ชยสาโร ภกิ ขุ
ชยสาโร ภกิ ขุ พิมพ์แจกเปน็ ธรรมบรรณาการดว้ ยศรัทธาของญาตโิ ยม หากทา่ นไมไ่ ดใ้ ช้ประโยชน์จากหนงั สือนี้แล้วโปรดมอบให้กบั ผู้อืน่ ที่จะไดใ้ ช้ จะเปน็ บุญเปน็ กุศลอยา่ งยิ่ง
คลายปม ๒ ชยสาโร ภกิ ขุพิมพ์แจกเปน็ ธรรมทานส งวนลิขสิทธิ์ หา้ มคัดลอก ตดั ตอน หรอื นำไปพิมพ์จำหน่ายหากทา่ นใดประสงค์จะพิมพแ์ จกเป็นธรรมทาน โปรดติดตอ่มูลนิธิปญั ญาประทปี หรอื โรงเรยี นทอสี๑ ๐๒๓/๔๗ ซอยปรีดีพนมยงค์ ๔๑สขุ มุ วิท ๗๑ เขตวฒั นา กทม. ๑๐๑๑๐โทรศัพท์ ๐-๒๗๑๓-๓๖๗๔www.thawsischool.com, www.panyaprateep.orgพมิ พค์ ร้งั ที่๑- ๒ ตลุ าคม - ธนั วาคม ๒๕๕๓ จำนวน ๑๕,๐๐๐ เลม่พิมพค์ รั้งที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ จำนวน ๓,๐๐๐ เล่มอ อกแบบปก ดิฐวฒั น์ อิสสระ, พีรพฒั น์ ตติยบุญสงู (ครยู ง้ )ศลิ ปกรรม วชิ ชุ เสริมสวสั ดิ์ศรี, ปรญิ ญา ปฐวินทรานนท์พิสจู น์อักษร ภัควฒั น์ ศรีเดชตรวจทานต้นฉบบั ศรีวรา อสิ สระ, มานิต พรพิบูลย์จ ัดทำโดย มูลนธิ ปิ ัญญาประทปีดำเนินการพิมพ์ บรษิ ทั ควิ พริน้ ท์ แมเนจเมน้ ท์ จำกดัโทรศพั ท์ ๐-๒๘๐๐-๒๒๙๒ โทรสาร ๐-๒๘๐๐-๓๖๔๙
คำนำ สืบเนื่องจากการที่พระอาจารย์ชยสาโรได้ “คลายปม”ข ้อส งสัยต่างๆ เกี่ยวก ับธรรมะด ้วยก ารเมตตาใ ห้คณะผ ู้จัดทำนำคำตอบของคำถามจากญาติโยม ซึ่งมีในการบรรยายธรรมของพระอาจารย์ในหลายโอกาส มารวบรวมและเรียงร้อยเป็นอกั ษรสมั พนั ธ์กบั ธรรมะในร ปู ของห นังสือไปแลว้ ค รั้งห นึ่ง คณะผู้จัดทำได้เล็งเห็นถึงคุณค่าและคุณประโยชน์ของการนำธรรมะในลักษณะดังกล่าวไปใช้ในชีวิตประจำวัน กอปรกับคำถามและคำตอบของพระอาจารย์ก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจากธรรมะบรรยายของท่านในโอกาสต่อมา คณะผู้จัดทำจึงไดข้ อและพ ระอาจารย์กเ็ มตตาใหม้ กี ารคลายป มเป็นครั้งท ่ีสอง ในโอกาสนี้ คณะผู้จัดทำใคร่ขอกราบขอบพระคุณพระอาจารยเ์ปน็ อย่างส ูงท ไี่ ดเ้ มตตาอ นญุ าตใ หจ้ ัดพ ิมพห์ นังสอื เล่มน้ีเพ่ือเผยแผ่และแจกเป็นธรรมทาน และอนุญาตให้ใช้ช่ือหนังสือว่า “คลายปม ๒” นอกจากนั้น ขอกราบอนุโมทนาผู้ม ีส ่วนร ่วมในก ารจ ดั ท ำท กุ ค นท ไ่ี ดท้ มุ่ เทก ำลงั ก ายแ ละก ำลงั ใจใหก้ บั หนังสอื เล่มน ้ี คณะผ ู้จัดท ำ
สรปุ คำถาม๑ : มนุษย์มักเข้าใจว่าความตื่นเต้นคือความสุข เด็กวัยรุ่นจึงพยายามแสวงหาความต่ืนเต้น ซึ่งจะนำพาไปสู่อบายมุขได้โดยง่าย ขอท่านอาจารย์เมตตาแนะนำอุบายที่จะทำให้วัยรุ่นเกิดค วามเขา้ ใจใ นเรื่องความสขุ ใหถ้ กู ตอ้ ง................. (หน้า ๑)๒ : ปัญญาสูงสุดในพุทธศาสนาคืออะไร ต่างกับปัญญาทางโลกอ ยา่ งไรน กั ว ชิ าการห รอื น กั ว ทิ ยาศาสตรม์ กั จ ะภ มู ใิ จในค วามรู้และว ธิ กี ารห าความร ขู้ องต นว า่ ม คี วามเปน็ กล างม หี ลกั ฐ านแ ละเหตุผลน่าเช่ือถือ นักวิทยาศาสตร์ผู้มีความมั่นใจสูงบางคนอาจคิดว า่ ว ิช าอ่ืนๆเปน็ เรื่องง มงายด้วยซำ้ ........................(หนา้ ๓)๓ : การเตรียมตัวก่อนตาย (Good Death) ควรทำอย่างไรเจา้ คะ......................................................................(หนา้ ๕)๔ : ผทู้ ท่ี ำผ ดิ ซ ำ้ ๆห รอื ไมส่ ำนกึ ผ ดิ ในส ง่ิ ท ต่ี นเองท ำจ ะส ามารถฝึกจิตใจให้มีหิริ โอตตัปปะ ได้อย่างไรบ้างครับ อยากทราบวธิ กี ารนำไปป ระยกุ ต์ใ ช้ก ับคนกลมุ่ น .ี้ .........................(หนา้ ๙)๕ : ขอกราบเรียนถามเรื่องชาติภพ พวกหมอมักมีวิจิกิจฉา(ลังเลสงสัย)ม ากพ ระอ าจารยเ์ชอ่ื ว่าอย่างไร.......... (หนา้ ๑๒)๖ : ในขณะท่ีโลกเราดำเนินไป สรรพสัตว์ในภพภูมิต่างๆ ก็ดำเนินชีวิตไปพร้อมๆ กันใช่ไหมเจ้าคะ ลักษณะแบบมิติเวลา
ของแต่ละภพภูมิมีหลุดทำให้ข้ามเวลาเข้ามาในโลกมนุษย์ได้หรอื ไมเ่ จา้ คะ...........................................................(หน้า ๑๕)๗ : ทำอ ยา่ งไรจ ึงจ ะล ะเวน้ ค วามโกรธใ หไ้ด้ เพราะค วามโกรธเป็นอารมณ์ปัจจุบันที่เกิดเร็ว บางครั้งกว่าจะมีสติรู้ตัวก็โกรธไปแล้ว คิดว่าการระวังเรื่องความโลภความหลงจะง่ายกว่าจริงหรือไมเ่ จ้าคะ.................................................. (หน้า ๑๖)๘ : กราบข อค วามก รุณาพ ระอ าจารยอ์ ธิบายข ้อส งสัยเกย่ี วก บั การแ ปลศัพทจ์ ากไทยเปน็ อังกฤษคำว่าMind=จ ติ ใจ,Spirit= จติ ใจ+ ว ญิ ญาณ,Intelligences=สตปิ ญั ญา,W isdom=สติและคำว ่าป ัญญาเฉลียวฉ ลาดเล่ห์เหลี่ยมก ระผมส งสัยไม่แ น่ใจใ นความถ กู ต อ้ ง...........................................................(หนา้ ๒๒)๙ : ถ้าเข้าใกล้ใครแล้วจิตเป็นอกุศล ท่านอาจารย์สอนให้หลีกหนี แต่ถ้าเป็นคนท่ีหลีกหนีไม่ได้ เช่น บุพการี เราจะต้องท นย อมต อ่ ไปห รอื เจา้ คะ......................................... (หนา้ ๒๕)๑ ๐ : ทา่ นอ าจารยเ์ ชอื่ เรอ่ื งพ ลงั จติ ห รอื เปลา่ ค รบั ม คี นก ลมุ่ ห นง่ึ ในรสั เซยี มุ่งมน่ั ฝ กึ พ ลังจติ เพอ่ื ใ ช้ใ นท างไม่ด ีท างพทุ ธก ็มกี ารฝ กึ พลังจิต พระบางรูปในเมืองไทยมีความสามารถในทางถอดจิตสามารถอ า่ นจ ติ ใจค นได้ใ ช่ไหมครบั ....................... (หนา้ ๒๗)๑ ๑ : จ ะท ำอ ยา่ งไรใหเ้ ราม สี ตแิ ละส มาธอิ ยคู่ กู่ บั เราต ลอดเวลาทง้ั ในก ารท ำงานแ ละก ารใชช้ วี ติ ป ระจำว นั ................. (หนา้ ๒๙)
๑ ๒ : ตอ้ งการจ ะท ำบญุ ใสบ่ าตรแ ตอ่ ยใู่ นก รงุ เทพฯห าพ ระส งฆ์ทดี่ นู า่ ศ รทั ธาบ รเิ วณใกลบ้ า้ นไดย้ ากท ำใหไ้ มค่ อ่ ยไดใ้ สบ่ าตรเราควรม แี นวทางป ฏบิ ตั อิ ยา่ งไรค รบั ............................. (หนา้ ๓๕)๑๓ : ดิฉันมักปลาบปลื้มปีติปราโมทย์และยึดติดอยู่ในความดี แ ตค่ รบู าอ าจารยส์ อนไมใ่ หต้ ดิ ค วามด ี เราจ ะม วี ธิ ลี ะจ ากค วามรู้สึกน้ันอย่างไรเจ้าคะ เพราะรู้สึกมีความสุขที่ได้รู้สึกเช่นนั้นกราบข อบพระคณุ เจา้ คะ่ .......................................... (หนา้ ๓๗)๑๔ : พระสงฆ์ควรจะรับรู้ความเป็นไปของบ้านเมือง (การเมือง) และข่าวสารทางโลกหรือไม่ พระมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์สอนนักการเมืองท่ีประพฤตินอกลู่นอกทางได้ไหมเจ้าคะ ถ้านักการเมืองไม่พอใจคำสั่งสอนมีสิทธิตักเตือนพระได้หรือไม่เจา้ คะ.................................................................... (หนา้ ๓๙)๑๕ : ตอนท่ีท ่านอ าจารย์บวชใ หมๆ่ หลวงพอ่ ชาส อนทา่ นด ว้ ยภาษาอ ะไรเจา้ คะ.................................................... (หนา้ ๔๓)๑๖ : เหตุใดคนในสมัยพุทธกาลจึงสามารถบรรลุธรรมได้ง่ายเช่น นางงามเมืองที่พระอาจารย์เล่าให้ฟัง ซ่ึงมีความโลภถึงขนาดฆ ่าค นได้แ ตเ่มื่อไดฟ้ งั ธ รรมเพียงครั้งเดยี วก็ส ามารถบรรลุพระโสดาบนั ......................................................... (หน้า ๔๔)๑๗ : เราจะฝึกตัวเองอย่างไรท่ีจะไม่ให้เพ่งโทษคนอื่นในเม่ือในความเป็นจริงทุกคนก็มีข้อบกพร่องท้ังน้ัน ถ้าเราเป็นหัวหน้า
งาน เราไม่ไปชี้โทษหรือข้อบกพร่องของผู้ใต้บังคับบัญชา ก็จะทำใหม้ ผี ลเสยี ก บั ง าน.............................................. (หนา้ ๔๖)๑๘ : เมื่อมีการเผยแพร่หนังสือต่างศาสนาเล่มหนึ่งชาวพุทธหลายค นร สู้ กึ ว า่ เปน็ การก ระทำท ไี่ มถ่ กู ต อ้ งท เ่ี อาเงนิ ม าสน บั ส นนุ สื่อเพ่ือเอาคนไปเข้าศาสนา ชาวพุทธควรทำอย่างไรท่ีจะทำให้ศาสนาแ ขง็ แ รง....................................................... (หนา้ ๔๙)๑๙ : ในบทสวดแผ่เมตตาข้อความท่ีว่า ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงอย่าได้พรากจากสมบัติอันตนได้แล้ว สมบัติในที่น้ีหมายถ งึ อ ะไรใ นเมอื่ ท กุ ส ง่ิ ล ว้ นแ ตไ่ มเ่ ทยี่ ง............... (หนา้ ๕๑)๒ ๐ : การท ำบญุ ค อื อ ะไรท ำท ำไมแ ละค วรท ำอ ยา่ งไรจ งึ จ ะได้บญุ แ ละเมอื่ ไหร่ (W hat,W hy,H ow,W hen? )........... (หนา้ ๕๒)๒๑ : ธรรมะกบั ธ ุรกิจสามารถเดินไปคู่กันได้หรือไม่ค รับ.......................................................................................(หนา้ ๕๕)๒๒ : เราจะให้คำอธิบายอย่างไรแก่ผู้ที่มีความเชื่อว่าการเอาเวลาไปท ำป ระโยชนแ์ กส่ ว่ นรวมช ว่ ยเหลอื ผ ทู้ ต่ี กท กุ ขไ์ ดย้ ากดีก วา่ ก ารน ั่งสมาธทิ ีไ่ ดบ้ ญุ อย่คู นเดยี ว.................... (หนา้ ๕๙)๒๓ : หากมีผู้สร้างเวรสร้างกรรมกับเรา เราเดือดร้อนแต่เราทำใจได้ ไม่ต้องการจองเวรและให้อโหสิกรรม กราบเรียนถามวา่ ผ สู้ รา้ งเวรย งั จ ะต อ้ งช ดใชก้ รรมท เี่ ขาท ำไปในร ะดบั ห นง่ึ ห รอื ไม่
จะม ีอ ยั การท่คี อยดูแลความยุตธิ รรมใ นเรอื่ งน้ีหรอื ไม่ทง้ั ที่เราซ ึง่ เปน็ ฝ า่ ยโจทกไ์ มเ่ อาค วามแ ลว้ ................................. (หนา้ ๖๑)๒๔ : อยากทราบว่าการกินเน้ือสัตว์น้ันเป็นการทำบาปทางออ้ มหรอื ไม่คะการงดเวน้ จากการทานเนอ้ื สตั ว์จะได้บญุ หรอื ไม่เจา้ คะ......................................................................(หนา้ ๖๒)๒ ๕ : ทำอ ยา่ งไรจ งึ จ ะส รา้ งน สิ ยั ในก ารค ดิ ใหเ้ ปน็ ค ดิ เปน็ บ วกให้มากๆเพราะส บั สนอ ยเู่ สม อๆจ นก ลายเปน็ น สิ ยั ........ (หนา้ ๖๕)๒ ๖ : เมอ่ื พ ระอ าจารยท์ ม่ี ปี ญั ญาส งู ๆเกดิ เปลย่ี นไปม ลี กั ษณะแปลกๆ เราควรทำความเข้าใจเรื่องน้ีอย่างไร หลวงพ่อชามีปฏกิ ริ ยิ าต อ่ เรอ่ื งพ ระท เ่ี สยี ห ายอ ยา่ งไรบ า้ ง................ (หนา้ ๖๗)๒ ๗ : ขอไดโ้ ปรดช แ้ี นะแ นวทางป ลกู ฝ งั แ ละพ ฒั นาการเปน็ ผ มู้ ีอารมณ์ขนั แ มแ้ ตใ่ นผใู้ หญห่ ากวา่ ย งั ไม่สายเกินไปศษิ ยเ์ ห็นว า่ อารมณข์ นั เมอ่ื ถ กู ก าลเทศะแ ละอ ยใู่ นระดบั พ อป ระมาณสามารถชว่ ยผ่อนคลายความต ึงเครยี ดและมีค วามสรา้ งสรรค.์ ...........................................................................................(หนา้ ๗๐)๒๘ : ขอเรียนถามว่า ในปัจจุบันนี้มีการเปิดสำนักอบรมวิปัสสนากรรมฐานหลายแห่ง มีการบรรยายธรรมโดยพระและฝา่ ยฆ ราวาสศ ษิ ยจ์ ะท ราบไดอ้ ยา่ งไรว า่ แ หง่ ใดใหค้ วามรตู้ รงต ามทพี่ ระพทุ ธเจา้ ท รงส อนโปรดช แี้ นะด ว้ ยเจา้ คะ่ แ ละจ ะม ใี ครต รวจสอบส ำนกั ต า่ งๆเหลา่ น วี้ า่ ถ กู ต อ้ งห รอื ไม.่ ................. (หนา้ ๗๒)
๒ ๙ : กราบเรียนถ ามท า่ นอาจารย์ มิจฉาสมาธิ ต า่ งจากส มั มาสมาธอิ ย่างไร....................................................... (หน้า ๗๓)๓๐ : ดิฉันมีหน้าท่ีดูแลคนป่วยหนักขอกราบเรียนถามว่าคนที่เจ็บหนักสภาพจิตในช่วงที่กำลังจะสิ้นลมมีความสำคัญต่อภพชาติใหม่มากเพียงใด จะมีอิทธิพลเหนือกว่าการกระทำที่เขาสะสมมาตลอดชีวิตหรือไม่ ขอความกรุณาท่านอาจารย์ช่วยอธบิ ายใหด้ ว้ ยเจา้ คะ่ ............................................... (หนา้ ๗๕)๓๑ : มาปฏิบัติธรรมหลายคร้ังแต่ยังไม่ค่อยก้าวหน้าจึงขอความเมตตาท า่ นอ าจารยช์ ว่ ยบ อกเคลด็ ล บั ก ารน ง่ั ส มาธแิ ละก ารเจรญิ ส ตใิ หอ้ ยกู่ บั ต วั ด ว้ ยเจา้ คะ่ ................................ (หนา้ ๗๙)๓ ๒ : เดนิ จ งกรมอ ยา่ งไรท ไ่ี ดร้ ตู้ วั ท วั่ พ รอ้ ม.............. (หนา้ ๘๑)๓๓ : ผมเร่ิมปฏิบัติได้ไม่นาน ยังไม่ชำนาญ แต่ยังไม่เคยมีความรู้สึกผ่อนคลาย ยังไม่เคยได้รับความสงบหรือความสบายจากการน่ังสมาธิ ขอพระอาจารย์เมตตาแนะนำด้วย ว่าผมควรทำอ ยา่ งไร............................................................. (หนา้ ๘๓)๓๔ : ปฏบิ ตั อิ ยา่ งไรจ งึ จ ะเกดิ ป ญั ญา..................... (หนา้ ๘๖)๓๕ : ขณะเดินจงกรมหรือน่ังสมาธิ หากนึกถึงผู้ที่ไม่ชอบพฤติกรรมที่ไม่ชอบ แล้วเตือนตนเองว่าเป็นนิวรณ์ พยาบาทพยายามหยุดคิด แต่ก็ทำไม่ค่อยได้ จะทำอย่างไรจึงจะอยู่ในลักษณะของการพ ิจารณา.................................... (หนา้ ๘๙)
คล๒ายปม ๑ถาม มนุษย์มักเข้าใจว่าความตื่นเต้นคือความสุข เด็กวัยรุ่นจึงพยายามแสวงหาความตื่นเต้น ซึ่งจะนำพาไปสู่อบายมุขได้โดยง่าย ขอท่านอาจารย์เมตตาแนะนำอุบายที่จะทำให้วัยรุ่นเกิดความเข้าใจในเรื่องค วามสุขใ ห้ถ ูกต ้องตอบ รอถึงวัยรุ่นคงจะสายเสียแล้ว เราต้องเร่ิมสอนต้ังแต่อนุบาล ว่าความสุขท่ีเกิดจากการทำความดีเป็นอย่างไร ต้องคอยช ใี้ หเ้ หน็ ว า่ เมอ่ื เราช ว่ ยเพอื่ นห รอื เสยี ส ละเพอ่ื ค นอ น่ื เราร สู้ กึ อยา่ งไรช วนใหเ้ ดก็ เลา่ ว า่ เขาร สู้ กึ อ ยา่ งไรเมอื่ ไดท้ ำความด โี ดยไม่หวงั อ ะไรตอบแทนร ู้สึกม ีค วามสุขใ ช่ไหมเวลาเดก็ เรียนอะไรส กั อยา่ งเมอ่ื เรยี นร แู้ ละเขา้ ใจเขาร สู้ กึ ม คี วามส ขุ ใ ชไ่ หมก ารป ระสบความส ำเรจ็ ในก ารเรยี นท ำใหม้ คี วามส ขุ ใชไ่ หมก ารฝ กึ จ ติ ใหม้ สี ติ : 1
2 : ชยสาโร ภิกขุ รู้จักรสชาติของความสงบเป็นอย่างไร จะได้ผลดีไม่ต้องป้อน คำตอบทุกอย่าง แต่ชวนให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ของเขา เองไมใ่ ชก่ ารล า้ งสมองห ากเปน็ การช ใี้ หเ้ ขาเหน็ ค วามจ รงิ ท ก่ี ำลงั ปรากฏใ หเ้ขาส งั เกตใ หเ้ ขาเหน็ ค รูผ ปู้ กครองม หี นา้ ท ช่ี วนใ หเ้ขา เห็นเอง ถ้าเราย้ำอย่างนี้ต้ังแต่ระดับอนุบาล เด็กๆ จะมี ประสบการณ์ตรงด้วยตัวเขาเอง ว่าความสุขที่เกิดจากคุณงาม ความดี จากการมีคุณธรรมอยู่ในใจ เป็นของจริงที่สัมผัสได้ เขาจะรู้เองเห็นเอง เมื่อเขาไปเจอกับความสุขประเภทกระตุ้น ประสาทเขาคงช อบบ ้างเหมือนก ันเพราะเป็นเรื่องธรรมดาของ วัยรุ่นที่จะชอบความตื่นเต้น เพียงแต่ว่าเราหวังว่าเขาจะมีสติ ปัญญาพอที่จะป้องกันอันตราย ช่วยไม่ให้หลงใหลจนถึงขั้นที่ ติดอ บายมุขต ่างๆ สำหรับเด็กระดับวัยรุ่น ซ่ึงไม่เคยฝึกอย่างที่กล่าวข้างต้น ขอแนะนำให้หาโอกาสพาไปสัมผัสธรรมชาติหรือไปวัด ไปในที่ ซง่ึ เขาส ามารถม คี วามส ขุ บ า้ ง โดยไมต่ อ้ งม กี ารกร ะต นุ้ ผ ปู้ กครอง ให้ลูกเห็นว่าอย่างนี้ก็สุขได้เหมือนกันก็ดีแล้ว เรามีความสุข อยา่ งน้ี อ ยากใ ห้เขาได้บ้างแต่ไม่ตอ้ งเทศน์ใ หเ้ ขาฟังมากเสนอ ให้เขาเห็นเองจะดีกว่า เพราะเด็กก็มีอัตตาเหมือนกัน อย่าง น้อยที่สุด การพาให้ลูกได้รู้จักความสุขท่ีสูงกว่าที่เขาเคยรู้จัก อาจจะเป็นสัญญาณที่ดใี นสมองเขาซ ึ่งใ นอ นาคตอาจจะผ ดุ ขน้ึ มาเป็นประโยชน์ในเวลาอันเหมาะสม การสอนเด็กบางคร้ังก็ เปน็ ล กั ษณะก ารหวา่ นเมลด็ ม ากกว่าทจี่ ะหวงั ผลทนั ตาเห็น
๒ถ าม ป ัญญาส ูงสุดใ นพ ทุ ธศ าสนาค อื อะไรต า่ งก ับป ัญญาท างโลกอ ยา่ งไรน กั ว ชิ าการห รอื น กั ว ทิ ยาศาสตรม์ กั จ ะภ มู ใิ จในค วามรู้และวิธีการหาความรู้ของตน ว่ามีความเป็นกลาง มีหลักฐานและเหตุผลน่าเชื่อถือ นักวิทยาศาสตร์ผู้มีความมั่นใจสูงบางคนอาจค ิดว่าวชิ าอ นื่ ๆเปน็ เรือ่ งงมงายด้วยซ้ำตอบ ปญั ญาสงู สดุ ในพระพทุ ธศาสนา คอื ปญั ญาทด่ี บั ทกุ ข์ดบั ก เิ ลสได้ ส ว่ นป ญั ญาท างโลกเปน็ แ คป่ ญั ญาร ะดบั ค วามค ดิ ซ่ึงมักจะเป็นท่ีพ่ึงได้เฉพาะในเวลาหรือกรณีท่ีไม่มีอะไรกระทบผลประโยชน์ ความรู้สึก หรืออัตตาของตน วิชาความรู้ต่างมีประโยชนใ์ นก ารป ระกอบอ าชพี แ ละก ารท ำหนา้ ทท่ี ว่ั ๆไปแ นน่ อนและเวลาอย่ปู กติสขุ ดูเหมอื นจะพอแต่เมอ่ื เกดิ วกิ ฤตขน้ึ มาเชน่ เจอความพลดั พรากอยา่ งฉบั พลนั คงเหน็ ไดไ้ ม่ยากวา่ วชิ าความร้สู ามัญมีมากแค่ไหนก็ตาม แทบจะช่วยอะไรไม่ได้เลย ในเม่อื ชีวิตจริงของคนเราทุกคนต้องเผชิญหน้ากับความแก่ ความเจ็บความตายและเมอ่ื สง่ิ ทน่ี ำออกจากทกุ ขแ์ ละปญั หาในระยะยาวไม่ชัดเจนเสมอ มันจึงสำคัญย่ิงท่ีเราฝึกให้ฉลาดในความเป็นมนษุ ยข์ องเรา วิทยาศาสตร์เป็นแนวทางแสวงหาความจริงส่วนท่ีวัดได้ขีดจำกัดอยู่ตรงนี้ คือมันเข้าไม่ถึงชีวิตส่วนท่ีวัดไม่ได้ คือสิ่งท่ีเราเรยี กวา่ น ามธรรมน่ันเองค วามพยายามของน ักว ิทยาศาสตร์บางกลุ่มที่จะให้เข้าใจว่านามธรรมต่างๆ เป็นแค่ผลพลอยได้ : 3
4 : ชยสาโร ภิกขุ ของรูปธรรม เช่นสารเคมีในสมอง ไม่ได้ประสบความสำเร็จ เป็นหลักความเช่ือมากกว่า และในการปฏิเสธข้อมูลเก่ียวกับ การระลกึ ชาติเปน็ ต้นนกั ว ิทยาศาสตร์บางคนว างทา่ ท ีล อ่ แหลม ต่อความง มงายเหมือนก ัน นอกจากนี้แล้ว ปัญญาระดับโลกถูกนำไปใช้ในส่ิงท่ีเป็น อันตรายต่อมนุษยชาต บิ ่อยๆเช่นการพฒั นาอ าวุธห รือในสงิ่ ท ี่ เอาก ำไรท างเศรษฐกจิ ในร ะยะส น้ั เปน็ ห ลกั ม ากกวา่ ผ ลป ระโยชน์ ของส ว่ นร วมในร ะยะย าวเปา้ ห มายค ณุ คา่ เปน็ ส งิ่ ท วี่ ทิ ยาศาสตร์ เข้าไมถ่ ึง อาตมาข อฝ ากค ำถามว า่ เราต อ้ งการพ ฒั นาป ญั ญาม นษุ ย์ เพอ่ื อะไร พระพทุ ธศาสนาถ อื วา่ ป ัญญาเปน็ คุณธรรมส งู สุดเราพ น้ ทกุ ขไ์ ดด้ ว้ ยป ญั ญาจ งึ เปน็ เรอื่ งท นี่ า่ ง งท ส่ี ดุ ว า่ ค นบ างค นย งั ก ลา่ ว หาว่าพระพุทธศาสนาเป็นเร่ืองงมงาย อาตมานึกไม่ออกว่าจะ งมงายได้อย่างไร ในเมื่อจริงๆ แล้ว คำสอนในพระพุทธศาสนา มุ่งตรงต่อการทำลายความงมงาย และมีวิธีการท่ีเด็ดขาดและ ได้ผลอย ่างน ่าอัศจรรย์ การถือว่าพระพุทธศาสนาส่งเสริมความงมงาย เกิดจาก ความป ระมาทแ ละค วามฉ าบฉวยท างส ตปิ ญั ญาเพราะใ ครเปดิ พระไตรปิฎกตรงไหน อ่านไม่กี่หน้าต้องเจอหลักฐานท่ีปฏิเสธ ความคิดเช่นน น้ั ได้อย่างแ น่นอนแ สดงวา่ ผ ทู้ ่ีวา่ พ ระพทุ ธศาสนา อยา่ งน ค้ี งไมเ่ คยศ กึ ษาP rimaryS ourceก ารว จิ ารณส์ ง่ิ ใ ดโดยไม่ ได้ค้นคว้าค วามจริงข องสิ่งน ้นั ต ้องถ ือว่าง มงายม ใิ ช่ห รอื
ส่วนวิทยาศาสตร์น้ัน ภาพพจน์และความจริงไม่ตรงกันทเี ดยี วว ทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ ก จิ กรรมข องม นษุ ยผ์ มู้ กี เิ ลสเพราะฉ ะนน้ั จงึ ไมน่ า่ แ ปลกว า่ ในว งการว ทิ ยาศาสตร์ ท จุ รติ ก ม็ ี ค วามล ำเอยี งก ็มีค วามเชอ่ื ท ไ่ี มใ่ ชเ้ หตผุ ลก ม็ ีค วามเชอ่ื ว า่ จ ติ ใจเปน็ แ คผ่ ลพลอยได้ของการทำงานของสมอง ก็สักแต่ว่าความเช่อื ความเช่อื ว่าเราสามารถเข้าใจธรรมชาติโดยไม่เข้าใจตัวเราเองซ่งึ เป็นส่วนหน่งึ ของธรรมชาติเหมือนกัน ก็สักแต่ว่าความเช่อื ความเช่อื ว่าโลกเปน็ ส ง่ิ ท เ่ี ราส ามารถแ ยกอ อกจ ากผ ศู้ กึ ษาโลกก ส็ กั แ ตว่ า่ ค วามเชอ่ื จรงิ ๆแ ลว้ วทิ ยาศาสตรม์ บี างลกั ษณะคลา้ ยๆกบั ศ าสนา ๓ถาม การเตรยี มต วั ก อ่ นต าย(G oodD eath)ค วรท ำอ ยา่ งไรเจา้ คะตอบ จรงิ ๆแ ลว้ เกอื บท กุ ศ าสนาม คี ำส อนค ลา้ ยๆก นั น กั ป ราชญ์ทั่วโลกจะถือเหมือนกับวา่ วันนี้เปน็ วันสดุ ท้ายของชีวิตถ้าเราถืออยา่ งน ี้ เรยี กวา่ เตรียมตัวตายท ุกว นั พ ระพุทธอ งคต์ รัสไวว้ า่ เหตุปัจจัยของค วามก ลัวต ายหรือทีเ่รยี กว ่าBadD eathค ือ ๑. ยดึ ม นั่ ถ อื ม น่ั ใ นร า่ งกายว า่ ร า่ งกายค อื เราค อื ข องของเรา ทุกวันน้ีย่ิงมีการพัฒนาทางวัตถุ คนเราก็ย่ิงมีความยึดม่ันถือมั่นในร่างกายมากข้ึน กลัวความแก่มากข้ึน กลัวธรรมชาติมากข้ึน มีการผ่าตัดเสริมสวย แต่งส่วนต่างๆ ฉีดส่วนน้ัน ตัดสว่ นน ้ี ส ารพัดจะทำได้เพราะความกลัวแ ก่กลัวต ายและความ : 5
6 : ชยสาโร ภกิ ขุ ยึดมั่นถือมั่นว่ากายคือเรา อันจะเป็นเหตุให้ตายแบบทรมาน ด้วยความเสียดายว่าจะต้องพลัดพรากจากร่างกายที่แสนเป็น ท่ีรักข องเรา ๒. ยึดม่ันถือมั่นในกาม ในความสุขท่ีได้จากรูป เสียง กลิน่ ร สส ัมผสั พ อร ูว้ ่าจะตอ้ งพลัดพรากจ ากส ง่ิ เหล่าน้แี ลว้ จ ิตก็ หดหู่คนท ่ียดึ ตดิ ในก ามมากจะส เู้ ต็มท ่ีแต่พอม นั ถงึ จดุ ท ี่จะส ไู้ ม่ ไดแ้ ลว้ ก ลบั อ ยากจ ะต ายเรว็ เขาร สู้ กึ ว า่ ช วี ติ ไมม่ คี วามห มายเสยี แลว้ เพราะค วามห มายข องช วี ติ เขาอ ยทู่ ก่ี ามเมอ่ื เขาห มดห วงั ใ น กามแลว้ ก ็ไมร่ ู้จะอยไู่ ปทำไมอ นั นก้ี เ็ รียกวา่ ตายไมด่ เี หมือนก นั ๓. เสียดายคุณงามความดี หลายสิ่งหลายอย่างท่ีดี เป็นบุญเป็นกุศล เคยคิดจะทำ สุดท้ายแล้วไม่ได้ทำ ฟังอาตมา แล้วคิดว่ากลับไปบ้านจะทำสมาธิทุกวัน เวลาผ่านไปๆ ก็ยังไม่ ได้ทำร ะวงั นะเดย๋ี วเดียวก ็หมดเวลาแล้วอยา่ งน ี้กจ็ ะเสียดาย ๔. กลวั ว่าต ายแลว้ ไม่รู้จะไปเกดิ ท ่ไี หนจะเกดิ เป็นอะไร กลัวตกนรก คนท่ีทำความไม่ดีไม่งามไว้มาก มักจะต้องกลัว และส มควรที่จะก ลัว สรปุ ส ิ่งท เ่ี ปน็ อ ปุ สรรคตอ่ GoodD eathค อื ๑การย ดึ มัน่ ในกาย ๒ การยึดมั่นในกาม ๓ ความสำนึกว่าพลาดโอกาส ทำความดี ๔ ความกลัวชาติหน้าเพราะบาปกรรมที่เคยทำ ไว้ Good Death จะตาม Good Life คือชีวิตท่ีดี โดยเฉพาะ การดำเนินช วี ิตในท างทปี่ อ้ งกนั ส ข่ี ้อข า้ งบน ปัญญาก็สำคัญ คือการพิจารณาความเกิดดับในชีวิต ประจำว นั จนเหน็ ก ายเห็นใจว า่ ส กั แตว่ ่าขนั ธ์ ๕เกิดดับเกดิ ด ับ
ตามเหตุตามปจั จัยเหน็ ช ีวติ เป็นกร ะแสไมม่ อี ะไรเท่ียงแทถ้ าวรย่อมลดความก ลัวตายเพราะหาผทู้ ี่จะตายไมเ่ จอ การนั่งสมาธิโดยทนนั่งกับทุกขเวทนานานๆ เป็นครั้งเป็นคราว จะได้ประโยชน์มาก แต่ไม่ใช่สิ่งท่ีควรทำบ่อย เพราะถ้าทำบ่อยๆ แล้ว จะทำให้เบ่ือการนั่งสมาธิ เม่ือจิตใจเราเข้มแข็งแล้ว การน่ังสมาธินานๆ โดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถเป็นส่ิงที่ดีมาก ครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่นหลายองค์เคยฝึกน่ังไม่กระดกิ ต งั้ แตห่ วั คำ่ จ นถงึ อ รณุ ท กุ ขเวทนาเมอื่ ถ งึ ทส่ี ดุ แ ลว้ ม นั จ ะหายไปเกดิ ปตี ิแล้วจ ะค่อยๆเพิ่มข ึ้นอ กี เปน็ ระลอกท ี่สองรนุ แรงกวา่ ร ะลอกแ รกเมือ่ ถงึ ท่ีสุดของม ันแ ลว้ มันกจ็ างลงทกุ ขเวทนาจะเกิดข้ึนเป็นระลอกที่สาม หลวงตามหาบัวเคยบอกว่าคราวน้ีมันหนักท่ีสุดเหมือนกับร่างกายจะแตกกระจายเป็นช้ิน หลวงตาสอนเร่ืองการข้ามเวทนาได้น่าประทับใจมาก เป็นการปฏิบัติข้ันสูงซ่ึงมีอานิสงส์มาก อานิสงส์ใหญ่เกิดเพราะสิ่งที่เรามักกลัวท่สี ุดไมใ่ ชค่ วามต ายความต ายค อื ห มดไม่มอี ะไรส ิง่ ที่กลัวคือเวทนาก อ่ นต ายกลวั ค วามท ุกข์ การนั่งดูเวทนา เป็นมิตรกับมัน การฝึกข้ามเวทนาเป็นคร้ังคราว การเห็นชัดว่าเวทนามีท่ีสุด ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราจะชว่ ยใ ห้ความกลวั ใ นใจเราลดน อ้ ยล งมาก ขอให้อยู่ด้วยความไม่ประมาท โดยเฉพาะในการละอกุศลธรรมและบ ำเพ็ญก ุศลธรรมเรยี นรู้ความจ รงิ ข องช วี ติ จ ากประสบการณ์ตรงไปงานศ พระลึกถ ึงวา่ วนั หนงึ่ ขา้ งห น้าตัวเราจะเปน็ อยา่ งน้ี เราเตรยี มพร้อมห รือยงั : 7
๔ถาม ผู้ท่ีทำผิดซ้ำๆ หรือไม่สำนึกผิดในสิ่งท่ีตนเองทำ จะสามารถฝึกจิตใจให้มีหิริ โอตตัปปะ ได้อย่างไรบ้างครับ อยากทราบวธิ ีก ารนำไปป ระยุกต์ใช้กบั ค นกล่มุ น ้ีตอบ การสำนึกผิดหรือไม่สำนึกเป็นเรื่องของทิฐิ สัมมาทิฐิมิจฉาทิฐิเราต อ้ งทำความเข้าใจว ่าทำไมเราจ งึ ถอื ว่าผ ิดม นั ผดิ เพราะอะไร มีเหตุผลอย่างไรบ้าง ไม่ใช่ว่าผิดเพราะรู้สึกว่าไม่ดีอย่างเดียว เราต้องมีเหตุผลด้วย เราต้องถามผู้ที่ไม่สำนึกผิดในสงิ่ ท ี่ต ัวเองทำว า่ เขาตอ้ งการอ ย่ใู นช ุมชนแบบไหนตอ้ งการม คี นรอบขา้ งแบบไหนถ้าเลอื กได้ แ ละต้องเลอื กระหวา่ งอยู่กบั คนท่ีไว้ใจได้กับคนท่ีไว้ใจไม่ได้ จะเลือกแบบไหน และอะไรเป็นส่ิงท่ีทำใหค้ นไวว้ างใจก นั ได้อะไรเป็นส่ิงท ่ีท ำใหค้ นไมน่ า่ ไว้ใจใ ห้เขาเหน็ ว า่ ศ ลี ธ รรมเปน็ เครอื่ งร บั ป ระกนั ค วามน า่ อ ยขู่ องช มุ ชนใหเ้ ขาคดิ เองใ ห้เขาร ้สู ึกว ่า‘ใ ช่!มนั เป็นอยา่ งน้นั จ รงิ ๆ!’ เร่ืองหิริ โอตตัปปะ นี้ หิริ ท่านว่าเกิดจากความเคารพต วั เองโอตตปั ปะค อื ค วามเคารพค นอ นื่ ห ริ ิ ค วามล ะอายเกดิ จากความรสู้ กึ ว่าสิง่ ท่ีตวั เองจะทำกำลังทำหรอื ทำไปแลว้ ขัดแยง้ กับอุดมการณ์หรือหน้าท่ีของเรา เช่น ในฐานะท่ีเราเป็นมนุษย์คนหน่ึงใ นฐ านะทเี่ ราเป็นชาวพุทธในฐานะท เี่ราเปน็ ผู้ปกครองในฐานะท ่ีเราเป็นอาจารย์ ใ นฐานะท ีเ่ ราเปน็ ลูกศิษย์ เราม ีหนา้ ท่ีต่อบทบาทต่างๆ ของเราอย่างไรบ้าง ต้องประพฤติตัวอย่างไร : 9
10 : ชยสาโร ภกิ ขุ ม นั จงึ จะเหมาะสมถ้าเราส ำนกึ ได้วา่ ส ่งิ ทกี่ ำลงั จะทำขัดก ับสงิ่ ท่ี เหมาะสมที่เราเคยตกลงว่าจะทำ หรือขัดกับอุดมการณ์ของเรา ความร้สู ึกท ี่เกดิ ขน้ึ ค อื ความละอายเปน็ อริยท รพั ยใ์ นใ จ นักมนุษยศาสตร์กลุ่มหน่ึงแยกสังคมมนุษย์ออกเป็น ๒ ประเภทห รอื ๒ ว ฒั นธรรมค อื G uiltC ulture(ร สู้ กึ ผ ดิ )ก บั S hame Culture(ร้สู ึกล ะอาย)โลกต ะวันตกส่วนม ากเป็นGuiltC ulture ส่วนโลกตะวันออกเป็น Shame Culture ในตะวันตกเราจะใช้ หิริ ความละอายเป็นเคร่ืองมือในการแก้ปัญหาสังคมได้ยาก เพราะชาวตะวันตกมักสับสน แยกไม่ออกระหว่างความละอาย กับความรู้สึกผิด มักจะนำไปสู่การมองตัวเองในแง่ร้าย กลาย เป็นการส ง่ เสริมความเศรา้ ห มองในใ จคนม ากกว่าค วามส ะอาด เมืองไทยไม่น่าจะต้องเจอปัญหานี้ อาตมาเช่ือว่าความ ละอายเป็นคุณธรรมที่เป็นทรัพยากรสำคัญของคนไทย ถ้าเรา สามารถให้การศึกษาท่ีถูกต้อง เรามีหวังว่าคนไทยท่ัวไปเห็นได้ ว่าการกระทำบางอย่างน่าละอาย และความรู้สึกละอายจะเป็น แรงด ลบ ันดาลใ จใ หเ้ลิกถ า้ เราส ามารถป ลูกฝ งั ค วามร ู้สกึ อ ยา่ งน ้ี ในท างท ถ่ี กู ต อ้ งจ ะเปน็ ป ระโยชนม์ ากเปน็ ส งิ่ ท จ่ี ะร ะงบั พ ฤตกิ รรม บางอ ย่างได้ เพราะมันน ่าละอายจรงิ ตำราวิสุทธิมรรคท่านอุปมาว่าความรู้สึกละอายเหมือน ความรู้สึกของคนท่ีจำเป็นต้องไปน่ังถ่ายอุจจาระกลางตลาด ถ้าเป็นตัวเองจะรู้สึกอย่างไร หรือเห็นคนอ่ืนทำ จะรู้สึกอย่างไร ก็คงรู้สึกรังเกียจว่ามันน่าละอาย การเบียดเบียนการเอารัด เอาเปรียบคนอ่ืนก็เป็นส่ิงท่ีน่าละอายอย่างนั้นเหมือนกัน
เพราะฉะน้ันเราอาจเรียกคำว่า หิริ เป็น Intelligent Shameก็ได้ คอื เปน็ ความละอายท ่เี กดิ จ ากปัญญาไม่ใช่ความร ูส้ ึกที่เกดิ จ ากอ วชิ ชา สว่ นค ำว า่ โอตตปั ปะค วามเกรงก ลวั ต อ่ บ าปก เ็ ชน่ เดยี วกนั เกิดจากการเข้าใจว่าบาปคืออะไร เกิดจากความเช่ือในกฎแห่งกรรมซ ง่ึ คนไทยส่วนม ากม อี ยแู่ ล้วเกิดจากก ารสำนึกใ นผ ลของการกระทำ ตลอดจนผลกระทบต่อคนรอบข้างและสังคมท่ัวๆไป การสอนให้คนหยุดการกระทำโดยนึกถึงผลท่ีจะเกิดตามมาเป็นส่ิงที่ดีมีประโยชน์มาก ความกลัวท่ีเกิดข้ึนพร้อมกับความสำนกึ เป็นแรงด ลบ ันดาลใ จให้เลกิ ส ่งิ ท ไี่ มด่ ีไมง่ าม เคยส งั เกตไหมว า่ จ ติ ใจท ม่ี กี เิ ลสแ ละก ำลงั จ ะท ำส งิ่ ท ไ่ี มด่ ีมักจะเซ็นเซอร์หรือข่มไว้ซ่ึงเสียงท่ีร้องข้ึนมาในใจว่า หยุด หยุดหยุด!ไม่ถกู ไมน่ ่าทำเลยคนอ นื่ เขาจะเดือดร้อนต ัวเองจะเดอื ดร้อนถา้ ก เิ ลสมพี ลังมากมันจ ะร้องโตเ้ถยี งหา้ มความค ดิ อ ยา่ งน ี้“Shutu p!”เพราะไมอ่ ยากฟังเดยี๋ วจะไมส่ นุกนแี่ หละคอื ภ าวะจิตท่ีเรียกว่า “อโนตตัปปะ” คือตรงข้ามกับความเกรงกลัวต่อบาป อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดซะ ฉันจะสนุกให้เต็มที่ ให้มันสุดๆไปเลย ส่วนผู้มีโอตตัปปะ พอกำลังจะทำแล้วเสียงเตือนเกิดขึ้นในใ จก ็จะไม่ข่มไว้แต่จะเตอื นต ัวเองว า่ ใช่...ไมท่ ำด กี ว่า...ไม่คุ้มคา่ เพราะจ ะสง่ ผ ลเสยี ห ายไม่ทำด กี ว่ายอมรับว า่ สนกุ ถ า้ ท ำแลว้ ค งม คี วามส ขุ อ ยบู่ า้ งแ ตไ่ มต่ อ้ งการพ อทจี่ ะย อมเปน็ ท าสข องมันและท ำบาปกรรม : 11
12 : ชยสาโร ภิกขุ เร่ืองนี้เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับความอดทนด้วย เราต้อง อดทนต่อความอยากได้ความสุข สังคมเราจะเรียบร้อย เมื่อเรา หม่ันสอนให้เด็กรู้จักเรียนรู้จากการกระทำของเขา ความรู้สึกท่ี เกดิ ข ึน้ เป็นผลแ ละผลท ี่เกดิ ขึน้ ก บั ค นร อบข า้ งและส่งิ แ วดล้อม ๕ ถาม ขอกราบเรียนถามเรื่องชาติภพ พวกหมอมักมีวิจิกิจฉา (ลังเลส งสยั )มากพระอาจารยเ์ชอ่ื ว า่ อย่างไร ตอบ คำสอนของพระพุทธศาสนาเราอาจจะแบ่งออกได้เป็น ส องส ว่ นคอื ส ว่ นท พ่ี สิ จู นไ์ ดง้ า่ ยแ ละส ว่ นท พ่ี ิสจู นไ์ ดย้ ากค ือบ าง คำส อนฟ งั ห รอื อ า่ นแ ลว้ ป ระทบั ใจร สู้ กึ ว า่ ใช่ไดท้ นั ทีเชน่ เรอ่ื งโทษ ของก เิ ลสเรอื่ งค วามท กุ ขท์ เี่ กดิ จ ากก ารล ะเมดิ ศ ลี เรอ่ื งค วามส ขุ ท ่ี เกดิ จ ากการใ ห้ทานอ ย่างไมห่ วังสิ่งต อบแทนเป็นตน้ แต่บางคำสอนฟังยาก เข้าใจยาก และถึงจะพิสูจน์ได้ จิตใจเราคงยังไม่มีคุณสมบัติพอท่ีจะพิสูจน์ เช่น เรื่องภาวะจิต ในฌ านแ ละเรือ่ งข้ามภพข า้ มช าติ ปัญหากค็ อื เราควรจ ะวางใจ อย่างไรต่อคำสอนต่างๆ เช่น เรื่องภพชาติท่ีเรายังไม่อาจจะ พิสูจน์ได้ บางคนอาจจะไม่สนใจไปเลย โดยถือว่าเรื่องล้ีลับ ไม่ต้องสนใจก็ได้ แต่อาตมาเห็นว่าส่ิงใดอยู่ในพระสูตร สิ่งน้ัน ต้องนับอยู่ในใบไม้ในกำมือของพระพุทธองค์ พูดง่ายๆ คือถ้า พระพุทธเจ้ากล่าวถึงเรื่องไหน แสดงว่าพระพุทธองค์ทรงกล่ัน กรองและเลือกแล้วว่าเหมาะสมท่ีจะเปิดเผยให้มนุษย์ทราบ
ซ่ึงปรากฏว่าพระองค์ทรงสอนเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร และเรื่องภพชาติต่างๆ อยู่บ่อยๆ อาตมาจึงสรุปว่าพระพุทธองค์ทรงต้องการให้เราได้รับรู้เร่ืองนี้เป็นเร่ืองท่ีพระองค์ทรงเหน็ ว่าพ วกเราต้องส นใจศกึ ษาเพราะเปน็ ประโยชน์ จะขออุปมาดังนี้ เหมือนเรากำลังเดินทางในประเทศที่เราไม่เคยไปมาก่อน มีแผนที่ที่ผู้หวังดีฝากมา ในระหว่างการเดนิ ท างเราด แู ผนทเี่ ปน็ ร ะย ะๆเทยี บเคยี งก บั ส ง่ิ ท เ่ี ราเหน็ ร อบต วั ซ้ายมือมีหมู่บ้านมีป่าไม้ ดูในแผนที่ก็มีหมู่บ้านและป่าไม้ ข้างขวาม ีแม่นำ้ ม ีเนนิ มองไปก็ใชอ่ กี เดินไปด ไูปร้สู กึ ว่าแ ผนที่นตี้ รงกบั ค วามจ รงิ ดมี ากไมม่ ีผดิ เลยบดั นเี้รานัง่ พักก างแ ผนท่ีเอาไว้ปรากฏว ่าข้างห นา้ มภี เู ขาส งู ถ ึง๕,๐๐๐ฟ ุตเรางงใ ช่หรือเปล่าคอื เราม าจ ากประเทศท ไี่ม่มีภเู ขามแี ต่ทีร่ าบไมเ่คยเห็นภเู ขาส งู เกนิ ร อ้ ยฟ ตุ ใ นช วี ติ แ มแ้ ตค่ รง้ั เดยี วส ามญั สำนกึ จ งึ บ อกว า่ เปน็ ไปไม่ได้หรอก เป็นเรื่องงมงาย เชื่อได้อย่างไร มันเหลือเชื่อ อยู่ในโลกม าหลายป กี ็ยงั ไม่เคยเห็นส ูงแค่๕๐๐ฟ ตุ ก็ยงั ไมเ่ คยเห็นไม่ตอ้ งพ ดู ถ งึ ๕ ,๐๐๐ฟ ตุ ห รอกใ จห นง่ึ ม สี ามญั สำนกึ บ อกว า่ แ ผนที่คงผิด แต่อีกใจหนึ่งค้านว่า จะเป็นไปได้หรือที่แผนท่ีในส่วนที่ผ่านมาถูกต้องแม่นยำหมด ขณะที่แผนท่ีอีกส่วนหน่ึงผิดหมดทำให้เกดิ ความข ดั แ ย้งขนึ้ ใ นใจแ ต่สรปุ ว ่ามันนา่ จ ะม ีโอกาสเปน็ จรงิ ม ากกวา่ เราถ อื วา่ ค วามเปน็ อ นั ห นงึ่ อ นั เดยี วข องแ ผนทนี่ า่ จ ะไวใ้ จได้ม ากกวา่ ประสบการณส์ ว่ นต วั ใ นอ ดีตแ ตเ่ ตอื นสติตัวเองว่ายังไม่ได้พิสูจน์นะ ยังไม่รู้จริง เพียงแค่เช่ือด้วยเหตุผลไว้ก่อนสง่ิ ท่ีสำคัญทสี่ ดุ ต อนน ค้ี ือเดนิ ไปเรือ่ ยๆเพื่อด ูกบั ตา : 13
14 : ชยสาโร ภกิ ขุ อาตมาว่าน่ีคือท่าทีท่ีเหมาะสมต่อคำสอนเร่ืองสวรรค์ นรก เรื่องต่างๆ ที่เรายังมองไม่เห็นและยังเข้าไม่ถึง เราเช่ือไว้ ก่อนดีไหม เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้าในส่วนท่ีเราพิสูจน์ได้ ปรากฏว่าถูกต้องหมดทุกข้อ ฉะนั้นให้เราลองถามตัวเองดูว่า เปน็ ไปไดไ้ หมว า่ ส งิ่ ท เี่ ราผ า่ นม าแ ลว้ ถ กู ห มดแ ตส่ งิ่ ท เ่ี ราย งั เขา้ ไม่ ถงึ น ผี้ ิดห มดหรือว ่าผ ดิ ใ นเรื่องก ารเวียนวา่ ยตายเกดิ ซ่งึ เปน็ ส่วน สำคัญพ ระพุทธเจ้าไมบ่ งั คบั เร่อื งความเชื่อเรามสี ทิ ธิที่จะเชอ่ื ว่า มีหรือไม่มี แต่ขอให้เราใช้สติปัญญาพิจารณาให้ดีก่อนเช่ือก็ แล้วกัน เหตุผลในความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดมีมาก พอสมควร ข้อหน่ึงคือหลักฐานในพระไตรปิฎกซ่ึงปรากฏอยู่ มากมายข อ้ ท ส่ี องค อื ผ ทู้ ร่ี ะลกึ ช าตไิ ดโ้ ดยธ รรมชาติ ซ ง่ึ ส ว่ นม าก มักเป็นเด็กอายุ ๓-๔ ขวบ Dr. Ian Stevenson ศาสตราจารย์ มหาวทิ ยาลัยเวอรจ์ เิ นียท ส่ี หรัฐฯใช้เวลาก ว่า๒๐ป ีท ำการว จิ ัย เร่ืองน้ี และได้พิมพ์ผลการวิจัยออกมาหลายเล่ม เป็นที่ยอมรับ ตามห ลกั ว ิทยาศาสตรห์ ลกั ว ชิ าการวา่ ข ้อท ่ีสามมผี ู้ทรี่ ะลึกชาติ ได้โดยการสะกดจิต และข้อท่ีส่ีมีผู้ท่ีระลึกชาติได้โดยการทำ สมาธถิ งึ ข้ันฌ าน ส่ีข้อนี่นับเป็นหลักฐานท่ีสนับสนุนความเชื่อในการเวียน วา่ ยต ายเกดิ ห ลกั ฐ านในพ ระไตรปฎิ กแ ละห ลกั ฐ านจ ากผ ทู้ รี่ ะลกึ ชาตไิ ด้ ข องเดก็ บ า้ งข องผ ทู้ ถี่ กู ส ะกดจ ติ บ า้ งข องผ ทู้ ำส มาธขิ นั้ ส งู บา้ งแ ตก่ ็ยงั ไมใ่ ช่การพสิ จู น์เป็นแค่สง่ิ ทช่ี วนให้เช่อื จะเช่ือหรือไม่เชอ่ื ก ็สำคญั เพราะม ีผลต อ่ ก ารกร ะทำเช่น คนท่ีทำบุญเพ่ือหวังว่าตายแล้วจะข้ึนสวรรค์ งมงายไหม ถ้า
สวรรค์ไม่มีจริงก็งมงาย ถ้าสวรรค์มีจริงก็ไม่งมงาย เหมือนกับว่าเราสะสมเงินไว้ใช้สำหรับชีวิตช่วงหลังเกษียณ งมงายไหมถ้าถึงเวลาเกษียณแล้วยังไม่ตาย ก็ไม่งมงายใช่ไหม แต่ถ้าชีวิตหลงั เกษียณไมม่ จี ริงเพราะตายเสียก อ่ นจะเรียกวา่ ง มงายไหม๖ถ าม ใ นข ณะท ี่โลกเราด ำเนินไ ปสรรพส ัตว์ใ นภ พภ ูมิต ่างๆ ก ็ดำเนินชีวิตไ ปพ ร้อมๆก ันใช่ไหมเจ้าคะ ล ักษณะแบบม ิติเวลาของแ ตล่ ะภ พภ มู มิ หี ลดุ ท ำใหข้ า้ มเวลาเขา้ ม าในโลกม นษุ ยไ์ ดห้ รอื ไม่เจา้ คะตอบ ฟังดูน่ากลัว จะเล่าเรื่องผีให้ฟังจะได้หายง่วง หลังส งครามโลกค รงั้ ท ่ี ๒ ผ บู้ ญั ชาการท หารส งู สดุ แ หง่ ก องทพั อ ากาศของอ งั กฤษพ ลเอกด าวนน์ งิ่ ล าอ อกจ ากร าชการแ ลว้ ไปท ำม ลู นธิ ิเก่ียวกับการสร้างสัมพันธ์กับคนท่ีตายแล้ว หรืออะไรทำนองนั้นจำไม่แม่น เขาให้พวกน่ังทางในติดต่อกับผีของทหารอากาศอังกฤษท่ีตายโดยยังไม่รู้ตัวว่าตาย ปรากฏว่าเขาว่ามีเยอะมากพวกผ กี ลบั เขา้ ไปใ นบ า้ นโดยไมร่ วู้ า่ ต วั เขาต ายแ ลว้ แ ละเปน็ ท กุ ข์มากเมื่อลูกเมียมองไม่เห็น เจ้าหน้าที่มูลนิธิจึงสื่อสารไปแบบW i-F iบ อกใหผ้ รี วู้ า่ เขาต ายแ ลว้ อ ยทู่ น่ี ไี่ มไ่ ด้ เขาต อ้ งไปท อี่ น่ื ต อ่ ได้แลว้ น ค่ี อื เรอ่ื งผ อี งั กฤษค งม สี ว่ นค ลา้ ยก บั ผ ไี ทยแ ตไ่ มเ่ หมอื นก นั ทีเดยี วเทา่ ท่ที ราบผ อี งั กฤษช อบอยใู่ นป ราสาทเช่นเป็นอศั วินหว้ิ หวั ตวั เองไปม าอะไรอยา่ งน ี้ แ บบน้ีผ ไี ทยด จู ะไมน่ ยิ ม : 15
16 : ชยสาโร ภกิ ขุ เรอื่ งภ พภ มู มิ ติ ติ า่ งๆพ ดู ย ากม นั เกนิ ว สิ ยั ข องค นส ว่ นใหญ่ เชื่อไว้ก่อน เชื่ออย่างอ่อนน้อมถ่อมตนว่ายังไม่รู้จริง ถ้าเช่ือไว้ กอ่ นแ นวความค ดิ ข องเราจ ะเปน็ ค วามเหน็ ชอบความด ำรชิ อบ เป็นการส ร้างเหตุป ัจจัยของก ารเจริญในธรรม ๗ ถ าม ทำอ ยา่ งไรจ งึ จ ะล ะเวน้ ค วามโกรธใ หไ้ ด้ เพราะค วามโกรธ เป็นอารมณ์ปัจจุบันที่เกิดเร็ว บางครั้งกว่าจะมีสติรู้ตัวก็โกรธไป แลว้ ค ดิ ว า่ การร ะวงั เรอ่ื งค วามโลภค วามห ลงจ ะง า่ ยก วา่ จ รงิ ห รอื ไมเ่ จ้าคะ ตอบ ที่จริงเรื่องที่ว่าการละเว้นความโลภความหลงง่ายกว่า อาตมาว ่าไม่ใช่ยากกว่าเพราะค นส ่วนใหญ่ไม่เห็นโทษของม ัน เวลาโกรธส ว่ นมากเราจะรตู้ วั ว า่ โกรธและม นั ไมด่ ีแ ตไ่ มเ่สมอไป บางค นท ย่ี งั ไมร่ ตู้ วั แ ละไมย่ อมรบั ห นา้ แ ดงแ ตย่ งั ย นื ยนั ว า่ “ฉ นั ไม่ โกรธ!”ใ ครว่าโกรธกย็ ิ่งโกรธใหญ่อยา่ งน ้ีก็ม คี วามโกรธเปน็ ของ หยาบแ ละเปน็ อ ารมณท์ ไ่ี มม่ ใี ครช อบแ ตใ่ นข ณะเดยี วกนั เราค วร จะส งั เกตว า่ ใ นข ณะท เ่ี ราโกรธน น้ั เราก พ็ อใจใ นค วามโกรธม นั ใ น อารมณ์ไมเ่ ชน่ น นั้ ค งไมโ่ กรธถ งึ ข นาดน น้ั ถ า้ เราจ ะช นะค วามโกรธ ตอ้ งเรียนร้เู สน่ห์ของมัน พุทธศ าสนาม หี ลักก ารป ฏิบตั ใิ นเรือ่ งน อี้ ย่างล ะเอยี ดอ อ่ น เป็นข้ันตอน ถ้าใช้ภาษาสมัยใหม่เรียกว่าเป็นระบบองค์รวม คือปัญหาอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นความโลภความโกรธ
ความหลงก ็ตามจะแกใ้ ห้ไดจ้ ำเปน็ ตอ้ งแ กท้ ้ัง๓ดา้ นค ือทง้ั ดา้ นกายว าจาด้านใ จแ ละด้านป ัญญาแ ละต อ้ งเป็นท้ังในระดบั ศลี ระดับสมาธิ และระดับปัญญา ระดบั แ รกเปน็ เรอ่ื งข องศ ลี ต อ้ งใชค้ วามต ง้ั ใจม งุ่ ม นั่ ง ดเวน้ เป็นหลัก เคร่ืองมือหลักในระดับน้ีคือความต้ังใจ เมื่อโกรธแล้วอย่างน้อยทสี่ ดุ ให้เราต้งั อกต้ังใจไม่แสดงออกด้วยกายหรอื วาจาตามอำนาจของความโกรธน้ัน เราไม่ด่าไม่ว่าไม่ไปทุบตีทำร้ายเขา การสำรวมกายวาจาได้นั้นเป็นขั้นแรก อย่างน้อยท่ีสุดเราก็ไม่ทำบาปกรรมทางกายทางวาจา ซ่ึงเป็นเหตุให้ตกนรกได้ แต่นั่นก็ยังไม่พอ เพียงแค่ช่วยป้องกันอันตรายแก่คนอื่นและแก่ตัวเองเท่าน้ันเปรียบเหมือนก ารปฐมพยาบาลแต่ยงั ไมเ่ ปน็ การแ ก้ปัญหาอ ย่างแ ท้จรงิ ระดับที่สอง ระดับสมาธิคือเรื่องการบริหารอารมณ์ ในบรบิ ทนี้ส มาธิเป็นช ื่อข องก ลุ่มค ุณธรรมท เ่ี ราต อ้ งพ ฒั นาเชน่ สติความอดทนและเมตตาก ่อนทีจ่ ะโกรธจะโมโหเตม็ ที่ มนั ต้องมีอาการบ างอ ยา่ งบ อกล ว่ งห นา้ เหมอื นท อ่ี าการฟ า้ ค รมึ้ ๆล มเยน็ ๆบอกเราว า่ ฝ นจ ะต กเราเขา้ ใจเพราะเราเคยส งั เกตห ลายค รง้ั แ ลว้ ว่าอากาศเปลย่ี นอ ย่างน ี้แ สดงว่าฝนก ำลงั จ ะตกเรอ่ื งข องจ ิตใจก็ไม่ต่างจากธรรมชาติภายนอก ก่อนจะโกรธก็ต้องมีอาการบางอย่างบ่งบอก ถ้าเราฝึกสติบ่อยๆ เราจะชินกับอาการของกายและใจจะรู้สึกว่องไว รู้ทันความเปลี่ยนแปลงของกายและใจ จะมีสัญญาณบ อกวา่ เรม่ิ ผิดป กติ เริม่ ม อี าการแ ล้วน ะเราจ ึงมโีอกาส : 17
18 : ชยสาโร ภิกขุ แกไ้ ขตัง้ แต่อารมณ์ยงั ไม่รุนแรงโกรธแล้วจึงไดส้ ติก ็แนน่ อนวา่ ไม่ทันกาล ถ้าไม่ฝึกสติเป็นประจำ ไม่ให้ความสำคัญกับการมี สติ ไม่ฝึกต วั เองให้อยู่ในป จั จุบันเปน็ กำลังข องค วามโกรธกต็ อ้ ง มีมากกว่ากำลังของสติ พลังสติสู้ไม่ได้ แต่ถ้าเราฝึกสติต่อเน่ือง อย่างสม่ำเสมอ เช่น ด้วยการนั่งสมาธิเป็นประจำ จนเกิดความ ต้ังมั่นเกดิ ความส งบภายในจ ะเป็นห วั เล้ียวห ัวต่อใ นชวี ติ เพราะ เปน็ การไดส้ ง่ิ ล ำ้ คา่ ค อื เครอื่ งเปรยี บเทยี บภ ายในร สู้ กึ ในโทษข อง ความโกรธแ ละก เิ ลสอ ืน่ เพราะได้สมั ผสั ค วามไมเ่ศรา้ ห มองบ้าง ตอนยังไม่บวช ตอนอยู่อินเดีย เคยเจอเด็กชาวเขาท่ีไม่ เคยเห็นสบู่มาก่อน พอได้สบู่มาลองถู จึงรู้ว่าผิวหนังท่ีสกปรก ของเขาชำระล้างให้สะอาดได้ ก่อนหน้าน้ันคงคิดว่าเป็นเร่ือง ธรรมดาที่แก้ไม่ได้ส บู่ของพ ระพุทธเจา้ กค็ อื ก ารฝกึ สมาธิเรา ชาวพ ทุ ธค งเคยไดย้ นิ ค ำว า่ ก เิ ลสบ อ่ ยๆก เิ ลสค อื ค วามเศรา้ ห มอง แหง่ จ ติ ใจค วามโลภค วามโกรธค วามห ลงค วามอ จิ ฉาพ ยาบาท คือความเศร้าหมองแ หง่ จติ ใจอ นั น เ้ี ราเคยได้ยนิ แตม่ นั ก เ็ ปน็ แค่ สัญญาค วามจ ำเราจ ะเขา้ ใจอย่างแจ่มแจ้งในเรือ่ งน ไ้ีด้ก ต็ อ่ เมอื่ จติ ใจได้สมั ผสั ค วามไม่เศรา้ ห มองเมอ่ื จ ติ ใจสัมผัสค วามไมเ่ศรา้ หมองค อื ม สี มาธิ จ ติ ใจส งบแ ลว้ น นั่ แ หละเราจ งึ จ ะร ถู้ งึ ค วามเศรา้ หมองจริงๆถ้าย ังไม่มีเคร่อื งเปรียบเทียบม นั ไมร่ สู้ ึกอ าจจะร อู้ ยู่ หรืออาจจ ะเช่ือตามท ่ีพระท ่านสอนแต่ยังไม่เห็นย ังไม่ไดส้ มั ผสั ยังไม่รู้สึกได้เอง แต่พอเราเข้าถึงความสงบระงับความแน่วแน่ ของจิตใจท่ีผ่องใสสะอาดได้แล้ว เม่ือจิตใจจะโกรธจะพยาบาท เมอื่ อ ารมณท์ หี่ ยาบคายเกดิ ข้นึ เราจะรสู้ กึ ส ยดสยองข ยะแขยง
รังเกียจ รู้สึกว่ามันน่าเกลียด แล้วจิตใจก็จะถอนออกมาทันทีผู้ท่ีมีเครื่องวัดเครื่องเปรียบเทียบจากการฝึกสมาธิ สามารถระงบั ค วามค ิดฟุง้ ซ่านได้ เราจะรู้วา่ ความโกรธไมด่ ี แ ละไมอ่ ยากเป็นคนข้ีโกรธ แต่ถ้าเราไม่มีคุณธรรมท่ีมีกำลัง เราจะสู้ไม่ไหวเพราะค วามโกรธม กี ำลงั ม ากฉ ะนน้ั ส ตแิ ละส มาธชิ ว่ ยใ หม้ เี ครอื่ งเปรียบเทียบระหว่างความผ่องใส ความไม่ผ่องใส ความเศร้าหมองค วามไมเ่ ศรา้ ห มองข องจิตเอื้อต อ่ ก ารบ รหิ ารอ ารมณ์ นอกจากน ี้ ถ า้ เราเจริญเมตตาภ าวนาค ือเจริญส มาธดิ ้วยการแ ผเ่ มตตาค วามห วงั ด แี ละก ารใหอ้ ภยั เปน็ ป ระจำพ ลงั เมตตาท่ีเพ่ิมขึ้นจะทำให้ความโกรธเกิดได้ยาก การที่จะให้ความโกรธเกิดข้ึนน้อยลงมีคุณธรรมหลายอย่างที่ทำงานร่วมกันในขั้นของสมาธิ ก ารต ง้ั ส ตชิ ่วยได้ สมาธชิ ่วยได้ความอ ดทนก็ช ว่ ยได้ เราต้องเข้าใจว่าเร่ืองการต้ังใจน้ันใช้ได้เฉพาะเร่ืองภายนอก ระดับกายวาจาเท่านั้น แม้จะอธิษฐานว่าวันนี้จะไม่โกรธใคร ขอคุณพระศรีรัตนตรัยจงช่วยดลบันดาลให้ข้าพเจ้าเป็นคนใจเย็นตลอดวันนี้ ทำอย่างนี้ไม่ได้หรอก แม้คุณพระศรีรตั นตรัยก็ช่วยไม่ได้ก ารอ ธษิ ฐานได้ผ ลใ นโลกภายนอกภ ายในเราต อ้ งภาวนา ระดับที่สามคือปัญญา โดยเราแบ่งปัญญาออกเป็น ๒ระดับ ระดับความคิดและระดับเหนือความคิด สำหรับระดับความค ดิ น นั้ ค อื โยนโิ สม นสกิ ารซ ง่ึ แ ปลว า่ ค วามค ดิ แ ยบคายส ว่ นปญั ญาร ะดบั เหนอื ค วามคดิ เป็นความเหน็ แ จง้ เรยี กว่าว ปิ สั สนาเบ้ืองต้นเราใช้การคิดพิจารณาช่วย เช่น พิจารณาถึงโทษของ : 19
20 : ชยสาโร ภกิ ขุ ความโกรธท ีเ่ คยเกดิ ขึน้ ใ นชวี ิตข องตนแ ละชวี ติ ค นรอบข า้ งท ี่เรา เคยโกรธแล้วทำอะไรพูดอะไร ซึ่งภายหลังรู้สึกเดือดร้อนใจ เสียใจท่ีได้ทำไป รู้สึกว่าตัวเองไม่ดี เราพยายามระลึกถึงความ ร ู้สึกต อนนน้ั จนทำให้เกิดความกลวั ท จ่ี ะตอ้ งเปน็ เช่นน น้ั อีก อีกวธิ ีหนงึ่ คือเวลาเราโกรธมากๆใ ห้ส่องกระจกดูหน้าตา เราว่าเป็นอย่างไร เหมือนเทวดาไหม เหมือนเทพบุตรเทพธิดา หรือเหมือนยักษ์หรือยักขิณี ดูหน้าเราเวลาเรากำลังโกรธมัน เปน็ อยา่ งไรห รือเวลาเราก ำลงั โกรธมากๆพ ูดเข้าเคร่ืองอ ัดเสียง ว่าเขาเลยแรงๆจ นร สู้ กึ ส ะใจพอใจส บายใจแ ลว้ ลองเปดิ ฟ งั วา่ เปน็ อยา่ งไรบา้ งเราภ มู ิใจไหมท ่ีพูดไปเมือ่ ก ี้ แตอ่ ยา่ เปดิ ใ ห้คนอ ืน่ ฟ งั นะเขาอาจจะตกใจน ่คี อื อ ุบายท่ี เรยี กวา่ ปญั ญาร ะดบั ตน้ ๆ อาตมาม ญี าตคิ นห นง่ึ เปน็ ผ คู้ มุ น กั โทษใ นเรอื นจ ำเขาเลา่ ให้อาตมาฟังว่า มันแปลกนะ ไปรู้จักกับพวกฆาตกร ไม่เหมือน ท่ีคิดล่วงหน้า ส่วนมากดูเป็นคนธรรมดา และส่วนใหญ่ก็เป็น เช่นนั้นจริง ฆาตกรรมส่วนใหญ่เกิดข้ันในครอบครัว ส่วนมาก พวกฆาตกรดำเนินชีวิตประกอบอาชีพตลอดหลายปี จนกระท่ัง วันหนึ่งมีเร่ืองกดดัน ตึงเครียด แล้วแพ้ความโกรธ เลยฆ่าคน ใกล้ชิด ทนไม่ไหว หลงอารมณ์ ไปแทงภรรยาตายหรือไปยิง สามีต ายค วามโกรธแคว่ นิ าทีเดียวเปน็ เหตุใหต้ ้องติดค กุ ต ลอด ชีวิต ต้องถูกประทับตราว่าเป็นฆาตกรตลอดชีวิต อยู่ในโลกมา ๕๐-๖๐ ปี ความโกรธแค่วินาทีเดียวสามารถเปล่ียนชีวิตของ คนโดยส้ินเชิงได้ คนที่ลุอำนาจแก่ความโกรธทำได้ทุกอย่าง
ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ได้ ไม่มีอะไรท่ีคนโกรธเต็มท่ีทำไม่ได้ฆ า่ เขาแ ล้วเป็นบ าปเปน็ กรรมอ ย่างนา่ ก ลวั เม่ือค ิดท บทวนอย่างน ้ีจะเห็นว่าความโกรธไมใ่ ช่เรอื่ งเลก็ นอ้ ยเลยทีเดียว อีกข้อหนึ่ง ขอให้พิจารณาว่าเราได้อะไรจากความโกรธเพราะถ้าเราไม่รู้สึกลึกๆ ว่าเราได้อะไรสักอย่าง เราก็คงไม่โกรธอย่างนี้บ่อยๆ มันมีอะไรอยู่ในความโกรธท่ีเรายังพอใจ เพราะถ้าเราไม่พอใจจุดใดจุดหน่ึงมันจะไม่เป็นอย่างนี้ อาจเป็นความรสู้ กึ ส ะใจท ี่เราช อบหรอื อาจเปน็ ว ่าในข ณะท โี่ กรธร ู้สกึ ม ีอ ำนาจมีกำลงั ม ีพลงั ร สู้ ึกม ีชีวติ ช วี าด้วยความโกรธตัวน ้แี หละคอื ต วั ที่เราชอบติด เพราะฉะนั้นเราต้องดูตรงจุดที่เราติดด้วย และต้องต้ังใจป ลอ่ ยวาง ในร ะดบั ส งู ข น้ึ ไปค อื ร ะดบั ว ปิ สั สนาถ า้ จ ติ ใจเราส งบร ะงบั ได้ ป ลอ่ ยว างค วามค ดิ เรอื่ งอ ดตี อ นาคตแ ละค วามฟ งุ้ ซา่ นว นุ่ วายต่างๆจิตใจสงบน้อมไปดูอ ารมณ์ต ามค วามเป็นจริงจะเห็นว่าความโกรธก็เป็นสักแต่ว่าธรรมชาติท่ีเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยเกิดข้ึนแล้วดับไป แค่นั้นเอง เม่ือเราเห็นว่าเป็นของธรรมชาติไมม่ เี จ้าของเรากจ็ ะปลอ่ ยว างอันน ้เี ป็นการป ลอ่ ยวางร ะดับส ูง สรุปว่าเม่ือเรามีปัญหาอย่าง เช่น ความโกรธ ต้องแก้ในระดับศีล ด้วยความตั้งใจงดเว้นจากการกระทำทางกายทางวาจาด้วยอำนาจของความโกรธ ในระดับจิตใจหรือสมาธิ ต้องเจริญสติ ฝึกเป็นค นอ ดทนอ ดก ลน้ั เจริญสมาธภิ าวนาใ ห้ไดท้ พี่ ่งึ ภายในและจุดสงบ ท่ีจะเป็นเคร่ืองเปรียบเทียบความน่าเกลียดน่ากลัวของความโกรธ กับความงามของความไม่โกรธ เจริญ : 21
22 : ชยสาโร ภกิ ขุ เมตตาภ าวนาใหม้ พี ลงั ต รงข า้ มค วามโกรธจ นม กี ำลงั เหนอื ค วาม โกรธแ ละเจริญปญั ญาระดับความคดิ พจิ ารณาใ ห้เห็นโทษของ ความโกรธ และเห็นคุณงามความดีของความไม่โกรธ ระลึกถึง ครูบาอาจารย์ที่เราเคารพนับถือ ท่ีท่านเมตตา ไม่เคยเห็นท่าน โกรธท้งั ๆที่มหี ลายค ร้ังท ่ีท่านม ีสิทธจิ ะโกรธถา้ เป็นเราต อ้ งโกรธ แนๆ่ เม่อื เคยสงั เกตเหน็ เราประทับใ จไหมใหเ้ราพ ยายามร ะลกึ ถึงความดีความงามของท่าน ให้เจริญสมาธิจนเป็นบาทฐาน ให้เกิดวิปัสสนา เห็นความเป็นสังขารของความโกรธว่าเป็นของ ไม่เท่ียง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ความโกรธก็จะตายไปเลย คำถามน ีต้ อบย าวหนอ่ ยเพราะเปน็ เรือ่ งส ำคญั ๘ ถาม กราบขอความกรุณาพระอาจารย์อธิบายข้อสงสัย เกย่ี วก บั ก ารแปลศพั ทจ์ ากไทยเปน็ องั กฤษค ำวา่ M ind=จ ติ ใจ, Spirit= จ ติ ใจ+ ว ญิ ญาณ,Intelligences= ส ตปิ ญั ญา,W isdom =สติและค ำว า่ ปัญญาเฉลยี วฉ ลาดเลห่ ์เหลี่ยมกระผมสงสัย ไม่แน่ใจในความถ กู ต อ้ ง ตอบ ปัญหาในการแปลคำสอนของศาสนาพุทธเป็นภาษา องั กฤษม ีตง้ั แต่ต ้นเป็นเร่ืองธรรมดาศ พั ทท์ ีเ่ กี่ยวกับจิตใจเกย่ี ว กบั น ามธรรมศ พั ทเ์ ทคนคิ ท างพ ทุ ธศ าสนาก ไ็ มม่ ใี นภ าษาอ งั กฤษ ปญั หาใหญค่ อื ว า่ ศ พั ทท์ มี่ ไี วใ้ หใ้ ชม้ กั จ ะม คี วามห มายเอยี งไปท าง
ศาสนาค ริสต์ไมม่ ากก็นอ้ ยฉะน้นั จ ึงเป็นเร่อื งท า้ ทายใ นการแ ปลเพราะเราไม่ต้องการให้ผู้อ่านเกิดมิจฉาทิฏฐิ โดยมองพุทธธรรมผา่ นแนวค วามค ดิ ข องอีกศาสนาห น่ึงแ ตใ่ นข ณะเดียวกนั ถ า้ เราบญั ญตั ศิ พั ทใ์ หมก่ ด็ แู ปลกแ ละท บั ศ พั ทบ์ าลีค นต า่ งช าตกิ เ็ หมอื นคนไทยตรงทีไ่ ม่ช อบอ ่านบ าลสี นั สกฤต ตัวอย่างความยากในการแปลคือคำว่าจิตหรือใจ ภาษาอังกฤษมีคำว่า Heart กับคำว่า Mind ให้เลือก ส่วนมากเราใช้Heart เมื่อกล่าวถึงความรู้สึก เช่น ความรัก ความชัง เป็นต้นเราจะใช้ Mind ในกรณีของการรับรู้หรือการใช้ความคิด เร่ืองของ IQ เป็นเรื่อง Mind ไม่ใช่ Heart ในภาษาไทยเราไม่แยกนามธรรมอ ย่างน้ันจ ติ ก ็รวมความห มายของM indแ ละH eartทุกว ันน้นี ักแปลใช้ M indก ันแ ต่อาจจ ะต ้องมีคำอ ธิบายเพม่ิ เติมบา้ งเพือ่ ใ หผ้ ู้อา่ นท ราบว ่าหมายร วมถงึ Heartด ้วย คำว่า Spirit เดิมหมายถึงผี แต่ถูกใช้ในความหมายว่าจิตใจหรือวิญญาณในความหมายท่ีเป็นอัตตาหรือตัวตน บางทีกแ็ ปลวา่ เจตนาหรอื อ ารมณก์ ไ็ ด้ คำน ี้ชวนส บั สนเล่ยี งเสยี ดกี วา่ คำว า่ S piritualห มายถ งึ เรอ่ื งร าวเกย่ี วก บั ศ าสนาห รอื ช วี ติ ด า้ นในโดยเน้นเรื่องคณุ งามความด ี ข อ้ วตั รปฏบิ ตั ิอ าจแ ปลวา่ SpiritualPracticesก ไ็ ด้ Intelligenceค ือค วามฉลาดแ ตก่ ่อนIntelligenceมกั จ ะหมายถึงIQอยา่ งเดยี วแตต่ อนห ลังมผี ูก้ ลา่ วถ งึ EQEmotionalIntelligence, Social Intelligence, Spiritual Intelligenceความห มายของIntelligenceจงึ ข ยายต ัวไป : 23
24 : ชยสาโร ภิกขุ ทกุ ว นั น ค้ี อ่ นข า้ งเปน็ ท ยี่ อมรบั ว า่ E Qม สี ว่ นในก ารป ระสบ ความสำเร็จในชีวิตมากกว่า IQ ผลการวิจัยเด็กที่มี IQ สูงจาก หลายๆ สถาบันสรุปออกมาว่า การประสบความสำเร็จใน ชีวิต ไม่ว่าในการศึกษาหรือการประกอบอาชีพ IQ มีบทบาท ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนบทบาทของสิ่งที่ภายหลัง เราเรียกว่า EQ มีหลายสิบเปอร์เซ็นต์ จึงมีการนำเสนอว่าเรา ให้ความส ำคัญก บั IQมากเกนิ ไปแ ละความฉ ลาดใ นเรื่องก ารร ู้ เทา่ ท นั อ ารมณ์ แ ละก ารบ รหิ ารอ ารมณน์ อ้ ยเกนิ ไปต วั อยา่ งง า่ ยๆ คอื ความส ำคัญข องความอ ดทนและใจสเู้ม่อื เผชิญป ญั หา ความฉลาดอีกประเภทหน่ึงที่น่าสนใจคือ Social Intelligenceค วามฉ ลาดใ นก ารอ ยใู่ นห มู่ โดยเฉพาะค วามฉ ลาด ในก ารส อ่ื สารแ ละก ารท ำงานเปน็ ท มี ในโลกป จั จบุ นั ค วามจ ำเปน็ ของSocialIntelligenceดจู ะเพิม่ ขน้ึ ท กุ ว นั สว่ นค ำว า่ W isdomเปน็ ศ พั ทท์ ใี่ ชแ้ ปลค ำว า่ ป ญั ญาอ ยา่ ง จำใจW isdomม คี วามห มายท พี่ รา่ ม วั ในเมอ่ื อ ารยธรรมต ะวนั ต ก ไมม่ รี ะบบก ารพ ฒั นาป ญั ญาแ ละภ มู ปิ ญั ญาข องช าวต ะวนั ต กไม่ ถึงขนั้ ไตรลักษณ์กไ็ มแ่ ปลกท ่ีเราแ ปลป ัญญาโดยตรงไมไ่ ด้ ในทางพุทธศาสนา เราใช้คำว่าปัญญาโดยความหมาย เฉพาะว า่ เปน็ ค วามรทู้ ล่ี ดห รอื ต ดั ก เิ ลสได้เปน็ ค วามรใู้ นธ รรมชาติ ของช วี ติ แ ละจิตใจโดยเฉพาะก ารร เู้หน็ ความไมเ่ ทยี่ งความเป็น ทกุ ข์ ค วามเปน็ อ นตั ตาฉ ะนน้ั เราจ ะใชค้ ำว า่ W isdomเพอ่ื ป อ้ งกนั ความเข้าใจผิด เราอาจจะต้องอธิบายเพ่ิมเติมว่า Wisdom ใน ความห มายข องพุทธศาสนาว ่าคืออ ะไร
๙ถ าม ถา้ เขา้ ใกลใ้ ครแ ลว้ จ ติ เปน็ อ กศุ ลท า่ นอ าจารยส์ อนใหห้ ลกี หนีแต่ถา้ เป็นค นทีห่ ลกี หนไี มไ่ ด้เชน่ บ ุพการีเราจ ะต้องทนยอมตอ่ ไปห รือเจ้าคะตอบ ทวี่ า่ ใ หห้ ลกี ห นอี าจจ ะพ ดู ไมช่ ดั เจนอ าตมาห มายถ งึ ก รณีที่เราจะเลือกคบเพื่อน ควรฉลาดในการเลือกเพ่ือน เพราะคนหลายคนเสียเพราะเพื่อน ไม่ใช่เสียเพราะกิเลสของตัวเองสักเทา่ ไรแ ตเ่ สยี เพราะค วามเกรงใจเพอ่ื นเกรงใจไปเกรงใจม าก เ็ ลยชนิ กับค วามไมด่ ขี องเพือ่ นใ นท สี่ ุดก ็เลยเสียไปด ้วยเพราะฉะนัน้ ถ้าจิตใจไม่เขม้ แขง็ เราต้องระมดั ระวังในการคบเพอื่ นถา้ จิตใจเขาเขม้ แ ข็งไปในท างทไี่ มด่ ี เขาอาจจะฉดุ ล ากเราไปด ว้ ย แตใ่ นก รณที เี่ ราม จี ติ ใจเปน็ อ กศุ ลต อ่ บ พุ การถี อื เปน็ ค นละเรอื่ งพ อ่ แมป่ ู่ย่าตายายเปน็ บคุ คลท ี่มบี ุญคณุ ต ่อเราการท่ีจิตใจเราเปน็ อ กศุ ลน นั้ เปน็ เรอ่ื งท เี่ ราต อ้ งรบั ผ ดิ ช อบแ ละพ ยายามป ลอ่ ยวาง ให้ถือว่าเป็นกรรมของเรา พูดได้ว่าการที่เรามาเกิดกับคุณพ่อคุณแม่คู่น้ีไม่ใช่เร่ืองบังเอิญ ในแง่หน่ึงอาจพูดได้ว่าเราเลือกคุณพ่อคุณแม่คู่น้ี เราต้องเคยมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกันมาแต่ชาติก อ่ นจ งึ จะได้มาเกดิ เปน็ ลูก พระพทุ ธอ งคต์ รสั ว า่ ก ารฆ่าพ่อฆ ่าแ ม่เปน็ อนันตรยิ กรรมคือกรรมหนกั สุดท แี่ ก้ไขไมไ่ ด้ห นักเท่ากบั ฆ ่าพ ระอ รหนั ต์ ฆา่ พ อ่ฆ่าแม่ถึงแม้ว่าภายหลังจะสำนึกบาปและกลับตัว ก็ไม่ช่วยให้ : 25
26 : ชยสาโร ภกิ ขุ ผอ่ นผ ลก รรมได้ ม แี ตต่ กน รกอ ยา่ งเดยี วด งั เชน่ พ ระเจา้ อ ชาต ศ ตั รู ซึ่งฆ่าพระบิดา ภายหลังเกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนา วัน หนึ่งเสด็จไปฟังพระพุทธองค์ทรงแสดงสมณผลสูตร เกิดความ เล่ือมใสย่ิง แต่เม่ือพระเจ้าอชาตศัตรูลากลับไปแล้ว พระพุทธ องค์ทรงปรารภกับพระสาวกว่า ถ้าพระเจ้าอชาตศัตรูไม่ได้ฆ่า พระบิดา บัดนี้ก็จะบรรลุธรรมแล้ว แต่ท่านไม่มีทางบรรลุธรรม ในชาตินี้ ท่านเป็นได้แค่คนดีท่ัวไปเท่านั้น และตายแล้วท่าน ต ้องตกนรกด้วย สว่ นในก รณอี งค ลุ มี าลซ งึ่ ฆ า่ ค นถ งึ ๙ ๙๙ค นก ย็ งั ส ามารถ กลบั ต ัวเป็นพระอ รหันตไ์ ด้ก ารฆา่ คน๙ ๙๙คนไม่มนี ้ำห นกั ทาง กรรมเท่ากับการฆ่าพ่อหรือฆ่าแม่เพียงคนเดียว เพราะความ สัมพันธ์ระหว่างเรากับคุณพ่อคุณแม่มีบางส่ิงบางอย่างท่ีล้ีลับ ที่เรามองไม่เห็น ถ้าเรายอมรับและพยายามทำใจได้ก็จะดี บาง ครงั้ เมอื่ เราม ปี ญั หาก บั ค ณุ พ อ่ คณุ แ ม่ ก อ็ าจป ลอบใจต วั เองว า่ น า่ จะเปน็ เร่ืองท่ีต่อเน่อื งม าจ ากชาติก่อนเราต้องพ ยายามป รบั ปรุง แกไ้ ขเทา่ ท เ่ี ราจ ะท ำได้ เราต อ้ งใหอ้ ภยั เทา่ ท เ่ี ปน็ ได้ ไมใ่ ชพ่ ยายาม หลกี ห นีต อ้ งเผชญิ ห น้ากบั ป ญั หาส ู้ ไมใ่ ช่สูก้ บั ท่านสกู้ ับความ รู้สึกข องตวั เอง ขอเสรมิ อ กี น ดิ ว า่ เรอ่ื งบ ญุ ค ณุ ข องพ อ่ แ มเ่ราถ อื วา่ ส งู ม าก ก็จริง แต่บุญคุณของพระพุทธเจ้ายิ่งสูงกว่า ฉะนั้น หากว่าการ ปฏิบัติต่อพ่อแม่หรือคำขอร้องหรือคำส่ังของพ่อแม่ขัดกับการ ตอบแทนบุญค ณุ ของพ ระพทุ ธเจ้าอ าตมาเหน็ ว่าก ารต อบแทน บุญคุณของพระพุทธเจ้าสูงกว่า น่ันหมายความว่า ไม่ใช่ว่า
พ่อแม่ต้องการอะไรหรือขออะไรแล้วเราไม่ทำตาม เราจะเป็นลูกอกตัญญูหรือเนรคุณไปทันที เช่นถ้าพ่อแม่ชักชวนไปในทางอบายมุข หรือต้องการให้เราช่วยในส่ิงที่ไม่ถูกต้องหรือผิดกฎหมายถ้าเราปฏิเสธเราจะบาปไหมอาตมาว ่าไมบ่ าป ๑๐ถ าม ทา่ นอ าจารยเ์ ชอื่ เรอื่ งพ ลงั จติ ห รอื เปลา่ ค รบั ม คี นก ลมุ่ ห นง่ึ ในร ัสเซยี มุ่งมั่นฝึกพลงั จิตเพ่อื ใช้ในท างไมด่ ีทางพุทธก ม็ ีการฝึกพลังจิต พระบางรูปในเมืองไทยมีความสามารถในทางถอดจิตสามารถอ่านจติ ใจค นได้ใชไ่ หมค รบั ต อบ เร่ืองพลังจติ นม้ี ีแ น่นอนไม่เป็นทีส่ งสยั แต่มันอยู่ทว่ี า่ ควรใช้ไปในทางไหนเท่าน้ัน ทางพุทธศาสนาถือว่าเราทำอะไรก็ต้องสอดคล้องกับเป้าหมายสูงสุด คือการพ้นทุกข์ พลังจิตที่ปรากฏเป็นความร ู้พเิ ศษบ างอย่างเช่นร ู้ว าระจิตค นอื่นหรอื ร เู้หตุการณ์ในอ นาคตบางเรื่องเป็นต้นเปน็ ผ ลพลอยไดจ้ ากก ารเจริญสมาธิในข นั้ ส งู ส ำหรบั น กั ป ฏบิ ตั บิ างท า่ นม นั ก อ็ นั ตรายต รงท ช่ี วนใหห้ ลงกลายเป็นอุปสรรคต่อการปล่อยวางความยึดม่ันถือมั่นในอัตตาได้ ความรู้สึกเราเป็นผู้วิเศษก็มีเสน่ห์มาก ญาณต่างๆ ปุถุชนมีได้ และเส่ือมได้ไม่ควรต้งั เปน็ เป้าห มายในการภ าวนา สว่ นประโยชน์ทอ่ี าจจะเกิดข ึ้นจ ากพลงั จิตต่างๆน ั้นการรู้ภาวะจติ นา่ จะเป็นประโยชน์มากท่สี ุดของครบู าอาจารย์ในการสงั่ สอนลกู ศษิ ยล์ ูกหาถ า้ ดกี ็ช ว่ ยใหล้ กู ศ ิษยข์ ยันไมป่ ระมาทแต่ : 27
28 : ชยสาโร ภิกขุ มนั อ าจเปน็ ด าบสอ งค มไดเ้ หมอื นก นั เชน่ ก ารท หี่ ลวงป มู่ นั่ ร วู้ าระ จติ ค นท ำใหล้ กู ศ ษิ ยบ์ างร ปู ไมก่ ลา้ ไปอ ยกู่ บั ท า่ นเพราะอ ายบ างที ลกู ศิษย์เครียดเกรงทา่ นจ ะรู้วา่ กำลังค ิดอ ะไรพระผ ใู้ หญ่ในส มัย ปัจจบุ นั ท่ีรู้วาระจ ิตก็มี แต่ส ่วนมากเป็นพระป ่าซ ึง่ ท่านจะไมเ่ ปิด เผยใ ห้ใครทราบทา่ นไมต่ ้องการใหใ้ ครต่นื เตน้ ใ นเรื่องน ี้ หลวงพ อ่ ท วี่ ดั จ นี ม หายานท แ่ี คลฟิ อรเ์ นยี ช อื่ M asterH ua รนุ่ เดียวกบั หลวงพ อ่ ชาและคนุ้ เคยกับพ วกเราตอนนี้มรณภาพ แล้ว ตอนมีชีวิตอยู่เป็นครูบาอาจารย์ท่ีมีพลังจิตมาก อิทธิฤทธ์ิ ปาฏิหาริย์ก็เยอะ ลูกศิษย์ชาวอเมริกันของท่านรูปหน่ึงเล่าถึง ตอนท เี่ ปน็ ป ะขาวอ ยทู่ วี่ ดั ท ่ี L .A .ซ ง่ึ เปน็ อ าคารส งู ๔ -๕ ช นั้ ช นั้ บ น เป็นดาดฟา้ ม ีบันไดห นไี ฟอ ยดู่ ้านน อก ปะขาวค นนหี้ วิ เพราะอดข า้ วเย็นเขาแ อบอ อกไปซ อื้ ข นม เอาไปซ่อนไว้ใต้หมอน ตอนดึกๆ มืดๆ ก็ปีนออกจากห้องทาง หน้าต่างขึ้นบันไดห นไี ฟแอบกินข นมบนด าดฟ้ารูส้ ึกป ลอดภยั ดีไมม่ ใี ครจะจ บั เขาได้เพราะไม่เคยม ใี ครขน้ึ ไปท ่ีนัน่ คนื น นั้ ใ นข ณะท กี่ ำลงั ท านข นมอ ยา่ งเอรด็ อรอ่ ยเขาต กใจ ไดย้ นิ เสยี งเหมอื นใครก ำลงั ข นึ้ บ นั ไดม าซ ง่ึ ไมน่ า่ จ ะเปน็ ไปได้ เขา รบี ซ อ่ นข นมไว้ แ ลว้ ล กุ ข น้ึ เดนิ จ งกรมร อบด าดฟา้ ป รากฏว า่ ห ลวง พ่อเดินข้ึนมา‘ต ายแล้ว!’หวั ใจเขาเหมือนจะห ยดุ เต้นเขาท ำทา่ เดินจงกรมต ่อห ลวงพ อ่ เจา้ อาวาสไม่พดู อะไรเลยแ ตเ่ดนิ จงกรม รอบดาดฟ้ากลับทางกับเขา ในขณะที่เดินสวนทางกันครั้งแรก ปะขาวก ลวั ม ากแ ตห่ ลวงพ ่อเดนิ ผ า่ นไปเฉยๆเดินสวนก ันรอบท่ี สองก ไ็ มม่ อี ะไรเกดิ ข น้ึ เมอ่ื ส วนก นั ร อบท ส่ี ามห ลวงพ อ่ เจา้ อ าวาส
หยุดแ ละถ ามปะขาววา่ “H owdoesitfeel? ”(ร ้สู กึ อ ยา่ งไรบ ้าง)แลว้ ท า่ นก ก็ ลบั ล งไปห ลวงพ อ่ ไมต่ อ้ งพ ดู ม ากท า่ นถ ามแ ค่ “H owdoesitfeel? ”ป ะขาวก เ็ ลกิ แ อบก นิ ข นมต งั้ แตค่ นื น นั้ เลยน คี่ อื ก ารใชก้ ารรแู้ ละใ ช้วาระจติ ดว้ ยปญั ญา ๑๑ถาม จ ะท ำอ ยา่ งไรใ หเ้ ราม สี ตแิ ละส มาธอิ ยคู่ กู่ บั เราต ลอดเวลาทงั้ ในการทำงานแ ละการใช้ชวี ิตป ระจำว ันตอบ ขออ ธบิ ายว ่าส ตกิ บั ส มาธเิ ป็นส ่วนข องม รรคซ ง่ึ เป็นร ะบบการพ ฒั นาต นบ างก รณอี าจเปน็ ต วั การห รอื เปน็ ต วั เดน่ บ างก รณีอาจอ ยเู่ บอื้ งห ลงั ก รอบก ารป ฏบิ ตั ใิ นช วี ติ ป ระจำว นั ท อี่ าตมาเหน็ ว่าเหมาะสมท ่สี ุดค ือส ัมมาวายามะความเพียรช อบ ความเพียรพยายาม ๔ ประการในอริยมรรคได้แก่ หน่ึงพยายามป อ้ งกนั ก เิ ลสท ย่ี งั ไมเ่ กดิ ไมใ่ หเ้ กดิ ข นึ้ ส องพ ยายามแ กไ้ ขกเิ ลสท เ่ี กดิ ข นึ้ แ ลว้ ส ามพ ยายามท ำส งิ่ ด งี ามท ยี่ งั ไมเ่ กดิ ใหเ้ กดิ ข นึ้ ส่ีพ ยายามร ักษาส งิ่ ด งี ามทเ่ี กิดข ้นึ แ ล้วใ หเ้ จริญง อกงามต่อไป สำหรบั ส ตนิ นั้ เราจ ะม องในส องด า้ นด า้ นห นงึ่ ค อื ก ารอ ยใู่ นปัจจบุ ันไม่ปลอ่ ยจิตใจให้เพลินหรอื หมกม่นุ อยู่ในเร่ืองอดตี หรืออนาคตโดยใช่เหตุ ขอย้ำว่าไม่ใช่ไม่ให้คิดเร่ืองอดีตหรืออนาคตเลยม นั เปน็ ไปไมไ่ ดอ้ ยแู่ ลว้ เวลาเกดิ ป ญั หาเราส ามารถใ ชค้ วามจำจากประสบการณ์ในอดีต เราเคยมีปัญหาอย่างน้ีในอดีตไหมเราเคยใช้วธิ ีการอะไรไดผ้ ลม ากน้อยแ คไ่ หนมขี ้อเสียอ ะไร : 29
30 : ชยสาโร ภกิ ขุ บ้างไหม นี่คือการใช้ประสบการณ์ในอดีต ซ่ึงเป็นเพียงสัญญา หรือความจำให้เป็นประโยชน์ในปัจจุบัน เพ่ือให้การทำงานมี ประสทิ ธภิ าพไดผ้ ลด ี ส่วนอนาคต เราต้องรู้จักวางแผนทั้งระยะสั้นและระยะ ยาวจ ดั ล ำดบั ข น้ั ข องง านท ำส งิ่ ท เี่ รง่ ด ว่ นก อ่ นน เ่ี ปน็ ส ว่ นห นง่ึ ข อง การใช้สติปัญญาในชีวิตประจำวันซึ่งเก่ียวกับเวลา เราต้อง วางแผนสำหรับอนาคต อันนี้ไม่ห้าม ท่ีต้องระมัดระวังหรือ พยายามป ลอ่ ยว างค อื เมอื่ เราร สู้ กึ เบอื่ ก ระวนกระวายห รอื ม อี ะไร เศร้าหมองอยู่ในใจ แล้วพยายามหนีจากความจริงในปัจจุบัน ด้วยการดึงอารมณ์ในอดีตมาปลอบใจหรือจินตนาการถึงความ สุขสำราญที่เราหวังในอนาคตเพ่ือจะไม่ต้องอยู่กับความทุกข์ใน ปัจจุบัน การทำเช่นน้ีเราจะไม่เห็นอริยสัจ ไม่เห็นความจริงใน ปัจจุบัน เพราะเอาสัญญาหรือจินตนาการมากลบเกล่ือน ต้อง เสียสละน สิ ยั น้ีเพอื่ ค วามก ้าวหนา้ ใ นธ รรม ด้านหน่ึงของสติคือพยายามอยู่ในปัจจุบันส่วนอีกด้าน หนง่ึ ข องส ติ อ าจจ ะค ลา้ ยก บั ค วามจ ำค อื ค วามร ะลกึ ได้ ห มายถ งึ การระลึกได้หรือจำได้เกี่ยวกับสิ่งที่ควรรู้หรือหน้าที่ในปัจจุบัน สมมติว่าเราสมาทานศีลไว้ ขณะที่เรากำลังน่ังอยู่เกิดมียุงมา กัดถ้าเราระลกึ ไดว้ ่าเราถือศลี เราเป็นผ ู้ทรงศีลเราต ้องไมต่ บยุง นี่คือตัวสติความระลึกได้ สติจะเกิดข้ึนได้ต้องมีอารมณ์ของสติ หรือเครื่องระลึกของสติท่ีชัดเจนอยู่ในใจ เช่นถ้าเราชัดเจนว่า ศีลห้าเป็นอย่างไร ศีลแปดเป็นอย่างไร เม่ือมีสถานการณ์อะไร เกิดข้ึนที่จะมีผลต่อการรักษาศีล หรือทำให้เราต้องมีการงดเว้น
เราจ ะร ะลกึ ได้เพราะเราเคยจ ำไว้อย่างด ี ส ตใิ นกรณนี ้จี ะสัมพันธ์กับสัญญา เหมือนเราฝากข้อความไว้ในคอมพิวเตอร์ แล้วดึงข้อความออกมาใช้ได้ทุกเมื่อ สติคือการท่ีเราสามารถดึงสิ่งที่มีประโยชน์ออกมาใช้ทันเหตุการณ์ในปัจจุบัน บางคร้ังเมื่อเราทำไมท่ นั เราม กั จ ะโทษส ติ ท ง้ั ๆท อี่ าจจ ะม เี หตปุ จั จยั ว า่ ไมม่ ขี อ้ ความท่ีจะดึงมาใช้ได้ เพราะไม่เคยตั้งใจฝากข้อมูลไว้ ไม่ใช่ความผิดของสติ เป็นความผ ดิ ข องส ญั ญา สมมติวา่ ขณะน่ังฟงั เทศน์ฟงั ธรรมเราไม่ตัง้ ใจฟังปล่อยให้จิตไปคิดเรื่องอื่น ทั้งๆ ท่ีน่ังอยู่ตรงน้ันแต่ก็ไม่ได้บันทึกข้อมูลไว้ เมือ่ มคี นถามว า่ วนั น ี้ท า่ นอ าจารย์เทศน์เรื่องอ ะไรก ็ไดแ้ ตพ่ ดู วา่ ท่านเทศน์ดีมากแ ต่จำไมไ่ ด้ฉะนั้นอยา่ ด ว่ นส รุปว่าโทษอยู่ที่สติ ผ ทู้ ใ่ี ชค้ อมพวิ เตอรค์ งเคยม ปี ญั หาเหมอื นก นั ว า่ ไฟลน์ น้ั ม นั อ ยู่ตรงไหนม นั อยู่โฟลเดอรไ์หนหาไม่เจอข้อความม ันม อี ยู่แตไ่ มร่ ู้วา่ เกบ็ อ ยตู่ รงไหนบ างทตี อ้ งเสยี เวลาค น้ หาข อ้ มลู ท เี่ ราเคยบ นั ทกึ ไว้เพราะเราบันทึกไมเ่ปน็ ระเบียบหรอื เก็บไมเ่ ป็นร ะเบียบค วามจำข องเราก ็เช่นเดียวกัน ถา้ เราศ กึ ษาห รอื เรยี นร อู้ ะไรท เี่ ปน็ ป ระโยชนต์ อ่ ก ารป ฏบิ ตั ิธรรม แต่เก็บข้อมูลไม่เป็นระเบียบ สติก็ดึงมาไม่ทันเหมือนกันสติเป็นเรื่องใหญ่มาก เราจะดึงสติออกจากเร่ืองอื่นๆ แล้วพูดเฉพาะเร่ืองสติอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องพูดเรื่องสัญญาและอีกหลายๆ เร่ืองด้วย เพราะการปฏิบัติธรรมเป็นระบบองค์รวมที่ตอ้ งการจ ะย้ำคอื ค วามสำคญั ข องส มาธิภาวนา ขอแนะนำสั้นๆและขอร้องผู้ที่ทกุ วันน้ียงั ไม่เคยทำสมาธิ : 31
32 : ชยสาโร ภิกขุ เป็นประจำทุกวันๆ อย่างต่อเน่ือง ให้ลองทำสักเดือนหรือสาม เดือนแล้วแต่ศรัทธา แล้วแต่การอธิษฐานจิต ให้ต้ังใจบันทึก ประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน ว่าการทำสมาธิทุกวันมีผลต่อ สตใิ นชวี ิตประจำว นั ห รอื ไม่เร่อื งน ี้ยงั ไมต่ ้องเช่ืออ าตมา เชอ่ื พระ เชอื่ ต ำราต อ้ งท ำเองเหน็ เองเพราะก ารท ำส มาธกิ ค็ อื ก ารเจรญิ ส ติ นัน่ เองก ารเจรญิ ส ตอิ ยา่ งเข้มข ้น อานาปานสติพุทธานุสติหรือธรรมานุสติถ้าทำถูกต้อง เราจะเห็นว่าสติของเราในชีวิตประจำวันดีขึ้น ความคิดฟุ้งซ่าน วุ่นวายต่างๆ จะน้อยลง ผลสมาธิจะอยู่กับเราเกือบตลอด แต่ เราต้องเข้าใจว่า สมาธิมีหลายระดับหลายประเภท ถ้าเป็น อัปปนาสมาธิ เราไม่ต้องการตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะอัปปนา สมาธคิ อื ภ าวะน งิ่ ไมร่ บั รตู้ อ่ รา่ งกายทำอ ะไรไมไ่ ด้ในช วี ติ ป ระจำว นั จะทำอะไรไม่ได้มีประโยชน์มหาศาลแต่เหมาะกับการป ลีกตัว เทา่ นัน้ อุปจารสมาธิเป็นวิหารธรรมของผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จิตใจไม่มีนิวรณ์และเป็นอิสระจากส่ิงเศร้าหมองทั้งหลาย แต่ ไม่ถึงกับแน่วแน่ ยังมีวิตกวิจารณ์มีความคิดพิจารณาอยู่ ยังมี ความคิดว่าทำอย่างไรเราจึงจะเป็นประโยชน์ ทำอย่างไรจึงจะ ได้ช่วยผู้อ่ืนให้ได้รับประโยชน์และความสุข เช่น พระพุทธเจ้า หรอื พ ระอ รยิ สาวกทั้งห ลายท ่านก็คดิ แตค่ วามคดิ ของท า่ นไม่ได้ เป็นผลร้ายต่อสมาธิ ท่านคิดเฉพาะในส่ิงท่ีเป็นประโยชน์ต่อตน และผ ูอ้ ืน่ สง่ิ ท จ่ี ะน ำไปสคู่ วามสขุ ท ่ีแทจ้ ริงของผ ้อู ืน่
เรื่องการพิจารณาที่อาตมาใช้ศัพท์เทคนิคว่า โยนิโสมนสิการ เราต้องฝึกให้เป็นนิสัย ยิ่งใช้จะย่ิงประทับใจในผลดีต่อชีวิต เราสามารถพิจารณาเห็นคุณและโทษของสิ่งต่างๆ คือข้อดีข้อเสีย เป็นเร่ืองง่ายๆ แต่มีประโยชน์มาก ทุกครั้งที่เราเจอสิ่งสำคัญหรือสิ่งท่ีมีความหมายสำหรับเรา ให้เราพยายามพจิ ารณาท ั้งคณุ ทง้ั โทษของส ่งิ น ั้นเรอ่ื งน้ีน ับเป็นการทวนก ระแสพอส มควรเพราะโดยส ญั ชาตญาณแ ลว้ เมอ่ื เราเจอส งิ่ ท ช่ี อบเราก็ไม่คอ่ ยอยากจะคิดหรืออยากจะมองขอ้ บกพรอ่ งของสง่ิ นั้นใ นทางต รงขา้ มเราเจอส่ิงทเ่ี ราไมช่ อบเราจะข ีเ้กยี จไปพ ยายามห าสิ่งดๆี ใ นสิง่ ท ่ีไมช่ อบน ้ัน หากว่าไม่ต้ังใจพิจารณาและปล่อยไปตามกระแส เราคงคิดแต่ว่าชอบไม่ชอบ แต่ถ้าเราฝึกนิสัยให้เห็นคุณในส่ิงท่ีเราไม่ชอบ อย่างน้อยสักข้อสองข้อ เห็นโทษในส่ิงท่ีเราชอบสักข้อสองข้อ จิตใจเราจะเป็นปกติไม่ขึ้นๆ ลงๆ มาก เช่นเดียวกันถา้ เราต้องการส่งเสรมิ ส ิง่ ดงี ามใ นจติ ใจทเี่รยี กว่ากศุ ลธ รรมเราก ็ต้องพยายามจับข้อดแี ละป ระโยชน์ของม ันเพ่ือใ ห้ม ีฉนั ทะอยากทำแ ละต้องพิจารณาให้เห็นโทษของกิเลสซ่งึ เป็นสงิ่ ตรงกันข้ามให้เกิดความละอายและความเกรงกลัว ประเด็นคือทำอย่างไรเราจ งึ จ ะม สี ติ ก ต็ อ้ งม คี วามล ะอายค วามเกรงก ลวั ต อ่ ก ารข าดส ติทำอ ยา่ งไรเราจ งึ จ ะม สี มาธิ ก ต็ อ้ งเหน็ โทษช ดั จ นเกดิ ค วามล ะอายความเกรงกลัวใ นการปล่อยจติ ใจใ หฟ้ ุ้งซา่ น : 33
๑๒ถ าม ตอ้ งการจ ะท ำบญุ ใสบ่ าตรแ ตอ่ ยใู่ นก รงุ เทพฯห าพ ระส งฆ์ท่ีดูน่าศรัทธาบริเวณใกล้บ้านได้ยาก ทำให้ไม่ค่อยได้ใส่บาตรเราควรม ีแนวทางป ฏิบตั อิ ย่างไรค รบั ตอบ อาตมาเหน็ ใจอ ยเู่ หมอื นก นั อ ยา่ งไรก ต็ ามเราไมค่ วรด ว่ นสรุปปฏิปทาของพระจากอาการภายนอก บางทีมันไม่แน่นอนอาตมารู้จักพระที่อยู่ในกรุงเทพฯ บางรูปดูภายนอกก็ไม่ค่อยจะเรียบร้อย แต่ท่านต้ังใจศึกษาและปฏิบัติ บางองค์ปฏิบัติได้ดีมากฉ ะนนั้ ถ า้ เราไมม่ นั่ ใจว า่ เปน็ พ ระท ศุ ลี เปน็ พ ระไมด่ ี เราก ค็ วรเชื่อและมีศรัทธาไว้ก่อน เพราะดูแต่อาการภายนอกไม่แน่นอนแ ตถ่ า้ เราร แู้ นว่ า่ พ ระองคน์ เ้ี ปน็ พ ระท ศุ ลี เปน็ พ ระไมด่ ี เราก ไ็ มค่ วรจะส ง่ เสรมิ ถ า้ ม โี อกาสก ไ็ ปแ สวงหาว ดั ท เ่ี ราร สู้ กึ ศ รทั ธาได้ ไปเปน็ ครง้ั ค ราวไมจ่ ำเปน็ ต อ้ งไปท กุ ว นั อ ยา่ งไรก ต็ ามก ารใสบ่ าตรไมใ่ ช่เรอื่ งเลก็ น อ้ ยพ ระฝ า่ ยเถรวาทเราอ ยไู่ ดด้ ว้ ยก ารบ ณิ ฑบาตฉ ะนน้ั เรอ่ื งน ้ีจึงเปน็ ส ่วนส ำคัญข องก ารส บื ต ่ออ ายพุ ระศ าสนาและเป็นความสัมพันธ์ระหว่างสงฆ์กับฆราวาส เราจึงควรมีส่วนในการรกั ษาส งิ่ นีไ้ ว้ อาตมามีล กู ศ ษิ ยค์ นห นงึ่ ไปซ้ือบ า้ นทเี่ ชยี งรายว า่ งเม่อื ไรก็ไป ไปแรกๆ ชอบต่ืนเช้าใส่บาตรพระที่เดินผ่านหน้าบ้าน อยู่กรุงเทพฯ ไม่มีท่ีใส่บาตร ไปพักที่เชียงรายมีความสุข ภายหลังพระในวัดยกเลิกการออกบิณฑบาต ลูกศิษย์ก็สงสัยว่าเพราะ : 35
36 : ชยสาโร ภิกขุ อะไรเลยไปถามหลวงพ่อเจา้ อาวาสท่านอธบิ ายว่าผู้ใหญ่บ้าน ขอรอ้ งไมใ่ ห้ออกบิณฑบาตเพราะมีชาวค รสิ ตบ์ างส่วนตำหนวิ า่ พระสงฆ์ในพุทธศาสนามีแต่ขออย่างเดียว ไม่เคยให้ทุนไม่เคย ใหอ้ ะไรม แี ตม่ าข อทานอ ยตู่ ลอดเวลาผ ใู้ หญบ่ า้ นเหน็ ว า่ การอ อก บิณฑบาต จะทำให้ผู้ไม่หวังดีต่อพุทธศาสนาตำหนิได้ จึงขอให้ หลวงพ อ่ อ ยทู่ ี่วัดแลว้ ใหญ้ าตโิ ยมน ำอ าหารไปท ำบญุ ทวี่ ัดแ ทน นี่เป็นเรื่องท่ีน่าเป็นห่วงมาก เพราะถ้าพระไม่ออก บณิ ฑบาตความสัมพนั ธร์ ะหว่างพระกบั โยมจะห า่ งไปต อนเช้า ท่ีหมู่บ้านแถววัดป่านานาชาติ เม่ือพระออกบิณฑบาต เราจะ เห็นชาวบ้านยืนอยู่เป็นแถว พร้อมด้วยลูกหลานที่เขากำลังฝึก ใส่บ าตรบ้านบ ุง่ หวายเด็กเรม่ิ ตงั้ แต่ ๒ -๓ขวบฝึกกนั แตเ่ล็กๆ เด็กๆ ออกมาใส่บาตรทุกวันๆ ท้ังๆ ท่ีไม่เข้าใจอะไรมาก แต่มัน เป็นการปลูกฝังศรัทธาในจิตใจเด็ก เกิดนิสัยว่าเมื่อเห็นพระ ก็อยากใส่บาตร อยากยกมือไหว้ เป็นการฝึกสัมมาคารวะของ เด็ก เด็กเห็นพระก็จะน่ังลงยกมือไหว้ แสดงความเคารพ ถ้ากำลังถีบจักรยานก็จะลงจากจักรยานมาแสดงความเคารพ ทุกคนมีความรู้สึกว่าพระเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ความสัมพันธ์ ระหวา่ งพระกับชาวบ้านจ ึงอบอ่นุ ม าตลอด ต่ืนเช้าสิ่งแรกท่ีทำคือหุงข้าวใส่กระติบใส่จาน ออกมา ยืนหน้าบ้านคุยกับเพื่อนเพ่ือรอทำความดี แม้บางคนจะยากจน ก็ยังมีพอจะเจียดข้าวเหนียวซักก้อนสองก้อนใส่บาตร ทุกคนที่ ใสบ่ าตรร สู้ กึ ว า่ ม สี ว่ นในก ารส ง่ เสรมิ บ ำรงุ พ ทุ ธศ าสนาห รอื ช ว่ ยให้ พระท ำห นา้ ทขี่ องท า่ นได้เมอ่ื พ ระอ อกบ ณิ ฑบาตท กุ เชา้ ญ าตโิ ยม
ชาวบ้านเห็นพระทุกวัน ความสัมพันธ์ความรู้สึกที่ดีต่อพระสงฆ์เกดิ ท กุ วันโอกาสท ผ่ี ปู้ กครองจ ะชักชวนใหล้ กู บวชเชน่ บ วชเณรภาคฤดูร้อนก็มีมากขึ้น เพราะรู้สึกว่าพระหรือศาสนาเป็นส่วนหนงึ่ ของช วี ติ บางคร้ังถึงจะรู้สึกไม่ค่อยศรัทธาในพระบางรูป อย่างน้อยก็ให้ถือวา่ การใส่บาตรและการบิณฑบาตเป็นธรรมเนยี มท่ีมีคุณค่าสมควรที่จะสนบั สนุนถ า้ คนใ สบ่ าตรน้อยล งๆพ ระก ไ็ ม่ออกม าบ ณิ ฑบาตถ นนส ายน น้ั เพราะไมม่ ใี ครใสบ่ าตรธ รรมเนยี มก็ค่อยๆหดลงๆจะเป็นอ ันตรายต ่อพ ุทธศ าสนาฉะนั้นขอส รุปว่าถ้าเพียงแค่บางคร้ังรู้สึกอคติเล็กๆ น้อยๆ จากกิริยาท่าทางของพระว่าไม่สำรวมทำให้เราผิดหวัง โดยไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าท่านเปน็ พระทุศีลก อ็ ย่าไปคดิ มากใสบ่ าตรเป็นค รง้ั ค ราวก ็ยงั ดี ๑๓ถ าม ดิฉันมักปลาบปล้ืมปีติปราโมทย์และยึดติดอยู่ในความดีแต่ครูบาอาจารย์สอนไม่ให้ติดความดี เราจะมีวิธีละจากความรู้สึกนั้นอย่างไรเจ้าคะ เพราะรู้สึกมีความสุขท่ีได้รู้สึกเช่นน้ันกราบขอบพระคณุ เจ้าค่ะตอบ เร่อื งการยดึ ม ่นั ถือม ั่นการไม่ยดึ ม ่นั ถือม ั่นขอ้ ส ำคญั อยทู่ ่ีการพิจารณาให้เห็นคุณและโทษ หากเราพิจารณาเห็นโทษของการติดในความปลาบปล้ืมปีติปราโมทย์อย่างแจ่มแจ้งได้ เราก็จะปล่อยได้ ถ้าเรายังไม่เห็นโทษและข้อเสีย เราก็คงไม่ปล่อย : 37
38 : ชยสาโร ภิกขุ ต้องใช้สติปัญญาถามตัวเองว่ามีข้อเสียอะไรบ้าง เช่น ถ้าเรา ตั้งเป้าหมายสูงสุดเลยว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร ตอบตามหลัก พุทธศาสนาจริงๆ ก็คือเกิดมาเพื่อหาทางพ้นทุกข์ ฉะนั้น แม้ ความรู้สึกปลาบปลื้มปีติด้วยตัวมันเองจะเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่ก็ ยังไม่ดีพอ เพราะมันกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้เราเข้าไม่ถึง จุดที่สูงกว่า แต่ถ้าเราคิดว่าชาตินี้เราเอาแค่นี้ก็พอแล้ว ความ ปลาบปลื้มป ีติก ็โอเคก็เป็นสิทธิข องเรา หลายส่ิงหลายอย่างท่ีเราปล่อยวางได้ยากเพราะมันไม่มี ความชั่วร้ายในตัวมันเอง อาจจะมีส่วนดีไม่ใช่น้อย แต่มันเสีย ตรงที่ทำให้ต้องขาดสิ่งอื่นท่ีดีกว่า ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเราอยู่ท่ี น่ี(บ้านพ อเชียงใหม)่เราก ็ไม่ได้อยทู่ บ่ี ้านบญุ ถ้าอ ยูท่ ีบ่ า้ นบ ุญ ก็ไม่ได้อยู่ที่น่ี เราต้องอยู่ ณ แห่งใดแห่งหนึ่ง ถ้าอยู่ในจุดที่มี ความปลาบปล้ืมปีติ เราก็ไม่ได้อยู่ในจุดที่สูงกว่าน้ัน ถ้ามีความ ปลาบปลม้ื ป ตี เิปน็ อ ารมณป์ ระจำใ จต ายแ ลว้ ก ไ็ ปเกดิ ท ดี่ ี ไปเกดิ ในสวรรค์ไปเป็นเทวดาเปน็ พรหมมันก ็ด ใี นระดับน ัน้ แต่ถ้าเรามีสัมมาทิฐิในทางพระพุทธศาสนา เราย่อมมี เป้าหมายที่สูงกว่านั้น สติปัญญาความรู้เท่าทันจะสอนเรา ว่า ความปลาบปลื้มปีติเป็นของไม่เท่ียง ของปรุงแต่ง ไว้ใจไม่ได้ ไมใ่ ชส่ มบตั แิ ทข้ องเราม นั เกดิ ม นั ด บั ต ามเหตปุ จั จยั เราพ ยายาม พิจารณาให้เห็นอนิจจังความไม่เท่ียง อนัตตาความไม่แน่นอน ความไม่มีเจ้าของ ทุกขังความเป็นทุกข์ เห็นโทษของมันและ ประโยชนท์ ี่สงู กวา่ อนั เปน็ หนทางท จ่ี ะปลอ่ ยว างม นั ได้
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108