Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เล่มสหกิจสมบูรณ์- 3 - Copy

เล่มสหกิจสมบูรณ์- 3 - Copy

Published by thossaporn.2555, 2020-08-22 04:12:07

Description: เล่มสหกิจสมบูรณ์- 3 - Copy

Search

Read the Text Version

1 บทที่ 1 บทนา 1.1ช่ือและทต่ี ้ัง ชื่อ สานกั งานพฒั นางานพฒั นาชุมชนอาเภอระแงะ ทต่ี ้ัง อาเภอระแงะ เป็นอาเภอหน่ึงในจานวน ๑๓ อาเภอ ของจงั หวดั นราธิวาส ต้งั อยบู่ ริเวณก่ึงกลางของ พ้ืนที่จงั หวดั นราธิวาส เย้อื งไปทางทิศตะวนั ตก ที่วา่ การอาเภอ ต้งั อยบู่ นถนนระแงะมรรคา หมูท่ ่ี ๑ ตาบล ตนั หยงมสั อยหู่ ่างจากสถานีรถไฟตนั หยงมสั ประมาณ ๒ กิโลเมตร และระยะทางห่างจากศาลากลางจงั หวดั นราธิวาสประมาณ ๒๒ กิโลเมตร เป็นอาเภอที่มีพ้นื ที่จรดเทือกเขาสันกาลาคีรี กล่าวคือดา้ นทิศตะวนั ออก เฉียงใต้ จะมีเทือกเขาสันกาลาคีรี เป็นเส้นพรมแดนระหวา่ งประเทศไทยกบั ประเทศมาเลเซียมีอาณาเขต ติดต่อ ดงั น้ี ทิศเหนือ ติดต่อกบั อาเภอยงี่ อ อาเภอรือเสาะ และอาเภอเมืองนราธิวาส ทิศใต้ ติดต่อกบั อาเภอจะแนะ อาเภอสุคิริน และอาเภอสุไหงปาดี ทิศตะวนั ออก ติดต่อกบั อาเภอเจาะไอร้อง ทิศตะวนั ตก ติดต่อกบั อาเภอรือเสาะ อาเภอศรีสาคร และอาเภอจะแนะ สภาพพืน้ ท่ี อาเภอระแงะ มีเน้ือท่ีประมาณ ๔๒๕ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๒๗๑,๖๑๓ ไร่ลกั ษณะพ้ืนท่ี เป็นป่ าและภูเขาประมาณคร่ึงหน่ึงของพ้ืนท่ีท้งั หมด (พ้นื ท่ีตาบลเฉลิม ตาบลมะรือโบตก ตาบลบองอ ตาบล บาโงสะโต และตาบลกาลิซา ) ในส่วนท่ีเหลือโดยทวั่ ไปเป็ นพ้ืนท่ีราบ (พ้นื ที่ตาบลตนั หยงมสั และตาบล ตนั หยงลิมอ) อาเภอระแงะ มีลาน้าสาคญั ไหลเลียบเชิงเขาดา้ นตะวนั ตกแลว้ วกเขา้ เขตอาเภอ เรียกวา่ “คลอง ตนั หยงมสั ” ไหลผา่ นอาเภอยงี่ อลงสู่คลองยะกงั และไหลลงแม่น้าบางนราในเขตอาเภอเมืองออกสู่ทะเล สภาพภูมิอากาศ ลกั ษณะสภาพภูมิอากาศของอาเภอระแงะ จะมีลกั ษณะร้อนช้ืน มี ๒ ฤดู คือ - ฤดูร้อน ระหวา่ งเดือนมีนาคม - เดือนเมษายน - ฤดูฝน ระหวา่ งเดือนกรกฏาคม-เดือนกุมภาพนั ธ์ของปี ถดั ไป ช่วงท่ีมีฝนตกชุก มากท่ีสุด คือระหวา่ งเดือนพฤศจิกายน-เดือนธนั วาคม ของทุกปี อุณหภูมิเฉล่ียประมาณ ๒๗.๒๙ องศา เซลเซียส ประชากร ประชากรของอาเภอระแงะ รวมท้งั สิ้น 92,343 คน 21,918 ครัวเรือน ศาสนา

2 - ประชากร ร้อยละ ๙๐ นบั ถือศาสนาอิสลาม - ประชากร ร้อยละ ๑๐ นบั ถือศาสนาพุทธ ภาษา ประชาชนทวั่ ไปในพ้ืนที่อาเภอระแงะ ส่วนใหญ่นิยมใชภ้ าษาทอ้ งถิ่น เรียกวา่ “ภาษามลายพู ้นื เมือง” หรือ “ภาษายาว”ี ในชีวติ ประจาวนั มากกวา่ ภาษาไทย คาขวญั อาเภอ ระแงะ เมืองพระยา ลองกอง ล้าค่า ประชา มีน้าใจ วสิ ัยทศั น์ เป็นหน่วยงานของรัฐในการขบั เคล่ือนกิจกรรมเพ่ือส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วม กระบวนการ เรียนรู้ของชุมชน การบริหารจดั การชุมชน เพื่อสร้างพลงั ชุมชนใหเ้ ขม้ แขง็ และสามารถพ่งึ ตนเองไดอ้ ยา่ ง ยงั่ ยนื พนั ธกจิ 1. พฒั นาระบบและกลไกส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ของชุมชน 2. ส่งเสริม สนบั สนุน และพฒั นาการบริหารจดั การชุมชน 3. ส่งเสริมการพฒั นาระบบกลไกและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชุมชนตามปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง 4. พฒั นาสมรรถนะองคก์ รในการทางานเชิงบูรณาการ 1.2ประวตั ิสถานประกอบการ กรมการพฒั นาชุมชนเป็ นหน่วยราชการระดบั กรม ของกระทรวงมหาดไทย ก่อต้งั ข้ึนเมื่อวนั ท่ี1 ตุลาคม2505 ตามพระราชบญั ญตั ิปรับปรุงกระทรวงทบวงกรมฉบบั ที่10พ.ศ.2505โดยโอนกิจการ บริหาร ของส่วนพฒั นาการ ทอ้ งถ่ินกรมมหาดไทยเดิมเป็นกิจการ บริหารของกรมการพฒั นาชุมชน ในขณะท่ีกิจการ บริหารของกรมมหาดไทย ไดโ้ อนเป็ นกรมการปกครอง ในปัจจุบนั ตามพระราชบญั ญตั ิโอนกิจการบริหาร ของกระทรวงมหาดไทย ซ่ึงปรับปรุงใหมพ่ .ศ.2505 และเนื่องจากกรมการพฒั นาชุมชนและกรมการปกครอง มีรากฐานมาจากกรมมหาดไทย เหมือนกนั มีความสัมพนั ธ์กนั ในทางจิตใจ ในทางการงานท่ีตอ้ งปฏิบตั ิให้ บรรลุผลตามนโยบายของกระทรวงร่วมกนั กระทรวงมหาดไทยจึงมี หนงั สือด่วนมากที่1890/2505 ลงวนั ท่ี 12พฤศจิกายน2505ส่งั การไปยงั ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั ทุกจงั หวดั ใหร้ ับทราบคาส่ังที่1358/2505 เรื่องระเบียบวา่ ดว้ ยความสัมพนั ธ์และปฏิบตั ิงานร่วมกนั ของกรมการปก ครองและกรมการพฒั นาชุมชน สรุปไดว้ า่ \"การพฒั นาชุมชนเป็นนโยบายสาคญั ของรัฐบาล ในยคุ น้นั ท่ีจะปรับปรุงความเป็นอยแู่ ละ มาตรฐาน การครองชีพของประชาชน ในชนบทใหด้ ียงิ่ ข้ึนในระดบั อาเภอ มีนายอาเภอเป็นผปู้ ระสานงาน ระหวา่ ง เจา้ หนา้ ท่ีวชิ าการของกระทรวง ทบวงกรมต่างๆ กบั พฒั นากร ใหป้ ฏิบตั ิงานร่วมกนั ตามหลกั การ ระเบียบและวธิ ีการ ในระดบั จงั หวดั ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั เป็นผูร้ ับผดิ ชอบ ในการบริหารงานพฒั นาชุมชน

3 โดยอาศยั การประสานงาน อยา่ งใกลช้ ิด ระหวา่ งส่วนราชการ ตา่ ง ๆ ของจงั หวดั กระทรวงมหาดไทยมี นโยบายใหข้ า้ ราชการของท้งั สองกรม น้ีไดม้ ีโอกาสศึกษา ประชุม สมั มนาและร่วมกนั ปฏิบตั ิงาน พฒั นา ชุมชน ใหม้ ากที่สุดเท่าท่ีจะทาไดแ้ ละมีหลกั การสบั เปลี่ยนโอน หรือยมื ตวั หมุนเวยี นกนั ไปปฏิบตั ิงานไดต้ าม ความจาเป็น และเหมาะสมในการสอบคดั เลือกเพ่ือเล่ือนข้นั ของขา้ ราชการของกรมการปกครอง กรมการ พฒั นาชุมชน สานกั งานเลขานุการรัฐมนตรี และสานกั งานปลดั กระทรวงมหาดไทย สามารถสอบร่วมกนั ได้ ความหมายของโลโก้กรมการพฒั นาชุมชน วงกลมภายในเป็ นรูปโครงสร้างของบ้านชนบท มีตวั อกั ษร พช. อยู่ใต้รูปบ้านมีลายกนก แบบ เคร่ืองหมาย ๖ และ ๙ บนตวั อกั ษร พ. และอกั ษร ช.ขอบวงกลมลอ้ มรอบวงกลมภายในมี4 สี4 ช่วงหมายถึง หลกั การทางาน 4 ป. โลโก้สานักงานพฒั นาชุมชน 1. สีขาว หมายถึง ประชาชน 2. สีแดง หมายถึง ประชาธิปไตย 3. สีเทา หมายถึง ประสานงาน 4. สีน้าเงิน หมายถึง ประหยดั 1.3 ลกั ษณะการดาเนินงานของสถานประกอบการ ลกั ษณะงานของสถานประกอบการ มีภารกิจเกี่ยวกบั การส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ และการมส่วนร่วมของ ประชาชน ส่งเสริมและพฒั นาเศรษฐกิจชุมชนฐานรากใหม้ ีความมน่ั คง และมีเสถียรภาพโดยสนบั สนุนใหม้ ี การจดั ทา และใชป้ ระโยชนจ์ ากขอ้ มูลสารสนเทศ ศึกษา วิเคราะห์ วจิ ยั จดั ทายทุ ธศาสตร์ชุมชนตลอดจนการ

4 ฝึกอบรมและพฒั นาบุคลากรที่เก่ียวขอ้ งในการพฒั นาชุมชนเพื่อใหเ้ ป็นชุมชนเขม้ แขง็ อยา่ งยง่ั ยนื โดยมีอานาจ หนา้ ท่ีดงั ต่อไปน้ี 1. กาหนดนโยบาย ยทุ ธศาสตร์มาตรการ และแนวทางในการพฒั นาชุมชนระดบั ชาติเพือ่ ใหห้ น่วยงานของรัฐ เอกชน และผมู้ ีส่วนเกี่ยวขอ้ งดา้ นการพฒั นาชุมชน ไดใ้ ชเ้ ป็นกรอบแนวทางในการดาเนินงานเพื่อเสริมสร้าง ความสามารถและความเขม้ แขง็ ของชุมชน 2. จดั ทาและพฒั นาระบบมาตรฐานการพฒั นาชุมชน เพอ่ื ใชเ้ ป็นเคร่ืองมือสาหรับประเมิน ความกา้ วหนา้ และ มาตรฐานการพฒั นาของชุมชน 3. พฒั นาระบบและกลไกในการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้การจดั การความรู้การอาชีพ การออมและการ บริหารจดั การเงินทุนของชุมชน เพ่ือเสริมสร้างขีดความสามารถของประชาชน ชุมชน ผนู้ าชุมชนองคก์ าร ชุมชน และเครือข่ายองคก์ ารชุมชน 4. สนบั สนุนและพฒั นาระบบขอ้ มูลสารสนเทศชุมชน ส่งเสริมการใชป้ ระโยชน์และการใหบ้ ริการขอ้ มูล สารสนเทศชุมชน เพ่ือใชใ้ นการวางแผนบริหารการพฒั นาไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ 5. ศึกษา วเิ คราะห์วจิ ยั พฒั นา และสร้างองคค์ วามรู้เพอื่ ใชใ้ นงานพฒั นาชุมชน และการจดั ทายทุ ธศาสตร์ ชุมชน 6. ฝึกอบรมและพฒั นาขา้ ราชการ เจา้ หนา้ ท่ีที่เกี่ยวขอ้ ง ผนู้ าชุมชน องคก์ ารชุมชน และเครือขา่ ยองคก์ าร ชุมชนใหม้ ีความรู้ทกั ษะ ทศั นคติและสมรรถนะในการทางาน รวมท้งั ใหค้ วามร่วมมือทางวชิ าการดา้ นการ พฒั นาชุมชนแก่หน่วยงานท้งั ในประเทศและต่างประเทศ 7. ปฏิบตั ิการอื่นใดตามที่กฎหมายกาหนดใหเ้ ป็ นอานาจหนา้ ท่ีของกรม หรือตามท่ีกระทรวงหรือ คณะรัฐมนตรีมอบหมาย

5 1.4 รูปแบบการจดั องค์กรและการบริหารองค์กร บุคลากรสานักงานพฒั นาชุมชนอาเภอระแงะ นายอธิธ์พล สารบญั พฒั นาการอาเภอระแงะ นางฟิ รดาว เบญ็ อาริษ นางรัชนี เจะหะ นกั วชิ าการพฒั นาชุมชนชานาญการ นกั วชิ าการพฒั นาชุมชนชานาญการ นางอามีเราะห์ บอเถาะ นายเภาซี กาเจ นกั วชิ าการพฒั นาชุมชนปฏิบตั ิการ นกั วชิ าการพฒั นาชุมชนปฏิบตั ิการ นางสาวรอฮานา ลอแมง อาสาพฒั นา รุ่นท่ี70 1.5 ตาแหน่งและหน้าทง่ี านทน่ี ักศึกษาได้รับมอบหมาย ตาแหน่งงานทไี่ ด้รับมอบหมาย นายธชั พล แสนสุข ตาแหน่ง ผชู้ ่วยนกั วชิ าการพฒั นาชุมชนชานาญงาน นางสาวไอดะห์ สูดี ตาแหน่ง ผชู้ ่วยนกั วชิ าการพฒั นาชุมชนปฏิบตั ิงาน หน้าทงี่ านทไ่ี ด้รับหมอบหมาย -ลงรับหนงั สือ -เสนอลายเซน -เขา้ ร่วมโครงการกีฬาสานสัมพนั ธ์ระดบั อาเภอ --เขา้ ร่วมโครงการกีฬาสานสมั พนั ธ์ระดบั โซน

6 -ลงพ้นื ที่หมู่บา้ นเศรษฐกิจพอเพยี งตน้ แบบ หมู3่ ต.ตนั หยงมสั อ.ระแงะ จ.นราธิวาส -ลงพ้ืนท่ีประกวดหมูบ่ า้ นเศรษฐกิจพอเพียง หมู3่ ต.ตนั หยงมสั อ.ระแงะ จ.นราธิวาส -คียข์ อ้ มูลกองทุนบทบาทสตรี -คียข์ อ้ มูล จปฐ. -จดั เก็บเล่มจปฐ. 1.6 พนักงานทป่ี รึกษา และ ตาแหน่งของพนักงานทปี่ รึกษา นางสาวฟิ รดาว เบญ็ อาริษ ตาแหน่ง นกั วชิ าการพฒั นาชุมชนชานาญงาน 1.7 ระยะเวลาทฝี่ ึ กสหกจิ ศึกษา วนั จนั ทร์ท่ี 7 มกราคม พ.ศ.2562 ถึง วนั ศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ.2562 1.8ทมี่ าและความสาคญั ของโครงงาน 1.หลกั การและเหตุผล จากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบนั ท่ีเราไดป้ ระสบปัญหากบั สภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ต่าลงน้นั ส่งผลใหร้ าคาสินคา้ ในตลาดปรับตวั สูงข้ึนตามไปดว้ ย ซ้ึงทาใหค้ นในชุมชนอาจจะรู้สึกกงั วลกบั ปัญหารายจ่าย ภายในครัวเรือนท่ีตอ้ งมีรายจ่ายเพิ่มข้ึน แต่รายรับยงั คงมีเท่าเดิม ดงั น้นั เราจึงไดจ้ ดั ทาโครงการน้นั เพ่ือช่วยให้ คนในชุมชน ใหม้ ีรายจ่ายภายในครัวเรือนท่ีลดนอ้ ยลงซ่ึงเราตอ้ งเริ่มจากส่ีงท่ีเราใชท้ ุกวนั เช่น น้ายาลา้ งจานท่ีมี ราคาสูงข้ึนเหมือนกนั เราจึงไดจ้ ดั ทาโครงการน้ีข้ึนเพื่อท่ีจะให้คนในชุมชนรู้ถึงวิธีการทาน้ายาลา้ งจานใชเ้ อง ซ้ึงจะทาใหล้ ดรายจา่ ยในครัวเรือนได้ ความรู้ท่ีได้จากการเขา้ ร่วมโครงการในคร้ังน้ีสามารถนาความรู้ท่ีไดจ้ ากเป็ นการอบรมไปต่อยอด เป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพเสริมหรืออาชีพหลกั ทารายไดใ้ หก้ บั ครอบครัวและชุมชนของตนเองได้ ดงั น้ัน น้ายาล้างจานท่ีทาข้ึนจากมะนาวท่ีได้ผลิตข้ึนในคร้ังน้ีจึงเป็ นผลิตภณั ฑ์ทาความสะอาด ทางเลือกใหม่ท่ีดีอีกทางหน่ึงซ่ึงประหยดั ค่าใช้จ่ายและส่งเสริมให้คนในชุมชนมีอาชีพเสริมและคนใน ครัวเรือนไดม้ ีการดารงชีวติ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงจึงมีการจดั โครงการ การผลิตน้ายาลา้ งจานใหก้ บั คน ในชุมชนสามารถผลิตน้ายาลา้ งจานใชเ้ องไดใ้ นครัวเรือน วตั ถุประสงค์ 1.เพื่อใหค้ วามรู้เร่ืองการหาอาชีพเสริม และการหารายไดใ้ หต้ นเองและครอบครัว 2.เพ่ือใหค้ วามรู้เรื่องการสนบั สนุนใหผ้ คู้ นใชผ้ ลิตภณั ฑจ์ ากวสั ดุธรรมชาติมากกวา่ ผลิตภณั ฑจ์ ากสารเคมี ประโยชน์ทสี่ ถานประกอบการจะได้รับ 1 เพอื่ ใหส้ านกั งานนาโครงการน้ีไปต่อยอดและใชใ้ นโครงการคร้ังต่อไป 2 เพอ่ื ใหส้ านกั งานนาจุดที่บกพร่องในโครงการน้ีไปพฒั นาใหด้ ียงิ่ ข้ึน และใหเ้ กิดประโยชน์สูงสุด

7 บทที่ 2 ทฤษฎแี ละเทคโนโลยกี บั โครงงานสหกจิ ศึกษา 2.1แนวคิดทฤษฎที เ่ี กยี่ วข้อง 1.ทฤษฎเี ศรษฐกจิ พอเพยี งกบั ทฤษฎใี หม่ตามแนวพระราชดาริ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่คนไทยโดยมากรับรู้น้ัน เป็ นเน้ือหาในส่วนท่ีประกอบด้วย คุณลกั ษณะ 3 ประการ และ 2 เงื่อนไข ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีระบบภูมิคุม้ กนั ในตวั ที่ดี โดยอาศยั ความรู้ และ คุณธรรมเป็ นเง่ือนไขในการดาเนินงาน การจะนาปรัชญามาปฏิบตั ิให้เกิดผล จาเป็ นตอ้ งมีแบบแผนหรือ ระเบียบวิธีดาเนินงาน เพ่ือแปลงหลกั การใน “ปรัชญา” ซ่ึงมีความเป็ นนามธรรมสูง ให้เป็ น “ทฤษฎี” ท่ี สามารถอธิบายข้นั ตอนการดาเนินงานหรือการนาไปปฏิบตั ิที่มีความเป็ นรูปธรรม และให้ผลลพั ธ์เดียวกนั เมื่อดาเนินการตามทฤษฎีน้นั การดาเนินงานใด ที่ขาดทฤษฎีรองรับ เสมือนกบั การขาดเหตุผลและรากฐาน ใหแ้ ก่ปรากฏการณ์หรือขอ้ มูลในภาคปฏิบตั ิ เปิ ดช่องใหม้ ีการอธิบายหรือกล่าวอา้ งแบบเล่ือนลอย ท้งั ในกรณี ที่สาเร็จและลม้ เหลว เช่น ธุรกิจ บอกว่า ตนเองประสบความสาเร็จ ดว้ ยการใชห้ ลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพยี ง คร้ันพอถามถึงวธิ ีการดาเนินงาน กด็ ูเหมือนไม่ไดม้ ีวตั รปฏิบตั ิใดที่สะทอ้ นถึงคุณลกั ษณะ 3 ประการ อยา่ งเด่นชดั หรือแตกต่างจากการดาเนินงานของธุรกิจที่ประสบความสาเร็จทว่ั ไป หรือ รัฐบาล บอกวา่ จะ บริหารราชการแผน่ ดินตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างให้เกิดความมง่ั คงั่ มนั่ คง ยงั่ ยนื และ พฒั นาสู่ประเทศไทย 4.0 ดว้ ยโมเดลเศรษฐกิจแบบ “ทานอ้ ย ไดม้ าก” (ขณะที่ แนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง คือ “ทาตามลาดบั ข้นั ”) ในภาคเกษตร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไดท้ รงคิดคน้ รูปแบบของ “เกษตรทฤษฎีใหม่” ข้ึนดว้ ยพระองคเ์ อง จากแนวคิดในการแกไ้ ขปัญหาความแห้งแลง้ และการ ขาดน้าเพ่ือการเกษตรกรรม โดยใช้วิธีเลียนแบบหลกั ธรรมชาติในการสร้างความสมดุลระหวา่ งสภาพตาม ธรรมชาติและวิถีชีวิตของมนุษย์ และได้ใช้พ้ืนท่ีของมูลนิธิชัยพฒั นา ทดลองจนแน่พระทยั ว่าประสบ ผลสาเร็จ ทาใหม้ ีสถานภาพเป็นทฤษฎีท่ีไดร้ ับการพิสูจนแ์ ละทดสอบแลว้ ปัญหาของภาคธุรกิจที่น้อมนาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบตั ิ คือ การขาดทฤษฎีท่ีไดร้ ับการ พิสูจน์และทดสอบยนื ยนั ผลของการประยกุ ตอ์ ยา่ งเป็นระบบ และสามารถนาไปปฏิบตั ิซ้าไดส้ าเร็จการแปลง “ปรัชญา” เศรษฐกิจพอเพียง ใหเ้ ป็ น “ทฤษฎี” ธุรกิจในแต่ละสาขา จึงเป็ นความทา้ ทายอยา่ งยิง่ ไม่วา่ จะเป็ น ในภาคการผลิต ภาคการคา้ หรือภาคการบริการตา่ งๆ ในบทความที่ผมนาเสนอเร่ือง หลกั ธุรกิจในเศรษฐกิจพอเพียง ซ่ึงตีพิมพใ์ นหนงั สือพิมพก์ รุงเทพธุรกิจ เมื่อวนั ท่ี 12 ก.พ. 2551 ( http://pipat.com/2008/02/blog-post.html ) ไดพ้ ยายามเทียบเคียงให้เห็นมิติของ เศรษฐกิจพอพียง ท่ีมีความสอดคลอ้ งกบั มุมมองทางเศรษฐศาสตร์ ในเร่ืองกาไรสูงสุด ที่มีการพิจารณาค่าเสีย โอกาส และผลกระทบสู่ภายนอก (Externalities) ร่วมดว้ ย

8 นอกจากคุณลกั ษณะ 3 ประการ และ 2 เง่ือนไข ในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซ่ึงเป็ นที่รับรู้ในวง กวา้ ง พระองคย์ งั ไดจ้ าแนกเศรษฐกิจพอเพียงออกเป็ น 2 ระดบั (3 ข้นั ) คือ เศรษฐกิจพอเพียงในระดบั ท่ีเล้ียง ตวั เองไดบ้ นพ้ืนฐานของความประหยดั และการลดค่าใช้จ่ายท่ีไม่จาเป็ น เรียกว่า“เศรษฐกิจพอเพียงแบบ พ้ืนฐาน” ส่วนเศรษฐกิจพอเพียงในระดบั ที่มีการรวมตวั กนั เพ่ือร่วมกนั ดาเนินงานในเรื่องต่างๆ มีการสร้าง เครือขา่ ยและการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ โดยประสานความร่วมมือกบั ภายนอก เรียกวา่ “เศรษฐกิจพอเพียงแบบกา้ วหนา้ ” ข้นั แรก เป็ นเศรษฐกิจพอเพียงแบบพ้ืนฐาน ท่ีเนน้ ความพอเพียงในระดบั บุคคลและครอบครัว มีความ เป็นอยใู่ นลกั ษณะท่ีสามารถพ่งึ พาตนเองได้ และสามารถสนองความตอ้ งการข้นั พ้ืนฐาน (ปัจจยั 4) ได้ ข้นั ที่สอง เป็นเศรษฐกิจพอเพยี งแบบกา้ วหนา้ ที่เนน้ ความพอเพียงในระดบั กลุ่ม มีการรวมพลงั กนั ในรูป กลุ่มหรือสหกรณ์ เพอื่ ร่วมกนั ดาเนินงานในดา้ นตา่ งๆ โดยไดร้ ับความร่วมมือจากหน่วยงานท่ีเกี่ยวขอ้ ง ข้นั ท่ีสาม เป็ นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ท่ีเน้นความพอเพียงในระดบั เครือข่าย มีการร่วมมือกบั หน่วยงานภายนอกเพอ่ื การสร้างเครือข่าย เพอ่ื การขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย ให้สมประโยชน์ ดว้ ยกนั ทุกฝ่ าย หากจะเทียบเคียงระดบั ข้นั ของเศรษฐกิจพอเพียง กับมุมมองทางธุรกิจ ในเร่ืองการสร้างคุณค่าร่วม (Shared Value) จะพบความสอดคลอ้ งในท้งั สามระดบั กล่าวคือ ระดบั แรก เป็นความพอเพียง (การสร้างคุณค่าร่วม) ในระดบั องคก์ ร (Organization) ท่ีเนน้ ถึงการดารงอยู่ ของกิจการหรือความอยรู่ อดในธุรกิจ ระดบั ท่ีสอง เป็ นความพอเพียง (การสร้างคุณค่าร่วม) ในระดบั ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ท่ีมีการ ทางานกบั คูค่ า้ ในห่วงโซ่ธุรกิจเพ่อื การพฒั นาและยกระดบั ผลิตภาพ ระดบั ท่ีสาม เป็ นความพอเพียง (การสร้างคุณค่าร่วม) ในระดบั เครือข่ายความร่วมมือ (Cluster) ท่ีมีการ ทางานแบบขา้ มภาคส่วนเพอ่ื การพฒั นาขีดความสามารถทางการแขง่ ขนั ในระยะยาว จะเห็นวา่ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระองค์ทรงคิดคน้ และพระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทยน้นั มี ความเป็ นสากล กระทง่ั สามารถนามาอธิบายเทียบเคียงกบั ทฤษฎีทางธุรกิจสมยั ใหม่ได้อย่างสอดคล้อง ตอ้ งกนั ตา่ งกนั กเ็ พียงแตก่ ารใชศ้ พั ทบ์ ญั ญตั ิ ซ่ึงมีรากฐานท่ีมาจากแหล่งกาเนิดที่ต่างกนั เท่าน้นั เศรษฐกิจพอเพียง คืออะไร “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ วั ทรงมีพระราชดารัสช้ีแนะแนวทาง การ ดาเนินชีวติ แก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ต้งั แต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และ เม่ือภายหลงั ไดท้ รงเน้นย้าแนวทางการแกไ้ ขเพ่ือให้รอดพน้ และสามารถดารงอยูไ่ ดอ้ ยา่ งมน่ั คงและยง่ั ยืน ภายใตก้ ระแสโลกาภิวตั น์ และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นาปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพยี งไปเผยแพร่ เพ่อื เป็นแนวทางปฏิบตั ิของทุกฝ่ ายและประชาชนโดยทว่ั ไป ดงั น้ี

9 เศรษฐกิจพอเพียง เป็ นปรัชญาช้ีถึงแนวทางการดารงอยแู่ ละปฏิบตั ิตนของประชาชนในทุกระดบั ต้งั แต่ ระดบั ครอบครัว ระดบั ชุมชน จนถึงระดบั รัฐ ท้งั ในการพฒั นาและบริหารประเทศใหด้ าเนินไป ในทางสาย กลาง โดยเฉพาะการพฒั นาเศรษฐกิจเพ่อื ใหก้ า้ วทนั ตอ่ โลกยคุ โลกาภิวฒั น์ ความพอเพยี ง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจาเป็นที่จะตอ้ งมีระบบภูมิคุม้ กนั ในตวั ที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใด ๆ อนั เกิดจากการเปลี่ยนแปลงท้งั ภายนอกและภายใน ท้งั น้ีจะตอ้ ง อาศยั ความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมดั ระวงั อยา่ งย่ิง ในการนาวิชาการต่าง ๆ มาใชใ้ นการวางแผน และการดาเนินการทุกข้นั ตอน และขณะเดียวกนั จะตอ้ งเสริมสร้างพ้ืนฐานจิตใจของคนในชาติโดยเฉพาะ เจา้ หนา้ ที่ของรัฐ นกั ทฤษฎีและนกั ธุรกิจในทุกระดบั ให้มีสานึกในคุณธรรม ความซ่ือสัตยส์ ุจริต และให้มี ความรอบรู้ท่ีเหมาะสมดาเนินชีวติ ดว้ ยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญา และความรอบคอบ เพ่ือใหส้ มดุล และพร้อมต่อการรองรับการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วและกวา้ งขวาง ท้งั ดา้ นวตั ถุ สังคม ส่ิงแวดลอ้ ม และ วฒั นธรรมจากโลกภายนอกไดเ้ ป็นอยา่ งดี (สานกั งาน กปร.2550 : 5) หลกั แนวคิดของเศรษฐกจิ พอเพยี ง การพฒั นาตามหลกั เศรษฐกิจพอเพียง คือ การพฒั นาท่ีต้งั อยู่บนพ้ืนฐานของทางสายกลางและความไม่ ประมาท โดยคานึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุม้ กนั ที่ดี ในตวั ตลอดจนใช้ความรู้ ความรอบคอบ และคุณธรรมประกอบการวางแผน การตดั สินใจและ การกระทา ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง มีหลกั พจิ ารณาอยู่ 5 ส่วน ดงั น้ี 1.กรอบแนวคิด เป็ นปรัชญาที่ช้ีแนะแนวทางการดารงอยู่และปฏิบตั ิตนในทางที่ควรจะเป็ น โดยมี พ้ืนฐานมาจากวถิ ีชีวติ ด้งั เดิมของสังคมไทย สามารถนามาประยุกตใ์ ชไ้ ดต้ ลอดเวลาและเป็ นการมองโลกเชิง ระบบที่มีการเปล่ียนแปลงอยตู่ ลอดเวลา มุ่งเนน้ การรอดพน้ จากภยั วกิ ฤติเพื่อความมนั่ คงและความยงั่ ยนื ของ การพฒั นา 2.คุณลกั ษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนามาประยุกต์ใช้กบั การปฏิบตั ิไดใ้ นทุกระดบั โดยเน้นการ ปฏิบตั ิบนทางสายกลาง และการพฒั นาอยา่ งเป็นข้นั ตอน 3.คานิยาม ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะพร้อม ๆ กัน คือ ความพอประมาณ (Moderation) ความมีเหตุผล (Reasonableness) และการมีภูมิคุม้ กนั ในตวั ที่ดี (Self-immunity) ถา้ ขาด คุณลกั ษณะใดคุณลกั ษณะหน่ึงไปกจ็ ะไมส่ ามารถเรียกไดว้ า่ เป็นความพอเพยี ง ไดแ้ ก่ -ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดี ไม่มากหรือนอ้ ยเกินไปในมิติต่าง ๆ ของการกระทา 5 ประการ คือ 1.1 ดา้ นจิตใจ คือ เริ่มตน้ จากตนเองตอ้ งต้งั สติ มีปัญญา มีจิตสานึกท่ีดี มีเมตตา เอ้ืออาทร มีความเขา้ ใจ และประนีประนอม คานึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม เขม้ แขง็ และพ่งึ ตนเองได้

10 1.2 ดา้ นสังคม คือ การสร้างความพอดีในทุกระดบั ของสังคม โดยเร่ิมจากครอบครัว ชุมชนและสังคม ซ่ึงตอ้ งช่วยเหลือเก้ือกูลกนั สร้างความเขม้ แข็งใหแ้ ก่ชุมชน รู้จกั ผนึกกาลงั และที่สาคญั มีกระบวนการเรียนรู้ ที่เกิดจากฐานรากท่ีมน่ั คงและแขง็ แรง 1.3 ดา้ นเศรษฐกิจ คือ ตอ้ งอยอู่ ยา่ งพอดี พอมีพอกิน ไม่หรูหรา ฟ่ ุมเฟื อย 1.4 ดา้ นเทคโนโลยี คือ ควรเหมาะสมสอดคลอ้ งกบั สภาวะและความตอ้ งการของประเทศ และควร พฒั นาเทคโนโลยจี ากภูมิปัญญาทอ้ งถ่ินใหส้ อดคลอ้ งเป็ นประโยชนต์ ่อสภาพแวดลอ้ มของเรา 1.5 ดา้ นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ ม คือ ใชอ้ ยา่ งประหยดั และมีประสิทธิภาพ ตลอดจนรณรงค์ รักษาทรัพยากรธรรมชาติใหเ้ กิดความยงั่ ยนื สูงสุด -ความมีเหตุผล หมายถึง การตดั สินใจเกี่ยวกบั ระดบั ของความพอเพียงน้นั จะตอ้ งเป็ นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจยั ท่ีเกี่ยวขอ้ ง ตลอดจนคานึงถึงผลท่ีคาดว่าจะเกิดข้ึนจากการกระทาน้นั ๆ อย่าง รอบคอบ ซ่ือตรงและไมโ่ ลภอยา่ งมาก -การมีภูมิคุม้ กนั ที่ดีในตวั หมายถึง การเตรียมตวั ใหพ้ ร้อมรับผลกระทบและการ เปลี่ยนแปลงดา้ นต่าง ๆ ท่ีจะเกิดข้ึน โดยคานึงถึงความเป็ นไปไดข้ องสถานการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะ เกิดข้ึนในอนาคตท้งั ใกลแ้ ละไกล 4. เงื่อนไข การตดั สินใจและการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ใหอ้ ยใู่ นระดบั พอเพียงน้นั ตอ้ งอาศยั ท้งั ความรู้ และคุณธรรมเป็นพ้นื ฐาน กล่าวคือ -เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความ รอบคอบที่จะนาความรู้เหล่าน้นั มาพิจารณาใหเ้ ชื่อม เพ่ือประกอบการวางแผนและการใชค้ วามระมดั ระวงั ในข้นั ปฏิบตั ิ -เง่ือนไขคุณธรรม ท่ีจะตอ้ งเสริมสร้างประกอบดว้ ย มีความตระหนกั ในคุณธรรมมีความซ่ือสัตยส์ ุจริต และมีความอดทน มีความเพียร ใชส้ ติปัญญาในการดารงชีวติ ท่ีมา : สานกั งาน กปร. (2550:23) 2.ทฤษฎอี บั ราฮัม มสั โล ทฤษฎีความตอ้ งการตามลาดบั ข้นั ของมาสโลว(์ Hierarchy of Needs) อบั ราฮมั มาสโลว์ (Abraham Maslow) เป็ นผูว้ างรากฐานจิตวิทยามนุษยนิยม เขาไดพ้ ฒั นาทฤษฎี แรงจูงใจ ซ่ึงมีอิทธิพลตอ่ ระบบการศึกษาของอเมริกนั เป็นอนั มาก ทฤษฎีของเขามีพ้นื ฐานอยูบ่ นความคิดที่วา่ การตอบสนองแรงขบั เป็นหลกั การเพียงอนั เดียวท่ีมีความสาคญั ที่สุดซ่ึงมีเบ้ืองหลงั พฤติกรรมของมนุษย์ มาส โลวม์ ีหลกั การที่สาคญั เกี่ยวกบั แรงจูงใจ โดยเนน้ ในเร่ืองลาดบั ข้นั ความตอ้ งการ เขามีความเชื่อวา่ มนุษยม์ ี แนวโนม้ ที่จะมีความตอ้ งการอนั ใหม่ที่สูงข้ึนเมื่อความตอ้ งการพ้ืนฐานไดร้ ับการตอบสนอง เช่น ความมนั่ คง ความปลอดภยั กินอิ่มนอนหลบั ความตอ้ งการอื่นจะเขา้ มาทดแทน เป็ นพลงั ซ่ึงจูงใจให้ทาพฤติกรรม เช่น อาจเป็นความสาเร็จในชีวติ เป็นตน้ แรงจูงใจของคนเรามาจากความตอ้ งการพฤติกรรมของคนเรามุ่งไปสู่การ ตอบสนอง ความพอใจ มาสโลว์ แบ่งความตอ้ งการพ้นื ฐานของมนุษยเ์ ป็น 5 ระดบั ดว้ ยกนั ไดแ้ ก่

11 1.ความตอ้ งการทางสรีระ 2.ความตอ้ งการความมน่ั คงปลอดภยั 3.ความตอ้ งการความรักและเป็นส่วนหน่ึงของหมู่คณะ 4.ความตอ้ งการท่ีจะรู้สึกวา่ ตนเองมีค่า 5.ความตอ้ งการท่ีจะรู้จกั ตนเองตามสภาพที่แทจ้ ริงและพฒั นาศกั ยภาพของตน มาสโลว์ 1.ความตอ้ งการทางสรีระ(Physiological Needs) หมายถึง ความตอ้ งการพ้ืนฐานของร่างกายซ่ึง จาเป็นในการดารงชีวติ ไดแ้ ก่ ความตอ้ งการอาหาร น้า อากาศ เส้ือผา้ ฯลฯ ความตอ้ งการน้ีเริ่มต้งั แต่วยั ทารก กระทง่ั ถึงวยั ชรา มนุษยท์ ุกคนมีความตอ้ งการทางสรีระอยูเ่ สมอจะขาดไม่ได้ ถา้ อยูใ่ นสภาพท่ีขาดร่างกายจะ กระตุน้ ใหบ้ ุคคลทากิจกรรมขวนขวาย เพื่อตอบสนองความตอ้ งการ เหล่าน้ี ถา้ ตอ้ งการในข้นั แรกน้ีไม่ไดร้ ับ การบาบดั ความตอ้ งการข้นั ตอ่ ไปก็จะไม่เกิดข้ึน 2. ความตอ้ งการความมน่ั คงปลอดภยั (Safety Needs) หมายถึง ความตอ้ งการความมนั่ คงปลอดภยั ท้งั ทางดา้ นร่างกายและจิตใจ เพราะบุคคลไม่ตอ้ งเผชิญกบั ความไม่แน่นอนในการดารงชีวิต เช่น การสูญเสีย ตาแหน่ง การขาดแคลนทรัพยส์ ิน การถูกขู่เข็ญบงั คบั จากผูอ้ ่ืน มนุษย์จึงเกิดความตอ้ งการความมนั่ คง ปลอดภยั และหลกั ประกนั ชีวติ เช่น มีอาชีพที่มน่ั คง มีการอมทรัพยห์ รือสะสมทรัพย์ มีการประกนั ชีวติ ฯลฯ 3.ความตอ้ งการความรักและเป็ นส่วนหน่ึงของหมู่คณะ (Love and belonging Needs) หมายถึง ความตอ้ งการที่จะเป็ นที่รักของผอู้ ่ืน และตอ้ งการมีสัมพนั ธภาพท่ีดีกบั บุคคลอื่น และเป็ นส่วนหน่ึงของหมู่ คณะ เพราะมนุษย์ทุกคนย่อมต้องการเพ่ือนไม่ต้องการรู้สึกเหงา และอยู่คนเดียว ดังน้ันจึงต้องการมี สัมพนั ธภาพกบั บุคคลอ่ืน เป็ นสมาชิกกลุ่มใดกลุ่มหน่ึง เช่น กลุ่มครอบครัว กลุ่มที่ทางาน กลุ่มเพ่ือนบา้ น กลุ่มสันทนาการ เป็ นตน้ ความรู้สึกผูกพนั จะเกิดข้ึนเม่ืออยู่ในกลุ่ม และสมาชิกของกลุ่มย่อมเกิดความรัก ความเอาใจใส่ และยอมรับซ่ึงกนั และกนั 4. ความตอ้ งการที่จะรู้สึกวา่ ตนเองมีค่า (Esteem Needs) หมายถึง ความปรารถนาที่จะมองตนเองวา่ มีคุณค่าสูง เป็ นที่น่าเคารพยกย่องจากท้งั ตนเองและผูอ้ ่ืน ตอ้ งการที่จะให้ผูอ้ ื่นเห็นวา่ ตนมีความสามารถ มี คุณค่า มีเกียรติ มีตาแหน่งฐานะ บุคคลที่มีความตอ้ งการประเภทน้ีจะเป็ นผูท้ ีมีความมน่ั ใจในตนเอง และรู้สึก ว่าตนเองมีคุณค่ามีประโยชน์ หากความรู้สึกหรือความต้องการดังกล่าวถูกทาลายและไม่ได้รับการน ตอบสนองกจ็ ะรู้สึกมีปมดอ้ ย สิ้นหวงั มองโลกในแง่ร้าย ตอ้ งการสิ่งชดเชย ถา้ เกิดความรู้สึกรุนแรงจะทาให้ บุคคลน้นั เกิดความทอ้ ถอยในชีวติ เป็นโรคประสาท โรคจิต และอาจฆา่ ตวั ตายได้ 5. ความตอ้ งการท่ีจะรู้จกั ตนเองตามสภาพท่ีแทจ้ ริง และพฒั นาศกั ยภาพของตน (Self-Actualization Needs) หมายถึง ความตอ้ งการท่ีจะรู้จกั และเขา้ ใจตนเองตามสภาพที่แทจ้ ริง เพ่ือพฒั นาชีวิตของตนเองให้ สมบูรณ์ (Self-fulfillment) รู้จกั ค่านิยม ความสามารถและมีความจริงใจต่อตนเอง ปรารถนาที่จะเป็ นคนท่ีดี ที่สุดของตนเอง มีสติในการปรับตัว เปิ ดโอกาสให้ตนเองเผชิญกับความจริงของชีวิต และเผชิญกับ สิ่งแวดลอ้ มใหม่ๆ โดยคิดวา่ เป็นสิ่งท่ีทา้ ทายและน่าต่ืนเตน้ กระบวนการท่ีจะพฒั นาตนเองเตม็ ท่ีตามศกั ยภาพ

12 ของตนเองเป็ นกระบวนการที่ไม่มีจุดจบ ตลอดเวลาที่มีชีวิตอยูม่ นุษยท์ ุกคนตอ้ งการที่จะพฒั นาตนเองเต็มที่ ตามศกั ยภาพ มาส์โลว์ กล่าวถึง ลาดับของความต้องการต่างๆ ของมนุษย์ว่า ต้องเป็ นไปตามลาดับข้ันตาม ความสาคญั และสามารถยืดหยุน่ ได้ เมื่อความตอ้ งการเบ้ืองตน้ ไดร้ ับบาบดั แลว้ มนุษยจ์ ะให้ความสนใจกบั ความตอ้ งการข้นั สูงข้ึนเป็ นลาดบั ความตอ้ งการเหล่าน้ีเกิดเหตุผลท่ีวา่ มนุษยเ์ ป็ นสัตวโ์ ลกท่ีตอ้ งการเติบโต และดารงชีวติ อยใู่ นสงั คมอยา่ งมีความสุข มาส์โลว์ ต้งั สมมติฐานเกี่ยวกบั ความตอ้ งการของมนุษย์ ไวด้ งั น้ี 1. มนุษยม์ ีความตอ้ งการอยูเ่ สมอ และไม่มีท่ีสิ้นสุด ขณะที่ความตอ้ งการไดร้ ับการตอบสนองแลว้ ความตอ้ งการอยา่ งอ่ืนจะเกิดข้ึน ซ่ึงเป็นกระบวนการท่ีเร่ิมตน้ ต้งั แตเ่ กิดจนกระทงั่ ตาย 2. ความตอ้ งการท่ีไดรับการตอบสนองแลว้ จะไม่เป็ นสิ่งจูงใจของพฤติกรรมน้นั ๆอีกต่อไป ความ ตอ้ งการท่ียงั ไมไ่ ดร้ ับการตอบสนอง จึงจะเป็นสิ่งจูงใจพฤติกรรมของบุคคล 3. ความตอ้ งการของมนุษยจ์ ะเรียงกนั เป็ นลาดบั ข้นั ตามความสาคญั เม่ือความตอ้ งการในระดบั ต่า ได้รับการตอบสนองแล้ว มนุษย์จะให้ความสนใจกับความต้องการระดับสู งข้ึนไปเร่ื อยๆที่มา : https://nuttapong.wikispaces.com/หน่วยที่+3+การจูงใจ 3.แนวคิดทฤษฎกี ารจัดการความรู้ (Knowledge Management, KM) แนวคิดทฤษฎีการจดั การความรู้ (Knowledge Management, KM)คือ การรวบรวม สร้าง จดั ระเบียบ แลกเปลี่ยน และประยุกต์ใช้ความรู้ในองค์กร โดยพฒั นาระบบจาก ข้อมูล ไปสู่ สารสนเทศ เพ่ือให้ เกิด ความรู้ และ ปัญญา ในท่ีสุด การจดั การความรู้ประกอบไปดว้ ยชุดของการปฏิบตั ิงานท่ีถูกใชโ้ ดยองคก์ รต่างๆ เพ่ือที่จะระบุ สร้าง แสดงและกระจายความรู้ เพ่ือประโยชน์ในการนาไปใชแ้ ละการเรียนรู้ภายในองคก์ ร อนั นาไปสู่การจดั การ สารสนเทศที่มีประสิทธิภาพมากข้ึน ซ่ึงเป็ นสิ่งท่ีจาเป็ นสาหรับการดาเนินการธุรกิจที่ดี องค์กรขนาดใหญ่ โดยส่วนมากจะมีการจดั สรรทรัพยากรสาหรับการจดั การองค์ความรู้ โดยมกั จะเป็ นส่วนหน่ึงของแผนก เทคโนโลยสี ารสนเทศหรือแผนกการจดั การทรัพยากรมนุษย์ รูปแบบการจดั การองคค์ วามรู้โดยปกติจะถูกจดั ให้เป็ นไปตามวตั ถุประสงคข์ ององคก์ รและประสงคท์ ี่จะได้ ผลลพั ธ์เฉพาะดา้ น เช่น เพ่ือแบ่งปันภูมิปัญญา,เพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพการทางาน, เพื่อความไดเ้ ปรียบทางการ แข่งขนั , หรือเพ่อื เพิ่มระดบั นวตั กรรมใหส้ ูงข้ึน ประเภทของความรู้ ความรู้สามารถแบ่งออกเป็ นประเภทใหญ่ๆ ได้สองประเภท คือ ความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) และความรู้แฝงเร้น หรือความรู้แบบฝังลึก (Tacit Knowledge) ความรู้ชดั แจง้ คือความรู้ท่ีเขียน อธิบายออกมาเป็ นตวั อกั ษร เช่น คู่มือปฏิบตั ิงาน หนงั สือ ตารา เวบ็ ไซต์ Blog ฯลฯ ส่วนความรู้แฝงเร้นคือ

13 ความรู้ที่ฝังอยใู่ นตวั คน ไมไ่ ดถ้ อดออกมาเป็นลายลกั ษณ์อกั ษร หรือบางคร้ังก็ไม่สามารถถอดเป็ นลายลกั ษณ์ อกั ษรได้ ความรู้ที่สาคญั ส่วนใหญ่ มีลกั ษณะเป็ นความรู้แฝงเร้น อยูใ่ นคนทางาน และผูเ้ ชี่ยวชาญในแต่ละ เรื่อง จึงตอ้ งอาศยั กลไกแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้คนได้พบกัน สร้างความไวว้ างใจกนั และถ่ายทอดความรู้ ระหวา่ งกนั และกนั ความรู้แบบฝังลึก ความรู้แบบฝังลึก (Tacit Knowledge) เป็ นความรู้ท่ีไม่สามารถอธิบายโดยใชค้ าพูดได้ มีรากฐานมา จากการกระทาและประสบการณ์ มีลกั ษณะเป็ นความเชื่อ ทกั ษะ และเป็ นอตั วิสัย (Subjective) ตอ้ งการการ ฝึ กฝนเพ่ือให้เกิดความชานาญ มีลกั ษณะเป็ นเรื่องส่วนบุคคล มีบริบทเฉพาะ (Context-specific) ทาให้เป็ น ทางการและสื่อสารยาก เช่น วิจารณญาณ ความลบั ทางการคา้ วฒั นธรรมองค์กร ทกั ษะ ความเช่ียวชาญใน เร่ืองต่างๆ การเรียนรู้ขององคก์ ร ความสามารถในการชิมรสไวน์ หรือกระทงั่ ทกั ษะในการสังเกตเปลวควนั จากปล่องโรงงานวา่ มีปัญหาในกระบวนการผลิตหรือไม่ ความรู้ชัดแจ้ง ความรู้ชดั แจง้ (Explicit Knowledge) เป็ นความรู้ที่รวบรวมไดง้ ่าย จดั ระบบและถ่ายโอนโดยใช้ วิธีการดิจิทลั มีลกั ษณะเป็ นวตั ถุดิบ (Objective) เป็ นทฤษฏี สามารถแปลงเป็ นรหัสในการถ่ายทอดโดย วธิ ีการที่เป็นทางการ ไมจ่ าเป็นตอ้ งอาศยั การปฏิสมั พนั ธ์กบั ผอู้ ่ืนเพ่อื ถ่ายทอดความรู้ เช่น นโยบายขององคก์ ร กระบวนการทางาน ซอฟตแ์ วร์ เอกสาร และกลยทุ ธ์ เป้าหมายและความสามารถขององคก์ ร ความรู้ยิ่งมีลกั ษณะไม่ชดั แจง้ มากเท่าไร การถ่ายโอนความรู้ยิ่งกระทาไดย้ ากเท่าน้นั ดงั น้นั บางคนจึงเรียก ความรู้ประเภทน้ีวา่ เป็ นความรู้แบบเหนียว (Sticky Knowledge) หรือความรู้แบบฝังอยูภ่ ายใน (Embedded Knowledge) ส่วนความรู้แบบชดั แจง้ มีการถ่ายโอนและแบ่งปันง่าย จึงมีช่ืออีกช่ือหน่ึงวา่ ความรู้แบบร่ัวไหล ไดง้ ่าย (Leaky Knowledge) ความสมั พนั ธ์ของความรู้ท้งั สองประเภทเป็ นส่ิงท่ีแยกจากกนั ไม่ได้ ตอ้ งอาศยั ซ่ึง กนั และกนั (Mutually Constituted) (Tsoukas, 1996) เนื่องจากความรู้แบบฝังลึกเป็ นส่วนประกอบของความรู้ ท้งั หมด (Grant, 1996) และสามารถแปลงใหเ้ ป็นความรู้แบบชดั แจง้ โดยการส่ือสารดว้ ยคาพูด ตามรูปแบบของเซซี (SECI Model) (ของ Nonaka และ Takeuchi) ความรู้ท้งั แบบแฝงเร้นและแบบชดั แจง้ จะ มีการแปรเปลี่ยนถ่ายทอดไปตามกลไกต่างๆ เช่น การแลกเปล่ียนเรียนรู้ การถอดความรู้ การผสานความรู้ และการซึมซบั ความรู้ การจดั การความรู้น้นั มีหลายรูปแบบ มีหลากหลายโมเดล แต่ท่ีน่าสนใจ คือ การจดั การความรู้ ที่ทาให้คน เคารพศกั ด์ิศรีของคนอ่ืน เป็ นรูปแบบการจดั การความรู้ที่เช่ือวา่ ทุกคนมีความรู้ปฏิบตั ิในระดบั ความชานาญ ที่ต่างกนั เคารพความรู้ท่ีอยู่ในคน เพราะหากถา้ เคารพความรู้ในตาราวิชาการอย่างเดียวน้นั ก็เท่ากบั ว่าเป็ น การมองวา่ คนท่ีไมไ่ ดเ้ รียนหนงั สือ เป็นคนที่ไม่มีความรู้

14 กระบวนการจดั การความรู้(Knowledge Management Process) เป็นกระบวนการแบบหน่ึงท่ีจะช่วยใหอ้ งคก์ รเขา้ ใจถึงข้นั ตอนที่ทาให้เกิดกระบวนการจดั การความรู้ หรือพฒั นาการของความรู้ที่จะเกิดข้ึนภายในองคก์ ร ประกอบดว้ ย 7 ข้นั ตอน ดงั น้ี 1) การบ่งช้ีความรู้ เช่นพิจารณาวา่ วสิ ัยทศั น์/ พนั ธกิจ/ เป้าหมาย คืออะไร และเพื่อใหบ้ รรลุเป้าหมาย เรา จาเป็นตอ้ งรู้อะไร , ขณะน้ีเรามีความรู้อะไรบา้ ง, อยใู่ นรูปแบบใด, อยทู่ ี่ใคร 2) การสร้างและแสวงหาความรู้ เช่นการสร้างความรู้ใหม,่ แสวงหาความรู้จากภายนอก, รักษาความรู้เก่า, กาจดั ความรู้ท่ีใชไ้ มไ่ ดแ้ ลว้ 3) การจดั ความรู้ใหเ้ ป็ นระบบ เป็นการวางโครงสร้างความรู้ เพ่อื เตรียมพร้อมสาหรับการเกบ็ ความรู้ อยา่ งเป็ น ระบบในอนาคต 4) การประมวลและกลน่ั กรองความรู้ เช่นปรับปรุงรูปแบบเอกสารใหเ้ ป็นมาตรฐาน, ใชภ้ าษาเดียวกนั , ปรับปรุง เน้ือหาใหส้ มบูรณ์ 5) การเขา้ ถึงความรู้ เป็นการทาใหผ้ ใู้ ชค้ วามรู้น้นั เขา้ ถึงความรู้ที่ตอ้ งการไดง้ ่ายและสะดวก เช่น ระบบ เทคโนโลยสี ารสนเทศ (IT), Web board ,บอร์ดประชาสัมพนั ธ์ เป็นตน้ 6) การแบง่ ปันแลกเปล่ียนความรู้ ทาไดห้ ลายวธิ ีการ โดยกรณีเป็น Explicit Knowledge อาจจดั ทาเป็ น เอกสาร, ฐานความรู้, เทคโนโลยสี ารสนเทศ หรือกรณีเป็น Tacit Knowledge อาจจดั ทาเป็นระบบ ทีมขา้ มสายงาน, กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและนวตั กรรม, ชุมชนแห่งการเรียนรู้, ระบบพเ่ี ล้ียง, การสบั เปล่ียนงาน, การยมื ตวั , เวที แลกเปล่ียนความรู้ เป็นตน้ 7) การเรียนรู้ ควรทาใหก้ ารเรียนรู้เป็ นส่วนหน่ึงของงาน เช่นเกิดระบบการเรียนรู้จาก สร้างองคค์ วามรู้>นา ความรู้ไปใช>้ เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ และหมุนเวยี นตอ่ ไปอยา่ งตอ่ เน่ือง

15 เราตอ้ งมีความรู้เรื่องอะไร 1. การบ่งช้ีความรู้ เรามีความรู้เร่ืองน้นั หรือยงั (Knowledge ldentification) ความรู้อยทู่ ี่ใคร อยใู่ นรูปแบบ 2. การสร้างและแสวงหา อะไร ความรู้ จะแบ่งประเภท หวั ขอ้ 3. การจดั ความรู้ใหเ้ ป็นระบบ อยา่ งไร (Knowledge Organization) จะทาใหเ้ ขา้ ใจง่ายและสมบูรณ์ 4. การประมวลและกลน่ั กรอง อยา่ งไร ความรู้ เรานาความรู้มาใชง้ านไดง้ ่าย 5. การเขา้ ถึงความรู้ หรือไม่ (Knowledge Access) มีการแบ่งปันความรู้ให้ 6. การแบง่ ปันแลกเปลี่ยนความรู้ ๖ กนั หรือไม่ Knowledge Sharing) 7. การเรียนรู้ ความรู้น้นั ทาใหเ้ กิดประโยชน์ (Learning) กบั องคก์ รหรือไม่ ทาในหกั วอ้ ชิ งาคกาก์ รรทดางีขด้ึนา้ นหกราืรอจไดั มกา่ รความรู้ไดน้ าเสนอกระบวนการการจดั การความรู้ไวห้ ลายแนวทาง ผบู้ ริหารควรมีการวางแผนการจดั การความรู้ในองคก์ ร ดงั น้ี (จรินทร์ อาสาทรงธรรม, 2548 : 44-45)

16 2.2เทคโนโลยที ใ่ี ช้ในการปฏบิ ัติงาน คอมพวิ เตอร์ หมายถึง เป็นเครื่องจกั รแบบสั่งการไดท้ ่ีออกแบบมาเพอ่ื ดาเนินการกบั ลาดบั ตวั ดาเนินการทางตรรกศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ โดยอนุกรมน้ีอาจเปล่ียนแปลงไดเ้ มื่อพร้อม ส่งผลให้ คอมพิวเตอร์สามารถแกป้ ัญหาไดม้ ากมาย คอมพวิ เตอร์ถูกประดิษฐ์ออกมาใหป้ ระกอบไปดว้ ยความจารูปแบบต่าง ๆ เพ่ือเก็บขอ้ มูล อยา่ งนอ้ ย หน่ึงส่วนที่มีหนา้ ท่ีดาเนินการคานวณเกี่ยวกบั ตวั ดาเนินการทางตรรกศาสตร์ และตวั ดาเนินการทาง คณิตศาสตร์ และส่วนควบคุมท่ีใชเ้ ปล่ียนแปลงลาดบั ของตวั ดาเนินการโดยยดึ สารสนเทศท่ีถูกเกบ็ ไวเ้ ป็น หลกั อุปกรณ์เหล่าน้ีจะยอมใหน้ าเขา้ ขอ้ มูลจากแหล่งภายนอก และส่งผลจากการคานวณตวั ดาเนินการ ออกไป หน่วยประมวลผลของคอมพิวเตอร์มีหนา้ ท่ีดาเนินการกบั คาสั่งต่าง ๆ ท่ีคอยสั่งใหอ้ า่ น ประมวล และ เก็บขอ้ มูลไว้ คาสง่ั ต่าง ๆ ที่มีเงื่อนไขจะแปลงชุดคาสัง่ ใหร้ ะบบและส่ิงแวดลอ้ มรอบ ๆ เป็นฟังกช์ นั ท่ี สถานะปัจจุบนั ( การใชเ้ ครื่องสานกั งาน ) การประยกุ ต์ใช้ในการปฎบิ ตั ิโครงการ เคร่ืองคอมพวิ เตอร์ มีความจาเป็นอยา่ งมาก ในการปฎิบตั ิโครงการ เป็ นอุปกรณ์หลกั ที่สาคญั ในการ คน้ หาขอ้ มูล เก่ียวกบั การให้ความรู้ คาแนะนา ใหแ้ ก่ประชาชนในการทาโครงการ และเป็นเครื่องมือท่ีใชใ้ น การคียข์ อ้ มูลต่างๆของผูเ้ ขา้ ร่วมโครงการ โทรศัพท์มือถือ โทรศัพท์มือถือ คืออุปกรณ์อิเลก็ ทรอนิกส์ท่ีใชใ้ นการสื่อสารสองทางผา่ น โทรศพั ทม์ ือถือใช้ คลื่นวทิ ยใุ นการติดต่อกบั เครือข่ายโทรศพั ทม์ ือถือโดยผา่ นสถานีฐาน โดยเครือขา่ ยของโทรศพั ทม์ ือถือแตล่ ะ ผใู้ หบ้ ริการจะเชื่อมต่อกบั เครือข่ายของโทรศพั ทบ์ า้ นและเครือข่ายโทรศพั ทม์ ือถือของผใู้ หบ้ ริการอ่ืน โทรศพั ทม์ ือถือที่มีความสามารถเพิ่มข้ึนในลกั ษณะคอมพิวเตอร์พกพาจะถูกกล่าวถึงในช่ือ สมาร์ทโฟน โทรศพั ทม์ ือถือในปัจจุบนั นอกจากจากความสามารถพ้ืนฐานของโทรศพั ทแ์ ลว้ ยงั มีคุณสมบตั ิ พ้ืนฐานของโทรศพั ทม์ ือถือที่เพม่ิ ข้ึนมา เช่น การส่งขอ้ ความส้นั เอสเอม็ เอส ปฏิทิน นาฬิกาปลุก ตารางนดั หมาย เกม การใชง้ านอินเทอร์เน็ต บลูทูธ อินฟราเรด กลอ้ งถ่ายภาพ เอม็ เอม็ เอสวทิ ยุ เคร่ืองเล่นเพลง และ จีพี เอส

17 บทที่ 3 แผนงานและข้นั ตอนการปฏิบัตงิ านโครงงานสหกจิ ศึกษา 3.1 แผนงานสหกจิ ศึกษา แผนงานสหกิจศึกษาข้นั ตอนการปฏิบตั ิงานไดม้ ีการกาหนดหวั ขอ้ โครงการการผลิตน้ายาลา้ งจาน จากมะนาว จากการที่คิดหวั ขอ้ และรวบรวมขอ้ มูลต่างๆแลว้ กน็ าไปดาเนินการตามข้นั ตอนดงั ต่อไปน้ี ตารางท่ี 3.1 แผนระยะเวลาการปฏิบตั ิโครงงานสหกิจศึกษา ระยะเวลาการปฏิบตั ิงาน กิจกรรม เดือน (พ.ศ. 2562) มกราคม กุมภาพนั ธ์ มีนาคม เมษายน 13 14 15 สปั ดาห์ 1 2 34 5 6 7 8 9 10 11 12 16 1.เลือกหวั ขอ้ โครงงาน 2.ศึ ก ษ า ข้อ มู ล เ ก่ี ย ว กับ โครงงาน 3.เสนอแบบโครงร่าง 4.อนุมตั ิโครงงาน 5.ดาเนินการ 6.ประเมินโครงงาน 3.2 ข้นั ตอนการปฏบิ ัตงิ านทน่ี ักศึกษาปฏบิ ตั ิสหกจิ ศึกษาตามโครงงานทไ่ี ด้รับมอบหมาย จากที่ไดไ้ ปฝึกปฏิบตั ิสหกิจศึกษา ระยะเวลา 4 เดือน ท่ีวา่ การอาเภอระแงะ (สานกั งานพฒั นาชุมชน อาเภอ) ไดร้ ับความรู้จากงานที่ไดร้ ับมอบหมายมีความรู้ความสามารถ และทาใหม้ ีความรับผิดชอบมากข้ึนใน การทางานกบั ผูอ้ ่ืน งานที่ไดร้ ับมอบหมาย คือ ลงรับหนังสือ ออกเลขหนังสือ บนั ทึกคาสั่งในสมุดบนั ทึก บนั ทึกขอ้ มูลจปฐ. สมคั รเป็นสามชิกบทบาทสตรี พิมพร์ ายชื่อครัวเรือนสัมมาชีพ และงานท่ีไดล้ งพ้ืนท่ีไดเ้ ขา้ ร่วมช่วยพี่พฒั นากรจดั โครงการต่างๆ เช่น โครงการ way of life โครงการไทยนิยมยง่ั ยนื โครงการขยายผล การสร้างครัวเรือนสัมมาชีพชุมชน โครงการกีฬาสร้างความสัมพนั ธ์ชายแดนใตร้ ะดบั อาเภอ โครงการเพ่ิม ประสิทธิภาพขณะทางานขบั เคลื่อนกองทุนพฒั นาบทบาทสตรี เป็นตน้

18 โครงการฝึ กอบรมการทานา้ ยาล้างจานจากมะนาว 1.หลกั การและเหตุผล จากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบนั ที่เราไดป้ ระสบปัญหากบั สภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ต่าลง น้นั ส่งผลใหร้ าคาสินคา้ ในตลาดปรับตวั สูงข้ึนตามไปดว้ ย ซ้ึงทาใหค้ นในชุมชนอาจจะรู้สึกกงั วลกบั ปัญหา รายจา่ ยภายในครัวเรือนท่ีตอ้ งมีรายจา่ ยเพมิ่ ข้ึน แต่รายรับยงั คงมีเท่าเดิม ดงั น้นั เราจึงไดจ้ ดั ทาโครงการน้นั เพ่ือช่วยใหค้ นในชุมชน ใหม้ ีรายจา่ ยภายในครัวเรือนที่ลดนอ้ ยลงซ่ึงเราตอ้ งเร่ิมจากสี่งท่ีเราใชท้ ุกวนั เช่น น้ายาลา้ งจานที่มีราคาสูงข้ึนเหมือนกนั เราจึงไดจ้ ดั ทาโครงการน้ีข้ึนเพื่อที่จะใหค้ นในชุมชนรู้ถึงวธิ ีการทา น้ายาลา้ งจานใชเ้ อง ซ้ึงจะทาใหล้ ดรายจา่ ยในครัวเรือนได้ ความรู้ที่ได้จากการเขา้ ร่วมโครงการในคร้ังน้ีสามารถนาความรู้ท่ีไดจ้ ากเป็ นการอบรมไปต่อยอด เป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพเสริมหรืออาชีพหลกั ทารายไดใ้ หก้ บั ครอบครัวและชุมชนของตนเองได้ ดงั น้ัน น้ายาล้างจานที่ทาข้ึนจากมะนาวท่ีได้ผลิตข้ึนในคร้ังน้ีจึงเป็ นผลิตภัณฑ์ทาความสะอาด ทางเลือกใหม่ที่ดีอีกทางหน่ึงซ่ึงประหยดั ค่าใช้จ่ายและส่งเสริมให้คนในชุมชนมีอาชีพเสริมและคนใน ครัวเรือนไดม้ ีการดารงชีวติ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงจึงมีการจดั โครงการ การผลิตน้ายาลา้ งจานใหก้ บั คนในชุมชนสามารถผลิตน้ายาลา้ งจานใชเ้ องไดใ้ นครัวเรือน 2.วตั ถุประสงค์ 1.เพื่อศึกษาคน้ ควา้ และใหค้ วามรู้เรื่องการหาอาชีพเสริม และการหารายไดใ้ หต้ นเองและครอบครัว 2.เพ่ือศึกษาค้นควา้ และให้ความรู้เร่ืองการสนับสนุนให้ผูค้ นใช้ผลิตภณั ฑ์จากวสั ดุธรรมชาติมากกว่า ผลิตภณั ฑจ์ ากสารเคมี 3.ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะได้รับ 1.ผเู้ ขา้ ร่วมโครงการสามารถนาไปตอ่ ยอดในการประกอบอาชีพเสริมไดแ้ ละลดค่าใชจ้ ่ายในครัวเรือน 2.ผทู้ ่ีเขา้ ร่วมโครงการไดห้ นั มาพ่งึ วสั ดุจากธรรมชาติมากข้ึนและหลีกเล่ียงการใชว้ สั ดุจากเคมีใหม้ ากที่สุด 4.ผ้รู ับผดิ ชอบโครงการ 1.นาย ธชั พล แสนสุข 2.นางสาวไอดะห์ สูดี 5.กล่มุ เป้าหมาย การทาโครงการฝึ กอบรมสอนเก่ียวกบั การทาน้ายาล้างจานในคร้ังน้ี ไดท้ าการสอนให้กบั คนใน ชุมชน หมู1่ บา้ นฮูลูปาเร๊ะ ต.ตนั หยงมสั อ.ระแงะ จ.นราธิวาส 6.วธิ ีการดาเนินการ 1.จดั ประชุมกบั พก่ี บั ผทู้ ่ีมีส่วนเกี่ยวขอ้ งกบั โครงการน้ีจานวน 4 คน 2.กาหนดหวั ขอ้ เรื่องโครงการ เรื่องการทาน้ายาลา้ งจานจากมะนาว 3.ศึกษาคน้ ควา้ หาขอ้ มูลเกี่ยวกบั การทาน้ายาลา้ งจาน

19 4.ส่งั ซ้ือของวสั ดุที่จะนามาใชใ้ นการปฎิบตั ิในโครงการ 5.ลงพ้ืนท่ีเพือ่ ดาเนินโครงการ 6.รวบรวมขอ้ มูลจากการปฎิบตั ิโครงการ เตรียม 1.เตรียมเกลือ 1-1.5 กก ผสมน้า 3 ลิตร 2.น้า 5 ลิตร ผสมผงฟอง กวนใหล้ ะลาย 3.น้า 5 ลิตร ผสมสี กวนใหล้ ะลาย 4.น้าเปล่า 5-7 ลิตร ถา้ ใชส้ มุนไพร(มะนาว)แทน น้าใหล้ ดปริมาณน้าเท่ากบั สมุนไพร ข้นั ตอนการทานา้ ยาล้างจาน 1.กวนเฉพาะn-70 5 นาที 2.เติมน้าเกลือ2 ลิตร (เตรียมท้ีงหมด 3 ลิตร กวนอีก 5 นาที) 3.เติมทุกอยา่ งในข้นั เตรียม ไดแ้ ก่ F 24 กรดมะนาว กนั เสีย (น้า 5 ลิตร ผสมฟอง)(น้า 5 ลิตร ผสมสี)(น้าเปล่า กวนอีก 10 นาที) 4.เติมเกลือส่วนท่ีเหลือ 1 ลิตรแลพหวั น้าหอมลงไปกวนอีก 5 นาที 5.พกั ไวอ้ ยา่ งนอ้ ย 4-6 ชวั่ โมงเพ่อื ใหฟองมนั ยบุ ตวั แลว้ จึงบรรจุขวด 7.ระยะเวลาในการดาเนินโครงการ วนั ศุกร์ท่ี 11 เมษายน พ.ศ.2562 8.สถานทจี่ ัดโครงการ หมู่1บา้ นฮูลูปาเร๊ะ ต.ตนั หยงมสั อ.ระแงะ จ.นราธิวาส 9..งบประมาณ รายละเอยี ด จานวนเงิน 8.1ค่าตอบแทน 300บาท -ค่าเบ้ียเล้ียงวทิ ยากร 8.2ค่าใชส้ อย 460 บาท --นมเปร้ียวดชั มิลลจ์ านวน10แพค็ เป็นจานวนเงิน 8.3คา่ วสั ดุ -ค่าอุกปกรณ์การทาน้ายาลา้ งจานจานวน 6 ชุด 1440บาท 650 บาท -ค่ามะนาว 10 กิโล รวมเป็ นเงนิ ท้งั สิ้น 2850 บาท

20 ลงช่ือ.................................................................ผเู้ สนอโครงการ (................................................................) ลงช่ือ....................................................................ผเู้ ห็นชอบโครงการ (....................................................................)

21 บทที่ 4 ผลการปฏบิ ตั โิ ครงงานสหกจิ ศึกษา 4.1 ผลการปฏบิ ัติโครงงานสหกจิ ศึกษา 1. ดาเนินการวนั ท่ี 11 เดือนเมษายน 2561 2. สถานที่ดาเนินการ หมู่ท่ี1 บา้ นฮูรูปาเร๊ะ ต.ตนั หยงมสั อ.ระแงะ จ.นราธิวาส การศึกษาการนาน้ามะนาวมาเป็ นส่วนผสมในการทาน้ายาลา้ งจานมีวตั ถุประสงคเ์ พื่อศึกษาวา่ น้า มะนาวจะมีคุณภาพท่ีสามารถเพิม่ ประสิทธิภาพใหน้ ้ายาลา้ งจานไดม้ ากข้ึนหรือไม่ มีผลการศึกษา ดงั น้ี การทาน้ายาลา้ งจานจากกรดมะนาวน้นั ช่วยให้ผูจ้ ดั ทาโครงงานไดค้ วามรู้และไดเ้ รียนรู้วิธีการทา เพ่อื เป็นประโยชนใ์ นอนาคต อีกท้งั ช่วยประหยดั รายจ่ายจากการที่ตอ้ งไปซ้ือน้ายาลา้ งจานจากทอ้ งตลาดและ สามารถนาไปตอ่ ยอดในการประกอบอาชีพเสริมไดอ้ ีกดว้ ย ผลการโครงงานสหกิจศึกษาท่ีไดจ้ ดั ทาโครงการผลิตน้ายาลา้ งจานจากมะนาวจะมีสีเหลือง มีกลิ่น หอมของมะนาวและมีลกั ษณะของน้ายาขน้ เหนียวเมื่อผสมกนั น้าจะมีฟองมาก เมื่อน้าเอาน้ายาลา้ งจานจากมะนาว ที่เราไดท้ ดลองผลิตข้ึนน้นั ไปลา้ งจานท่ีเราใชบ้ รรจุอาหารแลว้ ผลปรากฏว่า จานชามท่ีมีสิ่งสกปรกติดอยู่สะอาดข้ึน ไม่มีคราบมนั และไม่มีกลิ่นคาว ซ่ึงให้ผลเป็ นที่น่า พอใจอยา่ งมาก มีกลิ่นหอมออ่ นๆของมะนาวที่ใช้ การนาไปใช้ เมื่อนาไปลา้ งจาน น้ายาลา้ งจานจากมะกรูดมีความสะอาด ไม่มีส่ิงสกปรกติดอยู่บนจาน ไม่มีคราบ มนั และไมม่ ีกล่ินคาว มีกลิ่นหอมอ่อนๆของมะนาว ผลจากการลงปฏิบตั ิโครงการในคร้ังนี้ 1.ไดก้ ารตอบรับจากชาวบา้ นเป็นอยา่ งดี 2.ผเู้ ขา้ ร่วมโครงการใหค้ วามสนใจในเร่ืองการผลิตน้ายาลา้ งจานและอยากใหจ้ ดั โครงการแบบน้ีข้ึนอีก 3.น้ายาลา้ งจานท่ีจดั ทาข้ึนในคร้ังสามารถขจดั สิ่งสกปรกหรือคราบมนั บนจานไดเ้ ป็ นอยา่ งดี 4.ผอู้ บรมสามารถนาเอาความรู้ที่ไดจ้ ากการเขา้ ร่วมโครงการไปใชป้ ระโยชน์ได้ 5.ผเู้ ขา้ ร่วมอบรมไดแ้ ลกเปลี่ยนเรียนรู้กบั วทิ ยากร 4.2 เปรียบเทยี บผลทไี่ ด้รับวตั ถุประสงค์ในการจัดทาโครงงานสหกจิ ศึกษา

22 วตั ถุประสงค์ ผลทค่ี าดว่าจะได้รับ 1.เพื่อให้ความรู้เรื่องการหาอาชีพเสริม และการหา 1.ผูเ้ ขา้ ร่วมโครงการสามารถนาไปต่อยอดใน รายไดใ้ หต้ นเองและครอบครัว การประกอบอาชีพเสริมไดแ้ ละลดค่าใชจ้ ่ายใน ครัวเรือน 2. .เพื่อให้ความรู้เรื่องการสนับสนุนให้ผู้คนใช้ 2.ผทู้ ่ีเขา้ ร่วมโครงการไดห้ นั มาพ่ึงวสั ดุจาก ผลิตภณั ฑจ์ ากวสั ดุธรรมชาติมากกวา่ ธรรมชาติมากข้ึนและหลีกเลี่ยงการใชว้ สั ดุจาก เคมีใหม้ ากท่ีสุด

23 บทที่ 5 บทสรุปและข้อเสนอแนะ 5.1สรุปผลการปฏบิ ัติโครงงานสหกจิ ศึกษา จากการท่ีเราได้ศึกษาและได้ทาการผลิตน้ายาลา้ งจานจากมะนาวออกมาใช้น้ัน น้ายาล้างจานมี ประสิทธิภาพในการชาระส่ิงสกปรก ซ่ึงน้ายาลา้ งจานของเราน้นั มีส่วนผสมของมะนาวที่ช่วยในการชาระ ลา้ งสิ่งสกปรก และช่วยขจดั คราบมนั และกลิ่นคาว เกลือช่วยขจดั สิ่งสกปรก ส่วนหวั เช้ือ N70 และF24 ช่วย ใหน้ า้ ลา้ งจานของเรามีฟองใหด้ ูน่าใช้ อีกท้งั กล่ินมะนาวยงั ช่วยใหน้ ้ายาลา้ งจานน้นั มีกล่ินท่ีหอมมากข้ึน ดงั น้นั น้ายาลา้ งจานมะนาวท่ีเราผลิตข้ึนน้ีจึงเป็ นผลิตภณั ฑ์ทาความสะอาดทางเลือกใหม่ท่ีดีอีกทาง หน่ึงของคนในชุมชน ซ่ึงจะช่วยประหยดั คา่ ใชจ้ า่ ยในครัวเรือน 5.2 ปัญหาจากการปฏบิ ตั โิ ครงงานและปฏบิ ตั ิสหกจิ ศึกษา 5.2.1ปัญหาจากการปฏบิ ัตโิ ครงงาน 1.ปัญหาสภาพอากาศไม่เอ้ืออานวย 2.เกษตรกรเจา้ ของมะนาวมีมะนาวใหไ้ ม่เพียงพอกบั ความตอ้ งการ 3.ผเู้ ขา้ ร่วมโครงการไม่คอ่ ยเขา้ ใจในข้นั ตอนการทาน้ายาลา้ งจาน 5.2.1ปัญหาจากการปฏบิ ตั ิสหกจิ ศึกษา 1.นกั ศึกษาไมเ่ ขา้ ใจในระบบงาน เช่นการลงรับหนงั สือ เสนอหนงั สือและออกเลขหนงั สือ 2.นกั ศึกษาไม่คุน้ ชินกบั สถานท่ี เช่น ไปออกเลขหนงั สือหอ้ งไหนหรือไปเสนอลายเซนหอ้ งไหน 3.นกั ศึกษาไมค่ ุน้ เคยกบั บุคคลากรภายในสานกั งาน 5.3 แนวทางในการแก้ไขปัญหาโครงงานและการปฏบิ ัติสหกจิ ศึกษา 5.3.1แนวทางในการแก้ไขปัญหาโครงงาน 1.ตอ้ งรอระยะเวลาสภาพอากาศท่ีเหมาะสม 2.ตอ้ งดาเนินการติดต่อจากเกษตรกรรายอื่นที่มีมะนาวให้ 3.อธิบายถึงข้นั ตอนการทาหลายๆคร้ังและจะตอ้ งทาเอกสารใหเ้ พือ่ ใหอ้ า่ นประกอบในภายหลงั 5.3.2แนวทางในการแก้ไขปัญหาการปฏบิ ัติงาน 1.จะมีบุคคลากรคอยบอกถึงวธิ ีการปฏิบตั ิในข้นั ตอนต่างๆ 2.จะมีบุคคลากรแนะนาสถานที่ต่างๆ 3.ใชร้ ะยะเวลาในการปรับตวั และทาความคุน้ เคยโดยการสนทนาระหวา่ งกนั

24 5.4 ข้อเสนอแนะจากการปฏบิ ัตงิ านโครงงานสหกจิ ศึกษา 1.อยากใหจ้ ดั โครงการแบบน้ีข้ึนอีกในปี ต่อไปๆ 2.อยากใหข้ ยายระยะเวลาในการจดั ทาโครงการใหม้ ากข้ึนกวา่ น้ี 3.อยากใหว้ ทิ ยากรอธิบายข้นั ตอนการทาน้ายาลา้ งจานใหล้ ะเอียดกวา่ น้ี 5.5 สรุปผลการปฏบิ ัตงิ านสหกจิ ศึกษา จากการดาเนินการฝึกสหกิจศึกษาต้งั แต่วนั ท่ี 7มกราคม 2562ถึงวนั ท่ี3พฤษภาคม 2562จากระยะเวลา การฝึกสหกิจศึกษา ทาไดใ้ ชค้ วามรู้ในการปฏิบตั ิงานอยา่ งเต็มความสามารถผลของการฝึ กสหกิจศึกษาทาให้ มีความรู้ มีทกั ษะในการทางานเพ่ิมข้ึน สามารถวิเคราะห์และแกป้ ัญหาเฉพาะหน้าไดอ้ ย่างมีเหตุผลและมี ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพิ่มข้ึนภายในสถานประกอบการมีพ่ี ๆ ทุกคนท่ีคอยให้คาแนะนา ช้ีแนะในการ ทางานเป็นอยา่ งดี ใหค้ วามเป็นกนั เองและใหค้ าแนะนาในหลายๆดา้ นในการทางานและจานาความรู้และการ ฝึกสหกิจศึกษาในคร้ังน้ีไปเป็นประสบการณ์ในการทางานในอนาคตใหท้ ี่ที่สุด

25 บรรณานุกรม ประวตั ิสานกั งานพฒั นาชุมชนอาเภอระแงะ(10เมษายน 2562) .สืบคน้ จาก https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AD% E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%87%E0%B8%B0 ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพยี งกบั ทฤษฎีใหมต่ ามแนวพระราชดาริ.(10เมษายน 2562) .สืบคน้ จาก https://sites.google.com/site/wannisawngsmanity/home/sersthkic-phx-pheiyng-kab-thvsdi-him-tam- naew-phra-ra-chdaa-ri ทฤษฎีอบั ราฮมั มสั โล(10เมษายน 2562) .สืบคน้ จาก https://www.krupatom.com/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B9% 82%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B9%8C/ แนวคิดทฤษฎีการจดั การความรู้ (Knowledge Management, KM) (10เมษายน 2562) .สืบคน้ จาก http://www.research- system.siam.edu/images/thesisphd/Buddhist_Knowledge_Management_of__Phra_Pariyatti_Dhamma_Gen eral_Education_Schools_in_Thailand/08_ch2.pd เทคโนโลยที ่ีใชใ้ นการปฏิบตั ิงาน) (10เมษายน 2562) .สืบคน้ จาก http://icokethailandfanpage.blogspot.com/2013/02/blog-post.html

26 ภาคผนวก

27 ภาคผนวก 1.มอบอกุ ปกรณ์การทายาล้างจานให้กบผ้เู ข้าร่วมโครงการ 2.ผ่ามะนาวแบ่งเป็ นซีกเพ่ือเอานา้ มะนาว

28 3.อธิบายถงึ ข้นั ตอนการทาน้ายาล้างจาน 4.เท่ส่ วนผสมต่ างๆลงไป

29 5.ข้นให้ส่วนผสมเข้ากนั (ต้องข้นในทศิ ทางเดยี วกัน) หลงั จากน้ันรอประมาณ4-6ช.ม.จึงจะใช้ได้

30 6.จะได้นา้ ยาล้างจานพร้อมใช้งาน

31 1.ชื่อ-สกลุ ประวตั ผิ ้จู ดั ทา 2.วนั เดือนปี เกิด 3.ประวตั ิการศึกษา นาย ธชั พล แสนสุข 26ธนั วาคมพ.ศ.2538 1.ชื่อ-สกุล ประถมศึกษา โรงเรียนอนุบาลนราธิวาส 2.วนั เดือนปี เกิด มธั ยมตน้ โรงเรียนนราสิกขาลยั 3.ประวตั ิการศึกษา มธั ยมปลาย โรงเรียนตนั หยงมสั นางสาวไอดะห์ สูดี 1มกราคมพ.ศ.2540 ประถมศึกษา โรงเรียนบา้ นกาลิซา มธั ยมตน้ โรงเรียนดารุสสาลาม มธั ยมปลาย โรงเรียนดารุสสาลาม


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook