2. ระบายสลี งในกรอบขอความทกี่ ลา วถูกตอ ง นํ้า อาหาร อากาศ และแสงแดดชว ยให พืชเจริญเตบิ โต น้าํ เปนปจจยั สาํ คัญ การสรางอาหารของพืช เรยี กวา ปจจัยหนงึ่ ทีพ่ ชื ตองการ “กระบวนการสังเคราะหด วยแสง” พชื ใชแ กสคารบอนไดออกไซด ในกระบวนการสรางอาหาร KYE พชื ดาํ รงชวี ติ อยไู ดถ าขาดแสง พชื ใชแกส แตอยูไมไดถ าขาดนา้ํ คารบ อนไดออกไซดตอนกลางวนั และใชแกส ออกซเิ จนในตอนกลางคืน พชื ใชแกสออกซเิ จน พืชหายใจออก ในการหายใจ เปนแกสไนโตรเจน ธาตุอาหารเสรมิ ไนโตรเจน ฟอสฟอรสั จาํ เปน ตอ พชื มากกวา และโพแทสเซียม เปน ธาตอุ าหารหลกั ธาตุอาหารหลัก 46
3. อานขอ มลู การทดลอง แลวตอบคาํ ถาม ไดร บั แสงแดด ไดร บั แสงแดด ไดร บั อากาศ ไดร บั อากาศ ไดรับนาํ้ ไดรบั ธาตอุ าหาร ไดร บั ธาตุอาหาร ¾ª× µŒ¹·èÕ 1 ¾×ªµ¹Œ ·èÕ 2 KYE 1. ถา นกั เรยี นปลกู พชื ตน ท่ี 1 และพชื ตน ที่ 2 ในระยะเวลาเทา กนั แตใ ห ปจ จัยแตกตางกนั ดงั ภาพ พชื ทเ่ี จริญเตบิ โตไดด ี คอื พืชตน ที่ 1.......... เพราะ ไดรบั ปจจัยในการเจรญิ เตบิ โตของพืชครบ ไดแก แสง นํา้ อากาศ........................................................................................................................................................................................................ และธาตุอาหาร.............................................................................................................................................................................................................................. 2. ถา ตอ งการใหพืชท้ัง 2 ตน เจรญิ เติบโตไดด เี หมอื นกนั นักเรยี น จะตอ ง รดนํ้าพืชตนท่ี 2 ใหเหมือนกับพืชตนที่ 1 ในปริมาณที่เหมาะสม...................................................................................................................................................................................................... และเทากัน เพราะ พืชตน ท่ี 2 จะไดร บั ปจ จัยในการเจรญิ เติบโต………………………………………………. ..................................................................................................................................... ครบเหมือนกับพืชตน ที่ 1 ทาํ ใหตน พืชทั้งสองเจริญเติบโตไดด ีเหมือนกัน.............................................................................................................................................................................................................................. 3. ปจจัยสําคัญท่ีสงผลตอการเจริญเติบโตงอกงามของตนพืช จะ ประกอบดวย………………แ…ส……ง…น……ํา้ ……อ…า…ก…า…ศ……ธ…า…ต…อุ …า…ห…า…ร…………………………..ถาพืชขาด ปจ จัยใดปจจยั หนงึ่ จะทําให พชื ไมเ จริญเตบิ โตและตายในท่สี ดุ............................................................................................................................ 47
4. เลือกปจจัยในการเจริญเติบโตของพืชที่กําหนดให เติมลงในชองวาง ใหสัมพันธกบั ขอความ (ตอบไดม ากกวา 1 ปจจยั ) แสง นาํ้ อากาศ ธาตอุ าหาร 1. พชื ใชใ นการสรา งอาหารเวลากลาง- 2. ละลายธาตอุ าหารในดนิ ทาํ ใหพ ชื วันและใชหายใจเวลากลางคนื ลาํ เลยี งไปเลย้ี งสว นตา ง ๆ ไดง า ย อากาศ นํ้า 3. พืชจะไมสามารถสรางอาหารได 4. ถาพืชขาดจะทําใหใบและลําตน ถาขาดปจจยั น้ี แหงเห่ียวและตายลงในทส่ี ุด KYE แสง น้าํ และอากาศ นา้ํ 5. ปจจัยในการเจริญเติบโตของพืชท่ี 6. พืชใชสําหรับหายใจ ถาขาดพืช มนษุ ยข าดแลว จะตายอยา งรวดเรว็ จะตาย อากาศ อากาศ 7. พืชใชรากดูดผานทอลําเลียงเพ่ือ 8. เกดิ จากการเนา เปอ ยของซากพชื นาํ ไปใชในการดาํ รงชวี ติ ซากสัตวทีอ่ ยใู นดิน น้ํา และธาตอุ าหาร ธาตอุ าหาร 9. ใบของพืชจะดูดกลืนเพื่อนํามาใช 10. ปจ จยั ทชี่ ว ยใหพ ชื สรา งสารสเี ขยี ว เปนพลงั งานในการสรา งอาหาร เพ่อื นํามาใชใ นการสรางอาหาร แสง แสง 48
5. ดูภาพ แลว ตอบคาํ ถาม 1. นักเรียนคดิ วา หมายเลข 1 คอื แสง.................................................................................................................. ถาตนพืชขาด จะสงผลตอการ 1 เจริญเตบิ โตของพืชหรือไม 2 เพ✓ราสะง ผล ไมส ง ผลแสงเปนปจจัยสําคัญในการ............................................................................................... สรางอาหารของพืช ถาขาดแสง พืชจะ..................................................................................................................... สรา งอาหารไมไ ด และไมเ จริญเติบโต..................................................................................................................... 3 2. นกั เรยี นคิดวา หมายเลข 2 คือ KYE 4 แกสคารบ อนไดออกไซด.................................................................................................................... มีประโยชนตอพืช เพราะ เปน ปจ จยั.............................. สําคัญในการสรางอาหารหรือกระบวน..................................................................................................................... การสงั เคราะหด ว ยแสงของพชื..................................................................................................................... 3. หมายเลข 3 คือ นํ้า…………………………………………………. ถา พชื ไดร ับมากเกนิ ไปจะ สง ผลดี สงผลเสยี ตอพชื เพราะ✓ จะทาํ ใหร ากของพชื เนา................................................................ และทําใหพชื ตายในทีส่ ดุ............................................................................................................................................................................................................................. 4. หมายเลข 4 คือ………………………ธ…า…ต…อุ …า…ห…า…ร………………………มคี วามสาํ คัญตอ พืช ทําใหพชื เจรญิ เติบโต ธาตอุ าหารหลกั ที่สําคญั ของพืชมี.........3........ชนิด ไดแ ก 1 ไนโตรเจน (N). ................................................................................................................................................................................................ 2. ฟอสฟอรัส (P).............................................................................................................................................................................................. 3. โพแทสเซียม (K).............................................................................................................................................................................................. 49
6. ดภู าพ แลว ระบุวา เปน การกระทาํ ทถ่ี ูกตองหรือไม เพราะอะไร 1 ธาดาวางตนไมไวในหองนอน เพราะตองการอากาศสดชน่ื ถูกตอง ✓ ไมถ ูกตอง เพราะ ในเวลากลางคนื พชื จะหายใจ...................................................................................... โดยใชแกสออกซิเจนเชนเดียวกับเรา............................................................................................................ ทาํ เราหายใจไมส ะดวก............................................................................................................ 2 วารชี ว ยแมร ดนา้ํ ตน ไมท กุ วนั คอื ในเวลาเชาและเวลาเย็น KYE ✓ ถกู ตอ ง ไมถูกตอ ง เพราะ รดนํ้าอยางสมํ่าเสมอ และ...................................................................................... 3 รดน้ําในชวงเวลาที่เหมาะสม ทําให............................................................................................................ 50 ตนไมเจริญเติบโตไดด ี............................................................................................................ ชานนทนําตนพืชมาปลูกในสวน เพราะเปน ทโี่ ลง มีแสงสองถงึ ✓ ถูกตอง ไมถกู ตอง เพราะ แสงมคี วามจาํ เปน สาํ หรบั การ...................................................................................... เจริญเติบโตของตนพืช โดยพืชจะใช............................................................................................................ แสงเปน พลงั งานในการสรางอาหาร............................................................................................................
7. ศกึ ษาขอ มูลท่กี ําหนด แลว ตอบคําถาม “¸ÒµÍØ ÒËÒâͧ¾×ª” ธาตุอาหารของพืช แบง ออกเปน ธาตอุ าหารหลัก คือ ธาตุทพ่ี ืชตอ งการมากแตม ี KYE อยใู นดินนอย ธาตุอาหารรอง คอื ธาตุอาหารทพ่ี ชื ตอ งการรองจากธาตอุ าหารหลัก ซ่ึง ธาตุเหลา น้จี ะมีอยใู นดินปริมาณมาก ธาตอุ าหารเสริม คอื ธาตทุ ่ีพชื ตองการนอ ย และ มีอยูในดินนอย ธาตุอาหารของพืชนอกจากจะมีอยูในดินแลวยังมีอยูในปุยชนิดตาง ๆ เชน ปยุ คอก ปยุ หมัก ปุย พชื สด และปยุ เคมี 1. ไนโตรเจน ฟอสฟอรสั โพแทสเซยี มเปน ธาตทุ พี่ ชื ตอ งการมากและ ขาดไมไ ด ดงั น้นั ธาตุเหลาน้ี คือ ธาตุอาหารหลกั.......................................................................................................... 2. แคลเซยี ม แมกนเี ซียม และกาํ มะถัน เปน ธาตอุ าหารรอง.......................................................................... เพราะมีอยูในดินมาก และพืชตองการรองจากธาตอุ าหารหลกั 3. ……ธ…า…ต……อุ …า…ห…า…ร…เส……ร…มิ ……… เปนธาตุทีพ่ ืชตองการนอ ยทีส่ ุด ไดแ ก คลอรนี แมงกานีส ทองแดง เหลก็ สงั กะสี โบรอน โมลบิ ดีนัม 4. ปุยท่ไี ดม าจากการเนาเปอ ยของซากพืชและซากสัตว คอื ปุยหมัก......................... สว นปุยท่ีไดม าจากมูลของสัตว เราเรยี กวา ปุย คอก......................................................................... 5. คือปุยเคมี…………………………………………… ปุยที่ไดจากการสังเคราะหจากสารเคมี ชวยใหพ ชื เจรญิ เตบิ โต แตเปน อนั ตรายกบั สง่ิ แวดลอ ม 51
8. อานขอมลู การทดลอง แลว ตอบคาํ ถาม ปานทําการทดลองโดยนําตนออนของตนถ่ัวเขียวปลูกลงในกระถาง 2 ใบ ในจํานวนเทา ๆ กัน จากนั้นนํากระถางท่ี 1 ใสกลองทึบท่ีเจาะรูดานขาง 1 ดาน สวนตนถั่วเขียวในกระถางท่ี 2 นําไปใสกลองทึบที่เจาะรูดานบน 1 ดาน แลวนํา ไปวางบริเวณท่ีแสงแดดสองถึง โดยรดน้ําตนถั่วเขียวท้ัง 2 กระถาง ในปริมาณ ท่เี ทา กนั ติดตอ กนั 7 วัน จากนน้ั เปดกลองและสังเกตผลการทดลอง ตน ถัว่ เขยี วในกระถางที่ 1 ตน ถ่วั เขยี วในกระถางที่ 2 KYE 1. จากขอ มลู เปน การทดลองเกยี่ วกบั ปจ จยั ทมี่ ผี ลตอ การเจรญิ เตบิ โต ของพชื นักเรียนคิดวา ปจจยั น้นั คือ แสง.............................................................................................. 52 2. นกั เรยี นคดิ วา เมอ่ื ผา นไปเปน เวลา 7 วนั ตน ถว่ั เขยี วทงั้ 2 กระถาง จะมลี กั ษณะ เหมือนกัน ✓ ไมเหมอื นกัน ดงั น้ี กระถางท่ี 1 ตนถ่ัวเขียวเอนลําตนเขาหารูที่เจาะไวตรงบริเวณดานขางของ................................................................................................................................................................................. กลอง ซงึ่ จะมแี สงสอ งเขามา.............................................................................................................................................................................................................................. กระถางที่ 2 ตนถ่ัวเขียวมีลําตนต้ังตรงโผลพนออกมาจากกลองบริเวณรู................................................................................................................................................................................. ทเี่ จาะไวด านบนของกลอง.............................................................................................................................................................................................................................. 3. ถา นกั เรยี นเปนปา น จะสรุปผลการทดลองน้ีวา แสงเปนปจจัยสําคัญ............................................................... ในการสรางอาหารของพืช ดังน้ัน พืชจึงตองการแสงเพ่ือการเจริญเติบโต.............................................................................................................................................................................................................................. โดยสังเกตไดจ ากการทต่ี น ถัว่ เขยี วเอนลาํ ตน เขาหาแสง..............................................................................................................................................................................................................................
·¡Ô¨ÒŒ ·¡ÒÃÂáÁÒä´Ô ¢¹Ñé ÊÙ§ O2 CO2 ดูภาพ แลว เติมคําตอบ O2 CO2 CO2 O2 O2 CO2 O2 = แกสออกซิเจน KYE CO2 = แกสคารบอนไดออกไซด 1. นักเรียนคิดวา แกสคารบอนไดออกไซดมีความจําเปนกับพืช เพราะ พืชใชแกสคารบอนไดออกไซดในการสรางอาหารหรือกระบวนการสังเคราะห............................................................................................................................................................................................................................................... ดว ยแสง เพื่อการเจรญิ เติบโต............................................................................................................................................................................................................................................... 2. นกั เรยี นคดิ วา แหลง ทม่ี าของแกส คารบ อนไดออกไซดท พี่ ชื ไดร บั มาจาก การหายใจออกของมนษุ ยแ ละสตั วเ พราะมนษุ ยแ ละสตั วห ายใจเอาแกส ออกซเิ จนเขา ไป.............................................................................................................................................................................................................................................................. และหายใจออกเปนแกส คารบ อนไดออกไซด.............................................................................................................................................................................................................................................................. 3. นักเรียนคิดวา ถา ไมม ีพชื จะสง ผลกระทบตอมนษุ ย คือ มนษุ ยจ ะขาดอากาศ.................................................... หายใจและขาดแหลงอาหาร เพราะ พืชเปนแหลงผลิตแกสออกซิเจนท่ีมนุษย……………………………………………………………………….. ....................................................................................................................... ใชสาํ หรับหายใจ และเปนแหลงอาหารสาํ คญั ของมนุษย............................................................................................................................................................................................................................................... 53
º··èÕ 2 ÈÖ¡ÉÒªÕÇÔµ¢Í§¾×ª´Í¡ น¡¨Ôําส¡ูกÃÃาÁรเรียน ศึกษาขอมลู แลว ตอบคําถาม ทําไมในสวนลําไยของคุณตา ตาเลี้ยงไว เพื่อจะ มผี ง้ึ เยอะจงั เลยครับ ใหผ้ึงชวยผสมเกสร ดอกลําไยในสวนให KYE เกดิ ผลเรว็ และมากขน้ึ อยางไรละ นอกจากผ้ึงแลว ยังมีส่ิงอื่นที่ชวย ผสมเกสรไดอ กี หรือเปลา คะคุณตา 1. นกั เรยี นคดิ วา ถา ไมม ผี งึ้ ชว ยผสมเกสร ดอกลาํ ไยจะสามารถผสมเกสร เอง ✓ ได ไมได เพราะ ลมจะชวยพัดละอองเกสรของดอกลําไยให............................................................................................................................ ปลวิ ตกไปผสมกนั เองได หรอื มนษุ ยแ ละสตั วป ระเภทอนื่ เชน นก ผเี สอื้ กส็ ามารถ............................................................................................................................................................................................................................................ ชว ยผสมเกสรได............................................................................................................................................................................................................................................ 2. นกั เรียนคิดวา ดอกลําไย ✓ เกย่ี วของ ไมเก่ียวของ กบั การเกดิ ตนลําไยตนใหม เพราะ เมอ่ื ดอกลาํ ไยไดร บั การผสมเกสรจะทาํ ใหเ กดิ ผลลาํ ไย........................................................................................................................................................... ซง่ึ ภายในผลจะมเี มล็ด ทส่ี ามารถนํามาปลูกเปน ลาํ ไยตน ใหมไ ด............................................................................................................................................................................................................................................ 54
Ç¯Ñ ¨Ñ¡ÃªÕÇµÔ ¢Í§¾ª× ´Í¡ ¡Ô¨¡ÃÃÁ·èÕ 1 È¡Ö ÉÒ¾ª× ´Í¡ º¹Ñ ·Ö¡¢ÍŒ ÁÙÅ (ดูขั้นตอนการทํากิจกรรมจากหนงั สือเรยี น) การทํากจิ กรรรม เรื่อง การสงั เกตและระบสุ วนประกอบของดอกพชื ตงั้ คําถาม : สว นประกอบทส่ี าํ คญั ของดอกพชื มอี ะไรบา ง แตล ะสว นทาํ หนา ท่ี เหมือนหรือแตกตา งกัน คาดคะเนคาํ ตอบ : สว นประกอบทีส่ ําคัญของดอกพชื คอื กลีบเลยี้ ง กลีบดอก......................................................................................................................................................................................... เกสรเพศผู และเกสรเพศเมยี แตล ะสว นจะทาํ หนา ทแ่ี ตกตา งกนั......................................................................................................................................................................................... µÒÃÒ§·èÕ 1 บนั ทึกผลการสงั เกตสวนประกอบของดอกพืช (ตัวอยา ง) KYE สว นประกอบของดอก ชบา………………………………………………………………… เกสรเพศผู เกสรเพศเมีย กลีบเลี้ยง กลีบดอก (วาดภาพ) 55
µÒÃÒ§·Õè 2 บันทกึ ผลการศึกษาหนา ทส่ี ว นประกอบของดอกพืช (ตวั อยา ง) สว นประกอบของดอกพชื หนา ท่ี 1. กลบี เล้ยี ง..................................................................... หอหุมสวนที่อยูขางในดอก ปองกันดอกตูมและ................................................................................................................................................. 2. กลีบดอก..................................................................... อันตรายจากแมลง................................................................................................................................................. หอ หุมเกสรขณะท่เี กสรยงั ออนอยู และลอ แมลงมา................................................................................................................................................. ชวยผสมเกสร................................................................................................................................................. 3. เกสรเพศผู..................................................................... สรา งเซลลส บื พันธุเพศผู................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................. 4. เกสรเพศเมยีKYE สรางเซลลสืบพันธเุ พศเมีย................................................................................................................................................. ..................................................................... ................................................................................................................................................. ÊÃ»Ø ¼Å จากการทํากิจกรรม พบวา ดอกพืชสวนใหญมีสวนประกอบสําคัญ 4…………………….. สวน แตละสวนจะมีหนา ที่ ดังน้ี 1. กลีบเลย้ี ง ทาํ หนาท่ี หอ หุมดอกและปองกันแมลง………………………………….. ............................................................................................................................................................ 2. กลบี ดอก ทําหนาที่ หอ หมุ เกสรออ นและชวยลอแมลงใหมาผสมเกสร………………………………….. ............................................................................................................................................................ 3. เกสรเพศผู ทาํ หนา ที่ สรางเซลลสบื พนั ธเุ พศผู………………………………….. ............................................................................................................................................................ 4. เกสรเพศเมยี ทําหนา ที่ สรางเซลลส บื พนั ธเุ พศเมยี………………………………….. ............................................................................................................................................................ ดงั น้นั แสดงวา ดอกพืช มีสวนประกอบทีส่ าํ คัญ ไดแ ก กลีบเลี้ยง กลบี ดอก.............................................................. โดยแตละสวนทาํ หนา ท่ี…เก…ส……ร…เพ……ศ…ผ…ู…แ…ล…ะ…เ…ก…ส……ร…เพ……ศ…เ…ม…ีย………. แตกตา งกนั.......................................................................... และการทํากิจกรรมน้ี ตรง……………………………. ตามคําตอบท่คี าดคะเนไว 56
˹µÙ ͺ䴌 1. พิจารณาดอกพืชท่ีกําหนดใหแตละคูวามีสวนประกอบเหมือนกัน หรือไม อยา งไร 1. มสี ว นประกอบ ✓ เหมอื นกัน ไมเหมือนกัน ดอกมะเขอื ดอกกหุ ลาบ เพราะ ดอกของพชื ทงั้ สองชนิดมสี ว นประกอบครบทั้ง 4 สว น เหมือนกนั.................................................................................................................................................................................................. .......................................................................................................................................................................................................................... 2. มีสว นประกอบ KYE เหมือนกนั ✓ ไมเ หมอื นกัน ดอกวานสที่ ศิ ดอกมะระ เพราะ ดอกวา นสท่ี ศิ มสี ว นประกอบครบทง้ั 4 สว น แตด อกมะระมสี ว นประกอบ.................................................................................................................................................................................................. ไมครบทั้ง 4 สวน.......................................................................................................................................................................................................................... 3. มสี วนประกอบ ✓ เหมอื นกนั ไมเ หมือนกนั ดอกมะละกอ ดอกหนา ววั เพราะ ดอกของพชื ทง้ั สองชนดิ มสี ว นประกอบไมค รบทง้ั 4 สว น เหมอื นกนั.................................................................................................................................................................................................. ........................................................................................................................................................................................................................... 57
2. เลอื กคาํ ทกี่ าํ หนดให เตมิ ลงในแผนภาพใหส มบรู ณ กลีบเลี้ยง กลบี ดอก เกสรเพศผู เกสรเพศเมีย อยถู ดั จากกลบี ดอก อยถู ดั จากกลบี เลยี้ ง หอ หมุ เกสรออน อยูชนั้ ในสดุ อยชู ั้นนอกสุด ปกปองดอก สรา งเซลล สรา งเซลล จากพวกแมลง สบื พนั ธเุ พศผู สืบพนั ธุเพศเมีย 1. เกสรเพศเมีย................................................................................... 2. เกสรเพศผู................................................................................... ตําแหนง อยูถ ดั จากกลบี ดอก.............................................................. ทตาําํ แหหนนา ทง ี่ อสยรชูาัน้งเใซนลสลดุ สืบพันธุKYE ทําหนา ท่ี สรางเซลลสืบพันธุ............................................................. .............................................................. ............................................................. เพศผู............................................................................................. เพศเมีย............................................................................................. 3. กลบี เล้ียง................................................................................... 4. กลบี ดอก................................................................................... ตาํ แหนง อยชู นั้ นอกสดุ.............................................................. ตําแหนง อยถู ดั จากกลบี เล้ียง.............................................................. ทําหนาที่ ปกปอ งดอกจากพวก............................................................. ทําหนา ท่ี หอ หมุ เกสรออ น............................................................. แมลง............................................................................................. ............................................................................................. 58
3. เตมิ ชอื่ พชื ดอกทมี่ ลี กั ษณะของดอกตามทก่ี าํ หนดลงในตาราง อยา งนอ ย ลักษณะละ 5 ชอื่ (ตวั อยาง) ลกั ษณะของดอก ชื่อพืชดอก มีขนาดใหญ ทานตะวัน บวั ผุด ดาหลา บวั ดอกลาํ โพง ลิลลี่.......................................................................................................................................................... เบญจมาศ พทุ ธรักษา พุดตาน กลว ย วานสีท่ ิศ.......................................................................................................................................................... มขี นาดเล็ก เขม็ พวงชมพู พะยอม พรกิ มะยม รกั มะมว ง ราชาวดี.......................................................................................................................................................... บหุ งาสาหรี ยปิ โซ.......................................................................................................................................................... มีกลน่ิ หอม กหุ ลาบ มะลิ แกว ซอ นกลน่ิ จาํ ป จาํ ปา ราชาวดี สายหยดุ.......................................................................................................................................................... สายนา้ํ ผง้ึ ปบ มะลิ.......................................................................................................................................................... 4. ศกึ ษาและสงั เกตสว นประกอบของดอกตามชนดิ ของพชื ดอกทก่ี าํ หนด KYE แลวขีด ✓ ในชอ งสว นประกอบทพี่ บ ชนิดพชื ดอก สวนประกอบของดอกทพี่ บ กลีบเล้ียง กลบี ดอก เกสรเพศผู เกสรเพศเมีย ✓ ✓ ✓ ✓.................................... .................................... .................................... ......................................... 1. ดอกแค 2. ดอกตําลึง ✓ ✓ ✓ -.................................... .................................... .................................... ......................................... 3. ดอกเฟอ งฟา ✓ ✓ ✓ ✓.................................... .................................... .................................... ......................................... 4. ดอกขา วโพด ✓ ✓ - ✓.................................... .................................... .................................... ......................................... 5. ดอกฟกทอง ✓ ✓ ✓ -.................................... .................................... .................................... ......................................... 59
¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè 2 Ç¯Ñ ¨¡Ñ êÇÕ µÔ ¢Í§¾ª× ´Í¡ ºÑ¹·¡Ö ¢ŒÍÁÅÙ (ดูขนั้ ตอนการทาํ กจิ กรรมจากหนังสอื เรยี น) การทํากิจกรรม เรื่อง การศึกษาและสรางแบบจําลองบรรยายวัฏจักรชีวิต ของพชื ดอก ต้ังคาํ ถาม : วฏั จักรชวี ิตของพชื ดอกแตล ะชนดิ มีระยะเวลาเทากันหรือไม คาดคะเนคําตอบ : วัฏจกั รชวี ติ ของพชื ดอกแตละชนิดมีระยะเวลาไมเ ทา กนั......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ตอนท่ี 1 แผนภาพการสบื พนั ธแุ บบอาศยั เพศของพชื ดอก ภาพแสดงการสืบพันธุแบบอาศยั เพศของ ………………ต……น …ก…ร…ะ…เ…จ…ยี๊ …บ…………….. KYE (ตวั อยาง : คาํ ตอบใหอยูใ นดุลยพนิ ิจของครผู สู อน) เกิดการถายละอองเรณูที่ รังไขเจริญกลายเปนผล ดอกแลวเกิดการปฏิสนธิ ออวุลเจริญกลายเปนเมล็ด เมล็ดแพรกระจาย ไปตามที่ตาง ๆ ตนใหมเจริญเติบโต เมล็ดงอกเปนตนใหม จนมีดอก (วาดภาพ) 60
ตอนท่ี 2 สรา งแบบจําลองวัฏจกั รชวี ิตของพชื ดอก (ตัวอยา ง) อุปกรณ 1. เมลด็ ทานตะวัน 3-4 เมล็ด........................................................................................................................................................................................................................................................... 2. กาว 1 ขวด........................................................................................................................................................................................................................................................... 3. กระดาษแขง็ 1 แผน........................................................................................................................................................................................................................................................... 4. ดนิ สอสี 1 กลอง........................................................................................................................................................................................................................................................... วธิ ีการสรางแบบจําลอง แบบจําลองวัฏจกั รชวี ิตของพชื ดอก KYE ดอกไดรบั การปฏิสนธิ 1. ศึกษาวัฏจกั รชวี ิตดอกทานตะวัน................................................................................................................ ทําใหเกิดผลและเมล็ด 2. ออกแบบแบบจาํ ลองวฏั จักรชวี ติ................................................................................................................ ตนท่ีเจริญเติบโต 3. นาํ เมลด็ ทานตะวนั ติดลงในกระดาษ................................................................................................................ เต็มท่ีจนมีดอก 4. วาดภาพการเจรญิ ของเมลด็ ตามลําดบั................................................................................................................ 5. เขยี นคําอธบิ ายตามลําดับของวัฏจักร................................................................................................................ ผลและเมล็ด 6. ระบายสตี กแตงใหสวยงาม................................................................................................................ เมลด็ งอก เปนตน ออ น 7. ................................................................................................................ 8. ................................................................................................................ ตนออน (วาดภาพ) ÊÃ»Ø ¼Å จากการทาํ กิจกรรม พบวา พืชดอกมวี ัฏจกั รชีวิตเรม่ิ จาก เมลด็....................................... แลว เจรญิ เตบิ โตเปน ตนออ น…………………………………….เมอ่ื เจรญิ เตบิ โตเตม็ ทจ่ี ะมดี อก จากนนั้ ดอกจะไดร บั การปฏิสนธิ และจะกลายเปน …………ผ…ล…………ซ่งึ ในผลจะม…ี ……เม…ล……ด็ ……. ที่สามารถงอกเปน …………ต…น…อ…อ…น……….. ไดอีกครั้ง หมุนเวียนซ้ําเรื่อยไป โดย วฏั จกั รชวี ติ ของพชื แตล ะชนดิ จะมรี ะยะเวลา ………แ…ต……ก…ต…า…ง…ก……นั ……..ดงั นนั้ แสดงวา ขอ มูลท่ีไดจ ากการทํากิจกรรมนี้ ตรง…………………………… ตามคําตอบท่คี าดคะเนไว 61
˹µÙ ͺ䴌 1. เติมคําตอบลงในชอ งวา ง 1. ดภู าพ และบอกสวนประกอบทท่ี ําหนา ทีเ่ กีย่ วกับการสืบพันธุแบบ อาศยั เพศของพชื ดอกทีก่ าํ หนดให 1 สว นประกอบในภาพ คือ เกสรเพศผู......................................... ภายในประกอบดว ย อบั เรณู ละอองเรณู........................................................ กา นชอู ับเรณู............................................................................................................................. ............................................................................................................................. KYE 2 สวนประกอบในภาพ คือ เกสรเพศเมยี......................................... ภายในประกอบดวย รงั ไข เซลลไ ข ออวลุ........................................................ ยอดเกสรเพศเมีย............................................................................................................................. ............................................................................................................................. 2. พืชดอกสามารถสืบพันธุโดยไมอาศัยเพศไดดวยการใชสวน ตาง ๆ มาขยายพันธุเพอื่ ใหเกดิ พืชตนใหม เชน 12 3 กลว ย มนั ฝรง่ั ออ ย หนอ.................................................................. ราก.................................................................. ลาํ ตน.................................................................. 62
3. การจําแนกวัฏจักรชวี ิตพชืิ ดอกตามระยะเวลาแบงได 2 แบบ คือ 1) พืชดอกทม่ี วี ฏั จักรชวี ติ ส้ัน เชน ขาวโพด ดาวเรือง มะเขือเทศ.................................................................................................... พรกิ ถว่ั ลสิ ง ขา วสาลี............................................................................................................................................................................................................... 2) พืชดอกที่มวี ฏั จกั รชีวติ ยาว เชน ชมพู มะยม เงาะ ขนุน มะมว ง................................................................................................ มะนาว มะพรา ว ฝร่ัง............................................................................................................................................................................................................... 2. ดขู อมูลในตาราง แลวตอบคําถาม ชนิดของพืชดอก สวนประกอบของดอก KYE A กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรเพศผู B กลีบเลย้ี ง กลีบดอก เกสรเพศเมยี C กลีบดอก เกสรเพศผู เกสรเพศเมยี D กลีบเลย้ี ง กลบี ดอก เกสรเพศผู เกสรเพศเมีย 1. พชื ดอกชนิดใดท่สี ามารถสบื พันธแุ บบอาศัยเพศได เพราะเหตุใด ชนดิ B C และ D เพราะมเี กสรเพศเมยี เมอ่ื ไดร บั ละอองเรณจู ะเกดิ การปฏสิ นธิ............................................................................................................................................................................................................................. รงั ไขและออวลุ ในเกสรเพศเมียเจรญิ เตบิ โตไปเปนผลและเมล็ด............................................................................................................................................................................................................................. 2. พชื ดอกชนดิ ใดทไี่ มส ามารถสบื พนั ธแุ บบอาศยั เพศได เพราะเหตใุ ด ชนิด A เพราะไมม เี กสรเพศเมียจึงไมม รี งั ไข ทาํ ใหไมสามารถเกดิ การปฏสิ นธิ............................................................................................................................................................................................................................. ได............................................................................................................................................................................................................................. 3. พชื ดอกชนดิ B และ C มอี งคป ระกอบหลกั ในการสบื พนั ธแุ บบอาศยั เพศไมค รบ แตย งั สามารถสบื พนั ธแุ บบอาศยั เพศได เพราะเหตใุ ด เพราะมีเกสรเพศเมีย ทําใหสามารถเกิดการปฏิสนธิไดเมื่อไดรับละอองเรณู............................................................................................................................................................................................................................. จากเกสรเพศผขู องพชื ชนดิ เดยี วกันจากคนละดอกหรอื คนละตน............................................................................................................................................................................................................................. 63
¡Ô¨¡ÃÃÁ½ƒ¡·Ñ¡ÉÐ º··èÕ 2 1. เลือกคาํ ทก่ี ําหนดใหเ ตมิ ลงในแผนภาพใหส มบรู ณ ออวลุ ยอดเกสรเพศเมยี กลีบเลีย้ ง กลบี ดอก กานชูอับเรณู อับเรณู ละอองเรณู รังไข เซลลไข กา นเกสรเพศเมีย ยอดเกสรเพศเมยีKYE ........................................................ อบั เรณู........................................................ กา นเกสรเพศเมีย........................................................ ละอองเรณู........................................................ กลบี ดอก........................................................ ออวุล........................................................ รังไข........................................................ กา นชูอบั เรณู........................................................ เซลลไ ข........................................................ กลบี เลยี้ ง........................................................ 64
2. เตมิ เครอ่ื งหมาย ✓ ใน ภาพพชื ดอกทมี่ วี ฏั จกั รชวี ติ สน้ั ✓ มะระ ✓ แตงโม ✓ ขาว ✓ ผกั ตบชวา มะพรา ว ✓ มะเขอื เทศ KYE ✓ สบั ปะรด กหุ ลาบ ✓ มนั สาํ ปะหลงั ✓ มะเขือ ✓ หอม ตาล 65
3. เขยี นหมายเลข 1-5 ลงใน หนา ขอ ความเพอ่ื เรยี งลาํ ดบั ขนั้ ตอน การสบื พันธุแ บบอาศยั เพศของพชื ดอก 5 ธรรมชาติหรือส่ิงมีชีวิตนําพาเมล็ดไปในบริเวณท่ีเหมาะสม เมล็ดจึงงอกเปน ตน ใหมและเจริญเตบิ โตจนมีดอก 3 ยอดและกา นเกสรเพศเมยี จะเหยี่ ว จากนน้ั กลบี เลยี้ ง กลบี ดอก เกสรเพศผู เกสรเพศเมยี จะแหง แลว รว งไป 1 ละอองเรณูของเกสรเพศผูตกลงบนยอดเกสรตัวเมีย และ ละอองเรณูไดร ับอาหารบรเิ วณยอดเกสรเพศเมยี 2 ละอองเรณงู อกหลอดแทงเขา ไปในกา นเกสรเพศเมยี ถงึ รงั ไข KYE และไปผสมกบั เซลลไขภ ายในออวลุ และเกิดการปฏสิ นธิ 4 รงั ไขเ จรญิ เตบิ โตกลายเปน ผล ผนงั รงั ไขจ ะกลายเปน เปลอื ก และเนอ้ื ออวลุ จะกลายเปนเมล็ด 4. โยงเสน จบั คภู าพกบั ขอความใหสมั พนั ธก ัน ผลและเมลด็ เมลด็ ดอก ตน ออ น 66
5. ดแู ผนภาพแสดงวัฏจกั รชีวติ ของพชื ดอก แลวตอบคาํ ถาม มีวฏั จักรชวี ิตประมาณ 40–80 ป ข้นึ อยูก ับสายพนั ธุ 1. จากภาพ คอื วฏั จกั รชีวิตของพืชชนดิ ใด KYE มะพราว.............................................................................................................................................................................................................................. 2. วัฏจกั รชวี ติ ของพืชดอกในภาพมีลักษณะอยางไร เพราะอะไร มวี ัฏจกั รชีวติ สัน้ ✓ มีวัฏจักรชีวิตยาว เพราะ เปนพืชดอกที่มีวัฏจักรชีวิตเปนเวลาหลายป ต้ังแตงอกจากเมล็ดจน....................................................................................................................................................................................................... เจรญิ เตบิ โตเตม็ ท่ี และมกี ารสบื พนั ธเุ พอ่ื สรา งเมลด็ ใหมอ ยเู สมอจนกวา จะตาย.............................................................................................................................................................................................................................. 3. ยกตัวอยางพืชที่มีวัฏจักรชีวิตเหมือนกับพืชในแผนภาพ 5 ชนิด ดงั นี้ ชมพู มะขาม ขนนุ มะยม มะนาว ฝร่งั............................................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................................................. 4. ยกตวั อยา งพชื ทมี่ วี ฏั จกั รชวี ติ แตกตา งจากพชื ในแผนภาพ 5 ชนดิ ดังน้ี พริก แตงโม ผกั บุง ถว่ั เขียว ขา ว มะเขอื............................................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................................................. 67
6. ดูแผนภาพวัฏจักรชวี ิตของพชื ดอก แลวเตมิ คาํ ลงในชองวา ง ดอกไดร ับการผสมพนั ธุ ดอก จนออกผลและมเี มล็ด อยูภ ายใน วฏั จกั รชวี ติ ของถวั่ แปบ KYE ตน ถ่วั แปบ นาํ เมลด็ ไปปลูก เจรญิ เติบโตเตม็ ท่ี ตนออ น จนมดี อก ตนถว่ั แปบมวี ฏั จกั รชวี ิตเร่มิ จาก ………เ…ม…ล…ด็………… เมื่อนาํ เมลด็......................................... ของถวั่ แปบไป ปลูก………………………เมลด็ ของถวั่ แปบจะงอกออกมาเปน ตน เลก็ ๆ เรยี กวา ……ต…น……อ…อ…น……… จากน้ันถ่วั แปบตนเล็ก ๆ จะคอย ๆ เจรญิ เติบโต.................................................. เปนตนถั่วแปบตนใหญ เมื่อตนถ่ัวแปบเจริญเติบโตเต็มที่จะเร่ิมมี ดอก…………………………….. ซึง่ ดอกของถวั่ แปบจะมีองคป ระกอบครบทง้ั 4 สว น คือ …ก…ล…บี ……เล…้ยี……ง……ก…ล…ีบ……ด…อ…ก……เ…ก…ส…ร……เพ……ศ…ผ…ู …เก……ส…ร…เ…พ…ศ…เ…ม…ยี………. เมอ่ื ดอกของถวั่ แปบไดร บั การผสมพันธกุ จ็ ะกลายเปน ผล……………………. หรอื ท่เี รานิยมเรียกวา ฝก............................... ภายในฝกจะมี …………เ…ม…ล…็ด……… ท่สี ามารถงอกเปน ถ่ัวแปบตนใหมได 68
7. ขดี ✓ หนาขอความที่ถกู ตอ ง และกา ✗ หนา ขอความท่ไี มถ กู ตอง ✗………………. 1. พืชดอกสามารถสบื พันธุไดโดยการอาศัยเพศเทานนั้ ✓………………. 2. มะกรดู และสมโอ เปนพชื ดอกทม่ี ีวฏั จักรชวี ติ ยาว ✗………………. 3. พืชทีไ่ มมดี อกจะไมสามารถขยายพันธุได ✓………………. 4. หลงั การปฏสิ นธิ รงั ไขจะเจริญเติบโตกลายเปนผล ✗………………. 5. เข็ม ดาวเรือง และบวั เปน พืชที่มีวฏั จกั รชีวิตยาว ✓………………. 6. เมลด็ พชื ทต่ี กบรเิ วณทเ่ี หมาะสม จะงอกเปน พชื ตน ใหมไ ด ✗………………. 7. ดอกพชื ไมส มบูรณเพศ สืบพนั ธแุ บบอาศยั เพศไมไ ด ✓………………. 8. หลังการปฏสิ นธิ ออวลุ จะเจรญิ เติบโตกลายไปเปน เมล็ด ✓………………. 9. สว นประกอบของดอกจะรว งหลงั การปฏสิ นธิ ยกเวน รงั ไข 10.✓………………. การเกดิ วฏั จกั รชีวิตของพชื ดอกทําใหพ ชื ดอกไมสูญพันธุ 8. สาํ รวจพชื ดอกบริเวณรอบ ๆ บา น หรอื บรเิ วณโรงเรียน 10-15 ชนดิ KYE แลวจาํ แนกลงในตาราง (ตวั อยา ง) บรเิ วณที่สาํ รวจ คือ โรงเรียน……………………………………………………………………………………………………………………….. พชื ดอกที่สํารวจพบ ไดแ ก ชบา เขม็ สน พลดู า ง ดาวเรอื ง กหุ ลาบ มะพรา ว............................................................................................................................................. มะมว ง จามจุรี ซอนกลิ่น ตอยตง่ิ คุณนายตืน่ สาย บานไมร โู รย อัญชัน และสกั......................................................................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................................................................... พืชที่มีวฏั จักรชวี ิตส้นั พชื ท่มี วี ฏั จกั รชวี ิตยาว พลดู า ง ดาวเรอื ง ซอ นกลิน่........................................................................................................... ชบา เข็ม สน กุหลาบ มะพราว......................................................................................................... ตอ ยต่ิง คุณนายตื่นสาย อญั ชัน........................................................................................................... มะมวง จามจรุ ี สัก......................................................................................................... บานไมรโู รย........................................................................................................... ......................................................................................................... 69
9. เขยี นแผนภาพแสดงวัฏจกั รชีวติ ของพชื ดอก 2 ชนดิ พรอ มอธิบาย วัฏจักรชีวิตของพืชดอกใบเล้ียงคู ชนดิ ของพชื ดอก คอื (ตัวอยา ง) ผลและเมล็ด แตงกวา..................................................................................................................... วัฏจักรชีวิต คือ เมลด็ แตงกวางอกเปน ตน ใหม ตน คอ ย ๆ..................................................................................................................... เจรญิ เตบิ โตจนมดี อก ดอกมกี ารปฏสิ นธิ..................................................................................................................... ทําใหเ กิดผลและเมล็ด เมล็ดงอกเปน ตน..................................................................................................................... แตงกวาตน ใหมหมุนเวียนไปเรือ่ ย ๆ..................................................................................................................... ตนออน ..................................................................................................................... ..................................................................................................................... ระยะเวลาของวัฏจกั รชวี ติ คอืตนท่ีเจริญเติบโต (เขยี นแผนภาพ) ประมาณ 30-45 วนัKYE เต็มท่ีจนมีดอก ..................................................................................................................... วัฏจักรชีวิตของพืชใบเลี้ยงเด่ียว ชนิดของพชื ดอก คือ ผลและเมล็ด มะมวง..................................................................................................................... ตนออน วัฏจักรชวี ติ คือ ตนท่ีเจริญเติบโต เมล็ดมะมวงงอกเปนตนใหม ตนออน..................................................................................................................... เต็มท่ีจนมีดอก ของมะมวงคอย ๆ เจริญเติบโตจนมี..................................................................................................................... ดอก ดอกมีการปฏสิ นธิทาํ ใหเ กิดผลและ..................................................................................................................... (เขียนแผนภาพ) เมล็ด เมล็ดงอกเปนตนมะมวงตนใหม..................................................................................................................... หมุนเวยี นกนั ไปเรือ่ ย ๆ..................................................................................................................... ..................................................................................................................... ระยะเวลาของวฏั จกั รชวี ติ คอื ประมาณ 35-80 ป..................................................................................................................... 70
·¡Ô¨ÒŒ ·¡ÒÃÂáÁÒäԴ¢Ñé¹Ê§Ù ดภู าพ แลวตอบคาํ ถาม KYE 1. จากภาพ นักเรียนสามารถจําแนกวัฏจักรชวี ติ พืชดอกได 2……………ประเภท ไดแก 1) ไดแ ก…พ…ชื…ด……อ…ก…ท…ี่ม…วี…ัฏ……จ…กั …ร…ช…ีว…ติ……ย…า…ว……………. ชมพู มะละกอ แกวมังกร..................................................................................... สบั ปะรด กลวย และสม.......................................................................................................................................................................................................... 2) ไดแ ก…พ…ชื …ด……อ…ก…ท…่ีม…วี…ัฏ……จ…ัก…ร…ช…วี…ิต……ส…้ัน………………. มะเขือเทศ พริก แตงกวา..................................................................................... ขา วโพด และดาวเรอื ง.......................................................................................................................................................................................................... 2. ถาพืชดอกบางชนิดไมสามารถท่ีจะดํารงชีวิตตามวัฏจักรชีวิตปกติได นกั เรียนคิดวา จะเกดิ ผล คือ พชื ดอกชนดิ นนั้ จะมจี าํ นวนลดลงหรอื อาจสญู พนั ธุ............................................................................................................................................ เพราะ จะไมม พี ืชตนใหมข นึ้ มาทดแทนหรือเพมิ่ ปรมิ าณพืชตน เกา ทําใหพชื ชนดิ นนั้........................................................................................................................................................................................................................ คอย ๆ ตายและสูญหายไป............................................................................................................................................................................................................................................... นักเรียนจะมีวิธแี กไข คือ ชว ยดแู ลรกั ษาและปลกู พชื ชนดิ นน้ั ใหม ปี รมิ าณมากขน้ึ71........................................................................................................................................................
·º·Ç¹ ·ÒŒ Â˹Nj  วง ลอ มคาํ ตอบที่ถูกตองทีส่ ุด 1. การกระทําของบุคคลในขอใด ชว ยเพ่ิมปริมาณของพืชได ก. นม่ิ เด็ดใบคะนา ท่ีมีรอยถกู หนอนกดั ทงิ้ ข. นอยนําเมลด็ แตงโมมาปลกู ลงในกระถาง ค. นุชเกบ็ ผลมะมว งในสวนไปขายทตี่ ลาดใกลบ า น ดขู อมูลในตาราง แลวตอบคําถาม ขอ 2. - 5. สถานการณท ี่ 1 ปลกู ตน ชบาบรเิ วณกลางแจง และรดนา้ํ อยา งสมา่ํ เสมอ KYE สถานการณที่ 2 ปลูกตนกุหลาบ วางไวในบริเวณท่ีมีแสงสองถึง แตไ มร ดนํา้ สถานการณท ี่ 3 ปลูกตนชวนชม รดนา้ํ ทุกวนั และวางในบรเิ วณทม่ี ี แสงสองถึง สถานการณท่ี 4 ปลูกตนมะลิ รดนํ้าทุกวัน และวางไวในหองที่ไมมี แสงสอ งถึง 2. สถานการณใ ดทพ่ี ืชสามารถดํารงชวี ติ และเจรญิ เติบโตไดด ี ก. สถานการณท ี่ 1 และสถานการณที่ 3 ข. สถานการณท ่ี 2 และสถานการณที่ 4 ค. สถานการณท ี่ 3 และสถานการณท่ี 4 72
3. จากสถานการณที่ 4 พืชจะเปน อยา งไร ก. เจริญเติบโตชา แตไมตาย ข. เจริญเติบโตดแี ละมีใบสเี ขยี วสด ค. เจริญเติบโตชา และตายในท่ีสดุ 4. จากสถานการณท ่ี 2 พืชจะเปนอยา งไร ก. ใบรว ง แตไมตาย ข. เห่ียวเฉาและตายในท่ีสุด ค. เหย่ี วเฉา ใบเปนสเี หลอื ง แตไมต าย 5. จากสถานการณท งั้ 4 ทาํ ใหท ราบวา สงิ่ ทมี่ ผี ลตอ การดาํ รงชวี ติ และการ เจริญเตบิ โตของพชื คือขอใด ก. นา้ํ ข. แสง ค. นาํ้ และแสง KYE 6. แสงมีบทบาทตอ พชื อยา งไร ก. แสงเปน แหลง พลังงานใหค วามรอน ทาํ ใหพชื อบอุน ข. พืชใชค วามรอนจากแสงเพ่อื ปรับสมดุลของอุณหภูมิในตน พืช ค. แสงเปน แหลง พลงั งานทพี่ ชื นาํ มาใชใ นกระบวนการสงั เคราะหด ว ยแสง 7. ในกระบวนการสงั เคราะหดว ยแสง พืชตอ งใชป จจยั ใดบาง ก. แสงและแกสออกซิเจน ข. แสง น้าํ และแกส คารบอนไดออกไซด ค. แสง แกสออกซเิ จน และแกสคารบอนไดออกไซด 73
8. ขอ ใดเปน ธาตอุ าหารหลักของพชื ทง้ั หมด ก. ไนโตรเจน ฟอสฟอรสั โพแทสเซียม ข. โพแทสเซียม แคลเซยี ม แมกนีเซียม ค. แมกนเี ซียม แมงกานสี ฟอสฟอรสั 9. เราควรปฏบิ ัตอิ ยา งไร ถาดนิ ท่เี ราใชปลกู พืชมีธาตอุ าหารนอ ย ก. รดนํ้า ข. ใสปุย ค. พรวนดนิ 10. ขอใดคือวิธีการดแู ลตน ไมทเ่ี ราปลกู อยา งถูกตอ ง ก. ใหพืชไดรับแสง รดนํ้าใหเหมาะสม พรวนดนิ เพิ่มธาตุอาหาร KYE ข. ใหพ ชื ไดร ับแสง รดนา้ํ ใหมากทสี่ ดุ พรวนดิน เพิ่มธาตุอาหาร ค. รดนํ้าใหม ากทส่ี ุด พรวนดนิ อยา งสมาํ่ เสมอ 11. การปฏิสนธิของการสืบพันธแุ บบอาศัยเพศของพืชดอกเกิดขน้ึ เม่ือใด ก. ข. ค. ละอองเรณูตกบน ละอองเรณูงอก ละอองเรณูงอก ยอดเกสรเพศเมีย หลอดไปตามกาน เปนหลอดยาวเขา เกสรเพศเมีย ไปผสมกบั เซลลไ ข 74
12. หลงั จากการปฏสิ นธิจะเกดิ เหตกุ ารณใ ดข้นึ หลงั จากการปฏสิ นธิ ก. รงั ไขเปลีย่ นแปลงเปนเมลด็ ข. ผนังหุม ออวลุ เปล่ยี นแปลงเปน เปลือกและเนอ้ื ของผล ค. กลบี ดอก กลบี เลย้ี ง เกสรเพศผู และเกสรเพศเมยี จะหลดุ รว งไป 13. ขอ ใดกลา วถกู ตอ ง ก. เกสรเพศเมียทาํ หนา ทส่ี รา งเซลลส ืบพันธเุ พศเมยี ข. กลีบเลี้ยงมสี ีสวยงามชว ยลอแมลงใหม าผสมเกสร ค. เกสรเพศผูมรี งั ไขสาํ หรับทําหนาที่สรางเซลลสบื พนั ธุเพศผู 14. ขอ ใดแสดงวฏั จักรชวี ิตของตน มะมวงไดถูกตอ ง ตน ออน KYE ก. ตนโตเตม็ วยั เมล็ด ดอก ผล ตน ออ น ข. ตนโตเต็มวัย ดอก ผล เมลด็ ตนออ น ค. ตนโตเตม็ วยั ผล เมลด็ ดอก 15. พชื ในขอใดมวี ฏั จกั รชีวติ สั้นเหมอื นกับขา วโพด ก. มะยม ข. สมโอ ค. แตงโม ไดค ะแนน 15คะแนนเต็ม 75
Ẻº¹Ñ ·¡Ö ¼ÅÊÑÁÄ·¸ì·Ô Ò§¡ÒÃàÃÂÕ ¹ ประจําวชิ า วิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 เครอ่ื งมอื วดั และแสดงผลการเรยี นรู คะแนน ผลการประเมนิ แบบทดสอบทา ยหนวยการเรียนรูที่ 1 เต็ม ได ผา น ไมผาน แบบทดสอบทา ยหนว ยการเรียนรูที่ 2 แบบทดสอบทายหนวยการเรียนรูท ่ี 3 15 …………………… คะแนนท้งั หมด 15 …………………… KYE เกณฑการประเมิน 15 …………………… ผาน 45 - ไดคะแนนต้งั แตค รง่ึ หนง่ึ ของคะแนนเตม็ เกณฑการตดั สินระดับคุณภาพ ชว งคะแนน ระดบั คะแนน ระดับคุณภาพ 28-45 4 ดีมาก ดี 31-37 3 พอใช 23-30 2 ปรับปรงุ ตํา่ กวา 23 1 ไมผาน - ไดค ะแนนไมถึงคร่งึ ของคะแนนเต็ม ขอ เสนอแนะ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ลงชื่อ …………………………………………………………………. ( )……………………………………………………………….. / /……………………. …………………… ………………….. 76
Search