The biology of plant by คุณครูสุธาสินี สายทอง ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนเทพนารี จังหวัดแพร่ 51
The biology of plant by คุณครูสุธาสนิ ี สายทอง ระดับช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นเทพนารี จังหวดั แพร่ การสงั เคราะหด์ ้วยแสง การสังเคราะห์ด้วยแสง (Photosynthesis) หมายถึง เป็นกระบวนการทางชีวเคมีที่สำคัญในการสร้าง อาหารของพืช โดยการเปลี่ยนพลังงานแสงให้เป็นพลังงานเคมีเพื่อใช้ในการเจริญเติบโต ใบของพืชมีโครงสร้างท่ี เหมาะสมในการนำพลังงานแสงมาตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และสรา้ งเป็นอาหารเก็บไว้ในรปู ของสารอินทรีย์โดย การทำงานของคลอโรพลาสต์ (chloroplast) คลอโรพลาสต์ของพชื สว่ นใหญ่จะมีรูปร่างกลมรี ภายในคลอโรพลาสต์มี รงควัตถุ (pigment) หรือสารสีที่ทำหน้าที่รับพลังงานแสงมาใช้ในการสร้างอาหารอยู่หลายชนิด ที่สำคัญคือ คลอโรฟิลล์ (chlorophyll) การสังเคราะหด์ ว้ ยแสง เป็นกระบวนการเปลยี่ น พลังงานแสง --------> เคมี สารอนิ ทรยี ์ ----------> สารอนินทรีย์ กระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสง มปี ระโยชนต์ อ่ มนุษย์คือ ทำใหไ้ ด้สารอาหาร (แป้ง และ นำ้ ตาล) ได้เชื้อเพลงิ (ถา่ น และไมต้ า่ งๆ) และได้ก๊าซ O2 มาใช้ในการหายใจ ส่ิงมชี วี ิตทส่ี งั เคราะห์ด้วยแสงได้ คอื กระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสง มีประโยชนต์ อ่ มนษุ ย์คอื ทำให้ได้ สารอาหาร ( แป้ง และ นำ้ ตาล ) ได้เช้อื เพลงิ ( ถ่าน และไมต้ า่ งๆ ) และไดก้ ๊าซ O2 มาใช้ในการหายใจ พืชสีเขียวทุกชนดิ สาหร่ายทกุ ชนดิ แบคทีเรียบางชนดิ (purple sulphur bacteria และ green sulphur bacteria) สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงนิ (Blue green algae) แบบฝกึ หัด ใหน้ กั เรียนตอบคำถามตอ่ ไปนี้ 1. การสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงของพืชคอื กระบวนการใด……………………………………………………………………………… 2. คลอโรพลาสต์มีความสำคญั อย่างไรกบั กระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง ............................................................................................................................. ............................................ 3. Photosynthesis คอื .................................................................................................................................. 4. การสังเคราะห์ดว้ ยแสงเปล่ยี นจากพลงั งาน...........................................ให้เปน็ พลงั งาน.............................. 5. การสังเคราะหด์ ว้ ยแสงเปลย่ี นจากสาร..................................................ใหเ้ ปน็ สาร..................................... 6. สารสีท่ีทำหนา้ ท่รี บั พลงั งานแสงมาใช้ในการสร้างอาหารทสี่ ำคัญในพืช คอื ................................................. 7. chlorophyll เป็นรงควถั สุ .ี ............................................................................ 8. กระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสง มีประโยชน์ตอ่ มนุษย์คือ ............................................................................................................................................................................. 9. มนษุ ยไ์ ด้รับแก๊สใดจากกระบวนการสงั เคราะหแ์ สง .............................................................................................................................................................................. 10. คลอโรฟิลลค์ ือสารสีเขียวทีพ่ บมากทส่ี ุดบรเิ วณสว่ นใดของพืช.......................................................... 52
The biology of plant by คณุ ครูสุธาสนิ ี สายทอง ระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทพนารี จังหวดั แพร่ 11. สิง่ มีชีวิตทส่ี งั เคราะห์ดว้ ยแสงได้ ไดแ้ ก่.................................................................................................. 12. กระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสงใชแ้ กส๊ ใดเป็นสารต้ังต้น ...................................................................................... 13. สงิ่ ที่ไดจ้ ากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชคอื ......................................................................................... 14. แสงท่ที ำให้เกดิ การสังเคราะห์ดว้ ยแสงมากทีส่ ดุ คือ .............................................................................................. 15. ถา้ พชื ขาดน้ำจะมีผลต่อการสังเคราะหด์ ้วยแสงอยา่ งไร .............................................................................................................................................. ................................ การบ้าน ให้นักเรยี นหาภาพส่ิงมีชวี ิตทส่ี ามารถสังเคราะห์แสงได้ ปจั จยั ในการสังเคราะห์ดว้ ยแสงของพืช 1. ปัจจัยเกี่ยวกับพืช หมายถึง ชนิดของพืช สภาพทางสรีรวิทยาของพืช เช่น ในใบพืชที่อ่อนหรือแก่เกินไปพบวา่ ความสามารถในการสังเคราะหแ์ สงตำ่ ใบที่อ่อนเกินไปการพฒั นาของคลอโรฟิลล์ยงั ไม่เตม็ ที่ ส่วนใบทีแ่ กเ่ กินไปจะมี การสลายตวั ของรงควตั ถใุ นคลอโรพลาสต์ การสูญเสียโครงสรา้ งทสี่ ำคัญนี้มผี ลทำให้อัตราการสงั เคราะหแ์ สงลดลง คลอโรพลาสต์มีเยอื่ หุ้ม 2 ชน้ั ชัน้ ในจะพบั ซอ้ นเหมือนเปน็ ถงุ เรยี กว่า ไทลาคอยด์ (thylakoid) แต่ละถุงจะ เรยี งซ้อนกนั เป็นช้นั ๆ เรียกวา่ กรานุม (granum) และเยอ่ื สว่ นที่เช่ือมกนั ระหว่างกรานุม เรียกว่า สโตรมาลาเมลลา 53
The biology of plant by คณุ ครูสุธาสินี สายทอง ระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 โรงเรยี นเทพนารี จงั หวัดแพร่ (stroma lamella) สารสีคลอโรฟิลล์จะอยู่บนเยื่อไทลาคอยด์ทำหน้าที่ดูดรับพลังงานแสงมาใช้ และส่วนที่เป็น ของเหลวในคลอโร พลาสต์ เรียกว่า สโตรมา (stroma) จะมีเอนไซมท์ ีเ่ กีย่ วข้องกับการตรึงแก๊สคาร์บอน ไดออกไซด์ มาสรา้ งน้ำตาล รงควตั ถุ คอื สารที่สามารถดดู กลนื แสง รงควตั ถแุ ต่ละชนดิ จะดดู กลนื แสงทค่ี วามยาวคล่ืนต่างกัน คลอโรฟิลล์ เป็นรงควัตถทุ พ่ี บในใบไม้สามารถดดู กลืนแสงสี ม่วง น้ำเงิน แดงซง่ึ อยู่ในช่วงความยาวคล่นื 400-700 nm ได้ดีแต่ สะท้อนแสงสเี ขียว จงึ ทำให้เราเหน็ ใบไมเ้ ป็นสเี ขยี ว 2. ปจั จัยด้านส่ิงแวดลอ้ มท่ีมผี ลต่ออตั ราการสังเคราะหด์ ้วยแสง 1) คาร์บอนไดออกไซด์ : ถ้าความเขม้ ขน้ ของคารบ์ อนไดออกไซด์ เพิ่มขึน้ จากระดบั ปกติท่มี ีในอากาศ อตั ราการ สังเคราะหด์ ว้ ยแสงจะเพมิ่ สงู ขน้ึ ตามไปดว้ ย จนถึงระดบั หนึ่งถงึ แมว้ ่าความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์จะสูงข้นึ แต่ อตั ราการสังเคราะหด์ ว้ ยแสงไมไ่ ด้สูงข้นึ ตามไปดว้ ย และถ้าหากว่าพืชได้รับคารบ์ อนไดออกไซด์ ทมี่ ีความเข้มข้นสูงกว่า ระดบั นำ้ แล้วเปน็ เวลานานๆ จะมีผลทำใหอ้ ัตราการสงั เคราะห์ดว้ ยแสงลดตำ่ ลงได้ 2) ความเขม้ แสง : ถ้ามีความเขม้ ของแสงมาก อตั ราการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงจะเพ่มิ ข้นึ เร่อื ยๆ อณุ หภูมิกับความเขม้ ของแสง มีผลตอ่ อัตราการสงั เคราะห์ดว้ ยแสงร่วมกัน คอื ถ้าอณุ หภมู สิ ูงข้ึนเพียงอย่างเดียว แต่ความเข้มของแสงน้อย จะไม่ทำใหอ้ ัตราการสงั เคราะห์ด้วยแสงเพิ่มขน้ึ อัตราการสังเคราะหด์ ้วยแสงจะเพิ่มขึน้ เรือ่ ยๆ จนถึงขดี หนง่ึ แล้วอัตรา การสงั เคราะห์ดว้ ยแสงจะลดต่ำลงตามอุณหภมู ิและความเข้มของแสงท่ีเพ่มิ ขน้ึ และยงั ขึ้นอยู่กบั ชนดิ ของพชื อีกดว้ ย เช่น C3 และ C4 ถ้าไมค่ ดิ ถึงปจั จัยอน่ื ๆ เขา้ มาเก่ียวขอ้ ง อตั ราการสังเคราะหด์ ้วยแสงของพชื ส่วนใหญจ่ ะเพิม่ มากขึ้น เม่ือ อุณหภมู สิ งู ข้ึนในชว่ ง 0-35 °C หรอื 0-40 °C ถ้าอุณหภมู สิ งู กว่านี้ อัตราการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงจะลดลง ทง้ั นี้ เนอ่ื งจากกระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสงเปน็ ปฏิกริ ิยาที่มเี อนไซมค์ วบคุม และการทำงานของเอนไซมข์ ้นึ อยกู่ บั อุณหภูมิ ดังนัน้ เรอื่ งของอณุ หภมู ิจงึ มีความสัมพนั ธ์กบั อัตราการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง เรยี กปฏิกิรยิ าเคมที ่ีมี ความสัมพนั ธก์ ับอณุ หภมู วิ า่ ปฏกิ ริ ิยาเทอร์โมเคมิคลั ชนิดของแสงที่ทำให้เกิดการสังเคราะห์ด้วยแสงได้มากที่สุดคือแสงสีม่วง แสงสีแดง และแสงสีน้ำเงิน ตามลำดับ โดยแสงสเี ขยี วมีผลน้อยท่ีสดุ เมื่อความเขม้ ของแสงสูงขึน้ พืชจะสังเคราะห์ดว้ ยแสงได้มากขึ้นด้วยแต่ถ้าแสงสว่าง มากเกินไป ก็อาจทำให้ เกิดอันตรายตอ่ เนือ้ เย่ือได้เป็นผลใหพ้ ืชสงั เคราะห์ดว้ ยแสงไดน้ อ้ ยลง ช่วงระยะเวลาทไี่ ด้รับแสง พืชโดยท่วั ไปจะสงั เคราะห์แสงได้ดเี มื่อไดร้ บั แสงเป็นเวลานานติดต่อกนั แตพ่ ืชบาง ชนิด เช่น ต้นแอปเปิล เมื่อได้รับแสงเป็นเวลานานจนเกินไป จะมีอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงลดลงดังนั้นจะเหน็ วา่ การนำพืชเมืองหนาวมาปลูกในเขตร้อนชื้นหรือนำพืชในเขตร้อนมาปลูกในเขตหนาว พืชท่ีปลูกจะไม่เจริญเติบโต เท่าทค่ี วร 54
The biology of plant by คุณครูสุธาสนิ ี สายทอง ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรียนเทพนารี จงั หวดั แพร่ 3) อณุ หภูมิ : เป็นปจั จัยอยา่ งหนง่ึ ทม่ี ีอทิ ธพิ ลตอ่ การสงั เคราะหด์ ้วยแสงของพืช โดยท่ัวไปอัตราการสังเคราะห์ด้วย แสงจะเพิ่มข้นึ เรื่อยๆ เมอ่ื อุณหภูมิสงู ขึ้น 10-35 °C ถา้ อณุ หภูมิสงู ข้ึนกวา่ น้อี ัตราการสังเคราะหด์ ้วยแสงวดี ีจะลด ตำ่ ลงตามอุณหภมู ทิ เ่ี พมิ่ ขึ้น อตั ราการสังเคราะห์ด้วยแสงทอ่ี ณุ หภมู สิ ูงๆ ยงั ขน้ึ อยกู่ บั เวลาอกี ปัจจยั หนง่ึ ดว้ ย กล่าวคอื ถ้าอณุ หภมู ิสูงคงท่ี เชน่ ที่ 40 °C อตั ราการสังเคราะห์ดว้ ยแสงจะลดลงตามระยะเวลาท่เี พ่มิ ขน้ึ ท้ังน้ีเพราะเอนไซม์ ทำงานได้ดีในชว่ งอณุ หภูมิท่ีพอเหมาะ ถ้าสงู เกิน 40 °C เอนไซมจ์ ะเส่อื มสภาพทำใหก้ ารทำงานของเอนไซม์ชะงกั ลง ดังน้นั อณุ หภมู ิจงึ มีความสัมพนั ธ์ต่อการสังเคราะหแ์ สงด้วย เรียกปฏิกิรยิ าเคมีท่ีมีความสมั พันธ์กับอุณหภูมวิ า่ ปฏิกริ ยิ า เทอรม์ อเคมิคอล (Thermochemical reaction) 4) อายใุ บ : ใบพืชที่อ่อนหรือแก่เกนิ ไป จะมคี วามสามารถในการสังเคราะห์ดว้ ยแสงต่ำกวา่ ใบพืชท่เี จริญเตบิ โต เตม็ ท่ี เพราะว่าใบท่อี ่อนเกินไปการพฒั นาของคลอโรพลาสต์ยงั ไมเ่ จริญเต็มที่ สว่ นใบทแี่ กเ่ กนิ ไปจะมีการสลายตัว ของกรานุมและคลอโรฟิลล์มีผลทำให้การสังเคราะห์ด้วยแสงของพชื ลดลงไปด้วย 5) ปรมิ าณน้ำทีพ่ ชื ไดร้ บั : การปิดเปดิ ปากใบจะมผี ลต่อการแพร่ของแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ และแกส๊ ออกซเิ จนท่ี แพร่เขา้ ออกจากปากใบ ดังน้นั ปริมาณน้ำที่พืชไดร้ ับน่าจะมผี ลตอ่ การสงั เคราะห์ด้วยแสงด้วย เมื่อพืชขาดนำ้ อัตราการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงจะลดลง เนอื่ งจากปากใบของพชื จะปิดเพอื่ ลดการคายน้ำ ซ่งึ ทำให้ แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซดแ์ พร่เขา้ สูป่ ากใบไดย้ าก 6) สารอาหาร : ธาตุแมกนเี ซียมและไนโตรเจนเปน็ ธาตสุ ำคญั ขององคป์ ระกอบของคลอโรฟลิ ล์ การขาดธาตเุ หล่านี้ สง่ ผลให้พืชเกิดอาการใบเหลอื งซีดทีเ่ รียกวา่ คลอโรซสิ (Chlorosis) เนอื่ งจากใบขาดคลอโรฟิลล์ ธาตเุ หล็กจำเป็นต่อการสร้างคลอโรฟิลลแ์ ละเปน็ องคป์ ระกอบของไซโทโครมคอมเพล็กซ์ ซึง่ เป็นตวั ถา่ ยทอด อเิ ล็กตรอน สว่ นธาตแุ มกกานีสและคลอรีนจำเปน็ ต่อกระบวนการแตกตัวของน้ำในปฏกิ ริ ยิ าสงั เคราะห์ด้วยแสง การ ขาดธาตุอาหารต่างๆ ที่กล่าวมานีจ้ ะมผี ลทำให้อัตราการสังเคราะห์ดว้ ยแสงลดลงด้วย 7. ออกซเิ จน: ตามปกติในอากาศจะมีปริมาณของออกซิเจน (O2) ประมาณ 25% ซ่งึ มกั คงทีอ่ ยู่แลว้ จงึ ไม่ ค่อยมีผลตอ่ การสังเคราะห์ด้วยแสง แตถ่ า้ ปรมิ าณออกซิเจนลดลงจะมีผลทำใหอ้ ตั ราการสงั เคราะห์ดว้ ยแสงสูงขน้ึ แต่ ถา้ มมี ากเกนิ ไปจะทำให้เกดิ ปฏิกริ ิยาออกซิเดชัน ของสารตา่ งๆ ภายในเซลล์ โดยเป็นผลจากพลังงานแสง (Photorespiration) รุนแรงข้ึน การสงั เคราะหด์ ้วยแสงจึงลดลง 55
ใหน้ ักเรียนเติมคำในชอ่ งว่างใหถ้ ูกตอ้ ง The biology of plant by คุณครูสุธาสนิ ี สายทอง ระดับชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรยี นเทพนารี จังหวดั แพร่ 6. แบบฝกึ หดั 1. 2. 5. 3. 4. ใหน้ กั เรยี นตอบคำถามต่อไปน้ี 7. จากภาพด้านบน คือออแกเนลลใ์ ด............................................................................................... 8. granum ทำหน้าทใี่ ด............................................................................................................................... 9. thylakoid มีลักษณะอย่างไร......................................................................................................................... 10. ส่วนทเี่ ปน็ ของเหลวในคลอโร พลาสต์ เรียกว่า.............................................................................................. 11. stroma มีหนา้ ท่ีใด........................................................................................................................... 12. คลอโรพลาสต์มเี ยอ่ื หมุ้ กี่ชน้ั ..................................................................................................................... 13. คลอโรพลาสต์มีเย่ือหุ้มอะไรบา้ ง................................................................................................................... 14. เย่อื สว่ นทเี่ ชอื่ มกนั ระหวา่ งกรานุม เรียกว่า............................................................................................... 15. คลอโรฟลิ ล์ทำหน้าทอี่ ะไร............................................................................................................................ 16. ทำไมใบแก่ของพชื จึงมอี ัตราการสังเคราะห์แสงน้อยกว่าใบทเ่ี จรญิ เติบโตเต็มที่ .............................................................................................................................................................................. 17. ทำไมใบออ่ นของพชื จึงมอี ตั ราการสังเคราะหแ์ สงน้อยกวา่ ใบทเี่ จริญเติบโตเตม็ ที่ .............................................................................................................................................................................. 18. คลอโรฟิลลค์ อื สารสเี ขียวที่พบมากทีส่ ดุ บริเวณส่วนใดของพืช........................................................................ 19. รงควตั ถุ คอื ............................................................................................................................. ................................................. 20. แสงท่ที ำใหเ้ กดิ การสังเคราะห์ดว้ ยแสงมากทสี่ ดุ คือ .............................................................................................................................................................................. 56
The biology of plant by คณุ ครสู ุธาสนิ ี สายทอง ระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนเทพนารี จังหวดั แพร่ แบบฝึกหดั ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปน้ี 1. พลงั งานเริ่มตน้ ในกระบวนการสงั เคราะหแ์ สง คอื ............................................................................................................................................................................ 2. ชนดิ ของแสงท่ที ำใหเ้ กิดการสงั เคราะห์ด้วยแสงได้มากทส่ี ุดคอื ........................................................................................................................... ............................................. 3. ชนิดของแสงที่ทำใหเ้ กิดการสังเคราะหด์ ว้ ยแสงได้นอ้ ยที่สุดคือ ............................................................................................................................................................................. 4. พลงั งานจากแสงที่มนษุ ยส์ รา้ งขน้ึ ไดแ้ ก่ ............................................................................................................................................................................. 5. พลังงานธรรมชาติท่ีพืชได้รับคือพลังงานจากแสงมาจากทใี่ ด ............................................................................................................................................................................. 6. ชว่ งระยะเวลาที่ได้รบั แสงมผี ลต่อกระบวนการสังเคราะหแ์ สงอย่างไร .............................................................................................................................................................................. 7. ความเข้มแสงมีผลตอ่ กระบวนการสังเคราะห์แสงอยา่ งไร .............................................................................................................................................................................. 8. ถ้าอณุ หภมู สิ ูงเป็นเวลานานอตั ราการสังเคราะห์ดว้ ยแสงจะลดลงเพราะเหตุใด .............................................................................................................................................................................. 9. ปฏกิ ิรยิ าเทอรม์ อเคมคิ อล คือ .............................................................................................................................................................................. 10. อตั ราการสังเคราะหด์ ้วยแสงทีอ่ ุณหภมู สิ ูงๆ ยังขน้ึ อยู่กบั ปจั จัยสำคัญใด ............................................................................................................................................................................. 11. ถ้าเพิ่มปรมิ าณความเข้มข้นของคารบ์ อนไดออกไซด์ใหส้ ูงขึ้นอตั ราการสังเคราะหด์ ้วยแสงจะเปน็ อย่างไร ............................................................................................................................. ................................................. 12. การสังเคราะหด์ ้วยแสงคือ อะไร……………………………………………………………………………………………………………… 13. จากการทดสอบหาแป้งในใบดา่ งสเี ขยี ว ขาว พบวา่ บรเิ วณที่มสี ขี าวไมม่ แี ป้ง การทดลองน้ีอธบิ ายขอ้ ใด ต่อไปนี้ได้ดที ส่ี ดุ ก. แสงจำเปน็ สำหรับการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง ข. ตำแหน่งทมี่ กี ารสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงคอื ใบ ค. คลอโรฟิลลจ์ ำเป็นต่อสำหรบั การสังเคราะหด์ ว้ ยแสง ง. บริเวณทมี่ สี ีขาวมกี ารหายใจ 57
The biology of plant by คุณครูสุธาสนิ ี สายทอง ระดับช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นเทพนารี จังหวัดแพร่ 14. ถ้าความเข้มขน้ ของ CO2 เปน็ สิ่งจำกดั อตั ราการสงั เคราะหด์ ้วยแสง เม่อื วัดทค่ี วามเข้มแสงต่ำการเพิ่ม ความเข้มแสงเปน็ 2 เทา่ อตั ราการสงั เคราะห์ด้วยแสงจะ ก. เพิม่ 2 เท่า ข. เพ่ิมน้อยกวา่ 2 เทา่ ค. ลดตำ่ กว่าเดิม ง. คงเดมิ 15. หากโลกปราศจากพืชสีเขียว และ Phytoplankton ผลกระทบตอ่ บบรยกาศบนผวิ โลก คอื ก. ปรมิ าณ O2 ลดตำ่ ลง แต่ CO2 เพิ่มมากขึน้ ข. ปริมาณ O2 ลดต่ำลง แต่ CO2 ไม่เปล่ียนแปลง ค. ปริมาณ O2 คงท่ี แต่ CO2 เพมิ่ มากข้ึน ง. ปริมาณ O2 คงท่ี แต่ CO2 น้อยลง 16. พลังงานแสงอาทติ ยที่พชื ดดู ซบั ไวน้ ้ัน สว่ นใหญ่จะถกู นำไปใช้ในกระบวนการใด ก. สังเคราะหด์ ้วยแสง ข. กระบวนการเมแมบอลิซึม ค. หายใจ ง. สรา้ งคลอโรฟิลล์ 17. กระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงของพชื เกดิ ขน้ึ ในเวลาใด ก. เฉพาะกลางวนั ท่ีมแี ดดจัด ข. ตลอดเวลาทมี่ แี สงสวา่ ง ค. กลางคืนนอ้ ยกวา่ กลางวัน ง. กลางวนั เทา่ นั้น 18. แสงแดดทำหน้าท่อี ะไรในกระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง ก. เปน็ ตวั กระต้นุ ในการสรา้ ง O2 ข. เปน็ ตัวกระต้นุ ให้คลอโรฟลิ ล์ทำงาน ค. เป็นตวั กระต้นุ ให้แยกสลายนำ้ เกดิ เป็นพลังงาน ง. เป็นองคป์ ระกอบรว่ มกบั คาร์บอนไดออกไซดแ์ ละนำ้ เพอ่ื ประกอบเปน็ สารอินทรีย์ 19. โครงสรา้ งของคลอโรพลาสต์ใดเปรยี บเสมอื นเหรียญบาทวางช้นั กนั เป็นชน้ั ๆ ก.กรานมุ ข. กรานา ค. ไทลาคอยด์ ง. ลูเมน 20. บรเิ วณใตต้ น้ ไม้ใหญท่ ่มี ใี บหนาแน่นมาก ๆ พบหญ้าขนึ้ อยบู่ รเิ วณรอบ ๆ โคนต้น เพราะเหตุใด ก. มี CO2 น้อย ข. มีอาหารนอ้ ย ค. มแี สงสว่าง ง. มคี วามชมุ่ ชืน้ มาก 58
The biology of plant by คณุ ครูสุธาสนิ ี สายทอง ระดับชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรียนเทพนารี จังหวดั แพร่ แบบฝึกหัด 59
The biology of plant by คุณครูสุธาสินี สายทอง ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนเทพนารี จังหวัดแพร่ 60
The biology of plant by คุณครูสุธาสินี สายทอง ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนเทพนารี จังหวัดแพร่ 61
The biology of plant by คุณครสู ุธาสนิ ี สายทอง ระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 โรงเรียนเทพนารี จงั หวดั แพร่ การคายน้ำของพชื (Transpiration) การคายน้ำของพชื ท่ีบรเิ วณผิวใบของพชื จะมีลกั ษณะเปน็ รเู ล็ก ๆจำนวนมากแทรกอยู่ระหว่างเซลล์คุม 2 เซลล์ เซลล์นีเ้ รยี กว่า เซลล์ปากใบ (Stomata) เซลลค์ ุม น้ำท่ผี ่านออกทางปากใบของพชื จะมลี กั ษณะเป็นไอน้ำ เรียกวา่ กระบวนการคายนำ้ ของพืช(Transpiration) ซึ่ง จะมีประโยชน์ช่วยในการลำเลียงน้ำ โดยทำให้เกิดแรงดึงน้ำจากส่วนล่างข้นึ สูบ่ นเป็นสายนำ้ ไหลตดิ ต่อกันโดยตลอด การคายนำ้ ของพชื มคี วามชุ่มช้ืน และช่วยลดอุณหภูมภิ ายในลำตน้ และใบด้วย ปจั จยั ทมี่ อี ทิ ธิพลตอ่ การคายน้ำ ปัจจัยภายนอก หมายถงึ ปจั จยั ทางสงิ่ แวดลอ้ มภายนอก ไดแ้ ก่ - อณุ หภูมิ การเพิ่มขนึ้ ของอณุ หภูมมิ ผี ลทำให้แรงดันไอในช่วงว่างระหวา่ งเซลลส์ งู กวา่ อากาศรอบๆผิวใบ ทำใหพ้ ชื มอี ัตราการคายน้ำเพิม่ มากข้นึ - แสงสว่าง แสงมผี ลต่ออตั ราการคายน้ำ โดยแสงสวา่ งมาก จะทำให้ปากใบเปดิ กวา้ งมากขึน้ - ลม ลมช่วยพดั พาไอนำ้ ทรี่ ะเหยออกจากใบ และท่ีอย่รู อบๆใบ ให้พ้นจากผวิ ใบ เพอ่ื ทำให้การแพรข่ องไอนำ้ ออก จากใบมากขึ้น -ความช้นื ของอากาศ ปกติจะถือว่าบรรยากาศภายในใบพืชจะอิ่มตวั หรอื เกอื บจะอิ่มตวั ด้วยไอนำ้ ดงั นน้ั อัตราการ แพร่ของไอน้ำจากภายในใบออกสู่ภายนอกจึงข้ึนอยกู่ บั ความช้นื ของอากาศภายนอก ถ้าอากาศภายนอกมคี วามชน้ื สูง อัตราการคายน้ำกจ็ ะต่ำ ในทางตรงกนั ขา้ ม ถ้าอากาศภายนอกมีความชื้นตำ่ การคายน้ำก็จะเกิดมากข้นึ -ความกดดนั ของบรรยากาศ ในทท่ี ี่มีความกดดันของบรรยากาศต่ำอากาศจะเบาบางลง และมคี วามหนาแน่นนอ้ ย ทำใหไ้ อน้ำในใบแพร่ออกมาได้งา่ ยกวา่ ขณะทอ่ี ากาศมีความกดดันของบรรยากาศสงู 62
The biology of plant by คุณครสู ุธาสินี สายทอง ระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 โรงเรียนเทพนารี จังหวัดแพร่ ปจั จยั ภายใน หมายถงึ ปัจจยั อันเนอื่ งมาจากองค์ประกอบต่างๆของพชื ได้แก่ - พืน้ ทใี่ บ พื้นทีใ่ บย่งิ มาก การสูญเสียนำ้ กย็ งิ่ มาก - การจัดเรยี งตัวของใบ ถ้าพชื หนั ทิศทางอย่ใู นมุมทต่ี รงกนั ขา้ มกบั แสง อาทิตย์ เป็นมมุ แคบจะเกิดการคายนำ้ น้อย กว่าใบท่ีอยู่ เป็นมุมกว้าง - ขนาดและรปู รา่ งของใบ ใบพชื ท่ีมีขนาดใหญ่และกว้างจะมีการคายนำ้ มากกว่าใบเล็กแคบ - โครงสรา้ งภายในใบ พชื ในทแ่ี ห้งแล้งจะมีการปรบั ตวั ใหม้ ปี ากใบลึก มีชั้นผวิ ใบ (cuticle) หนา ทำใหก้ ารคายนำ้ เกิดขนึ้ น้อยกว่าพชื ในที่ชุ่มชนื้ หรอื พืชน้ำ - อัตราสว่ นของรากต่อลำตน้ ถ้าพืชมอี ัตราสว่ นของรากตอ่ ลำตน้ มาก การคายนำ้ ก็เกดิ ขน้ึ ได้มาก เพราะอตั ราการ ดดู ซมึ ของรากจะมมี าก ความสำคญั ของการคายนำ้ กระบวนการคายน้ำเปน็ กระบวนการสูญเสียนำ้ ทพ่ี ชื ดดู ขนึ้ มาจากราก โดยนำ้ ทพี่ ชื ดูดข้นึ มานน้ั จะถูกนำไปใช้ใน กระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง เพยี ง 1-2 % เท่านนั้ นอกนนั้ จะระเหยออกทางปากใบ ดงั น้ันจงึ มกี ารศกึ ษากันว่า กระบวนการคายน้ำทเี่ กดิ ขึน้ น้ีมปี ระโยชน์อยา่ งไร ซึ่งผลจากการศึกษาในปจั จุบนั นเี้ ช่ือกนั วา่ การคายนำ้ มปี ระโยชน์ ต่อพืช โดยตรง เชน่ ช่วยลดอุณหภูมใิ บ ช่วยควบคุมการดูดและลำเลยี งเกลอื แร่ เป็นต้น นอกจากนี้ยงั อาจเปน็ โทษกับ พชื มากกวา่ ด้วย เพราะทำให้พืชสูญเสยี นำ้ โดยเปล่าประโยชน์ และถา้ พชื เสียน้ำไปมากๆ โดยเฉพาะพชื ทอ่ี ยใู่ นทแ่ี ห้ง แล้ง พชื จะปดิ ปากใบเพื่อ ลดการสูญเสยี นำ้ ซึง่ มีผลทำให้การสังเคราะหด์ ้วยแสงหยดุ ชะงกั ลง การเจริญเตบิ โตของพืช กจ็ ะถูกกระทบกระเทือน และถ้าพืชเกิดการขาดน้ำอยา่ งรุนแรง พชื จะเหี่ยวเฉาและตายในที่สดุ ประโยชนข์ องการคายน้ำมดี ังน้ี - ชว่ ยลดความร้อนของใบ เพราะเมอ่ื ใบคายน้ำ ต้องการความรอ้ น แฝงทีจ่ ะทำใหน้ ำ้ กลายเป็นไอนำ้ จงึ ดงึ ความร้อน จากใบไป ใบจงึ มอี ุณหภูมติ ่ำลง - ชว่ ยในการดูดนำ้ และเกลอื แร่ การคายน้ำเปน็ ต้นเหตทุ ำให้เกดิ แรงดงึ จากการคายนำ้ (Transpiration pull) แรงดงึ น้สี ามารถดงึ นำ้ และเกลือแรจ่ ากดนิ เขา้ สู่รากได้ดีมาก ภาพแสดงปจั จัยควบคมุ การเปิด – ปดิ ของปากใบ 63
The biology of plant by คุณครสู ุธาสนิ ี สายทอง ระดับชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรยี นเทพนารี จังหวัดแพร่ แบบฝึกหัด ใหน้ กั เรยี นตอบคำถามตอ่ ไปนี้ 1. ปจั จัยท่ีมอี ิทธพิ ลต่อการคายนำ้ ของพืช _______________________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________________ 2. ไซเลม มหี นา้ ท่ีใด _______________________________________________________________________________________ ใหน้ กั เรยี นวาดภาพปากใบเปดิ -ปิดของพชื 4. ปากใบปดิ 3. ปากใบเปิด 5. การเปิดปดิ ของปากใบมผี ลอย่างไรต่อพชื .......................................................................................................... 6. H2O คอื ................................................................................................ 7. CO2 คือ.............................................................................................. 8. โครงสรา้ งใดของพชื ท่ีสว่ นใหญม่ ีการคายน้ำเกดิ ขน้ึ มากท่สี ุด........................................................... 9. ปากใบของพชื จะเปิดกวา้ งทีส่ ุดในช่วงเวลาใด............................................................................... 10. การแพรข่ องน้ำในดินสลู่ ำต้นจะต้องผ่านโครงสรา้ งใดของพืช........................................................ 11. ใบของพชื เปรียบไดก้ ับหอ้ งใดของบา้ นทอ่ี ยอู่ าศัย............................................................................. 12. รงควัตถทุ มี่ ีสีเขยี วและชว่ ยในการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง คือ..................................................................... 64
The biology of plant by คณุ ครูสุธาสินี สายทอง ระดบั ช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรยี นเทพนารี จังหวดั แพร่ 13. กระบวนการสร้างอาหารของพชื โดยใช้แสงมชี ่ือเรยี กภาษาอังกฤษ คือ.................................................... 14 กระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสงจะเกดิ ขนึ้ ในเวลาใด ............................................................................................. 15. พชื สามารถสงั เคราะห์แสงในตอนกลางคนื ได้หรือไม่ เพราะเหตใุ ด ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. 16. กระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสงเปน็ กระบวนการเปลี่ยนพลังงานแสงท่ีพืชไดร้ บั เป็นพลงั งานชนิดใด ............................................................................................................................. ................................................. 17. แก๊สท่เี ปน็ ผลผลติ ในกระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสง คือ .............................................................................................................................................................................. 18. ธาตทุ ่เี ป็นองค์ประกอบอยใู่ นโมเลกลุ ของคลอโรฟลิ ล์ คือ .............................................................................................................................................................................. 19. ธาตุเหล็ก มีความสำคญั อยา่ งไรตอ่ กระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสง .............................................................................................................................................................................. 20. ถ้าปริมาณออกซิเจนลดลงจะมผี ลอย่างไรต่อกระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสง .............................................................................................................................................................................. 65
The biology of plant by คณุ ครสู ุธาสนิ ี สายทอง ระดบั ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรยี นเทพนารี จงั หวดั แพร่ ปฏบิ ตั กิ ารเรอ่ื ง การสังเคราะห์ด้วยแสง ปญั หาของการทดลอง ................................................................................................................................................ สมมตฐิ านการทดลอง ................................................................................................................................................ ตัวแปร ตวั แปรตน้ .................................................................................................................................. ตวั แปรตาม..................................................................................................................................... ตัวแปรควบคมุ ................................................................................................................................ วัสดุอปุ กรณ์ วิธกี ารทดลอง 66
The biology of plant by คุณครูสุธาสนิ ี สายทอง ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรยี นเทพนารี จังหวดั แพร่ ตารางบันทึกผลการทดลอง ผลการทดสอบ ส่ิงทนี่ ำมาทดสอบ 67 น้ำแปง้ ส่วนสเี ขยี วของใบชบาด่าง สว่ นสีขาวของใบชบาด่าง
The biology of plant by คุณครสู ุธาสนิ ี สายทอง ระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 โรงเรยี นเทพนารี จงั หวัดแพร่ อภิปรายผลการทดลอง .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. ............ .............................................................................................................................................................................. สรปุ ผลการทดลอง .............................................................................................................................................................................. ...................................................................................................................................... ........................................ .............................................................................................................................................................................. แบบฝกึ หดั 68
The biology of plant by คุณครูสุธาสนิ ี สายทอง ระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนเทพนารี จังหวัดแพร่ แบบฝึกหดั ทบทวน 69
The biology of plant by คณุ ครูสุธาสนิ ี สายทอง ระดับช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรยี นเทพนารี จงั หวดั แพร่ ทิศทางการลำเลียงน้ำและอาหารของพืช ไซเลม็ (Xylem) ทำหน้าท่ีลำเลียงนำ้ และแร่ธาตุจากดินขึน้ ส่ใู บ เพือ่ สร้างอาหารดว้ ยกระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสง โฟลเอ็ม (Phloem) ทำหนา้ ที่ลำเลยี งอาหารทสี่ ร้างจากใบไปสู่สว่ นต่าง ๆ ของพืช เซลล์ท่ที ำหน้าท่ีในการลำเลียงอาหาร เรยี กวา่ เซลล์ตะแกรง (Sieve tube cell) มาเรียงต่อกนั เปน็ ท่อ รอยต่อระหวา่ งเซลลจ์ ะมลี ักษณะเหมอื นแผน่ ตะแกรง ก้นั ไว้ สารอาหารท่พี ชื สรา้ งขนึ้ คอื น้ำตาลกลูโคสทีอ่ ยู่ในรูปของสารละลายจะถกู ลำเลยี งจากใบไปสู่ส่วนตา่ ง ๆ ของพชื ผ่านทางทอ่ โฟลเอ็ม ซึง่ การลำเลียงจากเซลล์ของใบไปสเู่ ซลล์ขา้ งเคียงต่อ ๆ กนั ไปโดยกระบวนการแพร่ และแอค ทฟี ทราน สปอรต์ การลำเลยี งอาหารเป็นการเคล่ือนที่จากด้านบนของตน้ พืชลงสดู่ ้านล่างไปเล้ยี งสว่ นของลำต้นและราก แตก่ ็มบี างสว่ นทีม่ กี ารลำเลียงไปในทิศทางขึ้นดา้ นบนเหมือนกัน เช่น การลำเลียงไปเล้ียงดอกและผล เป็นตน้ 70
The biology of plant by คุณครูสุธาสนิ ี สายทอง ระดับชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรยี นเทพนารี จังหวดั แพร่ ใหน้ ักเรยี นวาดทศิ ทางการลำเลยี งของน้ำให้ถูกตอ้ ง พรอ้ มระบายสใี ห้สวยงาม 71
The biology of plant by คณุ ครูสุธาสินี สายทอง ระดับชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 โรงเรียนเทพนารี จงั หวัดแพร่ ขอ้ สอบ ONET 62 72
The biology of plant by คุณครูสุธาสินี สายทอง ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนเทพนารี จังหวัดแพร่ 73
The biology of plant by คณุ ครสู ุธาสนิ ี สายทอง ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรียนเทพนารี จังหวัดแพร่ 1. จงเติมข้อความแสดงความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งอัตราการคายน้ำ และ ความกว้างของปากใบใหถ้ ูกตอ้ ง ช่วงเวลา ความกว้างของปากใบ อตั ราการคายนำ้ 03.00 - 08.00 น. 08.00 – 10.30 น. 10.30 – 12.00 น. 12.00 – 22.00 น. 74
The biology of plant by คณุ ครสู ุธาสินี สายทอง ระดบั ช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรียนเทพนารี จงั หวัดแพร่ 2. เหตุทอ่ี ัตราการคายน้ำในระหวา่ งเวลา 08.00 – 10.30 น. เพมิ่ ขึ้น แตค่ วามกว้างของปากใบยังคงเดิม เปน็ เพราะ _____________________________________________________________________________________ _____________________________________________________________________________________ 5. ใชภ้ าพตอ่ ไปนี้ ประกอบการตอบคำถาม A ต้นหญา้ เทยี่ งวัน B ต้นหญ้าเทย่ี งคืน 5.1 ตน้ หญา้ ในภาพ A จะคายนำ้ ในรปู ของ ________________ โดยวธิ ีการลำเลียงที่เรยี กว่า ________________ และถ้ามีการคายนำ้ ได้มากและรวดเร็วจะต้องขนึ้ อยกู่ บั ปจั จัยตอ่ ไปน้ี คอื ความเข้มของแสง __________________ อุณหภมู ิของบรรยากาศ ________________ ความช้นื สัมพัทธ์ ________________ ปริมาฯน้ำในดนิ _______________________ ________________ และกระแสลม ________________ 5.2 อักษร B ของต้นหญ้าในภาพ B คอื _______________ วธิ กี ารคายนำ้ ในลักษณะนเ้ี รยี กวา่ ____________________ ซึ่งมกั จะเกดิ เมอื่ อากาศมีความช้ืน ________________ 75
The biology of plant by คุณครูสุธาสนิ ี สายทอง ระดับช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 โรงเรียนเทพนารี จงั หวัดแพร่ แบบฝกึ หัด การสังเคราะหด์ ว้ ยแสง 76
The biology of plant by คุณครูสุธาสินี สายทอง ระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนเทพนารี จงั หวดั แพร่ _______________________________________________________________________ แบบทดสอบ โครงสรา้ งและประเภทของดอก 77
The biology of plant by คุณครูสุธาสินี สายทอง ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนเทพนารี จังหวัดแพร่ 78
The biology of plant by คุณครูสุธาสินี สายทอง ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนเทพนารี จังหวัดแพร่ 79
The biology of plant by คณุ ครูสุธาสนิ ี สายทอง ระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 โรงเรยี นเทพนารี จังหวัดแพร่ แบบฝกึ หัด การผสมพันธขุ์ องพืชดอกและประเภทของดอก 80
The biology of plant by คุณครูสุธาสินี สายทอง ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนเทพนารี จังหวัดแพร่ 81
The biology of plant by คุณครูสุธาสินี สายทอง ระดับชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรยี นเทพนารี จังหวดั แพร่ 1. การขยายพันธพุ์ ชื ด้วยวิธใี ดที่ทำได้ง่ายและได้ปริมาณมาก 1 การเพาะเมล็ด 2 การติดตา 3 การตอนกง่ิ 4 การทาบกง่ิ 2. มนษุ ย์ชนชาติจนี คิดค้นวิธีการทาบก่ิง ติดตา ต่อก่งิ และตอนกิ่งขึ้นมา โดยอาศยั ส่ิงใด 1 การลองผิดลองถูก 2 การอ่านตำราวิชาการ 3 การสังเกตบรรพบรุ ุษ 4 การดัดแปลงปรากฏการณ์ธรรมชาติ 3. ขอ้ ใดกล่าวถึงการขยายพนั ธพ์ุ ืชได้ถูกตอ้ ง 1 การเพ่มิ จำนวนผลผลิตจากพืช 2 การปรับปรงุ คุณภาพของตน้ พืช 3 การทำให้ต้นพืชมีจำนวนเพิ่มข้นึ 4 การเปลี่ยนแปลงสายพันธ์ุของต้นพืช 4 ข้อใดเป็นความสำคญั ของการขยายพนั ธ์พุ ืชต่อต้นพืช 1 เป็นการเพิ่มอาหาร 2 เป็นการดำรงพนั ธ์ุพืชที่ดีไว้ 3 ทำให้เกิดความรม่ รื่น 4 เพ่ิมทรพั ยากรป่าไม้ให้มีมากข้นึ 5. วิธกี ารใดเปน็ การขยายพนั ธ์ุพืชโดยอาศยั เพศ 1 การเพาะเมล็ด 2 การเพาะเลี้ยงเน้อื เย่ือ 3 การปักชำ 4 การทาบกง่ิ 6. ขอ้ ใดคอื ความหมายท่ถี ูกตอ้ งของการขยายพนั ธุ์พืช ก. การเก็บเมล็ดพันธท์ุ ี่ดไี วเ้ พอื่ ขยายด้วย วิธกี ารตา่ งๆ ข. การคัดเลือกเมลด็ พันธ์ุทไี่ ม่สมบูรณอ์ อก ให้ไดม้ ากท่ีสดุ ค. การเพาะปลูกเมล็ดพชื ใหเ้ จริญเตบิ โตตามวัฏจักรเพ่อื ออกผลผลิตต่อไป ง. การเพิ่มจำนวนตน้ พชื ใหม้ ากขน้ึ เพอ่ื นำไปใช้ประโยชนด์ ้านต่างๆ และอนรุ กั ษ์คณุ ลกั ษณะทด่ี ไี ว้ 82
The biology of plant by คุณครูสุธาสินี สายทอง ระดับช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นเทพนารี จังหวดั แพร่ แบบฝึกหัด การสืบพันธุแ์ บบไม่อาศัยเพศ 83
The biology of plant by คณุ ครสู ุธาสนิ ี สายทอง ระดบั ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรียนเทพนารี จังหวดั แพร่ จงพจิ ารณาข้อความตอ่ ไปนี้ว่าถูกตอ้ งหรือไม่ พรอ้ มใหเ้ หตุผลอธบิ าย 1. พชื ดอกทกุ ชนิดสามารถสืบพันธ์แุ บบอาศยั เพศได้ __________________________________________ ______________________________________________________________________________ 2. ดอกไม้ทกุ ชนิดมกี ลีบดอกเพอ่ื ลอ่ แมลงมาผสมเกสร ________________________________________ ______________________________________________________________________________ 3. ละอองเรณบู รรจอุ ยใู่ นออวุลเพ่ือทำหนา้ ทเี่ ป็นเซลล์สืบพนั ธุ์ __________________________ ______________________________________________________________________ 4. ดอกตอ้ งติ่งเปน็ ดอกสมบรู ณ์เพศเช่นเดยี วกับดอกขา้ วโพด ____________________________________ ______________________________________________________________________________ 5. รว้ิ ประดับอยใู่ ต้วงกลีบเลย้ี ง พบในดอกชบาและพู่ระหง ______________________________________ ______________________________________________________________________________ 6. เซลล์สืบพันธเ์ุ พศผขู้ องพืชดอกคอื เรณู __________________________________________________ 7. เซลลไ์ ข่ของพืชคอื ออวลุ ____________________________________________________________ 8. การปฏสิ นธิเกดิ ข้ึนภายหลงั การถา่ ยเรณู _________________________________________________ 9. เม่ือเกิดปฏสิ นธแิ ล้ว พืชจะสร้างผลกอ่ นแล้วจึงสรา้ งเมลด็ ขน้ึ มาภายในผล ________________________ ______________________________________________________________________________ 10. ผลของพชื มที ัง้ แบบผลทม่ี เี นอ้ื นมุ่ และผลแห้ง _____________________________________________ ______________________________________________________________________________ จงระบุ A B C D E F ให้ถกู ต้อง A ___________________________________________ B ___________________________________________ C ___________________________________________ D ___________________________________________ E ___________________________________________ F _______________________________________________ 84
The biology of plant by คุณครูสุธาสนิ ี สายทอง ระดับชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทพนารี จงั หวดั แพร่ เทคโนโลยีชวี ภาพในการขยายพนั ธพ์ุ ืช 1. การเพาะเลย้ี งเนอ้ื เย่ือ (Plant tissue culture) ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ กลมุ่ เน้ือเยื่อเรียกว่า แคลลัส (Callus) เม่อื เจริญต่อเน่ือง ไดแ้ คลลสั ขนาดใหญ่ จะตัดออก พนั ธ์ุพืชทีท่ ำการ เพาะเล้ยี งเนือ้ เยือ่ 1. ออ้ ย 2. เบญจมาศ 3. สตรอเบอร่ี 4. หน่อไม้ฝรงั่ 5. ขงิ 6. มันฝรั่ง 7. สบั ปะรด 8. สมนุ ไพร 9. กล้วย 10. กระเจียว/ปทมุ มา 11. ปเู ล่ 12. ไผ่ 13. กลว้ ยไมป้ ุา 14. สมนุ ไพร ประโยชน์ของการเพาะเลีย้ งเน้ือเยอื่ 1. ใช้เวลาไมน่ านและได้ผลผลิตจำนวนมาก 2. ไมก่ ลายพันธุ์ไดล้ กั ษณะเหมอื นพนั ธเุ์ ดิม 3. ปรบั ปรุงพันธ์ุให้ไดพ้ ันธ์พุ ืชตามลักษณะที่ตอ้ งการ 4. พืชปลอดจากไวรัส 5. อนรุ กั ษ์พชื บางชนิด 85
The biology of plant by คุณครสู ุธาสนิ ี สายทอง ระดบั ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 โรงเรยี นเทพนารี จังหวัดแพร่ 2. พนั ธุวศิ วกรรม (Genetic Engineering) - ตดั ตอ่ ยีนและเปลย่ี นแปลงยนี ในเซลล์ - ทำใหเ้ กิดส่งิ มีชีวิตดดั แปลงพันธกุ รรม GMOs - สมบตั ิการต้านทานแมลง ตา้ นทานสาเคมี ต้านทานไวรัส เรยี กวา่ พชื จำลองพันธุ์ (Trangenic plant) เช่น ข้าวโพด มะละกอ ฝ้าย พรกิ ช้ฟี ้า ถ่วั เหลือง มะเขือเทศ ประโยชน์ของพนั ธวุ ิศวกรรมพืช 1. พนั ธ์ุพชื ตา้ นทานแมลง ลดการใชส้ ารเคมแี ละรกั ษาสง่ิ แวดลอ้ ม เช่น ขา้ วโพด มะเขอื เทศ 2. ต้านทานต่อโรคท่ีเกดิ จากไวรัส แบคทีเรยี รา ไดผ้ ลผลติ ทม่ี คี ณุ ภาพ 3. พันธพุ์ ืชไดผ้ ลผลิตจำนวนมาก เตบิ โตไดใ้ นสภาพแวดล้อมทีไ่ ม่เหมาะสม เชน่ ฝ้าย ถั่วเหลือง 86
The biology of plant by คณุ ครสู ุธาสินี สายทอง ระดับชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรยี นเทพนารี จังหวดั แพร่ 3. ผลิตเมลด็ เทยี ม (Artificial Seed) เมลด็ เทียม (artificial seed) เป็นการใช้เทคโนโลยชี ีวภาพในการสร้างส่ิงท่ีมีลักษณะคล้ายเมล็ดเพ่ือ เลียนแบบเมล็ดพืชทไ่ี ด้จากการสืบพันธแ์ุ บบอาศัยเพศตามธรรมชาติ การทำเมล็ดเทียมอาศัยหลกั การห่อหุม้ สว่ นต่างๆ ของพชื ด้วยวสั ดุที่เหมาะสม โดยอาจจะมกี ารเตมิ สารท่ที ำหน้าที่เปน็ เอนโดสเปิร์มเทยี ม (artificial endosperm) เชน่ สารอาหาร สารควบคุมการเจรญิ เติบโต หรือเตมิ สารเคมีชนดิ อนื่ ๆ เช่น สารกำจัดศัตรพู ชื สารกำจดั แมลง สารกำจัด เชื้อรา หรอื จุลนิ ทรยี ์ท่ชี ว่ ยสนับสนุนการเจริญของพืชเขา้ ไปเปน็ สว่ นประกอบของเมลด็ เทียมอกี ดว้ ย เมล็ดเทียมอาจมี ชื่อเรียกเป็นภาษาองั กฤษอน่ื ๆ อีกเชน่ synthetic seed หรอื manufactured seed เปน็ ตน้ ส่วนตา่ งๆ ของพชื ท่ไี มเ่ ก่ยี วกบั การสืบพนั ธ์ุแบบอาศยั เพศ ท่ีเรียกว่า โซมาติกโพรพากลู (somatic propagule) น้ีนยิ มนำมาใช้ในการผลิตเมล็ดเทียม ซงึ่ อาจจะเป็น โซมาตกิ เอ็มบรโิ อ (somatic embryo) ยอด (shoot tip) ตา (bud) ตาตามซอก (axillary bud) ตายอด (apical bud) ของพืชชนิดต่างๆ แตใ่ นพืชบางกล่มุ นยิ ม ทำเมล็ดเทยี มจากต้นออ่ นทง่ี อกจากเมล็ด ที่เรยี กว่าโพรโทคอรม์ (protocorm) เช่น กลว้ ยไมส้ กลุ หวาย ฟาแลนนอบ ซสิ แคทลียา หรือรองเทา้ นารี ภาพส่วนประกอบหลกั ของเมลด็ เทยี ม เมลด็ เทยี ม แบ่งออกได้เป็น 2 ชนดิ คอื hydrated seed และ desiccated seed hydrated seed เปน็ การนำเอาโซมาตกิ โพรพากลู ไปทำใหเ้ ป็นแคปซูลทเ่ี รียกวา่ การทำ encapsulated ใน ไฮโดรเจล (hydrogel) ชนิดตา่ งๆ เชน่ โซเดยี มแอลจิเนต (sodium alginate) วุน้ (agar) คาร์เรจิแนน (carrageenan) เปน็ ตน้ ซึง่ ไฮโดรเจลทน่ี ยิ มใช้คอื โซเดยี มแอลจเิ นต โดยข้ันตอนในการทำ hydrated seed โซ มาติกโพรพากลูที่เล้ียงไว้ในรปู ของสารแขวนลอยจะนำมาผสมกบั โซเดียมแอลจิเนตและค่อยๆ หยดลงในสารละลาย โซเดยี มคลอไรด์ เมือ่ หยดของโซเดียมเอลจิเนตทม่ี ีโซมาตกิ โพรพากลูอยภู่ ายในสัมผัสกบั สารละลายโซเดียมคลอไรด์ พน้ื ผิวของหยดโซเดยี มแอลจิเนตจะค่อยๆ มรี ปู รา่ งท่ีคงตวั ข้นึ จนกลายเปน็ แคปซูลเม็ดกลมๆ คล้ายลูกปดั ซ่งึ อาจจะมี 1 -2 โซมาตกิ โพรพากลู อยใู่ นแคปซลู น้ี จากนนั้ ท้ิงเมด็ แคปซูลไวป้ ระมาณ 60-90 นาที เพอ่ื ให้แคปซูลมีสภาพที่คงตัว 87
The biology of plant by คณุ ครูสุธาสินี สายทอง ระดับช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรยี นเทพนารี จังหวดั แพร่ แล้วจึงนำมาล้างดว้ ยน้ำสะอาด ปล่อยให้แหง้ ทอี่ ุณหภมู หิ ้อง แล้วจงึ นำไปเกบ็ ทอี่ ุณภูมปิ ระมาณ 4 องศาเซลเซยี ส เพ่อื เตรยี มนำไปใช้งานดา้ นอ่นื ๆ ตอ่ ไป เมลด็ เทยี ม ชนิด hydrated seed ทมี่ า : http://www.tribuneindia.com/2003/20030106/agro.htm (Retrieve 24/05/2010) desiccated seed เปน็ การนำเอาโซมาตกิ โพรพากลู ไปทำให้เปน็ แคปซูลเช่นเดียวกบั hydrated seed แตโ่ ซมาติกโพรพากลู ของ desiccated seed นัน้ จะถกู เคลอื บดว้ ยสารชนดิ ตา่ งๆ ทไี่ มใ่ ช่ไฮโดรเจล เชน่ โพลิเอ ทิลีนไกลคอล (polyethylene glycol; PEG) แล้วจงึ นำไปทำใหอ้ ยใู่ นสภาพที่แห้ง และปลอดเช้ือเป็นเวลาหลาย ชั่วโมง กอ่ นนำไปเก็บรักษา หรอื นำไปใช้งานในด้านอื่นๆ ตอ่ ไป การทำเมลด็ เทียมนีม้ ปี ระโยชนใ์ นการอนรุ กั ษพ์ ันธพุ์ ชื ชนดิ ตา่ งๆ นอกจากน้ียงั นิยมใชใ้ นการเพิม่ จำนวนพชื ทไ่ี ม่ สามารถใช้เมลด็ ในการขยายพันธไ์ุ ด้อย่างมีประสิทธภิ าพ เช่น พชื ที่เมล็ดมีขนาดเลก็ มากอย่างกลว้ ยไม้สกุลตา่ งๆ พชื ทไ่ี มม่ เี ปลอื กเมล็ดซงึ่ ชว่ ยปกป้องเมล็ด พชื ทไ่ี มม่ เี อนโดสเปิร์มซง่ึ เป็นอาหารของเอม็ บรโิ อ หรือพชื ท่ีต้องอาศยั ราไมคอร์ ไรซาเปน็ ปจั จยั ในการงอกของเมลด็ เปน็ ตน้ นอกจากนี้ยงั สามารถนำมาใช้ในการขยายพนั ธุพ์ ืชที่ถูกสรา้ งมาไม่ใหม้ ี เมลด็ เช่น องุ่นหรอื แตงโมที่ไร้เมล็ด ได้อกี ดว้ ย 88
The biology of plant by คุณครูสุธาสินี สายทอง ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทพนารี จังหวดั แพร่ แบบฝึกหัด จงเติมคำหรือข้อความลงในชอ่ งวา่ งให้ถูกต้อง 1. ภาพท่ี เห็นเป็นการใชเ้ ทคโนโลยีชวี ภาพด้านพชื ทเี่ รยี กวา่ ____________________________________________ พืชทไ่ี ด้จะมีคุณสมบตั ิ ____________________________________________________________________ ถา้ มกี ารใช้สารเคมีบางชนิดแก่เนอ้ื เยอ่ื ในระหว่างการเพาะเลย้ี งทำใหก้ ลายพันธ์ไุ ด้หรอื ไม่ ____________________ _____________________________________________________________________________________ ? ทำไมมะพรา้ วกะทิจึงต้องขยายพันธุ์ดว้ ยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยอ่ื ______________________________________ _____________________________________________________________________________________ _____________________________________________________________________________________ 2. ภาพนค้ี ือ __________________________________ มปี ระโยชนค์ อื ________________________________________________________________ สว่ นต่างๆ ของพืชทไ่ี มเ่ กี่ยวกับการสบื พนั ธุแ์ บบอาศัยเพศ ที่เรียกวา่ __________________________ นีน้ ิยมนำมาใช้ในการผลิตเมลด็ เทยี ม 89
The biology of plant by คณุ ครูสุธาสนิ ี สายทอง ระดบั ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรยี นเทพนารี จงั หวดั แพร่ ฝ้ายบที ีเป็นพืชตา้ นแมลงทไ่ี ด้รับยีนจากแบคทเี รยี ชนิดหน่ึงทีเ่ รียกวา่ บีที โปรตนี จากยีนเป็นพษิ ต่อแมลงกลุม่ หนง่ึ ทำให้ฝา้ ยบีทมี ีความทนต่อแมลงกลุ่มนไ้ี ป จากข้อความดงั กล่าวเป็นการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ วธิ ใี ด ____________________________________________ พชื GMOs ได้แก่ ________________________________________________________________________ จงยกตัวอยา่ งพืชท่ใี ช้เทคโนโลยชี นิดเดยี วกบั ฝา้ ยบที ี มา 2 ชนดิ _____________________________________________________________________________________ เทคโนโลยีชีวภาพวิธีใดมีการพัฒนาจนสามารถผลิตเมลด็ เทียมได้ _____________________________________________________________________________________ ปจั จบุ นั การเพาะเลย้ี งเน้อื เยื่อเป็นวธิ กี ารขยายพนั ธุ์ทไ่ี ดร้ บั ความนยิ มอยา่ งมาก เน่อื งจาก ____________________ _____________________________________________________________________________________ 90
The biology of plant by คุณครูสุธาสินี สายทอง ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนเทพนารี จังหวัดแพร่ 91
The biology of plant by คุณครูสุธาสินี สายทอง ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนเทพนารี จังหวัดแพร่ 92
The biology of plant by คุณครูสุธาสินี สายทอง ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนเทพนารี จังหวัดแพร่ 93
The biology of plant by คุณครูสุธาสินี สายทอง ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนเทพนารี จังหวัดแพร่ 94
The biology of plant by คุณครูสุธาสินี สายทอง ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนเทพนารี จังหวัดแพร่ 95
The biology of plant by คุณครสู ุธาสินี สายทอง ระดับชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทพนารี จังหวัดแพร่ ตะลยุ โจทย์ 96
The biology of plant by คุณครูสุธาสินี สายทอง ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนเทพนารี จังหวัดแพร่ 97
The biology of plant by คุณครูสุธาสินี สายทอง ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนเทพนารี จังหวัดแพร่ 98
The biology of plant by คุณครูสุธาสินี สายทอง ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนเทพนารี จังหวัดแพร่ 99
The biology of plant by คุณครูสุธาสนิ ี สายทอง ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 โรงเรยี นเทพนารี จังหวัดแพร่ 100
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153