จติ ใจทส่ีงบ ไมม่ ีนวิ รณ์ จติ ใจท่ีพน้ น ิวรณ์ คือจิตใจท ีไ่ ด้ รับการฝกึ อบรมทางสมาธิภาวนา ฉะนั้นผู้ท่ีต้องการพ้นทุกข์ไม่ว่าในระดับไหนก็ตาม ควรสนใจการท ำสมาธิภาวนา บางคนถามว่าเอาแต่เจรญิ สติในชีวิตประจำวันได้ไหม ถ้าทำสติมีความรู้อยู่ทุก อริ ยิ าบถไมท่ ำสมาธไิ ดไ้ หม ไมไ่ด้ คอื ตอ้ งท ำ ถ้าไมท่ ำ สติ เราจะไมท่ ันเล่หเ์ หลีย่ มของกเิ ลส และจิตใจจะไมเ่ ข้มแข็ง พอท่ีจะปฏิเสธการสำออยของมัน จิตใจที่มีสมาธิย่อมมี กำลงั มาก ผทู้ มี่ บี ารมมี าแตป่ างกอ่ นบางทา่ น ทำสมาธแิ ลว้ เกดิ ปาฏิหารยิ ต์า่ งๆ เชน่ รวู้ าระจิตของคนอ่นื บา้ ง รู้เรอ่ื ง อนาคตบ า้ ง มีตาทพิ ย์ หทู พิ ย์บา้ ง ฯลฯ ส่งิ เหลา่ น ้ีมีจริง เป็นผลพลอยได้จากการฝึกจิตในขั้นสูง นักภาวนาท่ีไม่มี ไมค่ วรตนื่ เตน้ ในเรอ่ื งนห้ี รอื เอาเปน็ เปา้ ห มายในการป ฏบิ ตั ิ ของตน คติธรรมท่ีควรจะได้คือสิ่งอัศจรรย์เหล่านี้พิสูจน์ อยา่ งชดั เจนวา่ จติ ทไ่ี ดร้ บั การฝกึ อบรมทด่ี แี ลว้ มกี ำลงั และ สมรรถภาพเหนือวสิ ยั สามัญ พระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะเป็นเพ่ือนสนิท กัน ต่างคนต่างเป็นพระอรหันต์ด้วยกัน และเป็นอัคร สาวกเบ้ืองซ้ายเบื้องขวาของพระพุทธองค์ พระสารีบุตร ไดฌ้ านสมาบตั คิ รบถว้ น รปู ฌ าน อรปู ฌ าน นโิ รธ สมาบตั ิ ได้หมดเลย แต่ไม่มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แม้แต่น้อย ส่วน 45ชยสาโร ภกิ ขุ
พระโมคคัลลานะ ท่านเป็นสาวกที่ยอดเยี่ยมในการ มฤี ทธม์ิ เี ดช พระสารบี ตุ รเคยพ ลาดพ ลง้ั บางครงั้ เหมอื นกนั อย่างเช่นวันหนึ่งเจอพระหนุ่มรูปหน่ึงเห็นว่าพระรูป น้ีท่าทางเก่งมีแวว ท่านจึงเมตตาแสดงธรรมที่เห็นว่า จะเป็นประโยชน์ต่อการทำความเพียรของพระรูปนี้ ที่ พระสารีบุตรไม่ทราบก็คือ พระรูปน้ีเป็นพระอรหันต์ เรยี บร้อยแล้ว พระสารบี ตุ รถึงแม้จะเป็นพระอรหันต์ แต่ ก็ดไูม่ออก ทา่ นไม่มคี วามสามารถในด้านน ้ี อิทธิฤทธ์ิปาฏิหาริย์ต่างๆ เราจะเอาเป็นเคร่ืองวัด ความสำเร็จในการฝึกจิตไม่ได้ ถ้าได้อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าดี เพราะผู้มีปัญญาสามารถเอาไปใช้ ใหเ้ ปน็ ประโยชนแ์กค่นอน่ื โดยเฉพาะการรู้วาระจติ คนอน่ื แต่สำหรับปุถุชนคนธรรมดา ได้แล้วอันตรายเหมือนกัน ทำใหเ้ พลดิ เพลนิ และหลงตวั ยกตนขม่ ทา่ น ดว้ ยเชอื่ วา่ เกง่ ขนาดนคี้ ดิ ผดิ ไมไ่ ด้ สงิ่ ทไี่ มค่ วรลมื กค็ อื อทิ ธฤิ ทธปิ์ าฏหิ ารยิ ์ ไม่เป็นเครื่องหมายแน่นอนของพระอริยะ พระเทวทัต สมาธิท่านดี อิทธิฤทธ์ิปาฏิหาริย์ ท่านเก่งมาก ก็ทำให้ พระเจา้ อชาตศัตรูหลงเลอ่ื มใส สดุ ทา้ ยก็ฆ า่ พ ่อเพราะเชอ่ื อาจารย์วเิ ศษท ี่บอกวา่ ไมบ่ าป ครั้งห นึ่ง พระสารีบุตรกำลงั น ั่งสมาธิ ยกั ษ์นกั เลง ตวั เบอ้ เรอ่ เบอ้ รา่ ไปทบุ ศรี ษะของทา่ นอยา่ งแรง แตเ่ นอ่ื งจาก 46 หลบั ตา ทำไม
สมาธขิ องท ่านห นกั แนน่ มาก ท่านกน็ ง่ั ตอ่ โดยไม่รสู้ กึ อะไร พอดพี ระโมคคลั ลานะ กอ็ ยตู่ รงนนั้ และทา่ นมฤี ทธสิ์ ามารถ เหน็ การรังแกของยักษ์ได้ พอพระสารีบุตรเลิกจากการนั่ง สมาธิ พระโมคคลั ลานะถามว่า เมอื่ กี้น้ีเปน็ อยา่ งไรไหม ตอนนั่งสมาธิมีความรู้สึกผิดปกติอะไรบ้างไหม พระสารี บุตรตอบว่าไม่มีอะไร มปี วดศรี ษะนิดๆ อยพู่ ักห นงึ่ พระ โมคคัลลานะชอบใจ ชมว่าน่าอัศจรรย์ พระสารีบุตรน่า เลอื่ มใสจงั เลย สมาธแิ นว่ แนเ่ หลอื เกนิ ขนาดยกั ษต์ นใหญ่ มารงั แกกย็ งั ไมร่ สู้ กึ อะไร น่าอัศจรรย์ พระสารีบุตรบอกเพื่อนว่าไม่ใช่หรอก พระโมคคัล ลานะ ต่างหากท ่ีเกง่ สามารถเห็นสิง่ พรรค์น ี้ได้ท กุ อยา่ ง ผมน ี้ไม่มีสิทธเ์ิ ห็นเลย ไม่เคยเหน็ สักที พวกยกั ษ์ ยักขนิ ี เหลา่ เทวดามารพ รหม ไมเ่ คยเหน็ แตท่ า่ นเหน็ ไดห้ มด นา่ อัศจรรย์จริงๆ พระสารีบุตรก็ว่าอย่างนั้น ต่างคน ต่าง ชมเชยซึ่งกันและกัน ตามประสาของผู้เป็นกัลยาณมิตร ต่อกัน พระสารบี ตุ รไม่น้อยใจ ไมอ่ ิจฉาว่าพ ระโมคคัลลา นะมีฤทธ์ิมีเดชแต่ตัวเองไม่มี ส่วนพระโมคคัลลานะก็ไม่ เคยปรากฏว่าอิจฉาปัญญาหรือผลสำเร็จใดๆ ของพระ สารีบ ุตร ตา่ งคนตา่ งชมเชย ยินดอี นโุ มทนาในความดีของ ซึง่ กันและกนั นเ่ีราควรเอาเปน็ ตัวอย่างของเพอ่ื นท ดี่ ี หลักการสำคัญท ี่ขอย้ำไวท้ ี่นี่ ก็คือสมาธเิ ปน็ เคร่อื ง 47ชยสาโร ภกิ ขุ
ขม่ กเิ ลสไว้ ไมใ่ ชต่ วั ท ำลายกิเลส แตก่ ็จำเป็น เพราะการ ขม่ กเิ ลสไวท้ ำใหป้ ญั ญามโี อกาสทำงานคลอ่ งแคลว่ เหมอื น หมอผา่ ตดั ตอ้ งวางยาสลบกอ่ นผา่ ไมว่ างยาสลบจะผา่ ตดั ยากเพราะคนไข้เจบ็ แล้วตอ้ งด้นิ สมาธเิ หมือนยาสลบ สง่ิ ทส่ี ลบไปกค็ อื ความรสู้ กึ ยนิ ดยี นิ รา้ ย ความห ลงใหลตามสงิ่ ที่ปรากฏอยูใ่นจติ ดว้ ยความพ อใจและไมพ่ อใจ เม่ือจติ ไม่ เกิดป ฏิกิริยาโตต้ อบ มีการรับรตู้อ่ ส่งิ ท่เี กิดขน้ึ ต้ังอยู่ ดบั ไป กจ็ะเห็นชดั ขึน้ ซ่ึง อนิจจงั ความไมเ่ทย่ี ง ทุกขัง ความ บกพรอ่ ง ความไมส่ มบรู ณ์ และ อนตั ตา ความไมม่ เี จา้ ของ หรือแกน่ สารในสง่ิ เกิดดับ คำว่า ทุกขัง ไม่ได้หมายถึงความเจ็บปวดทาง กาย หรือความทรมานใจอย่างเดียว ทุกขังแปลว่าไม่ สมบูรณ์ก็ได้ มีความบกพร่องหรือความพร่องเป็นนิจ กไ็ ด้ คือสง่ิ ใดท เี่กิดแล้ว ต้ังอยู่ ดับไป ถอื ว่าไมส่ มบรู ณ์ ด้วยเหตุผลว่า อะไรท่ีสมบูรณ์แล้วก็ไม่ต้องแปรเปลี่ยน และเปลยี่ นไมไ่ด้ ตอ้ งอยนู่ ่งิ อ่มิ ของมันอยูต่ ลอดกาลน าน แต่สิ่งท้ังหลายท้ังปวงในโลกน้ีไม่เป็นอย่างนั้น มันไม่มี ที่พัก ไม่มีที่หยุดได้ เปลี่ยนแปลงอยู่ทุกเวลานาที ไม่มี ส่วนใดส่วนหน่ึง ไม่มีส่ิงใดสิ่งหนึ่งท่ีไม่รู้เสื่อม เสื่อมทั้ง นั้นไม่เร็วก็ช้า ฉะนั้นท่านจึงทรงช้ีให้เห็นว่าสิ่งทั้งหลาย ขาดความสมบูรณ์ ไม่มีสงิ่ ใดในโลกน้ี ไมว่ ่าโลกภายนอก 48 หลบั ตา ทำไม
หรือโลกภายใน ที่เรียกว่าดีท่ีสุดแล้วไม่ต้องแปรปรวน เป็นอย่างอื่น มันอดเปล่ียนไม่ได้ เพราะถูกธรรมชาติ บังคบั ใหเ้ ปล่ียน พระพุทธองคต์ รสั ว่าผู้ไดบ้ รรลุความจริง ข้อน้ีได้ก็จะปล่อยวางความยึดม่ันถือมั่นในสังขาร ถ้า จิตใจสงบนิง่ ดิง่ ลงไป เขา้ สมาธแิ นว่ แน่แลว้ ถอนออกมา ดูความเกิดดับของอารมณ์ อารมณ์ท่ีเกิดดับอยู่ในขณะ นั้น เป็นอารมณ์ของวิปสั สนา ความรูส้ ึกนึกคดิ ในตอนนัน้ ละเอียดพอสมควร แต่ถึงจะไม่ทรมานใจไมท่ ุกข์ในความ หมายสามัญ ยังคงเป็นทุกข์ในความหมายว่าไม่สมบูรณ์ มีความพร่องเปน็ น ิจอยา่ งชัดเจน เพราะความรสู้ ึกนกึ คิด อะไรกแ็ล้วแต่ มนั ท นอยู่ในสภาพใดสภาพห นึง่ ไมไ่ ด้ มัน ต้องเปล่ียนเพราะเหตปุ จั จัยใหเ้ ปล่ียน โดยป กตคิ นเราเชอื่ วา่ เราเปน็ ผคู้ ดิ เราเปน็ ผรู้ สู้ กึ แต่ ที่นี่ความจริงจะปรากฏว่าแม้ความเชื่อนั้นเป็นสักแต่ว่า ส่วนหนง่ึ ของกระแสของเหตปุ ัจจัย ไม่มีตัวเราท ไี่ หนที่ฝนื ธรรมชาตไิ ด้ อปุ มาวา่ เรอื ชวี ติ ไมไ่ ดอ้ ยใู่ นกรรมสทิ ธขิ์ องเรา เราเป็นแค่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ทำอะไรตามอำเภอใจไม่ได้ อนิจจงั ทกุ ขงั อนตั ตา เราคดิ พจิ ารณาดว้ ยสติปญั ญา สามญั เรากพ็ อเข้าใจอยู่ ทำใหเ้กิดศรัทธา แต่จะให้ทะลุ ปรุโปร่งต้องอาศัยจิตพ้นจากนิวรณ์ จิตสงบจึงก้าวเลย ศรทั ธาได้ เหน็ จรงิ รแู้ จง้ จนกเิ ลสท งั้ ห ลายไมอ่ ยู่ เพราะมนั 49ชยสาโร ภิกขุ
อาศยั อาหารคอื การห ลงสำคัญผิดวา่ ส่งิ ท ส่ี ุขล้วนสมบรู ณ์ และมแี กน่ สารจรงิ สมาธิ ทำไมเราต้องนั่งหลับตา ทำไมเราต้องทำ สมาธิ ถา้ ไมท่ ำสมาธจิ ติ ใจไมส่ งบ ไมท่ ำสมาธจิ ติ ไมม่ กี ำลงั ไม่ทำสมาธิจิตใจไม่เข้มแข็ง ไม่มีความสุข ไม่ทำสมาธิ ปัญญาไม่เกิด ปัญญาไม่เกิดแล้ว เราไม่เห็นส่ิงท้ังหลาย ตามความเป็นจริง ดับท ุกข์ ดับกเิ ลสไม่ได้ ต้องถกู บ ังคับ ให้ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เกิด แก่ เจ็บ ตาย เกดิ แก่ เจบ็ ตาย อยา่ งซ้ำซาก โดยไมม่ ที ่ีสนิ้ สุด ฉะนน้ั ผทู้ มี่ ศี รทั ธาในพ ระพทุ ธศาสนา เชอ่ื วา่ ชวี ติ จะ ดีงามมีค่าก็ดว้ ยการศกึ ษา ต้องม่งุ มัน่ พัฒนาชีวติ ในทุกๆ ดา้ น ดา้ นพ ฤตกิ รรม ดา้ นจติ ใจ ดา้ นป ญั ญา ทา่ นจงึ ใหเ้ รา แบ่งเวลาในแตล่ ะวัน ให้นงั่ หลับตานอกบ ้าง เพือ่ ใหล้ ืมตา ใน คอื ตาท ีเ่หน็ ท างไปสู่ความเปน็ อสิ ระอยา่ งแทจ้ รงิ 50 หลบั ตา ทำไม
ชยสาโร ภิกขุ นามเด มิ ฌอน ชิเวอร์ตัน (Shaun Chiv erton) พ .ศ.๒๕๐ ๑ เกิด ท ี่ประเทศอังกฤ ษ พ.ศ.๒๕๒๑ ได พ้ บกบั พระอาจาร ยส์ เุ ม โธ (พระราชสุเมธาจารย์ วัดอมราวดี ประเทศองั กฤษ) ทวี่ ิหารแฮมสเตด ประเทศองั กฤษ ถอื เพศเปน็ อนาคาริก (ปะขาว) อยกู่ บั พระอาจารย์สเุ มโธ ๑ พรรษา แล้วเดินทางมายังประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒ บรรพชาเปน็ สามเณร ทีว่ ัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี พ.ศ. ๒๕๒๓ อปุ สมบทเปน็ พระภกิ ษุ ทวี่ ดั หนองปา่ พง โดยมี พระโพธิญาณเถร (หลวงพอ่ ชา สุภทั โท) เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๔๔ รกั ษาการเจา้ อาวาส วัดปา่ นานาชาติ จังหวัดอบุ ลราชธานี พ.ศ. ๒๕๔๕ - ปัจจบุ ัน พำนัก ณ สถานพำนักสงฆ์ จงั หวดั นครราชสมี า
มลู นิธิปัญญาประทีป ควา มเปน็ มา มูลนิธิปัญญาประทีป จัดตั้งโดยคณะผู้บริหารโรงเรียนทอสี ด้วยความร่วมมือ จากคณะครู ผู้ปกครองและญาติโยมซึ่งเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์ชยสาโร กระทรวงมหาดไทย อนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอย่างเป็นทางการ เลขที่ทะเบียน กท. ๑๔๐๕ ตั้งแต่วันท่ี ๑ เม ษาย น ๒๕๕๑ ว ัตถปุ ระส งค์ ๑ ) สนับสนุนก ารพัฒน าสถาบันก ารศึกษาวิถีพุทธที่มีระบบไต ร สิกขาข องพระพ ุทธ ศาสนาเป็นหลัก ๒ ) เผยแผ่หลัก ธรรมค ำสอนผ่านการจัดการฝึกอบรม และปฏบิ ตั ิธรรม และการเผยแผ่ สือ่ ธรรมะรปู แบบตา่ งๆ โดยแจกเปน็ ธรรมทาน ๓) เพม่ิ พนู ความเขา้ ใจในเรอ่ื งความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งมนษุ ย์ และสง่ิ แวดลอ้ ม สนบั สนนุ การพัฒนาท่ยี ่งั ยืน และส่งเสริมการดำเนินชวี ิตตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง ๔) ร่วมมอื กับองค์กรการกศุ ลอืน่ ๆ เพอ่ื ดำเนินกจิ การทเ่ี ปน็ สาธารณประโยชน์ คณะท ่ีปรกึ ษา พระอาจารยช์ ยสาโรเปน็ องคป์ ระธานทปี่ รกึ ษา โดยมคี ณะทป่ี รกึ ษาเปน็ ผทู้ รงคณุ วฒุ ใิ น สาขาตา่ งๆ อาท ิ ดา้ นนเิ วศวทิ ยา พลงั งานทดแทน สง่ิ แวดลอ้ ม เกษตรอนิ ทรยี ์ เทคโนโลยสี ารสนเทศ วทิ ยาศาสตร์สุขภาพ การเงนิ กฎหมาย การสอ่ื สาร การละคร ดนตรี วฒั นธรรม ศลิ ปกรรม ภูมิปญั ญาท้องถนิ่ คณะกรรมการบริหาร มลู นธิ ฯิ ไดร้ บั เกยี รตจิ ากรองศาสตราจารยน์ ายแพทยป์ รดี า ทศั นประดษิ ฐ เปน็ ประธาน คณะกรรมการบริหาร และมีคุณบุบผาสวัสด์ิ รัชชตาตะนันท์ ผู้อำนวยการโรงเรียนทอสีเป็น เลขาธกิ ารฯ การด ำเนินก าร • มูลนธิ ฯิ เป็นผูจ้ ัดตงั้ โรงเรียนมัธยมปัญญาประทีป ในรูปแบบโรงเรียนบ่มเพาะชวี ิต เพ่ือดำเนินกิจกรรมต่างๆ ด้านการศึกษาวิถีพุทธ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ ข้างต้น โรงเรยี นนตี้ ้ังอยูท่ ี่ บ้านหนองน้อย อำเภอปากชอ่ ง จงั หวัดนครราชสีมา • มลู นธิ ฯิ รว่ มมอื กบั โรงเรยี นทอส ี ในการผลติ และเผยแผส่ อ่ื ธรรมะ แจกเปน็ ธรรมทาน โดยในส่วนของโรงเรียนทอสีฯ ได้ดำเนินการตอ่ เนือ่ งตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๔๕
Search