1 แนวทางการออกแบบและปรับปรุงภูมิทัศน สกู ารเปนสํานักงานทดี่ ินสีเขียว (Green Office)
2 คํานํา การจดั ภูมิทศั นห รอื การจดั สวน น้นั มคี วามสําคัญกับการสรางสรรคสภาพแวดลอ มและบรรยากาศท่ีดี ใหแกอ าคารหรอื ส่ิงกอสรา งตาง ๆ การออกแบบภูมทิ ศั นมกั มกี ารใชอ งคป ระกอบรวมกันหลายอยา ง อาทิ วสั ดุ พืชพันธุท่ีหลากหลาย การใชบอนํ้าหรือสระนํ้า และอุปกรณตกแตงจัดสวนตาง ๆ เพ่ือตอบสนอง ตอ วตั ถปุ ระสงคใ นการใชง านและสรา งบรรยากาศใหร ืน่ รมย อยางไรก็ตามหากมีการออกแบบเพื่อตอบสนอง ตอการอนุรักษพลังงานใหแกอาคารหรือสภาพแวดลอมเขาไปดวยก็จะไดประโยชนมากยิ่งข้ึน การจัดสวน และการใชวัสดุพืชพันธุสามารถชวยลดแหลงความรอนที่มีผลกระทบตออาคารท่ีมาจากแหลงตาง ๆ ประกอบดวย แหลงความรอนท่ีเกิดจากภายในอาคาร เปนความรอนท่ีเกิดจากตัวผูใชอาคารและอุปกรณ เครอ่ื งใชไฟฟา ตาง ๆ ทตี่ ิดต้ังอยภู ายในอาคาร และแหลง ความรอนทเี่ กดิ จากภายนอกอาคาร ซ่ึงเปนความรอน ท่ีเกิดจากอิทธพิ ลของดวงอาทติ ยดวยกระบวนการถายเทความรอนในรูปแบบตาง ๆ อาทิ การนําความรอน การพาความรอน และการแผร ังสจี ากดวงอาทติ ยผา นตัวกลางและวัตถุตาง ๆ ซ่ึงการใชงานการออกแบบภูมิทัศน หรอื การจดั สวนสามารถชว ยไดเ ปน อยา งดี กรมทีด่ นิ โดยกลมุ พฒั นาระบบบริหาร จงึ ไดจ ัดทําแนวทางแนวทางการออกแบบและปรับปรงุ ภูมทิ ัศน สกู ารเปนสํานกั งานทด่ี ินสีเขียว (Green Office) เพ่อื ใหห นวยงานในสังกัดกรมท่ดี ินใชเปน แนวทางการออกแบบ ภูมิทัศนหรือการจัดสวนตลอดจนดูแลพื้นที่บริเวณโดยรอบสํานักงานใหมีความสวยงาม และมีความรมร่ืน เกิดประโยชนต อ ประชาชนผูมารับบรกิ ารและบคุ ลากรของสาํ นกั งานท่ดี ิน กรมทีด่ นิ พฤษภาคม 2565 แนวทางการออกแบบและปรบั ปรุงภูมทิ ัศน สกู ารเปนสาํ นกั งานท่ดี นิ สีเขยี ว (Green Office)
สารบญั 3 คํานาํ หนา สารบญั ความหมายและความสําคัญ 2 ประโยชนข องการออกแบบภูมิทศั น 3 หลักการออกแบบภมู ิทัศน 4 องคป ระกอบการออกแบบภูมทิ ศั น 6 หลักการออกแบบภมู ิทัศนเ พอ่ื ใหเ กิดความสวยงามและความเหมาะสม 9 รูปแบบและประเภทของการจดั ภูมิทัศน 11 การจัดภูมทิ ัศนท จี่ ดั ขึ้นตามวัตถปุ ระสงค 13 การจัดภมู ทิ ัศนเพอ่ื มงุ เนนการแกไขปญ หาดา นสิง่ แวดลอ ม 14 การจัดสวน 17 ประโยชนแ ละความสาํ คญั ของการจัดสวน 18 หลกั ในการออกแบบสวนสาํ หรบั สถานทีร่ าชการ 20 การจัดสวนไมประดบั ภายในอาคาร 21 ขนาดของพรรณไมภายในอาคาร 25 การดแู ลรกั ษาไมป ระดบั ในอาคาร 35 การดแู ลรักษาไมยืนตน ไมด อก ไมประดบั ไมเลอ้ื ย ไมคลมุ ดิน และไมนํ้า 36 การดูแลรักษาสนามหญา 37 แมลงศัตรไู มดอกไมป ระดบั 39 การปอ งกันและการกาํ จดั ศัตรพู ชื 40 การใชสารเคมปี อ งกันกําจดั ศัตรพู ชื 41 ปุยและการใหป ยุ 42 ภาคผนวก 43 อา งอิง 44 45 50 แนวทางการออกแบบและปรบั ปรุงภมู ิทัศน สกู ารเปน สํานักงานท่ดี นิ สีเขยี ว (Green Office)
4 ความหมายและความสาํ คัญ การออกแบบ หมายถงึ การถายทอดรปู แบบจากความคิดออกมาเปน ผลงาน ท่ีผูอ่ืนสามารถมองเห็น รับรูหรือสมั ผสั ได เพื่อใหม ีความเขา ใจในผลงานรวมกัน ผูท่ีออกแบบจะเรียกวา “นักออกแบบ” ซ่ึงหมายถึง คนที่ทํางานวิชาชีพในสาขาการออกแบบท่ีแตกตางกันไป โดยใชความรูความสามารถในเรื่องตาง ๆ ท้ังดา นศาสตรแ ละศิลปห ลอมรวมกันเพื่อใชใ นการออกแบบงานนั้น ๆ งานภูมิทัศน หมายถึง งานที่มีการปรับแตงพื้นที่ใหมีประโยชนใชสอยอยางมีประสิทธิภาพ มีความ รมร่ืนสวยงามและมีเอกลกั ษณ รวมทั้งการมีองคประกอบพ้นื ฐาน เชน ระบบการใหแสงสวาง ระบบการใหนํ้า ตนไมระบบระบายนํ้าและระบบปองกันน้ําทวม ระบบอํานวยความสะดวก เชน ศาลา มานั่ง ถังขยะ ปาย ตลอดจนส่ิงประเทืองใจ เชน นํ้าพุ นาตก หรอื ประติมากรรม งานภมู ทิ ัศนม ีท้ังขนาดเล็กที่ไมซับซอนที่เรียกวา “สวนประดบั ” หรือ “สวนหยอม” ไปจนถงึ งานซับซอ นและมขี นาดใหญ เชน สวนสาธารณะขนาดใหญใ นเมือง งานภมู ทิ ัศนในโรงแรม อาคารสถานท่ีขนาดใหญ งานผังบริเวณโครงการขนาดใหญ งานลานเมืองและสถานที่ สําคัญอ่ืน ๆ ในเชิงการออกแบบและกอสราง “งานภูมิทัศน” หมายถึงชุดงานท่ีแยกออกจากงานอาคาร และงานภายในอาคารเพื่อความสะดวกในการประมูลและกอสรางเนื่องจากผูรับเหมากอสรางภูมิทัศน มีความชํานาญและมีลักษณะการทํางานที่แตกตางจากผูรับเหมางานอาคารและงานภายในอาคาร ปกตงิ านภูมทิ ัศนจ ะแยกแบบออกเปนสองชุดแตสมั พันธกัน ไดแก งาน \"งานภูมิทัศนแข็ง\" ไดแกสวนของงาน ท่ีเปน องคป ระกอบแข็ง ไดแก ผิวพืน้ โครงสรางและงานกอ สรา งตาง ๆ เชน ศาลา ลานพักผอน นํ้าตก น้ําพลุ ลําธาร และ \"งานภมู ิทัศนนมุ \" ไดแ ก สว นของงานทีเ่ ปน งานดนิ งานปลูกและจดั ตกแตง ดว ยพชื พรรณตาง ๆ การออกแบบภูมิทัศน หมายถึง งานที่ผนวกเอาความรูทางดานศิลปะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี เขาดวยกนั เพื่อนาํ มาใชในออกแบบโดยคาํ นึงถึงองคประกอบทางศิลปะ ไดแก เสน สีรูปทรง ที่วาง ผิวสัมผัส ลวดลาย ฯลฯ และเทคนิคการออกแบบตาง ๆ เชนความกลมกลืน ความแตกตาง ความสมดุล รวมทั้งปจจัย ทางดานสภาพแวดลอม, ดนิ , นํ้า, ภมู อิ ากาศ, อาคารสิ่งกอ สรา งตาง ๆ จะเปนตัวกําหนดลักษณะการออกแบบ เพื่อใหเกิดประโยชนใชสอยเพิ่มข้ึนนอกเหนือจากความงามแลว ยังเกี่ยวกับวิธีการใชพ้ืนดินในทุก ๆ ดาน ที่จะทําใหเกิดมุมมองดานส่ิงแวดลอมที่ดีภายนอกอาคารซ่ึงงานหลักจริง ๆ ไดแก การจัดการออกแบบ และวางแผนเกี่ยวกับการใชพ้ืนดินโดยรอบอาคาร หรือกลุมอาคาร หรือในขอบเขตระดับผังที่ใหญขึ้น เชน การวางแผนเกี่ยวกับการใชท่ีดินโดยพิจารณาความเหมาะสมของท่ีดินตอการพัฒนาในแงตาง ๆ ตามวัตถุประสงคของการใชงานเพื่อใหเกิดประโยชนสูงสุด และในขณะเดียวกันก็จะใหขอเสนอแนะ ถึงความเหมาะสมตอการใชประโยชนในแตละพื้นท่ีหรือชี้ใหเห็นปญหาและผลกระทบที่จะเกิดข้ึนกับการ จัดการที่ดนิ ทอ่ี าจจะเกิดขึน้ ในอนาคตและแนวทางแกไ ขตอ ไป โดยจะใชหลักการและเหตุผลทางวิชาการที่ได จากการทําการศกึ ษาวเิ คราะหพ ืน้ ท่มี าเปนขอมูลในการจัดการพน้ื ที่ตอ ไป แนวทางการออกแบบและปรบั ปรงุ ภูมิทศั น สกู ารเปน สาํ นักงานทีด่ ินสีเขียว (Green Office)
5 ความสําคัญของการออกแบบภูมิทัศน เพ่ือกําหนดรูปแบบและแผนงานการจัดการพื้นท่ี ใ ห ต ร ง ต อ ค ว า ม ต อ ง ก า ร ใ ช ป ร ะ โ ย ช น ข อ ง ผู ใ ช ง า น แ ล ะ ใ ห มี ค ว า ม ส อ ด ค ล อ ง กั บ ส ภ า พ ภู มิ ป ร ะ เ ท ศ สภาพภูมิอากาศ และงบประมาณ ตลอดจนวิถีชีวิตของผูคน อันจะนําไปสูการพัฒนาส่ิงแวดลอมที่เหมาะสม ตอ การดําเนนิ ชีวติ ของมนษุ ยและยงั เปน การถนอมใชทรัพยากรตาง ๆ ใหเกิดประโยชนสูงสุดเพื่อความยั่งยืน ตอไปในอนาคตสาํ หรับคนรุนตอ ไป แนวทางการออกแบบและปรบั ปรุงภมู ิทัศน สูก ารเปนสํานักงานทดี่ ินสเี ขยี ว (Green Office)
6 ประโยชนของการออกแบบภูมทิ ัศน การออกแบบภมู ิทศั นท ่ีดจี ะนาํ เราไปสกู ารพฒั นาสิ่งแวดลอมทเี่ หมาะสมตอการดําเนนิ ชีวิตของมนุษย และเอื้อใหเกิดประโยชนแกมนุษยใ นดา นตาง ๆ ดงั ตอ ไปนี้ 1. ดานรางกาย การออกแบบภูมิทัศนจะทําใหมนุษยมีสุขภาพรางกายท่ีแข็งแรง โดยการออกแบบ จัดเตรียมพ้ืนที่ใหมนุษยไดมีกิจกรรมที่เหมาะสมตอการพัฒนารางกาย เชน สวนสาธารณะท่ีมีทางเดิน และสนามกีฬา ใหเราไดเคลอื่ นไหวและขยบั รางกายเพือ่ ใชงานกลา มเนือ้ ตาง ๆ ใหแ ขง็ แรงขึ้น แนวทางการออกแบบและปรบั ปรงุ ภูมทิ ัศน สกู ารเปน สาํ นกั งานท่ีดนิ สเี ขยี ว (Green Office)
7 2. ดานสมอง การออกแบบภมู ทิ ศั นสามารถสรา งสงิ่ แวดลอมทีเ่ ปนแหลง การเรียนรูเพื่อพัฒนาสมอง ของมนษุ ยใหมีความฉลาดมากขึ้น โดยการสรางพ้ืนท่ีสําหรับกิจกรรมท่ีตองใชสมอง เชน สวนพฤกษศาสตร และสนามเดก็ เลนทีม่ ีลักษณะกิจกรรมในการผจญภัยหรือแกไ ขปญหา แนวทางการออกแบบและปรบั ปรุงภมู ทิ ัศน สูการเปน สาํ นกั งานทด่ี ินสีเขียว (Green Office)
8 3. ดานจิตใจ การออกแบบภูมิทัศนท่ีเหมาะสมจะดลบันดาลใหจิตใจของผูท่ีอยูในภูมิทัศนนั้น ๆ เกิดความปลอดโปรง ร่ืนเริง เบิกบาน ผอนคลายจากอารมณตึงเครียด หรืออาจจะบรรลุความสุขสงบ ทางจติ วญิ ญาณ โดยการเพง พิจารณาความเปนไปในธรรมชาติและวิถีชวี ิตของมนุษย แนวทางการออกแบบและปรบั ปรงุ ภูมทิ ศั น สูการเปน สํานักงานท่ดี ินสีเขยี ว (Green Office)
9 หลกั การออกแบบภมู ิทัศน การออกแบบภูมิทศั น นักออกแบบตอ งพิจารณากาํ หนดตําแหนงกิจกรรมการใชพ้ืนที่และรายละเอียด ตาง ๆ หรือองคประกอบท่ีควรจัดใหมขี ้นึ ในพนื้ ทน่ี น้ั ๆ สามารถสรุปไดวา การออกแบบภมู ทิ ัศน ประกอบดวย 2 สว นใหญ ๆ คอื 1. กิจกรรม หมายถึง กิจกรรมที่จะใหม ใี นพื้นท่ี ซึ่งแบง กิจกรรมออกเปน 2 แบบ คือ 1) กิจกรรมที่ตองออกแรงและเกิดเสียงดัง เชน กิจกรรมกีฬาตาง ๆ สนามเด็กเลน เวที กลางแจง เปน ตน 2) กิจกรรมท่ีไมตองออกแรงมากตองการความสงบ เชน เดินเลน นั่งเลน นอน อานหนังสือ นงั่ มองวิถีชวี ิตของผคู นที่ผานเขา มาในสายตา เปนตน แนวทางการออกแบบและปรับปรงุ ภมู ิทศั น สูก ารเปน สาํ นักงานทดี่ ินสีเขียว (Green Office)
10 2. องคประกอบ หมายถึง สิ่งที่เหมาะสมท่ีจะจัดใหมีในกิจกรรมแตละประเภทท้ังท่ีมีชีวิต ไดแก ตนไม และสิ่งไมมีชีวิต เชน กิจกรรมนั่งพักผอนควรมีมาน่ังศาลาและสวนใหความรมร่ืน สวยงาม กิจกรรม การละเลนควรมีสนามเด็กเลนและอุปกรณตาง ๆ ไวใหเด็ก ๆ ไดออกกาลังอยางสนุกสนานและมีความ ปลอดภัย นอกจากน้ีแลวควรมีองคประกอบเสริมเพื่อความสะดวกในการพักผอน เชน กอกนํ้า อางลางมือ และถังขยะ เปน ตน ขนึ้ อยูกับความจาํ เปนมากนอย และงบประมาณท่ีกาํ หนดไว แนวทางการออกแบบและปรบั ปรงุ ภูมทิ ัศน สกู ารเปนสาํ นกั งานทด่ี ินสีเขียว (Green Office)
11 องคประกอบการออกแบบภูมิทศั น 1. ความสะดวกสบายและยืดหยุน พิจารณาการเลือกตําแหนงกิจกรรมเขากับสภาพภูมิประเทศ การวางระบบสัญจร เขา ใจงายผูใ ชสถานท่ีไมหลงทาง มีทางเขา - ออกท่ีดี ขนาดพืน้ ทแ่ี ละองคประกอบตาง ๆ มีขนาดที่มนุษยใชงานไดสะดวกและเพียงพอ วัสดุท่ีใชเหมาะสมกับรูปแบบของงานและสภาพแวดลอม สรางความรูส ึกปกปอ งในพ้ืนทีใ่ หเ กิดความรูสึกสว นตัว มีความยดื หยุนปรบั เปล่ียนไดตามสถานการณ 2. ความปลอดภัย การเลือกตาํ แหนง กจิ กรรมและการเลอื กใชว ัสดตุ าง ๆ ตองเขากับสภาพแวดลอม เลือกวิธีการกอ สรา งท่ีไมขัดแยงหรอื ตานพลงั ของธรรมชาติจนเกดิ อันตราย เชน พื้นที่ลาดชันเกินไปหรือที่ลุม น้ําทวมขงั แนวทางการออกแบบและปรับปรงุ ภูมทิ ัศน สกู ารเปนสํานักงานทด่ี นิ สเี ขยี ว (Green Office)
12 3. ความงาม ขึ้นอยูกับการนําศิลปะเขามาใช การเลือกรูปแบบที่เขากันกับส่ิงแวดลอม และแนวความคิด การปรุงแตง ในรายละเอยี ดใหเหมาะสมกบั งบประมาณ แนวทางการออกแบบและปรบั ปรุงภูมทิ ศั น สูการเปน สาํ นักงานท่ีดินสีเขยี ว (Green Office)
13 หลกั การออกแบบภมู ิทศั นเพ่อื ใหเกิดความงามและความเหมาะสม การออกแบบภมู ิทัศนเ พ่อื ใหเกดิ ความเหมาะสมกับโครงการนนั้ จะตองมีหลกั การทใ่ี ชใ นการออกแบบ ดังน้ี 1. องคป ระกอบศิลป ไดแก เสน สี รูปทรง ที่วาง ผิวสัมผัส ลวดลาย ซึ่งเปรียบเสมือนเปนวัตถุดิบ ที่เราจะนาํ มาผสมผสานกนั เพือ่ ใหเ กิดสิง่ ตา ง ๆ ขน้ึ ภายในโครงการ 2. เทคนิคการออกแบบ ไดแก ความกลมกลืน ความแตกตา ง ความเปนเอกภาพ ความสมดุล การซํ้า การแปรเปลย่ี น เปนตน ซ่งึ เปรยี บเสมือนวธิ กี ารตาง ๆ ในการนําวัตถดุ บิ มาประกอบกนั เพือ่ ทําใหเกิดความงาม ข้นึ มาภายในโครงการ บางครง้ั ตองมกี ารใชหลาย ๆ วิธีผสมผสานกนั เพื่อใหไดค วามเหมาะสมทล่ี งตัว 3. ความรสู ึกทีด่ ี คอื เม่ือมองเห็นแลว รูส ึกสดช่นื เบกิ บาน ปลอดโปรง และปลอดภัย 4. พืชพรรณ นอกจากเรื่องความสวยงามของใบ ดอก รูปทรงแลว การเลือกพืชพรรณท่ีมีความ เหมาะสมกับสภาพแวดลอมและปจจัยการเจริญเติบโตในพืน้ ท่ี ซงึ่ อาจเปนพืชประจําทองถิ่นที่หางายทนทาน ตอสภาพแวดลอมหรือพืชพรรณตางถ่ินท่ีนําเขามา จะตองสามารถจัดเตรียมปจจัยการเจริญเติบโตตาง ๆ ใหเหมาะสมตอการนาํ เขามาปลกู เล้ียงและใชงานในพ้นื ทไ่ี ดโ ดยไมย งุ ยากมากนกั 5. ความเปนไปไดของโครงการ ไดแกราคาการกอสราง ไมกอปญหาอื่น ๆ ตามมา ไมวาสภาพแวดลอม กฎหมาย มีความคุมคาคงอยูไดตามอายุการใชงานโดยไมตองเสียคาใชจายในการดูแลรักษามากเกินไป ทงั้ ในเรือ่ งงานกอ สรางและงานตกแตง ดว ยพชื พรรณ 6. มีความพอเพียง เพ่ือเปนการประหยัดทรัพยากร และรักษาสิ่งแวดลอมที่ดีใหยั่งยืนตอไป โดยตอ งมคี วามเขา ใจส่งิ ตา ง ๆ ในธรรมชาติ เพื่อนําส่ิงตาง ๆ ที่มีอยูแลวตามธรรมชาติมาใชใหเกิดประโยชน มากที่สุด เชน ความเขาใจในธรรมชาติของพืชพรรณ ระบบนิเวศวิทยา การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ในสภาพธรรมชาติ เพื่อลดการดูแลรักษาตนไมหรือการปองกันกําจัดศัตรูพืชในงานภูมิทัศน ความเขาใจ ในสภาพภมู ิอากาศเพือ่ ออกแบบสงิ่ กอสรางใหทนทานและปอ งกันสภาพอากาศทร่ี อ นหรือเย็นมากเกินไป เชน ออกแบบศาลาที่พักใหหลังคาปองกันแสงแดด สายฝนไดเปนอยางดี และมีการหมุนเวียนอากาศไดดี เพ่อื ลดการใชพลังงานในการปรบั อุณหภูมิใหเหมาะสมตอ การเขาไปใชง าน แนวทางการออกแบบและปรบั ปรงุ ภูมิทศั น สูการเปนสาํ นกั งานทด่ี ินสีเขียว (Green Office)
14 รปู แบบและประเภทของการจดั ภูมิทัศน ประเภทการจดั ภมู ิทัศน กลาวโดยทวั่ ไปแลว แบงออกเปน 3 ประเภทหลกั ๆ คือ 1. แบบประดิษฐ หมายถึง ภูมิทัศนที่ไดรับการออกแบบใหมีลักษณะรูปทรงแบบเรขาคณิต ตามท่ีมนุษยป ระดษิ ฐข น้ึ มาคอื เปนเหล่ียม เปน มมุ หรอื วงกลม มีความสมมาตร เพ่ือใหมีความเปนระเบียบ เรียบรอย หรือมุงสรางผลงานท่ีเปนเอกลักษณเฉพาะพ้ืนที่ ใหโดดเดนจากส่ิงแวดลอม โดยผนวกรวม สิ่งกอ สรา งตาง ๆ และรูปแบบการปลกู พรรณไมใหเปน ไปในแนวทางเรขาคณิตท้งั พ้ืนท่ี แนวทางการออกแบบและปรับปรุงภมู ิทัศน สูการเปน สํานกั งานทดี่ นิ สเี ขียว (Green Office)
15 2. แบบธรรมชาติ หมายถึง การจดั หรือตกแตงภูมิทัศนโดยการเลียนแบบสภาพธรรมชาติ หรือจัดโดยไดรับ แรงบนั ดาลใจมาจากสภาพธรรมชาตทิ น่ี า ประทบั ใจ โดยนาํ หลักการออกแบบมาใชใ นการจัดตกแตง แนวทางการออกแบบและปรับปรงุ ภูมิทศั น สกู ารเปนสํานักงานที่ดินสีเขียว (Green Office)
16 3. แบบรวมสมัย หมายถึง ภูมิทัศนที่จัดตกแตงใหมีการผสมผสานระหวางการจัดแบบประดิษฐ และการจัดแบบธรรมชาติมาไวในพ้ืนที่เดียวกัน โดยอาจจะผสมผสานในบริเวณเดียวกันหรือแบงบริเวณ ทจี่ ัดภายในขอบเขตของพนื้ ที่นัน้ ๆ เชน บรเิ วณดา นหนา ของอาคารจัดเปนแบบประดิษฐ เพ่ือตองการใหเกิด ความเปนพิธีการและสงางาม สว นดา นหลังของอาคารจดั แบบธรรมชาตเิ พ่อื สรา งบรรยากาศทผ่ี อนคลายอบอนุ เปนกันเอง แนวทางการออกแบบและปรับปรงุ ภูมิทัศน สกู ารเปน สาํ นกั งานทีด่ ินสีเขียว (Green Office)
17 การจดั ภูมิทศั นท่จี ัดข้ึนตามวัตถุประสงค 1. สวนครวั สาํ หรบั ผลติ อาหารปลอดภัยไวบ รโิ ภคในสาํ นกั งานและตกแตง สถานที่ 2. สวนแบบพิธีกรรมและความเช่ือ เชน สวนหินในวัดญ่ีปุน เปนการจัดสวนที่แสดงสัญลักษณ ตามความเชื่อในศาสนาและการปฏบิ ัติ การจดั และดแู ลยงั เปนการปฏบิ ตั ิธรรมไปในตวั อีกดวย แนวทางการออกแบบและปรับปรุงภูมิทศั น สกู ารเปนสํานักงานทด่ี ินสเี ขียว (Green Office)
18 การจัดภูมทิ ัศนเพอ่ื มุงเนน การแกไขปญ หาทางดา นส่งิ แวดลอ ม การจดั ประเภทนีม้ งุ หวังเพอื่ การแกไ ขปญหาของส่ิงแวดลอมที่เกิดข้นึ เชน 1. ลดมลภาวะท่รี บกวน เชน 1) กรองฝุน ใหกับบริเวณพื้นท่ีพักผอน โดยมากจะเนนในเรื่องของพรรณไมท่ีนํามาปลูก ใหสามารถแกไ ขปญหาในดานนน้ั ๆ ได 2) กรองเสียง หรือดูดซบั เสียงรบกวนจากภายนอกพ้ืนท่ี เชน เสียงรถยนต 3) ลดกล่นิ เหมน็ รบรวน โดยการปลูกพรรณไมท่ีบดิ บงั ทศิ ทางลมท่พี ากลิ่นน้ัน ๆ มาหรือปลกู พรรณไมหอมเพ่ือลดกลน่ิ เหม็นในบรเิ วณทีเ่ ราตอ งการ 2. ปดบังสายตา ท่ีมองออกไป หรือมองเขามายังบริเวณนั้น ๆ เชนปลูกตนไมเปนฉากบังสายตา หรือสรางฉากระแนงและผนังท่ีมีการตกแตงท่ีสวยงามเพื่อปดบังส่ิงท่ีไมนามอง ทําใหพ้ืนท่ีใชงาน มคี วามเปนสว นตัวมากขึน้ 3. ใหรมเงา เปน การจัดสวนทตี่ อ งการรม เงาเพื่อลดปญหาความรอ นจากแสงอาทิตย เชน 1) ปลูกตน ไมย นื ตน บดบังแสงอาทิตย ทางดา นทิศใตและทิศตะวนั ตกของอาคาร 2) ลดแสงสะทอนจากลานจอดรถ ลดแสงสะทอนจากผนงั กระจกของอาคารขางเคยี ง 3) สวนบนหลังคา เปน ตน แนวทางการออกแบบและปรบั ปรงุ ภูมทิ ศั น สกู ารเปน สํานักงานท่ีดนิ สีเขยี ว (Green Office)
19 4) การบําบัดนํ้าเสยี โดยใชพืชนํ้าตา งๆ แนวทางการออกแบบและปรบั ปรงุ ภมู ิทศั น สูการเปน สํานักงานที่ดินสีเขยี ว (Green Office)
20 การจัดสวน การจัดสวน เปนสถานทท่ี ่ีจัดแตง ไวสวยงามเปนการเฉพาะเพือ่ กจิ กรรมนันทนาการแบบตาง ๆ หรือ เพ่ือวัตถุประสงคบางอยาง มีขอบเขตแนนอน ชัดเจนการจัดสวนในบริเวณบานมีจุดมุงหมายสําคัญทําให บรเิ วณบา นใหสวยงามนา อยู ทาํ ใหเกดิ ความสุขสดชื่นทงั้ กายและใจแกเ จาของบา นและผอู ยอู าศัย แนวทางการออกแบบและปรบั ปรงุ ภมู ทิ ศั น สูการเปน สํานักงานท่ดี นิ สีเขียว (Green Office)
21 ประโยชนแ ละความสําคัญของการจดั สวน 1. สรางขอบเขตใหพ ้ืนที่ เปน สัดสวน มีความเปน สว นตวั ทาํ ใหรูสึกปลอดภัย 2. ลดเสียงรบกวนจากภายนอกจากถนน เพราะตน ไมท ีป่ ลูกไวส ามารถกรองเสียงได แนวทางการออกแบบและปรบั ปรุงภมู ิทัศน สกู ารเปน สาํ นักงานท่ดี ินสีเขียว (Green Office)
22 3. ทาํ ใหบริเวณพน้ื ทีส่ ะอาด ไดร ับอากาศบรสิ ุทธ์ิ เพราะพรรณไมจะชวยกรองฝุนละอองในอากาศ ใหค วามรม เย็นแกพ้นื ทนี่ น้ั 4. ใชต น ไมปลกู ปด บังพ้ืนที่สวนทีไ่ มนา มอง แนวทางการออกแบบและปรับปรุงภมู ิทศั น สกู ารเปน สํานักงานทดี่ นิ สีเขียว (Green Office)
23 5. เพื่อประโยชนใชสอย เชน ทําแปลงไมดอกไมประดับไมผล รวมทั้งการปลูกผักสวนครัวไวใช บริโภค 6. เพื่อการพักผอน จัดกจิ กรรมนนั ทนาการ หรอื ออกกําลงั กาย จะชวยใหประชากรในบริเวณน้ัน ๆ ไดพ กั ผอนคลายความเครียดและความกงั วลตาง ๆ ไดสัมผัสธรรมชาติมากข้ึน ชวยใหประชากรมีสุขภาพกาย สุขภาพจติ ดีสงผลใหอ ยใู นสังคมไดอยางมีความสุข แนวทางการออกแบบและปรบั ปรงุ ภมู ทิ ัศน สกู ารเปนสาํ นกั งานทีด่ ินสีเขียว (Green Office)
24 7. เพิ่มความสวยงามใหส ํานกั งาน . แนวทางการออกแบบและปรับปรงุ ภูมทิ ัศน สูการเปน สํานกั งานที่ดนิ สเี ขยี ว (Green Office)
25 หลักการในการออกแบบสวนสาํ หรับสถานท่ีราชการ สถานท่ีจดั สวนในสาํ นักงานแตกตา งจากการจัดภมู ทิ ศั นใ นบานหลายอยา ง เพราะเปนสถานที่สําหรับ ประชาชนท่ัวไปท่ีสามารถเห็นและสัมผัสได รูสึกถึงความงามในสถานที่น้ัน ๆ ดวยการจัดภูมิทัศน การจดั ภมู ิทศั นสํานกั งานมีข้นั ตอน ดงั นี้ 1. การวางตําแหนงไมย นื ตน เพราะตนไมมีการเจริญเติบโตตลอดเวลาไมห ยุดนิ่ง โดยเฉพาะไมยืนตน เปน ไมท ่มี ีความสงู ตําแหนงของไมย ืนตน คอื 1.1 ขา งถนนและบรเิ วณรั้วสาํ นกั งาน แนวทางการออกแบบและปรับปรุงภมู ทิ ศั น สกู ารเปนสาํ นกั งานท่ีดนิ สีเขยี ว (Green Office)
26 1.2 เฉพาะบริเวณที่ตอ งการใหรมเงาเพ่อื การพกั ผอ น แนวทางการออกแบบและปรบั ปรุงภมู ทิ ัศน สูการเปนสาํ นักงานท่ดี ินสเี ขียว (Green Office)
27 2. กําหนดพ้นื ที่เพ่อื ประโยชนการใชส อยและความสวยงาม โดยคาํ นึงถึงเรื่องประโยชนการใชสอย การกาํ หนดตาํ แหนง ความสวยงามควรอยใู กลก ับบริเวณพักผอ น แนวทางการออกแบบและปรบั ปรุงภมู ิทัศน สูก ารเปน สํานกั งานทด่ี ินสเี ขยี ว (Green Office)
28 3. บริเวณทางเดินและถนน ควรปลกู ไมยนื ตน เพือ่ ชวยลดการสะทอนแสงของคอนกรีตและใหรมเงา ทําใหเกิดความรมรื่น แตไมควรท่ีจะปลูกไมยืนตนมากไปเพราะจะทําใหแสงแดดไปไมถึงพืชพรรณดานลาง อาจทําใหพืชพรรณตายได ลกั ษณะการปลกู ไมย นื ตนและไมพุมควรปลกู เรียงเด่ยี วไปเร่ือย ๆ ตามถนน แนวทางการออกแบบและปรบั ปรงุ ภูมิทศั น สูการเปน สํานักงานทด่ี นิ สเี ขียว (Green Office)
29 4. บริเวณสวนหยอม ตําแหนงสวนหยอมควรอยูใกลกับลานพักผอน สวนหยอมควรมี 1 - 2 จุด จัดไวเพอ่ื เปน จุดเดนเอาไวร องรับการพกั ผอนของผูเขา บริการในพ้ืนท่ี สว นสําคัญสวนหยอมควรมองเห็นไดงา ย สะดุดตา และควรเลือกใชพันธุไมท่ีมีรูปรางสวยงาม โตชาหรืออาจใชไมพุมปลูกเปนแนวเพ่ือเพ่ิมสีสันใหกับ สนาม แนวทางการออกแบบและปรับปรุงภมู ิทัศน สกู ารเปนสํานักงานที่ดินสเี ขยี ว (Green Office)
30 5. มุมสนาม ควรมีตนไมบริเวณมุมสนามเพื่อลดความแขงกระดาง โดยการใชไมพุมปลูกเปนแนว เพื่อเพิ่มสีสันใหก ับสนาม แนวทางการออกแบบและปรบั ปรุงภมู ิทศั น สูการเปน สาํ นักงานท่ดี นิ สีเขียว (Green Office)
31 6. มุมสําหรบั เดก็ ควรจดั เปนสนามหญาและพันธุไ มท ี่เลือกใชค วรเปน พนั ธไุ มท ไ่ี มเปน อนั ตรายตอ เด็ก เชน มีพิษหรือมีหนาม แนวทางการออกแบบและปรับปรงุ ภมู ิทศั น สกู ารเปนสาํ นกั งานท่ดี นิ สเี ขียว (Green Office)
32 7. ควรกําหนดสนามหญาใหอยูบริเวณสวนกลางของพ้ืนท่ี โดยการออกแบบใหยึดหลักที่วา สนามหญาตองเปนพื้นท่ีท่ีไดรับแสงแดดเต็มที่จึงจะเกิดความสวยงาม ในการเลือกพันธุไมควรเปนพันธุ ทีท่ นตอแสงแดดและลมไดดี แนวทางการออกแบบและปรบั ปรงุ ภูมิทัศน สูการเปนสํานักงานทดี่ ินสีเขียว (Green Office)
33 8. บรเิ วณสนามหญาดานหนา ของตวั อาคาร ตองมหี ญาท่มี ีความเขียวสดงดงาม และตองราบเรียบ ปราศจากวัชพืชและเศษขยะ โดยทั่วไปแลวสนามหญาอาคารสวรปลูกเฉพาะไมยืนตนรอบสนามเทานั้น หรอื อาจมไี มพมุ มีไมดอกรอบเสาธง กไ็ ดแตค วรเปน แปลงเรียบ ๆ จะเหมาะสมกวา แนวทางการออกแบบและปรบั ปรงุ ภมู ทิ ศั น สกู ารเปน สํานกั งานทด่ี ินสเี ขยี ว (Green Office)
34 9. การจัดสวนหนาอาคาร ไมควรจัดเปนลําธาร เกาะแกรง หรือสะพานขามเพราะการจัดสวนใน ลกั ษณะนค้ี วรจดั อยูในมุมท่เี ปนสว นตัวภายในบานหรือมมุ หนึง่ ในอาคาร แนวทางการออกแบบและปรับปรงุ ภมู ทิ ัศน สูการเปนสาํ นักงานท่ดี ินสเี ขยี ว (Green Office)
35 การจัดสวนไมป ระดบั ภายในอาคาร การจัดสวนไมประดับภายในอาคาร เร่ิมต้ังแตใชไมกระถางเพียงกระถางเดียวจนถึงกลุมของไม กระถาง หรือจะเปนการจัดสวนลงในพื้นท่ีภายในอาคารก็ได แตการใชไมกระถางจะเปนที่นิยมมากกวา เพราะสามารถยกยา ยเปล่ยี นแปลงและดูแลรักษาไดงายกวาการจัดสวนลงในพื้นท่ี แตการจัดสวนลงในพ้ืนที่ จะมองดเู ปนธรรมชาตมิ ากกวาการจัดสวนไมป ระดบั ภายในอาคาร โดยจดั ลงในพน้ื ที่ที่กําหนดให อาคาร บาน หรอื สาํ นกั งานท่มี ขี นาดใหญ ในปจจบุ นั นม้ี ักจะออกแบบใหม พี น้ื ทวี่ างภายในเพอ่ื ใชในการจัดสวน ใหเกิดความ สวยงามและนําเอาธรรมชาติเขามามีสวนรวมในชีวิตโดยการทําหลังคาโปรงใส ใหแสงสวางสองลงมาถึง บริเวณพ้ืนที่จัดสวน อยางไรก็ตามแสงที่สองลงมาถึงพื้นที่จะมากก็เพียงชวงกอนเท่ียง เที่ยงและหลังเท่ียง เทานัน้ ซงึ่ อาคารยงิ่ สูงมากขนึ้ ชวงเวลาของการไดร ับแสงสวา งก็จะลดนอ ยลง การจดั สวนลงในพน้ื ท่ีมีส่ิงสําคัญ ทต่ี อ งพจิ าณา ดงั น้ี 1. ปริมาณของแสง พรรณไมทุกชนิดตองการแสงสวางในการเจริญเติบโต หากปริมาณของแสง ไมเพยี งพอก็จะเกิดปญหาเรอ่ื งพรรณไมซงึ่ ไมส ามารถมชี วี ิตอยไู ด สวนจะสวยไดเ พียง 2 - 3 เดือนแรกเทานั้น 2. การระบายนา้ํ จากสวนภายในอาคารเปนเร่อื งทส่ี าํ คัญมาก เพราะภายในอาคารซง่ึ แสงสวางมีนอ ย การระเหยนาํ้ จากตนไมจากพนื้ ดนิ ยอมนอยตามไปดว ย หากการระบายนาํ้ ไมด ที าํ ใหน า้ํ ขังแฉะ พรรณไมท่ีปลูก กจ็ ะตายได ดงั นน้ั ดนิ ผสมที่ใชป ลูกพรรณไมภ ายในอาคารจะตองโปรง ซ่ึงอาจจะใชดินผสมทราย ใบไมผุและ แกลบ ทงั้ น้ไี มค วรใชข ุยมะพราวเพราะจะดูดซับความชน้ื มากเกนิ ไป 3. การเลือกชนิดของพรรณไม จะตองเหมาะสมกับสถานท่ีน้ัน ๆ โดยพิจารณาเปนจุด ๆ วาจุดใด ของพื้นทไ่ี ดร ับแสงมากหรือนอ ย แลวเลือกพรรณไมป ลูกใหเหมาะสม แนวทางการออกแบบและปรบั ปรุงภูมิทัศน สกู ารเปนสํานักงานท่ีดนิ สเี ขยี ว (Green Office)
36 ขนาดของพรรณไมภายในอาคาร พรรณไมที่ใชประดับตกแตงภายในอาคาร อาจจะใชปลูกประดับลงในพื้นที่ที่กําหนดไว หรือปลูก ในกระถางแลว นํามาวางตกแตงตามท่ีกลาวมาแลว ถาเปนการปลูกในพื้นที่โลงไมมีหลังคาก็สามารถเลือกใช พรรณไมที่มีความสูงไดมากถึง 5 เมตร แตถาหากมีเพดานหรือหลังคาเต้ียจะตองเปนพรรณไมที่สามารถ ตดั แตงควบคุมความสูงไดโ ดยไมเสียรูปทรง สวนไมกระถางไมควรมีขนาดใหญมากเกินไป เพราะจะมีปญหา เร่ืองการขนยายเปลี่ยนแปลง และควรเลือกขนาดของตนใหสมดุลกับชนิดและขนาดของภาชนะปลูก ขนาดของพรรณไมท่ีนยิ มใช ขนาดเล็ก ความสูงไมก นิ 0.50 เมตร ขนาดกลาง ความสูงไมเ กนิ 1.20 เมตร ขนาดใหญ ความสงู ไมเ กิน 2.00 เมตร ขนาดพิเศษ ความสูงตั้งแต 2.50 - 3.50 เมตร ซ่ึงขนาดพิเศษน้ี จะใชใ นจํานวนทน่ี อ ยและจดั วางไวตรงจดุ ทไี่ มต อ งเคลือ่ นยา ยเปลี่ยนแปลงบอ ย แนวทางการออกแบบและปรบั ปรุงภูมิทัศน สกู ารเปนสํานักงานที่ดินสเี ขยี ว (Green Office)
37 การดแู ลรกั ษาไมป ระดบั ในอาคาร 1. แสง แสงสวางเปนกุญแจสําคัญในการตัดสินใจเลือกชนิดของตนไมและการวางโปรแกรม ในการดแู ลรกั ษาไปดวย โดยท่ัวไปแลวเม่ือมีแสงสวางมากการใหนํ้าและใหปุยตอตนไมเพื่อการเจริญเติบโต ก็มีมาก แตถาแสงสวางนอยการใหปุยและใหนํ้ากับตนไมก็นอยคร้ังลงไปเชนกัน ทั้งนี้เปนเพราะวาตนไม ตอ งการน้ําและปุยนอยลงนั้นเอง ในกรณีท่ีตนไมถูกวางไวในที่มืดทึบควรมีแสงจากหลอดไฟฟาชวย เพื่อให ตนไมสามารถมีชวี ติ อยูไดแ ตไมควรใหหลอดไฟใกลเกนิ ไปเพราะใบจะแหง การเปดไฟชวงน้ีอาจจะเปดในตอน กลางวันหรือกลางคืนก็ไดเชนกัน ตนไมสามารถปรับตัวไดเพียงแตมีปญหาระหวางความเขมของแสง และระยะเวลาในการเปดไฟเทานั้น ถาไฟสวางมากหรือมีความเขมของแสงมากอาจจะเปดในระยะเวลาส้ัน แตถาแสงไฟมีความเขมนอยก็อาจเปดทิ้งไวในระยะเวลายาวนานกวา ซ่ึงผูเชี่ยวชาญไดแนะนําคาของแสง ที่เหมาะสมสําหรับตนไม คือ 2,400 แรงเทียน ซึ่งคาน้ีไดจากความเขมแสง (แรงเทียน) x จํานวนช่ัวโมง = 2,400 แรงเทยี นพอดี 2. นํ้า การใหนํ้าสําหรับไมภายในอาคาร สมควรที่จะระมัดระวังมาก เพราะคนท่ัว ๆ ไปก็คงคิดวา รดนาํ้ วันละครงั้ 2 คร้งั ไปเร่อื ย ๆ ความจริงแลวการใหนํ้าเทาไรนั้นข้ึนอยูกับขนาดของตนไม ชนิดของตนไม และแสงในที่น้ัน ๆ ดวยและตองยึดหลักท่ีวาใหน้ําท่ีอยูในดินหมดไปกอน กอนท่ีจะรดนํ้าใหมอีกคร้ัง ซึ่งตรวจสอบไดโ ดยสังเกตดดู ินในกระถางวา แหง หรือแฉะ แตถา มปี ระสบการณพ อสมควรก็อาจจะดไู ดห ลายวธิ ี จากสภาพตา ง ๆ วาเมื่อไรควรจะรดนํ้า เชน ดูลักษณะทั่วไปของตนไม ดูน้ําหนักของดิน กระถาง และตนไม สง่ิ ท่คี วรตองระมดั ระวังคือ การทป่ี ลอ ยใหด ินเปย กแฉะอยูตลอดเวลา ซึ่งเปน สาเหตุใหร ากขาดอากาศ เช้ือโรค กเ็ พ่ิมขยายขึน้ อาจทําใหรากเนา ตายได และการท่ีตน ไมม ีอาการใบแหงน้ันไมไดมาจากสาเหตุของการขาดน้ํา เพียงอยา งเดยี ว อาจเปนเพราะน้ําขงั รากเนา หรอื รากของตน ไมเปน แผลกไ็ ด 3. ปุย ในบริเวณท่ีมีแสงสวางนอย ตนไมก็ควรไดรับปุยนอยตามไปดวย ซึ่งแสงสวางกับการใหปุย ก็มีความสัมพันธกัน โดยสวนใหญแลวตนไมที่มีประดับในอาคารหรือปลูกภายในอาคารจะเจริญเติบโตชา ความตอ งการปยุ ลดนอยลงจากเดิม ถา ปุยมากก่งิ กานของตน ไมก็จะแผออกไปยึดยาว บอบบางไมเขารูปทรง มองดูแลวไมสวยงาม มักเปนเพราะแสงนอยและใหปุยมากไปดวย การใหปุยสําหรับไมประดับในอาคาร อาจจะใหป ยุ ทางใบ หรือปุยชนิดที่คอย ๆ ละลายเพื่อใหธาตุอาหารอยางชา ๆ การใหปุยทางใบอาจละลาย เจือจางในการใหบอยครั้ง ถาปุยเขมขนก็ใหนาน ๆ คร้ังก็ได หรือใหในระดับพอเหมาะและอาจจะพนปุย ไดทกุ 10-15 วันตอคร้ังพรอ มยากําจัดโรคและแมลง 4. วัสดุปลูก วัสดุปลูกท่ีเหมาะสมกับไมประดับในอาคารควรยึดหลักท่ีวาตองโปรง การระบายนํ้า ดีเปนพิเศษ โดยเฉพาะอยางยิ่งไมกระถางตองมีน้ําหนักเบาดวย เพราะสะดวกในการเคล่ือนยายอยูบอย ๆ ไมควรใชดินเหนียวเพราะมีน้ําหนักมากและการระบายนํ้าไมดี อาจทําใหตนไมตายเพราะรากเนาได ดนิ ปลกู ทีใ่ ชอ าจมี ดินรว น อฐิ มอญหกั ใบไมผ ุ แกลบสด ปุยคอก ปุยอินทรีย และทราย การที่จะใชสวนผสม อะไรเปนจาํ นวนเทา ไรนั้นใหพ ิจารณาทชี่ นิดของตนไมเ ปน หลักดวย 5. โรค และแมลง ตนไมที่ปลูกประดับภายในอาคารน้ัน สวนใหญจะอยูในสภาพแวดลอม ทีไ่ มเหมาะสม จะมโี อกาสเปนโรคมากมายและติดโรคไดงายกวาตนไมที่ปลูกอยูภายนอกอาคาร เชน ใบไหม ซ่ึงอาจเปนเพราะรากเนาหรืออ่ืน ๆ ซึ่งภายใตสถานการณเชนน้ีสวนใหญแลวจะลําบากในการรักษา นอกจากวาจะโยกยา ยตน นอ้ี อกไปรักษาขางนอกเทา นัน้ อาจมกี ารแนะนําใหพนบางแตท่ีจริงแลวไมควรใชยา ภายในอาคารเพราะอาจเกิดอนั ตรายได สว นเร่ืองแมลงท่ีรบกวนตนไมภ ายในอาคารนัน้ กเ็ ขน กนั ถา เกดิ ขึน้ แลว กไ็ มแนะนําใหพ น ยาฆาแมลงชนดิ ใด ๆ ทั้งสนิ้ เพราะเปนอันตรายตอคนได คงมีวิธีแกได 2 ทางสําหรับแมลง แนวทางการออกแบบและปรับปรงุ ภมู ทิ ศั น สกู ารเปนสาํ นักงานทดี่ ินสเี ขียว (Green Office)
38 ที่มาทําลายตนไมคือถามีแมลงรบกวนไมควรใชสารเคมีในการทําลาย ควรใชวิธีตามธรรมชาติ คือนําตนไม ออกมาลางใบดวย นํ้าผสมสบกู ็ไดเ พอ่ื ใหแมลงหลดุ ไปถาวธิ ีแรกไมไ ดผล ก็ควรนําตนไมมาเปล่ียนทดแทนใหม และนําตนที่เปน ถกู ทําลายไปรักษาที่เรอื นเพาะเลยี้ งหรือทําลายกอนและหลังนาํ ไมประดับเขาในอาคาร แนวทางการออกแบบและปรับปรุงภมู ทิ ศั น สูการเปน สาํ นักงานทดี่ ินสเี ขยี ว (Green Office)
39 การดแู ลรกั ษาไมย นื ตน ไมด อก ไมป ระดบั ไมเ ลอื้ ย ไมค ลุมดนิ และไมนํา้ 1. ไมยนื ตน ใหตัดแตงใหมีความเหมาะสมสอดคลองกับสภาพแวดลอมและถูกตองตามหลักวิชาการ เชน กง่ิ ทีเ่ ปน โรค กิ่งท่ีกีดขวางแสงสวาง ทางเดิน จุดบังสายตา หรือกิ่งกาฝาก โดยการตัดแตงจะตองคํานึง ถงึ ความจาํ เปน รปู ทรง ความสวยงาม ความสมบูรณของตนไม ตลอดจนดูแลรักษารอยแผลจากการตัดแตง ไมใ หมีเชือ้ โรค หรือแมลงเขา ทาํ ลายได 2. การดูแลไมลอมปลูกขนาดใหญที่ไมมีระบบรากแกว ซ่ึงตองใชรากแขนงในการประคองลําตน ตองคอยตัดแตง ทรงพมุ ตามความเหมาะสมเพอ่ื ลดการตา นลม 3. ไมดอก ไมประดบั ไมเ ลื้อย ไมค ลุมดนิ และไมนํ้า ตองดแู ลใหมีความสวยงาม เหมาะสม ตออายุ และการเจริญเตบิ โตของพันธุไมแ ตล ะชนิดใหถูกตอ งตามหลักวิชาการ และมกี ารตดั แตง ใหเกิดความเรียบรอย สวยงามอยูเสมอ 4. ตรวจสอบไมคํ้ายันใหอยูในสภาพดีอยูตลอดเวลา หากเส่ือมสภาพไมเหมาะสมกับการใชงาน ตองดาํ เนนิ การเปลี่ยนใหมทันทีเพือ่ ความปลอดภยั แนวทางการออกแบบและปรบั ปรุงภมู ิทัศน สูการเปนสาํ นักงานทด่ี นิ สีเขียว (Green Office)
40 การดแู ลรกั ษาสนามหญา 1. ตองตัดหญาอยางนอยเดือนละ 2 ครั้ง พรอมเล็มขอบหญาสนาม ฟุตบาท ขอบทางเทา ใหเรียบรอ ยสวยงามทง้ั พื้นที่ การตัดหญา จะตองคํานึงถงึ ความถูกตองตามขอกาํ หนดทางวิชาการ ของการดูแล รักษาสนามหญาและชนิดของหญานั้น ๆ โดยหลังจากการตัดหญาตองเก็บเศษหญาออกจากสนาม และนาํ ออกไปทงิ้ ในวันเดยี วกบั วันทีต่ ดั หญา 2. กอนตัดหญาทุกคร้ังในบริเวณพ้ืนท่ีท่ีคาดวาจะเกิดอันตรายตอการสัญจรไปมาของบุคลากร หรือยานพาหนะ ตอ งจดั ทาํ ปายเตือนภัยระวังอันตรายไปวางในบริเวณท่ีเห็นชัด และจะตองเก็บเศษวัสดุ หิน โลหะตาง ๆ ในพน้ื ทตี่ ดั หญาออกเพอื่ ปอ งกนั การกระเด็นของเศษวสั ดซุ ึง่ จะทาํ ใหเ กิดอนั ตรายได แนวทางการออกแบบและปรบั ปรุงภูมทิ ศั น สูการเปน สาํ นักงานท่ดี นิ สีเขยี ว (Green Office)
41 แมลงศตั รูไมด อกไมประดับ แบง ออกเปนประเภทใหญ ๆ ดงั น้ี 1. แมลงปากดูด มีหลายชนิด เชน เพลี้ยไฟ เพล้ียออน เพลี้ยแปง เพลี้ยหอย เปนตน แมลงเหลานี้ ทําลายพชื ดว ยการดูดน้าํ เล้ียง ทําใหพ ชื หงิกงอ เหย่ี วแหง 2. หนอนผีเสอ้ื มีหลายชนิดเชนเดียวกนั หนอนจะกัดกิน ทาํ ใหใ บ ดอกขาดหรอื เปนรู 3. แมลงปก แข็ง เชน ดวงกหุ ลาบ เตากลวยไม จะกดั กินดอกและใบ 4. แมลงวัน เชน แมลงวันดอกกลวยไม ตัวหนอนจะเจาะเขาไปกัดกินอยูภายในดอก การระบาด เปนครงั้ คราว 5. ศัตรูอนื่ ๆ เชน ไร ทาก และหนู การปอ งกันกาํ จดั 1. หมั่นตรวจดไู มด อกไมป ระดับอยางสม่ําเสมอ หากพบมกี ารทําลายไมมากก็จับแมลงที่พบ มาทําลายทิ้ง 2. หากพบมีการระบาดรุนแรงก็ฉีดพนดวยสารเคมีทุก ๆ 5 – 7 วัน จนกวาจะไมพบ การระบาด แนวทางการออกแบบและปรบั ปรุงภูมิทัศน สกู ารเปน สาํ นกั งานที่ดินสเี ขยี ว (Green Office)
42 การปอ งกนั และกําจัดศตั รพู ชื 1. ตองกําจัดวัชพืชออกอยางสมํ่าเสมอเพ่ือไมใหวัชพืชเหลาน้ันแยงการเจริญเติบโตตอพันธุไม และสนามหญา 2. ตองดําเนินการปองกันกําจัดศัตรูพืชใหถูกตองตามหลักวิชาการและตองหม่ันตรวจตรา อยางสมาํ่ เสมอ หากพบการระบาดของศตั รพู ืชตองดําเนนิ การแกไขโดยทนั ที แนวทางการออกแบบและปรบั ปรงุ ภูมทิ ศั น สูก ารเปน สํานกั งานท่ดี นิ สีเขยี ว (Green Office)
43 การใชส ารเคมปี อ งกันกาํ จัดศตั รพู ืช ปญ หาทส่ี ําคัญที่ผปู ลูกเล้ียงไมดอกไมประดับมักพบเหน็ ไดบ อ ย ไดแ ก ไมดอกไมป ระดับถกู แมลงกดั กนิ ทําลายหรือเปนโรค ทําใหไมเจริญเทาที่ควรหรืออาจตายไปเลยก็ได จึงจําเปนท่ีผูปลูกควรใชสารปองกัน กําจัดศัตรพู ืชบา งเปน บางชวงเวลาเพื่อปองกันไมดอกไมป ระดับ ใหร อดพนจากการทําลายของศัตรู ทงั้ นี้ผปู ลูก ควรใชส ารปองกันกาํ จัดศัตรูพชื ใหถูกกบั ชนดิ ของศัตรูพชื ทเ่ี ขา ทาํ ลาย เพราะอาการผิดปกติบางอยางอาจเกิด จากสงิ่ ไมม ชี ีวติ ไดเ ชนเดยี วกนั เชน อาการใบไหมท ี่เกิดจากแดดเผา อาการใบเหลือง เนือ่ งจากขาดธาตุอาหาร ไนโตรเจน เปนตน ดังน้ัน กอนใชสารปองกันกําจัดศัตรูพืชควรตรวจสอบใหแนใจวาเกิดจากสาเหตุอะไร และเพ่ือความมั่นใจควรพนสารปองกันกําจัดเชื้อราและสารปองกันกําจัดแมลงเปนประจําอยางสม่ําเสมอ ถงึ แมจ ะยงั ไมป รากฏอาการกต็ าม เพราะการปองกันจะดีกวาการรักษา อาการผดิ ปกตทิ ่มี กั พบกับไมดอกไมประดับ ไดแก 1. อาการเห่ียว อาจเกิดจากการขาดน้ําเมื่อรดน้ําแลวก็จะฟนเปนปกติหรือสังเกตวาตอนเชา ยอดจะไมเหี่ยวแตจะเห่ียวในเวลากลางวันที่แสงแดดจัด จึงควรใหนํ้ามากขึ้นแตถาหากเกิดจากเชื้อโรค ถงึ แมจะรดน้าํ แลว อาการก็ไมดีขนึ้ 2. อาการใบไหม อาจเกิดจากแดดเผา (อาการไมลามตอไป) ควรพรางแสงหรือยายที่วางกระถาง หรือยายทีป่ ลูกใหม หรือหากเกิดจากเชื้อโรค (อาการจะลุกลามไปยังบริเวณใกลเคียง) ควรใชสารฆาเชื้อรา หรอื แบคทีเรยี แลว แตส าเหตุของโรค สารท่ีใชมากสําหรับไมดอกไมประดับ คือ สารปองกันและกําจัดเชื้อรา สารปองกันกําจัดแมลงและไร เราสามารถผสมสารหลายอยางแลวพนพรอมกันไดเพ่ือประหยัดเวลา และแรงงาน เชน สารปอ งกนั กําจดั เชอื้ รา + สารปองกันกําจดั แมลง + ปุย ใบ + สารจบั ใบ แนวทางการออกแบบและปรบั ปรงุ ภูมทิ ัศน สูการเปนสํานักงานทีด่ ินสีเขยี ว (Green Office)
44 ปุยและการใหป ุย ปุย หมายถึง สารอินทรียห รอื สารอนินทรีย ท่ีไดจากธรรมชาติหรือจากการสังเคราะห เปนสารท่ีใส ลงไปในดนิ เพื่อใหธาตอุ าหาร ทีเ่ ปนประโยชนตอพืช ตามความตองการของพืชน้ัน ๆ หรือเม่ือดินขาดแคลน ธาตใุ ดธาตหุ น่ึง และจะทําใหเกิดการเปล่ียนแปลง ทางเคมีของดิน และละลายธาตุอาหารพืชลงสูดินเพ่ือพืช นําไปใชในการเสริมสรางการเจริญเติบโตของพืชการจําแนกประเภทของปุย สามารถแบงปุยออกเปน 2 ประเภท 1. ปยุ อินทรีย คอื สารประกอบอินทรยี ท ่ีมีธาตอุ าหารพืชเปนองคประกอบและเปนสารปรับปรุงดิน ทําใหดินมีคุณสมบัติทางกายภาพดีข้ึน มีตนกําเนิดจากสารอินทรีย เชน ปุยคอก ปุยหมัก และปุยพืชสด เปน ตน 2. ปยุ อนนิ ทรีย คือ ปุยทม่ี ีองคป ระกอบเปน สารประกอบอนินทรียตาง ๆ หรือเปนสารท่ีสังเคราะห ขน้ึ จากกระบวนการทางเคมี ท่ีใหธ าตอุ าหารพืชในรปู ท่ีพืชสามารถนาํ ไปใชไ ดทันที เรียกอีกชื่อหนึ่งวา ปุยเคมี การจาํ แนกปยุ เคมตี ามความตอ งการของธาตุอาหารพชื แบงออกเปน 3 ประเภท 2.1 ปุยท่ใี หธ าตอุ าหารหลกั ไดแก ปยุ ทใ่ี หธ าตปุ ยุ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ซ่ึงเปน ปุยที่มีธาตปุ ุยท้ัง 3 ธาตเุ ปน องคป ระกอบในรูปของปุยเด่ยี วท่มี ีธาตเุ ดยี ว หรอื ปยุ เชิงประกอบท่ีมธี าตปุ ยุ นี้ตัง้ แต 2 และ 3 ธาตุ 2.2 ปุยท่ีใหธาตุอาหารรอง ไดแก ปุยที่ใหธาตุอาหารรอง ซ่ึงเปนธาตุที่พืชใชในประมาณ นอยกวาธาตอุ าหารหลัก แตมคี วามจําเปน เชน ปยุ ใหธาตแุ คลเซียม แมกนเี ซยี ม และกาํ มะถนั เปนตน 2.3 ปุยที่ใหธาตุอาหารเสริม ไดแกปุยท่ีใหธาตุอาหารเสริมแกพืช ซ่ึงตามปกติพืช มีความตองการธาตุอาหารเสริมในปริมาณนอยมาก แตธาตุเหลานี้มีความสําคัญตอการเจริญเติบโต เชนเดียวกบั ธาตอุ น่ื ๆ การใหปุยจะใหเม่ือพืชแสดงอาการขาดธาตุ อาจเปนในรูปของปุยผสมกับธาตุอาหาร หลกั เปนปุยทางดินหรอื ปุยทางใบ แนวทางการออกแบบและปรับปรงุ ภมู ทิ ัศน สกู ารเปนสาํ นักงานท่ีดินสเี ขยี ว (Green Office)
45 ภาคผนวก แนวทางการออกแบบและปรับปรงุ ภมู ิทัศน สกู ารเปน สํานกั งานทด่ี ินสเี ขียว (Green Office)
46 สวนแบบไทย สวนแบบไทย เปนสวนทมี่ ีความหลากหลาย ไมม ีกฎเกณฑทแ่ี นนอนเจาของบานสามารถปรับเปล่ียน หรอื โยกยายวัสดุแตงสวน เพ่ือเปลี่ยนมุมมองไดตลอดเวลา แตยังคง Concept หลักแบบไทย ๆ ไวเชนเดิม พันธุไ มใ ชพ นั ธุไ มไทยทีเ่ ปนไมม งคล เชน คณู ขนุน วาสนา วานมหามงคลตาง ๆ นอกจากน้ันไมไทยสวนมาก เปน ไมท ่ีมกี ลน่ิ หอม เชน โมก จําปา จาํ ป พุดตาง ๆ วัสดุตกแตง แบบไทย ๆ เชน โอง ไห ตกุ ตาไทย แนวทางการออกแบบและปรบั ปรงุ ภมู ิทัศน สกู ารเปนสาํ นักงานท่ดี นิ สีเขยี ว (Green Office)
47 สวนแบบจนี สวนแบบจีน ซึ่งไดรับความคิดมาจากธรรมชาติ พยายามดึงธรรมชาติใหเขามาอยูใกลตัวมากที่สุด มีเอกลกั ษณการจดั เปน ของตนเอง เชน การจดั รูปแบบเปน เนนิ ดินสูง - ต่ํา และปลูกหญาการจัดแบบพื้นราบ มีสระน้ํา บอนํ้า ธารนํ้าและกอนหินจัดปลูกตนไมแบบยืนตน เชน ตนสน หลิว ไผ ตนหลิวจะปลูกไว ตามขอบสระนาํ้ กิง่ ใบจะยอ ยลงสูพ น้ื นา้ํ อยางสวยงาม สว นตน สนกจ็ ะตัดแตงกิง่ กา นและลําตนใหคดโคงไปมา จัดประดับสวนดวยสถาปตยกรรมแบบจีน เชน เกงจีน หรือเจดียแบบหกเหล่ียมซอนกันหลาย ๆ ช้ัน และจัดสวนดวยสะพานทอดโคงขามลําธาร ขามเกาะ พื้นสนามท่ีปลูกหญา จะมีทางเดินคดโคงไปมา ดว ยเสน ท่อี อ นหวานกลมกลืนกบั ธรรมชาติ เปนตน แนวทางการออกแบบและปรบั ปรุงภูมิทศั น สกู ารเปนสาํ นักงานท่ีดินสเี ขยี ว (Green Office)
48 สวนแบบญป่ี นุ สวนแบบญี่ปุน การจัดสวนญ่ีปุนนิยมจัดต้ังแตในพื้นที่เล็ก ๆ แคบ ๆ เชน สวนถาด ไปจนถึงพื้นท่ี กวา งขวาง เชน ในอุทยานหรือพระราชวัง ในประเทศญี่ปุน แมพื้นที่บริเวณซอกแคบ ๆ ของอาคาร หรือใต บันไดบาน ญป่ี นุ กพ็ ยายามจัดใหเปนสวน ทุกหนทุกแหงจะมีสวนประดับอยู ทําใหกลายเปนสวนขนาดใหญ ทวั่ ประเทศ แนวทางการออกแบบและปรบั ปรุงภูมทิ ศั น สูการเปนสาํ นกั งานที่ดนิ สเี ขยี ว (Green Office)
49 สวนแบบบาหลี สวนแบบบาหลี เปนสวนในเขตเมืองรอ น ซึง่ ไดร ับอิทธิพลมาจากวิถชี ีวติ ของชาวบาหลีท่มี คี วามศรัทธา ตอศาสนาและความเชื่อวาธรรมชาติลวนมีชีวิตวิญญาณอยูภายใน ในขณะเดียวกันจุดเดนที่เห็นไดชัดเจน ของสวนบาหลีคือ การตกแตงโดยใชหลักความสัมพันธของธรรมชาติเขากับศิลปกรรมและความเชื่อ ดวยงานปนลอยตัว งานประติมากรรมตางๆ เชน เศียรพระพุทธรูปหรือเทวรูปจากปูนปนและหินทราย เปนองคประกอบ เพราะเชื่อวาพ้ืนท่ีสวนเปนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหลานั้นจะชวยคุมครองปกปองสิ่งชั่วราย ทาํ ใหล ักษณะการตกแตงของสวน ถกู ถายทอดออกมาใหสามารถสัมผสั ไดถึงความรสู ึกสงบตงั้ แตก าวเขาสูพ้นื ท่ี แนวทางการออกแบบและปรับปรุงภูมทิ ัศน สกู ารเปนสํานกั งานทด่ี ินสเี ขยี ว (Green Office)
50 อา งอิง วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตาก สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการเอกสาร ประกอบการสอนวชิ า การออกแบบภมู ทิ ัศนเบ้ืองตน (Introduction to landscape design) สาขา เ ท ค โ น โ ล ยี ภู มิ ทั ศ น แ ผ น ก วิ ช า พื ช ศ า ส ต ร สื บ ค น เ ม่ื อ 1 4 มี น า ค ม 2 5 6 5 จ า ก http://www.kasettak.ac.th Dr.Parkpoom SuebnuKarn ความเขา ใจเกย่ี วกับงานทางดานภมู ิทัศน สบื คน เมอื่ 14 มีนาคม 2565 จาก http://www.agri.ubu.ac.th สาขาเทคโนโลยีภมู ิทัศน สาขาวชิ าเทคโนโลยีการผลติ พืชและภมู ิทัศน คณะเทคโนโลยกี ารเกษตรมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี งานงวิจัยโครงการออกแบบภูมิทัศนองคการบริหารสวนตําบลกระจิว อําเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยานางสาวสุนิสา อุตสาหะนางสาวกรกนก สุหรายคิมหันต ปการศึกษา 2558 สืบคนเมื่อ 14 มีนาคม 2565 จาก http://www.agr.rmutt.ac.th/wp- content/uploads/2018/12/011 https://www.novabizz.com สืบคนเม่ือวันท่ี 15 มนี าคม 2565 ศูนยราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 สืบคนเม่ือวันท่ี 15 มีนาคม 2565 จาก https://www.governmentcomplex.com แนวทางการออกแบบและปรบั ปรุงภูมทิ ัศน สกู ารเปน สาํ นกั งานทดี่ นิ สเี ขียว (Green Office)
Search
Read the Text Version
- 1 - 50
Pages: