1 ภาวะผูน ําทางวชิ าการสาํ หรับครูการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน อาจารย ดร.ณฎั ฐ รตั นศิริณิชกุล01 ความหมายภาวะผูนาํ ฮอรน บ้ี (Hornby, 1993, p.708) กลาวถึงภาวะผูนําวาหมายถงึ ความเปน ผนู ําความสามารถในการนําและกลุมของผนู าํ ดาฟท (Daft, 1994, p.478) กลา วถงึ ภาวะผนู ําวา หมายถงึ ความสามารถของคนท่ีเปนผูนําในการใชอทิ ธพิ ลหรอื โนม นา วบคุ คลอ่นื เพอื่ นาํ ไปสกู ารบรรลถุ ึงเปา หมายขององคการภาวะผูนําประกอบดวยองคป ระกอบ 3ประการ คือจะตองมที ัง้ 1) คนซง่ึ ไดแกผนู าํ กับผูต าม2) การโนม นาวหรือ อทิ ธิพลและ 3) เปา หมายขององคการ ยุคล (Yukl, 1998, p.2) กลาวถึงภาวะผนู าํ วาหมายถึง 1) กระบวนการใชอ ทิ ธพิ ลโนมนาว ทีม่ ีผลตอ การตดั สินใจของกลุมหรือวัตถปุ ระสงคขององคการหรือกระบวนการใชอิทธิพล2) กระบวนการกระตุนพฤติกรรมการทาํ งานเพ่อื บรรลุวัตถปุ ระสงค 3) กระบวนการโนมนาวหรือใชอ ิทธิพลตอ กลมุ และ4) กระบวนการรกั ษาสภาพและวฒั นธรรมของกลุม พระธรรม ปฎก (ป.อ. ปยตุ ฺโต, 2540, หนา 18-19) กลา วถงึ ภาวะผูนําวาหมายถงึ คุณสมบตั ิอนั พงึ มีของผนู าํ ไดแกสตปิ ญ ญาความดีงามความรูความสามารถของบุคคลทช่ี ักนําใหค นท้ังหลายมาประสานกนั และพากันไปสูจุดหมายท่ีดีงามอยางถูกตองชอบธรรมดังน้ันองคป ระกอบของภาวะผูน าํ จึงไดแ ก 1) ตวั ผูนํา 2) ผูตาม 3) จดุ หมาย4) หลกั การและวธิ ีการ5) สงิ่ ทีจ่ ะทําและ6) สถานการณ ประเวศ วะสี (2540, หนา 53) กลาวถึงภาวะผูน าํ วาภาวะผูนําอาจมีไดทั้งในผดู ํารงตาํ แหนงหัวหนาและผทู ่ีไมไดดาํ รงตําแหนงหัวหนาผูนําตามธรรมชาตใิ นกระบวนการชมุ ชนจะมีหลายคนมีลักษณะของภาวะผูนําคือ1) ฉลาด 2) เปนคนเห็นแกสวนรวม 3) เปนคนติดตอ สอ่ื สารกับผอู ื่นรูเรื่องและ4) เปนทยี่ อมรับของสมาชิกโดยอตั โนมตั ิ สิปปนนทเกตทุ ัต (2540, หนา 43-45) กลา วถงึ ภาวะผนู ําวา หมายถึง ความมีวิสยั ทศั น มีทัศนะกวา งไกลและสามารถทําใหผ ูร ว มงานยอมรบั และยินดรี ว มปฏบิ ตั ติ ามซ่ึงผทู ีจ่ ะเปน ผนู ําตอ งมีศกั ยภาพพืน้ ฐาน 9 ประการ ไดแ ก1) เปน คนเกง 2) เปนคนดี 3) ทํางานรว มกับผูอ ่นื ได4 ) มคี วามกลาหาญทางจริยธรรม 5) อดทน 6) บรหิ ารจดั การเปน7) ตดั สนิ ใจอยางมีวจิ ารณญาณ 8) มสี าํ นึกรบั ผิดชอบตอ สงั คม และ 9) เคยประสบความสาํ เร็จมาพอสมควร อานนั ท ปน ยารชนุ (2540, หนา 5) กลาวถึงภาวะผูนาํ วา หากมีในบคุ คลใดแลว จะทาํ ใหผอู ่ืนอยากทําตามโดยสมัครใจไมจ าํ เปนตองสง่ั การเพราะความเปนผูน าํ ไมไดม าจากการอุปโลกนห รอื แตง ตั้งตนเอง แตตองเกดิ จากการท่ีมคี นอน่ื ท่เี ขารูสึกวาเราเปน ผูนําคณุ สมบัตขิ องภาวะผูนาํ ทย่ี งั่ ยนื จงึ ไดแ ก1 ) ความรูสึกผิดชอบ รคู วรไมควร โดยมีคณุ ธรรมจรยิ ธรรมเปน เคร่อื งควบคมุ ตน 2) ความสามารถทําใหค นอน่ื คลอยตาม 3) ความสามารถในการส่อื สารใหค น1 อาจารยป ระจําสาขาวิชาการบรหิ ารการศึกษา คณะครุศาสตร มหาวทิ ยาลัยราชภัฏลําปาง เอกสารประกอบหลักสูตร กา ร พั ฒ น า ข าร า ช กา ร ครู แล ะ บุ คล า กร ท า ง กา ร ศึ กษาก อน แ ต งตั้ ง ใ ห มี แล ะ เ ลื่อน เ ป น วิ ทย ฐ า น ะ ครูชํ า น า ญ การ พิ เ ศษ หนวยการเรยี นรทู ี่ 2 ภาวะผนู ําทางวิชาการ
2อ่ืนเขา ใจไดแ ตต องพูดในสิง่ ทเี่ ปน จริง 4) ความเปน ผูย ึดมัน่ ในหลักการ 5) มรี ะบบการคิดและ การบริหารท่ีมวี ิสัยทัศนคดิ ครบท้ังกระบวนการและรูจกั การคาดคะเน 6) ความเปนนกั วิชาการ รูจักหาความรูและพึ่งพาความรทู างวชิ าการอยางแทจ ริง วิโรจนสารรัตนะ (2546, หนา 175) กลา วถึงภาวะผูนําวาเปนกระบวนการทีผ่ บู รหิ ารจะใหม ีอทิ ธพิ ลตอพฤตกิ รรมของผูอ ่นื มีจุดมงุ หมายเพอื่ ใหก ารปฏบิ ตั ิงานบรรลุจุดมุงหมายองคการ ราชบัณฑิตยสถาน (2551, หนา 253) ใหค วามหมายของภาวะผนู ําวา หมายถึง คุณลักษณะ บารมีความเชย่ี วชาญและสถานการณของบุคคลหรือตําแหนง ที่มอี ทิ ธิพลตอ ผูอ่ืนทาํ ใหเกิดความรวมมอื ยนิ ยอม ใชค วามพยายามและดําเนนิ กิจกรรมเพือ่ บรรลเุ ปาหมายของกลมุ หรอื องคการ วรภัทรภเู จริญ (2553) กลา วถึงภาวะผนู ําวา ภาวะผูน ําไมใ ชเรอื่ งของบุคคลแตเ ปน คนที่มภี าวะนน้ั ใครก็สามารถมภี าวะผนู ําได ภาวะผูนําเกิดจากการเปลย่ี นแปลงจากภายใน (The Inter Path of Leadership) หรอื ตนตอ(The Source) คือ จติ สติ และความคิด ผนู ําสมัยใหมจะเปน ผนู ําแบบผูนํารวม (Collective leadership) คือการรวมพลงั ทุกคนไปดวยกนั ชวยกนั เปนแบบองครวม ไมแยกสว น รว มกนั เดนิ ทางสูการหลุดพน (ความหมายชวี ิต) และดแู ลซึ่งกนั และกัน สนั ติภาพ แบง ปน (อยูรว ม) เมื่อพจิ ารณาความหมายของภาวะผนู าํ ท้งั จากรากศัพทแ ละทศั นะของนกั วิชาการ อาจกลา วโดยสรุปไดวาภาวะผนู ําหมายถงึ คณุ ลักษณะ บารมี ความเชยี่ วชาญและสถานการณของบคุ คลใดแลวจะทาํ ใหผ อู ืน่ อยากทาํ ตามโดยสมัครใจ ไมยึดติดกบั ตาํ แหนง กอใหเ กิดความรว มมือ รวมพลงั ทุกคนไปดวยกนั ชวยกันเปน แบบองครวม ไมแยกสว นยินยอม ใชค วามพยายามและดําเนินกิจกรรมเพอื่ บรรลุเปา หมายของกลมุ หรือองคการท่ีดีงามอยา งถูกตอ งชอบธรรม กลุม ทฤษฎภี าวะผูนาํ กลุมทฤษฎีภาวะผูนําสามารถจําแนกได 4 กลุมคือ1) ทฤษฎีภาวะผูนําเชิงคุณลักษณะ2) ทฤษฎีภาวะผูน าํ เชงิ พฤตกิ รรม3) ทฤษฎภี าวะผูนาํ ตามสถานการณ และ4) ทฤษฎีภาวะผนู ําการเปลยี่ นแปลง ผวู ิจัยไดศ กึ ษาและสรปุ แนวคดิ ทฤษฎใี นแตละกลมุ โดยมรี ายละเอียดดังน้ี (นิตยสมั มาพนั ธ, 2546, หนา 33) ทฤษฎีภาวะผูน ําเชิงคุณลกั ษณะ กลมุ ทฤษฎภี าวะผนู ําเชิงคุณลกั ษณะ จะใหค วามสําคัญแกคุณลักษณะทางกายภาพและคณุ ลักษณะทางบุคลกิ ภาพของผูนําเชนเหน็ วา ผนู ําจะตองเปน ผทู ่มี ีรปู รา งหนาตาดี มีสวนสูงเหมาะสมและมี ความกระปร้กี ระเปราแตปจจัยเหลาน้ี ไมมีงานวจิ ัยใดรบั รองวา มีความสัมพันธกับประสทิ ธิผลทางการบริหาร นอกจากนนี้ ักวจิ ัยบางคนในกลมุ น้ีกลบั เห็นขัดแยงกันเองวา ผูนาํ จะตอ งเปนผูทม่ี คี ณุ ลกั ษณะทางกายภาพและคณุ ลักษณะทางบุคลกิ ภาพอยา งอนื่ เชนมีสมรรถภาพการทํางานมีความมงุ ม่ันตอ ความสาํ เรจ็ มีความเชอ่ื ม่นั ในตนเองมคี วามกระตอื รอื รนและมแี รงบนั ดาลใจจึงจะเปน ผูมภี าวะผูนําท่ีมีประสทิ ธิผล นกั วชิ าการทศี่ ึกษาตามแนวทางกลมุ นี้ เชนเทรวาทราและนวิ พอรท (Trewatha and Newport, 1982,p.388) ไดสรางทฤษฎีมหาบุรุษ (The Great Man Theory) Bartol and Martin (1994, p.411) ทฤษฎภี าวะผูนําเชงิ พฤติกรรม การวิจยั ภาวะผนู ําเปลย่ี นจากการพยายามศกึ ษาความแตกตางของคณุ ลกั ษณะของผนู ํามาสูก ารศึกษาพฤติกรรมของผูนําความพยายามนเ้ี กิดข้ึนเน่ืองจากในการศึกษาวิจัยเกยี่ วกับคุณลักษณะผนู ําท่ีผานมาประสบ
3ความสาํ เร็จนอ ยนักวชิ าการกลุม น้ีตอ งการจะระบุวาพฤติกรรมใดบางท่ีมีอทิ ธิพลตอความแตกตางระหวางผูที่มีภาวะผูนาํ กับผูที่ไมมภี าวะผนู าํ โดยพจิ ารณาวาความสําเร็จของผนู ําในการปฏิบตั งิ าน มสี ว นเก่ียวขอ งอยา งใกลชดิ กบั สงิ่ ทบ่ี ุคคลน้นั ทํามากกวาคุณลักษณะเดน เฉพาะตัว และความเปนผูนาํ เปนสง่ิ ที่สอนกันได เปน การเนนทลี่ ักษณะของการเปนผนู ํา(Moorhead and Griffin,1995) นักวชิ าการท่ีศึกษาตามแนวทางนี้ เชนการศึกษาภาวะผูนําของมหาวิทยาลัยแหง รฐั โอไฮโอ (OhioState University) นักวิจัยประกอบดวย จอหน เฮมฟฟลล (John Hemphill) และแอลวิลคูนส (Alvin Coons)การศึกษาภาวะผนู ําของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (Michigan University) ตามแนวคดิ ของ ลิเครท (Likert) การศึกษาภาวะผูนําตามตารางการจัดการของเบลกและมูตัน (Blake and Mouton) และการศึกษาภาวะผูน ํา3 มติ ขิ องเรดดิน(Reddin’ Three DimensionTheory of Leadership) อยางไรกต็ ามการศกึ ษาภาวะผูนําตามแนวทางนีม้ ผี วู จิ ารณว า มีทั้งขอดี และขอ ดอย สาํ หรบั ขอ ดคี อื ชว ยใหผ ูนําทําความเขา ใจเก่ียวกับภาวะผูนําและเปนแนวทางในการปรับภาวะผูนาํ ใหเ หมาะสมและชวยทําใหเ ขาใจพฤติกรรมการทํางานของผบู ังคับบญั ชาและผูนาํ คนอน่ื ๆไดดีข้นึ สวนขอ ดอ ย คือนักวชิ าการกลมุ น้ีมคี วามเห็นและขอคน พบไมสอดคลอ งกนั ขาดการศึกษาตัวแปรในดานสถานการณแ ละแบบภาวะผนู าํ ทค่ี น พบมีนอ ยเกินไปไมเพียงพอแกการอธบิ ายผูนําทม่ี ีภาวะผูน าํ ตางจากทฤษฎนี ้ี ทฤษฎีภาวะผนู ําตามสถานการณ ทฤษฎีภาวะผูนาํ ตามสถานการณ เปนทฤษฎีที่ใหค วามสําคญั กับการพิจารณาปจจัยดาน สถานการณกลาวคอื ประสิทธิผลของ ผูนําจะข้ึนอยูกับความสอดคลองระหวางรปู แบบความเปน ผูนําและสถานการณทเ่ี กีย่ วขอ งตลอดจนความพึงพอใจในสถานการณ โดยพิจารณาโครงสรางงาน ความสัมพนั ธระหวาง ผนู ําและสมาชกิ และอํานาจตาํ แหนงของ ผูนํา (Bartol and Martin, 1994, p.417; ศริ ิวรรณเสรีรัตน และ สมชาย หิรญั กิตติ, 2540, หนา 33)ดงั น้นั การเลือก ผูน ําจึงจําเปนตองคํานึงถึงสถานการณ และสภาพแวดลอมตาง ๆดวย เพ่ือจะได ผูนําทมี่ ีความเหมาะสมและสอดคลองกบั ความเปนจริง เปน ผูนาํ ทมี่ ีประสทิ ธผิ ล สามารถนํากลมุ หรอื องคการไปสคู วามสําเร็จตามเปา หมายทีต่ ั้งไว นักวิชาการท่ีศกึ ษาตามแนวทางนี้ มีหลายทาน เชน ทฤษฎภี าวะผนู ําตามสถานการณของ ฟดเลอร(Fiedler’s Contingency Theory) ทฤ ษฎีภาวะผูนําตามส ถานการณ ข อ งเฮอ รเซยและบ ลันช ารด (Hersey-Blanchard’s Situational Theory) ทฤษฎีภาวะผูนําตามเสน ทางสเู ปา หมายของเฮา ส (Path-Goal Theory) ทฤษฎีภาวะผูนํากบั การมสี วนรว มของการเปน ผูน าํ ของวรูม (Vroom-Yetton-Jago) ทฤษฎีภาวะผูนาํ การเปล่ยี นแปลง ทฤษฎภี าวะผูน าํ การเปล่ยี นแปลงเปน ทฤษฎที ี่อธบิ ายถึงส่ิงท่ผี ูนาํ ทาํ แลว ประสบความสําเรจ็ หรือกระทําแลว กอ ใหเกิดการเปล่ียนแปลงในสิง่ ใหม ๆ มากกวา จะมงุ อธิบายถงึ การใชค ณุ ลกั ษณะของผูนํา ลกั ษณะท่ีสาํ คัญเปนการมงุ ใหเกิดการเปล่ยี นแปลงจากสภาพเดิมท่เี ปน อยู กลาวคือ ภาวะผูนาํ การเปลย่ี นแปลงเปนกระบวนการทีผ่ นู ํามีอิทธิพลตอ ผูรว มงานและผูต ามโดยมงุ เปล่ยี นแปลงความพยายาม และความสามารถหรือศกั ยภาพของเพื่อนรว มงานและผตู ามใหสงู ขึน้ กวา ความคาดหวังปกติทําใหเ กดิ ความตระหนักรบั รใู นวสิ ัยทัศนและภารกิจของทมี งานและองคก าร จงูใจใหผรู ว มงานและผูตามมองใหไกลกวาความสนใจของพวกเขาไปสูประโยชนสูงสุดขององคก าร (Bass, 1985, p.20อางองิ ในแคทลยี า ศรีใส, 2548, หนา 27; Bass andAvolio, 1994; Bass, 1999อางอิงใน ประยุทธ ชสู อน, 2547, หนา
429; วโิ รจน สารรตั นะ, 2547, หนา 47) ซ่ึงมีนกั วิชาการไดใ หแ นวคิดทฤษฎีภาวะผนู ําการเปลย่ี นแปลงไวห ลายทาน มีรายละเอยี ด ดังนี้ แบสไดก าํ หนดองคป ระกอบของการเปนผูน ําแบบเปลยี่ นแปลงไว 4 ดา นดังนี้ (Bass, 1985 อา งองิ ใน สุเทพ พงศศ รวี ัฒน, 2549) 1) พฤตกิ รรมโดยเสนห า (Charismatic behaviors) หรอื พฤตกิ รรมอิทธิพลเชงิ อุดมการณ(Idealized influence) พฤติกรรมทีผ่ ูนาํ แสดงออกถึงการมีวสิ ยั ทศั นและมวี ัตถุประสงคท่ชี ัดเจน เปน ผูนาํ ท่ีผูตามใหความไววางใจและใหค วามนับถอื เปน ผสู รา งพนั ธกิจ (mission) ในอนาคตขององคก ารและสามารถแสดงใหผตู ามเช่ือวาตอ งสําเรจ็ ไดม ากกวาท่ผี ูตามรูส ึกวาอาจสําเร็จดว ยเหตนุ ี้ผูต ามจงึ เต็มใจท่ีจะทุมความพยายามมากกวา ปกตเิ พื่อใหบรรลุความสาํ เร็จ 2) สรา งแรงจงู ใจดานการดลใจ (Inspirational motivation) เปน พฤตกิ รรมท่ีผูนาํ แสดงออกใหผูตามตระหนกั ถึงคุณคาความหมายและความสาํ คัญของงานที่ทําตลอดจนสรา งความนาทาทายในการทํางานใหกบั ผูตาม3) พฤตกิ รรมกระตุน ใหเกดิ การใชป ญญา (Intellectual stimulation) เปน พฤตกิ รรมที่ผูนํากระตุนใหกาํ ลังใจเสริมแรงใหกบั ผตู ามคนหาวธิ ีใหมในการทาํ งานโดยยั่วยใุ หผตู ามหัดสงสยั และต้ังคาํ ถามตอความเช่ือพื้นฐานทเ่ี คยประพฤตปิ ฏิบตั ิมาจนเคยชินฝกใหมองปญหาเดิมดวยมุมมองใหมห รือมองจากแงมมุ ตา ง ๆเปนตน 4) พฤตกิ รรมมุงความสัมพันธรายบคุ คล (Individualized consideration) เปน พฤติกรรมท่ผี ูนําใหค วามใสใ จตอความตอ งการของผูตามแตละคนโดยใหความสาํ คัญตอการพฒั นาศักยภาพดานตาง ๆของผตู ามเปน รายบุคคลโดยการกระจายอํานาจความรบั ผดิ ชอบตดั สนิ ใจ การชวยเหลอื เปน พีเ่ ลย้ี ง (Mentor) การเปนผสู อนงาน (Coach) การใหขอ มลู ยอ นกลับอยางสรา งสรรคก ารใหโอกาสไปศกึ ษาอบรมเปน ตน รูปแบบของผูนําแบบเปลี่ยนแปลงตามแนวคดิ ของแบสดังกลาวงายแกการเขาใจและนําไปปฏบิ ตั ิของผนู ําท่ีอยูในภาวะแวดลอมของการเปล่ียนแปลงและผลงานวิจยั ของแบสในเรื่องนี้เปน ท่ียอมรบั ในองคก ารบริหารระดบั สงู อยางมาก เบรนิ สค ซู สและพอสเนอร ไดพิจารณาพฤตกิ รรมของผูนําท่ีจะกอ ใหเ กิดภาวะผนู าํ การเปลย่ี นแปลงผูนําจะตองแสดงใหเห็นใน 5 ดานตอไปนี้ (Burns, 19878; Kouzesand Posner, 1987, 2007 as cited in Komives,Dugan, Owen, Slack, Wangnerand Associates, 2011, pp.43-44) 1) เปน ตน แบบนาํ ทาง (Modelthe way) เปนความสามารถในการสรางหลกั การทจ่ี ะนาํ ไปสูการบรรลเุ ปา หมาย และแนวทางทบ่ี ุคคลจะมีปฏสิ มั พันธก นั จะตอ งมีลกั ษณะพเิ ศษเปนแบบอยา งทีด่ ีมคี วามเหมาะสม มกี ารต้ังความคาดหวงั ไว 2) สรางแรงดลใจตอวิสยั ทศั นร ว ม (Inspire ashared vision) เปนความสามารถในการวาดฝนหรือวสิ ัยทศั นใ นอนาคต การส่อื สารทีจ่ งู ใจ และขอรับการสนับสนุนที่เปน ไปไดในอนาคตสาํ หรับองคก ารและกลุม 3) กลา ทา ทายตอกระบวนการ (Challenge the process) จะตอ งเตม็ ใจท่ีจะใหมกี ารตรวจสอบและเปล่ยี นแปลงสภาพทเี่ ปนอยู กลา เสี่ยง และเรียนรจู ากความผิดพลาด 4) เพิ่มศักยภาพในการปฏิบตั ิงานใหผ ูอ่นื (Enable others to act) เปน ความสามารถในการกระตนุ ใหผ อู นื่ เกิดกระบวนการแลกเปลย่ี นในลัก ษ ณ ะก ารรว มล งทุ น (Mutual Investment) คว ามรวมมือ (Collaboration) แ ล ะก ารเสริมพ ลังอํานาจ(Empowerment) 5) กระตนุ หัวใจ(Encourage the heart) จะตองรับรู และชื่นชมหรือประกาศความกาวหนาหรือความสาํ เร็จของกลุมและบคุ คล พอดซาคอฟฟและคณะ (Podsakoff, et.al., 1990 อางอิงใน สเุ ทพ พงศศรีวัฒน, 2549) ไดขอสรุปวาผูน ําแบบเปล่ยี นสภาพมพี ฤติกรรมหลกั ที่สาํ คัญอยูอยา งนอยท่ีสุด 6 ประการดังน้1ี ) บงชีแ้ ละให ความชัดเจนดานวสิ ัยทศั น (Identifying and articulating a vision) ไดแกพฤตกิ รรมของผูน ําทมี่ งุ หมายในการระบุโอกาสใหม ๆของ
5องคการพรอมกบั สรา งความชดั เจนและแรงดลใจแกผ ตู ามใหผ ูกพันตอวิสัยทศั นในอนาคตของตน 2) แสดงแบบอยางของพฤติกรรมท่ีเหมาะสมกับผูตาม (Providing an appropriate model) ไดแกพฤติกรรมของผนู ําในการแสดงแบบอยา งของประพฤตปิ ฏิบตั ิเพื่อใหผ อู ่นื เอาเย่ียงอยางปฏิบตั ิตามโดยใหสอดคลองกับคา นยิ มและหลกั การของผนู ํา 3)กระตุนใหเ กดิ การยอมรับเปา หมายรวมของกลมุ (Fostering the acceptance of group goals) ไดแกพ ฤติกรรมของผนู ําทมี่ เี ปาหมายในการสงเสริมใหเกดิ ความรว มมือกนั ขนึ้ ในหมูสมาชกิ กลมุ เพือ่ รว มกนั ทํางานจนบรรลเุ ปาหมายรว มกนั4) กําหนดความคาดหวงั ตอ ผลงานสงู (High performance expectations) ไดแ กพ ฤติกรรมของผูนําทีแ่ สดงออกในการคาดหวังความเปนเลิศของผลงานในแงคุณภาพหรอื ผลงานสูงของผูต าม 5) ใหการสนับสนุนผตู ามเปนรายบุคคล(Providing individualized support) ไดแ กพฤติกรรมของผนู าํ ที่แสดงใหเ หน็ วาใหการนับถอื ตอ ผูตามโดยมีความเอื้ออาทรตอ ความรูสึกและความตองการของผตู ามแตละคน 6) กระตุน การใชปญ ญา (Intellectual stimulation) ไดแกพฤติกรรมของผูนาํ ที่สราง ความทาทายและกระตนุ ผูตามใหมองปญ หาและงานเดิมดวยมุมมองและวิธกี ารใหมท่ีแตกตา งไปจากเดมิ โดยใชค วามคดิ พิจารณาเชิงวิเคราะหใหผ ูต ามเปลย่ี นกระบวนทัศนใหมทีเ่ หมาะสม ยุคล (Yukl, 1998, pp.341-346) ไดศึกษาผลการวิจัยเก่ยี วกบั ภาวะผูนําและสรปุ แนวปฏิบัตสิ าํ หรับผนู าํ การเปล่ียนแปลง ไวใน9 ประเด็น ดังน้ี1) ทําวิสัยทัศนใ หมีความชดั เจนในเชิงความหมายและ ความนา สนใจ 2)อธิบายวธิ ีการท่ีสามารถบรรลุวสิ ัยทศั น 3) ปฏิบัตกิ ารดว ยความมนั่ ใจและมองโลกในแงด ีงาม 4) แสดงความเชอ่ื มั่นในผูตาม 5) สรา งโอกาสใหพ บความสําเรจ็ ต้ังแตร ะยะเริ่มแรก 6) รวมยนิ ดีและฉลองความสาํ เร็จ 7) ใชกริยาทาทางการกระทําเชิงสญั ลักษณเพอื่ เนนคานิยมสาํ คญั 8) นาํ ดวยการเปนแบบอยาง 9) มอบอาํ นาจความรบั ผดิ ชอบในการตดั สินใจแกผตู ามเพ่ือใหบรรลวุ ิสัยทัศน เชอรเมอฮอรน ไดเสนอคุณลักษณะเฉพาะท่มี ักพบในผูนาํ การเปลี่ยนแปลงไว ดังนี้ (Schermerhorn,1999, p.275) 1) วิสัยทัศน (Vision) คือมคี วามคดิ และความสามารถในการหยั่งรูท ิศทางทช่ี ัดเจน สามารถสอ่ื สารความคิดเหลานนั้ กับผูอ่ืนได และสามารถพัฒนาวิธีที่จะทําใหค วามฝนรวมกันเปนจริง 2) คุณสมบัติพเิ ศษหรือบารมี(Charisma) คือความสามารถในการกระตุนใหผ อู ื่น มีความกระตือรือรนมี ความศรัทธา ความจงรักภกั ดี ความภูมิใจและความเชอื่ ในตนเอง ผา นทางการใชอ ํานาจนยิ ม ซงึ่ เปน อํานาจทเี่ กดิ จากตัวบุคคลทไี่ ดรบั ความนยิ มยกยอ งจากผอู ่ืนและ อยากเปนพรรคพวกหรือผตู าม และอํานาจทเ่ี กิดจากเสนหทมี่ ีผลตอ อารมณของคนจาํ นวนมาก 3) การเปนสัญลกั ษณ (Symbolism) คือการถกู ระบวุ าเปน วีรบุรุษ คนเกง หรือคนสําคัญผา นการไดรบั รางวัลพิเศษและการจัดพิธีการเฉลิมฉลอง เน่อื งจากมผี ลงานทด่ี ีเลศิ 4) การมอบอํานาจ (Empowerment) คอื การชวยเหลือผูอื่นในการพัฒนาและ สนับสนุน ชวยขจัดปญหาอปุ สรรคในการทาํ งานรว มแบง ปน ความรับผิดชอบ และมอบหมายงาน ทีน่ า สนใจและทา ทายความสามารถอยางแทจ ริง 5) การกระตุนภูมปิ ญญา (Intellectual stimulation) คือการพยายามสรา งความรูสกึ ผกู พันกับงานใหเกดิ ขนึ้ กับผูใตบังคบั บัญชา โดยการสรางความตระหนักในปญ หาทเี่ กิดขึน้ และชวยปลกุ จนิ ตนาการเพ่ือใหไดม าซง่ึ วธิ ีการแกไขใหม ๆทีม่ ีคุณภาพสูง ใหค วามสาํ คญั กบั การหยบิ ยืน่ ความคดิ ใหม ๆใหแ กผตู ามเพือ่ กระตุนใหเ กิดการเปลย่ี นแปลงในตัวผตู าม6) จรยิ ธรรม และความโปรงใส (Integrity) คือการมีความซื่อสัตยแ ละเช่ือถอื ไดทาํ งานอยางคงเสน คงวา มพี ฤติกรรมมุงมั่นรักษาความดี และปฏบิ ตั ิตามขอตกลงหรอื คําม่นั สัญญา กลมุ ทฤษฎภี าวะผนู าํ ท่จี าํ แนกเปน 4 กลมุ ขางตน เปน การจําแนกตามพัฒนาการของภาวะผนู าํ ในแตละยคุสมยั แตสําหรบั ยุคปฏิรูปในสถานการณทมี่ ีการเปลยี่ นแปลงอยตู ลอดเวลา ดเู หมือนวากลุมทฤษฎี ภาวะผูนําการเปลยี่ นแปลงจะเหมาะสมและสอดคลองมากทส่ี ดุ แตอ ยางไรกต็ ามจากการศกึ ษายงั ไมปรากฏวาทฤษฎีภาวะผูน ําใดทด่ี ี
6ท่ีสุด มีแตทฤษฎภี าวะผูนาํ ท่เี หมาะสมดวยขอจํากัดในดานตาง ๆ เชน ปจจัย กระบวนการ บรบิ ท สภาพปญหาสถานการณ เปน ตน ภาวะผนู ําทางวชิ าการสาํ หรับครูการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน บหุ งา วชิระศกั ดม์ิ งคล (2557) กลา วถงึ องคป ระกอบของภาวะผูน าํ ทางวชิ าการ ประกอบดว ย 1. คุณลักษณะ เปนผมู คี วามรู ความสามารถ มที กั ษะการพดู มบี คุ ลิกลกั ษณะทด่ี ี 2. พฤติกรรม มลี ักษณะเดนชดั ทางพฤตกิ รรม เชน พดู ดี มีมนษุ ยสัมพนั ธดี 3. สถานการณ ทําใหเกิดภาวะผนู าํ ได 4. ความสอดคลองระหวา งพฤตกิ รรมผนู าํ กบั สถานการณ 5. ประสทิ ธิผล ความพงึ พอใจ ผลการจงู ใจ และผลผลิตทีเ่ กดิ ขึน้ ในกลุมหรือในองคก ร สพุ รรัตน สัตตธนชยั ภทั ร (2554) ไดทําการศึกษาภาวะผูนาํ ทางวิชาการของครกู ารศึกษาข้ันพื้นฐาน ครูควรมี คุณลกั ษณะ พฤตกิ รรมทสี่ ะทอ นภาวะผูน าํ ทางวชิ าการ ดังนี้ 1. รว มกําหนดเปา หมายของโรงเรยี น จดุ เนนการพัฒนาผูเ รียนเปน ประจําทุกป 2. เปน ผูนาํ ในการกําหนดเปาหมายทางวิชาการเพือ่ ใหเ กิดผลตอผเู รียนทุกดา นโดยใชผลการเรียนของนักเรียนดา นการส่ือสารเปาหมายของโรงเรยี น 3. จัดทาํ ปายนเิ ทศแสดงเปา หมายทางวชิ าการของโรงเรียน 4. สอ่ื สารเกี่ยวกบั เปา หมายของโรงเรยี นและเปาหมายที่ตอ งการใหเกดิ ขนึ้ กับผเู รยี น 5. เปนผนู าํ เพื่อใหเ กิดการตกลงรวมกนั ในการเขา สงั เกตการสอนของเพอ่ื นครใู นช้ันเรยี น 6. จดั ใหม ีการวัดและประเมินผลกระบวนการจดั การเรยี นรู และนาํ ผลไปปรับปรุงการเรียนการสอน 7. ศึกษา วิเคราะหห ลักสตู รสถานศึกษาเพ่อื ความเขาใจในการจัดการเรยี นรูใหเกิดกบั ผูเรยี นอยา งแทจ รงิ 8. วางแผนการจดั การเรียนรูดว ยตนเองตามกระบวนการวเิ คราะหมาตรฐานการเรียนรแู ละตัวช้วี ัดของหลกั สตู รในรายวิชาทส่ี อน 9. ปรกึ ษากบั เพ่ือนครูเกี่ยวกบั ผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการเพอื่ แยกแยะจดุ แข็งและจุดดอยของหลกั สตู ร 10. เปน ผคู ดิ ออกแบบการจัดการเรยี นรู โดยเลอื กใชวธิ ีสอนและเทคนคิ การสอน ส่อื /แหลง เรียนรู การวัดและประเมนิ ผล 11. ศึกษาวิเคราะหผูเรียนเปนรายบคุ คลและนําขอมูลมาใชในการวางแผนการจัดการเรียนรูเพ่อื พัฒนาความสามารถของผเู รียน 12 .เปนผคู ิดและใชเคร่ืองมอื วัดผลทหี่ ลากหลาย เพอื่ ประเมินความกาวหนา สูการบรรลเุ ปาหมายท่ีโรงเรยี นกาํ หนดไว 13. พบปะกับเพือ่ นครูเพือ่ สนทนาเกีย่ วกบั ความกาวหนาของนักเรียน 14. เปนผคู วบคุมเวลาในการจัดการเรียนการสอนใหผูเรียนไดร บั การพฒั นาทงั้ ดานรางกาย สติปญญาอารมณ และสังคมอยา งเตม็ ท่ี 15. จดั สรรเวลาในทปี่ ระชุมใหครดู ว ยกันไดแ ลกเปลี่ยนความคิดเหน็ โดยไมเบียดบงั เวลาสอน
7 16. แจง ใหผบู รหิ ารทราบเวลาในการจดั ประชุมท่ีเหมาะสม เพอ่ื ไมใหเบยี ดบังเวลาสอนดานการพฒั นาและสรา งมาตรฐานดา นวิชาการ 17. เปนผนู าํ ในการสรา งเครอื ขายและสนับสนุนครดู วยกันเพอ่ื พฒั นาวชิ าชพี ครูและนาํ ทักษะ วธิ ีการเรียนการสอนใหมๆ มาใช 18. เปนผูนาํ ในการจดั กจิ กรรมฝกอบรมทีส่ ําคญั ๆทเี่ กย่ี วกบั การเรียนการสอนอยางเตม็ ท่ี 19. เปนผูนาํ ในการเขา รว มกจิ กรรมทเี่ กี่ยวกบั การเรียนการสอนอยางเต็มท่ี 20. แสดงความประสงคท ีจ่ ะเขา รบั การอบรม เพอ่ื นาํ ความรูและประสบการณม าจดั การเรียนการสอนและชว ยเหลอื นักเรยี นทเ่ี รียนไมเขา ใจ 21. จดั ทาํ วจิ ัยในชนั้ เรยี นเพื่อพัฒนาศกั ยภาพของผูเรียน 22. คน หาและนาํ วธิ กี ารตา งๆ มาใชชว ยเหลือนกั เรียนทม่ี ีปญหาการเรยี นดานการจดั ใหมสี ่ิงสง เสรมิ สภาพการเรยี นรู 23. เปน ผสู รางหรอื หาวธิ ีการกระตุนใหทง้ั ครูดว ยกันเองนกั เรียน ชมุ ชน รวมท้งั ผูบริหารใฝร ใู ฝเรียน 24. นําภมู ปิ ญญาและความรูในทอ งงถ่ินมาประยุกตใ ชในการเรยี นการสอน 25. ใชโ อกาสตางๆ ในการประกาศยกยอ งนักเรยี นทมี่ ผี ลสมั ฤทธด์ิ านวชิ าการ หรอื ดานคณุ ธรรม จริยธรรมดีเดน 26. เปนผูนาํ ในการจดั หาและเผยแพรว ิธีการสรา งแรงจูงใจในการเรยี นใหแกนักเรยี นทั่วไปและนกั เรียนทมี่ ีปญหา หากครมู ภี าวะผนู ําท่ีดกี ็จะสงผลบวกตอผเู รยี น ทง้ั ดา นผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น และดา นลกั ษณะนสิ ยั ของผเู รียนดว ย การพฒั นาภาวะผนู ําทางวิชาการสําหรบั ครูการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน สพุ จน ศรนี ุตพงษ และ พลสัณห โพธิศ์ รที อง ไดท ําการศึกษารปู แบบการพฒั นาภาวะผูนําทางวิชาการสาํ หรับครู ที่สงเสรมิ การจดั การเรยี นรูดวยการใชเ ทคโนโลยี สารสนเทศในสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน ไดร ูปแบบท่ีมีองคประกอบทงั้ หมด 6 ดาน ดังน้ี 1. การพฒั นาหลักสตู ร ไดแ ก ครรู วมพฒั นาวสิ ัยทัศนของโรงเรียนโดยเนนหลักสตู รทใ่ี หผ ูเรยี นใชเทคโนโลยีสารสนเทศสรางความรู ครสู นับสนุนพันธกิจตามวสิ ัยทศั น เพ่อื นําไปสูการมรี ะบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการจดั การเรยี นรู ครสู รา งเครอื ขายการเรียนรูท้งั ในสถานศึกษาและในชุมชน เพือ่ แลกเปลี่ยนประสบการณการเรียนรู โดยใชเทคโนโลยสี ารสนเทศสรางความรู ครูมีสว นรว มในการบรู ณาการธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ มลงในหลกั สตู ร โดยเนน การพัฒนาคณุ ลักษณะของผเู รยี นโดยใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศครูจดั ลําดบั ความสําคัญในการจดั การเรียนรูใหสอดคลองกับหลักสูตรท่ีเนนการสรา งทักษะดวยการใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศ ครูมกี ารกาํ กบั และประเมินการนําหลกั สูตรไปใช โดยใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศ 2. ดานการพัฒนาการจดั กระบวนการเรยี นรูไดแ ก ครูจดั กระบวนการเรียนรูที่เนนผเู รียนเปน สาํ คัญโดยใชเทคโนโลยีสารสนเทศเปนเคร่อื งมือในการจดั การเรยี นรู ครูจดั กระบวนการเรยี นรใู หเ หมาะสมกับผเู รยี นและสอดคลอ งกบั พัฒนาการทางสมอง บรู ณาการการจัดการเรียนรู โดยใชเทคโนโลยสี ารสนเทศ ครูจัดกระบวนการเรียนรโู ดยให
8ผเู รียนมีความคิดสรางสรรคแ ละสรา งความรูผูเรียนใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศ ครูจัดกระบวนการเรียนรู โดยคาํ นึงถึงความแตกตางระหวางบุคคลใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ครจู ดั กระบวนการเรยี นรโู ดยบรู ณาการคุณธรรมและจริยธรรมลงในเน้อื หาการเรยี นการสอน ใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ครูจัดกระบวนการเรยี นรู โดยสง เสริมสนบั สนุนจัดสถานการณใ หเอ้ือตอการเรียนรู เพื่อใหผูเรียนมีความรูค วามสามารถตามมาตรฐาน ใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศ ครูจัดกระบวนการเรยี นรู โดยเนนประสบการณใ หผูเรียนไดเรียนรจู ากประสบการณจรงิ และสรา งทกั ษะโดยใชเทคโนโลยสี ารสนเทศ ครูจัดกระบวนการเรียนรโู ดยครูจดั กระบวนการเรียนรู ผสมผสานสาระความรตู างๆ อยางไดส ดั สว นสมดุลกัน และบรู ณาการการจดั การเรียนรโู ดยใชเทคโนโลยีสารสนเทศ เนนการฝก การปฏิบัติ ใหคดิ เปน ทําเปน และสรางทกั ษะการฝกปฏิบัติ โดยใชเทคโนโลยสี ารสนเทศ 3. ดานการพฒั นาสือ่ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา ไดแก ครูเลือกและจัดหาสอ่ื การเรยี นการสอนและเทคโนโลยี โดยใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศเปนเครอื่ งมือในการจัดระบบ ครเู ลือกสรรสื่อนวตั กรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา คํานึงถึงองคป ระกอบในการเลอื กสอื่ ใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศเปนเคร่ืองมือ ครูวางแผนการผลิตและพฒั นาสื่อนวตั กรรมและเทคโนโลยที างการศกึ ษารวมกบั นักเรยี นและพฒั นาทักษะ โดยใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศ ครูพัฒนาสอ่ื นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศกึ ษาตามหลกั วชิ าการและพฒั นาทักษะ โดยใชเทคโนโลยสี ารสนเทศเปนเครื่องมอื ในการจดั การเรียนรู ครูสามารถใชส่ือนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศกึ ษาในการสืบคนหาขอมลู ตา งๆ ในการพฒั นาตนเอง โดยใชว ิธีการตา งๆอยา งเหมาะสม และสรางความรูโดยผูเ รยี นใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศ ครสู ามารถประยกุ ตสอ่ื นวัตกรรมและเทคโนโลยที างการศึกษาใหม ีประสิทธิภาพมากทส่ี ุดโดยการใชเทคโนโลยีสารสนเทศเปนเครอื่ งมอื 4. ดานการพฒั นาแหลงเรียนรู ไดแกครูมกี ารสํารวจแหลงเรียนรูที่เกี่ยวของกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ท้ังในสถานศกึ ษา ชุมชน และทองถ่ินเพื่อสรางความรูโดยใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศจัดระบบครูศกึ ษาหลักสูตร ความตอ งการของตนเองและนกั เรยี นเพือ่ นํามากาํ หนดเปน แหลงเรียนรโู ดยใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศ ครูรวมกนั กาํ หนดยทุ ธศาสตร วตั ถปุ ระสงคแ ละเปา หมายในการพฒั นาแหลง การเรยี นรู โดยใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศ ครูวางแผนรวมกันระหวา งผูใหบรกิ ารและผใู ชบรกิ าร เพอ่ื บูรณาการการใชแ หลงการเรียนรู โดยใชเทคโนโลยีสารสนเทศ 5. ดา นการนเิ ทศภายในสถานศึกษา ไดแ กค รูแลกเปล่ยี นความคิดเหน็ ในการปฏิบัตงิ านรว มกันและพัฒนาทักษะการทาํ งาน โดยใชเทคโนโลยสี ารสนเทศครใู หคาํ ปรึกษาแนะนํา เพื่อพบปะกันระหวางผูนเิ ทศกับผรู บั การนเิ ทศสรา งความรูโดยใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศครเู ขารวม การอบรม ประชุม และสัมมนาเพ่ือหาความรูเพิ่มเติมในวิชาชีพและเพิม่ พนู ความรูอยางตอ เนอ่ื งโดยใชเทคโนโลยสี ารสนเทศ ครรู ะดมความคิด เพ่อื หาขอ เสนอแนะในการแกป ญ หาและคน หาขอมูลใหมๆ จากสมาชกิ ของทป่ี ระชุม และเพม่ิ พนู ความรใู หมๆโดยใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศ ครสู าธิตการสอนทง้ั ในหรอื นอกสถานศึกษา เพื่อสรางทักษะการสอนโดยใชเทคโนโลยีสารสนเทศ 6. ดา นการมุงผลสัมฤทธ์ิ ไดแ ก ครมู ุงเนน ผลการปฏบิ ัติงาน เพ่ือใหโรงเรียนบรรลุวตั ถุประสงคและเปาหมาย โดยใชเทคโนโลยีสารสนเทศเปน เคร่ืองมือในการจัดการเรยี นรู ครปู รับปรุงผลการดําเนินงานของโรงเรียนใหทุกคนมีสวนรวม โดยใชเทคโนโลยีสารสนเทศครูปรับปรงุ การทํางาน ใชว งจรคุณภาพปรบั ปรงุ อยางตอเนื่อง โดยใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ครปู รับปรุงผลงานเนนการทาํ งานใหเ กดิ ประสิทธิภาพและเกิดประสทิ ธผิ ลโดยใชเทคโนโลยีสารสนเทศสรางความรู ครมู ุงมั่นพัฒนาผูเรียนใหเตม็ ศักยภาพ และพัฒนาคุณลกั ษณะของผูเรียนโดยใชเทคโนโลยี
9สารสนเทศ ครใู ชความพยายามอยา งเต็มความสามารถทจี่ ะใหผ ูเ รยี นเกิดการเรียนรูใ หม ากทส่ี ดุ และสรา งทกั ษะโดยใชเทคโนโลยีสารสนเทศเปนเคร่อื งมอื ในการจัดการเรียนรู สุพรรตั น สตั ตธนชยั ภทั ร (2554) ไดทําการวจิ ยั และเสนอกลยทุ ธก ารพัฒนาภาวะผนู าํ ทางวชิ าการของครู มี8 กลยทุ ธ กลยทุ ธหลกั คือ 1. กาํ หนดเปา หมายของโรงเรยี นแบบมงุ เนนอนาคต 2. สอื่ สารเปาหมายของโรงเรยี นแบบมงุ เนนอนาคต 3. ประสานงานการใชหลกั สูตรแบบมงุ เนน อนาคต 4. นเิ ทศและประเมนิ ผลดานการเรยี นการสอนแบบมุงเนน อนาคต 5. ตรวจสอบความกา วหนาของนักเรียนแบบมุง เนน อนาคต 6. ควบคุมการใชเวลาในการสอนแบบมงุ เนน อนาคต 7. พัฒนาและสรางมาตรฐานดา นวิชาการแบบมงุ เนน อนาคต 8. จัดใหม ีสงิ่ สง เสรมิ สภาพการเรียนรูแ บบมุงเนนอนาคต ณัฎฐ ชาคาํ มูล (2555) ไดศ ึกษาการพฒั นาภาวะผนู าํ ไดจาํ นวนท้ังสิ้น 45 วธิ ี มรี ายละเอียด ดังน้ี 1. การทําคว ามรูจัก ตนเอง (Through Self-Awareness) ห มาย ถึง วิธีก ารพั ฒ นาภ าวะผูนํา โด ยกระบวนการขอมูลยอนกลบั เกี่ยวกบั ตนเองอยางชดั แจง เพือ่ ชว ยใหสามารถปรับปรงุ ตนเองใหม ีประสิทธผิ ลมากข้ึนสามารถใชว ธิ ีการเรียนรูแบบคิดครึ่งวงจร เปน การทาํ ความรจู กั ตนเองระดับหนึ่ง เกิดขึ้นเพ่ือหาขอ มูลยอ นกลับเทาที่จําเปน เพ่อื ใชอ ธิบายความคิดหรือการกระทําของตนเอง เพ่อื ปกปอ งตนเอง และวธิ ีการเรยี นรูแ บบครบวงจร เปนการเรยี นรูในระดับท่ีลกึ ซ่ึงกวา ระดับแรก โดยลดความคดิ ในการปกปองตนเอง และใชข อมลู อธิบายความมเี หตุผลของเปาหมาย หรือคณุ คาทปี่ รากฏในสถานการณ 2. การสรางวินัยในตนเอง (Through Self-Discipline) หมายถึง วิธกี ารพัฒนาภาวะผูนํา โดยมีความพยายามท่ีจะรักษาระดับความสนใจ ท่ีมตี อ การบรรลเุ ปา หมายอยางม่ันคง วินัยในตนเองมีความจําเปน ตอ การพัฒนาภาวะผูนําทุกรปู แบบ เชน ผูนาํ ท่ีดีตอ งเปนผูฟ ง ทด่ี ี ผูน าํ ตอ งศกึ ษาคนควา ในเร่อื งการเปน ผฟู ง ท่ดี ีและปฏบิ ัติใหไ ด 3. การอาน (Reading) หมายถึง วธิ ีการพัฒนาภาวะผูนาํ ตนเองใหมคี วามรู ความเขาใจเกี่ยวกับวิชาชีพรูเทา ทนั สถานการณ โดยการอา นหนงั สอื และวารสารวชิ าการ/วชิ าชพี 4. การศึกษา (Education) หมายถึง วิธีการพฒั นาภาวะผูนําตนเองโดยการเรียนรูที่ไดรบั การถา ยทอดความรูจากสถาบันการศึกษา 5. การเขียนหนังสือ/บทความทางวิชาการ (Professional writing) หมายถึง วิธีการพฒั นาภาวะผูนําตนเองโดยวิธีการสรางผลงานทางวิชาการ เปนงานท่ีสรางดวยปญญา และสามารถสรา งไดจากงานประจําทที่ ําอยูปจจุบนั เชน งานสอน บรกิ าร การบรหิ ารหรืองานทีป่ ฏบิ ัติพเิ ศษ 6. การเรียนรจู ากบทเรียนโปรแกรม (Programmed Learning) หมายถึง วิธีการพัฒนาภาวะผูน าํ ตนเองโดยใหผ ูเรียนไดเรียนตามความสามารถของตนเองอยา งมีประสิทธิภาพ บทเรยี นโปรแกรมอาจจะสรางออกมาใน
10ลักษณะของเครอื่ งมอื ทีเ่ รียกวา เครื่องชวยสอน หรือในลักษณะของตํารา หนังสอื หรือแบบเรยี น กเ็ รียกวา แบบเรยี นโปรแกรม หรอื อาจจะสรา งในลกั ษณะอน่ื ๆ ซง่ึ ขนึ้ อยูกับความเหมาะสมในการใชงาน 7. การใชบทเรยี นคอมพวิ เตอรช วยสอน (CAI) หมายถึง วิธกี ารเรยี นรูดวยตนเองท่ีอาศัยบทเรยี นซ่งึ ถูกออกแบบมาใหผ เู รียนจากคอมพวิ เตอร โดยมีเน้ือหาสาระตามทผ่ี อู อกแบบกําหนด ผูเรียนสามารถทําการโตตอบกับเครอ่ื ง ทราบผลการปฏบิ ัติและไดร ับการเสริมแรง การเรยี นรูจ ะเรว็ หรอื ชาข้ึนอยกู ับความสามารถของผเู รียน 8. การใชคอมพวิ เตอรช ว ยฝก อบรม (Computer-Based Training) หมายถึง วิธีการเรียนรดู ว ยตนเองโดยการฝกอบรมหรอื การสอนโดยมโี ปรแกรมคอมพิวเตอรเ ปนผูสรางแรงจูงใจ และ feedback แทนทีจ่ ะเปนครูผูสอนจริงๆ คอมพวิ เตอรช วยฝกอบรม อาจอยูในรปู ของ CD-ROM, LAN หรืออนิ เทอรเ น็ต การสรา ง กระทาํ โดยกลุมบคุ คลรวมถึงนักออกแบบการสอน (instructional designers) และมักจะมีคาใชจายในการพฒั นาสูง 9. การเรยี นรทู างไกล (Distance Learning) หมายถึง วิธกี ารเรยี นรดู วยตนเองโดยระบบการพฒั นาบุคคลท่อี อกแบบใหสามารถถา ยทอดเนื้อหาสาระ ทักษะ เจตคติ โดยใชร ะบบส่ือผสม ซึ่งประกอบดวย 1) สื่อวัสดุ 2)อปุ กรณ 3) วิธีการ 4) สื่อบุคคล ในลักษณะตางๆ โดยใหผเู รียนกับวทิ ยากรมกี ารเผชิญหนา กนั นอยทีส่ ดุ ในการสอนทางไกลอาจใชบทเรียนสําเรจ็ รปู ส้ันๆ ท่ีสามารถทําความเขาใจดวยตนเองโดยผูเรยี นศึกษาและหาขอมูลตางๆประกอบตามท่กี าํ หนดในบทเรียน 10. การเรียนรแู บบออนไลน (Online Learning) หรือการเรยี นรูจากการคนควา (Discovery Learning)หมายถงึ วิธกี ารพัฒนาภาวะผูน ําตนเองโดยที่อาศัยคอมพิวเตอรแ ละระบบ เครือขายโทรคมนาคม โดยผูเรยี นจากคอมพวิ เตอรล กู ขา ยทเ่ี ช่อื มกับระบบเครอื ขา ย สามารถโตต อบกบั แมข า ยซ่งึ อยไู กลออกไปไดทันที หรอื เกอื บจะทนั ที 11. การวิจัย (Research) หมายถงึ วธิ ีการพัฒนาภาวะผูนาํ ตนเองในรูปแบบหน่งึ ที่ใชกระบวนการหาความรคู วามจริง ทีม่ รี ะบบแบบแผนตามหลกั วิชา อาศยั หลักเหตผุ ล ท่รี อบคอบ รัดกมุ ละเอียดและเชอื่ ถอื ได สามารถพัฒนาตนเอง พัฒนาวิชาชพี โดยกระบวนการวจิ ัยได 12. การศึกษากรณีตวั อยาง (Case Study) หมายถึง วธิ กี ารพัฒนาภาวะผูนํา โดยการใหร ายละเอยี ดของสถานการณขอ เท็จจริง เพื่อเปน ฐานในการอภิปรายและแกป ญหา เปดโอกาสใหผูเ รยี นไดทดสอบแนวคิดของตนกับแนวคดิ ของ ผอู นื่ ทงั้ น้ตี อ งสรา งบรรยากาศที่ เปดกวา ง มีอิสระ และเปน กันเอง ในขั้นการวิเคราะหก รณี ตอ งพิจารณาที่บคุ คล สถานการณ วิธีการ ขัน้ ตอน สงิ่ อาํ นวยความสะดวกตางๆ วา สิ่งใดที่กระทบตอองคการจะแกไ ขหรอื พัฒนาอยา งไร 13. การแสดงบทบาทสมมติ (Role Playing) หมายถึง วธิ ีการพัฒนาภาวะผูนํา โดยการทดลองสวมบทบาททีส่ มมตขิ ึ้นมา โดยเปด โอกาสใหผแู สดงไดพ ูดกอนแลว นาํ ไปเปนประเด็นเพอ่ื วเิ คราะหปญ หา แลวใหผูแสดงและกลุม ชป้ี ระเด็นวาไดเ รยี นรอู ะไรจากพฤตกิ รรมของตวั ละคร เพื่อนําไปสูการเปล่ยี นแปลงพฤติกรรม 14. การสอนงาน (Coaching) หมายถงึ วธิ ีการพัฒนาภาวะผูนําโดยการแนะนําใหปฏบิ ัติงานใหถ ูกตองโดยปกติจะเปนการสอนระหวางการปฏิบัติงาน อาจสอนเปนรายบุคคล หรือกลุมเล็กๆ ซง่ึ ผสู อนตองมีความรูประสบการณ และทกั ษะในเรอ่ื งน้นั อยางแทจ รงิ 15. การประชุมทางวิชาการ (Conference) หมายถึง วิธกี ารพัฒนาภาวะผูนํา โดยการประชุมท่ีมีวัตถุประสงคม ุงใหสมาชิกมกี ารแลกเปลีย่ นความคดิ เหน็ ซึ่งกันและกัน โดยเนนบรรยากาศทเ่ี ปนกันเอง โดยสมาชิกมีความรูค วามสนใจ หรอื ประสบการณพ นื้ ฐานเก่ียวกบั เร่อื งท่ีจะประชมุ พอสมควร
11 16. การหมุนเวยี นเปล่ียนงาน (Job Rotation) หมายถงึ วธิ กี ารพัฒนาภาวะผนู ํา โดยการพัฒนาบุคคลใน6 ข้ันตอน คือ 1) การวางแผน 2) การพจิ ารณาผูหมุนเวยี นงาน 3) การพิจารณาตําแหนงงาน 4) การสอบถามความสมัครใจ 5) การดาํ เนนิ การหมุนเวยี นงาน 6) การประเมนิ และตดิ ตามผล 17. การบรรยาย (Lecturing) หมายถึง วธิ ีการพัฒนาภาวะผูนําโดยการท่ีผูพูด หรอื วิทยากร ไดรับมอบหมายใหพ ดู บรรยายเรอื่ งใดเรือ่ งหนึง่ เปน การส่อื สารทางเดยี ว (One-Way Communication) ผบู รรยายอาจจะใชสอื่ ทางการศึกษาตา งๆ ประกอบการบรรยาย ผูเขาอบรมอาจจะมสี วนรวมไดบาง เมือ่ สิ้นสุดการบรรยาย เชน การถามเพอื่ ใหเกิดความชัดเจนบรรยาย 18. การประชมุ เชิงปฏบิ ัติการ (Workshop) หมายถึง วธิ ีการพฒั นาภาวะผนู ํา โดยการประชมุ เพ่ือถกปญหา หรือประเดน็ ท่ีนาสนใจเฉพาะเร่ืองใดเร่ืองหนึ่งท่ีมีการเตรียม การอยางรอบครอบ โดยจะตองดําเนินการกาํ หนดวัตถุประสงคเ ฉพาะ กาํ หนดหวั ขอ ใหกระชับ รดั กุม และชัดเจน จดั ส่งิ อํานวยความสะดวก ไมใ หม ีสิ่งรบกวนผูนาํ การประชุมตองควบคุม การประชุมใหราบรื่น ไมมีการแสดงความคิดเหน็ ท่มี อี ิทธพิ ลเหนือผูอ่นื จดบนั ทึกผลการประชมุ ใหครบถว น และสรุปผลการประชุมตามหวั ขอการประชมุ 19. การระดมสมอง (Brainstorming) หมายถึง วธิ ีการพัฒนาภาวะผูน ําโดยกลุมมี การนําเสนอความคดิ อยา งสรางสรรค ตอ ปญ หาใดๆ อยา งเสรีหลากหลาย ไมวจิ ารณความคิดผูอน่ื ระดมใหคดิ มากทส่ี ดุ แลว นําไปสกู ารประเมนิ ของกลุม ใหญเพือ่ หาแนวความคดิ ที่เหมาะสม และเปนไปได 20. เกมการบริหาร (Management Game) หรือสถานการณจําลอง (Simulation) หมายถึง วิธกี ารพฒั นาภาวะผูนําโดยการจําลองสภาพการณจ รงิ ขน้ึ มาเพื่อใหผ ูเ รียนไดทดลองเผชิญเหตุการณ ผูเรยี นจะมโี อกาสฝกวินจิ ฉัยและคดั เลือกแนวทางการแกป ญ หาทีเ่ หมาะสม 21. การอภิปราย หรือการสนทนาแลกเปลี่ยนความคดิ เหน็ (Discussion) หมายถงึ วิธีการพฒั นาภาวะผูนําใหผ ูเ รยี นเกิดการเรียนรูตามวัตถุประสงคทก่ี าํ หนด โดยการจัดผูเรียนเปนกลุมเลก็ ๆ ประมาณ 4-5 คน และใหผเู รียนในกลุม พูดคยุ แลกเปล่ียนขอ มลู ความคดิ เหน็ และประสบการณในประเดน็ ที่กําหนด และสรปุ ผลการอภิปรายออกมาเปนขอ สรปุ ของ กลุมการอภปิ รายรวมกันโดยกลุม ผูท รงคุณวุฒปิ ระมาณ 3-5 คน มีพิธีกรดาํ เนนิ การอภปิ ราย 22. การเปนพี่เลย้ี ง (Mentoring) หมายถงึ วิธีการพัฒนาภาวะผูนําโดยจะมกี ารใหผ ูนํามที ้ังความรูและประสบการณ ซ่ึงเรียกวาพ่เี ล้ยี ง คอยพัฒนาโดยอาศยั การสอน การฝก การแนะนาํ และการใหก าํ ลังใจ พี่เลี้ยงท่ีเปน ท่ีปรึกษาตอ งเปนผทู ่ีไดรับความไววางใจในการใหคําปรึกษา และคําแนะนํา เพอื่ นรวมงาน ซงึ่ อาจจะเปนความสัมพนั ธท่ีเปน ทางการ หรือไมเปนทางการก็ได 23. การสัมมนา (Seminar) หมายถงึ วิธีการพัฒนาภาวะผูนําโดยการใหสมาชิกแลกเปลี่ยนความรูและความคดิ เห็นเพ่ือหาขอสรปุ ในเรื่องใดเรื่องหนง่ึ ผลของการสมั มนาถอื วา เปนเพียงขอเสนอแนะ ผทู ี่เกี่ยวของจะนําไปปฏบิ ัติตามหรอื ไมก็ได 24. การเรีย นรูจากก ารป ฏิบัติจริง (Action Learning) หมาย ถึง วิธีการพัฒ นาภ าวะผูนําโด ย ใชกระบวนการรวมกลุมทมี่ ีทักษะและประสบการณท่ีหลากหลายแตกตางกัน โดยสมาชกิ ในกลุมจะรวมกันวเิ คราะหปญหาท่เี กิดข้นึ และวางแผนปฏบิ ตั กิ ารรวมกันในการแกป ญ หาที่เกดิ ข้ึน ทงั้ นี้สมาชกิ ในกลมุ จะตองมีการประชุมรวมกันอีกครง้ั เพื่อตดิ ตามผลการนาํ แผนไปใชใ นการแกไขปญหา ถอื วาเปนลักษณะของการเรียนรูจากการทําจริงในสถานท่ีทาํ งาน
12 25. การสาธิต (Demonstrating) หมายถึง วิธีการพัฒนาภาวะผนู ําโดยใหผูเรียนไดร ับประสบการณใกลเ คียงกบั ประสบการณต รงมากท่สี ุด ซึ่งเปนการแสดงใหดหู รอื ผเู รยี นมโี อกาสไดกระทาํ ดว ยตนเอง ทาํ ใหก ารเรียนบรรลุวตั ถปุ ระสงคท ต่ี ัง้ ไว 26. การอบรมเพ่อื ปรับเปลี่ยนพฤตกิ รรม (Laboratory Training หรือ Sensitivity Training หรอื GroupDynamic) หมายถงึ วิธีการพัฒนาภาวะผูนาํ โดยการฝกใหผเู รยี นระมดั ระวงั ผลของพฤติกรรม และเจตคติของตนท่ีมีตอ ผอู ่ืน ชวยใหเ ขา ใจตนเองและผูร ว มงาน และสรางความสมั พันธเชงิ บวก เนนการแกป ญ หาโดยการทดลองใหผูเรียนเขา ไปมีปฏิสัมพันธก ับผูอ่นื มกี ารแสดงพฤติกรรมอันเน่ืองมาจากประสบการณของตนเพ่ือทดสอบความมีมนษุ ยสัมพนั ธข องตนเองกับผอู ่ืน ผเู รียนจะคดิ คนหาคาํ ตอบและประเมนิ ผลยอนกลบั ทเี่ ปน ปฏกิ ิริยาโตตอบจากผอู ่นื และสรุปสิ่งที่ตนเรยี นรจู ากการทําปฏสิ มั พนั ธภายในกลุม 27. การศึกษาดงู านภาคสนาม (Field Visit) หรือ การศึกษานอกสถานท่ี (Field Trip) หมายถึง วิธีการพฒั นาภาวะผูนําโดยการนาํ ผูเ รยี นไปเรียนรนู อกสถานทีเ่ พ่อื เรียนรเู กี่ยวกบั งานเพ่ือใหทราบวาสภาพการทาํ งานจรงิ มีลกั ษณะอยางไร ใหผูเรียนมโี อกาสเผชญิ กบั บคุ คล สถานที่และสง่ิ ของตา งๆ ดวยตนเอง การศึกษาดงู าน มีองคป ระกอบทส่ี าํ คญั ประกอบดว ยการดู การฟง การสมั ภาษณ การสนทนา การแลกเปลีย่ นความคดิ เหน็ และการมีสวนรว ม 28. การสนทนาวงกลม (Talking Circle) หมายถงึ วิธีการพฒั นาภาวะผนู าํ โดยการจดั ใหผเู ขา รวมสนทนาน่ังเปน วงกลมเพอ่ื แสดงทัศนะ ความรูสึก ความคิดเหน็ ตอเรอื่ งใดเร่ืองหนงึ่ โดยวิทยากรเปดประเด็นกอน แลว กระตุนใหแ ตละคนมสี ว นรว มในการสนทนา 29. การใหค ําปรึกษา (Counseling) หมายถงึ วิธีการพฒั นาภาวะผูนําที่ชวยเหลอื ใหบคุ คลสํารวจตนเองจนเกิดความเขาใจตนเอง และลงมอื ปฏิบัตอิ ยางเหมาะสม เพ่ือการแกป ญหา การปรับตัว การเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรมที่พงึ ปรารถนา การบริหารจัดการชีวิตท่ีเหมาะสม จนนําไปสูการพัฒนาตนเอง พัฒนางาน และองคการไดอ ยางมีประสทิ ธภิ าพ 30. เกมการศึกษา (Educational Games) หมายถึง วิธีการพฒั นาภาวะผูน าํ โดยใชก ิจกรรมกลุมชวยใหเกดิ การเรียนรใู นบรรยากาศที่ตื่นเตน สนกุ สนาน ไมเ บื่อ เพื่อชวยพฒั นาทกั ษะในการทํางานเปนทีม ทักษะในการเปนผนู ํา ผูต ัดสินใจ พฒั นาไหวพรบิ ความคลอ งตวั และประสาทสัมผัสตางๆ 31. เทคนิค AIC (AIC Technique: A-Appreciation I-Influence C-Control) หมายถึง วธิ ีการพัฒนาภาวะผูนาํ โดยการทํากิจกรรมกลุมรว มกัน 3 ขั้นตอนคือ 1) ขั้นกาํ หนดความตองการ 2) ข้ันอภิปราย แสดงความคดิ เห็น 3) ขน้ั แกปญ หาหรอื ควบคมุ กระบวนการใหบรรลุเปาหมาย 32. การจดั ใหมปี ระสบการณ (Experience) หมายถงึ วิธีการพัฒนาภาวะผนู ํา โดยจดั ใหมีประสบการณจากแหลงขอ มลู อยางนอ ย 2 แหลง คอื เพ่ือนรวมงาน และการปฏบิ ตั ิในเนื้องาน บุคคลที่สามารถใหประสบการณประกอบดวยผูบรหิ ารหรือผูน ําในระดับตาํ แหนง ท่ีสงู กวา กลมุ ผูนําระดบั เดียวกัน รวมทง้ั คณะผูจัดทํารายงาน การทํางานในหนาทร่ี ับผิดชอบ การเพิม่ ประสบการณภาวะผูนาํ มักข้ึนอยูกบั แตละสถานการณ จึงจําเปนตอ งพยายามรวบรวมประสบการณก ารบรหิ ารจากสถานการณท ี่แตกตา งกัน ทาํ ใหส ามารถนํามาพฒั นางาน และแกป ญหางานไดด ีมีเทคนิคใหมๆ ในการบรหิ าร 33. การทศั นศึกษา (Field Visit/Tours) หมายถงึ วิธีการพัฒนาภาวะผนู าํ เพอื่ ชว ยใหผเู รียนเกิดการเรียนรูตามวัตถปุ ระสงคทก่ี ําหนด โดยผูสอนและผเู รียนรวมกันวางแผนและเดนิ ทางไปศกึ ษาเรียนรู ณ สถานท่อี ันเปน แหลง
13ความรูในเร่อื งน้ัน ซ่ึงอยูนอกสถานทที่ ีเ่ รียนกนั อยตู ามปกติ โดยมกี ารศกึ ษาตามกระบวนการหรือวธิ กี ารท่ีไดวางแผนไวและมกี ารอภปิ รายสรปุ ผลการเรียนรจู ากขอมลู ทีไ่ ดศ กึ ษามา 34. การประชมุ คณะทํางาน (Staff Meeting) หมายถึง วิธีการพัฒนาภาวะผูนํา โดยการประชุมกับผูรวมงาน หรอื เปน การประชุมทีมงานภายใน เพื่อปรึกษาหารือกันในหนวยงาน เปน เรื่องเฉพาะเปน การภายในของหนว ยงานหรือเฉพาะของทมี งาน เพ่ือปรึกษางาน เพ่อื มอบหมายงาน หรือเพอ่ื ประโยชนใ นการบรหิ ารงานโดยเฉพาะของแตล ะหนวยงาน เปนการเรยี กประชุมโดยหัวหนาหนว ยงาน หรอื โดยผูท่หี ัวหนามอบหมายใหเรยี กประชมุ หรือกาํ หนดใหด าํ เนนิ การประชุม ตามเรือ่ งทม่ี อบหมาย 35. การฝกหัดตามคําแนะนํา (Guided Practice) หมายถึง วิธกี ารพัฒนาภาวะผนู ํา โดยใหผเู รยี นฝกปฏิบตั เิ องโดยผูส อนคอยดูแลใหค ําปรกึ ษาอยา งใกลช ิด เพื่อใหผ เู รยี นแตละคนสามารถทําไดถ ูกตอง ผูสอนจะแกไขความเขา ใจ หรือการกระทาํ ท่ีผดิ แลว ใหผูเ รียนแกไขการปฏบิ ตั ขิ องตนจนผเู รยี นสามารถทําไดถ ูกตอ ง ในขนั้ นี้ผูสอนจงึตอ งคอยติดตามดูการปฏบิ ตั ขิ องผูเรยี น แตละคน และใหคาํ ปรึกษาแนะนําตามความเหมาะสม 36. กจิ กรรมนันทนาการ (Recreation Activity) หมายถงึ วิธกี ารพัฒนาภาวะผูนํา โดยการรว มกันทํากจิ กรรมอยา งใดอยา งหนึง่ หรือหลายอยา ง เชน การรอ งเพลง การปรบมือเปน จังหวะพรอ มกัน การรองเพลงประกอบทา ทาง การเลนเกมสั้นๆ เปนตน โดยเนนการทํากิจกรรมเปนกลุม เพ่ือมุงเปลี่ยนเจตคติและสรางความสัมพันธตลอดจนสรา งความสนกุ สนานใหก บั ผูเรยี น 37. กจิ กรรมการพัฒนาจิต (Mental development Activity) หมายถึง วิธีการพฒั นาภาวะผูน ําโดย การจดั กจิ กรรมทีม่ ุงเสรมิ สรางความมัน่ คงทางอารมณ และความมีพลงั ของจิตใจ ใหมีความสงบ เยือกเยน็ เชน การฝกสมาธเิ พือ่ ใหจติ ใจเหมาะแกการใชสติปญญาในการวเิ คราะหสภาพและปญ หาในการทาํ งานและการดําเนนิ ชีวติ 38. โครงการรวมมอื กับมหาวิทยาลัย (University–Related Program) หมายถงึ วธิ กี ารพัฒนาภาวะผูน ําโดย มหาวทิ ยาลัย เปนผูจัดหรือเตรยี มโปรแกรมการพัฒนาผูบรหิ าร อาจเปนโครงการศึกษาตอเนื่องหลักสูตรรายบคุ คล หรอื โครงการท่ีไดป ระกาศนียบัตร 39. การรับฟงความคิดเห็นจากทุกทิศทาง (360-Degree Feedback) หมายถึง วิธกี ารพัฒนาภาวะผนู ําโดยการประเมนิ แบบ 360 องศา เปนเครอ่ื งมือกระตุนใหเกิดการพัฒนาประสทิ ธิผลการปฏิบัตงิ าน เนนการพัฒนากิจกรรม ทักษะ ความสามารถเฉพาะ ที่จะสงผลตอเน่ืองไปสูความสําเรจ็ ขององคก าร โดยกระบวนการ 5 ขั้นตอนไดแก 1) การวางแผน (Planning) 2) การทดลองนํารองเพ่ือพัฒ นาระบบ (Piloting) 3) การนําแผนมาปฏิบัติ(Implementation) 4) ขอ มูลปอนกลบั จากผลการปฏิบัตงิ าน (Feedback) 5) การทบทวน/ตรวจสอบอีกคร้ังหนึ่ง(Review) 40. การเขา คายพกั แรม (Camping) หมายถงึ วิธีการพัฒนาภาวะผูน ําโดยการไป พักแรมคืนในสถานทตี่ างๆ ทไี่ มใชบา นหรอื ทีพ่ ักของตนเอง มีจุดประสงคเพ่ือการพัฒนาบุคลากรใหมีประสิทธภิ าพ ในรูปแบบขององคการ หรอื สมาคมหรือสโมสรตา งๆ 41. การเดินทางทอ งเท่ียว (Travel) หมายถงึ วิธกี ารพัฒนาภาวะผูนาํ ของกลมุ บุคคล โดยการเดินทางไปเยอื นสถานทต่ี า งถ่นิ ซ่งึ มใิ ชเ ปน ทพี่ าํ นักอาศยั ประจําของบุคคลนนั้ และเปนการเยอื นชว่ั คราว โดยไมใ ชเพ่ือเปน การประกอบอาชีพหารายได
14 42. การปฐมนเิ ทศ (Orientation) หมายถงึ วิธีการพฒั นาภาวะผนู ําสาํ หรบั ผูเขา ทํางานใหม เพ่ือแนะนําใหร ูจักสถานทใ่ี หม ระเบียบขอ บังคับ การจัดการโดยทั่วไปขององคการ สภาพแวดลอ ม และสรา งความคุนเคยกับผูร ว มงาน การปฐมนิเทศจะมีลักษณะอยา งไร ขนึ้ อยกู ับสภาพ ตําแหนง เน้ือหาสาระ ระยะเวลา และงบประมาณ 43. การเปดโอกาสเรยี นรูก ารทาํ งานของผูบรหิ ารระดับสูงโดยใกลช ดิ (Exposure to Scenic Executive)หรอื ใหเรยี นรูยทุ ธศาสตรข ององคการ (Exposure to Strategic Agenda) หมายถงึ วธิ กี ารพัฒนาภาวะผนู ําบุคลากรในหนวยงานใหม ีโอกาสไดเรยี นรกู ารทํางานของผบู รหิ ารในระดับสงู อยา งใกลช ดิ ตลอดจนไดเรียนรยู ุทธศาสตรขององคก ารและหนว ยงานนัน้ ๆ อยางลึกซง้ึ 44. การฝกวิธีทํางาน (Job Instruction Training: JIT) หมายถึง วิธีการพัฒนาภาวะผนู ํา โดยการฝกปฏิบัตงิ านตามสถาบันหรอื องคการตา งๆ เพื่อเรียนรจู ากการทํางานจริงภายใต การแนะนาํ ของผูร ว มงานในองคก าร 45. แบบแผนพฤติกรรม (Behavior Model) หมายถึง วิธกี ารพัฒนาภาวะผูนาํ โดยใชเ ทคนิคการฝก อบรมท่ีใหผูเขารับการอบรมไดดูเทคนิคการบรหิ ารท่ีดี จากภาพยนตรหรือวีดิทัศน หลังจากนั้นใหแสดงบทบาทในสถานการณจําลองและใหค วามเหน็ ตอ การแสดงบทบาทนัน้ จาก 45 วิธกี ารพัฒนาภาวะผนู าํ ขางตน สามารถนํามาจดั หมวดหมูของกลมุ วิธีการพัฒนาได 3 กลมุ วธิ กี ารดงั น้ี 1. การเรียนรูดว ยตนเอง (Self Learning) การเรยี นรูด ว ยตนเองเปนหวั ใจของวธิ ีการพฒั นาภาวะผนู าํ ตามแนวคดิ น้ีเพราะจะสงผลโดยตรงในระดับบุคคล ประกอบไปดว ย การทําความรจู ักตนเอง การสรางวนิ ยั ในตนเอง การอาน การศกึ ษา การเขยี นหนงั สือ/บทความทางวิชาการ การเรยี นรูจากบทเรยี นโปรแกรม การใชบ ทเรียนคอมพวิ เตอรชวยสอน การใชคอมพวิ เตอรชวยฝกอบรม การเรยี นรทู างไกล การเรยี นรูแบบออนไลน หรือจากการคนควา กิจกรรมการพัฒนาจติ 2. การเรียนรแู บบตัวตอตัว (One-to-One Learning) วิธีการพฒั นาภาวะผูนาํ ดว ยการเรยี นรแู บบตวั ตอ ตวัสามารถทาํ ใหผ ูบ ริหารสถานศกึ ษามภี าวะผูน าํ ตามรูปแบบนไ้ี ดท ั้งระดับบคุ คล และระดบั กลมุ โดยการสอนงาน การเปน พี่เลย้ี ง การใหคําปรึกษา การสาธิต เกมการบรหิ าร หรอื สถานการณจ ําลอง การฝกหดั ตามคาํ แนะนํา 3. การเรียนรเู ปนกลมุ (Group Learning) ประกอบไปดวย การแสดงบทบาทสมมติ การประชุมทางวิชาการ การหมุนเวียนเปล่ียนงาน การบรรยาย การประชุมเชิงปฏิบัติการ การระดมสมอง การอภิปราย หรือการสนทนาแลกเปลี่ยนความคดิ เห็น การสัมมนา การเรียนรูจากการปฏิบัติจรงิ การอบรมเพ่ือปรับเปล่ียนพฤตกิ รรมการศกึ ษาดูงานภาคสนาม หรือการศึกษานอกสถานท่ี การสนทนาวงกลม เกมการศึกษา เทคนิค AIC การจดั ใหมีประสบการณ การทัศนศกึ ษา การประชุมคณะทํางาน กิจกรรมนันทนาการ โครงการรวมมือกับมหาวิทยาลัย การรับฟง ความคิดเห็นจากทุกทิศทาง การเขา คา ยพักแรม การปฐมนิเทศ การเปด โอกาสเรียนรูการทํางานของผูบริหารระดับสูงโดยใกลชดิ หรือใหเ รยี นรยู ทุ ธศาสตรข ององคการ การฝกวิธีทํางาน การวิจัย การศกึ ษากรณีตัวอยา ง การเดนิ ทางทองเทีย่ วแบบแผนพฤติกรรม
15เอกสารอางองิแคทลียา ศรใี ส. (2548). ความสัมพันธระหวางภาวะผูนําการเปลีย่ นแปลงกบั การสรางทีมงานของผบู รหิ าร โรงเรยี นเอกชน สาํ นักผตู รวจราชการประจําเขต ตรวจราชการท่ี 3. วิทยานิพนธ กศ.ม., มหาวทิ ยาลัย บรู พา, ชลบุร.ีณฎั ฐ ชาคํามูล. (2555). รูปแบบการพัฒนาภาวะผูนําเชงิ เปลย่ี นผา นทางสงั คมของผบู ริหารสถานศกึ ษาสังกดั สาํ นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน. วิทยานพิ นธ กศ.ด., มหาวิทยาลยั นเรศวร.นิตย สมั มาพนั ธ. (2546). ภาวะผูนํา: พลังขับเคล่อื นองคก รสคู วามเปนเลศิ (พิมพค ร้ังท่ี 2). กรงุ เทพฯ: ซเี อ็ด ยูเคช่นั .บุหงา วชริ ะศักดมิ์ งคล (2557). ภาวะผูนําทางวชิ าการ. สบื คนเมอ่ื 19 เมษายน 2561. จาก http://www.kruinter.com/file/84320141028183830-[kruinter.com].pdfประยุทธ ชูสอน. (2547). ภาวะผนู ําการเปลี่ยนแปลง: แนวคิดเพื่อพัฒนาความเปน ผูบริหารมืออาชพี . วารสาร ศึกษาศาสตร มข.,27 (3) , 29.ประเวศ วะสี. (2540). ภาวะผนู ํา: พยาธิสภาพในสงั คมไทยและวธิ ีแกไข. กรุงเทพฯ: พิมพไทย.พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยตุ ฺโต). (2540). ภาวะผนู ําความสาํ คญั ตออนาคตไทย. กรุงเทพฯ: พมิ พไทย.ราชบณั ฑิตยสถาน. (2551). พจนานกุ รมศัพทศ กึ ษาศาสตร อักษร A-L. กรงุ เทพฯ: อรณุ การพมิ พ.วรภัทร ภูเจริญ. (2553). คัมภรี ผ ูนาํ เทนนคิ การเปน ผูนําทีช่ นะใจคนทั้งโลก. กรงุ เทพฯ: สามลดา.วิโรจน สารรัตนะ. (2546). การบริหารการศึกษา หลกั การ ทฤษฎี หนา ท่ี ประเด็น และบทวเิ คราะห (พมิ พค ร้ังที่ 4). กรงุ เทพฯ: โรงพิมพท พิ ยวิสุทธ์.ิวโิ รจน สารรัตนะ. (2547). ภาวะผนู ํา: จากทฤษฎสี ขู อเสนอตัวแบบหลกั สตู รพฒั นาบคุ ลากร. วารสารศกึ ษาศาสตร มข.,27 (3) , 47.ศิริวรรณ เสรรี ัตน และสมชาย หริ ัญกิตติ. (2540). ศัพทการบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย. กรงุ เทพฯ: Diamond in Business World.สิปปนนทเกตุทัต. (2540). วิสัยทัศนกวา งไกลปฏบิ ัตไิ ดผ ลจริง: ภาวะผูนาํ ความสําคญั ตออนาคตไทย. กรุงเทพฯ: สาํ นักพิมพพิมพไทย.สเุ ทพ พงศศรวี ฒั น. (2549). บริบทกบั การเลือกใชภาวะผนู ําแบบเปล่ียนสภาพ และแบบแลกเปล่ยี น. สบื คน เม่อื 9 มกราคม 2553, จาก http://suthep.ricr.ac.th/leader20.doc.สเุ ทพ พงศศ รวี ัฒน. (2549). รูปแบบภาวะผูน ําเพื่อการเปลีย่ นแปลงทางสังคม. สืบคนเม่ือ 15 มกราคม 2553, จาก http://suthep.cru.in.th/leader24.doc.สุพจน ศรีนุตพงษ และ พลสัณห โพธศ์ิ รที อง. (2556). รูปแบบการพฒั นาภาวะผูนําทางวิชาการของครูทส่ี ง เสรมิ การ จดั การเรียนรดู วยการใชเทคโนโลยสี ารสนเทศในสถานศึกษาข้นั พื้นฐาน. วารสารวชิ าการมหาวิทยาลัยอสี เทริ น เอเชีย. 3 (2), 105-115สพุ รรัตน สัตตธนชัยภัทร. (2554). กลยุทธการพฒั นาภาวะผูนําทางวิชาการของครู. วิทยานิพนธ กศ.ด. , จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย.
16อานนั ท ปน ยารชนุ . (2540). วสิ ยั ทัศนก วา งไกลปฏิบตั ไิ ดผลจรงิ :ภาวะผูนําความสําคัญตออนาคตไทย. กรุงเทพฯ: พิมพไทย.Bartol, K.M. and Martin, D.C. (1994) . Management (2nd ed.) . New York: McGraw-Hill.Hornby, A. S., Cowle, A.P. and Lewis, J. W. (1993). Oxford advanced learner’s dictionary (4th ed.) .Oxford: Oxford University.Komives, S. R, Dugan, J. P., Owen, J. E., Slack, C., Wangner, W. and Associates. (2011). The handbook for student leadership development.San Francisco, CA: Jossey-Bass.Moorhead, G. and Griffin. R. W. (1995) . Organizational behavior: managing people and organizations (4th ed.) . Boston: Houghton Mifflin Company.Schermerhorn, J.R. (1999) . Management (6th ed.) . New York: John Wiley and Sons.Trewatha, R. L. and Newport, G.M. (1982) .Management (3rd ed.) . N.P.: Texas.Yukl, G. (1998) .Leadership in organizations (4th ed.) . Englewood Cliffs, NJ: Prentice Hall.
Search
Read the Text Version
- 1 - 16
Pages: