Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

Published by pratthana.kay, 2022-03-08 08:34:08

Description: พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

Search

Read the Text Version

พระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจา้ อยูห่ วั รชั กาลท่ี 7

ดา้ นการปกครอง พระบาทสมเด็จ พระปกเกลา้ เจา้ อยู่หวั ทรงจดั ระเบียบการบริหารงานบุคคล ของชาติ ดว้ ยการตราพระราชบญั ญตั ิระเบียบขา้ ราชการพลเรือน พ.ศ. 2471 ข้ึนบงั คบั ใช้ โดยจะมีกล่มุ คนท่เี รยี กวา่ คณะกรรมการขา้ ราชการพลเรือน คอยดูแลการบรรจแุ ตง่ ตง้ั การ เคล่ือนยา้ ย รวมทง้ั ควบคุมใหอ้ ยู่ใน ระเบียบวินัยของราชการ และโปรดเกลา้ ฯ ใหม้ ีการ สอบแข่งขนั บุคคลเขา้ บรรจุเป็ นขา้ ราชการพลเรือนเป็ นครง้ั แรก ซ่ึงแตกต่างจากเดิมท่ีใคร ประสงคจ์ ะเขา้ รบั ราชการกไ็ ปฝากตวั แก่หวั หนา้ สว่ นราชการน้นั โดยตรง นอกจากน้ีพระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจา้ อยู่หวั ยงั โปรดเกลา้ ฯ ใหอ้ อก พระราชบญั ญตั ิควบคุมกิจการคา้ ขายอนั กระทบถึงความปลอดภยั หรือความผาสุกแห่ง สาธารณชน พ.ศ. 2471เพ่ือเป็ นการคุม้ ครองสวสั ดิการของประชาชนชาวไทย โดยมี ขอบเขตครอบคลุมการคา้ ขายท่ีเป็ นสาธารณูปโภคและการเงิน เช่น กิจการไฟฟ้ า การ ประปา รถราง รถไฟ ฯลฯ ซ่งึ นบั ว่าเป็นรากฐานของระเบยี บท่ใี ชก้ นั มามาจนทกุ วนั น้ี

ดา้ นการศาสนา การศึกษา ประเพณีและวฒั นธรรม พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา้ เจา้ อยู่หวั ทรง เป็นผูร้ ิเร่มิ ในการสรา้ งค่านิยมให้ ชายไทยมีภรรยาเพยี งคนเดยี ว ซ่งึ เป็นการเปล่ยี นแปลงรูปแบบของสงั คมไทยแต่โบราณ ท่ีชายไทยมกั นิยมมีภรรยาหลายคนโดยชอบดว้ ยกฎหมาย โดยโปรดเกลา้ ฯ ใหต้ รา พระราชบญั ญตั ิแกไ้ ขเพม่ิ เติมกฎหมายลกั ษณะผวั เมยี พ.ศ. 2473และ ทรงริเร่ิมใหม้ ีการ จดทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่าทะเบียนรบั รองบุตร อนั เป็ นการปลูกฝงั ค่านิยมใหม่ทีละ นอ้ ยตามความสมคั รใจ นอกจากน้ียงั ทรงปฏิบตั ิเป็ นตน้ แบบอย่างโดยมีพระบรมราชินี เพยี งพระองคเ์ ดียว และไม่มสี นมนางในใดๆ ทง้ั ส้นิ พระราชกรณียกจดิ า้ นการทานุบารงุ บา้ นเมอื ง เศรษฐกจิ โรงภาพยนตรศ์ าลาเฉลมิ กรงุ

สบื เน่ืองจากผลของสงครามโลกครง้ั ท่ี 1 ประเทศทวั่ โลกประสบ ปญั หาภาวะเศรษฐกจิ ตกตา่ ซ่งึ มีผลกระทบกระเทือนมาสูป่ ระเทศไทย พระองค์ ไดท้ รงพยายามแกไ้ ขการงบประมาณของประเทศใหง้ บดลุ อย่างดที ่สี ุด โดยทรง เสยี สละตดั ทอนรายจ่ายส่วนพระองค์ โดยมิไดข้ ้ึนภาษีใหร้ าษฎร เดือดรอ้ นการ สุขาภบิ าลและสาธารณูปโภค โปรดใหป้ รบั ปรงุ งานสขุ าภบิ าลทวั่ ราชอาณาจกั รให้ ทดั เทยี มอารยประเทศ ขยายการส่อื สาร และการคมนาคม โปรดใหส้ รา้ งสถานี วทิ ยุกระจายเสยี งแห่งแรกใน ประเทศไทย ในส่วนกจิ การรถไฟ ขยายเสน้ ทาง รถทางทิศตะวนั ออก จากทาง จงั หวดั ปราจีนบุรีจนกระทงั่ ถึง ต่อเขตแดนเขมรการ ส่งเสริมกิจการสหกรณ์ใหป้ ระชาชนไดม้ ีโอกาสร่วม กนั ประกอบกิจการทาง เศรษฐกจิ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ใหต้ ราพระราชบญั ญตั ิสหกรณ์ พ.ศ. 2471 ข้นึ ทรงสละพระราชทรพั ยส์ ่วนพระองคส์ รา้ งโรงภาพยนตรศ์ าลาเฉลิมกรุง ซ่ึงนับเป็ นโรงภาพยนตรท์ นั สมยั ในสมยั น้ัน ติดเคร่ืองปรบั อากาศ เพ่ือเป็ น สถานบนั เทิงใหแ้ ก่ผูค้ นในกรุงเทพมหานคร สาหรบั ในเขตหวั เมือง ทรงได้ จดั ตง้ั สภาจดั บารุงสถานท่ีชายทะเลทิศ ตะวนั ตกข้ึน เพ่อื ทานุบารุงหวั หิน และใกลเ้ คียงใหเ้ ป็ นสถานท่ีตากอากาศชายทะเลแก่ประชาชนมีท่ีพกั ผ่อนในปี พ.ศ. 2475 เป็นระยะเวลาท่กี รุงเทพฯ มีอายุครบ 150 ปี ทรงจดั งานเฉลมิ ฉลอง โดยทานุบารุง บูรณปฏิสงั ขรณ์ส่งสาคญั อนั เป็ นหลกั ของกรุงเทพฯ หลาย ประการ คือบูรณะวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง

สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ (สะพานพทุ ธยอดฟ้ า) พระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจา้ อยู่หวั ทรงพระกรุณาโปรด เกลา้ ฯ ใหส้ รา้ ง สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ ข้ึน ดว้ ยทรงระลึกถึงพระ มหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้ าจุฬาโลกมหาราช ผู้ สถาปนากรุงรตั นโกสนิ ทร์ สะพานแห่งน้ีเป็ นสะพานขา้ มแม่นา้ เจา้ พระยา เช่ือมระหว่างฝงั่ พระนครกบั ฝงั่ ธนบุรี พรอ้ มกบั ทรงชกั ชวนประชาชนชาว ไทยร่วมกนั สรา้ ง พระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬา โลกมหาราช ท่ีบริเวณเชิงสะพานแห่งน้ีดว้ ย โดย พระองคเ์ สด็จไปทาพธิ ี เปิดดว้ ยพระองคเ์ องในวนั ท่ี 6 เมษายน พ.ศ. 2475 และโปรดเกลา้ ฯ ใหม้ ี มหรสพสมโภชเป็นการเฉลมิ ฉลองท่กี รุงเทพฯ มีอายคุ รบ 150 ปีดว้ ย และ พระราชทานนามสะพานแห่งน้ี ว่าสะพานปฐมบรมราชานุ สรณ์

พระราชกรณยี กจิ ด้านการดนตรี พระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดการทรงดนตรีเป็ น อย่างมาก พระองค์ทรงต้งั วงดนตรีไทยส่วนพระองค์ขนึ้ ในปี พ.ศ.๒๔๗๐ ซึ่ง ประกอบไปด้วยเจ้านายช้ันผู้ใหญ่ และข้า ราชการทใี่ กล้ชิด รวมถึงมพี ระปรีชา สามารถในการพระราชนิพนธ์เพลงอกี ด้วย โดยพระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์ เพลงไทยเดมิ ไว้ 3เพลง คอื

1. ราตรีประดบั ดาว (เถา) ทรงพระราชนิพนธ์ขนึ้ จากเพลง มอญดูดาว 2 ช้ัน ของเถา เมือ่ พ .ศ.2472 ท้งั เนือ้ ร้องและทานองเพลง เพลงนีเ้ ป็ นเพลงแรกท่ีทรงพระราชนิพนธ์ มี เนือ้ หาเร่ืองราวเกย่ี วกบั คู่รัก ทช่ี ักชวนกนั ชมเดอื น ดาว ดอกไม้ แต่มคี วามจาเป็ นต้องจากกันในเวลา อนั ใกล้นี้ 2. เพลงเขมรละออองค์ (เถา) ทรงพระราชนิพนธ์ขณะเสดจ็ แปรพระราชฐานไปประทบั แรม ณ พระทน่ี ั่งเป่ี ยมสุข สวนไกลกงั วล เม่อื พ .ศ.2473 โดยทรงพระราชนิพนธ์ดดั แปลงจากเพลงเขมรเอาบาง 2 ช้ัน ส่วนบทร้องน้ันทรงใช้บทร้องซ่ึงคดั มาจากพระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง พระร่วง แต่ได้ทรงพระ ราชนิพนธ์ดดั แปลง แก้ไขบ้ างบางส่ วน 3. เพลงคลนื่ กระทบฝั่ง 3 ช้ัน ทรงพระราชนิพนธ์ในขณะท่ี ทรงเสด็จประพาสสัตหีบทางชลมารคใน พ .ศ. 2473 ทรงพระราชนิพนธ์ ทานองเพลงนีใ้ ห้มที านองคล้ายเสียงระลอกคลนื่ ได้ทรงเลอื กทานองเพลง คลน่ื กระทบฝั่ง 2 ช้ัน มาดดั แปลงเป็ นเพลง 3 ช้ัน แต่มไิ ด้พระราชนิพนธ์ เนือ้ เพลง กโ็ ปรดให้ใช้เป็ นเพลงโหมโรงไปก่อน และคงใช้กนั สิบมาจนทุก วันนี้

พระราชกรณยี กจิ ด้านความสัมพนั ธ์กบั ต่างประเทศ ในต้นรัชสมัย ได้ทรงดาเนินกิจการสาคัญท่ีทรงเกี่ยวข้องกับ ต่ า ง ป ร ะ เ ท ศ ท่ี ค้ า ง ม า ต้ั ง แ ต่ รั ช ส มั ย พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ ม ง กุ ฎ เ ก ล้ า เจ้าอยู่หัวให้สาเร็จลุล่วงไป เช่ น การให้สัตยาบันสนธิสัญญาต่าง ๆ นอกจากนี้ยังทรงทาสัญญาใหม่ ๆ กับประเทศเยอรมนีหลังสถาปนา ความสัมพนั ธ์ข้ันปกติ เม่ือ พ .ศ.2471 และสนธิสัญญากบั ฝรั่งเศสเกย่ี วกับ ดินแดนในลุ่ม แม่น้าโขงเรียกว่าสนธิสัญญาอินโดจีน พ .ศ. 2469 ที่ กาหนดให้ มีเขตปลอดทหาร 25 กิโลเมตร ท้ังสองฝั่งน้าโขง แทนท่ีจะมี เฉพาะฝ่ังสยามแต่เพยี ฝ่ ายเดียวรัชกาลท่ี 7 ทรงเป็ นพระมหากษัตริย์ที่ได้ เสด็จพระราชดาเนินเยือนต่างประเทศด้วยพระราชประสงค์เช่นเดียวกับ พระราชบิดาคอื เสด็จไปเจริญพระราชไมตรีกับต่างประเทศกับการเสด็จ ไปรักษาพระวรกายของพระองค์ มิเพียงแต่เท่าน้ันยังทรงขยายเส้นทาง ไปสู่อินโดจีน ญ่ีป่ ุน สหรัฐอเมริกาและแคนาดา และทุกคร้ังยังมีสมเด็จ พระนางเจ้าราไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จเคียงคู่เสมอ ในระยะเวลา 9 ปี แห่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้า อยู่หัว (พ.ศ. 2468 - 2477) ระหว่างวันท่ี 31กรกฎาคม – 11 สิงหาคม พ.ศ.2472 พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัวและสมเดจ็ พระนางเจ้า ราไพพรรณีฯ เสด็จ พระราชดาเนิน เยือนสิงคโปร์ ชวา และบาหลี ซึ่ง ขณะน้ันอยู่

ในการปกครองของประเทศองั กฤษ และเนเธอร์แลนด์ ท้งั น้ีเพอื่ เจริญทาง พระราชไมตรีและทอดพระเนตรภมู ิสถานบา้ นเมืองและความเป็นอยขู่ อง ประชาชนในประเทศเหลา่ น้นั คร้ังที่ 2 2473 เสดจ็ เยอื นอนิ โดจนี ระหว่างวันท่ี 6 เมษายน – 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2473 พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าราไพพรรณีฯ เสด็จพระราชดา เนินเยอื นอนิ โดจีน ( เฉพาะส่วนทเี่ ป็ นประเทศเวียดนาม และกมั พูชาปัจจุบัน ) ซึ่งขณะน้ันอยู่ในการปกครองของประเทศฝรั่งเศส การเสด็จเยือนประเทศใกล้เคยี ง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสังสรรค์ทาความรู้จักกบั ชาวต่างประเทศ ภายในพระราชอาณาจักรแล้ว พระองค์ยังหาโอกาสไปเยือนประเทศต่าง ๆ ที่มีอาณาเขตใกล้ชิดติดต่อกับ ประเทศของเรา เพ่ือ ทรงเช่ือมความสัมพันธไมตรี ให้ดียิ่งขึ้น อาทิได้เสด็จ เมืองสิงคโปร์ ชวา และปัตตาเวยี เมอ่ื พ .ศ.2472 เริ่มเดนิ ทางออกจากกรุงเทพฯ เมื่อ 24 กรกฎาคม 2472 โดยเรือพระท่นี ่ังมหาจกั รี

ถึงสิงคโปร์ ในวนั ท่ี 31 กรกฎาคม 2472 เจ้าของเกาะสิงคโปร์ มพี ระราชโทร เลขถวายบนเรือพระท่ีนั่ง ความ (ผู้แทนรัฐบาลองั กฤษ)ทร\"ว่า งหวังว่าพระ ราชหฤทัย รัชกาลที่)7) คงจะทรงพระสาราญ การเสดจ็ เยือนสิงคโปร์ \"... บรรดาชาวเมอื ง ห้างร้าน ธนาคาร หยุดทาการ ในวันท่ี 1 สิงหาคม 2472 เพอ่ื ถวายพระเกยี รตจิ ากสิงคโปร์ได้เสด็จถึงเมืองปัตตาเวียในเกาะชวา ในวันท่ี 5 สิงหาคม 2475 ผู้สาเร็จราชการ ขนึ้ เฝ้ าแล้วเชิญเสดจ็ ประทับท่ีวังประจาเมอื ง พระองค์ได้เสดจ็ ทอดพระเนตร การอุตสาหกรรมสวน ชา และสวนยางของ ชาวเมอื งต่าง ๆ อาทิ บันดง การุต สุราบายา ฯลฯ จนถึงวนั ท่ี 9 ตุลาคม2472 เสด็จขนึ้ ปี นัง ประทับรถไฟกลบั พระนคร ใช้เวลาเดนิ ทางรวม 78 วัน พ . ศ.2473 พระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสดจ็ ประพาสอนิ โดจีน อย่าง เป็ นทางการ ต้งั แต่ วันท่ี 5 เมษายน 2473 โดยเรือพระที่นั่งมหาจกั รี ถึงกรุง ไซ่ง่อน ข้าราชการฝ่ ายอนิ โดจีนจดั การรับเสด็จแล้วเสด็จต่อไปถึงเมืองเว้ วนั ท่ี 22 เมษายน 2473 วันรุ่งขึน้ เสดจ็ ไปทอดพระเนตรชมเมืองและพระรา จกั รพรรดิเบาได้ ซึ่งขณะน้ันมพี ระชนมายุเพยี ง 16 พรรษา กาลงั ศึกษาอยู่ใน กรุงปารีสประเทศฝร่ังเศส ผู้สาเร็จราชการกรุงเว้ ได้ออกมาต้อนรับ พร้อมด้วย บรรดาพระราชวงศ์ญวนพระราชชนนีของจักรพรรดิเบาได้ คอยรับเสดจ็ มี การเลยี งต้อนรับและถวายพระพรกนั ตามธรรมเนียม นอกจากนีย้ งั ได้เสด็จ ประพาสพพิ ธิ ภัณฑ์ สถานท่ีฝังศพพระเจ้าแผ่นดินญวนทุกแห่งตลอดจนพระ อารามทีส่ าคญั ในกรุงเว้ จากน้ันได้เสดจ็ ทางรถยนต์มาไซ่ง่อนถึงพนมเปญ ผ่านพระตะบองกลบั ประเทศไทยทางรถไฟจาก อรัญประเทศถึงกรุงเทพฯ วันที่ 8 พฤษภาคม 2473 รวมเวลาเสดจ็ ประพาสอนิ โดจนี 33 วันคร้ังท่ี 3 พ.ศ. 2474

เสดจ็ ประพาสประเทศแคนาดา ระหว่างวันที่ 6 เมษายน – 28 กันยายน พ.ศ. 2474 พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเดจ็ พระนางเจ้าราไพพรรณีฯเสด็จพระราชดาเนิน เยือนประเทศ ญ่ีป่ ุนสหรัฐอเมริกา และแคนาดา การเสด็จฯคร้ังน้ีนอกจากเพ่ือ กระชับสั มพันธไมตรีกับนานาประเทศแล้วยังเพื่อรักษาพระเนตรที่ สหรัฐอเมริกาด้วย เป็ นเวลานานถงึ 3 เดือนเตม็ และในพระราชวโรกาสท่ีเสด็จฯ ถึงกรุงวอชิงตันเม่ือวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2474 น้ันเอง พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทาสัมภาษณ์หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ แสดง พระราชประสงค์จะทรงจากัดพระราชอานาจของพระองค์ และพระราชทาน อานาจน้ันแก่ราษฎรในการปกครองประเทศในรูปแบบเทศบาลขึน้ ก่อนเพื่อเป็ น ฐานก้าวไปสู้ ระบอบประชาธิปไตยในโอกาสต่ อไปคร้ังที่ 4 พ.ศ. 2476

เสดจ็ ประพาสเยอรมนั ท้ังสองพระองค์เสดจ็ ประพาสยุโรป 9 ประเทศได้แก่ฝร่ังเศส อติ าลี วาติกนั องั กฤษ เดนมาร์ก เยอรมนี เบลเยย่ี ม เชคโกสโลวาเกยี ฮังการีและ สวิตเซอร์แลนด์ ต้งั แต่วันที่ 12 มกราคมพ.ศ. 2476 เพอ่ื กระชับสัมพนั ธไมตรีกบั นานาประเทศ และเพอื่ ทรงรักษาพระเนตรอกี คร้ังในประเทศองั กฤษจนกระทั่ง ถึงวนั ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 อนั เป็ นวันสละราชสมบัติที่ประเทศองั กฤษ อาจสรปุ ได้ว่า การเสดจ็ ฯ ท้งั 4 คร้ังของพระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้า เจ้าอยู่หัวน้ันเป็ น ไปเพอ่ื การเจริญสัมพนั ธไมตรี การทอดพระเนตรความเจริญ ของต่างประเทศเพอ่ื นามาประยุกต์ในการพฒั นาประเทศสยามให้เจริญ ก้าวหน้า วัฒนาสถาพรต่อ ไป

พระราชกรณียกิจระเบียบบริหารราชการ ส่วนกลาง รัชกาลที่ 7 ได้โปรดให้รวมกระทรวงธรรมการไว้ในกระทรวงศึกษาธิการ แล้วเปลย่ี นช่ือเป็ น กระทรวงธรรมการ ยกเลกิ กระทรวงมุรธาธรโดยโอนงานไป อยู่รวมกบั กรมราชเลขาธิการ รวมกระทรวงพาณชิ ย์และกระทรวงคมนาคม จดั เป็ นกระทรวงเดยี วกนั เรียกช่ือว่า กระทรวงพาณชิ ย์และคมนาคม รวม กระทรวงทหารเรือเข้ากบั กระทรวงกลาโหม มกี ารจัดต้งั สภาท่ปี รึกษาราชการ ได้แก่อภริ ัฐมนตรีสภา เพอื่ เป็ นท่ปี รึกษาราชการท้งั ปวงในพระองค์ สมาชิกของ สภานีล้ ้วนเป็ นพระบรมวงศา นุวงศ์ช้ันผู้ใหญ่ สภานีก้ าหนดให้มีการประชุม สัปดาห์ละ 1 คร้ังในวนั ศุกร์ โดยมี รัชกาลท่ี 7 เป็ นประธาน มกี ารประชุมคร้ัง แรกเม่ือ 29 พฤศจกิ ายน 2468ณ พระทน่ี ั่งบรมพมิ าน

ด้านการศาสนา การศึกษา ประเพณี และวฒั นธรรม หอสมุด สำหรับพระนคร ทรงส่งเสริมการศึกษาของชาติท้ังส่วนรวมและส่วนพระองค์ โปรดให้ สร้างหอพระสมุดสาหรับพระนคร เพือ่ เปิ ดโอกาสให้ประชาชนเข้าศึกษา ได้อย่าง เสรีทรงต้งั ราชบัณฑิตยสภา เพ่อื มีหน้าที่บริหารและเผยแพร่วิชาการด้านวรรณคดี โบราณคดี และศิลปกรรม ในด้านวรรณกรรมโปรด ตราพระราชบัญญัติคุ้มครอง วรรณกรรม และศิลปกรรมใน พ.ศ. 2475 พระราชทานเงนิ ส่วนพระองค์ เป็ นรางวัล แก่ผู้แต่งหนังสือยอดเย่ียม และให้ทุนนักเรียนไปศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์จาก ต่างประเทศ การศาสนา ทรงปลกู ฝังเยาวชนให้มีคุณธรรมดงี าม โดยยึดหลกั คาสอน ของพระพุทธศาสนา โปรดให้ราชบัณฑิตยสร้างหนังสือสอนพระพุทธศาสนาสา หรับเด็ก ซึ่งนับว่า

พระองค์ทรงเป็ นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงสร้าง หนังสือสา หรับเด็ก ส่วนการศึกษาในเนื้อแท้ของพระพุทธศาสนาน้ัน ทรงโปรดให้สร้าง หนังสือพระไตรปิ ฎกฉบับสมบูรณ์ เรียกว่าฉบับสยามรัฐ ชุดหนึ่ง จานวน 42 เล่ม ซ่ึงใช้สืบมาจนทุกวันนี้ ในด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติได้ ทรงวางรากฐานเป็ น อย่างดีกล่าวคือได้ทรงสถาปนาราชบัณฑิตยสถานสภาขึ้น เพื่อจัดการหอพระ สมุดสาหรับพระนครและสอบสวนพิจารณาวิชาอักษรศาสตร์ เพ่ือจัดการ พิพิธภัณฑสถานตรวจรักษาโบราณสถานและโบราณวัตถุ และเพื่อจัดการ บารุงรักษาวิชาช่างผลงานของราชบัณฑิตสภาเป็ นผลดีต่อการ อนุรักษ์และ ส่ งเสริมศิลปวัฒนธรรมของชาติเป็ นอย่างมาก เช่นการตรวจสอบต้นฉบับ เอกสารโบราณออกตีพิมพ์เผยแพร่ มีการส่งเสริมสร้างสรรค์วรรณกรรมรุ่นใหม่ ด้วยการประกวดเรียบเรียงบทประพนั ธ์ ท้งั ร้อยแก้วและร้อยกรอง

พระรำชกรณยี กจิ ด้ำนกำรถ่ำยภำพยนตร์ เมื่อทรงว่างจากพระราชภารกิจ ทรงโปรดในการถ่ายภาพน่ิงและถ่าย ภาพยนตร์ ทรงทดลองใช้เอง กล้องถ่ายภาพและภาพยนตร์จานวน มากที่ทรงสะสม ไว้ สะท้อนให้เห็นพระอปุ นิสัยโปรดการถ่ายภาพและภาพยนตร์ ภาพยนตร์ทรงถ่ายมี เนือ้ หาท้งั ทเ่ี ป็ นสารคดแี ละท่ีให้ความบันเทิง ในจานวนภาพยนตร์เหล่านี้ เร่ืองที่เป็ น เกยี รติประวัติของวงการภาพยนตร์ไทยและแสดงพระราชอัจฉริยภาพดี เยี่ยมในการ สร้างโครงเรื่อง กากบั ภาพ ลาดบั ฉาก และอานวยการแสดง คอื เร่ืองแหวนวิเศษ นับได้ ว่าพระองค์เป็ นหนึ่งในบุคคลทบี่ ุกเบิกวงการภาพยนตร์ไทยอกี พระองค์หนึ่ง


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook