Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เพาะปัญญา

เพาะปัญญา

Description: เพาะปัญญา

Search

Read the Text Version

ชยสาโร ภกิ ขุ :43 การเตือนสติในการพัฒนาในข้ันสูงไปดวย ทุกสิ่งทุกอยางมัน โยงหากันหมด ถา เราฉลาดไมใ ชด งึ ธรรมะขอ น้ันขอนมี้ าปฏบิ ตั ิ บางเพ่ือแกทุกข เมื่อความทุกขในชีวิตเบาบางไปแลวก็ปลอย อยางน้ันไมไ ด มันเปน ระบบทเ่ี ปน บูรณาการ คำวา องครวม คำวา บรู ณาการ เปนคำสมัยใหมของตะวันตก พทุ ธศาสนามี มานานถึง ๒๕๐๐ กวาปมาแลว เพียงแตวาเราออนนอมถอม ตนไมอ วดใคร แตว า โทษของความออ นนอ มถอ มตนไมค อ ยพดู แลว รนุ หลังจงึ ไมรูวา มอี ยางน้ีดว ย อาตมาก็ถือวาเรามอี ะไร ดีๆ ในพุทธศาสนาที่เราสามารถเอามาใช เพ่ือประโยชนเพื่อ ความสุขของเราทัง้ หลาย อนั น้ีกเ็ ปนจุดเริม่ ตนเรือ่ งการศึกษา วธิ พี ทุ ธ เราเปนรนุ บุกเบกิ และ เปนเรอ่ื งธรรมดาวาเราคงจะผดิ พลาดไดเหมือนกัน ไมใชวาเราจะเขาใจทุกอยาง รูหมดเลย เรามีหลักอยู เราก็จะพยายาม เราจะเรียนรูจากประสบการณ เหมือนกัน ครูบางคนมีกุศโลบาย รูสึกไดผลก็บอกใหเพ่ือน ฟง แลว กช็ วยกนั สมานกนั ทางฝา ยนกั เรยี น ฝา ยผปู กครอง ฝา ยครู ฝา ยบริหาร ชวยกันทำ เรยี นรูซ ึง่ กันและกัน ครูก็เปน อาจารยสอนและตองเปนผูท่ีเรียนรูจากผูปกครองและนักเรียน นักเรียนก็เรียนรูจากท้ังครูทั้งผูปกครอง ผูปกครองก็เรียนรูจาก ครู จากนักเรยี น ชวยกัน นีเ่ รียกวาวัฒนธรรมสงั คมเรียนรู ไมได ถอื วา ใครรูแ ลวดแี ลว เกงแลว อาตมาเปน ทปี่ รกึ ษาของโรงเรยี นมหี ลายสงิ่ หลายอยา งท่ี

44 : เพาะปญญาแนวพทุ ธ ยงั อยากพฒั นา ยงั อยากใฝร ใู ฝด ี อยากพฒั นาความสามารถ ในการชว ยคนอน่ื อยากจะสามารถอธบิ ายใหด แี ละลกึ ซง้ึ กวา น้ี หากทกุ คนมีจุดมงุ หมายในทางเดียวกัน เราก็จะมคี วามสขุ วนั นพี้ ดู เกนิ เวลานดิ หนอ ย คงจะมโี อกาสตอ ไปทจ่ี ะเสรมิ ที่จะใหความรูเพ่ิมเติม บายนี้เราก็ยังมีประชุมคุยกันตอ แต สำหรับเชา นี้ การที่อาตมาไดม โี อกาสฉลองอาคารเพาะปญ ญา ดวยการใหธรรมะเปนทาน อาตมาขออนุโมทนาทุกๆ คนท่ีมี สว นในการกอ สรา ง และ มสี ว นทจ่ี ะทำใหอ าคารนปี้ ระสบความ สำเร็จในการปลกู ฝงสงิ่ ทเ่ี ปนสุขอยางแทจ ริง ส่งิ ทีเ่ ปนประโยชน อยา งแทจรงิ ตอตวั เอง ตอ ลูกหลาน ตอ สังคม ตอสรรพสตั วท ัง้ หลายตลอดกาลนานเทอญ

45



ปญ ญาประทีป ๐๑ : ดี ดมี าก ดจี ริงๆ พธิ ีเปด ศาลาปญ ญาประทปี ๑๑ ธันวาคม ๒๕๔๙ ๐๒ : เอาธรรมชาติ ไมเ อาเชือ้ ชาติ พธิ ีเปด ศาลาปญ ญาประทปี ๑๐ ธนั วาคม ๒๕๔๙ ๐๓ : เสวนาธรรม “ซับเหงอ่ื โลก” ณ ปญ ญาประทปี ๘ สค ๕๐ ๐๔ : งานเสวนาธรรมเปด ตวั โรงเรียนปญญาประทีป ๒๔ กุมภาพนั ธ ๒๕๕๑ ๐๕ : ถาม-ตอบ ในงานเสวนาธรรม ๒๔ กุมภาพันธ ๒๕๕๑

48 : ปญญาประทีป ๐๑ ดี ดีมาก ดีจรงิ ๆ พธิ ีเปดศาลาปญ ญาประทปี ๑๑ ธนั วาคม ๒๕๔๙ ...พุทธศาสนา เปนศาสนาแหงการศึกษา เปนไปเพื่อ พฒั นาคณุ ภาพชวี ติ โดยเอาปญ ญาเปน เครอื่ งมอื ทย่ี งิ่ ใหญ แต ปญญาจะเกิดขึ้นตองรับการพัฒนาพรอมกับพฤติกรรม และ อารมณ เพราะถาจิตใจเราปลอยวางอารมณเศราหมองไมได ปญญาก็เกิดข้ึนไดยาก ถึงจะมีปญญาในบางเรื่อง มันจะไม หลกั แหลม จะเขาถึงความจริงไดยาก เรือ่ งศลี สมาธิ ปญญา ถือวาเปนอันหนึ่งอันเดียวกนั ถา เอาอยา งใดอยา งหนง่ึ นไ่ี มใ ช เรยี กวา ไมถ กู จติ ใจทเ่ี ราฝก หดั ในระหวา งการเขา วดั หรอื การปฏบิ ตั ธิ รรมอยา งเขม ขน ในสถาน ทปี่ ฏบิ ตั ิ กจ็ ติ ดวงเดยี วทเ่ี ราตอ งใชใ นชวี ติ ประจำวนั เราจะแยก ออกจากกันไมได พระพุทธองคเปนผูถึงพรอมดวยวิชชาและ จรณะ พระพทุ ธองคพ สิ จู นด ว ยพระองคเ องวา การพฒั นาความ บรสิ ุทธ์ภิ ายในยอมปรากฏเปน ผลในดา นพฤตกิ รรม เราตองการรูวาคนปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเปนอยางไร ไม ตอ งมีญาณอะไร รูจากพฤตกิ รรมได ถา คนรกั ษาศีล ๕ ยังไม ได ยงั ไมม สี มั มากมั มนั โต ไมม สี มั มาอาชโี ว ยงั ไมม สี มั มาวาจา น่ีตัวตดั สินงายท่สี ุด เรียกวา ยงั ไมไดห ลกั ยังไมใช เพราะผลที่

ชยสาโร ภกิ ขุ : 49 เกิดจากการปฏิบัติในเบื้องตนคือความละอายตอบาป ความ เกรงกลวั ตอบาป ไมตองพูดถึงฌาณ ถงึ ญาน ความเกรงกลวั ตอ บาปเกิดข้นึ หรอื ยงั ความละอายตอบาปเกดิ ข้นึ หรือยัง ถา เราปฏบิ ัตถิ กู หลักแลว ไมก ลา เลยทจี่ ะไปดา จะไปวาใคร ทจี่ ะ ไปเอารดั เอาเปรียบ แมแตโดยคำหยาบคาย ไมกลา รสู กึ นา เกลียดนา กลวั อนั น้ีคอื ผลการปฏบิ ตั ิธรรม… เราถอื วา การฝก หดั คนตอ งเรม่ิ ตง้ั แตเ ดก็ เพราะวา จติ ใจ ของเดก็ ยงั ไมไ ดร ับสิง่ เศราหมองไวม าก ยังพรอมทจ่ี ะรบั ฟง ยงั ไมคอยจะมีอัตตาความยึดม่ันถือม่ันอะไรมาก... ตองใหเด็ก สนใจพัฒนาตวั เอง พัฒนาการกระทำการพูด พฒั นาอารมณ และความคดิ พรอ มๆกนั ไป อาตมาเชอื่ วา ถา มกี ารพฒั นาเดก็ ใน ลักษณะอยางน้ี เรื่องวิชาการนนั้ ไมตอ งเปน หวง การใชว ิชาการ ใหเกิดประโยชนกไ็ มตอ งเปน หว ง สิ่งที่เปนอุปสรรคตอการศึกษาก็เหมือนกับส่ิงที่เปน อุปสรรคตอการดำเนินชีวิตทั่วไป คือความเห็นแกตัว ความ หลงใหลอยูในรสชาตขิ องรปู เสียง กล่ิน รส สัมผสั ความ ปองรา ย ความโกรธ ความขโ้ี มโห ขีห้ งดุ หงิด รำคาญ ความ ซมึ เศรา กลดั กลุม ออ นแอ ความฟุงซา น วุนวาย วติ กกงั วล ความลังเล สงสยั เอาแนไมได สง่ิ เหลา นี้เรยี กวาเปน สิ่งขวาง ความเจริญ ไมวาทางโลก ทางธรรม ในการสงั่ สอนลูกหลาน ถา การศึกษาของเราไมส่งั สอน ใหฉลาด ใหรูจักโฉมหนาของส่ิงเหลาน้ีที่เปนอุปสรรค และ

50 : ปญ ญาประทีป ใหเห็นความงดงามความสงบสุขของจิตใจที่พนจากสิ่งเหลา น้ี เรียกวาเปน ระบบการศึกษาทย่ี งั บกพรองอยู เราพยายามจะ ปกครองจิตใจ แตเราปกครองไมเปน เรากเ็ ลยบกพรอ ง เราจะ เห็นผลที่ปรากฏอยูในสังคมทุกวันนี้ เพราะเราเอาแตเปลือก ของศาสนา ไมไดเ อาแกนแทของศาสนามาใชใ หเ กิดประโยชน ...เมื่อไมศึกษาอยางจริงจัง ตวั เองกไ็ มไ ดร ับประโยชน ตวั เอง ก็ไมไดรับความสุขเทาที่ควร ตัวเองก็ยังไมสามารถท่ีจะสราง ประโยชน สรางความสุขใหก บั คนอ่ืน เมอ่ื ไมไ ดรับประโยชน ไมไดรับความสุข ศรัทธาก็ออนลง ไมกลาไมยอมเสียสละเพ่ือ ธรรม เพราะไมเห็นจะมีประโยชน ไมเห็นจะทำใหมีความสุข เพราะไมป ฏบิ ตั กิ ไ็ มศ รทั ธา ไมศ รทั ธากไ็ มป ฏบิ ตั ิ เลยเปน วฏั ฏะ อยูอยา งน้ัน... ส่ิงท่ีตองการจากการปฏิบัติธรรม คือตองการให ฉลาด ไมใชฉลาดเฉพาะในวิชาน้ัน วิชาน้ี ฉลาดในชีวิตท้ัง ชีวิตเลย ฉลาดในการอยูในโลกวัตถุ ฉลาดในการอยูในโลก สังคม ฉลาดเร่ืองภายใน เร่ืองอารมณ ฉลาดในการมอง การ คดิ การพิจารณา การรบั รูตอความจริง ฉลาดในการปรับตวั ให สอดคลอ งกบั ความจรงิ ทง้ั ทางกาย ทง้ั ทางวาจา ทงั้ ทางใจ อนั น้ี เรียกวาเปน แนวทางการพัฒนาปญญา

ชยสาโร ภกิ ขุ : 51 ๐๒ เอาธรรมชาติ ไมเอาเชอ้ื ชาติ พธิ ีเปด ศาลาปญญาประทีป ๑๐ ธันวาคม ๒๕๔๙ เรื่องความเจริญ เร่ืองของความเส่ือม มันไมได เกดิ ขนึ้ ตามดวง ไมเ กดิ ขนึ้ จากการดลบนั ดาลจากสงิ่ เหนอื ธรรมชาติ แตม ันเกิดขึน้ ตามเหตุ ตามปจ จัย การศึกษา เร่ืองเหตุปจจัยของความเจริญ เหตุปจจัยของความเส่ือม เหตปุ จจัยของความสขุ เหตุปจ จยั ของความทกุ ข นแี่ หละคอื สิ่ง ทม่ี นษุ ยเ ราตอ งศกึ ษา เปน หวั ใจของการศกึ ษา เราเรยี นหนงั สอื เราทำงานเพื่ออะไร อะไรคือเปาหมายจริงๆ เราเกิดมาทำไม ถาเราสรุปงายท่ีสุดก็นาจะเปนวาตองการความสุข ตองการ ประโยชน ถาเราทำงานดวยหวงั วา วันใดวันหน่ึงในอนาคต อาจจะมคี วามสขุ มนั จะถกู ไหม เรามคี วามเขา ใจในเรอ่ื งความ สุขอยางไร อะไรคือส่ิงท่นี ำความสขุ มาให น่ีเปน เรอ่ื งท่ีเราตอง กลัน่ กรองใหดี ถาคนรับการปลูกฝงการอบรมหรือการลางสมองตั้ง แตเ ด็กวาการมีอำนาจ มีวาสนา การมีเงนิ มีทองเปนสงิ่ สงู สุด ในชีวิต ก็แนนอนก็ตองเปนเหตุเปนปจจัยที่นำไปสูคอรรัปชั่น นำไปสูความทุจริต ถาทุกคนตองการความสุขแลว เขาใจวา ความสุขอยูท่ีการครอบครองวัตถุ ผูที่ไมอยูในตำแหนง ไมอยู

52 : ปญญาประทีป ในทท่ี จี่ ะไดว ตั ถทุ เ่ี ขา ใจวา จะนำความสขุ มาใหก ต็ อ งซมึ เศรา ผดิ หวงั โกรธแคน หรอื ไมอ ยางนัน้ กต็ องหันมาทจุ ริต เรอ่ื งทเ่ี ปน ปญ หาทเ่ี หน็ ทวั่ ๆไปเกดิ จากแนวความคดิ ของ คน อยทู คี่ วามเขา ใจในเร่ืองความสขุ ความทกุ ข อยูที่คณุ ธรรม หรอื การไมม คี ณุ ธรรมในจติ ใจของคน อยทู ค่ี วามมปี ญ ญา หรอื ไมม ปี ญ ญา ยกตวั อยา งทเ่ี คยพดู บอ ยๆ เรอ่ื งพรหมวหิ าร เมตตา กรุณา มุทิตา อเุ บกขา ขอทส่ี ำคญั ท่สี ดุ คือขอ ที่ ๔ อุเบกขา อุเบกขาจะเปนตัวกำกบั อกี ๓ ขอ แรก ไมใ หส ่ิงทีด่ ี นำไปสสู ่งิ ที่ ไมดี ไมใหส ง่ิ ทเ่ี ปนบุญ นำไปสูส่ิงท่เี ปน บาป เพราะบุญเปล่ียน เปนบาปได บาปเปล่ียนเปนบุญได กุศลเปล่ียนเปนอกุศลได อกศุ ลเปลี่ยนเปนกุศลได อุเบกขาคือการที่เราสามารถวางใจใหเปนกลาง ดวย ความเคารพในสงิ่ ทถ่ี ูกตอง เม่ือเรามีความมุงมัน่ ในส่ิงที่ถกู ตอง เปนหลักแลว เราสามารถจะวางใจเปนกลางดวยความเคารพ ในหลักการ เมตตา กรณุ า มทุ ิตา ก็อยใู นกรอบ ถกู กำกบั ไม นำไปสปู ญหา ในกรณผี ไู ปทำงานในสถาบนั ทมี่ กี ารโกงกนิ มาก ผใู หญ ผูมีบุญคุณชวยเหลือ ผูมีบุญคุณชวยเหลือแลวก็เริ่มขอให ผูนอยชวยเปนการตอบแทน ซึ่งผูนอยก็เห็นวาไมถูกตอง แต จิตใจก็บอกวา เขามีบุญคุณ ถาเราไมทำใหก็เปนคนที่ไมรูจัก บุญคุณ ...อันน้ีคอื เอาเมตตา กรุณา มทุ ติ า แตล ืมอุเบกขา ผูมีอุเบกขา ผูต้ังมั่นอยูในธรรมก็คือเคารพ คือซาบซึ้งในบุญ

ชยสาโร ภิกขุ : 53 คุณของผูมีพระคุณ พรอมที่จะตอบแทนคุณทุกสิ่งทุกวิถีทาง เวนแตในทางที่ไมซ่ือสัตยเพราะจะเสียหลักมีอุเบกขาน่ีคือมี ปญญา เพราะถาความรูสึกที่ดีความหวังดีขาดปญญา ขาด การพจิ ารณา มคี วามตงั้ มัน่ ในหลกั การแหง ความถูกตอ งดีงาม แลว คนอ่ืนๆท่ีฉลาดจะสามารถใชความดีของเราเปนเครื่อง มอื เพือ่ ผลประโยชนส ว นตัวของเขา ความดจี ึงเปน อนั ตรายตอ เราได แตเ ปน อนั ตรายเฉพาะในกรณที เ่ี ราไมฝ ก ตวั ปญ ญาพรอ ม กับความดี พระพุทธเจาจงึ เนนเปนพเิ ศษเรอ่ื งปญญา ปญ ญารู เทาทนั ปญญารบู าป รบู ญุ รคู ณุ รูโทษ รคู วามเจรญิ ความ เส่อื ม ปญญาที่รูเ ทาทันความจริง สังคมเราจะรอดได เพราะคนฉลาดในการบริหารกาย วาจา ใจ ของตน ฉลาดในเร่อื งการสอ่ื สารในการอยูในสังคม ในทางที่รูเทาทัน รูเทาทันเจตนา ความคิดดีคิดชั่วของตัวเอง รเู ทา ทันพฤติกรรมของคนอนื่ ทั้งฝายดฝี า ยชว่ั รูเทา ทนั ฉลาด ในการบริหารอารมณภ ายใน ความโลภ ความอยากได ความ โกรธ ความอจิ ฉา ความกงั วล ความซมึ เศรา อะไรทเ่ี ปน อารมณ ฝา ยกศุ ลและอกุศล เราตองเรยี นรู ตองรจู ักตัวตนของมัน... เราเอาคำสอนของพระพุทธเจามาเปนเครื่องมือ ไมใช สิ่งท่ีตองเช่ือตองบูชา แตเปนเครื่องมือในการแกปญหาของ ตัวเองและสังคม ตลอดจนการสรางสิ่งดีงามใหเกิดข้ึนและ เจริญงอกงาม ผูท่ีมีสวนเกี่ยวของในการสรางระบบการศึกษา อยางน้ี อาตมาเชอ่ื ม่นั วาไดบุญ ไดบญุ อยา งมหาศาล

54 : ปญ ญาประทีป การเปด ศาลาปญ ญาประทปี เปน นมิ ติ หมายทดี่ วี า ตอนน้ี เราเรม่ิ จะตนื่ ตวั แลว วา ตอ งการระบบการศกึ ษาวถิ พี ทุ ธทเ่ี อาการ ฝกหัดคนของพระพุทธศาสนา เอามาใชพัฒนาสังคม และ ตอ งการใหม ันครบ ตงั้ แตอนุบาล ประถม ไปถงึ ระดบั มัธยม เพ่ือจะสรา งเดก็ ที่ดี สำหรับผเู ปน ผูป กครองก็จะสบายใจวา ตอ ไปนเี้ ราจะมลี กู มหี ลานทนี่ า ภมู ใิ จทอ่ี บอนุ ใจจะเปน ผทู มี่ บี ทบาท มีสวนในการทำใหส ังคมเราดีข้ึน เราทกุ คนมาท่ีนด่ี ว ยความหวงั อันเดียวกันวาตองการ สิ่งที่ดีงามใหเพิ่มมากข้ึน ขอสำคัญคือ ไมใชวาหวังเฉยๆ แตตองพรอมแลวท่ีจะทำ ฉันทะคืออยาก ไมใ ชอ ยากได แตค ืออยากทำ ...

ชยสาโร ภกิ ขุ : 55 ๐๓ จากเสวนาธรรม “ซับเหงื่อโลก” ท่ปี ญ ญาประทีป ๘ สิงหาคม ๒๕๕๐ ...อาตมาสรปุ กบั ตวั เองมานานแลว วา การชว ยสงั คมทนี่ า จะเปน ประโยชนม ากทส่ี ดุ คอื ชว ยในระบบการศกึ ษา เพราะตอ ง ปลูกฝง คุณคาท่ีดี ปลกู ฝง สมั มาทฐิ ใิ นคนต้งั แตเลก็ ๆ ยง่ิ เลก็ ยิ่ง ดี พอเราปลอยใหเขาสูวัยรุนหรือเขาเปนผูใหญแลวจะแกไขได ยาก จะไดผลนอ ย... ระบบการศกึ ษาวถิ พี ทุ ธทจ่ี ะสรา งขนึ้ มา ไมใ ชเ พยี ง แตจะเนนเรื่องศีลธรรมมากขึ้น หรือวาเพ่ิมเวลาทำวัตร สวดมนตน งั่ สมาธิ อยา งทค่ี นทว่ั ไปมกั จะคดิ แตก ารศกึ ษา วถิ พี ทุ ธจะเปน การมองการศกึ ษาระบบองคร วมทจี่ ะพฒั นา ทุกดานของชีวิต รวมท้ังเนนการสรางปฏิสัมพันธที่ดีงาม ระหวางครูเด็กนักเรียนและผูปกครองใหสอดคลองและ เขา ใจซึง่ กนั และกนั เปน วถิ ีพทุ ธทั้งในดานกจิ กรรมตา งๆ และพฒั นาบรรยากาศความเปน อยู ความสมั พนั ธท กุ สง่ิ ทกุ อยางใหส อดคลองกนั ทป่ี ญญาประทีป เราควรจะมวี ิชาการบางวชิ าที่สรางชื่อ เสยี งใหกับโรงเรยี น และควรจะเปน วชิ าทสี่ อดคลอ งกบั ปรัชญา แนวความคิดและสถานท่ีตั้งของเรา มองแลวนาจะเปนเรื่อง

56 : ปญ ญาประทปี นิเวศวิทยาที่เขากับสิ่งแวดลอม ซึ่งมีวิทยาศาสตรหลายสาขา ทจ่ี ะไปเกยี่ วขอ งกับเรอื่ งน้ี การมาอยูท ี่ปญญาประทีป อาตมา วาจะมีผลดีกับเด็กหลายอยาง เริ่มต้ังแตระดับสุขภาพรางกาย อากาศท่ีน่ีเปนอากาศบริสุทธ์ิ ลมพัดเย็นสบาย สวนอากาศ ของกรงุ เทพฯใครๆก็ทราบวามีสารตะกัว่ สารพิษตา งๆทล่ี ว นมี ผลตอสมองของเดก็ และมผี ลตอการเรยี นดว ย การไดออกมาในที่ปลอดโปรงนาจะมีผลดีกับสุขภาพ กาย อยูกับธรรมชาติก็ควรสนับสนุนใหมีการปลูกผักปลูกผล ไมปลูกพืชตางๆ ใหเด็กไดฝกนิสัยในการหาความสุขงา ยๆ ได ล้มิ รสและชอบอาหารธรรมชาตโิ ดยไมไดรสู กึ วาถูกบังคบั การ ทอี่ ยหู า งจากความวนุ วายของกรงุ เทพฯโดยเฉพาะในวยั รนุ นา จะ เปนส่งิ ท่ดี ี สิ่งยว่ั ยทุ ง้ั หลายทง้ั ปวงที่เราอยูในเมอื งใหญป อ งกนั ไดยาก หา มไดย าก อยทู ีน่ จ่ี ะงา ยขึน้ การท่ีอยูโรงเรียนปญญาประทีปมีการฝกใหพึ่งตน เชน เร่ืองการซักผา ลางจาน ทำอาหาร เร่ืองการดูแลตัวเองดาน ตา งๆ จะเปน โอกาสดมี าก อาตมาเหน็ เดก็ ทีไ่ ปเรียนเมืองนอกที่ ไดว ิชาความรู บางทีก็ไมเทาไหร แตทไี่ ดอ ยางนอยคอื รูจักดแู ล ตัวเอง เปน ทพ่ี ึ่งของตนเองได การทำงานเกษตร หรอื การทีอ่ ยู กลางแจง คอื เปนการเรียนรเู รือ่ งความเกดิ แก เจบ็ ตาย การที่ อะไรๆ ก็เปนไปตามเหตุตามปจจัย... การเรยี นรเู รอื่ งนเิ วศวทิ ยา การกนิ อยอู ยา งเรยี บงา ย การ เรียนรูทจี่ ะอยกู บั ธรรมชาติอยา งมีความสขุ เปน ผทู ่ีสขุ งา ย ทกุ ข

ชยสาโร ภกิ ขุ : 57 ยาก อาตมาวานี่จะเปนประโยชนไมวาโลกจะเปลี่ยนแปลง อยา งไร เพราะอยา งไรกต็ ามเราตอ งพง่ึ พาปจ จยั ส่ี ทกุ วนั เราตอ ง กนิ ตอ งอยตู อ งเอาตวั รอดในเรอ่ื งปจ จยั ส่ี เรากเ็ อาเรอื่ งนเ้ี ปน หลกั อยา งหนง่ึ เราจะรไู ดไ หมวา ๓๐-๔๐ ปข า งหนา คอมพวิ เตอรม นั จะยงั มอี ยูหรอื แนใ จหรอื เทคโนโลยไี ฮเทคท้งั หลาย มนั จะยัง มไี ดห รอื ในอนาคตหากโลกมกี ารขดั แยง ถงึ ขนาดมสี งครามโลก สงิ่ แรกทเ่ี ขาจะทำไดค อื ทง้ิ ระเบดิ ชนดิ ทร่ี ะเบดิ ในอากาศและจะ ทำลายบรรดาของไฮเทคทงั้ หลาย ระบบไฟฟา หมดทนั ที ฉะนนั้ ภายในไมก่ีนาที ส่ิงท้ังหลายที่เราตองพึ่งพาหมดส้ิน จบทันที และเราพรอ มไหมทจ่ี ะอยโู ดยปราศจากส่งิ เหลาน้ี ระบบการศึกษาของเราเนนการพัฒนาคนท้ังคนเพ่ือ หนึ่ง จะไมเ ปน ปญ หากับสังคม สอง สามารถสรางความสขุ สรางประโยชนแกตัวเอง ครอบครัวตัวเอง สังคมท่ีอยูอาศัย และฉลาดในการที่จะเปนสว นชว ยโลกท่กี ำลงั เปลีย่ นแปลง คือ ถา เราเนน วทิ ยาศาสตรท เ่ี กยี่ วกบั สง่ิ แวดลอ ม เดก็ บางคนอาจจะ สนใจการคนควาวิจัยในเรื่องพลังงานทางเลือก เร่ืองพลังแสง อาทิตย เร่อื งพลงั ลม พลงั งานนำ้ บางคนอาจจะเกิดสนใจเรื่อง การอนุรกั ษส ง่ิ แวดลอ ม ก็มีทางเลือกไปหลายแนวทาง นี่เปน ทางวทิ ยาศาสตร ทางดานศีล หรือทาง Humanity อาตมาอยากจะ ใหมีการสอน หรือการเนนในเร่ืองของการละคร การถายทำ สารคดีตางๆ เรื่องการใชวีดิโอ ใชเทคโนโลยีเหลานี้ เพราะ

58 : ปญ ญาประทีป วาการเรียนรูจากธรรมชาติและการใชเทคโนโลยีแบบน้ีเปนส่ิง สนุกสำหรับเด็กวัยรุน อาตมาสังเกตเปรียบเทียบเมืองไทยกับ เมืองนอก ในเมืองไทยยังมีความสนใจคอนขางนอยท่ีจะทำ สารคดีเกย่ี วกบั โลกที่เราอยู ทจ่ี ะสอนใหค นเขา ใจสงั คมใหเ กดิ ความเขา ใจซง่ึ กันและกนั ก็อยากฝก ใหเ ดก็ รูจักผลิตภาพยนตร ทำสารคดีบาง ทำเรื่องสั้น แตนี่ก็เปนเพียงตัวอยางปลีกยอย เพยี งแตว า นอกจากหลกั การใหญท ต่ี อ งการใหม กี ารพฒั นาคนใน ทุกดานในทุกสวนของชีวิต ไมใชวาเกงเฉพาะวิชาการ ถายัง เปน คนขีโ้ กง ยังเปน คนข้โี กรธ ยังเปน คนชอบเอารัดเอาเปรยี บ คนอน่ื หรอื วา เชอื่ แตต วั เองคนเดยี ว ถา อยา งนน้ั กเ็ รยี กวา ระบบ การศกึ ษาไมไดป ระสบความสำเรจ็ อาตมาหวังวาโรงเรียนนี้จะเปนแหงหนึ่งท่ีจะเร่ิมสราง คนใหเขาใจและจะเปนตัวอยางใหที่อื่นไดเห็นวาวิถีพุทธเปน อยา งไร ถอื วา ถา ทำไดแ ลว ถงึ จะเปน โรงเรยี นเลก็ ๆ จำนวนคนไม มาก แตส ำคญั ทวี่ า เปน ตวั อยา งทที่ ำใหค นอน่ื ทย่ี งั มองไมเ หน็ วา วถิ ีพุทธเปนอยา งไร จะทำอยา งไร เขามาดูท่ีนแ่ี ลว จะไดความ คดิ และเอาไปประยกุ ตใ ช ในทขี่ องเขากจ็ ะไมเ หมอื นทนี่ แี่ นน อน แตก็เอาบางสวนหรือเอาหลักใหญ และยอยใหเหมาะสมกับ บรบิ ทของเขาได..

ชยสาโร ภกิ ขุ : 59 ๐๔ งานเสวนาธรรม เปดตวั โรงเรยี นปญญาประทีป ๒๔ กุมภาพันธ ๒๕๕๑ ...คำสอนของพระพุทธเจาเปนระบบการศึกษาท่ีอุดม สมบูรณท่ีสุดท่ีเคยเกิดข้ึนในโลกมนุษย เพราะวามีความมุง หมายทจ่ี ะนำมนษุ ยอ อกจากความมดื ไปสคู วามสวา ง นำมนษุ ย ไปสูส่ิงที่สูงสุดที่ควรจะได น่ันคือการพนจากความทุกขโดย สน้ิ เชิง การถึงพรอ มดวยความเมตตากรณุ าและปญ ญา เม่อื พระพุทธศาสนามีเอกลักษณอยูตรงนี้วาหัวใจของพุทธศาสนา คือวธิ ีการตางๆที่จะพัฒนามนุษยใหถ งึ สิ่งทีส่ งู ที่สดุ ท่มี นษุ ยควร จะได ...ในทางพระพุทธศาสนาเรามีอุดมการณในการท่ีจะ ดำเนินชีวิตดวยปญญา ในเมื่อเด็กเติบโตมากขึ้นสูระดับมัธยม สติปญญาเพิ่มมากข้ึน เราตองการท่ีจะฝกใหเด็กคิดเปนท้ังใน ทางวิเคราะห ในทางสรางสรรค ท่ีพิเศษไปคือโยนิโสมนสิการ คือทางตะวันตก การสอนบางทีจะไมเนนความเปนระบบ แต วาจะเนนในการคิดวิเคราะห คิดสรางสรรค ซึ่งเราก็ใหความ สำคญั มากเหมอื นกนั แตเ ราเพมิ่ อกี ขอ หนง่ึ ความคดิ ทท่ี างพระ เรยี กวา โยนโิ สมนสกิ าร คอื ความคดิ ในลกั ษณะหนง่ึ ทที่ ำให

60 : ปญ ญาประทีป กิเลส ทำใหความทุกขในจิตใจลดนอยลง ทำใหสิ่งดีงาม เพม่ิ มากข้ึน ขอ ทสี่ องคือ ทำใหเ ขา ใจความจริงไดม ากขึน้ ในระบบของสากลไมมีเรื่องน้ีโดยตรง ส่ิงหน่ึงท่ีมีผลตอ การศึกษามากคือความสามารถของเด็กท่ีจะจัดการกับอารมณ ที่เปน ทกุ ขอยูในใจ นอกเหนือจากไอคิว ความรูท วั่ ไป ส่ิง ที่สำคัญคือเมื่อเด็กเกิดมีความวิตกกังวลเกิดความเศรา เกิดความกลัว เดก็ จะมีความสามารถท่จี ะปลอ ยวาง ท่จี ะ ปรับปรุงแกไขอารมณของตัวเองได เพราะถาจิตใจของ เด็กเศรา หมอง อา นหนังสือก็ไมจ ำ บางทกี ็ไมอ ยากอา น เลย อารมณข องคนเรามผี ลตอ การศกึ ษามาก แตว าเปน สิ่งที่หลายๆคน หรือวาระบบการศึกษาทั่วไป ใหความ สำคญั นอ ยเกนิ ไป แตเ มอื่ มนษุ ยม องเดก็ ทง้ั ชวี ติ ไมไ ดม อง เฉพาะดา นแตเ ปน ระบบองคร วม และตอ งการใหเ ดก็ ฉลาด ในเรอื่ งอารมณใ นเรอ่ื งจติ ใจของตัวเองดว ย เคร่ืองมือของพทุ ธศาสนามีไวสำหรับชวยใหเดก็ ไดรูเ ทา ทันอารมณ เวลาเศราเวลากลัว เวลาโกรธเวลาอิจฉาเวลามี ทุกข เด็กสามารถจะจัดการกบั อารมณข องตัวเองได ซงึ่ ทำใหม ี ความสขุ มากขนึ้ และมผี ลดตี อ การศกึ ษา ถา เรามงุ ทจี่ ะสรา งเดก็ ทเี่ รียนไดสงู ๆ ไดปรญิ ญาบตั ร ทำงานไดเงินเดอื นสูง อนั นนั้ ทจ่ี รงิ แลว กไ็ มย ากมากสำหรบั ผปู กครองทมี่ ฐี านะทางเศรษฐกจิ พอทจี่ ะสง เดก็ เรยี นทโ่ี รงเรยี นทดี่ ี แตม นั สำคญั ทว่ี า เมอ่ื เลย้ี งชพี แลว เปนอยางไร

ชยสาโร ภกิ ขุ : 61 ...ที่เราเห็นทั่วๆไป มักจะเปนวา คนนี้ถือตัวถือตนมาก คนน้ันข้โี มโหมาก แตเขาฉลาดมากนะ สว นคนนั้น ไมอยากจะ เขา ใกลเ ลย คนนนั้ เจา อารมณเหลือเกนิ ไมค อยยุติธรรม แต วา เขาฉลาดมากๆนะ พูดเหมือนกับวา เพราะไดค วามฉลาดขอ เดียวแลวใชได แตถามองภาพรวมของชีวิต สำหรับอาตมานี่ ถือวาบกพรอง คือถาไมเอาเงินเดือนไมเอาทรัพยสมบัติเปน เครื่องตัดสินความสำเร็จในชีวิต หรือวาเอาแตเปนขอหนึ่งใน หลายๆขอ เราจะเห็นวาใช ทำอยางไรเราจึงจะสอนเด็กใหมี ความสามารถทจ่ี ะมีชีวติ ท่ีมคี วามสขุ และมคี วามเจริญได มี ปญญาทรี่ ูเทา ทนั อารมณ ฉลาดในการท่ีจะแกอ ารมณตา งๆ ท่ี เรียกวาโยนิโสมนสิการ จงึ เปน หลกั สำคญั ของวิถพี ทุ ธของเรา สรุปวาในระดับมัธยมศึกษาวิถีพุทธจะเนนเรื่องปญญา มากขึ้น ในการฝกความคิดในทางการวิเคราะห หนึ่ง ในการ สรา งสรรค หน่งึ ซึ่งเปนการไดเคร่ืองมอื ทเ่ี ปนกลางๆ แตค วาม สามารถตา งๆทเ่ี กดิ ขนึ้ จากการฝก ความคดิ สองขอ แรกนนั้ เราก็ ตองการจะนอมไปใชในทางโยนิโสมนสิการ คือหลักท่ีจะเขาใจ ความจริงของชีวิต เพราะความคดิ ในสว นที่สามน้จี ะเปนส่งิ ท่มี ี ผลตอ ชวี ิตทง้ั หมดตลอดชวี ิต... ...ทุกวันน้ีเทาที่อาตมาเคยอานลาสุดทราบวาเนื่องจาก ความรวดเร็วท่ีเทคโนโลยีตางๆ เจริญกาวหนาน้ัน ทุกวันน้ี ภายใน ๔ ป หลังจากจบการศึกษาแลว ประมาณ ๕๐ % ของสิง่ ที่ไดเ รยี นรตู องทง้ิ นับเปน เปอรเซ็นตที่สงู มาก หลายส่งิ

62 : ปญ ญาประทปี หลายอยา งเรยี นแลว ทอ งได พดู ได ภมู ใิ จวา เราเปน ผมู กี ารศกึ ษา แตภายในไมกป่ี มันกห็ มดสมยั แลว เม่ือเปนเชนนั้นอาตมาวาเราควรจะเนนในความ สามารถทจ่ี ะเรยี นรมู ากกวา สง่ิ ทเ่ี รยี นรู วชิ าตา งๆ เรากต็ อ ง เรยี นรแู นนอน แตม นั อยทู ี่นำ้ หนกั อยูทีก่ ารปลูกฝง การบม เพาะ จติ ใจของเดก็ ทีม่ คี วามสขุ ในการเรยี นรู อนั นีก้ ็ตรงกบั หลกั พทุ ธ ศาสนาทีเดียว เพราะพระพุทธองคไดตรัสไววากอนที่พระองค ทรงตรสั รพู ระอนตุ รสมั มาสมั โพธญิ าณนนั้ ทา นอาศยั คณุ ธรรม ๒ ขอ เปน หลกั หนึง่ คอื ความพากเพียรพยายามท่ตี อเนอ่ื ง ไมทอแท สอง คือไมสันโดษในกุศลธรรมทง้ั หลาย หมาย ถึงวา พระพทุ ธองคไดความสงบ ไดค วามรู ไดอะไรตออะไร ไดเทาไร พระองคกไ็ มสนั โดษไมพอใจ จนกระทงั่ ถึงทีส่ ดุ เปน พระสมั มาสมั พทุ ธเจา จึงถือวาจบการศกึ ษา ฉะน้ันความคิดท่ีวาของฉันนี่มันดีแลวไมไดเบียดเบียน ใคร มีความรูพอสมควรแลว ไมไดทำบาปกรรมอะไร อันน้ีก็ เปนความคิดท่ีไมเหมาะกับชาวพุทธ เพราะถาเปนชาวพุทธ โดยจิตใจแลว ก็เปนผูท ี่ตองการจะพัฒนาตวั เองใหสงู ขึน้ ไมมีคำวา พอ ไมม คี ำวา ใชไ ด มันจะตองใหม ันดีข้ึนๆ... ...สง่ิ หนงึ่ ทที่ ำใหอ าตมาเองมคี วามพอใจมคี วามตงั้ ใจใน การสง เสรมิ การศกึ ษาวถิ พี ทุ ธ เพราะวา ตอ งการจะสอนใหค นรนุ ใหมม ที รพั ยากรภายในมเี ครอ่ื งมอื มภี มู ติ า นทานมคี วามสามารถ ทจี่ ะรบั มอื กบั อนาคตทก่ี ำลงั จะเขา ถงึ นอกจากทต่ี อ งการใหเ ดก็

ชยสาโร ภิกขุ : 63 มคี วามรู มคี วามสามารถในวชิ าทต่ี นรกั มคี วามถนดั ทางดนตรี ความถนดั ทางศิลปะ ความถนัดทางวิทยาศาสตร ใหม ีโอกาส เต็มที่ที่จะทำใหดี ใหเลิศในวิชาน้ันแนนอน แตนอกจากนั้นก็ อยากใหม อี ุดมการณ ใหเปน คนเลศิ เปน สว นหน่ึงของสังคมที่ เลิศ ไมใชสวนที่เปนสวนหน่ึงของปญหาสังคม แตเปนฝายท่ี ชวยแกปญหาของสังคม การแกปญหาของตัวเองนำไปสูการ แกปญหาของครอบครัวนำไปสูการแกปญหาของสังคมโดยท่ี ไมตอ งสงสยั เพราะวามันเปนอันหนึ่งอนั เดียวกัน อาตมาถือวาการที่เราจะไดเปดการศึกษาวิถีพุทธระดับ มัธยมในโรงเรียนปญญาประทีป เปนนิมิตหมายท่ีดี ...ขอให เราทกุ คนทฟ่ี งแลว หากรูสกึ วา ท่พี ดู มามีเหตุมีผล และตอ งการ มีสวนรวมก็ขอใหชวยกันใหกำลังใจกับผูท่ีกำลังบุกเบิกกำลัง พยายามใหสิ่งนีท้ ีย่ งั เปน ความฝนใหเปนความจรงิ ตอ ไป

64 : ปญญาประทปี ๐๕ ถาม-ตอบ ในงานเสวนาธรรม ๒๔ กมุ ภาพันธ ๒๕๕๑ ณ โรงเรียนทอสี กรุงเทพมหานคร ถาม : โรงเรยี นปญ ญาประทปี เนน การบม เพาะคณุ ธรรม และการสอนเรื่องวชิ าชวี ิต ผูปกครองจะม่ันใจไดอยา งไรวาเด็ก ท่ีจบจากท่ีนี่จะเขากับสังคมไดและมีความทันสมัยเพียงพอ ผูปกครองอีกทานถามวาโรงเรียนปญญาประทีปมีเปาหมาย ท่ีจะสรางคนดีใหสังคม ซึ่งถูกครอบงำดวยระบบทุนนิยม ( เงินนิยม กิเลสนิยม ) จะทำอยางไรใหเด็กๆที่เปนผลิตผล ของโรงเรยี นนนั้ ไมเกดิ Culture Shock เมื่อเขาออกไปสโู ลก ภายนอก พระอาจารย : คำถามขอ น้เี กดิ จากความเขา ใจอยา ง หน่ึงวา ดีคือโง ซงึ่ อาตมามองตรงกนั ขาม มองวา ดีคือฉลาด สวนหน่ึงของการเปนคนดี คือการมีปญญาในการรักษา ความดขี องตวั เองไว ...สว นหนง่ึ ของการฝก ปญ ญา คอื ใหร จู กั กาลเทศะ ในพุทธศาสนาของเรา สอนเร่ืองสปั ปรุ ษุ สปั ปรุ ษุ คือ คนเกง นักปราชญ ซ่ึงรูวาจะอยูกับคนแบบน้ีตองพูดอยางไร อยกู บั คนๆนเ้ี ขามนี สิ ยั ใจคออยา งไร ควรจะวางคำพดู ในลกั ษณะ อยา งไร เพ่ือจะไดผ ล เขาในสงั คมนค้ี วรจะวางตัวอยางไร มนั จึงจะเหมาะสม มันจึงจะถูกตอ ง อาตมาจะขอวจิ ารณว า ความคดิ เพย้ี นทวี่ า ดคี อื โงเ กดิ

ชยสาโร ภิกขุ : 65 จากตะวนั ตก คอื ฝา ยตะวนั ตกแยกศาสนากบั วทิ ยาศาสตร เขา มองวา ศาสนาเปน เรอื่ งความเชอื่ ไมค วรเอาเรอ่ื งทว่ี า ดว ยเหตผุ ล มายงุ เกย่ี ว เหตผุ ลอะไรตา งๆเอาไวเ ปน เรอ่ื งทางโลก ฉะนนั้ มนั เปน มานานแลว วา เขาวจิ ารณว า คนทไี่ ปทางศาสนาจะเปน คนไร เดยี งสา ไมร เู ทา ทนั โลก แตเ พราะคนไทยหลายคนกไ็ มร จู กั พทุ ธ ศาสนาจงึ พลอยเอาคำวจิ ารณท ฝ่ี า ยตะวนั ตกคดิ กบั เรอื่ งศาสนา อืน่ ไปวา กลา วพุทธศาสนาดว ย ซึ่งมันไมต รง ไมถ ูกตอ ง ...อกี ขอ หนงึ่ เกดิ จากการมองวา คนเราเปน ผลติ ภณั ฑข อง สงั คม เหมอื นกบั สงั คมมอี ะไรสกั อยา งทจ่ี ะบงั คบั ใหเ ราเปน ตาม แตสังคมในแตละยุคแตละสมัยเปน สงิ่ ท่ีเราแตละคนสราง ข้ึนมา มันไมใชวาเราจะตองเปนไปตามสังคม ถาอยาง นนั้ สงั คมกต็ อ งเลวลงไปเร่อื ยๆ แตถาเราเห็นวา เรามหี ลกั การ อยา งนี้ เราอยากจะสนบั สนุน อยากจะเขา กลมุ อยากจะอยู กบั คนในสังคมทีม่ ีอดุ มการณอยางน้ี มนั กอ็ ยไู ด เพราะสงั คม มนั หลายกลุมเหลือเกิน มนั ไมใชวามอี ันหนง่ึ อันเดยี ว ทที่ กุ คน จะตอ งปรับตัวใหเ ขากับหนึง่ เดียวท่ีวา นี้ เราทุกคนตา งมสี ว น ในการสรางสงั คมท่ดี ีขึ้นได อาตมาอยากจะยกขอสังเกตวาในโลกตะวันตกทุกวันนี้ ชือ่ เสียง กิติศัพทของพทุ ธศาสนาดมี าก เหมือนกบั วาถาเปน คน มีการศกึ ษาทุกวันน้ี ไมร ูพ ทุ ธศาสนาเลยไมได ถือวาผูที่มีการ ศกึ ษาทไ่ี มเ คยอา นหนงั สอื ทางพทุ ธศาสนานม้ี นี อ ยมาก ถงึ จะไม เหน็ ดว ยจะตอ งเคยไดอ า นบา งจงึ จะไดร บั การยอมรบั จำนวนคน ที่หันมานบั ถอื พุทธศาสนาอาจจะไมม ากนกั คิดเปน เปอรเซน็ ต

66 : ปญญาประทปี ไมก่ีเปอรเซ็นต แตถาดูคุณภาพของคน ดูวาในเมืองนอก คนที่หันมานับถือพุทธศาสนาเปนคนระดับไหนที่เขาไป ในวัดในพุทธศาสนา เราเจอใครบาง เราจะพบกับหมอ ทนายความ ผทู ท่ี ำงานทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ท่ีเกยี่ ว กบั คอมพวิ เตอร เปน ศาสตราจารย ลว นเปน คนเกง เปน ผูท่ีมีการศึกษาเสียสวนใหญ มันเปนเร่ืองแปลกในเมือง พุทธศาสนาแทๆในเมืองไทย คนมีคุณธรรมกลับถือวา ไมเ กง หรือคงจะไมเ กง แตในโลกตะวันตกพุทธศาสนา กลับมีชอื่ เสยี งมีภาพพจนวาเปน ศาสนาของคนเกง นก่ี ็ขอ ฝากไวเปนขอ คดิ วา ใครถกู ใครผิดกันแน ถาม : ในกรณที ลี่ กู สาวท่เี ขา สวู ยั แตกเน้อื สาว ซึ่งมักจะ ตรงกบั วยั เรียนชวงมัธยมศึกษา จะมแี นวทางหรอื นโยบาย วิธี การเฝา ระวงั ปอ งกันในประเดน็ หนึ่ง คือเร่ืองเพศศกึ ษา และ สอง การมคี วามสัมพันธกบั เพื่อนชาย สาม ภยั อันตรายจาก ผคู น บุคลากรและสงิ่ แวดลอมประการใดบา งครับ พระอาจารย : เรื่องน้ีเราตองพยายามวิเคราะหเหตุ ปจจัยของปญ หาตางๆ เก่ยี วกบั เรือ่ งทางเพศ สงิ่ แวดลอ มกม็ ี สวนหนึ่ง สิ่งแวดลอมท่ีปากชองก็จะดีตรงท่ีวา สิ่งกระตุนเรา ตางๆมีนอ ยลง ซง่ึ กจ็ ะเปนผลดี ถาในสง่ิ ท่ีเสยี่ ง ก็คือความใกล ชดิ ของเดก็ ซงึ่ อาจจะใกลช ดิ มากกวา เราตอ งพยายามศกึ ษาวา อะไรคอื ขอ ดขี อ เสยี และจดั ระบบใหเ หมาะสม สว นเรอ่ื งภายใน ตัวเด็กเอง ที่จะเปนปญหามาก ท่ีทำใหเกิดความเสียหาย

ชยสาโร ภิกขุ : 67 ตา งๆ เรื่องเหลา เปน อันดบั หน่ึง เด็กวัยรุน กินเหลา แลวความ รูสึกผิดชอบชัว่ ดี ความยับย้ังชั่งใจนอ ยลง ซึง่ เรากห็ วงั วา เรา จะควบคุมเร่ืองน้ีไดด ีกวา อยใู นเมืองไดมาก ในขณะเดยี วกันตองการใหเ ดก็ ผชู ายไดร จู ักดู รจู ัก เขาใจกาย เขาใจธรรมชาติของตัวเอง อารมณของ ตัวเองไดแลว ท่ีสำคัญตองปลูกฝงความเคารพผูหญิง เปนหลักใหญ สวนผูหญิงก็ตองเนนในการกลาปฏิเสธ ผูชาย เพราะท่ีเราปลูกฝงใหเด็กผูหญิงเปนเด็กที่รับใช ผูชาย ทุกสิ่งทกุ อยา งเอาตามผชู าย สวนดีก็มีอยู แต สวนเสยี ในกรณีผูช ายทไ่ี มด ีก็เอารดั เอาเปรียบได บังคบั ใจของผูหญิงได เพราะไมกลาปฏเิ สธ น่กี ็เปน สวนหนง่ึ ของการสอนเด็กใหมีความดี คือเด็กผูหญิงกลาปฏิเสธ วาไม ก็ถือหลกั อยางน้ี ตอ งรักษาหลักการของตัวเองไว ตองทำใหผูหญิงมีความเช่ือม่ันในตัวเอง ทำใหทางฝาย ผชู ายมคี วามเกรงใจ มีความเคารพ ดแู ลเรือ่ งส่งิ แวดลอม ใหเด็กทกุ คนมที ่พี ง่ึ ท่ปี รกึ ษาทีเ่ ปด ใจได ก็คงจะตอ งใชความคิด พจิ ารณา ลองหลายๆอยา ง

68 : ปญญาประทปี ๐๖ ธรรมเทศนาในพิธีลงเสาเอก อาคารเรยี น โรงเรยี นปญ ญาประทปี ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๑ การกอสรางอาคารเรียนถือวาเปนกาวท่ีสำคัญ ขั้น ตอนตอๆไป ในการสรางโรงเรียน ยังจะมีอาคารอีกหลายหลัง ตามหลักพุทธศาสนาทานสอนใหเราทำอะไรอยางรอบคอบ อยางใจเย็น ตามกำลังของเรา แมวาแตละกาวที่เดินจะเปน กาวเลก็ ๆ ก็ขอใหเ ปนกาวที่ถูกทีต่ อง กใ็ ชไ ด ...บางคนมกี ำลงั มากมคี วามเชอ่ื มากศรทั ธามากลงมอื ทำ แตข าดการพจิ ารณา ขาดปญญา สุดทา ยผลออกมาไมด ีเทา ท่คี วร กห็ มดกำลังใจ การทเ่ี ราทำแบบคอยเปน คอยไป เริม่ การ สรา งอาคารชว่ั คราว กเ็ หมาะสมแลว กบั โรงเรยี นวถิ พี ทุ ธทใี่ หเ รา เรียนรูจากธรรมชาติของชีวิตของส่ิงท้ังหลาย เร่ิมตนจากการท่ี สำนึกวาเราเห็นแตล ะคนเปนคนชัว่ คราวมาเกดิ ชวั่ คราว ไมร วู า จะอยทู น่ี น่ี านเทาไร เมอ่ื ชวี ติ เราชวั่ คราว ชวี ติ ของเราไมม อี ะไรแนน อน เปน รงั ของโรค พระพทุ ธเจา จงึ สอนใหเ ราใชเ วลาทจี่ ำกดั เวลาในโลกนี้ ซงึ่ สนั้ นดิ เดยี วใหม ปี ระโยชนม าก ใหม คี ณุ ภาพใหม าก ใหใ ชช วี ติ ในทางทเ่ี ราภาคภมู ใิ จได เวลาเราแกเ ราเฒา เราระลกึ ถงึ ชวี ติ เรา ชวี ติ สว นตวั ชวี ติ ครอบครวั ชวี ติ การทำงาน เรารสู กึ วา ทำอะไรไป


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook