บทท่ี 2 | แคลคูลสั เบือ้ งตน 139 คมู อื ครรู ายวชิ าเพมิ่ เตมิ คณติ ศาสตร ช้ันมธั ยมศกึ ษาปท่ี 6 เลม 1 • บทนิยาม iii ให A ⊂ จะกลาววา x∈ เปน จุดลมิ ิต (limit point) ของเซต A กต็ อเม่ือ สาํ หรับทุก ε > 0 ชวง (x − ε, x + ε ) จะตอ งมสี มาชกิ ในเซต A ในชวง (x − ε, x + ε ) ทไี่ มใชจ ดุ x กลาวคือ x เปนจดุ ลิมิตของเซต A กต็ อเมื่อ ∀ε > 0, ( x − ε, x + ε ) ∩ ( A −{x}) ≠ ∅ ตวั อยา ง จํานวนจรงิ ทกุ จํานวนเปน จดุ ลิมติ ของเซตของจํานวนจรงิ เน่ืองจาก สาํ หรบั ทุก x∈ จะไดว า ( x − ε , x + ε ) ∩ ( −{x}) ≠ ∅ ทุก ε > 0 • บทนยิ าม iv ให A ⊂ ฟง กช ัน f : A → และ a∈ A จะกลาววา จํานวนจริง L เปน ลมิ ิตของ f เมื่อ x เขา ใกล a ซึ่งเขยี นแทนดวย lim f (x) = L ก็ตอเม่ือ สาํ หรับทกุ ε > 0 จะมี x→a δ > 0 ซึง่ ทาํ ให f ( x) − L < ε สําหรบั ทุก x∈ A ท่ี x − a < δ กลา วคอื lim f ( x) = L กต็ อเมื่อ ถา ∀ε > 0 ∃δ > 0 ∀x ∈ A, x − a < δ แลว f ( x) − L < ε x→a • ทฤษฎบี ท v ให A ⊂ ฟงกชนั f : A → และ a ∈ A 1. ถา lim f ( x) > 0 แลว จะมี δ ซง่ึ f ( x) > 0 ทกุ x ∈(a − δ , a + δ ) ∩ ( A −{a}) x→a 2. ถา lim f ( x) < 0 แลว จะมี δ ซง่ึ f ( x) < 0 ทกุ x ∈(a − δ , a + δ ) ∩ ( A −{a}) x→a 3. ถา lim f ( x) ≠ 0 แลว จะมี δ ซงึ่ f ( x) ≠ 0 ทุก x ∈(a − δ , a + δ ) ∩ ( A −{a}) x→a • บทนยิ าม vi ให A ⊂ ฟง กช นั f : A → และ c∈ A จะกลาววา f เปน ฟงกช ันตอเนอ่ื งที่ x = c กต็ อเมื่อ lim f ( x) = f (c) x→c สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
บทท่ี 2 | แคลคูลสั เบอื้ งตน 140 คูมอื ครูรายวิชาเพิม่ เตมิ คณติ ศาสตร ช้ันมัธยมศกึ ษาปที่ 6 เลม 1 • บทนิยาม vii ให A ⊂ ฟงกช ัน f : A → และ a∈ A อนพุ ันธของฟงกช นั f ท่ี a เขียนแทนดว ย f ′(a) คอื f ′(a) = lim f (a + h) − f (a) h→0 h ถาเราให x= a + h เราจะเหน็ วา เมื่อ h ลูเขาสู 0 แลว x จะลูเขาสู a โดยการเปล่ียนตวั แปร จะสามารถเขียนอนุพันธของฟงกชนั f ที่ a ไดอีกวธิ ีดงั น้ี f ′(a) = lim f ( x) − f (a) x→a x − a • ทฤษฎบี ท viii ให A ⊂ ฟงกชนั f : A → และ a∈ A ถา f มอี นุพันธท ี่ a แลว f จะมีความตอเน่ืองท่ี a • ทฤษฎีบท ix (ทฤษฎบี ทคา มัชฌิม : Mean Value Theorem) ให f :[a, b] → เปนฟงกช นั ตอเน่ือง และมีอนุพันธท่ที ุกจดุ ในชวง (a, b) แลว จะมี c∈(a, b) ซงึ่ f ′(c) = f (b) − f (a) b−a • บทนิยาม x ให A ⊂ และ f : A → เปน ฟงกช นั จะกลา ววา 1. f เปนฟง กชันเพิ่ม (increasing function) กต็ อ เมือ่ สําหรับทกุ x, y ∈ A ถา x < y แลว f ( x) < f ( y) 2. f เปน ฟง กช ันลด (decreasing function) ก็ตอเม่ือ สาํ หรบั ทุก x, y ∈ A ถา x < y แลว f ( x) > f ( y) สถาบนั สง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
บทท่ี 2 | แคลคลู สั เบอ้ื งตน 141 คมู ือครูรายวชิ าเพิ่มเตมิ คณิตศาสตร ช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 6 เลม 1 • บทนิยาม xi ให A ⊂ จะกลาววา 1. u เปนขอบเขตบน (upper bound) ของเซต A ถา u ≥ a ทกุ a ∈ A และจะกลา ววา A มีขอบเขตบน (bounded above) เม่ือมีจํานวนจริง u ที่เปนขอบเขตบนของ A 2. l เปนขอบเขตลาง (lower bound) ของเซต A ถา l ≤ a ทุก a ∈ A และจะกลาววา A มีขอบเขตลา ง (bounded below) เมอ่ื มจี ํานวนจริง l ทเี่ ปน ขอบเขตลา งของ A จะกลาววา A เปน เซตมีขอบเขต (bounded set) เม่ือ A มที ง้ั ขอบเขตบนและขอบเขตลา ง • ทฤษฎบี ท xii ให f :[a, b] → เปนฟง กช ันตอเนื่องบนชวง [a, b] แลว เรนจของ f เปนเซตปดท่ีมขี อบเขต • บทนยิ าม xiii ให A ⊂ เรยี กจํานวนจรงิ x วาเปน ขอบเขตบนนอยสดุ (least upper bound) หรือ ซูพรมี ัม (supremum) ของ A เขียนแทนดวย x = sup A ก็ตอเม่ือ 1. x เปนขอบเขตบนของ A 2. ถา y เปน ขอบเขตบนของ A แลว x ≤ y • บทนิยาม xiv ให A ⊂ เรยี กจํานวนจริง x วาเปน ขอบเขตลา งมากสุด (greatest lower bound) หรอื อินฟมัม (infimum) ของ A เขียนแทนดวย x = inf A ก็ตอเม่ือ 1. x เปน ขอบเขตลา งของ A 2. ถา y เปนขอบเขตลางของ A แลว y ≤ x • ทฤษฎีบท xv ให A เปนเซตปดท่ีไมเ ปน เซตวา ง 1. ถา A มีขอบเขตบน แลว sup A∈ A 2. ถา A มขี อบเขตลา ง แลว inf A∈ A สถาบนั สงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
บทที่ 2 | แคลคลู สั เบ้ืองตน 142 คมู อื ครูรายวิชาเพิม่ เติมคณติ ศาสตร ช้ันมัธยมศึกษาปที่ 6 เลม 1 สวนที่ 2 แนวทางการพสิ ูจนท ฤษฎีบทในหนงั สือเรยี น • ทฤษฎีบท 1 ให a เปน จาํ นวนจรงิ จะไดว า 1. limc = c เมือ่ c เปน คา คงตวั ใด ๆ x→a 2. lim xn = an เมื่อ n ∈ x→a พสิ ูจน 1. จากบทนิยาม iv จะเห็นวาในที่นี้ f ( x) = c L = c และ A = ให ε > 0 เลือก δ = ε ให x ∈ A ท่ี x − a < δ จะไดว า f ( x) − L = c − c = 0 < ε นน่ั คอื lim c = c x→a 2. ในการพิสจู นวา lim xn = an จะแบง การพิสจู นอ อกเปน 2 ขน้ั คอื x→a ขั้นที่ 1 จะแสดงวา lim x = a x→a ข้นั ที่ 2 จะแสดงวา lim xn = an เมือ่ n∈ โดยท่ี n ≠1 x→a ขั้นที่ 1 ให ε > 0 เลือก δ1 = ε สาํ หรบั ทุก x∈ ที่ x − a < δ1 จะไดว า x − a < ε น่นั คอื lim x = a x→a ข้นั ที่ 2 ให n∈ โดยที่ n ≠1 เนอื่ งจาก lim x = a x→a จะมี δ2 > 0 ที่สาํ หรบั ทกุ x∈ A ถา x − a < δ2 แลว สถาบันสงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
บทที่ 2 | แคลคูลสั เบือ้ งตน 143 คมู ือครรู ายวชิ าเพมิ่ เตมิ คณติ ศาสตร ชั้นมัธยมศกึ ษาปท่ี 6 เลม 1 x−a < 1 x − a ≤ x−a < 1 x < 1+ a พิจารณา xn−1 + axn−2 + a2 xn−3 + + an−2 x + an−1 ≤ xn−1 + axn−2 + a2 xn−3 + + an−2 x + an−1 = x n−1 + a x n−2 + a2 x n−3 + + an−2 x + an−1 ( ) ( ) ( ) ( )< 1 + a n−1 + a 1 + a n−2 + a2 1 + a n−3 + + an−2 1 + a + an−1 ( ) ( ) ( ) ( )ให kn = 1 + a n−1 + a 1 + a n−2 + a2 1 + a n−3 + + an−2 1 + a + an−1 จะไดว า kn > 0 ให ε > 0 ดังนัน้ ε > 0 kn เลือก δ = ε min δ2 , kn ให x∈ A ที่ x − a < δ จะไดว า xn − an ( )( )= x − a ⋅ xn−1 + axn−2 + a2 xn−3 + + an−2 x + an−1 = x − a ⋅ xn−1 + axn−2 + a2 xn−3 + + an−2 x + an−1 ( )( ) ( ) ( ) ( )≤ x − a ⋅ 1 + a n−1 + a 1 + a n−2 + a2 1 + a n−3 + + an−2 1 + a + an−1 < δ ⋅ kn ≤ ε ⋅ kn kn =ε นน่ั คอื lim xn = an เม่อื n∈ x→a สถาบันสง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
บทท่ี 2 | แคลคูลสั เบอ้ื งตน 144 คมู อื ครูรายวชิ าเพ่ิมเตมิ คณิตศาสตร ชน้ั มธั ยมศึกษาปที่ 6 เลม 1 • ทฤษฎบี ท 2 กําหนดให a, L และ M เปนจาํ นวนจรงิ ใด ๆ ถา f และ g เปนฟงกชนั ท่มี โี ดเมนและ เรนจเปน สับเซตของเซตของจํานวนจรงิ โดยที่ lim f (x) = L และ lim g (x) = M แลว x→a x→a 1. =lim cf ( x) c=lim f ( x) cL เมื่อ c เปนคาคงตวั ทเ่ี ปน จํานวนจริง x→a x→a 2. lim ( f ( x) + g ( x)) =lim f ( x) + lim g ( x) =L + M x→a x→a x→a 3. lim ( f ( x) − g ( x)) =lim f ( x) − lim g ( x) =L − M x→a x→a x→a 4. lim ( f ( x) ⋅ g ( x)) =lim f ( x) ⋅ lim g ( x) =L ⋅ M x→a x→a x→a f (x) lim f ( x) L เมือ่ M ≠ 0 5. lxi→ma= g ( x) xl=i→ma g ( x) M x→a n =lim f ( x) ( )6. l=im( f ( x))n Ln เมื่อ n∈ x→a x→a พสิ จู น 1. สมมติ D=f D=g A โดยที่ A เปนสบั เซตของเซตของจํานวนจริงที่ไมเปน เซตวา ง ให c เปน คา คงตัวทเ่ี ปน จาํ นวนจรงิ และ ε > 0 เนือ่ งจาก c ≥ 0 ดังนน้ั c +1 > 0 จะไดว า ε > 0 c +1 เนื่องจาก lim f ( x) = L x→a จะมี δ > 0 ทสี่ าํ หรบั ทกุ x∈ A ถา x − a < δ แลว f ( x) − L < ε c +1 ให x∈ A ที่ x − a < δ จะไดวา cf ( x) − cL = c f ( x) − L < c ⋅ ε < ε c +1 นั่นคือ lim cf ( x=) c=L c lim f ( x) x→a x→a 2. ให ε > 0 เนอื่ งจาก lim f ( x) = L x→a สถาบนั สงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
บทที่ 2 | แคลคูลสั เบือ้ งตน 145 คมู ือครรู ายวชิ าเพ่มิ เตมิ คณิตศาสตร ชั้นมัธยมศกึ ษาปท่ี 6 เลม 1 จะมี δ1 > 0 ทีส่ ําหรับทกุ x∈ A ถา x − a < δ1 แลว f (x)− L < ε 2 เนื่องจาก lim g ( x) = M x→a จะมี δ2 > 0 ทีส่ าํ หรบั ทุก x ∈ A ถา x−a < δ2 แลว g(x)− M <ε 2 เลือก δ = min{δ1, δ2} ให x∈ A ท่ี x − a < δ จะไดวา ( f (x) + g(x)) −(L + M ) = ( f (x) − L) + (g(x) − M ) ≤ f (x)− L + g(x)− M < ε +ε 22 =ε น่ันคือ lim ( f ( x) + g ( x)) =L + M =lim f ( x) + lim g ( x) x→a x→a x→a 3. ให ε > 0 เนอ่ื งจาก lim f ( x) = L x→a จะมี δ1 > 0 ท่สี ําหรบั ทกุ x∈ A ถา x − a < δ1 แลว f (x)− L < ε 2 เน่ืองจาก lim g ( x) = M x→a จะมี δ2 > 0 ที่สําหรับทกุ x ∈ A ถา x−a < δ2 แลว g(x)− M <ε 2 เลอื ก δ = min{δ1, δ2} ให x∈ A ท่ี x − a < δ จะไดว า ( f (x) − g(x)) −(L − M ) = ( f (x) − L) −(g(x) − M ) ≤ f (x)− L + g(x)− M < ε +ε 22 =ε นน่ั คือ lim ( f ( x) − g ( x)) =L − M =lim f ( x) − lim g ( x) x→a x→a x→a สถาบันสง เสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
บทที่ 2 | แคลคลู สั เบื้องตน 146 คมู อื ครรู ายวชิ าเพมิ่ เติมคณิตศาสตร ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 6 เลม 1 4. ให ε > 0 เนอ่ื งจาก lim g ( x) = M x→a จะมี δ1 > 0 ทสี่ ําหรับทุก x∈ A ถา x − a < δ1 แลว g(x)− M < 2( ε + 1) L และจะมี δ2 > 0 ท่ีสําหรบั ทุก x∈ A ถา x − a < δ2 แลว g(x)− M < 1 g(x) − M < g(x)− M < 1 g(x) < 1+ M เนอื่ งจาก lim f ( x) = L x→a จะมี δ3 > 0 ทสี่ ําหรับทกุ x∈ A ถา x − a < δ3 แลว f (x)− L < ε M ) 2 (1 + เลอื ก δ = min{δ1, δ2, δ3} ให x∈ A ท่ี x − a < δ จะไดวา f (x)⋅ g(x)− L⋅M = f (x)⋅ g(x)− L⋅ g(x)+ L⋅ g(x)− L⋅M = ( f (x)⋅ g(x) − L⋅ g(x)) + (L⋅ g(x) − L⋅M ) ≤ f (x)⋅ g(x)− L⋅ g(x) + L⋅ g(x)− L⋅M = g(x) ⋅ f (x)− L + L ⋅ g(x)− M < (1 + M )⋅ ε M ) + L ⋅ 2( ε + 1) L 2 (1 + < ε +ε 22 =ε น่ันคือ lim ( f ( x) ⋅ g ( x)) =L ⋅ M =lim f ( x) ⋅ lim g ( x) x→a x→a x→a สถาบนั สง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
บทที่ 2 | แคลคลู สั เบอ้ื งตน 147 คมู ือครรู ายวชิ าเพ่มิ เตมิ คณติ ศาสตร ชนั้ มัธยมศกึ ษาปท่ี 6 เลม 1 5. สมมติให M ≠ 0 ตอ งการแสดงวา lim 1 = 1 M x→a g(x) เน่อื งจาก lim g ( x=) M ≠ 0 x→a โดยทฤษฎีบท v จะไดว า มี δ1 > 0 ซ่ึง g ( x) ≠ 0 สาํ หรบั x∈(a − δ1, a + δ1 ) ∩ ( A −{a}) กลาวคอื ท่ีรอบ ๆ จดุ a คา ของ g (x) ≠ 0 เนอ่ื งจาก lim g ( x) = M x→a ดงั นน้ั สําหรบั x − a < δ1 จะไดวา M − g(x) ≤ g(x)− M M < ให ε > 0 M − g(x) 2 g(x) M < 1 2 >M g ( x) 2 <2 M จะไดว า M 2ε >0 2 จาก lim g ( x) = M x→a จะมี δ2 > 0 ท่ีสําหรับทุก x∈ A ถา x − a < δ2 แลว g(x)− M < M 2 ε 2 เลือก δ = min{δ1, δ2} ให x∈ A ท่ี x − a < δ จะไดว า สถาบันสงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
บทที่ 2 | แคลคลู สั เบอื้ งตน 148 คมู อื ครรู ายวิชาเพมิ่ เติมคณิตศาสตร ชน้ั มธั ยมศึกษาปท ี่ 6 เลม 1 g 1 ) − 1 = M − g(x) M M ⋅ g(x) (x = 1 ⋅ 1 ⋅M − g(x) M g(x) = 1 ⋅ 1 ⋅ g(x)− M M g(x) < 1 ⋅ 2 M 2ε ⋅ MM 2 =ε นน่ั คือ lim 1 = 1 M n→∞ g ( x) จากบทพิสจู นกอนหนา จะไดวา f (x) lim f ( x) ⋅ 1 lxi→ma= g ( x) x→a g (x) = lim f ( x) ⋅ lim g 1 x→a x→a (x) = L⋅ 1 M =L M lim f ( x) = x→a lim g ( x) x→a นน่ั คอื lim f (x) =L lim f ( x) g ( x)= M x→a x→a lim g ( x) x→a 6. เนื่องจาก lim f ( x) = L x→a จะมี δ1 > 0 ที่สําหรับทกุ x∈ A ถา x − a < δ1 แลว f (x)− L < 1 f (x) − L ≤ f (x)− L < 1 f (x) < 1+ L สถาบันสงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
บทท่ี 2 | แคลคูลสั เบื้องตน 149 คมู ือครูรายวิชาเพม่ิ เตมิ คณิตศาสตร ชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 6 เลม 1 ให n∈ โดยที่ n ≠ 1 พจิ ารณา ( f ( ))x n−1 + L ⋅ ( f ( ))x n−2 + L2 ⋅ ( f ( ))x n−3 + + Ln−2 ⋅ f ( x) + Ln−1 ≤ ( f ( x))n−1 + L ⋅ ( f ( x))n−2 + L2 ⋅ ( f ( x )) n−3 + + Ln−2 ⋅ f ( x) + Ln−1 = f ( x) n−1 + L ⋅ f ( x) n−2 + L2 ⋅ f ( x) n−3 + + Ln−2 ⋅ f ( x) + Ln−1 ( ) ( ) ( ) ( )< 1 + L n−1 + L 1 + L n−2 + L2 1 + L n−3 + + Ln−2 1 + L + Ln−1 ( ) ( ) ( ) ( )ให kn = 1 + L n−1 + L 1 + L n−2 + L2 1 + L n−3 + + Ln−2 1 + L + Ln−1 จะเหน็ วา kn > 0 สมมติ ε > 0 เนอ่ื งจาก lim f ( x) = L x→a จะมี δ2 > 0 ทีส่ ําหรบั ทุก x∈ A ถา x − a < δ2 แลว f (x)− L < ε kn เลอื ก δ = min{δ1, δ2} ให x∈ A ที่ x − a < δ จะไดวา ( f ( x))n − Ln ( )= ( f ( x) − L) ⋅ ( f ( ))x n−1 + L ⋅ ( f ( ))x n−2 + L2 ⋅ ( f ( ))x n−3 + + Ln−2 ⋅ f ( x) + Ln−1 = f ( x) − L ⋅ ( f ( ))x n−1 + L ⋅ ( f ( x))n−2 + L2 ⋅ ( f ( ))x n−3 + + Ln−2 ⋅ f ( x) + Ln−1 ( )( ) ( ) ( ) ( )≤ f ( x) − L ⋅ 1 + L n−1 + L 1 + L n−2 + L2 1 + L n−3 + + Ln−2 1 + L + Ln−1 < ε ⋅ kn kn =ε n lim f ( x) ( )นั่นคือ lim( f ( x))=n L=n เม่อื n∈ x→a x→a สถาบันสงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
บทท่ี 2 | แคลคลู สั เบ้ืองตน 150 คูม อื ครูรายวิชาเพม่ิ เตมิ คณติ ศาสตร ชัน้ มัธยมศกึ ษาปท่ี 6 เลม 1 • ทฤษฎบี ท 3 ให p เปน ฟง กช นั พหุนาม และ a เปนจํานวนจรงิ ใด ๆ จะไดวา lim p(x) = p(a) x→a พิสจู น ให p(x)= cn xn + cn−1xn−1 + cn−2xn−2 + + c1x + c0 เมื่อ c0, c1,..., cn เปน คาคงตัว ท่เี ปน จาํ นวนจรงิ และ n เปน จาํ นวนเตม็ ทมี่ ากกวา หรอื เทากับศนู ย จะไดว า ( )lim x→a lim p(x) = cn xn + cn−1xn−1 + cn−2 xn−2 + + c1x + c0 x→a ( ) ( ) ( ) ( )lim = x→a cn xn + lim cn −1 x n −1 + lim cn−2 xn−2 + + lim c1x + lim c0 = x→a x→a x→a x→a = = cn lim xn + cn−1 lim xn−1 + cn−2 lim xn−2 ++ c1 lim x + lim c0 x→a x→a x→a x→a x→a cnan + cn−1an−1 + cn−2an−2 + + c1a + c0 p(a) • ทฤษฎบี ท 4 ให f เปน ฟงกช ันท่ี f (x) = p(x) เมอ่ื p และ q เปนฟงกชนั พหนุ าม q(x) จะไดวา lim f ( x) = p(a) สาํ หรบั จาํ นวนจริง a ใด ๆ ที่ q(a) ≠ 0 q(a) x→a พสิ ูจน ให f (x) = p(x) เม่อื p(x) และ q(x) เปนฟง กช นั พหนุ าม q(x) พจิ ารณา สาํ หรบั a∈ ซง่ึ q(a) ≠ 0 จะไดวา p(x) lim p ( x) p(a) lim f (x) = lim = x→a = q(a) q(x) x→a x→a lim q ( x) x→a สถาบนั สงเสริมการสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
บทที่ 2 | แคลคูลสั เบื้องตน 151 คมู ือครูรายวชิ าเพ่มิ เติมคณิตศาสตร ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที่ 6 เลม 1 • ทฤษฎบี ท 5 ถา f และ g เปนฟงกชันตอเนื่องที่ x = a แลว 1. f + g เปนฟงกชนั ตอเนอ่ื งท่ี x = a 2. f − g เปน ฟงกชนั ตอเน่ืองที่ x = a 3. f ⋅ g เปน ฟงกชันตอเนื่องท่ี x = a 4. f เปนฟงกชันตอเนื่องที่ x = a เม่ือ g (a) ≠ 0 g พสิ จู น ให f และ g เปน ฟง กช ันตอเนื่องที่ x = a ดังนั้น lim f (x) = f (a) และ lim g(x) = g (a) x→a x→a 1. lim ( f + g )(x) = lim ( f (x) + g(x)) x→a x→a = lim f (x) + lim g(x) x→a x→a = f (a) + g(a) = ( f + g)(a) น่ันคอื f + g เปนฟง กช ันตอเนอื่ งที่ x = a 2. lim ( f − g )(x) = lim ( f (x) − g(x)) x→a x→a = lim f (x) − lim g(x) x→a x→a = f (a) − g(a) = ( f − g)(a) น่ันคือ f − g เปนฟง กช นั ตอเนอื่ งที่ x = a 3. lim ( f ⋅ g )(x) = lim ( f (x) ⋅ g(x)) x→a x→a = lim f (x) ⋅ lim g(x) x→a x→a = f (a)⋅g(a) = ( f ⋅ g)(a) นนั่ คือ f ⋅ g เปน ฟง กชันตอเนื่องท่ี x = a สถาบันสง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
บทท่ี 2 | แคลคูลสั เบื้องตน 152 คมู ือครูรายวิชาเพ่มิ เติมคณติ ศาสตร ช้ันมัธยมศึกษาปที่ 6 เลม 1 4. พิจารณา สําหรับ a ∈ ซงึ่ g (a) ≠ 0 จะไดว า lim f (x) = lim f (x) x→a g x→a g(x) lim f (x) = x→a lim g(x) x→a = f (a) g(a) = f g (a) นัน่ คือ f เปนฟงกชนั ตอเนอื่ งท่ี x = a เม่ือ g (a) ≠ 0 g • ทฤษฎบี ท 6 สําหรบั จํานวนจริง a ใด ๆ ฟงกช ันพหุนาม p เปนฟง กช นั ตอเนอื่ งที่ x = a พสิ ูจน ให p เปน ฟง กช ันพหนุ าม โดยทฤษฎบี ท 3 จะไดวา lim p( x) = p(a) x→∞ นนั่ คือ ฟงกชนั พหนุ าม p เปนฟง กชนั ตอเนือ่ งท่ี x = a • ทฤษฎบี ท 7 ถา f เปน ฟง กช นั ที่ f (x) = p(x) เมอื่ p และ q เปน ฟง กช นั พหนุ าม q(x) แลว f เปนฟงกชันตอเน่ืองท่ี x = a เมื่อ a จํานวนจริงใด ๆ ท่ี q(a) ≠ 0 พสิ ูจน ให f (x) = p(x) เม่อื p(x) และ q(x) เปน ฟง กช นั พหนุ าม q(x) พจิ ารณา สําหรบั a∈ ซ่งึ q(a) ≠ 0 โดยทฤษฎีบท 4 จะไดวา lim f (x) = p(a) q(a) x→a นัน่ คือ ฟงกช ัน f เปน ฟงกช นั ตอเนื่องท่ี x = a เมอื่ a จาํ นวนจริงใดๆ ที่ q(a) ≠ 0 สถาบันสง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
บทที่ 2 | แคลคูลสั เบ้ืองตน 153 คมู อื ครูรายวิชาเพิ่มเติมคณติ ศาสตร ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที่ 6 เลม 1 • สูตรท่ี 9 ถา f หาอนพุ นั ธไดที่ x และ g หาอนุพันธไดที่ f (x) แลว ( g = f )′ ( x) g′( f ( x)) ⋅ f ′( x) พิสจู น สมมติให f หาอนพุ นั ธไ ดท่ี x และ g หาอนพุ ันธไดท่ี f (x) พจิ ารณา (g f )(x + h)−(g f )(x) lim h→0 h g( f (x + h)) − g( f (x)) = lim h→0 h = lim g( f (x + h)) − g( f (x)) f (x + h) − f (x)⋅ เม่ือ f (x + h)− f (x) ≠ 0 h→0 f (x + h)− f (x) h เนื่องจาก f หาอนพุ นั ธไดที่ x จะไดวา lim f ( x + h) − f ( x) = f ' ( x) h→0 h พจิ ารณา g( f (x + h)) − g( f (x)) lim f (x + h)− f (x) h→0 ให k= f ( x + h) − f ( x) จะเหน็ วา ถา h เขา ใกล 0 แลว k จะเขา ใกล 0 ดงั นัน้ lim g( f (x + h)) − g( f (x)) = lim g( f (x)+ k)− g( f (x)) h→0 f (x + h)− f (x) k →0 k จาก g หาอนุพันธไดที่ f (x) จะไดว า g( f (x)+ k)− g( f (x)) = g′( f (x)) lim k→0 k สถาบนั สงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
บทที่ 2 | แคลคูลสั เบ้อื งตน 154 คูม ือครรู ายวชิ าเพมิ่ เตมิ คณติ ศาสตร ช้ันมัธยมศึกษาปท ่ี 6 เลม 1 ดังนั้น (g f )(x + h)−(g f )(x) = lim g( f (x + h)) − g( f (x)) ⋅ f (x + h)− f (x) lim h→0 f (x + h)− f (x) h h→0 h = lim g ( f ( x) + k ) − g ( f ( x)) ⋅ lim f ( x + h) − f ( x) k→0 k h→0 h = g′( f (x))⋅ f ′(x) นน่ั คอื ( g f )′ ( x) = g′( f ( x)) ⋅ f ′( x) • ทฤษฎบี ท 8 ให f เปนฟง กชันที่หาอนุพันธไดบนชว ง A ซ่ึงเปนสบั เซตของโดเมนของฟงกช ัน f 1. ถา f ′(x) > 0 สาํ หรบั ทุก x ในชว ง A แลว f เปนฟงกชนั เพม่ิ บนชวง A 2. ถา f ′(x) < 0 สาํ หรบั ทกุ x ในชวง A แลว f เปนฟงกช นั ลดบนชว ง A พสิ ูจน เนอ่ื งจาก f เปนฟงกชนั ทห่ี าอนพุ นั ธไ ดบ นชว ง A ดงั น้นั f เปนฟงกชนั ตอเน่อื งบนชว ง A ให a, b∈ A โดยท่ี a < b ดังน้นั f เปน ฟง กช ันตอเนือ่ งบนชวง [a, b] และ มีอนพุ นั ธบ นชว ง (a, b) โดยทฤษฎีบทคามัชฌิม จะมี c∈(a, b) ท่ี f ′(c) = f (b) − f (a) b−a 1. สมมตใิ ห f ′(x) > 0 สาํ หรบั ทกุ x ในชว ง A จะได f (b) − f (a) > 0 b−a ดังน้ัน f (b) − f (a) > 0 หรือ f (b) > f (a) นนั่ คือ f เปน ฟง กชันเพ่ิมบนชวง A 2. สมมตใิ ห f ′(x) < 0 สาํ หรบั ทุก x ในชวง A จะได f (b) − f (a) < 0 b−a ดังนน้ั f (b) − f (a) < 0 หรือ f (b) < f (a) นนั่ คือ f เปน ฟง กช นั ลดบนชวง A สถาบนั สง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
บทท่ี 2 | แคลคลู สั เบอื้ งตน 155 คมู ือครูรายวชิ าเพ่ิมเติมคณิตศาสตร ชั้นมธั ยมศึกษาปท่ี 6 เลม 1 • ทฤษฎบี ท 9 ให f เปน ฟงกชันทีน่ ิยามบนชวง (a, b) และ c∈(a, b) ถา ฟง กชัน f มคี าสูงสุดสัมพทั ธหรือคาตาํ่ สดุ สมั พทั ธท่ี x = c และ f ′(c) มคี า แลว f ′(c) = 0 พสิ ูจน สมมตใิ ห f มีคา สงู สดุ สัมพัทธที่ x = c และ f ′(c) มีคา จะไดวา f (c) ≥ f (x) ทุก x ในชวง (a, b) เมอ่ื x > c จาก x − c > 0 และ f (c) ≥ f ( x) จะได f (x)− f (c) ≤ 0 x−c ดังน้ัน lim f ( x) − f (c) ≤ 0 x→c+ x − c เมอ่ื x < c จาก x − c < 0 และ f (c) ≥ f ( x) จะได f (x)− f (c) ≥0 x−c ดงั นั้น lim f (x)− f (c) ≥0 x→c− x−c เน่ืองจาก f ′(c) มคี =า ดังนน้ั f ′(c) f (x)− f (c) 0 หมายเหตุ li=m x→c x − c กรณี ถา f มคี าตาํ่ สุดสัมพัทธที่ x = c และ f ′(c) มคี า แลว f ′(c) = 0 สามารถ พิสูจนไดใ นทํานองเดยี วกัน สถาบนั สงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
บทท่ี 2 | แคลคลู สั เบื้องตน 156 คมู ือครูรายวชิ าเพม่ิ เตมิ คณติ ศาสตร ชน้ั มัธยมศึกษาปท ี่ 6 เลม 1 • ทฤษฎีบท 10 ให f เปน ฟงกช นั ท่ีหาอนุพันธไดบนชว ง (a, b) และ c∈(a, b) เปน คาวิกฤตของ f ถา f ′(x) เปลี่ยนจากจํานวนจริงบวกเปนจาํ นวนจริงลบ เม่ือ x เพ่ิมขน้ึ รอบ ๆ c แลว f (c) เปน คา สูงสดุ สมั พทั ธข อง f ถา f ′(x) เปล่ียนจากจํานวนจริงลบเปนจาํ นวนจรงิ บวก เมื่อ x เพ่ิมขึ้นรอบ ๆ c แลว f (c) เปน คา ตํา่ สุดสมั พัทธของ f พสิ ูจน สมมติ f ′(x) เปลีย่ นจากจาํ นวนจริงบวกเปน จาํ นวนจริงลบ เม่ือ x เพิม่ ขนึ้ รอบ ๆ c นัน่ คอื จะมี δ >0 ท่ี f ′( x) > 0 ทกุ x ∈(c − δ , c) และ f ′( x) < 0 ทกุ x ∈(c, c + δ ) ให x ∈(c − δ , c) จะไดวา f เปนฟง กช นั ทตี่ อเน่ืองบนชว ง [x, c] และมีอนุพันธบ นชวง (x, c) โดยทฤษฎบี ทคามัชฌมิ จะมี d ∈( x, c) ท่ี f ′(d) = f (c)− f (x) และ f ′(d) >0 c−x จะไดว า f (c) − f ( x) > 0 เนื่องจาก c − x > 0 ดงั น้ัน f (c) > f ( x) ทุก x ในชวง (c −δ , c) ให x ∈(c, c + δ ) จะไดวา f เปนฟง กช นั ที่ตอเนื่องบนชวง [c, x] และมีอนุพันธบนชวง (c, x) โดยทฤษฎบี ทคามชั ฌมิ จะมี e∈(c, x) ที่ f ′(e) = f (x)− f (c) และ f ′(e) < 0 x−c จะไดว า f ( x) − f (c) < 0 เนอ่ื งจาก x − c > 0 ดังน้ัน f (c) > f ( x) ทุก x ในชวง (c, c + δ ) ฉะนั้น f (c) ≥ f ( x) ทกุ x ในชว ง (a, b) น่นั คือ f (c) เปนคาสงู สุดสมั พัทธข อง f หมายเหตุ กรณี ถา f ′(x) เปลยี่ นจากจาํ นวนจรงิ ลบเปนจาํ นวนจรงิ บวก เมื่อ x เพ่มิ ขนึ้ รอบ ๆ c แลว f (c) เปนคาตา่ํ สดุ สมั พัทธของ f สามารถพสิ จู นไดใ นทํานองเดยี วกนั สถาบันสง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
บทที่ 2 | แคลคูลสั เบือ้ งตน 157 คมู ือครูรายวชิ าเพม่ิ เติมคณิตศาสตร ชัน้ มัธยมศกึ ษาปท ่ี 6 เลม 1 • ทฤษฎบี ท 11 กาํ หนดให f เปนฟง กชันทต่ี อเน่อื งบนชว ง (a, b) และ c∈(a, b) เปนคาวกิ ฤตของ f ซงึ่ f ′(c) = 0 และ f ′′(c) มคี า 1. ถา f ′′(c) > 0 แลว f (c) เปน คา ต่ําสุดสัมพัทธของ f 2. ถา f ′′(c) < 0 แลว f (c) เปน คาสงู สุดสัมพัทธของ f พิสจู น สมมตใิ ห f ′′(c) > 0 จากบทนิยามของอนุพนั ธ จะไดวา f \" (c) = lim f ′( x) − f ′(c) x→c x − c f ′(x) = lim x→c x − c เนือ่ งจาก f ′′(c) > 0 จะไดว า lim f ′( x) > 0 x→c x − c กรณี x < c จะเห็นวา x − c < 0 ดังนัน้ f ′( x) < 0 กรณี x > c จะเหน็ วา x − c > 0 ดังนัน้ f ′( x) > 0 โดยทฤษฎีบท 10 จะไดว า f (c) เปนคาตาํ่ สุดสมั พัทธข อง f หมายเหตุ กรณี ถา f ′′(c) < 0 แลว f (c) เปน คาสงู สดุ สัมพัทธข อง f สามารถพิสูจนไ ดใ น ทํานองเดียวกนั สถาบันสง เสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
บทท่ี 2 | แคลคูลสั เบือ้ งตน 158 คูมือครูรายวชิ าเพม่ิ เตมิ คณิตศาสตร ชั้นมธั ยมศกึ ษาปท ี่ 6 เลม 1 • ทฤษฎบี ท 12 ถา f เปนฟงกช ันตอ เน่ืองบนชวง [a, b] แลว f จะมีท้งั คาสูงสุดสมั บูรณแ ละคาตาํ่ สดุ สมั บรู ณ บนชวง [a, b] พสิ ูจน เนือ่ งจาก [a, b] เปนชวงปด และ f เปนฟงกชันตอเน่อื งบนชว ง [a, b] โดยทฤษฎบี ท xii จะไดว า Rf เปนเซตปดที่มีขอบเขต ให z = sup Rf และ w = inf Rf จะไดวา w ≤ f ( x) ≤ z ทกุ x ในชวง [a, b] เนื่องจาก Rf เปนเซตปด ท่ีมีขอบเขต โดยทฤษฎบี ท xv จะไดว า z ∈ Rf และ w∈ Rf ดงั นั้น จะมี c, d ∈[a, b] ท่ี z = f (c) และ w = f (d ) จาก f (c) ≥ f ( x) และ f (d ) ≤ f ( x) ทกุ x ในชวง [a, b] จะเหน็ วา f (c) เปนคาสงู สุดสัมบูรณ และ f (d ) เปนคา ตํ่าสุดสมั บูรณ บนชว ง [a, b] น่ันคอื f มีคา สูงสุดสมั บรู ณและคา ตาํ่ สุดสมั บูรณบ นชวง [a, b] ความสมั พนั ธร ะหวา งอนุพันธแ ละความตอ เนื่องของฟง กชนั f ทจ่ี ุด c ให f เปน ฟงกช นั ทีน่ ยิ ามบนชว งเปด (a, b) และ c∈(a, b) ถา f มีอนุพนั ธท ่ี c แลว f จะมีความตอ เนื่องที่ c แสดงการพิสูจนไดดังน้ี พิสจู น ให f เปนฟง กชนั ทน่ี ิยามบนชวงเปด (a, b) และ c∈(a, b) สมมตวิ า f มอี นุพนั ธที่ c สําหรับ x∈(a, b) ซ่ึง x ≠ c จะไดว า สถาบันสงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
บทที่ 2 | แคลคลู สั เบอ้ื งตน 159 คมู อื ครูรายวชิ าเพมิ่ เติมคณติ ศาสตร ชน้ั มธั ยมศึกษาปท่ี 6 เลม 1 f (x)− f (c) = f (x)− f (c) ⋅(x −c) x−c f ( x) − f (c) ( )lim( f ( x) − f (c)) lim − c ⋅ x→c x x→c = lim( x − c) x→c = f ′(c)⋅0 =0 นน่ั คอื lim f ( x) = f (c) x→c ดงั นั้น f มคี วามตอ เนื่องที่ c หมายเหตุ ในทางตรงกนั ขาม ถา f มคี วามตอ เนื่องท่ี c แลว อนพุ นั ธข อง f ท่ี c อาจไมมีคา กไ็ ด เชน ในกรณีท่ี f (x) = x เขียนกราฟของ f ไดด งั นี้ จากกราฟ จะเหน็ วา f เปนฟงกชันตอ เนื่องที่ x = 0 แตจ ากตวั อยางที่ 25 จะไดว า f ′(0) ปริพันธไมตรงแบบ (Improper Integral) ปริพนั ธจ ํากดั เขต b ที่มีคา a หรือ b เปนอนนั ต หรือฟง กช ัน f ไมต อเนอื่ ง ∫ f (x) dx a อยางนอย 1 จดุ ในชว ง [a,b] เราจะเรียกปริพนั ธท ่ีอยูในรปู ดงั กลาววา ปริพนั ธไ มต รงแบบ สถาบันสงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
บทที่ 2 | แคลคูลสั เบอ้ื งตน 160 คมู อื ครูรายวชิ าเพิม่ เติมคณิตศาสตร ชัน้ มธั ยมศึกษาปที่ 6 เลม 1 บทนยิ ามท่สี าํ คัญเกี่ยวกับปริพันธไมต รงแบบมีดังน้ี บทนิยาม 1 (ปริพันธไ มต รงแบบเม่ือชวงของการหาปริพันธเปน อนนั ต) 1. ถา f (x) ตอ เนื่องบน [a,∞) แลว ∞t เมอ่ื t มคี า ∫ ∫f (x) dx = lim f (x) dx ∫lim f (x) dx t→∞ t→∞ aa a 2. ถา f (x) ตอ เนื่องบน (−∞,b] แลว b b เมื่อ b มคี า ∫ ∫f (x) dx = lim f (x) dx ∫lim f (x) dx t →−∞ −∞ t t→∞ t จะกลาววา ปรพิ นั ธไมตรงแบบลเู ขา เมือ่ ลิมิตมีคา และจะกลาววาปรพิ ันธไมต รงแบบลูออก เมอ่ื ลิมติ ไมมีคา 3. ถา f (x) ตอ เน่ืองบน (−∞,∞) แลว ∞ c∞ ∫=f (x) dx ∫ f (x) dx + ∫ f (x) dx −∞ −∞ c เมือ่ c เปนจํานวนจริงใดๆ และ c f (x) dx และ ∞ ลเู ขา ∫ ∫ f (x) dx −∞ c บทนยิ าม 2 (ปรพิ ันธไ มต รงแบบเมือ่ ฟง กชนั ไมต อเนือ่ งบางจดุ ในชว งของการหาปริพันธ) 1. ในชว ง [a,b] ถา f (x) ตอเน่ืองทุกคา x ยกเวน ที่ x = a แลว b f (x) dx = lim b f (x) dx เมอ่ื lim b f (x) dx มคี า t→a+ ∫ ∫ t→a+ ∫ at t 2. ในชวง [a,b] ถา f (x) ตอ เนื่องทกุ คา x ยกเวน ที่ x = b แลว bt เมอ่ื lim t f (x) dx มีคา ∫ ∫f (x) dx = lim f (x) dx t →b− ∫ t →b− a aa จะกลา ววา ปรพิ นั ธไมต รงแบบลเู ขา เม่ือลิมติ มีคา และจะกลาววา ปริพนั ธไ มตรงแบบลอู อกเมื่อ ลิมิตไมมีคา 3. ในชว ง [a,b] ถา f (x) ตอเน่ืองทกุ คา x ยกเวน ท่ี x = c เมือ่ c∈(a,b) แลว b cb เมือ่ c f (x) dx และ ∞ ลเู ขา ∫=f (x) dx ∫ f (x) dx + ∫ f (x) dx ∫ ∫ f (x) dx −∞ c a ac สถาบนั สงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
บทที่ 2 | แคลคลู สั เบอื้ งตน 161 คูมอื ครูรายวชิ าเพิ่มเติมคณิตศาสตร ช้ันมัธยมศกึ ษาปท่ี 6 เลม 1 2.7 ตวั อยา งแบบทดสอบประจาํ บทและเฉลยตวั อยา งแบบทดสอบประจําบท ในสวนน้ีจะนําเสนอตัวอยางแบบทดสอบประจําบทท่ี 2 แคลคูลัสเบื้องตน สําหรับรายวิชาเพิ่มเติม คณิตศาสตร ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 เลม 1 ซ่ึงครูสามารถเลือกนําไปใชไดตามจุดประสงคการเรียนรู ทตี่ อ งการวดั ผลประเมินผล ตวั อยา งแบบทดสอบประจาํ บท 1. จงหา 1) lim f ( x) เม่ือ f ( x) = 5 + x − 5 2) f (x) − f (3) เม่ือ f ( x) = 16x2 x→0 2x lim x→3 x − 3 2. จงพิจารณาวาฟงกช นั ตอไปน้ีเปนฟงกชันตอเนือ่ ง ณ จุดท่ีกําหนดหรือไม x2 −1 x ≠ −1 , ท่ีจดุ x = −1 1) f ( x) = x +1 −2 , x =−1 2) f ( x ) = −x , x ≤ 0 ท่จี ุด x = 0 x2 , x>0 3. กาํ หนดให A, B และ C เปนจํานวน=จริงใด ๆ โดยท่ี A li=m x2 − x − 2 , f (1) B และ x→2 x − 2 1 − x2 , x < 1 =f ( x) =0 , x 1 ถา f ตอเนอ่ื งที่ x =1 แลว A + B เทากับเทา ใด 3x − C , x > 1 C 2+ 5−b , x ≤1 x +1 , 1< x < 6 เม่ือ a และ b เปน จาํ นวนจริง 4. =กําหนดให f (x) x3 −1 , x≥6 x2 −1 x−2+a 13 − x ถา f เปนฟง กชนั ตอ เน่ืองที่ x =1 และ x=6 แลว 3 a−x เทา กับเทาใด lim x→14 x − b สถาบันสงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
บทที่ 2 | แคลคูลสั เบ้อื งตน 162 คูม อื ครูรายวชิ าเพ่มิ เตมิ คณิตศาสตร ชั้นมัธยมศกึ ษาปท ี่ 6 เลม 1 กาํ หนดให =y ( )( )1 + จงหา dy x3 + 3 dx 5. x2 + 2x +1 x2 − 5x − 4 6. เสน ตรง l สัมผสั เสน โคง y = f ( x) โดยท่ี y = 5x3 + 2x2 − 7x + 9 ท่ี x =1 3x จงหาวาเสน ตรง l ทาํ มุมกี่องศากับแกน X ในทิศทวนเข็มนาฬิกา 7. จงหา ( f g )′ (2) เมื่อกาํ หนดให f ( x) = 2x2 −1 และ g (=x) x3 + 8 x 8. กาํ หนดให f ( x=) (1− 2x) 4 จงหา f ′′( x) 9. จงหา ∫1) x3 + 5x2 − 4 2) ∫ (3x + 4)2 dx dx x2 10. กําหนดให y = f ( x) และอัตราการเปลย่ี นแปลงของ y เทียบกับ x คือ ax3 −12x + 8 เมอื่ x และ a เปน จํานวนจรงิ ใด ๆ ถา f (0) =1 และ f ′(1) = 0 แลว f (a − 2) เทากบั เทาใด 11. กาํ หนดให g (x=) x6 − 3x ถา a เปน จํานวนจริงท่ีทาํ ให a −1 แลว 6 16 ∫ g′′( x) dx = −a g′(a) เทา กับเทา ใด 12. จงหาพ้ืนที่ที่ปด ลอมดวยเสนโคง =y x2 + 4x กบั แกน X จาก x = −5 ถงึ x =1 13. ให f และ g เปน ฟง กชนั ตอเน่ืองบนชวง [1, 2] โดยที่ f ( x) +=1 g ( x) + x จงหา 2 f ( x) − g ( x))2 dx ∫( 1 14. กําหนดให เสน โคง มีความชันท่จี ุด (1, 3) เทา กบั −1 และ f ( x) = ax2 + bx + c ถา 1 แลว f (2) เทา กับเทา ใด ∫ f ( x) dx = 0 0 สถาบนั สงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
บทที่ 2 | แคลคูลสั เบื้องตน 163 คูมือครรู ายวชิ าเพม่ิ เติมคณติ ศาสตร ช้นั มธั ยมศกึ ษาปท่ี 6 เลม 1 เฉลยตวั อยา งแบบทดสอบประจาํ บท 1. 1) จาก f ( x) = 5 + x − 5 2x จะได lim f ( x) = lim 5 + x − 5 x→0 x→0 2x = lim 5+x − 5⋅ 5+x + 5 2x 5+x + 5 x→0 ( ) (2 )2 5+x − 5 ( )= lim x→0 2x 5 + x + 5 5+ x−5 ( )= lim x→0 2x 5 + x + 5 x ( )= lim x→0 2x 5 + x + 5 1 ( )= lim x→0 2 5 + x + 5 ( )= 1 2 5+0+ 5 =1 45 2) จาก f ( x) = 16x2 จะได f (x) − f (3) ( )16x2 −16 32 lim = lim x→3 x − 3 x→3 x − 3 ( )16 x2 − 32 = lim x→3 x − 3 16( x − 3)( x + 3) = lim x→3 x − 3 = lim(16( x + 3)) x→3 = 16(3 + 3) = 96 สถาบันสง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
บทที่ 2 | แคลคูลสั เบ้ืองตน 164 คูมอื ครูรายวิชาเพ่มิ เตมิ คณิตศาสตร ช้ันมัธยมศกึ ษาปท ี่ 6 เลม 1 2. 1) จากฟงกชนั f ทกี่ ําหนดให จะได f (−1) =−2 และ lim f ( x) = x2 −1 x→−1 xl→im−1 x +1 ( x −1)( x +1) = lim x→−1 x +1 = lim ( x −1) x→−1 = −1−1 = −2 จะเหน็ วา lim f ( x=) f (−1) x→−1 ดงั น้นั ฟง กชัน f เปน ฟงกชันตอเน่อื งท่ี x = −1 2) จากฟงกช ัน f ที่กาํ หนดให จะได f (0) = 0 จาก lim f ( x) = lim (−x) = 0 x→0− x→0− และ lim f ( x) = lim x2 = 0 x→0+ x→0− จะไดว า lim f ( x) = lim f ( x) x→0− x→0+ ดังน้นั lim f ( x) = 0 x→0 จะเห็นวา lim f ( x) = f (0) x→0 ดังนนั้ ฟง กช นั f เปนฟงกชนั ตอเนื่องท่ี x = 0 3. จาก A = x2 − x − 2 จะได lim x→2 x − 2 ดงั นน้ั ( x − 2)( x +1) A = lim x→2 x − 2 = lim( x +1) x→2 = lim x + lim1 x→2 x→2 = 2+1 A=3 ----- (1) สถาบันสง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
บทท่ี 2 | แคลคูลสั เบือ้ งตน 165 คูม อื ครูรายวิชาเพิ่มเตมิ คณติ ศาสตร ช้นั มธั ยมศึกษาปท่ี 6 เลม 1 1 − x2 , x < 1 f ( x) = 0 จาก , x =1 3x − C , x > 1 จะได f (1) = 0 ดังน้ัน B = 0 ----- (2) ----- (3) จาก f ตอเนื่องที่ x =1 จะไดวา f (1) = lim f ( x) x→1 ดงั นัน้ lim f ( x) = 0 x→1 น่ันคอื li=m f ( x) li=m f ( x) 0 x →1− x →1+ จาก lim f ( x) = lim (3x − C ) x →1+ x →1+ จะได 0 = 3 − C ดงั น้ัน C = 3 จาก (1), (2) และ (3) จะไดวา A=+ B 3=+ 0 1 C3 4. จาก f เปนฟงกชันตอเนื่องท่ี x =1 จะไดว า lim f ( x) = f (1) x→1 นน่ั คอื lim f ( x) = lim f ( x) ----- (1) x →1− x →1+ จากฟง กชนั f ท่ีกาํ หนดให จ=ะได lim f (x) xli=→m1− 2 +x +51− b 2+ 5−b ----- (2) x →1− 2 และ ( )=lim f ( x) x →1+ xli=→m1+ xx32 −−11 ( x −1) x2 + x +1 =x2 x++x1+1 3 lim ( x −1=)( x +1) lim 2 ----- (3) x→1+ x →1+ จาก (1), (2) และ (3) จะได 2 + 5 − b = 3 ----- (4) ----- (5) 22 ดงั นน้ั b = 4 จาก f เปน ฟง กชนั ตอ เนื่องที่ x = 6 จะไดวา lim f ( x) = f (6) x→6 น่ันคอื lim f ( x) = lim f ( x) x→6− x→6+ สถาบันสง เสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
บทที่ 2 | แคลคลู สั เบอ้ื งตน 166 คมู อื ครูรายวิชาเพิ่มเติมคณติ ศาสตร ชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 6 เลม 1 จากฟง กช นั f ท่ีกําหนดให จะได= lim f (x) xl=→im6− xx32 −−11 43 ----- (6) x→6− 7 และ=lim f ( x) xl=→im6+ x13−−2 x+ a 2+a ----- (7) x→6+ 7 จาก (5), (6) และ (7) จะได 43 = 2 + a ----- (8) 77 ดังนัน้ a = 41 จาก (4) และ (8) จะได =lim 3 a − x li=m 3 41− x 3 x→14 x − b x→14 x − 4 10 จาก 1+ x3 + 3 −1 + x2 + 2x + 1 x3 + 3 ( )( ) ( ) ( )( )y = 5. x2 + 2x +1 x2 − 5x − 4 = x2 − 5x − 4 ( )จะได ( ) ( )( )dy = d x3 + 3 −1 + x2 + 2x +1 x2 − 5x − 4 dx dx ( )( ) ( )( )= d x3 + 3 −1 + d x2 + 2x +1 x2 − 5x − 4 dx dx พจิ ารณา ( )d x3 + 3 −1 dx ให =u x3 + 3 ( )จะได ( )d x3 + 3 −1 = d u−1 ⋅ du dx du dx ( )= −u−2 ⋅ d x3 + 3 dx − 3x2 x3 + 3 2 ( )= ----- (1) พจิ ารณา ( )d ( x2 + 2x +1)( x2 − 5x − 4) dx จาก ( )d ( x2 + 2x +1)( x2 − 5x − 4) dx = ( x2 − 5x − 4) d ( x2 + 2x +1) + ( x2 + 2x +1) d ( x2 − 5x − 4) dx dx = ( x2 − 5x − 4)(2x + 2) + ( x2 + 2x +1)(2x − 5) ( ) ( )= 2x3 − 8x2 −18x − 8 + 2x3 − x2 − 8x − 5 = 4x3 − 9x2 − 26x −13 ----- (2) สถาบนั สงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
บทท่ี 2 | แคลคลู สั เบอื้ งตน 167 คมู อื ครรู ายวิชาเพ่มิ เติมคณิตศาสตร ชั้นมัธยมศกึ ษาปท่ี 6 เลม 1 จาก (1) และ (2) จะได dy 3x2 x3 + 3 ( ) ( )dx = − 2 + 4x3 − 9x2 − 26x −13 6. จาก y = f ( x) โดยที่ y = 5x3 + 2x2 − 7x + 9 3x จะได f ( x)= 5x3 + 2x2 − 7x + 9= 5 x2 + 2 x − 7 + 3x−1 3x 3 3 3 ดงั น้ัน ความชนั ของเสนสมั ผัสเสน โคง y = f (x) นี้ ที่ x ใด ๆ คอื f ′(x) = d 5 x2 + 2 x − 7 + 3x−1 dx 3 3 3 = 10 x + 2 − 3 3 3 x2 จาก เสน ตรง l สมั ผสั เสน โคง y = f (x) ที่ x =1 จะไดวา ความชันของเสน ตรง l คือ f ′(1) = 10 (1) + 2 − 3 = 10 + 2 − 3 = 1 3 33 3 (1)2 ดังนน้ั เสนตรง l ทํามุม 45 องศากับแกน X ในทิศทวนเข็มนาฬิกา 7. จาก f ( x=) 2x2 −=1 2x − x−1 x จะได f ′(x)= 2 + 1 x2 จาก g (=x) x3 + 8 จะได g (2)= 23 + 8= 4 ให =u x3 + 8 จะได g (=x) 1 =u u 2 ดังนน้ั g′(x) = dy ⋅ du du dx = = ( )1 u − 1 3x2 2 2 3x2 2 x3 + 8 สถาบันสง เสริมการสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
บทที่ 2 | แคลคูลสั เบอื้ งตน 168 คมู ือครูรายวิชาเพมิ่ เตมิ คณติ ศาสตร ช้นั มัธยมศกึ ษาปท่ี 6 เลม 1 จาก ( f g )′ ( x) = f ′( g ( x)) ⋅ g′( x) ดังน้นั ( f g )′ (2) = f ′( g (2)) ⋅ g′(2) = f ′(4)⋅ g′(2) ( )= 2 + 1 3 22 42 2 23 + 8 = 33 3 16 2 = 99 32 8. ให u= 1− 2x จะได y =(1− 2x)4 =u4 ดังนนั้ dy = dy ⋅ du dx du dx ( )= d u4 ⋅ d (1− 2x) du dx = (4u3 )(−2) = −8(1− 2x)3 ให u= 1− 2x จะได dy =−8(1− 2x)3 =−8u3 dx ดงั นน้ั d2y = d dy dx2 dx dx = d dy ⋅ du du dx dx ( )= d −8u3 ⋅ d (1− 2x) du dx = (−24u2 )(−2) = 48(1− 2x)2 สถาบันสง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
บทที่ 2 | แคลคลู สั เบ้ืองตน 169 คมู ือครูรายวชิ าเพม่ิ เติมคณติ ศาสตร ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที่ 6 เลม 1 x3 + 5x2 − 4 x3 5x2 4 ∫ ∫9. 1) = x2 + x2 − x2 x2 dx dx = ∫ ( x + 5 − 4x−2 ) dx = x2 + 5x + 4x−1 + C เมื่อ C เปนคา คงตวั 2 2) ∫ (3x + 4)2 dx = ∫ (9x2 + 24x +16) dx = 3x3 +12x2 +16x + C เมอ่ื C เปนคาคงตัว 10. จาก y = f ( x) และอัตราการเปลี่ยนแปลงของ y เทียบกบั x คือ ax3 −12x + 8 จะได f ′( x) = ax3 −12x + 8 จาก f ′(1) = 0 จะได 0 = a(13 ) −12(1) + 8 นั่นคือ a = 4 ดังน้นั f ′( x) = 4x3 −12x + 8 จะได f ( x) = ∫(4x3 −12x + 8) dx = x4 − 6x2 + 8x + C เม่ือ C เปนคาคงตวั จาก f (0) =1 จะได 1 = 04 − (6 02 ) + 8(0) + C นนั่ คือ C = 1 ดังนน้ั f ( x) = x4 − 6x2 + 8x +1 พิจารณา f (a − 2) = f (4 − 2) = f (2) = 24 − (6 22 ) + 8(2) +1 =9 ดงั นั้น f (a − 2) =9 สถาบนั สง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
บทที่ 2 | แคลคูลสั เบ้อื งตน 170 คูมือครูรายวชิ าเพ่มิ เติมคณิตศาสตร ชั้นมธั ยมศึกษาปที่ 6 เลม 1 11. จาก ∫ g′′( x=) dx g′( x) + C จะได a ----- (1) ∫ g′′( x) dx= g′(a) − g′(−a) −a จาก g ( x=) x6 − 3x 6 จะได g′( x=) x5 − 3 จาก a dx = −1 และ (1) จะได 16 ∫ g′′( x) −a − 1 = g′(a) − g′(−a) 16 ( )( )− 1 = a5 − 3 − (−a)5 − 3 16 − 1 = a5 − 3 + a5 + 3 16 − 1 = 2a5 16 a5 = − 1 32 a = −1 2 ดงั นน้ั g′(a) =g ′ − 1 = − 1 5 − 3 =− 97 2 2 32 สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
บทท่ี 2 | แคลคูลสั เบอ้ื งตน 171 คมู อื ครรู ายวิชาเพม่ิ เติมคณิตศาสตร ชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 6 เลม 1 12. พจิ ารณากราฟของบริเวณท่ปี ดลอมดว ยเสนโคง =y x2 + 4x กบั แกน X จาก x = −5 ถึง x =1 ดงั นี้ จะไดว า พนื้ ที่ทีป่ ดลอมดวยดว ยเสน โคง =y x2 + 4x กบั แกน X จาก x = −5 ถึง x =1 เทากับ ∫ (−4 x2 + 4x) ∫ (dx − 0 x2 + 4x) dx + ∫ (1 x2 + 4x) dx ตารางหนว ย −5 −4 0 จาก ( )∫ x2 + 4x dx =x3 + 2x2 + C เมื่อ C เปนคาคงตัว 3 จะได ∫ ( )−4 x2 + 4x dx = x3 + 2 x2 −4 −5 −5 3 = ( −4 )3 + 2 ( −4 )2 − ( −5)3 + 2 ( −5)2 3 3 = 61 −18 3 ∫ ( )0 x2 + 4x dx = x3 + 2 x 2 0 −4 −4 3 ( )= 03 + 2 02 ( −4 )3 + 2 ( −4 )2 3 − 3 = 64 − 32 3 สถาบนั สง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
บทที่ 2 | แคลคูลสั เบื้องตน 172 คูมือครูรายวิชาเพิ่มเติมคณติ ศาสตร ชน้ั มัธยมศึกษาปท่ี 6 เลม 1 ( )และ ∫1 x2 + 4x dx = x3 + 2 x 2 1 0 3 0 13 03 ( ) ( )= + 2 12 − 3 + 2 02 3 = 1+2 3 ดงั นน้ั พื้นทีท่ ป่ี ดลอมดวยดว ยเสน โคง =y x2 + 4x กับแกน X จาก x = −5 ถึง x =1 เทากับ 61 − 18 − 64 − 32 + 1 + 2 =46 ตารางหนว ย 3 3 3 3 13. จาก f ( x) +=1 g ( x) + x จะได f ( x) − g ( x) =x −1 และ ( f ( x) − g ( x))2 =( x −1)2 = x2 − 2x +1 ดงั นัน้ 22 ∫( f ( x) − g ( x))2 dx = ∫( x2 − 2x +1)dx 11 = x3 − x2 + 2 3 x 1 = 23 − 22 + 2 − 13 − 12 + 3 3 1 =1 3 14. จาก f ( x) = ax2 + bx + c จะได f ′(=x) 2ax + b และ ∫ f ( x) dx = ax3 + bx2 + cx + D เมอ่ื D เปนคาคงตวั ใด ๆ 32 เนอ่ื งจาก เสน โคง ของฟง กชัน f มคี วามชันท่ีจุด (1, 3) เทากบั −1 จะไดวา f (1) = 3 และ f ′(1) = −1 น่นั คือ a + b + c =3 ----- (1) และ 2a + b =−1 ----- (2) จาก 1 ∫ f ( x) dx = 0 0 สถาบันสง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
บทท่ี 2 | แคลคูลสั เบ้ืองตน 173 คูมอื ครรู ายวชิ าเพิ่มเตมิ คณิตศาสตร ช้ันมัธยมศึกษาปท ี่ 6 เลม 1 จะไดว า a + b + c =0 น่นั คอื 2a + 3b + 6c =0 ----- (3) 32 จาก (1), (2) และ (3) จะได a =− 21, b =20 และ c = −13 22 นัน่ คือ f ( x) =− 21 x2 + 20x − 13 22 ดงั นั้น f (2) (=− 21 22 ) + 20(2) − 13 =−17 2 22 สถาบนั สงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
174 คูมือครรู ายวชิ าเพิ่มเติมคณิตศาสตร ชั้นมัธยมศึกษาปท ่ี 6 เลม 1 เฉลยแบบฝกหัดและวธิ ีทาํ โดยละเอียด บทที่ 1 ลาํ ดับและอนุกรม แบบฝก หดั 1.1.1 1. 1) แทน n ใน a=n 2n + 5 ดว ย 1, 2, 3 และ 4 จะได ส่ีพจนแ รกของลาํ ดับดังนี้ a1 = 2(1) + 5 = 7 a2 = 2(2) + 5 = 9 a3 = 2(3) + 5 = 11 a4 = 2(4) + 5 = 13 ดังน้นั สีพ่ จนแ รกของลาํ ดับนี้ คอื 7, 9,11 และ 13 2) แทน n ใน an = 1 n ดว ย 1, 2, 3 และ 4 จะได ส่ีพจนแ รกของลําดับดังน้ี 2 a1 = 1 1 = 1 2 2 a2 = 1 2 = 1 2 4 a3 = 1 3 = 1 2 8 a4 = 1 4 = 1 2 16 ดงั นั้น สี่พจนแรกของลําดับนี้ คอื 1 , 1 , 1 และ 1 2 4 8 16 3) แทน n ใน an = (−2)n ดวย 1, 2, 3 และ 4 จะได ส่ีพจนแรกของลําดบั ดังนี้ a1 = (−2)1 = −2 a2 = (−2)2 = 4 a3 = (−2)3 = −8 a4 = (−2)4 = 16 ดงั นน้ั ส่ีพจนแ รกของลาํ ดับน้ี คอื −2, 4, − 8 และ 16 สถาบันสง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คูมือครูรายวิชาเพม่ิ เตมิ คณติ ศาสตร ช้ันมธั ยมศึกษาปท ี่ 6 เลม 1 175 4) แทน n ใน an = n +1 ดว ย 1, 2, 3 และ 4 จะได ส่พี จนแรกของลําดบั ดังนี้ n a1 = 1+1 = 2 1 a2 = 2+1 = 3 22 a3 = 3+1 = 4 33 a4 = 4+1 = 5 44 ดงั นั้น สพี่ จนแ รกของลําดับน้ี คอื 2, 3 , 4 และ 5 23 4 5) แทน n ใน 1+ (−1)n ดวย 1, 2, 3 และ 4 จะได สี่พจนแรกของลําดบั ดังน้ี an = n 1 + (−1)1 1−1 =0 1 a1 = 1 = 1+ (−1)2 1+1 =1 2 a2 = 2 = 1+ (−1)3 1−1 =0 3 a3 = 3 = 1+ (−1)4 1+1 =1 4 2 a4 = 4 = ดังน้นั สพ่ี จนแ รกของลาํ ดับนี้ คอื 0,1, 0 และ 1 2 6) แทน n ใน an = 2n ดว ย 1, 2, 3 และ 4 จะได สพี่ จนแ รกของลําดบั ดังน้ี 3n a1 = 21 = 2 31 3 a2 = 22 = 4 32 9 a3 = 23 = 8 33 27 a4 = 24 = 16 34 81 ดงั น้นั สพี่ จนแรกของลาํ ดับนี้ คือ 2 , 4 , 8 และ 16 3 9 27 81 สถาบันสงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
176 คูมอื ครรู ายวชิ าเพิม่ เตมิ คณิตศาสตร ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที่ 6 เลม 1 7) แทน n ใน an =(n −1)(n +1) ดว ย 1, 2, 3 และ 4 จะได ส่พี จนแ รกของลาํ ดบั ดังน้ี a1 = (1−1)(1+1) = 0(2) = 0 a2 = (2 −1)(2 +1) = 1(3) = 3 a3 = (3 −1)(3 +1) = 2(4) = 8 a4 = (4 −1)(4 +1) = 3(5) = 15 ดงั นน้ั ส่พี จนแ รกของลําดับน้ี คือ 0, 3, 8 และ 15 8) แทน n ใน an =n(n −1)(n − 2) ดว ย 1, 2, 3 และ 4 จะได ส่พี จนแรกของลาํ ดับดังนี้ a1 = 1(1−1)(1− 2) = 1(0)(−1) = 0 a2 = 2(2 −1)(2 − 2) = 2(1)(0) = 0 a3 = 3(3 −1)(3 − 2) = 3(2)(1) = 6 a4 = 4(4 −1)(4 − 2) = 4(3)(2) = 24 ดงั น้นั ส่พี จนแ รกของลาํ ดับนี้ คือ 0, 0, 6 และ 24 2. 1) แทน n ใน an= an−1 + n −1 ดว ย 2, 3, 4 และ 5 จะได a2 = a1 + 2 −1 = 0 + 2 −1 = 1 a3 = a2 + 3 −1 = 1 + 3 −1 = 3 a4 = a3 + 4 −1 = 3 + 4 −1 = 6 a5 = a4 + 5 −1 = 6 + 5 −1 = 10 ดังนั้น หาพจนแรกของลําดับน้ี คอื 0, 1, 3, 6 และ 10 2) แทน n ใน an = 1+ (0.05)an−1 ดว ย 2, 3, 4 และ 5 จะได a2 = 1+ (0.05) a1 = 1+ (0.05)(1,000) = 51 a3 = 1+ (0.05) a2 = 1+ (0.05)(51) = 3.55 a4 = 1+ (0.05) a3 = 1+ (0.05)(3.55) = 1.1775 a5 = 1+ (0.05) a4 = 1+ (0.05)(1.1775) = 1.058875 ดังน้นั หาพจนแรกของลาํ ดับนี้ คือ 1000, 51, 3.55, 1.1775 และ 1.058875 สถาบันสงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
คมู ือครรู ายวิชาเพ่ิมเตมิ คณติ ศาสตร ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 6 เลม 1 177 3) แทน n ใน an = 6an−1 ดว ย 2, 3, 4 และ 5 จะได a2 = 6a1 = 6(2) = 12 a3 = 6a2 = 6(12) = 72 a4 = 6a3 = 6(72) = 432 a5 = 6a4 = 6(432) = 2,592 ดังนั้น หาพจนแ รกของลําดับนี้ คือ 2, 12, 72, 432 และ 2,592 4) แทน n ใน =an an−1 + 2an−2 ดว ย 3, 4 และ 5 จะได a3 = a2 + 2a1 = 2 + 2(1) = 4 a4 = a3 + 2a2 = 4 + 2(2) = 8 a5 = a4 + 2a3 = 8 + 2(4) = 16 ดังน้ัน หาพจนแ รกของลําดับน้ี คอื 1, 2, 4, 8 และ 16 5) แทน n ใน =an an−1 + an−2 ดว ย 3, 4 และ 5 จะได a3 = a2 + a1 = 0 + 2 = 2 a4 = a3 + a2 = 2 + 0 = 2 a5 = a4 + a3 = 2 + 2 = 4 ดังน้นั หาพจนแ รกของลาํ ดบั น้ี คอื 2, 0, 2, 2 และ 4 3. เน่อื งจากจาํ นวนเต็มบวกท่หี ารดว ย 2 และ 7 ลงตวั คือ จาํ นวนเตม็ บวกท่หี ารดว ย 14 ลงตัว จะไดว า จํานวนเตม็ บวกท่ีหารดวย 2 และ 7 ลงตัว เขยี นอยใู นรูป 14n เม่อื n เปนจาํ นวนเต็มบวก นั่นคือ ลาํ ดบั ของจํานวนเตม็ บวกทีห่ ารดวย 2 และ 7 ลงตวั มีพจนท ว่ั ไป คือ an =14n เมอ่ื n เปนจํานวนเต็มบวก แทน n ใน an =14n ดวย 1, 2, 3, 4, 5, 6 และ 7 จะได เจ็ดพจนแ รกของลาํ ดับของจํานวนเต็มบวกท่ีหารดว ย 2 และ 7 ลงตวั คือ 14, 28, 42, 56, 70, 84 และ 98 สถาบนั สง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
178 คมู อื ครรู ายวิชาเพิ่มเติมคณิตศาสตร ชน้ั มัธยมศึกษาปท ่ี 6 เลม 1 แบบฝก หดั 1.1.2 1. 1) จาก a1 = 2 และ d = 4 จะได a2 = a1 + d = 2 + 4 = 6 a3 = a2 + d = 6 + 4 = 10 a4 = a3 + d = 10 + 4 = 14 ดงั นั้น สี่พจนแ รกของลาํ ดับเลขคณติ น้ี คอื 2, 6,10 และ 14 2) จาก a1 = 3 และ d = 5 จะได a2 = a1 + d = 3 + 5 = 8 a3 = a2 + d = 8 + 5 = 13 a4 = a3 + d = 13 + 5 = 18 ดงั นน้ั สพ่ี จนแ รกของลาํ ดับเลขคณิตนี้ คือ 3, 8,13 และ 18 3) จาก a1 = −3 และ d = 3 จะได a2 = a1 + d = −3 + 3 = 0 a3 = a2 + d = 0 + 3 = 3 a4 = a3 + d = 3 + 3 = 6 ดังนน้ั สพ่ี จนแรกของลําดับเลขคณติ นี้ คือ −3, 0, 3 และ 6 4) จาก a1 = − 4 และ d = 2 จะได a2 = a1 + d = − 4 + 2 = −2 a3 = a2 + d = −2 + 2 = 0 a4 = a3 + d = 0 + 2 = 2 ดังนั้น ส่พี จนแ รกของลําดับเลขคณติ น้ี คอื −4, − 2, 0 และ 2 5) จาก a1 = 5 และ d = −2 จะได a2 = a1 + d = 5 + (−2) = 3 a3 = a2 + d = 3 + (−2) = 1 a4 = a3 + d = 1 + (−2) = −1 ดังนั้น สี่พจนแรกของลาํ ดับเลขคณิตนี้ คอื 5, 3,1 และ −1 6) จาก a1 = −3 และ d = −4 จะได a2 = a1 + d = (−3) + (− 4) = −7 a3 = a2 + d = (−7) + (− 4) = −11 สถาบันสงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
คูมือครรู ายวชิ าเพ่มิ เติมคณติ ศาสตร ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 6 เลม 1 179 a4 = a3 + d = (−11) + (− 4) = −15 ดังนนั้ สพี่ จนแรกของลาํ ดับเลขคณิตนี้ คอื −3, − 7, −11 และ −15 7) จาก a1 = 1 และ d =1 จะได 2 2 a2 = a1 + d = 1+1 =1 22 a3 = a2 + d = 1+ 1 =3 2 2 a4 = a3 + d = 3+1 =2 22 ดงั นน้ั สีพ่ จนแ รกของลําดับเลขคณติ น้ี คอื 1 , 1, 3 และ 2 22 8) จาก a1 = 5 และ d = −3 จะได 2 2 a2 = a1 + d = 5 + − 3 =1 2 2 a3 = a2 + d = 1 + − 3 = −1 2 2 a4 = a3 + d = − 1 + − 3 = −2 2 2 ดังนั้น ส่ีพจนแรกของลาํ ดับเลขคณติ น้ี คือ 5 ,1, − 1 และ −2 22 2. 1) เนื่องจาก a1 = 4, d = 3 และ an = a1 + (n −1)d จะได a3 = 4 + (3 −1)(3) = 4 + (2)(3) = 10 ดงั น้ัน a3 =10 2) เน่ืองจาก a1 = 7, d = −3 และ an = a1 + (n −1)d จะได a12 = 7 + (12 −1)(−3) = 7 + (11)(−3) = −26 ดังนนั้ a12 = −26 สถาบนั สง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
180 คมู อื ครูรายวชิ าเพิ่มเติมคณติ ศาสตร ช้นั มธั ยมศึกษาปท ่ี 6 เลม 1 3) เนือ่ งจาก a1 = 4 , d= −1 และ an = a1 + (n −1)d จะได 5 a20 = 4 + (20 −1)(−1) 5 = 4 + (19)(−1) 5 = − 91 5 ดงั นน้ั a20 = − 91 5 4) เนอ่ื งจาก a1 = 4, d = 1 และ an = a1 + (n −1)d จะได 2 a11 = 4 + (11 − 1) 1 2 = 4 + (10) 1 2 =9 ดงั นน้ั a11 = 9 3. 1) จากลาํ ดับเลขคณิต −2, 4,10, จะได a1 = −2 และ d = 4 − (−2) = 6 เนอื่ งจากพจนท ัว่ ไปของลาํ ดบั เลขคณติ คือ an = a1 + (n −1)d จะได an = −2 + (n −1)(6) = −2 + 6n − 6 = 6n − 8 ดงั นนั้ พจนท วั่ ไปของลาํ ดับเลขคณิตน้ี คือ 6n −8 2) จากลาํ ดับเลขคณติ − 1 , 1 , 1 , 662 จะได a1 = −1 และ d= 1 − − 1 = 2= 1 6 6 6 6 3 เนื่องจากพจนท ว่ั ไปของลาํ ดับเลขคณติ คือ an = a1 + (n −1)d สถาบนั สง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คมู อื ครรู ายวชิ าเพม่ิ เตมิ คณติ ศาสตร ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที่ 6 เลม 1 181 จะได an = − 1 + ( n −1) 1 6 3 = −1+1n−1 63 3 = 1n−1 32 ดังนน้ั พจนท ว่ั ไปของลาํ ดบั เลขคณิตน้ี คือ 1 n − 1 32 3) จากลําดบั เลขคณติ 11, 27 ,16, 2 จะได a1 = 11 และ d = 27 −11 = 5 2 2 เน่อื งจากพจนทั่วไปของลําดบั เลขคณติ คือ an = a1 + (n −1)d จะได an = 11 + ( n − 1) 5 2 = 11+ 5 n − 5 22 = 5 n + 17 22 ดังนนั้ พจนทั่วไปของลาํ ดบั เลขคณิตนี้ คือ 5 n + 17 22 4) จากลําดับเลขคณติ 19.74, 22.54, 25.34, จะได a1 = 19.74 และ d = 22.54 −19.74 = 2.80 เนอ่ื งจากพจนทว่ั ไปของลาํ ดับเลขคณิต คือ an = a1 + (n −1)d จะได an = 19.74 + (n −1)(2.80) = 19.74 + 2.80n − 2.80 = 2.80n +16.94 ดงั นัน้ พจนท วั่ ไปของลําดบั เลขคณิตน้ี คอื 2.80n +16.94 5) จากลาํ ดับเลขคณติ x, x + 2, x + 4, จะได a1 = x และ d = ( x + 2) − x = 2 เนือ่ งจากพจนทั่วไปของลาํ ดับเลขคณติ คือ an = a1 + (n −1)d สถาบันสง เสริมการสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
182 คมู ือครูรายวชิ าเพิ่มเติมคณติ ศาสตร ช้ันมัธยมศกึ ษาปที่ 6 เลม 1 จะได an = x + (n −1)(2) = x + 2n − 2 = 2n + x − 2 ดงั น้นั พจนท ว่ั ไปของลาํ ดับเลขคณติ น้ี คือ 2n + x − 2 เมื่อ x เปน จํานวนจรงิ 6) จากลําดบั เลขคณติ 3a + 2b, 2a + 4b, a + 6b, จะได a=1 3a + 2b และ d =(2a + 4b) − (3a + 2b) =−a + 2b เนอ่ื งจากพจนทว่ั ไปของลําดบั เลขคณิต คือ an = a1 + (n −1)d จะได an = (3a + 2b) + (n −1)(−a + 2b) = 3a + 2b + (−a + 2b) n + a − 2b = 4a + (−a + 2b) n ดงั น้นั พจนทัว่ ไปของลาํ ดับเลขคณติ น้ี คอื 4a + (−a + 2b)n เมอ่ื a และ b เปน จาํ นวนจรงิ 4. 1) จาก a1 = 13 และ a2 = 25 จะได d = 25 −13 = 12 นนั่ คือ a3 = a2 + d = 25 +12 = 37 a4 = a3 + d = 37 +12 = 49 a5 = a4 + d = 49 +12 = 61 ดงั นน้ั พจนทีข่ าดหายไป คือ 37, 49 และ 61 ตามลําดบั 2) จาก a1 = 18, a3 = 11 และ an = a1 + (n −1) d จะได 11 = 18 + (3 −1)d d = −7 2 น่นั คือ a2 = a1 + d = 18 + − 7 = 29 2 2 a4 = a3 + d = 11 + − 7 = 15 2 2 a5 = a4 + d = 15 + − 7 =4 2 2 ดังนั้น พจนทีข่ าดหายไป คอื 29 , 15 และ 4 ตามลาํ ดับ 22 สถาบันสงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คมู ือครรู ายวชิ าเพ่มิ เตมิ คณิตศาสตร ชั้นมธั ยมศกึ ษาปท่ี 6 เลม 1 183 3) จาก a1 = 13, a5 = 33 และ an = a1 + (n −1) d จะได 33 = 13 + (5 −1)d d =5 น่ันคอื a2 = a1 + d = 13 + 5 = 18 a3 = a2 + d = 18 + 5 = 23 a4 = a3 + d = 23 + 5 = 28 a6 = a5 + d = 33 + 5 = 38 ดงั น้ัน พจนทีข่ าดหายไป คอื 18, 23, 28 และ 38 ตามลําดบั 4) จาก a3 = 100, a6 = 142 และ an = a1 + (n −1) d จะได 100 = a1 + (3 −1) d ----- (1) 142 = a1 + (6 −1) d ----- (2) จาก (1) และ (2) จะได d =14 และ a1 = 72 นน่ั คือ a2 = a1 + d = 72 +14 = 86 a4 = a3 + d = 100 + 14 = 114 a5 = a4 + d = 114 + 14 = 128 a7 = a6 + d = 142 + 14 = 156 ดังนนั้ พจนทข่ี าดหายไป คือ 72, 86, 114, 128 และ 156 ตามลําดับ 5. จากลําดบั เลขคณติ 3, 8, 13, 18, 23, … จะได a1 = 3 และ d = 8 − 3 = 5 จาก an = a1 + (n −1) d จะได a15 = 3 + (15 −1)(5) = 3 + (14)(5) = 73 ดงั น้ัน พจนท่ี 15 ของลําดับเลขคณิตนี้ คือ 73 6. จากพจนท ี่ n ของลาํ ดบั ท่ีกาํ หนดให ซึง่ คือ an =−n − 3 จะได a20 = −20 − 3 = −23 และ a50 = −50 − 3 = −53 ดงั น้นั พจนท ี่ 20 ของลําดับเลขคณิตนี้ คือ −23 และพจนท่ี 50 ของลาํ ดับเลขคณติ น้ี คอื −53 สถาบันสง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
184 คมู ือครูรายวชิ าเพิม่ เตมิ คณติ ศาสตร ช้ันมัธยมศกึ ษาปท ี่ 6 เลม 1 7. จาก an = a1 + (n −1)d จะได ----- (1) ----- (2) 12 = a1 + (6 −1) d 16 = a1 + (10 −1) d จาก (1) และ (2) จะได d =1 และ a1 = 7 ดังนั้น พจนแรกของลาํ ดับเลขคณติ นี้ คือ 7 8. จาก an = a1 + (n −1)d จะได ----- (1) ----- (2) 20 = a1 + (3 −1) d 32 = a1 + (7 −1) d จาก (1) และ (2) จะได d = 3 และ a1 =14 น่นั คอื a25 = 14 + (25 −1)(3) = 14 + (24)(3) = 86 ดังนัน้ พจนท่ี 25 ของลาํ ดับเลขคณติ นี้ คือ 86 9. จาก an = a1 + (n −1)d จะได 16 = a1 + (2 −1) d ----- (1) 116 = a1 + (12 −1) d ----- (2) จาก (1) และ (2) จะได d =10 และ a1 = 6 นน่ั คือ an = 6 + (n −1)(10) = 6 +10n −10 = 10n − 4 ดังนัน้ =an 10n − 4 และ d =10 10. ลําดับเลขคณติ ที่กาํ หนดใหมี a1 = −1 และ d =−6 − (−1) =−5 จาก an = a1 + (n −1) d จะได −176 = −1+ (n −1)(−5) n = 36 ดังนั้น −176 เปน พจนที่ 36 ของลาํ ดบั เลขคณติ น้ี 11. ให a เปนพจนของลาํ ดบั เลขคณิตที่อยูระหวาง 39 และ 51 จะได 39, a, 51 เปนสามพจนเรียงกันของลําดบั เลขคณิต จาก =d an+1 − an สถาบันสงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คูม อื ครรู ายวชิ าเพิ่มเติมคณติ ศาสตร ช้นั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 6 เลม 1 185 จะได d =a2 − a1 =a − 39 และ d = a3 − a2 = 51− a ดงั นน้ั a − 39 = 51− a 2a = 90 a = 45 นัน่ คือ 45 เปนพจนข องลําดับเลขคณติ ที่อยูร ะหวา ง 39 และ 51 12. จาํ นวนนบั ทนี่ อยทีส่ ุดท่ีมากกวา 100 ซึ่งหารดวย 13 ลงตวั คอื 104 เนอ่ื งจาก 1,000 หารดวย 13 ไดผลหาร 76 เหลอื เศษ 12 ดงั นั้น จาํ นวนนบั ท่ีมากที่สุดท่ีนอ ยกวา 1,000 ซง่ึ หารดวย 13 ลงตัว คือ 1,000 −12 =988 จะไดว า ลาํ ดับของจาํ นวนนบั ทีอ่ ยูระหวาง 100 ถงึ 1,000 ซึง่ หารดวย 13 ลงตวั เปนลาํ ดบั เลขคณติ ที่มีพจนแรกเปน 104 ผลตา งรวมเปน 13 และพจนท่ี n เปน 988 จาก an = a1 + (n −1) d จะได 988 = 104 + (n −1)(13) 988 = 91+13n 13n = 897 n = 69 ดังนัน้ จํานวนนับท่อี ยูระหวาง 100 ถึง 1,000 ที่หารดวย 13 ลงตัว มีทงั้ หมด 69 จาํ นวน 13. เนือ่ งจาก a, 6a + 2, 8a +1 เปนสามพจนแรกของลําดับเลขคณติ จาก =d an+1 − an จะได d = a2 − a1 = (6a + 2) − a = 5a + 2 และ d = a3 − a2 = (8a +1) − (6a + 2) = 2a −1 ดงั นนั้ 5a + 2 = 2a −1 3a = −3 a = −1 นัน่ คือ สามพจนแรกของลาํ ดับเลขคณิต คือ −1, − 4, − 7 จะได a1 = −1 และ d =−4 − (−1) =−3 จาก an = a1 + (n −1)d จะได an = −1+ (n −1)(−3) = −1− 3n + 3 = 2 − 3n ดังนัน้ a ในลาํ ดับเลขคณิตทก่ี ําหนดให คือ −1 และพจนท ว่ั ไปของลําดับ คือ 2 − 3n สถาบันสง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
186 คูมือครรู ายวชิ าเพมิ่ เติมคณติ ศาสตร ชั้นมัธยมศกึ ษาปท ่ี 6 เลม 1 14. ให a1, a2, a3 เปน สามพจนแรกของลาํ ดับเลขคณิต โดยที่ a1 + a2 + a3 =12 และ a13 + a23 + a33 =408 จาก an = a1 + (n −1) d จะได a1 + a2 + a3 = 12 a1 + (a1 + d ) + (a1 + 2d ) = 12 ----- (1) a13 + a23 + a33 = 408 3a1 + 3d = 12 a1 + d = 4 และ จาก (1) จะได a13 + (a1 + d )3 + (a1 + 2d )3 = 408 (4 − d )3 + 43 + (4 + d )3 = 408 ( ( ) ) ( ( ) )64 − 3 42 d + 3(4)d 2 − d 3 + 43 + 64 + 3 42 d + 3(4)d 2 + d 3 = 408 64 +12d 2 + 64 + 64 +12d 2 = 408 24d 2 = 216 d2 = 9 นั่นคอื d = 3 หรอื d = −3 กรณี d = 3 จาก (1) จะได a1 =1 นน่ั คือ an =1+ (n −1)(3) =3n − 2 ดังนั้น พจนทวั่ ไปของลําดบั นี้ คือ 3n − 2 กรณี d = −3 จาก (1) จะได a1 = 7 น่ันคอื an =7 + (n −1)(−3) =−3n +10 ดังน้ัน พจนทัว่ ไปของลาํ ดบั น้ี คือ −3n +10 หมายเหตุ อาจหาพจนท่ัวไปของลาํ ดบั ที่กาํ หนด โดยให a2 = a จะไดวา a1= a − d และ a3= a + d เมอ่ื d เปน ผลตางรว ม จากนน้ั ดําเนนิ การตามวธิ ขี า งตน สถาบนั สง เสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
คูมอื ครรู ายวชิ าเพมิ่ เตมิ คณติ ศาสตร ชั้นมัธยมศกึ ษาปท ี่ 6 เลม 1 187 15. สมศกั ด์ิไดรบั เงนิ เดือนเดือนละ 25,000 บาท และไดรบั เงินเดือนเพ่ิมขึน้ ปละ 1,000 บาท นน่ั คอื เม่ือสมศักด์ทิ าํ งานได 1 ป เขาจะไดร บั เงนิ เดอื นเดือนละ 25,000 +1,000 =26,000 บาท เมอื่ สมศักด์ทิ ํางานได 2 ป เขาจะไดรบั เงินเดอื นเดอื นละ 26,000 +1(1,000) =27,000 บาท เม่ือสมศกั ด์ิทํางานได 3 ป เขาจะไดรับเงนิ เดือนเดอื นละ 26,000 + 2(1,000) =28,000 บาท ในทํานองเดียวกัน จะไดว าเมื่อสมศักด์ทิ ํางานได n ป เขาจะไดร บั เงินเดือนเดอื นละ 26,000 + (n −1)(1,000) บาท จะไดวา ลําดบั ของเงนิ เดอื นที่สมศกั ด์ิไดร บั เมื่อทาํ งานได 1, 2, 3, …, n, … ป คือ 26000, 27000, 28000, , 26000 + (n −1)(1000), ซ่งึ เปน ลาํ ดับเลขคณิตท่ีมีพจนแรกเปน 26,000 และผลตา งรวมเปน 1,000 เมอ่ื สมศกั ดท์ิ ํางานได 6 ป เขาจะไดรบั เงนิ เดือนเทา กับพจนท่ี 6 ของลําดับน้ี ดงั นั้น เมอื่ สมศกั ดทิ์ ํางานได 6 ป เขาจะไดรับเงินเดอื นเดือนละ 26,000 + (6 −1)(1,000) =31,000 บาท 16. บริษทั แหงหนึ่งรบั ซือ้ รถยนตทใี่ ชแ ลว 1 ปในราคาท่ตี าํ่ กวาราคาทีบ่ ริษัทขาย 100,000 บาท สาํ หรับรถยนตทใ่ี ชแ ลวเกนิ 1 ป ราคาซื้อคืนจะลดลงอีกปละ 70,000 บาท วธิ ีที่ 1 พิจารณาราคาที่บริษัทรบั ซ้ือรถคนื เนอ่ื งจาก ซื้อรถยนตจ ากบริษัทนม้ี าในราคา 1,000,000 บาท สาํ หรบั รถยนตท ี่ใชแลว 1 ป บริษัทจะรับซื้อรถคนื ในราคา 1,000,000 −100,000 =900,000 บาท สําหรบั รถยนตทใี่ ชแ ลว 2 ป บรษิ ทั จะรบั ซ้ือรถคืนในราคา 900,000 − (2 −1)(70,000) =830,000 บาท สําหรับรถยนตทใ่ี ชแ ลว 3 ป บริษทั จะรับซื้อรถคนื ในราคา 900,000 − (3 −1)(70,000) =760,000 บาท ในทํานองเดียวกนั จะไดว าสาํ หรบั รถยนตทีใ่ ชแ ลว n ป บริษทั จะรับซื้อรถคนื ในราคา 900,000 − (n −1)(70,000) บาท จะได ลําดบั ของราคาทีบ่ ริษัทจะรับซ้ือคืน สําหรับรถยนตท ่ีใชไปแลว 1, 2, 3, …, n, … ป คือ 900000, 830000, 760000, , 900,000 − (n −1)(70,000), ซงึ่ เปน ลาํ ดบั เลขคณติ ที่มพี จนแรกเปน 900,000 และผลตางรวมเปน 70,000 สถาบนั สงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
188 คูม อื ครรู ายวิชาเพิม่ เตมิ คณิตศาสตร ช้ันมธั ยมศกึ ษาปท ี่ 6 เลม 1 เม่ือใชร ถยนตไปแลว 5 ป ราคาทบี่ รษิ ัทจะรบั ซื้อคืนเทากับพจนที่ 5 ของลําดับนี้ ดงั นน้ั เมือ่ ใชรถยนตไ ปแลว 5 ป ราคาท่ีบรษิ ัทจะรับซ้ือคืนเทากบั 900,000 − (5 −1)(70,000) =620,000 บาท นั่นคอื เม่ือใชรถยนตไปแลว 5 ป บรษิ ทั จะรบั ซื้อรถยนตคนื ในราคาทตี่ ํา่ กวาราคา ที่ซ้อื จากบรษิ ทั 1,000,000 − 620,000 =380,000 บาท วธิ ีท่ี 2 พจิ ารณาสวนตา งของราคาขายและราคาซ้ือคืน สาํ หรับรถยนตที่ใชแลว 1 ป สวนตางของราคาขายและราคาซื้อคืนเทากับ 100,000 บาท สําหรับรถยนตท ใ่ี ชแลว 2 ป สวนตา งของราคาขายและราคาซ้ือคืนเทา กบั 100,000 + (2 −1)70,000 =170,000 บาท สาํ หรับรถยนตทใี่ ชแ ลว 3 ป สวนตางของราคาขายและราคาซอ้ื คืนเทา กบั 100,000 + (3 −1)70,000 =240,000 บาท ในทํานองเดยี วกนั จะไดวา สาํ หรบั รถยนตท ใี่ ชแลว n ป สว นตางของราคาขายและ ราคาซอ้ื คนื เทากับ 100,000 + (n −1)(70,000) บาท จะได ลําดับของสวนตางของราคาขายและราคาซือ้ คืน สาํ หรบั รถยนตท ี่ใชไปแลว 1, 2, 3, …, n, … ป คอื 100000, 170000, 240000,, 100000 + (n −1)(70000), ซงึ่ เปน ลําดับเลขคณติ ที่มีพจนแรกเปน 100,000 และผลตา งรวมเปน 70,000 เมื่อใชรถยนตไปแลว 5 ป สว นตางของราคาขายและราคาซ้อื คืนเทากบั พจนท ่ี 5 ของ ลําดับน้ี ดังนนั้ เมื่อใชรถยนตไ ปแลว 5 ป สวนตา งของราคาขายและราคาซอ้ื คืนเทากบั 100,000 + (5 −1)(70,000) =380,000 บาท น่ันคอื เมื่อใชรถยนตไปแลว 5 ป บรษิ ทั จะรับซ้ือรถยนตคนื ในราคาทีต่ ่ํากวาราคา ทีซ่ ้อื จากบรษิ ทั 380,000 บาท สถาบนั สง เสริมการสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 568
Pages: