รายงานการวจิ ยั เร่ือง สญั ลักษณ์และพธิ กี รรมทางพระพุทธศาสนาของชุมชนอีสานใต้: รปู แบบ พฒั นาการ และคุณค่าเชิงจริยธรรม The symbol and Buddhist ritual in south east province: form, development, and ethical value โดย พระครูศรปี ัญญาวกิ รม,ผศ.ดร. ดร.ชยาภรณ์ สขุ ประเสริฐ มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาลยั สงฆ์บุรรี ัมย์ พ.ศ. ๒๕๖๑ ได้รบั ทนุ สนับสนนุ การวิจยั จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั MCU RS 610761011
๒ รายงานการวิจยั เรอ่ื ง สัญลักษณ์และพธิ ีกรรมทางพระพุทธศาสนาของชุมชนอีสานใต้: รูปแบบ พัฒนาการ และคุณค่าเชงิ จริยธรรม The symbol and Buddhist ritual in south east province: form, development, and ethical value โดย พระครูศรปี ญั ญาวกิ รม,ผศ.ดร. ดร.ชยาภรณ์ สุขประเสริฐ มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาลัยสงฆบ์ รุ ีรมั ย์ พ.ศ. ๒๕๖๑ ได้รบั ทุนสนับสนนุ การวิจัยจากมหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย MCU RS 610761011 (ลขิ สิทธเิ์ ปน็ ของมหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั )
๓ Research Report The Symbol and Buddhist Ritual in South East Province: Form, Development, and Ethical Value By PhrakruSripanyavikrom,Assist.Prof. Dr. Dr.Chayaporn Sukprasert Mahachulalongkornrajavidayalaya University Buriram Buddhist College B.E. 2561 Research Project Funded by Mahachulalongkornrajavidyalaya University MCU RS MCU RS 610761011 (Copyright Mahachulalongkornrajavidyalaya University)
ก ชื่อรายงานการวจิ ัย: สญั ลกั ษณ์และพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาของชมุ ชนอีสานใต้: รปู แบบ พัฒนาการ และคุณค่าเชิงจรยิ ธรรม ผ้วู ิจยั : พระครศู รปี ญั ญาวิกรม,ผศ.ดร., ดร.ชยาภรณ์ สุขประเสรฐิ สว่ นงาน: มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาลัยสงฆ์บุรรี ัมย์ ปงี บประมาณ: ๒๕๖๑ ทุนอดุ หนุนการวจิ ัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั บทคดั ยอ่ การวิจัยครั้งน้ีมีจุดประสงค์เพื่อ ๑) เพ่ือศึกษาสัญลักษณ์และพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา ของชุมชนในกลุ่มจังหวัดอีสานใต้ ๒) เพื่อศึกษากระบวนการสร้างสัญลักษณ์ และพิธีกรรมทาง พระพุทธศาสนาของชุมชนกลุ่มจังหวัดอีสานใต้ และ ๓) เพ่ือวิเคราะห์รูปแบบ พัฒนาการ และคุณค่าเชิง จริยธรรมสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนาในชุมชนกลุ่มจังหวัดอีสานใต้ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยมกี ารสมั ภาษณ์ผู้ใหข้ ้อมูลสาคญั ประกอบการวิเคราะห์ ผลการวจิ ัยพบวา่ สัญลักษณ์ และพิธีทางพระพุทธศาสนาของชุมชนในกลุ่มจังหวัดอีสานใต้ ๓ จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี โดยใช้กรอบพิธีกรรมตามจารีต หรือฮีต ๑๒ ของชาวอสี าน พบสญั ลักษณใ์ นพิธกี รรมทางพระพุทธศาสนา ๓ ลักษณะ รวมสัญลักษณ์ท่ีเก็บตัวอย่างใน ชุมชนเพ่ือประกอบการศึกษาคร้ังนี้ท้ังส้ิน จานวน ๕๐ ตัวอย่าง แบ่งเป็นสัญลักษณ์ทางวัตถุ จานวน ๓๖ รปู สัญญะ, สญั ลกั ษณ์ทางการกระทา จานวน ๘ สัญญะ และสัญลักษณท์ างความคดิ จานวน ๖ สัญญะ กระบวนการสร้างสญั ลักษณ์ และพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาของชุมชนกลุ่มจังหวัดอีสานใต้ พบกระบวนการสร้างสัญลักษณ์และพิธีกรรม ๒ ลักษณ์ ได้แก่ ๑) สัญลักษณ์ที่มีพื้นฐานจาก พระพุทธศาสนาโดยตรง เกิดข้ึนในชุมชนโดยอาศัยกระแสท่ีมีความต่อเน่ือง และสามารถเชื่อมโยงไปถึง ระบบความเชื่อท่ีมีอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา หรือกระแสความคิดอื่นๆ ท่ีเน่ืองด้วยวัฒนธรรม ทางพระพุทธศาสนา ๒) สัญลักษณ์ท่ีมีพ้ืนฐานจากความเชื่อดั้งเดิมในชุมชน สัญลักษณ์ท่ีถูกสร้างขึ้นตาม คติน้ี มที ้ังท่มี รี ่องรอยจากความเช่อื ดงั้ เดิมที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎก หรืออรรถกถา ซ่ึงไม่ได้มีส่วน เก่ียวข้องกับคาสอนทางพระพุทธศาสนา แต่ถูกนามารับใช้ประเพณี พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา หรือ ประเพณี พธิ ีกรรมทีเ่ น่อื งดว้ ยความเชอ่ื พืน้ ฐานเดิมของชุมชน ถอื เปน็ ภูมิปัญญาท้องถิ่นซ่ึงมีลักษณะเฉพาะ เป็นของตนเอง รูปแบบสัญลักษณ์พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาได้รับการพัฒนามาโดยลาดับ ผ่านการเวลา และกรอบความเช่ือของยุคสมัย รูปแบบจึงถูกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย กระทั่งกลายเป็นสัญลักษณ์ เฉพาะของยุคสมัย เพ่ือสนองความต้องการของคนในสังคมในมิติต่างๆ ทั้งในแง่ของความเคารพศรัทธา ความศักด์ิสิทธิ์ การปกป้อง คุ้มครอง ประทานโชคลาภ คุณค่าท่ีเกิดข้ึนจากสัญลักษณ์เหล่านี้ จึงมี หลากหลายมิติตามไปด้วย ด้วย ทาให้เห็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งว่า พระพุทธศาสนาเมื่อเข้ามาสู่วิถีชีวิต ของคนในแตล่ ะทอ้ งถน่ิ ยอ่ มถกู ปรับเปลยี่ นเพอ่ื สนองความตอ้ งการของคนในท้องถน่ิ น้นั ๆ ดว้ ย
ข Research Title: The Symbol and Buddhist Ritual in South Isan Province: Form, Development, and Ethical Value Researchers: Phrakru Sripanyavikrom, Assist.Prof. Dr., Dr.Chayaporn Sukprasert Department: Buriram Buddhist College Fiscal Year: 2561/2018 Research Scholarship Sponsor: Mahachulalongkornrajvidyalaya University ABSTRACT The objectives of the research are 1) to study the symbols and Buddhist Rituals of people in South Isan Province. 2) to study on the process of symbolization process, and 3) to criticize on forms, development and ethical value of Buddhist symbols in South East Province under which qualitative methodology was used. The findings were as follows:- Symbols and religious rituals in the South East provinces, consisting of Nakhon Ratchasima, Buriram and Ubon Ratchathani by using the ritual framework according to the 12 tradition of Isan people found symbols in 3 types of Buddhist rituals, including 50 samples of symbols collected, divided into 36 signs for material symbols. , 8 signs for symbol of action, and 6 signs for symbol of thought. Symbolization process on Buddhist rituals of the communities of the South- East Isan Province found the process of creating symbols and rituals of two kinds: 1) symbols that are directly based on Buddhism. These symbols occurred in the community through the continuous flow and can be linked to the belief system that exists in the scriptures, commentary or other streams of thought due to the Buddhist culture 2) Symbols based on traditional beliefs in the community. The symbols were created in accordance with this idea can be retraced in traditional beliefs that appear in scriptures, scriptures, or commentaries that have nothing to do with Buddhist teachings, but they were used to serve Buddhist traditions or rituals based on the traditional beliefs of people. They regarded as local wisdom which has its own characteristics. The symbolic form of Buddhist rituals was developed sequentially through the time and belief framework of the era. The pattern was adjusted according to the era until becoming a unique symbol of the era to the needs of people in society in various dimensions both in ways of respect and faith, holiness, protection, and fortune. Therefore, the values arising from these symbols are various dimensions as well, allowing to see one fact that Buddhism, when entering to the way of life of the local people, it will be modified to the needs of the local people as well.
ค กติ ติกรรมประกาศ ขออนุโมทนา และขอบคณุ ท่านที่มีสว่ นทาให้งานวิจัยฉบับน้ีสาเร็จลงได้ แม้จะล่วงเลยกรอบ ระยะเวลาทก่ี าหนดไว้แต่แรกกต็ าม นับตั้งแต่สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัยท่ีอนุมัติงบประมาณอุดหนุนการวิจัย ผู้ทรงคุณวุฒิอ่าน/ตรวจสอบรายงานวิจัยตั้งแต่รายงาน ความก้าวหน้า และรายงานฉบับสมบูรณ์ เฉพาะอย่างยิ่ง พระสุธีรัตนบัณฑิต รศ.ดร. ผู้อานวยการ สถาบันวจิ ัยพุทธศาสตร์ ขอขอบคุณอาจารย์ประจาหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา ท่ี ช่วยเหลือในการรบั ภาระงานบางช่วงบางตอนทผี่ วู้ จิ ยั ลงเก็บขอ้ มลู ในพน้ื ที่ ขออนุโมทนาขอบคุณผู้บริหาร เจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ ที่มีส่วนช่วยเหลือ/ ตรวจทานรูปแบบ ทาให้งานถูกถ้วนสมบูรณ์ย่ิงขึ้น โดยเฉพาะอย่างย่ิงพระมหาสมยศ สุทฺธิสิริ ผู้ตรวจ รูปแบบรายงานวจิ ยั ฉบับสมบูรณ์ ขออนุโมทนาขอบคุณผทู้ รงคุณวฒุ ิทงั้ ฝ่ายบรรพชิต และคฤหัสถ์ ท่ีให้ข้อมูลสาคัญเพ่ิมเติมท้ัง ในจงั หวดั นครราชสีมา บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี ทาให้ส่วนของกระบวนการสร้างสัญลักษณ์ในรายงาน วิจัยฉบับนส้ี มบรู ณค์ รบถ้วนตามวตั ถปุ ระสงค์ พระครศู รปี ญั ญาวิกรม, ผศ.ดร. ๒๓ สงิ หาคม ๒๕๖๓
สารบญั เรือ่ ง หน้า บทคัดย่อภาษาไทย บทคดั ย่อภาษาอังกฤษ (ก) กติ ตกิ รรมประกาศ (ข) สารบญั (ค) สารบัญภาพ (จ) คาอธิบายสญั ลักษณแ์ ละคาย่อ (ช) บทที่ ๑ บทนา (ช) ๑.๑ ความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหา……………………………………………………… ๑ ๑.๒ วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั ........................................................................................ ๖ ๑.๓ ขอบเขตการวจิ ัย..................................................................................................... ๖ ๑.๔ กรอบแนวคิดของการวจิ ยั ...................................................................................... ๗ ๑.๕ ปญั หาทีต่ ้องการทราบ............................................................................................ ๘ ๑.๖ นยิ ามศัพท์เฉพาะท่ีใช้ในการวิจยั ............................................................................ ๘ ๑.๗ ประโยชนท์ ่ีได้รบั จากการวิจัย.................................................................................. ๘ ๑.๑๐ ผลสาเรจ็ และความค้มุ คา่ ของการวจิ ัย…………………………………....……………………. ๙ บทที่ ๒ แนวคดิ และทฤษฎสี ญั ลักษณ…์ ……………………………………………………………… ๑๐ ๒.๑ แนวคดิ เรอ่ื งสญั ลักษณ์ …………………………………….....………………...................…………………… ๑๐ ๒.๑.๑ ทีม่ าของแนวคดิ เร่อื งสญั ลกั ษณ์ …………………………....………..............……………… ๑๐ ๒.๑.๒ ความหมายสัญลกั ษณ์ ………………………………….…....……............………………….. ๑๑ ๒.๑.๓ หลักการทั่วไปของสัญลกั ษณ์ ………………………………….….............…....…………… ๑๒ ๒.๑.๔ องค์ประกอบของสัญลักษณ์ …………………………..………....................………………… ๑๒ ๒.๑.๕ การประยกุ ตใ์ ชส้ ญั ลกั ษณใ์ นการสอ่ื สาร…………………....................………..….……… ๑๖ ๑๘ ๒.๒ แนวคิดและทฤษฎีทีเ่ ก่ียวข้องอน่ื ๆ................................................................................................... ๑๘ ๒๑ ๒.๒.๑ ทฤษฎปี ฏิสมั พันธ์เชงิ สัญลกั ษณ์…………………...……............………………………… ๒๓ ๒.๒.๒ ทฤษฎีสัญลักษณ์และการตีความ................................................................... ๒๔ ๒.๒.๓ แนวคิดเร่ืองคตชิ นวิทยา................................................................................. ๒๔ ๒.๓ แนวคิดเรอื่ งสญั ลักษณใ์ นพระพุทธศาสนา.................................................................. ๒๗ ๒.๓.๑ แนวคิดทัว่ ไป…………………......……………………...................…………………………………... ๒๘ ๒.๓.๒ บทบาทและหน้าท่ีสญั ญะในคัมภีร์………................……………………………………..... ๒๘ ๒.๔ กรอบแนวคิดด้านพื้นท่ี............................................................................................... ๒๙ ๒.๔.๑ จังหวดั นครราชสมี า…………………......………....................…….……………………………... ๒.๔.๒ จงั หวดั บุรีรัมย.์ ........…………………......……...................……….……………………………...
ฉ ๒.๔.๓ จงั หวดั อุบลราชธานี…………………......…………….……………………………..................... ๓๐ ๒.๕ แนวคดิ เร่ืองสญั ลักษณแ์ ละพธิ กี รรมทางพระพทุ ธศาสนาในอีสานใต.้ ....................... ๓๐ ๒.๕.๑ กรอบแนวคิดเกีย่ วกบั พิธกี รรมและสญั ลกั ษณ์…......……..............……….………… ๓๘ บทที่ ๓ ระเบียบวิธีวิจยั .......................................................................................... ๓๘ ๓.๑ รปู แบบการวิจยั .................................................................................................... ๓๘ ๓.๒ พืน้ ที่การวจิ ยั ประชากรกล่มุ ตัวอย่าง.................................................................... ๔๑ ๓.๓ เครอื่ งมือการวิจยั ................................................................................................... ๔๑ ๓.๔ การเกบ็ รวบรวมข้อมูล........................................................................................... ๔๒ ๓.๕ การวิเคราะหข์ อ้ มูล................................................................................................. ๔๒ ๓.๖ สรปุ กระบวนการวจิ ัย............................................................................................. บทที่ ๔ ผลการศกึ ษาวิจัย........................................................................................ ๔๔ ๔.๑ สญั ลักษณ์พธิ กี รรมทางพระพุทธศาสนาในจังหวัดอสี านใต.้ ...................................... ๔๔ ๔.๑.๑ สัญลักษณท์ างวตั ถ.ุ ........................................................................................ ๔๔ ๔.๑.๒ สัญลักษณ์ทางการกระทา.............................................................................. ๖๒ ๔.๑.๓ สญั ลกั ษณ์ทางความคดิ .................................................................................. ๖๖ ๔.๒ ผลการศกึ ษากระบวนการสรา้ งสญั ลกั ษณแ์ ละพธิ ีกรรมทางพระพุทธศาสนาของ ชุมชนในกลุ่มจงั หวดั อสี านใต้........................................................................................................... ๘๐ ๔.๓ ผลการวเิ คราะห์รปู แบบ พัฒนาการ และคุณคา่ เชงิ จรยิ ธรรมสญั ลักษณะทาง พระพุทธศาสนาของชมุ ชนในกลุ่มจังหวดั อสี านใต้........................................................................... ๘๘ ๔.๔ องคค์ วามรู้จากการวิจัย............................................................................................ ๑๐๔ บทที่ ๕ สรปุ ผลการวจิ ัย อภปิ รายผลและขอ้ เสนอแนะ …………………………………………… ๑๐๕ ๕.๑ สรุปผลการวจิ ัย ……………………………………………………………………………….......……… ๑๐๕ ๕.๒ อภปิ รายผลการวจิ ัย …………………………………………………………….......................... ๑๐๗ ๕.๓ ขอ้ เสนอแนะจากการวิจัย ....................................................................................... ๑๐๘ บรรณานกุ รม ............................................................................................................................ ๑๑๒ ภาคผนวก.................................................................................................................................... ๑๑๗ ๑๑๘ ภาคผนวก ก เครอื่ งมอื วิจัย ๑๒๐ ภาคผนวก ข หนังสือเชญิ ผู้ทรงคุณวฒุ ิ,ผู้ให้ข้อมลู ๑๒๒ ภาคผนวก ค ภาถ่ายการลงพ้ืนที่ทาวจิ ยั ,การสมั ภาษณ์ ๑๓๐ ภาคผนวก ง การรบั รองการนาไปใชป้ ระโยชน์ ๑๓๓ ภาคผนวก จ ผลผลิต ผลลัพธ์ และผลการะทบจากงานวจิ ยั ๑๓๖ ภาคผนวก ฉ บทความวิจัย ประวตั ผิ ู้วจิ ัยและคณะ............................................................................................................. ๑๕๐
สารบญั ภาพ ช ภาพประกอบ ๒.๑ ๑๓ ภาพประกอบ ๒.๒ ๑๓ ภาพประกอบ ๒.๓ ๑๔ ภาพประกอบ ๒.๔ ๑๔ ภาพประกอบ ๒.๕ ๑๖ ภาพประกอบ ๒.๖ ๑๗ ภาพประกอบ ๒.๗ ๑๘ ภาพประกอบ ๒.๘ ๑๘ ภาพประกอบ ๒.๙ ๒๐ ภาพประกอบ ๒.๑๐ ๒๒ ภาพประกอบ ๔.๑ ๔๔ ภาพประกอบ ๔.๒ ๔๕ ภาพประกอบ ๔.๓ ๔๕ ๔๖ ภาพประกอบ ๔.๔ ๔๖ ๔๗ ภาพประกอบ ๔.๕ ๔๗ ภาพประกอบ ๔.๖ ๔๘ ภาพประกอบ ๔.๗ ๔๘ ๔๙ ภาพประกอบ ๔.๘ ๔๙ ๕๐ ภาพประกอบ ๔.๙ ๕๐ ภาพประกอบ ๔.๑๐ ๕๑ ภาพประกอบ ๔.๑๑ ๕๑ ภาพประกอบ ๔.๑๒ ๕๒ ภาพประกอบ ๔.๑๓ ๕๓ ภาพประกอบ ๔.๑๔ ๕๓ ภาพประกอบ ๔.๑๕ ๕๔ ภาพประกอบ ๔.๑๖ ๕๔ ภาพประกอบ ๔.๑๗ ๕๕ ภาพประกอบ ๔.๑๘ ๕๖ ภาพประกอบ ๔.๑๙ ๕๖ ภาพประกอบ ๔.๒๐ ภาพประกอบ ๔.๒๑ ภาพประกอบ ๔.๒๒ ภาพประกอบ ๔.๒๓
ภาพประกอบ ๔.๒๔ ซ ภาพประกอบ ๔.๒๕ ภาพประกอบ ๔.๒๖ ๕๗ ภาพประกอบ ๔.๒๗ ๕๗ ภาพประกอบ ๔.๒๘ ๕๘ ภาพประกอบ ๔.๒๙ ๕๙ ภาพประกอบ ๔.๓๐ ๕๙ ภาพประกอบ ๔.๓๑ ๖๐ ภาพประกอบ ๔.๓๒ ๖๐ ภาพประกอบ ๔.๓๓ ๖๑ ภาพประกอบ ๔.๓๔ ๖๑ ภาพประกอบ ๔.๓๕ ๖๒ ภาพประกอบ ๔.๓๖ ๖๒ ภาพประกอบ ๔.๓๗ ๖๓ ภาพประกอบ ๔.๓๘ ๖๓ ภาพประกอบ ๔.๓๙ ๖๔ ภาพประกอบ ๔.๔๐ ๖๔ ภาพประกอบ ๔.๔๑ ๖๔ ภาพประกอบ ๔.๔๒ ๖๕ ภาพประกอบ ๔.๔๓ ๖๕ ภาพประกอบ ๔.๔๔ ๖๖ ภาพประกอบ ๔.๔๕ ๖๖ ภาพประกอบ ๔.๔๖ ๖๗ ภาพประกอบ ๔.๔๗ ๖๗ ภาพประกอบ ๔.๔๘ ๖๘ ภาพประกอบ ๔.๔๙ ๖๘ ภาพประกอบ ๔.๕๐ ๖๙ ภาพประกอบ ๔.๕๑ ๗๐ ๗๐ ๗๑
ฌ คาอธิบายสัญลกั ษณ์และคาย่อ อักษรย่อในงานวจิ ัยฉบับน้ี ใชอ้ า้ งอิงจากคัมภรี ์พระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาเตปฏิ ก พ.ศ. ๒๕๐๐ และพระไตรปิฎก ฉบบั ภาษาไทย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย เฉลมิ พระเกียรติ สมเดจ็ พระนางเจ้าสิรกิ ิติ์ พระบรมราชินีนาถ พ.ศ.๒๕๓๙ โดยได้กล่าวถึงแหล่งทีม่ า /เล่ม/ขอ้ /หนา้ ตามลาดบั ว.ิ ป.(ไทย) ๘/๓๖๖/๕๕๑ หมายถงึ วินยั ปิฎก ปริวาร ภาษาไทย เลม่ ที่ ๘ ขอ้ ๓๖๖ หนา้ ๕๕๑ ฉบับมหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒๕๓๙ เลม่ คายอ่ ชื่อคัมภีร์ ๑-๒ วิ.มหา. (บาลี) = วินยปฏิ ก มหาวิภงคฺ ปาลิ (ภาษาบาลี) วิ.มหา. (ไทย) = วนิ ัยปิฎก มหาวภิ งั ค์ (ภาษาไทย) ๔-๕ ว.ิ ม. (บาล)ี = วนิ ยั ปฎิ ก มหาวคคฺ ปาลิ (ภาษาบาล)ี ว.ิ ม. (ไทย) = วินัยปิฎก มหาวรรค (ภาษาไทย) ๖-๗ วิ.จู. (บาลี) = วินยปฏิ ก จูฬวคคฺ ปาลิ (ภาษาบาล)ี วิ.จ.ู (ไทย) = วินยั ปฎิ ก จฬู วรรค (ภาษาไทย) ๘ วิ.ป. (บาลี) = วนิ ยปิฏก ปรวิ ารวคฺคปาลิ (ภาษาบาล)ี วิ.ป. (ไทย) = วินยั ปิฎก ปริวารวรรค (ภาษาไทย) พระสตุ ตนั ตปิฎก ๙ ท.ี ส.ี (บาล)ี = สุตตันตปฎิ ก ทีฆนิกาย สีลขนฺธวคฺคปาลิ (ภาษาบาล)ี ที.สี. (ไทย) = สตุ ตันตปิฎก ทฆี นิกาย สีลขนั ธวรรค (ภาษาไทย) ๑๐ ที.ม. (บาลี) = สุตตนั ตปฎิ ก ทีฆนิกาย มหาวคฺคปาลิ (ภาษาบาล)ี ที.ม. (ไทย) = สตุ ตนั ตปิฎก ทฆี นกิ าย มหาวรรค (ภาษาไทย) ๑๑ ที.ปา. (บาลี) = สตุ ตนั ตปฎิ ก ทีฆนิกาย ปาฏกิ วคคฺ ปาลิ (ภาษาบาล)ี ท.ี ปา. (ไทย) = สตุ ตันตปฎิ ก ทีฆนกิ าย ปาฏิกวรรค (ภาษาไทย) ๑๓ ม.ม. (บาลี) = สุตตันตปฎิ ก มชฺฌิมนิกาย มชฺฌิมปณฺณาสกปาลิ (ภาษาบาล)ี ม.ม. (ไทย) = สุตตันตปฎิ ก มชั ฌมิ นกิ าย มัชฌมิ ปัณณาสก์ (ภาษาไทย) ม.อุ. (ไทย) = สุตตนั ตปฎิ ก มัชฌมิ นกิ าย อุปริปัณณาสก์ (ภาษาไทย) ๑๙ ส.ม. (บาลี) = สตุ ตันตปฎิ ก สยุตตฺ นกิ าย มหาวารวคฺคปาลิ (ภาษาบาล)ี ส.ม. (ไทย) = สตุ ตนั ตปฎิ ก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค (ภาษาไทย) ๒๐ อง.ฺ เอกก. (บาล)ี = สตุ ตนั ตปฎิ ก องคฺ ุตตฺ รนิกาย เอกกนิปาตปาลิ (ภาษาบาล)ี องฺ.เอกก. (ไทย) = สุตตันตปฎิ ก องั คตุ ตรนิกาย เอกกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.ทกุ . (บาล)ี = สุตตนั ตปิฎก องฺคตุ ฺตรนิกาย ทุกนิปาตปาลิ (ภาษาบาล)ี องฺ.ทกุ . (ไทย) = สุตตันตปฎิ ก อังคตุ ตรนิกาย ทกุ นบิ าต (ภาษาไทย) ๒๕ ขุ.ข.ุ (บาล)ี = สุตตนั ตปฎิ ก ขุททฺ กนกิ าย ขุททฺ กปาฐปาลิ (ภาษาบาล)ี ข.ุ ขุ. (ไทย) = สุตตันตปฎิ ก ขุททกนกิ าย ขุททกปาฐะ (ภาษาไทย) ขุ.สุ. (บาล)ี = สตุ ตนั ตปิฎก ขุททฺ กนิกาย สุตตฺ นิปาตบาลี (ภาษาบาลี) ข.ุ ส.ุ (ไทย) = สุตตนั ตปิฎก ขทุ ทกนิกาย สตุ ตนบิ าต (ภาษาไทย)
ญ พระอภิธรรมปิฎก (ภาษาบาลี) ๓๔ อภ.ิ ว.ิ (บาล)ี = อภธิ มฺมปิฏก วภิ งคฺ ปาลิ (ภาษาไทย) อภ.ิ ว.ิ (ไทย) = อภธิ รรมปฎิ ก วิภังค์ อรรถกถา อรรถกถา ผวู้ จิ ัยใช้พระไตรปิฎกฉบบั มหามกฏราชวิทยาลัย โดยสญั ลกั ษณ์และคาย่อตาม พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย สว่ นตัวเลขอนุวัติให้เปน็ ไปตามพระไตรปฎิ กและอรรถกถาฉบับมหามกุฏราช วิทยาลยั เชน่ ท.ี ส.ี อ. (ไทย) ๑/๑/๔๑๕ หมายถึง พระสูตรและอรรถกถาแปล ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค อรรถกถา เล่ม ๑ ภาค ๑ หนา้ ๔๑๕ ฉบบั มหา มกฏุ ราชวิทยาลัย ๒๕๒๕ เลม่ ที่ เล่ม ภาค ตอน คายอ่ ช่อื อรรถกถา ว.ิ มหา.อ. (ไทย) = วิ.จู.อ. (บาลี) = วนิ ยั ปฎิ ก สมนั ตปาสาทกิ ามหาวภิ งั คอรรถกถา (ภาษาไทย) ว.ิ จ.ู อ. (ไทย) = ว.ิ ป.อ. (บาลี) = วนิ ยปิฏก สมนฺตปาสาทกิ า จฬู วคฺคอฏฐฺ กถา (ภาษาบาล)ี วิ.ป.อ. (ไทย) = วนิ ัยปิฎก สมนั ตปาสาทิกา จฬู วรรคอรรถกถา (ภาษาไทย) ที.สี.อ. (ไทย) = ท.ี ม.อ. (ไทย) = วนิ ยปิฏก สมนฺตปาสาทิกา ปรวิ ารวคคฺ อฏฐฺ กถา (ภาษาบาล)ี ที.ปา.อ. (ไทย) = ม.ม.ู อ. (ไทย) = วนิ ัยปฎิ ก สมันตปาสาทิกา ปรวิ ารวรรคอรรถกถา (ภาษาไทย) ม.ม.อ. (ไทย) = ม.อ.ุ อ. (ไทย) = อรรถกถาพระสตุ ตนั ตปิฎก ส.สฬา.อ. (ไทย) = องฺ. สตตฺ ก.อ. (ไทย) = ทฆี นิกาย สมุ ังคลวลิ าสินี สลี ขันธวรรคอรรถกถา (ภาษาไทย) สตตฺ ก.อ. (ไทย) = ทฆี นิกาย สุมังคลวิลาสินี มหาวรรคอรรถกถา (ภาษาไทย) ทีฆนิกาย สุมงั คลวิลาสนิ ี ปาฏิกวรรคอรรถกถา (ภาษาไทย) มัชฌมิ นกิ าย ปปญั จสทู นี มลู ปณั ณาสกอรรถกถา (ภาษาไทย) มัชฌิมนิกาย ปปัญจสทู นี มชั ฌมิ ปัณณาสกอรรถกถา(ภาษาไทย) มชั ฌิมนิกาย ปปัญจสทู นี อปุ รปิ ณั ณาสก์อรรถกถา (ภาษาไทย) สงั ยุตตนิกาย สารตั ถปกาสนิ ี สฬายตนวรรคอรรถกถา (ภาษาไทย) องั คุตตรนิกาย มโนรถปูรณี สตั ตกนิบาตอรรถกถา (ภาษาไทย) อังคุตตรนิกาย มโนรถปูรณี สัตตกนิบาตอรรถกถา (ภาษาไทย)
บทที่ ๑ บทนำ ๑.๑ ควำมเป็นมำและควำมสำคัญของปัญหำ สญั ลกั ษณ์ คือสง่ิ ท่ถี ูกกำหนดขึน้ หรอื นยิ ำมขึ้นเพ่อื ใชส้ ่อื ควำมหมำยแทนอีกสิ่งหนึ่ง๑ โดย ควำมหมำยอย่ำงกว้ำง ท่ำนกำหนดเอำท้ังท่ีเป็นวัตถุ (object) กำรกระทำ(action) และควำมคิด (idea)๒ ตรงกับคำในภำษำอังกฤษว่ำsign และ symbol ปัจจุบันเป็นหน่วยหนึ่งในวิชำสัญศำสตร์๓ (semiotics) ซ่ึงศึกษำเกี่ยวกับสัญญะ และวิธีกำร (process) เครื่องหมำย(indication)เครื่องบ่งชี้ (designation) ส่ิงเสมือน (likeness) รวมไปถึงคำอุปมำ (analogy) คำอุปมัย (metaphor) ระบบสัญญะ (symbolism) เครื่องแสดง (signification) และกำรสื่อสำร(communication)๔ ท่ี มนุษย์สร้ำงขน้ึ เพอื่ สอื่ ควำมถงึ สง่ิ ใดส่งิ หนงึ่ นอกเหนือจำกตวั มนั เอง สัญลักษณ์จึงเป็นวัฒนธรรมยุคแรก ๆ และเป็นสำมัญรูปอย่ำงหนึ่งท่ีมนุษย์ใช้สำหรับสื่อ ควำมหมำย และสัญลักษณ์เหล่ำน้ันมีอยู่ไม่น้อยท่ีได้วิวัฒนำกำรมำจนถึงปัจจุบัน เช่น สัญลักษณ์ คู คูลลู (Kululla) ของชำวอัสซีเรียในเมโสโปเตเมีย ซ่ึงใช้รูปคร่ึงมนุษย์ครึ่งปลำประดับไว้ตำมสถำนที่ ก่อสร้ำง และตึกอำคำรต่ำง ๆ เน่ืองจำกเช่ือกันว่ำ สัญลักษณ์ดังกล่ำวจะสำมำรถช่วยคุ้มครองสิ่งปลูก สร้ำงไม่ใหพ้ งั ทะลำยขณะทที่ ำกำรก่อสร้ำง๕ จำกกำรสืบค้นคัมภีร์ทำงพระพุทธศำสนำ เบ้ืองต้นพบว่ำมีกำรใช้สัญลักษณ์เพื่อส่ือ ควำมหมำยตำ่ ง ๆ อยูท่ ่วั ไป เชน่ ในพระวินัยปิฎก พบกำรใช้หนังเสือเป็นสัญลักษณ์ของเดียรถีย์ ปรับอำบัติแก่ภิกษุผู้ใช้ สัญลกั ษณ์ดังกลำ่ ว๖ ใชต้ น้ ไม้ กอ้ นศิลำ ถนน จอมปลวก เป็นต้น เป็นสัญลักษณ์บอกเขต๗ ใช้ขวำเป็น สัญลักษณ์แทนควำมเคำรพ๘ ใช้ดอกบัวแทนสัญลักษณ์แทนบุคคลระดับต่ำง ๆ๙ ใช้กำรปลงผม และ ๑พรหมำ พิทักษ์,บรรณำธิกำรแปล, นัยแห่งสัญลักษณ์, (กรุงเทพมหำนคร: สำนักพิมพ์ต้นธรรม, ๒๕๕๐), หนำ้ ๕. ๒ http://en.wikipedia.org/wiki/Symbolism [๒๕ กนั ยำยน ๒๕๖๒]. ๓สญั ศำสตร์ นอกจำกจะเกยี่ วข้องกบั ภำษำศำสตร์แล้ว ต่อมำได้กลำยเป็นเคร่ืองมือสำคัญในกำรศึกษำ เชงิ วฒั นธรรม (cultural studies) ดูรำยละเอยี ดใน Daniel chandler, “Semiotics of Beginners”, (ออนไลน์). แหลง่ ทม่ี ำ : http://www.dominicpetrillo.com/ed/Semiotics_for_Beginners.pdf. [๒๑ กันยำยน ๒๕๕๕]. ๔ http://en.wikipedia.org/wiki/Semiotics. [๒๒ กนั ยำยน ๒๕๖๒]. ๕ พรหมำ พิทกั ษ์, นัยแหง่ สญั ลักษณ,์ (กรงุ เทพมหำนคร: สำนักพิมพต์ น้ ธรรม, ๒๕๕๐), หนำ้ ๒๒๓. ๖วิ.มหำ. (ไทย) ๕/๓๗๑/๒๔๗. ๗วิ.มหำ. (ไทย) ๔/๑๓๘/๒๑๕. ๘เช่น ว.ิ มหำ. (ไทย) ๑/๑๕/๘, วิ.มหำ. (ไทย) ๒/๕๗๖/๑๐๑, วิ.มหำ.(ไทย) ๔/๙๐/๑๔๖. เป็นต้น ซึ่ง จำกกำรสำรวจ พบคำน้ีใน ๙๑ หน้ำ จำนวน ๑๐๔ ครั้ง โดยพบทั้งในพระวินัยปิฎก พระสัตตันตปิฎก และพระ อภิธรรมปฎิ ก ๙ว.ิ มหำ.(ไทย) ๔/๙/๑๔.
๒ หนวดแล้วนงุ่ หม่ ดว้ ยผ้ำกำสำวะ เป็นสัญลักษณ์ของกำรบรรพชำ-อุปสมบท๑๐ กำรใช้ไฟเป็นสัญลักษณ์ ของกำรบชู ำ๑๑ ใชก้ ำรนิง่ เป็นสัญลักษณข์ องกำรยอมรับ เหน็ ชอบ๑๒ ในพระสุตตันตปิฎก พบกำรใช้สัญลักษณ์ซ้ำยแทนกำรไม่เคำรพ๑๓ ซ้ำย-ขวำแทนกุศล กรรม และอกุศลกรรม๑๔แทนเพศชำย-เพศหญิง๑๕แทนลำดับอำวุโสมำกน้อย๑๖ กำรใช้ผมหงอกเป็น สัญลักษณ์ในกำรสละรำชสมบัติ๑๗ กำรใช้ธงเป็นสัญลักษณ์ของรถในกำรศึกสงครำม๑๘เรียกว่ำ ธงชัย เฉลิมพล๑๙ และสัญลักษณธ์ งนเ้ี อง เมื่อนำไปใช้กับภิกษุผู้ชนะข้ำศึก ปรำศจำกกิเลสท้ังปวงแล้ว ท่ำนก็ ใชใ้ นเชงิ เปรยี บเทยี บวำ่ “ผูป้ ลดธงลงไดแ้ ล้ว” ๒๐ นอกจำกนน้ั ธงยังใช้แสดงเป็นเคร่ืองหมำยของธรรม ดังข้อควำมในขุททนิกำย ปฏสิ มั ภิทำมรรคว่ำ “เพรำะพระผู้มีพระภำคทรงมีธรรมเป็นธงให้จักรเป็นไป ช่ือว่ำธรรมจกั ร” ๒๑ กำรเกดิ ธงธรรมจักรท่ีเห็นกันอยใู่ นปัจจุบนั กค็ งจะถอื คตนิ ี้ แม้ในคัมภีร์อรรถกถำ ก็ปรำกฏใช้สัญลักษณ์แตกต่ำงกันออกไป เช่น ในอรรถกถำขุททก นกิ ำย ธรรมบท ก็พบกำรใช้ธงเป็นสัญลักษณ์ในกำรประกอบพิธีกรรมตำมลัทธิควำมเชื่อ๒๒กำรใช้ควัน ไฟเป็นสัญลักษณ์บอกเหตุ๒๓ กำรใช้ดวงดำวเป็นสัญลักษณ์ในกำรเดินทำง๒๔ และกำรพยำกรณ์ เหตกุ ำรณ์บ้ำนเมือง๒๕กำรใช้ตรำพระรำชลัญจกร เป็นเคร่ืองหมำยประดับยศ หรือประทับตรำประจำ ตำแหน่งเพ่ือแสดงถึงอำนำจ๒๖ ใช้เป็นเครื่องประกอบอิสรยศของพระเจ้ำแผ่นดินเรียกว่ำ พระรำช กกุธภณั ฑ์ทัง้ ๕ ประกอบด้วย แสจ้ ำมะร,ี มงกุฎ, พระขรรค,์ ธำรพระกร, ฉลองพระบำท๒๗ ในคัมภีร์อรรถกถำยังพบกำรใช้รอยพระบำทเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงพระพุทธเจ้ำ๒๘ โดยถือ เป็นเจดยี ์อย่ำงหนึ่ง ทำนองเดยี วกับกำรใชต้ ้นไม้ เช่น ต้นโพธิ์ เป็นสัญลักษณ์ของกำรตรัสรู้๒๙ และเป็น ๑๐วิ.มหำ. (ไทย) ๔/๓๔/๔๓. ๑๑ว.ิ มหำ. (ไทย) ๔/๓๗/๔๗. ๑๒เชน่ เมอื่ มีผมู้ ำนมิ นต์ หำกพระพุทธเจ้ำนิ่ง ก็เท่ำกับว่ำ พระองค์ทรงรับนิมนต์น้ัน ดูตัวอย่ำง วิ.มหำ. (ไทย) ๑/๒๒/๑๕, พระสงฆ์รปู อ่ืน ๆ ก็รับนิมนต์โดยใช้สัญลักษณ์น่ิงเช่นเดียวกัน เช่น กรณีของพระสุทินน์รับนิมนต์ ยอมบิดำ ว.ิ มหำ.(ไทย) ๑/๓๒/๒๒, หรือกรณกี ำรทำสังฆกรรม หำกมกี ำรลงมติ ก็ถืออำกำรน่ิงเปน็ สัญลักษณ์ของกำร ยอมรับมตินัน้ ดู วิ.มหำ.(ไทย)๒/๖๑๔/๑๓๒,๖๖๒/๑๘๔,๙๕/๒๘๒,๙๗/๒๘๔เป็นตน้ ๑๓ข.ุ อุ. (ไทย) ๒๕/๔๓/๒๕๘. ๑๔อง.ฺ ทกุ . (ไทย) ๒๐/๑๕๖/๔๐๐. ๑๕ส.น.ิ อ. (ไทย) ๒/๖๒๒. ๑๖ข.ุ ธ.อ. (ไทย) ๑/๒/๑/๙๙. ๑๗ม.ม. (ไทย) ๑๓/๓๐๙/๓๗๓. ในคัมภีรร์ ะบุว่ำ รำชวงศน์ ี้ได้ใช้ “ผมหงอก” เป็นสัญลักษณ์ในกำรสละ รำชสมบัติสบื ทอดกันมำถงึ ๘๔,๐๐๐ พระองค์ ดรู ำยละเอยี ด ม.ม. (ไทย) ๑๒/๓๑๑/๓๗๖. ๑๘ขุ.ชำ. (ไทย) ๒๘/๑๘๔๑/๔๗๓. ๑๙ข.ุ ชำ. (ไทย) ๒๘/๑๗๒/๒๑๑. ๒๐องฺ.ปญจฺ ก. (ไทย) ๒๒/๗๑/๑๒๑. ๒๑ข.ุ ปฏิ. (ไทย) ๓๑/๔๐/๕๐๒. ๒๒ข.ุ ธ.อ. (ไทย) ๑/๔. ๒๓ข.ุ ธ.อ. (ไทย) ๒/๒. ๒๔ข.ุ ชำ.อ. (ไทย)๓/๑/๑๗๓. ๒๕ขุ.ธ.อ.(ไทย) ๒/๘. ๒๖มงั คล. (ไทย) ๒/๗๗.,วสิ ุทธิ. (ไทย) ๑/๑/๗๙. ๒๗ขุ.ธ.อ.(ไทย) ๓/๓๑. ๒๘ข.ุ ธ.อ. (ไทย) ๒/๕๕.
๓ สัญลักษณ์แทนองค์สมเด็จพระสัมมำสัมพุทธเจ้ำ ในคัมภีร์ระบุถึงภิกษุผู้ทรงกัมมัฏฐำนรูปหนึ่ง ทรำบ ข่ำวว่ำพระพุทธเจ้ำปรินิพพำนแล้ว เกิดอนิจจสัญญำ เป็นผู้ไม่ประมำท ระลึกถึงพุทธคุณ และทำกำร บูชำต้นโพธิ์ แล้วบำเพญ็ สมณธรรม๓๐ ส่วนของสังคมไทย จำกกำรสืบค้นข้อมูลเบ้ืองต้นก็พบว่ำ ได้มีกำรนำสัญลักษณ์ในทำง พระพุทธศำสนำไปใช้ในมิติต่ำง ๆ อย่ำงกว้ำงขวำงนับตั้งแต่สถำบันหลักคือ สถำบันชำติ ศำสนำ พระมหำกษัตริย์ ตลอดถึงงำนศิลปะ ประเพณี และวัฒนธรรมในท้องถ่ินต่ำง ๆ เช่น ในส่วนของ สถำบันชำติ ธงชำติไทย กำหนดให้สีขำวเป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธศำสนำ๓๑ธงสัญลักษณ์ประจำ จังหวัดสุโขทัย มี ๓ สี คือ เหลือง แดง เขียว โดยกำหนดให้สีเหลือง เป็นสัญลักษณ์แทน พระพทุ ธศำสนำ๓๒ กำรใช้สัญลักษณ์ทำงพระพุทธศำสนำเป็นตรำสัญลักษณ์ประจำจังหวัด เช่น จังหวัดสุ รำษฎร์ธำนี ใช้พระบรมธำตไุ ชยำ๓๓ จงั หวัดสกลนคร ใช้พระธำตเุ ชิงชมุ ๓๔ จังหวัดขอนแก่น ใช้พระธำตุ ขำมแก่น๓๕จังหวัดนครศรีธรรมรำช ใช้พระบรมธำตุเจดีย์๓๖จังหวัดปรำจีนบุรี ใช้ต้นพระศรีมหำโพธิ ๒๙เดิมต้นโพธิ์มีชื่อเรียกว่ำ อัสสัตถะ แต่เพ่ือเป็นสัญลักษณ์แห่งกำรตรัสรู้ของพระพุทธเจ้ำ ท่ำนจึง เปล่ียนชอ่ื ใหม่วำ่ โพธิ ดู ขุ.พทุ ธ.อ. ๙/๒/๓๗๘. ๓๐ข.ุ เถร.อ.(ไทย) ๒/๓/๒/๒๖๖. ๓๑พระบำทสมเด็จพระมงกุฏเกล้ำเจ้ำอยู่หัว ทรงพระรำชนิพนธ์อธิบำยไว้ว่ำ “ขำวคือบริสุทธ์ิศรีสวัสด์ิ หมำยพระไตรรัตน์ และธรรมะคุ้มจติ ใจ” ดคู ำอธิบำยพระนพิ นธใ์ นสมเด็จฯ กรมพระยำดำรงรำชำนุภำพ เพ่ิมเติมใน http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=rattanakosin225&group=9&date=03-04-2007&gblog=1 [วนั ที่ ๒๗ กันยำยน ๒๕๖๒]. ๓๒คณะกรรมกำรฝ่ำยประมวลเอกสำรและจดหมำยเหตุ. วัฒนธรรม พัฒนำกำรทำงประวัติศำสตร์ เอกลกั ษณ์ และภมู ปิ ัญญำ จงั หวดั สโุ ขทยั . (กรุงเทพมหำนคร: คณะกรรมกำรฝำ่ ยประมวลเอกสำรและจดหมำยเหตุ ใน คณะอำนวยกำรจดั งำนเฉลิมพระเกยี รติพระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยหู่ วั ฯ จดั พิมพ์, ๒๕๔๒), หน้ำ ๑๖๕. ๓๓คณะกรรมกำรฝ่ำยประมวลเอกสำรและจดหมำยเหตุ. วัฒนธรรม พัฒนำกำรทำงประวัติศำสตร์ เอกลักษณ์ และภูมิปัญญำ จังหวัดสุรำษฎร์ธำนี. (กรุงเทพมหำนคร: คณะกรรมกำรฝ่ำยประมวลเอกสำรและ จดหมำยเหตุใน คณะอำนวยกำรจัดงำนเฉลิมพระเกียรติพระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัวฯ จัดพิมพ์, ๒๕๔๒),หน้ำ ๑๘๓. ๓๔คณะกรรมกำรฝ่ำยประมวลเอกสำรและจดหมำยเหตุ. วัฒนธรรม พัฒนำกำรทำงประวัติศำสตร์ เอกลักษณ์ และภูมิปัญญำ จังหวัดสกลนคร. (กรุงเทพมหำนคร: คณะกรรมกำรฝ่ำยประมวลเอกสำรและจดหมำย เหตุในคณะอำนวยกำรจดั งำนเฉลมิ พระเกียรติพระบำทสมเด็จพระเจำ้ อยหู่ ัวฯ จดั พิมพ์, ๒๕๔๒), หน้ำ ๑๙๗. ๓๕คณะกรรมกำรฝ่ำยประมวลเอกสำรและจดหมำยเหตุ. วัฒนธรรม พัฒนำกำรทำงประวัติศำสตร์ เอกลักษณ์ และภมู ิปญั ญำ จังหวัดขอนแก่น. (กรุงเทพมหำนคร: คณะกรรมกำรฝ่ำยประมวลเอกสำรและจดหมำย เหตุในคณะอำนวยกำรจดั งำนเฉลิมพระเกยี รตพิ ระบำทสมเดจ็ พระเจ้ำอยู่หวั ฯ จดั พิมพ์, ๒๕๔๒),หน้ำ ๒๒๙ . ๓๖คณะกรรมกำรฝ่ำยประมวลเอกสำรและจดหมำยเหตุ. วัฒนธรรม พัฒนำกำรทำงประวัติศำสตร์ เอกลักษณ์ และภูมิปัญญำ จังหวัดนครศรีธรรมรำช. (กรุงเทพมหำนคร: คณะกรรมกำรฝ่ำยประมวลเอกสำรและ จดหมำยเหตุในคณะอำนวยกำรจัดงำนเฉลิมพระเกียรตพิ ระบำทสมเดจ็ พระเจ้ำอยหู่ ัวฯ จดั พิมพ์, ๒๕๔๒),หน้ำ ๒๐๓.
๔ เปน็ สัญลักษณส์ ำคัญคู่บ้ำนคเู่ มือง๓๗ ธงคณะลูกเสือแห่งชำติ มีลักษณะและสีอย่ำงเดียวกับธงชำติ แต่ ตรงกลำงผนื ธงมีตรำธรรมจักรสีเหลอื งเส้นผำ่ ศูนย์กลำง ๓๒ เซนตเิ มตร๓๘ สำนักนำยกรัฐมนตรี ได้ออกระเบียบ ว่ำด้วยกำรใช้ กำรชัก หรือกำรแสดงธงชำติ และธง ต่ำงประเทศในรำชอำณำจักร พ.ศ.๒๕๒๙ กำหนดให้วันสำคัญทำงพระพุทธศำสนำ ประกอบด้วยวัน มำฆบูชำ วันวิสำขบูชำ วันอำสำฬบูชำ และวันเข้ำพรรษำเป็นวันที่ต้องชัก และประดับธงชำติ ณ อำคำรสถำนท่ี ยำนพำหนะ และสำธำรณสถำน และในส่วนที่ 4 ของระเบียบดังกล่ำว ยังกำหนดกำร ใช้ กำรชัก หรือกำรแสดงธงชำติคูก่ บั ธงอน่ื หรือกบั พระพุทธรูป และพระบรมรูป โดยกำหนดให้ธงชำติ อยูด่ ้ำนขวำพระพุทธรูป พระบรมรูปอยดู่ ำ้ นซำ้ ย๓๙ ในส่วนของสถำบันศำสนำ คณะสงฆ์ไทยประกำศใช้ตรำธรรมจักรในกิจกำรของคณะสงฆ์ ทวั่ ไปอยำ่ งเป็นทำงกำรเมอ่ื พ.ศ.๒๕๐๑๔๐ องคก์ รทำงพระพุทธศำสนำ มักนิยมกำหนดตรำสัญลักษณ์ ให้มีสัญลักษณ์ทำงพระพุทธศำสนำอย่ำงใดอย่ำงหนึ่งเป็นส่วนหน่ึงของตรำสัญลักษณ์น้ัน เช่น ตรำ สำนกั งำนแม่กองธรรมสนำมหลวง๔๑ ตรำประจำสำนกั งำนแมก่ องบำลสี นำมหลวง๔๒ สถำบันพระมหำกษัตริย์ เช่น ธงชัยเฉลิมพลของกองทัพบก ยอดคันธง เป็นซุ้มเรือนแก้ว ประดิษฐ์สถำนพระพทุ ธรปู ภำยในทำด้วยโลหะสีทอง คันธงตอนที่ตรงกับธง มีสักหลำดสีแดงต่อกับริม ธงหุ้มรอบคันธงมีหมุดทำด้วยโลหะสีทอง ๑๕ หมุด หมุดท่ี ๑ เป็นรูปประเทศไทย หมุดที่ ๒ เป็นรูป เสมำธรรมจักร หมุดที่ ๓ เป็นรูปพระปรมำภิไธยย่อ หมุดท่ี ๔ เป็นรูปรัฐธรรมนูญ หมุดต่อไปเป็นรูป เคร่ืองหมำยกองทัพบก๔๓แม้ธงชัยเฉลิมพลของกองทัพเรือ และกองทัพอำกำศก็มีสัญลักษณ์ทำง พระพทุ ธศำสนำเชน่ เดียวกนั ตำ่ งตรงทขี่ องกองทัพเรือ ไม่มซี ุ้มเรอื นแกว้ ประดษิ ฐ์สถำนพระพุทธรปู ด้ำนงำนศิลปะ พบจำนวนไม่น้อยที่ถูกสร้ำงสรรค์ข้ึนมำโดยสื่อถึงสัญลั กษณ์ทำง พระพทุ ธศำสนำ งำนศลิ ปะบำงช้ิน มีกำรเพ่ิมเติมสัญลักษณ์พิเศษเพื่อส่ือควำมหมำยบำงประกำร เช่น รูปพระอรหนั ต์ ๖๑ องค์(พระมีหนวด) บนเจดีย์กู่กุดที่จังหวัดลำพูน หำกพิจำรณำผิวเผินก็อำจจะมอง ว่ำเป็นพระพุทธรูปท้ังหมด ท้ังนี้เพรำะบนเศียรทำเกตุมำลำนูนอยู่เหนือเศียร พระสำวกโดยท่ัวไปไม่ นิยมเช่นน้ี อย่ำงไรก็ตำม เม่ือมีกำรวิเครำะห์อย่ำงละเอียด โดยเชื่อมโยงกับตำนำนเรื่องเรื่องพระ อรหันต์เกดิ ขน้ึ ครัง้ แรกในโลก ๖๐ องค์ (๖๑ รวมท้ังพระพุทธเจ้ำ) ก็จะทำให้ทรำบว่ำ รูปพระ ๖๐ องค์ เป็นพระอรหันตสำวก เน่ืองจำกเพรำะช่ำงหริภุญไชยได้สร้ำงรูปลักษณ์พระอรหันต์ให้มีเกตุมำลำ ๓๗คณะกรรมกำรฝ่ำยประมวลเอกสำรและจดหมำยเหตุ. วัฒนธรรม พัฒนำกำรทำงประวัติศำสตร์ เอกลกั ษณ์ และภมู ิปัญญำ จงั หวัดปรำจนี บุรี. (กรงุ เทพมหำนคร: คณะกรรมกำรฝ่ำยประมวลเอกสำรและจดหมำย เหตุในคณะอำนวยกำรจดั งำนเฉลิมพระเกยี รติพระบำทสมเดจ็ พระเจำ้ อยูห่ ัวฯ จดั พมิ พ์, ๒๕๔๒),หนำ้ ๑๔๗. ๓๘พระรำชบัญญตั ิธง พ.ศ.๒๕๒๒, หมวด ๖ มำตรำ ๓๘. ๓๙ระเบียบสำนักนำยกรัฐมนตรี ว่ำด้วยกำรใช้ กำรชัก หรือกำรแสดงธงชำติ และธงต่ำงประเทศใน รำชอำณำจักร พ.ศ.๒๕๒๙, ขอ้ ๑๓,ข้อ ๒๐. ๔๐ ธงศำสนำพุทธ, [ออนไลน์]. แหล่งที่มำ: http://th.wikipedia.org/wiki/ [วันท่ี ๒๗ กันยำยน ๒๕๖๒]. ๔๑ แมก่ องธรรมสนำมหลวง, [ออนไลน์]. แหลง่ ที่มำ: http://www.gongtham.net/web/news.php [วนั ที่ ๒๗ กันยำยน ๒๕๖๒]. ๔๒ แม่กองบำลสี นำมหลวง, [ออนไลน์]. แหล่งท่ีมำ: http://www.infopali.net/ [วันท่ี ๒๗ กันยำยน ๒๕๖๒]. ๔๓กฎกระทรวง (พ.ศ.๒๕๒๔) ออกตำมควำมในพระรำชบัญญัติธง พ.ศ. ๒๕๒๒, ขอ้ ๑ (๑),(๔).
๕ เหมือนพระพุทธรูป เท่ำกับเป็นกำรทำลำยส่ือควำมหมำยสำคัญที่ทำให้คนทั่วไปทรำบควำมแตกต่ำง ทำงรูปธรรม ซึง่ ในกำรน้ี ชำ่ งชำวหรภิ ุญไชยไดแ้ กป้ ญั หำโดยเพ่ิมสัญลักษณ์พิเศษที่ไม่มีในพุทธรูปให้แก่ พระอรหนั ต์คือ “หนวด” ๔๔ ด้ำนประเพณี วัฒนธรรม เช่น ในฮีตสิบสอง คลองสิบสี่ พิธีบุญข้ำวสำก มีกำรใช้กลองตี เป็นสัญญำณ หรือสัญลักษณ์เพ่ือบอกให้ผีญำติพ่ีน้อง รุกขเทวดำ ผีเปรตมำรับเอำห่อน้อยที่แขวนไว้ ตำมตน้ ไม้ ตำมเสำ หรอื ตำมเจดีย์๔๕ พิธกี รรมทำงภำคเหนอื นิยมใช้ตุง(ธง)เป็นสัญลักษณ์ของพิธีกรรม ต่ำง ๆ เช่น ตุงช่อ ให้ประดับทั่วไป ตุงร้อยแปด ใช้ในกำรสะเดำะเครำะห์ ตุงค่ำคิง ใช้ในพิธี สะเดำะ เครำะห์ และงำนสงกรำนต์ ตุงใส้หมู ใช้ในพิธีกรรมทำงศำสนำ ตงุ ไย ใชแ้ ขวนบูชำหน้ำพระพุทธรูป ตุง สำมหำง ใช้แขวนบชู ำพระรัตนตรัย๔๖ กลุ่มจังหวัดอีสำนใต้ ประกอบไปด้วยนครรำชสีมำ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และ อุบลรำชธำนี ถือเป็นดินแดนท่ีมีประวัติควำมเป็นเป็นมำยำวนำนต้ังแต่ยุคก่อนประวัติศำสตร์ คือรำว ๔,๕๐๐-๓,๕๐๐ ปมี ำแล้ว แตส่ มยั ก่อนกง่ึ ประวตั ิศำสตร์ หรือยคุ หัวเล้ียวหัวต่อ รำวพุทธศตวรรษที่ ๖- ๑๑ เริ่มมีหลักฐำนกำรรับอิทธิพลพระพุทธศำสนำ ศิลปะอมรำวดีตอนปลำย รำวพุทธศตวรรษที่ ๘- ๑๐ ซึ่งถือเป็นส่วนหน่ึงของกำรเผยแผ่พระพุทธศำสนำในระยะเร่ิมแรกของภูมิภำค เช่น มีกำรค้นพบ พระพุทธรูปนำคปรกที่บ้ำนฝ้ำย อำเภอลำปลำยมำศ พระพุทธรูปศิลปะอมรำวดีในเขตจังหวัด นครรำชสมี ำ ชว่ งสมยั ทวำรวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ อิทธพิ ลวัฒนธรรมทวำรวดีจำกภำคกลำงได้แผ่ ขยำยมำยังดินแดนบริเวณจังหวัดนครรำชสีมำ และกระจำยต่อไปยังดินแดนต่ำง ๆ ไปยังภำค ตะวันออกเฉียงเหนือ และบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง ซ่ึงเมื่อผสมผสำนกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ได้ก่อกำเนิดสิ่ง ทีเ่ รยี กว่ำ “ทวำรวดีอีสำน” ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพำะตนเองแผ่กระจำยอยู่ทั่วไป มีท้ังที่ได้รับอิทธิพลจำก เถรวำท และมหำยำน ท้ังจำกภำคกลำงของประเทศไทย และวัฒนธรรมท้องถิ่นซึ่งมีท้ังไทยอีสำน ไทย ลำว มอญ-เขมร กยู เญอ ตลอดจนเผำ่ พันธุอ์ น่ื ๆ จำกกำรสำรวจสัญลักษณ์ต่ำง ๆ ท่ีปรำกฏในสังคมไทย รวมไปถึงในกลุ่มจังหวัดอีสำนใต้ พบว่ำ พระพุทธศำสนำมีอิทธิพลต่อกำรออกแบบสัญลักษณ์เป็นอย่ำงมำก ขณะเดียวกันอิทธิของ ท้องถิ่น ก็มีส่วนสำคัญในกำรกำหนด หรือสร้ำงสัญลักษณ์ใหม่ขึ้นมำ และสัญลักษณ์เหล่ำนั้นก็มี ควำมสัมพันธก์ ับกำรกำรดำเนนิ ชีวิตซงึ่ สำมำรถพบเหน็ ได้ท่ัวไป สังคมไทยใช้สัญลักษณ์ทำงพระพุทธศำสนำในมิติต่ำง ๆ นับต้ังแต่ตรำสัญลักษณ์ของรัฐ และเอกชน,สัญลักษณ์ในจิตรกรรมและประติมำกรรม, สัญลักษณ์ทำงสถำปัตยกรรม, และสัญลักษณ์ ในประเพณแี ละพิธีกรรมตำ่ ง ๆ ในปรำกฏในสงั คมไทย ทำให้เห็นว่ำ สังคมไทยได้รับอิทธิพลสัญลักษณ์ ทำงพระพทุ ธศำสนำ และมีกำรนำหลกั กำรไปประโยชนใ์ ช้ในเชิงสัญลักษณ์อย่ำงกว้ำงขวำง ทั้งโดยตรง และโดยอ้อม โดยตรง ได้แก่กำรนำไปใช้เพ่ือส่ือเรื่องรำวต่ำง ๆ ท่ีเก่ียวของกับพระพุทธศำสนำด้ำนใด ด้ำนหนง่ึ เชน่ เกีย่ วข้องกับพระพุทธเจ้ำ, พระธรรม, พระสงฆ์, แนวคิดทำงพระพุทธศำสนำ, คติควำม ๔๔ดูรำยละเอียดใน พิเศษ เจียจันทร์พงษ์, “พระมีหนวด”, ศิลปวัฒนธรรม, ปีที่ ๑๖ ฉบับท่ี ๗, (พฤษภำคม ๒๕๓๗): ๑๑๒-๑๑๕. ๔๕เอกวิทย์ ณ ถลำง, ภูมิปัญญำอีสำน, (กรุงเทพมหำนคร: สำนักพิมพ์อมรินทร์, ๒๕๔๖), หน้ำ ๗๑- ๗๒. ๔๖วิมล จิโรจพันธ์ และคณะ. มรดกทำงวัฒนธรรม ภำคเหนือ. (กรุงเทพมหำนคร: สำนักพิมพ์แสดง ดำว,๒๕๕๑),หนำ้ ก่อนบทนำ.
๖ เช่ือทำงพระพุทธศำสนำโดยอ้อม ได้แก่กำรนำสัญลักษณ์ทำงพระพุทธศำสนำ เพื่อจุดประสงค์อื่น นอกเหนือจำกท่ีกล่ำวมำ เช่น เป็นสัญลักษณ์ของกำรปกป้อง คุ้มครอง รักษำ, เป็นสัญลักษณ์ ค่บู ้ำนคูเ่ มือง, เปน็ สัญลกั ษณป์ ระจำวันเกิด เปน็ ต้น คติควำมเช่ือของสังคมไทยที่มีมำแต่เดิม ก็มีอิทธิพลในกำรกำหนดสัญลักษณ์ทำง พระพุทธศำสนำ เช่น กำรกำหนดผังทำงสถำปัตยกรรมส่ิงก่อสร้ำงภำยในศำสนสถำน, กำรใช้รูป สัญลักษณ์ที่มีอยู่ในชุมชน สะท้อนคติควำมเชื่อทำงพระพุทธศำสนำ เช่น กำรใช้ขนมพองเป็น สัญลักษณ์แทนเรือแพข้ำมห้วงมหรรณพ, กำรใช้ดอกเข้ำพรรษำเป็นสัญลักษณ์ของกำรบูชำเน่ืองใน เข้ำพรรษำ, กำรใช้เครื่องบูชำอย่ำงละ ๑,๐๐๐ เพื่อบูชำพระคำถำพัน ตำมประเพณีเทศน์มหำชำติ เปน็ ต้น จำกเหตุผลดังกล่ำว คณะผู้วิจัยจึงมีควำมประสงค์ศึกษำสัญลักษณ์และพิธีกรรมทำง พระพุทธศำสนำในชมุ ชนกลมุ่ อสี ำนใต้วำ่ มกี ำรก่อกำเนดิ พัฒนำกำร และคุณค่ำทม่ี ตี อ่ สงั คมอย่ำงไร ๑.๒ วัตถปุ ระสงค์ของกำรวจิ ัย ๒.๑ เพอ่ื ศึกษำสญั ลกั ษณ์และพิธกี รรมทำงพระพุทธศำสนำของชุมชนในกลุ่มจังหวัดอีสำน ใต้ ๒.๒ เพ่ือศึกษำกระบวนกำรสร้ำงสัญลักษณ์ และพิธีกรรมทำงพระพุทธศำสนำของชุมชน กลุม่ จังหวัดอีสำนใต้ ๒.๓ เพ่ือวิเครำะห์รูปแบบ พัฒนำกำร และคุณค่ำเชิงจริยธรรมสัญลักษณ์ทำง พระพทุ ธศำสนำในชุมชนกลุม่ จงั หวัดอีสำนใต้ ๑.๓ ขอบเขตของกำรวิจัย งำนวิจัยนี้มุ่งศึกษำ สัญลักษณ์และพิธีกรรมทำงพระพุทธศำสนำของชุมชนกลุ่มอีสำนใต้: รูปแบบ พัฒนำกำร และคุณค่ำเชิงจริยธรรม เป็นกำรวิจัยเชิงคุณภำพ (Qualitative Research) มี ขอบเขตศกึ ษำวิจัย ดงั นี้ ๑.๓.๑ ขอบเขตดา้ นพนื้ ท่ี ๑) พื้นที่ศึกษำประกอบผู้วิจัยเลือกจำก ๓ จังหวัด ได้แก่ นครรำชสีมำ, บุรีรัมย์, และ อบุ ลรำชธำนี จังหวัดละ ๓ ชุมชน ๑.๓.๒ ขอบเขตดำ้ นประชำกร ๑) กลุ่มประชำกรจังหวัดได้แก่ จังหวัดนครรำชสีมำ บรุ ีรมั ย์ และอบุ ลรำชธำนี จังหวัดละ ๒ กลุ่ม ๆ ละ ๓ ชุมชน ๆ ละ ๕ รปู /คน - กลุ่มพระสงฆ์ - กลมุ่ ผู้นำชมุ ชน ๑.๓.๓ ขอบเขตดา้ นเนื้อหา การวิจยั ครงั้ นผี้ ู้วจิ ยั ศกึ ษาสัญลกั ษณ์ และพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาของชุมชนในกลุ่ม จังหวัดอีสำนใต้ นับตั้งแต่กระบวนกำรสร้ำงสัญลักษณ์ และพิธีกรรม พร้อมทั้งวิเครำะห์รูปแบบ พฒั นำกำร คุณคำ่ เชิงจริยธรรมของชมุ ชนในกลมุ่ จังหวัดอสี ำนใต้ ๑.๓.๔ ขอบเขตดา้ นเวลา
๗ ปีงบประมาณ ๒๕๖๑-๒๕๖๒ ระยะเวลา ต้ังแต่ ๑ ตลุ าคม ๒๕๖๐-๓๐ กันยายน ๒๕๖๓ รวมระยะเวลา ๒ ปี (ขยายระยะเวลา) ๑.๔ กรอบแนวคิดของกำรวจิ ัย งำนวจิ ัยนมี้ ุ่งศกึ ษำ ๓ ดำ้ น คือ ๔.๑ ศึกษำสญั ลักษณแ์ ละพิธีกรรมทำงพระพุทธศำสนำของชมุ ชนในกลุ่มจงั หวดั อสี ำนใต้ ๔.๒ ศึกษำกระบวนกำรสร้ำงสัญลักษณ์ และพิธีกรรมทำงพระพุทธศำสนำของชุมชนกลุ่ม จงั หวดั อีสำนใต้ ๔.๓ ศึกษำวิเครำะห์รูปแบบ พัฒนำกำร และคุณค่ำเชิงจริยธรรมสัญลักษณ์ทำง พระพุทธศำสนำในชุมชนกลุ่มจังหวัดอีสำนใต้ อันจะเป็นประโยชน์ต่อกำรเรียนรู้สัญลักษณ์และ พิธีกรรมทำงพระพทุ ธศำสนำของชุมชนกลุ่มจังหวัดอีสำนใต้ ต่อไป กรอบแนวคดิ ในกำรวิจัย เร่ือง สญั ลกั ษณแ์ ละพิธกี รรมทำงพระพุทธศำสนำของชุมชนกลุ่มอสี ำนใต้ : รปู แบบ พฒั นำกำร และคณุ คำ่ เชิงจรยิ ธรรม พธิ ีกรรมทำงพระพุทธศำสนำ อสี ำนใต้: นครรำชสมี ำ-บรุ ีรัมย์-อุบลรำชธำนี o คั ม ภี ร์ ท ำ ง พ ร ะ พุ ท ธ ศ ำ ส น ำ สญั ลักษ์ณท์ ำงพระพทุ ธศำสนำ (พระไตรปิฎก อรรถกถำ และ รูปแบบ และพฒั นำกำร ฎกี ำฯลฯ o วรรณกรรมทำงพระพุทธศำสนำ รุ่นหลัง o อีสำนใต้ ๓ จังหวัด ประกอบด้วย คุณคำ่ ทำงจรยิ ธรรม น ค ร ร ำ ช สี ม ำ บุ รี รั ม ย์ แ ล ะ อุบลรำชธำนี จังหวัดละ ๆ ละ ๓ ขุมชน o สั ม ภ ำ ษ ณ์ ๒ ก ลุ่ ม ตั ว อ ย่ ำ ง ประกอบด้วย ๑) กลุ่มพระสงฆ์ ๒) กลมุ่ ผ้นู ำชุมชน
๘ ๑.๕ ปัญหำท่ีตอ้ งกำรทรำบ ๕.๑ สัญลักษณ์และพธิ กี รรมทำงพระพุทธศำสนำของชมุ ชนในกลุ่มจังหวัดอีสำนใต้ ๕.๒ กระบวนกำรสร้ำงสัญลักษณ์ และพิธีกรรมทำงพระพุทธศำสนำของชุมชนกลุ่ม จงั หวดั อสี ำนใต้ ๕.๓ รปู แบบ พัฒนำกำร และคุณค่ำเชิงจริยธรรมสัญลักษณ์ทำงพระพุทธศำสนำในชุมชน กลุ่มจังหวดั อสี ำนใต้ ๑.๖ นิยำมศัพท์เฉพำะทใ่ี ชใ้ นกำรวิจัย ๖.๑ สัญลักษณ์ หมำยถึง สิ่งท่ีถูกกำหนดข้ึนเพ่ือใช้สื่อควำมหมำยแทนอีกสิ่งหน่ึง นอกเหนือจำกตัวมันเอง โดยปกติท่ำนจำแนกออกเป็น ๓ ลักษณะ คือ สัญลักษณ์ท่ีเป็นวัตถุ สัญลักษณท์ เ่ี ป็นกำรกระทำ และสัญลกั ษณ์ทเี่ ปน็ ควำมคดิ กำรใช้สญั ลักษณ์ในกำรส่ือสำร อำจใช้ในวง แคบ คอื ระหว่ำงบคุ คลตอ่ บคุ คล บุคคลต่อคณะ บุคคลต่อสงั คม หรือในวงกว้ำง คือระดับสังคม ๖.๒ อีสำนใต้ หมำยถึง เป็นภูมิภำคตะวันออกเฉียงเหนือ ในพ้ืนที่จังหวัดนครรำชสีมำ บรุ รี ัมย์ สุรนิ ทร์ ศรสี ะเกษ และ อุบลรำชธำนี แตใ่ นงำนวิจัยนี้ กำหนดขอบเขตเพยี ง ๓ จังหวัด ได้แก่ นครรำชสมี ำ บุรรี มั ย์ และอุบลรำชธำนี ๖.๓ รูปแบบ หมำยถึง รูปสัญญะที่ถูกกำหนดข้ึนเพ่ือใช้ในพิธีกรรมลักษณะใดลักษณะ หนึง่ อำจเปน็ วตั ถุ กำรกระทำ หรือควำมคิดอยำ่ งใดอยำ่ งหนึ่งก็ได้ ๖.๔ พัฒนำกำร โดยปกติหมำยถึง ควำมเจริญงอกงำมและกำรเปล่ียนแปลงไป ในทำงท่ี ดีขน้ึ แต่ในงำนวิจัยช้ินนี้ ผู้วิจัยหมำยเอำกำรเปลี่ยนแปลงในลักษณะใดลักษณะหนี่งโดยมีช่วงเวลำแต่ ละชว่ งเป็นเงอื่ นไขสำคัญ ๖.๕ คุณค่ำทำงจริยธรรม หมำยถึง ผลที่เกิดขึ้นในลักษณะใดลักษณะหน่ีงต่อบุคคล คณะ สงั คม กลุ่มสงั คม ซงึ่ อำจเปน็ แงบ่ วก หรอื แง่ลบก็ได้ ๖.๖ รูปสัญญะ หมำยถึง ภำพสะท้อน หรือรูปท่ีนำมำใช้ถ่ำยทอด หรือสื่อควำมหมำย อย่ำงใดอย่ำงหนง่ึ อำจะเป็นตัวหนงั สือ ภำพ หรอื วัตถใุ ดๆ ก็ตำมท่ีสำมำรถรบั ร้ไู ดด้ ้วยประสำทสัมผัส ๖.๗ ควำมหมำยสัญญะ หมำยถึง แนวคิด หรือมโนภำพแทนวัตถุ ซ่ึงถูกส่ือออกมำผ่ำน ตัวหนงั สอื ภำพ เสียง วตั ถุ หรอื กำรกระทำใดๆ ๖.๘ ปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ หมำยถึง กำรกระทำโต้ตอบกันโดยอำศัยกระบวนกำร ทำงควำมคิด ควำมหมำย และสญั ลักษณ์ โดยมีสมำชกิ ในสังคมกระทำรว่ มกัน หรอื กระทำตอ่ กัน ๑.๗ ประโยชนท์ ่ีคำดว่ำจะได้รับ ๑.๗.๑ ได้คำตอบวำ่ ชุมชนสร้ำงสญั ลกั ษณ์ทำงพธิ ีกรรมมำอย่ำงไร สัญลักษณ์เหล่ำน้ันมี พัฒนำกำรมำอย่ำง สัญลักษณ์ใดได้รับอิทธิพลจำกคัมภีร์ทำงพระพุทธศำสนำ สัญลักษณ์ใดได้รับ อิทธิพลจำกคำสอนทำงพระพุทธศำสนำ สัญลักษณ์ใดได้รับอิทธิพลจำกควำมเชื่อท้องถ่ิน โดยไม่ เกย่ี วข้องกบั พระพุทธศำสนำ ๑.๗.๒ ได้คำตอบว่ำ สัญลักษณ์ทำงพระพุทธศำสนำมีคุณค่ำทำงจริยธรรมต่อชุมชน อย่ำงไร มีบทบำทสำคัญอย่ำงไรในกำรสร้ำงควำมปึกแผ่น หรือกำรสร้ำงอัตลักษณ์ของชุมชน จนเกิด ควำมสำนกึ ร่วมนำไปส่กู ำรสรำ้ งควำมรกั ควำมสำมัคคี
๙ ๑.๘ ผลสำเร็จและควำมคุ้มคำ่ ของกำรวิจยั ที่คำดว่ำจะได้รบั ๑.๘.๑ ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับกระบวนกำรสร้ำงสัญลักษณ์ทำงพิธีกรรมพระพุทธศำสนำ ตลอดถงึ พัฒนำกำร และคุณค่ำเชิงจรยิ ธรรมทมี่ ตี ่อชมุ ชนในกลุ่มจงั หวดั อีสำนใต้ ๑.๘.๒ สำมำรถใช้องค์ควำมรู้เพ่ือต่อยอดในกำรเสริมสร้ำงควำมรัก ควำมสำนึกหวงแหน ในพธิ กี รรมทำงพระพุทธศำสนำ
บทท่ี ๒ แนวคิดและทฤษฎที เี่ กยี่ วขอ้ ง ๒.๑ แนวคดิ เรือ่ งสัญลักษณ์๑ ๒.๑.๑ ท่ีมาของแนวคิดเรอื่ งสญั ลกั ษณ์ สัญลักษณ์ เป็นหน่วยหน่ึงของสัญศาสตร์ (Semiotics) ที่ศึกษาเกี่ยวกับสัญญะ (signs) นับต้ังแต่กระบวนการส่ือความหมาย ธรรมชาติของหน่วยสื่อความหมาย และขั้นตอนการทางานของ มัน เพ่ือทาความเข้าใจว่า ความหมายถูกสื่อออกมาได้อย่างไร ซ่ึงศาสตร์ดังกล่าวนี้ ถูกพัฒนาข้ึนโดย นักคิดสาคัญ ๒ คน ในช่วงปลายศตวรรษที่ ๑๙ คนแรกเป็นนักภาษาศาสตร์ชาวสวิสช่ือแฟร์ดิน็อง เดอ โซซูร์ (Ferdinand de Sausure) จากผลงานของเขาชื่อ sémiologei ในฐานเป็นศาสตร์ท่ีศึกษา เกี่ยวกับบทบาทของสัญญะ ท้ังในรูปของสัญญะ (signifier) และความหมายสัญญะ (signified) คนท่ี ๒ เปน็ นักปรัชญาชาวอเมริกันช่ือชาร์ลส์ แซนเดอรส์ เพอร์ซ (Charles Sanders Peirce) จากผลงาน ของเขาชื่อ semeiotic ในฐานะงานที่ให้ความรู้เกี่ยวหลักพ้ืนฐานเกี่ยวกับสัญญะ๒ เมื่อกล่าวถึงสัญ ศาสตร์ จึงมคี วามเกี่ยวขอ้ งกับบทบาท และหลกั การพ้ืนฐานเก่ียวกบั สัญญะ ต่อมา นักสัญวิทยาอย่างโรล็องด์ บาร์ตส์ (Roland Barthes) ได้สนใจศึกษาสัญญะ ประเภท ความหมายโดยนัย (Connotative Meaning) เน่ืองจากมองว่าเป็นความหมายที่มี ความสาคัญอย่างแท้จริงในแง่ของการรับรู้ และความหมายโดยนัยนี้ยังสามารถอธิบายไปได้อีกหลาย แนวคิด ซ่ึงการความหมายในขั้นนี้จะเป็นการตีความหมายในระดับที่มีปัจจัยทางวัฒนธรรมเข้ามา เกี่ยวข้องด้วยซ่ึง ไม่ได้เกิดจากตัวของสัญญะเอง เป็นการอธิบายถึงปฏิสัมพันธ์ที่เกิดข้ึนเม่ือสัญญะ กระทบกับความรู้สึกหรืออารมณ์ของผู้ใช้และคุณค่าทางวัฒนธรรมของเขา ซึ่งสัญญะในข้ันนี้จะทา หน้าที่ ๒ ประการ คือ ถ่ายทอดความหมายโดยนัยแฝง และถ่ายทอดความหมายในลักษณะมายาคติ (Myths) ซึ่ง Barthes เรียกกระบวนการในการเปล่ียนแปลง ลดทอน ปกปิด บิดเบือนฐานะการ เป็นสัญญะของสรรพสิ่งในสังคมให้กลายเป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นส่ิงปกติธรรมดา หรือเป็นสิ่งท่ีมี บทบาท \"ความค้นุ ชิน\"๓ ในการศึกษาเรื่อง สัญญะ จะสนใจว่า ความหมาย (Signification) มันเกิดข้ึนได้อย่างไร กระบวนการสร้าง อย่างไร มันเจริญเติบโต และมันตายได้อย่างไร โดยมีส่ือมวลชนเป็นปัจจัยสาคัญ ดังน้ันการเวลาเรียนทฤษฎีน้ี ต้องเปรียบเทียบกับความแรงของท่ีแตกต่างกันออกไป เหมือนรถยนต์ ๑ สรุปสาระสาคัญจาก พระครูศรีปัญญาวิกรม, การวิเคราะห์สัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนาใน สังคมไทย, (บัณฑิตวิทยาลยั : มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๗), ดูรายละเอียด หน้า ๒๒ เป็นต้น ไป. ๒Semiotics: The theory behind media literacy, [ออนไลน์]: http://courseweb.stthomas.edu/mjodonnell/cojo232/pdf/semiotics.pdff (เข้าถึงเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๒). ๓จอหน์ นภดล วศินสุนทร, แนวคิดสญั วทิ ยาและการสร้างความหมาย, เอกสารประกอบการบรรยาย ส า ข า วิ ช า นิ เ ท ศ ศ า ส ต ร์ ค ณ ะ วิ ท ย า ก า ร จั ด ก า ร ม ห า วิ ท ย า ลั ย เ ชี ย ง ใ ห ม่ ๒ ๕ ๕ ๖ [อ อ น ไ ล น์ ]: http://johnnopadon.blogspot.com/2015/10/semiology-and-signification.html (เข้าถึงเม่อื วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๒).
๑๑ เครื่อง ๑๒๐๐ เคร่ือง ๑๕๐๐ เคร่ือง ๒๐๐๐ ก็เหมือนกับนักทฤษฎีในสาขานี้ท่ีมีความแรงไม่เท่ากัน (radicalize) เชน่ เปน็ ทฤษฎที ่เี กดิ ขึน้ มาเฉยๆ หรอื เกดิ ขน้ึ มาเพื่อจะตอ่ สู้กับใครในขณะน้ัน เชน่ ชาร์ลส์ แซนเดอรส์ เพอร์ซ : คนนี้เปรียบเหมือนใช้รถเคร่ือง ๑๒๐๐ เขา มี concept ว่า Sign มี 3 ประเภท Icon, Index และ Symbol สิ่งท่ีเพอร์ซคิดก็คือ แค่ต้องการจะ บอกว่าอันน้ีของจริง อันน้ีสัญญะมันห่างมากน้อยแค่ไหนกับของจริง ไม่ได้ต้องการปะทะกับใคร พยายามอธิบาย sign วา่ มันหา่ งจากของจรงิ แค่ไหน แนวคดิ น้ีเกดิ ขึน้ ในอเมริกา แฟร์ดิน็อง เดอ โซซูร์: คนนี้เปรียบเหมือนใช้รถเครื่อง ๑๕๐๐ โซซูร์เป็นนักภาษาศาสตร์ จบปริญญาเอกด้านภาษาศาสตร์ ช่วงท่ีโซซูร์กาลังคิดเรื่องสัญญะวิทยานั้น กระแสหลักในสาย ภาษาศาสตรก์ าลังศึกษาตามแนวทาง Diachronic คอื ศึกษาการเปลี่ยนแปลงความหมายของคา ตาม ช่วงเวลา เช่น คาว่า พันธมิตร เมื่อร้อยปีที่แล้วแปลว่าอะไร ต่อมา ๕๐ ปี พันธมิตรแปลว่าอะไร และ เม่อื เกิดกล่มุ เส้อื เหลือง คาว่า พันธมติ ร แปลว่าอะไร ซึ่งโซซูร์เน้นการศึกษาแบบเทียบความหมาย เขา สรุปว่าความหมายเกดิ จากการเปรียบเทยี บ เหมือนกับการสร้างละคร ถ้ามีแต่ความดีของพระเอกก็จะ ไม่มคี วามหมายจนกวา่ จะเอาความเลวของผู้ร้ายมาเปรียบเทยี บ แนวคิดของโซซูร์ที่เน้นการศึกษาแบบ เทียบความหมาย และสรุปว่าความหมายเกิดจากการเปรียบเทียบ ซึ่งนักวิชาการภาษาศาสตร์ สาย Diachronic ไม่เหน็ ด้วย โรล็องด์ บารต์ ส์ : เปรียบเหมือนใช้รถเคร่ือง ๒๐๐๐ เป็นคนที่ทาให้งานวิชาการเป็น มติ ทิ างการเมอื ง หนงั สอื มายาคติของเขาไม่ได้เขียนให้นักวิชาการอ่าน แต่เขียนลงหนังสือพิมพ์ เพราะ บาร์ตส์ ต้องการต่อสู้เร่ืองสัญญะวิทยา เขาคิดเรื่อง Denotative Meaning และ Connotative Meaning ต่อยอดจากเร่ือง Meaning ของโซซูร์และหลายคนก็จะนามาใช้แค่นี้ ซึ่งยังไม่ถึงแก่นของ บาร์ตส์ เพราะแก่นของเขาอย่ทู ีเ่ ร่ือง Power๔ ๒.๑.๒ ความหมายสญั ลักษณ์ พจนานุกรมฉบับChambers๕ ได้นิยามความหมายสัญลักษณ์ (symbol) ไว้ว่า “เคร่ืองหมาย (an emblem) ท่ีรู้กันหรือยอมรับกันโดยทั่วไปว่าสื่อถึงสิ่งใดสิ่งหน่ึง”๖Learners’ Dictionary English-Thai นิยามความหมายว่า “ส่ิง ๆ หน่ึงซ่ึงแสดงหรือระบุถึงอีกส่ิงหน่ึง เช่น ไม้ กางเขนเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ นกพิราบเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ เครื่องหมาย ÷เป็น สัญลักษณ์ของการแบง่ ”๗ ๔จอห์นนภดล วศินสุนทร, แนวคิดสัญวิทยาและการสร้างความหมาย (Semiology and Signification) เอกสารประกอบการบรรยาย สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ๒๕๕๖ [ออนไลน์]: http://johnnopadon.blogspot.com/2015/10/semiology-and-signification.html (เข้าถึง เมอ่ื วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๒). ๕William Geddie, (ed.), Chambers’s Twentieth Century Dictionary, (New Delhi: Allied Publishers, 1970), p. 1117. ๖W.J.Townsend. The Great Symbols, (London: Charles H. Kelly, 1901), p. 3. ๗Times-Chambers Learners’ Dictionary English-Thai, (กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์ดอก หญา้ , ๒๕๔๐), หนา้ ๖๔๑.
๑๒ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายว่า“สิ่งที่กาหนดนิยมกันขึ้นเพ่ือใช้ หมายความแทนอีกส่ิงหนึ่ง เช่น ตัวหนังสือเป็นสัญลักษณ์แทนเสียงพูด H เป็นสัญลักษณ์แทนธาตุ ไฮโดรเจน + - x ÷ เป็นสัญลกั ษณแ์ ทนเครอ่ื งหมายทางคณิตศาสตร์”๘ รูดอล์ฟ โมดเลย์ (Rudolf Modley) ได้ให้ความหมายว่า “วัตถุท่ีกาหนดขึ้นมาหรือนามา เพอื่ ใช้แทนสิ่งทีร่ ะบถุ ึง” หรือ “สิง่ ใด ๆ ซ่ึงระบถุ งึ ส่ิงนอกเหนือจากตวั มนั เอง”๙ โคเฮน (Cohen) นิยามความหมายสัญลักษณ์ในฐานะวัตถุ (objects) การกระทา (acts) ความคิด(concepts) หรอื รปู แบบทางภาษาซึง่ มคี วามหมายแฝงหลายประการสามารถกระตุ้นอารมณ์ และความร้สู กึ ทั้งผลกั ดันก่อใหเ้ กดิ การกระทา๑๐ เฟอร์ดินอง เดอโซซูร์ นักภาษาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ได้กล่าวถึงสัญลักษณ์ว่า “อาจเป็น ภาษา รหัส สัญญาณ เคร่อื งหมาย ฯลฯ ทถ่ี กู สร้างขน้ึ มาใหม้ ีความหมายแทนของจรงิ ในตัวบท”๑๑ สัญลักษณ์ เป็นส่ือท่ีสะท้อนความรู้สึกนึกคิด หรืออาจกล่าวได้ว่า หน้าที่หรือวัตถุประสงค์ ของสัญลักษณ์คือเพื่อให้นึกถึง (to suggest) ระลึกถึง (to remind)๑๒ หรือสื่อความหมาย (communicate meaning) ถึงอีกสง่ิ หน่ึงนอกเหนอื จากตัวมนั เอง๑๓ สัญลักษณ์ที่มนุษย์ใช้ครอบคลุมความรู้หลายแขนง เช่น โหราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ดารา ศาสตร์ ประวตั ศิ าสตร์ ศิลปะ ประเพณี วฒั นธรรม และเชื่อมโยงสัมพันธ์กับปรัชญา แนวความคิดทาง ศาสนาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู ยูดาย ท้ังน้ี โดยมีจุดมุ่งหมายเพ่ือส่ือ ความรูส้ ึกนึกคดิ ของตนให้คนอนื่ ไดร้ บั รู้ ทีส่ ดุ แม้การสนทนากันระหว่างคน ๒ คน ทุกส่ิงทุกอย่างล้วน เปน็ สัญลักษณ์ อาจกล่าวไดว้ ่า ตัวมนุษยน์ ัน่ แหละคือสัญลักษณ์๑๔ ๒.๑.๓ หลักการท่ัวไปของสัญลักษณ์ อะไรหรือสิ่งใดก็ตามที่สามารถส่ือถึงความคิด หรือความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง นอกเหนือจากตัวมันเองย่อมถือเป็นสัญลักษณ์เช่น มงกุฎ เป็นสัญลักษณ์ของอานาจ, วงกลมเป็น สัญลักษณ์ของความไม่สิ้นสุด, นกพิราบเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพทางจิตวิญญาณ, นกอินทรีเป็น สัญลักษณ์ของแรงบันดาลใจ, แร้งเปน็ สญั ลักษณ์ของความละโลภ หิวกระหาย, เสือเป็นสัญลักษณ์ของ ความดรุ า้ ย, ราชสหี เ์ ปน็ สัญลกั ษณ์ของเกยี รตยิ ศ, ลิงเป็นสญั ลักษณ์ของความทะล่ึง, หินเป็นสัญลักษณ์ ๘พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕, (กรุงเทพมหานคร: อักษรเจริญทัศน์, ๒๕๓๙), หนา้ ๘๒๐. ๙ Rudolf Modley, “The Challenge of Symbology” in Elwood Whitney, (ed.), Symbology: The use of Symbols in Visual Communication, (New York: Hasting House, Publishers, 1959), p. 19. ๑๐ Victor Tuner, “Symbolic Studies”, Annual Review of Anthropology, Vol. 4. (1975), p. 145. ๑๑ไชยรัตน์เจริญสินโอฬาร. สัญวิทยาโครงสร้างนิยมหลังโครงสร้างนิยมกับการศึกษารัฐศาสตร์ (กรุงเทพมหานคร: วิภาษา, ๒๕๔๕), หน้า ๒๑. ๑๒ Godfrey Blount, The Science of Symbols, (London: Arthur C. Fifield, 1950). p. 24. ๑๓ http://en.wikipedia.org/wiki/Symbol (๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕) ๑๔ Milton B. Singer, Man’s Glassy Essence: Explorations in Semiotic Anthropology, (Bloomingtion: Indiana University Press, 1984), p.2.
๑๓ ของความแข็งแกร่ง, ฤดูใบไม้ผลิเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตใหม่, ฤดูใบไม้ร่วงเป็นสัญลักษณ์ของความ เสอื่ มสลาย, สที องเปน็ สัญลักษณ์ของความรงุ่ โรจน,์ สฟี ้าเปน็ สัญลักษณ์ของความหวัง เปน็ ต้น๑๕ ๒.๑.๔ องคป์ ระกอบของสัญลักษณ์ ตามแนวคิดของโซซูร์ ภาษาสามารถแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ ๑) ตัวภาษา (Langue) หมายถึง ระบบรวมที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง มีกฎเกณฑ์ในการจัดแบ่งประเภทแยกแยะแบบต่างๆ เป็นรูปแบบ (Form) องค์รวมใหญ่ และ ๒) การใช้ภาษา (Parole) หมายถึง การกระทาทางสังคมอัน เป็นผลมาจากความสามารถในการใชภ้ าษาของบุคคล ร่วมกับกฎเกณฑ์ จารีต ประเพณีปฏิบัติท่ีสังคม ตกลงกันไว้ ซึ่งเป็นเน้ือหาสาระ (Substance) ย่อย ภาษาจึงเป็นสัญญะรูปแบบหน่ึงท่ีถูกใช้เพื่อการ สื่อสาร เขยี นเปน็ แผนผงั ไดด้ งั นี้ Langue Form Parole (sign) Signifier Signified ภาพท่ี ๒.๑ องค์ประกอบของสัญญะ โซซรู ม์ องวา่ ภาษาคือระบบความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสัญญะซ่ึงสัญญะนจี้ ะมีส่วนประกอบย่อย ๒ ประการ คอื รปู สัญญะ (signifier) กับความหมายสญั ญะ (signified) ๑. รูปสัญญะ หมายถงึ ภาพสะท้อน (acoustic image)๑๖ หรือรูปท่ีนามาใช้เพ่ือถ่ายทอด หรือส่ือความหมาย ซึ่งอาจเป็นตัวหนังสือ ภาพ เสียง หรือวัตถุใด ๆ ก็ตามที่สามารถรับรู้ได้ด้วย ประสาทสัมผัส ๒.ความหมายสัญญะ หมายถึง แนวคิด (concept)๑๗ความหมายสัญญะจึงไม่ใช่วัตถุ แต่ เป็นมโนภาพแทนวัตถุ หรือที่โรลองด์บาร์ตส์เรียกว่า metal representation of the thing๑๘ซ่ึงถูก ส่ือออกมาผ่านตัวหนังสือ ภาพ เสียง หรือวัตถุใด ๆ ก็ตาม สัญญะ จึงเป็นผลจากการรวมท้ังหมดของ รปู สัญญะ และความหมายสญั ญะจะขาดอันใดอันหน่ึงไมไ่ ด้ เขียนเป็นแผนผงั ไดด้ ังน้ี สญั ญะ ความหมายสัญญะ รปู สญั ญะ ๑๕ Godfrey Blount, The Science of Symbols, op.cit.,p.12. ๑๖ Roland Barthes. Mythologies,op.cit., p.111. ๑๗ Ibid. ๑๘ Roland Barthes. Elements of Semiology,(Online) http://www.marxists.org/ reference/ subject/philosophy/works/fr/barthes/ht (10 March 2013)
๑๔ ภาพที่ ๒.๒ แผนผงั แสดงความสมั พนั ธร์ ะหว่างสญั ญะ และรูปสัญญะในสญั ญะหนึ่ง ๆ ทมี่ า: Daniel Chandler, “Semiotics for Beginners” จากภาพ ๒.๒ ภาพแสดงองค์ประกอบสัญญะว่า ประกอบด้วยของรูปสัญญะและ ความหมายสญั ญะเสมอ สญั ญะ ดอ(กคไวมาช้ มนหิดมหานยง่ึสญัมีหญนะา)ม (รกูปุหสลญั าญบะ) ภาพท่ี ๒.๓ ภาพแสดงความหมายของสัญญะและรูปสัญญะโดยเรมิ่ จากอักษร/คาพดู จากภาพ ภาษาไทยได้สร้างคาว่า “กุหลาบ” ข้ึนมาจากตัวอักษร ก- ุ-ห-ล-า-บ โดย เปน็ สญั ญะบง่ ถงึ ความคดิ เกย่ี วกับดอกไมช้ นดิ หน่งึ มสี แี ดง มีหนาม มีกลิ่นหอม ซึ่งไม่ได้หมายถึงรูปของ ดอกกุหลาบ แต่เป็นความคิดเกี่ยวกับดอกกุหลาบ ความคิดเกี่ยวกับดอกกุหลาบนี้เรียกว่า ความ หมายสัญญะ อีกสถานการณ์หน่ึง ชายหนุ่มกาลังมอบดอกกุหลาบให้หญิงคนรัก ในสถานการณ์เช่นนี้ รูปสญั ญะ คือดอกกุหลาบ อาจถูกตีความหมายเป็นความรักที่ชายหนุ่มมีต่อหญิงสาว ดอกกุหลาบจึงมี ใหม่ซ้อนข้ึนอีกความหมายหนึ่ง เป็นความหมายนอกเหนือไปจากตัวมันเอง ไม่ใช่ความหมายตรง แต่ เป็นความหมายโดยอ้อม สญั ญะ ความรกั (ความหมายสญั ญะ) (รปู สญั ญะ) ภาพที่ ๒.๔ ภาพแสดงตัวอยา่ งรูปสัญญะและความหมายสัญญะที่บ่งถึงส่ิงอื่นนอกจากตัว มนั เอง ในภาพ “กหุ ลาบ” ถูกใชเ้ ป็นสญั ลกั ษณแ์ ทน หรือส่อื ถึง “ความรกั ” ดอกกุหลาบในท่ีนี้คือ Signifier และส่ิงท่ีเป็น Signified คือความรักของผู้ชายคนน้ันหรือ ความดึงดูดใจหรือสนใจต่อหญิงสาว ดอกกุหลาบไม่จาเป็นต้องแสดงออกถึงเร่ืองความรักเสมอไป สิ่ง ซึ่งหมายถึงคืออากัปกริยาดังกล่าว เครื่องหมาย(sign) วางอยู่บนพ้ืนฐานหลักเกณฑ์ (code) และ ขนบธรรมเนียม (convention) ที่มีร่วมกัน ซึ่งดอกกุหลาบสามารถแสดงถึง หรือเป็นตัวแทน”ความ รัก”
๑๕ อน่ึง ธรรมชาติของสญั ญะ สามารถทาความเข้าใจได้ ๒ ทาง คอื ๑๙ ๑. สัญญะต่าง ๆ ทางานบนพ้ืนฐานท่ีว่าเป็นตัวแทนหรือยืนยันถึงบางสิ่งบางอย่าง เช่น ความหมาย (meaning) มโนภาพ (concept) หรือความคิด (Idea) ท่ีสารหรือระบบเครื่องหมายน้ัน อ้างถึง เช่น ตัวอักษร d-o-g นามาเรียงกัน ได้คาว่า dog เป็นการบัญญัติเครื่องหมายชนิดหน่ึงข้ึนมา แทนมโนภาพสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง มีส่ีขา เพอร์ส (Charles Senders Peirce) เรียกมโนภาพ ดังกล่าวน้ีว่า ส่ิงที่หมายหรือส่ิงท่ีอ้างถึง (the referent) ขณะที่โซซูร์ (Ferdinand de Saussure) เรียกว่า ความหมายสัญญะ (signified) ๒. ทุกๆ สัญญะจะประกอบด้วยรูปสัญญะ (Signifier) และความหมายสัญญะ (Signified)๒๐สาหรบั รปู สัญญะ จะเป็นอะไรก็ได้ท่ีถูกนามาใช้เพ่ือถ่ายทอดความหมายเช่น ตัวหนังสือ, ภาพ, เสียง, และอนื่ ๆ ส่วนความหมายสัญญะ คือ ความหมาย (meaning) มโนภาพ (concept) หรือ ความเหน็ (idea) ท่ีภาพ เสียงหรอื ตวั หนังสอื ส่อื ออกมา การใช้วิธีการที่สองในการทาความเขา้ ใจเครอื่ งหมายต่างๆเราสามารถแสดงภาพที่แตกต่าง กันระหว่าง Signifier และ Signified ได้โดยการคิดเร่ืองของเคร่ืองหมาย”dog”กันอีกครั้งSignifier คือตัวอักษร d-o-g จัดมาเรียงกันเป็นคาว่า dog (หรืออันน้ีเรียกว่า signifier ซึ่งนอกจากจะเป็น ตัวหนังสือแล้ว อาจจะเป็นภาพก็ได้เช่นเป็นภาพของสุนัขบางสายพันธ์ุ) สาหรับ Signified ก็คือ มโน ภาพหรือรวมไปถึงแนวความคิดเก่ยี วกับสุนัข นักทฤษฎีสัญศาสตร์ ได้ให้แสดงความคิดเห็นว่า สัญญะคืออะไรก็ได้ท่ีก่อให้เกิด ความหมายโดยการเทยี บเคียงให้เห็นถึงความแตกต่างไปจากสิ่งอื่น และคนในสังคมยอมรับหรือเข้าใจ เช่น ตัวหนังสือของคนหัวหนวก สัญลักษณ์ต่าง ๆ ในพิธีกรรม กฎเกณฑ์เกี่ยวกับมารยาททางสังคม สัญญาณทางทหาร ภาพยนตร์ การเดินของคนในเมือง การไม่สวมรองเท้าในสถานท่ีเคารพบูชา เป็น ต้น เหล่านถี้ ือเปน็ สญั ญะไดท้ ั้งสิ้น๒๑ กระทั่งท่ีสุดแม้ความว่าง เครื่องหมายอัญญประกาศ การเรียงคาในประโยค ล้วน เป็นสัญญะ หากสามารถส่อื ความหมายเป็นทเ่ี ข้าใจโดยท่ัวไป เช่น ช่องว่างระหว่างประโยคหรือระว่าง คาในภาษา (เว้นวรรค) ต่างก็มีความหมายเฉพาะแบบหนึ่งคือ ให้หยุดพักออกเสียง ผ้าใบสีขาวในงาน ศิลปะ หมายถึง การเตรียมความพร้อมสาหรับวาด ท่ีว่างริมกระดาษด้านบน -ล่าง-ซ้าย-ขวา มี ความหมายว่า ห้ามเขียน การจับมือกันเขย่ายหรือการยกมือไหว้เมื่อเจอกันก็เป็นสัญญะอีกแบบหน่ึง การกินของหวาน หรือการดื่มกาแฟ บ่งบอกถึงการส้ินสุดมื้ออาหาร การแต่งกายด้วยชุดดาใน สังคมไทย เป็นสญั ญะอยา่ งหนึ่ง เพราะบ่งบอกถงึ การไว้ทุกข์ สะทอ้ นให้เหน็ วา่ มนุษย์ไม่ได้สื่อสารโดยใช้ภาษาเพียงอย่างเดียว ตรงกันข้าม มนุษย์ใช้สิ่ง ต่าง ๆ มาส่ือความหมายแบบต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย เช่น ลักษณะสีหน้า ท่าทาง อารมณ์ ความรู้สึก ท่าทีร่างกาย การโกนผม เกล้าผม ทาสีร่างกาย การสัก เส้ือผ้า เครื่องแต่งกาย ใช้ควัน ๑๙สมเกียรติ ต้ังนะโม, “การศกึ ษาเรื่องเครื่องหมาย” แปลจาก Michael O'Shaughnessy and Jane Stadler, Media and Society: An Introduction.(Online) Accessed 2 March 2013.Available from http://www.midnightuniv.org. ๒๐ Roland Barthes. Mythologies, translated by Annette Larvers, (New York: Noonday Press, 1991), p.111. ๒๑ไชยรัตน์เจริญสินโอฬาร. สัญวิทยาโครงสร้างนิยมหลังโครงสร้างนิยมกับการศึกษารัฐศาสตร์ (กรุงเทพมหานคร : วิภาษา, ๒๕๔๕), หน้า ๑๘.
๑๖ แสง สี ภาพ วัตถุต้ังแต่ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ ตั้งแต่ง่าย ๆ จนถึงซับซ้อนเป็นเครื่องมือส่ือสาร ใช้ ตานาน นิทาน เรอ่ื งเลา่ เป็นเครื่องมือในการสอ่ื คติธรรม คติสอนใจ๒๒ นอกจากเคร่ืองมือสื่อสารที่สลับซับซ้อน และหลากหลายแล้ว สิ่งที่ถูกส่ือออกไปก็ยังมี หลายมติ ดิ ้วย นบั ตงั้ แตก่ ารส่ือสารความหมายเพ่ือรบั ร้โู ดยตรง ไปจนถึงการส่อื สารความสุนทรีย์ ความ งาม ความโศก ความเกลียดชัง ความวิตกกังวล การส่งสัญญาณเตือนภัย สัญญาณบ่งชี้ส่ิงท่ีจะเกิดข้ึน บ่งชี้บางอย่างท่ีเพ่ิงเกิดข้ึนหรือผ่านไป ส่ือความคิดทางคณิตศาสตร์ที่เป็นนามธรรมอย่างย่ิง สื่อสาร ความรู้ทฤษฎที างวทิ ยาศาสตร์๒๓ ๒.๑.๕ การประยกุ ตใ์ ชส้ ญั ลักษณ์ในสอื่ สาร ส่งิ ตา่ ง ๆ ทม่ี นุษย์ใช้เป็นเครื่องสื่อสาร นอกจากจะหลากหลายแล้ว ยังมีความซับซ้อน ทา ใหแ้ ม้นกั สัญศาสตร์เองก็จดั ประเภท หรือรปู แบบของการสือ่ สารแตกต่างกันออกไป๒๔ตามชนิด (type) บ้าง ตามหน้าท่ี (mode) บ้างในทน่ี จี้ ะแบ่งตามวิถีหน้าที่ ๕ ประการดงั นี้๒๕ (๑) รูปแบบเหมือนหรอื ไอคอน (Iconic mode) เคร่อื งมอื สื่อสารท่ีใช้ความเหมือน ความ คล้ายคลึงกับรูปที่ต้องการส่ือสาร เช่น รูปป้ัน ภาพเหมือน รูปแกะสลัก เช่น อนุเสาวรีย์ พระพุทธรูป พระเยซู พระเครื่อง ภาพถ่าย ภาพเขยี น ลายเสน้ เป็นต้น เครื่องมือส่ือสารประเภทนี้ ไม่จากัดเฉพาะ รูปที่เป็นวัตถุอย่างเดียวเท่าน้ัน แต่ยังหมายรวมถึงเสียง ทานอง ท่วงท่า เสียง กลิ่น รส ซ่ึงเลียนแบบ ของจริง การเลียนแบบของจริงนี้ ไม่จาเป็นต้องเลียนแบบจริงทั้งหมด อาจเป็นเพียงมิติใดมิติหน่ึง และทุกคนยอมรับว่ามันได้ทาหน้าที่เสมือนจริง เช่น ภาพไดอะแกรมหน้าห้องน้าทาให้เรารู้ว่าเป็น ห้องน้าหญิง หรือชาย ทันทีท่ีเห็น เราก็สามารถเข้าใจทันทีถึงความหมายที่ภาพนั้นต้องการส่ือ ซ่ึง กรณีน้ีคูก (Gary A. Cooke) ได้ให้คาอธิบายว่า ท่ีเป็นเช่นนี้เพราะเรารู้มาก่อนแล้ว๒๖คือเคยมี ประสบการณ์เกี่ยวกับสิ่งนนั้ มาก่อนแลว้ จงึ เกิดการยอมรับ Icon ในฐานเปน็ สญั ญะ ภาพท่ี ๒.๕ ภาพตัวอยา่ งแสดง Iconic Mode รปู แบบต่าง ๆ ประมวลโดยผู้วจิ ยั อนึ่ง John Lyons ได้ให้ทัศนะเพ่ิมเติมว่า การเป็น Icon นั้น ขึ้นอยู่กับประเภทส่ือกลางที่ ใช้ดว้ ย เช่น คาว่า เมี๊ยว โฮ่ง ๆ เป็นต้น เป็นการส่ือสารแบบเสมือนโดยอาศัยสื่อกลางเป็นเสียง แต่ถ้า ๒๒ธีรยทุ ธ บญุ ม,ี การปฏวัติสัญศาสตรข์ องโซซรู ์ เส้นทางสู่โพสต์โมเดอร์นิสม์, (กรุงเทพมหานคร: สา พมิ พว์ ภิ าษา, ๒๕๕๑), หนา้ ๕๕. ๒๓เรอ่ื งเดียวกัน, หนา้ ๕๖. ๒๔เช่น โรลองด์บาร์ตส์ จาแนกเป็น signal(สัญญาณ), index(เครื่องชี้), icon(แบบเสมือน), symbol (สญั ลกั ษณ์) และ allegory (อุปมาเปรียบเทยี บ) ดู Roland Barthes. ใน “Elements of Semiology”,อ้างแล้ว. ๒๕ธีรยุทธ บุญมี, การปฏิวัติสัญศาสตร์ของโซซูร์ เส้นทางสู่โพสต์โมเดอร์นิสม์, (กรุงเทพมหานคร: สานกั พมิ พ์วภิ าษา, ๒๕๕๑), ๕๖-๖๐. ๒๖เรอื่ งเดยี วกนั , หนา้ ๕๗.
๑๗ เป็นตัวเขียนจะไม่มีลักษณะเสมือนแต่อย่างใด ขณะที่อักษรจีน หรือ Heiroglyphic ของอียิปต์ จะมี รูปลักษณเ์ สมือนโดยลักษณะเส้นขดี แตเ่ สยี งไม่จาเป็นตอ้ งเสมือนด้วย๒๗ (๒) รูปแบบบ่งช้ี หรือดัชนี (Indexical mode) เคร่ืองมือส่ือสารท่ีทาหน้าที่ “บ่งชี้” ส่ิง หรือปรากฏการณ์บางอย่าง เช่น เข็มนาฬิกา เงาแดด เป็นเครื่องบ่งช้ีถึงเวลา ดัชนีตลาดหุ้นเป็น เคร่อื งบง่ ช้รี าคาหนุ้ ของบรษิ ทั จดทะเบยี นในตลาดหลักทรพั ย์ และบง่ ชถ้ี ึงสภาวะเศรษฐกจิ โดยรวม ในทัศนะของเพอร์ส (Charles Sanders Peirce) ดัชนี (Index) ต่างจากแบบเสมือน (Icon) ตรงที่ ดชั นบี ่งชีส้ ่งิ ทม่ี ีอยู่ เป็นความสัมพนั ธท์ ่เี ป็นจริงระหวา่ งดชั นีกับวัตถุที่บ่งช้ีโดยไม่ข้ึนอยู่กับ การตีความ และวัตถุดังกล่าวก็มีอยู่จริง ขณะที่แบบเสมือนอาจจะไม่มีอยู่จริงก็ได้ เช่น ภาพวาดมังกร มนุษย์ต่างดาว ดัชนีไม่จาเป็นต้องอาศัยความเหมือน แต่จะอาศัยความเกี่ยวเนื่องบางอย่าง เพอร์ส บอกว่า อะไรก็ได้ที่ตรึงความสนใจหรือทาให้เราสนใจล้วนเป็นดัชนีท้ังส้ิน เช่น ใบไม้ไหว บ่งช้ีว่ามี นักบินมาเกาะ หรือมีลมกรรโชก เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ดัชนีบางอย่างอาจต้องอาศัยการตีความ หรือ ความรู้ความเข้าใจเป็นการเฉพาะ เช่น การเต้นของชีพจร ความดัน อุณหภูมิร่างกาย เป็นดัชนีบ่งชี้ อาการไข้ หรอื โรคภยั ไข้เจบ็ ในร่างกาย ซึ่งต้องอาศัยการตคี วามของแพทย์๒๘ (๓) รูปแบบเคร่ืองหมายหรือป้าย (Signic mode) เป็นเคร่ืองมือสื่อสารที่ทาหน้าที่เป็น เคร่ืองบอก เครื่องหมาย หรือป้ายที่ไม่ใช่เป็นถ้อยคา หรือคาศัพท์ต่าง ๆ ในภาษา เช่น ป้ายหรือโลโก้ ของสินคา้ โลโก้รา้ น หนว่ ยงาน บริษทั ท่มี ีชือ่ เสยี งตา่ ง ๆ เมฆตัง้ เค้าทะมึนเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าฝนกาลังจะ ตก มรี อยเทา้ บนทางเดนิ ใหม่ ๆ แสดงว่าเพงิ่ มีคนหรอื สตั วเ์ ดนิ ผา่ นไป มคี วันแสดงว่ามไี ฟ เปน็ ต้น นอกจากนั้น ยังมีเครื่องหมายต่าง ๆ เช่น เครื่องหมายลูกเสือ-เนตรนารี เครื่องหมายเดิน รถ เครื่องหมายแสดงวัตถุอันตราย เครื่องหมายให้ระมัดระวัง เคร่ืองหมายแผนกสินค้า ช้ันขายสินค้า ตามห้างสรรพสินค้า เครื่องหมายห้ามสูบบุหรี่ เครื่องหมายบอกตาแหน่ง ยศ ชั้น หรือศักด์ิ ที่เป็น ข้อตกลงของคนในสังคม องค์กร หน่วยงาน หรือกลุ่มบุคคลเพ่ือความสะดวกในการทางานในหน้าท่ี ของตน เครื่องหมายเหล่านี้อาจเร่ิมต้นจากการรับรู้ในวงจากัดเฉพาะกลุ่ม ต่อมาก็อาจขยายเป็นท่ี เข้าใจโดยทว่ั ไป แตบ่ างเรือ่ งกใ็ ช้ในวงจากัดเฉพาะกลมุ่ ภาพท่ี ๒.๖: เปน็ ตวั อย่างแสดง Signic mode ในรปู แบบตา่ ง ๆ ประมวลโดยผู้วิจัย (๔) รูปแบบสัญญาณหรือรหัส (Signal, Code) เป็นเครื่องมือส่ือสารอย่างหน่ึงท่ีมีมาแต่ โบราณ เปน็ การบ่งบอกสิง่ ที่จะเกิด สัญญาณหรือรหัสในลักษณะน้ี มักจะเป็นส่ิงที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ หรือมีข้อตกลงร่วมกันแล้ว แต่บางคร้ังก็มีรหัสกากับเพื่อให้เกิดความเข้าใจ เช่น สัญญาณไฟจราจร สัญญาณไฟเดินเรือ สัญญาณสาหรับเคร่ืองบิน สัญญาณธงสาหรับนักกีฬา หรือการแข่งขัน ทั้งหมด ต้องมีรหัสกากับจึงจะเข้าใจได้ เช่น แดง หมายถึงหยุด เหลือง หมายถึงเตรียมตัว เขียว หมายถึง อนุญาตใหไ้ ปได้ ยกธง หมายถึง การทาผดิ กติกา เสยี งนกหวีด หมายถงึ การดาเนนิ การแขง่ ขนั ต่อไปได้ ๒๗เรอื่ งเดียวกนั , หน้า ๕๗. ๒๘เรอ่ื งเดียวกนั , หนา้ ๕๘.
๑๘ นอกจากน้ัน ยังมีสัญญาณท่ีมีรหัสอย่างเป็นระบบมาก เช่น รหัสโทรเลข รหัสมอร์ส๒๙ รหัสลบั ในการปฏิบตั ิการทางทหาร หรอื กจิ การพาณิชย์ บารโ์ ค้ดเปน็ รหัสสินค้า หมายเลขหนังสือ เป็น รหสั ของหอ้ งสมดุ เปน็ ต้น ภาพท่ี ๒.๗: เป็นตวั อยา่ งแสดง Signal, Code ในรูปแบบต่าง ๆ ประมวลโดยผู้วิจัย (๕) รูปแบบสัญญะ และสัญลักษณ์ (Sign, Symbol) เป็นเครื่องมือส่ือสารที่มักใช้สื่อ ความหมายที่ปกตไิ ม่เกีย่ วกบั ตวั มันเองเลย เช่น สีดา เป็นสัญลักษณ์ของการไว้ทุกข์ โดยท่ีตัวมันเองไม่ มีจุดใดท่ีเชื่อมโยงถึงภาวะความทุกข์ หรือความเศร้าโศกเลย สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์เป็นตัวอย่าง ของเคร่อื งมือสื่สารท่ีตัวมนั เองเปน็ ข้อตกลงของมนุษย์ลว้ น เช่น + - x ÷ เพรอ์ ส มองว่า สญั ลกั ษณ์เป็นขอ้ ตกลงรว่ มกนั ของสังคม เหตุนี้เขาจึงรวมสัญญะทางภาษา เป็นส่วนหน่ึงของสัญลักษณ์ด้วย แต่โซซูร์ไม่ยอมใช้คาว่าสัญลักษณ์ เพราะเขามองว่า สัญลักษณ์ไม่มี ลักษณะเป็นข้อตกลงแท้ ๆ แบบสัญญะทางภาษา แต่มีลักษณะเกี่ยวเน่ืองกันกับสิ่งที่มันอ้างอิงอยู่บ้าง เช่น ตราช่าง หมายถึง ความยุติธรรม เพราะมันมีลักษณะสมดุลเท่าเทียมกันทั้งสองด้าน ดอกกุหลาบ อาจเหมาะสาหรับใช้แทนความรัก เพราะมีความสวยงาม สีแดงเหมาะแทนสงคราม ความกล้าหาญ เพราะมันเป็นสีเดียวกันกับเลือด ธงแดง ไฟแดง จึงหมายถึงการเตรียมพร้อม ระวังตัว อันตราย สี ขาวเหมาะเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา เพราะมีความบริสุทธ์ิ ความเป็นกลาง สันติภาพ ขณะที่หญ้า แพรก ดอกเข็ม ในพธิ ีไหว้ครใู ชแ้ ทนสติปญั ญา โดยท่ัวไป ในทางมานษุ ยวทิ ยา มกั จะแบง่ ว่า สัญญะ (sign) หมายถึง เคร่ืองมือสื่อสารผ่าน ภาษาที่มีจุดมุ่งหมายส่ือเนื้อหาการรับรู้โดยตรง แต่สัญลักษณ์ หมายถึง เคร่ืองมือสื่อสารผ่านภาษาท่ี สร้างความรับรู้บางอยา่ ง และรวมถงึ อารมณ์ ความรสู้ ึก ความคดิ และความเชือ่ ด้วย ภาพท่ี ๒.๘: เปน็ ตวั อย่างแสดงSign, Symbol ในรปู แบบตา่ ง ๆ ประมวลโดยผวู้ จิ ัย ๒.๒ ทฤษฎีที่เกีย่ วขอ้ งอื่นๆ ทเ่ี ก่ยี วข้อง ๒.๒.๑ ทฤษฎปี ฏสิ มั พันธ์เชงิ สญั ลักษณ์ (Symbolic Interactionism) ๒๙รหัสมอรส์ (Morse code) คือวิธีการส่งข้อมูลด้วยการใช้รูปแบบสัญลักษณ์ส้ันและยาวท่ีกาหนดข้ึน เป็นมาตรฐานไว้แล้ว ซ่ึงมักจะแทนด้วยเคร่ืองหมายจุด (.) และ เครื่องหมายขีด (-) ผสมกันเป็นความหมายของ ตัวหนังสอื ตวั เลข และเคร่ืองหมายพิเศษตา่ งๆ บางคร้ังอาจเรียกว่า CW ซ่ึงมาจากคาว่า Continous Wave อ้างใน http://th.wikipedia.org/wiki/
๑๙ คาว่า ปฏิสมั พนั ธเ์ ชงิ สัญลักษณ์ หมายถงึ การกระทาตอบโต้กันโดยอาศัยกระบวนการทาง ความคิด ความหมาย และสัญลักษณ์๓๐ หลักการสาคัญหรือหลักการใหญ่ของทฤษฎีคือ สมาชิกใน สงั คมกระทา และตคี วามหมายความจริงทางสงั คมโดยใช้สัญลักษณ์ร่วมกัน ทฤษฎีน้ีได้รับการคิดและ พัฒนามาจากการทางานของนักสังคมวิทยาอเมริกา ๓ ท่าน คือ จอห์น ดิวอี้ (John Dewey), วิ ลเล่ยี ม ไอ. โทมสั (William I .Thomas) , จอรจ์ เฮอร์เบรต์ิ มีด๊ (George Herbert Mead) ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์เป็นทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ใช้อธิบายปฏิสัมพันธ์ระหว่าง บคุ คลท่มี ีลกั ษณะเฉพาะ กล่าวคอื บคุ คลจะมีการสรา้ งสัญลักษณ์แปลความและให้ความหมายเกี่ยวกับ พฤตกิ รรมทคี่ นอ่นื แสดงออก และมพี ฤติกรรมตอบสนองตอ่ ความหมายที่ตนสร้างขึ้นน้ันๆมากกว่าที่จะ มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อพฤติกรรมที่บุคคลน้ันแสดงออกโดยตรงทฤษฎีปฏิสัมพันธ์สัญลักษณ์ถูกนามา อธิ บ าย พ ฤ ติก ร ร มห รื อ กา ร ก ระ ท า ใน ส อ งร ะ ดับ คื อ ระ ดั บ พฤ ติ ก รร ม ห รือ ป ฏิ สัม พั น ธ์ (behavioral/interactional level) และในระดบั ของรูปสญั ลักษณ์ (symbolic level)๓๑ ตามแนวคิดของม๊ีด (George Herbert Mead) ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ เป็น ทฤษฎที ีใ่ ห้ความสนใจเร่ืองราวชีวิตประจาวันกับการที่มนุษย์กระทาโต้ตอบซึ่งกันและกัน แนวคิดและ ทฤษฎีจะทาให้เราสามารถเข้าใจกลไกทางความคิด การรู้จักวางแผน การปรับพฤติกรรมให้เข้ากับ สถานการณ์ และเป้าหมายท่ีวางไว้ กระบวนการของการสื่อสารกับผู้อื่นในสังคมโดยการใช้สัญลักษณ์ ต่าง ๆ นับต้งั แตเ่ รือ่ งการใชภ้ าษา ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ที่สาคัญที่สุด เพราะมนุษย์รู้จักตีความสิ่งที่ผู้อ่ืน พูด และโต้ตอบ นอกจากนั้น มนุษย์ยังมีสานึกว่า ผู้อ่ืนมีความรู้สึก ความคิดเห็นตามแบบของเขา เช่นกนั มนษุ ย์จึงเรยี นรทู้ ่จี ะทาความเขา้ ใจว่า ผูอ้ น่ื คดิ อะไร ตคี วามสถานการณอ์ ย่างไร ๓๒ มด๊ี ได้เสนอหลักการสาคญั ของทฤษฎสี รปุ ประเด็นสาคญั ได้ดังนี้ ๑. ความคิด ประสบการณ์ และพฤติกรรมมีส่วนสาคัญต่อสังคม , มนุษย์สร้าง ความสมั พันธผ์ ่านระบบสญั ลกั ษณ์ (Symbols) สัญลกั ษณท์ สี่ าคญั ทีส่ ดุ คอื ภาษา ๒. สัญลักษณ์ หมายถึง วิธีการท่ีมนุษย์ปฏิสัมพันธ์อย่างมีความหมายกับธรรมชาติและ บริบททางสังคม สัญลักษณ์ไม่ใช่สัญชาตญาณ แต่เป็นสิ่งท่ีมนุษย์สร้างขึ้นมา ถ้าไม่มีสัญลักษณ์ มนุษย์จะมปี ฏิสัมพันธก์ นั ไม่ได้ และจะไม่มี “สงั คม” เกิดขน้ึ มา สญั ลักษณอ์ าจเปน็ วตั ถุ เหตุการณ์ หรือการกระทาจากวัตถุ หรือเหตุการณ์นั้น ๆ เช่น เมื่อ พูดถงึ เก้าอ้ี อาจหมายถงึ ทน่ี ัง่ การนัง่ ท่าน่ัง หรอื การครอบครองตาแหน่ง ๓. ปฏิสัมพันธ์โดยใช้สัญลักษณ์ ทาให้มนุษย์ไม่ต้องใช้สัญชาตญาณในการสร้างพฤติกรรม เพื่อความอยู่รอด มนุษย์จึงสร้างระบบสัญลักษณ์ขึ้นมา และต้องอยู่ในโลกแห่งการตีความหมาย (World of Meaning) คือ ตคี วามหมายต่อสิ่งเรา้ และตอบสนองตอ่ สิง่ นน้ั เช่น พิจารณาว่า อาหารคือ อะไร สง่ิ นัน้ ใช่อาหารหรอื ไม่ แล้วจึงตอบสนองดว้ ยการกนิ หรือไมก่ นิ สง่ิ นน้ั ๓๐สภุ างคจ์ นั ทรวานชิ , ทฤษฎที างสงั คมวทิ ยา, (กรงุ เทพมหานคร: สานักพิมพจ์ ฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย , ๒๕๕๔),หนา้ ๑๒๘. ๓๑วรรณภาศรีธัญรัตน์, เสนอบทความทางวิชาเร่ือง “ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์สัญลักษณ์: การประยุกต์ใช้”, วารสารคณะพยาบาลศาสตร์(๒๐, (๓-๔), ๒๕๔๐) อ้างใน http://tdc.thailis.or.th (เข้าถึงเมื่อวันที่๑๔กันยายน ๒๕๕๕). ๓๒เร่ืองเดียวกนั .
๒๐ ๔. สัญลักษณ์ร่วม (Common Symbols) ท่ีมนุษย์ในสังคมตีความร่วมกัน ทาให้มนุษย์มี ปฏิสัมพันธ์กัน สามารถส่ือสารกัน ให้ชีวิตในสังคมดาเนินไปได้ ม้ีด เรียก การรู้จักความหมายของ สญั ลักษณท์ ใ่ี ช้ในการสัมพนั ธ์กับผ้อู ื่น ว่า การรบั รู้บทบาท (role – taking) ๕. การรับรู้บทบาททาให้เราทราบความหมายและความตั้งใจของผู้อ่ืน และ สามารถ ตอบสนองในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืนได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อบุคคลคิดออกไปนอกตัว แล้วมอง ย้อนกลับมาท่ีตัวเอง เหมือน การรับรู้บทบาทของผู้อื่นจะทาให้บุคคลได้รู้จัก “ตนเอง” (Self) ดีข้ึน และรู้ว่าผู้อ่ืนคิดอย่างไรกับตน ทาให้สามารถอยู่ในสังคมและสร้างความร่วมมือทางสังคม (Cooperative Action) ได้อย่างดี ส่วนบลูเมอร์ (Herbert Blumer) ซึ่งเป็นศิษย์คนสาคัญของม๊ีดเสนอว่า ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์ เชงิ สญั ลักษณ์ จะชว่ ยให้เราเขา้ ใจมโนคตยิ อ่ ยตา่ ง ๆ ว่าประกอบดว้ ยมโนคติเก่ียวกบั บคุ คล ปฏิสัมพันธ์ สัญลักษณ์ พฤติกรรม หรือการกระทา กระบวนการแปลความหมาย สถานการณ์ และตัวบริบท (context)หรือสง่ิ แวดล้อมทเี่ กดิ ปฏสิ ัมพนั ธน์ น้ั ๆ ซึง่ สามารถสรุปในเชิงสัมพันธ์ในแต่ละองค์ประกอบ ดังกล่าว ดังนี้ ๑. บุคคลจะปฏิบัติ หรือลงมือกระทา หรือมีปฏิกิริยาตอบสนองสิ่งต่าง ๆ เช่น วัตถุ สถาบัน แนวคิด ต่อบุคคลอ่ืน หรือแม้แต่ต่อตนเอง ตามความหมายทางวัฒนธรรม (cultural meaning) ของส่งิ นนั้ ๆ ท่ีมีตอ่ ตนเอง ๒. ความหมายของสงิ่ ต่าง ๆ น้ัน เป็นผลมาจากการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ระหว่างบุคคล นน้ั กบั ผอู้ ่ืน ๓. ความหมายดังกล่าวนี้ จะถูกถ่ายทอดและปรับเปล่ียนไปตามกระบวนการแปล ความหมายของบคุ คลนน้ั ตอ่ สิง่ ตา่ ง ๆ ที่เผชิญอยู่๓๓ บลเู มอร์ อธิบายมโนคตเิ ก่ียวกับบคุ คลวา่ บุคคลเป็นผูแ้ สดง (Actor) ซ่งึ จะแสดงพฤติกรรม หรือมกี ารกระทา (Act) ตอบสนองต่อการมีปฏิสมั พันธ์ (Interact) ต่อวัตถุ (Object) หรือต่อบุคคลอ่ืน (Others) เช่น การแสดงออกทางร่างกาย ทางสังคม ของบุคคลอื่น หรือแม้แต่ของตนเอง หรือต่อสิ่งที่ เปน็ นามธรรม (Abstract) ซ่งึ ไมส่ ามารถมองเหน็ ได้ เชน่ ความคิดทไ่ี ดจ้ ากพูดคยุ หรือปฏิสัมพันธ์กับคน อื่น เปน็ ต้น การรับรู้ของบุคคลจะมีขอบเขตจากัดในการรับรู้ ในเร่ืองท่ีมีบุคคลมีความรู้ หรือมี ประสบการณ์ในเรื่องนั้น ๆ อยู่ หรือเฉพาะเร่ืองที่ตนระลึกหรือจดจาได้เท่านั้น จึงเป็นเหตุให้บุคคลมี การแปลความ (Interpret) และให้ความหมาย (meaning) เกี่ยวกับสิ่งท่ีรับรู้ (things) นั้น ๆ แตกต่าง ออกไปตามแตล่ ะบคุ คล ๓๓วรรณภา ศรีธัญรตั น์,อา้ งแล้ว, หน้า ๒.
๒๑ บรบิ ท (Context) สัญลกั ษณ์ (Symbol) Things MInteearnpirnegt บุคคล(Actor) ปฏิสมั พนั ธ์ Objects/ Act Interact Others กระบวนการแปลความหมาย Interpretive Process (Ongoing Process) ความต่อเนอ่ื งของการกระทา(Line of Actions) ภาพท่ี ๒.๙: จาลองแบบโดย วรรณภา ศรีธญั รตั น์, “ทฤษฎปี ฏสิ มั พนั ธ์สญั ลกั ษณ:์ การประยกุ ต์ใช้”, หนา้ ๒. จากภาพอธิบายความได้ดงั นี้ การแสดงออกของพฤติกรรม หรือการกระทบของบุคคล จะเป็นไปตามการแปลความ (Interpret) และให้ให้ความหมาย (Meaning) เกี่ยวกับส่ิงน้ัน ๆ ส่วนการกระทา (Action)อาจจะเป็น การกระทาโดยลาพังของบุคคล (Individual action) หรือเป็นการกระทาเป็นกลุ่ม หรือตามกลุ่ม (Collective action) หรือเป็นการแสดงออกร่วมกันทางสังคม (Social action or joint action) พฤติกรรมการแสดงออก เกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์ และการให้ความหมาย ซ่ึงอาจจะอยู่ในรูปของ ปฏิสัมพันธ์ที่มีรูปสัญลักษณ์ (Symbolic interaction) หรือเป็นการมีปฏิสัมพันธ์แบบไม่มีรูป สัญลักษณ์ (Non-symbolic interaction) ดังนั้น การแสดงพฤติกรรมจึงแบ่งออกเป็น ๒ ระดับ คือ การใหค้ วามเชิงสัญลักษณ์ และระดับของการแสดงออกของพฤติกรรม หรือระดับปฏิสัมพันธ์ และการ ที่บคุ คลแสดงพฤติกรรมเหมือนเดิม หรอื ซ้า ๆ เดิมน้ัน๓๔ ๒.๒.๒ ทฤษฎสี ญั ลักษณแ์ ละการตคี วาม (Dominance Symbols) ทฤษฎีสัญลักษณ์และการตีความในท่ีนี้ ผู้วิจัยหมายเอาแนวคิดและทฤษฎีท่ีถูกพัฒนาข้ึน โดยเทอร์นเนอร์ (Victor Turner) และเกียร์ซ (Clifford Geertz) ซ่ึงสามารถสรุปรายละเอียดได้ ดงั น้ี๓๕ ๑. ทฤษฎีสัญลักษณ์และการตีความ (Dominance Symbols) ของเทอร์นเนอร์ เป็น ทฤษฏีท่ีใช้สาหรับวิเคราะห์สัญลักษณ์และตีความสัญลักษณ์ต่าง ๆ ในพิธีกรรม โดยเทอร์นเนอร์ได้ ๓๔วรรณภา ศรธี ญั รัตน์,อ้างแลว้ , หน้า ๓. ๓๕สรุปความจาก พิพัฒน์ วิถี, สัญลักษณ์ในพิธีกรรมงานบวชของกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-เขมร: กรณีศึกษาตาบลเมืองที อาเภอเมืองสรุ นิ ทร์ จังหวัดสุรินทร์, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, (คณะกรรมการ บณั ฑิตศึกษา: มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสุรนิ ทร์, ๒๕๕๔), หนา้ ๑๕-๑๘.
๒๒ อธิบายไว้ว่า พิธีกรรมน้ันมีลาดับกิจกรรมท่ีแน่นอน ไม่ว่าจะในแง่ของการกระทา คาพูด สิ่งของต่าง ๆ ที่ใช้ในพิธีกรรมน้ัน ๆ ท้ังน้ีเพื่อสนองต่อความมุ่งหมาย และประโยชน์ของผู้ประกอบพิธีกรรม จาก นิยามนี้เอง ทาให้เห็นว่า การกระทา คาพูด ส่ิงของต่าง ๆ ที่ใช้ในพิธีกรรมน้ันเองท่ีเป็นสัญลักษณ์ คุณสมบัติของสัญลักษณ์คือ มีความโดดเด่นและชัดเจน (Condensation) มีความเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกัน (Unification) คือ รวมความหมายหลายอย่างเข้าด้วยกัน มีขั้วของความหมาย (Polarization) คอื ขัว้ ของอุดมคติ (Ideological Pole) และขั้วความรู้สึก (Sensory) ครบสมบูรณ์ใน พิธีกรรม เทอร์นเนอร์ได้อธบิ ายถงึ Totem และการตีความอยา่ งเป็นระบบ โดยชใี้ ห้เห็นว่า ในสังคม ดั้งเดมิ พิธีกรรมทาหน้าทใี่ นการเก็บ และถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกบั สังคมได้มากท่ีสุด เพราะสัญลักษณ์ใน พิธกี รรม สามารถบอกความหมายไดห้ ลายอย่างในเวลาเดียวกนั สัญลักษณ์ทุกอย่างมีหน้าที่ตอบสนอง ค่านิยม บรรทัดฐาน ความเชื่อ ความรู้สึก บทบาทสังคม ความสัมพันธ์ทางสังคมในระบบวัฒนธรรม ของชุมชน พิธีกรรมทกุ พธิ กี รรมจงึ เป็น “สญั ลักษณ์รวม” กรณีตัวอย่างของการศึกษาของเทอร์นเนอร์ก็คือ การประกอบพิธีกรรมของชาวเต็มบู ซึ่ง เป็นชนเผา่ หนง่ึ อยทู่ างตะวันออกเฉยี งเหนอื ของแซมเบีย ในทวีปแอฟริกา ชาวเต็มบูเรียกสัญลักษณ์ใน ภาษาของตนว่า kingikijilu มีความหมายว่า ทาเครื่องหมายแกะรอย สัญลักษณ์จึงเป็นเคร่ืองหมาย เช่ือมโยงระหว่างส่งิ ที่ไม่รกู้ ับสงิ่ ท่ีร้มู าก่อน กระบวนการสร้างสัญลักษณ์ของชาวเต็มบู คือ การทาให้ความเช่ือ ค่านิยม ความรู้สึก สามารถเห็นจริง และจับต้องได้ สัญลักษณ์ในพิธีกรรมมีคุณสมบัติท่ีมีความหลากหลาย (Politely/Multi-Vocality) สัญลักษณ์ตัวเดียวอาจใช้แทนสิ่งต่าง ๆ และมีความหมายหลายซ่ึงเป็น กุญแจทางวัฒนธรรม ความเช่ือ สามารถเชื่อมและอ้างอิงความหมายได้กว้างขวาง ในการถือปฏิบัติ ทางพิธีกรรม ความหมายทั้งหมดจะถูกนามารวมเข้าเป็นหนึ่งเดียว และมีผลทาให้บุคคลในกลุ่มแสดง การกระทาอย่างท่ีตนปรารถนา สัญลักษณ์จึงมีหน้าท่ีอีกด้านหนึ่งคือ การรู้สานึกปลดปล่อยอารมณ์ และแสดงออกมาตามความต้องการ สัญลักษณ์ในพิธีกรรม มีความสัมพันธ์กับกระบวนการทางสังคม เพราะพิธีกรรมก็คือ ขนั้ ตอนหนึ่งของกระบวนการทางสังคมท่ีมีความเกี่ยวพันกับท่าทาง (Gestures) คาพูด (Words) วัตถุ (Objects) โดยจะถือปฏิบัติแตกต่างกันออกไปตามลักษณะและจุดประสงค์ เช่น พิธีกรรมเน่ืองด้วย การเพาะปลูก การเกบ็ เกย่ี ว หรือความเปลีย่ นแปลงของฤดกู าล พธิ ีกรรมเนือ่ งดว้ ยชวี ติ ในช่วงวัยต่าง ๆ เช่น การเกิด การเปลย่ี นผา่ นชว่ งวยั กระทัง่ ถึงการตาย พธิ ีกรรมเน่ืองด้วยความเจ็บป่วย หรือพิธีกรรม ท่ีปฏิบัติเพื่อการปลอบโยนผู้มีความทุกข์ หรือประสบโชคร้ายในชีวิต นอกจากน้ัน ยังมีพิธีกรรมท่ี ปฏิบัติโดยผู้มีอานาจทางสังคม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อความแข็งแกร่ง ความม่ังคั่ง เป็นต้น ซึ่งใน แอฟริกา มีพิธีกรรมมากมาย และมีวิธีปฏิบัติท่ีแตกต่างกันออกไป พร้อมกันน้ี สัญลักษณ์ที่ใช้ใน พิธกี รรมกม็ ีความแตกต่างตามไปด้วย เทอร์นเนอร์ ได้แนะนาการศึกษาสัญลักษณ์ในพิธีกรรมว่า อาจสืบสวนได้ ๓ ทาง คือ ประการแรก ศึกษาวา่ สัญลักษณ์นั้นมคี วามหมาย และคาแปลอย่างไร จากผู้กระทาที่อยู่ในวัฒนธรรม นั้น ประการท่ีสอง สังเกตว่า สัญลักษณ์นั้นอยู่ใช้อย่างไร ใครเป็นผู้ใช้ มีความสัมพันธ์กับผู้ใช้อย่างไร และเกี่ยวข้องกับกระบวนการอ่ืนอย่างไร ประการสุดท้าย นักมานุษยวิทยาต้องหาความหมายโดยนา ขอ้ มลู ทง้ั สองที่ไดม้ าวเิ คราะหห์ าความหมายทีว่ า่ งอยู่
๒๓ ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างสัญลักษณ์กับจักรวาลวิทยานั้น เทอร์นเนอร์กล่าวว่า เน่อื งจากพธิ ีกรรมสว่ นมาก ตั้งอยูบ่ นพ้นื ฐานของนิทานปรัมปรา และมกั เกีย่ วขอ้ งกับส่ิงเหนือธรรมชาติ เช่น กาเนิดมนุษย์ กาเนิดจักรวาล เป็นต้น สัญลักษณ์สาคัญที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมจึงมี ความสัมพันธ์โดยตรงกับความเชื่อทางจักรวาลวิทยาน้ัน ๆ เช่น ความเช่ือทางจักรวาลวิทยาของ ชน เผ่า Dogonในแอฟริกาตะวันตก ซึ่งอธิบายว่า สัญลักษณ์มาจากจุดกาเนิดของความสัมพันธ์ระหว่าง สตั ว์ ผัก และพ้ืนพภิ พ ทง้ั ยังเปรยี บอวัยวะในรา่ งกายกบั สง่ิ ธรรมชาติ เชน่ ดิน นา้ ลม ไฟ ภาพท่ี ๒.๑๐ สัญลักษณท์ ่ีชนเผา่ Dogon ของชาวแอฟรกิ าใชส้ ื่อความหมายเชิงจักรวาล วิทยา, แหล่งท่ีมา: http://ebonyhazeinc.blogspot.com/2011/06/dogon-tribe-of-mali-and- sirius.html#!/2011/06/dogon-tribe-of-mali-and-sirius.html ๒.๒.๓ แนวคดิ เรอื่ งคติชนวิทยา แนวคดิ ท่ัวไป คตชิ น หมายถงึ แนวทาง วถิ ที างของคนในกลมุ่ สังคม หรือชาติใดชาติหนึ่ง คติชนเป็นผล ของวัฒนธรรม ที่สั่งสม หรือก่อตัวขึ้นผ่านระยะเวลายาวนานกระทั่งก่อให้เกิดแนวทางร่วมกันใน ลกั ษณะใดลักษณะหน่ึง คติชนวิทยา เป็นวิชาท่ีศึกษาปรากฏการณ์ที่เกิดข้ึนในจากวิถีชีวิตหรือความเป็นอยู่ของ มนษุ ย์ ตลอดจนผลผลิต หรือการสร้างสรรค์ต่างๆ จากอดตี มาจนถงึ ปัจจบุ นั ของมนษุ ยใ์ นสงั คมหนงึ่ ๆ คติชนวิทยา เป็นความรู้ที่ได้มาจากการศึกษาวิถีชีวิต และความเป็นอยู่ของกลุ่มคนกลุ่ม ใดกลมุ่ หน่ึง ท่ีมีวิวัฒนาการของกลุ่มอย่างเด่นชัด โดยมุ่งเน้นไปยังกลุ่มที่ความเจริญสมัยสมัยยังเข้าไป ไม่ถึงมากนัก ซึ่งกลุ่มคนเหล่าน้ี จะยังคงมีวิถีชีวิตท่ีคล้ายๆ กัน มีความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่น เปน็ แบบญาติพี่น้อง มีความคิด ความเชื่อ และแบบของความประพฤติอย่างเดียวกัน และมักแตกต่าง กนั จากสังคมเมือง หรอื สงั คมทีม่ ีความเจริญทางวัตถุอย่างมากแลว้ ทม่ี าของแนวคิด คติชนวิทยา เปนวิชาที่เกิดขึ้นและพัฒนามาตั้งแตคริสตศตวรรษที่ ๑๙ มีนักโบราณคดี และนักนิรกุ ติศาสตรชาวองั กฤษและเยอรมัน ไดสนใจเก็บรวบรวมเทพนิยายและเร่ืองปรัมปราของคน พน้ื บานพ้ืนเมือง เชน สองพ่ีนองตระกูลกริมม ก็ไดรวบรวม และตีพิมพนิทานมุขปาฐะ และตีความให ความหมายเทพนิยาย (myth) ของเยอรมันไวดวย ผูสนใจอ่ื นๆ ก็มีอีกหลายคน ที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง โบราณเกาแกจนกระท่ังถึง พ.ศ. ๒๓๘๙ นายวิลเลียม จอหน ธอมส William John Thoms) ได บัญญัติคาวา Folklore ขึ้น โดยใชนามแฝงวา แอมโบรส เมอรตัน (Ambrose Merton) เขียน จดหมายลงในวารสารชอื่ The Anthenaeum เสนอวาควรใชคาวา Folklore ซ่ึงแปลวา “ความรูของ ปวงชน” แทนคาวา “คติโบราณของ ปวงชน” (popular anitiquities) คา Folklore จึงเปนศัพทใช ทางวิชาการแตนนั้ มา
๒๔ ในประเทศไทยมีคาใชอยูหลายคา ดงั น้ี คติชาวบาน เปนคาที่พระยาอนุมานราชธนและราชบัณฑิตยสถานคิดขึ้นใชเม่ือป พ.ศ. ๒๕๐๙ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ฉบับแก้ไขใหม่ พ.ศ.๒๕๕๔๓๖ ก็เก็บความหมายน้ีไว้ กับให้ความหมายว่า เร่ืองราวของชาวบ้านที่เป็นของเก่าเล่าต่อปากและประพฤติสืบๆ กันมาหลายชั่ว อายุคนในรูปของความเชื่อ ประเพณี นิทาน เพลง สุภาษิต ปริศนาคาทาย ศิลปะ สถาปัตยกรรม การละเล่นของเดก็ เป็นตน้ คติชนวิทยา เปนคาท่ี ดร.ก่ิงแกว อัตถากร ใชในเอกสารเมื่อป พ.ศ. ๒๕๑๙ ใน หนังสือ คติชนวิทยาท่ีหนวยศึกษานิเทศก กรมการฝกหัดครู พิมพเผยแพร ซ่ึง ดร.ก่ิงแกว อัตถากร ไดใหเหตุ ผลวา Folklore ท่ีพระยาอนุมานราชธนและราชบัณฑิตยสถาน แปลวา “คติชาวบาน” น้ันนาจะใช เรียกขอมูลบางสวน สวนช่ือวิชาควรใชคาคตชิ นวทิ ยา วัฒนธรรมพื้นบาน เปนศัพทที่ใชในการสัมมนาระดับชาติของทบวงมหาวิทยาลัย ระหว่างวันท่ี ๑ – ๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตพิษณุโลก และตอมาสานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติไดใชอยูในปจจุบันน้ี โดยให ความหมายวา “วัฒนธรรมพื้นบาน คือวิถีชีวิตของชาวบาน ซึ่งไดปฏิบัติในสังคมแบบชนบท แสดงใหเห็นเอกลักษณ ชองชมุ ชนและทองถิ่น” คตพิ นื้ ถน่ิ เปนคาที่ ดร.วรรณี วิบลู ยสวัสด์ิ เปนผูนิยามใชเม่ือป พ.ศ. ๒๕๒๐ โดยใหเหตุ ผลวาเปนการศกึ ษาเรอื่ งราวอนั เปนของพ้ืนๆ ท่เี ปนที่รูจักกนั ดใี นกลุม ชนถ่ินนั้น และมีความหมายใกล เคียงกับขอบเขตการศกึ ษาของสาขาวิชาน้ี นอกจากนี้ยังใชคา ชีวิตพ้ืนถิ่น แทนคา Folklore อันเปนวิ ชาเกย่ี วกับชวี ิตพ้ืนบานที่ เนนวฒั นธรรมประเภทอนื่ ๆ ๒.๓.๓ องค์ประกอบทางคตชิ นวิทยา เรณู อรรฐาเมศร์ ได้ นาเสนอองคป์ ระกอบของคตชิ นวทิ ยา ๕ ประการ ดงั นี้๓๗ ๑. กล่มุ ชน ตามความหมายในทางคติชนวทิ ยา หมายถึง บุคคลหลายคนมีคติของวิถีชีวิต รว่ มกัน มีผลผลิตทางวฒันธรรมเปน็ สมบตั ิของกลมุ่ ร่วมกัน ๒. แหล่ง คือ พื้นท่ีชุมนุมที่มีวิถีชีวิตร่วมกัน หรือมีความเป็นชุมชนซึ่มีเครือข่ายทาง สังคมร่วมกัน เช่น ชาติพันธ์ุ กลุ่มเครือญาติ เครือข่ายวัด เป็นคนบ้านเดียวกัน คือเป็นคนในชุมชน เดียวกกนั ๓. ตัวบท คือ ข้อมูล หรือเน้ือหาของคติชนวิทยา หรือวิธีแสดงออกของกลุ่มชน ซึ่เป็น ข้อมูลมุขปาฐะ อมุขปาฐะ และข้อมูลแบบผสม เช่น ศิลปหัตถกรรม ดนตรีพ้ืนเมือง ความเช่ือ การละเล่น งานมหกรรม ๔. บทบาทหน้าที่ คติชนวิทยาของกลุ่มคนในสังคมหนึ่งๆ มีความหมาย มีบทบาทหน้าที่ สัมพันธ์กันอย่างไรในสังคมนั้น รวมทั้งบริบทแวดล้อมต่างๆ ของคติชนวิทยา หรืออีกอย่างหึน่งก็คือ การค้นหาเป้าหมายข้อมูลที่แสดง อันได้แก่เป้าหมายที่กลุ่มชนนั้นมีความเชื่อความเข้าใจตาม พฤตกิ รรมทเี่ ขาปฏิบตั อิ ยู่ เป็นการเขึาไปมีความสมั พนั กับกลุ่มชนนั้น ๓๖ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔, (กรุงเทพ ฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๕๖), หนา้ ๒๒๖. ๓๗เรณู อรรฐาเมศร์, เอกสารประกอบการสอนรายวิชนาคติชนวิทยา, (คณะมนุษยศาสตร์และ สงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม,่ ๒๕๔๙), หน้า ๗-๘.
๒๕ ๕. กระบวนการถ่ายทอด แต่เดิมคติชนวิทยามีการถ่ายทอดด้วยปาก (หรือมุขปาฐะ) หรือ การแสดงออกเพื่อให้เลียนแบบได้ อันเป็นวิถีด้ังเดิมตามธรรมชาติในชีวิตมนุษย์การขาดตอนทาง คติชนวิทยา และการขาดตอนทางวัฒนธรรมน้ันก็เน่ืองมาจากการถ่ายทอด แม้ในเวลาปัจจุบน้ัน เม่ือ การส่ือสารด้วยการใช้เคร่ืองมือต่างๆ เจริญมากข้ึน แต่การถ่ายทอดด้ยปาก และวิธีการปฏิบัติ ก็ยังมี ความสาคัญอยู่เป็นอันมากสาหรับวงการคติชนวิทยา แต่ก็มีผู้เสนอแนวคิดว่า นักศึกษาคติชนวิทยา ควรจะพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นเคร่ืองมือถ่ายทอดคติชนวิทยาด้วย เพราะจะมีความ เหมาะสมและสอดคล้องกับึถิชีวิตสมัยใหม่ท่ีวิถีชีวิตของผู้คนมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเวลา และการ เปลี่ยนแปลง ประเด็นสาคัญในการศึกษาการถ่ายทอดคือใครเป็นผู้ถ่ายทอด ถ่ายทอดแก่ใคร ใน สถานการณ์อยา่ งไรบ้าง ช่องทางในการถ่ายทอดในปัจจุบนั เป็นอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับอดีต และ มีผลกระทบต่อสงั คมอย่างไร ๒.๓ แนวคดิ เร่ืองสญั ลกั ษณ์ในพระพทุ ธศาสนา ๒.๓.๑ แนวคดิ ทวั่ ไป พระพทุ ธศาสนา เป็นระบบคาสอนที่ได้จากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ส่ิงท่ีพระองค์ตรัสรู้ คอื สัจธรรม หรือความจริงท่ีมีอยู่โดยธรรมชาติก่อนแล้ว การนาความจริงท่ีได้จากการตรัสรู้มาสั่งสอน เวไนยสตั วท์ ั้งหลาย กระทาโดยการบัญญตั ิ อย่างน้อยทสี่ ุดก็ในรูปของภาษาขึ้นเพอ่ื สื่อถึงสัจธรรมที่ทรง ตรัสรู้แลว้ น้นั ใหเ้ กิดความเขา้ ใจตรงกัน ถอื เปน็ จดุ เริม่ ต้นของการกาเนิดสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนา ดังข้อความในพระสูตร๓๘ ซ่ึงระบุไว้ว่า “คร้ันรู้แล้ว บรรลุแล้วจึงบอก (อาจกฺขติ) แสดง (เทเสติ) บัญญัติ (ปญฺญเปติ) กาหนด (ปฏฺฐเปติ) เปิดเผย (วิวรติ) จาแนก (วิภชฺชติ) ทาให้ง่าย (อุตฺตานีกโรติ)” สะท้อนให้เห็นหลกั การ และขอ้ เท็จจริงดังกลา่ ว ในปฐมเทศนาธรรมจักรกัปปวัตนสูตร ซึ่งทรงแสดงคร้ังแรกแก่ปัญจวัคคีย์นั้น หลังจากที่ ทรงแสดงท่ีสุด ๒ อย่างท่ีบรรพชิตไม่ควรเสพแล้ว ก็ทรงแสดงอริยสัจ ๔ อันได้แก่ ทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ และทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ท้ายพระธรรมเทศนา มีข้อความขมวดสรุปการแสดงปฐม เทศนาครั้งน้ีด้วยบทบาลีว่า “เอต ภควตา พาราณสิย อิสิปตเน มิคทาเย อนุตฺตร ธมฺมจกฺก ปวตฺติต อปฺปฏิวตฺติย สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมินฺติ”๓๙ อันเปน็ การใชธ้ รรมจักรสื่อถึงการเปดิ เผยคาสอนคร้ังแรก ซึง่ ไดม้ กี ารนาไปพัฒนาเป็นรูปแบบธรรมจักร เพอ่ื สื่อถงึ การเผยแผ่หลกั ธรรมคาสั่งสอน ตลอดจนส่ือความหมายอนื่ ๆ ในเวลาต่อมา อนึ่ง เม่ือหลักธรรมคาส่ังสอนได้รับการประกาศ เปิดเผย แสดงแล้ว ก็มีผู้เลื่อมใสหลักคา สอน และเขา้ มาขอบรรพชาอปุ สมบท ทาให้เกดิ ชมุ ชนทเ่ี รียกว่า สังฆะ ขึ้น ท้ายที่สุด ได้ก่อกาเนิดพุทธ บริษัททั้ง ๔ ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา พร้อมกันน้ีก็มีบัญญัติสัญลักษณ์ในรูปแบบ ต่าง ๆ มาใช้เพ่ือการสื่อสาร หรือปฏิสัมพันธ์ภายในกลุ่มสังฆะ ซึ่งพบได้ท่ัวไปในคัมภีร์พระไตรปิฎก และอรรถกถา ๓๘องฺ.ทุก. (ไทย) ๒๐/๑๓๗/๓๘๕. ๓๙ว.ิ มหา. (บาลี) ๔/๑๗/๒๒. บาลี: เอต ภควตา พาราณสิย อสิ ิปตเน มิคทาเย อนุตฺตร ธมฺมจกฺก ปวตฺ ตติ อปฺปฏิวตตฺ ยิ สมเณน วา พฺราหมฺ เณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมินฺติ, วิ.มหา. (ไทย) ๔/๑๗/๒๔. แปล: ธรรมจักรอนั ประเสริฐนี้ พระผู้มีพระภาคให้เป็นไป ณ ป่าอิสิปตนมคฤทายวัน เมืองพาราณสี อัน สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรอื ใคร ๆ ในโลกหมนุ กลบั ไมไ่ ด้
๒๖ ในพระวินัยปิฎก พบการใช้หนังเสือเป็นสัญลักษณ์ของเดียรถีย์ ปรับอาบัติแก่ภิกษุผู้ใช้ สัญลักษณ์ดังกล่าว๔๐ ใช้ต้นไม้ ก้อนศิลา ถนน จอมปลวก เป็นต้น เป็นสัญลักษณ์บอกเขต๔๑ ใช้ขวา เป็นสัญลักษณ์แทนความเคารพ๔๒ ใช้ดอกบัวแทนสัญลักษณ์แทนบุคคลระดับต่าง ๆ๔๓ใช้การปลงผม และหนวด แล้วแล้วนุ่งห่มด้วยผ้ากาสาวะ เป็นสัญลักษณ์ของการบรรพชา-อุปสมบท๔๔ การใช้ไฟเป็น สญั ลกั ษณ์ของการบชู า๔๕ใช้การนิง่ เปน็ สญั ลักษณ์ของการยอมรบั เหน็ ชอบ๔๖ ในพระสตุ ตันตปฎิ ก พบการใช้สญั ลักษณ์ซ้ายแทนการไม่เคารพ๔๗ซ้าย-ขวาแทนกุศลกรรม และอกุศลกรรม๔๘แทนเพศชาย-เพศหญิง๔๙แทนลาดับอาวุโสมากน้อย๕๐ การใช้ผมหงอกเป็น สัญลักษณ์ในการสละราชสมบัติ๕๑ การใช้ธงเป็นสัญลักษณ์ของรถในการศึกสงคราม๕๒เรียกว่า ธงชัย เฉลิมพล๕๓ และสญั ลักษณ์ธงนีเ้ อง เม่ือนาไปใช้กับภิกษุผู้ชนะข้าศึก ปราศจากกิเลสทั้งปวงแล้ว ท่านก็ ใชใ้ นเชงิ เปรียบเทยี บว่า “ผู้ปลดธงลงได้แล้ว”๕๔ นอกจากนั้น ธงยังใช้แสดงเป็นเครื่องหมายของธรรม ดังขอ้ ความในขุททนกิ าย ปฏสิ ัมภิทามรรคว่า “เพราะพระผู้มีพระภาคทรงมีธรรมเป็นธงให้จักรเป็นไป ชอื่ วา่ ธรรมจกั ร”๕๕ การเกิดธงธรรมจักรท่เี หน็ กันอยู่ในปจั จุบนั กค็ งจะถอื คตนิ ้ี แม้ในคัมภีร์อรรถกถา ก็ปรากฏใช้สัญลักษณ์แตกต่างกันออกไป เช่น ในอรรถกถาขุททก นกิ าย ธรรมบท ก็พบการใช้ธงเป็นสัญลักษณ์ในการประกอบพิธีกรรมตามลัทธิความเชื่อ๕๖การใช้ควัน ไฟเป็นสัญลักษณ์บอกเหตุ๕๗ การใช้ดวงดาวเป็นสัญลักษณ์ในการเดินทาง๕๘ และการพยากรณ์ ๔๐วิ.มหา. (ไทย) ๕/๓๗๑/๒๔๗. ๔๑ว.ิ มหา. (ไทย) ๔/๑๓๘/๒๑๕. ๔๒เชน่ ว.ิ มหา. (ไทย) ๑/๑๕/๘, วิ.มหา.(ไทย) ๒/๕๗๖/๑๐๑, วิ.มหา.(ไทย) ๔/๙๐/๑๔๖. เป็นต้น ซ่ึง จากการสารวจ พบคานี้ใน ๙๑ หน้า จานวน ๑๐๔ คร้ัง โดยพบทั้งในพระวินัยปิฎก พระสัตตันตปิฎก และพระ อภธิ รรมปฎิ ก ๔๓ว.ิ มหา.(ไทย) ๔/๙/๑๔. ๔๔วิ.มหา. (ไทย) ๔/๓๔/๔๓. ๔๕ว.ิ มหา. (ไทย) ๔/๓๗/๔๗. ๔๖เชน่ เมื่อมีผู้มานิมนต์ หากพระพุทธเจ้านิ่ง ก็เท่ากับว่า พระองค์ทรงรับนิมนต์น้ัน ดูตัวอย่าง วิ.มหา. (ไทย) ๑/๒๒/๑๕, พระสงฆร์ ปู อ่ืน ๆ ก็รับนิมนต์โดยใช้สัญลักษณ์นิ่งเช่นเดียวกัน เช่น กรณีของพระสุทินน์รับนิมนต์ โยมบิดา ว.ิ มหา.(ไทย) ๑/๓๒/๒๒, หรอื กรณกี ารทาสงั ฆกรรม หากมีการลงมติ ก็ถอื อาการนิง่ เป็นสญั ลักษณ์ของการ ยอมรบั มตนิ ้นั ดู วิ.มหา.(ไทย) ๒/๖๑๔/๑๓๒,๖๖๒/๑๘๔,๙๕/๒๘๒,๙๗/๒๘๔ เป็นตน้ ๔๗ขุ.อ.ุ (ไทย) ๒๕/๔๓/๒๕๘. ๔๘อง.ฺ ทกุ . (ไทย) ๒๐/๑๕๖/๔๐๐. ๔๙ส.นิ.อ. (ไทย) ๒/๖๒๒. ๕๐ข.ุ ธ.อ. (ไทย) ๑/๒/๑/๙๙. ๕๑ม.ม. (ไทย) ๑๓/๓๐๙/๓๗๓. ในคัมภีรร์ ะบุวา่ ราชวงศน์ ไี้ ดใ้ ช้ “ผมหงอก” เป็นสัญลักษณ์ในการสละ ราชสมบตั ิสบื ทอดกันมาถึง ๘๔,๐๐๐ พระองค์ ดูรายละเอยี ด ม.ม. (ไทย) ๑๒/๓๑๑/๓๗๖. ๕๒ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๘/๑๘๔๑/๔๗๓. ๕๓ขุ.ชา. (ไทย) ๒๘/๑๗๒/๒๑๑. ๕๔อง.ฺ ปญฺจก. (ไทย) ๒๒/๗๑/๑๒๑. ๕๕ขุ.ปฏิ. (ไทย) ๓๑/๔๐/๕๐๒. ๕๖ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑/๔. ๕๗ข.ุ ธ.อ. (ไทย) ๒/๒. ๕๘ขุ.ชา.อ. (ไทย)๓/๑/๑๗๓.
๒๗ เหตุการณ์บ้านเมือง๕๙การใช้ตราพระราชลัญจกร เป็นเคร่ืองหมายประดับยศ หรือประทับตราประจา ตาแหน่งเพ่ือแสดงถึงอานาจ๖๐ ใช้เป็นเคร่ืองประกอบอิสรยศของพระเจ้าแผ่นดินเรียกว่า พระราช กกธุ ภัณฑท์ ้ัง ๕ ประกอบดว้ ย แส้จามะรี, มงกุฎ, พระขรรค์, ธารพระกร, ฉลองพระบาท๖๑ ในคัมภีร์อรรถกถายังพบการใช้รอยพระบาทเป็นสัญลักษณ์ส่ือถึงพระพุทธเจ้า๖๒ โดยถือ เป็นเจดยี อ์ ยา่ งหนึง่ ทานองเดียวกับการใช้ต้นไม้ เช่น ต้นโพธิ์ เป็นสัญลักษณ์ของการตรัสรู้ เพราะเดิม ต้นโพธิ์มีช่ือเรียกว่า อัสสัตถะ แต่เพ่ือเป็นสัญลักษณ์แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ท่านจึงเปล่ียนชื่อ ใหม่ว่า โพธิ ๖๓ และเป็นสัญลักษณ์แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคัมภีร์ระบุถึงภิกษุผู้ทรง กัมมัฏฐานรูปหนึ่ง ทราบข่าวว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วเกิดอนิจจสัญญา เป็นผู้ไม่ประมาท ระลึก ถึงพทุ ธคณุ และทาการบชู าต้นโพธ์ิ แล้วบาเพญ็ สมณธรรม๖๔ หลักฐานจากคัมภีร์พระไตรปิฎก และคัมภีร์อรรถกถา สะท้อนให้เห็นความจริงว่า สัญลักษณ์เป็นสื่อชนดิ หนงึ่ ทน่ี ยิ มใชส้ อ่ื สาร ปฏสิ ัมพนั ธก์ นั ระหว่างบุคคล กลุ่ม หรือสังคมนับต้ังแต่อดีต ก่อนพุทธกาล ชว่ งพทุ ธกาล หลงั พุทธกาล และตราบเท่าถึงปัจจุบัน ท้ังน้ีเพราะสัญลักษณ์สามารถทา หนา้ ทที่ ัง้ ในแงถ่ า่ ยทอดความรสู้ ึก เป็นเครอื่ งมือสื่อสาร เปน็ เคร่อื งมอื สาหรับความรู้ และเป็นเคร่ืองมือ สาหรบั การควบคมุ ดงั จะได้กลา่ วในรายละเอียด ๒.๓.๒ บทบาทและหนา้ ของสญั ญะในคัมภรี ์ ๑. เปน็ เครื่องมอื ถ่ายทอดความรสู้ กึ (Expression) จากข้อมูลหลักฐานในคัมภีร์พระพุทธศาสนา ยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น เพราะพบมีการใช้สัญลักษณ์เพ่ือถ่ายทอดอารมณ์หรือความรู้สึก โดยไม่ต้องใช้ภาษาหรืออธิบายเป็น คาพูดออกมา เช่น การทาประทกั ษิณ เป็นการแสดงความรู้สึกเคารพต่อบุคคลหรือสถานที่,ขณะที่การ แซงซา้ ย ถอื เป็นดหู ม่นิ ไม่เคารพ,โอภาส หรือนิมิตกรรม เป็นการสื่อความหมาย ผ่านถ้อยคา ,ท่าทาง, หรือกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การยืนน่ิงทางพระวินัยถือเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของ พระสงฆ์ในทวงสิ่งของ, การถือจอบ เสียม หรือเคร่ืองมืออย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้สามเณร หรือคนวัด ทราบความประสงค์แล้วมาทาแทน ในกรณีที่กระการกระทาน้ันภิกษุไม่สามารถทาเองได้ เน่ืองจากมี ข้อหา้ มทางพระวนิ ัย เปน็ ต้น ๒. เปน็ เครอื่ งมอื สาหรับสอ่ื การ (Communication) สัญลักษณ์ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของภาษาท่ีมนุษย์ใช้ส่ือสาร จากคนหน่ึงไปยังอีก บุคคลหน่ึง และถือเป็นภาษาเก่าแก่ที่มีมานานก่อนท่ีมนุษย์จะมีภาษาพูดด้วยซ้า ปัจจุบันแม้จะมี ภาษาพดู แลว้ แต่มนษุ ย์กย็ ังใช้สัญลักษณใ์ นการสอ่ื สารควบคู่กันไป ท้ังยังมีการพัฒนากระทั่งกลายเป็น ภาษาเฉพาะกลุ่ม เฉพาะบุคคล เช่นในประเทศฝร่ังเศสมีการพัฒนาในรูปแบบภาษามือ (sign- language) ใช้เป็นครั้งแรก๖๕ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๓๖๐ John Hopkins Gallaudet ได้จัดต้ังโรงเรียน ๕๙ข.ุ ธ.อ.(ไทย) ๒/๘. ๖๐มังคล. (ไทย) ๒/๗๗.,วสิ ุทธ.ิ (ไทย) ๑/๑/๗๙. ๖๑ข.ุ ธ.อ.(ไทย) ๓/๓๑. ๖๒ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๒/๕๕. ๖๓ ขุ.พทุ ธ.อ. ๙/๒/๓๗๘. ๖๔ข.ุ เถร.อ.(ไทย) ๒/๓/๒/๒๖๖. ๖๕ Walter J. Darcy,Symbology, p.14.
๒๘ สอนคนหหู นวกท่ีสหรฐั อเมรกิ า จึงไดน้ าภาษามือมาใช้ในโรงเรียนแห่งน้ี ภาษามือจึงได้กลายเป็นภาษา หลักสาหรบั สอนในโรงเรียนคนหหู นวก กระท่งั ต้นพทุ ธศตวรรษที่ ๒๕ จึงมีการยกเลกิ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการยกเลิกไปแล้ว แต่ในการเล่น หรือการดาเนินชีวิตปกติของ คนหูหนวกในโรงเรียนแห่งน้ี ก็ยังใช้ภาษามือในการส่ือสาร แสดงให้เห็นว่า สัญลักษณ์เป็นภาษาโดย ธรรมชาติทมี่ นุษย์ใชส้ อ่ื สารตามปกตอิ ยแู่ ล้ว ในคัมภรี ์ทางพระพทุ ธศาสนา มีการส่ือสารผ่านสัญลักษณ์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น พระ เจ้าปเสนทิโกศลเห็นภิกษุเล่นน้า ต้องการกราบทูลพฤติกรรมให้ทรงทราบ จึงฝากภิกษุเหล่าน้ันนา น้าอ้อยไปถวายพระพุทธเจ้า๖๖พระอานนท์เมือ่ จะประกาศให้ท่ีประชุมทราบว่าตนได้บรรลุพระอรหันต์ แลว้ จึงไดด้ าดินแสดงตนบนอาสนะทเ่ี ขาปูไว้รับรองแกต่ นเอง พระมหากัสสปะเห็นพระอานนท์แล้ว ก็ ให้สาธกุ าร๖๗พระราชา ๒ องค์ สละบัลลังกอ์ อกผนวชเป็นดาบส เพื่อความเจริญในธรรม จึงแยกกันอยู่ ที่ภูเขาคนละลูก และอาศัยสัญญาณไฟเพื่อส่ือสารให้ทราบความท่ีตนยังมีชีวิตอยู่๖๘พระมหากัสสปะ เตือนพระอานนท์ให้ไม่ให้ประมาท เพราะภิกษุที่เข้าร่วมสังคายนาล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ คงมีเพียง อานนท์รูปเดียวที่ยังขาดคุณสมบัติข้อนี้ จึงใช้ถ้อยคาเชิงสัญลักษณ์ว่า ในหมู่ภิกษุน้ี มีภิกษุรูปหน่ึง เที่ยวโชยกลิ่นคาวอยู่ การเตือนด้วยถ้อยคาดังกล่าว ทาให้พระอานนท์สลดใจ และรีบขวนขวายทา ความเพยี รอยา่ งหนัก๖๙ ๓. เปน็ เครอ่ื งมือสาหรบั ความรู้ (Knowledge) สัญลักษณ์นอกจากทาหน้าท่ีแสดงถึงอารมณ์ความรู้สึก และส่ือสารแล้ว ยังเป็น เครอ่ื งสาหรบั ความรู้ กลา่ วคอื ตัวสญั ลกั ษณ์เองให้ความร้อู ีกชดุ หนึ่ง เช่น คนเล้ียงโครู้นิมิตแห่งฝนมาก น้อยด้วยการสังเกตการทารังของนก การขุดรูอยู่ของปู๗๐ เม่ือพระกุมารประสูติ บุรพนิมิต ๓๒ ประการได้ปรากฏข้ึน เทวดาในดาวดึงส์ภพได้ยินดีร่าเริง เพราะรู้ว่า พระราชกุมารน้ีจะประทับน่ังท่ี ลานโพธ์ิแล้วจักเป็นพระพุทธเจ้า๗๑เทวทูต คือการท่ีเทวดาแสดงสัญลักษณ์ให้โพธิสัตว์รู้ความจริงของ ชีวิตกระทั่งเกิดสังเวช และเสด็จออกผนวช๗๒หรือกรณีก่อนเทวดาส้ินอายุขัย จะเกิดบุพนิมิต ๕ ประการบอกเหตุ คือ ผ้าเศร้าหมอง, ดอกไม้แห้ง, เหง่ือไหลจากรักแร้, รัศมีกายหายไป, และเกิดเบื่อ หน่ายในทิพยอาสน์๗๓ เม่ือบุพนิมิต ๕ ประการนี้เกิดข้ึน เทวดาท้ังหลายก็จะรู้ความจริงว่า ตนหมด อายุขัย ๔. เป็นเครื่องมอื สาหรับควบคุม (Control) สญั ลกั ษณ์บางอย่างกาหนดขึ้นมาเพ่อื ควบคุม หรอื บงั คบั ให้คนในสังคมนั้น ๆ กระทา หรือไม่กระทาการอย่างใดอย่างหนึ่ง สัญลักษณ์ประเภทน้ีจึงมีสถานะเป็นกฎเกณฑ์ หรือข้อบังคับที่มุ่ง ควบคุมให้ปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน เช่น สัญลักษณ์ทางจราจร สัญลักษณ์ห้าม หรือเตือนบน ผลิตภณั ฑ์ สญั ลักษณ์หา้ มหรือเตอื นบรเิ วณ หรอื สถานทอ่ี นั ตราย มีความเส่ยี งสงู เป็นต้น ๖๖วิ.มหา. (ไทย) ๒/๓๓๕/๔๗๐. ๖๗ท.ี ส.ี อ. (ไทย) ๑/๑/๘๓. ๖๘ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑/๒/๑/๒๒๑. ๖๙ท.ี สี.อ.(ไทย) ๑/๑/๘๑. ๗๐ข.ุ สุ.อ.(ไทย) ๑/๕/๕๘. ๗๑ขุ.ชา.อ. (ไทย) ๓/๑/๙๐. ๗๒อภ.ิ ส.อ.(ไทย) ๑/๑/๑๔๔. ๗๓อภ.ิ ส.อ.(ไทย) ๑/๑/๑๔๓.
๒๙ จากหลักฐานในคัมภีร์พระพุทธศาสนา พบสัญลักษณ์ท่ีใช้เป็นเครื่องมือสาหรับควบคุม ลักษณะดังกล่าว เช่น ดาบสใช้กองทรายเป็นสัญลักษณ์แทนความดาหริในกามหรือพยาบาท จึงทา กติกากันว่า ใครคิดถึงกาม หรือมีความพยาบาทเกิดขึ้นคร้ังใด ก็ให้เอาใบไม้แห้งขนทรายมากองไว้๗๔ จุดมุ่งหมายเพ่ือให้เกิดความละอาย และเพียรพยายามในการควบคุมมิให้กามวิตก พยาบาทวิตก เกิดข้นึ , ชาวบ้านถือตน้ ไม้เป็นเจดยี ์ (มคี วามศักดส์ิ ิทธิ)์ เม่อื ภิกษตุ ดั ต้นไมท้ ่ีเป็นเจดยี ์ หรอื ที่ชาวบ้านนับ ถือ ทาใหช้ าวบ้านไม่พอใจ ตาหนิ พระพุทธเจ้าอาศยั เหตดุ งั กล่าวน้ี จึงบัญญัติสกิ ขาบทห้ามตัดต้นไม้๗๕ ๒.๔ กรอบแนวคิดบริบทดา้ นพนื้ ที่ เน่ืองจากกลุ่มจังหวัดอีสานใต้ทั้ง ๓ จังหวัดที่ผู้วิจัยเลือกเป็นพื้นที่ตัวอย่างสาหรับสุ่มเก็บ ขอ้ มลู เชงิ สัญลกั ษณ์แทนพ้นื ทที่ ั้งหมด จึงได้คานึงถึงความแตกต่าง และความหลากหลายทางด้านชาติ พนั ธ์ุ ๒.๔.๑ จงั หวัดนครราชสมี า ๓ ชมุ ชน ประกอบดว้ ย ๑) ชมุ ชนหนา้ พระธาตุ อาเภอปกั ธงชยั ชุมชนหน้าพระธาตุ เป็นชุมชนเก่าแก่ ต้ังขึ้นอย่างน้อยก่อน พ.ศ.๒๓๓๐ ในช่วง รัชกาลที่ ๑ ตั้งอยู่ท่ี หมู่ ๑ ตาบลตะคุ อาเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ห่างจากเทศบาลเมืองปัก ธงชยั ประมาณ ๔ กิโลเมตร ห่างจากนครราชสีมาประมาณ ๓๔ กิโลเมตร บรรพบุรุษเดิมอพยพมาจาก เวยี งจนั ทน์ ตามประวัติเล่าไว้ว่า เมื่อคร้ังแผ่นดินพระมหากษัตริย์ศึกษา ยกทัพไปตีเวียงจันทน์ พ.ศ.๒๓๒๑-๒๓๒๒ เม่ือได้ชยั ชนะแล้ว ได้ต้อนชาวเมืองเวียงจันทน์ส่วนหนึ่งมากับกองทัพไทย เจ้าพระ นครราชสีมา ได้ขอให้ครอบครัวที่ถูกต้อนมาไปตั้งถ่ินฐานอยู่ที่ด่านจะโปะ ปัจจุบันเป็นอาเภอปักธงชัย และบางครอบครวั ยดึ ทาเลทีล่ าสาลาย บ้านเดื่อ บ้านตมู บ้านหว้ ย บา้ นตะคุ ปัจจบุ นั ข้ึนเป็นตาบลตะคุ อาเภอปักธงชัย ๒) ชมุ ชนบ้านนกออก อาเภอปักธงชัย ชุมชนบา้ นนกออก เป็นชุมชนมอญ ตั้งขึ้นราว พ.ศ.๒๓๑๘ เหตุท่ีได้ช่ือว่า “นกออก” เพราะแต่เดิมบริเวณแห่งน้ีมีหนองน้า และเป็นแหล่งที่อาศัยของนกนานาชนิด แต่มีนกชนิดหนึ่งที่มี มากกวา่ นกชนิดอ่ืนๆ คือนกออก ปัจจบุ นั สูญพันธหุ์ มดแลว้ แต่ทางกย็ งั มกี ารเก็บรักษาไข่นกออกเอาไว้ เพื่อให้ชนรนุ่ หลงั ไดเ้ ห็น ชุมชนบ้านนกออก มีพ้ืนท่ี ๓,๘๗๒ ไร่ ๑๔๙ ครัวเรือน ประชากร ๕๓๘ คน มีวัด ๑ แหง่ คอื วัดปทุมคงคา ชาวบ้านท่ัวไปเรียกว่า วัดนกออก มีประเพณีสาคัญของหมู่บ้านคือ ทาบุญขึ้นปี ใหม่ สงกรานต์ เข้าพรรษา ออกพรรษา และบญุ เทศน์มหาชาติ ๓) ชุมชนบ้านวัดคลองขวาง อาเภอสงู เนนิ บ้านคลองขวาง เป็นชุมชนที่ต้ังวัดธรรมจักรเสมาราม ถือเป็นชุมชนโบราณกลุ่ม วัฒนธรรมแบบทวารวดีอีกแห่งหนึ่งที่มีความสาคัญ ภายในชุมชนมีพระพุทธรูปหินทรายอายุ ๑,๓๐๐ ปี ถือว่าเก่าแก่และใหญ่สุดในเมืองไทย ในอดีตบริเวณแห่งน้ีเคยเป็นโคราฆปุระอันเป็นต้นกาเนิดเมือง นครราชสีมาในปัจจุบัน ขณะเดียวกันจากหลักฐานโบราณคดี บริเวณแห่งนี้ยังมีร่องรอยการรับเอา ๗๔ว.ิ ม.อ. (ไทย) ๔/๑/๘. ๗๕ว.ิ มหา. (ไทย) ๑/๓๖๕/๔๐๒.
๓๐ วัฒนธรรมแบบขอมทบ่ี ูชาพระศิวะพรอ้ มกันด้วย เห็นได้จากจารกึ บ่ออีกา ซึ่งเป็นศาสนสถานพราหมณ์ แบบศลิ ปะขอมในเวลาต่อมาดว้ ย ๒.๔.๒ จงั หวัดบุรีรัมย์ ๓ ชมุ ชน ประกอบดว้ ย ๑) ชุมชนสวายจีก อาเภอเมือง บ้านสวายจีก เป็นหมู่บ้านชนบทชานเมืองขนาดใหญ่และมีความเก่าแก่ ประวัติ กอ่ ต้งั หม่บู า้ นมาต้งั แตป่ ี พ.ศ. ๒๓๒๕ หรอื ประมาณ ๒๓๐ ปีมาแล้ว มีกลุ่มชาติพันธุ์ ๒ กลุ่ม คือกลุ่มที่ อพยพมาจากจังหวัดสุรินทร์ และกลุ่มที่อพยพมาจากจังหวัดนครราชสีมา ก่อให้เกิดการผสมผสาน มี ภาษาเป็นของตนเอง เรียกว่า ภาษาสวายจีก พูดภาษาไทย แต่สาเนียงเขมร หรือพูดไทยปนเขมร ประชากรส่วนใหญน่ บั ถอื ศาสนาพุทธ ร้อยละ ๙๙ มีประเพณีสาคัญท่ีเป็นวิถีชีวิต เช่น ประเพณีเรียก ขวญั ขา้ ว, ประเพณกี วนขา้ วทพิ ย,์ การราหรอื เล่นมะม็วด, ๒) ชุมชนวดั บ้านปราสาทสงู อาเภอหว้ ยราช ชุมชนวัดปราสาทสูง ประกอบด้วยชุมชนบ้านเพชร หมู่ท่ี ๗ บ้านสวายเจริญ หมู่ ๑๐ บา้ นเมืองต่าหมู่ที่ ๓ บ้านตะครอง หมู่ ๒ เปน็ ชุมชนไทยเชื้อสายเขมร และประชาชนส่วนใหญ่นับ ถอื ศาสนาพุทธร้อยละ ๙๙ มีประเพณีและวัฒนธรรมทส่ี าคญั ประกอบดว้ ย ประเพณีวันสงกรานต์และ วันผู้สูงอายุ ประเพณีวันลอยกระทง และประเพณีวันสาคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น เทศน์มหาชาติ, ตักบาตรเทโว, แห่เทยี นพรรษา เป็นตน้ ๓) ชมุ ชนบ้านศรี ษะแรด อาเภอพทุ ไธสง บา้ นศรี ษะแรด เป็นชุมชนเก่าแก่ท่ีมีประวัติความเป็นมายาวนาน สันนิษฐานว่าสร้าง มาพร้อมกับเมืองพุทไธสง คือประมาณ พ.ศ.๒๒๐๐ กลุ่มชนที่มีความเก่ียวกับการสร้างชุมชนบ้าน ศรี ษะแรดมหี ลายกลุม่ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดข้ึนจากการอพยพหนีสงคราม และหนีโรคระบาด เช่น กลุ่มชน จากเมืองเขมรหนีสงครามช่วง พ.ศ.๖๗๑, กลุ่มชาวกุลาหนีภัยสงครามมา ช่วง พ.ศ.๑๕๖๗ กลุ่มชน จากหลวงพระบาง ประมาณ พ.ศ.๒๐๐๓ เป็นต้น ปัจจุบัน ชุมชนบ้านศีรษะแรดประกอบด้วย ๔ หมู่ คือ หมู่ ๓, หมู่ ๑๐ หมู่ ๑๑ และ หมู่ ๑๒ ๒.๔.๓ จงั หวัดอุบลราชธานี ๓ ชมุ ชน ประกอบดว้ ย ๑) ชมุ ชนบ้านโนนใหญ่ อาเภอเขอื่ งใน บา้ นโนนใหญ่ หมู่ที่ ๓ และหมู่ ๔ ต.กอ่ เอ้ อ.เข่ืองใน จ.อุบลราชธานี เป็นชุมชนไทย เชื้อสายกุลา เป็นชุมชนเผ่าหนึ่งเรียกว่า เผ่าปะโอ มีถิ่นฐานอยู่ทางตอนใต้ของรัฐฉาน ประเทศพม่า ซึง่ อพยพมาเมื่อราว พ.ศ.๒๓๙๐ ปลายสมัยรัชกาลที่ ๓ เมื่อเข้ามาก็ได้แต่งงานกับหญิงพื้นเมือง และ ตั้งรากฐานอยู่ตราบเท่าปัจจุบัน นับถือพระพุทธศาสนา ประเพณีวัฒนาธรรมของกุลาที่อุบลราชธานี จะเหมือนไทยใหญ่ในพม่า เช่น ประเพณีบวชลูกแก้ว หรือปอยส่างลอง อย่างไรก็ตามชุมชนบ้านโนน ใหญจ่ ะมวี ัฒนธรรม ๓ กระแสหลกั ได้แก่ ขะแมร์ ล้านชา้ ง และสยาม ๒) ชุมชนบ้านหนองอ้ม อาเภอทงุ่ ศรีอดุ ม บ้านหนองอ้ม หมู่ที่ ๓ ต.หน้องอ้ม อ.ทุ่งศรีอุดม จ.อุบลราชธานี ประชากรส่วนใหญ่ นับถอื ศาสนาพทุ ธ รอ้ ยละ ๙๘ มปี ระเพณีสาคญั เชน่ ประเพณีวันขึ้นปีใหม่ ประเพณีสามค่าเดือนสาม ประเพณบี ุญผะเหวด ประเพณีวันสงกรานต์ ประเพณีวนั เขา้ พรรษา ออกพรรษา ๓) ชมุ ชนบ้านทา่ ข้องเหลก็ อาเภอวาริน บา้ นชีทวน ประกอบด้วย หมู่ ๑, ๒, และหมู่ ๓ ต.ชีทวน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี เป็น ๑ ใน ๑๖ ตาบล ๓ เทศบาลของอาเภอเข่ืองใน เดิมเป็นถิ่นของพวกขอมยุคสมัยเจนละ ซ่ึง
๓๑ อาณาจักรเจนละ เคยมีศูนย์กลางอยู่บริเวณรอบแห่งสุวรรณภูมิ ความเจริญของอาณาจักรเจนละ ได้ แผข่ ขยาย และเคลือ่ นยา้ ยมาตามสายลาน้ามลู และลาน้าชี จึงเกิดชุมชนต่างๆ รวมท้ังบริเวณท่ีตั้งของ บ้านชีทวนด้วย เดิมช่ือนครลาดวน แต่ต่อมาร้างไป ต่อมาพระประทุมวงศา เจ้าเมืองอุบลฯ จึงหท้าว โหงนคา พร้อมด้วยราษฎร ๑๕๐ ครัวเรือนเดินทางมาตามลาน้าชีเพ่ือสร้างเมืองใหม่ ณ บริเวณที่ ดังกล่าว และต้ังชื่อเมืองว่า “ซีซวน” โดยมีความหมายตามภูมินิเวศน์ท่ีมีแม่น้าชีช่วงน้ีมีการไหลย้อน ขนึ้ ตอ่ มาจึงเปล่ียนเป็น ชที วน ๒.๕ แนวคดิ เร่ืองสญั ลกั ษณ์และพธิ ีกรรมทางพทุ ธศาสนาในอีสานใต้ ๒.๕.๑ กรอบความคิดเกย่ี วกับพธิ กี รรมและสัญลักษณ์ สัญลักษณ์และพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาในอีสานใต้น้ี ผู้วิจัยยึดกรอบตามหลัก “ฮีต ๑๒” ซ่งึ มคี วามหมายถึงจารีต ประเพณีถือปฏิบัติท้ัง ๑๒ เดือนในแต่ละปี เป็นการผสมผสานพิธีกรรม ที่เก่ียวกับเร่ืองผี พิธีกรรมทางการเกษตรเข้ากับพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา บ่งบอกถึงจิตใจ วัฒนธรรม และความดีงาม เช่ือมความสัมพันธ์ของบุคคลและสังคม เป็นข้อปฏิบัติร่วมกัน เพ่ือให้เกิด ความสามัคคี เกิดผลดีต่อส่วนรวม ได้รับการสืบทอดมาแต่โบราณ ถือเป็นข้อปฏิบัติที่ดีงามที่ทาให้ทุก คนได้มีโอกาสใกล้ชิดหลักธรรมคาสอนของพระพุทธศาสนา แล้วนามาใช้ในวิถีการดาเนินชีวิตของแต่ ละบคุ คลเปน็ ประจาๆ ทกุ เดอื นในแต่ละรอบปี ฮตี ๑๒ มหี ลกั การ และสาระสาคัญดังตอ่ ไปนี้ (๑) บุญเข้ากรรม บญุ เขา้ กรรม บางครัง้ ก็เรยี กว่า บุญเข้ากา, บุญเดือนเจียง (ปัจจุบันเรียกเดือนอ้าย), หรอื บญุ เขา้ ปรวิ าสกรรม หลักการ เป็นเดือนที่กาหนดให้ภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ต้องอยู่ปริวาส หรืออยู่ กรรมตามท่ีกาหนดไว้ในพระวนิ ยั จึงจะสามารถพน้ จากอาบัติน้ันได้ ถ้าไม่เข้ากรรมก็ถือว่าไม่บริสุทธ์ิ ซึ่ง หลักการถือว่า หากไม่บริสุทธ์ิแล้ว แม้จะบาเพ็ญคุณงามความดี ก็ไม่อาจบรรลุมรรคผลนิพพานได้ จึง ถือเปน็ ธรรมเนียมปฏบิ ัติสบื ต่อมา วธิ ีการ/พิธีกรรม ภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส เมื่อต้องการชาระความบริสุทธิ์ให้แก่ ตน เบื้องต้นให้ขอปริวาสจากสงฆ์ เมื่อสงฆ์อนุญาตแล้ว จึงมาจัดสถานท่ีอยู่ปริวาสกรรม ซ่ึงส่วนมาก มักจะปลูกเป็นกระท่อมเล็กๆ ตกแต่งบริเวณสถานท่ีให้สะอาด หาน้ากินน้าใช้ใส่ตุ่ม หรือโอ่งไว้ให้ เพยี งพอสาหรบั ตนเอง โดยมากมกั เลือกสถานที่ทีเ่ งยี บสงัด ไมม่ ีคนพลุกพล่าน ไม่มีภิกษสุ ัญจรไปมา โดยปกติภิกษุผู้เข้ากรรม จะต้องอยู่ปริวาสตามจานวนวันที่ปกปิดเอาไว้ ครั้นอยู่ ปริวาสครบตามจานวนวันเป็นท่ีเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าไปหาสงฆ์เพื่อขอประพฤติมานัตเพิ่มอีก ๖ ราตรี หากไม่ได้ปกปิดอาบตั ิไว้ ก็สามารถขอมานัตต่อสงฆ์ได้เลย คร้ันครบ ๖ ราตรีแล้ว ก็ขออัพภาน คือการ เรียกกลับเข้าหมู่ อัพภานนั้นตามพระวินัย จะต้องใช้สงฆ์อย่างน้อย ๒๐ รูป เมื่อสงฆ์เรียกเข้าหมู่แล้ว จึงจะถอื วา่ เปน็ ผู้บรสิ ุทธ์แิ ละมสี งั วาสเสมอกับภิกษุทั้งหลาย สาหรับญาติโยมผู้ปรารถนาบุญกุศล ก็มักถือโอกาสน้ีไปบริจาคทาน รักษาศีล และ เจริญสมาธิภาวนา จนกว่าท่านจะออกจากกรรม การปฏิบัติเช่นนี้ ถือว่าได้อานิสงส์มาก จึงเป็นธรรม เนยี มปฏบิ ตั สิ ืบตอ่ กันมา (๒) บุญคูณลาน
๓๒ บุญคูณลาน บางคร้ังก็เรียกว่า บุญกุ้มข้าวใหญ่, บุญคูณข้าว, หรือบุญเดือนยี่ ท้ังนี้ ขึ้นอยูก่ บั ลกั ษณะท่ที าวา่ ทาเป็นการเฉพาะในครัวเรือน หรือว่า ทาร่วมกันเป็นกลุ่มใหญ่ท้ังหมู่บ้าน ถ้า ทารวมกนั ทงั้ หมดก็จะเรียกวา่ บุญกุ้มข้าวใหญ่ ประเพณีบุญคูณลาน ถือเป็นบุญช่วงฤดูเก็บเก่ียว เม่ือมีการนวดข้าว กองเป็นลอม ข้าวในนาแลว้ เจ้าของก็มีความยินดี ปรารถนาจะทาบุญทาทาน เพ่ือเป็นสิริมงคล และเป็นกาลังใจให้ ได้ผลติ ผลยิง่ ๆ ขึน้ ในปีต่อไป จึงเป็นที่มาของคาวา่ ลาน โดยเจ้าของนาจะนิมนต์พระภิกษุมาเจริญพระ พุทธมนต์ที่ลานนวดข้าว หลังจากพระภิกษุฉันเสร็จแล้ว ก็ประน้าพระพุทธมนต์ มีพิธีบายศรีสู่ขวัญ ให้แก่เจา้ ของนา และควาย๗๖ (๓) บุญข้าวจี่ บุญข้าวจ่ี หรือบุญเดือนสาม ถือเป็นเดือนสาคัญเพราะเป็นเดือนมาฆะ ธรรมเนียม ชาวอีสานถือปฏิบัติสืบเน่ืองมาจากเรื่องราวในคัมภีร์ธรรมบท ยกเร่ืองราวนางปุณณทาสี ได้ทาขนม แป้งขา้ วจ่ีถวายแด่พระพุทธเจ้าและพระอานนท์ นางคิดว่า อาหารของตนไม่ประณีต พระพุทธเจ้ารับ แล้วคงไม่ฉัน พระพุทธเจ้าทราบวาระจิตของนาง จึงรับสั่งให้พระอานนท์ปูอาสนะ ณ ท่ีสมควรแห่ง หน่ึง ประทับนั่งฉันขนมแป้งจี่ของนาง ทาให้นางเกิดความเลื่อมใสอย่างมาก เม่ือได้ฟังธรรมจากพระ ศาสดา นางจงึ ไดบ้ รรลุเปน็ พระโสดาบนั ด้วยมูลเหตุดังน้ี ชาวนาเมื่อเกี่ยวข้าวแล้ว กพ็ ากันทาบุญข้าวจ่ี ด้วยมีความเห็นว่า มีอานิสงส์มาก ปัจจุบันมีการเพิ่มบุญมาฆะบูชาเข้ามาเป็นวันสาคัญอีกวันหนึ่ง ปรารภการประชมุ สงฆ์ ๑,๒๕๐ องค์ และการแสดงโอวาทปาตโิ มกข์ในท่ีประชุมสงฆ์นั้น (๔) บุญผะเหวต บณุ ผะเหวต หรือทเ่ี รียกกนั โดยทั่วไปว่า บญุ เดอื นสี่ หรอื บญุ มหาชาติ เป็นประเพณีท่ี ชาวอสี านนับถือ สืบทอดกันมาจากอดีตจนถงึ ปัจจบุ ันเป็นเวลาหลายร้อยปี เม่ือถึงเดือนสี่ชาวอีสานแต่ ละหมู่บ้านจะประชุมกันเพ่ือ กาหนดวันจัดงาน ตามความพร้อมของแต่ละหมู่บ้าน เม่ือกาหนดวัน เรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านจะบอกกล่าวญาติ พี่น้อง และหมู่บ้านใกล้เคียงให้มาร่วมงานบุญ งานนี้เป็น งานใหญท่ าติดตอ่ กันสามวัน วันแรกของงาน ตามประเพณีดงั้ เดมิ นั้น จะเรียกว่า วันบีบข้าวปุ้น หรือวันห่อข้าวต้ม ชาวบ้านจะเตรียมจัด ทาอาหารคาวหวาน ไว้ต้อนรับญาติพี่น้อง หรือเพื่อน สนิท มิตรสหายท่ีจะมา ร่วมงานบุญ กาหนดให้วนั แรกตอนบา่ ยๆ เป็นวนั แห่พระอุปคุตรอบเมือง ให้ประชาชนได้สักการบูชา แล้ว นาไปประดิษฐานไว้หออุปคุต ภายในบริเวณงาน เพราะ เชื่อว่าเป็นพระเถระ ผู้มีฤทธิ์ นิรมิตกุฏิ อยู่กลางแม่น้ามหาสมุทร สามารถขจัดเภทภัยท้ังมวลได้ และพระอุปคุต ยังปกป้องคุ้มครองมิให้เกิด เหตเุ ภทภัยอันตรายทง้ั ปวง และให้โชคลาภแก่พุทธศาสนิกชนในการทาบุญมหาชาติ จึง มีการแห่พระ อุปคตุ ซ่ึงสมมตุ วิ า่ อญั เชญิ มาจากสะดอื ทะเล วันที่สอง ตามประเพณีดั้งเดิมถือว่าเป็นวันโฮม (วันรวม) จะเป็นวันที่ญาติพ่ีน้อง ที่รู้ ข่าวการทาบุญ มหาทานจะมาร่วมทาบุญโดยนาข่าวสาร อาหารแห้ง มาร่วมสมทบ และร่วม รับประทานอาหารตลอดทง้ั วัน พร้อมทง้ั นาอาหารต่างๆ ไปฝากญาติพนี่ ้องคนอนื่ ๆ ดว้ ย วันที่สาม เป็นวันแห่กัณฑ์จอบกัณฑ์หลอน เริ่มต้ังแต่ เช้ามืด ประมาณตีส่ี ชาวบ้าน จะนาข้าวเหนียวมาป้ันเป็นก้อน มาทาพิธีเพื่อเอาบูชากัณฑ์เทศน์ คาถาพัน เรียกว่า”ข้าว พันก้อน” ชาวบ้านจะพากนั แห่ขา้ วพันก้อนรอบศาลาวดั มี หวั หน้ากล่าวคาบูชา ๗๖ ลูก ส.ธรรมภกั ด,ี ประเพณีโบราณอีสาน, (กรงุ เทพฯ : ลูก ส. ธรรมภักด,ี มปป.), หนา้ ๗๗.
๓๓ \"แห่กัณฑ์หลอน” คาว่า \"หลอน” เป็นภาษาถิ่นไท อีสาน แปลว่า \"แอบมาหา หรือ ลักลอบไปหา โดยไม่บอกกล่าว ล่วงหนา้ ” กณั ฑห์ ลอน คือกัณฑ์เทศน์พิเศษนอกเหนือจาก กัณฑ์เทศน์ ใน \"บุนผะเหวด” ซ่ึงมีเพียง ๑๓ กัณฑ์ และ แต่ละกัณฑ์จะมีเจ้าภาพเป็นเจ้าของกัณฑ์น้ันๆ อยู่แล้ว กัณฑ์หลอน จึงเป็นกัณฑ์เทศน์ที่ไม่ได้จองไว้ก่อน แต่จะเป็น กัณฑ์เทศน์ที่ชาวบ้านแต่ละคุ้มร่วมกันจัด ข้ึนในวนั ท่ีมกี าร เทศน์ผะเหวดนั่นเอง โดยผู้มีศรัทธาจะต้ังกัณฑ์หลอนไว้ท่ี บ้านของตนแล้วบอกกล่าว พี่นอ้ งทีม่ ีบ้านเรอื นอยู่ในคมุ้ น้ันๆ จัดหาปัจจัยไทยทานต่างๆ เทา่ ทีมจี ิตศรทั ธาหาได้ เม่ือได้เวลานัดหมาย คณะผู้มีศรัทธาจะพากันแห่กัณฑ์ หลอนจากที่ตั้งโดยมีกลอง ยาว แคน ฉ่ิง ฉาบ ฯลฯ นาขบวน ผู้มีศรัทธาบางคนก็จะพากันฟ้อนราไปตามจังหวะเสียงกลอง อย่าง สนุกสนานพอถึงวัดจะแห่รอบศาลาโรงธรรมโดยเวียน ขวา ๓ รอบ แล้วนากัณฑ์หลอนข้ึนบนศาลา ถวายแดภ่ ิกษุรูป ที่กาลังเทศน์อยู่ขณะน้ัน กัณฑ์หลอน สามารถนาไปทอดได้ ตลอดทั้งวันขณะท่ีมีการ เทศน์มหาชาติ ซ่ึงอาจจะถึงมืดค่าก็ได้ และอาจจะมีกัณฑ์หลอนจากหมู่บ้านอื่นแห่มาสมทบอีก ก็ได้ โดยไมจ่ ากัดจานวน ถอื เปน็ การสร้างความสามคั คีของ คนระหวา่ งหมบู่ ้าน ท่อี ย่ใู นละแวกเดยี วกนั บุญผะเหวต หรืองานบุญมหาชาติ คืองานมหากุศล ให้ราลึกถึงการบาเพ็ญบุญ คือ ความดีท่ียิ่งใหญ่ อันมีการ สละความเห็นแก่ตัวเพื่อผลคือ ประโยชน์สุขอันไพศาลของ มวลชนมนุษย์ ชาติเป็นสาคัญ ดังนั้น บรรพชนชาวไทยอีสาน แต่โบราณ จึงถือเป็นเทศกาลที่ประชาชนทั้งหลายพึง สนใจ ร่วมกระทาบาเพ็ญ และได้อนุรักษ์สืบทอดเป็นวัฒนธรรม สืบมา จนถึงอนุชนรุ่นหลังท่ีควรเห็น คุณค่าและอนุรักษ์เป็น วัฒนธรรมสืบไป นอกจากนี้ยังเป็นการสังสรรค์ ระหว่าง ญาติพี่น้องจากแดน ไกลสมกับคากลา่ วทวี่ า่ \"กินข้าวป้นุ เอาบญุ ผะเหวต ฟังเทศนม์ หาชาต\"ิ (๕) บุญสงกรานต์ สงกรานตเ์ ปน็ ประเพณเี น่อื งด้วยวนั ขึ้นปีใหม่ของไทยแต่โบราณ ซ่ึงได้รับอิทธิพลจาก อนิ เดยี ฝ่ายเหนอื ๗๗ เพราะประชาชนท่อี ย่เู หนอื เขตรอ้ นของโลกถือว่า เป็นระยะเวลาหรือเป็นฤดูกาลท่ี ดีท่ีสุดของเขา เพราะก่อนหน้าน้ันเป็นฤดูหนาว ต้นไม้หยุดการเจริญเติบโต ใบก็ร่วง สัตว์บางชนิดหา อาหารได้ยาก ต้องหยุดพักหากิน คร้ันสิ้นฤดูหนาวแล้ว อากาศคลายหนาวและแจ่มใสข้ึนตามลาดับ ต้นไมก้ ็ผลดิ อกออกช่อ และแตกใบใหม่เขยี วชอุ่ม ฝูงสัตว์ นก และแมลงผ้ึงกลับมาหากินใหม่ ประหนึ่ง ว่าธรรมชาติกลับมามีชีวิตอีกครั้ง จากฤดูวสันต์ของอินเดีย ก็มาพอเหมาะเข้ากับความเป็นอยู่ของเรา ในส่วนรวมซึ่งมีอาชีพเกษตรกรรม ประชาชนกาลังว่างจากงานไร่นา จึงถือเอาวันสงกรานต์เป็นวัน ทาบญุ ใหญส่ ืบเรือ่ ยมาเหมือนกบั พมา่ เขมร และลาว เพราะไดแ้ บบแผนมาจากแหล่งเดียวกัน ส่วนการ นบั ทางสรุ ยิ คตินนั้ ไทยเราเพงิ่ จะมีใช้เมื่อราว พ.ศ.๒๔๓๒๗๘ (๖) บญุ บัง้ ไฟ คาว่า “บั้ง” ในคาว่า“บั้งไฟ” หมายถึง ส่ิงที่เป็นกระบอก เช่น บ้ังทิง สาหรับใส่น้า ดืม่ หรอื บัง้ ข้าวหลาม เป็นต้น คาว่า บั้งไฟ ในภาษาถิ่นอีสานจึงหมายถึงดอกไม้ไฟชนิดหน่ึง มีหางยาว เอาดินประสิวมาค่ัวกับถ่านไม้ตาให้เข้ากันจนละเอียดแล้วเอาใส่กระบอกไม้ไผ่ตาให้แน่นเจาะรู ตอนท้ายของบั้งไฟ เอาไผ่ท่อนอ่ืนมัดติดกับกระบอกให้ใส่ดินประสิวน้ันโดยรอบ เอาไม้ไผ่ยาวลาหน่ึง มามัดประกบตอ่ ออกไปเปน็ หางยาว สาหรบั ใชถ้ ่วงหวั ให้สมดลุ กัน ๗๗ เสถยี รโกเศศ, เก่ียวกบั ประเพณไี ทย, (กรุงเทพฯ: พิมพ์เป็นบรรณาการในงานฌาปนกิจศพนางเพ่ิม ทวสี นิ , ๑๑ มีนาคม ๒๕๐๔), หน้า ๖. ๗๘ เสถยี รโกเศศ, เกยี่ วกับประเพณีไทย, หน้า ๔๓.
๓๔ ประเพณีบุญบั้งไฟ เป็นประเพณีหนึ่งของภาคอีสานของไทยรวมไปถึงลาว โดยมี ตานานมาจากนิทานพืน้ บ้านของภาคอสี านเร่ืองพระยาคนั คาก เรอ่ื งผาแดงนางไอ่ ซึ่งในนิทางพื้นบ้าน ดังกล่าวได้กล่าวถึง การท่ีชาวบ้านได้จัดงานบุญบั้งไฟขึ้นเพ่ือเป็นการบูชา พระยาแถน หรือเทพวัส สกาลเทพบุตร ซ่ึง ชาวบ้านมีความเช่ือว่า พระยาแถนมีหน้าที่คอยดูแลให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล และมีความช่ืนชอบไฟเป็นอย่างมาก หากหมู่บ้านใดไม่จัดทาการจัดงานบุญบ้ังไฟบูชา ฝนก็จะไม่ตก ถูกต้องตามฤดูกาล อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติกับหมู่บ้านได้ ช่วงเวลาของประเพณีบุญบั้งไฟคือเดือนหก หรอื พฤษภาคมของทุกปี (๗) บญุ ชาฮะ บุญซาฮะ (บุญชาระ) หรือ บุญเบิกบ้าน เป็นงานบุญในเดือนเจ็ด เป็น ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติพันธ์ลาว ซ่ึงร่วมถึงชาวลาวอีสานที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมแสดงถึงความเป็นชาติเก่าแก่และเจริญรุ่งเรืองมานาน เป็นเอกลักษณ์ของชาติและ ท้องถนิ่ แตใ่ นบางพ้นื ทีน่ ยิ มจดั ในเดอื นหกซึงเป็นประเพณีต่อเน่ืองจากการเล้ียงผีปู่ตา เป็นการทาบุญ เพื่อชาระล้างส่ิงท่ีไม่ดีเป็นเสนียดจัญไรอันจะทาให้เกิดความเดือดร้อนแก่บ้านเมือง เป็นการปัดเป่า ความชั่วร้ายให้ออกจากหมู่บ้าน ชาวบ้านจะพากันเก็บกวาดบ้านเรือนให้เรียบร้อยเป็นการทาความ สะอาดครั้งใหญ่ในรอบปี ส่ิงท่ีไม่ ดีท้ังหลายให้ขจัดออกไป เพื่อความเป็นอยู่ท่ีดีของทุกคนในหมู่บ้าน มูลเหตุท่ีมีการทาบุญซาฮะ เน่ืองมาจากสมัยพุทธกาลมีอหิวาตกโรคระบาดมีผู้คนล้มตายกันเป็น จานวนมากทเ่ี มอื งไพศาลี พระพุทธเจ้าจึงได้เสดจ็ มาโปรดทาให้เกิดฝนห่าใหญ่มาชาระบ้านเมือง มีการ สวดปัดรังควานและประพรมน้ามนต์ตามหมู่บ้าน และแก่ชาวบ้านเพื่อเป็นสิริมงคล ซ่ึงความเช่ือนี้ ยังคงสืบทอดมาจนถึงปจั จบุ ัน เมื่อถึงเดือนหกหรือเดือนเจ็ดคนในชุมชนก็จะกาหนดวันทาบุญบ้านในวันใดวันหนึ่ง เม่ือถึงวันก็จะมีการปลูกปะราพิธี ในปัจจุบันน้ีส่วนใหญ่ใช้บริเวณศาลากลางบ้านประกอบพิธีแทน กอ่ นจะเริ่มพิธีซาฮะนั้น เฒ่าจ้าจะทาพิธีเชิญเจ้าปู่หรือผีปู่ตามาร่วมพิธีโดยการนาขันกะยองจากศาลปู่ ตามาต้ังไว้บริเวณปะราพิธี และให้ทุกเรือนจะต้องเตรียมด้ายไนไหมหลอด (สีขาว) โยงจากบริเวณปะ ราพิธีไปบา้ นเรอื นของตนต่อไปเรือ่ ยๆจนครบทุกหลังคาเรือน เตรียมขวดน้า ด้ายผูกข้อมือ ขันน้าหอม ตอนเย็นนิพระมาสวดพระพุทธมนต์ ตอนเช้าพระสงค์เจริญพระพุทธมนต์ ถวายบิณฑบาตแด่พระสงฆ์ รับศีล ปะพรหมน้าพระพุทธมนต์นาเสลี่ยงหามพระเดินไปรอบหมู่บ้านหว่านหินแห่ หว่านทราย ตอก หลักบ้านหลักเมืองตอกหลักปีหลักเดือน เสร็จพิธีแล้วนาน้าพระพุทธมนต์ปะพรมสัตว์เล้ียง วัว ควาย และบตุ รหลานใหอ้ ยเู่ ยน็ เป็นสุข ภายหลังจากทาบุญซาฮะแล้วยังมีการทาพิธีกรรมเก่ียวเน่ืองคือพิธีไหว้ผีตาแฮก (ผี ประจาไร่นา) ซึ่งถือเป็นการประกอบพิธีกรรมก่อนการทานาของคนอีสานและเซ่นสรวงหลักเมืองเพ่ือ เปน็ การระลกึ ถงึ ผู้มีพระคุณเพื่อใหบ้ า้ นเมืองสงบสขุ ซ่ึงลว้ นเป็นประเพณที ่จี ัดต่อเนื่องจาก บุญซาฮะ (๘) บญุ เข้าพรรษา บุญเข้าพรรษา เป็นอีกหน่ึงฮีต หรือ จารีตประเพณี ตามฮีตสิบสองของอีสาน บุญ เข้าพรรษาของภาคอีสานเป็นประเพณีทางพุทธศาสนาคล้ายคลึงกับทางภาคกลางคือจะมีการทาบุญ ตักบาตร ถวายผ้าอาบน้าฝน สงบ จีวรและ เทียนพรรษา หากแต่ในภาคอีสานจะจัดขบวนแห่เทียน อย่างยิ่งใหญ่ และมักมีการประกวดความสวยงามของเทียนจากแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งตกแต่ง สลักเสลา เทียนเป็นลวดลาย เร่ืองราวทางพุทธศาสนาอย่างสวยงาม เม่ือแห่เทียนมาถึงวัดชาวบ้านจะรับศีล รับ พรฟังธรรม ตอนค่าจะเวยี นเทียน รอบพระอโุ บสถ
๓๕ เน่ืองจากในสมัยพุทธกาล พระภิกษเุ ทยี่ วจาริกสอนธรรมไปตามหมู่บา้ นต่าง ๆ ตลอด ทั้งปีไม่ว่าจะเป็นฤดูฝน ฤดูหนาว หรือฤดูร้อน แต่ในฤดูฝนนั้น ภิกษุได้เหยียบย่าข้าวกล้าในนาของ ชาวบ้านเสียหาย สัตว์ตัว น้อยต่างๆ พลอยถูกเหยียบตายไปด้วย พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติให้ภิกษุ ต้องจาพรรษา ๓ เดือน ในฤดูฝนโดยมิให้ไปค้างแรมท่ีอื่นใดนอกจากในวัดของตน ถ้าภิกษุฝ่าฝันถือว่า “ศีลขาดและตอ้ งอาบตั ิทุกกฎ” เว้นแต่กรณีจาเป็นท่ีเรียกว่า “สัตตาหกรณียะ” เช่น บิดามารดา ป่วย เปน็ ต้น แต่ต้องกลบั มาภายใน ๗ วันพรรษาจงึ จะไม่ขาด เมื่อถึงวันเพ็ญเดือนแปดตอนเช้าญาติโยมก็จะนาดอกไม้ธูปเทียน ข้าวปลา อาหาร มาทาบุญตักบาตรท่ีวัดตอนบ่ายจะนาสบงจีวร ผ้าอาบน้า เทียนพรรษา และดอกไม้ธูปเทียนมาถวาย พระภิกษุที่วัดแล้วรับศีลฟังธรรมพระเทศนาพอถึงเวลาประมาณ ๑๙.๐๐ -๒๐.๐๐ น. ชาวบ้านจะนา ดอกไมธ้ ูปเทียนมารวม กนั ทีศ่ าลาโรงธรรมเพอื่ รบั ศลี และเวียนเทียนจนครบสามรอบ แล้วจึงเข้าไปใน ศาลาโรงธรรมเพือ่ ฟังพระธรรมเทศนาจนจบจากนน้ั จะแยกกันกลบั บ้าน เรือนของตน ส่วนผู้ที่มีศรัทธา แก่กล้าก็จะพากันรักษาศีลแปดจนถึงเช้าวันรุ่งข้ึน ซ่ึงเป็นวันแรมหนึ่งค่าเดือนแปด อัน เป็นวัน เขา้ พรรษา ซงึ่ พระภกิ ษจุ ะต้องอยู่จาพรรษาในวัดใดวัดหนงึ่ เป็นเวลาสามเดือน (๙) บุญขา้ วประดบั ดนิ บญุ ข้าวประดบั ดนิ ประวตั บิ ุญขา้ วประดับดนิ บญุ เดือนเก้า ประเพณีภาคอีสาน ที่จัด ขนึ้ เพอื่ อทุ ศิ สว่ นกุศลให้กับผู้ทล่ี ่วงลับไปแล้ว และสัตว์นรกหรือเปรต ทั้งนี้ในการทาบุญข้าวประดับดิน นนั้ ชาวบ้านจะนาขา้ วปลา อาหาร คาวหวาน ผลไม้ หมาก พลู บุหร่ี มาห่อด้วยใบตอง และทาเป็นห่อ เล็ก ๆ ก่อนจะนาไปวางตามโคนต้นไม้ใหญ่หรือตามพื้นดินบริเวณรอบ ๆ เจดีย์ หรือโบสถ์ โดยการ ทาบญุ ข้าวประดบั ดินนี้ ชาวบ้านเช่อื วา่ เป็นการทาบุญเพ่ืออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว รวมถึง อทุ ิศส่วนกุศลให้กับสัตวน์ รก หรอื เปรตท้ังหลาย การทาบุญข้าวประดับดินน้ี เกิดจากความเชื่อตามนิทานธรรมบทว่า ญาติของพระ เจ้าพิมพิสาร ได้ยักยอกเงินวัดไปเป็นของตนเอง คร้ันตายไปแล้วได้ไปเกิดเป็นเปรตในนรก และเมื่อ พระเจ้าพิมพิสารถวายทานแด่พระพุทธเจ้าแล้วมิได้อุทิศให้ญาติท่ีตาย กลางคืนพวกญาติที่ตายมา แสดงตัวเปล่งเสียงน่ากลัวให้ปรากฏใกล้พระราชนิเวศน์ รุ่งเช้าได้เสด็จไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระ พุทธองค์ทูลเหตุให้ทราบ พระเจ้าพิมพิสารจึงถวายทานอีก แล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้ ญาติท่ีตายไปจึง ไดร้ บั ส่วนกุศล ดังนน้ั การทาบญุ ขา้ วประดบั ดนิ คือการทาเพ่ืออทุ ศิ ส่วนกุศลแก่ญาติผู้ตายแล้ว ถือเป็น ประเพณที ่ตี ้องทาเปน็ ประจาทกุ ปี (๑๐) บุญข้าวสาก บุญข้าวสาก ทาในวันขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๑๐ เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้กับเปรต และญาติผู้ล่วงลับ และถวายทานแด่พระสงฆ์เช่นเดียวกับบุญประดับดิน แต่จะมีการจับสลาก เพ่ือ ถวายอาหารแด่พระภกิ ษุ ซ่งึ คาวา่ “สาก” กม็ าจากคาว่า “สลาก” น่นั เอง ก่อนถึงกาหนดวันทาบุญข้าวสาก คือ ราววันขึ้น ๑๓ – ๑๔ ค่า เดือนสิบ ชาวบ้าน จะเตรียมอาหารชนิดตา่ ง ๆ มที ้งั ข้าว เนอ้ื ปลา ขา้ วเม่า ข้าวพอง ข้าวตอก ขนม และอาหารคาวหวาน อืน่ ตลอดจนผลไม้ต่าง ๆ ไวส้ าหรบั ทาบญุ สาหรับข้าวเมา่ ข้าพอง และขา้ วตอกนั้น จะคลุกเข้ากันโดย ใส่น้าอ้อย น้าตาล ถ่ัวงา มะพร้าว ให้เป็นข้าวสาก (ข้าวกระยาสารท) แต่บางท้องถิ่นไม่นาข้าเม่า ข้า พอง และขา้ วตอก มาคลุกเข้าด้วยกัน คงแยกไปทาบุญเป็นอย่าง ๆ เม่ือเตรียมสิ่งของทาบุญเรียบร้อย แล้ว ชาวบ้านจะเอาข้าวปลาอาหารท่ีมีอยู่ไปส่งญาติพ่ีน้องและผู้รักใคร่นับถือ อาจส่งก่อนวันทาบุญ
๓๖ หรือส่งในวนั ทาบญุ เลยกไ็ ด้ สิ่งของเหลา่ นมี้ กั แลกเปลย่ี นกนั ไปมา ระหว่างญาติพี่น้องและเพ่ือนบ้านที่ อยู่ใกลเ้ รือนเคียง ถอื วา่ เปน็ การได้บญุ เมื่อถึงวันขึ้น ๑๕ ค่า เดือนสิบ ตอนเช้า ชาวบ้าน จะพากันนาอาหารคาวหวานต่าง ๆ ไปทาบุญตักบาตร ท่ีวัด โดยพร้อมเพรียงกัน และถวายทานอุทิศส่วนกุศล ให้ญาติมิตรผู้ล่วงลับไป แลว้ ตอนสาย ชาวบ้านจะนาข้าวปลาอาหารที่เตรียมไว้ เป็นข้าวสาก ไปวัดอีกครั้งหน่ึง เอาอาหารต่าง ๆ จัดเป็น สาหรับหรือชุดสาหรับถวายทาน หรือถวายเป็นสลากภัต โดยจัดใส่ภาชนะ ต่าง ๆ แล้วแต่ความนิยม ของแต่ละท้องถ่ิน บางแห่งจัดใส่ถ้วยหรือบางแห่งใช้ทา เป็นห่อทาเป็น กระทงดว้ ยใบตองกล้วย หรือกระดาษ แตล่ ะบ้านจะจัดทาสักกี่ชุดก็ได้ตามศรัทธา ก่อนท่ีจะถวาย ข้าว สากแด่พระภิกษุสามเณร จะกล่าวคาถวายข้าวสาก หรือสลากภตั พร้อมกัน เม่ือเสร็จพิธีถวายข้าวสากแล้ว ชาวบ้านท่ีไปร่วมพิธี ยังนิยมเอาชะลอมหรือห่อข้าว สากไปวางไว้ตามที่ต่าง ๆ ในบริเวณวัด พร้อมจุดเทียนและบอกกล่าวให้ญาติ หรือเปรตผู้ล่วงลับไป แล้วมารบั เอาอาหารต่าง ๆ ท่วี างไว้ และขอให้มารบั สว่ นกศุ ลทท่ี าบุญอทุ ิศไปใหด้ ว้ ย ภายหลังจากการถวายข้าวสากแด่พระภิกษุสามเณร และนาอาหารไปวางไว้ตาม บริเวณวัดเสร็จแล้ว ก็มีการฟังเทศน์ฉลองข้าวสาก และกรวดน้าอุทิศส่วนกุศล ไปให้เปรตและญาติผู้ ล่วงลับไปแล้วด้วย นอกจากน้ี ผู้ที่มีนา จะนาข้าวสากไปเล้ียง “ตาแฮก” ท่ีนาของตน เพื่อให้ตาแฮ กรกั ษานาและให้ขา้ วกลา้ อดุ มสมบรู ณ์ เปน็ เสรจ็ พิธที าบญุ ขา้ วสาก (๑๑) บญุ ออกพรรษา วันออกพรรษาตรงกบั วันแรม ๑ ค่าเดือน ๑๑ เป็นวันออกพรรษา ก่อนนั้น ๑ วัน คือ วันขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๑๑ เรียกว่า วันปวารนา เป็นบุญท่ีความสาคัญเพราะเชื่อว่าพระสงฆ์ได้อยู่จา พรรษาเป็นเวลาไตรมาส (๓ เดือน) ย่อมมีความบริสุทธ์ิ จริยธรรมงดงามจะมาซึ่งบุญและได้บุญมาก ชาวอีสานเชื่อว่าเหมือนได้บุญจาก นิโรธสมาบัติ ดังนั้นลูกหลานท่ีไปทางานต่างถ่ินจึงนิยมกกลับบ้าน เพือ่ มาทาบญุ นี้และออกพรรษา บุญนี้มีความเป็นมาแยก ๒ สว่ น คอื พิธสี งฆ์ และพธิ ฆี ราวาส ส่วนพิธีสงฆ์เป็นพุทธเจ้าอนุญาตให้พระที่จาพรรษาครบไตรมาสสามารถสรรจรไปที่ ต่างๆได้ตามความต้องการ แต่ที่สาคัญสุด คือพระภิกษุเมื่ออยู่ด้วยกันในท่ีแห่งเดียวเป็นเวลานาน โอกาสกระทบกระท่ังกันไม่พอใจกัน เกิดความขุ่นเคืองแก่กันย่อมมีเป็นธรรมดา พระองค์จึงให้ถือวัน ออกพรรษาเป็น วันมหาปวารณาเพื่อให้สงฆ์ได้ปวารณาตนกับเพ่ือนพระด้วยกันว่าแต่ต่อไปน้ีหากทา ผิดพลาดประการใดขอใหแ้ นะนาจะได้ปรับปรุง ซึง่ สามารถกล่าวตักเตอื นกนั ได้ ส่วนของฆราวาสญาติโยมที่ให้ความสาคัญนั้น เพราะเชื่อกันว่าการทาบุญกับพระที่ ออกพรรษาแล้วจะได้บุญกุศลมากเน่ืองจากพระท่ีอยู่ครบไตรมาสไม่ใช่พระธรรมดามีความมั่นคงใน ธรรมปฏิบัติ จึงมีการทาบุญตักบาตรเทโวข้ึนในวันออกพรรษาและบางแห่งอาจมีการไหลเรือไฟ จัด งานลอยกระทงหรือแห่ปราสาทผ้ึงด้วย และเหตุท่ีต้องทาบุญตักบาตรเทโวในวันออกพรรษา ถือเอา เหตุการณ์เสด็จลงจากสวรรค์ของพระพุทธเจ้า ท่ีเล่าว่าพระพุทธเจ้าทรงมีความต้องการโปรดพระ มารดาท่ีสวรรคตไปอยู่สวรรค์แล้วทรงไปจาพรรษาอยู่ที่นั่นจนครบไตรมาสออกพรรษาจึงกลับเมือง มนุษยแ์ ละมีพุทธศาสนิกชนไปรอรับและรอใส่บาตรมากมาย จึงทาให้ผู้ท่ีไม่สามารถเข้าใกล้ใส่บาตรได้ จึงมีการโยนข้าวใส่บาตรจึงทาให้เกิดประเพณีการตักบาตรและโยนเคร่ืองไทยทานข้ึน พอถึง ๑๕ ค่า
๓๗ เดือน ๑๑ชาวบ้านจะร่วมกันทาบุญตักบาตรเทโวที่วัด และฟังธรรมเทศนาและกลางคืนจะจุดประทีป เพ่อื ความสว่างไสวพรอ้ มมีการจดุ ปะทดั เสียงดงั สนุกสนานหวนั่ ไหวด้วย (๑๒) บญุ กฐนิ การทอดกฐิน เป็นประเพณีท่ีสาคัญของพุทธศาสนิกชนอย่างหนึ่ง นิยมทากันต้ังแต่ วันแรมค่าเดอื นสิบเอ็ด ไปจนถงึ กลางเดือนสิบสอง คาว่า กฐิน แปลว่า ไม้สะดึง คือกรอบไม้ชนิดหนึ่งสาหรับขึงผ้าให้ตึง สะดวกแก่การ เย็บ ในสมัยโบราณเย็บผ้าต้องเอาไม้สะดึงมาขึงผ้าให้ตึงเสียก่อน แล้วจึงเย็บเพราะช่างยังไม่มีความ ชานาญเหมื่อนสมัยปัจจุบันน้ี และเคร่ืองมือในการเย็บก็ยังไม่เพียงพอ เหมือนจักรเย็บผ้าในปัจจุบัน การทาจีวรในสมัยโบราณจะเป็นผ้ากฐินหรือแม้แต่จีวรอันมิใช่ผ้ากฐิน ถ้าภิกษุทาเอง ก็จัดเป็นงาน เอกิ เกรกิ ทีเดยี ว เชน่ ตานานกล่าวไวว้ ่า การเยบ็ จีวรนน้ั พระเถรานุเถระตา่ งมาชว่ ยกัน เป็นต้นว่า พระ สารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ แม้สมเด็จพระบรมศาสดาก็เสด็จลงมาช่วย ภิกษุ สามเณรอน่ื ๆ กช็ ว่ ยขวนขวายในการเยบ็ จีวร อุบาสกอุบาสิกาก็จัดหาน้าด่ืมเป็นต้น มาถวายพระภิกษุ สงฆ์ มีองค์พระสัมมาสัมพุทธะเป็นประธาน โดยนัยน้ี การเย็บจีวรแม้โดยธรรมดา ก็เป็นการต้อง ช่วยกันทา ภิกษุชาวเมืองปาไฐยรัฐ ๓๐ รูป๗๙ ได้เดินทางเพ่ือมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัด เชตวนั มหาวหิ าร เมืองสาวัตถี แต่ยังไม่ทันถึงเมืองสาวัตถี ก็ถึงวันเข้าพรรษาเสียก่อน พระสงฆ์ทั้ง ๓๐ รูป จึงต้องจาพรรษา ณ เมืองสาเกตุในระหว่างทาง พอออกพรรษาแล้ว ภิกษุเหล่านั้นจึงได้ออก เดนิ ทางมาเขา้ เฝา้ พระศาสดาดว้ ยความยากลาบากเพราะฝนยังตกชุกอยู่ เม่ือเดินทางถึงวัดพระเชตวัน พระพทธเจ้าได้ตรัสถามถึงความเป็นอยู่และการเดินทาง เม่ือทราบความลาบากนั้นจึงทรงอนุญาตให้ ภกิ ษุผูจ้ าพรรษาครบถว้ นไตรมาสสามารถรบั ผ้ากฐนิ ได้ ๗๙ ว.ิ ม.(ไทย) ๕/๓๐๖/๑๔๕.
บทท่ี ๓ ระเบยี บวธิ วี ิจยั วิธกี ารดาเนนิ การวิจยั เร่ือง “สญั ลกั ษณแ์ ละพธิ กี รรมทางพระพทุ ธศาสนาของชุมชนอีสาน ใต:้ รปู แบบ พฒั นาการ และคณุ ค่าทางจริยธรรม” ผู้วิจัยได้ดาเนินการตามขั้นตอน และวิธีดาเนินการ วิจัยตามหัวขอ้ ดงั ต่อไปน้ี ๓.๑ รูปแบบการวิจัย ๓.๒ พ้นื ท่ีการวจิ ัย ประชากรกล่มุ ตวั อย่าง ๓.๓ เครื่องมอื การวจิ ัย ๓.๔ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ๓.๕ การวเิ คราะหข์ ้อมลู ๓.๖ สรปุ กระบวนการวจิ ัย ๓.๑ รปู แบบการวจิ ัย ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology) เชิงคุณภาพ (Qualitative Method) ด้วยการใชข้ อ้ มูลจากเอกสาร และการลงพ้ืนที่สารวจจริง โดยการศึกษาเอกสารท่ีเก่ียวข้อง กับพ้ืนที่ ๓ จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ และอุบลราชธานีท่ีดาเนินการเก็บ ข้อมูล เพ่ือค้นหาสัญลักษณ์ และพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาจากบริบทต่าง ๆ เพ่ือเป็นฐานข้อมูล สาหรับการวิเคราะห์ในเชิงพื้นท่ีเป้าหมาย พร้อมทั้งสัมภาษณ์เชิงลึก (Open-ended question) ผู้มี สว่ นเก่ยี วข้อง เพอื่ คน้ หารายละเอียดในประเด็นวิจัยเพ่ิมเติมเพ่ือความสมบูรณ์ของงานวิจัย โดยเน้นที่ ประเด็นการกอ่ กาเนิด พฒั นาการ และคุณค่าทางจริยธรรมของสัญลักษณ์พิธีกรรมท่ีมีต่อชุมชน ท้ังใน เชงิ บวกและเชิงลบ ๓.๒ พืน้ ทก่ี ารวิจัย และผู้ใหข้ ้อมูลสาคญั ผู้วจิ ยั เลือกพ้นื ทวี่ ิจัย ๓ จงั หวดั โดยคานึงถงึ ความหลากหลายทางวฒั นธรรม ดงั นี้ ๓.๒.๑ จังหวัดนครราชสีมา ๓ ชมุ ชน ประกอบดว้ ย ๑) ชุมชนหน้าพระธาตุ ต.หน้าพระธาตุ อาเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เป็น ชมุ ชนลาวเวยี งจันทน์ ซ่ึงมีประวัติการอพยพมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ต้ังถิ่นฐานอยู่บริเวณที่มีหญ้าตะคุ เป็นจานวนมาก จึงเป็นท่ีมาของชื่อหมู่บ้าน ชื่อวัด ช่ือทางการเรียกว่าวัดหน้าพระธาตุ แต่ชาวบ้านก็ นยิ มเรียกว่า วดั ตะคุ ผู้ให้ขอ้ มูลประกอบดว้ ย ได้แก่ ๑) ตัวแทนกลุ่มพระสงฆ์ จานวน ๕ รูป ประกอบด้วย ๑) พระครชู ยั วัฒนากร, ๒) พระครบู ัณฑติ ชยากร, ๓) พระครธู วชั เมธคุณ, ๔) เจ้าอธิการสุเทพ นามฉนฺ โท, และ ๕) พระสมบัติ วสิ ทุ โฺ ธ ๒) ตัวแทนกลมุ่ ปราชญ์ชาวบ้าน จานวน ๕ คน ประกอบด้วย ๑) นาง กษฐิ าน อ่วยสุข, ๒) นางนภิ าพรรณ เทยี มธรรม, ๓) นายไพรวัลย์ ไชยรนิ ทร์, ๔) นายประกอบ ไก่ตะคุ, และ ๕) ร.ต.ปถมั ภ์ ทองตะคุ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166