Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore อารยธรรมอินเดีย

อารยธรรมอินเดีย

Published by 11 Sirawit Prachatananukit, 2021-09-30 07:44:23

Description: อารยธรรมอินเดีย

Search

Read the Text Version

นาย สิรวิชญ์ ประชาธนานุุกิจ ม.6/1 เลขที่11 อารยธรรมอินเดีย india CIVILIZATION

1 อารยธรรมอินเดีย อินเดีย เป็นต้นสายธารทางวัฒนธรรมของชาติตะวันออก ( ชนชาติในทวีปเอเชีย ) หลายชาติ เป็นแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่ แห่งหนึ่งของโลก บางทีเรียกว่า “แหล่งอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ” ( Indus Civilization ) อาจแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของ อินเดียได้ดังนี้ 1. สมัยก่อนประวัติศาสตร์ 2. สมัยประวัติศาสตร์

2 ยุคสมัยทาง ประวัติศาสตร์ของ อินเดีย แบ่งเป็น 2 ยุค

3 1. สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ยุคโลหะของอินเดียเริ่มเมื่อผู้คนรู้จักใช้ ทองแดงและสำริด เมื่อประมาณ2,500 ปี ก่อนคริสต์ศักราช และรู้จักใช้เหล็กในเวลาต่อมา พบหลักฐานเป็นซากเมืองโบราณ 2 แห่ง ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำสินธุ คือ (1) เมืองโมเฮนโจ ดาโร ( Mohenjo Daro ) ทางตอนใต้ของ ประเทศปากีสถาน (2) เมืองฮารับปา ( Harappa ) ในแคว้นปันจาป ประเทศ ปากีสถานในปัจจุบัน

2. สมัยประวัติศาสตร์ 4 สมัยประวัติศาสตร์ อินเดียเข้าสู่ “สมัยประวัติศาสตร์” เมื่อมีการประดิษฐ์ตัว อักษรขึ้นใช้ประมาณ 700ปี ก่อนคริสต์ศักราช โดยชนเผ่าอินโด – อารยัน ซึ่ง ตั้งถิ่นฐานในบริเวณลุ่มแม่น้ำคงคา สมัยประวัติศาสตร์ของอินเดียแบ่งเป็น 3 ยุค ดังนี้ (1) ประวัติศาสตร์สมัยโบราณ (2) ประวัติศาสตร์สมัยกลาง (3) ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ประวัติศาสตร์สมัยโบราณ เริ่ม ประวัติศาสตร์สมัยกลาง เริ่ม ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เริ่มตั้งแต่ ตั้งแต่การถือกำเนิดตัวอักษร ตั้งแต่เมื่อราชวงศ์คุปะสิ้นสุดลง ต้นราชวงศ์โมกุล ในราวคริสต์ อินเดียโบราณ ที่เรียกว่า “บรามิ ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 6 ศตวรรษที่ 16 จนถึงการได้รับ ลิปิ” เมื่อประมาณ 700 ปีก่อน จนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 เอกราชจากอังกฤษ ในปี คริสต์ศักราช และสิ้นสุดในราว เมื่อกษัตริย์มุสลิมสถาปนา ค.ศ. 1947 คริสต์ศตวรรษที่ 6 ซึ่งตรงกับ ราชวงศ์โมกุล และเข้าปกครอง สมัยราชวงศ์คุปตะ เป็นยุคสมัย อินเดีย ที่ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู และ พระพุทธศาสนาได้ถือกำเนิดขึ้น แล้ว

5 ยุคสมัยของอินเดีย อารยธรรมอินเดียมีความเจริญรุ่งเรืองและมีอายุเก่าแก่ไม่แพ้อารยธรรมแหล่งอื่น ๆ

6 1. สมัยอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ 2. สมัยพระเวท สมัยอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ ( ประมาณ 2,500-1,500 ปี สมัยพระเวท ( ประมาณ 1,500-600 ปีก่อนคริสต์ศักราช ) ก่อนคริสต์ศักราช ) ถือว่าเป็นสมัยอารยธรรม “กึ่งก่อน เป็นอารยธรรมของชนเผ่าอินโด-อารยัน (Indo-Aryan ) ประวัติศาสตร์” เพราะมีการค้นพบหลักฐานจารึกเป็นตัว ซึ่ง อพยพมาจากเอเชียกลาง เข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณ อักษรโบราณแล้วแต่ยังไม่มีผู้ใดอ่านออก และไม่แน่ใจว่า ที่ราบลุ่มแม่น้ำสินธุและคงคาโดยขับไล่ชนพื้น เมืองทรา เป็ นตัวอักษรหรือภาษาเขียนจริงหรือไม่ วิฑให้ถอยร่นลงไปทางตอนใต้ของอินเดีย สมัยพระเวท ศูนย์กลางความเจริญอยู่ที่เมืองโมเฮนโจ – ดาโร และเมือง แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของศาสนาพราหมณ์ หลักฐาน ฮารัปปา ริมฝั่งแม่น้ำสินธุประเทศปากีสถานในปัจจุบัน ที่ทำให้ทราบเรื่องราวของยุคสมัยนี้ คือ “คัมภีร์พระเวท” สันนิษฐานว่าเป็นอารยธรรมของชนพื้นเมืองเดิม ที่เรียกว่า ซึ่งเป็นบทสวดของพวกพราหมณ์ นอกจากนี้ยังมีบท “ทราวิฑ” หรือพวกดราวิเดียน ประพันธ์มหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่อีก 2 เรื่อง คือ มหากาพย์รา มายณะและมหาภารตะ บางทีจึงเรียกว่าเป็นยุคมหากาพย์

7 3. สมัยพุทธกาล หรือสมัยก่อนราชวงศ์เมารยะ 4. สมัยจักรวรรดิเมารยะ สมัยพุทธกาล หรือสมัยก่อนราชวงศ์เมารยะ สมัยจักรวรรดิเมารยะ ( Maurya ) ประมาณ 321-184 ปี ( Maurya ) ประมาณ 600-300 ปีก่อนคริสต์ศักราช ) ก่อนคริสต์ศักราช พระเจ้าจันทรคุปต์ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ เป็นช่วงที่อินเดียถือกำเนิดศาสนาที่สำคัญ 2 ศาสนา เมารยะได้รวบรวมแว่นแคว้นในดินแดนชมพู ทวีปให้เป็น คือ ศาสนาพุทธและศาสนาเชน ปึ กแผ่นภายใต้จักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่เป็ นครั้งแรกของอินเดีย สมัยราชวงศ์เมารยะ พระพุทธศาสนาได้รับการอุปถัมภ์ให้ เจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ( Asoka ) ได้ เผยแพร่พระพุทธศาสนาไปยังดินแดนทั้งใกล้ และไกล รวมทั้งดินแดนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ ซึ่งเผยแพร่เข้าสู่แผ่นดินไทยในยุคสมัยที่ยังเป็น อาณาจักรทวารวดี

8 5. สมัยราชวงศ์กุษาณะ 6. สมัยจักรวรรดิคุปตะ สมัยราชวงศ์กุษาณะ ( ประมาณ 200 ปีก่อนคริสต์ศักราช สมัยจักรวรรดิคุปตะ ( Gupta ) ประมาณ ค.ศ.320-550 – ค.ศ.320 ) พวกกุษาณะ (Kushana )เป็น ชนต่างชาติที่ พระเจ้าจันทรคุปต์ที่ 1 ต้นราชวงศ์คุปตะได้ทรงรวบรวม เข้ามารุกรานและตั้งอาณาจักรปกครองอินเดียทางตอน อินเดียให้เป็นจักรวรรดิอีกครั้งหนึ่ง ได้ชื่อว่าเป็นยุคทอง เหนือ กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ คือ พระเจ้ากนิษกะ รัชสมัยของ ของอินเดีย มีความเจริญรุ่งเรืองในทุก ๆ ด้าน ทั้งด้านศิลป พระองค์อินเดียมีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านศิลปวิทยาการ แขนงต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการแพทย์ นอก จากนั้น ยัง วัฒนธรรม การเมือง การปกครอง ปรัชญาและศาสนา ทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ( นิกายมหายาน ) ให้เจริญ ตลอดจนการค้าขายกับต่างประเทศ รุ่งเรือง โดยจัดส่งสมณทูตไปเผยแพร่พระศาสนายังจีนและ ทิเบต มีการสร้างพระพุทธรูปที่มีศิลปะงดงาม และสร้าง เจดีย์ใหญ่ที่เมืองเปชะวาร์

7. สมัยหลังราชวงศ์คุปตะ หรือยุคกลางของอินเดีย 9 สมัยหลังราชวงศ์คุปตะ หรือยุคกลางของอินเดีย 8. สมัยสุลต่านแห่งเดลฮี หรืออาณาจักรเดลฮี ( ค.ศ.550 – 1206 ) เป็นยุคที่จักรวรรดิแตกแยกเป็น แคว้นหรืออาณาจักรจำนวนมาก ต่างมีราชวงศ์แยก สมัยสุลต่านแห่งเดลฮี หรืออาณาจักรเดลฮี ( ค.ศ. 1206- ปกครองกันเอง 1526 ) เป็นยุคที่พวกมุสลิมเข้ามาปกครองอินเดีย มี สุลต่านเป็ นผู้ปกครองที่เมืองเดลฮี

10 9. สมัยจักรวรรดิโมกุล สมัยจักรวรรดิโมกุล ( Mughul ) ประมาณ ค.ศ. 1526 – 1858 พระเจ้าบาบูร์ ผู้ก่อตั้งราชวงศ์โมกุลได้รวบรวมอินเดียให้ เป็นปึกแผ่นอีกครั้งหนึ่ง ได้ชื่อว่าเป็นจักรวรรดิอิสลามและเป็น ราชวงศ์สุดท้ายของอินเดีย โดยอินเดียตกเป็นอาณานิคมของ อังกฤษในปี ค.ศ. 1858กษัตริย์ราชวงศ์โมกุลที่ยิ่งใหญ่ คือ พระเจ้าอักบาร์มหาราช ( Akbar ) ทรงทะนุบำรุงอินเดียให้มี ความเจริญรุ่งเรืองในทุก ๆ ด้าน และในสมัยของชาห์ เจฮัน ( Shah Jahan ) ทรงสร้าง “ทัชมาฮัล” ( Taj Mahal ) ซึ่งเป็น อนุสรณ์แห่งความรัก เป็นงานสถาปัตยกรรมที่ผสมผสาน ศิลปะอินเดียและเปอร์เซียที่มีความงดงามยิ่ง

11 วัฒนธรรมอินเดีย อินเดีย เป็นสังคมที่มีความหลากหลายด้านเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยมี ศาสนา วรรณะ และภาษา เป็นปัจจัยหลักกำหนดรูปแบบสังคมและการเมือง อินเดียมีภาษา ราชการกว่า 22 ภาษา ซึ่งฮินดีเป็นภาษาประจำชาติที่ใช้กันมากที่สุด และใช้ภาษาอังกฤษใน วงราชการและธุรกิจ แม้ว่าประชากรกว่าร้อยละ 82นับถือศาสนาฮินดู แต่มีประชากรที่ นับถือศาสนามุสลิม (13.4%) ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของ โลก รองจากอินโดนีเซีย และปากีสถาน อีกทั้งยังมีผู้นับถือศาสนาอื่น เช่น คริสเตียน ซิกข์ พุทธ และเชน การจัด ลำดับชั้นทางสังคมและอาชีพในอินเดียเป็ นการสะท้อนอิทธิพลของระบบวรรณะ

12 1. ระบบวรรณะ ระบบวรรณะ ตั้งแต่สมัยโบราณวรรณะที่สำคัญมี 4 วรรณะ คือ 1) วรรณะพราหมณ์ ได้แก่ นักบวช ปัจจุบันอาจตีความไปถึงนักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์และนักการเมือง 2) วรรณะกษัตริย์ ได้แก่ นักรบ ซึ่งอาจรวมไปถึงข้าราชการ 3) วรรณะแพศย์ ได้แก่ พ่อค้า นักธุรกิจ 4) วรรณะ ศูทร ได้แก่ ผู้ใช้แรงงาน ชาวนา กรรมกร และคนยากจน ซึ่งสามวรรณะแรกเป็นชนชั้นผู้ปกครอง วรรณะสุดท้ายเป็นผู้ถูกปกครองแม้ว่า วรรณะเหล่านี้เป็นที่เข้าใจทั่วไปใน อินเดีย แต่ยังมีการแบ่งวรรณะต่ำสุดในในสังคมฮินดู เรียกกันว่าเป็นกลุ่มคนอันมิพึงแตะต้อง คือ จัณฑาล หรือเรียกชื่อใหม่ว่า ดาลิต มีความหมายว่า อันเป็นที่รักของพระเจ้า ซึ่งเป็นชนชั้นที่ถูกเลือกปฏิบัติ ได้รับโอกาสทางสังคมและอาชีพน้อยที่สุด ใน สังคม การปฏิรูปเศรษฐกิจและ กฎหมายของอินเดียในปัจจุบันได้พยายามลดช่องว่างของ สังคมและการกีดกันทางวรรณะเพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษา และอาชีพให้เท่าเทียมกันในสังคม เช่นมี โควตาพิเศษสำหรับนักศึกษาดาลิตในการเข้ามหาวิทยาลัยโดยไม่ต้องสอบแข่ง ขัน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกด้านวรรณะยังคงฝังรากลึกอยู่ในจิตใจ ซึ่ง สะท้อนออกมาในด้านความคิด วัฒนธรรมและการบริหาร

13 2. ปรัชญาและลัทธิศาสนา ปรัชญาและลัทธิศาสนาของสังคมอินเดีย มีผู้เข้าใจว่า “ปรัชญาอินเดีย” หมายถึงปรัชญาฮินดู ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ตรงกับความเป็นจริง ความหมายที่ถูกต้องของคำว่า “ปรัชญาอินเดีย” ก็คือ หมายถึงปรัชญาทุกสำนักหรือทุกระบบที่เกิดขึ้นในอินเดีย หรือที่คิดสร้างสรรค์ขึ้นไว้โดยศาสดาและนักคิดที่ เคยมีชีวิตอยู่หรือกำลังมีชีวิตอยู่ในอินเดีย เพราะฉะนั้นปรัชญาอินเดียจึงไม่ได้หมายถึงเฉพาะแต่ปรัชญาฮินดู แต่หมายรวมถึงปรัชญาอื่นที่ไม่ใช่ปรัชญาฮินดูด้วย เช่นพุทธปรัชญา ปรัชญาเชน เป็นต้น ปรัชญาอินเดียมีวิธีการเป็นแบบฉบับของตนเอง คือก่อนที่จะเสนอแนวความคิดของตนเองขึ้นมานักปรัชญาหรือนักคิดอินเดียจะเสนอแนวความคิดของนัก ปรัชญาคนอื่นหรือระบบอื่นเสียก่อน แนวความคิดของนักปรัชญาคนอื่นหรือระบบอื่นที่เสนอก่อนนี้เรียกว่า ปูรวปักษ์ เมื่อเสนอแนวความคิดของคนอื่นขึ้นมาแล้ว ต่อจากนั้น นักปรัชญาคนนั้นก็จะวิพากษ์วิจารณ์โจมตีว่า แนวความคิดเช่นนั้นมีจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องอย่างไร มีความหมายสมควรแก่การยอมรับเชื่อถือหรือไม่ การวิพากษ์วิจารณ์โจมตีนี้ เรียกว่า ขัณฑนะ เมื่อได้ยกทรรศนะของคนอื่นขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์โจมตีชี้ให้เห็นข้อบกพร่องแล้วนักปรัชญาคนนั้นจึงเสนอแนวความ คิดทางปรัชญาของตน พร้อมกับพยายามอธิบายให้เห็นว่า ทรรศนะของตนนั้นปราศจากข้อบกพร่องและเป็นทรรศนะที่ถูกต้องอย่างไรบ้าง ทรรศนะของตนเองที่ เสนอขึ้นมาทีหลังนี้เรียกว่า อุตตรปักษ์ ด้วยเหตุที่วิธีการแห่งปรัชญาอินเดียมีลักษณะดังกล่าวมานี้ จึงปรากฏว่าในบันทึกแนวความคิดทางปรัชญาระบบต่างๆของอินเดีย นอกจากจะมีแนวความ คิดของตนเองโดยเฉพาะแล้ว ยังมีคำวิพากษ์วิจารณ์โจมตีแนวความคิดของระบบอื่นๆ ปรากฏรวมอยู่ด้วยเสมอ

14 3. เทพเจ้าของอินเดีย เทพเจ้าของอินเดีย ใน บรรดาเรื่องราวของเทพเจ้าของชนชาติทั้งหลายนั้น เทพเจ้าของอินเดียนับว่ามีเรื่องราวและประวัติความเป็นมาที่ซับซ้อน มากกว่า ชาติอื่น และกล่าวกันว่า ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ ชนชาติอริยกะ หรืออินเดียอิหร่านที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในลุ่มแม่น้ำสินธุ มีการนับถือ เทพเจ้าและมีคัมภีร์พระเวทเกิดขึ้น พวกอริยกะ หรืออารยันนั้น แต่เดิมก็นับถือธรรมชาติ เช่น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ท้องฟ้ า ลม และไฟ ต่อมามี การกำหนดให้ปวงเทพเกิดมีหน้ าที่กันขึ้น โดยตั้งชื่อตามสิ่งที่เป็นธรรมชาตินั้นๆ แล้วก็เกิดมีหัวหน้ าเทพเจ้าขึ้น ดังที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระเวท ซึ่งก็ คือพระอินทร์ จากหลักฐานโบราณที่เป็นจารึกบนแผ่นดินเหนียวอายุราว 1,400 ปี ก่อนคริสตกาล เรียกว่าแผ่นจารึก โบกาซ คุย หรือจารึก เทเรีย ซึ่ง ขุดพบที่ตำบลดังกล่าว ของดินแดนแคปปาโดเซีย ในตุรกี จารึกนี้ ได้ออกนามเทพเจ้าเป็นพยานถึง 4 องค์ นั่นก็คือ พระอินทร์ (lndra) เทพเจ้าแห่ง พลัง มิทระ (Mitra) พระวรุณ (Varuna)และ นาสัตย์ (Nasatya) คือ พระนาสัตย์อัศวิน (Asvins) นับ เป็นชื่อเทพเจ้าที่เก่าที่สุดที่ถูกเอ่ยนาม แสดงว่า ลัทธิพราหมณ์ มีมายาวนานยิ่งนัก สมัยของพระเวท จึงมีผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า มีมาก่อนพุทธกาลราว 1,000 ปีและบางตำราบอกว่า เทพเจ้าดั้งเดิม ของพวกอริยกะนั้นมีพระอินทร์ พระสาวิตรี พระวรุณ และพระยม (พระสาวิตรี คือ ดวงอาทิตย์) ส่วนอีกตำราหนึ่งกล่าวว่า เทพเจ้าที่เก่าที่สุด คือ พระอินทร์ พระพฤหัสบดี พระวรุณ และพระยม เทพที่พราหมณ์ยกย่องนั้น มีเพียงไม่กี่องค์ที่ปรากฏอยู่ในพระเวท ซึ่งก็คือพระอินทร์ ที่ถือว่ามีฤทธิ์ อำนาจมากวัฒนธรรมการทอผ้ามัดหมี่และผ้ายกของอินเดีย

15 การแต่งกาย ชาวอินเดียโบราณ จะแต่งตัวคล้ายของไทยสมัยเชียงแสน ต่อมาสตรีนิยมสวมเสื้อแขนยาว แบบชาวจีน แต่ตัวสั้น เห็นหน้าท้อง นุ่งกางเกงขาลีบช้างใน ใช้ผ้าบาง ๆ เช่น ฝ้ายลินิน มัสลิน อย่างดีห่มอีกชิ้น ถ้าเป็นชาวพื้น เมืองจะ นุ่งสาหรี่ หรือกระโปรงจีบดอกสีแดง หรือนุ่งกางเกงขาว ขายาว ส่วนชายนุ่งผ้าขาวใส่เสื้อแขนยาว ไว้หนวดเครา โพกผ้าศิลปกรรมอินเดีย

16 สถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรม อินเดียได้รับอิทธิพลมาจากเปอร์เซีย (ลานด้านใน ประตูโค้ง) ที่เมืองหลวงใหม่ของพระเจ้าอัคบาร์ คือ ฟา เตห์ปูร์สิครี ใกล้เมืองอัครา แสดงสถาปัตยกรรมแบบโมกุลแท้ในการสร้างราชวัง สุเหร่า เช่นเดียวกับหลุมศพของพระเจ้า อัคบาร์ที่สีกันดารา และ วัดโก-แมนดาล ที่โอไดปูร์ แต่งานที่เด่นที่สุด คือ ทัชมาฮัล ประดับด้วยหินมีค่า บนยอดเป็นหินสี ขาว เส้นทุกเส้นเข้ากันได้อย่างงดงามกับสวน และน้ำพุ นับเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลก นอกจากนั้นมี สุเหร่ามุกของเมืองอัครา เกิดนิกายขึ้นหลายนิกายในหมุ่คนฮินดู เช่น ตันตริก ซิก มาดวา ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีซากเมืองฮารับปาและโมเฮนโจดาโร ทำให้เห็นว่ามีการวางผังเมืองอย่างดี มีสาธาร- ณูประโภค อำนวยความสะดวกหลายอย่าง เช่น ถนน บ่อน้ำ ประปา ซึ่งเน้ นประโยชน์ใช้สอยมากกว่าความสวยงาม ซาก พระราชวังที่ เมืองปาฏลีบุตรและตักศิลา สถูปและเสาแปดเหลี่ยม ที่สำคัญคือ สถูปเมืองสาญจี (สมัยราชวงศ์โมริยะ) และสุสานทัชมา ฮาล สร้างด้วยหินอ่อน เป็นการผสมระหว่างศิลปะอินเดียและเปอร์เชีย

ประติมากรรม 17 เกี่ยวข้องกับศาสนา ได้แก่ พระพุทธรูปแบบ จิตรกรรม คันธาระ พระพุทธรูปแบบมถุรา พระพุทธรูป แบบอมราวดี ภาพสลักนูนที่มหาพลิปุลัม ได้ จิตรกรรม อินเดียตามประวัติศาสตร์แล้ว วิวัฒนาการ มากจากการเขียนภาพบุคคลในศาสนาและพระมหา รับการยกย่องว่ามหัศจรรย์ กษัตริย์ จิตรกรรมอินเดียเป็นคำที่มาจากตระกูลการ เขียนหลายตระกูลที่เกิดขึ้นในอนุ ทวีปอินเดีย ซึ่งมี ลักษณะแตกต่างกันไปมีตั้งแต่จิตรกรรมฝาผนังขนาด ใหญ่ของถ้ำเอลเลรา (Ellora Caves) ไปจนถึงงานที่ ละเอียดลออของจุลจิตรกรรมของจิตรกรรมโมกุล และ งานโลหะจากตระกูล Tanjore ส่วนจิตรกรรมจากแคว้น คันธาระ-ตักกสิลา

นาฏศิลป์และสังคีตศิลป์ 18 เกี่ยวกับการฟ้ อนรำ เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม วรรณกรรม เพื่อบูชาเทพเจ้าตามคัมภีร์พระเวท ส่วน บทสวด สรรเสริญเทพเจ้าทั้งหลาย ถือเป็นแบบแผนการ วรรณกรรม อินเดียที่มีอิทธิพล ได้แก่ รามายณะ มหา ร้องที่เก่าแก่ที่สุดใน สังคีตศิลป์ของอินเดีย แบ่ง ภารตะ คัมภีร์ปุราณะและเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับธรรมเนียม เป็นดนตรีศาสนา ดนตรีในราชสำนักและดนตรี กษัตริย์ การสืบราชวงศ์ตามแบบธรรมเนียมโบราณของ ท้องถิ่น เครื่องดนตรีสำคัญ คือ วีณา หรือพิณ ใช้ ราชวงศ์ในลุ่มแม่น้ำคงคา วรรณกรรมอินเดียมีอิทธิพลต่อ สำหรับดีด เวณุหรือขลุ่ย และกลอง ชีวิตชาวบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย โดยการเล่า การอ่านนิทานแสดงเกี่ยวกับเนื้อเรื่องในวรรณกรรม การ แสดงหุ่นกระบอก หนัง ละครที่มีเนื้อหาของวรรณกรรม รามายณะ มหากาพย์ และชาดก

ขอบคุณ Thank you


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook