ธรรมะใกล้มือ คเปว็นาไปม ของจิต อบรม พุทธ พระภกิ ษุ ทาส นวกะ ภิกขุ ๒๕๒๖
ความ เปน็ ไป ของ จติ พทุ ธทาสภิกขุ การบรรยาย อบรมพระภิกษุนวกะ ๒๕๒๖ วนั ทแ่ี สดง ๑๑ สิงหาคม ๒๕๒๖ รหัส ๒๑๑๕๒๖๐๘๑๑๐๖๐ ผถู้ อดเสียง เต็มสิริ หวังทวีทรัพย์ ผู้ตรวจทาน อาภรณ์ จนั ทร์สมวงศ์ ISBN 978-616-7574-82-0 พิมพค์ ร้งั แรก ๒๕๕๖ พมิ พค์ รัง้ ที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๒ จำ�นวน ๑๐,๐๐๐ เล่ม จัดพิมพโ์ ดย มลู นิธหิ อจดหมายเหตุพุทธทาส อนิ ทปัญโญ พมิ พท์ ่ี บริษัท พิมพ์ดี จำ�กัด ประสงค์รับหนงั สอื เพ่อื ใชใ้ นงานพธิ ีหรอื เผยแผ่ในวาระตา่ งๆ ตดิ ต่อท่ี มลู นิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อนิ ทปญั โญ สวนวชิรเบญจทศั (สวนรถไฟ) ถนนนคิ มรถไฟสาย ๒ แขวงจตจุ ักร เขตจตุจักร กรงุ เทพฯ ๑๐๙๐๐ โทรศัพท์ : ๐ ๒๙๓๖ ๒๘๐๐ ตอ่ ๕๑๐๑ โทรสาร : ๐ ๒๙๓๖ ๒๖๘๕ อเี มล : [email protected] Facebook : bookclub.bia www.bia.or.th
3
สารบัญ ความเป็นไปของจติ ๕ ความรู้ ความรู้สกึ ความเหน็ แจ้ง ๑๓ ความรู้เรอ่ื งทุกข์ ความรู้สกึ เร่อื งทกุ ข์ ความเหน็ แจง้ เร่ืองทกุ ข์ ๑๙ ปัญญาที่แทม้ าจากความรูส้ ึก ๓๑ ธรรมะเห็นไดด้ ว้ ยใจ ๓๙
ความ เป็นไป ของจิต ในครั้งนี้ผมไม่พูดอะไรมากท่ีเป็นหลักเชิงวิชา จะ พูดยำ้� แตเ่ ร่ืองพฤตขิ องจติ นน่ั คือลักษณะความเป็นไปของ จิต เราเรยี กกนั ว่า ‘พฤตขิ องจิต’ เป็นค�ำสั้นๆ จำ� งา่ ยดี พฤติ แปลว่าความเป็นไป ค�ำว่าประพฤติ ประพฤตินั่นแหละ ค�ำนั้นมันแปลว่าความเป็นไป อยากจะให้รู้เรื่องหรือรู้จัก ในสิ่งท่ีเรียกว่าพฤติของจิตกันให้มากขึ้น จนเพียงพอ จน เพยี งพอ เพราะว่าความลม้ เหลวมันอยู่ทเ่ี ราไม่ร้จู กั ไม่ร้สู กึ ไมเ่ ห็นชดั ตอ่ สิง่ ทีเ่ รียกวา่ พฤติของจติ 5
เรอื่ งราวอนั เป็นพฤตขิ องจติ ... มนั ไมอ่ าจจะเกบ็ รกั ษาไวโ้ ดยวธิ ีอน่ื นอกจากบนั ทกึ ไว้ ... ‘บันทกึ เร่ืองว่าจะตอ้ งท�ำอยา่ งไร แล้วมันจะมีการเปลยี่ นไปของจิตอยา่ งไร รวมทงั้ ผลท่ีจิตมนั ได้รบั ’
บนั ทกึ เกีย่ วกบั พฤติของจิต เราเพยี งแตไ่ ดย้ นิ ไดฟ้ งั ‘บนั ทกึ เกย่ี วกบั พฤตขิ องจติ ’ หลกั ธรรมะ ขอ้ ความบรรยายธรรมะหรือการปฏบิ ัตธิ รรมะ อะไรตา่ งๆ นัน่ นะ่ มันเปน็ เพียงบนั ทกึ เท่าน้นั บันทึกเป็นตวั หนงั สอื ถงึ เรอ่ื งราวอันเป็นพฤตขิ องจิต ทีม่ ันมอี ยู่ได้ เปน็ อยู่ ได้ หรือเปน็ ไปแลว้ โดยธรรมชาตขิ องบุคคลผูท้ ี่เขาประพฤติ ปฏิบตั มิ าแลว้ มนั ไมอ่ าจจะเกบ็ รกั ษาไวโ้ ดยวธิ ีอ่นื นอกจาก บนั ทกึ ไว ้ ดงั นน้ั เราจงึ มแี ตบ่ นั ทกึ ขอใหฟ้ งั ดๆี เถอะ ‘บนั ทกึ เร่ืองว่าจะต้องท�ำอย่างไร แล้วมันจะมีการเปล่ียนไปของ จิตอย่างไร รวมทั้งผลที่จิตมันได้รับ’ ผลท่ีจิตได้รับมันก็ ปรากฏอยู่ทีจ่ ิต มผี ลตอ่ จติ ทเ่ี รยี กว่ามี effect ต่อจติ ดังนั้น มนั กค็ ือพฤตขิ องจติ ดว้ ยเหมอื นกนั ฉะนนั้ แปลวา่ ทงั้ หมดมนั ไมม่ อี ะไรนอกจากเรอื่ งของ จติ หรอื เมอื่ กลา่ วโดยแทจ้ รงิ มนั ไมม่ สี ตั ว์ บคุ คล ตวั ตนอะไร ทไี่ หน นอกจากจติ สง่ิ เดยี ว มนั เปน็ อยา่ งนน้ั มนั ทำ� อยา่ งน้ี มนั ปรงุ แตง่ อยา่ งโนน้ ทกุ เรอื่ งเลยเปน็ เรอ่ื งของจติ หมด ตวั ชวี ติ เองก็ดีหรือว่าทุกอย่างที่มันรวมกันเป็นชีวิตนี้ก็ดีมันก็เป็น เรอื่ งของจติ และความรสู้ กึ เปน็ สขุ เปน็ ทกุ ขต์ า่ งๆ นานาทเ่ี รา 7
คดิ วา่ เปน็ เรอ่ื งของตวั กขู องกู นน่ั มนั เปน็ เรอ่ื งของจติ ดงั นนั้ จงึ ไมม่ อี ะไรนอกจากจติ ไมม่ อี ะไรนอกจากพฤตขิ องจติ ถา้ ไมเ่ ขา้ มาสจู่ ติ ไมม่ าเปน็ พฤตใิ นจติ มนั กเ็ ทา่ กบั ไมม่ ี คอื มนั ยงั ไมม่ ี หรือมันไมม่ ี ฉะนั้นจติ จะรสู้ กึ สุข รู้สกึ ทกุ ข์ รู้สึกต่อสง่ิ ที่ เรยี กวา่ นพิ พาน นิพพานมนั หมดความร้อน มันเปน็ นิพพาน อย่างนก้ี ็ดี มนั เป็นเร่ืองของส่ิงสงิ่ เดียวคอื จติ ฉะน้ันท่ีเราได้เล่าเรียนได้พูดได้อบรมอะไรกันน่ีมัน เป็นบันทึกเรื่องของจิต ยังไม่มีอะไรมาก มันเป็นแต่การ บันทึกเรื่องของจิต จิตของเรายังไม่ได้มีพฤติอย่างนั้น ยัง ไม่ได้สัมผัสสิ่งเหล่านั้น เพียงแต่ได้ยินได้ฟังเร่ืองท่ีเขา บนั ทกึ ไวใ้ หอ้ นั มากมายแหละ อนั มากมาย เชน่ พระไตรปฎิ ก ท้ังหมดน่ันก็เป็นเร่ืองบันทึก บันทึกเก่ียวกับพระพุทธเจ้า ค�ำตรัสของพระพุทธเจ้า หรือค�ำพูดของใครก็ตาม มันเป็น เร่ืองราวของจิตท่ีได้ผ่านไปแล้ว แม้คนไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสอย่างไร มันก็เป็นเร่ืองในจิตในหัวใจไปทั้ง น้ันแหละ มันไม่ใช่เรื่องของบุคคล ตัวตน หรือบุคคลอะไร ที่ไหนได้ จิตรู้สึกอย่างไรก็พูดออกมาอย่างน้ันในนามของ ตัวตน ของบุคคล ดังนั้นอยากจะให้เข้าใจระบบน้ี ระบบ 8
พฤติของจิต ท้ังหมดที่เราจะพูดกัน ให้ได้ยินได้ฟัง ให้ได้รู้ ให้ได้เขา้ ใจ ทีน้ีส�ำหรับผมเองผู้พูดน่ีก็มีอยู่ไม่น้อยที่พูดไปตาม บันทกึ ยง่ิ สมยั กอ่ นๆ โนน้ แล้วมนั รเู้ รื่องจติ ของตนเองนอ้ ย มาก ฉะน้ันมันจึงพูดไปตามที่ได้ยินได้ฟัง ได้เล่าได้เรียน มา เคยเป็นครูสอนนกั ธรรมมันก็สอนตามท่ีจ�ำได้และตามที่ เข้าใจ ท่ีสรปุ ออกมาจากความรู้ตามที่จ�ำได้ ความรู้สกึ ของจิต ต่อมาเม่ือได้เปล่ียน ‘ความรู้ตามท่ีจ�ำได้’ ให้มา เป็นการ ‘ปฏบิ ัตติ ามทจ่ี ะท�ำได้’ มันก็เกิด ‘ความรูธ้ รรมะ จากพฤติของจิต’ กอ่ นโน้นมีแต่ ‘ความร’ู้ ท่อี อกมาจากการเล่าเรยี น การจำ� การคดิ คำ� นวณ แมก้ ารคดิ คำ� นวณนก้ี ไ็ มใ่ ชเ่ รอ่ื งทอี่ อก มาโดยตรงจากพฤตใิ นจติ ตอ่ เมอ่ื มาทำ� การปฏบิ ตั ิ มนั จงึ เกดิ ความรสู้ กึ โดยตรงออกมาจากความรู้สกึ ของจติ เม่อื มันมี ความรู้สกึ ชนดิ ที่ถกู ต้อง เข้ารูปเขา้ รอยกันดี มันก็มีความ เหน็ แจง้ แต่ว่ามีส่วนนอ้ ยเต็มท ี ท่ีผมพูดไปตงั้ มากมายน้ัน มันกม็ ีส่วนทพ่ี ูดไปโดยความรู้สึกจากภายในจติ 9
พวกฝร่ังบางคนเขาเขียนถงึ ผม เขาว่าผมมีสว่ นของ การพูดไปตามความรสู้ กึ ของจิต อย่างน้ีกม็ ี ซ่งึ ในเมอื งไทยก็ ไมค่ อ่ ยไดพ้ ดู หรอก ดจู ะไมส่ นใจดว้ ยซำ้� แตย่ งั มพี วกฝรงั่ บาง คนทเี่ ขาเขยี น ปรากฏอยใู่ นหนงั สอื ทเ่ี ขาเขยี นวา่ ผมไดพ้ ดู ไป จากความรูส้ ึกที่รูส้ ึกอยใู่ นจิต กม็ อี ยู่ ไมใ่ ช่พูดไปตามหนังสอื คัมภีร์ต�ำรับต�ำราโดยส่วนเดียว แต่ที่จริงผมก็เคยพูดจาก ต�ำรับต�ำราคัมภีร์โดยส่วนเดียวมาเยอะแยะแล้ว มันก็เพ่ิง มใี นคร้งั หลงั ๆ ท่ีจะพดู อะไรออกไปตามความรสู้ ึกจากจิต ฉะน้ันอะไรที่มันไม่มีในต�ำราในคัมภีร์แล้วพูด นั่น แหละ ขอให้รู้เถดิ วา่ มนั พดู ออกไปจากความรสู้ ึกของจติ ซึ่ง มนั รสู้ กึ มากถงึ ขนาดทเ่ี รยี กวา่ เหน็ แจง้ กม็ เี หมอื นกนั แตไ่ มใ่ ช่ แทงตลอดถงึ มรรคผลนพิ พานโดยสน้ิ เชงิ มนั กเ็ หน็ แจง้ หรอื แทงตลอดในขน้ั ทม่ี ันเหน็ แจง้ 10
เมอ่ื ไดเ้ ปลี่ยน ‘ความรตู้ ามทีจ่ ำ� ได’้ ให้มาเป็นการ ‘ปฏบิ ัตติ ามท่จี ะท�ำได้’ มนั ก็เกิด ‘ความรูธ้ รรมะจากพฤติของจติ ’
‘ความรู้สึก’ มนั มากกว่า ‘ความรู้’ มากนกั
ความรู้ ความร้สู กึ ความเห็นแจง้ เรามาพดู กนั ดว้ ยคำ� ธรรมดา ภาษาไทยธรรมดา ชว่ ย จำ� ไวส้ ัก ๓ คำ� ว่า เรามคี วามรู้ เรามคี วามร้สู ึก แล้วเรามี ความเหน็ แจง้ ผมอยากจะให้ทกุ องคท์ กุ ทา่ นนี้ เขา้ ใจค�ำ ๓ ค�ำเหล่าน้ีให้ดี แล้วเอาไปปรับกับเรื่องของตนเอง กับเรื่อง ของเราเอง อย่างไรเป็นความร้ทู ีว่ นั หน่งึ ๆ ก็ป้อนให้หรอื ยัด ให้มากทีเดยี วแหละ ทเี่ ปน็ ความรนู้ ่ะ แต่แล้วอยา่ งไรเปน็ ความรสู้ กึ ทอ่ี อกมาจากรสู้ กึ ของจติ ทเ่ี รยี กวา่ ‘พฤตขิ องจติ ’ มีบา้ งไหม บวชมากห็ ลายวันแล้ว มอี ะไรทีม่ ันเกดิ เปน็ ความ รสู้ กึ ออกมาโดยตรงจากความเป็นไปของจิต แลว้ มีบ้างไหม ทวี่ า่ ความรสู้ กึ เหลา่ นม้ี นั เปน็ ไปมากเขา้ มนั สมั พนั ธก์ นั ดี มนั 13
สมั พนั ธก์ นั ด ี แล้วมนั เปน็ ความเหน็ แจง้ ข้ึนมา ไม่ต้องอาศัย ความจ�ำ ไมต่ อ้ งคำ� นวณ ไม่ต้องคิด ไม่ต้องใช้เหตุผล มันก็ เหน็ แจ้งโดยประจกั ษอ์ ยู่ ความรสู้ กึ มันมาเปน็ ความเห็นแจ้ง แลว้ เรากม็ คี วามเหน็ แจง้ นขี่ อใหส้ นใจ จบั ฉวย ทดสอบ สงิ่ ที่มีอยู่ในจิต จะเรียกอีกทีว่าพฤติของจิตก็ได้อีกเหมือนกัน แหละ เรามีความรู้ เรามีความรสู้ ึก แลว้ เรามคี วามเห็นแจ้ง ในขอ้ เท็จจรงิ อันนน้ั ความรู้ ในช้ันแรกเราก็มีมากท่ีเป็นความรู้ เพราะอ่านมา เคยอา่ นมามากแล้ว แล้วยังมาอ่านที่นอี่ ีก แล้วยงั มาฟงั ทนี่ ี่ อีก อย่างน้ีเป็นความรู้ธรรมดาสามัญ ตามธรรมดาสามัญ เปน็ ความรู้ จนกวา่ ‘ความร’ู้ นมี้ นั เปลยี่ นรปู ไปเปน็ ‘ความ รสู้ กึ ’ เพราะการประพฤตปิ ฏบิ ตั ธิ รรมะนนั้ ๆ โดยเจตนากม็ ี หรอื แม้โดยไม่เจตนา เมื่อความรู้มันสมั พนั ธ์กันดี มนั เหมาะ ส่วนสมดุลกันดี มันก็ให้เกิดผลเป็นความรู้สึกได้ ได้เหมือน กัน นน่ั แหละมันก้าวหน้า คือความกา้ วหน้าไปตามหนทาง ตามคลองของธรรมะ 14
ความรสู้ กึ ค�ำว่า รู้สึก รู้สึกนี่มันต้องมีส่ิงนั้นอยู่ในใจหรืออยู่ ในความรู้สึกน้ันเอง มันจึงจะรู้สึกได้ เช่น เราได้ยินค�ำว่า ราคะ โทสะ โมหะ เราก็ ‘รู้’ เท่านั้นแหละอย่างท่ีเขาว่า อย่างไร จนกว่าเราจะ ‘จับตัวมันได’้ คอื สัมผสั รสชาติของ ราคะ โทสะ โมหะได้ หรอื กเิ ลสชือ่ อน่ื หรอื ธรรมะชอื่ อื่นก็ เหมือนกัน เด๋ียวน้ีก็เรียกว่าเรามันรู้สึกต่อสิ่งน้ัน ค�ำที่เรา พดู กนั เป็นภาษาสากลวา่ มี experience, experience มี ได้ท้ังทางฝ่ายวัตถุและทางฝ่ายจิต มันก็เป็นความรู้สึกด้วย กันทั้งน้ัน ถ้าเรารู้สึกทางกาย เราชิมรสของมันมาด้วยตา หู จมูก ล้นิ กาย ใจ น้ีมนั ก็เปน็ ความ ‘รู้สึก’ แตท่ ล่ี ะเอยี ด ลึกซ้ึงกว่าน้นั มันก็รู้สึกท่ชี มิ มันด้วยจิตใจ ‘รสู้ กึ ด้วยจติ ใจ’ นี ่ ขอใหม้ องเหน็ วา่ สงิ่ นม้ี นั ลกึ หรอื มนั มากกวา่ มนั สงู กวา่ ความ รเู้ ฉยๆ เราเหน็ เราไดย้ นิ เราเรยี น มนั อาจจะไมร่ สู้ กึ กไ็ ด้ มนั เป็นแตเ่ พยี งความรู้ 15
ความเห็นแจ้ง ทนี ้ีเม่ือร้สู ึกมากเขา้ รู้สกึ มากเขา้ ความรู้สกึ ทางฝา่ ย จติ น่ะ หรือประกอบดว้ ยฝา่ ยวัตถตุ ามสมควร เรียกว่าความ เจนจดั ฝ่ายจิตมันกม็ ากเข้า มันก็ออกมาเปน็ ความเหน็ แจง้ เห็นแจ้ง ค�ำท่ีเขาออกเสียงว่า convince convince นี้ มันมากกว่า experience และมันเป็นผลท่ีออกมาจาก experience ถ้ามัน convince convince มากเข้าๆ มนั จะ คอ่ ยๆ กลายเป็น enlighten enlightened enlightened มันเหน็ แจ้ง มันเหน็ แจง้ ฉะน้ันค�ำพูดนี้มันก็ยาก แม้ในภาษาไทยมันก็ยากที่ จะพูดให้ตรง ภาษาอังกฤษซ่ึงบางทีเราก็จะต้องพูดกับชาว ต่างประเทศ เราก็ต้องพูดให้ตรง และรู้สึกว่าภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะมคี ำ� สมบรู ณม์ าก มคี ำ� หลายคำ� ทจี่ ะใชไ้ ดห้ ลายขนั้ ตอน เป็นตอน เป็นขั้นเป็นตอน แล้วจะตรงแก่ความหมาย ของค�ำแต่ละค�ำนั้นได้มากกว่า เช่น เราไม่มีค�ำภาษาไทยท่ี จะแยกคำ� ภาษาอังกฤษทเี่ ป็นลำ� ดับๆ ๆ เปน็ ตบั ๆ ออกไปได ้ เรามักจะใชค้ �ำแปลคำ� เดียวกันไปเสีย มนั ก็ไมด่ ี คอื ไม่ส�ำเรจ็ ประโยชนอ์ ย่างเตม็ ท่ ี 16
ดังน้นั ขอให้ไปกำ� หนดเอาเอง ผมกไ็ มใ่ ช่จะรู้ภาษา อังกฤษอะไรมากมาย ครบถ้วนถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ ว่าเท่าทีส่ งั เกตมานะ มนั รสู้ ึกอย่างน้ี เชน่ วา่ เรามีความรู้ เรา มีความรู้ด้วยการเรียน ที่เรามีความรู้สึกนี้ไม่ใช่การเรียน แล้ว แต่เป็นผลการเรียนก็ได้ แต่มันเป็นผลการสัมผัสด้วย จิต มันไม่ใช่การเรียนจากภายนอก ตา หู จมูก ลน้ิ กาย มนั เป็นเรอื่ งสัมผัสดว้ ยจติ โดยตรง มนั กเ็ ปน็ ความรสู้ ึก รู้สึก มนั มากกว่าความรมู้ ากนัก เม่อื ความรสู้ ึกเปน็ ไป เป็นไปเพียง พอ สัมพนั ธก์ นั ดี สมดลุ กนั ดี ความเหน็ แจ้งแทงตลอดมนั ก็ โพล่งออกมา ถ้าจะต้องไปพูดกับชาวต่างประเทศก็ไปหาเอาเอง ไปพยายามค้นหาค�ำท่ีมันตรงเผงๆ ๆ จากต�ำราหรือจาก บุคคลที่เขาแตกฉานในภาษานั้นๆ แต่เด๋ียวน้ีในภาษาไทย เราพดู กนั เมืองไทย พดู อยา่ งไทย พูดคนไทยนี้ ผมเห็นว่า ๓ ค�ำนี้ส�ำคัญมาก ขอให้ไปนอนคิด แยกแยะดูจะเห็นว่า ความรู้คืออะไร ความรู้สึกคืออะไร ความเหน็ แจ้งแทงตลอดน้ันมันคืออะไร 17
‘ความทกุ ข์’ มันมีความหมายมากกวา่ ค�ำว่า ‘เจ็บปวด’
ความรูเ้ ร่ืองทกุ ข์ ความรู้สึกเรอื่ งทกุ ข์ ความเหน็ แจ้งเรอื่ งทุกข์ เอ้า, ทีนี้เรื่องส�ำคัญของเราท่ีเป็นวัตถุส�ำหรับการ ศกึ ษา เป็นท่ตี ้งั การศึกษาน้นั มนั คือเร่อื ง ‘ความทกุ ข์’ มัน พดู อยา่ งเปน็ เรอ่ื งพดู เลน่ หรอื เปน็ ตลกกไ็ ด้ ถา้ วา่ มนั ไมม่ เี รอ่ื ง ความทกุ ขเ์ ปน็ ปญั หา เรากไ็ มต่ อ้ งมาศกึ ษาธรรมะใหเ้ สยี เวลา ดูเหมือนพระพุทธเจ้าท่านจะได้ตรัสท�ำนองนี้ ผมยังจ�ำได้ เขา้ ใจวา่ ไมผ่ ดิ คอื ตรสั เปน็ ใจความวา่ ‘ถา้ มนั ไมม่ คี วามทกุ ข์ อยใู่ นหมสู่ ตั ว์ ตถาคตกไ็ มต่ อ้ งเกดิ ขน้ึ มาในโลกน’้ี แตโ่ ดย เหตทุ คี่ วามทกุ ขซ์ งึ่ ทา่ นหมายถงึ เกดิ แก่ เจบ็ ตาย เปน็ ตน้ นี้ โดยเฉพาะนี้ มันมีอยใู่ นหมสู่ ัตว์ ตถาคตจงึ ตอ้ งเกิดขนึ้ มาใน 19
โลกนเี้ พอื่ มาจดั การกบั ปญั หาอนั น ้ี ฉะนน้ั ขอใหถ้ อื วา่ ความ ทกุ ขน์ น้ั นะ่ สง่ิ ทเี่ รยี กวา่ ความทกุ ขน์ น่ั คอื ตวั ปญั หา ตวั ปญั หา ท่ีเป็นต้นเหตุให้ต้องเกิดการกระท�ำต่างๆ นานา เพื่อจะแก้ ปญั หาเหลา่ นน้ั เสยี เอาละ, ถา้ วา่ เราขจดั ปญั หานไ้ี ด้ เรอ่ื งมนั จบ ฟังดูให้ดีๆ ถา้ เรากำ� จดั ปญั หาเรอื่ งเกยี่ วกบั ความทุกข์ เสยี ได้ เรอ่ื งมนั จบ เพราะมนั เปน็ นพิ พาน ขจดั ความทกุ ขไ์ ด้ หมดจดจรงิ ๆ เปน็ เรอ่ื งนิพพาน แล้วเรื่องมันก็จะจบ ไม่ต้อง มเี ร่อื งอะไรท่ีจะลำ� บากสำ� หรบั การศึกษาหรอื การปฏิบตั กิ ัน อกี ตอ่ ไป การประพฤติพรหมจรรยม์ นั กไ็ ปจบทวี่ ิมตุ ตหิ รอื นพิ พานนน่ั แหละ คอื วา่ ดบั ทกุ ขส์ นิ้ เชงิ รอด รอดไปจากความ ทกุ ข ์ มนั จบท่ีนั่น ถา้ มันไมม่ คี วามทุกขเ์ รื่องมนั จบ เดย๋ี วน้ี มันยังมีความทุกข์อยู่ ดังน้ันขอให้เอาตัวความทุกข์มาเป็น ตัวปัญหาหรอื วา่ เป็นสง่ิ ท่ีจะต้องท�ำลายมนั ดังน้ันเราจงึ ต้องมีความรเู้ รอ่ื งความทกุ ข์ มีความ รสู้ กึ เรอ่ื งความทกุ ข์ มคี วามเห็นแจง้ เร่ืองความทกุ ข์ ตอนน้ีผมจะพูดว่า อย่าไปหวังคัมภีร์ คัมภีร์หรือ พระธรรม คัมภีร์อะไรนัก ใช้ชีวิตของตนเองนั่นแหละเป็น 20
ตัวสำ� หรับเอามาดู มาพลกิ ดู มาศกึ ษา ศึกษาที่ตวั ชีวติ ด้วย ตนเอง สมมติว่าเราไม่มีพระคัมภีร์ ไม่มีอะไร ไม่มีพระ ไตรปิฎก วา่ อย่างนั้นเถอะ ไม่มีอะไร คมั ภีร์อะไรเลย แตเ่ ม่อื เรามมี นั สมองถงึ ขนาดนเ้ี ราจะไมร่ สู้ กึ บา้ งเชยี วหรอื วา่ มนั มอี ะไรบา้ ง มนั มคี วามทกุ ข์ มนั มคี วามทกุ ข ์ แลว้ เรากร็ สู้ กึ สิ รสู้ กึ ตอ่ สง่ิ ทเ่ี รยี กวา่ ความทกุ ขท์ ม่ี นั บบี คนั้ ทรมานเราอย ู่ เรา ก็จะร้สู ึกว่า “เออ, มันมๆี มีส่งิ ทีเ่ รยี กวา่ ความทุกข์ รู้สกึ ” ถ้า อยา่ งนแ้ี ลว้ มนั กเ็ ขา้ มาในขอบเขตของความสำ� เรจ็ นนั่ แหละ เพราะวา่ มนั มคี วามรสู้ กึ ตอ่ สงิ่ นนั้ ซงึ่ จะเรยี กเปน็ บาลดี ว้ ยคำ� ทีส่ ำ� คัญท่สี ดุ คำ� หนงึ่ กค็ อื ว่า มนั เปน็ สนั ทฏิ ฐโิ ก เดี๋ยวน้ีความทุกข์ ทุกขัง น่ะมันเป็นสันทิฏฐิกังต่อ เรา สันทิฏฐิโกส�ำหรับค�ำอ่ืน ส�ำหรับความทุกข์นี้เรียกว่า สันทฏิ ฐิกัง เปน็ สนั ทิฏฐิกังตอ่ เรา นคี่ ือวิธีที่จะ... จะจริง จะ ลัดส้นั และจะจรงิ ทส่ี ุด จงมีความรู้สึกเฉพาะเจาะจงลงไปที่ตัวปัญหาคือ ความทุกข์ ถ้าเรามีความรู้สึกจริงว่ามันเป็นทุกข์ทรมาน จริง มันก็จริงเทา่ นนั้ มนั ก็จริงเทา่ น้นั แหละ มนั กไ็ ม่ผดิ ไป ได ้ ฉะนั้นเราก็มคี วามรู้สึกตอ่ สิ่งทเี่ รียกวา่ ทกุ ข์ มันมคี วาม 21
หมายมากนะคำ� วา่ ‘ความทกุ ข’์ มนั มคี วามหมายมากกวา่ ค�ำว่า ‘เจบ็ ปวด’ นะ คุณดใู หด้ ีเถอะ ความเจ็บปวดล้วนๆ น่ะ มันยงั คนละความหมายกบั คำ� ว่า ความทุกข ์ ความทกุ ขน์ ก้ี ห็ มายถงึ สว่ นทม่ี นั ยดึ ถอื มาเปน็ ของเรา มาเปน็ เราเจบ็ มาเปน็ กเู จบ็ มาเปน็ ความเจบ็ ของกู นจี่ งึ เรยี ก ว่าเป็นความทุกข์ ถ้ามันยังเป็นของธรรมชาติ ไม่มีจิตไป เกบ็ เอามาเปน็ ของกแู ลว้ ก็ แลว้ กเ็ ปน็ ความเจบ็ เฉยๆ ตาม ธรรมชาติ ยงั ไม่ใชค่ วามทกุ ข์ แตว่ ่าโดยมากตามธรรมชาติ ของสัตว์บุถุชนนี้ มันก็ไปเก็บเอามาเป็นของกูแหละ ตาม ความรู้ สติปัญญาของบุถุชน มันก็... พอเจ็บมันก็เจ็บของ กู แล้วกกู จ็ ะตาย ฉะนัน้ ความเจบ็ ปวดน้นั มันก็มากลายเป็น ความทุกข์ ถา้ มันยังเปน็ สิ่งท่ีจติ ไมเ่ อามายดึ ถือเปน็ ของของ กกู ็ยังไม่ใชค่ วามทุกข์ในความหมายน้ี ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ตาม ธรรมชาติ มนั กเ็ ปน็ สกั วา่ อาการของธรรมชาติ ตามธรรมชาติ แต่ถ้าผู้ใดที่มันเป็นเจ้าของ คืออาการนั้นน่ะมันยึดถือว่า ความเกิดของกู ความแก่ของกู ความเจ็บของกู ความตาย 22
ของกู โดยมนั รสู้ ึกตัวกต็ าม โดยทม่ี ันไมร่ ู้สึกตวั คือไมเ่ จตนา กต็ าม มนั กเ็ ปน็ ทกุ ขท์ ง้ั นนั้ นต่ี อ้ งใหร้ วู้ า่ มนั แยกกนั ได ้ กริ ยิ า อาการเหลา่ น้ัน ถา้ ไมถ่ กู ยดึ ถือกไ็ ม่เปน็ ความทุกข ์ มนั แยก กันไดต้ รงทีว่ า่ มกี ารยึดถอื กไ็ ด้ ไม่มีก็ได้ เช่นผู้ท่ีรู้ธรรมะถึงที่สุดแล้ว เป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านไม่มีความยึดถือเหลืออยู่ ดังน้ันแม้ว่าร่างกายของท่าน กำ� ลังแก่ ก�ำลงั เจ็บ กำ� ลงั ไข้ ก�ำลงั จะตาย อะไรก็ตาม พระ อรหนั ต์นน้ั ไมไ่ ด้ยึดถอื เอาความแก่ เจ็บ ตายนน้ั ว่าเป็นของ ทา่ น มนั กส็ กั วา่ ความแก่ เจบ็ ตาย ของธรรมชาติ มนั ไมเ่ ปน็ ทกุ ข์แก่ทา่ น ทีพ่ ดู วา่ ความเกดิ แก่ เจบ็ ตายเป็นทุกข์ น่ีมัน เป็นทุกขแ์ ก่บคุ คลผยู้ ึดถือ โง่ ไมล่ ืมหลู มื ตา ไม่รู้เร่อื ง นี่แลว้ กย็ ึดถือเต็มท่แี ล้วก็เปน็ ทุกข์ ฉะนั้นความเจ็บปวดก็เหมือนกัน ที่ไม่ได้รับการ ยดึ ถอื วา่ เปน็ ของกู มนั กส็ กั วา่ เปน็ ความเจบ็ ปวด มนั ยงั ไมใ่ ช่ ความทุกข์ นี่เป็นตัวอย่างส�ำหรับวัด ส�ำหรับเปรียบเทียบ สำ� หรบั คำ� นวณวา่ ความทกุ ขน์ มี้ นั ตอ้ งเปน็ สงิ่ ทเ่ี ขา้ ไปทรมาน อย่ใู นจิตใจในฐานะเป็นของหนักเพราะมคี วามยึดถือนนั่ เอง 23
ดังนั้นถ้าผ้ใู ดรสู้ ึกตอ่ ความทกุ ข์ ผู้น้นั จะต้องรู้สกึ ต่อความ ยึดถือนี้ด้วยเป็นธรรมดา เพราะว่ามันจะแฝดกันอยู่กับสิ่ง ที่เปน็ เหตใุ ห้เกดิ ทุกขแ์ หละ ความเจบ็ ปวดกด็ ี ความแก่ ความเจบ็ ความตายอะไร ก็ดี เม่ือมีความยึดถือ เข้าไปยึดถือ มันก็กลายเป็นความ ทุกข์ ถา้ มิฉะนั้นแลว้ มันเปน็ เพียงอาการหรือปรากฏการณ์ กริ ยิ าอาการตามธรรมชาตเิ ทา่ นน้ั มนั จะไมเ่ ปน็ ทกุ ขแ์ กจ่ ติ ใจ ที่มิได้ยึดถือ นี่ค�ำส�ำคัญมันจะมีว่า ‘มันจะไม่เป็นทุกข์แก่ จิตใจทม่ี ไิ ดย้ ึดถอื มันจะเป็นทกุ ข์แก่จติ ใจทย่ี ึดถือ’ ฉะนน้ั เราจงพยายามให้ดีท่ีสุดที่เราจะท�ำได้ ท่ีจะมีความรู้สึกต่อ ความทุกข์ท่ีมีความหมายสมบูรณ์ คือจิตโง่ ยึดถือเอามา เป็นของเรา แลว้ แตจ่ ะยดึ ถอื เอาอะไรมาเป็นทกุ ข์ ความเกิด กไ็ ด้ ความแกก่ ็ได้ ความเจบ็ ก็ได้ ความตายก็ได้ ความโสกะ ปรเิ ทวะ ทุกขโทมนัส อุปายาส ทม่ี ันไม่เป็นทส่ี บายใจ แล้วก็ ยดึ ถอื เอาอันนัน้ มาเป็นตวั เราเปน็ ของเรา เปน็ เจ้าของความ รูส้ ึกอันนนั้ แล้วมันก็เปน็ ทกุ ข์ มนั มพี ระพทุ ธภาษติ เปรยี บเทยี บไวด้ ี คอื วา่ ทแี รกมนั ถกู ยงิ ดว้ ยลกู ศรเลก็ ๆ นดิ ๆ ไมม่ .ี .. ไมม่ ยี าพษิ ไมไ่ ดอ้ าบยาพษิ 24
มันก็เจ็บเหมือนเข็มแทง ทีน้ีพอไปยึดถือว่าความเจ็บของกู มันก็จะเหมือนกับมีลูกศรดอกใหญ่อาบยาพิษมาแทงเข้าไป อกี ทหี นง่ึ นค่ี วามเจบ็ ปวดหรอื กริ ยิ าทเ่ี รยี กวา่ เจบ็ ปวด ทแี รก มันเจ็บปวดเหมือนกับลูกศรเล็กๆ เกล้ียงๆ ไม่มีอะไรแทง แตพ่ อมายดึ วา่ ความเจบ็ นข้ี องกู ทนี ม้ี นั กลายเปน็ ลกู ศรใหญ่ อาบยาพิษเต็มที่มาเสียบมาแทงเข้าไป มันก็เจ็บมากเพราะ มนั ใหญ่ เพราะมนั มียาพิษอนั ร้ายกาจ ฉะนัน้ ความทุกขม์ ัน ต้องมีความยดึ ถอื รวมอยดู่ ้วยเสมอไป โดยสรุปแล้ว ขันธ์ท่ีประกอบอยู่ด้วยอุปาทานน่ะ เป็นตัวทุกข์ ถ้ามันไม่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน มันไม่ เป็นทุกข์หรอก จะเป็นอะไรก็ตาม รูปกายน้ีก็ได้ เวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ อะไรก็ตาม ถา้ มนั ไม่ประกอบอยู่ ด้วยอปุ าทานแลว้ จะไม่เป็นทกุ ข์ แต่ว่ามันมีลักษณะอ่ืนซึ่งสมมติเรียกว่าความทุกข์ ลกั ษณะแห่งความทกุ ข์ กไ็ ดเ้ หมือนกันแหละ แตไ่ มใ่ ชค่ วาม ทกุ ข์ อนั นน้ั อกี ความหมายหนง่ึ มนั มลี กั ษณะแหง่ ความทกุ ข์ ถา้ เราเหน็ น่ี ตอนทเ่ี ราจะเหน็ น่ี พอรสู้ กึ แลว้ รสู้ กึ เตม็ ทแ่ี ลว้ มันจะมีความเห็นแจ้ง นี่อาจจะเห็นเลยไปถึงลักษณะแห่ง 25
ความทุกข์ นีก่ ลายเป็นสงั ขารทง้ั ปวงเลย สังขารท้ังปวงมีลักษณะแห่งความทุกข์ ค�ำว่า ทุกข์ คำ� นี้ มนั มคี ำ� แปลวา่ ‘มลี กั ษณะแหง่ ความทกุ ข’์ เชน่ วา่ กอ้ น หนิ กอ้ นน้ี ถา้ พดู วา่ มนั เปน็ ทกุ ข์ กห็ มายความวา่ มนั มลี กั ษณะ แห่งความทุกข์ มันไม่ได้มีความเจ็บปวดรวดร้าวทนทรมาน อยใู่ นจติ อยใู่ นกอ้ นหนิ เพราะในกอ้ นหนิ มนั ไมม่ จี ติ ใจ ฉะนน้ั ความทุกขท์ ีว่ า่ เป็นความทกุ ขเ์ จ็บปวดทนทรมานนั้นมันกม็ ี ได้เฉพาะแก่สัตว์ สังขารอะไรที่มนั มีจติ ใจที่จะรสู้ กึ คิดนึกได้ แล้วก็ยึดถือเป็นดว้ ย ความทกุ ขจ์ ะสมบรู ณต์ อ่ เมอ่ื มคี วามยดึ ถอื เพยี งแต่ เจบ็ ปวดในระยะแรกยงั ไมส่ มบรู ณ์ นเี่ รารสู้ กึ สมมตวิ า่ เราจะ เกดิ ตรสั รู้เองขนึ้ มานะ เราก็พยายามท�ำความร้สู กึ ไอ้ความ ทกุ ข์ท่ีมนั เกิดขึน้ ท่มี นั มีอย่จู ริง เรอ่ื ยๆ ไป เร่ือยๆ ไป จน พบข้อเท็จจริงอันนี้ว่าความรู้สึกเป็นทุกข์ท่ีเรามันยึดถือเข้า ไปนัน่ นะ่ เปน็ ตวั ทุกข์ เราก็จะแยกออกได้ เอ้า, น่ีมนั เพราะ ยึดถือน่ีจึงเป็นทุกข์ ถ้าไม่ยึดถือก็ไม่เป็นทุกข์ ฉะนั้นก็เลย มุ่งหมายทจ่ี ะละความยึดถือเสยี ถ้าความรู้มันเดินมาแนวนี้แล้วมันตรงในพระบาลี 26
มันตรงกับในค�ำตรัสในพระไตรปิฎกเผงเลยแหละ ท้ังๆ ที่ ว่าเราไม่ได้เคยเรียนพระไตรปิฎก หรือว่าไม่ได้รับฟังค�ำ สอนของพระพุทธเจ้ามา เรียกว่าอาศัยความรู้สึกประเภท สันทิฏฐิโกเรื่อยมาๆ ๆ จนตลอดมา น่ีเป็นเหตุให้มีผู้ตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าชนิดที่ไม่ใช่สัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นปัจเจก พระพุทธเจ้า ท่านรู้เฉพาะตน ท่านรู้เฉพาะเรื่อง เฉพาะ เหตุการณ์ เฉพาะจำ� กัด วงจำ� กัด ก็ไดเ้ หมอื นกนั แหละ ถึง ขนาดเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ อย่าว่าแต่จะเป็นพระอรหันต์ เปน็ พระพทุ ธเจา้ กเ็ ปน็ ได้ แลว้ เปน็ พระอรหนั ตท์ ำ� ไมจะไมไ่ ด้ ความรสู้ กึ เอง เป็นสนั ทฏิ ฐิโกมากเข้าๆ เหมาะสมกันดี มัน ก็เปน็ การตรสั ร้แู หละ เปน็ การตรสั รู้เห็นแจ้งขึน้ มา เดยี๋ วนี้ เราไมไ่ ด้... ไม่ไดท้ นง ไม่ได้อวดดีว่าจะเป็นพระอรหนั ตห์ รือ ว่าจะเปน็ พระพทุ ธเจา้ หรอก แตเ่ ราตอ้ งการจะรู้ จะเข้าถงึ ธรรมะท่ีพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ ก็จะเดินตามรอยของ ท่าน แตเ่ ราก็ต้องใชว้ ธิ เี ดียวกันนี้ จงมีความรู้ แล้วก็มีความรู้สึก แล้วก็มีความเห็น แจง้ มาตามล�ำดบั ๆ ในสงิ่ ทกี่ �ำลงั เปน็ ปญั หา ในสง่ิ ทก่ี �ำลงั เปน็ ปญั หา แลว้ มนั ไมไ่ ปไหน มนั จะไมไ่ ปไหน มนั จะไปตาม 27
แนวของพระนิพพาน จะเบื่อหน่ายคลายก�ำหนัดในส่ิงท่ี เคยยึดถือ แล้วมนั กจ็ ะดับ มันก็จะดบั ทกุ ข์ ฉะนนั้ ขอใหเ้ อาไปใชๆ้ ใหเ้ รามคี วามรู้ มคี วามรสู้ กึ มี ความเห็นแจ้งในทุกเรือ่ งๆ ทเ่ี ราได้ยนิ ไดฟ้ ัง 28
‘ความทกุ ข’์ จะสมบรู ณ์ต่อเม่อื มี ‘ความยึดถือ’
ความรู้สกึ น้มี ันร้แู ทนกันไมไ่ ด้
ปัญญาที่แท้ มาจาก ความร้สู ึก แต่ว่าเรื่องท่ีมันเป็นเรื่องใหญ่ทั้งหมดก็คือ ‘เรื่อง ความทุกข’์ ท่เี รารู้สึกเป็นทกุ ขโ์ ดยท่ไี ม่รู้ว่ามันเร่ืองอะไร แต่ ร้สู ึกวา่ ไมพ่ อใจ ไมพ่ อใจเลย ไมส่ ะดวกสบายใจเลย ไม่โปรง่ ใจเลย งวั เงยี อยู่ นนั่ แหละมนั กม็ อี ยปู่ ระเภทหนงึ่ กจ็ บั ตวั มนั ใหไ้ ด้ รสู้ กึ มนั ใหด้ ี มสี นั ทฏิ ฐโิ กในมนั ใหด้ ี รสู้ กึ ดว้ ยตนเอง ของ ตนเองแหละ คอื ด้วยจิต รสู้ กึ ด้วยจิตเอง ท่จี ริงความรู้สึกน้ี มันรู้แทนกันไม่ได้ คนอื่นจะรู้แทนคนอื่นไม่ได้ หรือจะเอา ความรู้สึกของคนอ่ืนมารู้สึกในใจเรา มันก็ไม่ได้ เพราะมัน เป็นตวั มันเอง มนั รู้สึกในตัวมันเอง ถา้ มนั เป็น experience คือมันก็เป็น self experience อยู่ในตัวมันเอง ฉะนั้นถ้า 31
มันเกิดขึ้นเม่ือไรก็นับว่า ได้ความรู้สึก ความรู้ชนิดท่ีดีกว่า ธรรมดา คือเป็นความรู้ท่ีเป็นความรู้สึก น่ีเป็นปัญญาท่ี เรียกวา่ ภาวนามยปญั ญา ปัญญาเกิดมาจาก ‘การเล่าเรียน’ น่ีชั้นต่�ำสุด, ปญั ญาเกดิ มาจาก ‘การใชเ้ หตุผลคิดนึก’ นีส่ งู ขน้ึ มาหนอ่ ย, แลว้ ปญั ญาทม่ี าจาก ‘การภาวนา’ คอื สง่ิ ทมี่ นั เปน็ ขน้ึ มาในจติ เองนค่ี อื ข้อนี้ ถา้ เราท�ำอยา่ งนเ้ี ราจะได้ ‘ภาวนามยปัญญา’ แมเ้ ราอยอู่ ยา่ งคนธรรมดา เปน็ ฆราวาสทบ่ี า้ นทเี่ รอื น แตเ่ ราคอยจอ้ งทจี่ ะจบั ตวั ความรสู้ กึ ชนดิ นอ้ี ยแู่ ลว้ นน่ั นะ่ คอื จะได้ ‘ภาวนามยปญั ญา’ ทีจ่ ะทำ� ให้บรรลุมรรคผลนิพพาน มันจะมีความเห็นแจ้งออกมาจากปัญญาระดับนี้แหละ ปญั ญาที่แท้จริงท่อี อกมาจากความรู้สึกโดยตรง ลำ� พัง ‘ความรู้’ ท่ีเรยี นในโรงเรยี นนัน้ นะ่ มันเป็นไป ไม่ได้ มันต้องไปแปลงรูปเป็น ‘ความรู้สึก’ เป็นสันทิฏฐิโก สนั ทฏิ ฐโิ กมากเขา้ ๆ กเ็ ปน็ ‘ความเหน็ แจง้ แทงตลอด’ ความ ทุกข์มันกถ็ ูกท�ำลาย มนั กระทบกระเทอื นถึงความทกุ ข์ คอื ความทุกขม์ ันจะถกู ทำ� ลาย ฉะนนั้ วนั คนื ๆ ลว่ งไปๆ นี่ ขอใหเ้ ราเจรญิ ดว้ ยความร ู้ 32
ด้วยความรู้สึก ด้วยความเห็นแจ้ง ถ้ามันไม่เข้าไปถึงความ รู้สึกที่เป็นสันทิฏฐิโกแล้ว ไม่มีหวังหรอก ไม่มีหวังที่จะเป็น ไปได้ถึงกบั จะเปน็ ความเหน็ แจง้ ฉะนั้นท่ีเราได้ยินได้ฟังน่ีมันมากเกินไปแล้วแหละ ส�ำหรับความรู้สึกของผม ผมรู้สึกว่าเราพูดกันหรือเราเขียน ให้อ่านมันมากเกิน แต่มันตายด้านอยู่แค่ความรู้ในสมุดสุด ขดั สนอยู่น่ันเอง มนั ไม่ออกไปเปน็ ความรสู้ ึก และมนั กไ็ มม่ ี ความเหน็ แจง้ ทีนี้พูดถึงความทุกข์กันต่อไปอีกนิดหนึ่ง ว่าเราจะ ต้องรู้สึกต่อความทุกข์ พอเห็นแจ้งว่า “แหม, มันเป็นสิ่งท่ี มีลักษณะน่าเกลียดน่าชัง น่าเกลียดน่ากลัว น่าขยะแขยง ไมม่ อี ะไรจะนา่ เกลยี ดนา่ กลวั นา่ ขยะแขยง เหมอื นกบั ความ ทกุ ข”์ ฉะนนั้ ถา้ เหน็ ลกั ษณะนนั้ แลว้ กจ็ ำ� กก็ ำ� หนดจดจำ� ใหด้ ี ลกั ษณะทีน่ ่าเกลียด น่าชัง น่ากลัว น่าขยะแขยงน้ันนะ่ มันมี ท่ีไหนบ้าง มันจะมามีในทกุ ส่งิ แม้ในสิง่ ท่ีไม่มีชวี ิตจติ ใจนะ แตท่ รี่ ้ายกาจมาก ทผ่ี มกไ็ มค่ ่อยกลา้ พดู มนั จะมามี แม้แตใ่ นสิง่ ท่เี รยี กว่า ‘บุญกุศล ความดี’ นัน่ นะ่ น่พี ดู อย่าง 33
นี้มันถูกด่า เพราะคนทั้งโลกเขาหวังจะเอาความดี เอาบุญ เอากุศลอะไรกันอยู่ ถา้ เราบอกว่า ‘ดใู ห้ดีเถอะในนั้นน่ะมัน มีลักษณะแห่งความทุกข์ท่ีน่าเกลียดน่าชัง เพราะมันเป็น สังขาร เพราะมันมีปัจจัยปรุงแต่ง และมันก็เปลี่ยนแปลง แล้วมันก็กดั บุคคลทเ่ี ข้าไปยึดถอื ’ บุญน่ันแหละเข้าไปยึดถือ มันกัดเอา กุศลน้ันน่ะ เข้าไปยดึ ถือ มนั กดั เอา เร่ืองโลกๆ ของชาวบ้านน่ะ ความดี น่ีเข้าไปหลงใหลหมายม่ันยึดถือ มันจะต้องน�้ำตาตกเพราะ ความยึดถือเรื่องความดี เกียรติยศช่ือเสียงอะไรก็เหมือน กันแหละ ‘ถ้าไปยึดถอื แล้วมนั กดั ทงั้ น้นั แหละ’ มนั จะไมก่ ัด ก็ตอ่ เม่ือเราไม่ยดึ ถอื ฉะนน้ั ได้ดบิ ไดด้ ี ได้เกียรติยศช่อื เสียง ไดบ้ ญุ ได้กุศลอะไร กใ็ ชเ้ พอ่ื ความสะดวกสบายไปเถอะ อย่า ไปยึดถือเข้า ถ้าไปยดึ ถือแล้วมนั จะกดั เอา สิง่ ที่มนั ไมม่ ชี วี ิต วิญญาณก็มีลักษณะอย่างน้ันแหละ เข้าไปยึดถือแล้วมันก็ จะกัดเอา แก้วแหวนเงินทอง เพชรพลอยอะไรก็ตาม ลอง ไปยึดถือมันก็จะกัดเอา แม้ท่ีเป็นนามธรรมนะ เช่น ความ รวย ความจน นไี่ ปยึดถอื มันก็กัดเอาทง้ั นน้ั แหละ ถ้ายดึ ถือ ความจน ความจนก็กดั ยดึ ถือความรวย ความรวยก็กัด ถ้า 34
ยดึ ถอื ความแพม้ ันกก็ ดั ไปยึดถือความชนะมนั กก็ ัด ฉะนน้ั เราไมย่ ึดถือทัง้ ความแพ้ ไมย่ ึดถอื ทง้ั ความชนะ เราก็อยตู่ รง กลาง แล้วไมม่ ีอะไรกดั ฉะน้ัน สังขารทั้งหลายท้ังปวงมันมีเหตุปัจจัยปรุง แต่ง ยึดถือไม่ได้ ยึดถือแล้วมันกัดทั้งน้ัน น่ีเรียกว่าความ เหน็ แจ้ง นค่ี วามเหน็ แจ้งมาถึงขน้ั นี้ เหน็ แจ้งในความทกุ ข์ ขนึ้ ชอื่ วา่ ความทกุ ขม์ นั มาจากความยดึ ถอื กเ็ ลยเหน็ ตลอดไปหมดเลยวา่ อะไรกต็ ามถา้ ไปยดึ ถอื แลว้ จะไมม่ คี วาม ทุกข์นั้นไม่มีหรอก ไม่ว่าอะไรแม้แต่พระนิพพานน่ะ ก็ไป ยดึ ถือไม่ได้ ถ้ายึดถือแลว้ ไมเ่ ปน็ นพิ พานหรอก พอไปยดึ ถอื พระนิพพานแลว้ จะไมเ่ ปน็ พระนพิ พาน เพราะพระนพิ พาน มนั มาจากความไม่ยดึ ถอื ไม่ยึดถืออะไรเลย ฉะนั้นจะยึดถือ พระนิพพานให้เปน็ นพิ พานขึน้ มาอีก มนั ก็เป็นไปไมไ่ ด้สิ จึง เรียกวา่ มันเห็นจนกระทั่งวา่ ไมม่ อี ะไรท่ียดึ ถอื ได้ อาจารยบ์ า้ นนอกคอกนาแทๆ้ เขากย็ ังกลา่ วคำ� ทน่ี า่ สะดงุ้ วา่ ‘ทงั้ ชวั่ ทง้ั ดลี ว้ นแตอ่ ปั รยี ’์ ใครไมเ่ คยฟงั มนั สะดงุ้ คอื ทา่ นหมายความวา่ ทงั้ ชว่ั และทง้ั ดนี นั่ นะ่ ไปยดึ ถอื มนั กดั เอา ทง้ั นน้ั แหละ มันไมน่ า่ รักทงั้ น้นั แหละ อปั รียแ์ ปลว่าไม่น่ารกั 35
ความหมายมนั เพยี งวา่ ไมน่ า่ รกั ไปรกั เขา้ มนั กก็ ดั เอา บญุ กศุ ล เกียรตยิ ศชอื่ เสยี ง ไอท้ ว่ี า่ ดี ดี ดี ลองไป ลองไปยดึ ถือ มนั กดั เอาทันที มนั จะเกิดความหนกั อกหนกั ใจ เกิดปญั หา เกดิ อะไรขึน้ มามากมาย นเี่ รียกวา่ มันกัดเอา นี่จึงขอพูดย้�ำอีกทีว่า ถ้าเราเห็นแจ้ง รู้สึกแล้วมา เห็นแจ้งในสิ่งท่ีเรียกว่าเป็นทุกข์ จะเห็นความทุกข์ใน สงั ขารทั้งปวง แม้ความดี แมใ้ นบญุ ในกุศล มนั ก็เป็นสงั ขาร เหมอื นกนั มนั กม็ คี วามทกุ ขอ์ ยใู่ นความดี ในบญุ ในกศุ ล คอื อาการทมี่ นั มลี กั ษณะแหง่ ความทกุ ข์ ไปยดึ ถอื แลว้ กดั ทง้ั นนั้ ไปยึดถือแลว้ กดั ท้ังน้นั ค�ำพูดนี้มันพูดไปแล้วมันถูกด่า เพราะว่าคนร้อย เกือบท้ังร้อยในบ้านในเมืองในโลกน้ีเขายังหวังท่ีจะได้ความ ดี เกียรติยศชื่อเสียง สอนกันให้แสวงหาความดี เกียรติยศ ชื่อเสียงอยู่นี่ เมื่อเราไปบอกอย่างน้ันเขาก็ไม่ชอบ เพราะ เขาไม่เขา้ ใจ เขากด็ ่าเรา ฉะนัน้ เรากไ็ วพ้ ดู กันเฉพาะคนทม่ี นั จะฟงั ถกู ใครฟงั ถกู จงึ คอ่ ยพดู คอื บอกใหร้ วู้ า่ ไมม่ อี ะไรทจ่ี ะ ไปยึดถือได้ ไม่มีอะไรท่ีควรยึดถือ ไม่มีอะไรท่ีต้องยึดถือ เพราะว่าไปยดึ ถือแลว้ มันกดั ทง้ั นัน้ เราจงึ ไม่ตอ้ งยึดถอื น่ี 36
เหน็ เหน็ ไหม เหน็ แจง้ เห็นแจง้ ถึงขนาดทวี่ ่า แม้แต่ความดี ความอะไรทปี่ รารถนากนั นกั ถา้ เหน็ แจง้ แลว้ จะเหน็ วา่ “โอ,้ มนั เปน็ ความทกุ ข์ มลี กั ษณะแหง่ ความทกุ ข์ คอื เปลยี่ นแปลง ไปตามเหตตุ ามปจั จยั พอไปยดึ ถอื เขา้ มนั กก็ ดั เอา เพราะมนั เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปจั จัย เพราะมันไมเ่ ป็นไปตาม ความประสงค์ของเรา” นกี่ ารเหน็ แจง้ เปน็ อย่างนี้ 37
การคำ� นวณ calculation กด็ ี การใช้เหตผุ ลคอื reasoning ก็ดี ไมอ่ าจจะเอามาใชก้ ันไดก้ บั ธรรมะ ทจี่ ะเปน็ สนั ทิฏฐิโก
ธรรมะ เห็นได้ ดว้ ยใจ ไอ้ความรู้นะ่ เด็กๆ ไปที่โรงเรียนมนั กร็ ู้ มันก็ร ู้ มนั จดในสมุดก็ได้ ‘ความรู้’ แต่มันก็ไม่มี ‘ความรู้สึก’ มันยัง ไม่มีความรู้สึกอย่างสันทิฏฐิโก ต่อมามันก็มีความรู้สึกอย่าง สันทิฏฐิโกในเร่ืองนั้นมากเข้าๆ ๆ ก็แจ้งออกไปหมด เห็น รอบดา้ นเลย เห็นรอบตวั รอบด้านว่ามนั เป็นอยา่ งไร อย่างนี ้ มันมากกว่าความรู้สึก เขาใช้ค�ำว่า ‘เห็นแจ้ง’ ข้ันตอนน ้ี ข้ันตอนเห็นแจ้งนคี้ ือการส�ำเรจ็ ประโยชน์ นก่ี ารศกึ ษาหรอื การปฏบิ ตั ธิ รรมะโดยวธิ ขี องธรรมะ ไม่ใช่วิธีในโรงเรียน ไม่ใช่วิธีค�ำนวณด้วยเหตุผลของนัก ปรัชญา เร่อื งวิธีการปรัชญาหรอื logic นนั่ มันเห็นแจ้งไมไ่ ด้ 39
หรอก แมแ้ ตร่ ู้สึกกจ็ ะไมไ่ ด้ มนั จะเป็นความรู้เสยี เทา่ น้ันเอง เปน็ ความรูท้ ่ีถอดรูปออกมาจากการใช้เหตผุ ล การค�ำนวณ ด้วยการใช้เหตผุ ล พวกฝร่ังน่ะผมไม่ใช่จะดูถูกเขา มันติดอยู่ท่ีนี่ มัน มาติดอยู่ท่ีนิยมความรู้ท่ีออกมาการใช้เหตุผล ที่เขาเรียก ว่า ‘ระบบปรัชญา’ วิธีคิดอย่างปรัชญา แล้วมันก็ติดอยู่ที่ น่ี มนั เหน็ แจ้งไมไ่ ด้ มันรูส้ กึ กย็ ังไมไ่ ด้ มนั ไมม่ คี วามรู้สกึ ดว้ ย จิตใจ แต่มีการสรุปเอาเป็นความรู้ด้วยการใช้เหตุผล ด้วย การคำ� นวณด้วยเหตุผล แลว้ มันก็ตดิ อยทู่ ีน่ ี่ เขาม่งุ จะศึกษา ธรรมะอย่างปรัชญากันท้ังนั้น เราช่วยเขาไม่ได้เพราะเหตุ น้ี เพราะวา่ ธรรมะของเรามันไม่ใชส่ ่ิงที่จะใชก้ ับวิธีการอยา่ ง ปรัชญา ใช้วิธีการอยา่ งท่เี ปน็ ความรู้สึกแกใ่ จ เป็นความเห็น แจง้ โดยตรงเกยี่ วกบั ใจ เรยี กวา่ ไมม่ กี ารใชเ้ หตผุ ล reasoning reasoning นะ่ อยา่ เอามาใชก้ บั ธรรมะในขน้ั ทเ่ี ปน็ ความรสู้ กึ หรอื เป็นความเห็นแจ้ง calculation การค�ำนวณ มนั เป็น ปรัชญา ในอินเดียเขาเรียก สางขยะ สางขยะ การค�ำนวณ calculation ก็ดี การใชเ้ หตุผลคือ reasoning กด็ ี ไม่ อาจจะเอามาใชก้ นั ไดก้ ับธรรมะทจ่ี ะเป็นสนั ทิฏฐิโก มันไม่ 40
สันทิฏฐิโกได ้ มนั สนั ทฏิ ฐิโกไปตามเหตผุ ล ทนี เ้ี หตผุ ลมันผดิ ได้ มนั กเ็ ลยยุติไม่ได้ ฉะนั้นเรายังไม่อาจจะช่วยพวกท่ีติดเฮโรอีนปรัชญา ผมใช้ค�ำค่อนข้างจะสบประมาทเฮโรอีนปรัชญา ท่ีเขาติด ปรชั ญา ตดิ คณุ คา่ ของปรชั ญานะ่ มนั กเ็ ทา่ กบั ตดิ เฮโรอนี ของ เด็กๆ ตดิ เฮโรอีน มนั ละยาก มันถอนยาก มนั จงึ ชะงักงัน กันอยู่เด๋ียวนี้ ไม่เข้าถึงตวั ธรรมะ และผมก็สงสัยอยเู่ หมอื น กัน ถ้าว่าไปพูดอย่างนี้ท่ีเมืองฝร่ังจะถูกไล่เตะกลับมาก็ได้ สอนไมไ่ ด้ สอนไมส่ ำ� เรจ็ ผมจงึ ไม่คิดจะไปเพราะเหน็ ว่าเขา เมาปรชั ญากนั นัก เอาละวันนี้ผมไม่มีอะไรพูดมาก ไม่ได้พูดตัวธรรมะ อะไรโดยตรง แต่พูดวา่ ขอใหส้ งั เกตดพู ฤติของจติ , จิตพฤต,ิ พฤติของจิต, process ของจิต, มนั จะเปน็ ชนั้ ๆ กนั อยอู่ ยา่ ง นี้ เรามาถึงช้นั ไหน แลว้ ทำ� ไมคนธรรมดาเขาจึงไมส่ นใจ เพราะคนธรรมดาเขาอร่อยอยู่ด้วยความอร่อยทาง อายตนะโนน่ ความเพลดิ เพลนิ ทางตา ทางหู ทีเ่ ปน็ ท่ีตัง้ ของ กิเลสน่ะ เขากำ� ลังอร่อยกันอยู่ คอื ไปหลงในสงิ่ เคลือบ ของ เคลือบของความทุกข์ ความทุกข์มันก็เคลือบไว้ด้วยเหยื่อ 41
คอื ความอรอ่ ยทางตา ทางหู ทางจมกู ทางลน้ิ ทางผวิ หนงั กระทั่งในทางจิตใจเอง ท่ีต้องแยกออกมาเสียอีกส่วนหนึ่ง จิตใจทีม่ าอยใู่ กลๆ้ มาอยเู่ นือ่ งๆ กันกับกาย จติ ใจชนดิ นีต้ �่ำ มาก มาอยู่กับกาย มารบั ใชร้ า่ งกายเสียมากกว่า ไม่ใชจ่ ิตใจ ของสตปิ ัญญา เดี๋ยวนี้เพ่ือนมนุษย์ของเราเขาไปหลงอยู่ในความ เอรด็ อรอ่ ย ตา หู จมูก ล้นิ กาย ใจ โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งก็ เรื่องเพศ เรอ่ื งกามารมณ์ เรือ่ งเพศ เพื่อนๆ ของคณุ ท่ีเขา เรยี น เขาเรยี นมาจากเมอื งนอกเมอื งนา ปรญิ ญายาวเปน็ หาง นั่นน่ะเขาหวังอะไร เขาไม่เคยรู้เรื่องนิพพาน เขาไม่ได้หวัง นิพพาน เขาหวังสูงสุดทางอร่อยของชีวิต อร่อยของชีวิต ไปๆ มาๆ กเ็ รอ่ื งกามารมณ์ เรอ่ื งเพศ เกยี รตยิ ศชอื่ เสยี ง เงนิ ทอง อำ� นาจวาสนาอะไร เอามาเปน็ ประกัน ประกันส�ำหรบั จะสมรสให้สูงสดุ แตง่ งานใหว้ ิจติ รพสิ ดารอยา่ งไร มันก็จะมี กันอยู่เพียงเท่านั้น ถึงเขาจะหาชื่อเสียงมา เขาก็หามาเพื่อ เป็นบริวารของกามารมณ์ จนกว่าเมื่อไรจะแยกตัวเองออก มาเสียได้จากเสน่ห์ของอารมณ์อายตนะเหล่านี้น่ันแหละ เขาถึงจะหันมาทางธรรมะ ภาษาธรรมะเขาเรียกว่าเป็น 42
ทาส เปน็ ทาสของอารมณ์ เป็นทาสของอายตนะ ตา หู จมกู ลิน้ กาย ใจ นเ่ี ปน็ ทาสของตา หู จมกู ล้นิ กาย ใจ เป็นทาส ของอารมณ์คือเป็นทาสของรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ท้ังหมด ชวี ติ จิตใจทงั้ หมด มนั มันจมอยใู่ ต้นน้ั นเ่ี รยี กว่าจมโลก จมโลก อย่ใู ต้โลก ถา้ เขารอู้ ยา่ งทพี่ ดู กนั ‘มคี วามรู้ มคี วามรสู้ กึ มคี วาม เหน็ แจ้ง’ ในสิง่ เหล่านนั้ ต่อสงิ่ เหล่านน้ั ที่เขาเคยหลงมันอยู่ เขากโ็ ผลข่ นึ้ มาจากอารมณ์ พน้ อารมณ์ พน้ อายตนะ เรยี กวา่ มนั อยู่ อยเู่ หนอื โลกแหละ มนั ขนึ้ มาเหนือโลกแหละ เดยี๋ วนี้ มนั อยูใ่ ต้โลก มันจมอยใู่ ต้โลก เพราะมนั ไมเ่ ห็นแจง้ เพราะ มันไม่เห็นแจ้ง มันจะเห็นแจ้งอย่างไรล่ะ เพราะความรู้สึก มันก็ยังไม่มี รู้สึกสันทิฏฐิโกมันก็ยังไม่มี มันจะรู้สึกอย่างไร ล่ะ เพราะความรู้ตามธรรมดาสามัญมันก็ยังไม่พอ น่ีที่มัน เรียนอยู่ด้วยความรู้ในรูปแบบธรรมดาสามัญ มันก็ยังรู้ไม่ พอ ฉะนัน้ การศึกษาท่ยี งั ไม่สมบูรณ์นะ่ มันท�ำให้มนษุ ย์รจู้ ัก ปญั หาหรอื รจู้ กั ความทกุ ขไ์ มไ่ ด้ ดงั นน้ั เขาจงึ ไมไ่ ดแ้ ยกตวั ออก มาจากปญั หาหรอื ความทกุ ข์ มนั กเ็ ลยจมอยใู่ นกองทกุ ข์ แลว้ อยา่ งรดั รงึ มี นนั ทริ าคะ −ความกำ� หนดั ดว้ ยอำ� นาจของความ 43
เพลนิ เหนยี วแนน่ อยใู่ นอารมณน์ น้ั ๆ ซง่ึ เปน็ ความเอรด็ อรอ่ ย ของเขาทางอายตนะ เอาละ ขอใหเ้ ขา้ ใจคำ� ว่า ‘ความรู้ ความรู้สกึ ความ เห็นแจ้ง’ สามค�ำนใ้ี หด้ ๆี เสียตัง้ แตค่ ราวน้ี บวชมาได้กว่ี ันก็แลว้ แต่ ขอให้มองเห็นหลักสำ� คญั ๆ อย่างนี้กันไปก่อนเถอะ เร่ืองตัวหมวดธรรมะนั้นไม่เท่าไร หรอก คุณไปเปิดหนังสือดูท่ีไหน เม่ือไรก็ได้ แต่ว่าเร่ือง อยา่ งนคี้ ณุ จะหาไมพ่ บในหนงั สอื ทเี่ ขาเขยี นกนั ไวแ้ ลว้ มนั จะไมม่ ี นีข่ อใหใ้ ช้เวลาให้ตรงเร่อื ง ให้ตรงจุด เวลาท่จี ะได้ รับความรู้ชนิดที่ไม่มีในหนังสือนั่นน่ะ คุณก็ใช้ให้มันส�ำเร็จ เสียสิ ความรู้ที่จะเปิดเอาได้จากหนังสือ เม่ือไรก็ได้ แล้ว ผมก็ไม่ค่อยชอบพูดหรอกเร่ืองอย่างน้ัน เพราะว่ามันมีอยู่ ในหนังสอื เพียงพอแลว้ นีว่ ันนพี้ ดู เร่อื งคำ� เพยี ง ๓ คำ� ว่า ‘ความรู้ ความรสู้ ึก และความเห็นแจ้ง’ ฉะนน้ั ขอใหท้ กุ องคไ์ ปพฒั นา ไปพัฒนา คือให้มนั ดขี น้ึ ดีขึ้นๆ ๆ เอาละก็ครบชั่วโมง พดู เกนิ ช่วั โมง คณะอดั เทปเขาตอ่ วา่ มนั ยงุ่ กับเขาอดั 44
ขอยุติการบรรยายวนั นี้ไวเ้ พยี งเท่านี้ เอาไปทบทวน กลับไปถึงกุฏิแล้วทบทวนสิ่งที่ได้ฟังน่ีให้มันชัดเจน ให้มัน แน่นแฟ้น ใหม้ นั แน่นอน ถ้าจดไวไ้ ด้กด็ ี ถ้าไม่จดไวค้ ิดว่าจำ� ได้ พอมาคิด คดิ ได้ไมเ่ ทา่ ไรจะเลือนหายไปหมด เพราะมนั ยงั อกี มาก แลว้ คอ่ ยๆ เลือนหายหรือฟ่นั เฝือกันไปหมด. 45
E-Book YouTube สมาชิกรายปี
Search
Read the Text Version
- 1 - 48
Pages: