วธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร์ ชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 รายวิชา ส21103 ประวตั ิศาสตร์1 กลุม่ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม ผสู้ อน นางสาวรดามณี สายพฒั นะ ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครชู านาญการ
วิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์ 2. การศกึ ษาประวตั ศิ าสตร์และวิธกี ารทางประวัตศิ าสตร์ 2.1 เขา้ ใจเกีย่ วกบั ประวัตศิ าสตรแ์ ละ 2.2 หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์ วธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร์
วธิ กี ารทางประวตั ิศาสตร์
2. วธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร์ 2.1 ความเขา้ ใจเกีย่ วกบั ประวตั ิศาสตรแ์ ละวธิ ีการทางประวัติศาสตร์ 2.2 หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์
2.1 ความเข้าใจเกยี่ วกบั ประวตั ิศาสตร์และวธิ ีการทางประวัติศาสตร์ 1 .ความหมายของประวัตศิ าสตรแ์ ละวิธีการทางประวตั ิศาสตร์ 2. ความสาคญั ของประวตั ศิ าสตร์และวธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์ 3. ขั้นตอนของวธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์
1 .ความหมายของประวตั ิศาสตรแ์ ละวธิ ีการทางประวัตศิ าสตร์ 1.1 ประวัตศิ าสตรค์ ืออะไร ประวัตศิ าสตร์ คือ เหตุการณ์หรือเรื่องราวที่เกดิ ขึน้ ในอดีตท่มี ีหลกั ฐาน ยนื ยันและตรวจสอบได้ นอกจากนป้ี ระวตั ศิ าสตร์ยงั หมายถึงเรอ่ื งราวหรอื ความเป็นจริงในอดตี ทน่ี กั ประวตั ิศาสตร์ร้อยเรียงขึ้นมา โดยอาศยั ข้อมลู หรอื หลกั ฐานทีเ่ ชือ่ ว่าเป็นจรงิ และถูกตอ้ งประกอบการวเิ คราะห์ข้อ สมมตฐิ านของตนด้วยวิธีการทางประวัตศิ าสตร์
1 .ความหมายของประวตั ิศาสตรแ์ ละวธิ ีการทางประวัติศาสตร์ 1.2 วิธกี ารทางประวตั ิศาสตร์คอื อะไร วธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร์ เปน็ กระบวนการศกึ ษาประวตั ศิ าสตร์ โดยใช้หลักเหตุผลเพ่ือใหไ้ ด้ความรแู้ ละคาตอบท่ีเชื่อวา่ สามารถ สะท้อนข้อเท็จจรงิ เกีย่ วกบั อดีตตรวจสอบได้และถกู ต้องมากท่สี ุด โดยปราศจากอคติ
2. ความสาคญั ของประวตั ศิ าสตร์และวธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร์ ความสาคญั ของประวัตศิ าสตร์ 1. ทาให้มนุษยเ์ ข้าใจร้จู ักอดตี หรอื ความ 2. ชว่ ยอธิบายวา่ เกิดอะไรขนึ้ ในอดีตและ เปน็ มาของตนเองและชาติตพิ นั ธ์ ส่งิ ทีเ่ กิดขน้ึ นน้ั มีผลกระทบต่อเนอ่ื งมาถงึ ปัจจุบนั และอนาคตอย่างไร ความสาคัญของวธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร์ เป็นกระบวนการเพื่อตรวจสอบความถกู ตอ้ งของหลักฐานและนาไปใชไ้ ดถ้ กู ตอ้ งเป็น ผลใหส้ ามารถสะทอ้ นข้อเทจ็ จริงและประวัตศิ าสตรท์ ีแ่ ตกตา่ งจากนทิ านนยิ ายหรือ เรื่องบอกเล่าทเี่ ล่ือนลอย
3. ข้ันตอนของวธิ กี ารทางประวัติศาสตร์ วธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร์ประกอบดว้ ย 5 ขนั้ ตอนตามลาดบั ดงั นี้ 1. การกาหนดหัวเร่ืองที่จะศึกษา (กาหนดหัวข้อ) 2. การรวบรวมหลกั ฐาน (รวบรวมข้อมูล) 3. การประเมินคุณคา่ ของหลกั ฐาน (วิพากษ)์ 3.1 การวิพากษ์ภายนอก 3.2 การวพิ ากษภ์ ายใน 4. การวิเคราะห์ การตีความ และการสังเคราะห์หลักฐาน(ตีความ) 5. การการนาเสนอ
1. การกาหนดหวั เรอ่ื งทจ่ี ะศกึ ษา (กาหนดหวั ขอ้ ) เลือกหวั ขอ้ หรอื ประเด็นทางประวัติศาสตร์ ท่ตี นสนใจควรเริ่มจากเหตุการณ์สาคญั ๆ ที่มผี ลต่อการเปล่ยี นแปลงทางการเมอื งสงั คม วฒั นธรรมภูมิปัญญา เพราะมีหลกั ฐานการ ค้นควา้ มาก เปน็ การตัง้ คาถาม สงสัยเรอ่ื งใด และควรต้งั ประเด็นไม่กว้างไม่แคบจนเกินไป
2. การรวบรวมหลักฐาน (รวบรวมขอ้ มลู ) ศกึ ษาค้นคว้าข้อมูลลายลักษณอ์ กั ษรเปน็ สาคัญ หลักฐานทางประวตั ิศาสตรม์ ที ั้ง หลักฐานชนั้ ตน้ หรอื หลกั ฐานปฐมภูมแิ ละ หลักฐานช้ันรองหรือหลกั ฐานทุติยภมู ิ รวมถึงเอกสารหรอื หลักฐานทีไ่ มเ่ ป็น ลายลักษณอ์ กั ษร คาสัมภาษณ์ คาบอกเล่า วัตถุโบราณ
3. การประเมนิ คุณคา่ ของหลกั ฐาน (วิพากษ)์ เป็นขนั้ ตอนการตรวจสอบหลักฐานและ ขอ้ มลู ในหลกั ฐานนัน้ ด้วยวิธกี ารต่างๆ เพือ่ ประเมนิ คณุ คา่ ของหลักฐาน ขน้ั ตอนน้อี าจเรียกไดว้ ่าเปน็ การวพิ ากษ์ หลกั ฐาน ทีป่ ระกอบด้วยการวพิ ากษ์ ภายนอก และการวพิ ากษ์ภายใน
3. การประเมนิ คุณคา่ ของหลกั ฐาน (วิพากษ)์ 1. การวิพากษ์ภายนอก คอื 2. การวิพากษ์ภายใน คอื การตรวจสอบและพจิ ารณาคุณคา่ ของ ตัวหลกั ฐาน วา่ เปน็ ของจริงหรือของ การตรวจสอบความถกู ตอ้ ง ความ ปลอม ชารดุ หรือไม่ อายุของหลกั ฐาน ผสู้ รา้ งหลกั ฐานมคี วามเป็นมาอยา่ งไร นา่ เช่ือถอื ของข้อมูลว่ามคี ณุ ค่าทาง คดั ลอกมาถกู ต้องหรือไม่ และ สภาพแวดล้อมอื่นๆ ของหลกั ฐาน ประวัติศาสตร์เพยี งใด สอดคลอ้ งกบั ขอ้ มลู ในหลักฐานอืน่ หรอื ไม่
4. การวเิ คราะห์ การตคี วาม และการสงั เคราะห์หลักฐาน (ตคี วาม) 1. การตีความ คือ การนาหลกั ฐานทาง 2. การสงั เคราะห์ คอื การสรา้ งความสัมพนั ธ์ ประวตั ิศาสตร์มาศกึ ษาหาความหมายวา่ หลักฐาน ของขอ้ เทจ็ จริงอยา่ งมเี หตผุ ล และอธิบายได้อยา่ ง แตล่ ะชน้ิ บอกข้อมูลอะไรบ้าง เพ่ือให้รวู้ า่ ขอ้ มลู ท่ี ใกล้เคยี งความเป็นจรงิ ในอดีตท่ีเกดิ ขน้ึ มากทส่ี ดุ หลักฐานต้ังใจจะบอกมีอะไรบ้าง และยังมีขอ้ มูลที่ เท่าทีม่ หี ลกั ฐาน ทง้ั นน้ี ักประวัตศิ าสตร์ตอ้ งพรอ้ ม แอบแฝงอย่ใู นหลักฐานชนิ้ นน้ั หรือไม่ อย่างไร และ เปลย่ี นแปลงการตคี วามของตนเม่ือมีหลกั ฐานหรือ มขี อ้ ควรระวงั คือ ผู้ตีความต้องมใี จเปน็ กลาง ไม่มี ข้อเทจ็ จรงิ ใหม่ปรากฏเพิม่ เติมในภายหลงั อคตเิ พ่อื ให้ไดข้ ้อเท็จจรงิ ทางประวัตศิ าสตรท์ ี่ ใกลเ้ คยี งความเป็นจริงมากทส่ี ุด
5. การเรียบเรยี งหรอื การนาเสนอ เปน็ ขัน้ ตอนสดุ ทา้ ย โดยแยกขอ้ เทจ็ จริงเปน็ หมวดหมู่ และนามาเรียบเรยี งใหช้ ดั เจน ตรงประเดน็ เพ่อื หาความเชื่อมโยง หาความสัมพนั ธ์ และนาเสนอองคค์ วามรู้ใหมโ่ ดยใชภ้ าษาทช่ี ัดเจนเขา้ ใจงา่ ย มกี ารอ้างองิ หลกั ฐานในเชิงอรรถและบรรณานกุ รม ซ่ึงจะตอ้ งเขยี นให้ถกู ตอ้ งตามระเบยี บวิธีการอา้ งองิ
2.2 หลักฐานทางประวัตศิ าสตร์ หลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์ คอื ข้อมลู เกี่ยวกับอดีต ทกุ ส่งิ ทุกอยา่ งที่เป็นผลงาน ของมนษุ ยใ์ ชเ้ ป็นหลกั ฐานอธบิ ายอดีตของมนษุ ยไ์ ด้ หลักฐานสว่ นใหญ่สามารถ สอ่ื กับผู้ศึกษาไดโ้ ดยตรง หรือท่เี รียกกันทว่ั ไปวา่ หลกั ฐานที่เปน็ ลายลกั ษณอ์ ักษร หรือหลกั ฐานทีพ่ ดู ได้ นอกจากน้ีมีบางส่วนเปน็ หลกั ฐานประเภทโบราณคดแี ละ ศิลปกรรมซึง่ ไม่สามารถสอ่ื กับผศู้ กึ ษาไดโ้ ดยตรงหรือหลกั ฐานทีพ่ ูดไมไ่ ด้
2.2 หลักฐานทางประวตั ิศาสตร์ 1. หลักฐานประเภทลายลกั ษณ์ 1. หลกั ฐานประเภทลายลกั ษณ์ 2. หลักฐานประเภทโบราณคดีและศิลปกรรม 2. ประเภทของหลักฐานทางประวตั ิศาสตร์ 1. หลกั ฐานช้นั ต้นหรือหลกั ฐานปฐมภมู ิ 2. หลักฐานช้ันรองหรอื หลกั ฐานทุตยิ ภูมิ
1. หลักฐานประเภทลายลกั ษณอ์ กั ษร 1.2 เอกสารสว่ นบคุ คล สว่ นใหญ่เป็น เอกสารของบุคคลสาคัญและผทู้ ี่เกีย่ วขอ้ ง 1.1 เอกสารตวั เขียน ไดแ้ ก่ หรอื ผู้ท่อี ย่ใู กล้ชิดกับเหตุการณท์ ่เี กิดขึ้น บนั ทกึ ทางประวัติศาสตรป์ ระเภทจารึก ในประวัตศิ าสตรเ์ ช่น บันทกึ ความจา ตา่ งๆที่จารกึ บนแผ่นศลิ าโลหะไมใ้ บลาน จดหมายสว่ นบุคคล 1.3 สงิ่ พมิ พ์ต่างๆ ทพ่ี มิ พ์เผยแพร่ต่อ 1.4หนังสือราชการ ไดแ้ ก่ เอกสารทปี่ รากฏ สาธารณะ เชน่ หนงั สือรายงานการวิจยั ในหอจดหมายเหตแุ ละห้องสมดุ ตา่ งๆเช่น หนงั สือพมิ พน์ ิตยสารวารสาร เอกสารราชการ กฎหมาย ประกาศ สนธสิ ญั ญา คาส่ัง บันทกึ การประชมุ
1. หลกั ฐานประเภทลายลกั ษณอ์ กั ษร (ตอ่ ) 1.5 ขอ้ มูลประเภทบอกเลา่ หรือมขุ ปาฐะ 1.6 เอกสารอ่นื ๆ เช่น สตู บิ ัตร ได้แก่ ขอ้ มลู จากการบอกเล่าหรอื การ ทะเบยี นสมรส ใบเสรจ็ รับเงิน สมั ภาษณบ์ คุ คลสาคัญและผทู้ มี่ สี ่วนรว่ ม บนั ทึกคาใหก้ ารในศาล คาตดั สนิ ของศาล ในเหตกุ ารณ์ ซึ่งอาจนามาจดบันทกึ เป็น ยุติธรรม ทะเบยี นราษฎร์ เอกสารของบรษิ ัท ลายลักษณ์อักษรในภายหลงั หรอื ร้านคา้ รายงานการวินิจฉัยของแพทย์ รายงานผลการชันสูตร บญั ชีรายรบั รายจา่ ย ของมูลนิธติ า่ งๆ สัญญาซ้อื ขาย
2. หลกั ฐานประเภทโบราณคดีและศลิ ปกรรม ได้แก่ หลกั ฐานประเภทสถาปตั ยกรรม ประตมิ ากรรม จติ รกรรม และอน่ื ๆ ที่คน้ พบในแหล่งโบราณคดี หลกั ฐานประเภทนี้ไมส่ ามารถสือ่ สารได้ด้วย ตนเองโดยตรง นกั ประวตั ิศาสตร์จาเปน็ ต้องอาศัยการตีความจากผู้เชี่ยวชาญ ด้านโบราณคดีและศลิ ปะ
เชน่ พรี ะมดิ เจดยี ์ หลมุ ฝงั ศพ เหรียญกษาปณ์ ลูกปัดและ เครื่องประดบั ตา่ งๆ โครงกระดกู มมั มี่ เครอ่ื งป้ันดินเผา แผ่นอฐิ อาวธุ เครือ่ งมอื ประมง เครือ่ งมอื เกษตรกรรม นอกจากนี้ยงั มี หลกั ฐานทสี่ ่ือไดโ้ ดยภาพ เช่น แผนท่แี ละภาพถา่ ยตา่ งๆ
2 ประเภทของหลกั ฐานทางประวัตศิ าสตร์ นักประวัติศาสตร์แบ่งหลกั ฐานทางประวัตศิ าสตร์ออกเป็น 2 ประเภท คอื หลกั ฐานชัน้ ตน้ หรอื หลกั ฐาน ปฐมภูมิ (primary sources) และหลักฐานชน้ั รองหรือหลกั ฐานทุติยภมู ิ (secondary sources) 1. หลกั ฐานชน้ั ตน้ หรอื หลักฐานปฐมภูมิ 2. หลักฐานชัน้ รองหรือหลกั ฐานทุตยิ ภูมิ เกิดขน้ึ ในยคุ สมยั นั้นจรงิ ๆ มกี ารบันทึกของผู้ท่ี เกดิ ข้นึ ภายหลัง ไมไ่ ดม้ สี ว่ นเก่ยี วขอ้ งกับ เกย่ี วกับเหตกุ ารณ์โดยตรง หรอื ผู้ที่รู้เหตุการณ์นั้น เหตกุ ารณ์นน้ั โดยตรง ส่วนใหญอ่ ยู่ในรูปของ ดว้ ยตนเอง ดังนั้นหลกั ฐานชั้นตน้ จงึ เปน็ หลักฐานที่ บทความทางวชิ าการและหนงั สือต่างๆ เช่น มคี วามสาคญั และนา่ เชื่อถือมากทีส่ ุด เช่น พงศาวดาร ตานาน บันทึกคาบอกเลา่ ผลงาน โบราณสถาน โบราณวัตถุ จดมายเหตุ คาสมั ภาษณ์ ทางการศกึ ษาค้นควา้ ของนักวชิ าการ หลกั ฐาน เอกสารทางราชการ รปู แบบนจ้ี ะมคี วามนา่ เชอ่ื ถอื นอ้ ยกวา่ หลักฐานชนั้ ต้น
หลกั ฐานชน้ั ต้นและหลักฐานชนั้ รอง หลกั ฐานท้ัง 2 ประเภทน้ี มคี ณุ คา่ แตกต่างกัน หลักฐานชัน้ ตน้ เขยี นขึ้นโดยผรู้ ูเ้ ห็นหรอื เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์น้นั สว่ นหลักฐานชน้ั รองเขียนขึน้ โดย นกั ประวตั ศิ าสตรท์ ีใ่ ช้หลักฐานชนั้ ตน้ มาเรยี บเรยี งใหเ้ ขา้ ใจ ประวัติศาสตรไ์ ด้ง่ายข้ึน
คาถามชวนคิด 1. นกั เรียนสามารถนาวธิ กี ารทางประวัติศาสตร์มาประยกุ ต์ในการศึกษาเร่อื งต่างๆ ได้อยา่ งไรบ้าง 2. หลักฐานทางประวตั ศิ าสตรป์ ระเภทตา่ งๆ มีความสาคัญตอ่ การศึกษาประวตั ศิ าสตรอ์ ยา่ งไร 3. จงยกตวั อยา่ งหลักฐานทางประวัติศาสตรป์ ระเภทลายลกั ษณ์ และหลักฐานประเภทโบราณคดี และศิลปกรรมมาพอสังเขป 4. การศึกษาประวัติศาสตร์โดยใชว้ ิธีการทางประวัตศิ าสตรม์ ีข้นั ตอนอยา่ งไรบา้ ง
ขอบคุณ ทุกภาพกราฟฟคิ สวยๆ จาก https://pixabay.com/th/
Search
Read the Text Version
- 1 - 25
Pages: