ชยสาโร ภกิ ขุ
ชยสาโร ภกิ ขุ พมิ พแ์ จกเปน็ ธรรมบรรณาการด้วยศรัทธาของญาตโิ ยม หากทา่ นไม่ได้ใช้ประโยชน์ จากหนังสือนี้แล้ว โปรดมอบใหก้ บั ผู้อน่ื ที่จะได้ใช้ จะเปน็ บญุ เป็นกุศลอย่างย่ิง
ชยสาโร ภกิ ขุ พมิ พแ์ จกเป็นธรรมท าน ส งวนลิขสทิ ธ์ิ ห้ามคดั ลอก ตัดตอน หรือนำไปพมิ พ์จำหนา่ ย หากท่านใดประสงคจ์ ะพิมพ์แจกเปน็ ธรรมทาน โปรดตดิ ต่อ มูลนธิ ิปัญญาประทีป หรอื โรงเรยี นทอสี ๑ ๐๒๓/๔๗ ซอยปรีดพี นมยงค์ ๔๑ สุขุมวทิ ๗๑ เขตวัฒนา กทม. ๑๐๑๑๐ โทรศพั ท์ ๐-๒๗๑๓-๓๖๗๔ www.thawsischool.com, www.panyaprateep.org พมิ พ์ครง้ั ท ่ี ๑ ธนั วาคม ๒๕๕๓ จำนวน ๓,๐๐๐ เล่ม ศลิ ปกรรม วชิ ชุ เสรมิ สวัสดิ์ศรี ภาพปก พรี พฒั น์ ตติยบุญสูง (ครูย้ง) ขอขอบคณุ และอนโุ มทนาบุญ ผ้ถู อดเทปและผู้พิมพต์ น้ ฉบับ คุณภาวนา มโนมยั วงศ,์ คุณสภุ าวดี จันทรทตั ณ อยธุ ยา และ คุณนสุ รา เมฆรุ่งเรืองไกร ผตู้ รวจทานต้นฉบบั คุณศรวี รา อสิ สระ จ ดั ทำโดยมูลนธิ ปิ ญั ญาประทีป ด ำเนินการพิมพ์ บรษิ ทั ควิ พริน้ ท์ แมเนจเม้นท์ จำกดั โทรศพั ท์ ๐-๒๘๐๐-๒๒๙๒
คำนำ เม่ือปี พ.ศ. ๒๕๔๗ คุณยายทอสี สวัสด์ิ-ชูโต ได้กราบเรียน ปรึกษาพ ระอ าจารย์ช ยส าโร ที่จะม อบที่ดินที่บ้านหนองน้อยจำนวน ๘๒ไร่ เพอื่ ส รา้ งป ระโยชนใ์ นก ารพ ฒั นาม นษุ ยใ์ นว ถิ พี ทุ ธท ง้ั ก ารศ กึ ษา วิถีพุทธ การปฏิบัติธรรม และการทำกิจกรรมในภาคปฏิบัติเพ่ือการ เรยี นรขู้ องนกั เรยี นผปู้ กครองและครโู รงเรยี นทอสี พระอาจารยช์ ยสาโร จึงแนะนำให้เริ่มต้นด้วยการก่อพระเจดีย์ในพ้ืนที่ดังกล่าว เพ่ือระลึก ถึงสิ่งสูงสุด คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ และเพื่อให้ผู้ท่ีเข้า มาเย่ียมสถานท่ีนี้มีโอกาสได้กราบไหว้ให้เป็นบุญกุศล พระอาจารย์ เมตตาแนะนำด้วยว่า “การสร้างพระเจดีย์เป็นการสร้างความสัมพันธ์ ใหมร่ ะหว่างส ถานท ่นี ัน้ ๆกบั เทวดาถ อื ว่าเปน็ สริ ิม งคลแกส่ ถานท ่ี เมอ่ื เรามีพระเจดีย์เป็นศูนย์กลาง เราเข้ามาเม่ือใดเราก็จะรู้สึกว่าท่ีน่ีเป็น สถานท่ีท ีม่ คี วามหมายท างพระพทุ ธศ าสนา” 1
คณะค รผู ปู้ กครองแ ละน กั เรยี นโรงเรยี นท อส จี งึ ไดร้ ว่ มแ รงร ว่ มใจ กันปั้นอิฐมอญและก่อสร้างเจดีย์ขนาดสูง ๓.๕๐ เมตรขึ้นในบริเวณ ดงั ก ล่าวเพอื่ ความเป็นสริ มิ งคลโดยมีพิธฉี ลองพระเจดยี เ์ม่ือวันท ี่ ๒ ๒ พฤษภาคม๒ ๕๔๘ต อ่ ม าค ณุ ย ายท อส ไี ดบ้ รจิ าคเงนิ ส รา้ งศ าลาป ญั ญา ประทีปขึ้นใกล้ ๆองค์พระเจดีย์เพื่อให้สามารถรองรับผู้ปฏิบัติธรรม ได้ครั้งละ๒๐๐ค นโดยเป็นอาคาร๒ ชั้นพ ร้อมอาคารห ้องครัวและ ที่พักอาศัยจำนวนหนึ่ง การก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มใช้งานตั้งแต่ พ.ศ .๒๕๔๙เป็นต้นม าและใ นพ.ศ .๒ ๕๕๒โรงเรียนม ัธยมปัญญา ประทปี โรงเรยี นป ระจำวถิ พี ทุ ธกไ็ ดถ้ อื กำเนดิ ขน้ึ ในบรเิ วณดงั กลา่ วดว้ ย เมอ่ื ม สี ง่ิ ป ลกู ส รา้ งอ าคารต า่ งๆขน้ึ ใ นบ รเิ วณด งั ก ลา่ วโดยม พี ระ เจดยี เ์ ปน็ ศ นู ยก์ ลางส ำหรบั ก ารส กั การบ ชู าข องช มุ ชน พระอ าจารยช์ ยส าโร คุณยายทอสีและคณะลูกศิษย์ตลอดจนทุก ๆฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างเห็น พอ้ งตอ้ งกนั ว่าข นาดของพ ระเจดยี ์ซึ่งมีค วามส งู เพียง๓.๕๐เมตรโดย เฉพาะเมอ่ื เปรยี บเทยี บก บั ข นาดแ ละค วามส งู ข องศ าลาป ญั ญาป ระทปี นนั้ ด ไู มเ่ หมาะส มจ งึ เหน็ ส มควรใ หด้ ำเนนิ ก าร บร ณู ะพ ระเจดยี ์ โดยเพม่ิ 2
ระดับค วามสูงข องอ งค์พระเจดยี ใ์ ห้เปน็ ๑ ๒.๕๐เมตรเพ่ือใ ห้งดงาม เหมาะส มง านบ รู ณะพ ระเจดยี ใ์ ชเ้ วลาท ง้ั ส นิ้ ป ระมาณ๕ เดอื นด ำเนนิ การแล้วเสร็จในเดอื นพฤศจกิ ายน๒ ๕๕๓ คณะลูกศิษย์พระอาจารย์ชยสาโร และลูกหลานคุณยายทอสี สวสั ด-ิ์ ชโูตจึงกราบน มัสการข ออ นุญาตพระอ าจารยจ์ ัดพ ิธฉี ลองเจดีย์ ปญั ญาป ระทปี ใ นว นั ท ี่ ๑ ๒ธ นั วาคม๒ ๕๕๓ซ งึ่ ต รงก บั ว นั ค ลา้ ยว นั เกดิ อายุครบ๘ ๓ป ีของค ณุ ยาย นอกจากนี้คณะลูกศิษย์ยังได้ขออนุญาตพระอาจารย์พิมพ์ พระธรรมเทศนาของพระอาจารย์เนื่องในโอกาสวันฉลองพระเจดีย์ วนั ท ่ี ๒ ๒พ ฤษภาคม๒ ๕๔๘แ ละข อ้ คดิ เรอื่ งค วามเชอื่ เกย่ี วก บั พ ระธ าตุ และก ารบรรจพุ ระธ าตุในองคพ์ ระเจดยี ์เพื่อแ จกเป็นธรรมบ รรณาการ ในว ันมงคลฤ กษ์น้ดี ้วย ในนามของคณะลูกศิษย์ ขอกราบนมัสการขอบพระคุณ พระอาจารย์ชยสาโรท่ีได้เมตตาให้คำปรึกษาและคำแนะนำอย่าง 3
สม่ำเสมอและอนุญาตให้พิมพ์หนังสือเพ่ือแจกเป็นธรรมทาน ขอให้ บุญกุศลจากการร่วมกันบูรณะเจดีย์ปัญญาประทีป และการส่งเสริม การศ กึ ษาว ถิ พี ทุ ธข องโรงเรยี นท อส ี แ ละโรงเรยี นป ญั ญาป ระทปี จ งเปน็ พลวป จั จยั อ ำนวยพ รใ ห้ท ุกท ่านม ีแ ต่ค วามส ุขค วามเจริญก ้าวหน้าใ น ทางธรร มย ิ่ง ๆขึน้ ไป คณะลกู ศษิ ย์ ๑๒ธันวาคม๒๕๕๓ 4
5
6
7
8
เพ่ือระลึก* วันน้ีพวกเราท้ังหลายได้มีโอกาสร่วมกันในพิธีก่อพระเจดีย์ ใน สถานที่ท่ีมีชื่อว่า “ปัญญาประทีป” เราถือว่าไม่มีส่ิงใดในโลกน้ีที่ส่อง แสงสว่างเท่ากับปัญญา ในการแสวงหาปัญญาน้ัน เราต้องฝืนความ เคยช นิ เกา่ ๆความค ดิ เกา่ ๆนสิ ยั เกา่ ๆและด ว้ ยก ารป ระพฤตปิ ฏบิ ตั เิ พอ่ื ปลอ่ ยว างค วามย ดึ ต ดิ ในส ง่ิ ท นี่ ำค วามท กุ ขค์ วามเดอื ดร อ้ นม าส ชู่ วี ติ ข อง ตนช ีวติ ค รอบครวั และแกส่ ังคมท ว่ั ไป ไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นอุปการคุณ ที่เอ้ืออำนวยต่อการเจริญสติ ปัญญาเท่ากับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสไว้ว่า “การเกิดเป็นม นุษย์เป็นบญุ อ ยา่ งย ง่ิ ”เพราะม นุษยเ์ปน็ ผทู้ เี่ จรญิ ด้วยปัญญาได้ ความสุขที่แท้จริงเกิดข้ึนในจิตใจของผู้มีปัญญา ผู้ * บา้ นหนองนอ้ ย ปากช่อง จัดโดย โรงเรียนทอสี วนั ที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๘ 9
ไมม่ ีปญั ญามีสทิ ธิจะสมั ผสั ความสขุ บา้ งเหมอื นกนั แต่จะลมุ่ ๆดอน ๆ ไม่มั่นคง ไม่หนักแน่น และจะเป็นความสุขที่ประกอบด้วยโทษ เป็น ความสุขท่ีอาศัยกิเลส ส่งเสริมกิเลส หรือนำไปสู่กิเลส ทำให้จิตใจเรา เศร้าห มองไม่ผ ่องใสไมเ่ บิกบาน ในการพัฒนาชีวิต เราต้องนำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามา เป็นแผนที่ แต่ละคนต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการเดินทางของตน ถ้ามี แผนท่แี ตไ่ ม่เดนิ ทางก ็ไม่เกิดประโยชน์ ถ ้าเดินท างโดยไมม่ แี ผนที่ก็มกั จะหลงทาง เราต้องต้ังอกตั้งใจใช้แผนท่ีเพื่อประโยชน์ในการเดินทาง ครูบาอาจารย์ท่านเตือนว่าจิตใจของคนเรามีธรรมชาติชอบไหลไปสู่ที่ ต่ำถ้าเราละเลยเร่ืองการประพฤติปฏบิ ัติธ รรมจ ิตใจย อ่ มย นิ ดีกับส งิ่ ที่ เปน็ อ ธรรมซ ง่ึ ท เี่ ปน็ ป ฏปิ กั ษต์ อ่ ธ รรมน กั ป ฏบิ ตั ทิ ฉี่ ลาดจ ะใ ชส้ ตปิ ญั ญา ของต นใ นการส รา้ งความร ู้สึกยนิ ดพี อใจใ นก ารล ะบาปใ นการบำเพญ็ กศุ ลแ ละใ นก ารชำระจติ ใจข องตนใ ห้ข าวสะอาด เปน็ เรอ่ื งธ รรมดาว า่ เมอื่ ค นเราต อ้ งท ำส งิ่ ท ท่ี ำไดย้ ากบ างค รง้ั จ ะ เกิดความท้อแท้ใจเกิดความไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำได้ อาจเกิดความ คิดผิดหรือเช่ือผิดว่าตัวเองไม่มีบุญวาสนาพอ ดังน้ันการระลึกถึงคุณ 10
พระพทุ ธค ณุ พ ระธ รรมค ณุ พ ระส งฆ์จ งึ เปน็ ส ว่ นส ำคญั ข องก ารป ระพฤติ ปฏิบตั ิ องคส์ มเด็จพระสัมมาสมั พทุ ธเจา้ ของเราบ รรลพุ ระอ นุตรส ัมมา สมั โพธญิ าณในฐานะเป็นมนุษยค์ นหนงึ่ พ ระองคต์ รัสรธู้ รรมพ ระองค์ จึงเป็นตัวแทนของหมู่มนุษย์ การตรัสรู้ธรรมของพระองค์จึงเป็นการ พิสูจน์ถึงศักยภาพของมนุษย์ท่ีจะบรรลุธรรมได้ การเชื่อมั่นในการ ตรสั รขู้ องพ ระพทุ ธเจา้ ย อ่ มน ำไปส คู่ วามเชอื่ ม น่ั ในศ กั ยภาพข อง มนุษย์ที่จะตรัสรู้ธรรม ถ้าเราพินิจพิจารณาอย่างดี เราจะเห็นได้ว่า ความเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ที่จะตรัสรู้ธรรมย่อมนำไปสู่ ความเชื่อม่ันว่าตัวเองมีศักยภาพเพราะเราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง เหมอื นก นั พุทธศาสนาถือว่าผู้ชายผู้หญิงมีความสามารถพอ ๆกันในการ บรรลธุ รรมไมว่ ่าชาวตะวนั ตกชาวต ะวนั ออกไมว่ ่าจ ะมาจ ากไหนหรอื อยชู่ าตชิ นั้ ว รรณะใ ดเมอื่ เกดิ เปน็ ม นษุ ยแ์ ลว้ เรยี กว า่ พ รอ้ มค อื ม วี ตั ถดุ บิ พร้อมอ ยา่ งไรก ต็ ามห ากมแี ต่องคส์ มเดจ็ พระส มั มาส มั พ ทุ ธเจา้ ต รสั รู้ ธรรมเพียงพระองค์เดียว เราอาจจะเข้าข้างตัวเองหรือเข้าข้างกิเลส ตัวเองว่าพระองค์เป็นมนุษย์พิเศษ เราจะเทียบตัวเองกับพระองค์ได้ 11
อยา่ งไรแ นน่ อนว า่ พ ระองคท์ ำได้ แ ตส่ ำหรบั พ วกเราน นั้ เปน็ ค นละเรอื่ ง เราจ ึงควรห ม่ันระลกึ ถ งึ ค ุณของพระสงฆ์ ตั้งแต่สมัยพุทธกาลเป็นต้นมา มีนักบวชชาย นักบวชหญิง อุบาสก อุบาสิกา ที่บรรลุธรรมต้ังแต่ข้ันโสดาบันจนถึงขั้นอรหันต์ เปน็ การพ สิ จู นว์ า่ เราท กุ ค นท ำไดจ้ รงิ ก ารท พี่ วกเราท ง้ั ห ลายม โี อกาสได้ ศกึ ษาแ ละป ฏบิ ตั ธิ รรมท กุ ว นั น กี้ เ็ พราะพ ระส งฆน์ น่ั เองพ ระส งฆเ์ ปน็ ผ ทู้ ี่ ไดร้ กั ษาแ ละส บื ต อ่ ค ำส อนในพ ระพทุ ธศ าสนาข องเราแ ละท สี่ ำคญั พ ระ อริยเจา้ ทั้งหลายเป็นผู้ท่ีรักษาธรรมะขัน้ สงู ซ ่ึงเป็นธรรมะที่เหนอื ความ คิดเหนอื ทฤษฎี ตราบใดท่ียังมีผู้พัฒนาตนด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา จน เขา้ ถงึ หลกั ธรรมพระพุทธศาสนาจะไม่หายไปจากโลกจรงิ อยู่ท่ีพระ ธรรมเป็นเร่ืองนามธรรม เป็นเรื่องท่ีตาเน้ือมองไม่เห็น แต่มนุษย์เรามี ความสามารถที่ฉลาดยิ่งคือ เราสามารถมองส่ิงที่เป็นวัตถุด้วยตา หู จมกู ล ิ้นห รอื ก ายและส ามารถน อ้ มส่งิ น น้ั ๆมาส ู่ใจ โลกมนุษย์เราเตม็ ไปดว้ ยสง่ิ ท ่ีเรียกวา่ ส ญั ลกั ษณ์ สง่ิ ท่ีม องเห็น 12
แล้วเกิดความรู้สึก สิ่งท่ีมองเห็นแล้วเกิดความรู้ จิตใจเห็นสัญลักษณ์ แลว้ ก แ็ ปลค วามห มายข องส ญั ลกั ษณน์ นั้ โดยฉ บั พ ลนั บ างส งิ่ บ างอ ยา่ ง เป็นสญั ลกั ษณ์ของส งิ่ ทีท่ ำให้จิตใจเราเศร้าห มองก ม็ ี ห รือทำให้เราเกิด กิเลสก็มีเช่นเห็นLogoของบริษัทต่าง ๆแล้วบางครั้งเกิดความคิด อยากได้อ ยากซ ้ือเป็นตน้ น ่นั เป็นเร่ืองของสัญลักษณ์ สัญลักษณ์ท่ีเป็นประโยชน์คือ สัญลักษณ์ท่ีจะทำให้เราเกิดสติ รู้ตัว ทบทวนว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ สัญลักษณ์ทางศาสนาของเราก็ มีบทบาทในระดับน้ี เช่น พระเจดีย์เป็นสถานท่ีบรรจุส่ิงที่เราเรียกว่า ศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ ท งั้ ๆท่ีจริงๆแลว้ ค วามศักด์ิสิทธิท์ างพระพุทธศาสนาไม่ ไดอ้ ยู่ทตี่ ัวว ตั ถุแ ต่อยทู่ ค่ี ณุ ธรรม ในกรณีของพระบรมสารีริกธาตุ เราให้เกียรติถือว่าเป็นวัตถุ ศักด์ิสิทธ์ิ เพราะเป็นส่วนเหลือจากชีวิตของมนุษย์ผู้สุดยอด ใน ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ถือว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็น หนง่ึ ห ลงั จ ากพ ระองคเ์ สดจ็ ป รนิ พิ พานแ ลว้ ก ไ็ มม่ ผี ใู้ ดเกดิ ม าท จี่ ะเทยี บ เทา่ พระองคไ์ ด้เลย 13
ดงั น น้ั เมอ่ื เราเหน็ ว ตั ถสุ ว่ นท เี่ หลอื จ ากพ ระส รรี ะข องพ ระองค์ เรา จะร สู้ กึ ข นลกุ แ ละจ ะน อ้ มใจไปในท างท ด่ี ที ง่ี ามไดง้ า่ ยม ากน ค่ี อื พ ลงั ข อง พระบรมส ารรี กิ ธาตุ เราไม่ต อ้ งพูดถ ึงเรื่องลึกลับเพียงค วามร สู้ ึกค วาม เลอื่ มใสศ รทั ธาท เ่ี กดิ ข น้ึ เมอ่ื เราไดเ้ ขา้ ใ กล้ แ ละไดก้ ราบไดไ้ หวพ้ ระบรม สารีริกธาตุเมื่อเราได้บรรจุพ ระบรมส ารรี กิ ธาตใุ นพระเจดยี ์เรา กถ็ ือวา่ ส ถานที่นั้นเปลีย่ นเปน็ สถานที่ใหม่เป็นส ถานท่ีท่มี ีค วาม สำคญั ท างพ ระพทุ ธศ าสนาท นั ที พ ระองคค์ อื ผ สู้ อนเทวดาแ ละม นษุ ย์ ในพระไตรปิฎกไมม่ ีการวิจารณว์ ่าเทวดามจี รงิ ห รือไม่เพราะไมเ่ ป็นท ี่ สงสัยเหมอื นก บั ทกุ ว นั น ้ี เราไมต่ ้องไปเถยี งก นั ว่าร ถยนตม์ จี ริงห รอื ไม่ สมัยพุทธกาลไม่ต้องไปเถียงว่าเทวดามีจริงหรือไม่ ทุกวันน้ี เทวดาก็ยังมีอยู่ สถานที่ไหนที่มีพระบรมสารีริกธาตุหรือมีพระธาตุจะ เปน็ ท ่ีท่ีมีเทวดาลงม ากร าบม าไหว้ ม านมสั การมาอารกั ขาเป็นเรือ่ ง ธรรมดาของเทวดาผู้มีศรัทธาเล่ือมใสในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า การสร้างพระเจดีย์จึงเป็นการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่าง สถานท่ีนั้น ๆกับเทวดา ถือว่าเป็นสิริมงคลแก่สถานท่ีถ้ามีแต่ เพยี งส ถานท อี่ ยา่ งเดยี วแ มเ้ ราจ ะต ง้ั ใจว า่ ในร ะยะย าวเราจ ะท ำก จิ กรรม 14
อยา่ งน นั้ อ ยา่ งน ที้ เ่ี ปน็ ป ระโยชนต์ อ่ ส งั คมเราก จ็ ะย งั ร สู้ กึ ว า่ ม นั เปน็ เพยี ง สถานท เี่ ฉยๆอาจจ ะถ อื วา่ เปน็ ท สี่ วยงามแ ตเ่ ราก จ็ ะช นื่ ชมเฉพาะใ นแ ง่ ของธรรมชาติสง่ิ แวดล้อมเท่านน้ั เมอื่ เราม พี ระเจดยี เ์ ปน็ ศ นู ยก์ ลางเราเขา้ ม าเมอ่ื ใ ดแ มจ้ ะย งั ไมม่ ี สงิ่ กอ่ สรา้ งอ น่ื ๆเลยเราก ็จะร สู้ ึกว ่าท่ีน่ีเปน็ ส ถานที่ทม่ี คี วามห มายท าง พระพุทธศาสนา โครงการต่าง ๆในโลกนี้มีมากมายที่ผู้ร่วมงานตั้ง อกตง้ั ใ จทำความด ี แ ต่ความเขา้ ใจค วามค ิดเหน็ ใ นเรอ่ื งค วามดอี าจจะ ไมต่ รงกันแม้ทุกค นจะตงั้ อกตัง้ ใ จท ำความด ีแ ตก่ ็อ าจม ที ะเลาะวิวาท กนั บ้างถกเถียงกนั ก ม็ ี ห รอื อารมณ์เสียเพราะความด ที ่ีต วั เองพ ยายาม กระทำ บางคนก็ไม่ค่อยจะให้ความสำคัญเท่าท่ีควรกับการสร้างเหตุ โดยมุ่งจิตใจไว้ที่ผลที่ตนปรารถนาเป็นหลัก เมื่อมีปัญหาในปัจจุบัน หรอื การกระทำใ นปัจจุบนั ไม่ราบรืน่ กป็ ลอบใจต ัวเองดว้ ยความดหี รอื ส่งิ ด ีๆทต่ี นคาดหวงั ใ หเ้ป็นผลจ ากก ารกระท ำนนั้ ๆของต น ตามห ลกั พ ระพทุ ธศ าสนาเราไมแ่ ยกเรอื่ งเหตเุ รอ่ื งผ ลเพราะห าก ตอ้ งการผ ลท ด่ี ี เหตตุ อ้ งด ดี ว้ ยเหตปุ จั จยั ท กุ อ ยา่ งต อ้ งส อดคลอ้ งก บั ผ ลท ี่ พงึ ป ระสงค์ ด งั น น้ั เมอื่ เราเรม่ิ โครงง านส รา้ งส ถาบนั เพอื่ ก ารเรยี นร ตู้ าม 15
หลักวิถีพุทธท ี่น่ีกา้ วแ รกค ือการกอ่ พระเจดีย์ เพอื่ ร ะลึกถ งึ ส ง่ิ สงู สุดคอื พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ทุกคนท่ีเข้ามาทำงานท่ีน่ีต้องเห็น และม ีเครื่องระลึกอยู่ต ลอดเวลาว่าเรากำลังท ำอ ะไรอ ยู่ทำเพื่ออะไร ผู้ท่ีเข้ามาเย่ียมสถานท่ีน้ีก็มีโอกาสได้กราบได้ไหว้ ถือว่าเป็นบุญเป็น กุศลได้มีโอกาสทำจิตใจของตนในทางท ่ีเป็นบ ุญเป็นกุศลสอดคล้อง กับจุดประสงคใ์ นก ารทำงาน การส รา้ งพ ระเจดยี เ์ ปน็ ก จิ กรรมท นี่ า่ ภ าคภ มู ใิ จถ อื วา่ ผ ทู้ มี่ โี อกาส ร่วมก ันสร้างพ ระเจดยี เ์ ปน็ ผทู้ ี่มีบุญอ าตมาจ งึ ข ออนุโมท นาท ุกๆคนท ่ี เหน็ ประโยชน์ เหน็ ความส ำคัญแ ละม ีจติ ศรทั ธารว่ มก ันก ่อพ ระเจดีย์ องค์นี้ เมื่อเราได้ก่อพระเจดีย์ด้านนอกแล้ว เราทุกคนก็ต้อง พยายามก่อพระเจดีย์ด้านในด้วย เราจะเห็นว่าพระเจดีย์ของเรา ไม่ต้องใช้ทรัพย์มากมาย เราใช้อิฐธรรมดา แต่เป็นอิฐที่มีความหมาย เพราะพ วกเราไดช้ ว่ ยก นั ป น้ั เองเราป น้ั เองแ ละป ระกอบก นั เองเรยี กว า่ เป็นเจดีย์ของเรามนั สำเร็จด้วยศ รัทธาส ำเร็จด ว้ ยค วามเพยี รพ ยายาม ไม่ได้สำเร็จด ้วยการใ ชเ้ งนิ ฟุม่ เฟอื ย เราไม่ได้คิดว่าจะต้องสร้างเจดยี ์ท ่ีใหญ่ท่สี ดุ ใ นประเทศไทยเรา 16
ไม่ไดถ้ ือว ่าอะไร ๆท่สี ุด ๆเปน็ ส่งิ ทนี่ ่าปลาบปลืม้ ใ จแต่เราด ูท่ีนำ้ ใจดู ท่คี วามบ รสิ ุทธ์ิใจดูศรัทธาของผเู้ กย่ี วขอ้ งเป็นห ลักเจดียด์ ้านใ นท ่ีเรา ควรจ ะส รา้ งไวบ้ รรจสุ ง่ิ ศ กั ดส์ิ ทิ ธก์ิ เ็ ชน่ เดยี วกนั เราส รา้ งด ว้ ยค วามเพยี ร พยายามอย่างตอ่ เนอ่ื งส รา้ งด้วยศรทั ธาส ร้างด้วยความอดทนสร้าง ดว้ ยการบูชาเทดิ ทูนความถ ูกต ้องเพราะทา่ นส อนว่าธรรมะค อื ค วาม ถกู ต้อง ใหเ้ ราพ ยายามด ำเนนิ ช วี ติ ใ นท างท ถ่ี กู ต อ้ งท บทวนก ายท บทวน วาจาท บทวนใ จว า่ ถ กู ต อ้ งห รอื ไม่ท บทวนว า่ เราย งั เปน็ เหยอ่ื ข องค วาม รสู้ กึ ช อบแ ละไมช่ อบย งั เปน็ เหยอื่ ข องค วามร สู้ กึ ย นิ ดยี นิ รา้ ยย งั ถ อื วา่ ส ง่ิ สงู สดุ ค อื ส งิ่ ท ถ่ี กู ใจ ส งิ่ ท นี่ า่ ก ลวั ท สี่ ดุ ค อื ส งิ่ ท ไี่ มถ่ กู ใจห รอื ไม่ ถา้ เปน็ เชน่ นัน้ จิตใจข องเราไมม่ ีวนั ก า้ วหน้าใ นธรรม เมอ่ื เราม คี วามถ กู ต อ้ งเปน็ หลักยดึ เหนี่ยวแ ล้วเราจ ะเหน็ ความรูส้ ึกว ่าถ ูกใจไมถ่ กู ใจกเ็ ป็น สักแ ตว่ ่าความร สู้ ึกไมม่ แี ก่นสารส าระอ ะไร เม่ือเราไม่เอาจริงเอาจังกับความรู้สึกถูกใจไม่ถูกใจจนเกินไป จิตใจจะรู้สึกปลอดโปร่งผ่องใสเบิกบานสงบ ความสงบอยู่ตรงที่ว่าไม่ ตอ้ งด น้ิ รนว นุ่ วายในก ารแ สวงหาแ ตส่ ง่ิ ท ถี่ กู ใจโดยไมม่ วี นั จ บส นิ้ ไมต่ อ้ ง 17
คอยระแวงคอยกลัวที่จะต้องเจอส่ิงที่ไม่ถูกใจ เราจะรู้ว่าส่ิงถูกใจก็สัก แต่วา่ แ ค่น ั้นเองเม่ือรูส้ กึ ไม่ถูกใจก ส็ ักแ ต่ว่าแ ค่น้นั เองส ่งิ ท ถ่ี ูกใจกย็ งั มอี ยสู่ ง่ิ ท ี่ไมถ่ ูกใจกย็ ังม ีอยู่แ ต่ก อ็ ยแู่ ค่น้นั ตามเร่ืองของมัน ความเพียรพยายามศึกษาเรื่องชีวิตของตน การพยายาม พัฒนาการกระทำพัฒนาการพ ูดการส ือ่ สารพ ฒั นาค วามร สู้ กึ พ ฒั นา ความคิด ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเรามีความหมาย ในยุคปัจจุบัน ความห มายข องช วี ติ ม นั จ ะล งอ ยทู่ ก่ี ารผ ลติ แ ละก ารบ รโิ ภคเมอื่ ค นม อี ายุ มากข นึ้ ไมท่ ำงานอ ะไรแ ลว้ ไมผ่ ลติ อ ะไรแ ลว้ ไมค่ อ่ ยจ ะบ รโิ ภคอ ะไรแ ลว้ กเ็ หมอื นก บั ว า่ ค ณุ คา่ ข องช วี ติ ล ดน อ้ ยล งแ ตท่ างพ ทุ ธศ าสนาถ อื วา่ เรอื่ ง การผ ลติ แ ละก ารบ รโิ ภคไมใ่ ชเ่ ครอื่ งว ดั ค ณุ คา่ ข องช วี ติ แ ละเปน็ ท พ่ี ง่ึ ข อง เราไมไ่ ด้ เมอื่ เราแ สวงหาค วามถ กู ต อ้ งพ ยายามพ ฒั นาก ายว าจาใจ ของเราคอ่ ยๆข ัดเกลาจ ิตใจให้มันดีใหม้ ันง ามเราจ ะเหน็ ได้ไม่ ยากว า่ น เ่ี ปน็ ง านท เ่ี ราส ามารถท ำไดจ้ นว นั ส ดุ ทา้ ยข องช วี ติ ท ำให้ ชวี ติ เราม แี นวทางท เี่ ราส ามารถด ำเนนิ ไปเรอื่ ยๆค อ่ ยๆส รา้ งพ ระ เจดีย์อนั งดงามภายในจิตใจของเรา 18
ในวนั น ี้กไ็ ด้แสดงธ รรมเทศนาส ั้น ๆเพอื่ เปน็ การฉ ลองพระเจดยี ์ ปัญญาประทีป พุทธศาสนาสอนว่าไม่ว่าจะมีพิธีกรรมอะไรก็ตาม ขอ ให้เราได้รับฟังพระธรรมบ้างไม่มากก็น้อย เพราะการฟังธรรมนำไปสู่ ศรัทธาท ีเ่ พมิ่ ข ้ึนค วามเข้าใจในธ รรมเพมิ่ มากข น้ึ และเม่ือเราพ ยายาม จำสงิ่ ที่พระท า่ นสอนไว้ แ ลว้ น ำไปท บทวนพ ิจารณาต่อก ็ถ ือเปน็ สว่ น หน่ึงของก ารปฏิบัตใิ นการก่อพระเจดีย์ภายในจ ติ ในใจของตน อาตมาจึงขอให้พระเจดีย์ปัญญาประทีปที่เรากำลังจะร่วมกัน ก่อขึ้นน้ีเป็นศูนย์กลางของโรงเรียนวิถีพุทธ ที่จะนำประโยชน์นำความ สขุ ม าสู่สังคมไทยในร ะยะยาวข อใหม้ บี ทบาทใ นการร ้ือฟ้นื ส ัมมาทฏิ ฐิ ในสังคมไทยเพื่อให้หลักพระพุทธศาสนาเป็นที่พ่ึง เป็นสรณะของคน ไทยต อ่ ไปจ นถงึ รุ่นล ูกร ุ่นหลานร นุ่ เหลนขอใ ห้คนไทยจ ำนวนม ากท ่ีสดุ ไดร้ บั ค วามส ขุ แ ละป ระโยชนจ์ ากพ ระพทุ ธศ าสนาต อ่ ไปข อใ หส้ ถานท นี่ ้ี และพ วกเราท ้ังหลายม สี ่วนใ นก ารบ ำรงุ พ ระพุทธศ าสนาใ นภ าคป ฏบิ ตั ิ เพราะภาคปฏิบัติเท่าน้ันท่ีจะเกิดผลจริง ขอให้มีพวกเราทั้งหลายและ ผทู้ จ่ี ะม ีโอกาสได้มาเรียนที่นีต่ อ่ ไปจ งมแี ตค่ วามส ุขความเจรญิ ท งั้ ทาง โลกทางธ รรมตลอดกาลน านเทอญ 19
ข้อคดิ เรือ่ งพ ระธ าต*ุ * วันนี้อาตมาได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยียนได้มาคารวะตั้งอธิษฐานจิต ตอ่ ห นา้ ส งิ่ ท สี่ าธชุ นท ง้ั ห ลายผ มู้ จี ติ ต ง้ั ม น่ั ในพ ระพทุ ธพ ระธ รรมพ ระส งฆ์ ถือว่าเปน็ สิง่ ศักดิส์ ทิ ธิ์ พ อก ล่าวถ ึงส ่งิ ศกั ดสิ์ ิทธิ์เรามักจะเขา้ ใจวา่ หมาย ถึงส่ิงทีเ่ ปน็ ว ัตถุ แ ตค่ วามส ัมพนั ธร์ ะหว่างนามธรรมก บั รูปธ รรม สง่ิ ท ่ีตา เนอื้ ม องเหน็ ก บั ส งิ่ ท ตี่ าเนอื้ ม องไมเ่ หน็ ม กั เปน็ เรอ่ื งล ะเอยี ดล กึ ซ งึ้ อ ยา่ งไร ก็ตาม การท่ีสิ่งที่เป็นนามธรรมนำไปสู่ผลท่ีปรากฏชัดเป็นรูปธรรมก็ไม่ จำเป็นตอ้ งเป็นเร่อื งล ะเอียดล ึกซ ึ้งเสมอไป ท กุ ว นั น เี้ ปน็ ท ยี่ อมรบั ว า่ ผ มู้ จี ติ ใจเศรา้ ห มองเชน่ ม คี วามต งึ เครยี ด มักจะเกิดความไม่สบายทางกายได้ง่าย เพราะเม่ือจิตใจของเราผิดปกติ จติ ใจข องเราก ลดั กลมุ้ ห มน่ หมองม นั จ ะม ผี ลต อ่ ภ มู ติ า้ นทานโรคในรา่ งกาย ทำใหม้ โี อกาสท จี่ ะเปน็ โรคต า่ งๆไดง้ า่ ยข นึ้ ในข ณะเดยี วกนั ผ ทู้ มี่ คี วามส ขุ และมีจิตใจเบิกบานพอสมควรมีโอกาสสูงท่ีจะเป็นผู้ท่ีมีร่างกายแข็งแรง เพราะก ารร ักษาใจจะส ่งผลให้รา่ งกายอยใู่นภ าวะทเ่ี ป็นปกตพิ อสมควร ** บา นโยม จังหวัด อยธุ ยา กุมภาพนั ธ์ ๒๕๔๙ 20
21
22
23
24
ใจม ีผ ลต ่อก ายจ ติ ใจทเ่ี ศรา้ ห มอง มาก ๆอ าจม ีสว่ นห รอื เปน็ ป ัจจยั สำคัญทำให้เกิดโรค เช่น เนื้องอกได้ จิตใจเป็นบุญเป็นกุศลจะทำให้ ร่างกายผ่อนคลายและผ่องใส เร่ืองกาย เรื่องใจมีทุกระดับ ตั้งแต่ระดับ ปุถุชนทั่วไปถึงระดับสูงสุดคือระดับของพระอริยเจ้า ซ่ึงเราต้องยอมรับ วา่ เป็นระดบั ท ี่สตปิ ญั ญาของคนทัว่ ไปย ังเข้าไมถ่ ึง ในเรอื่ งท สี่ ตปิ ัญญาข องเรายังเขา้ ไม่ถ งึ น้ันเราม สี ทิ ธท์ิ จ่ี ะเชื่อห รอื ไม่เชื่อพุทธศาสนาเป็นศาสนาท่ีแปลกกวา่ ศ าสนาอน่ื ศ าสนาอนื่ ๆน้นั มีข้อบังคับในทางความเชื่อมาก ต้องเชื่อ หากไม่เชื่อถือว่าบาปกรรม ถ้าไม่เชื่อแล้วจะเป็นศาสนิกชนของศาสนานั้นไม่ได้ เพราะการเช่ือหรือ ไม่เชื่อถ อื เป็นแ กน่ เปน็ สารของศ าสนาเลยท เี ดยี ว ส่วนพุทธศาสนาน้ันท่านให้เราศึกษาชีวิต แม้พระพุทธองค์ทรง แสดงธ รรมโปรดส ตั วถ์ งึ ๔ ๕พ รรษาแ ตส่ ง่ิ ท ที่ รงส อนม เี พยี งแ คส่ องเรอ่ื ง คือเรื่องทุกข์กับเร่ืองดับทุกข์ คำสอนของพุทธศาสนาถึงจะดูเหมือนมี มากมายแตแ่ กน่ แท้น นั้ ม ีอ ยเู่ พยี งเท่าน้ี พุทธศาสนาถือว่าสิ่งท้ังหลายท้ังปวงล้วนแต่เป็นของธรรมดา เพยี งแตว่ ่าบ างส ่งิ บางอ ย่างท เ่ีราพ บเห็นบ่อย ๆท กุ วัน ๆเราก ็ยอมรบั วา่ เป็นของธรรมดาแ ตม่ ันย งั มขี องธ รรมดาบ างอ ยา่ งที่นานๆเราจะพ บเห็น สักท ีหรือบ างคนต ลอดชวี ิตอ าจไม่เคยพ บสกั คร้งั จ งึ ถือวา่ เปน็ ส งิ่ แปลก 25
ประหลาดท ัง้ ๆท่จี ริง ๆแลว้ เรื่องแ ปลกประหลาดน ้ันมนั กเ็ป็นแ คเ่ รื่อง ธรร มดา ๆทไี่ มค่ อ่ ยไดเ้ จอเท่าน้ันเอง พระพุทธศาสนาสอนว่าเราเกี่ยวข้องกับส่ิงใดก็ควรจะเก่ียวข้อง ในทางสร้างสรรค์ เวลาเราเจอของแ ปลกป ระหลาดท ่ที ำให้เกดิ ค วามเชอื่ ความเล่ือมใส ถือว่าแค่น้ียังไม่ดีพอ เพราะเราไม่ถือว่าความเช่ือความ เลอ่ื มใสศ รทั ธาในส ง่ิ ศ กั ดส์ิ ทิ ธเ์ิ ปน็ ส ง่ิ ส ำคญั ย ง่ิ ใหถ้ อื วา่ ม นั เปน็ เพยี งจ ดุ เรมิ่ ต้นเท่านั้นเอง ศรัทธาในทางพระพุทธศาสนาไม่ใช่คุณธรรมที่จะดึงออก จากค ุณธรร มอื่น ๆได้ศ รทั ธาในท างพ ระพทุ ธศาสนาคอื ค วามเชื่อท ี่ นำไ ปส กู่ ารปฏบิ ตั ิ ถ้าเชื่อเฉยๆแ ตไ่ มม่ ีความพ ยายามท่ีจะท ำต าม คำส ง่ั ส อนข องพ ระพทุ ธอ งค์ เรยี กว า่ ย งั เปน็ ศ รทั ธาท บี่ กพรอ่ งอ ยู่ ย งั ไม่ใช่ศรัทธาท ี่องคส์ มเดจ็ พระสัมมาส ัมพทุ ธเจ้าของเราทรงสรรเสริญ ศ รัทธาเป็นพ ลังแ ต่ไม่ใช่พ ลังศ ักดิ์สิทธิ์ท ี่ม ีไว้เพื่อบ ูชาอ ย่างเดียว พลังที่ถูกต้องควรเป็นพลังที่นำไปสู่ความเพียรพยายามที่จะละสิ่งที่ไม่ ดีในชีวิตของเรา ที่จะทำสิ่งดีให้เกิดและเจริญงอกงามขึ้น นำไปสู่การ ชำระจ ิตใจน ีค่ ือเงื่อนไขข องศ รัทธาในท างพ ระพุทธศ าสนาถ ้าค ิดว ่าเชื่อ เชื่อม ากม ีค วามเลื่อมใสไม่ส งสัยเลยว่าพ ระพุทธเจ้าส อนจ ริงน ี่ยังเป็น เพียงแ ค่จ ุดเริ่มต ้นท ี่จ ะน ำไปส ู่ก ารพ ัฒนาช ีวิตท ี่ต รงต ามท ี่พ ระพุทธอ งค์ ทรงส อน 26
ท ำอ ยา่ งไรเราจ ะอ ยใู่ นโลกท วี่ นุ่ วายเหลอื เกนิ ด ว้ ยจ ติ ใจท ไ่ี มว่ นุ่ วาย ทำอ ยา่ งไรเราจ ะอ ยทู่ า่ มกลางค นท เี่ หน็ แ กต่ วั เหลอื เกนิ โดยจ ติ ใจเราไมต่ อ้ ง เห็นแก่ตัวตามไปด้วย ทำอย่างไรเราจึงจะอยู่ท่ามกลางคนที่ชอบโกรธ คนนั้นโมโหคนน้ี โดยจิตใจของเรามีความเมตตากรุณาเป็นวิหารธรรม อยใู่ นทกุ เหตกุ ารณท์ กุ ส ถานการณ์ ท ำอ ยา่ งไรจติ ใจของเราจะต ง้ั มน่ั ในสง่ิ ทถ่ี กู ต อ้ งท ำแ ตส่ ง่ิ ท ถ่ี กู ต อ้ งพดู แตส่ ง่ิ ท ถ่ี กู ต อ้ งค ดิ แตส่ ง่ิ ทถ่ี กู ต อ้ งท ง้ั ๆที่ มีกิเลสม ากมายท่จี ะด งึ เราไปในท างท่ีชอบท ่ีถ ูกใจท ง้ั ๆท ส่ี ติป ัญญาของ เรารดู้ วี า่ ส ง่ิ ท ถี่ กู ใจอ าจจ ะไมถ่ กู ต อ้ งเสมอไปแ ละส งิ่ ท ไี่ มถ่ กู ใจก ไ็ มใ่ ชส่ ง่ิ เลว ร้ายเสมอไป ผู้มีสติและมีความมุ่งมั่นต่อหลักพระธรรมจะเป็นผู้รักความ จรงิ รกั ค วามดี พ รอ้ มท่ีจะเสียส ละความสนกุ สนานในเร่อื งเล็กเรอื่ งน อ้ ย เรือ่ งไร้สาระตา่ ง ๆเพ่ือเขา้ ถึงส ง่ิ ท่สี งู ก วา่ และด กี วา่ ในการประพฤติปฏิบัติธรรมโดยพยายามที่จะกำหนดรู้และเข้าใจ ธรรมชาติของความทุกข์ ท่ีจะรู้และเข้าใจวิธีดับความทุกข์ในชีวิต เพ่ือ ประโยชนแ์ ละค วามส ขุ ข องต วั เองเพอื่ ป ระโยชนแ์ ละค วามส ขุ แ กส่ ว่ นร วม นั้นมันเป็นเร่ืองธรรมดาว่ากำลังใจของเราย่อมมีขึ้น ๆลง ๆตามประสา ปุถุชนแ ต่ถ้าเรามศี รัทธามันจะเปน็ พ ลังท่ีจะช ่วยใหเ้ ราอ ดทนชว่ ยใหเ้ รา มคี วามพ อใจในก ารป ฏบิ ัติทั้ง ๆท่ีบางค รง้ั บางคราวจ ะร้สู กึ เหน็ดเหน่อื ย หรือท้อแท้ ศรัทธาจึงมีบทบาทสำคัญ ศรัทธาเป็นพลังให้เราละบาป 27
ศรัทธาเป็นพลังในการบำเพ็ญกุศล ศรัทธาเป็นกำลังในการชำระ จติ ใจใหบ้ ริสทุ ธิ์ ศ รัทธาไม่ใช่ทางตนั ห ากศ รัทธาเป็นป ระตู แ ละเปน็ บ ันไดไปส ู่สง่ิ ทส่ี ูงกว่า บางค นข าดสตปิ ัญญา เม่ือเจอส ิง่ ศักดิส์ ิทธิ์แ ล้วหลงเลยก็มี ส ่งิ ศักดิส์ ทิ ธก์ิ จ็ ะก ลายเป็นส งิ่ ไมศ่ ักดส์ิ ิทธิ์ไปสว่ นบ างคนสตปิ ญั ญาด ี เจอส ง่ิ ท่ไี มศ่ ักดิส์ ิทธ์ิ แ ต่เพราะเขามีจติ ใจทบี่ ริสุทธิ์ ส งิ่ ทีไ่ มศ่ กั ดสิ์ ิทธิ์ก็กลายเปน็ สิ่งศักดส์ิ ทิ ธส์ิ ำหรบั เขาเพราะท ำให้เกิดความเจรญิ ในทางธรรม พวกเรามีบุญที่มีโอกาสมากราบพระธาตุและได้เห็นส่ิงท่ีอยู่นอก เหตเุ หนอื ผลต า่ ง ๆท ำใหเ้กดิ ศ รทั ธาความเลือ่ มใสในพ ระพทุ ธพระธ รรม พระส งฆ์ เรยี กว า่ เปน็ บ ญุ เปน็ ก ศุ ลแ ตบ่ ญุ ก ศุ ลน นั้ เปน็ แ คฐ่ านเพอ่ื ใหเ้ ราได้ สิ่งท ส่ี ูงกว่าพระพทุ ธอ งค์ทรงส อนว ่าอ ยา่ พ อใจเพยี งแ ค่น ี้ ข อให้ใชก้ ำลงั ใจความเชอื่ ค วามศ รทั ธาน ใ้ี หเ้ กดิ ป ระโยชนท์ งั้ แ กต่ วั เองแ กค่ รอบครวั แ ก่ ชมุ ชนแ กท่ กุ ๆคนตอ่ ไป วันน้ีอาตมาขออนุโมทนาในการต้อนรับที่อบอุ่น และท่ีอาตมาได้ มโี อกาสมาเยยี่ มเยยี นไดม้ าค ารวะม าอ ธษิ ฐานจิตข อใหท้ ุก ๆ ค นมีแต่ ความสุขความเจริญ ขอให้จิตใจสะอาดบริสุทธิ์มากขึ้นๆเพื่อให้จิตใจได้ เข้าถึงสภาวะที่จะเป็นที่ต้ังของวัตถุธรรม ที่เราเรียกว่าส่ิงศักดิ์สิทธ์ิได้ ตลอดก าลน าน 28
ชยสาโร ภกิ ขุ นาม เดิม ฌอน ช ิเวอรต์ ัน (Shaun Chiv erton) พ .ศ.๒๕๐๑ เกิดทป่ี ระเท ศองั กฤ ษ พ.ศ.๒๕๒๑ ได พ้ บกับพ ระอาจารย์สเุ ม โธ (พระราชสเุ มธาจารย์ วัดอมราวดี ประเทศองั กฤษ) ท่วี หิ ารแฮมสเตด ประเทศองั กฤษ ถือเพศเป็นอนาคาริก (ปะขาว) อยกู่ บั พระอาจารย์สุเมโธ ๑ พรรษา แล้วเดินทางมายังประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒ บรรพชาเปน็ สามเณร ที่วดั หนองป่าพง จังหวัดอบุ ลราชธานี พ.ศ. ๒๕๒๓ อุปสมบทเปน็ พระภิกษุ ทว่ี ดั หนองป่าพง โดยมี พระโพธญิ าณเถร (หลวงพอ่ ชา สภุ ัทโท) เป็นพระอุปชั ฌาย์ พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๔๔ รักษาการเจ้าอาวาส วดั ป่านานาชาติ จังหวัดอบุ ลราชธานี พ.ศ. ๒๕๔๕ - ปจั จบุ ัน พำนัก ณ สถานพำนักสงฆ์ จงั หวดั นครราชสีมา
มูลนิธปิ ญั ญาประทีป ความเปน็ ม า มลู นธิ ปิ ญั ญาป ระทปี จ ดั ต งั้ โดยค ณะผ บู้ รหิ ารโรงเรยี นท อส ี ด ว้ ยค วามร ว่ มม อื จ ากค ณะค รู ผ ปู้ กครอง และญาตโิ ยมซ่งึ เปน็ ล กู ศษิ ยพ์ ระอาจารยช์ ยส าโรก ระทรวงมหาดไทยอนญุ าตใหจ้ ดท ะเบียนเป็นน ติ ิบคุ คล อย่างเปน็ ท างการเลขท ่ที ะเบยี นกท.๑ ๔๐๕ต้งั แตว่ นั ที่ ๑ เมษายน๒๕๕๑ ว ตั ถปุ ระสงค์ ๑ )สนบั สนนุ ก ารพฒั นาสถาบนั การศ กึ ษาว ถิ พี ทุ ธทม่ี รี ะบบไตรสกิ ขาของพระพทุ ธศ าสนาเปน็ ห ลกั ๒) เผยแผ่หลักธรรมคำสอนผ่านการจัดการฝึกอบรม และปฏิบัติธรรม และการเผยแผ่สื่อธรรมะรูป แบบต า่ ง ๆโดยแ จกเป็นธ รรมทาน ๓)เพม่ิ พนู ความเขา้ ใจใ นเรอ่ื งค วามสมั พนั ธร์ ะหวา่ งม นษุ ย์ แ ละส ง่ิ แวดลอ้ มส นบั สนนุ การพัฒนาที่ ย่ังยืนและส่งเสริมก ารดำเนนิ ชวี ิตตามหลักป รัชญาเศรษฐกิจพ อเพียง ๔)รว่ มมอื ก บั อ งคก์ รก ารก ุศลอ่ืนๆเพือ่ ด ำเนนิ กิจการท่ีเป็นสาธารณประโยชน์ ค ณะทีป่ รึกษา พระอาจารย์ชยสาโรเป็นองค์ประธานท่ีปรึกษาโดยมีคณะที่ปรึกษาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาตา่ งๆ อาทิ ด า้ นนเิ วศวทิ ยาพ ลงั งานท ดแทนสง่ิ แ วดลอ้ มเกษตรอ นิ ทรยี ์ เทคโนโลยสี ารสนเทศวทิ ยาศาสตรส์ ขุ ภาพ การเงนิ ก ฎหมายการส ื่อสารก ารละครด นตรีว ฒั นธรรมศิลปกรรมและภมู ปิ ัญญาท้องถ ิน่ ค ณะกรรมการบริหาร มลู นธิ ฯิ ไดร้ บั เกยี รตจิ ากร องศ าสตราจารยน์ ายแพทยป์ รดี าทศั นประดษิ ฐเปน็ ประธานคณะกรรมการ บรหิ ารแ ละมีคุณบ ุบผาส วัสด์ิร ชั ชตาตะนนั ท์ผ ูอ้ ำนวยก ารโรงเรียนทอส ีเปน็ เลขาธิการฯ ก ารดำเนนิ การ •ม ลู น ธิ ฯิ เปน็ ผ จู้ ดั ต งั้ โรงเรยี นม ธั ยมป ญั ญาป ระทปี ในร ปู แ บบโรงเรยี นบ ม่ เพาะช วี ติ เพอ่ื ด ำเนนิ ก จิ กรรม ตา่ งๆดา้ นการศกึ ษาว ถิ ีพทุ ธใ หบ้ รรลุวัตถุประสงค์ของมลู นิธฯิ ข า้ งต น้ โรงเรยี นน้ตี ัง้ อ ยทู่ ่ี บ้านห นองน ้อย อำเภอปากช่องจงั หวัดนครราชสีมา •ม ูลนิธฯิ รว่ มมอื ก ับโรงเรียนทอส ี ในการผลิตและเผยแผ่ส ่ือธรรมะแ จกเปน็ ธ รรมท านโดยในสว่ น ของโรงเรียนท อสีฯไดด้ ำเนนิ ก ารต อ่ เนือ่ งตงั้ แต่ปี พ .ศ.๒๕๔๕
พมิ พแ จกเปน ธรรมทาน www.thawsischool.com, www.panyaprateep.org ชยสาโร ิภก ุข
Search
Read the Text Version
- 1 - 36
Pages: