Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หลับตาทำไม

หลับตาทำไม

Description: หลับตาทำไม

Search

Read the Text Version

จติ ใจ​ทส่ี​งบ ไมม่ ี​นวิ รณ์ จติ ใจ​ท​่ีพน้ น​ ิวรณ์ คือ​จิตใจท​ ี​ไ่ ด้​ รับก​าร​ฝกึ อ​บรม​ทางส​มาธิ​ภาวนา ฉะนั้น​ผู้​ท่ี​ต้องการ​พ้น​ทุกข์​ไม่​ว่า​ใน​ระดับ​ไหน​ก็ตาม ควรส​นใจ​การท​ ำส​มาธ​ิภาวนา บางค​น​ถามว​่าเ​อาแต่เจรญิ ​ สติ​ใน​ชีวิต​ประจำ​วัน​ได้​ไหม ถ้า​ทำ​สติ​มี​ความ​รู้​อยู่​ทุก​ อริ ยิ าบถไ​มท่​ ำส​มาธไ​ิ ดไ​้ หม ไมไ่​ด้ คอื ต​อ้ งท​ ำ ถ้าไ​มท่​ ำ สต​ิ เรา​จะ​ไมท่ ันเ​ล่หเ์ หลีย่ ม​ของ​กเิ ลส และจ​ิตใจจ​ะไ​มเ​่ ข้ม​แข็ง​ พอท่ี​จะ​ปฏิเสธ​การ​สำออย​ของ​มัน จิตใจ​ที่​มี​สมาธิ​ย่อม​มี​ กำลงั ม​าก ผท​ู้ ม​ี่ บ​ี ารมม​ี าแ​ตป​่ างก​อ่ นบ​างท​า่ น ทำส​มาธแ​ิ ลว้ ​ เกดิ ​ปาฏิหารยิ ต์​า่ งๆ เชน่ รว​ู้ าระ​จิตข​อง​คน​อ่นื ​บา้ ง ร​ู้เรอ่ื ง​ อนาคตบ​ า้ ง มี​ตา​ทพิ ย์ หท​ู พิ ย​์บา้ ง ฯลฯ ส่งิ เ​หลา่ น​ ​้ีมี​จริง เป็น​ผลพลอยได้​จาก​การ​ฝึก​จิต​ใน​ขั้น​สูง นัก​ภาวนา​ท่ี​ไม่มี ไมค​่ วรต​นื่ เ​ตน้ ใ​นเ​รอ่ื งน​ห​้ี รอื เ​อาเ​ปน็ เ​ปา้ ห​ มายใ​นก​ารป​ ฏบิ ตั ​ิ ของ​ตน คติธรรม​ท่ี​ควร​จะ​ได้​คือ​สิ่ง​อัศจรรย์​เหล่า​นี้​พิสูจน์​ อยา่ งช​ดั เจนว​า่ จ​ติ ท​ไ​่ี ดร​้ บั ก​ารฝ​กึ อ​บรมท​ด​่ี แี ลว้ มก​ี ำลงั แ​ละ​ สมรรถภาพ​เหนือว​สิ ยั ​สามัญ พระ​สา​รี​บุตร​กับ​พระ​โมค​คัล​ลา​นะ​เป็น​เพ่ือน​สนิท​ กัน ต่าง​คน​ต่าง​เป็น​พระ​อรหันต์​ด้วย​กัน และ​เป็น​อัคร​ สาวก​เบ้ือง​ซ้าย​เบื้อง​ขวา​ของ​พระพุทธ​องค์ พระ​สา​รี​บุตร​ ไดฌ​้ านส​มาบตั ค​ิ รบถ​ว้ น รปู ฌ​ าน อรปู ฌ​ าน นโิ รธ สมาบตั ิ ได้​หมด​เลย แต่​ไม่มี​อิทธิฤทธิ์​ปาฏิหาริย์​แม้แต่​น้อย ส่วน​ 45ชยสาโร ภกิ ขุ

พระ​โมค​คัล​ลา​นะ ท่าน​เป็น​สาวก​ที่​ยอด​เยี่ยม​ใน​การ​ มฤ​ี ทธม​์ิ เ​ี ดช พระส​าร​บ​ี ตุ รเ​คยพ​ ลาดพ​ ลง้ั บ​างค​รงั้ เ​หมอื นก​นั อย่าง​เช่น​วัน​หนึ่ง​เจอ​พระ​หนุ่ม​รูป​หน่ึงเห็น​ว่า​พระรูป​ น้ี​ท่าทาง​เก่ง​มี​แวว ท่าน​จึง​เมตตา​แสดงธรรม​ที่​เห็น​ว่า​ จะ​เป็น​ประโยชน์​ต่อ​การ​ทำความ​เพียร​ของพระรูปนี้ ที่​ พระ​สา​รี​บุตร​ไม่​ทราบ​ก็​คือ พระรูป​น้ี​เป็นพระ​อรหันต์​ เรยี บร้อย​แล้ว พระส​าร​บี​ ตุ รถ​ึงแ​ม้​จะเ​ป็นพระ​อรหันต์ แต่​ ก็​ดไู​ม​่ออก ทา่ นไ​ม่มค​ี วาม​สามารถ​ใน​ด้านน​ ้ี อิทธิฤทธ์ิ​ปาฏิหาริย์​ต่างๆ เรา​จะ​เอา​เป็น​เคร่ือง​วัด​ ความ​สำเร็จ​ใน​การ​ฝึก​จิต​ไม่​ได้ ถ้า​ได้​อิทธิฤทธิ์​ปาฏิหาริย์ พระพุทธเจ้า​ตรัส​ว่า​ดี เพราะ​ผู้​มี​ปัญญา​สามารถ​เอา​ไป​ใช้​ ใหเ​้ ปน็ ​ประโยชนแ์​กค่​น​อน่ื โดยเ​ฉพาะก​ารร​ู​้วาระจ​ติ ค​นอ​น่ื แต่​สำหรับ​ปุถุชน​คน​ธรรมดา ได้​แล้ว​อันตราย​เหมือน​กัน ทำใหเ​้ พลดิ เพลนิ แ​ละห​ลงต​วั ยกต​นข​ม่ ท​า่ น ดว้ ยเ​ชอื่ ว​า่ เ​กง่ ขนาดน​ค​ี้ ดิ ผ​ดิ ไ​มไ​่ ด้ สงิ่ ท​ไ​ี่ มค​่ วรล​มื ก​ค​็ อื อทิ ธฤิ ทธป​ิ์ าฏหิ ารยิ ์ ไม่​เป็น​เครื่องหมายแน่นอน​ของ​พระ​อริยะ พระ​เทว​ทัต สมาธิ​ท่าน​ดี อิทธิฤทธ์ิ​ปาฏิหาริย์ ท่าน​เก่ง​มาก ก็​ทำให้ พระเ​จา้ ​อชา​ตศ​ัตร​ูหลง​เลอ่ื มใส สดุ ทา้ ย​ก็ฆ​ า่ พ​ ่อเ​พราะเ​ชอ่ื ​ อาจารย​์วเิ ศษท​ ​ี่บอกว​า่ ​ไมบ​่ าป ครั้งห​ นึ่ง พระส​าร​ี​บุตรก​ำลงั น​ ั่งส​มาธิ ยกั ษ​์นกั เลง ตวั เ​บอ้ เรอ่ เ​บอ้ ร​า่ ไ​ปท​บุ ศ​รี ษะข​องท​า่ นอ​ยา่ งแ​รง แตเ​่ นอ่ื งจาก 46 หลบั ตา ทำไม

ส​มาธข​ิ องท​ ่านห​ นกั ​แนน่ ม​าก ท่านก​น​็ ง่ั ต​อ่ โ​ดยไ​ม่รส​ู้ กึ ​อะไร พอดพ​ี ระโ​มคคลั ล​าน​ะ กอ​็ ยต​ู่ รงน​นั้ แ​ละท​า่ นม​ฤ​ี ทธส​ิ์ ามารถ​ เหน็ การ​รังแก​ของ​ยักษ์ไ​ด้ พอ​พระส​าร​ี​บุตร​เลิกจ​าก​การนั่ง​ สมาธิ พระโ​มค​คลั ​ลา​นะถ​าม​ว่า เมอื่ ​กี​้น้ี​เปน็ ​อยา่ งไร​ไหม ตอน​นั่ง​สมาธิ​มี​ความ​รู้สึก​ผิด​ปกติ​อะไร​บ้าง​ไหม พระ​สา​รี​ บุตร​ตอบ​ว่าไ​ม่ม​ีอะไร มปี​ วด​ศรี ษะ​นิดๆ อยพู​่ ักห​ นงึ่ พระ​ โมค​คัล​ลา​นะชอบใจ​ ชม​ว่าน่า​อัศจรรย์ พระ​สา​รี​บุตร​น่า​ เลอื่ มใสจ​งั เ​ลย สมาธแ​ิ นว่ แ​นเ​่ หลอื เ​กนิ ขนาดย​กั ษต​์ นใ​หญ​่ มาร​งั แก​กย​็ งั ​ไมร่ ส​ู้ กึ ​อะไร น่าอ​ัศจรรย์ พระ​สา​รี​บุตร​บอก​เพื่อน​ว่า​ไม่ใช่​หรอก พระ​โมค​คัล​ ลา​นะ ต่าง​หากท​ ​่ีเกง่ สามารถ​เห็นส​ิง่ ​พรรค์น​ ี้​ได้ท​ กุ ​อยา่ ง ผมน​ ี้​ไม่มี​สิทธเ​์ิ ห็นเ​ลย ไม​่เคยเ​หน็ ส​ัก​ที พวกย​กั ษ์ ยักขนิ ี เหลา่ เ​ทวดาม​ารพ​ รหม ไมเ​่ คยเ​หน็ แตท​่ า่ นเ​หน็ ไ​ดห​้ มด นา่ ​ อัศจรรย์​จริงๆ พระ​สา​รี​บุตร​ก็​ว่า​อย่าง​นั้น ต่าง​คน ต่าง​ ชมเชย​ซึ่ง​กัน​และ​กัน ตาม​ประสา​ของ​ผู้​เป็น​กัลยาณมิตร​ ต่อ​กัน พระ​สา​รบี​ ตุ ร​ไม่​น้อยใจ ไมอ​่ ิจฉาว​่าพ​ ระ​โมคค​ัล​ลา​ นะ​มี​ฤทธ์ิ​มี​เดช​แต่​ตัว​เอง​ไม่มี ส่วน​พระ​โมค​คัล​ลา​นะ​ก็​ไม่​ เคย​ปรากฏ​ว่า​อิจฉา​ปัญญา​หรือ​ผล​สำเร็จ​ใดๆ ของ​พระ​ สาร​ีบ​ ุตร ตา่ ง​คนต​า่ ง​ชมเชย ยินดอ​ี นโุ มทนา​ในค​วาม​ดีข​อง​ ซึง่ ​กัน​และก​นั นเ่ี​ราค​วรเ​อา​เปน็ ต​ัวอย่าง​ของเ​พอ่ื นท​ ด​ี่ ี หลักก​าร​สำคัญท​ ี​่ขอย​้ำไ​วท้​ ​ี่นี่ ก​็คือส​มาธเ​ิ ปน็ เ​คร่อื ง​ 47ชยสาโร ภกิ ขุ

ขม่ ​กเิ ลส​ไว้ ไมใ่ ช​ต่ วั ท​ ำลายก​ิเลส แตก​่ ​็จำเป็น เพราะก​าร​ ขม่ ก​เิ ลสไ​วท​้ ำใหป​้ ญั ญาม​โ​ี อกาสท​ำงานค​ลอ่ งแคลว่ เหมอื น​ หมอผ​า่ ตดั ตอ้ งว​างยาส​ลบก​อ่ นผ​า่ ไมว​่ างยาส​ลบจ​ะผ​า่ ตดั ​ ยากเ​พราะ​คนไข้​เจบ็ แ​ล้ว​ตอ้ ง​ด้นิ สมาธ​เิ หมือนย​าสลบ สง่ิ ​ ทส​่ี ลบไ​ปก​ค​็ อื ความร​สู้ กึ ย​นิ ดย​ี นิ รา้ ย ความห​ ลงใหลต​ามส​งิ่ ​ ที่​ปรากฏ​อยูใ่​น​จติ ดว้ ยค​วามพ​ อใจแ​ละ​ไมพ​่ อใจ เม่ือจ​ติ ไ​ม่​ เกิดป​ ฏิกิริยาโ​ตต้ อบ มี​การร​ับ​รตู้​อ่ ​ส่งิ ​ท่เ​ี กิด​ขน้ึ ต้ังอ​ยู่ ดบั ​ ไป กจ็​ะเ​ห็น​ชดั ข​ึน้ ซ​่ึง อนิจจงั ความ​ไมเ่​ทย่ี ง ทุกข​ัง ความ​ บกพรอ่ ง ความไ​มส​่ มบรู ณ์ และ อนตั ตา ความไ​มม่ เ​ี จา้ ของ​ หรือ​แกน่ ส​าร​ใน​สง่ิ ​เกิดด​ับ คำ​ว่า ทุก​ขัง ไม่​ได้​หมาย​ถึง​ความ​เจ็บ​ปวด​ทาง​ กาย หรือ​ความ​ทรมาน​ใจ​อย่าง​เดียว ทุก​ขัง​แปล​ว่า​ไม่​ สมบูรณ์​ก็ได้ มี​ความ​บกพร่อง​หรือ​ความ​พร่อง​เป็น​นิจ​ กไ็ ด้ คือส​ง่ิ ใ​ดท​ เี่​กิด​แล้ว ต้ังอ​ยู่ ดับ​ไป ถอื ว่า​ไมส​่ มบรู ณ​์ ด้วย​เหตุผล​ว่า อะไร​ท่ี​สมบูรณ์​แล้ว​ก็​ไม่​ต้อง​แปร​เปลี่ยน​ และเ​ปลยี่ น​ไมไ่​ด้ ตอ้ ง​อยน่​ู ่งิ ​อ่มิ ​ของ​มัน​อยู​ต่ ลอดก​าลน​ าน แต่​สิ่ง​ท้ัง​หลาย​ท้ัง​ปวง​ใน​โลก​น้ี​ไม่​เป็น​อย่าง​นั้น มัน​ไม่มี​ ที่พัก ไม่มี​ที่​หยุด​ได้ เปลี่ยนแปลง​อยู่​ทุก​เวลา​นาที ไม่มี​ ส่วน​ใด​ส่วน​หน่ึง ไม่มี​ส่ิง​ใด​สิ่ง​หนึ่ง​ท่ี​ไม่รู้​เสื่อม เสื่อม​ทั้ง​ นั้น​ไม่​เร็ว​ก็​ช้า ฉะนั้น​ท่าน​จึง​ทรง​ช้ี​ให้​เห็น​ว่า​สิ่ง​ทั้ง​หลาย​ ขาดค​วาม​สมบูรณ์ ไม่ม​ีสงิ่ ​ใดใ​นโ​ลก​น้ี ไมว​่ ่า​โลก​ภายนอก​ 48 หลบั ตา ทำไม

หรือ​โลก​ภายใน ที่​เรียก​ว่า​ดี​ท่ีสุด​แล้ว​ไม่​ต้อง​แปรปรวน​ เป็น​อย่าง​อื่น มัน​อด​เปล่ียน​ไม่​ได้ เพราะ​ถูก​ธรรมชาติ​ บังคบั ​ให​เ้ ปล่ียน พระพุทธ​องค​ต์ รสั ​ว่า​ผ้​ูไดบ​้ รรลุ​ความจ​ริง ข้อ​น้ี​ได้ก็​จะ​ปล่อย​วาง​ความ​ยึด​ม่ัน​ถือ​มั่น​ใน​สังขาร ถ้า​ จิตใจส​งบ​นิง่ ​ดิง่ ​ลง​ไป เขา้ ส​มาธแ​ิ นว่ แ​น่แ​ลว้ ถอนอ​อก​มา​ ดู​ความ​เกิด​ดับ​ของ​อารมณ์ อารมณ์​ท่ี​เกิด​ดับ​อยู่​ใน​ขณะ​ นั้น เป็นอ​ารมณ​์ของ​วิปสั สนา ความร​ูส้ ึก​นึกคดิ ใ​นต​อน​นัน้ ​ ละเอียด​พอส​มควร แต​่ถึงจ​ะไ​ม่​ทรมานใ​จไ​มท่​ ุกข​์ในค​วาม​ หมาย​สามัญ ยัง​คง​เป็น​ทุกข์​ใน​ความ​หมาย​ว่า​ไม่​สมบูรณ์ มี​ความ​พร่อง​เปน็ น​ ิจ​อยา่ งช​ัดเจน เพราะ​ความร​สู้ ึก​นกึ คิด​ อะไรก​แ็​ล้ว​แต่ มนั ท​ น​อยู่ใ​นส​ภาพใ​ดส​ภาพห​ นึง่ ไ​มไ​่ ด้ มัน​ ต้องเ​ปล่ียนเ​พราะ​เหตป​ุ จั จัย​ใหเ​้ ปล่ียน โดยป​ กตค​ิ นเ​ราเ​ชอื่ ว​า่ เ​ราเ​ปน็ ผ​ค​ู้ ดิ เราเ​ปน็ ผ​ร​ู้ สู้ กึ แต่ ที่​นี่​ความ​จริง​จะ​ปรากฏ​ว่า​แม้​ความ​เชื่อ​นั้น​เป็น​สัก​แต่​ว่า ส่วน​หนง่ึ ​ของ​กระแส​ของ​เหต​ปุ ัจจัย ไม่มีต​ัวเ​ราท​ ไี่ หน​ท​ี่ฝนื ​ ธรรมชาตไ​ิ ด้ อปุ มาว​า่ เ​รอื ช​วี ติ ไ​มไ​่ ดอ​้ ยใ​ู่ นก​รรมสทิ ธข​ิ์ องเ​รา เรา​เป็น​แค่​ผู้​ถือ​หุ้น​ราย​ใหญ่ ทำ​อะไร​ตาม​อำเภอ​ใจ​ไม่​ได้ อนิจจงั ทกุ ข​งั อนตั ตา เรา​คดิ ​พจิ ารณา​ดว้ ยส​ต​ิปญั ญา​ สามญั เรา​ก​พ็ อ​เข้าใจอ​ยู่ ทำใหเ้​กิด​ศรัทธา แต่จ​ะ​ให้​ทะลุ​ ปรุโปร่ง​ต้อง​อาศัย​จิต​พ้น​จาก​นิวรณ์ จิต​สงบ​จึง​ก้าว​เลย​ ศรทั ธาไ​ด้ เหน็ จ​รงิ ร​แ​ู้ จง้ จนก​เิ ลสท​ งั้ ห​ ลายไ​มอ​่ ยู่ เพราะม​นั ​ 49ชยสาโร ภิกขุ

อาศยั อ​าหารค​อื การห​ ลง​สำคัญ​ผิดว​า่ ส​่งิ ท​ ส​่ี ุขล​้วน​สมบรู ณ​์ และม​แ​ี กน่ ส​ารจ​รงิ สมาธิ ทำไม​เรา​ต้อง​นั่ง​หลับตา ทำไม​เรา​ต้อง​ทำ​ สมาธิ ถา้ ไ​มท​่ ำส​มาธจ​ิ ติ ใจไ​มส​่ งบ ไมท​่ ำส​มาธจ​ิ ติ ไ​มม่ ก​ี ำลงั ไม่​ทำ​สมาธิ​จิตใจ​ไม่​เข้ม​แข็ง ไม่มี​ความ​สุข ไม่​ทำ​สมาธิ​ ปัญญา​ไม่​เกิด ปัญญา​ไม่​เกิด​แล้ว เรา​ไม่​เห็น​ส่ิง​ท้ัง​หลาย​ ตาม​ความเ​ป็นจ​ริง ดับท​ ุกข์ ดับ​กเิ ลสไ​ม่​ได้ ต้องถ​กู บ​ ังคับ​ ให้ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เกิด แก่ เจ็บ ตาย เกดิ แก่ เจบ็ ตาย อยา่ ง​ซ้ำซาก โดยไ​มม่ ที​ ่​ีสนิ้ ​สุด ฉะนน้ั ผ​ท​ู้ ม​ี่ ศ​ี รทั ธาใ​นพ​ ระพทุ ธศ​าสนา เชอ่ื ว​า่ ช​วี ติ จ​ะ ด​ีงาม​ม​ีค่า​ก็​ดว้ ย​การศ​กึ ษา ต้อง​ม่งุ ​มัน่ ​พัฒนา​ชีวติ ใ​น​ทุกๆ ดา้ น ดา้ นพ​ ฤตกิ รรม ดา้ นจ​ติ ใจ ดา้ นป​ ญั ญา ทา่ นจ​งึ ใ​หเ​้ รา​ แบ่งเ​วลาใ​น​แตล่ ะว​ัน ให้​นงั่ ​หลับตา​นอกบ​ ้าง เพือ่ ใ​หล​้ ืมตา​ ใน คอื ​ตาท​ ีเ่​หน็ ท​ างไ​ป​ส่​ูความเ​ปน็ ​อสิ ระ​อยา่ ง​แทจ้ รงิ 50 หลบั ตา ทำไม

ชยสาโร ภิกขุ น​า​มเ​ด​ มิ​ ​ ​ ​ ​ ฌอน​ ​ชิเ​วอร​์ตัน​ ​(S​ha​un C​h​iv​ er​ton​) พ​ .ศ.​๒๕๐​ ๑​ ​ ​ ​ ​ ​ เกิด​ ท​ ​ี่ปร​ะเ​​ทศอังกฤ​ ษ พ.ศ​.​​๒๕๒​๑ ​ ​ ​ ​ ได​ พ้ บ​กบั ​พ​ระอาจาร​ ยส์ เุ ม​ โ​ธ ​ ​ ​ (พระราชสุเมธาจารย์ วัดอมราวดี ​ ​ ​ ประเทศองั กฤษ) ทวี่ ิหารแฮมสเตด ​ ​ ​ ประเทศองั กฤษ ​ ​ ​ ถอื เพศเปน็ อนาคาริก (ปะขาว) ​ ​ ​ อยกู่ บั พระอาจารย์สเุ มโธ ๑ พรรษา ​ ​ ​ แล้วเดินทางมายังประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒ ​ ​ ​ บรรพชาเปน็ สามเณร ทีว่ ัดหนองป่าพง ​ ​ ​ จังหวัดอุบลราชธานี พ.ศ. ๒๕๒๓ ​ ​ ​ อปุ สมบทเปน็ พระภกิ ษุ ทวี่ ดั หนองปา่ พง โดยมี ​ ​ ​ พระโพธิญาณเถร (หลวงพอ่ ชา สุภทั โท) ​ ​ ​ เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๔๔ ​ ​ ​ รกั ษาการเจา้ อาวาส วัดปา่ นานาชาติ ​ ​ ​ จังหวัดอบุ ลราชธานี พ.ศ. ๒๕๔๕ - ปัจจบุ ัน ​​​ พำนัก ณ สถานพำนักสงฆ์ ​ ​ ​ จงั หวดั นครราชสมี า

มลู นิธ​ิปัญญา​ประทีป ค​วา​ ​มเ​ปน็ ​มา​ ​ ​ มูล​นิธิปั​ญญา​ประที​ป จั​ดตั้​งโด​ยค​ณะผู้​บร​ิหารโ​รงเ​รียนทอส​ี ด้ว​ยควา​มร่ว​ม​มื​อ​ จ​ากคณะค​รู ผู้​ปกค​รอ​งแล​ะญาต​ิโย​มซึ่งเ​ป็น​ลูกศ​ิษย์​พระอาจา​รย์ช​ย​สาโ​ร ก​ระทรวง​มหาด​ไทย อนุ​ญา​ตให้​จดทะ​เบี​ยนเ​ป็นนิ​ติบ​ุคค​ล​อ​ย่​า​งเป็นทาง​การ ​เลขที่​ทะ​เบียน ​กท. ​๑๔๐๕ ตั้​งแต่วัน​ท่ี ๑ ​เม​ ษาย​ น ​๒๕๕๑ ​ว​ ัตถปุ ระส​ งค​์ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​​ ​ ๑​ ) ​ สนับส​นุนก​ ารพัฒน​ าสถา​บันก​ ารศ​ึกษาวิ​ถีพุทธที​่ม​ีระบบ​ไต​ ร​ ​ส​ิกขาข​ องพระพ​ ุทธ ศา​สนาเป็น​หลัก ​ ๒​ ) เผ​ยแผ่หลัก​ ธรรมค​ ำส​อนผ​่านการจัดการฝึก​อบรม และปฏบิ ตั ิธรรม และการเผยแผ่ สือ่ ธรรมะรปู แบบตา่ งๆ โดยแจกเปน็ ธรรมทาน ๓) เพม่ิ พนู ความเขา้ ใจในเรอ่ื งความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งมนษุ ย์ และสง่ิ แวดลอ้ ม สนบั สนนุ การพัฒนาท่ยี ่งั ยืน และส่งเสริมการดำเนินชวี ิตตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง ๔) ร่วมมอื กับองค์กรการกศุ ลอืน่ ๆ เพอ่ื ดำเนินกจิ การทเ่ี ปน็ สาธารณประโยชน์ ​คณะท​ ่​ีปรกึ ษา​ ​ พระอาจารยช์ ยสาโรเปน็ องคป์ ระธานทปี่ รกึ ษา โดยมคี ณะทป่ี รกึ ษาเปน็ ผทู้ รงคณุ วฒุ ใิ น สาขาตา่ งๆ อาท ิ ดา้ นนเิ วศวทิ ยา พลงั งานทดแทน สง่ิ แวดลอ้ ม เกษตรอนิ ทรยี ์ เทคโนโลยสี ารสนเทศ วทิ ยาศาสตร์สุขภาพ การเงนิ กฎหมาย การสอ่ื สาร การละคร ดนตรี วฒั นธรรม ศลิ ปกรรม ภูมิปญั ญาท้องถนิ่ คณะกรรมการบริหาร มลู นธิ ฯิ ไดร้ บั เกยี รตจิ ากรองศาสตราจารยน์ ายแพทยป์ รดี า ทศั นประดษิ ฐ เปน็ ประธาน คณะกรรมการบริหาร และมีคุณบุบผาสวัสด์ิ รัชชตาตะนันท์ ผู้อำนวยการโรงเรียนทอสีเป็น เลขาธกิ ารฯ ​การด​ ำเนินก​ าร​ ​ •​ ​ มูลนธิ ฯิ เป็นผูจ้ ัดตงั้ โรงเรียนมัธยมปัญญาประทีป ในรูปแบบโรงเรียนบ่มเพาะชวี ิต เพ่ือดำเนินกิจกรรมต่างๆ ด้านการศึกษาวิถีพุทธ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ ข้างต้น โรงเรยี นนตี้ ้ังอยูท่ ี่ บ้านหนองน้อย อำเภอปากชอ่ ง จงั หวัดนครราชสีมา ​ •​ ​ มลู นธิ ฯิ รว่ มมอื กบั โรงเรยี นทอส ี ในการผลติ และเผยแผส่ อ่ื ธรรมะ แจกเปน็ ธรรมทาน โดยในส่วนของโรงเรียนทอสีฯ ได้ดำเนินการตอ่ เนือ่ งตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๔๕




Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook