Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore aโกรธแล้วไง

aโกรธแล้วไง

Description: aโกรธแล้วไง

Search

Read the Text Version

99 แย้มแจ่มใส ถามนายสิงห์วา่ สบายดไี หม .... สบายมากครับ .... น่ีคือเหมือนสมัยครัง้ พุทธกาล คนไม่มีความรู้อะไร แต่ก็ สามารถคดิ ตามหลกั ความเป็นจริง เป็นปัญญาล้วนๆ เดีย๋ วนีเ้ ราเข้าใจ ผิด เพราะมีหลกั ปริยตั ิมากมายมหาศาล คิดวา่ เรามีปัญญา แต่แท้จริง ไม่มีปัญญาเลย มีแต่ความรู้ เม่ือคิดธรรมะปัญญาต่างๆ ก็คิดแต่ สญั ญา ปัญญาในภาคปริยตั ิล้วนๆ ทาอะไรไม่ได้เลย ปัญญาตวั นีจ้ ะ ทาให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงไม่ได้ ละอะไรไม่ได้ หายสงสยั อะไรไม่ได้ สักอย่าง นี่คือปั ญญาในภาคปริยัติ มันไม่เหมือนปั ญญาใน ภาคปฏิบัติ เขาไม่เอาปริยัตินาหน้า แต่เอาความจริงเป็ นตัวนาหน้า เอาความจริงมาลงหลกั ไตรลกั ษณ์ให้เป็น การฝึ กปัญญาอย่าอา่ นมาก ไมเ่ ช่นนนั้ จะกลายเป็นปริยตั ไิ ปเลย ดงั เชน่ โปฐิละ แปลว่า ผ้แู บกคมั ภีร์ เปลา่ พดู ธรรมะได้ทงั้ วนั ทงั้ คนื แตไ่ มม่ ีอะไรดขี นึ ้ คนสมัยนี ้ พูดกันแต่ปัญญาภาคปริยัติ ไม่พูดกันเรื่องปัญญา ภาคปฏิบัติ คิดธรรมะอะไรก็หาปริยัติมาเทียบ จะเทียบทาไม เอา ความจริงที่เราสมั ผัสนะมาเทียบ คิดตามความสามารถเฉพาะตวั แค่ ไหนแคน่ นั้ การอ้างองิ เอาตารามาเสริมทาให้เสียโอกาสไป ให้เราสร้าง ด้ วยปั ญญาตัวเองล้ วนๆ สิ่งกิเลสตัณหากลัวที่สุด คือ ปั ญญา เฉพาะตวั ของคนๆ นนั้ เร่ืองปัญญาในปริยตั กิ ิเลสชอบมาก การศกึ ษา ธรรมทงั้ หมด กิเลสชอบมาก เพื่อกิเลสตณั หาทงั้ นนั้ กิเลสตณั หาอตั ตา ครอบครองทัง้ หมด เรารู้ดีอย่างนัน้ อตั ตาเกิดจากปริยัติ อัตตาเกิด จากความรู้มาก เราศกึ ษาธรรมะมาเสริมอตั ตาไม่ใช่ละกิเลส ไปไหนก็ ตาม พระที่เก่งไม่พอ เราจึงไม่ฟังเทศน์เพราะเรารู้ดีแล้ว พอจะคิด

100 พิจารณาธรรมะ ก็บอกว่าพอแล้ว รู้แล้ว ธรรมะหมวดนนั้ ก็รู้ หมวดนีก้ ็รู้ จึงปิ ดฉากปัญญาไปเลย พวกนีค้ ือโง่อวดฉลาด ไม่มีอะไรดีขึน้ คยุ ธรรมะทัง้ วันทัง้ คืน แต่ไม่ใช่ความรู้ดีรู้ชอบเลย มีแต่ความโง่ เรียน ธรรมะมา ไม่ได้นามาละกิเลส แต่ถกู กิเลสครอบครอง ลืมตวั ยิ่งอ่าน หนงั สอื มากก็ยิ่งตวั อวิชชามาก ไมร่ ู้ความจริงมากขนึ ้ ย่ิงมีความรู้มากก็ ยิ่งโมหะมากขึน้ คือความหลง หลงว่าตนเองรู้มากโดยไม่รู้ตวั นี่คือ ปัญญาไมม่ ี หลวงพ่อจึงบอกว่า ยอมแพ้คนเป็ นเสียก่อน น่ีคือส่ิงท่ีเรา ต้องการ ถ้าแพ้คนเป็นแล้ว ปัญหาไม่มี ไปไหนก็ไปได้ทงั้ หมดในโลกนี ้ ฟังครูบาอาจารย์ได้ทัง้ หมด หรือฟังฆราวาสญาติโยมก็ฟังได้ เราไม่ เกี่ยงวา่ ใครจะให้ธรรมะเรา แม้แตเ่ ดก็ น้อยเราก็ฟังได้ เขาพดู เขาทาอะไร กนั เราฟังได้ นามาปฏิบตั ิได้ นี่คือ ตวั บงั คบั ลดอตั ตาลง ให้เหลือน้อย ที่สดุ แทบไม่มีเลย รับฟังคนอ่ืนได้ กราบใครก็ได้ ใครชีท้ างให้เรา เรา กราบได้เลย คนไม่มีอตั ตา ไปไหนก็สบาย ตัวอย่างคือ มีโยมคนหนึ่งติดตามหลวงพ่อไปอเมริกา แก พิจารณาเร่ืองอตั ตาทาให้คนเป็นทกุ ข์อยา่ งไร เนื่องจากวา่ แกเป็นผ้หู ลกั ผ้ใู หญ่มีตาแหน่งหน้าท่ีการงานสงู แกพิจารณาธรรมคือ ตวั ไอ (I) ว่า ตวั ไอ มีสองไอ คือ ไอใหญ่ (I) กบั ไอเลก็ (i) ไอใหญ่ (I) ตามหลกั ใคร ไม่ได้เลย ต้องนาหน้าตลอด เขียนประโยคไม่ได้ เหมือนกบั ตวั เราถ้า ใหญ่ขึน้ มา ตามหลังเพื่อนไม่ได้ ไอใหญ่ (I) เขียนหลังยู (You) ไม่ได้ ต้องนาหน้าตลอด แตก่ ่อนหลวงพอ่ เคยว่าโยมคนนี ้บอกวา่ ความคิดโง่ๆ เขาโกรธ

101 หลวงพอ่ อยใู่ นใจลกึ ๆ แตไ่ มโ่ ต้ตอบ พอพิจารณาเร่ืองไอใหญ่(I) ไอเลก็ (i) เขาก็เลยยอม ยอมรับวา่ ตนเองผิด เม่ือก่อนไอใหญ่(I) มากเกินไป ตามหลงั คนอื่นไมไ่ ด้ ไมม่ ียอมใคร ถ้าเป็นไอเลก็ (i) แล้ว สบายมาก เข้า ได้ทกุ สงั คม ถ้าเป็นไอใหญ่(I) ใครพดู ธรรมะให้ฟังไมไ่ ด้เลย ไอเลก็ (i) ผสมกับตัวอ่ืน อ่านเป็ นคาๆ ได้ แต่ไอใหญ่ (I) ตัวเดียวโดดๆ อ่าน ไม่ได้ทาอะไรไมไ่ ด้เลย น่ีคอื อบุ ายของเขา ในการอบรมสง่ั สอน ให้เรานาอบุ ายตา่ งๆ ไปปฏิบตั ิ ไม่ใช่แค่มา ฟังเฉยๆ ไมม่ ีความหมายอะไร สาคญั ท่ีให้นาไปปฏิบตั ิ การอบรมครัง้ นี ้มีเวลาสนั้ เหมือนกับดหู นงั ดลู ะคร เวลาเขาหยดุ เล่น เขาหยดุ ตอน ไหน เขาหยดุ ตอนกาลงั มันๆ นนั่ แหละ มันเสียดายกาลงั เข้าด้ายเข้า เขม็ การอบรมครัง้ นีก้ เ็ หมือนกนั จบตอนกาลงั มนั ๆ น่ีแหละ วนั นีเ้ป็นวนั สนิ ้ สดุ การอบรม กอ่ นจะมาปฏิบตั ธิ รรม เราได้สงั่ เสยี ญาตๆิ เพื่อนๆ ไว้วา่ เราจะไปปฏิบตั ธิ รรม เขาก็จะคอยสงั เกตดวู า่ คอย รับผลของการปฏิบตั ิจากเราอยู่ เราจะนาผลการปฏิบตั ิไปให้เขาดูได้ อย่างไร คือ กิริยามารยาทการแสดงออก เม่ือครัง้ ก่อนเรามีความคิด การพดู การทาอย่างหนึ่งอาจไม่เป็ นมงคลกบั ผู้อื่นเลย แต่บดั นีเ้ รามา เปลี่ยนเสียใหม่ แก้ไขตวั เองใหม่ แต่ก่อนพูดมาก บ่น ดดุ ่า พดู เสียงดงั ให้ลดลง ลดทกุ อยา่ งที่ไม่เป็นสาระ สารวมกายวาจาทกุ วิถีทาง ถงึ ใจ จะยังละไม่ได้ ก็พยายามลดกายวาจาลง เพราะเป็ นส่ือให้เห็นถึงการ ปฏบิ ตั ิธรรม ให้เขาเห็นวา่ เราเปลยี่ นไปหน้ามือเป็นหลงั มือ

102 ถ้ากลบั บ้านแล้วยงั หงดุ หงิดจ้จู ี ้เหมือนเดิม ก็ไม่มีอะไรดีขนึ ้ เลย เขากาลงั มองดเู ราอยู่ แกะรอยเราอยู่ วนั ไหนหนอผ้ปู ฏบิ ตั ธิ รรมจะกลบั บ้าน แล้วหน้าตายงั เหมือนเดิมรึเปล่า ถึงใจเรายงั ไม่เปล่ียนแปลง แต่ ให้เราเอากายวาจาออกหน้าไปก่อน เพราะกายวาจาเป็ นสื่อของสงั คม ต้องสารวมให้ดี นกั ปฏิบตั ิธรรม พดู อย่างไร ทาอย่างไร ฝึ กให้เป็น ถ้า เหน็ การพดู การทาเป็นไปด้วยดี ถงึ เราไม่มีอะไรเลย เขาก็วา่ เรามี เอาดี ไว้กอ่ นนนั่ แหละ เป็นผลดีต่อสงั คม ธรรมะสว่ นที่ยงั ทาไม่ได้ก็พยายาม ตอ่ ไป ทงั้ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ พยายามแก้ไขปรับปรุงปัญหาให้ หมดไป อย่าสร้างปัญหาให้กบั หม่คู ณะ สงั คมก็จะเกิดความเป็นธรรม การพดู การทาให้เกิดความเป็นธรรมทงั้ หมด เร่ิมปฏิบตั ิจากใกล้ตวั คน จะรักกนั เกลียดกนั กเ็ น่ืองมาจากกายวาจา ต้องระมดั ระวงั สองอย่างนี ้ ให้ดี ส่วนเร่ืองใจก็พยายามแก้ปัญหาไปด้วย น่ีคือหลักภาวนาใช้ สติปัญญาที่หลวงพ่อเน้นหนักท่ีสุด ถ้าขาดสติปัญญาแล้วปัญหาจะ เกิดขนึ ้ หรือแม้กระทง่ั ไม่รู้ตวั ว่าปัญหาเกิดขนึ ้ แล้ว นีค้ ือลืมตวั ให้พวก เราหมนั่ รู้ตวั อยเู่ สมอ หมน่ั ฝึกฝนอบรมตวั เองอย่เู สมอ ปัญญาอบรมใจ สอนใจตวั เองให้เป็ น ถ้าปัญญาเตือนใจไม่ได้ก็ยากจะปฏิบัติได้ ตน เตอื นตน ตนสอนตน เทศน์ตนเองเป็น สอนตนเองเป็น ถ้าทาได้อย่าง นีอ้ ยทู่ ่ีไหนก็ได้ พง่ึ ตนเองได้ ดงั คาวา่ อัตตาหิ อัตตโน นาโถ พึ่งสติปัญญาสอนตนเองเป็ น ให้มี เหตผุ ล คดิ ก่อนทา คิดก่อนพดู เอาละ สมควรแก่เวลา

•• ~(~;;;;.,r~~fj;;:,~ '1,,9..\"'xt· .tiC)./~ n-N'I'&.Riq/~ ~q;;r~ \"tJg~/-d


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook