์ ปุ๋ยเคมี หรือสารเรง่ จุลินทรยี ์ เมื่อหมักโดยใช้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว เศษพืช จะเปล่ียนสภาพจากของเดมิ เปน็ ผงเป่อื ยยยุ่ สีน้ำตาลปนดำ นำไปใส่ในไรน่ าหรือพชื สวน เช่น ไม้ผล พชื ผัก หรือ ไม้ดอกไมป้ ระดับได้ 2. ประโยชนข์ องปุ๋ยหมกั 1. ช่วยเพิ่มปริมาณอนิ ทรยี ์วัตถุให้แกด่ นิ ทำให้ดินอดุ มสมบรู ณ์ 2. ชว่ ยเปลี่ยนสภาพของดินจากดนิ เหนยี วหรอื ดินทรายใหเ้ ป็นดนิ ร่วนทำใหส้ ะดวกในการไถพรวน 3. ชว่ ยสงวนรกั ษาความชุ่มช้ืนในดินได้ดีขึ้น 4. ทำใหก้ ารถา่ ยเทอากาศในดนิ ได้ดี 5. ชว่ ยเพ่มิ ประสิทธิภาพในการใชป้ ยุ๋ เคมีและสามารถลดการใชป้ ุย๋ เคมลี งได้ 6. ช่วยกระตุ้นให้ธาตุอาหารพืชบางอย่างในดินที่ละลายน้ำยากให้ละลายน้ำง่ายเป็นอาหารแก่พืชได้ดี ขนึ้ 7. ไมเ่ ป็นอันตรายต่อดินแมจ้ ะใชใ้ นปริมาณมาก ๆ ติดตอ่ กันนาน ๆ 8. ช่วยปรบั สภาพแวดลอ้ ม เชน่ กำจัดขยะมูลฝอยและวชั พืชน้ำท้ังหลายใหห้ มดไป

38 3. วิธกี ารทำปยุ๋ หมกั ปุ๋ยหมักโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ ปุ๋ยหมักในไร่นา ปุ๋ยหมักเทศบาลและปุ๋ยหมักอุตสาหกรรม ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะปุ๋ยหมักในไร่นา สำหรับปุ๋ยหมักในไร่นา มีวิธีการทำ 5 แบบ ซึ่งสามารถเลือกทำ แบบใดแบบหน่ึงก็ได้ หรืออาจจะทำหลาย ๆ แบบกไ็ ด้ ข้ึนอยู่กับความพร้อมของเกษตรกรเอง แบบที่ 1 ปุ๋ยหมักค้างปี ใช้เศษพืชเพียงอย่างเดียว นำมาหมักทิ้งไว้ค้างปีก็สามารถนำมาใช้เป็นปุ๋ย หมกั ได้ แบบน้ีไมต่ อ้ งดแู ลรักษา แตต่ ้องใชร้ ะยะเวลาในการหมกั นาน เหมาะสำหรับผู้ท่ไี ม่มีเวลา แบบที่ 2 ป๋ยุ หมักธรรมดาใช้มูลสตั ว์ แบบน้ีใชเ้ ศษพชื และมลู สัตว์ในอัตรา 100:10 ถา้ เป็นเศษพืชช้ิน เล็ก ๆ นำมาคลุกผสมได้เลย แต่ถ้าเป็นเศษพืชชิ้นใหญ่ นำมากองเป็นชั้น ๆ (แต่ละกองจะทำประมาณ 3 ชั้น แต่ละชั้นประกอบด้วยเศษพืชที่ย่ำและรดน้ำ สูงประมาณ 30-40 ซม. แล้วโรยทับด้วยมูลสัตว์) แบบนี้จะใช้ ระยะเวลาหมกั นอ้ ยกว่าแบบท่ี 1 เช่น ถา้ ใชฟ้ างขา้ วจะใชร้ ะยะเวลาประมาณ 6-8 เดอื น ข้นึ อยู่กับการ ดูแล รักษา แบบที่ 3 ปุ๋ยหมักธรรมดาใช้ปุ๋ยเคมี แบบนี้ใช้เศษพืช มูลสัตว์ และปุ๋ยเคมีในอัตรา 100:10:1 ถ้าเป็นชิ้นเล็กนำมาคลุกผสมได้เลย ถ้าเป็นชิ้นใหญ่นำมากองเป็นชั้นเหมือนแบบที่ 2 เพียงแต่ในแต่ละชั้นจะ เพิม่ ปยุ๋ เคมขี ึน้ มา โดยใส่ทับมูลสตั ว์ แบบน้ใี ช้ระยะเวลาในการหมักเรว็ กว่าแบบที่ 2 กลา่ วคอื ถ้าเปน็ ฟางข้าวจะ ใช้เวลาประมาณ 4-6 เดอื น แบบที่ 4 ปุ๋ยหมักแผนใหม่ การทำปุ๋ยหมักแบบที่ 1-3 นั้นใช้เวลาค่อนข้างมาก ต่อมากรมพัฒนา ที่ดิน ได้ศึกษาค้นคว้าพบว่า การทำปุ๋ยหมักโดยใช้เวลาสั้นทำได้โดยการใช้เชื้อจุลินทรีย์เร่งการย่อยสลายของ เศษพชื ทำให้ได้ปุ๋ยหมักเร็วข้ึน นำไปใช้ไดท้ นั ฤดูกาล สามารถใช้ระยะเวลาหมกั เพียง 30-60 วนั ใชส้ ตู รดังนี้ 1. เศษพชื 1,000 กก. 2. มลู สัตว์ 100 - 200 กก. 3. ปุ๋ยเคมี 1 - 2 กก. 4. เชอื้ จลุ ินทรีย์ตัวเร่ง 1 ชดุ แบบท่ี 5 ปุย๋ หมักต่อเชือ้ ในการทำป๋ยุ หมกั แบบที่ 4 น้ัน จำเปน็ ต้องซือ้ สารตวั เร่งเชอ้ื จลุ นิ ทรยี ์ 1 ชุด ทุกครั้งที่ทำปุ๋ยหมัก 1 ตัน ทำให้มีแนวความคิดว่า หากสามารถนำมาตอ่ เชื้อได้ ก็จะเป็นการประหยัดและเกิด ประโยชน์ต่อเกษตรกรและผทู้ ำปยุ๋ หมักทั่วไป กรมพฒั นาท่ดี นิ จึงได้ทำการทดลองและพบว่า สามารถต่อเช้ือได้ โดยใชป้ ุ๋ยหมักทท่ี ำในแบบที่ 4 กลา่ วคอื หลงั จากได้ปยุ๋ หมักทใ่ี ช้ได้แล้วในแบบท่ี 4 ใหเ้ กบ็ ไว้ 50 - 100 กก. การเก็บต้องเกบ็ ไว้ในโรงเรือนท่ีไม่ถูกแดดและฝน ป๋ยุ หมกั ทีเ่ ก็บไว้ 50 - 100 กก. สามารถนำไปต่อเชื้อทำ ปยุ๋ หมกั ได้อกี 1 ตนั การต่อเชื้อน้ีสามารถทำการตอ่ ได้เพยี ง 3 คร้ัง

39 4. การดูแลรักษากองปุ๋ยหมกั หลงั จากทำกองปุย๋ หมกั เสรจ็ แล้ว จะตอ้ งตรวจดแู ลกองปยุ๋ หมักอยูเ่ สมอโดยปฏบิ ัติ ดังน้ี 1. จะต้องป้องกันไม่ให้สัตว์เข้าไปทำลาย หรือคุ้ยเขี่ยกองปุ๋ยหมัก ถ้ากองแบบในคอกก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ากองบนพืน้ ดินหรือในหลมุ ควรหาทางมะพรา้ วหรือกิ่งไม้วางทับกองปยุ๋ หมักไวก้ ันสตั วค์ ุย้ เขีย่ 2. ทำการให้น้ำกองปุ๋ยหมักให้มีความชื้นพอเหมาะอยู่เสมอ คือ ไม่ให้แห้งหรือแฉะเกินไป มีวิธีการ ตรวจอยา่ งงา่ ย ๆ คือ เอามอื สอดเขา้ ไปในกองป๋ยุ หมักใหล้ ึก ๆ แลว้ หยบิ เอาชนิ้ ส่วนภายในกองปุ๋ยหมักมาบีบดู ถ้าปรากฏวา่ มีน้ำติดฝ่ามือแสดงว่าความช้ืนพอเหมาะไม่ต้องให้น้ำ ถ้าไม่มนี ำ้ ตดิ ฝ่ามือแสดงว่ากองปุ๋ยหมักแห้ง เกินไปต้องใหน้ ้ำในระยะนี้ ถา้ บบี ดมู นี ้ำทะลักออกมาตามง่ามนิว้ มือ แสดงวา่ แฉะเกนิ ไปไม่ต้องให้นำ้ 3. การกลับกองปุ๋ย นับเป็นหัวใจสำคัญในการทำปุ๋ยหมกั เพราะเชื้อจุลินทรยี ์ตา่ ง ๆ ก็ย่อมต้องการ อากาศหายใจเหมือนมนุษย์ ดังนั้นการกลับกองปุ๋ยหมัก นอกจากจะช่วยให้ออกซิเจนแก่จุลินทรีย์แล้ว ยังเป็น การระบายความร้อนออกจากกองปุ๋ยอีกด้วย ยิ่งขยันกลับกองปุ๋ยหมักมากเท่าไร ก็จะทำให้ได้ปุ๋ยหมักใช้เร็ว มากขึน้ เท่านนั้ เพราะทำใหเ้ ศษพชื ย่อยสลายทั่วท้ังกอง และไดป้ ยุ๋ หมักที่มีคุณภาพดีอีกดว้ ย ตามปกติควรกลับ กองปยุ๋ หมักอยา่ งน้อยเดือนละ 1 ครัง้ หลักในการพจิ ารณาว่ากองปุ๋ยหมักนั้นใช้ได้หรือยัง เมื่อกองปุ๋ยหมักเสร็จเรยี บร้อยแล้ว จะเกิดปฏิกิริยา ทางเคมี ทั้งที่มองเห็นได้และที่มองเห็นไม่ได้ ที่มองเห็นได้ ก็คือ ชิ้นส่วนของพืชจะมีขนาดเล็กลงและยุบตัวลง กว่าเมื่อเริ่มกอง สีของเศษพืชก็จะเปลี่ยนไป ส่วนที่มองเห็นไม่ได้ ก็คือ ปริมาณของจุลินทรีย์ วิธีสังเกตว่าปุ๋ย หมกั สามารถนำมาใช้ได้หรือไม่ มขี อ้ สงั เกตงา่ ย ๆ ดงั น้ี 1. สขี องกองป๋ยุ หมกั จะเข้มข้นึ กว่าเม่ือเริ่มกอง อาจมีสีนำ้ ตาลเขม้ ถึงดำ 2. อุณหภูมภิ ายในของปยุ๋ หมกั และอณุ หภูมภิ ายนอกใกล้เคยี งกนั หรือแตกตา่ งกนั น้อยมาก 3. ใช้นว้ิ มือบตี้ ัวอยา่ งปุ๋ยหมกั ดเู ศษพืชจะยยุ่ และขาดออกจากกนั ได้งา่ ย ไม่แขง็ กระดา้ ง 4. พบตน้ พชื ท่ีมรี ะบบรากลึกขนึ้ บนกองปยุ๋ หมัก แสดงว่าป๋ยุ หมกั สลายตวั ดีแล้ว 5. สงั เกตกล่ินของปุย๋ หมัก ถา้ เป็นปุ๋ยหมกั ท่ีใช้ได้ ปุย๋ หมกั จะมีกลน่ิ คล้ายกล่ินธรรมชาติ ถ้ามีกลิ่นฉุน หรือมกี ลิน่ ฟางแสดงว่าปุย๋ หมกั ยังใชไ้ มไ่ ด้ เน่ืองจากขบวนการย่อยสลายยงั ดำเนินการไม่แลว้ เสร็จ 6. วิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการดูธาตุคาร์บอน และไนโตรเจน ถ้ามีอัตราส่วนเท่ากันหรือต่ำกว่า 20 : 1 กพ็ จิ ารณาเปน็ ปุย๋ หมกั ไดแ้ ลว้ 5. ขอ้ ควรคำนึงในการกองปุย๋ หมกั 1. อย่ากองปยุ๋ หมักใหม้ ขี นาดใหญ่เกนิ ไป เพราะจะทำให้เกดิ ความร้อนระอเุ กิน 70 องศาเซลเซยี ส ซึ่งจะเป็นผลทำให้เชื้อจุลินทรีย์ตายได้ ขนาดกองปุ๋ยหมักที่เหมาะสมคือ ความกว้างไม่ควรเกิน 2 - 3 เมตร ความยาวไม่จำกัด สงู ประมาณ 1 - 1.50 เมตร 2. ถ้ากองปุ๋ยหมักมีขนาดเล็กเกินไป จะทำให้เก็บรักษาความร้อนและความชื้นไว้ได้น้อย ทำให้เศษพืช สลายตวั เป็นปยุ๋ หมกั ไดช้ ้า

40 3. อย่ารดน้ำมากจนเกินไป จะทำให้การระบายอากาศในกองปุ๋ยไม่ดี อาจทำให้เกิดกรดอินทรีย์ บางอยา่ งเปน็ เหตใุ ห้มกี ลน่ิ เหมน็ อบั ไดง้ ่าย 4. ถา้ เกิดความรอ้ นในกองปุ๋ยหมักมาก ต้องเพิม่ น้ำให้กองป๋ยุ มิฉะน้นั จลุ ินทรยี ท์ ย่ี อ่ ยซากพืชจะตายได้ 5. ถ้าจะมกี ารใช้ปนู ขาว อย่าใช้ปยุ๋ เคมีพร้อมกบั การใส่ปูนขาว เพราะจะทำให้ธาตุไนโตรเจนสลายตัวไป กรณีใช้ฟางขา้ วในการกองป๋ยุ หมักไมจ่ ำเปน็ ต้องใช้ปูนขาว 6. เศษวัสดุที่ใช้ในการกองปุ๋ยหมัก มีทั้งประเภทที่สลายตัวเร็ว เช่น ฟางข้าว ผักตบชวา เปลือกถั่วและ ต้นถั่วเศษวัชพืชต่าง ๆ และประเภทที่สลายตัวยาก เช่น แกลบ ขี้เลื่อย ข้าวลีบ กากอ้อย ขุยมะพร้าว ซังขา้ วโพด ดังนัน้ ในการกองปยุ๋ หมักไม่ควรเอาเศษวสั ดุท่ีสลายตวั เร็วและสลายตวั ยากกองปนกัน เพราะจะทำ ใหไ้ ดป้ ๋ยุ หมกั ท่ไี ม่สม่ำเสมอกันเนือ่ งจากเศษพืชบางส่วนยังสลายตัวไม่หมด 6. การใชป้ ระโยชนก์ บั พชื ต่าง ๆ การใช้ปุ๋ยหมัก จะใช้ตามชนิดของพชื ทป่ี ลูก โดยมีจดุ ประสงค์เพือ่ ความสะดวกในการปฏิบตั ิ และเพื่อให้ ธาตอุ าหารพืชในป๋ยุ หมักเปน็ ประโยชน์ต่อพชื มากทสี่ ุดและเกดิ การสูญเสยี น้อย เนือ่ งจากปยุ๋ หมักท่ีใช้มีปริมาณ มาก ยากต่อการขนส่งและเคลือ่ นย้าย วธิ กี ารใสป่ ุย๋ หมักมี 3 วธิ ี ดงั นี้ 1. ใส่แบบหว่านทั่วแปลง การใส่ปุ๋ยหมักแบบนี้เป็นวิธีการที่ดีต่อการปรบั ปรุงบำรุงดิน เนื่องจากปุ๋ย หมักจะกระจายอย่างสม่ำเสมอทว่ั ท้ังแปลงปลูกพชื ท่ีมีขนาดไมใ่ หญ่มากนกั ส่วนมากจะใช้กับการปลูกข้าวหรือ พืชไร่ หรือพืชผัก แต่อาจมีปัญหาในด้านจะต้องใช้แรงงานในการใส่ปุ๋ยหมกั อัตราของปุ๋ยหมักที่ใช้ประมาณ 2 ตัน ต่อไร่ต่อปี โดยใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 16 - 20-0, 18 - 22 - 0, 20 - 20 - 0 ถ้าดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ อาจจะใช้สูตร16 - 16 - 8 ในอตั รา 15 - 30 กก. ตอ่ ไร่ 2. ใส่แบบเปน็ แถว การใสป่ ๋ยุ หมกั แบบเปน็ แถวตามแนวปลูกพืชมกั ใช้กับการปลูกพืชไร่ วิธกี ารใส่ปุ๋ย หมักแบบเป็นแถวนี้ เหมาะสมที่จะใช้ร่วมกับการใส่ปุ๋ยเคมีแบบโรยเป็นแถวสำหรับการปลูกพืชไร่ทั่วไป เน่ืองจากปยุ๋ หมักจะชว่ ยเพ่ิมประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมที ่ีใส่ให้เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเตบิ โตของพชื อัตราปุ๋ย หมกั ทีใ่ ช้ประมาณ 3 ตนั ตอ่ ไร่ต่อปี โดยใช้รว่ มกับปุ๋ยเคมีสูตร 16 - 20-0 , 18 - 22 - 0 ในอตั รา 25 - 50 กก. ต่อไร่ สำหรับในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มคี วามอดุ มสมบูรณ์ต่ำ สูตรปุ๋ยอาจต้องใส่โพแทสเซียมเพิ่มขน้ึ ด้วย 3. ใส่แบบเป็นหลุม การใส่ปุ๋ยหมักแบบเป็นหลุม มักจะใช้กับการปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น โดย สามารถใส่ปุ๋ยหมักได้สองระยะ คือ ในช่วงแรกของการเตรียมหลุมเพื่อปลูกพืช นำดินด้านบนของหลุม คลุกเคล้ากับปุ๋ยหมักแล้วใส่รองก้นหลมุ หรืออาจจะใส่ปุ๋ยเคมรี ว่ มดว้ ย อีกระยะหนึ่งอาจจะใสป่ ุ๋ยหมักในชว่ งที่ พืชเจริญแล้ว โดยการขุดเป็นร่องรอบ ๆ ต้นตามแนวทรงพุ่มของต้นพืช แล้วใส่ปุ๋ยหมักลงในร่องแล้วกลบดว้ ย ดิน หรืออาจจะใส่ปุ๋ยเคมรี ่วมกับปุ๋ยหมักในชว่ งนไ้ี ด้เช่นกัน อัตราการใช้ปุ๋ยหมักประมาณ 20 - 50 กก. ตอ่ หลุม รว่ มกับปยุ๋ เคมีสตู ร 15 - 15 - 15 , 14 - 14 - 14 , 12 - 12 - 7 ในอัตรา 100 - 200 กรัม ตอ่ หลมุ ในกรณที ่ใี สป่ ยุ๋ หมักกับไมผ้ ลทเ่ี จรญิ แล้ว อตั ราการใช้อาจจะเพิ่มขน้ึ ตามสว่ น และมกั จะใส่ปุ๋ยหมักปเี วน้ ปี

41 7. ปุ๋ยหมกั ทม่ี คี ณุ ภาพดี ไดม้ าตรฐานใหพ้ ิจารณา ดังนี้ 1. มเี กรดปยุ๋ ไม่ต่ำกวา่ 1 : 1 : 0.5 (ไนโตรเจน : ฟอสฟอรัส : โพแทสเซยี ม) 2. มคี วามชื้นและส่งิ ท่รี ะเหยได้ไม่มากกวา่ ร้อยละ 35 - 40 โดยนำ้ หนัก 3. ความชนื้ เปน็ กรดเป็นด่างอยรู่ ะหว่าง 6.0 - 7.5 4. ปยุ๋ หมกั ทใ่ี ช้ได้แลว้ จะตอ้ งไมม่ ีความร้อนหลงเหลอื อยู่ 5. ปยุ๋ หมกั ท่ใี ช้ไดแ้ ล้วไมค่ วรมีวสั ดเุ จอื ปนอื่น ๆ 6. จะต้องมีปริมาณอนิ ทรียว์ ตั ถุอยู่ระหวา่ ง 25 - 50 % 7. จะตอ้ งมอี ตั ราส่วนระหว่างธาตคุ าร์บอนต่อไนโตรเจนไม่มากกวา่ 20 ตอ่ 1 วิธีการโรยดว้ ยปุย๋ หมักชีวภาพ ตามดว้ ยฟาง ทกุ วนั นป้ี ระเทศไทยใช้ปุ๋ยที่นำเข้าจากต่างประเทศ ปหี น่งึ คดิ เป็นมูลคา่ มหาศาล ถา้ เกษตรกรลดการใช้ ปุ๋ยในนาข้าวได้ ก็ส่งผลถึงการลดการนำเข้าปุ๋ยเข้ามาในประเทศได้มาก นอกจากน้ียังพบว่า ในฟางข้าว ประมาณ 60 ลา้ นไร่ ท่ที ำนาอยู่ ปุ๋ยที่อย่กู บั ฟางขา้ วมีมลู ค่า 3 - 4 หม่ืนล้านบาท แตเ่ กษตรกรกลับเผาทำลาย ไปเกอื บคร่งึ หนงึ่ เนื่องจากเกษตรกรบางสว่ นไม่รู้จะกำจัดฟางข้าวท่ีมีอยู่อย่างไรให้รวดเรว็ อา้ งองิ https://www.technologychaoban.com/ ดิน เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสิ่งมีชีวิต เพราะคนเราใช้ทรัพยากรดินเป็นทั้งที่ อยู่อาศัย เป็นแหล่งสร้างอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค แถมยังใช้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อการอุปโภค

42 บรโิ ภค จงึ กล่าวไดว้ ่า ดนิ เปน็ ทรพั ยากรขน้ั มลู ฐาน เป็นตวั การให้มนษุ ย์เกบ็ เกยี่ วผลประโยชน์จากทรัพยากรอื่น ๆ ได้เพิ่มมากข้นึ อย่างมหาศาล การเกษตรทีไ่ มท่ ำลายธรรมชาติ ไมท่ ำลายดนิ ไม่ใชส้ ารเคมีทเ่ี ป็นอนั ตรายต่อดนิ และให้ความสำคัญกับ การปรับปรงุ ดิน เปน็ หัวใจสำคญั ท่จี ะรักษาดินเอาไวไ้ ด้ การ “ห่มดิน” หรอื “คลุมดิน” โดยใช้ฟาง เศษหญา้ หรือใบไม้ท่สี ามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ และใส่อาหารให้แก่ดิน ดว้ ยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพลงไป เพอื่ ให้อาหารแก่ดิน แลว้ ดนิ จะปล่อยธาตุอาหารให้ พืช โดยกระบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์เรียกหลักการนี้ว่า “เลี้ยงดิน ให้ดินเลี้ยงพืช” การปฏิบัติเช่นนี้ จะทำให้ดินกลับมามีชีวิต เป็นการ “คืนชีวิตให้แผ่นดิน” ห่มดินในที่ดินผืนใหม่ที่เพิ่งขุดปรับพื้นที่ หรือดินที่ เสื่อมสภาพ เพื่อปรับปรุงคุณภาพของดินก่อนเริ่มการเพาะปลูก ด้วยการห่มฟาง เศษหญ้า หรือใบไม้ ให้หนา อย่างน้อย 1 ฟุต ทั้งแปลง โรยด้วยปุ๋ยคอก แล้วราดรดด้วยน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำเข้มข้น อัตราส่วน 1 : 10 โดยวธิ ีน้ี เปน็ การระเบดิ ดนิ ทแี่ ห้งแข็ง ให้มคี วามชมุ่ ชน้ื (ฟางห่มคลมุ ดนิ เพื่อลดการระเหยของน้ำในดิน ปุ๋ยคอก ที่ใส่เพื่อเพิม่ อินทรยี วัตถุ น้ำหมกั ทำหนา้ ท่ีย่อยสลายทัง้ ปยุ๋ และฟาง ใหก้ ลายเป็นอินทรียวัตถุได้เร็วขึ้น) ซ่ึงวิธีนี้ อาจต้องใชเ้ วลา 3 เดือนข้นึ ไป โดยยงั ไม่ควรปลูกพชื ใด ๆ เพราะนำ้ หมกั ที่เขม้ ข้นอาจทำให้ตน้ ไม้ตายได้

43 การใช้ฟางคลุมดิน เพ่ือการเพาะปลกู ผกั วัสดทุ ใี่ ช้ในการคลมุ ดนิ มอี ยู่ 2 ลกั ษณะ 1. ใช้เศษซากอินทรีย์วัตถุ เช่นเศษใบไม้,ฟางข้าว,แกลบ,ชานอ้อย,ซากพืช รวมทั้งมูลสัตว์แห้งคลุมดิน เศษอินทรีย์ทใ่ี ช้คลมุ ดนิ ควรมลี ักษณะแห้งเพ่ือมิใหเ้ กิดการหมักจนเกดิ หมักจนเกิดความร้อนซึ่งอาจทำอันตราย พชื ปลกู ได้ 2. การปลูกพืชหรือปล่อยให้พืชที่มีชีวิต ขึ้นปกคลุมผิวดินบริเวณที่ต้องการ หรือเรียกว่า “พืชคลุมดิน” ส่วนมากนิยมการใช้พชื ตระกลู ถว่ั เพราะจะช่วยตรึงไนโตรเจนเป็นปุ๋ยแกด่ ิน การคลุมดนิ มีประโยชน์ในดา้ นตา่ งๆ ดังน้ี 1. เปน็ การรักษาความชื้นภายในดนิ วัสดุคลมุ ดินจะปกคลมุ มใิ หแ้ สงแดดส่องกระทบผิวดินโดยตรง และ กั้นการระเหยของความชื้นในดินไม่ให้เปน็ ไปอยา่ งรวดเร็ว ทำให้ความชื้นของดนิ บริเวณท่ีมีการคลุมดินสงู กวา่ ปริมาณท่ไี ม่มกี ารคลุมดิน 2. ป้องกันการกัดเซาะลา้ งของผิวดนิ ท่ีเกิดขน้ึ จากนำ้ และลม เน่ืองจากเม็ดฝนที่ตกลงมาจะไมก่ ระทบผิว ดนิ โดยตรง และกระแสนำ้ ท่ีไหลผ่านผิวดินถูกขวางและดูซับไวโ้ ดยวสั ดุคลุมดนิ อีกท้ังขวางก้ันผิวดินจากแรงลม โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ในบริเวณทม่ี ีลมพดั รนุ แรง 3. การคลุมดินไว้ทำให้อุณภูมิของผิวดินไม่สูงมากนัก พื้นผิวดินจึงมีอุณภูมิและความชื้นที่เหมาะสมต่อ การเจริญเติบโตของพืช และจลุ ลนิ ทรยี ต์ า่ งๆซึ่งเป็นการสรา้ งความอดุ มสมบูรณ์ของดนิ ในระยะยาว 4. วัสดุที่คลุมดินช่วยปรับปรุงบำรุงดิน อินทรีย์วัตถุที่จะค่อยๆย่อยสลายและปลดปล่อยแร่ธาตุอาหาร ให้แกพ่ ืชอยา่ งช้าๆ การใชว้ สั ดคุ ลุมดนิ จงึ เปน็ ประหน่ึงการทำ “ปุ๋ยหมกั ทผ่ี วิ หน้าดนิ ”ไวส้ ำหรับการเจริญเติบโต ของพืชนั่นเอง การปรับปรุงดินโดยวิธีนี้ดีกว่าวิธีการทำปุ๋ยหมักเสียอีก เนื่องจากเศษอินทรีย์วัตถุจะค่อย สลายตัวเป็นปุ๋ยอย่างช้าๆ ทำให้ไม่สูญเสียอีกเนื่องจากเศษอิทรีย์วัตถุจะค่อยสลายที่ดำเนินไปอย่างรุนแรง เนื่องจากการหมัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณเขตร้อนซึ่งกิจกรรมของจุลินทรียต์ ่างๆ ดำเนินไปอย่างรวดเรว็ กว่าในระบบนเิ วศอนื่ 5. ช่วยควบคุมวัชพืช เนื่องจากวัสดุคลุมดินจะปิดกั้นไม่ให้แสงผ่านเข้าไปถึงผวิ ดิน เมล็ดของวัชพืชที่ฝงั อยใู่ ต้ดินแม้วา่ จะไดร้ ับความชน้ื เพียงพอแต่ก็ขาดแสงอันจำเป็นต่อการเจรญิ เตบิ โต สว่ นเมล็ดวชั พชื อนื่ ๆ ที่ปลิว มาภายหลังจากที่คลุมวสั ดุไว้แล้ว ก็ยากทจ่ี ะงอกข้ึนได้เพราะไม่สัมผัสเนื้อดินโดยตรงนอกเหนือจากน้ีในกรณีที่ มวี ัชพชื บางส่วนงอกขึ้นไดเ้ กษตรกรกส็ ามารถกำจดั ไดง้ า่ ยๆ

44 ประโยชน์ของการหม่ ดิน 1. เปน็ ท่ีอยู่อาศยั ของจุลินทรยี ์ 2. เปน็ อาหารใหส้ ัตวห์ น้าดิน เช่น ไสเ้ ดอื น กิ้งกอื ฯลฯ ซง่ึ ชว่ ยพรวนดิน และถา่ ยมูลเป็นปยุ๋ ให้พชื 3. เกบ็ รักษาความชนื้ 4. เมอ่ื ย่อยสลายจะกลายเปน็ ฮวิ มสั ซ่ึงเปน็ ปุย๋ ให้กบั พืช ประโยชนข์ องจุลนิ ทรีย์ 1. ชว่ ยตรงึ ไนโตรเจนจากอากาศ ซ่ึงในอากาศมกี า๊ ซไนโตรเจนอยถู่ ึง 78 % 2. ช่วยย่อยสลายซากพชื ซากสัตว์ 3. ช่วยย่อยแร่ธาตทุ ่ีอย่ใู นหนิ ลูกรัง ทราย เช่น ธาตุอาหาร กลุ่ม เหล็ก แมงกานสี สังกะสี ฟอสฟอรัส เป็นตน้ 4. ชว่ ยผลิตฮอร์โมนให้พชื 5. ชว่ ยผลิตสารปอ้ งกนั โรคพชื

45 วิธีการห่มดนิ 1. ห่มดินดว้ ยฟาง เศษหญ้า หรอื ใบไม้ รอบโคนตน้ ไมป้ ระเภทไม้ยนื ต้น โดยเวน้ ให้หา่ งจากโคนต้นไม้ 1 คบื หม่ หนา 1 คืบ – 1 ฟุต ทำเป็นวงเหมอื นโดนัท โรยด้วยปยุ๋ คอก (มูลสัตว์) บาง ๆ และรดดว้ ยน้ำหมัก ชีวภาพผสมนำ้ เจือจาง อัตราส่วน 1 : 50 - 100 2. ห่มดินในท่ีดนิ ผืนใหม่ทเ่ี พงิ่ ขดุ ปรับพนื้ ที่ หรือดนิ ท่เี ส่ือมสภาพ เพ่ือปรับปรงุ คุณภาพของดินกอ่ นเร่ิม การเพาะปลูก ดว้ ยการหม่ ฟาง เศษหญา้ หรอื ใบไม้ ใหห้ นาอยา่ งน้อย 1 ฟตุ ทั้งแปลง โรยดว้ ยป๋ยุ คอก แลว้ ราด รดด้วยนำ้ หมกั ชีวภาพผสมนำ้ เข้มข้น อัตราสว่ น 1 : 10

46 โดยวิธีนี้ เป็นการระเบิดดินที่แห้งแข็ง ให้มีความชุ่มชื้น (ฟางห่มคลุมดินเพื่อลดการระเหยของน้ำในดิน ปุ๋ยคอกทใ่ี ส่เพื่อเพิ่มอินทรยี วัตถุ นำ้ หมักทำหน้าที่ย่อยสลายทั้งปยุ๋ และฟาง ให้กลายเป็นอินทรียวัตถุได้เร็วข้ึน) ซ่ึงวธิ ีนีอ้ าจต้องใชเ้ วลา 3 เดอื นขน้ึ ไป โดยยังไมค่ วรปลูกพืชใด ๆ เพราะน้ำหมักที่เข้มขน้ อาจทำให้ต้นไม้ตายได้ เรื่องที่ 5 การปลกู ผัก ผักสวนครัว คือ ผักที่ปลูกไว้ในบริเวณบ้านหรือที่ว่างต่าง ๆ หรือในชุมชนต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อปลูกไว้สำหรับรับประทานเองภายในครอบครัวหรือชุมชน การปลูกผักสวนครัวไว้รับประทานจะทำให้ ผู้ปลูกได้รับประทานผักสดที่อุดมด้วยวิตามินและเกลือแร่ต่าง ๆ มีความปลอดภัยจากสารเคมี ลดรายจ่าย ในครัวเรือน และที่สำคัญทำให้สมาชิกในครอบครัวมีกิจกรรมร่วมกันในการปลูกผักเพื่อเกิดสัมพันธ์ที่ดีภาย ในครอบครวั โดยทัว่ ไปคนต้องมกี ารบริโภคผักอยา่ งนอ้ ย วันละ 200 กรัม เพ่ือใหไ้ ด้สารอาหารครบถ้วน 1. ประโยชน์ของการปลกู ผักสวนครัว การปลูกผักสวนครัวสามารถนำมาปลูกทำเป็นรั้ว (รั้วกินได้) ได้แก่ กระถินบ้าน ชะอม ตำลึง ผักหวาน ผักปลงั ตน้ แค ถัว่ พู มะระ ฯลฯ ซึ่งเปน็ ผักท่ปี ลูกงา่ ยและให้ผลผลิตตลอดปีมีคุณคา่ ทางอาหารสูงและ ปลอดภัยจากสารเคมี สามารถใชป้ ระดับตกแตง่ บริเวณบ้าน เช่น จัดสวนผักสวนครวั การปลูกตน้ แคเป็นร้ัวกิน ได้ การนำผักสวนครัวที่ปลูกในกระถางแบบแขวน-ห้อยมาตกแต่งบริเวณรอบ ๆ บ้าน ใช้พื้นที่ส่วนที่ว่างเปล่า ให้เกิดประโยชน์ ลดค่าใช้จา่ ยในการซื้อผกั มาประกอบอาหารประจำวนั ครอบครัวได้รับประทานผักที่มีคุณค่า ทางอาหารครบถ้วนและปลอดภัยจากสารเคมีสร้างความสัมพันธ์ และสานสายใยรักที่ดีในครอบครัวและใช้ เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

47 2. วิธีการปลูก การปลูกผักสวนครัว ไม่จำเป็นต้องปลูกบนแปลงดินเท่านั้น เราสามารถเลือกปลูกในภาชนะ หรือใน สไตล์ต่าง ๆ ทเ่ี ราชอบ หรือเหมาะสมกับบรเิ วณบา้ นได้ ซึ่งมีวธิ ีการปลูก ไดแ้ ก่ 1. ปลูกบนแปลงปลูก การปลูกแบบนี้เหมาะสำหรับบ้านท่ีมีพื้นท่ี สามารถสร้างสรรค์รูปแบบ แปลงผักตามใจชอบ วัดขนาดความกว้างของแปลงตามระยะมือเอื้อมสะดวก โดยอย่าลืมเว้นทางเดินระหว่าง แปลง ให้สามารถเข้าไปดูแลได้ รวมถึงรักษาความสะอาดบริเวณโดยรอบ ขนาดแปลงที่พอเหมาะเริ่มต้น ประมาณ 16 x 10 ฟตุ 2. ปลูกในกระบะ วิธีน้ีเหมาะสำหรับผู้มีพื้นที่น้อย หรือไม่มีดินที่จะลงปลูก (พื้นเป็นซีเมนต์หรือ วัสดุอื่น) การปลูกในกระบะจะดูแลง่าย พืชจะได้รับปุ๋ยอย่างเต็มที่ ปัจจุบันมีกระบะสำเร็จรูปขายอยู่ หลากหลายแบบหลายขนาดใหเ้ ลอื ก

48 อ้างองิ https://www.mamykid.com 3. ปลูกในกระถาง ประหยัดพื้นที่ ดูแลง่าย โยกย้ายเคลื่อนที่ได้สะดวก แถมยังตกแต่งตามมุมต่าง ๆ ในบา้ นไดอ้ ีกด้วย การปลูกผักลงกระถางสามารถทำไดห้ ลายวธิ ี ดงั นี้ 3.1 วธิ ีหว่านหรอื หยอดเมลด็ โดยหวา่ นเมล็ดลงใหก้ ระถาง โดยกะระยะห่างของเมล็ด หรือหลุม ท่หี ยอดให้เหมาะสมกบั ชนดิ ของผกั ผกั ที่นิยมปลูก โดยใช้เมลด็ ได้แก่ ผักชี ผกั บุ้งจีน ตั้งโอ๋ ข้นึ ฉา่ ย เป็นต้น 3.2 วิธีเพาะต้นกล้าผักก่อนปลกู นำต้นกล้าผักที่เพาะเมลด็ ได้ระยะเวลาที่พอเหมาะ โดยสังเกต จากลักษณะของลำต้น และระบบรากฝอย ถ้าสมบูรณก์ ส็ ามารถย้ายต้นกล้าผักลงปลูกได้เลย ผักท่ีนิยมปลูกวิธี นีไ้ ด้แก่ ผักคะน้า ผกั กาดขาว ผกั กาดเขยี ว ผักกาดหอม กะหล่ำปลี ปเู ล่ กะเพรา โหระพา เป็นตน้ 3.3 วิธีนำส่วนของผักมาปักชำ ผักที่สามารถนำมาลงปลูกแบบปักชำในกระถางได้เลย เช่น สะระแหน่ ชะพลู หอมแบ่ง ตะไคร้ ฯลฯ การปักชำต้องดูว่าผักแต่ละชนิดใช้ส่วนใดในการปักชำได้ ผักบาง ชนิดมีรากลึกกระถางที่ใช้ปักชำควรมีความลึกที่เหมาะสมต่อผักด้วย หรือผักบางชนิดต้องใช้ไม้ปัก เพื่อพยุง ลำตน้ ผกั ให้ตง้ั ตรงและป้องกันการกระทบกระเทือนเวลารดน้ำ ในช่วงแรก ๆ ของการปกั ชำดว้ ย อ้างองิ https://www.mamykid.com

49 การดูแลรักษาผักในกระถาง ผักท่ปี ลกู ในกระถางสามารถทำการดูแลรักษาไดง้ ่าย โดยคอยรดน้ำ ให้ดินในกระถางในมีความชุ่มชืน้ สม่ำเสมอ กำจดั วชั พืช พรวนดนิ หากผักมีการเจรญิ เตบิ โตไมด่ ี ควรเปลี่ยนดิน เมื่อมีการปลูกผักในครั้งต่อไป หรือปลูกผักชนิดใหม่ในกระถางเดิม ถ้าหากที่ที่ว างกระถางอยู่ ผักทปี่ ลกู ได้รับแสงไมเ่ พยี งพอ สามารถย้ายกระถางไปวางไวใ้ นทมี่ ีแสงเพยี งพอได้ 4. ปลูกผักแนวตั้ง หากบ้านเรามีพื้นที่น้อย การทำสวนผักแนวตั้งก็เป็นหนึ่งในวิธีการที่น่าสนใจ ซึ่งใชห้ ลักการเดยี วกบั การปลกู ผักในภาชนะทวั่ ไป และสามารถออกแบบสวนผกั ใหเ้ หมาะสมกนั พื้นท่ขี องเราได้ ซึ่งมีหลักการทำท่ีไม่ยาก ดังนี้ 4.1 การจัดวางกระถาง ควรให้มีระยะห่างระหว่างกระถางประมาณ 1 นิ้ว และให้แต่ละแถว หา่ งกันประมาณ 2 คบื เพ่อื ให้มพี ืน้ ทเี่ พียงพอให้ผักเตบิ โตได้อยา่ งงอกงาม 4.2 ใช้กระถาง 2 ใบซ้อนกัน เพื่อให้สะดวกต่อการทำงาน โดยกระถางล่างเป็นใบที่ยืดติดกับ โครงไม้ที่กำแพง ส่วนกระถางบน เป็นใบที่ใช้ปลูกผักเวลาเก็บเกี่ยวและเปลี่ยนดิน ก็สามารถยกกระถางบน ออกไปได้เลย โดยไมต่ อ้ งเสียเวลาแกะและผกู ลวดเพอ่ื ยดื กำแพงใหม่อกี ครง้ั 4.3 เพาะกล้าใหมเ่ ตรยี มไว้ เพือ่ ผกั โตไลก่ นั พอเก็บเก่ียวผลผลิตแล้ว จะไดม้ ีกลา้ ลา้ งผักไว้ลงปลูก ใหม่ทนั ที การวางแผนปลกู วธิ นี ี้ จะช่วยใหก้ ำแพงสวยงามด้วยผักอยู่ตลอดเวลา 4.4 หากมีพื้นที่จำกัด การปลูกผักไว้หลายชั้น ในหลายรูปแบบผสมผสานกัน ก็มีส่วนช่วยเพ่ิม ผลผลติ ในพน้ื ทีน่ ้อยได้ 4.5 ภาชนะทีใ่ ช้ปลกู สวนผักลอยฟา้ ควรมีนำ้ หนักเบาและควรรดนำ้ อยา่ งสม่ำเสมอ อยา่ งน้อยวัน ละ 2 คร้ัง เนื่องจากนำ้ จะระเหยเรว็ 4.6 การทำสวนผักแนวต้ัง ตอ้ งเลือกชนิดผักใหเ้ หมาะสมกับขนาดของกระถาง รวมถึงระยะห่าง ของกระถางทง้ั ดา้ นข้าง ด้านบน และด้านล่าง เชน่ หากปลกู ในกระถางขนาดเลก็ ควรเลอื กปลกู ผกั ทรงพมุ่ เชน่ สลดั หรือ วอเตอร์เครส หากปลกู ผกั ลำต้นสูง อาจจะโตจนบดบงั แสงแดดของผกั ดา้ นบน 4.6 เพื่อให้ผักเจริญเติบโตดี ควรเพาะกล้าผักก่อนย้ายลงกระถาง เมื่อเก็บผลผลิตแล้ว ควรนำ ดินในกระถางออกมาปรับปรุงเพื่อเพม่ิ ธาตุอาหารในดนิ ทุกครั้ง โดยแนะนำว่าให้นำดินเกา่ ออกมาตากแดดอย่าง นอ้ ย 1 สัปดาห์ ก่อนนำไปผสมปุ๋ยคอก ปุย๋ หมกั เพื่อปลูกใหม่ หรอื นำดินเก่าไปผสมทำเปน็ ดนิ หมกั 4.7 ไม่ควรเรียงกระถางแนวตั้งให้สูงจนเกินไป เพราะยากต่อการทำงาน การสถานที่วางสวน แนวต้งั ควรคำนึงถงึ เรอ่ื งแสงแดด ระวงั อย่าใหม้ เี งาตกึ หรอื เงากระถางมาบังผกั ที่ปลูก 4.8 สวนผักแนวต้ังเหมาะสำหรบั คนทมี่ ีพื้นน้อย แต่ไม่เหมาะสำหรับคนท่ีมีเวลาดูแลน้อย เพราะ ต้องอาศัยการดูแลและบำรุงรักษาพอสมควร

50 อ้างองิ https://www.mamykid.com 5. ปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponic) หรือการปลูกพืชในน้ำที่ผสมสารละลายอาหารปลูก เลี้ยง หรือที่เรียกกันตามท้องตลาดว่า “ปุ๋ยน้ำ” โดยผักที่ปลูกแบบ Hydroponic ส่วนมากจะเป็นผักกินใบ และเปน็ พืชระยะส้ันทเี่ ก็บเก่ียวในระยะเวลาอันรวดเร็ว ข้อดขี องการปลูกผักในน้ำ คอื ไม่ต้องใช้พ้ืนท่ีมากมาย บ้านที่มีพื้นที่จำกัด บนระเบียงขนาดเล็ก ก็สามารถปลูกได้ หากตำแหน่งตรงนั้นมีแสงแดดส่องถึง ฝนไม่สาด อากาศไม่ร้อนอบอ้าว ปกติแล้วผักกินใบจะต้องการแสงอย่างน้อย 3 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนผักกินผลต้องการแสง อย่างน้อย 5 ชั่วโมงต่อวัน หากตรวจสอบแล้วบริเวณที่จะปลูกมีแสงเพียงพอก็สามารถดำเนินการได้ สำหรับ รางปลูกผักไฮโดรโปนิกส์นั้นมีให้เลือกทั้งแบบสำเร็จรูปซึ่งมีจำหน่ายให้ติดตั้งได้ทั้งระบบภายในเซตเดียว มี หลายขนาดใหเ้ ลอื กพรอ้ มวธิ ีประกอบทุกขัน้ ตอน แตห่ ากขนาดรางท่มี จี ำหนา่ ยในท้องตลาดใหญ่เกนิ กว่าพื้นท่ีท่ี เรามกี ส็ ามารถทำรางปลกู ผักไฮโดรเองได้ โดยกำหนดขนาดได้ตามพ้ืนทที่ ่ีตอ้ งการ

51 ระบบไฮโดรโปนิกส์ ที่นิยมปลูกในเมืองไทยมี 2 ระบบคือ ระบบ NFT (Nutrient Film Technique) และระบบ DFT (Deep Flow Technique) 5.1NFT (Nutrient Film Technique) เปน็ ระบบให้น้ำท่ีผสมสารละลายธาตุอาหารพืชไหลผ่านรากพืช เป็นแผน่ บาง ๆ บนรางปลกู อย่างต่อเนื่อง รางปลกู จงึ ต้องมีความลาดเอียงเพื่อให้แผน่ นำ้ ท่ีไหลผ่านมีความบาง คลา้ ยฟิลม์ ท่มี า : http://utahaquatics.com/how-does-a-hydroponic-system-work/ 5.2DFT (Deep Flow Technique) เ ป ็ น ร ะ บ บ ท ี ่ ป ล ู ก พ ื ช โ ด ย ร า ก แ ช ่ อ ย ู ่ ใ น ส า ร ล ะ ล า ย โดยจะมีการปลูกพืชบนแผ่นโฟมหรือวัสดุที่ลอยน้ำเพื่อยึดลำต้น ระบบนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ระบบไฮโดร โปนิกส์ลอยน้ำ (Floating Hydroponic Systems) ระบบนี้นิยมปลูกโดยทั่วไปและสามารถประยุกต์รางปลูก ได้จากวสั ดุทีห่ ลากหลาย เชน่ ทอ่ นำ้ กล่องโฟม ถงั นำ้ หรอื แม้กระทัง่ ขวดพลาสติก ก็สามารถทำได้ ท่ีมา : http://guyubtani.blogspot.com/2016/05/cara-bertanam-hidroponik-dft-deep-flow- technique.html

52 ปัจจัยสำคัญอีกหนึ่งสิ่ง คือ สารละลายอาหารพืชหรือปุ๋ยน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญช่วยให้พืชเจริญเติบโต โดยทั่วไปจะแบ่งเป็น 2 สูตรคือสูตร A B ใช้ผสมน้ำตามอัตราส่วนที่ฉลากกำหนดไว้ หากใช้เกินปริมาณที่ กำหนด ผักจะดูดซึมไนโตรเจนไปสะสมไว้ในรูปแบบของสารไนเตรท ซึ่งเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรงมะเร็งอย่างท่ี กล่าวในขั้นต้น การควบคุมปริมาณการให้ปุ๋ยน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ในขณะเดียวกันหากไม่ต้องใช้ปุ๋ยน้ำ ก็สามารถปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แบบอินทรีย์ได้ เรียกระบบนี้ว่า Aquaponics เป็นการผสมผสานระหว่างการ ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์กับการเลี้ยงปลา โดยเลี้ยงปลาในตู้ด้านล่างแล้วหมุนน้ำจากตู้ปลาซึ่งมีทั้งมูลปลา เศษอาหารที่ปลากิน คราบเมือก เต็มไปด้วยสารอาหารไปหล่อเลี้ยงพืชผักที่ปลูกอยู่ด้านบน มีปั้มน้ำจะทำ หน้าท่ีหมุนเวียนระบบนำ้ และเพ่ิมออกซิเจนเพ่อื ให้จลุ ินทรยี ์ในน้ำย่อยสลายมลู ปลา และสารต่าง ๆ ให้อยู่ในรูป ที่พชื นำไปใชไ้ ด้ จากท่ีใหส้ ารอาหารกับผักดว้ ยปยุ๋ นำ้ กป็ รบั เปลย่ี นเปน็ ใหอ้ าหารจากมลู ปลานั่นเอง 6. ผกั ท่นี ิยมปลูก 6.1 ผกั ชี นำเมล็ด ผกั ชี บดเบา ๆ ใหแ้ ตกออกเปน็ 2 ส่วน แลว้ แช่นำ้ ไว้ 3 ช่วั โมง นำมาตาก ลมอีกครั้ง กอ่ นคลกุ เมล็ดกบั ทรายและเถ้า ปลูกลงในกระถาง คลมุ หนา้ ดินด้วยฟาง ตามด้วยรดน้ำให้ชุ่ม 6.2 ต้นหอม เตรียมดินด้วยการพรวนดินให้ร่วน ทุบเปลือกถั่วลิสงให้เป็นชิ้นเล็กๆ นำ เปลือกถว่ั ลิสงผสมกับดิน แลว้ ตักดินใสก่ ระถางโดยไมต่ ้องกดดินให้แนน่ ใชม้ ดี ตัดต้นหอมเหนอื ราก 1.5 - 2 นิ้ว แล้วปักชำลงดนิ โดยเวน้ ระยะหา่ งแตล่ ะตน้ 2 นิว้ พร้อมกบั รดน้ำพอใหช้ ุ่ม ถา้ ปลูกดว้ ยเมลด็ ให้โรยเมล็ดลงหน้า ดินได้เลย ประมาณ 4 - 5 เมล็ดต่อกระถางก็พอ เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นและรากของต้นหอมติดกันเกินไปเมื่อโต ข้นึ รดนำ้ วนั ละ 2 ครัง้ เช้า-เยน็ หลังจากใบงอกแขง็ แรงแลว้ ใหเ้ ปลยี่ นมารดนำ้ เพยี งวนั ละ 1 ครั้งกพ็ อ 6.3 พริก นำเมล็ดพริกไปแช่น้ำไว้ 1 วัน ตากให้แห้ง แล้วหันไปผสมดินร่วน ทราย และปุย หมกั เพือ่ เทลงในกระถาง เพาะกล้า จากน้นั หย่อน เมลด็ พริกลงไปปลูกในดนิ รดน้ำใหต้ ้นโตสูงประมาณ 6 น้ิว

53 คัดเลือกเอาต้นกล้าที่แข็งแรง ปลูกในกระถางที่มีดินร่วนปนทรายและปุยหมัก รดน้ำเช้า - เย็น และตั้งให้ ถูกแดด 6.4 กะเพรา โรยเมล็ดทิ้งไว้ 7 - 10 วัน ในดินร่วนซุย และระบายน้ำได้ดี หากโตเบียดกัน แน่นเกินไปควรถอนแยกเพื่อให้ต้นโตเป็นพุ่ม และควรเด็ดใบมาปรุงอาหารบ่อย ๆ เพื่อให้ต้นไม่ผลิดอก ติด เมลด็ หรอื ต้นโทรมเรว็ เกินไป 6.5 ผักบุ้ง คัดเลือกเมล็ดผักบุง้ ทีส่ มบูรณ์ที่สุด ปลูกลงในดินรว่ นผสมปุยคอก ภายใน 2 - 3 วัน จากนั้นควรดแู ลเร่ืองความช้ืนของดินเป็นพิเศษ เพราะผักบุ้งเป็นพืชที่ชอบความช้ืนมาก อย่าปล่อยให้ขาด นำ้ รออีกแค่ 1 เดอื น ก็จะสามารถเกบ็ เก่ยี วผลผลติ มากินได้ 6.6 คะนา้ เตรียมถาดพลาสติกสำหรับการเพาะปลูกคะน้า หลังจากนัน้ นำดินพร้อมปุ๋ยคอก หรอื ปุ๋ยหมกั ในอัตรา 2:1 ใสล่ งในถาดหาเศษไมเ้ ล็ก ๆ แล้วนำมากดลงไปในดิน ในถาดทเี่ ราเตรียมจะเพาะ โดย ความลึก 0.5 ซม.นำเมล็ดของผักคะนา้ ทเ่ี ราเตรยี มไว้ ใสใ่ นหลมุ ท่ีเพาะ หลุมละ 1 - 2 เมลด็ ใส่ดนิ แลว้ รดน้ำ 7 - 10 วนั หลงั จากที่เราเรม่ิ เพาะปลกู คะน้า ผกั จะคอ่ ย ๆ เรม่ิ เจรญิ เติบโตพอเข้าวนั ที่ 20 - 25 ของการเพาะปลูก นำต้นคะนา้ มาลงปลกู ในกระถาง และพอวันที่ 45 สามารถเก็บผักคะน้าได้ การดแู ลน้ำเปน็ ส่ิงสำคญั หมนั่ ดูแล รดน้ำทกุ วนั วนั ละ 1 - 2 ครง้ั ในช่วงเชา้ และชว่ งเย็นอยา่ งสมำ่ เสมอ 6.7 ตะไคร้ นำต้นที่ตัดใบปักชำในดินร่วนซุย โดยปลูกในดินลึกไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร ในพื้นท่ีทมี่ ีแสงแดดครึ่งวัน หลังจากน้ันประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ จะเรมิ่ แตกรากผลิใบ 6.8 ผักกวางตุ้ง ขั้นตอนแรกให้พรวนดินให้พร้อม กำจัดวัชพืชให้หมด แล้วนำปุ๋ยคอกมา ผสม จากนนั้ ให้หย่อนเมลด็ ลงในกระถางเพาะกล้า รดนำ้ และใส่ปยุ๋ เสรจ็ แล้วกร็ อจนกระทั่งต้นสูงประมาณ 5- 10 เซนติเมตร แล้วค่อยย้ายลงไปปลูกในกระถางใหญ่ที่เตรียมไว้อกี ที ใช้เวลาประมาณ 20 - 25 วัน ถึงจะเกบ็ เกยี่ วได้

54 6.9 ผกั สลดั เลือกซอ้ื เมลด็ พนั ธุผ์ ักสลัดท่เี ราชอบ ใส่ดินลงในกระถางหรือถาดหลุม รดน้ำให้ ชุ่ม วางเมลด็ ลงไปที่หลุมประมาณ 3 - 4 เมลด็ ต่อหลุม รอเวลา 5 - 7 วัน คดั ตน้ ออ่ นทส่ี มบูรณ์ไว้เหลือเพียง 1 ต้นต่อหลมุ หรือกระถาง กดดนิ ใหแ้ น่นเพ่ือเป็นการตั้งต้นให้กับต้นอ่อน รดน้ำในตอนเช้าและตอนเย็น วางไว้ใน ที่โดนแสงแดดเตม็ ที่ แต่ถ้าแดดแรงมากอาจหาแสลมมาช่วยพรางแสง ใส่ปุ๋ยได้เมื่อต้นอายุครบ 2 สัปดาห์และ ใสป่ ๋ยุ ซำ้ อีก 7 วนั หลงั จากใส่ครง้ั แรก ครบ 45 - 50 วนั ก็เกบ็ มากนิ กนั ได้แลว้ 7. วธิ กี ำจดั หอยทาก ศตั รขู องผัก การปลกู ผักในชว่ งหน้าฝน เรามักเจอปญั หาต้นอ่อนของผกั ถกู หอยทากตัวน้อย ๆ แทะเล็มกันจนด้วนไป หมด ถ้าเจอปัญหานี้ต้องรีบหาทางกำจัดหรือปอ้ งกันกันทันที โดยมวี ิธดี ี ๆ ทไ่ี มเ่ ป็นอันตราย ไดแ้ ก่

55 เปลือกไข่ เปลือกไข่จะทำให้หอยทากรู้สึกระคายเคือง วิธีก็แค่นำเปลือกไข่ไปตากแดดให้แห้ง หลังจาก น้นั ทำให้ทบุ ใหล้ ะเอยี ด แล้วนำไปโรยบรเิ วณที่ปลูกตน้ ไม้ กระเทียม ตำกระเทียมทั้งเปลือก 2-3 กำมือให้ละเอียด แล้วนำไปแช่น้ำประมาณ 4 ลิตร ทิ้งไว้ข้ามคืน หลังจากน้นั นำน้ำมาเทใส่กระบอกฉีดน้ำ แล้วนำไปฉดี ต้นไม้ที่เราปลูกไว้ กล่นิ ของกระเทียมจะช่วยไล่หอยทาก ให้หา่ งไกลจากสวนได้

56 กากกาแฟ นำกากกาแฟไปโรยบริเวณรอบๆ ต้นไม้ หรืออาจจะนำน้ำกาแฟเทใส่ในกระบอกฉีดน้ำ แล้วนำไปฉดี ต้นไม้หรอื ตัวหอยทากเลยกไ็ ด้ ถือเปน็ อกี หนึ่งวธิ ีท่ีช่วยกำจัดได้ดีเชน่ กนั ปูนขาว วิธีคล้าย ๆ กับกากกาแฟ โดยนำปูนขาวไปโรยบริเวณรอบ ๆ ต้นไม้ เพราะหอยทากแพ้ความ เป็นดา่ ง จึงถอื เปน็ อีกหนงึ่ วธิ ีท่ีชว่ ยไลห่ อยทากได้ หนิ ภเู ขาไฟ มอี ยู่หลายชนดิ ลักษณะมีฟองอากาศอยู่ขา้ งใน เป็นรูโพรงเหมอื นฟองน้ำ นอกจากจะนำมา เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง และใช้ปลูกไม้ดอกไม้ประดับแล้ว ยังสามารถนำมาโรยรอบๆ กระถางหรือแปลงผัก เพ่ือ ป้องกันหอยทากได้ด้วย เพราะหินภูเขาไฟมีความคมและหยาบถึงขั้นบาดผิวหนังได้เลย ซึ่งเป็นสิ่งที่หอยทาก ไม่ชอบ เพราะมันต้องใช้ลำตัวเดิน นอกจากนี้หินภูเขาไฟยังมีพลังลึกลับในตัวของมันเอง มีแรงดึงดูดเหมือน แม่เหลก็ หากหอยทาก เดนิ ผา่ นมันจะหมดเร่ียวแรงทนั ที

57 ทม่ี า : https://mini3garden.com สาหร่ายทะเล เป็นพืชที่เราสามารถนำมาป้องกันหอยทากได้ โดยการนำสาหร่ายไปตากแดดให้แห้ง และนำมาวางไว้รอบ ๆ แปลงผัก หรือรอบ ๆ กระถาง หอยทากจะไม่มาใกล้ เพราะสาหร่ายทะเลมีความเค็ม อยู่ในตวั และเวลาแห้งแลว้ มนั จะหยาบๆ กรอบๆ หอยทากไมช่ อบอะไรท่เี คม็ ๆ หยาบๆ

58 ลวด ให้นำลวดมาพันไวร้ อบกระถางตน้ ไม้ หรอื หากปลูกพืชลงดินก็ให้หาแผน่ ไมเ้ กา่ ๆ ที่ไม่ใช้แล้วมาทำ รั้วกั้นแปลงผัก ความสูงจากดินประมาณ 1 คืบ แล้วใช้ลวดมาวางราบกับสันไม้ จากนั้นตอกยึดลวดให้เป็น แนวขนานกบั ไม้เพื่อป้องกันหอยทากเดินเขา้ ไปกนิ แปลงผัก เพราะลวดทตี่ ากแดดในตอนกลางวันจะมีพลังงาน จากแสงอาทิตย์เก็บอยู่เป็นจำนวนมากพอที่จะช็อตหอยทากได้ เมื่อปากหรือหนวดของมันไปสัมผัสกับลวด แล้วมนั จะหนั เหไปทิศทางอนื่

59 กจิ กรรมท้ายบทที่ 4 คำชีแ้ จง : เมือ่ ผ้เู รียนศึกษาบทที่ 4 จบแล้วให้อธิบาย จากคำถามต่อไปนี้ 1. ใหผ้ เู้ รยี นอธิบายขน้ั ตอนการขุดดนิ เป็นแปลงผัก มาตามความเขา้ ใจของผู้เรียน ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ............................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 2. ลกั ษณะทว่ั ไปของหวั เชือ้ จลุ ินทรยี ์ EM มีลักษณะเป็นอย่างไร ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 3. ประโยชนห์ วั เชอื้ จุลินทรยี ์ EM มีประโยชน์อยา่ งไรบ้าง ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. .................................................

60 4. ปลูกผกั เราสามารถปลูกดว้ ยวธิ ไี หนไดบ้ า้ ง .................................................................................................................................... .......................................... ......................................................................................... ..................................................................................... ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 5. พชื ผักสวนครัวที่นา่ ปลกู ในชวี ิตประจำวันของเรามีอะไรบ้าง ............................................................................................................................. ................................................. ................................................................................................................................. ............................................. ...................................................................................... ........................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 6. ใหผ้ ูเ้ รียนออกแบบ สวนปลูกผกั ของตนเองมาตามความเขา้ ใจของผเู้ รยี น ผักสวนครวั บ้านฉัน

61 บทท่ี 5 การบำรุงรกั ษาและการเก็บเกี่ยว สาระสำคัญ การดูแลรักษา หมายถึง การปฏิบัติต่อพืชที่ปลูกให้มีการเจริญเติบโตได้อย่างเป็นปกติและ ปราศจากการรบกวนจากศัตรูต่าง ๆ ตั้งแต่เริ่มต้นปลูกไปจนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต เกษตรผู้ปลูกพืชนำเอา ส่วนของผลผลิตพืชออกไปจากต้นพืช หรือพื้นที่ที่ปลูก โดยส่วนที่นำออกไปนั้นมีลักษณะเป็นไปตามความ ตอ้ งการของผู้ปลกู หรือผู้บรโิ ภค ผลการเรียนรู้ทค่ี าดหวงั 1. บอกวธิ กี ารดแู ลและบำรงุ รักษาได้ 2. บอกวธิ ีการเก็บเก่ียวได้ ขอบข่ายเนื้อหา เร่ืองท่ี 1 วิธกี ารดูแลและบำรุงรักษา เร่อื งท่ี 2 การเกบ็ เกี่ยว

62 เร่อื งท่ี 1 วธิ กี ารดแู ลและบำรุงรกั ษา การดูแลรักษา หมายถึง การปฏิบัติต่อพืชที่ปลูกให้มีการเจริญเติบโตได้อย่างเป็นปกติและ ปราศจากการรบกวนจากศตั รูต่าง ๆ ต้ังแต่เรมิ่ ตน้ ปลกู ไปจนพืชใหผ้ ลผลติ ได้ ซึง่ มีกิจกรรมทีต่ อ้ งทำ ดงั นี้ 1. การให้น้ำ (watering) เป็นสิ่งที่ต้องทำบ่อยครั้ง โดยเฉพาะกับพืชที่ปลูกนอกฤดูฝน ทั้งนี้ เพราะองค์ประกอบภายในต้นพืชกว่า 80% เป็นน้ำ ดังนั้นพืชที่ปลูกใหม่ ๆ และในระยะที่พืชกำลังให้ผลผลิต ดอก หรือผล จงึ ไม่ควรท่ีจะปลอ่ ยใหพ้ ชื ขาดน้ำ ซึ่งหลกั การเพอื่ การให้น้ำแก่พืชท่ปี ลูกบนบกน้ันใช้หลัก “ให้ช้ืน แต่อย่าแฉะ” ส่วนความถี่ - ห่างของการให้น้ำว่าจะให้กี่วันต่อครั้ง หรือวันละกี่ครั้ง ให้คำนึงถึงสภาพของเน้ือ ดินเปน็ สำคัญ สว่ นคณุ สมบัติของนำ้ ทน่ี ำมาใช้เพ่ือการให้แก่พืชนั้น ควรจะเปน็ ดงั นี้ 1.1 ไมเ่ ป็นกรด หรอื ดา่ งจนเกนิ ไป ถา้ เป็นไปไดค้ วรมีฤทธิเ์ ปน็ กรดออ่ นๆ (pH = 6.5 - 7) 1.2 ไมม่ คี วามเคม็ ไม่มกี ล่ินเนา่ เหมน็ 1.3 ไมม่ ีสารที่เปน็ พษิ ตอ่ ต้นพชื 2. การพรวนดนิ และการกำจัดวชั พืช (plough and weeding) เปน็ สิ่งที่จะช่วยทำให้ระบบของราก พืชสามารถที่จะแผ่กระจายออกไปได้เป็นบริเวณที่กว้าง เพราะการพรวนดินทำให้โครงสร้างของดินไม่แน่น หรือแขง็ จนยากต่อการชอนไชของรากพืชน่ันเอง เม่ือมกี ารพรวนดินย่อมเปน็ การตดั รากของพชื บางสว่ นออกไป ทำใหพ้ ชื มีรากใหม่เกิดขึน้ ไดใ้ นปริมาณท่ีมากขึน้ อีกทง้ั การท่ีขดุ พรวนดนิ ยังเป็นการกำจัดวัชพชื นิดต่าง ๆ ไปใน ตัวด้วย จึงเท่ากับเป็นการทำลายตัวการที่คอยแย่งใช้น้ำ แย่งใช้ปุ๋ยและแสงแดดของพืชหลักได้ไปในตัว การพรวนดินให้กับพืชที่ปลูกควรจะมีการทำประมาณ 2 ครั้งหลังปลูก หรือเลิกทำเมื่อต้นพืชตั้งตัวได้และ เจรญิ เติบโตพ้นจากการปกคลุมของวัชพชื แลว้

63 3. การใส่ปุ๋ย การให้ธาตุอาหารพืช เปน็ การเพ่มิ เตมิ ธาตุอาหารทีจ่ ำเปน็ สำหรับพชื ลงไปในดิน เพ่อื ให้ มีปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการใช้ของพืช การให้ปุ๋ยแก่พืชนั้นผู้ปลูกควรที่จะต้องมีการศึกษาถึงบทบาท หน้าที่ของธาตุอาหารพืชให้เกิดเป็นความเข้าใจเสียก่อน เพื่อใช้สำหรับประกอบการตัดสินใจเลือกใช้ ใหเ้ หมาะสมกับชนิดพืช ระยะเวลาท่พี ชื ต้องการ และภาวะเศรษฐกจิ ของพืชในแต่ละชว่ งเวลา การให้ธาตอุ าหารแก่พชื แตล่ ะอย่างแตล่ ะชนิด จะใหใ้ นปรมิ าณมาก – นอ้ ยเพียงใดต่อคร้ังหรือจะให้ กี่ครง้ั ในแต่ละฤดปู ลูก ควรทีจ่ ะตอ้ งคำนึงถึงองคป์ ระกอบหลาย ๆ อย่าง ดงั น้ี 1) ชนดิ และประเภทของเนอื้ ดนิ ดนิ ท่ีมีเนื้อหยาบ จะตอ้ งให้ในปริมาณทีม่ ากกวา่ ดนิ เนือ้ ละเอียด 2) ชนิดและประเภทของพืชทป่ี ลกู พืชทต่ี ้องการผลผลิตทเ่ี ป็นดอกเป็นผลจะต้องใช้มากกว่าพืชที่ ตอ้ งการใบหรือลำต้น 3) สูตรหรอื เกรดปุ๋ย ถ้าสตู รสูงจะใชใ้ นปริมาณทน่ี ้อยกว่าสูตรตำ่ 4) ความสมบูรณ์ของสตู รปยุ๋ ป๋ยุ สมบรู ณ์จะใชน้ อ้ ยครัง้ กว่าป๋ยุ เดี่ยว 5) วิธีการให้ปุ๋ยแก่พืช ให้ทางดินจะสญู เสยี ได้มากกวา่ การให้ทางใบ 6) ราคาของผลผลติ /พน้ื ทเี่ ม่อื เทียบกับราคาของปยุ๋ ท่ใี ส่ต่อหนว่ ยพน้ื ท่ี แต่อย่างไรก็ตามขอแนะนำวิธีการคิดเพื่อการให้ปุ๋ยว่าควรที่จะยึดหลักการ “ให้ครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง” จะไดผ้ ลดีกวา่ การให้ครั้งละมาก ๆ แต่นาน ๆ ครั้ง

64 เรอื่ งท่ี 2 การเก็บเกี่ยว การเก็บเกี่ยวผลผลิต หมายถึง การกระทำที่ผู้ปลูกพืชนำเอาส่วนของผลผลิตพืชออกไปจากต้นพืช หรือพ้นื ทที่ ีป่ ลกู น้ัน โดยสว่ นทีน่ ำออกไปนัน้ มลี ักษณะเป็นไปตามความต้องการของผู้ปลูกหรือผู้บรโิ ภค การเก็บ เกย่ี วผลผลิตพืชให้มคี ณุ ภาพ ผ้ปู ลูกพชื จะต้องมีความรู้และเข้าใจถึงธรรมชาติของผลผลิตของพืชแต่ละอย่างแต่ ละชนิด อายขุ องผลผลติ ลักษณะรูปร่าง สสี ันและขนาดของผลผลติ สภาพดนิ ฟา้ อากาศ และเคร่ืองมือท่ีใช้เพ่ือ การเกบ็ เก่ยี ว หลักการที่ใช้เพื่อพิจารณาตัดสินใจเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชนั้น มักจะต้องเกี่ยวข้องกับอายุของพืชและ การใช้ประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากชีวิตประจำวันมาประกอบการตัดสินใจเสมอ ในที่นี้ขอให้แนวคิดเพื่อการ เกบ็ เก่ียวผลผลิตใหม้ คี ุณภาพ ด้วยการพจิ ารณาผลผลิตน้ัน ดงั น้ี วธิ ที ่ี 1 ใชก้ ารประมาณอายหุ ลงั จากวันปลกู จนถงึ วันเกบ็ เกีย่ ว (ภายใตก้ ารเจรญิ เติบโตทเ่ี หมาะสม ของพืช) วิธีนี้ผู้ปลูกพืชควรที่จะศึกษาถึงอายุของพืชท่ีปลูกในแต่ละฤดูกาล ว่ามีช่วงอายุที่ให้ผลผลิต โดยนับ จากวันทป่ี ลูกจนถึงเกบ็ เกย่ี วได้นั้น ในแต่ละฤดูกาล นานเพียงใด วิธีที่ 2 ใช้การประมาณอายุนบั จากวันทีด่ อกผสมเกสรจนถึงวันเก็บเกี่ยว วิธีนี้ค่อนขา้ งที่จะยุ่งยาก กว่าวธิ แี รก เพราะไมท่ ราบว่าพชื แต่ละชนดิ จะผสมเกสรเมือ่ ใด เวลาใด อาจผิดพลาดก็ได้ วิธีที่ 3 ใช้การประมาณด้วยสายตา เป็นการประมาณคุณภาพของผลผลิตพืชโดยอาศัยความ ชำนาญเป็นสำคัญ โดยการสังเกตดูการเปล่ียนแปลงไปของส่วนท่เี ปน็ ผลผลิตของพืชท่ตี ้องการเกบ็ เกยี่ ว เช่น 1) ดูการเปลี่ยนแปลงของสีผวิ ของผลผลติ (การมนี วล ไม่มนี วล (Wax) เม่ือแกห่ รืออ่อน ) 2) ดูการเปลย่ี นแปลงขนาดและสภาพทางกายภาพของผลผลิต (การมีเหล่ียม ไมม่ เี หลี่ยม) 3) ดูการเปล่ียนแปลงของพชื ในลักษณะที่ผิดปกติ เชน่ การเหยี่ วเฉาของลำตน้ ของมือเกาะ ของใบ วธิ ีที่ 4 ใชก้ ารประมาณด้วยประสาทสัมผสั อน่ื ๆ เชน่ 1) การชมิ รส ดว้ ยการใช้ล้นิ สัมผสั กับเนือ้ ของผลผลิต 2) การฟงั เสียง ด้วยการใชก้ ารตี ดดี หรือเคาะทผี่ ล 3) การดมกลิ่น ดว้ ยการใชจ้ มกู ดมหาความหอมของผลท่สี ุกแก่

65 การจัดการผลผลิตภายหลังการเก็บเกี่ยว หมายถึง การกระทำที่เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวแล้ว และลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผลผลิตนั้น ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับขั้นตอนของการ จดั การตามลำดับก่อน-หลัง ดังน้ี 1. การทำความสะอาดผลผลิต เป็นการทำเพื่อให้ผลผลิตมีความสวยงาม สะอาดปราศจาก สิ่งสกปรกและสารพิษทป่ี นเปอ้ื น ซ่งึ มีวิธกี ารที่นยิ มใช้ 3 วิธดี งั นี้ 1.1 การใช้มอื และมีด เพ่อื เกบ็ และตัดสว่ นทไ่ี มต่ อ้ งการออก เช่น ใบทแ่ี ก่ ชิน้ ส่วนของวัชพืช ส่วนท่เี นา่ เสยี สง่ิ ทป่ี นเปื้อนและมองเหน็ ได้ 1.2 การใช้น้ำล้าง และใช้แปรงขัดถู เพื่อชำระล้างส่วนที่ปนเปื้อนที่เป็นละอองเล็ก ๆ เช่น ฝุน่ ละออง เศษดนิ และซากของอนิ ทรยี วัตถตุ า่ ง ๆ 1.3 การใช้ลมเปา่ ใชก้ ับผลผลติ พชื ท่ีไมส่ ามารถจะล้างด้วยน้ำได้ เช่น ผลผลิตจำพวกไม้ผล ไดแ้ ก่ ทเุ รียน น้อยหน่า มังคุด ซงึ่ มักจะมีเพล้ยี หอย เพลีย้ แปง้ เกาะติดอยู่กบั ผล 2. การคัดขนาดผลผลิต เป็นการจัดหมวดหมู่ของผลผลิต เช่น ขนาด เล็ก - กลาง - ใหญ่ - ใหญ่ พิเศษ, ออ่ น - แก่ - สุก - งอม , มตี ำหนิ - ไมม่ ตี ำหนิ ซ่งึ จะทำให้ผู้ผลติ ไมถ่ กู ตอ่ วา่ ต่อขานจากผู้ซ้ือในภายหลัง วิธกี ารทใี่ ช้เพื่อการคัดขนาดผลผลิต มดี ังต่อไปน้ี 2.1 การคดั โดยการใช้สายตาสังเกต ดว้ ยการดู รูปร่าง ความเล็ก - ใหญ่ ยาว สน้ั สวยงาม 2.2 การคัดโดยการใช้เครื่องมือที่เรียกว่าเครื่องคัดขนาด ใช้สำหรับการคัดผลไม้ที่มีรูปร่าง ของผลทีแ่ น่นอนแต่แตกต่างกนั ที่ขนาดของผล เช่น ส้ม มะม่วง มังคดุ ฝรง่ั สมโอ ฯ 2.3 การคดั โดยใชเ้ คร่ืองชง่ั นำ้ หนักหรือตาชง่ั ใช้สำหรบั ผลผลิตท่มี รี ปู รา่ งไม่แน่นอน เช่น ทุเรยี น ฟักทอง ขนุน เงาะ มะละกอ ฯ

66 3. การบรรจุ หีบห่อ ผลผลิต (รวมความถึงการบ่มผลผลิตบางชนิดด้วย) เพื่อเป็นการป้องกัน ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในขณะที่ขนส่งผลผลิตจากแหล่งผลิตไปสู่ผู้บริโภค อีกทั้งยังช่วยป้องกันการคละกัน ของผลผลิตที่ได้มีการคัดขนาดไว้แล้ว การบรรจุ และหีบห่อผลผลิตที่เป็นผลผลิตพืช ควรที่จะต้องคำนึงถึง หลักการทส่ี ำคญั ดังน้ี 3.1 ต้องคำนึงถึงรูปร่างลักษณะของผลผลิต พวกที่มีน้ำหนักเบา ขนาดเล็ก ใช้ภาชนะ ขนาดเล็ก เช่น ถงุ พลาสตกิ กล่อง ตะกรา้ ชะลอม พวกที่มนี ำ้ หนักมาก ใชภ้ าชนะขนาดใหญแ่ ละแข็งแรง 3.2 คำนึงถึงการสูญเสียน้ำและการรักษาความแห้ง เช่นผัก ควรบรรจุในภาชนะที่ป้องกัน การเสียนำ้ หอม กระเทยี ม ควรบรรจุในภาชนะทโ่ี ปร่งและอากาศถา่ ยเทได้สะดวก 3.3 คำนงึ ถงึ ลกั ษณะของภาชนะท่ีใชบ้ รรจุ ควรให้สอดคล้องกับผลผลิตและการจูงใจผ้ซู ื้อ

67 4. การจัดจำหน่าย เนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรเป็นสิ่งที่เน่าเสียได้ง่าย ภายหลังจากที่ได้มี การบรรจุหีบหอ่ แล้ว จงึ ควรที่จะต้องเรง่ รีบระบายผลผลติ ออกไปสผู่ ูบ้ ริโภคใหเ้ รว็ ท่สี ดุ เท่าที่จะทำได้ ดังน้ันการ จำหน่ายผลผลิต จึงมีทางเลอื กได้เพียง 2 ทางเลอื กเท่านัน้ คือ ทางเลือกที่ 1 จำหน่ายส่ง ให้กับคนกลาง (ที่เรียกว่าขายส่ง) ที่ทำหน้าที่ในการรวบรวม ผลผลติ จากทกุ ทศิ ทางทีม่ อี ยใู่ นพื้นที่ ทางเลอื กนมี้ ีข้อเสียคือมักจะถูกกดราคา ผขู้ ายไมส่ ามารถกำหนดราคาเอง ไดต้ ามทตี่ ้องการ ราคามักจะเกิดจากการต่อรองของผู้ซ้ือ เพราะผ้ซู ้ือน้ันเขาไม่ง้อคนขาย โดยเฉพาะผลผลิตท่ี เปน็ ไปตามฤดูกาล และเป็นบุคคลท่ีเริม่ ต้นกบั การขายผลผลิตด้วยตนเอง แตก่ เ็ ปน็ ทางเลอื กทตี่ อ้ งเลอื ก ทางเลือกที่ 2 จำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ในลักษณะของการขายปลีกให้กับผู้ซื้อแต่ละ คนทางเลอื กนี้มีข้อดี คอื ผ้ขู ายสามารถทจี่ ะกำหนดราคาขายเองได้ตามที่ตอ้ งการ แต่มขี อ้ เสียคือไมส่ ามารถที่จะ หาผ้ซู ้อื เป็นจำนวนมาก ๆ ได้ อีกทัง้ ยงั จะต้องมพี าหนะขนส่งผลผลิตดว้ ย จึงจะจำหนา่ ยผลผลติ ได้มาก 5. การเก็บรักษาผลผลิตให้คงสภาพที่ดี หมายถึง การยืดอายุของผลผลิตที่ได้เก็บเกี่ยวแล้ว ออกไปให้นานที่สุดโดยที่ผลผลิตนั้นยังคงมีคุณภาพเหมือนเดิมหรือเสื่อมคุณภาพลงให้น้อยที่สุด ในกรณีที่ ผลผลติ นนั้ ยังสด และยงั ไม่ได้ผา่ นการแปรรปู วธิ กี ารท่ใี ชเ้ พือ่ ยดื อายผุ ลผลิตน้ัน มี 3 วิธีดงั นี้ วิธีท่ี 1 การเก็บรักษาไว้ในโรงเรือนที่แห้งและมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อเป็นการลด ความร้อน และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากขบวนการหายใจของผลผลติ ทำให้การเข้าทำลายซ้ำของ จุลินทรยี เ์ กิดข้ึนไดย้ าก ผลผลิตจึงไม่เน่าเสยี เชน่ หอมแดง กระเทยี ม มนั ฝร่งั ขา้ วโพด กะหลำ่ ปลี วิธที ่ี 2 การเก็บรักษาในทีท่ มี่ อี ณุ หภูมิตำ่ เพอื่ ลดอตั ราการคายน้ำ การหายใจ วธิ ที ี่ 3 การใช้สารเคลอื บผิว (Wax) ใช้เคลือบเพอ่ื ลดการสญู เสียนำ้ ไปจากผลผลติ โดยไขทีใ่ ช้นัน้ ใชไ้ ด้ ทัง้ ไขจากพืชและสตั ว์ ตลอดจนไขจากผลติ ภณั ฑ์ปิโตรเลยี่ ม เชน่ ส้ม แอปเป้ิล มะมว่ ง

68 กจิ กรรมทา้ ยบทที่ 5 คำช้ีแจง : เม่ือผ้เู รยี นศกึ ษาบทที่ 5 จบแล้วให้อธิบาย จากคำถามต่อไปน้ี 1. การดแู ลรักษา หมายถึง อะไร ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................. ................ ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 2. ให้ผูเ้ รียนอธบิ าย การใสป่ ๋ยุ มาตามเข้าใจของผู้เรยี น ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ....................................................................................................................................................................... ....... ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 3. การเกบ็ เกีย่ วผลผลิต หมายถงึ อะไร ..................................................................................................................................... ......................................... .......................................................................................... .................................................................................... ............................................................................................................................. ................................................. ....................................................................................................................................................... ....................... .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. .................................................

69 4. การบรรจุ และหบี หอ่ ผลผลติ ที่เปน็ ผลผลติ พชื ควรท่ีจะต้องคำนึงถึงหลักการท่สี ำคญั ใดดังตอ่ ไปนี้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. การจำหนา่ ยผลผลติ จึงมีทางเลือกได้เพยี ง 2 ทางเลือกเท่านั้นคือทางไหนบา้ ง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 6. การเก็บรักษาผลผลิตใหค้ งสภาพที่ดี หมายถึงอะไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

70 แบบทดสอบก่อนเรียน จงเลือกคำตอบท่ีถกู ต้องที่สุดเพยี งคำตอบเดียว 1. ขอ้ ใด คือ ความหมายของผกั ปลอดภัยจากสารพษิ ก. ผักที่ซอื้ มาจากตลอด ข. ผกั ที่ปลกู เองโดยใชป้ ุ๋ยเคมี ค. ผักที่ลา้ งสะอาดด้วยน้ำเปลา่ ง. ผกั ทไ่ี ม่มีสารเคมีป้องกนั และกำจดั ศัตรูพชื ตกคา้ งอยูแ่ ละสะอาด 2. ผักทมี่ ีสารตกค้างอยู่ไมเกนิ ระดับมาตรฐานทกี่ ระทรวงสาธารณสขุ กำหนดไวในประกาศกระทรวง สาธารณสุข ฉบับที่เทา่ ไหร่ ก. ฉบับท่ี 153 ข. ฉบับท่ี 163 ค. ฉบับที่ 165 ง. ฉบับที่ 136 3. ผักที่มสี ารพิษตกค้างอยูไมเกินระดบั มาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสขุ กำหนดไวในประกาศ กระทรวงสาธารณสุข เมอ่ื ไหร่ ก. วันที่ 25 เมษายน 2538 ข. วันท่ี 27 เมษายน 2538 ค. วนั ท่ี 28 เมษายน 2538 ง. วนั ท่ี 29 เมษายน 2538 4. ผักปลอดจากสารพษิ มีประโยชน์ต่อผบู้ ริโภค อยา่ งไร ก. ไม่มสี ารพษิ ตกคา้ งในผกั ท่ีมาทำอาหาร ข. เกิดความปลอดภัยตอ่ ผบู้ รโิ ภค ค. ทำให้ร่างกายแขง็ มีสุขภาพทดี่ ี ง. ถูกทุกข้อ 5. ขอ้ ใดคือการล้างผักให้สะอาดอยา่ งถูกวธิ ี ก. น้ำด่างทับทิม 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำให้สะอาด ข. ลา้ งด้วยน้ำไหลจากก๊อก ค. การแชใ่ นน้ำสะอาด ง. ถกู ท้งั ก ข และ ค

71 6. การปลกู ผกั ปลอดสารพิษมปี ระโยชน์ตอ่ ผผู้ ลิตอยา่ งไร ก. ทำให้เกษตรกรผ้ปู ลกู ผักมสี ุขภาพอนามัยที่ดขี ึ้น ข. ลดต้นทุนการผลติ ของเกษตรกร ค. ถกู ท้ัง ก และ ข ง. ถกู ทุกข้อ 7. ผักผลไมท้ ี่มีสเี หลือง มีประโยขนต์ ่อรา่ งกายของเราอย่างไร ก. บำรุงสายตา ข. บำรุงสมอง ค. เสริมภูมต้านทาน ง. เสรมิ สร้างความจำ 8. การปลูกผักปลอดสารพิษ มปี ระโยชนต์ ่อระบบนิเวศและสิ่งแวดลอ้ ม อย่างไร ก. เปน็ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละลดมลพิษของส่ิงแวดล้อมไดทางหนงึ่ ข. อากาศในบริเวณแหล่งปลูกผักมีปลอดภยั จากสารพิษ ค. ดนิ ไม่มสี ารเคมีปนเปื้อน ง. ถกู ทุกข้อ 9. ผกั ผลไมท้ ี่มีสแี ดง มปี ระโยขน์ต่อร่างกายของเราอย่างไร ก. บำรงุ สมอง ข. บำรงุ สายตา ค. ชว่ ยฟอกของเสียในร่างกาย ง. ต้านอนมุ ูลอิสระ เสริมสร้างความจำ 10. ขอ้ ดีของการปลูกผักปลอดสารพิษมีอะไรบา้ ง ก. ลดปรมิ าณสารเคมปี อ้ งกนั และกำจัดศัตรพู ืชทจ่ี ะปนเป้ือนเขา้ ไปในอากาศ และน้ำ ข. ลดปรมิ าณการนำเขาสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพชื ค. ชว่ ยให้เกษตรกรผู้ปลูกผักมีสุขภาพอนามัยดีขึ้น ง. ถกู ทุกข้อ 11. การเพาะปลกู พืช ปัจจัยหลักสำคญั ท่ตี ้องคำนึงถงึ เป็นอันดบั แรก คืออะไร ก. การมีสารเคมีท่ีสามารถป้องกนั กำจัดศตั รูพืช ข. การคัดสรรเมล็ดพันธท์ุ ี่มีคุณภาพ ค. การลงทนุ ท่สี งู ๆ ง. ถูกทุกข้อ

72 12. ปัจจัยดา้ นส่งิ แวดลอ้ มทช่ี ่วยทำให้พชื พันธ์ุเจรญิ งอกงามได้เป็นอยา่ งดี มีอะไรบา้ ง ก. การจัดการระบบน้ำในการเพาะปลูก ข. การออกแบบระบบโรงเรอื นใหด้ ี ค. การเตรยี มดนิ ในการปลกู พชื ง. ถกู ทกุ ข้อ 13. เมลด็ พนั ธพ์ุ ชื ทใ่ี ชใ้ นการเพาะปลูกทางการคา้ น้ัน แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภทคือ ก. เมล็ดสายพันธ์ทุ ว่ั ไป ข. เมล็ดสายพันธ์ุลกู ผสม ค. ถกู ทัง้ ก และ ข ง. ไม่มีข้อถูก 14. ข้อใด คือลกั ษณะของเมล็ดสายพนั ธท์ุ ว่ั ไป ก. เมล็ดสายพันธด์ุ ัง้ เดมิ ทน่ี ิยมปลูกทัว่ ไป โดยจะมีการคดั เลือกพันธ์ุท่ีดีและนำมาขยายพันธ์ุ ข. เมลด็ พันธ์ุทเ่ี กิดการผสมขา้ มสายพนั ธ์ุระหวา่ งพนั ธุ์แท้ 2 สายพันธุ์ ค. เมลด็ พันธ์ุที่ซื้อมาจากตลาดท่ัวไป ง. ถกู ทุกข้อ 15. ข้อใด คอื ลกั ษณะของเมล็ดสายพันธลุ์ ูกผสม ก. เมล็ดสายพันธด์ุ ้ังเดิมท่นี ยิ มปลกู ทวั่ ไป โดยจะมีการคดั เลือกพันธุท์ ่ีดีและนำมาขยายพันธ์ุ ข. เมลด็ พนั ธุท์ ี่เกิดการผสมขา้ มสายพนั ธร์ุ ะหวา่ งพนั ธแุ์ ท้ 2 สายพันธ์ุ ค. เมลด็ พันธุ์ทผ่ี สมเอง ง. ไมม่ ีข้อถูก 16. ความสมบรู ณ์ของวสั ดุเพาะนนั้ ข้นึ อยู่กบั อะไรบ้าง ก. ตอ้ งสามารถเก็บรักษาความชื้นได้พอดี/มีธาตุอาหารพืชพอเพยี ง ข. รกั ษาระดับอุณหภูมิทเ่ี หมาะสมไดต้ ลอดการงอก ค. ถูกทั้ง ก และ ข ง. ไม่มีข้อถูก 17. ข้ันตอนการเตรียมดินเพาะเมล็ดในแปลงทส่ี ำคญั มีอะไรบ้าง ก. ทำความสะอาดพืน้ ที่ที่จะใช้งาน การเก็บ ถาก ถาง เพื่อให้สะดวกต่อการขุด ไถ พรวน ข. ใช้วตั ถุปรบั สภาพดิน (ปนู ขาว มลู สตั ว์ ปุ๋ยหมัก ฯ ) ใส่ลงในดนิ ใหท้ ั่วทงั้ พื้นที่ ค. การขุดหรือไถพรวนดนิ นน้ั ดว้ ยเคร่ืองมือท่ีเหมาะสมกับขนาดของพ้นื ท่ี ง. ถกู ทุกข้อ

73 18. การปลกู ไม้พมุ่ ขนาดเล็ก ควรมีขนาดของหลมุ เท่าไหร่ ก. 30 x 30 x 30 เซนตเิ มตร ข. 40 x 40x 40 เซนติเมตร ค. 50 x 50x 50 เซนติเมตร ง. 60 x 60x 60 เซนติเมตร 19. ระบบน้ำในสวนเกษตรทค่ี นนยิ มกันมากท่สี ดุ ก็ คือ ก. การขดุ ร่อง ข. สูบนำ้ ใส่สวน ค. การตกั รดดว้ ยบัวรดนำ้ ง. ระบบน้ำผา่ นสปริงเกอร์ และน้ำหยด 20. โรงเรอื นมสี ว่ นประกอบหลกั 3 สว่ น คอื อะไรบ้าง ก. พลาสตกิ สำหรบั มุงหลงั คา ข. สว่ นของโครงสร้าง ค. มงุ้ ตาขา่ ย ง. ถกู ทกุ ขอ้ 21. วัสดใุ นการเพาะต้นกล้าใหแ้ ขง็ แรงมีอะไรบา้ ง ก. ดินผสมปุ๋ยคอกหรือปุย๋ หมัก/ทรายหยาบทว่ั ไป ข. ถาดเพาะกลา้ /กระดาษหนังสือพิมพ์ ค. เมลด็ พันธ์ุท่ตี ้องการเพาะ ง. ถูกทุกข้อ 22. ขน้ั ตอนในการเพาะกลา้ มีอะไรบา้ ง ก. นำดิน/ทรายมาร่อนให้ละเอยี ดแลว้ วางกระดาษหนังสอื พิมพ์ใส่ดนิ /ทรายท่ีรอ่ นบน ถาดเพาะ ข. ใชไ้ มก้ รดี เปน็ ร่องลึกกรดี เปน็ แถวเพ่ือท่ีจะไดน้ ำเมลด็ พันธุ์มาโรยใน ร่องท่กี รีด ค. นำเมล็ดพนั ธ์ุมาโรยใน ร่องทกี่ รดี รดนำ้ ง. ถูกทุกข้อ 23. ดิน/ทรายท่จี ะนำมาเพาะกล้าต้องใส่ในถาดหนาประมาณเทา่ ไหร่ ก. 2 เซนตเิ มตร ข. 3 เซนตเิ มตร ค. 2.5 เซนติเมตร ง. 3.5 เซนติเมตร

74 24. การกรดี เป็นร่องลกึ กรีดเปน็ แถวเพ่ือท่ีจะได้นำเมล็ดพันธุ์มาโรยให้ลกึ เทา่ ไหร่ ก. 3 เซนติเมตร ข. 1.5 เซนติเมตร ค. 1 เซนติเมตร ง. 2.5 เซนตเิ มตร 25. เมล็ดพนั ธ์กุ จ็ ะเรม่ิ งอกใชเ้ วลาเท่าไหร่ ก. 14 วนั ข. 1 สปั ดาห์ ค. 15 วัน ง. 2 สปั ดาห์ 26. เมอื่ ทำการเพาะเมล็ดแลว้ ให้ทำการแยกตน้ กลา้ ลงในถาดเพาะทีเ่ ตรียมไว้ เมือ่ ตน้ กล้าอายุ ได้ก่ีวัน ก. 10 วัน ข. 14 วนั ค. 13 วนั ง. 20 วัน 27. วธิ ีการนำเมล็ดพันธ์ุไปเพาะบนทรายกอ่ นนนั้ มวี ัตถปุ ระสงค์เพื่ออะไร ก. ปอ้ งกนั ปญั หาโรคโคนเนา่ ของกล้าได้ดี ข. ลดการเสียหายอันเกดิ มาจากเมลง ค. ทำใหต้ ้นกล้าแขง็ แรง ง. ถกู ทุกข้อ 28. การเพาะเมล็ดพนั ธเ์ุ พื่อใหไ้ ดต้ ้นกลา้ ที่แขง็ แรง ใช้เวลาก่ีวนั จงึ จะนำสแู่ ปลงปลกู ได้ ก. 7 วัน ข. 13 วนั ค. 14 วนั ง. 15 - 20 วนั 29. ขั้นตอนในการนำตน้ กล้าที่งอกมาเพาะในถาดเพาะกล้าได้มีอะไรบา้ ง ก. นำกลา้ แยกออกเป็นตน้ ๆ มาจิ้มลงไปในถาดเพาะท่ีเตรียมไวใ้ ส่ดนิ ทีผ่ สมไวเ้ รียบรอ้ ยแลว้ ข. นำกลา้ ทีง่ อกแลว้ มีความสูงประมาณ 2 - 3 เซนตเิ มตร มาลา้ งทรายท่ตี ิดกับรากออก ค. ทำเบา ๆ ให้ใช้แหนบคีบตน้ กล้าได้ เพือ่ ปอ้ งกนั ไม่ให้รากขาด ง. ถกู ทุกข้อ

75 30. วิธกี ารเพาะแบบน้ีสามารถใช้เพาะเมล็ดพนั ธุ์พชื ผักหรอื ดอกไม้อะไรไดบ้ ้าง ก. พชื ผัก ข. ไม้ผล ค. ดอกไม้ ง. ถกู ทุกข้อ 31. การขดุ ดินเพื่อยกร่องเพื่อใช้ปลกู ผกั สวนครวั หรือผลไม้ ใชจ้ อบขดุ ดินขน้ึ ให้พนู เป็นหลังเตา่ ตอ้ งตากดนิ ไว้กว่ี นั ก. 1 - 2 วนั ข. 3 - 4 วัน ค. 5 - 6 วัน ง. 10 - 15 วัน 32. การเตรยี มแปลงดนิ ปลูกผัก มีกว่ี ธิ ี ก. 3 วธิ ี ข. 4 วธิ ี ค. 5 วธิ ี ง. 6 วิธี 33. ข้อใดเปน็ วิธีการปลูกพชื แบบยกร่อง ก. ขดุ ดนิ ทำแปลงผักตามปกติ ข. ขุดดินลกึ ประมาณ 25 - 30 ซม. กวา้ ง 1 เมตร ยาวตามต้องการ โดยเอาดนิ ที่ขุดออก ไว้ขา้ งแปลง ค. เปน็ วิธกี ารปลกู พชื ดว้ ยการขุดคันดนิ ลอ้ มรอบแปลงเกษตร และขดุ ร่องเปน็ ร่างแหเพ่ือยก แปลงด้านในให้สงู โดยร่องท่ีขดุ จะใชส้ ำหรบั กักเกบ็ น้ำ และใหน้ ้ำแก่พชื ง. เมอื่ เตรยี มดนิ ยกร่องเรยี บรอ้ ยแล้ว กใ็ ช้พลั่วขดุ หลมุ เพื่อเอาตน้ กล้าทเ่ี พาะไว้หรือเมล็ด ใสล่ งไปเอาฟางหรอื ทางมะพร้าวคลุมหน้าดนิ ไว้แลว้ รดน้ำใหพ้ อชมุ่ 34. รปู แบบการยกร่องแปลง มีก่ีรูปแบบ ก. 3 รปู แบบ ข. 4 รปู แบบ ค. 6 รปู แบบ ง. 9 รูปแบบ

76 35. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ประโยชน์ของการห่มดนิ ก. เปน็ ทอ่ี ยู่อาศัยของจุลินทรีย์ ข. รกั ษาความชน้ื เม่ือย่อยสลายจะกลายเป็นฮิวมัส ซ่ึงเป็นปุ๋ยใหก้ ับพชื ค. เปน็ อาหารให้สตั ว์หน้าดิน เช่น ไส้เดอื น กง้ิ กอื ฯลฯ ชว่ ยพรวนดิน และถ่ายมูลเป็นปุย๋ ใหพ้ ชื ง. ช่วยย่อยแรธ่ าตทุ ่อี ยใู่ นหิน ลกู รงั ทราย เชน่ ธาตุอาหาร กลุ่ม เหล็ก แมงกานีส สงั กะสี ฟอสฟอรัส 36. ข้อใด คือประโยชนห์ วั เชอ้ื จุลินทรยี ์ EM ก. ใช้รดโคนต้นไม้ และแปลงผัก ซ่ึงจะช่วยยอ่ ยสลายอินทรยี ์วัตถใุ นดนิ ทำใหป้ ลดปลอ่ ยแร่ ธาตุออกมาใหแ้ ก่พืชไดเ้ ร็วข้ึน ข. เปน็ ของเหลวสนี ำ้ ตาลดำ คล้ายสนี ้ำปลา มกี ล่นิ เปรย้ี ว มรี สอมหวาน และมีกลน่ิ หอม ค. มีสว่ นผสมของอินทรียส์ ารท่ีได้จากการย่อยสลายพวกแปง้ และนำ้ ตาล เชน่ น้ำตาล โมเลกลุ ขนาดเลก็ แอลกอฮอล์ และกรดอนิ ทรีย์หลายชนิด ง. เปน็ อาหารให้สตั วห์ นา้ ดิน เชน่ ไส้เดือน กิ้งกือ ฯลฯ ชว่ ยพรวนดนิ และถา่ ยมลู เปน็ ปุ๋ย ให้พชื 37. ข้อใดกลา่ วถกู ต้องเกีย่ วกับ“ปยุ๋ หมัก” ก. ใช้รดโคนตน้ ไม้ และแปลงผัก ซ่งึ จะชว่ ยย่อยสลายอินทรยี ว์ ัตถุในดิน ทำให้ปลดปลอ่ ยแร่ ธาตอุ อกมาใหแ้ กพ่ ืชไดเ้ รว็ ข้นึ ข. เปน็ อาหารใหส้ ัตวห์ น้าดิน เชน่ ไส้เดอื น กิง้ กอื ฯลฯ ช่วยพรวนดิน และถ่ายมลู เปน็ ปุ๋ย ใหพ้ ชื ค. ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยธรรมชาติ ชนิดหนึ่งที่ได้มาจากการนำเอาเศษซากพืช เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด ต้นถั่วตา่ ง ๆ หญ้าแห้ง ผกั ตบชวา ของเหลือทิง้ จากโรงงานอตุ สาหกรรม ตลอดจนขยะมลู ฝอยตามบา้ นเรือนมาหมกั รว่ มกับมลู สตั ว์ ง. มลี กั ษณะเป็นของเหลวสีน้ำตาลดำ คล้ายสีของนำ้ ปลา มีกล่ินเปรยี้ ว

77 38. ขอ้ ใดกลา่ วถงึ “ผักสวนครัว” ได้ถูกต้อง ก. ผักทปี่ ลูกไวใ้ นบริเวณบ้านหรอื ทีว่ า่ งตา่ ง ๆ หรือในชมุ ชน โดยมีวัตถุประสงค์เพือ่ ปลูกไว้ สำหรับรบั ประทานเองภายในครอบครัวหรือชุมชน ข. การปลูกพชื ในน้ำทผ่ี สมสารละลายอาหารปลกู เลย้ี ง หรือทเี่ รียกกันตามท้องตลาดวา่ “ปุ๋ยนำ้ ” ค. ประหยัดพืน้ ที่ ดูแลงา่ ย โยกยา้ ยเคลื่อนทไ่ี ดส้ ะดวก ใชส้ ารเคมีกำจดั แมลง อีกทัง้ ยงั สามารถนำไปตกแต่งตามมุมต่าง ๆ ในบา้ นไดอ้ กี ดว้ ย ง. การปลูกผักโดยการหว่านเมลด็ ลงให้กระถาง โดยกะระยะห่างของเมลด็ หรือหลุมที่หยอด ใหเ้ หมาะสมกบั ชนดิ ของผัก 39. การปลกู ผกั สวนครวั นอกจากการปลูกบนแปลงปลูกแล้ว เราสามารถปลกู ในภาชนะแบบไหนได้ อีก ก. ปลูกในกระบะ ปลกู ในกระถาง ข. ปลูกในกระปอ๋ งสี ปลูกในน้ำ ปลกู ในตู้ปลา ค. ปลูกในยางรถยนต์ ปลูกบนหลังคา ปลูกกลางสระนำ้ ง. ปลกู บนปนู ซีเมนต์ ปลูกในถังสี ปลูกในกล่องกระดาษ 40. ขอ้ ใดจัดเป็นผักท่ีควรปลูกไว้เพอื่ บริโภคในครัวเรอื น ก. คะน้า ตน้ หอม ผกั ชี พรกิ ผกั กาดกวางตุง้ ข. กะเพรา ขา่ แครอท บล็อกเคอรี่ สลดั ใบแดง ค. โหระพาฝรัง่ แตงกวาญป่ี นุ่ เซเลอรี่ ผกั ชี พริก ง. มะเขอื เทศเชอรี่ ฟกั ทองญป่ี ุน่ กะหลำ่ ดอกโรมาเนสโก ถั่วลนั เตาหวาน คะนา้ 41. ข้อใดกลา่ วถงึ ความหมาย การดแู ลรกั ษา ไดถ้ ูกต้องท่ีสุด ก. การปฏิบัติตอ่ พชื ท่ีปลูกให้มกี ารเจริญเติบโตได้อยา่ งเปน็ ปกตแิ ละปราศจากการรบกวน จากศัตรตู ่าง ๆ ข. เป็นส่งิ ทต่ี อ้ งทำบ่อยครง้ั โดยเฉพาะกบั พืชทีป่ ลกู นอกฤดูฝน ท้งั นีเ้ พราะองค์ประกอบ ภายในตน้ พชื กวา่ 80% เปน็ น้ำ ค. เป็นสง่ิ ทจี่ ะชว่ ยทำใหร้ ะบบของรากพืชสามารถทจี่ ะแผก่ ระจายออกไปได้เป็นบรเิ วณ ทีก่ วา้ ง เพราะการพรวนดนิ ทำใหโ้ ครงสรา้ งของดนิ ไม่แนน่ ง. เป็นการเพ่ิมเติมธาตุอาหารที่จำเปน็ สำหรับพชื ลงไปในดนิ เพือ่ ให้มีปริมาณทเี่ พียงพอ ต่อความต้องการใชข้ องพืช

78 42. ขอ้ ใดกลา่ วถกู ต้องเกย่ี วกับ การใหน้ ำ้ (watering) ก. เป็นสิ่งทจ่ี ะชว่ ยทำใหร้ ะบบของรากพืชสามารถทจ่ี ะแผก่ ระจายออกไปไดเ้ ป็นบรเิ วณ ทกี่ วา้ ง เพราะการพรวนดินทำใหโ้ ครงสร้างของดินไมแ่ น่น ข. การปฏบิ ตั ิต่อพชื ที่ปลูกให้มีการเจรญิ เตบิ โตได้อย่างเป็นปกติและปราศจากการรบกวน จากศตั รูต่าง ๆ ค. เป็นการเพ่ิมเตมิ ธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับพชื ลงไปในดนิ เพอ่ื ให้มีปริมาณที่เพยี งพอ ตอ่ ความต้องการใช้ของพชื ง. เป็นสงิ่ ที่ต้องทำบ่อยคร้งั โดยเฉพาะกบั พชื ทีป่ ลูกนอกฤดฝู น ทั้งนเ้ี พราะองคป์ ระกอบ ภายในต้นพืชกว่า 80% เป็นน้ำ 43. ขอ้ ใดกล่าวถกู ต้องเกีย่ วกับ การพรวนดนิ และการกำจัดวชั พืช (plough and weeding) ก. เป็นสิ่งทตี่ ้องทำบ่อยคร้ังโดยเฉพาะกบั พืชทปี่ ลกู นอกฤดูฝน ท้งั นเี้ พราะองค์ประกอบ ภายในตน้ พชื กว่า 80% เป็นน้ำ ข. เปน็ สิ่งทจี่ ะช่วยทำใหร้ ะบบของรากพืชสามารถทจี่ ะแผ่กระจายออกไปได้เป็นบรเิ วณที่ กว้างเพราะการพรวนดินทำให้โครงสรา้ งของดินไม่แน่น ค. เป็นการเพ่ิมเติมธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรบั พชื ลงไปในดิน เพอ่ื ให้มปี ริมาณที่เพยี งพอต่อ ความต้องการใชข้ องพืช ง. การปฏบิ ัตติ ่อพชื ทีป่ ลกู ให้มกี ารเจรญิ เติบโตได้อยา่ งเปน็ ปกตแิ ละปราศจากการรบกวน จากศัตรตู ่าง ๆ 44. ขอ้ ใดกลา่ วถูกต้องเกี่ยวกับ การใส่ปยุ๋ การใหธ้ าตุอาหารพืช ก. เปน็ สง่ิ ที่จะชว่ ยทำใหร้ ะบบของรากพชื สามารถทจี่ ะแผก่ ระจายออกไปได้เปน็ บรเิ วณที่ กว้างเพราะการพรวนดนิ ทำใหโ้ ครงสรา้ งของดินไม่แนน่ ข. เปน็ สิง่ ทีต่ อ้ งทำบ่อยคร้ังโดยเฉพาะกับพืชท่ปี ลูกนอกฤดูฝน ทง้ั นเ้ี พราะองคป์ ระกอบ ภายในตน้ พืชกว่า 80% เปน็ น้ำ ค. เป็นการเพ่ิมเตมิ ธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรบั พชื ลงไปในดนิ เพอ่ื ให้มีปริมาณทเี่ พยี งพอต่อ ความต้องการใช้ของพชื ง. การปฏิบัตติ อ่ พืชท่ปี ลกู ให้มีการเจรญิ เติบโตได้อย่างเปน็ ปกตแิ ละปราศจากการรบกวน จากศตั รูตา่ ง ๆ

79 45. การให้ธาตอุ าหารแก่พืชแตล่ ะอย่างแต่ละชนิด จะให้ในปริมาณมาก – น้อยเพยี งใดต่อคร้ัง หรือจะให้กี่คร้งั ในแต่ละฤดปู ลกู ควรทีจ่ ะต้องคำนงึ ถึงองคป์ ระกอบใดบา้ ง ก. ชนดิ และประเภทของเนื้อดิน ดินทมี่ ีเนือ้ หยาบ จะต้องใหใ้ นปรมิ าณท่ีมากกว่าดินเน้ือ ละเอยี ด ข. ชนิดและประเภทของพชื ทีป่ ลูก พชื ที่ต้องการผลผลติ ทเ่ี ป็นดอกเปน็ ผลจะต้องใชม้ ากกว่า พชื ท่ตี อ้ งการใบหรือลำตน้ ค. สตู รหรอื เกรดปุ๋ย ถา้ สูตรสูงจะใชใ้ นปรมิ าณทีน่ ้อยกวา่ สูตรต่ำ ความสมบรู ณ์ของสูตรปยุ๋ ปุ๋ยสมบูรณจ์ ะใช้น้อยครงั้ กว่าปยุ๋ เด่ียว ง. ถูกทุกข้อ 46. ขอ้ ใดกล่าวถึงความหมาย การเก็บเกี่ยวผลผลติ ไดถ้ ูกตอ้ งทสี่ ดุ ก. การกระทำที่ผปู้ ลูกพชื นำเอาสว่ นของผลผลิตพชื ออกไปจากตน้ พชื หรือพนื้ ที่ทป่ี ลกู นนั้ ข. การกระทำทเี่ ปน็ การสร้างมลู คา่ เพิ่มใหก้ ับผลผลิตที่เก็บเกี่ยวแลว้ และลดความเสยี หาย ทีเ่ กิดข้นึ กบั ผลผลติ น้ัน ค. เป็นการทำเพื่อใหผ้ ลผลติ มีความสวยงาม สะอาดปราศจากสิง่ สกปรกและสารพษิ ทปี่ นเปอื้ น ง. เปน็ การจัดหมวดหมู่ของผลผลติ เชน่ ขนาด เลก็ - กลาง - ใหญ่ - ใหญพ่ เิ ศษ, ออ่ น - แก่ - สุก - งอม , มีตำหนิ – ไม่มีตำหนิ 47. การจัดการผลผลิตภายหลังการเก็บเกย่ี ว หมายถงึ อะไร ก. เป็นการจดั หมวดหมู่ของผลผลติ เช่น ขนาด เล็ก - กลาง - ใหญ่ - ใหญพ่ เิ ศษ, ออ่ น - แก่ - สุก - งอม , มีตำหนิ – ไมม่ ีตำหนิ ข. เป็นการทำเพือ่ ให้ผลผลติ มคี วามสวยงาม สะอาดปราศจากสง่ิ สกปรกและสารพิษ ทปี่ นเป้ือน ค. การกระทำทเ่ี ปน็ การสร้างมลู คา่ เพ่ิมให้กบั ผลผลติ ท่เี ก็บเกยี่ วแล้ว และลดความเสยี หาย ที่เกดิ ขึ้นกบั ผลผลติ น้นั ง. การกระทำทีผ่ ้ปู ลูกพชื นำเอาสว่ นของผลผลติ พืชออกไปจากต้นพชื หรอื พื้นที่ทีป่ ลกู นั้น 48. การทำความสะอาดผลผลติ เป็นการทำเพอื่ ให้ผลผลิตมีความสวยงาม สะอาดปราศจากสิง่ สกปรกและสารพษิ ทปี่ นเปอ้ื น ซง่ึ มวี ิธีการท่นี ิยมใช้กี่วธิ ี ก. 2 วธิ ี ข. 3 วธิ ี ค. 4 วธิ ี ง. 5 วธิ ี

80 49. ทำไมถึงมีการบรรจุ และหบี ห่อผลผลิตท่เี ป็นผลผลิตพืช ก. เพ่ือการยืดอายุของผลผลติ ทไ่ี ด้เก็บเกยี่ วแลว้ ออกไปใหน้ านท่ีสดุ ข. เพอ่ื จำหนา่ ยใหก้ บั ผ้บู ริโภคโดยตรง ในลักษณะของการขายปลกี ใหก้ ับผ้ซู ้ือแต่ละคน ค. เพื่อจำหน่ายส่ง ให้กบั คนกลาง (ท่เี รยี กว่าขายส่ง) ทีท่ ำหน้าท่ีในการรวบรวมผลผลติ จาก ทกุ ทิศทางทมี่ ีอย่ใู นพื้นที่ ง. เพอ่ื เปน็ การป้องกันความเสยี หายทจี่ ะเกิดขน้ึ ในขณะทีข่ นส่งผลผลติ จากแหล่งผลติ ไปสู่ ผู้บรโิ ภค 50. การเก็บรกั ษาผลผลิตใหค้ งสภาพท่ดี ี หมายถึงอะไร ก. การยดื อายุของผลผลิตที่ได้เก็บเกี่ยวแล้วออกไปให้นานท่ีสุดโดยทผ่ี ลผลติ นั้นยงั คงมี คุณภาพเหมอื นเดิมหรือเสื่อมคณุ ภาพลงให้น้อยท่ีสดุ ข. เพอื่ เป็นการป้องกันความเสียหายทจี่ ะเกิดข้ึนในขณะท่ีขนส่งผลผลิตจากแหล่งผลติ ไปสู่ ผู้บรโิ ภค ค. เป็นการจดั หมวดหมู่ของผลผลติ เช่น ขนาด เลก็ - กลาง - ใหญ่ - ใหญพ่ เิ ศษ, ออ่ น - แก่ - สุก - งอม , มตี ำหนิ – ไม่มีตำหนิ ง. การกระทำที่เป็นการสรา้ งมูลคา่ เพ่ิมให้กับผลผลติ ท่ีเกบ็ เก่ียวแล้ว และลดความเสยี หายที่ เกดิ ขนึ้ กบั ผลผลิตนน้ั

81 บรรณานกุ รม http://www.eto.ku.ac.th/neweto/e-book/plant/herb_gar/save_veg.pdf http://www.seedline.co.th/index.php/th/knowledge/42-how-to-choose-vegetable- seeds.html https://sites.google.com/a/ptss.ac.th/my-work-agri/3-1-din-laea-karte-ri-ym-din http://www.eto.ku.ac.th/neweto/e-book/plant/herb_gar/save_veg.pdf torpvc.com https://www.kroobannok.com/87598 thaihitz.com ขอขอบคณุ ข้อมลู จาก Nutsaton Suwanjit https:// www.seedline.co.th https://www.hrdi.or.th/Articles/Detail/103 เขียน/เรียบเรียงเรื่องโดย : ดร.เพชรดา อยู่สุข นกั วจิ ยั ขอ้ มูลโดย จา้ วไก่ www.jawkaikaset.com / Baannoi.com https://www.paisarnhoe.com/16961193/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0% B8%82%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B 8%81%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8 %B9%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81 https://puechkaset.com/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8 %A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A%E0%B9%81%E0%B8% 9A%E0%B8%9A%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%8 7/ https://www.technologychaoban.com/bullet-news-today/article_127490 https://www.ajourneyinspiredbytheking.org/th/knowledge/local-knowledge- detail.php?id=18 ข้อมูลจาก มลู นธิ ิกสกิ รรมธรรมชาติ และศนู ย์ภมู ริ กั ษธ์ รรมชาติ https://puechkaset.com/%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8 %8A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8 %B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8Cem/ https://www.organicfarmthailand.com/how-to-make-effective-microorganisms/ http://www.nan.doae.go.th/genaral/genaral_13.htm เรียบเรียงโดยนางสาวสราลี นาห้วยทอง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ เอกสารอ้างอิง มหาวิทยาลัยมหิดล และมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย. 2544. มหัศจรรย์ผัก 108. กรุงเทพ : มูลนิธิโตโยต้า ประเทศไทย โครงการจัดพิมพ์คบไฟ ส่วนส่งเสริมการผลิตผัก ไม้ดอกไม้ประดับ และพืชสมุนไพร สำนัก

82 ส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร 2551 ผักสวนครัวสานสายใยรักแห่งครอบครัว กรุงเทพ : โรงพิมพ์ชมุ ชนสหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย จำกดั https://sites.google.com/site/bankhailearn/naeana-haelng-reiyn-ru/kar-pluk-phak-swn- khraw https://www.mamykid.com/%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0 %B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%84%E0 %B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%A7/ https://sites.google.com/a/ptss.ac.th/my-work-agri/3-4-kar-dulae-raksa-phuch https://sites.google.com/a/ptss.ac.th/my-work-agri/3-5-kar-keb-keiyw-phlphlit

83 คณะผู้จัดทำ ท่ีปรกึ ษา นางสาวอรณุ ี พนั ธุพ์ าณิชย์ นางสาวศริ ิลักษณ์ ม่นั เหมาะ นายภญิ โญ โออุไร ผู้เขียน/ผูเ้ รยี บเรยี ง นายยทุ ธนา ปญั ญาใจ นางสาวมกุ ดา เหมอื งจา บรรณาธิการ นายยุทธนา ปญั ญาใจ คณะทำงาน นายยุทธนา ปญั ญาใจ นางสาวมุกดา เหมืองจา พิสจู นอ์ กั ษร นายยุทธนา ปญั ญาใจ ผ้พู ิมพ์ตน้ ฉบับ นายยทุ ธนา ปญั ญาใจ นางสาวมกุ ดา เหมอื งจา

84


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook