การพฒั นาทางการเมืองการปกครองของไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง สารบัญ
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง พฒั นาการทางการเมืองการปกครองไทย อาจกล่าวไดว้ า่ การเมืองการปกครองไทยมีประวตั ิศาสตร์ความเป็นมาต้งั แต่สมยั สุโขทยั และมีพฒั นาการเรื่อยมาจนกระทงั่ ถึงยคุ ปัจจุบนั เพื่อเป็นการส่ือใหเ้ ห็นถึงภาพของสถานการณ์ทาง การเมืองในอดีต จนถึงการคลายตวั ของอานาจรัฐจากเผด็จการอานาจนิยมในช่วงแรกของการปฏิวตั ิ เมื่อปี พ.ศ. 2475 จนมาสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากข้ึนและบางช่วงอาจมีการปฏิวตั ิ รัฐประหาร เกิดข้ึนเป็ นระยะก่อนจะกลบั คืนสู่ความเป็นประชาธิปไตยมาจนถึงปัจจุบนั ความเป็ นมาของการปกครองไทย ราชอาณาจกั รไทยเป็ นชาติท่ีเก่าแก่ มีภาษา วฒั นธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี รวมท้งั มี ระเบียบปฏิบตั ิในการปกครอง อนั เป็ นเอกลกั ษณ์ของตนเองมากวา่ 700 ปี การปกครองของไทยใน อดีตจนถึงก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองเม่ือปี พ.ศ. 2475 ถา้ จะแบ่งออกเป็นยคุ สมยั อาจแบ่งไดเ้ ป็ น 6 ยคุ ดว้ ยกนั ซ่ึงแต่ละยคุ จะมีลกั ษณะสาคญั สงั เขป ดงั น้ี
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง สมยั กรุงสุโขทยั เป็นลกั ษณะการปกครองผคู้ นในครอบครัว บิดาเป็นผปู้ กครองครัวเรือน หลายครัวเรือนอยู่ ในปกครองของพ่อบา้ น (ผูอ้ ยู่ในปกครองเรียกลูกบา้ น ) หลายบ้านรวมกนั เป็ นเมือง ผูป้ กครอง เรียกว่า พ่อเมือง หลายเมืองรวมกนั เป็ นประเทศ ผูป้ กครองเรียกพ่อขุน ลกั ษณะการปกครองเป็ น แบบพ่อปกครองลูก อานาจทางการเมืองการปกครอง ท้งั หมดอยู่ในมือพ่อขุน โดยปกครองดูแล ผคู้ นในครอบครัวใหอ้ ยเู่ ยน็ เป็นสุข ผใู้ ดมีทุกขร์ ้อนกห็ าทางปัดเป่ าแกไ้ ขให้ วธิ ีการปกครองแบ่งเป็ น 3 ส่วน คือ ๑.. หวั เมืองช้นั ใน พระเจา้ แผน่ ดินปกครองเอง ๒. หัวเมืองช้นั นอก ไดแ้ ก่เมืองพระยามหานคร ส่งขุนนางผูใ้ หญ่ผูน้ ้อยไปปกครองต่าง พระเนตรพระกรรณ ๓. เมืองประเทศราช เป็ นหัวเมืองไกลออกไป ถ้ามีเจ้านครปกครองอยู่แล้ว ก็ได้ครอง ตามเดิม เพียงแตใ่ หส้ ่งเคร่ืองราชบรรณาการมาทุกปี ประชาชนสมยั สุโขทยั มีสิทธิเสรีภาพมาก ดงั ที่เขียนไวใ้ นศิลาจารึก ซ่ึงนกั นิติศาสตร์ถือวา่ เป็ นธรรมนูญการปกครองฉบบั แรกของไทย กาเนิดข้ึนในศตวรรษเดียวกบั Magna Carta ชาวไทย สมยั สุโขทยั มีสิทธิเสรีภาพกวา้ งขวางเร่ืองดว้ ยกนั ดงั ท่ีปรากฏในศิลาจารึก เช่น ๑. เสรีภาพในเร่ืองการคา้ ให้สิทธ์ิแก่ประชาชนคา้ ไดอ้ ยา่ งเต็มที่ แมก้ ระทงั่ ทองคาและไม่ เกบ็ ภาษีขาเขา้ ดว้ ย ไม่มีระบบผกู ขาดการคา้ ราษฎรสามญั ไปมาคา้ ขายกนั ได้ โดยอิสระ ๒. สิทธิในทรัพยส์ ิน ยอมรับการมีกรรมสิทธ์ิส่วนบุคคล โดยเฉพาะกรรมสิทธ์ิเหนือท่ีดิน ใครทาไวก้ เ็ ป็นของตนเอง ไมไ่ ดย้ ดึ เป็นรัฐ ๓. สิทธิในการรับมรดก คือเม่ือราษฎรคนใดลม้ ตามไป บา้ นเรือน ชา้ ง มา้ ท่ีนา สวนก็เป็ น มรดกถึงลูกหลานจนหมด ๔. สิทธิในการร้องทุกข์ สามารถเข้ากราบบงั คมทูลร้องทุกข์ ถึงองค์ประมุขได้ทุกเมื่อ เพราะไดส้ ิทธ์ิแก่ประชาชนอยา่ งมาก นกั ประวตั ิศาสตร์และบุคคลทวั่ ไปจึงยอมรับวา่ การปกครอง ของสมยั สุโขทยั เป็นแนวทางประชาธิปไตย
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง สมยั กรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. ๑๘๙๓ –๒๓๑๐) ต่างกับสมยั สุโขทยั มาก เพราะอยู่ใกล้เขมร จึงรับเอาวฒั นธรรมหลายอย่างจาก เขมรมา ดดั แปลงใช้ เช่น ทางสังคมก็มีการใชท้ าส ซ่ึงในสมยั สุโขทยั ไม่มี ระบบการปกครองก็นาของเขมร มาใช้ คือระบบการปกครองแบบราชาธิปไตย ท่ีถือวา่ กษตั ริยเ์ ป็ นตวั แทนจากสวรรคซ์ ่ึงเขมร ไดร้ ับ แบบมาจากอินเดีย เมืองไทยรับมาใช้ การปกครองจึงเปลี่ยนจากพอ่ ปกครองลูก มาเป็นนายปกครอง บ่าว ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งกษตั ริยก์ บั ราษฎรก็ห่างเหินกนั ไป กลายเป็ นความสัมพนั ธ์ระหว่างนาย ปกครองบ่าว ไม่ใชพ้ อ่ กบั ลูก สรุปการปกครองสมยั อยธุ ยา มีลกั ษณะดงั น้ี ๑. อานาจท้งั หมดอยใู่ นมือกษตั ริย์ ๒. ถือวา่ กษตั ริยเ์ ป็นตวั แทนจากสวรรค์ ๓. กษตั ริยป์ กครองราษฎรดว้ ยระบบเจา้ ขนุ มูลนาย ๔. รับอิทธิพลการมีทาสจากเขมร ลกั ษณะการปกครองที่สาคญั อีกอยา่ งหน่ึงก็คือ เป็นไปในแบบท่ีเรียกวา่ อมาตยาธิปไตย คือ แบ่งส่วนราชการออกเป็ นกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ มีเจา้ หน้าที่รับผิดชอบลดหลน่ั กนั ไป ตาม ระเบียบท่ีวางไว้ การจดั ระเบียบการปกครอง ในสมยั อยุธยายงั คงมีการปกครองหวั เมืองแบบสมยั สุโขทยั แต่ในกรุงศรีอยุธยาซ่ึงเป็นเมืองราชธานี ไดน้ าแบบจตุสดมภข์ องขอมมาใช้ ซ่ึงแบ่งออกเป็ น 4 สาขาคือ
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง ๑. เวียง มีขุนเมืองเป็ นผบู้ งั คบั บญั ชา ปกครอง มีหนา้ ท่ีบงั คบั บญั ชาไพร่พลในเมืองหลวง รักษาความสงบ ปราบโจร ผรู้ ้าย ดูแลทุกขส์ ุข ของราษฎรในเมืองหลวง ๒. วัง มีขุนวงั เป็ นหัวหน้าฝ่ ายราชสานกั ช่วยแบ่งเบาภาระของพระมหากษตั ริย์ ในราช สานกั และรับผดิ ชอบดา้ นพพิ ากษาคดี ทาหนา้ ท่ีดา้ นตุลาการ ๓. คลงั มีขนุ คลงั เป็ นผบู้ งั คบั บญั ชา มีหนา้ ท่ีดูแลพระราชทรัพย์ หนา้ ท่ีดา้ นสั่งยกอากรและ ผลประโยชนข์ องแผน่ ดิน ที่ไดจ้ ากส่วยอากร ๔. นา มีขนุ นาเป็นหวั หนา้ รับผิดชอบ มีหนา้ ท่ีดูแลเรือกส่วน ไร่ นา ออกสิทธิถือที่นาสะสม เสบียงอาหาร โดยเก็บหางข้าว (ภาษีชนิดหน่ึงท่ีชาวนาต้องเสียให้หลวงแทนค่านา) ไวใ้ นฉาง สาหรับใชใ้ นยามขาดแคลน และยามสงคราม ในสมยั สมเด็จพระบรมไตยโลกนาถ ได้มีการปฏิรูปการปกครอง ทรงต้งั ตาแหน่งอคั ร เสนาบดีข้ึน 2 ตาแหน่ง คือ ๑. สมุหกลาโหม มีอานาจหนา้ ที่รับผดิ ชอบฝ่ ายทหารทว่ั ราชอาณาจกั ร ๒. สมุหนายก มีอานาจหนา้ ท่ีรับผดิ ชอบ ฝ่ ายพลเรือนทว่ั ราชอาณาจกั ร ส่วนตาแหน่ง เสนาบดีกรมจตุสดมภ์ ทาหนา้ ที่เช่นเดิม แต่เปล่ียนชื่อ ใหมค่ ือ กรมเวยี ง (กรมเมือง) เป็น นครบาล กรมวงั เป็น ธรรมาธิกรณ์ กรมคลงั เป็น โกษาธิบดี กรมนา เป็น เกษตราธิการ นอกจากน้ีมีการกาหนดศกั ดินา คือสิทธิในการถือครองที่ดิน ท่ีนา แก่ผูเ้ ป็ นขา้ ราชการคือ กาหนดวา่ พลเมืองมีที่นาเท่าใด ผูม้ ียศมีตาแหน่งมีที่นาไดเ้ ท่าใด โดยผูท้ ่ีมียศสูงข้ึนไปก็จะมีท่ีนา ไดม้ ากข้ึนตามลาดบั ทุกคนมีศกั ดินาท้งั สิ้น เนื่องจากพระมหากษตั ริยเ์ ป็นเจา้ ของท่ีดินท้งั ประเทศ มี สิทธิท่ีจะแบ่งที่ดินให้ เจา้ นายขุนนางตามพระราชอธั ยาศยั ทรงกาหนดศกั ดินาอนั เป็ นการจดั ชนช้นั ทางสงั คมข้ึนเมื่อ พ.ศ. 1998 ต้งั แต่ระดบั พนั มีศกั ดินา 400 ไร่จนถึงยศสูงสุดคือ ยศเจา้ พระยา มีศกั ดิ นา 10,000 ไร่ ส่วนศกั ดินาสามญั ชน คือราษฎรโดยทว่ั ไปมี 25 ไร่ ไพร่มีศกั ดินา 10-25 ไร่ และ ต่าสุดคือทาสมีศกั ดินา 5 ไร่
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง สมยั ธนบุรี (พ.ศ. ๒๓๑๐-๒๓๒๕) ในสมยั ธนบุรีน้ี เป็ นระยะที่ชาติไทยอยใู่ นช่วงท่ีกาลงั รวบรวมชุมชนอิสระต่างๆ ท่ีเกิดข้ึน หลงั กรุงศรีอยธุ ยาแตก ต้งั เป็ นอาณาจกั รข้ึนใหม่ พระมหากษตั ริยข์ องไทยคือ พระเจา้ กรุงธนบุรี จึง ทรงมีพระราชภาระในดา้ นการทาสงคราม เป็นส่วนมาก ท้งั ทาสงครามกบั พม่าและตอ้ งปราบปราม ชุมชนอิสระต่างๆ เรื่องของการปกครองจึงมิได้มีการปรับปรุงข้ึนใหม่แต่อย่างใด ลักษณะการ ปกครองยงั คงเป็นแบบ ท่ีใชอ้ ยใู่ นสมยั กรุงศรีอยธุ ยา
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง สมยั รัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลท่ี ๑-๔ พ.ศ.๒๓๒๕-๒๔๑๑) ในสมยั รัชกาลท่ี 1 ถึงรัชกาลท่ี 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็เช่นเดียวกนั ที่ยงั คงยดึ รูปแบบ การปกครองแบบจตุสดมภ์ ตามแบบกรุงศรีอยุธยา เพราะระยะน้ีชาติไทยก็มีภาระ หนกั ไปทางดา้ น การทาสงคราม ป้องกนั ประเทศ ไม่ไดม้ ีการเปล่ียนแปลงทางดา้ นการปกครองมากนกั มีเพียงใน สมยั รัชกาลท่ี 1 ที่ไดม้ ีการประกาศกฎหมายตราสามดวง เมื่อปี พ.ศ. 2347 อนั เป็ นการเริ่มโฉมหนา้ ใหม่ของประวตั ิศาสตร์กฎหมายไทย ซ่ึงเป็ นการนากฎหมายเก่าๆ ที่ใชก้ นั มาก่อนปี พ.ศ.2347 มา ชาระสะสางกนั ใหม่ โดยประสงคจ์ ะแกไ้ ขความไม่ยุติธรรม ความไม่เหมาะสมต่างๆ ในกฎหมาย เก่าเหล่าน้ัน กาหนดเป็ นกฎหมายใหม่ข้ึนมา และท่ีเรียกว่ากฎหมายตราสามดวงเพราะได้มีการ ประทับตราสามดวง เพื่อกนั การปลอมแปลง และเพ่ิมความแท้จริง เม่ือจะมีการอ้างอิง หรือนา กฎหมายดงั กล่าวไปใช้ ตราสามดวงน้ีไดแ้ ก่ ตราราชสีห์ เป็ นสัตวใ์ นวรรณคดีไทย เป็ นตราประจา ตาแหน่ง สมุหนายก ต่อมาเป็ นตราของกระทรวงมหาดไทย ตราคชสีห์ เป็ นสัตวใ์ นวรรณคดีไทย เช่นกนั ต่างจากราชสีห์ตรงท่ีมีงวง ตรงกบั คาวา่ คช ซ่ึงแปลวา่ ชา้ ง เป็นตราประจาตาแหน่งสมุหกลา โหม ต่อมาเป็ นตราของกระทรวงกลาโหม ตราบวั แกว้ เป็ นภาพเทวดาถือดอกบวั เป็ นตราประจา ตาแหน่งโกษาธิบดี ต่อมาเป็ นตราของกระทรวงการต่างประเทศ ส่วนรูปแบบและลกั ษณะการ
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวฑุ ตรึกตรอง ปกครอง โดยทวั่ ไปแลว้ ช่วงรัชสมยั รัชกาลท่ี 1-4 จะเหมือนกบั การปกครองของสมยั กรุงศรีอยุธยา เป็ นส่วนมาก การปฏิรูปการปกครองสมยั รัชกาลที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๔๕๓) ในรัชสมยั ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยูห่ ัว (รัชการท่ี 5) เหตุการณ์บา้ นเมือง ไดผ้ นั แปรแตกต่างไปจากเดิมเป็ นอนั มาก ท้งั ความเจริญของบา้ นเมือง ก็เพ่ิมมากข้ึนการติดต่อกบั ต่างประเทศซ่ึงมีมาต้งั แต่สมยั รัชกาลท่ี 4 ก็มีมากข้ึน โดยเฉพาะการแสวงหาเมืองข้ึนของชาติ ตะวนั ตกท่ีสาคญั 2 ชาติ คือองั กฤษ และฝรั่งเศส ท่ีไดป้ ระเทศรอบๆประเทศไทยเป็ นเมืองข้ึน และ กาลงั คุกคามเขา้ ใกลป้ ระเทศไทยเขา้ มาทุกขณะ อนั จดั เป็นอนั ตรายอยา่ งยง่ิ ซ่ึงถา้ ระบบการปกครอง ของไทยไม่มน่ั คงพอ หรือดาเนินนโยบายผดิ พลาดไทยก็คงจะไม่รอดพน้ จากการล่าอาณานิคมของ ตา่ งชาติได้ แต่เพราะพระอจั ฉริยะภาพ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ท่ีทรงปราช เปร่ือง มองการณ์ไกล จึงทรงดาเนินรัฐประศาสนศาสตร์นโยบายทางการเมือง นาประเทศไทยรอด พน้ จาก วกิ ฤตการณ์ของการถูกคุกคาม ทางการเมืองมาได้ อีกท้งั ทรงมีพระราชประสงค์ ในอนั ที่จะ ทรงนาเอาสิ่งใหม่ๆ มาใช้ในการปกครองประเทศ แก้ไขธรรมเนียมการปกครองให้เหมาะสม ยกเลิกธรรมเนียมประเพณีที่กดข่ีและอยุติธรรมแก่อาณาประชาราษฎร์ ท้งั น้ีเพื่อความทนั สมยั และ ความเจริญกา้ วหนา้ ของบา้ นเมือง เย่ียงอารยประเทศ การปรับปรุงเปล่ียนแปลง และการดาเนินการ ต่างๆ ในสมยั ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยูห่ วั รัชกาลท่ี 5 จึงนบั วา่ เป็ นการปฏิรูปการ ปกครอง การบริหารท่ีสาคญั ของชาติไทย นาความเจริญรุ่งเรืองนานปั การ มาสู่ประเทศชาติและ
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง ประชาชนชาวไทย ส่ิงต่างๆท่ีไดด้ าเนินการ มีมากมายหลายดา้ น ซ่ึงลว้ นแต่เป็ นการวางรากฐานที่ สาคญั ของการพฒั นาความเจริญ อาจกล่าวไดว้ า่ สิ่งที่เป็ นความเจริญ ต่างๆ ที่เป็ นกนั อยูใ่ นปัจจุบนั น้ี ลว้ นแต่เกิดจากการวางรากฐานมาจากสมยั รัชกาลท่ี 5 แทบท้งั สิ้น ท้งั ในดา้ นของเศรษฐกิจ สังคม การปกครองและการเมือง ในท่ีน้ีจะขอสรุปอยา่ งยอ่ ๆ ท่ีเป็ นเพียงตวั อยา่ งที่สาคญั ท่ีเป็ นการปฏิรูป การปกครอง และมีผลสืบเนื่องมาถึงความเจริญในปัจจุบนั เช่น ๑. จัดต้งั สภาทปี่ รึกษาราชการแผ่นดนิ 2 สภาคือ ก. เสนาบดีสภา ประกอบดว้ ยขุนนางผูใ้ หญ่ 12 คน ทาหนา้ ที่เป็ นที่ปรึกษาราชการแผน่ ดิน ต่อมาเปล่ียนเป็ นรัฐมนตรีสภา ประกอบดว้ ยเสนาบดี 12 คน และบุคคลอ่ืนอีกไม่น้อยกว่า 12 คน (เป็นที่มาของคณะรัฐมนตรีในปัจจุบนั ) ข. องคมนตรีสภา เป็ นสภาท่ีปรึกษาของกษตั ริย์ และช่วยปฏิบตั ิราชการอื่นตามแต่จะทรง มาบหมาย คร้ังแรกทรงต้งั องคมนตรี 49 คน เพื่อทรงรับฟังความคิดเห็น จากบุคคลต่างๆ แทนที่จะ ฟังแตเ่ สนาบดีในสภาแรกเพอ่ื เป็นการฝึกหดั การปกครองระบบรัฐสภา ๒. ยกเลิกจตุสดมภ์ ยกเลิกตาแหน่งสมุหนายก และสมุหกลาโหม จัดต้ังเป็ นกระทรวงขึ้น ใหม่ มี 12 กระทรวง มีเสนาบดีประจาทุกกระทรวงเป็ นหวั หนา้ เสนาบดีเหล่าน้ีรวมกนั เป็น เสนาบดี สภา กระทรวงที่ต้งั ข้ึนมามีดงั น้ี ๑. กระทรวงมหาดไทย ๒. กระทรวงกลาโหม ๓. กระทรวงนครบาล ๔. กระทรวงการตา่ งประเทศ ๕. กระทรวงวงั ๖. กระทรวงเกษตราธิการ ๗. กระทรวงพระคลงั มหาสมบตั ิ ๘. กระทรวงยตุ ิธรรม ๙. กระทรวงยทุ ธนาธิการ ๑๐. กระทรวงธรรมการ ๑๑. กระทรวงโยธาธิการ ๑๒. กระทรวงมุราธาธิการ
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง ต่อมาเม่ือสิ้นสมยั รัชกาลท่ี 5 กระทรวงตา่ งๆคงเหลือ 10 กระทรวง โดยยบุ กระทรวงมุรธาธิ การ เขา้ อยใู่ นกระทรวงวงั และยบุ กระทรวงยทุ ธนาธิการเขา้ กบั กระทรวงกลาโหม นอกจากน้ี ยงั ได้ ทรงปรับปรุงการปกครอง และราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนทอ้ งถิ่น ซ่ึงเป็ นหลกั เกณฑ์ท่ี ใชม้ าจนปัจจุบนั น้ี ๓. การปรับปรุงภาษีอากร ให้เป็ นธรรมและวางระเบียบให้รัดกุมยิ่งข้ึน ให้มีเจา้ หน้าท่ี รับผดิ ชอบดา้ นน้ีโดยตรง ๔. มีการปฏิรูปสังคม โดยการเลิกทาส ซ่ึงดาเนินการเป็ นข้นั ๆ จนในท่ีสุดก็เลิกไดท้ ้งั หมด โดยไม่กระทบกระเทือนผเู้ ป็นนายแต่อยา่ งใดท้งั สิ้น นอกจากน้ียงั ไดย้ กเลิกระบบไพร่ซ่ึงใชม้ าต้งั แต่ สมยั กรุงศรีอยธุ ยาทรงประกาศใช้ พ.ร.บ. ลกั ษณะการเกณฑ์ทหาร พ.ศ.2448 คือเป็ นทหาร 2 ปี แลว้ ปลดออก ทาใหม้ ีอิสระในการประกอบอาชีพมากข้ึน การปกครองของไทยก่อนเปลยี่ นแปลงการปกครอง ปี พ.ศ.๒๔๗๕ ในสมยั พระบางสมเด็จพระมงกุฏเกลา้ เจา้ อยูห่ วั (รัชกาลที่ 6) พระองคไ์ ดด้ าเนินนโยบาย เจริญรอยตามพระยคุ ลบาทของพระราชบิดา (รัชกาลที่ 5) ท้งั ในการจดั ระเบียบบริหารราชการ ทรง ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแกไ้ ขบางสิ่งบางอยา่ ง ใหเ้ หมาะสม ทนั สมยั อยเู่ สมอ ในเร่ืองของการปกครอง ก็ได้ทรงวางรากฐานสาคญั ในการนาประชาชนไปสู่การปกครองแบบประชาธิปไตย โดยการ
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวฑุ ตรึกตรอง ส่งเสริมการศึกษา ทรงตราพระราชบญั ญตั ิประถมศึกษาข้ึน ใชเ้ มื่อปี พ.ศ. 2464 ทรงโปรดให้สร้าง เมืองสมมุติข้ึนชื่อ ดุสิตธานี ในบริเวณพระราชวงั ดุสิตใหเ้ ป็นเมืองท่ีปกครองแบบประชาธิปไตย ให้ ประชาชนในเมืองมีสิทธิเลือกผูแ้ ทน ไปทาหนา้ ที่ปกครอง ให้ประชาชนรู้จกั การอภิปราย โตแ้ ยง้ แสดงความคิดเห็น วพิ ากษว์ จิ ารณ์ ซ่ึงกนั และกนั ไดใ้ นสภา เป็นการฝึ กความพร้อมใหแ้ ก่ประชาชน ให้รู้และเขา้ ในวิธีการแบบประชาธิปไตย ซ่ึงแสดงให้เห็นวา่ พระองค์ทรงมีแนวความคิดท่ีจะให้ ประเทศชาติ ไดป้ กครองแบบประชาธิปไตยต่อไป คร้ันถึงรัชสมยั ของพระบาทสมเด็จพระปกเลา้ เจา้ อยู่หัว (รัชกาลท่ี 7) ก็ยิ่งทรงมีพระราชประสงค์อย่างแรงกลา้ ที่จะให้ประเทศได้ปกครองแบบ ประชาธิปไตย ทรงเตรียมการต่างๆที่จะเป็ นหนทาง นาไปสู่การปกครองแบบประชาธิปไตย ถึงกบั โปรดให้ร่างรัฐธรรมนูญข้ึนมาเตรียมจะพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย ในโอกาสวนั ฉลองการต้งั กรุงรัตนโกสินทร์ ครบรอบ 150 ปี แต่ คณะอภิรัฐมนตรีสภา ท่ีเป็ นที่ปรึกษาเกี่ยวกบั ราชการ แผ่นดินได้ทักท้วงว่ายงั ไม่ถึงเวลาอันควร เพราะประชาชนยงั มีพ้ืนความรู้ทางการเมืองน้อย โดยเฉพาะยงั ไม่เขา้ ใจเก่ียวกบั คาวา่ ประชาธิปไตย ซ่ึงจากพระราชหฤทยั ไปทางประชาธิปไตยของ พระองคร์ ัชกาลท่ี 7 ดงั กล่าวน้ี เป็ นสาเหตุหน่ึงท่ีทาให้ “ คณะราษฎร์ ” กลา้ ที่จะทาการยึดอานาจ เปลี่ยนแปลงการปกครอง อยา่ งไรกด็ ีในสมยั รัชกาลท่ี 7 ก็ไดท้ รงเตรียมประเทศ เพอ่ื ไปสู่ความเป็ น ประชาธิปไตย โดยมีการจดั ต้งั สภาข้ึนหลายสภาคือ ๑. เสนาบดี ซ่ึงประกอบด้วยเสนาบดีกระทรวงต่างๆ ทาหน้าที่เก่ียวกับงานราชการ กระทรวงต่างๆ ๒. อภิรัฐมนตรีสภา เป็ นท่ีปรึกษาราชการแผน่ ดินระดบั สูง ของประเทศ ประกอบดว้ ยเช้ือ พระวงศช์ ้นั สูงท่ีมีความรู้ความสามารถ ๓. องคมนตรีสภา เป็ นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ ทรงเลือกสรรพระบรมวงศานุวงค์ และ ขา้ ราชการผูใ้ หญ่ท้งั ในและนอกราชการ ซ่ึงทรงคุณวุฒิ ความสามารถ และเป็ นท่ีไวว้ างพระราช หฤทยั ต้ังข้ึนเป็ นกรรมการองคมนตรี มีหน้าท่ีรับโครงการพระราชดาริ ไปวินิจฉัยและเสนอ ความเห็น อนั พึงเป็นประโยชน์แก่แผน่ ดินแทนประชาชน อนั เป็นการฝึกหดั วถิ ีรัฐสภาในอนาคต
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง รัฐบาลไทยหลงั เปลย่ี นแปลงการปกครองปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ภายหลงั จากประเทศไทยไดเ้ ปลี่ยนแปลงการปกครอง จากสมบูรณาญาสิทธิราชยม์ าเป็ น ประชาธิปไตยเม่ือวนั ท่ี 24 มิถุนายน 2475 เป็ นตน้ มา ก็ไดม้ ีการจดั ต้งั รัฐบาลที่ประกอบดว้ ย ตวั แทน ของประชาชนข้ึนบริหารประเทศ ประเทศไทยเลือกเอกการปกครองแบบประชาธิปไตยระบบ รัฐสภา อนั มีพระมหากษตั ริยเ์ ป็ นประมุข ดงั น้นั รัฐบาลของไทยเราจึงเป็ นรัฐบาลแบบคณะรัฐมนตรี (Cabinet) แต่รัฐบาลชุดแรกท่ีต้งั ข้ึนน้นั ยงั ไม่ชื่อคณะรัฐมนตรี แตไ่ ปใชช้ ื่อ “คณะกรรมการราษฎร ” ซ่ึงประกอบดว้ ยประธานคณะกรรมการราษฎร เป็ นหวั หนา้ กบั “ กรรมการราษฎร ” เก่ียวกบั การใช้ คาเรียกชื่อคณะรัฐบาลน้ี ขณะที่รัฐบาลกาลังเปิ ดประชุม เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ท่ีจะ ประกาศใช้เป็ นฉบับถาวร (ฉบับ 10 ธันวาคม) น้ันพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจา้ อยู่หัว ได้ พระราชทานขอ้ กังขามายงั พระยามโนปกรณ์นิติธาดาว่า การใช้คาว่า “กรรมการราษฎร” แทน Minister หรือ “เสนาบดี” ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยน์ ้นั ทรงเห็นว่าไม่เหมาะสมในฐานะที่ กรุงสยามมีกษัตริย์ คาว่า“กรรมการราษฎร” หนักไปทาง Commissar ของโซเวียตรัสเซีย ซ่ึง ปกครองแบบรีปับลิค (Republic) ที่ประชุมจึงไดถ้ กเถียงกนั ถึงคาๆ น้ี ในท่ีสุดจึงลงมติ ใหใ้ ชค้ าว่า “รัฐมนตรี” แทน“กรรมการราษฎร” และใช้คาวา่ “นายกรัฐมนตรี” แทน “ประธานคณะกรรมการ ราษฎร” และน่ีคือท่ีมาของคาวา่ รัฐมนตรี (สานกั งานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี 2535 : 77) และต้งั แต่
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวฑุ ตรึกตรอง น้นั มาในรัฐธรรมนูญทุกฉบบั จะเรียกรัฐบาลวา่ คณะรัฐมนตรี ซ่ึงต้งั แต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง เม่ือปี พ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน ไทยเรามีคณะรัฐมนตรี ถึง 53 ชุด มีนายกรัฐมนตรี 22 คน คณะรัฐมนตรีบางชุดก็มีจานวนมาก บางชุดก็มีจานวนน้อย แล้วแต่สถานการณ์บ้านเมือง คณะรัฐมนตรีชุดตา่ งๆ มีช่วงเวลาอยใู่ นตาแหน่ง และสาเหตุของการสิ้นสุดตาแหน่งดงั ตอ่ ไปน้ี รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย นบั แต่ต้งั ประเทศไทยได้เปล่ียนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยม์ า เป็ นประชาธิปไตย เม่ือ 24 มิถุนายน 2475 ประเทศไทยเราไดม้ ีรัฐบาลมาแลว้ จนถึงปัจจุบนั 61 ชุด คือ คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 1 (28 มิถุนายน–9 ธนั วาคม 2475) พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุ ตะสิ งห์) เป็ นประธานกรรมการราษฎร หรื อ นายกรัฐมนตรีสิ้นสุดวาระเน่ืองจากการประกาศและบงั คบั ใช้ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รสยาม พุทธศกั ราช 2475” เม่ือวนั ท่ี 10 ธนั วาคม 2475 คณะรัฐมนตรีชุดที่ 2 (10 ธนั วาคม 2475 – 1 เมษายน 2476) พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (กอ้ น หุตะสิงห์) เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้ นสุ ดวาระเนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกาให้ปิ ดประชุมสภาผู้แทนราษฎรและต้ัง คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ คณะรัฐมนตรีชุดที่ 3 (1 เมษายน – 20 มิถุนายน 2476) พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (กอ้ น หุตะสิงห์) เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระเน่ืองจากการรัฐประหาร เมื่อวนั ท่ี 20 มิถุนายน 2476 ของ “คณะทหารบก ทหารเรือ” อนั มีนายพนั เอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เป็ นหวั หนา้ มีนายพนั โท หลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ) เป็ นเลขานุการฝ่ ายทหารบก นายนาวาโทหลวงศุภชลาศยั (บุค ศุภชลาศยั ) เป็นเลขานุการฝ่ ายทหารเรือ
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง พระยามโนปกรณ์ นิติธาดา นายกรัฐมนตรี คนท่ี 1 คณะรัฐมนตรีชุดที่ 4 (21 มิถุนายน2546 – 25 ธนั วาคม 2476) นายพนั เอกพระยาพหลพลพยหุ เสนา (พจน์ พหลโยธิน) เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระตาม “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รสยาม พุทธศกั ราช 2475” เพราะการ เลือกต้งั ทวั่ ไป เมื่อวนั ท่ี 15 พฤศจิกายน 2476 คณะรัฐมนตรีชุดที่ 5 (16 ธนั วาคม 2476 – 22 กนั ยายน 2477) นายพนั เอกพระยาพหลพลพยหุ เสนา (พจน์ พหลโยธิน) เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระเนื่องจากสภาผแู้ ทนราษฎรไม่เห็นดว้ ยกบั การเซ็นสัญญาตกลงระหวา่ งประเทศ เรื่องการควบคุมจากดั ยาง คณะรัฐมนตรีชุดที่ 6 (22 กนั ยายน 2477 – 28 กรกฎาคม 2480) นายพนั เอกพระยาพหลพลพยหุ เสนา (พจน์ พหลโยธิน) เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระเน่ืองจากกระทูถ้ ามเร่ืองเก่ียวกบั การขายท่ีดินของพระคลงั ขา้ งท่ีของนายเลียง ไชยกาล สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรจงั หวดั อุบลราชธานี และญตั ติเปิ ดอภิปรายทวั่ ไป เพื่อลงมติไม่ ไวว้ างใจของนายไต๊ ปาณิกบุตร สมาชิกสภาจงั หวดั พระนคร นายกรัฐมนตรีจึงไดล้ าออกเพ่ือเปิ ด โอกาสใหท้ ุกฝ่ ายดาเนินการสอบสวน คณะรัฐมนตรีชุดที่ 7 (9 สิงหาคม – 21ธนั วาคม 2480) นายพนั เอกพระยาพหลพลพยหุ เสนา (พจน์ พหลโยธิน) เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระตาม “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รสยาม พุทธศกั ราช 2475” เพราะการ เลือกต้งั ทวั่ ไปเม่ือวนั ท่ี 7 พฤศจิกายน 2480
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวฑุ ตรึกตรอง คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 8 (21 ธนั วาคม 2480 – 18ธนั วาคม 2481) นายพนั เอกพระยาพหลพลพยหุ เสนา (พจน์ พหลโยธิน) เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระตาม “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รสยาม พุทธศกั ราช 2475” เพราะการ เลือกต้งั ทว่ั ไปเม่ือวนั ที่ 12 พฤศจิกายน 2481 ท้งั น้ีเนื่องจากรัฐบาลแพม้ ติสภาผแู้ ทนราษฎร ในญตั ติ ขอให้แกไ้ ขขอ้ บงั คบั ของสภาผแู้ ทนราษฎร เก่ียวกบั วิธีการเสนอร่างงบประมาณของนายถวิล อุดล สมาชิกสภาจงั หวดั ร้อยเอ็ดและพวก เม่ือวนั ที่ 10 กนั ยายน 2481 จึงไดป้ ระกาศยุบสภาเมื่อวนั ที่ 11 กนั ยายน 2481 พระยาพหลพลพยหุ เสนา นายกรัฐมนตรี คนท่ี 2 คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 9 (16 ธนั วาคม 2481 – 6 มีนาคม 2485) นายพนั เอกหลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสงั คะ) เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระเพราะรัฐบาลลาออก เพื่อเปิ ดโอกาสให้มีการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรีเสีย ใหม่ใหเ้ หมาะสมกบั สถานการณ์เนื่องจากเม่ือวนั ที่ 8 ธนั วาคม 2484 ญี่ป่ ุนขอเดินทพั ผ่านไทย และ เมื่อวนั ท่ี 25 มกราคม 2485ประเทศไทยไดป้ ระกาศสงครามกบั บริเตนใหญแ่ ละสหรัฐ คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 10 (7 มีนาคม 2485 – 1 สิงหาคม 2487) จอมพลแปลก พบิ ูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระเนื่องจากสภาผูแ้ ทนราษฎรไม่อนุมตั ิพระราชกาหนดระเบียบราชการบริหาร นครบาลเพชรบูรณ ์์ เม่ือวนั ท่ี 20 กรกฎาคม 2487 และไม่อนุมตั ิพระราชกาหนดจดั สร้างพุทธบุรี มณฑล เม่ือวนั ที่ 22 กรกฎาคม 2487 นายกรัฐมนตรีจึงไดล้ าออก
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวฑุ ตรึกตรอง จอมพล ป.พิบูล สงคราม นายกรัฐมนตรี คนที่ 3 คณะรัฐมนตรีชุดที่ 11 (1สิงหาคม 2487 – 31 สิงหาคม 2488) นายพนั ตรีควง อภยั วงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระเน่ืองจากสงครามยตุ ิ นายกรัฐมนตรีจึงไดล้ าออก “เพ่ือเปิ ดโอกาสใหผ้ ทู้ ่ีมีความ เหมาะสมในอนั ที่จะยงั มิตรภาพและดาเนินการเจรจาเพ่ือความวฒั นาถาวรของชาติ เข้าดารง ตาแหน่งนายกรัฐมนตรีสืบไป” นายควง อภยั วงศ์ นายกรัฐมนตรี คนที่ 4
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวฑุ ตรึกตรอง คณะรัฐมนตรีชุดที่ 12 (31 สิงหาคม – 17 กนั ยายน 2488) นายทวี บุญเกตุ เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระเน่ืองจากนายกรัฐมนตรีลาออกด้วยเหตุผลเพราะ “ภารกิจเร่งที่รัฐบาลน้ีพึง ปฏิบัติได้สาเร็จลุล่วงไปแล้ว ต่อไปก็เป็ นปัญหาการเมือง การทาความเข้าใจอันดีของฝ่ าย สหประชาชาติ จึงเปิ ดโอกาสใหผ้ ทู้ ่ีเหมาะสมไดเ้ ขา้ บริหารประเทศสืบแทนต่อไป” นายทวี บุญยเกตุ นายกรัฐมนตรี คนท่ี 5 คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 13 (17 กนั ยายน 2488 – 31 มกราคม 2489) ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระตาม “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศกั ราช 2482 แกไ้ ขเพ่ิมเติมพุทธศกั ราช 2483 และแกไ้ ขเพ่ิมเติมพุทธศกั ราช 2485” เพราะการเลือกต้งั เม่ือวนั ที่ 6 มกราคม 2489 หลงั จากยบุ สภาเมื่อวนั ท่ี 15 ตุลาคม 2488
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวฑุ ตรึกตรอง ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมทย์ นายกรัฐมนตรี คนท่ี 6 คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 14 (31 มกราคม2489 – 24มีนาคม 2489) นายพนั ตรีควง อภยั วงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระเน่ืองจากแพม้ ติสภาผูแ้ ทนราษฎร เรื่องพระราชบญั ญตั ิคุม้ ครองค่าใช้จ่ายของ ประชาชนในภาวะคับขัน ของนายทองอินทร์ ภูริ พัฒน์ สม าชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวดั อุบลราชธานี และพวก นายกรัฐมนตรีจึงไดล้ าออก คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 15 (24 มีนาคม – 1 มิถุนายน 2489) นายปรีดี พนมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุ ดวาระตามรัฐธรรมนูญภายหลังการประกาศและบังคับใช้ “รัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2489” เมื่อวนั ที่ 10 พฤษภาคม 2489 และ เลือกต้งั สมาชิกวุฒิสภา เม่ือวนั ที่ 24 พฤษภาคม 2489 คณะรัฐมนตรีชุดที่ 16 (11 มิถุนายน2489 – 21 สิงหาคม 2489) นายปรีดี พนมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั อนนั ทมหิดล รัชกาลท่ี 8 เสด็จสวรรคต นายกรัฐมนตรี จึงไดล้ าออกโดยที่ยงั ไมท่ นั ไดต้ ้งั คณะรัฐมนตรี
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวฑุ ตรึกตรอง นายปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรี คนท่ี 7 คณะรัฐมนตรีชุดที่ 17 (23 สิงหาคม 2489 – 30พฤษภาคม 2490) นายพลเรือตรีถวลั ย์ ธารงนาวาสวสั ด์ิ เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระเน่ืองจากสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอญัตติเปิ ด อภิปรายทวั่ ไปเพ่ือลงมติไม่ไวว้ างใจ ระหว่างวนั ท่ี 19 – 27 พฤษภาคม 2490 แมร้ ัฐบาลจะไดร้ ับ ความไวว้ างใจดว้ ยคะแนน 86 ตอ่ 55 งดออกเสียง 16 แต่นายกรัฐมนตรีกย็ ื่นใบลาออกเพอ่ื ใหโ้ อกาส ไดม้ ีการปรับปรุงคณะรัฐมนตรีใหม่ คณะรัฐมนตรีชุดที่ 18 (30 พฤษภาคม – 8 พฤศจิกายน 2490) นายพลเรือตรีถวลั ย์ ธารงนาวาสวสั ด์ิ เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระเนื่องจากการรัฐประหารของ “คณะทหารของชาติ” เม่ือวนั ที่ 8 พฤศจิกายน 2490 โดยพลโทผนิ ชุณหะวณั นายทหารกองหนุนเป็นหวั หนา้
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง พลเรือตรีถวลั ย์ ธารงนาวาสวสั ด์ิ นายกรัฐมนตรี คนที่ 8 คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 19 (10 พฤศจิกายน 2490 – 6 กมุ ภาพนั ธ์ 2491) นายควง อภยั วงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระตาม “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย (ฉบบั ช่วั คราว) พุทธศกั ราช 2490” เพราะการเลือกต้งั ทวั่ ไปเมื่อวนั ท่ี 29 มกราคม 2491 คณะรัฐมนตรีชุดที่ 20 (21 กุมภาพนั ธ์ – 8 เมษายน 2491) นายควง อภยั วงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระเนื่องจาก “คณะรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490” ทารัฐประหารเงียบ บีบบงั คบั ใหล้ าออก คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 21 (8 เมษายน 2491 – 24 มิถุนายน 2493) จอมพลแปลก พบิ ูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุ ดวาระตามรัฐธรรมนูญภายหลังการประกาศและบังคับใช้ “รัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2492” เม่ือวนั ที่ 23 มีนาคม 2492 และการเลือกต้งั สมาชิกสภาผูแ้ ทน ราษฎรเพิม่ ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ เม่ือวนั ท่ี 5 มิถุนายน 2492 คณะรัฐมนตรีชุดที่ 22 (25 มิถุนายน 2492 – 29 พฤศจิกายน 2494) จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระเน่ืองจากการรัฐประหารของ “คณะรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490” ซ่ึงต้งั ช่ือ ใหม่วา่ “คณะทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตารวจ ผกู้ ่อการเปล่ียนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 คณะรัฐประหาร พ.ศ. 2490” มีพลเอกผนิ ชุณหะวณั ผบู้ ญั ชาการทหารบกเป็นหวั หนา้ คณะรัฐมนตรีชุดที่ 23 (29 พฤศจิกายน – 6 ธนั วาคม 2494) จอมพลแปลก พบิ ูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระภายหลงั จากการ “คณะบริหารประเทศชวั่ คราว” ของ “คณะทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตารวจ ผูก้ ่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 คณะรัฐประหาร พ.ศ. 2490” รับ สนองพระบรมราชโองการประกาศให้สภาผูแ้ ทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎร ประเภทท่ี 2 คณะรัฐมนตรีชุดที่ 24 (6 ธนั วาคม 2494 – 23 มีนาคม 2495)
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง จอมพลแปลก พบิ ูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระตาม “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2475 แก้ไขเพ่ิมเติม พุทธศกั ราช 2495” และการเลือกต้งั เม่ือวนั ที่ 26 กุมภาพนั ธ์ 2495 คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 25 (24 มีนาคม 2495 – 26 กุมภาพนั ธ์ 2500) จอมพลแปลก พบิ ูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระตาม “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พทุ ธศกั ราช 2495” เพราะการเลือกต้งั ทว่ั ไปเมื่อวนั ที่ 26 กุมภาพนั ธ์ 2500 คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 26 (21 มีนาคม2500 – 16 กนั ยายน 2500) จอมพลแปลก พบิ ูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระเน่ืองจากการ รัฐประหาร เม่ือวนั ที่ 16 กนั ยายน 2500 ของกลุ่มบุคคลที่เรียก ตนเองวา่ “คณะทหาร” อนั มีจอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต์ ผบู้ ญั ชาการทหารบก เป็นหวั หนา้ คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 27 (21 กนั ยายน 2500– 26 ธนั วาคม 2500) นายพจน์ สารสิน เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระตาม “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2475 แก้ไขเพ่ิมเติม พทุ ธศกั ราช 2495” เพราะการเลือกต้งั ทว่ั ไปเมื่อวนั ท่ี 15 ธนั วาคม 2500 นายพจน์ สารสิน นายกรัฐมนตรี คนที่ 9 คณะรัฐมนตรีชุดที่ 28 (1 มกราคม 2501– 20 ตุลาคม 2501) พลโทถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง สิ้นสุดวาระเนื่องจากนายกรัฐมนตรีเห็นวา่ “การบริหารราชการแผน่ ดินไม่อาจดาเนินไปให้ บรรลุผลตามความปรารถนาได้” จึงไดล้ าออก และเขา้ ร่วมทารัฐประหารกบั “คณะปฏิวตั ิ” อนั มี จอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต์ ผบู้ ญั ชาการทหารสูงสุดทหารบก เป็นหวั หนา้ ในค่าวนั ที่ 20 ตุลาคม 2501 จอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี คนท่ี 10 คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 29 (9 กุมภาพนั ธ์ 2502 – 8 ธนั วาคม 2506) จอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระเน่ืองจากการอสัญกรรมของจอมพลสฤษ ธนะรัชด์ิ นายกรัฐมนตรี จอมพล สฤษด์ิ ธนะรัตน์ นายกรัฐมนตรี คนที่ 11
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวฑุ ตรึกตรอง คณะรัฐมนตรีชุดที่ 30 (9 ธนั วาคม 2506 – 7 มีนาคม 2512) พลเอกถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระตาม ”รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2511” เพราะการเลือกต้งั ทว่ั ไป เม่ือวนั ท่ี 10 กมุ ภาพนั ธ์ 2512 คณะรัฐมนตรีชุดที่ 31 (7 มีนาคม 2512 – 17 พฤศจิกายน 2514) จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระเน่ืองจากการรัฐประหารเม่ือวนั ที่ 17 พฤศจิกายน 2514 ของ “คณะปฏิวตั ิ” อนั มี จอมพลถนอม กิตติขจร ผบู้ ญั ชาการทหารสูงสุด เป็นหวั หนา้ คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 32 (18 ธนั วาคม 2515 – 14 ตุลาคม 2516) จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระเพราะพลงั นักศึกษา ประชาชน ชุมนุมกนั ขบั ไล่ เมื่อวนั ที่ 14 ตุลาคม 2516 กระทง่ั ไมส่ ามารถอยใู่ นตาแหน่งได้ จึงจาใจตอ้ งลาออกและเดินทางออกนอกประเทศ คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 33 (14 ตุลาคม 2516 – 22 พฤษภาคม 2517) นายสญั ญา ธรรมศกั ด์ิ เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระเน่ืองจากนายกรัฐมนตรีลาออกด้วยเหตุผลวา่ “สถานการณ์ไม่เอ้ืออานวยให้ ขา้ พเจา้ และรัฐบาลน้ีคงอยปู่ ฏิบตั ิหนา้ ที่จนกวา่ จะมีการประกาศใชร้ ัฐธรรมนูญ” คณะรัฐมนตรีชุดที่ 34 (27 พฤษภาคม 2517 – 14 กุมภาพนั ธ์ 2518) นายสญั ญา ธรรมศกั ด์ิ เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระตาม “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2517” เพราะการเลือกต้งั ทว่ั ไป เมื่อวนั ที่ 26 มกราคม 2518 ศ.สัญญา ธรรมศกั ด์ิ นายกรัฐมนตรี คนที่ 12
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง คณะรัฐมนตรีชุดที่ 35 (15 กมุ ภาพนั ธ์ – 13 มีนาคม 2518) ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระตาม “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2517” เน่ืองจากไม่ไดร้ ับ ความไวว้ างใจจากสภาผแู้ ทนราษฎร คณะรัฐมนตรีชุดที่ 36 (14 มีนาคม 2518 – 12 มกราคม 2519) ม.ร.ว. คึกฤทธ์ิ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.คึกฤทธ์ิ ปราโมทย์ นายกรัฐมนตรี คนท่ี 13 สิ้นสุดวาระตาม “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2517” เพราะการเลือกต้งั ทว่ั ไปเม่ือวนั ที่ 4 เมษายน 2519 ภายหลงั การยบุ สภาผแู้ ทนราษฎรเม่ือวนั ท่ี 12 มกราคม 2519 คณะรัฐมนตรีชุที่ 37 (20 เมษายน – 23 กนั ยายน 2519) ม.ร.ว. คึกฤทธ์ิ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระเพราะนายกรัฐมนตรีลาออก คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 38 (25 กนั ยายน2519 – 5 ตุลาคม 2519) ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระเน่ืองจากรัฐประหารเม่ือวนั ที่ 6 ตุลาคม 2519 ของ “คณะปฏิรูปการปกครอง แผน่ ดิน” อนั มี พลเรือเอกสงดั ชลออยู่ เป็นหวั หนา้ คณะรัฐมนตรีชุดที่ 39 (8 ตุลาคม 2519 – 19 ตุลาคม 2520) นายธานินทร์ กรัยวเิ ชียร เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระเนื่องจากการทารัฐประหาร เม่ือ 20 ตุลาคม 2520 ของ “คณะปฏิวตั ิ” อนั มีพลเรือเอกสงดั ชลออยู่ เป็นหวั หนา้
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวฑุ ตรึกตรอง นายธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรี คนที่ 14 รัฐมนตรีชุดที่ 40 (11 พฤศจิกายน 2520 – 21 ธนั วาคม 2522) พลเอกเกรียงศกั ด์ิ ชมะนันทน์ เป็ นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระตาม “รัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจกั รไทยพุทธศกั ราช 2521” เพราะการเลือกต้งั ทว่ั ไปเม่ือวนั ที่ 22 เมษายน 2522 คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 41 (12 พฤษภาคม 2522 – 3 มีนาคม 2523) พลเอกเกรียงศกั ด์ิ ชมะนันทน์ เป็ นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดวาระเนื่องจากนายกรัฐมนตรี ลาออก คณะรัฐมนตรีชุดที่ 42 (3 มีนาคม 2523 – 19 มีนาคม 2526) สืบเน่ืองมาจากการที่ พลเอกเกรียงศกั ด์ิ ชมะนันทน์ ได้ประกาศลาออกจากตาแหน่ง นายกรัฐมนตรี เม่ือวนั ที่ 29 กุมภาพนั ธ์ 2523 ต่อมาไดม้ ีพระบรมราชโองการโปรดเกลา้ ฯ แต่งต้งั พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผบู้ ญั ชาการทหารบก ดารงตาแหน่งนายกรัฐมนตรีสืบแทน สิ้นสุดตามวาระ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2521” โดยการยุบสภา ใหม้ ีการเลือกต้งั ใหม่ กรณีเกิดการขดั แยง้ ระหวา่ งพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล คือ พรรคกิจสงั คมและ พรรคชาติไทย เกี่ยวกบั การจดั ซ้ือน้ามนั จากประเทศซาอุดิอาระเบีย ต่อมาไดม้ ีรัฐมนตรีจานวนมาก ลาออกจากตาแหน่ง เพื่อเปิ ดโอกาสให้นายกรัฐมนตรีปรับปรุงคณะรัฐมนตรีเสียใหม่ เมื่อ 11 มีนาคม 2524 พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั มีพระบรมราชโองการโปรดเกลา้ ฯ แต่งต้งั พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็ นนายกรัฐมนตรี อีกคร้ังหน่ึง (เปรม 2) คณะรัฐมนตรีคณะน้ีสิ้นสุดลงจากการ ปรับปรุงคณะรัฐมนตรีของพลเอกเปรมอีกคร้ังหน่ึง เม่ือ 19 ธนั วาคม 2524 มีพระบรมราชโองการ
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวฑุ ตรึกตรอง โปรดเกล้าฯ แต่งต้ัง พลเอกเปรม ติณสู ลานนท์ เป็ นนายกรัฐมนตรี อีกคร้ังหน่ึง (เปรม 3) คณะรัฐมนตรีชุดน้ีสิ้นสุดลงโดยการปรับปรุงคณะรัฐมนตรีของพลเอกเปรม พลเอกเกรียงศกั ด์ิ ชมะนนั ทร์ นายกรัฐมนตรี คนท่ี 15 คณะรัฐมนตรีชุดที่ 43 (30 เมษายน 2526 – 5 สิงหาคม 2529) พลเอกเปรม ติณสู ลานนท์ ได้รับพระมหากรุ ณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งต้ังให้เป็ น นายกรัฐมนตรี (เปรม 4) ท่ีเป็ นผลมาจากการปรับปรุงคณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคณะน้ีไดส้ ิ้นสุด ลง โดยการมีพระราชกฤษฎีกายบุ สภาเพื่อใหม้ ีการไดเ้ ลือกต้งั ใหมใ่ นวนั ท่ี 27 กรกฎาคม 2529 คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 44 (5 สิงหาคม 2529 – 3 สิงหาคม 2531) พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี คนที่ 16
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ หลงั จากมีการเลือกต้งั ทว่ั ไปเมื่อ 27 กรกฎาคม 2529 ก็ไดด้ ารง ตาแหน่งนายกรัฐมนตรี (เปรม 5) เมื่อวนั ท่ี 5 สิงหาคม 2529 และคณะรัฐมนตรีชุดน้ีสิ้นสุดลง เพราะ การยบุ สภาอีกคร้ัง คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 45 (4 สิงหาคม 2529-9 ธนั วาคม 2531) ภายหลงั การเลือกต้งั ทวั่ ไปเมื่อวนั ท่ี 24 กรกฎาคม 2531 ผลจาการดาเนินการทางการเมือง รวมพรรคการเมืองจานวนหน่ึงเพื่อทาหนา้ ที่รัฐบาล พรรคชาติไทยซ่ึงมีท่ีนงั่ ในสภาผูแ้ ทนราษฎร มากที่สุดทาหนา้ ท่ีเป็ นแกนนาในการจดั ต้งั รัฐบาล เมื่อวนั ท่ี 4 สิงหาคม 2531 พลตรีชาติชาย ชุณหะ วนั ไดร้ ับพระบรมราชโองการโปรดเกลา้ ฯแต่งต้งั เป็ นนายกรัฐมนตรี คนที่ 17 และตอ่ มาเมื่อวนั ที่ 9 สิงหาคม 2531 จึงมีพระบรมราชโองการแตง่ ต้งั รัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 46 (9 ธนั วาคม 2531-23 กมุ ภาพนั ธ์ 2534) พลเอก ชาติชาย ชุณหะวณั เป็ นนายกรัฐมนตรี พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ และพล.อ.สุจินดา คราประยูรในนาม ´คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ´ ทาการรัฐประหารยึดอานาจการ ปกครองรัฐบาล พล.อ.ชาติชายชุณหะวณั เม่ือ 23 กุมภาพนั ธ์ 2534 และไดเ้ ชิญ อานนั ท์ ปันยารชุน เป็ นนายกรัฐมนตรี พลเอกชาติชาย ชุณหวณั นายกรัฐมนตรี คนท่ี 17 คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 48 (7 เมษายน 2535- 9 มิถุนายน 2535) พลเอก สุจินดา คราประยรู เป็ นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเนื่องจากเกิดเหตุการณ์ไม่สงบข้ึน เมื่อ 17-20 พฤษภาคม 2535 ประท้วงต่อต้านพลเอกสุ จินดา คราประยูร ไม่ต้องการให้เป็ น นายกรัฐมนตรี โดยอ้างว่าไม่ได้มาจากการเลือกต้ัง พลเอกสุจินดา คราประยูร จึงลาออกจาก ตาแหน่ง
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวฑุ ตรึกตรอง พลเอกสุจินดา คราประยรู นายกรัฐมนตรี คนที่ 19 คณะรัฐมนตรีชุดที่ 49 (10 มิถุนายน 2535- 23 กนั ยายน 2535) นายอานนั ท์ ปันยารชุน เป็ นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเน่ืองจากมีพระราชกฤษฎีกายบุ สภา เพ่ือจดั ใหม้ ีการเลือกต้งั ใหม่ นายอานนั ท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรี คนที่ 18 คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 50 (23 กนั ยายน 2535-13กรกฎาคม 2538) นายชวน หลีกภยั เป็ นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกายบุ สภาเพื่อจดั ใหม้ ีการเลือกต้งั ใหม่
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง นายชวน หลีกภยั นายกรัฐมนตรี คนท่ี 20 คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 51 (13 กรกฎาคม 2538- 25 พฤศจิกายน 2539) นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็ นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภา เพือ่ จดั ใหม้ ีการเลือกต้งั ใหม่ นายบรรหาร ศิลปะอาชา นายกรัฐมนตรี คนท่ี 21 คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 52 (25 พฤศจิกายน 2539- 9พฤศจิกายน 2540) พลเอก ชวลิต ยงใจยทุ ธ เป็ นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเนื่องจากนายกรัฐมนตรีลาออกจาก ตาแหน่ง
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวฑุ ตรึกตรอง พลเอกชวลิต ยงใจยทุ ธ นายกรัฐมนตรี คนที่ 22 คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 53 (9 พฤศจิกายน 2540- 9 กุมภาพนั ธ์ 2544) นายชวน หลีกภยั เป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเนื่องจากนายกรัฐมนตรีลาออกจากตาแหน่ง คณะรัฐมนตรีชุดที่ 54 (17 กุมภาพนั ธ์ 2544-11 มีนาคม 2548) พ.ต.ท. ทกั ษิณ ชินวตั รเป็ นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเน่ืองจากมีพระราชกฤษฎีกาเพ่ือจดั ให้ มีการเลือกต้งั ใหม่ คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 55 (11 มีนาคม 2548 –19 กนั ยายน 2549) พ.ต.ท. ทกั ษิณ ชินวตั รเป็ นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเน่ืองจาก พลเอกสนธิ บุณยรัตกลิน ผูบ้ ัญชาการทหารบก ในนามหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมี พระมหากษตั ริยท์ รงเป็ นประมุข (คปค.) ทาการรัฐประหารยึดอานาจการปกครองรัฐบาลพ.ต.ท. ทกั ษิณ ชินวตั ร เมื่อ 19 กนั ยายน 2549 และไดเ้ ชิญ พล อ. สุรยทุ ธ์ จุลลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทกั ษิณ ชิณวตั ร นายกรัฐมนตรี คนท่ี 23
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง คณะรัฐมนตรีชุดที่ 56 (1 ตุลาคม 2549- 29 มกราคม 2551) พล อ. สุรยุทธ์ จุลลานนท์ สิ้นสุดเน่ืองจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เลือกต้งั ทว่ั ไป พลเอกสุรยทุ ธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี คนท่ี 24 คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 57 (29 มกราคม 2551- 6 กนั ยายน 2551) นายสมคั ร สุนทรเวช สิ้นสุดเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญมีคาวนิ ิจฉยั นายสมคั ร สุนทรเวช ให้ พน้ จากตาแหน่ง นายสมคั ร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี คนที่ 25
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวฑุ ตรึกตรอง คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 57/1 (9 กนั ยายน 2551- 2 ธนั วาคม 2551) นายสมชาย วงศส์ วสั ด์ิ สิ้นสุดเพราะขาดคุณสมบตั ิเน่ืองจากศาลรัฐธรรมนูญมีคาวินิจฉัย ถูกเพิกถอนสิทธ์ิเลือกต้งั 5 ปี นายสมชาย วงศส์ วสั ด์ิ นายกรัฐมนตรี คนที่ 26 คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 58 (2 ธนั วาคม 2551- 17 ธนั วาคม 2551) นายชวรัตน์ ชาญวรี กลู สิ้นสุดเพราะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 59 (17 ธนั วาคม 2551-5สิงหาคม 2554) อภิสิทธ์ิ เวชชาชีวะ สิ้นสุดเพราะยบุ สภาผแู้ ทนราษฏร นายอภิสิทธ์ิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คนท่ี 27 คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 60 ( 5 สิงหาคม 2554 – 7 พฤษภาคม 2557)
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง นางสาวยง่ิ ลกั ษณ์ ชิณวตั ร นายกรัฐมนตรี คนท่ี 28 นางสาวยงิ่ ลกั ษณ์ ชินวตั ร สิ้นสุดเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉยั ใหพ้ น้ จากตาแหน่งขณะ รักษาการ หลงั จากยบุ สภาผแู้ ทนราษฎร ก่อนที่พรรคร่วมรัฐบาลจะแตง่ ต้งั นายนิวฒั น์ธารง บุญทรง ไพศาล (7 พฤษภาคม 2557- 22 พฤษภาคม 2557) รักษาการนายกรัฐมนตรี และสิ้นสุดเพราะการทา รัฐประหารของ พลเอกประยุทธ์ จนั ทร์โอชา เมื่อวนั ท่ี 22 พฤษภาคม 2557 ในนามหัวหน้าคณะ รักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรีชุดท่ี 61 ( 24 สิงหาคม 2557 – ปัจจุบนั ) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มติสภานิติบัญญัติแห่งชาติรับรองให้ดารงตาแหน่ง นายกรัฐมนตรี พลเอกประยทุ ธ จนั ทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คนที่ 29
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวฑุ ตรึกตรอง การปฏิวตั ริ ัฐประหารของไทย การที่ไทยมีคณะรัฐมนตรีมากมายหลายชุด บางชุดก็อยใู่ นตาแหน่งในช่วงเวลาอนั ส้ัน และ ส่วนมากแลว้ มกั จะอยใู่ นตาแหน่งไม่ครบวาระ ท้งั น้ีเป็ นเพราะมกั จะมี การแยง่ ชิงอานาจกนั เองใน หมู่ของคณะท่ียึดอานาจเปลี่ยนการปกครอง ซ่ึงบางคร้ังก็จะใชว้ ิธีการ ยึดอานาจโดยการใช้กาลงั บางคร้ังจะใชว้ ิธียึดอานาจแบบเงียบๆไม่มีการเคล่ือนยา้ ยกาลงั แต่จะใชว้ ธิ ีการบีบบงั คบั ให้ลาออก หรือจ้ีบงั คบั ให้ลาออกจากตาแหน่ง การพยายามใช้กาลงั ยึดอานาจการปกครองน้ี ที่ทาไม่สาเร็จ กลายเป็ นกบฏไปก็หลายคร้ัง และที่ทาการยดึ อานาจไดส้ าเร็จก็มีหลายคร้ังเช่นกนั พอสรุปวนั เวลา ของการยึดอานาจ และคณะผูท้ าการยึดอานาจไดส้ าเร็จโดยนบั ต้งั แต่ เปล่ียนการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 ไดด้ งั น้ี คร้ังที่ 1 เป็ นรัฐประหารเงียบเมื่อ 20 มิถุนายน 2476 นาโดย พันเอกพระยาพหลพล พยหุ เสนายดึ อานาจการปกครองจากพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ซ่ึงเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะน้นั พระยาพหลพลพยหุ าเสนา คร้ังที่ 2 ทารัฐประหารเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2490 นาโดยพลโทผิน ชุณหะวณั ยึดอานาจการ ปกครองจาก พลตรีถวลั ย์ ธารงนาวาสวสั ด์ิ ซ่ึงเป็นนายกรัฐมนตรี
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง จอมพลผน ชุณหะวณั คร้ังท่ี 3 ทารัฐประหารเมื่อ 29 พฤศจิกายน 2494 นาโดยพลเอกผิน ชุณหะวณั เป็ น รัฐประหารเงียบอีกคร้ังหน่ึง เพราะไม่มีการเคลื่อนยา้ ยกาลงั ทหารอย่างเอิกเกริก และไม่มีการเสีย เลือดเน้ือแต่อย่างใด คณะทหารทาการรัฐประหาร เพื่อจะยกเลิกรัฐธรรมนูญท่ีใช้อยู่ (ฉบบั ท่ี 5 ปี 2492) และนารัฐธรรมนูญฉบบั ที่ 2 (10 ธ.ค. 2475) กลบั มาใช้ ตรงกบั สมยั ที่จอมพลแปลก พิบูล สงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี คร้ังท่ี 4 ทารัฐประหารเมื่อ 16 กนั ยายน 2500 นาโดยจอมพลสฤษด์ิ ธนรัชต์ ยึดอานาจการ ปกครองจาก จอมพลแปลก พบิ ูลสงคราม นายกรัฐมนตรี คร้ังท่ี 5 คณะทหารใช้ช่ือว่า คณะปฏิวตั ิ นาโดยจอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต์ ทาการยึดอานาจ การปกครอง เม่ือ 25 ตุลาคม 2501 ในสมยั ที่จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง คร้ังท่ี 6 จอมพลถนอม กิตติขจร ต้งั ตนเป็นหวั หนา้ คณะปฏิวตั ิ ทาการยดึ อานาจเม่ือ 17 พ.ย. 2514 ในสมยั ที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี จึงเรียกวา่ เป็นการปฏิวตั ิตนเอง จอมพลถนอม กิตติขจร คร้ังท่ี 7 คณะทหารใชช้ ่ือวา่ คณะปฏิรูปการปกครองแผน่ ดิน นาโดยพลเรือเอกสงดั ชลออยู่ ทาการยดึ อานาจการปกครองเม่ือ 6 ตุลาคม 2516 ในสมยั ที่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเกิดเหตุการณ์วุ่นวาย และรัฐบาลคุมสถานการณ์ไม่ได้และต่อมา ทาการปฏิวตั ิเมื่อ 20 ตุลาคม 2520 นาโดยพลเรือเอกสงดั ชะลออยู่ ยึดอานาจการปกครองโดยใชช้ ่ือว่า คณะปฏิวตั ิ ใน สมยั ท่ีนายธานินทร์ กรัยวเิ ชียร เป็นนายกรัฐมนตรี
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวฑุ ตรึกตรอง พลเรือเอกสงดั ชะลออยู่ คร้ังท่ี 8 คณะทหารใช้ชื่อว่า คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ มีพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ เป็ นหัวหน้า ทาการยึดอานาจการปกครองจาก พลเอกชาติชาย ชุณหะวณั ซ่ึ งเป็ น นายกรัฐมนตรี เมื่อ 23 กมุ ภาพนั ธ์ 2534 พลเอกสุนทร คงสมพงศ์ คร้ังที่ 9 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ทาการรัฐประหารยึดอานาจการปกครองรัฐบาล พ.ต.ท. ทกั ษิณ ชินวตั ร เม่ือวนั ที่ 19 กนั ยายน 2549 โดยมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหวั หนา้ คณะปฏิรูปฯ
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวฑุ ตรึกตรอง พลเอกสนธิ บุญรัตกลิน คร้ังที่ 10 พล.อ.ประยทุ ธ์ จนั ทร์โอชา ทาการรัฐประหารยดึ อานาจการปกครองจากรัฐบาล นางสาวย่ิงลักษณ์ ชินวตั ร ระหว่างการรักษาการณ์ นายกรัฐมนตรีโดยนายนิวฒั น์ธารง บุญทรง ไพศาล เม่ือวนั ท่ี 22 พฤษภาคม 2557 มี พล.อ ประยุทธ์ จนั ทร์โอชา เป็ นหวั หน้าคณะรักษาความ สงบเรียบร้อยแห่งชาติ (ค.ส.ช.) พลเอกประยทุ ธ จนั ทร์โอชา จากการที่มีการยดึ อานาจการปกครอง ท่ีมีอยหู่ ลายคร้ังน้ี จะเห็นวา่ คณะท่ียดึ อานาจมกั จะต้งั ตวั เองเป็ นคณะรัฐประหารบา้ ง คณะปฏิวตั ิบา้ ง คณะปฏิรูปการปกครองแผน่ ดินบา้ ง และล่าสุดต้งั เป็ นคณะผูร้ ักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) อนั ที่จริงคาว่าปฏิวตั ิมีความแตกต่างกบั คาวา่ รัฐประหารหรือปฏิรูป คาว่าปฏิวตั ิ (Revolution ) คือการเลิกลม้ ระบอบการปกครองเดิม เพ่ือสร้าง ระบอบการปกครองท่ีเหมาะสม กบั วตั ถุประสงคข์ องการปฏิวตั ิข้ึนใหม่ ดว้ ยเหตุน้ีจึงมีการยกเลิก รัฐธรรมนูญ ยุบสภาผูแ้ ทนราษฎร ยกเลิกพรรคการเมือง และโค่นรัฐบาลท่ีได้บริหารประเทศอยู่ ขณะน้นั แต่คาวา่ รัฐประหาร (Coup d’ Etat )โดยปกติมีความมุ่งหมายท่ีจะเปลี่ยนคณะบุคคลเขา้ เป็ น รัฐบาล ทาการขบั ไล่รัฐบาลเก่าออกไป ตลอดจนปรับปรุงสภาผูแ้ ทนราษฎร์ไดต้ รงกบั ความตอ้ งการ
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง ของผทู้ าการรัฐประหาร ส่วนคาวา่ ปฏิรูป (Reform) มีความหมายเป็ นการกระทาการในเรื่องใดเรื่อง หน่ึง โดยมีวตั ถุประสงคเ์ พื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อยา่ งรอบดา้ นไปสู่เป้าหมายที่ผูก้ ระทาการได้ วางไว้ สาหรับการยึดอานาจการปกครองของไทยเราน้ัน ถ้าดูจากการกระทาจะคล้ายๆ กัน คือ ยกเลิกรัฐธรรมนูญยุบสภาผแู้ ทนราษฎร ยบุ พรรคการเมือง เปลี่ยนคณะผบู้ ริหารประเทศใหม่ เราไม่ เคยเลิกลม้ ระบอบการปกครอง ระบบสังคม ระบบเศรษฐกิจ ก็ยงั คงเหมือนเดิม ดงั น้นั ถา้ ดูจากการ กระทา การยึดอานาจของเราก็เป็ นเพียงแค่รัฐประหาร มีเพียงคร้ังเดียวท่ียดึ อานาจเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 เท่าน้นั ท่ีเขา้ ข้นั เป็ นการปฏิวตั ิ เพื่อเปล่ียนระบอบการปกครอง แตใ่ นปัจจุบนั เรามกั จะใช้ เรียก การยดึ อานาจการปกครอง วา่ เป็นการปฏิวตั ิเสมอไป
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวฑุ ตรึกตรอง
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวฑุ ตรึกตรอง เหตุการณ์สาคญั ทางการเมืองหลงั เลือกต้งั ส.ส. 24 มนี าคม พ.ศ.2562 24 มีนาคม 2562 การเลือกต้งั ทว่ั ไป สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร เป็นการเลือกต้งั แบบสัดส่วนผสม มี ส.ส.แบบ แบง่ เขต 350 คน ส.ส.บญั ชีรายช่ือ 150 คน รวม 500 คน ผลการเลือกต้งั มีผมู้ าใชส้ ิทธิเลือกต้งั 35,866,483 คน บตั รเสีย 1,987,962 คน ไมป่ ระสงคล์ งคะแนน 524,722 คน บตั รดี 33,353,799 คน 5 เมษายน 2562 นายวทิ ยา แกว้ ภราดยั อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมายน่ื หนงั สือถึง คณะกรรมการการเลือกต้งั (กกต.) เพื่อขอใหต้ รวจสอบ นายสณั หพจน์ สุขศรีเมือง ผสู้ มคั ร ส.ส.พรรคพลงั ประชารัฐ เขต 2 จงั หวดั นครศรีธรรมราช วา่ เขา้ ข่ายหลอกลวงและเปิ ดเผย
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง คุณสมบตั ิส่วนตวั เป็นเท็จหรือไม่ โดยอา้ งวา่ จากการตรวจสอบบุคคลดงั กล่าว พบวา่ มีการแอบอา้ ง วา่ ตนเองจบดอ็ กเตอร์ ท้งั ท่ีไมไ่ ดจ้ บถึงระดบั น้ี และแอบอา้ งวา่ เป็นเลขาอดีตผวู้ า่ กทม.นายพจิ ิตร รัต ตกุล ทาใหเ้ หมือนเป็ นการจูงใจโฆษณาใหค้ นเขา้ ใจผิดเพื่อคะแนนนิยม และเห็นวา่ กกต. ควรเร่ง พจิ ารณาโดยเร็ว เพราะหากการเลือกต้งั ในพ้ืนท่ีดงั กล่าวไม่สุจริตจริงกถ็ ือวา่ เป็นการเลือกต้งั ไมช่ อบ (ภาพ ข่าว INN NEWS) 7 พฤษภาคม 2562 ผสู้ มคั ร“ ประชาธรรมไทย” ตดั สิทธ์ิ“ พิเชษฐสถิรชวาล” หวั หนา้ พรรคขาดคุณสมบตั ิเบ้ียว เงินลูกทีม 150 ลา้ น (ขา่ วการเมือง ผจู้ ดั การออนไลน์)
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง 21 พฤษภาคม 2562 นายศรีสุวรรณ จรรยา ยน่ื คาร้องต่อ กกต. ใหไ้ ตส่ วนวินิจฉยั กรณีหวั หนา้ พรรค อนค. ให้ พรรคกเู้ งิน 110 ลา้ นบาท เป็ นการฝ่ าฝืน ม. 66 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง หรือไม่ 4 มถิ ุนายน 2562 เลขาธิการ กกต. มอบหมายใหค้ ณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน มีนายเกรียงศกั ด์ิ มว่ ง อ่อน เป็นประธาน ตรวจสอบ คดีเงินกพู้ รรคอนาคตใหม่
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวฑุ ตรึกตรอง 5 มถิ ุนายน 2562 สภาผูแ้ ทนราษฎร (ร่วมกบั วุฒิสภา) ลงมติเลือก พลเอกประยุทธ จนั ทร์โอชา เป็ นนายก รัฐมตรี 14 มิถุนายน 2562 นายพีระวทิ ย์ เร่ืองลือดลภาค หวั หนา้ พรรคไทรักธรรม ในฐานะอดีต ส.ส. บญั ชีรายช่ือ ลาดบั ท่ี 1 พร้อมสมาชิกพรรคและผสู้ นบั สนุนจานวนหน่ึง ยนื่ คาร้องต่อคณะกรรมการการเลือกต้งั หรือ กกต. ขอใหต้ รวจสอบผลคะแนนของพรรคประชาธิปัตยท์ ่ีเพม่ิ ข้ึนกวา่ 9,894 คะแนน ซ่ึงไม่มี ที่มาที่ไปอยา่ งชดั เจน เพราะคะแนนโขยง่ 9,894 คะแนนน้ี เป็นคะแนนท่ีเพิ่มข้ึนมาจากการประกาศ ผล 100 เปอร์เซ็นต์ ผา่ นเวบ็ ไซตข์ อง กกต.เอง คือเพิ่มข้ึนจาก 3,947,726 คะแนน เป็ น 3,957,620 คะแนน จึงยน่ื หนงั สือทวงถามตอ่ กกต.เป็นคร้ังที่ 7 หลงั มีประชาชนสงสยั ในผลคะแนนรวมท่ีทา ใหน้ ายพีระวทิ ยต์ อ้ งพน้ จากการเป็น ส.ส. บญั ชีรายช่ือ โดยก่อนหนา้ น้ีไดเ้ ดินทางยนื่ เรื่องต่อ ผตู้ รวจการแผน่ ดินมาแลว้ (ข่าว VOICE ONLINE)
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวฑุ ตรึกตรอง 10 กรกฎาคม 2562 มีพระบรมราชโองการแตง่ ต้งั คณะรัฐมนตรีไทย คณะท่ี 62 10 กรกฎาคม 2562 หวั หนา้ พรรค, เลขาธิการพรรค, เหรัญญิกพรรค อนค. เขา้ ช้ีแจงขอ้ มูลต่อคณะกรรมการ สืบสวนฯ กกต. 23 สิงหาคม 2562 คณะกรรมการสืบสวนฯ ทารายงานถึง กกต. แจง้ วา่ มีมติเอกฉนั ทใ์ ห้ 'ยกคาร้อง' แม้ อนค. กู้ เงินจากนายธนาธรจริง แต่มองวา่ เงินกไู้ มใ่ ช่รายได้ แต่เป็ นหน้ีสิน
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวฑุ ตรึกตรอง 29 สิงหาคม 2562 นายไพบูลย์ นิติตะวนั หวั หนา้ พรรคประชาชนปฏิรูปและสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร (ส.ส.) แบบบญั ชีรายช่ือ เดินทางมายงั สานกั งานคณะกรรมการการเลือกต้งั (กกต.) เพ่ือคืนเงินอุดหนุนจาก กองทุนเพ่ือการพฒั นาพรรคการเมือง จานวน 882,909.67 บาท เพ่ือคืนใหก้ บั กองทุนฯ ไปใช้ ดาเนินการเพ่ือกิจการของกองทุนพฒั นาพรรคการเมืองต่อไป 3 กนั ยายน 2562 เมื่อวนั ที่ 3 ก.ย. พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนนั ทน์ อธิบดีกรมราชทณั ฑ์ เปิ ดเผยวา่ ทณั ฑสถาน โรงพยาบาลราชทณั ฑไ์ ดท้ าการปล่อยตวั นายสนธิ ลิ้มทองกลุ อายุ 72 ปี ผตู้ อ้ งขงั ช้นั เยี่ยม ที่ตอ้ งคดี ความผดิ เก่ียวกบั กฎหมายหลกั ทรัพยแ์ ละตลาดหลกั ทรัพย์ และอ่ืนๆ ซ่ึงรับโทษมาแลว้ 3 ปี 1 เดือน ขณะท่ีนายสนธิ อยภู่ ายในเรือนจามีความประพฤติดี ช่วยเหลืองานของทางราชการหลายอยา่ ง และ มีความกา้ วหนา้ ในเร่ืองการฝึ กอบรมในหลกั สูตรตา่ งๆ ของกรมราชทณั ฑค์ รบถว้ นเรียบร้อย ประกอบกบั เป็นผทู้ ี่มีอายเุ กินกวา่ 70 ปี และมีโรครุมเร้าหลายอยา่ ง
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง 6 กนั ยายน 2562 \"พเิ ชษฐ\" นอ้ ยใจ พรรคเล็กวดื เกา้ อ้ี ปธ.กมธ. ประกาศ \"พรรคประชาธรรมไทย\" ถอนตวั พรรคร่วมรัฐบาล ที่อาคารศาลฎีกา สนามหลวง เม่ือวนั ที่ 6 ก.ย. องคค์ ณะผพู้ ิพากษา 9 คน ช้นั วนิ ิจฉยั อุทธรณ์ นดั ฟังคาพพิ ากษาอุทธรณ์ในคดีที่อยั การสูงสุดเป็นโจทกฟ์ ้อง นายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ ใน ฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายขา้ ว, นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ใน ฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายขา้ ว และพวกรวม 28 คน คดีทุจริตระบายขา้ วแบบรัฐตอ่ รัฐ เม่ือถึงเวลานดั ศาลไดใ้ หค้ ูค่ วามท้งั อยั การโจทก,์ จาเลย, ทนายความ รวมท้งั กลุ่มญาติจาเลย ทยอยเขา้ หอ้ งพิจารณาต้งั แต่เวลา 11.00 น. ก่อนจะเริ่มอา่ นในเวลา 12.00 น. และเสร็จสิ้นในเวลา 19.00 น. โดยศาลพพิ ากษาแกโ้ ทษ จาคุกนายบุญทรง จาเลยที่ 2 เพมิ่ อีกกระทงหน่ึง เป็นเวลา 6 ปี รวมโทษจาคุกนายบุญทรงจากโทษเดิม 42 ปี เป็นจาคุกท้งั สิ้น 48 ปี และใหล้ งโทษกลุ่มบริษทั โรงสี ไดแ้ ก่ นายปกรณ์ ลีศิริกลุ กรรมการบริษทั จาเลยท่ี 26 และนางประพศิ มานะธญั ญา กรรมการ บริษทั เจียเมง้ จากดั จาเลยท่ี 28 คนละ 4 ปี พร้อมปรับคนละ 25,000 บาทและยงั ใหป้ รับนิติบุคคล ซ่ึงเป็นโรงสีอีก 4 ราย คือ หา้ งหุน้ ส่วนจากดั โรงสีกิจทวยี โสธร จาเลยท่ี 22, บริษทั กิจทวยี โสธร ไรซ์ จากดั โดยนายทวี อาจสมรรถ กรรมการ จาเลยที่ 24, บริษทั เค.เอม็ .ซี. อินเตอร์ไรซ์ (2002) จากดั จาเลยท่ี 25 และบริษทั เจียเมง้ จากดั จาเลยที่ 27 อีกรายละ 25,000 บาทโดยที่การกระทาของ นายทวี อาจสมรรถ หุ้นส่วนผจู้ ดั การ จาเลยที่ 23 เป็นความผดิ หลายกรรม ใหล้ งโทษ 2 กระทง รวม จาคุกจาเลยท่ี 23 จานวน 8 ปี และปรับ 50,000 บาท โดยที่พฤติการณ์ของกลุ่มโรงสี จาเลยท่ี 23, 26, 28 น้นั เห็นสมควรใหร้ อลงอาญาไวค้ นละ 3 ปี นอกจากน้ี ยงั ใหก้ ลุ่มโรงสีจาเลยที่ 22-23 ชดใชเ้ งิน 27 ลา้ นบาทใหก้ บั กระทรวงคลงั , จาเลยที่ 25-26 รวมกนั ชาระเงิน 15 ลา้ นบาท และจาเลยที่ 27-28 ใหร้ ่วมกนั ชดใชเ้ งิน 55 ลา้ นบาท พร้อมดอกเบ้ียร้อยละ 7.5 ต่อปี นบั แต่วนั ที่ไดม้ ีการกาหนดในคา พิพากษาน้ีตามท่ีอยั การสูงสุด โจทก์ ยน่ื อุทธรณ์ นอกจากท่ีแกใ้ หเ้ ป็นไปตามที่ศาลฎีกาฯ มีคา พิพากษาโดยวนั น้ีองคค์ ณะวนิ ิจฉยั อุทธรณ์ไดอ้ อกหมายจาคุกคดีถึงที่สุดของจาเลยแต่ละคนตามคา พพิ ากษาแลว้ พร้อมออกคาบงั คบั การชดใชค้ า่ เสียหายในส่วนแพง่ ใหก้ บั กระทรวงการคลงั ตามคา พิพากษาดว้ ย
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวฑุ ตรึกตรอง 10 กนั ยายน 2562 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองคก์ ารพิทกั ษร์ ัฐธรรมนูญไทย เปิ ดเผยวา่ กรณีท่ี นายพเิ ชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บญั ชีรายช่ือ และหวั หนา้ พรรคประชาธรรมไทย สมบตั ิของนายพิเชษฐ สถิรชวาล วา่ มีคุณสมบตั ิเป็นบุคคลตอ้ งหา้ มมิใหใ้ ชส้ ิทธิสมคั รรับเลือกต้งั เป็นสมาชิกสภาผแู้ ทน ราษฎร (สส.)หรือไม่ ซ่ึงปรากฏขอ้ มูลวา่ อาจเขา้ ข่ายขาดคุณสมบตั ิตาม ม.98(18) ประกอบ ม.235 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญ 2560 เนื่องจากเคยถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคาวนิ ิจฉยั ท่ี 29/2546 ช้ีขาดวา่ จง ใจยน่ื บญั ชีแสดงรายการทรัพยส์ ินและหน้ีสินและเอกสารประกอบดว้ ยขอ้ ความอนั เป็นเทจ็ หรือ ปกปิ ดขอ้ เทจ็ จริงที่ควรแจง้ ใหท้ ราบและตอ้ งหา้ มมิใหด้ ารงตาแหน่งทางการเมืองตามที่รัฐธรรมนูญ บญั ญตั ิ ซ่ึงกาหนดไวช้ ดั เจนวา่ “ผใู้ ดถูกเพกิ ถอนสิทธิสมคั รรับเลือกต้งั ไมว่ า่ ในกรณีใด ผนู้ ้นั ไม่มี สิทธิสมคั รรับเลือกต้งั หรือ สมคั รรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร สมาชิกวฒุ ิสภา สมาชิก สภาทอ้ งถ่ินหรือผบู้ ริหารทอ้ งถิ่นตลอดไป และไมม่ ีสิทธิดารงตาแหน่งทางการเมืองใดๆ” (ภาพ NEWTV-18) วนั ท่ี 10 กนั ยายน 2562 ฝ่ ายกฎหมายพรรคอนาคตใหม่ ไดเ้ ดินทางไปท่ีสานกั งาน เลขาธิการสภาผแู้ ทนราษฎร เพือ่ ยนื่ หนงั สือลาออกของ “จุมพติ า จนั ทรขจร” ส.ส. พรรคอนาคต ใหม่ เขต 5 นครปฐม ซ่ึงมีปัญหาสุขภาพจากการประสบอุบตั ิเหตุจนไม่สามารถปฏิบตั ิหนา้ ที่ได้
การพฒั นาทางการเมืองการปกครองไทย โดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง โดยเจา้ ตวั เองยงั ไมเ่ คยปฏิญาณตนเองเขา้ รับหนา้ ท่ีและไดเ้ ขา้ ร่วมประชุมสภา อีกท้งั ยงั ไมไ่ ดร้ ับ เงินเดือนในตาแหน่ง ส.ส.เลย 11 กนั ยายน 2562 กรณีผตู้ รวจการแผน่ ดินขอใหศ้ าลรัฐธรรมนูญพิจารณาวนิ ิจฉยั ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 วา่ การท่ี พล.อ.ประยทุ ธ์ จนั ทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ถวายสัตยป์ ฏิญาณต่อ พระมหากษตั ริยไ์ ม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 อนั เป็นการกระทาท่ีขดั หรือแยง้ ต่อ รัฐธรรมนูญ เป็นอนั ใชบ้ งั คบั มิไดต้ ามรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 วรรคหน่ึง และเป็นการกระทาที่ละเมิด ต่อสิทธิและเสรีภาพของผรู้ ้องเรียนหรือไม่ ล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉนั ทไ์ มร่ ับคาร้องไวพ้ ิจารณา เนื่องจากการถวายสัตยต์ ่อ พระมหากษตั ริยด์ งั กล่าวเป็ นการกระทาทางการเมือง ในฐานะองคก์ รตามรัฐธรรมนูญฝ่ ายบริหารใน ความสมั พนั ธ์เฉพาะกบั พระมหากษตั ริย์ อนั อยใู่ นความหมายของการกระทาของรัฐบาล ตาม พ.ร.บ.วธิ ีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ จึงไม่อาจรับคาร้องไวไ้ ด้ และการถวายสัตยด์ งั กล่าวไม่อยู่ ในอานาจการตรวจสอบขององคก์ รตามรัฐธรรมนูญใด 18 กนั ยายน 2562 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนง่ั บลั ลงั กอ์ า่ นคาวนิ ิจฉยั กรณีที่ประธานสภาผแู้ ทนราษฎรส่ง คาร้องขอใหศ้ าลรัฐธรรมนูญวนิ ิจฉยั ความเป็ นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยทุ ธ์ จนั ทรโอชา นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตวั ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหน่ึง (4) ประกอบมาตรา 160 (6) และมาตรา 98 (15) หรือไม่ จากเหตุดารงตาแหน่งหวั หนา้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถือเป็นเจา้ หนา้ ที่อ่ืนของรัฐ ศาลรัฐธรรมนูญวนิ ิจฉยั วา่ พล.อ.ประยทุ ธ์ ในฐานะหวั หนา้ คสช. ไมใ่ ช่เจา้ หนา้ ท่ีอ่ืนของ รัฐ ไมม่ ีลกั ษณะตอ้ งหา้ มตามรัฐธรรมนูญ ไม่ขาดคุณสมบตั ิเป็นรัฐมนตรี
Search