ภูมปิ ญั ญาศกึ ษา เร่อื ง ผกั สวนครัว โดย 1. นางหวนั นามชาลี (ผถู้ า่ ยทอดภมู ปิ ญั ญา) 2. นางสาวเขมมรี สทุ ธกิ วงษ์ (ผ้เู รยี บเรยี งภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถิ่น) เอกสารภมู ปิ ญั ญาศึกษานเ้ี ปน็ สว่ นหนง่ึ ของการศกึ ษา ตามหลักสูตรโรงเรียนผู้สงู อายุเทศบาลเมอื งวงั นา้ เยน็ ประจ้าปกี ารศึกษา 2561
โรงเรยี นผูส้ งู อายุเทศบาลเมอื งวงั นา้ เยน็ สังกัดเทศบาลเมอื งวังนา้ เย็น จังหวดั สระแก้ว ค้าน้า ภูมิป๓ญญาชาวบ๎านของคนไทยเรานั้นมีอยํูจานวนมาก ล๎วนแตํมีคุณคําและมีประโยชน๑ เป็นการบอก เลาํ ถงึ วฒั นธรรมไทยได๎เป็นอยาํ งดี แตํป๓จจุบันภูมิป๓ญญาเหลํานั้น กาลังสูญหายไปพร๎อม ๆ กับชีวิตของคน ซ่ึง ดับสูญไปตามกาลเวลา เทศบาลเมืองวังน้าเย็นได๎เล็งเห็นคุณคําและความสาคัญในเร่ืองดังกลําว จึงจัดต้ัง โรงเรียนผู๎สูงอายุข้ึน เพื่อให๎ผ๎ูสูงอายุในเขตตาบลวังน้าเย็นได๎มารวมตัวกัน เพื่อแลกเปล่ียนเรียนร๎ู ซึ่งกันและ กัน กํอนจบการศึกษา นักเรียนผู๎สูงอายุทุกคนต๎องจัดทาภูมิป๓ญญาศึกษาคนละ 1 เร่ือง เพ่ือเก็บไว๎ให๎อนุชน รํนุ หลังได๎ศกึ ษา เป็นการสบื ทอด มิใหภ๎ มู ิปญ๓ ญาสูญไป ภูมิป๓ญญาฉบับนี้สาเร็จได๎ เพราะรับความกรุณาและการสนับสนุน จากทํานท้ังหลายเหลํานี้ ได๎แกํ นางสาวเขมมรี สุทธิกวงษ๑ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงให๎คาปรึกษา แนะนาในการจัดทาภูมิป๓ญญา ได๎ให๎ความร๎ูและ ประสบการณ๑ตําง ๆ ในชํวงเวลาที่เรียนอยํูเป็นเวลา 1 ปี คณะกรรมการบริหารโรงเรียนผู๎สูงอายุ เจ๎าหน๎าท่ี กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล๎อมเทศบาลเมืองวังน้าเย็นทุกทําน ท่ีให๎การดูแลและชํวยเหลือตลอดมา และที่ สาคัญได๎แกํ ทํานนายวันชัย นารีรักษ๑ นายกเทศมนตรีเมืองวังน้าเย็น และ นายคนองพล เพ็ชรรื่น ปลัดเทศบาลเมืองวังน้าเย็น ซ่ึงเป็นผ๎ูกํอต้ังโรงเรียนผู๎สูงอายุ และให๎การสนับสนุน ดูแลนักเรียนผู๎สูงอายุเป็น อยํางดี ขอขอบคุณทุกทาํ นไว๎ ณ โอกาสน้ี หวัน นามชาลี เขมมรี สุทธิกวงษ๑ ผจ๎ู ัดทา
ท่มี าและความส้าคัญของภูมิปญั ญาศึกษา จากพระราชดารสั ของพระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดชทีว่ ํา “ประชาชนนัน่ แหละ ท่ีเขามีความรู๎เขาทางานมาหลายชั่วอายุคน เขาทากันอยํางไรเขามีความเฉลียวฉลาด เขารู๎วําตรงไหนควรทา กสิกรรมเขารว๎ู าํ ตรงไหนควรเก็บรักษาไว๎แตํท่ีเสียไปเพราะพวกไมํร๎ูเร่ืองไมํได๎ทามานานแล๎วทาให๎ลืมวําชีวิตมัน เปน็ ไปโดยการกระทาทีถ่ ูกต๎องหรอื ไมํ” พระราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา-ภูมิพลอดุลยเดช ท่ีสะท๎อนถึงพระปรีชาสามารถในการรับรู๎และความเข๎าใจหยั่งลึกที่ทรงเห็นคุณคําของภูมิป๓ญญาไทยอยําง แท๎จริงพระองค๑ทรงตระหนักเป็นอยํางยิ่งวํา ภูมิป๓ญญาท๎องถ่ินเป็นส่ิงท่ีชาวบ๎านมีอยํูแล๎วใช๎ประโยชน๑เพ่ือ ความอยูํรอดกันมายาวนาน ความสาคัญของภูมิป๓ญญาท๎องถ่ินซึ่งความร๎ูที่สั่งสมจากการปฏิบัติจริงใน หอ๎ งทดลองทางสังคมเปน็ ความรูด๎ ั้งเดมิ ท่ีถูกค๎นพบ มกี ารทดลองใชแ๎ ก๎ไขดัดแปลงจนเป็นองค๑ความร๎ูท่ีสามารถ แก๎ปญ๓ หาในการดาเนนิ ชีวิตและถํายทอดสืบตอํ กนั มาภมู ิป๓ญญาทอ๎ งถ่นิ เปน็ ขุมทรัพย๑ทางป๓ญญาที่คนไทยทุกคน ควรรู๎ควรศึกษาปรับปรุงและพัฒนาให๎สามารถนาภูมิป๓ญญาท๎องถิ่นเหลําน้ันมาแก๎ไขป๓ญหาให๎สอดคล๎องกับ บริบททางสังคมวัฒนธรรมของกลํุมชุมชนน้ัน ๆอยํางแท๎จริงการพัฒนาภูมิป๓ญญาศึกษานับเป็นส่ิงสาคัญตํอ บทบาทของชุมชนท๎องถิ่นท่ีได๎พยายามสร๎างสรรค๑เป็นน้าพักน้าแรงรํวมกันของผ๎ูสูงอายุและคนในชุมชนจน กลายเปน็ เอกลกั ษณแ๑ ละวัฒนธรรมประจาถิ่นทีเ่ หมาะตอํ การดาเนินชีวิตหรือภูมิป๓ญญาของคนในท๎องถิ่นน้ัน ๆ แตํภมู ปิ ญ๓ ญาท๎องถ่ินสํวนใหญํเปน็ ความร๎ูหรือเปน็ สงิ่ ทไ่ี ดม๎ าจากประสบการณ๑หรือเป็นความเชื่อสืบตํอกันมาแตํ ยังขาดองค๑ความร๎ูหรือขาดหลักฐานยืนยันหนักแนํนการสร๎างการยอมรับท่ีเกิดจากฐานภูมิป๓ญญาท๎องถิ่นจึง เป็นไปได๎ยาก ดังนั้น เพอื่ ให๎เกิดการสงํ เสรมิ พัฒนาภูมปิ ๓ญญาที่เป็นเอกลักษณ๑ของท๎องถิ่นกระตุ๎นเกิดความภาคภูมิใจ ในภูมิป๓ญญาของบุคคลในท๎องถิ่น ภูมิป๓ญญาไทยและวัฒนธรรมไทยเกิดการถํายทอดภูมิป๓ญญาสํูคนรุํนหลัง โรงเรียนผ๎ูสูงอายุเทศบาลเมืองวังน้าเย็นได๎ดาเนินการจัดทาหลักสูตรการเรียนการสอนเพ่ือพัฒนาศักยภาพ ผู๎สูงอายุในท๎องถิ่นที่เน๎นให๎ผู๎สูงอายุได๎พัฒนาตนเองให๎มีความพร๎อมสํูสังคมผ๎ูสูงอายุท่ีมีคุณภาพในอนาคต รวมท้ังสืบทอดภูมิป๓ญญาในการดารงชีวิตของนักเรียนผ๎ูสูงอายุที่ได๎สั่งสมมา เกิดจากการสืบทอดภูมิป๓ญญา ของบรรพบุรุษ โดยนักเรยี นผ๎ูสูงอายุจะเปน็ ผ๎ูถาํ ยทอดองคค๑ วามร๎ู และมีครูพี่เล้ียงซึ่งเป็นคณะครูของโรงเรียน ในสังกัดเทศบาลเมืองวงั นา้ เยน็ เป็นผู๎เรียบเรียงองคค๑ วามรไ๎ู ปสกูํ ารจัดทาภูมิป๓ญญาศึกษาให๎ปรากฏออกมาเป็น รปู เลํมภูมิป๓ญญาศึกษา ใช๎เป็นสํวนหน่ึงในการจบหลักสูตรการศึกษาของโรงเรียนผู๎สูงอายุ ประจาปีการศึกษา 2561 พร๎อมทั้งเผยแพรํและจัดเก็บคลังภูมิป๓ญญาไว๎ในห๎องสมุดของโรงเรียนเทศบาลมิตรสัมพันธ๑วิทยา เพ่อื ให๎ภมู ิปญ๓ ญาทอ๎ งถ่ินเหลาํ นีเ้ กิดการถาํ ยทอดสํูคนรนุํ หลงั สืบตํอไป จากความรํวมมือในการพัฒนาบุคลากรในหนํวยงานและภาคีเครือขํายท่ีมีสํวนรํวมในการผสมผสาน องค๑ความรู๎ เพ่ือยกระดับความรู๎ของภูมิป๓ญญาน้ัน ๆเพื่อนาไปสํูการประยุกต๑ใช๎และผสมผสานเทคโนโลยีใหมํ ๆใหส๎ อดรบั กบั วิถชี วี ติ ของชุมชนได๎อยาํ งมปี ระสทิ ธิภาพการนาภูมิป๓ญญาไทยกลับสํูการศึกษา สามารถสํงเสริม ให๎มกี ารถํายทอดภูมิป๓ญญาในโรงเรียนเทศบาลมิตรสัมพันธ๑วิทยาและโรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองวังน้าเย็น
เกิดการมีสํวนรํวมในกระบวนการถํายทอด เช่ือมโยงความรู๎ให๎กับนักเรียนและบุคคลทั่วไปในท๎องถิ่น โดยการ นาบุคลากรที่มคี วามรคู๎ วามสามารถในทอ๎ งถ่ินเขา๎ มาเปน็ วทิ ยากรให๎ความร๎ูกับนักเรียนในโอกาสตําง ๆหรือการ ที่โรงเรียนนาองค๑ความร๎ูในท๎องถ่ินเข๎ามาสอนสอดแทรกในกระบวนการจัดการเรียนรู๎ ส่ิงเหลํานี้ทาให๎การ พัฒนาภูมิป๓ญญาท๎องถิ่น นาไปสูํการสืบทอดภูมิป๓ญญาศึกษาเกิดความสาเร็จอยํางเป็นรูปธรรมนักเรียน ผ๎ูสูงอายุเกิดความภาคภูมิใจในภูมิป๓ญญาของตนที่ได๎ถํายทอดสูํคนรุํนหลังให๎คงอยํูในท๎องถ่ิน เป็นวัฒนธรรม การดาเนินชวี ติ ประจาทอ๎ งถน่ิ เป็นวฒั นธรรมการดาเนินชวี ิตคูํแผนํ ดนิ ไทยตราบนานเทาํ นาน นยิ ามคา้ ศัพทใ์ นการจัดทา้ ภมู ิปญั ญาศึกษา ภูมิปัญญาศึกษา หมายถึง การนาภูมิป๓ญญาการดาเนินชีวิตในเร่ืองท่ีผู๎สูงอายุเช่ียวชาญท่ีสุด ของ ผส๎ู งู อายุท่ีเข๎าศึกษาตามหลักสูตรของโรงเรียนผู๎สูงอายุเทศบาลเมืองวังน้าเย็น มาศึกษาและสืบทอดภูมิป๓ญญา ในรปู แบบตําง ๆ มีการสืบทอดภูมิป๓ญญาโดยการปฏิบัติและการเรียบเรียงเป็นลายลักษณ๑อักษรตามรูปแบบท่ี โรงเรียนผ๎ูสูงอายุกาหนดขึ้นใช๎เป็นสํวนหนึ่งในการจบหลักสูตรการศึกษา เพ่ือให๎ภูมิป๓ญญาของผ๎ูสูงอายุได๎รับ การถํายทอดสูคํ นรุํนหลังและคงอยูใํ นทอ๎ งถ่นิ ตํอไป ซึ่งแบงํ ภูมิป๓ญญาศึกษาออกเปน็ 3 ประเภท ไดแ๎ กํ 1. ภมู ิป๓ญญาศึกษาทผ่ี ส๎ู ูงอายเุ ปน็ ผค๎ู ดิ คน๎ ภูมิปญ๓ ญาในการดาเนินชีวติ ในเรอื่ งท่เี ช่ยี วชาญท่สี ุดดว๎ ย ตนเอง 2. ภูมิป๓ญญาศึกษาท่ีผ๎ูสูงอายุเป็นผู๎นาภูมิป๓ญญาที่สืบทอดจากบรรพบุรุษมาประยุกต๑ใช๎ในการดาเนิน ชีวิตจนเกดิ ความเชย่ี วชาญ 3. ภูมิป๓ญญาศึกษาท่ีผ๎ูสูงอายุเป็นผ๎ูนาภูมิป๓ญญาที่สืบทอดจากบรรพบุรุษมาใช๎ในการดาเนินชีวิตโดย ไมมํ ีการเปลีย่ นแปลงไปจากเดมิ จนเกิดความเชีย่ วชาญ ผู้ถา่ ยทอดภูมิปัญญา หมายถึง ผ๎ูสูงอายุท่ีเข๎าศึกษาตามหลักสูตรของโรงเรียนผู๎สูงอายุเทศบาลเมือง วังน้าเย็นเป็นผู๎ถํายทอดภูมิป๓ญญาการดาเนินชีวิตในเร่ืองท่ีตนเองเช่ียวชาญมากที่สุด นามาถํายทอดให๎แกํผู๎ เรยี บเรียงภูมปิ ๓ญญาทอ๎ งถ่ินได๎จดั ทาขอ๎ มลู เป็นรูปเลํมภูมิปญ๓ ญาศกึ ษา ผู้เรียบเรียงภูมิปัญญาท้องถ่ิน หมายถึง ผ๎ูท่ีนาภูมิป๓ญญาในการดาเนินชีวิตในเรื่องท่ีผ๎ูสูงอายุ เช่ียวชาญท่ีสุดมาเรียบเรียงเป็นลายลักษณ๑อักษร ศึกษาหาข๎อมูลเพิ่มเติมจากแหลํงข๎อมูลตําง ๆ จัดทาเป็ น เอกสารรูปเลมํ ใชช๎ อื่ วํา “ภูมปิ ญ๓ ญาศึกษา”ตามรูปแบบที่โรงเรยี นผ๎ูสูงอายเุ ทศบาลเมืองวงั น้าเย็นกาหนด ครทู ปี่ รึกษา หมายถึง ผู๎ท่ปี ฏิบัติหน๎าท่เี ปน็ ครพู ่ีเลย้ี ง เปน็ ผ๎เู รียบเรียงภมู ิปญ๓ ญาท๎องถิ่น ปฏิบัติหน๎าท่ี เป็นผ๎ูประเมินผล เป็นผ๎ูรับรองภูมิป๓ญญาศึกษา รวมทั้งเป็นผู๎นาภูมิป๓ญญาศึกษาเข๎ามาสอนในโรงเรียนโดย บูรณาการการจัดการเรยี นรู๎ตามหลกั สตู รทอ๎ งถ่นิ ทโ่ี รงเรยี นจัดทาข้ึน
ภมู ิปญั ญาศกึ ษาเช่ือมโยงสู่สารานกุ รมไทยสา้ หรับเยาวชนฯ 1. ลกั ษณะของภมู ปิ ัญญาไทย ลกั ษณะของภูมิป๓ญญาไทย มีดังนี้ 1. ภูมิป๓ญญาไทยมลี กั ษณะเป็นทั้งความรู๎ ทักษะ ความเชอื่ และพฤตกิ รรม 2. ภมู ปิ ญ๓ ญาไทยแสดงถึงความสมั พนั ธร๑ ะหวํางคนกับคน คนกับธรรมชาติ ส่ิงแวดล๎อม และคนกับสงิ่ เหนือธรรมชาติ 3. ภูมปิ ๓ญญาไทยเป็นองค๑รวมหรอื กิจกรรมทุกอยาํ งในวถิ ชี วี ติ ของคน 4. ภูมิป๓ญญาไทยเปน็ เรื่องของการแกป๎ ๓ญหา การจดั การ การปรับตวั และการเรยี นร๎ู เพือ่ ความอยรํู อดของบุคคล ชมุ ชน และสงั คม 5. ภมู ปิ ญ๓ ญาไทยเปน็ พื้นฐานสาคัญในการมองชีวิต เปน็ พ้ืนฐานความรใู๎ นเรอ่ื งตํางๆ 6. ภมู ิป๓ญญาไทยมีลักษณะเฉพาะ หรือมเี อกลกั ษณใ๑ นตัวเอง 7. ภูมปิ ญ๓ ญาไทยมีการเปลีย่ นแปลงเพ่ือการปรบั สมดุลในพัฒนาการทางสงั คม 2. คุณสมบตั ขิ องภูมิปัญญาไทย ผูท๎ รงภมู ปิ ญ๓ ญาไทยเปน็ ผู๎มีคุณสมบตั ิตามที่กาหนดไว๎ อยํางนอ๎ ยดงั ตํอไปน้ี 1. เป็นคนดมี ีคุณธรรม มีความรค๎ู วามสามารถในวิชาชีพตาํ งๆ มผี ลงานด๎านการพฒั นา ท๎องถน่ิ ของตน และไดร๎ ับการยอมรับจากบุคคลทัว่ ไปอยํางกว๎างขวาง ท้งั ยงั เปน็ ผทู๎ ี่ใชห๎ ลักธรรมคาสอนทาง ศาสนาของตนเป็นเครื่องยดึ เหนี่ยวในการดารงวถิ ีชีวิตโดยตลอด 2. เป็นผ๎ูคงแกเํ รียนและหมน่ั ศกึ ษาหาความรู๎อยํเู สมอ ผู๎ทรงภูมิป๓ญญาจะเป็นผูท๎ ่ีหม่นั ศึกษา แสวงหาความร๎ูเพ่ิมเติมอยเูํ สมอไมหํ ยดุ น่ิง เรียนรูท๎ ้ังในระบบและนอกระบบ เปน็ ผ๎ลู งมือทา โดยทดลองทา ตามท่ีเรียนมา อกี ทั้งลองผิด ลองถกู หรือสอบถามจากผร๎ู ๎อู ่ืนๆ จนประสบความสาเร็จ เป็นผ๎เู ช่ยี วชาญ ซึ่งโดด เดํนเปน็ เอกลักษณใ๑ นแตลํ ะด๎านอยาํ งชดั เจน เปน็ ที่ยอมรับการเปล่ียนแปลงความร๎ูใหมํๆ ทเ่ี หมาะสม นามา ปรบั ปรงุ รบั ใช๎ชมุ ชน และสงั คมอยูํเสมอ 3. เป็นผู๎นาของท๎องถ่ิน ผ๎ูทรงภูมิป๓ญญาสํวนใหญํจะเป็นผ๎ูท่ีสังคม ในแตํละท๎องถิ่นยอมรับให๎ เป็นผู๎นา ท้ังผ๎ูนาท่ีได๎รับการแตํงตั้งจากทางราชการ และผู๎นาตามธรรมชาติ ซ่ึงสามารถเป็นผ๎ูนาของท๎องถ่ิน และชวํ ยเหลอื ผ๎ูอนื่ ได๎เปน็ อยาํ งดี 4. เป็นผ๎ูที่สนใจป๓ญหาของท๎องถิ่น ผู๎ทรงภูมิป๓ญญาล๎วนเป็นผู๎ที่สนใจป๓ญหาของท๎องถ่ิน เอา ใจใสํ ศึกษาป๓ญหา หาทางแก๎ไข และชํวยเหลือสมาชิกในชุมชนของตนและชุมชนใกล๎เคียงอยํางไมํยํอท๎อ จน ประสบความสาเร็จเป็นท่ยี อมรับของสมาชิกและบคุ คลทั่วไป 5. เป็นผขู๎ ยันหมัน่ เพียร ผท๎ู รงภูมปิ ญ๓ ญาเป็นผขู๎ ยันหมั่นเพียร ลงมือทางานและผลิตผลงานอยํู เสมอ ปรับปรงุ และพัฒนาผลงานใหม๎ คี ุณภาพมากขึน้ อกี ทั้งมงุํ ทางานของตนอยาํ งตํอเนื่อง
6. เป็นนกั ปกครองและประสานประโยชน๑ของทอ๎ งถิน่ ผ๎ูทรงภูมปิ ญ๓ ญา นอกจากเปน็ ผ๎ูที่ ประพฤตติ นเปน็ คนดี จนเป็นที่ยอมรับนับถือจากบุคคลทว่ั ไปแลว๎ ผลงานทท่ี ํานทายงั ถือวํามีคุณคาํ จึงเป็นผ๎ทู ี่ มีท้งั \"ครองตน ครองคน และครองงาน\" เปน็ ผป๎ู ระสานประโยชน๑ใหบ๎ ุคคลเกิดความรัก ความเขา๎ ใจ ความเหน็ ใจ และมีความสามคั คกี นั ซง่ึ จะทาให๎ทอ๎ งถนิ่ หรอื สงั คม มีความเจริญ มคี ุณภาพชวี ิตสงู ข้นึ กวําเดิม 7. มีความสามารถในการถาํ ยทอดความร๎ูเปน็ เลศิ เมื่อผ๎ูทรงภูมิปญ๓ ญามีความรู๎ความสามารถ และประสบการณ๑เปน็ เลิศ มผี ลงานท่เี ปน็ ประโยชน๑ตํอผ๎ูอื่นและบุคคลท่วั ไป ท้ังชาวบา๎ น นักวชิ าการ นกั เรียน นิสติ /นักศึกษา โดยอาจเข๎าไปศกึ ษาหาความรู๎ หรือเชิญทาํ นเหลําน้นั ไป เป็นผถ๎ู ํายทอดความร๎ไู ด๎ 8. เป็นผ๎ูมีคํูครองหรือบริวารดี ผ๎ูทรงภูมิป๓ญญา ถ๎าเป็นคฤหัสถ๑ จะพบวํา ล๎วนมีคูํครองที่ดีที่ คอยสนับสนุน ชํวยเหลือ ให๎กาลังใจ ให๎ความรํวมมือในงานท่ีทํานทา ชํวยให๎ผลิตผลงานท่ีมีคุณคํา ถ๎าเป็น นักบวช ไมวํ ําจะเป็นศาสนาใด ต๎องมบี รวิ ารทด่ี ี จงึ จะสามารถผลติ ผลงานท่ีมคี ณุ คาํ ทางศาสนาได๎ 9. เป็นผูม๎ ปี ๓ญญารอบร๎แู ละเชย่ี วชาญจนได๎รบั การยกยํองวําเปน็ ปราชญ๑ ผ๎ทู รงภูมิป๓ญญา ต๎อง เป็นผ๎ูมีป๓ญญารอบร๎ูและเชี่ยวชาญ รวมท้ังสร๎างสรรค๑ผลงานพิเศษใหมํๆ ท่ีเป็นประโยชน๑ตํอสังคมและ มนุษยชาตอิ ยาํ งตอํ เน่อื งอยํูเสมอ 3. การจดั แบ่งสาขาภมู ิปัญญาไทย จากการศึกษาพบวาํ มกี ารกาหนดสาขาภูมิปญ๓ ญาไทยไว๎อยาํ งหลากหลาย ขึ้นอยํกู บั วัตถุประสงค๑ และ หลักเกณฑ๑ตํางๆ ท่ีหนํวยงาน องค๑กร และนักวิชาการแตํละทํานนามากาหนด ในภาพรวมภูมิป๓ญญาไทย สามารถแบงํ ไดเ๎ ปน็ 10 สาขา ดังน้ี 1. สาขาเกษตรกรรมหมายถึง ความสามารถในการผสมผสานองค๑ความร๎ู ทักษะ และเทคนิค ด๎านการเกษตรกับเทคโนโลยี โดยการพัฒนาบนพื้นฐานคุณคําด้ังเดิม ซ่ึงคนสามารถพ่ึงพาตนเองในภาวการณ๑ ตํางๆ ได๎ เชํน การทา การเกษตรแบบผสมผสาน วนเกษตร เกษตรธรรมชาติ ไรํนาสวนผสม และสวน ผสมผสาน การแก๎ป๓ญหาการเกษตรด๎านการตลาด การแก๎ป๓ญหาด๎านการผลิต การแก๎ไขป๓ญหาโรคและแมลง และการรู๎จกั ปรับใชเ๎ ทคโนโลยที ่ีเหมาะสมกบั การเกษตร เป็นตน๎ 2. สาขาอตุ สาหกรรมและหัตถกรรม หมายถงึ การร๎ูจักประยุกต๑ใช๎เทคโนโลยีสมัยใหมํในการ แปรรูปผลิตผล เพื่อชะลอการนาเข๎าตลาด เพื่อแก๎ป๓ญหาด๎านการบริโภคอยํางปลอดภัย ประหยัด และเป็น ธรรม อันเป็นกระบวนการท่ีทาให๎ชุมชนท๎องถิ่นสามารถพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจได๎ ตลอดท้ังการผลิต และ การจาหนําย ผลิตผลทางหตั ถกรรม เชํน การรวมกลุํมของกลํมุ โรงงานยางพารา กลุํมโรงสี กลุํมหัตถกรรม เป็น ตน๎ 3. สาขาการแพทย์แผนไทย หมายถึง ความสามารถในการจัดการปูองกัน และรักษาสุขภาพ ของคนในชุมชน โดยเน๎นให๎ชุมชนสามารถพ่ึงพาตนเอง ทางด๎านสุขภาพ และอนามัยได๎ เชํน การนวดแผน โบราณ การดูแลและรักษาสุขภาพแบบพื้นบา๎ น การดูแลและรักษาสุขภาพแผนโบราณไทย เป็นตน๎ 4. สาขาการจัดการทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ มหมายถึง ความสามารถเกี่ยวกับการ จัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล๎อม ท้ังการอนุรักษ๑ การพัฒนา และการใช๎ประโยชน๑จากคุณคําของ
ทรพั ยากรธรรมชาติ และส่งิ แวดล๎อม อยาํ งสมดลุ และย่งั ยืน เชํน การทาแนวปะการงั เทียม การอนุรักษ๑ปุาชาย เลน การจัดการปาุ ต๎นนา้ และปาุ ชมุ ชน เปน็ ตน๎ 5. สาขากองทุนและธุรกิจชมุ ชน หมายถึง ความสามารถในการบริหารจดั การด๎านการสะสม และบริการกองทุน และธุรกิจในชุมชน ทั้งที่เป็นเงินตรา และโภคทรัพย๑ เพ่ือสํงเสริมชีวิตความเป็นอยูํของ สมาชิกในชุมชน เชํน การจัดการเร่ืองกองทุนของชุมชน ในรูปของสหกรณ๑ออมทรัพย๑ และธนาคารหมํูบ๎าน เป็นตน๎ 6. สาขาสวัสดิการหมายถึง ความสามารถในการจัดสวัสดิการในการประกันคุณภาพชีวิต ของคน ให๎เกิดความม่ันคงทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม เชํน การจัดต้ังกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาล ของชุมชน การจัดระบบสวัสดิการบริการในชุมชน การจัดระบบสงิ่ แวดล๎อมในชมุ ชน เปน็ ต๎น 7. สาขาศิลปกรรม หมายถึง ความสามารถในการผลิตผลงานทางด๎านศิลปะสาขาตําง ๆ เชนํ จิตรกรรม ประติมากรรม วรรณกรรม ทัศนศลิ ป์ คตี ศิลป์ ศลิ ปะมวยไทย เป็นต๎น 8. สาขาการจัดการองค์กร หมายถึง ความสามารถในการบริหารจัดการดาเนินงานของ องค๑กรชุมชนตํางๆ ให๎สามารถพัฒนา และบริหารองค๑กรของตนเองได๎ ตามบทบาท และหน๎าท่ีขององค๑การ เชนํ การจดั การองค๑กรของกลุมํ แมบํ ๎าน กลมุํ ออมทรัพย๑ กลํมุ ประมงพื้นบา๎ น เปน็ ต๎น 9. สาขาภาษาและวรรณกรรม หมายถงึ ความสามารถผลิตผลงานเกีย่ วกับด๎านภาษา ท้ังภาษาถ่ิน ภาษาโบราณ ภาษาไทย และการใช๎ภาษา ตลอดท้ังด๎านวรรณกรรมทุกประเภท เชํน การจัดทา สารานุกรมภาษาถ่ิน การปรวิ รรต หนงั สอื โบราณ การฟืน้ ฟกู ารเรยี นการสอนภาษาถนิ่ ของท๎องถิ่นตําง ๆ เป็นต๎น 10. สาขาศาสนาและประเพณี หมายถึง ความสามารถประยุกต๑ และปรับใช๎หลักธรรมคา สอนทางศาสนา ความเช่ือ และประเพณีดั้งเดิมที่มีคุณคําให๎เหมาะสมตํอการประพฤติปฏิบัติ ให๎บังเกิดผลดีตํอ บุคคล และส่ิงแวดล๎อม เชํน การถํายทอดหลักธรรมทางศาสนา ลักษณะความสัมพันธ๑ของภูมิป๓ญญาไทยภูมิ- ป๓ญญาไทยสามารถสะท๎อนออกมาใน 3 ลักษณะทีส่ ัมพนั ธ๑ใกลช๎ ิดกนั คือ 10.1 ความสัมพันธ๑อยํางใกล๎ชิดกันระหวํางคนกับโลก ส่ิงแวดล๎อม สัตว๑ พืช และ ธรรมชาติ 10.2 ความสมั พันธ๑ของคนกบั คนอนื่ ๆ ท่ีอยูรํ ํวมกนั ในสงั คม หรอื ในชุมชน 10.3 ความสัมพันธ๑ระหวํางคนกับสิ่งศักด์ิสิทธ์ิส่ิงเหนือธรรมชาติ ตลอดทั้งส่ิงท่ีไมํสามารถ สัมผัสได๎ทั้งหลาย ท้ัง 3 ลักษณะน้ี คือ สามมิติของเร่ือง เดียวกัน หมายถึง ชีวิตชุมชน สะท๎อนออกมาถึงภูมิ ป๓ญญาในการดาเนินชวี ิตอยาํ งมีเอกภาพ เหมือนสามมุม ของรูปสามเหลี่ยม ภูมิป๓ญญา จึงเป็นรากฐานในการ ดาเนินชีวิตของคนไทย ซ่ึงสามารถแสดงให๎เห็นได๎อยําง ชัดเจนโดยแผนภาพ ดังนี้
ลักษณะภูมิป๓ญญาที่เกิดจากความสัมพันธ๑ระหวํางคนกับธรรมชาติส่ิงแวดล๎อม จะแสดงออกมาใน ลกั ษณะภมู ิป๓ญญาในการดาเนินวิถชี วี ิตข้นั พื้นฐานดา๎ นป๓จจยั ส่ี ซึง่ ประกอบด๎วย อาหาร เคร่ืองนํุงหํมที่อยูํอาศัย และยารักษาโรค ตลอดทั้งการประกอบอาชีพตํางๆ เป็นต๎น ภูมิป๓ญญาท่ีเกิดจากความสัมพันธ๑ระหวํางคนกับ คนอ่นื ในสงั คม จะแสดงออกมาในลักษณะ จารีต ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ และนันทนาการ ภาษา และ วรรณกรรม ตลอดทัง้ การสื่อสารตาํ งๆ เปน็ ต๎น ภูมิป๓ญญาที่เกิดจากความสัมพันธ๑ระหวํางคนกับส่ิงศักดิ์สิทธิ์ ส่ิงเหนือธรรมชาติ จะแสดงออกมาใน ลกั ษณะของส่ิงศกั ด์สิ ิทธิ์ ศาสนา ความเชอ่ื ตํางๆ เป็นต๎น 4. คุณคา่ และความส้าคญั ของภมู ิปญั ญาไทย คุณคําของภูมิป๓ญญาไทย ได๎แกํ ประโยชน๑ และความสาคัญของภูมิป๓ญญา ท่ีบรรพบุรุษไทย ได๎ สรา๎ งสรรค๑ และสืบทอดมาอยํางตํอเนื่อง จากอดีตสูํป๓จจุบัน ทาให๎คนในชาติเกิดความรัก และความภาคภูมิใจ ที่จะรํวมแรงรวํ มใจสืบสานตอํ ไปในอนาคต เชํน โบราณสถาน โบราณวัตถุ สถาป๓ตยกรรม ประเพณีไทย การมี นา้ ใจ ศกั ยภาพในการประสานผลประโยชน๑ เป็นตน๎ ภูมิปญ๓ ญาไทยจงึ มีคุณคาํ และความสาคญั ดังน้ี 1. ภูมิป๓ญญาไทยชํวยสร๎างชาติให๎เปน็ ปึกแผํน พระมหากษัตริย๑ไทยได๎ใช๎ภูมิป๓ญญาในการสร๎างชาติ สร๎างความเป็นปึกแผํนให๎แกํ ประเทศชาติมาโดยตลอด ต้ังแตํสมัยพํอขุนรามคาแหงมหาราช พระองค๑ทรงปกครองประชาชน ด๎วยพระ เมตตา แบบพํอปกครองลูก ผ๎ูใดประสบความเดือดร๎อน ก็สามารถตีระฆัง แสดงความเดือดร๎อน เพื่อขอรับ พระราชทานความชํวยเหลือ ทาให๎ประชาชนมีความจงรักภักดีตํอพระองค๑ ตํอประเทศชาติรํวมกันสร๎าง บ๎านเรอื นจนเจริญรุํงเรอื งเป็นปึกแผนํ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค๑ทรงใช๎ภูมิป๓ญญากระทายุทธหัตถี จนชนะข๎าศึกศัตรู และทรงกอบกู๎เอกราชของชาติไทยคืนมาได๎ พระบาทสมเด็จพระเจ๎าอยํูหัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลป๓จจุบัน พระองคท๑ รงใช๎ภูมิป๓ญญาสร๎างคุณประโยชน๑แกํประเทศชาติ และเหลําพสกนิกรมากมายเหลือคณานับ ทรงใช๎ พระปรีชาสามารถ แก๎ไขวิกฤตการณ๑ทางการเมือง ภายในประเทศ จนรอดพ๎นภัยพิบัติหลายคร้ัง พระองค๑ทรง มีพระปรีชาสามารถหลายด๎าน แม๎แตํด๎านการเกษตร พระองค๑ได๎พระราชทานทฤษฎีใหมํให๎แกํพสกนิกร ทั้ง ด๎านการเกษตรแบบสมดุลและย่ังยืน ฟื้นฟูสภาพแวดล๎อม นาความสงบรํมเย็นของประชาชนให๎กลับคืนมา แนวพระราชดาริ \"ทฤษฎีใหมํ\" แบงํ ออกเป็น 2 ขัน้ โดยเร่ิมจาก ขั้นตอนแรก ให๎เกษตรกรรายยํอย \"มีพออยูํพอ กิน\" เป็นข้ันพ้ืนฐาน โดยการพัฒนาแหลํงน้า ในไรํนา ซ่ึงเกษตรกรจาเป็นท่ีจะต๎องได๎รับความชํวยเหลือจาก หนํวยราชการ มูลนิธิ และหนํวยงานเอกชน รํวมใจกันพัฒนาสังคมไทย ในข้ันท่ีสอง เกษตรกรต๎องมีความ เข๎าใจ ในการจดั การในไรนํ าของตน และมกี ารรวมกลํมุ ในรปู สหกรณ๑ เพื่อสร๎างประสิทธิภาพทางการผลิต และ การตลาด การลดรายจํายด๎านความเป็นอยํู โดยทรงตระหนักถึงบทบาทขององค๑กรเอกชน เมื่อกลุํมเกษตร วิวฒั นม๑ าขน้ั ท่ี 2 แล๎ว กจ็ ะมศี ักยภาพ ในการพัฒนาไปสูํข้ันที่สาม ซึ่งจะมีอานาจในการตํอรองผลประโยชน๑กับ สถาบันการเงินคือ ธนาคาร และองค๑กรที่เป็นเจ๎าของแหลํงพลังงาน ซ่ึงเป็นป๓จจัยหนึ่งในการผลิต โดยมีการ แปรรปู ผลิตผล เชํน โรงสี เพ่อื เพ่ิมมลู คาํ ผลิตผล และขณะเดียวกันมีการจัดตั้งร๎านค๎าสหกรณ๑ เพื่อลดคําใช๎จําย ในชีวิตประจาวัน อันเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลในสังคม จะเห็นได๎วํา มิได๎ทรงทอดท้ิงหลักของ
ความสามัคคีในสังคม และการจัดตั้งสหกรณ๑ ซ่ึงทรงสนับสนุนให๎กลํุมเกษตรกรสร๎างอานาจตํอรองในระบบ เศรษฐกจิ จึงจะมีคุณภาพชีวิตท่ีดี จึงจัดได๎วํา เป็นสังคมเกษตรท่ีพัฒนาแล๎ว สมดังพระราชประสงค๑ที่ทรงอุทิศ พระวรกาย และพระสติป๓ญญา ในการพฒั นาการเกษตรไทยตลอดระยะเวลาแหงํ การครองราชย๑ 2. สรา๎ งความภาคภูมิใจ และศักดิศ์ รี เกียรติภมู ิแกคํ นไทย คนไทยในอดีตที่มีความสามารถปรากฏในประวัติศาสตร๑มีมาก เป็นท่ียอมรับของนานา อารยประเทศ เชํน นายขนมต๎มเป็นนักมวยไทย ท่ีมีฝีมือเกํงในการใช๎อวัยวะทุกสํวน ทุกทําของแมํไม๎มวยไทย สามารถชกมวยไทย จนชนะพมําได๎ถึงเก๎าคนสิบคนในคราวเดียวกัน แม๎ในป๓จจุบัน มวยไทยก็ยังถือวํา เป็น ศิลปะชั้นเย่ียม เป็นที่ นิยมฝึกและแขํงขันในหมูํคนไทยและชาวตําง ประเทศ ป๓จจุบันมีคํายมวยไทยทั่วโลกไมํ ต่ากวาํ 30,000 แหํง ชาวตาํ งประเทศที่ได๎ฝึกมวยไทย จะรส๎ู ึกยินดแี ละภาคภูมิใจ ในการที่จะใช๎กติกา ของมวย ไทย เชํน การไหว๎ครูมวยไทย การออก คาส่ังในการชกเป็นภาษาไทยทุกคา เชํน คาวํา \"ชก\" \"นับหน่ึงถึงสิบ\" เป็นต๎น ถือเป็นมรดก ภูมิป๓ญญาไทย นอกจากน้ี ภูมิป๓ญญาไทยท่ีโดด เดํนยังมีอีกมากมาย เชํน มรดกภูมิ ป๓ญญาทาง ภาษาและวรรณกรรม โดยที่มีอักษรไทยเป็นของ ตนเองมาตั้งแตํสมัยกรุงสุโขทัย และวิวัฒนาการ มาจนถึงป๓จจุบัน วรรณกรรมไทยถือวํา เป็นวรรณกรรมท่ีมีความไพเราะ ได๎อรรถรสครบทุกด๎าน วรรณกรรม หลายเรอื่ งได๎รบั การแปลเป็นภาษาตํางประเทศหลายภาษา ด๎านอาหาร อาหารไทยเป็นอาหารที่ปรุงงําย พืชท่ี ใช๎ประกอบอาหารสํวนใหญํเป็นพืชสมุนไพร ที่หาได๎งํายในท๎องถิ่น และราคาถูก มี คุณคําทางโภชนาการ และ ยังปูองกันโรคได๎หลายโรค เพราะสํวนประกอบสํวนใหญํเป็นพืชสมุนไพร เชํน ตะไคร๎ ขิง ขํา กระชาย ใบ มะกรดู ใบโหระพา ใบกะเพรา เป็นต๎น 3. สามารถปรับประยุกตห๑ ลกั ธรรมคาสอนทางศาสนาใช๎กบั วถิ ชี วี ติ ได๎อยํางเหมาะสม คนไทยสวํ นใหญํนับถือศาสนาพุทธ โดยนาหลักธรรมคาสอนของศาสนา มาปรับใช๎ในวิถีชีวิต ได๎อยํางเหมาะสม ทาให๎คนไทยเป็นผู๎อํอนน๎อมถํอมตน เอื้อเฟ้ือเผ่ือแผํ ประนีประนอม รักสงบ ใจเย็น มีความ อดทน ให๎อภยั แกผํ ๎สู านกึ ผิด ดารงวิถีชีวิตอยํางเรียบงําย ปกติสุข ทาให๎คนในชุมชนพ่ึงพากันได๎ แม๎จะอดอยาก เพราะ แห๎งแล๎ง แตํไมํมีใครอดตาย เพราะพ่ึงพาอาศัย กัน แบํงป๓นกันแบบ \"พริกบ๎านเหนือเกลือบ๎านใต๎\" เป็น ตน๎ ทั้งหมดน้ีสืบเน่ืองมาจากหลักธรรมคาสอนของพระพุทธศาสนา เป็นการใช๎ภูมิป๓ญญา ในการนาเอาหลักขอ พระพทุ ธศาสนามา ประยุกต๑ใช๎กับชีวติ ประจาวัน และดาเนินกุศโลบาย ด๎านตํางประเทศ จนทาให๎ชาวพุทธท่ัว โลกยกยํอง ให๎ประเทศไทยเป็นผู๎นาทางพุทธศาสนา และเป็น ท่ีตั้งสานักงานใหญํองค๑การพุทธศาสนิกสัมพันธ๑ แหํงโลก (พสล.) อยูํเย้ืองๆ กับอุทยานเบญจสิริ กรุงเทพมหานคร โดยมีคนไทย (ฯพณฯ สัญญา ธรรมศักด์ิ องคมนตร)ี ดารงตาแหนงํ ประธาน พสล. ตอํ จาก ม.จ.หญิงพูนพิศมยั ดศิ กุล 4. สรา๎ งความสมดลุ ระหวาํ งคนในสงั คม และธรรมชาติได๎อยาํ งย่ังยืน ภูมิป๓ญญาไทยมีความเดํนชัดในเร่ืองของการยอมรับนับถือ และให๎ความสาคัญแกํคน สังคม และธรรมชาตอิ ยาํ งยง่ิ มีเครอ่ื งช้ีที่แสดงให๎เหน็ ไดอ๎ ยาํ งชดั เจนมากมาย เชํน ประเพณีไทย 12 เดือน ตลอดท้ังปี ล๎วนเคารพคุณคําของธรรมชาติ ได๎แกํ ประเพณีสงกรานต๑ ประเพณีลอยกระทง เป็นต๎น ประเพณีสงกรานต๑ เป็นประเพณีที่ทาใน ฤดูร๎อนซ่ึงมีอากาศร๎อน ทาให๎ต๎องการความเย็น จึงมีการรดน้าดาหัว ทาความสะอาด บ๎านเรือน และธรรมชาติส่ิงแวดล๎อม มีการแหํนางสงกรานต๑ การทานายฝนวําจะตกมากหรือน๎อยในแตํละปี
สํวนประเพณีลอยกระทง คุณคําอยํูที่การบูชา ระลึกถึงบุญคุณของน้า ที่หลํอเล้ียงชีวิตของ คน พืช และสัตว๑ ให๎ได๎ใช๎ท้ังบริโภคและอุปโภค ในวันลอยกระทง คนจึงทาความสะอาดแมํน้า ลาธาร บูชาแมํน้าจากตัวอยําง ข๎างต๎น ลว๎ นเปน็ ความสัมพันธร๑ ะหวาํ งคนกบั สงั คมและธรรมชาติ ทง้ั สิ้น ในการรักษาปุาไมต๎ ๎นน้าลาธาร ได๎ประยกุ ตใ๑ ห๎มีประเพณีการบวชปุา ให๎คนเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ธรรมชาติ และสภาพแวดล๎อม ยังความอุดมสมบูรณ๑แกํต๎นน้า ลาธาร ให๎ฟื้นสภาพกลับคืนมาได๎มาก อาชีพ การเกษตรเป็นอาชีพหลักของคนไทย ท่คี านึงถึงความสมดุล ทาแตนํ อ๎ ยพออยํพู อกิน แบบ \"เฮ็ดอยํูเฮ็ดกิน\" ของ พอํ ทองดี นนั ทะ เม่อื เหลอื กิน ก็แจกญาติพ่ีนอ๎ ง เพอื่ นบา๎ น บา๎ นใกล๎เรือนเคียง นอกจากนี้ ยังนาไปแลกเปล่ียน กับส่งิ ของอยํางอืน่ ทีต่ นไมํมี เมื่อเหลอื ใชจ๎ รงิ ๆ จงึ จะนาไปขาย อาจกลําวได๎วํา เป็นการเกษตรแบบ \"กิน-แจก- แลก-ขาย\" ทาให๎คนในสังคมได๎ชํวยเหลือเกื้อกูล แบํงป๓นกัน เคารพรัก นับถือ เป็นญาติกัน ท้ังหมํูบ๎าน จึงอยํู รํวมกันอยํางสงบสขุ มคี วามสัมพันธ๑กนั อยํางแนบแนํน ธรรมชาติไมํถูกทาลายไปมากนัก เน่ืองจากทาพออยํูพอ กนิ ไมโํ ลภมากและไมํทาลายทุกอยาํ งผดิ กบั ในป๓จจุบัน ถอื เปน็ ภมู ปิ ญ๓ ญาท่สี รา๎ งความ สมดลุ ระหวํางคน สังคม และธรรมชาติ 5. เปลยี่ นแปลงปรบั ปรุงไดต๎ ามยุคสมัย แม๎วาํ กาลเวลาจะผาํ นไป ความร๎ูสมยั ใหมํ จะหลง่ั ไหลเขา๎ มามาก แตํภูมิป๓ญญาไทย ก็สามารถ ปรบั เปลย่ี นให๎เหมาะสมกบั ยุคสมยั เชนํ การร๎ูจกั นาเครอื่ งยนตม๑ าติดตั้งกับเรือ ใสํใบพัด เป็นหางเสือ ทาให๎เรือ สามารถแลํนได๎เร็วข้ึน เรียกวํา เรือหางยาว การรู๎จักทาการเกษตรแบบผสมผสาน สามารถพลิกฟื้นคืน ธรรมชาติให๎ อุดมสมบรู ณแ๑ ทนสภาพเดิมที่ถูกทาลายไป การร๎ูจักออมเงิน สะสมทุนให๎สมาชิกกู๎ยืม ปลดเปลื้อง หนี้สิน และจัดสวัสดิการแกสํ มาชิก จนชุมชนมีความมัน่ คง เขม๎ แขง็ สามารถชวํ ยตนเองได๎หลายร๎อยหมํูบ๎านทั่ว ประเทศ เชนํ กลุํมออมทรัพย๑คีรีวง จังหวัดนครศรีธรรมราช จัดในรูปกองทุนหมุนเวียนของชุมชน จนสามารถ ชวํ ยตนเองได๎ เมื่อปุาถูกทาลาย เพราะถูกตัดโคํน เพ่ือปลูกพืชแบบเดี่ยว ตามภูมิป๓ญญาสมัยใหมํ ที่หวัง รา่ รวย แตํในทีส่ ดุ ก็ขาดทนุ และมีหนี้สิน สภาพแวดล๎อมสูญเสียเกิดความแห๎งแล๎ง คนไทยจึงคิดปลูกปุา ที่กิน ได๎ มีพืชสวน พืชปุาไม๎ผล พืชสมุนไพร ซึ่งสามารถมีกินตลอดชีวิตเรียกวํา \"วนเกษตร\" บางพ้ืนท่ี เมื่อปุาชุมชน ถูกทาลาย คนในชุมชนก็รวมตัวกัน เป็นกลํุมรักษาปุา รํวมกันสร๎างระเบียบ กฎเกณฑ๑กันเอง ให๎ทุกคนถือ ปฏิบัติได๎ สามารถรักษาปุาได๎อยํางสมบูรณ๑ดังเดิม เม่ือปะการังธรรมชาติถูกทาลาย ปลาไมํมีท่ีอยํูอาศัย ประชาชนสามารถสร๎าง \"อูหยัม\" ข้ึน เป็นปะการังเทียม ให๎ปลาอาศัยวางไขํ และแพรํพันธ๑ุให๎เจริญเติบโต มี จานวนมากดังเดมิ ได๎ ถอื เปน็ การใช๎ภมู ปิ ๓ญญาปรับปรงุ ประยุกต๑ใชไ๎ ด๎ตามยุคสมยั สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชนฯ เลํมที่ 19 ให๎ความหมายของคาวํา ภูมิป๓ญญาชาวบ๎าน หมายถึง ความรู๎ของชาวบ๎าน ซึ่งได๎มาจากประสบการณ๑ และความเฉลียวฉลาดของชาวบ๎าน รวมท้ังความรู๎ท่ี สัง่ สมมาแตํบรรพบุรษุ สบื ทอดจากคนรํุนหน่ึงไปสํูคนอีกรํุนหน่ึง ระหวํางการสืบทอดมีการปรับ ประยุกต๑ และ เปลี่ยนแปลง จนอาจเกดิ เป็นความรใู๎ หมํตามสภาพการณ๑ทางสงั คมวัฒนธรรม และ ส่ิงแวดล๎อม ภมู ิป๓ญญาเป็นความรู๎ท่ีประกอบไปด๎วยคุณธรรม ซ่ึงสอดคล๎องกับวิถีชีวิตด้ังเดิมของชาวบ๎าน ในวถิ ดี ้ังเดิมน้ัน ชีวิตของชาวบ๎านไมํได๎แบํงแยกเป็นสํวนๆ หากแตํทุกอยํางมีความสัมพันธ๑กัน การทามาหากิน
การอยูํรํวมกันในชุมชน การปฏิบัติศาสนา พิธีกรรมและประเพณี ความร๎ูเป็นคุณธรรม เม่ือผ๎ูคนใช๎ความรู๎นั้น เพ่ือสร๎างความสัมพันธ๑ที่ดีระหวําง คนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ความสัมพันธ๑ท่ีดี เป็นความสัมพันธ๑ท่ีมีความสมดุล ที่เคารพกันและกัน ไมํทาร๎ายทาลายกัน ทาให๎ทุกฝุายทุกสํวนอยูํรํวมกันได๎ อยํางสันติ ชุมชนดั้งเดิมจึงมีกฎเกณฑ๑ของการอยํูรํวมกัน มีคนเฒําคนแกํเป็นผู๎นา คอยให๎คาแนะนาตักเตือน ตัดสิน และลงโทษหากมีการละเมิด ชาวบ๎านเคารพธรรมชาติรอบตัว ดิน น้า ปุา เขา ข๎าว แดด ลม ฝน โลก และจักรวาล ชาวบ๎านเคารพผ๎หู ลักผใ๎ู หญํ พอํ แมํ ปยุู าํ ตายาย ท้งั ทีม่ ชี วี ติ อยํูและลํวงลับไปแล๎วภูมิป๓ญญาจึงเป็น ความรู๎ทีม่ คี ุณธรรม เป็นความรู๎ท่ีมีเอกภาพของทุกสิ่งทุกอยําง เป็นความรู๎วํา ทุกส่ิงทุกอยํางสัมพันธ๑กันอยํางมี ความสมดุล เราจึงยกยํองความร๎ูขั้นสูงสํง อันเป็นความรู๎แจ๎งในความจริงแหํงชีวิตน้ีวํา \"ภูมิป๓ญญา\"ความคิด และการแสดงออกเพื่อจะเข๎าใจภูมิป๓ญญาชาวบ๎าน จาเป็นต๎องเข๎าใจความคิดของชาวบ๎านเกี่ยวกับโลก หรือที่ เรียกวํา โลกทัศน๑ และเกี่ยวกับชีวิต หรือที่เรียกวํา ชีวทัศน๑ ส่ิงเหลํานี้เป็นนามธรรม อันเก่ียวข๎องสัมพันธ๑ โดยตรงกับการแสดงออกใน ลักษณะตํางๆ ที่เป็นรูปธรรม แนวคิดเร่ืองความสมดุลของชีวิต เป็นแนวคิด พื้นฐานของภูมิป๓ญญาชาวบ๎าน การแพทย๑แผนไทย หรือท่ีเคยเรียกกันวํา การแพทย๑แผนโบราณนั้นมีหลักการ วํา คนมีสุขภาพดี เมื่อรํางกายมีความสมดุลระหวํางธาตุท้ัง 4คือ ดิน น้า ลม ไฟ คนเจ็บไข๎ได๎ปุวยเพราะธาตุ ขาดความสมดุล จะมีการปรับธาตุ โดยใช๎ยาสมุนไพร หรือวิธีการอ่ืนๆ คนเป็นไข๎ตัวร๎อน หมอยาพ้ืนบ๎านจะให๎ ยาเยน็ เพ่อื ลดไข๎ เป็นต๎น การดาเนินชีวิตประจาวันก็เชํนเดียวกัน ชาวบ๎านเชื่อวํา จะต๎องรักษาความสมดุลใน ความสัมพันธส๑ ามดา๎ น คือ ความสมั พันธ๑กับคนในครอบครัว ญาติพนี่ อ๎ ง เพ่ือนบ๎านในชุมชน ความสัมพันธ๑ที่ดีมี หลักเกณฑ๑ ที่บรรพบุรุษได๎สั่งสอนมา เชํน ลูกควรปฏิบัติอยํางไรกับพํอแมํ กับญาติพ่ีน๎อง กับผู๎สูงอายุ คนเฒํา คนแกํ กับเพื่อนบ๎าน พํอแมํควรเลี้ยงดูลูกอยํางไร ความเอื้ออาทรตํอกันและกัน ชํวยเหลือเกื้อกูลกัน โดยเฉพาะในยามทุกข๑ยาก หรือมีป๓ญหา ใครมีความสามารถพิเศษก็ใช๎ความสามารถน้ันชํวยเหลือผ๎ูอ่ืน เชํ น บางคนเป็นหมอยา ก็ชวํ ยดแู ลรกั ษาคนเจบ็ ปุวยไมํสบาย โดยไมํคิดคํารักษา มีแตํเพียงการยกครู หรือการราลึก ถึงครบู าอาจารย๑ท่ีประสาทวิชามาให๎เทํานั้น หมอยาต๎องทามาหากิน โดยการทานา ทาไรํ เล้ียงสัตว๑เหมือนกับ ชาวบ๎านอื่นๆ บางคนมีความสามารถพเิ ศษดา๎ นการทามาหากิน ก็ชํวยสอนลกู หลานให๎มีวิชาไปดว๎ ย ความสัมพันธ๑ระหวํางคนกับคนในครอบครัว ในชุมชน มีกฎเกณฑ๑เป็นข๎อปฏิบัติ และข๎อห๎ามอยําง ชัดเจน มีการแสดงออกทางประเพณี พิธีกรรม และกิจกรรมตํางๆ เชํน การรดน้าดาหัวผ๎ูใหญํ การบายศรีสูํ ขวัญ เปน็ ต๎น ความสมั พนั ธ๑กับธรรมชาติ ผู๎คนสมัยกํอนพ่ึงพาอาศัยธรรมชาติแทบทุกด๎าน ตั้งแตํอาหารการกิน เครอื่ งนุํงหมํ ท่อี ยูํอาศยั และยารักษาโรค วิทยาศาสตร๑ และเทคโนโลยียังไมํพัฒนาก๎าวหน๎าเหมือนทุกวันนี้ ยัง ไมํมีระบบการค๎าแบบสมัยใหมํ ไมํมีตลาด คนไปจับปลาลําสัตว๑ เพื่อเป็นอาหารไปวันๆ ตัดไม๎ เพ่ือสร๎างบ๎าน และใช๎สอยตามความจาเป็นเทําน้ัน ไมํได๎ทาเพื่อการค๎า ชาวบ๎านมีหลักเกณฑ๑ในการใช๎ส่ิงของในธรรมชาติ ไมํ ตดั ไมอ๎ ํอน ทาให๎ต๎นไมใ๎ นปาุ ขนึ้ แทนตน๎ ที่ถูกตัดไปได๎ตลอดเวลาชาวบ๎านยังไมํร๎ูจักสารเคมี ไมํใช๎ยาฆําแมลง ฆํา หญา๎ ฆาํ สัตว๑ ไมํใช๎ปุ๋ยเคมี ใช๎สิ่งของในธรรมชาตใิ ห๎เกื้อกลู กัน ใชม๎ ูลสัตว๑ ใบไมใ๎ บ หญ๎าท่ีเนาํ เป่ือยเป็นปุ๋ย ทาให๎ ดินอดุ มสมบรู ณ๑ น้าสะอาด และไมํเหือดแหง๎ ชาวบา๎ นเคารพธรรมชาติ เช่ือวํา มีเทพมีเจ๎าสถิตอยูํในดิน น้า ปุา เขา สถานที่ทุกแหํง จะทาอะไรต๎องขออนุญาต และทาด๎วยความเคารพ และพอดี พองาม ชาวบ๎านร๎ูคุณ ธรรมชาติ ท่ีได๎ให๎ชีวิตแกํตน พิธีกรรมตํางๆ ล๎วนแสดงออกถึงแนวคิดดังกลําว เชํน งานบุญพิธี ท่ีเกี่ยวกับ น้า
ข๎าว ปุาเขา รวมถึงสัตว๑ บ๎านเรือน เคร่ืองใช๎ตํางๆ มีพิธีสูํขวัญข๎าว สํูขวัญควาย สูํขวัญเกวียน ทางอีสานมีพิธี แฮกนา หรือแรกนา เล้ยี งผตี าแฮก มงี านบุญบ๎าน เพ่อื เลีย้ งผี หรอื สงิ่ ศกั ดสิ์ ทิ ธ์ปิ ระจาหมบํู า๎ น เป็นต๎น ความสัมพันธ๑กับส่ิงเหนือธรรมชาติ ชาวบ๎านร๎ูวํา มนุษย๑เป็นเพียงสํวนเล็กๆ สํวนหนึ่ง ของ จักรวาล ซึ่งเต็มไปด๎วยความเร๎นลับ มีพลัง และอานาจ ที่เขาไมํอาจจะหาคาอธิบายได๎ ความเร๎นลับดังกลําว รวมถงึ ญาตพิ น่ี อ๎ ง และผ๎ูคนทลี่ ํวงลบั ไปแล๎ว ชาวบ๎านยังสัมพันธก๑ บั พวกเขา ทาบุญ และราลึกถึงอยํางสม่าเสมอ ทุกวัน หรือในโอกาสสาคัญๆ นอกน้ันเป็นผีดี ผีร๎าย เทพเจ๎าตํางๆ ตามความเช่ือของแตํละแหํง ส่ิงเหลําน้ีสิง สถิตอยใํู นสิ่งตาํ งๆ ในโลก ในจกั รวาล และอยูํบนสรวงสวรรค๑การทามาหากนิ แม๎วิถีชีวิตของชาวบ๎านเม่ือกํอนจะดูเรียบงํายกวําทุกวันน้ี และยังอาศัยธรรมชาติ และ แรงงานเป็นหลัก ในการทามาหากิน แตํพวกเขาก็ต๎องใช๎สติป๓ญญา ท่ีบรรพบุรุษถํายทอดมาให๎ เพื่อจะได๎อยูํ รอด ทง้ั น้เี พราะป๓ญหาตาํ งๆ ในอดีตกย็ งั มไี มนํ ๎อย โดยเฉพาะเมือ่ ครอบครัวมีสมาชิกมากขึ้น จาเป็นต๎องขยายที่ ทากนิ ต๎องหกั รา๎ งถางพง บุกเบิก พนื้ ทีท่ ากนิ ใหมํ การปรับพ้ืนท่ีป้๓นคันนา เพื่อทานา ซ่ึงเป็นงานที่หนัก การทา ไรํทานา ปลูกพืชเลี้ยงสัตว๑ และดูแลรักษาให๎เติบโต และได๎ผล เป็นงานที่ต๎องอาศัยความร๎ูความสามารถ การ จับปลาลําสัตว๑กม็ วี ิธีการ บางคนมคี วามสามารถมากรว๎ู าํ เวลาไหน ท่ีใด และวิธีใด จะจับปลาได๎ดีท่ีสุด คนท่ีไมํ เกํงกต็ ๎องใช๎เวลานาน และได๎ปลาน๎อย การลาํ สัตว๑ก็เชนํ เดียวกัน การจัดการแหลํงน้า เพ่ือการเกษตร ก็เป็นความร๎ูความสามารถ ที่มีมาแตํโบราณ คนทาง ภาคเหนือร๎ูจักบริหารน้า เพ่ือการเกษตร และเพื่อการบริโภคตํางๆ โดยการจัดระบบเหมืองฝาย มีการจัด แบํงป๓นน้ากันตามระบบประเพณีท่ี สืบทอดกันมา มีหัวหน๎าที่ทุกคนยอมรับ มีคณะกรรมการจัดสรรน้าตาม สดั สํวน และตามพ้นื ทท่ี ากนิ นับเปน็ ความร๎ูที่ทาให๎ชุมชนตํางๆ ท่ีอาศัยอยํูใกล๎ลาน้า ไมํวําต๎นน้า หรือปลายน้า ไดร๎ บั การแบํงปน๓ นา้ อยํางยตุ ิธรรม ทกุ คนได๎ประโยชน๑ และอยรํู วํ มกันอยาํ งสันติ ชาวบา๎ นรจู๎ ักการแปรรูปผลติ ผลในหลายรูปแบบ การถนอมอาหารให๎กินได๎นาน การดองการ หมกั เชํน ปลาร๎า นา้ ปลา ผกั ดอง ปลาเค็ม เนือ้ เค็ม ปลาแห๎ง เนอ้ื แหง๎ การแปรรูปข๎าว ก็ทาได๎มากมายนับร๎อย ชนิด เชํน ขนมตํางๆ แตํละพิธีกรรม และแตํละงานบุญประเพณี มีข๎าวและขนมในรูปแบบไมํซ้ากัน ตั้งแตํ ขนมจีน สังขยา ไปถึงขนมในงานสารท กาละแม ขนมครก และอ่ืนๆ ซึ่งยังพอมีให๎เห็นอยํูจานวนหน่ึง ใน ปจ๓ จบุ ันสํวนใหญปํ รบั เปลี่ยนมาเปน็ การผลติ เพือ่ ขาย หรือเป็นอุตสาหกรรมในครวั เรอื น ความร๎ูเร่ืองการปรุงอาหารก็มีอยูํมากมาย แตํละท๎องถ่ินมีรูปแบบ และรสชาติแตกตํางกันไป มมี ากมายนับร๎อยนับพันชนิด แม๎ในชีวิตประจาวัน จะมีเพียงไมํกี่อยําง แตํโอกาสงานพิธี งาน เล้ียง งานฉลอง สาคัญ จะมีการจัดเตรียมอาหารอยํางดี และพิถีพิถันการทามาหากินในประเพณีเดิมน้ัน เป็นท้ังศาสตร๑และ ศิลป์ การเตรียมอาหาร การจัดขนม และผลไม๎ ไมํได๎เป็นเพียงเพ่ือให๎รับประทานแล๎วอรํอย แตํให๎ได๎ความ สวยงาม ทาใหส๎ ามารถสมั ผัสกับอาหารน้ัน ไมํเพียงแตํทางปาก และรสชาติของลิ้น แตํทางตา และทางใจ การ เตรียมอาหารเป็นงานศิลปะ ที่ปรุงแตํด๎วยความตั้งใจ ใช๎เวลา ฝีมือ และความร๎ูความสามารถ ชาวบ๎าน สมัยกํอนสํวนใหญจํ ะทานาเป็นหลัก เพราะเมอื่ มีขา๎ วแลว๎ กส็ บายใจ อยํางอ่ืนพอหาได๎จากธรรมชาติ เสร็จหน๎า นาก็จะทางานหัตถกรรม การทอผ๎า ทาเส่ือ เล้ียงไหม ทาเครื่องมือ สาหรับจับสัตว๑ เครื่องมือการเกษตร และ อุปกรณต๑ าํ งๆ ท่ีจาเปน็ หรอื เตรียมพ้ืนท่ี เพอื่ การทานาครงั้ ตอํ ไป
หัตถกรรมเป็นทรัพย๑สิน และมรดกทางภูมิป๓ญญาที่ย่ิงใหญํท่ีสุดอยํางหน่ึงของบรรพบุรุษ เพราะเป็นสอ่ื ท่ีถาํ ยทอดอารมณ๑ ความร๎ูสึก ความคิด ความเช่ือ และคุณคําตํางๆ ท่ีสั่งสมมาแตํนมนาน ลายผ๎า ไหม ผ๎าฝาู ย ฝีมอื ในการทออยาํ งประณีต รปู แบบเคร่ืองมือ ท่สี านด๎วยไม๎ไผํ และอุปกรณ๑ เคร่ืองใช๎ไม๎สอยตํางๆ เคร่ืองดนตรี เครื่องเลํน สิ่งเหลําน้ีได๎ถูกบรรจงสร๎างข้ึนมา เพื่อการใช๎สอย การทาบุญ หรือการอุทิศให๎ใครคน หน่ึง ไมํใชํเพื่อการค๎าขาย ชาวบ๎านทามาหากินเพียงเพื่อการยังชีพ ไมํได๎ทาเพื่อขาย มีการนาผลิตผลสํวนหน่ึง ไปแลกส่ิงของที่จาเป็น ที่ตนเองไมํมี เชํน นาข๎าวไป แลกเกลือ พริก ปลา ไกํ หรือเส้ือผ๎า การขายผลิตผลมีแตํ เพียงสํวนน๎อย และเมื่อมีความจาเป็นต๎องใช๎เงิน เพ่ือเสียภาษีให๎รัฐ ชาวบ๎านนาผลิตผล เชํน ข๎าว ไปขายใน เมืองใหก๎ บั พํอค๎า หรือขายให๎กบั พอํ ค๎าท๎องถนิ่ เชํน ทางภาคอีสาน เรียกวํา \"นายฮ๎อย\" คนเหลําน้ีจะนาผลิตผล บางอยาํ ง เชนํ ข๎าว ปลารา๎ ววั ควาย ไปขายในทไ่ี กลๆ ทางภาคเหนอื มพี อํ คา๎ วัวตํางๆ เปน็ ต๎น แม๎วาํ ความรเู๎ ร่ืองการค๎าขายของคนสมัยกํอน ไมํอาจจะนามาใช๎ในระบบตลาดเชํนป๓จจุบันได๎ เพราะสถานการณ๑ได๎เปล่ียนแปลงไปอยํางมาก แตํการค๎าที่มีจริยธรรมของพํอค๎าในอดีต ที่ไมํได๎หวังแตํเพียง กาไร แตคํ านงึ ถงึ การชวํ ยเหลอื แบงํ ป๓นกนั เป็นหลกั ยงั มีคณุ คาํ สาหรบั ปจ๓ จบุ ัน นอกน้ัน ในหลายพื้นที่ในชนบท ระบบการแลกเปลีย่ นส่ิงของยงั มีอยูํ โดยเฉพาะในพนื้ ทยี่ ากจน ซง่ึ ชาวบ๎านไมํมีเงินสด แตํมีผลิตผลตํางๆ ระบบ การแลกเปล่ียนไมํได๎ยึดหลักมาตราช่ังวัด หรือการตีราคาของส่ิงของ แตํแลกเปล่ียน โดยการคานึงถึง สถานการณ๑ของผู๎แลกท้ังสองฝุาย คนท่ีเอาปลาหรือไกํมาขอแลกข๎าว อาจจะได๎ข๎าวเป็นถัง เพราะเจ๎าของข๎าว คานงึ ถงึ ความจาเปน็ ของครอบครัวเจา๎ ของไกํ ถา๎ หากตีราคาเป็นเงิน ขา๎ วหนึ่งถังยอํ มมคี ําสงู กวําไกหํ น่งึ ตัว การอย่รู ว่ มกันในสงั คม การอยูํรํวมกันในชุมชนด้ังเดิมนั้น สํวนใหญํจะเป็นญาติพ่ีน๎องไมํก่ีตระกูล ซ่ึงได๎อพยพย๎ายถ่ินฐานมา อยํู หรือสืบทอดบรรพบุรุษจนนับญาติกันได๎ทั้งชุมชน มีคนเฒําคนแกํท่ีชาวบ๎านเคารพนับถือเป็นผู๎นาหน๎าท่ี ของผ๎ูนา ไมํใชํการส่ัง แตํเป็นผ๎ูให๎คาแนะนาปรึกษา มีความแมํนยาในกฎระเบียบประเพณีการดาเนินชีวิต ตัดสินไกลํเกลี่ย หากเกิดความขัดแย๎ง ชํวยกันแก๎ไขป๓ญหาตํางๆ ที่เกิดข้ึน ป๓ญหาในชุมชนก็มีไมํน๎อย ป๓ญหา การทามาหากิน ฝนแล๎ง น้าทํวม โรคระบาด โจรลักวัวควาย เป็นต๎น นอกจากนั้น ยังมีป๓ญหาความขัดแย๎ง ภายในชุมชน หรือระหวํางชุมชน การละเมิดกฎหมาย ประเพณี สํวนใหญํจะเป็นการ \" ผิดผี\" คือ ผีของบรรพ บุรุษ ผู๎ซ่ึงได๎สร๎างกฎเกณฑ๑ตํางๆ ไว๎ เชํน กรณีที่ชายหนํุมถูกเนื้อต๎องตัวหญิงสาวที่ยังไมํแตํงงาน เป็นต๎น หาก เกิดการผิดผีข้ึนมา ก็ต๎องมีพิธีกรรมขอขมา โดยมีคนเฒําคนแกํเป็นตัวแทนของบรรพบุรุษ มีการวํากลําวสั่ง สอน และชดเชยการทาผิดนั้น ตามกฎเกณฑ๑ที่วางไว๎ ชาวบ๎านอยูํอยํางพึ่งพาอาศัยกัน ยามเจ็บไข๎ได๎ปุวย ยาม เกิดอุบัติเหตุเภทภัย ยามท่ีโจรขโมยวัวควายข๎าวของ การชํวยเหลือกันทางานที่เรียกกันวํา การลงแขก ทั้ง แรงกายแรงใจที่มีอยํูก็จะแบํงป๓นชํวยเหลือ เอ้ืออาทรกัน การ แลกเปล่ียนส่ิงของ อาหารการกิน และอื่นๆ จึง เกี่ยวข๎องกับวิถีของชุมชน ชาวบ๎านชํวยกันเก็บเกี่ยวข๎าว สร๎างบ๎าน หรืองานอ่ืนที่ต๎องการคนมากๆ เพื่อจะได๎ เสร็จโดยเรว็ ไมํมีการจา๎ ง กรณีตัวอยํางจากการปลกู ข๎าวของชาวบา๎ น ถา๎ ปีหนง่ึ ชาวนาปลูกข๎าวได๎ผลดี ผลิตผลท่ีได๎จะใช๎เพ่ือการ บรโิ ภคในครอบครัว ทาบุญทวี่ ัด เผ่ือแผํให๎พีน่ อ๎ งทขี่ าดแคลน แลกของ และเก็บไว๎ เผื่อวําปีหน๎าฝนอาจแล๎ง น้า อาจทํวม ผลิตผล อาจไมํดีในชุมชนตํางๆ จะมีผู๎มีความรู๎ความสามารถหลากหลาย บางคนเกํงทางการรักษา
โรค บางคนทางการเพาะปลูกพืช บางคนทางการเลี้ยงสัตว๑ บางคนทางด๎านดนตรีการละเลํน บางคนเกํง ทางด๎านพิธีกรรม คนเหลําน้ีตํางก็ใช๎ความสามารถ เพ่ือประโยชน๑ของชุมชน โดยไมํถือเป็นอาชีพ ที่มี คําตอบแทน อยาํ งมากกม็ ี \"คําคร\"ู แตเํ พียงเล็กน๎อย ซ่ึงปกติแล๎ว เงินจานวนน้ัน ก็ใช๎สาหรับเครื่องมือประกอบ พธิ กี รรม หรือ เพือ่ ทาบุญทีว่ ัด มากกวําทีห่ มอยา หรือบุคคลผ๎นู ้ัน จะเกบ็ ไว๎ใช๎เอง เพราะแท๎ที่จริงแล๎ว \"วิชา\" ที่ ครูถํายทอดมาให๎แกํลูกศิษย๑ จะต๎องนาไปใช๎ เพื่อประโยชน๑แกํสังคม ไมํใชํเพ่ือผลประโยชน๑สํวนตัว การตอบ แทนจึงไมํใชํเงินหรือสิ่งของเสมอไป แตํเป็นการชํวยเหลือเกื้อกูลกันโดยวิธีการตํางๆด๎วยวิถีชีวิตเชํนนี้ จึงมี คาถาม เพอ่ื เปน็ การสอนคนรนํุ หลงั วาํ ถ๎าหากคนหนง่ึ จับปลาชํอนตัวใหญํได๎หนึ่งตัว ทาอยํางไรจึงจะกินได๎ทั้งปี คนสมยั นี้อาจจะบอกวาํ ทาปลาเค็ม ปลารา๎ หรือเกบ็ รกั ษาด๎วยวธิ ีการตํางๆ แตํคาตอบที่ถูกต๎อง คือ แบํงป๓นให๎ พี่น๎อง เพื่อนบ๎าน เพราะเม่ือเขาได๎ปลา เขาก็จะทากับเราเชํนเดียวกัน ชีวิตทางสังคมของหมํูบ๎าน มีศูนย๑กลาง อยูทํ ่วี ดั กิจกรรมของสวํ นรวม จะทากนั ทวี่ ัด งานบญุ ประเพณีตาํ งๆ ตลอดจนการละเลํนมหรสพ พระสงฆเ๑ ป็น ผูน๎ าทางจิตใจ เปน็ ครูทสี่ อนลูกหลานผู๎ชาย ซ่ึงไปรับใช๎พระสงฆ๑ หรอื \"บวชเรยี น\" ทง้ั นีเ้ พราะกํอนนีย้ ังไมํมี โรงเรียน วัดจงึ เปน็ ทง้ั โรงเรียน และหอประชมุ เพื่อกจิ กรรมตาํ งๆ ตํอเมื่อโรงเรียนมขี ึ้น และแยกออกจากวดั บทบาทของวดั และของพระสงฆ๑ จึงเปลีย่ นไป งานบุญประเพณีในชุมชนแตํกํอนมีอยํูทุกเดือน ตํอมาก็ลดลงไป หรือสองสามหมูํบ๎านรํวมกันจัด หรือ ผลัดเปล่ียนหมุนเวียนกัน เชํน งานเทศน๑มหาชาติ ซึ่งเป็นงานใหญํ หมูํบ๎านเล็กๆ ไมํอาจจะจัดได๎ทุกปี งาน เหลําน้ีมที ้งั ความเช่ือ พธิ ีกรรม และความสนกุ สนาน ซึ่งชมุ ชนแสดงออกรวํ มกนั ระบบคณุ ค่า ความเช่ือในกฎเกณฑ๑ประเพณี เป็นระเบียบทางสังคมของชุมชนดั้งเดิม ความเช่ือนี้เป็นรากฐานของ ระบบคุณคําตํางๆ ความกตัญ๒ูร๎ูคุณตํอพํอแมํ ปูุยําตายาย ความเมตตาเอื้ออาทรตํอผู๎อ่ืน ความเคารพตํอส่ิง ศักดส์ิ ทิ ธใ์ิ นธรรมชาตริ อบตวั และในสากลจกั รวาล ความเชื่อ \"ผี\" หรือส่ิงศักด์ิสิทธิ์ในธรรมชาติ เป็นท่ีมาของการดาเนินชีวิต ท้ังของสํวนบุคคล และของ ชุมชน โดยรวมการเคารพในผีปุูตา หรือผีปูุยํา ซึ่งเป็นผีประจาหมูํบ๎าน ทาให๎ชาวบ๎านมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน เปน็ ลูกหลานของปูตุ าคนเดยี วกัน รักษาปุาท่ีมบี ๎านเลก็ ๆ สาหรับผี ปลูกอยูํติดหมูํบ๎าน ผีปุา ทาให๎คนตัดไม๎ด๎วย ความเคารพ ขออนุญาตเลอื กตดั ตน๎ แกํ และปลูกทดแทน ไมทํ ิ้งสิ่งสกปรกลงแมํน้า ด๎วยความเคารพในแมํคงคา กินขา๎ วดว๎ ยความเคารพ ในแมโํ พสพ คนโบราณกินข๎าวเสรจ็ จะไหว๎ขา๎ ว พิธีบายศรีสํูขวัญ เป็นพิธีร้ือฟ้ืน กระชับ หรือสร๎างความสัมพันธ๑ระหวํางผู๎คน คนจะเดินทางไกล หรือ กลับจากการเดินทาง สมาชิกใหมํ ในชุมชน คนปุวย หรือกาลังฟื้นไข๎ คนเหลําน้ีจะได๎รับพิธีสํูขวัญ เพื่อให๎เป็น สริ ิมงคล มคี วามอยํูเย็นเป็นสุข นอกน้นั ยังมพี ิธสี บื ชะตาชวี ิตของบุคคล หรอื ของชุมชน นอกจากพิธีกรรมกับคนแล๎ว ยังมีพิธีกรรมกับสัตว๑และธรรมชาติ มีพิธีสูํขวัญข๎าว สํูขวัญควาย สูํขวัญ เกวยี น เปน็ การแสดงออกถงึ การขอบคุณ การขอขมา พิธดี ังกลาํ วไมํได๎มีความหมายถึงวํา สิ่งเหลํานี้มีจิต มีผีใน ตัวมันเอง แตํเป็นการแสดงออก ถึงความสัมพันธ๑กับจิตและสิ่งศักดิ์สิทธ์ิ อันเป็นสากลในธรรมชาติท้ังหมด ทา ให๎ผ๎ูคนมีความสัมพันธ๑อันดีกับทุกส่ิง คนขับแท็กซ่ีในกรุงเทพฯ ที่มาจากหมูํบ๎าน ยังซ้ือดอกไม๎ แล๎วแขวนไว๎ท่ี กระจกในรถ ไมํใชํเพื่อเซํนไหว๎ผีในรถแท็กซ่ี แตํเป็นการราลึกถึงส่ิงศักด์ิสิทธิ์ ใน สากลจักรวาล รวมถึงที่สิงอยํู ในรถคันนั้นผ๎ูคนสมัยกํอนมีความสานึกในข๎อจากัดของตนเอง ร๎ูวํา มนุษย๑มีความอํอนแอ และเปราะบาง หาก
ไมํรกั ษาความสัมพนั ธอ๑ นั ดี และไมํคงความสมดลุ กับธรรมชาติรอบตัวไว๎ เขาคงไมํสามารถมีชีวิตได๎อยํางเป็นสุข และยืนนาน ผ๎ูคนทั่วไปจึงไมํมีความอวดกล๎าในความสามารถของตน ไมํท๎าทายธรรมชาติ และส่ิงศักด์ิสิทธ์ิ มี ความออํ นนอ๎ มถํอมตน และรักษากฎระเบยี บประเพณีอยํางเครํงครดั ชีวิตของชาวบ๎านในรอบหนึ่งปี จึงมีพิธีกรรมทุกเดือน เพ่ือแสดงออกถึงความเชื่อ และความสัมพันธ๑ ระหวํางผู๎คนในสังคม ระหวํางคนกับธรรมชาติ และระหวํางคนกับส่ิงศักดิ์สิทธิ์ตํางๆ ดังกรณีงานบุญประเพณี ของชาวอสี านทีเ่ รียกวาํ ฮีตสิบสอง คือเดอื นอ๎าย (เดือนที่หนึง่ ) บญุ เขา๎ กรรม ให๎พระภิกษุเข๎าปริวาสกรรมเดือน ยี่ (เดือนท่ีสอง) บุญคูณลาน ให๎นาข๎าวมากองกันที่ลาน ทาพิธีกํอนนวด เดือนสาม บุญข๎าวจี่ ให๎ถวายข๎าวจ่ี (ข๎าวเหนียวป้๓นชุบไขํทาเกลือนาไปยํางไฟ)เดือนส่ี บุญพระเวส ให๎ฟ๓งเทศน๑มหาชาติ คือ เทศน๑เร่ืองพระ เวสสันดรชาดก เดือนห๎า บุญสรงน้า หรือบุญสงกรานต๑ ใหส๎ รงนา้ พระ ผู๎เฒําผู๎แกํ เดอื นหก บุญบั้งไฟ บูชาพญา แถน ตามความเช่ือเดิม และบุญวิสาขบูชา ตามความเช่ือของชาวพุทธ เดือนเจ็ด บุญซาฮะ (บุญชาระ) ให๎บน บานพระภูมิเจ๎าที่ เลี้ยงผีปุูตา เดือนแปด บุญเข๎าพรรษา เดือนเก๎า บุญข๎าวประดับดิน ทาบุญอุทิศสํวนกุศลให๎ ญาติพ่ีน๎องผ๎ูลํวงลับ เดือนสิบ บุญข๎าวสาก ทาบุญเชํนเดือนเก๎า รวมให๎ผีไมํมีญาติ (ภาคใต๎มีพิธีคล๎ายกัน คือ งานพิธีเดือนสิบ ทาบุญให๎แกํบรรพบุรุษผู๎ลํวงลับไปแล๎ว แบํงข๎าวปลาอาหารสํวนหน่ึงให๎แกํผีไมํมีญาติ พวก เดก็ ๆ ชอบแยํงกันเอาของท่ีแบํงให๎ผีไมํมีญาติหรือเปรต เรยี กวํา \"การชิงเปรต\") เดือนสบิ เอด็ บุญออกพรรษา เดือนสบิ สอง บญุ กฐนิ จดั งานกฐนิ และลอยกระทง ภูมิป๓ญญาชาวบ๎านในสังคมป๓จจุบันภูมิป๓ญญาชาวบ๎านได๎กํอเกิด และสืบทอดกันมาในชุมชนหมํูบ๎าน เม่ือหมูํบ๎านเปล่ียนแปลงไปพร๎อมกับสังคมสมัยใหมํ ภูมิป๓ญญาชาวบ๎านก็มีการปรับตัวเชํนเดียวกัน ความรู๎ จานวนมากไดส๎ ูญหายไป เพราะไมํมกี ารปฏิบัติสืบทอด เชนํ การรกั ษาพ้ืนบ๎านบางอยําง การใช๎ยาสมุนไพรบาง ชนิด เพราะหมอยาที่เกํงๆ ได๎เสียชีวิต โดยไมํได๎ถํายทอดให๎กับคนอ่ืน หรือถํายทอด แตํคนตํอมาไมํได๎ปฏิบัติ เพราะชาวบ๎านไมํนิยมเหมือนเมื่อกํอน ใช๎ยาสมัยใหมํ และไปหาหมอ ที่โรงพยาบาล หรือคลินิก งํายกวํา งาน หันตถกรรม ทอผ๎า หรือเคร่ืองเงิน เครื่องเขิน แม๎จะยังเหลืออยํูไมํน๎อย แตํก็ได๎ถูกพัฒนาไปเป็นการค๎า ไมํ สามารถรักษาคุณภาพ และฝีมือแบบดั้งเดิมไว๎ได๎ ในการทามาหากินมีการใช๎เทคโนโลยีทันสมัย ใช๎รถไถแทน ควาย รถอีแต๐นแทนเกวียน การลงแขกทานา และปลูกสร๎างบ๎านเรือน ก็เกือบจะหมดไป มีการจ๎างงานกันมากข้ึน แรงงานก็หา ยากกวําแตํกอํ น ผค๎ู นอพยพยา๎ ยถ่นิ บ๎างกเ็ ขา๎ เมอื ง บ๎างก็ไปทางานท่ีอ่ืน ประเพณีงานบุญ ก็เหลือไมํมาก ทาได๎ ก็ตอํ เมือ่ ลกู หลานท่ีจากบา๎ นไปทางาน กลับมาเยี่ยมบ๎านในเทศกาลสาคัญๆ เชํน ปีใหมํ สงกรานต๑ เข๎าพรรษา เป็นตน๎ สงั คมสมยั ใหมํมีระบบการศึกษาในโรงเรียน มอี นามัย และโรงพยาบาล มีโรงหนัง วิทยุ โทรทัศน๑ และ เคร่ืองบันเทิงตํางๆ ทาให๎ชีวิตทางสังคมของชุมชนหมูํบ๎านเปลี่ยนไป มีตารวจ มีโรงมีศาล มีเจ๎าหน๎าท่ีราชการ ฝาุ ยปกครอง ฝาุ ยพฒั นา และอืน่ ๆ เข๎าไปในหมูบํ ๎าน บทบาทของวัด พระสงฆ๑ และคนเฒําคนแกํเริ่มลดน๎อยลง การทามาหากินก็เปล่ียนจากการทาเพ่ือยังชีพไปเป็นการผลิตเพื่อการขาย ผู๎คนต๎องการเงิน เพ่ือซ้ือเครื่อง บริโภคตํางๆ ทาให๎ส่ิงแวดล๎อม เปล่ียนไป ผลิตผลจากปุาก็หมด สถานการณ๑เชํนนี้ทาให๎ผู๎นาการพัฒนาชุมชน หลายคน ท่ีมีบทบาทสาคัญในระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับประเทศ เร่ิมเห็นความสาคัญของภูมิป๓ญญา
ชาวบา๎ น หนวํ ยงานทางภาครัฐ และภาคเอกชน ให๎การสนับสนุน และสํงเสริมให๎มีการอนุรักษ๑ ฟ้ืนฟู ประยุกต๑ และค๎นคดิ ส่ิงใหมํ ความร๎ใู หมํ เพอ่ื ประโยชนส๑ ขุ ของสงั คม
ความเปน็ มาและความส้าคัญของผักสวนครวั ผักเป็นอาหารประจาวันของมนุษย๑เป็นแหลงํ อาหารใหแ๎ รธํ าตวุ ิตามินท่ีมีคุณคําทางอาหารสูงมีราคาถูก เมื่อเปรียบเทียบกับเน้ือสัตว๑จากข๎อมูลวิจัยกลําววํา มนุษย๑เราควรบริโภคผักวันละประมาณ 200 กรัม เพื่อให๎ รํางกายได๎รับแรํธาตุและวิตามินอยํางเพียงพอผลการวิจัยของศูนย๑วิจัยและพัฒนาพืชผักแหํงเอเชียช้ีให๎เห็นวํา ประชากรของประเทศไทยโดยเฉพาะสตรีมีครรภแ๑ ละกลมุํ เดก็ ๆมักขาดแคลนแรํธาตุวิตามินกันมากประกอบกับ ป๓ญหาดา๎ นเศรษฐกจิ ทสี่ ํงผลกระทบทาให๎มีคําครองชีพสูงขึ้นดังนั้นกรมสํงเสริมการเกษตรจึงได๎มีการรณรงค๑ให๎ มกี ารปลูกผักสวนครัวไว๎รับประทานเองในครอบครัวโดยมวี ัตถุประสงค๑เพื่อให๎มีพืชผักเพียงพอแกํการบริโภคใน ครวั เรือนทาให๎ไดร๎ ับสารอาหารครบตามความตอ๎ งการของราํ งกายและชวํ ยลดภาวะคําครองชพี (ทีม่ า : http : // puechkaset.com) การปลูกพืชสวนครัวน้ันไมยํ ากเลยถา๎ มองไปรอบด๎านภูมิภาค ไมํวําจะเป็นบ๎านในเมืองใหญํเมืองหลวง หรือบ๎านในหมํูบ๎านตาบล อาเภอ ล๎วนละลานตาไปด๎วย \"บ๎านไทย\" ซึ่งไมํต๎องอาศัยเครื่องปรับอากาศ ไมํต๎อง อาศัยเทคโนโลยีเหมอื นทุกวันน้ี เกษตรกรไทยควรรื้อฟื้นความเป็นไทยกลับข้ึนมาใหมํเพื่อเป็นทางออกพ๎นจาก ความเปน็ หน้ีน่ันคอื เรื่อง \"รั้วกนิ ได๎สวนครวั ทาเอง\" ที่เราเคยพบเคยเห็นความเป็นมาแล๎วในอดีตสมัยเด็กๆ เพ่ือ ล๎างและปูองกนั นิสัยชอบไปซ้ือกิน เอาอยํางความเจริญด๎านวัตถุ คือแทนท่ี จะปลูกเอง ท้ังๆที่มีท่ีดินเพาะปลูก อยแํู ล๎ว กลับนิยมไปซ้ือตามห๎างศูนย๑การค๎า ฯลฯทาร้ัวอัลลอยด๑ร้ัวเหล็กรั้วปูนแทนรั้วไม๎ร้ัวพืชยืนต๎น พืชกินได๎ ผกั สวนครัวหรอื พืชสวนครัว เชํน พรกิ กระเพรา โหระพา แมงลักตะไคร๎ มะกรูด พริกไทย มะอึก มะนาว(กะปิ น้าปลาน้าตาล)ร้ัวกินได๎เชํนตาลึงขจรโสนถ่ัวพู มันปู กระถิน มะขามเทศบวบ ฟ๓กเขียวมะระ มะเขือเครือไผํ น้าเต๎า ฟ๓กข๎าวฯลฯการปลูกพืชสวนครัวเหลํานี้ คือแนวทางประกอบการพิจารณาเลือกปลูกพืชผสมพืชหลาย ชนิดใช๎ทาประโยชนไ๑ ด๎มากกวําหนึ่งอยาํ งหากเลอื กปลูกพชื ผสมหลายอยํางในพื้นท่ีเดียวกันต๎องอาศัยคาแนะนา ทางวิชาการ และประสบการณ๑ หรือภูมิป๓ญญาชาวบ๎าน เพราะพืชบางชนิดจะปลูกรํวมกันได๎ บางชนิดไมํได๎ การประกอบอาชีพแบบเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกผักสวนครัวลดรายจํายด๎านอาหารในครอบครัว เศรษฐกิจ พอเพียงเป็นการเนินชีวิตทางสายกลางยึดหลักการพ่ึงพาตนเองการเกษตรด้ังเดิมของไทย ที่ปฏิบัติกันมานาน
ชั่วลูกหลานก็คอื การเกษตรธรรมชาติ การเกษตรอนิ ทรยี ๑ การเกษตรชีวภาพ การวนเกษตร ซึ่งอํานดูช่ือแล๎วเรา อาจจะไมํค๎นุ เคยหรือไมเํ ขา๎ ใจจึงขอสรปุ ให๎ทราบวาํ เปน็ การเกษตรแบบโบราณเราน่ันเอง คือใช๎แรงงานจากคน จากสัตว๑เลี้ยงปุ๋ยที่ได๎ก็เกิดจากมูลสัตว๑ใบไม๎ใบตองนามากองสุมหมักไว๎เมื่อเนําเป่ือยก็นาไปใสํต๎นไม๎ หรือไรํนา สํวนพืชทปี่ ลกู ก็คือ พชื ทเ่ี ป็นอาหารประจาวัน เชํน ขา๎ วข๎าวโพดถ่วั งา เปน็ ตน๎ (ทม่ี า : http : // puechkaset.com) ความหมายของผักสวนครัว ผักคือพืชท่ีมนุษยน๑ าสํวนใดสํวนหน่งึ ของพชื มาประกอบอาหารอาทิ ผลใบรากดอก หรอื ลาตน๎ ผักหมายถึงพืชท่ีปลูกเพ่ือใช๎ประโยชน๑จากใบราก ดอกหัวหรือลาตันเป็นอาหารผักที่นามาใช๎เป็น อาหาร น้ีสามารถจะรับประทานสดๆ หรือทาให๎สุกเชํน แกง ต๎ม น่ึงตุ๐น เป็นต๎น พืชผักเป็นอาหารท่ีคนต๎อง รับประทานอยูํเป็นประจาถ๎ามีเวลาและมีที่วํางเหลืออยํูที่บ๎านหรือโรงเรียน ควรปลูกพืชผักไว๎สาหรับ รบั ประทานเองเพราะนอกจากจะชวํ ยประหยดั คําจํายของครอบครัวแลว๎ ยงั ทาใหไ๎ ด๎รับประทานผักสดที่มีคุณคํา ทางอาหารสูงและถ๎าปลูกจานวนมากก็สามารถนาไปจาหนํายหารายได๎ให๎กับครอบครั วได๎ด๎วยพืชผักที่ปลูก สาหรับรบั ประทานเองท่ีบ๎านหรอื โรงเรยี นตามลักษณะที่กลําวเรยี กวาํ พืชผักสวนครัว พืชสวนครัวหมายถึง พืชท่ีใช๎สํวนตํางๆเป็นอาหาร เชํน ลาต๎นใบดอกผลและหัวพืชผักสวนครัว สามารถปลูกไว๎ในบริเวณบ๎านเพื่อใช๎บริโภคภายในครอบครัว ถ๎าเหลือก็สามารถนาไปจาหนํายเพ่ือเป็นรายได๎ เสริมให๎กับครอบครัวได๎ พืชผักสวนครัวหมายถึง พืชอะไรก็ได๎ที่เราปลูกข้ึนเองหรือขึ้นเองตามธรรมชาติและเราสามารถเอา สํวนตําง ๆของพืชมาบริโภคได๎ เชํนใบ ก๎านลาต๎นดอกผล เมล็ดหรือรากมาประกอบอาหารโดยท่ีพืชจะต๎องมี ลักษณะออํ นนมํุ ไมํแข็งอวบนา้ มรี สชาติหวานหรือบางชนดิ เป็นขม และไมพํ ษิ ตอํ รํางกาย ผักสวนครัวคือผักท่ีปลูกไว๎ในบริเวณบ๎านหรือที่วํางตํางๆ โดยมีวัตถุประสงค๑เพื่อปลูกไว๎สาหรับ รับประทานเองภายในครอบครัวการปลูกผักสวนครัวไว๎รับประทานจะทาให๎ผ๎ูปลูกได๎ รับประทานผักสดท่ีอุดม ด๎วยวิตามินและเกลือแรํตํางๆ มีความปลอดภัยจากสารเคมี ลดรายจํายในครัวเรือนและท่ีสาคัญทาให๎สมาชิก
ในครอบครัวมีกิจกรรมทารํวมกันในการปลูกผักเพื่อเกิดสัมพันธ๑ที่ดีภายในครอบครัวโดยท่ัว ไปคนต๎องมีการ บริโภคผกั อยาํ งน๎อยวนั ละ 200 กรัม เพื่อใหไ๎ ดส๎ ารอาหารครบถว๎ น ความหมายของคนไทยแบํงพืชผักเป็น 2 ประเภทคือ พืชผักที่ได๎จากพืชโดยตรง เชํน กะหล่าปลี ผักชีผักกาด คะน๎า เป็นต๎น และพืชอื่นๆ ท่ีไมํจัดวําเป็นผัก แตํนาสํวนตํางๆของพืชมารับประทานเป็นผัก เชํน มะกอก ส๎มโมงมะเขือเทศเป็นตน๎ (ทม่ี า : http : //www.kasetkawna.com) (ทม่ี า : http : //www.kasetkawna.com)
ขั้นตอนการปลูกผักสวนครัว 1. การปลกู ผักสวนครัวในแปลงปลูก มขี ั้นตอนดังน้ี คือ 1.1 การพรวนดนิ ใช๎จอบขุดดนิ ลึกประมาณ6น้วิ เพือ่ พรวนดินใหม๎ ีโครงสร๎างดีข้นึ กาจดั วชั พืช ในดินกาจดั ไขแํ มลงหรือโรคพืชทีอ่ ยูํในดินโดยการพรวนดนิ ตากทิ้งไว๎ประมาณ 7 – 15 วนั (ท่มี า : http : www boonyalritthatoota.com) 1.2 การยกแปลง ใชจ๎ อบพรวนยกแปลงสูงประมาณ 4 - 5 นวิ้ จากผิวดนิ โดยมคี วามกว๎างประมาณ 1 - 1.20 เมตรสํวนความยาวควร เป็นตามลักษณะของพ้ืนที่หรืออาจแบํงเป็นแปลงยํอยๆ ตามความเหมาะสม ความยาวของแปลงนัน้ ควรอยํูในแนวทิศเหนือ-ใต๎ ท้ังนเี้ พือ่ ใหผ๎ ักไดร๎ ับแสงแดดทวั่ ทงั้ แปลง (ท่มี า : http : www boonyalritthatoota.com) 1.3 การปรบั ปรุงเนอื้ ดิน เน้ือดินทป่ี ลูกผักควรเป็นดินรวํ นแตํสภาพดินเดิมนน้ั อาจจะเป็นดนิ ทราย หรือดินเหนียว จาเป็นต๎องปรับปรุง ให๎เนื้อดินดีขึ้นโดยการใสํปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก อัตราประมาณ 2 - 3 กิโลกรมั ตํอเนอ้ื ที่ 1 ตารางเมตร คลุกเคลา๎ ใหเ๎ ข๎ากนั
(ทมี่ า : http : www boonyalritthatoota.com) 1.4 การกาหนดหลุมปลูกจะกาหนดภายหลังจากเลือกชนิดผักตํางๆแล๎วเพราะวําผักแตํละชนิดจะใช๎ ระยะปลูกท่ีแตกตํางกันเชํน พริก ควรใช๎ระยะ 75 x 100 เซนติเมตรผักบง๎ุ จะเป็น 5 x 5เซนติเมตร เป็นตน๎ (ทีม่ า : http : www boonyalritthatoota.com) 2. การปลูกผกั สวนครวั ในภาชนะ การปลูกผักในกระถาง วิธีการปลูกผักในกระถางน้ี เหมาะกับครอบครัวที่มีบริเวณพื้นบ๎านจากัด หรือ บา๎ นที่นิยมปลกู ผกั ในแบบกงึ่ ไม๎ประดับ (ที่มา : http : //www.kasetkawna.com)
ขัน้ ตอนการปลูกผกั ในกระถาง 1. การเตรียมอุปกรณ๑ สามารถใช๎วัสดุเหลือใช๎ในครัวเรือนเชํนกะละมังกระถางยางรถยนต๑ถังน้า ฯลฯ หากกระถางหรือภาชนะใดมีสารปนเปื้อน พวกน้ามัน หรือพวกสารเคมีตํางๆ ให๎ทาความสะอาดกํอนท่ีจะ นามาใชแ๎ ละใหจ๎ ัดตกแตํงกระถางหรือภาชนะจะนามาใชป๎ ลูกผัก เชํนตัดปากตัดกัน หรือทาขอบเพ่ือให๎กระถาง คงทนและสวยงามการเลือกกระถางปลูก ต๎องเลือกให๎เหมาะสมตํอผักที่จะปลูก กลําวคือผักที่มีระบบรากลึก ควรปลูกในกระถางทม่ี ีความลึกผักที่มีระบบรากตื้นเหมาะกับกระถางที่มีความตื้นไมํมากการเลือกผักท่ีจะปลูก การเลือกผักที่จะปลูกมีความสาคัญมากนอกจากจะเลือกผักที่ปลูกให๎เหมาะสมกับกระถางปลูกแล๎ว ควรเลือก ปลูกผักท่ีมีการใช๎บริโภคภายในครอบครัวเป็นประจาทุกวันกํอน เพราะจะทาให้ผักที่ปลูกน้ันได๎รับความสนใจ และมีการนาไปใช๎ประโยชน๑ได๎มาก และนอกจากผักที่นิยมบริโภคภายในครอบครัวแล๎วควรเลือกปลูกผักที่ สมาชิกในครอบครัวชอบรับประทานด๎วย เพราะจะทาให๎ผักน้ันได๎รับความสนใจจากสมาชิกในครอบครัวตาม ไปดว๎ ย ดงั น้ันจะเหน็ ได๎วาํ การเลอื กผักมีความสาคัญไมคํ วรปลกู ผกั ท่ีไมํมผี บู๎ ริโภคเพราะจะทาให๎ผักท่ีปลูกน้ันไมํ คุ๎มคํา 2. การเตรยี มดนิ ดนิ ท่ีใชป๎ ลกู ผักในกระถางต๎องเตรยี มให๎ดี และเหมาะสมกับผักแตลํ ะชนดิ การเตรียม ดินสาหรับปลูกผกั ในกระถางสามารถทาได๎เองโดยมสี ํวนผสมดังน้ี - ดินรํวน 1 สวํ น - ทราย 1 สวํ น - ปุ๋ยหมกั หรอื ปุยคอก1สํวน - ขเึ้ ถ๎าแกลบขุยมะพรา๎ ว1สวํ น นาท้ัง 4 สํวน ผสมคลุกเคล๎าให๎เข๎ากันให๎ดี กํอนนาลงปลูก หากกระถางมีรูใหญํจะดินรั่วออกได๎ ให๎นาหินหรือ เศษกระเบอ้ื งวางทบั กํอนถ๎าสํวนผสมดังกลําวไมํสามารถหาได๎ อาจใช๎ปุ๋ยคอกผสมใบพืชผุ ใบไผํผุ ผสมกับดินก็ ได๎ และหากไมํสะดวกที่จะผสมดินใช๎เอง สามารถหาซื้อดินผสมเสร็จท่ีมีขายอยูํทั่วไปมาใช๎ก็ได๎ แตํควรดู สํวนผสมของดนิ ให๎ดถี ๎าหากมีสวํ นผสมของใบก๎ามปู หรือเปลือกถั่วจะเหมาะสมกวําดิน ที่มีสํวนผสมของแกลบ หรือกาบมะพร๎าวดินที่ผสมเสร็จแล๎วนาไปบรรจุในกระถางท่ีเตรียมปลูกผัก การบรรจุไมํควรให๎เต็มกระถาง หรอื เสมอขอบควรเตมิ หลังจากปลกู ผักไปแล๎วจึงจะเพม่ิ ดนิ ให๎อยใํู นระดับที่ต๎องการ 3. การปลกู ผักลงกระถาง ขึน้ อยํูกบั ชนิดของผักทจี่ ะปลูกคือ สามารถทาได๎ท้ังปลูกแบบใช๎เมลด็ พนั ธ๑ุ หวํานหรอื หยอดลงกระถางเลยหรอื เพราะต๎นกล๎ากอํ นแล๎วจึงนาลงปลกู ในกระถาง หรือผักบางชนดิ สามารถใช๎ วธิ ีปก๓ ชาลงในกระถางได๎เลยวิธีหวาํ นหรอื หยอดเมล็ดโดยหวํานเมลด็ ลงให๎กระถางโดยกะระยะหํางของเมลด็ หรือหลุมทีห่ ยอดใหเ๎ หมาะสมกับชนดิ ของผัก ผักท่ีนยิ มปลกู โดยใชเ๎ มล็ดได๎แกํ ผักชีผกั บุ๎งจีนต้ังโอ๐ขึน้ ฉาํ ยเปน็ ตน๎ - วธิ ีเพาะตน๎ กล๎าผักกํอนปลูก นาต๎นกลา๎ ผักที่เพาะเมลด็ ได๎ระยะเวลาที่พอเหมาะโดยสังเกตจาก ลกั ษณะของลาตน๎ และระบบรากฝอยถ๎าสมบรู ณ๑ก็สามารถย๎ายต๎นกลา๎ ผกั ลงปลกู ได๎เลยผักทน่ี ยิ มปลูกวิธีน้ี ได๎แกํผักคะนา๎ ผักกาดขาวผักกาดเขียวผกั กาดหอมกะหล่าปลีกะเพราโหระพาเป็นต๎น - วิธนี าสวํ นของผกั มาปก๓ ชา ผกั ทส่ี ามารถนามาลงปลูกแบบปก๓ ชาในกระถางได๎เลยเชํน สะระแหนํ
ชะพลูหอมแบงํ ตะไคร๎ฯลฯการป๓กชาตอ๎ งดูวาํ ผกั แตลํ ะชนดิ ใชส๎ วํ นใดในการป๓กชาได๎ ผกั บางชนดิ มีรากลกึ กระถางทใ่ี ชป๎ ๓กชาควรมีความลกึ ท่ีเหมาะสมตํอผกั ดว๎ ยหรือผักบางชนดิ ตอ๎ งใช๎ไม๎ป๓ก เพื่อพยุงลาต๎นผกั ให๎ตัง้ ตรง และปอู งกันการกระทบกระเทือนเวลารดน้าในชวํ งแรกๆของการป๓กชาดว๎ ย 4. การดแู ลรกั ษาผักในกระถาง ผกั ที่ปลูกในกระถางสามารถทาการดูแลรักษาไดง๎ ําย โดยคอยรดนา้ ให๎ ดินในกระถางในมีความชมุํ ช้ืนสม่าเสมอกาจดั วชั พืช พรวนดิน และใสํปยุ๋ หากผกั มีเจรญิ เติบโตไมํดีและควร เปลีย่ นดนิ เมื่อมีการปลกู ผักในครัง้ ตอํ ไป หรือปลูกผกั ชนิดใหมํในกระถางเดมิ ถา๎ หากทท่ี ว่ี างกระถางอยผํู ักที่ ปลกู ได๎รบั แสงไมํเพียงพอสามารถย๎ายกระถางไปวางไว๎ในที่มีแสงเพียงพอได๎ 5. การเกบ็ เกีย่ วสาหรับผักท่ีปลกู ในกระถางหากเปน็ ผกั ท่ีบริโภคในสํวนของใบ ให๎เกบ็ ใบลํางไปกํอน เหลือยอดบนไว๎ใหเ๎ จริญตํอไป เชนํ ผักกาด คะนา๎ ถา๎ เปน็ ผักที่ใช๎สํวนยอดออํ นบรโิ ภค ควรเลอื กเกบ็ เฉพาะยอด เทาํ น้นั จะทาให๎ผักมีการแตกยอดอํอนเจรญิ เตบิ โตให๎เราได๎ใช๎บรโิ ภคอีกเชํนสะระแหนํกะเพราโหระพา ฯลฯ ขอ๎ ควรคานึงในการปลูกผักในกระถางต๎องเลือกผักท่ีครอบครัวจาเป็นต๎องใช๎บริโภคเลือกวัสดุเหลือใช๎ มาใช๎เปน็ วสั ดุปลูกผกั เร่ืองของชนดิ ของผักกบั กระถางปลกู ควรจะพจิ ารณาถงึ การหย่ังรากต้ืนของพืชผัก พืชผัก ท่ีหยั่งรากตื้นและสามารถ ปลูกลงภาชนะปลูกชนิดตํางๆและชนิดห๎อยแขวนได๎ดีและมีความลึกไมํเกิน10 เซนตเิ มตร (ท่มี า : http : //www.kasetkawna.com)
เทคนิคการปลูกผักสวนครัวชนิดต่างๆ 1. ตระกูลแตงและตระกูลถั่ว ไดแ๎ กํ แตงกวาแตงโม แตงไทย ฟ๓กทองบวบ น้าเต๎า มะระ ถ่ัวฝ๓กยาว ถั่ว แขก และถั่วอื่นๆผักตํางๆเหลําน้ีมีเมล็ดคํอนข๎างใหญํ งอกเร็วเชํนผักประเภทเลื้อย ถ๎าจะปลูกให๎ได๎ผลดีและ ดูแลรักษางาํ ยควรทาค๎าง วธิ ีการปลกู - หยอดเมล็ดโดยหยอดในแปลงปลูก หรือภาชนะปลกู หลมุ ละ 3 – 5 เมล็ด - เม่ือเมล็ดงอกมีใบจริง 3 - 5 ใบ หลังจากนนั้ ถอนแยกใหเ๎ หลอื เฉพาะตน๎ ทแ่ี ขง็ แรงหลุมละ 2 ตน๎ - ใสํปุย๋ ยเู รียหลงั เมล็ดงอก 2 อาทติ ย๑ เม่ือเริ่มออกดอกใชป๎ ุย๋ สตู ร 15 – 15 - 15หรือ 12 – 24 - 12 - ใหน๎ ้าสมา่ เสมอ คอยดแู ลกาจดั วัชพืชและแมลงตํางๆ - เริม่ เกบ็ เก่ียวได๎เมอ่ื อายุประมาณ 40 - 60 วนั หลงั หยอดเมล็ด (ท่มี า : http : //www.kasetkawna.com) 2. ตระกูลกะหล่าและผักกาดได๎แกํคะน๎ากวางต๎ุงผักกาดขาวผักกาดหัวกะหล่าดอก และบร๏อกโคลีผัก ตระกลู น้ีมีเมลด็ คอํ นข๎างเลก็ บางชนิดมีราคาแพงมากเพราะสํวนใหญตํ ๎องสัง่ เมล็ดมาจากตาํ งประเทศ วธิ ีการปลกู - หยอดเมล็ดเป็นหลุมๆ ละ 3 – 5 เมล็ดหํางกันหลุมละ 20 เซนติเมตรหรือโรยเมล็ดบางๆ เป็นแถว หํางกันแถวละ 20 เซนติเมตรหลังหยอดเมล็ดหรือโรยเมล็ด 10 วัน หรือเมื่อมีใบจริง 2 - 3 ใบถอนแยกให๎ เหลือหลุมละ 2 ตน๎ หรอื หากโรยเมล็ดเป็นแถวใหถ๎ อนอีกระวงั ระยะตน๎ ไมํให๎ชดิ กนั เกนิ ไป - ใสํปุ๋ยยูเรียหลงั จากถอนแยกหรือทาระยะปลกู แล๎ว - หลังใสปํ ุย๋ ครงั้ แรก 10 วนั ใสปํ ุ๋ยยเู รียครัง้ ทส่ี อง - อายุเกบ็ เก่ียวผกั แตํละชนิดแตกตํางกันเลก็ นอ๎ ย เชํนคะน๎ากวางต๎งุ เกบ็ เกี่ยวได๎เม่ืออายุ 30 - 45 วัน ผักกาดหัว 45 – 55 วันผักกาดขาวปลี เขียวปลี กะหล่าดอก กะหล่าปลีอายุเก็บเก่ียวประมาณ 50 - 60 วัน หลังหยอดเมลด็
- เมื่อเก็บเก่ียวไมํควรถอนผักทั้งต๎น เก็บผักให๎เหลือใบทิ้งไว๎กับต๎น 2 - 3 ใบต๎นและใบท่ีเหลือจะ สามารถเจรญิ เติบโตใหผ๎ ลผลิตเกบ็ เกยี่ วได๎อกี 2 - 3 ครง้ั - ข๎อควรระวังต๎องให๎น้าสม่าเสมอผักตระกูลนี้มักมีป๓ญหาโรคแมลงคํอนข๎างมาก ต๎องคอยดูแลเอาใจ ใสํใกลช๎ ดิ (ที่มา : http : //www.kasetkawna.com) 3. ตระกูลพริกมะเขือได๎แกํพริกขี้หนูพริกชี้ฟูา มะเขือเปราะ มะเขือยาวมะเขือพวงมะเขือเทศผัก ตระกูลนีค้ วรมกี ารเพาะกล๎ากอํ นยา๎ ยลงปลกู ในแปลง วิธีการปลูก - การเพาะกล๎า เตรียมดินในกะบะหรือในถงุ พลาสติก - หยอดเมล็ดในถุงเพาะ ถุงละ 3 - 5เมล็ด ถ๎าเพาะในกะบะเพาะควรเว๎นระยะระหวํางต๎น 5 เซนตเิ มตร ระหวํางแถว 10 เซนตเิ มตร - เมอ่ื เมลด็ งอกแลว๎ มีใบจรงิ 2 - 3 ใบ ถอนแยกเหลอื ต๎นแขง็ แรงสมบรู ณ๑ไว๎ 2 ตน๎ - เมือ่ กล๎ามใี บจรงิ 5 - 6 ใบ หรือหลงั เพาะกล๎าประมาณ 30 วัน ยา๎ ยกล๎าลงแปลงปลูก - เมอ่ื ตน๎ กล๎าตง้ั ตัวได๎ หรอื เรมิ่ เจรญิ เติบโต ใสํปยุ๋ ยูเรีย 1 ครั้ง - เม่ือตน๎ เรม่ิ ออกดอกใช๎ปยุ๋ 15 – 15 - 15 หรือ 12 – 24 - 12 - อายุเก็บเก่ียว มะเขือเทศประมาณ 50 - 60 วัน หลังย๎ายกล๎าและพริกมะเขือ ประมาณ 60 - 75 วัน หลังยา๎ ยกลา๎ (ทม่ี า : http : //www.kasetkawna.com)
4. ตระกลู ผกั ชแี ละตระกลู ผกั บงุ๎ ไดแ๎ กํผกั ชีข้นึ ฉาํ ย ผักบุง๎ วิธีการปลูก - ควรนาเมลด็ แชนํ า้ กํอนปลูก ถา๎ เมลด็ ลอยใหท๎ ง้ิ ไปและนาเมลด็ ท่ีจมนา้ มาเพาะ – หวํานเมล็ดในแปลง โดยจัดแถวให๎ระยะหํางกัน 15 - 20 เซนติเมตร กลบดินทับบางๆประมาณ 1 เซนตเิ มตรสาหรบั ขึ้นฉาํ ยไมตํ อ๎ งกลบเมล็ดเพราะเมล็ดจะเล็กมากหากเตรียมดินละเอียดเมล็ดจะแทรกตัวลง ไปในระหวํางเมด็ ดนิ ไดเ๎ อง – ผักบง๎ุ จะงอกใน 3 วนั ผักชีประมาณ 4 - 8 วัน และขนึ้ ฉาํ ย 4 - 7 วัน – เมอ่ื กลา๎ งอกมใี บจริง ถอนแยกและพรวนดนิ ใหโ๎ ปรงํ เสมอจนเก็บเกี่ยว – ผกั บ๎ุงจีนเกบ็ เกี่ยวได๎ภายใน 15 - 20 วนั ผักชี 45 - 60 วัน และข้นึ ฉาํ ย 60 - 70 วัน – สาหรับผักชีและข้ึนฉํายไมํชอบแสงแดดจัด อาจปลูกในที่ๆมีรํมเงาได๎ แตํสาหรับผักบ๎ุงจีน ต๎องการ แสงแดดตลอดวนั (ทมี่ า : http : //www.kasetkawna.com) 5. ตระกลู โหระพากะเพรา แมงลัก และตระกลู ผกั ชฝี ร่งั ไดแ๎ กํโหระพากะเพรา แมงลกั และผกั ชฝี รั่ง วธิ ีการปลูก – เตรียมดินใหล๎ ะเอียด หวํานเมล็ดให๎ทั่วแปลงใช๎ฟางกลบหรือปุ๋ยคอกที่ยํอยสลายดีแล๎วโรยทับบางๆ รดนา้ ตามทันทดี ๎วยบัวรดนา้ ตาถ่ี – เมลด็ จะงอกเป็นตน๎ กล๎าภายใน 7 วัน – เม่ือกล๎าอายุ1 เดือนถอนแยกจดั ระยะตน๎ ให๎โปรงํ หรือใชร๎ ะยะระหวํางตน๎ ประมาณ 20 - 30 เซนตเิ มตร – โหระพา กะเพราแมงลัก เก็บเก่ียวได๎หลังหยอดเมล็ด 45 - 50 วันผักชีฝรั่ง เก็บเก่ียวได๎หลังหยอด เมล็ด 60 วัน – สาหรับโหระพา กะเพราและแมงลัก ในระหวํางการเจริญเติบโต ให๎หมั่นเด็ดดอกทิ้งเพ่ือให๎ลาต๎น และใบเจริญเติบโตได๎เต็มท่ี - ผักชฝี รง่ั ตดั ใบไปรบั ประทาน เหลือลาตน๎ ทงิ้ ไวจ๎ ะสามารถเจรญิ เตบิ โตได๎อีก
(ที่มา : http : //www.puechkaset.com) ผักสวนครัวเป็นยาได้ พืชผักสวนครัวตํางๆท่ีถูกนามาใช๎เป็นสํวนประกอบในอาหารไทย มักมีสรรพคุณดีๆ ที่มากกวําความ เปน็ อาหารบางคนอาจจะไมรํ วู๎ าํ ผักสวนครัวหลายชนิดนามารักษาโรคได๎ชะงัดอีกท้ังมีสรรพคุณชํวยชะลอวัยได๎ ดเี ย่ียม
ตวั อย่างพืชผกั สวนครัว 5 ชนิด 1. ใบกะเพรา สรรพคณุ ใบกะเพราสดนามาต๎มให๎เดือดและกรองเอาน้าด่ืม เป็นยาแก๎ขับลมท๎องอืดท๎องเฟูอ ปวดท๎อง บารุง ธาตุ ขับผายลมแก๎อาการจุกเสียดในท๎องนอกจากนี้ยังใช๎ขับเสมหะขับเหงื่อ หรือใช๎ทาภายนอกแก๎โรคผิวหนัง กลากเกล้ือนได๎สาหรับเมล็ดกะเพรามีสรรพคุณใช๎พอกบริเวณตาทาให๎ผงหรือฝุนละอองท่ีเข๎าตาออกมาโดยไมํ ทาให๎ตาช้าด๎วย สํวนรากที่แห๎งแล๎วนามาชงหรือต๎มกับน้าร๎อนดื่ม แก๎โรคธาตุพิการ อยํางไรก็ตาม สรรพคุณ สาคัญของใบกะเพรา ที่คนสํวนใหญํไมํร๎ูกันทั้งที่ใช๎บริโภคกันอยํูในชีวิตประจาวัน ก็คือสรรพคุณขับไขมันและ นา้ ตาลสํวนเกินออกจากรํางกายจึงเป็นเหตุผลที่วําตารับอาหารไทยสํวนใหญํมักมีใบกะเพราะเป็นสํวนผสมอยูํ ดว๎ ย (ทีม่ า : http : //www.puechkaset.com) วธิ กี ารปลูก วิธีการปลูกใบกะเพราก็ไมํยากเลย เพียงแคํเริ่มจากเตรียมแปลงปลูกกํอนหวํานเมล็ดลงไปแตํคุณ อาจจะเริ่มจากการปก๓ ชาก๎านที่เหลือจากการซื้อมาทากับข๎าวก็ได๎ พอต๎นโตออกดอก เมล็ดท่ีหลํนก็งอกต๎นใหมํ อีกหลายต๎นหลังเพาะประมาณ 7 - 10 วันเมล็ดเร่ิมงอกพอผํานไป 15 – 30 วัน จึงเริ่มใสํปุ๋ยยูเรียหรือ แอมโมเนียมซัลเฟต 1 – 2 ช๎อนชาตํอน้า 10 ลิตร รดทุก 5 - 7 วันได๎สาหรับการรดน้าให๎รดน้าอยํางเพียงพอ และสมา่ เสมอทกุ วนั หลงั ปลกู ไปประมาณ 30 – 35 วนั ก็เก็บกินได๎แลว๎
2. โหระพา สรรพคณุ โหระพามีสรรพคุณทางยาสมุนไพรที่หลากหลายใบสดของโหระพามีสรรพคุณแก๎ท๎องอืด ท๎องเฟูอขับ ลมจากลาไส๎ ต๎มด่ืมแก๎ลมวิงเวียนชํวยยํอยอาหาร แก๎หวัด ขับเหง่ือถ๎าเด็กปวดท๎อง ใช๎ใบโหระพา 20 ใบชงน้า ร๎อนและนามาชงนมให๎เด็กด่ืมแทนยาขับลมได๎ สํวนเมล็ดแกํ นามาแชํน้าตาพอกหรือประคบแก๎ไขข๎ออักเสบ แผลอักเสบ หรือใช๎เป็นยาขบั ป๓สสาวะและยาระบายออํ นๆเพือ่ แก๎อาการท๎องผกู โดยนาเมล็ดแกํแชํน้าให๎พองตัว เต็มท่ีรับประทานกับขนมหวานโดยผสมกับน้าหวานและน้าแข็งนอกจากน้ี นาใบโหระพาแห๎งมาบดเป็นผง ใช๎ รกั ษาอาการเหงือกอกั เสบเปน็ หนองได๎ (ทม่ี า : http : //www.puechkaset.com) วิธกี ารปลกู โหระพาเปน็ พืชท่ีปลูกคร้งั เดยี วสามารถเกบ็ เกยี่ วได๎ 1 - 2 ปี เร่มิ จากการเตรยี มดินควรมีความรํวนซยุ มกี ารระบายนา้ ดีตํอมาเรมิ่ ขั้นตอนการปลูกควรทาในเวลาเย็น วิธีการปลูกท่นี ิยมมี 2 วธิ ดี ๎วยกนั คอื การป๓กชา และการเพาะเมล็ดโหระพาเป็นพืชท่ีต๎องการความชื้นสูงและสม่าเสมอ ดังนนั้ จงึ ควรมีการรดน้าใหท๎ ุกวนั แตํ ระวงั อยาํ ปลํอยให๎มีการทวํ มขังของน้าในแปลงในระยะแรกควรทาการพรวนดินและกาจัดพืชทุกๆ 1 - 2 สัปดาหถ๑ ๎าจะใสํปุ๋ยใหใ๎ ชป๎ ุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตในอัตรา 10 กิโลกรมั ตํอไรํ ละลายน้ารดหลงั ปลกู ประมาณ 15 - 20 วัน จะทาให๎เจริญเติบโตดีย่ิงข้ึนหลังจากปลูกประมาณ 30 - 35 วัน สามารถทาการเก็บเก่ียวได๎ เชํนเดยี วกบั ใบกะเพราอยําให๎ออกดอกถ๎าออกดอกก็ตดั ทิ้ง
3. ผกั บุ้ง สรรพคุณ สาหรับผักบุ๎งท่ีทานกันอยูํมี 2 ประเภทคือผักบุ๎งไทยและผักบุ๎งจีน ผักบุ๎งไทยจะมีสรรพคุณทางยา มากกวําผกั บุ๎งอื่น แตสํ าหรับผักบง๎ุ จนี จะมแี คลเซยี มและเบตา๎ - แคโรทนี มากกวํา สํวนท่ีใช๎ประโยชน๑ของผักบ๎ุง ไทยต๎นขาวคือดอก ใบตน๎ และราก ซงึ่ แตลํ ะสํวนจะใหส๎ รรพคณุ แตกตํางกัน ดงั นี้ - ดอกใช๎เป็นยาแก๎กลากเกลื้อนต๎นสด ใช๎ดับพิษรักษาแผลไฟไหม๎น้าร๎อนลวก ลดอาการแพ๎ อักเสบ บารุงสายตาบารุงเลือด บารุงกระดูกและฟ๓น ชํวยรักษาโรคเบาหวาน เป็นยาดับร๎อนแก๎ป๓สสาวะเหลือง ทั้งต๎น ใช๎แก๎โรคประสาท ปวดศีรษะอํอนเพลีย แก๎กลากเกล้ือน แก๎เบาหวาน แก๎ตาอักเสบ บารุงสายตา แก๎เหงือก บวม แกฟ๎ กชา้ ถอนพษิ - ใบใช๎ถอนพิษแมลงสัตว๑กัดตํอยนาใบสดมาตาแล๎วค้ันเอาน้ามาด่ืม จะทาให๎อาเจียน ถอนพิษยาเบ่ือ เมา แกพ๎ ิษของฝ่ินและสารหนู มวี ิตามนิ เอสงู เปน็ สารต๎านอนุมูลอสิ ระ - รากใช๎แก๎ไอเร้ือรังและแก๎โรคหืด ถอนพิษผิดสาแดงใช๎แก๎สตรีมีตกขาวมากเบาขัดเหง่ือออกมากลด อาการบวม (ที่มา : http : //www.puechkaset.com) วธิ กี ารปลกู ผักบุ๎งที่คนรับประทานสํวนใหญํคือผักบ๎ุงจีนซ่ึงปลูกงําย เจริญเติบโตเร็ว การดูแลรักษางําย สามารถ ปลูกได๎ตลอดปี และข้ึนได๎ในดินทุกชนิดเร่ิมจากการหวํานเมล็ดต๎นกล๎าจะเร่ิมงอก 2 – 3 วันหลังหยอดเมล็ด ผกั บ๎ุงชอบดนิ ทีม่ คี วามช้นื สูงด้ังนัน้ ควรให๎นา้ บํอยๆ อยําใหข๎ าดน้า เพราะผักบุ๎งอาจจะชะงักการเจริญ แคระแก รน และไมํจาเป็นต๎องกาจัดศัตรูพืชเพราะเป็นผักท่ีมีอายุสั้นและเจริญเติบโตเร็วมาก สามารถข้ึนคลุมพื้นที่ได๎ อยํางรวดเร็ว หลังจากหวํานเมล็ดประมาณ 25 - 30 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได๎โดยใช๎มือถอนทั้งรากแล๎วนามา ลา๎ งใหส๎ ะอาด หรอื หากไมถํ อน สามารถใช๎มอื เดด็ หรือมีดตดั ยอดไปบริโภคและปลํอยโคนไว๎
4. พรกิ สรรพคณุ พริกเผด็ อยาํ งดุเดอื ด เผ็ดไมํเหมือนผักไหน คนไทยขาดพริกไมํได๎ ทีนี้ความเผ็ดกาลังระบือไกล เพราะ พริกเผ็ด เพราะแคปไซซินซ่ึงเป็นตัวจับสารกํอมะเร็ง ไมํให๎ไปจับเซลล๑ดีๆในตัวเราความเผ็ดร๎อนจึงไมํเผ็ดร๎าย แตํเผ็ดดีนอกเหนือจากการกันมะเร็งแล๎ว พริกชํวยให๎เลือดลมไหลเวียน ชํวยไมํให๎เลือดจับตัวเป็นลิ่มขวาง ทางเดนิ เลือดพริกแห๎งปนุ หรอื พรกิ สดทาหนา๎ ทรี่ ปภ.ของรํางกายได๎เสมอกัน (ท่มี า : http : //www.puechkaset.com) วธิ ีการปลูก การปลูกพริกนั้นทาได๎งํายๆ เพียงแคํนาเมล็ดพริกไปหยอดในหลุมที่เตรียมไว๎หลุมละ 3 – 5 เมล็ด กลบแล๎วก็รดน้า สาหรับพริกเป็นพืชท่ีทนแล๎งดีกวําทนน้า แตํในระยะท่ีพริกเร่ิมออกดอก พริกจะต๎องการน้า มากกวําปกติชํวง 3 วัน แรกควรให๎น้าวันละ 2 คร้ังเช๎า - เย็นและคํอยๆ ลดลงเร่ือยๆ จนผํานไป 7 สัปดาห๑ ก็ ให๎น้าสัปดาห๑ละ1คร้ังพริกจะเร่ิมให๎ผลผลิตหลังจากปลูกแล๎ว 2 เดือนคร่ึงถึง 3เดือนในระยะแรกผลผลิตจะได๎ น๎อยและจะคํอยๆ เพิ่มมากข้ึนตามลาดับควรเก็บเกี่ยวอาทิตย๑ละ 1 คร้ัง ทั้งนี้ผลผลิตจะเริ่มลดลงเมื่อพริกเร่ิม แกํ
6. สะระแหน่ สรรพคุณ สะระแหนํใช๎เป็นยาคลายความกดดันของกล๎ามเนื้อที่เกิดจากความเหนื่อยล๎าและความเครียด น้ามัน สะระแหนํชํวยขจัดลมรอ๎ น ใชเ๎ ป็นยาดับร๎อนถอนพิษไขข๎ บั ลม ขับเหงอ่ื รักษาอาการหวดั ลมร๎อน สามารถรักษา อาการปวดศีรษะ หน๎ามืดตาลายปวดฟ๓น เจ็บคอ เจ็บปากเจ็บล้ินโดยด่ืมน้าต๎มใบสะระแหนํ 5 กรัม กับน้า 1 ถ๎วย ผสมเกลือเล็กน๎อย วันละ 2 คร้ัง นาใบสะระแหนํต๎มด่ืมแตํน้าชํวยรักษาอาการปวดท๎อง ท๎องอืด ท๎องเฟูอ ชํวยขับลมในกระเพาะ บิด ท๎องรํวง อุจจาระเป็นเลือดหรือแก๎พิษแมลงสัตว๑กัดตํอย โดยตา ใบ สะระแหนํใหล๎ ะเอียด พอกบรเิ วณท่โี ดนกัดทั้งยงั ชํวยหา๎ มเลอื ดกาเดาได๎โดยใช๎สาลีชุบน้าท่ีคั้นจากใบสะระแหนํ หยอดทีร่ จู มกู อกี ทัง้ ยงั ใช๎เป็นยารกั ษาโรคเก่ยี วกับตํอมไทรอยด๑ (ที่มา : http : //www.puechkaset.com) วิธกี ารปลูก ใช๎การป๓กชาโดยเลือกกิ่งท่ีไมํอํอนหรือไมํแกํเกินไปป๓กจิ้มลงไปในแปลงเพาะชาหรือแปลงปลูกท่ีมีดิน รํวนซุย ป๓กให๎ก่ิงเอนทาบกับดิน รดน้าให๎ชุํมแตํอยําให๎ถึงกับแฉะแล๎วโรยแกลบทับกลบดินเพื่อรักษาความชุํม ชน้ื ใหห๎ น๎าดินประมาณ 4 – 5 วัน ก็จะแตกใบแตกยอดเลื้อยคลุมดิน ต๎นสะระแหนํชอบดินรํวนซุยท่ีระบายน้า ได๎ดีและต๎องการแสงสวํางแตํไมํต๎องการแดดท่ีร๎อนจัดจนเกินไป จะปลูกในที่รํมหรือในท่ีแดดก็ได๎ควรรดน้าให๎ ชุํมอยูํเสมอ จะทาใหส๎ ะระแหนเํ จริญเติบโตเรว็ ข้ึน
นอกจากพชื ผกั สวนครวั 5 ชนดิ ทีไ่ ดก๎ ลําวไปแลว๎ ยงั มีผักสวนครวั ตํางๆ เชํน 1. ผกั กวางตงุ้ สาหรับผักกวางตุ๎งถือได๎วําเป็นผักสวนครัวที่ประกอบไปด๎วยเส๎นใยอาหารสูงสามารถชํวยในเรื่องของ การขบั ถาํ ยได๎เปน็ อยํางดี อกี ทัง้ กวางตุง๎ ยงั คงเปน็ ผกั ทีส่ ามารถลดความเสยี่ งตอํ การเปน็ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ได๎นอกจากนีก้ วางตง๎ุ ฮํองเต๎ ยังคงประกอบไปด๎วยวิตามินสูง โดยเฉพาะวิตามินเอและซีพร๎อมท้ังสารอาหารที่มี ความสาคัญตอํ รํางกายอยํางเชํนแคลเซยี มและฟอสฟอรสั เป็นตน๎ (ทีม่ า : http : //www.puechkaset.com) 2. ข่า ขํา ถือได๎วําเป็นผักสวนครัวท่ีสามารถนามาปรุงเป็นอาหารได๎ อีกท้ังในขําอํอนยังคงมีฤทธ์ิที่สามารถ ชวํ ยในการขบั ลมและขับเสมหะได๎เปน็ อยํางดี 3. คะน้า ผักสวนครัวอยํางคะน๎า ประกอบไปด๎วยวิตามินเอซึ่งมีสํวนชํวยในการบารุงสายตาอีกทั้งคะน๎ายังคงมี แคลเซยี ม ฟอสฟอรัส ทส่ี ามารถบารงุ กระดูกและฟน๓ ไดเ๎ ปน็ อยํางดี (ทีม่ า : http : //www.puechkaset.com)
4. ตน้ หอม ต๎นหอมสามารถชํวยขับเหง่ือลดไข๎ ถ๎ารับอยํางตํอเน่ืองหรือเป็นประจาจะสามารถบารุงหัวใจได๎เป็น อยาํ งดีอกี ทั้งยังคงสามารถลดไขมนั ในหลอดเลือดได๎ (ทมี่ า : http : //www.puechkaset.com) 5. ตะไคร้ สาหรับตะไคร๎ถอื ไดว๎ าํ เปน็ ผกั สวนครวั และมาดของสมุนไพรไทย ที่สามารถชํวยแก๎อาการปวดท๎อง ลด อาการจุดเสยี ดและแนํนทอ๎ งได๎และยังคงมสี รรพคุณที่สามารถชํวยในการขับป๓สสาวะได๎อยํางเหน็ ผล 6. แตงร้าน แตงร๎านที่มีลักษณะคล๎ายๆกับแตงกวา ถือได๎วําเป็นผักท่ีเหมาะสมกับฤดูร๎อนเป็นหลักเพราะสามารถ ชํวยลดอุณหภูมิของรํางกายอีกท้ังยังคงชํวยระบายของเสียพร๎อมทั้งกระต๎ุนการทางานของระบบทางเดิน อาหารไดอ๎ ยํางยอดเย่ียม (ท่มี า : http : //www.puechkaset.com)
7. ถัว่ ฝกั ยาว ถั่วฝ๓กยาว ถือได๎วําเป็นผักสวนครัวท่ีสามารถรับประทานได๎อยํางงํายๆนามาประกอบอาหารได๎ หลากหลายเมนูด๎วยกันหากรับประทานแบบสดๆ เมื่อใด จะสามารถชํวยลดอาการแนํนท๎องและท๎องอืดได๎ อยาํ งเห็นผล (ท่มี า : http : //www.puechkaset.com) 8. ผักชี ผักชีเป็นผักท่ีมีกล่ินหอมมาก โดยสรรพคุณของผักชีนั้น เปรียบเสมือนเป็นยาละลายเสมหะพร๎อมท้ัง ชํวยในเรอื่ งของอาการท๎องอดื ท๎องเฟูอได๎ 9. ผกั หวานบ้าน ในผักหวานบ๎าน ประกอบไปด๎วยแคลเซียม ฟอสฟอรัสท่ีสามารถบารุงกระดูกและฟ๓นอีกท้ังยังคงมี แมกนเี ซียม ทสี่ ามารถบารงุ กลา๎ มเน้อื และราํ งกายได๎ 10. พรกิ ข้หี นู ถึงแม๎วําพริกขี้หนูจะมีรสเผ็ดร๎อนแตํพริกข้ีหนูก็ประกอบไปด๎วยวิตามินซีสูง อีกท้ังยังคงเป็นแหลํง รวบรวมกรดแอสคอร๑บิก ท่ีสามารถชํวยขยายหลอดเลือดภายในลาไส๎และกระเพาะอาหารได๎ และยังคง สามารถชวํ ยเพ่งิ ประสทิ ธิภาพของรํางกายในการดูดซึมสารอาหารชนดิ ตํางๆ ได๎เปน็ อยาํ งดี (ท่ีมา : http : //www.thai-thaifood.com)
11. ฟักเขยี ว ฟ๓กเขียวถือได๎วําเป็นผักสวนครัวท่ีสามารถชํวยขับเสมหะได๎เป็นอยํางดี เน่ืองจากฟ๓กเขียวมีฤทธ์ิเย็น จึงสามารถแกอ๎ าการร๎อนในได๎ (ท่ีมา : http : //www.puechkaset.com) 12. ฟักทอง ฟ๓กทอง สามารถนามาทาเป็นอาหารคาว และเป็นอาหารหวานได๎อยํางเลิศรส อีกท้ังยังคงเป็นแหลํง รวมเบต๎าแคโรทนี ซงึ่ สํงผลดีตํอผิวพรรณอกี ทั้งยงั คงชํวยบารงุ ตบั และไต พร๎อมทง้ั สายตาได๎เป็นอยาํ งดี 13. มะกรูด ใบมะกรูดที่นามาประกอบอาหารสํวนใหญํ สามารถชํวยบารุงเลือดและสํงผลทาให๎เลือดลมภายใน ราํ งกายหมนุ เวียนได๎เป็นอยํางดี อกี ทัง้ ใบมะกรดู ยังคงมีกลิ่นหอมสามารถชวํ ยทาให๎เกิดความผอํ นคลายได๎ 14. เมด็ แมงลัก หากนาเมด็ แมงลกั มาตาให๎ละเอยี ด พร๎อมทง้ั ค้ันน้าดื่มนา้ ท่ีได๎จากเม็ดแมงลักน้ีจะสามารถนามาใช๎เป็น ยาแกห๎ วดั ไดเ๎ ปน็ อยาํ งดี
ประโยชน์ของการปลูกผกั สวนครวั พชื ผกั สวนครัวถอื ไดว๎ าํ เปน็ พชื ผกั ทส่ี ามารถนามาประกอบอาหารได๎มากมาย แถมสํวนตํางๆของพืชผัก สวนครวั สํวนใหญํ ไมวํ ําจะเปน็ ใบลาต๎นดอกหรือแม๎กระทั่งผลก็สามารถนามาใช๎ในการปรุงอาหารได๎อยํางเลิศ รสอกี ทงั้ เรายังคงสามารถปลูกพชื ผกั สวนครัวเอาไว๎ในบริเวณบ๎านของเราได๎ โดยพืชผักสวนครัวสํวนใหญํถือได๎ วําเป็นแหลํงรวมสารอาหารอยํางมากมายและสาหรับสารอาหารที่เราได๎รับจากพืชผักสวนครัวเหลําน้ี ยํอ ม สงํ ผลดีตอํ สุขภาพรํางกายของเราโดยตรง ซ่งึ สามารถแบํงตามลักษณะการนามาประกอบอาหารได๎ 4 ประเภท ดังนี้ 1. ใช๎ผลเปน็ อาหารเชนํ แตงกวา มะเขือเทศ พรกิ หวานถวั่ เปน็ ตน๎ 2. ใช๎ใบและลาตน๎ เปน็ อาหาร เชํน ผกั กาดขาว ตาลึง ผักคะน๎า สะระแหนํผกั ชีเป็นต๎น 3. ใชด๎ อกเปน็ อาหาร เชํน กะหล่าดอก ดอกแค ขจร สลดิ เปน็ ต๎น 4. ใชห๎ ัวหรอื รากทอ่ี ยูํใตด๎ ินเป็นอาหาร เชํน หอมหัวใหญํ แครอต กระเทียม ขิง ขําเป็นตน๎ คุณคําพืชผัก คือ เพ่ิมคุณคําทางอาหารให๎เป็นประโยชน๑ตํอรํางกาย เน่ืองจากผักอุดมไปด๎วยแรํธาตุ ตํางๆ และวิตามินที่จาเป็นตํอรํางกายนอกจากน้ีผักยังใช๎เป็นเครื่องชูรสอาหาร เนื่องจากผักมีสีสันตํางๆ มากมายรวมท้งั กล่นิ และรสของผักตํางๆมสี วํ นในการเพิ่มรสอาหารใหน๎ าํ รับประทานยิ่งขน้ึ 1. การปลูกพืชผักสวนครัวกินเองทาให๎ได๎ผักท่ีสดใหมํ และปลอดภัยจากสารพิษตํางๆเน่ืองด๎วยเรา ปลูกเอง และเม่ือเหลอื กนิ ยังสามารถนาไปขายเพิ่มรายได๎ใหแ๎ กํครอบครัว 2. การปลูกพืชผักทาใหเ๎ กิดความสุขทางใจและไดใ๎ กลช๎ ิดกับธรรมชาติ เปิดโอกาสใหค๎ รอบครัวอยูํ ใกลช๎ ดิ กันมากข้ึน นบั วําเป็นการปลูกฝง๓ จติ สานึกตํอธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล๎อมทมี่ ีคําย่งิ 3. ใช๎รบั ประทานเปน็ อาหารโดยอาจรบั ประทานสดๆเชํน แตงกวา กะหลา่ ปลหี รือนาไปปรุงเป็น อาหารกํอนซ่ึงผกั แตลํ ะชนดิ จะมีสารอาหารท่ีแตกตาํ งกันเชํน โปรตีน คารโ๑ บไฮเดรต วิตามินเกลือแรํ เปน็ ตน๎ 4. ใช๎เป็นพืชสมนุ ไพรรกั ษาโรค เชํน หอม กระเทียมขิงสะระแหนํ ยาํ นาง วาํ นลางจืด ชะพลู เปน็ ต๎น 5. ทาให๎ผู๎ปลกู มีรํางกายแข็งแรง เพราะต๎องพรวนดิน รดน้า ใสํปุ๋ย และดูแลผักอยูํเสมอ ทาให๎ได๎ออก กาลังกายไปในตัว 6. ทาเป็นรั้วบ๎านไดค๎ อื ปลกู ล๎อมกัน้ เปน็ เขตของบ๎าน ซ่ึงเป็นที่มาของคาวํา“ผักสวนครัวร้ัวกินได๎” เชํน กระถนิ ชะอมตาลงึ มะระผักหวานบา๎ น เปน็ ตน๎ 7. การปลูกพืชตระกูลไม๎เล้ือย ชํวยเป็นรํมเงาบังแสงแดดบังลมและฝนได๎นอกจากใช๎เป็นอาหารแล๎ว ยังชวํ ยกันความร๎อนจากแสงแดดสะสมในกาแพงคอนกรีตหรือตัวบ๎านได๎อีกดว๎ ย 8. ไดอ๎ ากาศบรรยากาศทดี่ มี เี สยี งนก เหน็ นก ผีเส้ือมีอารมณ๑ท่ีดี ท่ีเกิดมาจากสมาธิและความพึงพอใจ ในการทากิจกรรมภายในสวนลดความเครียด ปญ๓ หาความวนุํ วายตํางๆในชวี ติ ประจาวัน 9. เกิดปฏสิ ัมพันธ๑ทดี่ ี ของคนในครอบครวั ทีใ่ ชเ๎ วลาวาํ งหรือวนั หยดุ มาพักผํอนหรอื มาทากิจกรรม รํวมกนั ไดร๎ ํวมพดู คุยแลกเปลี่ยนความคดิ เห็นระหวํางคนในครอบครัว
10. สามารถใช๎ประดบั ตกแตํงบรเิ วณบา๎ น เชนํ จัดสวนผกั สวนครัว การปลกู ตน๎ แคเปน็ รัว้ กินได๎ การนาผักสวนครวั ท่ีปลกู ในกระถางแบบแขวน-ห๎อยมาตกแตํงบริเวณรอบๆบา๎ น 11. ใช๎พนื้ ท่สี ํวนทีว่ ํางเปลาํ ให๎เกิดประโยชน๑ ลดคาํ ใชจ๎ าํ ยในการซอื้ ผักมาประกอบอาหารประจาวัน ข้อดีของการปลกู ผกั ไว้กินเอง ด๎วยป๓ญหาประชากรล๎นเมืองอยาํ งในปจ๓ จุบันทาใหเ๎ ราแทบไมมํ ีพ้ืนที่ปลูกพชื ผักกันเทําไร แตํการซื้อหา ผักในตลาดก็อาจไมํการันตีในความปลอดภัยจากสารเคมีได๎เหมือนกันดังน้ันการปลูกผักไว๎กินเองจึงเป็ น ทางออกที่ดีของป๓ญหานี้ และด๎วยเหตุผลสนับสนุนที่เราได๎นามาเสนอให๎ฟ๓งกันดังตํอไปน้ี รับรองวําได๎ยินแล๎ว จะรบี ไปซ้ือเมลด็ พนั ธ๑กุ บั กระถางมาปลูกผักทันทีเลย 1. ไดผ้ กั สดและดตี ่อสุขภาพมากกวา่ เพราะตามปกตผิ กั จะสญู เสยี วิตามินและเกลือแรํทันทที ่ีถูกเด็ดออกจากต๎น และเสียเพ่ิมเติมในขั้นตอน การปรุงอาหาร ดังน้ันหากเราซื้อผักจากร๎านข๎างนอกที่ใช๎เวลาขนสํง และถูกแชํไว๎ในต๎ูเย็นเป็นเวลานานกวําจะ ถงึ มือเรา ผักเหลํานแี้ ทบไมเํ หลือคุณคาํ อาหารใดๆ เลย น่คี ือเหตุผลวําทาไมการปลูกผักกินเองจึงดีกวํา เพราะ นอกจากจะกรอบอรํอยเพราะความสดใหมํกวําแล๎ว ยังลดโอกาสในการสูญเสียคุณคําทางอาหารให๎น๎อยลงอีก ดว๎ ย (ท่ีมา : http : // puechkaset.com) 2. มีส่วนช่วยในการดแู ลโลก ผักตาํ งๆ ทเี่ ราซือ้ มาจากตลาดหรอื ซูเปอร๑มารเ๑ กตนั้น ไมไํ ด๎ปลกู ในเมืองหรือในประเทศของเราเสมอไป ผักบางชนดิ ก็ถกู ขนสํงมาจากพนื้ ทหี่ ํางไกล ทัง้ ยังต๎องถกู แชแํ ข็งมาเพื่อรักษาความสด และยังต๎องทาบรรจุภัณฑ๑ เพื่อเพ่มิ มูลคาํ ให๎ขายได๎ราคาแพง ทั้งหมดนี้ต๎องใช๎พลังงานและทรัพยากรจานวนมหาศาล ดังนั้นการปลูกผักท่ี บา๎ นไวร๎ บั ประทานเอง จึงเป็นหนทางท่ดี ีในการรักษโ๑ ลกได๎อีกทาง
3. ได้ทา้ กิจกรรมร่วมกบั เดก็ ๆ ท่ีบา้ น เพราะการใช๎ชีวิตแบบยุคสาเร็จรูปในป๓จจุบัน แทบไมํเปิดโอกาสเด็กๆ เรียนร๎ูวําผักตํางๆมาจากไหน หรือให๎ประโยชน๑อะไร ซึ่งเราสามารถแก๎ป๓ญหานี้ได๎งํายๆ ด๎วยการให๎เด็กๆมีสํวนรํวมปลูกผักที่บ๎าน ถ๎าเด็กๆ ปลูกถั่วงอก เขาก็จะอยากลองกินถ่ัวงอกเพราะรู๎สึกผูกพันกับพืชผักท่ีเขาปลูกซึ่งท๎ายท่ีสุดจะชํวยให๎เด็กๆ เรยี นรเู๎ รือ่ งอาหารและการกนิ เพือ่ สขุ ภาพไดง๎ ํายนั่นเอง (ที่มา : https : //home.kapook.com) 4. ไมต่ ้องกังวลกับยาฆา่ แมลง ทุกคนรด๎ู ีวาํ ผักท่ซี อ้ื จากตลาดหรือซเู ปอรม๑ ารเ๑ กต ไมํไดป๎ ลอดภยั จากยาฆาํ แมลงเสมอไปและวิธีที่ดีกวํา การเส่ียงตํอสารเคมีสะสม คือการปลูกผักไว๎กินเองเพราะเราสามารถดูแลควบคุมคุณภาพได๎อยํางใกล๎ชิดทุก ขนั้ ตอน และไมํต๎องกังวลใจเร่ืองสารเคมใี ดๆ อกี ด๎วย (ทีม่ า : https : //home.kapook.com)
5. ประหยดั เงนิ ในกระเปา๋ แม๎วําในเบ้ืองต๎นเราจะต๎องลงทุนซื้อเมล็ดพันธุ๑ รวมถึงอุปกรณ๑ตํางๆ เพื่อปลูกผักในบ๎านแตํรับรองวํา ผลหลังจากนั้นจะคุ๎มคําแนํนอนเพราะนอกจากเราจะมีผักท่ีสดสะอาด เต็มเปี่ยมไปด๎วยคุณคําอาหารไว๎ รับประทานเอง (รวมถึงแบํงป๓นเพ่ือนบ๎านแล๎ว) เรายังจะได๎เมล็ดพันธุ๑ของพืชมาปลูกได๎อีกอยํางไมํมีวันส้ินสุด ซงึ่ ชํวยประหยดั เงินในกระเปา๋ ไปไดเ๎ ยอะอยาํ งท่คี ุณเองก็คาดไมถํ ึงเชียวลํะ 6. ท้าใหเ้ รามคี วามสขุ มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันวําการปลูกผักไว๎กินเองทาให๎เราร๎ูสึกมีความสุขขึ้นเพราะต๎นไม๎สร๎าง พลังงานดีๆให๎แกํพื้นที่รอบข๎าง ทั้งยังมอบความอุดมสมบูรณ๑และเช่ือมโยงเรากับความมีชีวิตชีวา ดังนั้นการ ปลูกผกั ไวก๎ ินเองนอกจากจะใหป๎ ระโยชน๑ตามท่ีกลําวมาทัง้ หมดแล๎วยังทาใหส๎ ขุ ภาพจติ ดขี ึน้ ดว๎ ยนนั่ เอง (ท่ีมา : https : //home.kapook.com)
บทสมั ภาษณ์ 1. ประวตั ิ - คณุ ยาย หวนั นามชาลี - เกิดเม่ือวันท่ี 5 เมษายน พ.ศ. 2483 - ปจ๓ จุบนั อายุ 79 ปี - บา๎ นเลขที่ 53/1 หมํู 18 ตาบลวังน้าเยน็ อาเภอวังนา้ เยน็ จงั หวัดสระแกว๎ - สถานภาพสมรส กบั นายบุญไทย จานงศิลป์ มีบุตรด๎วยกัน จานวน 12 คน เหลือลูกชาย 5 คน และลกู สาว 4 คน ลูกคนสุดท๎องจะคอยดูแล - การศึกษาประถมศกึ ษาปที ี่ 4 - คุณยายมีโรคประจาตัว คือ โรคกระเอาหาร ความดัน และไขมันในเส๎นเลือด ต๎องรับประทานยา เป็นประจา - ปจ๓ จบุ ันประกอบอาชีพ ปลกู ผกั สวนครวั ขาย 2. บทบาทชวี ติ ในแตล่ ะวัน - ตื่นตี 5 ทุกวนั เพื่อหุงข๎าว ทากบั ข๎าว - ดแู ลแปลงผัก รดนา้ พรวนดิน ใสํปยุ๋ - เก็บผักสํงใหค๎ นท่ีมารบั ผักบางชนดิ ไปขายตํอหรอื ไปทาขนมกุยชาํ ยตามท่ีมคี นสั่ง - เก็บผักบางสวํ นเล็กๆน๎อยๆเดินขายตามหมูบํ ๎าน - คุณตากจ็ ะคอยดูแลหลาน แตงํ ตวั ให๎เตรียมตวั ไปโรงเรียน - กลบั มาจากขายผกั กอ็ าบน้า ทานข๎าว แลว๎ ก็เข๎าสวนผกั 3. เหตุผลท่เี ลอื กอาชีพปลกู ผักสวนครัว - ตนเองไมํมีความรู๎ ไมํร๎ูจะทาอะไร นอกจากปลูกผกั สวนครวั ขาย - เป็นการทาแบบพงึ่ ตนเองดว๎ ยวธิ ีงํายๆคํอยเป็นคํอยไปตามกาลงั พอมพี อกินไมํอดอยากเหลอื ยายก็ เกบ็ ขาย สร๎างรายได๎ให๎ครอบครวั - ปลกู ขายมานานแลว๎ ชวํ งหลังๆปลกู ไมเํ ยอะ รํางกายเร่ิมไมํไหว
ภาคผนวก - ประวตั ิผ๎ูจัดทาภมู ปิ ๓ญญาศึกษา - ภาพประกอบ
ประวัตผิ ถู้ า่ ยทอดภมู ิปัญญา ช่อื : นางหวนั นามชาลี เกดิ : 5 เมษายน 2483 อายุ 79 ปี ภมู ิลา้ เนา : ตาบลวงั นา้ เยน็ อาเภอวงั น้าเยน็ จงั หวดั สระแกว๎ ที่อยู่ปัจจุบนั : บ๎านเลขที่ 53 /1 หมํู 18 ตาบลวงั นา้ เย็น อาเภอวังน้าเย็น จงั หวดั สระแก๎ว สถานภาพ : สมรส กบั นายบุญไทย จานงศลิ ป์ มบี ุตรดว๎ ยกนั จานวน 12 คน การศกึ ษา : ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 ปจั จบุ ัน ประกอบอาชพี : ปลูกผักสวนครวั ขาย ประวัตผิ เู้ รียบเรยี งภูมปิ ัญญาศกึ ษา ช่อื : นางสาวเขมมรี สทุ ธิกวงษ๑ เกิด : 17 กรกฎาคม 2514อายุ 47 ปี ภมู ิลา้ เนา : 70 หมูํ 1 ตาบลตระแสง อาเภอเมือง จังหวัดสุรินทร๑ ทีอ่ ย่ปู จั จุบัน : 230 หมูํที่ 9 ตาบลวังน้าเย็น อาเภอวงั น้าเยน็ จังหวัดสระแก๎ว สถานภาพ : โสด การศึกษา : ปรญิ ญาโท สาขา บริหารการศกึ ษา ปัจจบุ ันประกอบอาชพี : รบั ราชการครู
ภาพประกอบการจดั ทา้ ภูมิปัญญาศกึ ษา เรอ่ื งผักสวนครัว
ตน๎ ขําท่ปี ลกู ในสวนหลังบา๎ น ต๎นฟก๓ ทอง
ต๎นกล๎วย ตน๎ กยุ ชําย ต๎นถั่วฝก๓ ยาว ตน๎ ตะไคร๎ กาจดั วชั พชื
รดน้าผักสวนครัว รดนา้ ผักสวนครวั ตน๎ มะกรูด ตน๎ หอม
บรรณานกุ รม สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชนโดยพระราชประสงคใ๑ นพระบาทสมเด็จพระเจ๎าอยํหู ัว เลมํ 5, กรงุ เทพฯ: สานักงานกลาง ภาควิชาฟสิ ิกส๑, 2534. สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชนโดยพระราชประสงคใ๑ นพระบาทสมเด็จพระเจา๎ อยํหู วั เลมํ 21, กรุงเทพฯ: สานกั งานอาคารโครงการสารานกุ รมไทยฯ สนามเสือปาุ , 2558. สวนเกษตรผสมผสานนครปฐม, “ประโยชนข๑ องการปลูกผักสวนครวั ”, กาญจนา บุญแกว๎ , “พชื ผักสวนครัว”, http : //www.kasetkawna.com /b/42 [Accessed : 15 ธันวาคม 2561]. honestdocs,“ประโยชน๑ของการปลูกผกั สวนครวั 17 ชนิด”, https : //home.kapook.com /view106872.html[Accessed : 15 ธนั วาคม 2561]. Kapok, “6 เหตุผลดๆี ทคี่ วรปลูกผักไวก๎ นิ เอง”, kanchanabunkaew.blogspot.com /2015/07/blog- post.html [Accessed : 15 ธนั วาคม 2561]. puechkaset, “พชื ผักสวนครัวhttps”, : // http : // puechkaset.com/17-benefits-of-homegrown- vegetables.[Accessed: 15 ธนั วาคม 2561].
Search
Read the Text Version
- 1 - 48
Pages: