บทที่ 1หลกั การเบ้ืองตน ของเครื่องมอื วดั ไฟฟา1.1 ความรเู บอ้ื งตนของเครอ่ื งมอื วดั ไฟฟาบทนํา (Introduction)การวัด(Measurement) เปน พื้นฐานสําหรบั วิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีทุกสาขา การวดัเก่ียวของอยา งใกลช ดิ กบั มนษุ ยใ นชีวติ ประจําวนั ซ่งึ ในความเปน จริงแลว ไดมีการพฒั นารูปแบบและหลักการของการวดั ขึ้นมาจากอดตี พรอ ม ๆ กนั กับววิ ัฒนาการของมนษุ ยชาติมีการคนพบหรอื การศกึ ษาปรากฏการณท างธรรมชาตติ าง ๆ เพ่ือดดั แปลง หรอื พยายามควบคุมธรรมชาติใหเออื้ อํานวยตอชวี ิตความเปน อยขู องมนษุ ย รวมถึงท่ีใชใ นกระบวนการควบคมุ การผลติ ในอตุ สาหกรรม ส่ิงเหลานไ้ี มวาจะมองในดา นคณุ ภาพ ปริมาณ หรอืความสะดวกปลอดภัย จะตอ งอาศยั การวดั ที่ละเอยี ดถูกตองเปน พืน้ ฐาน ไมวากระบวนการทีไ่ ดก ลาวถึงนนั้ จะงายหรอื สลบั ซบั ซอ นเพยี งใด1.1.1 นยิ ามของการวดั การวัดเปน ขน้ั ตอนดาํ เนนิ การพื้นฐาน เพ่ือใหไ ดมาซึง่ ความรแู ละเพอ่ื ควบคุมระบบไดม ีความพยายามคน ควา หาปรัชญารากฐานของการวดั มาตง้ั แตส มัยกรกี โบราณ มกี ารปรบั ปรงุทฤษฎีเกี่ยวกบั การวัดใหสอดลอ งเหมาะสมกับวิทยาการสาขาใหม ๆ ที่เกิดขน้ึ อยางไรก็ตามเพ่อื หานยิ ามของคาํ วา การวดั ทีเ่ หมาะสม ลองพิจารณาถึงธรรมชาติและคณุ สมบตั ิของการวัดดังนี้ เรม่ิ แรก การวดั คือ การกาํ หนดตวั เลขใหก บั คุณสมบตั ิ (Properties) ของวตั ถหุ รือของเหตกุ ารณด งั นน้ั มนั จึงเปนการบรรยายถงึ คุณสมบตั ิขิงวตั ถุหรือของเหตกุ ารณและไมใชต วั วัตถหุ รือเหตุการณ เราอาจวดั ความยาวของวตั ถุ ความตา นทานไฟฟาของวตั ถแุ ละอน่ื ๆ ซงึ่ ขณะนเี้ ราละไวในฐานท่เี ขา ใจวา ทุกคนท่เี กย่ี วขอ งมคี วามเขาใจชดั เจนถึงแนวคดิเกีย่ วกับคณุ สมบตั ินน้ั ๆ แลวกอ นทจ่ี ะลงมือทาํ การวดั ดงั น้ันในขนั้ ตอนแรกจะตอ งมกี ารกาํ หนดความตอ งการ สาํ หรับผลการวดั ตัวอยางเชน เราจะตองการรูเกยี่ วกับความสําคัญของความรอ น กอ นทจี่ ะเริ่มมกี ารออกแบบเทอรโมมเิ ตอร แมวาความตองการการออกแบบที่ตามมา และการประยกุ ตข องระบบการวดั จะคอ นขางตรงไปตรงมาและชัดเจนในงานวทิ ยาศาสตรก ายภาพ เชน ฟสิกส หรือวิศวกรรม แตมันจะไมง า ยหรือไมอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลลานนา 1-2ชดั เจนในวทิ ยาการ เชน การศกึ ษาดา นเศรษฐศาสตรแ ละสง่ิ แวดลอ ม ถาหากเราตองการทําการวัดคณุ ภาพชวี ติ หรือความรูสกึ สบายเม่ืออยูในหอ งสตี าง ๆ กัน เปน ตนเนือ่ งจากคณุ สมบัตเิ ปน เรอ่ื งนามธรรม ดงั นนั้ ส่งิ ทเ่ี ราเกยี่ วขอ งก็คอื การปรากฏของคุณสมบตั ิ ตวั เลขทก่ี ําหนดใหนนั้ คอื measure เมอ่ื เรากาํ หนดตวั เลขใหแ กค ุณสมบตั ขิ องวัตถุหนง่ึ และกําหนดอีกตวั เลขหนึง่ (ดวยกระบวนการเดียวกนั ) ใหแ กค ุณสมบตั ยิ า งเดยี วกนั ของอกี วตั ถุหน่งึ เราหมายความวา การปรากฏของคณุ สมบตั ทิ ั้งสองไมแ ตกตางกนั และถา หากตวั เลขทก่ี าํ หนด (โดยการวัด) ใหแ กการปรากฎของคุณสมบัตทิ ี่จาํ เพาะในกลมุ ของวตั ถุกลมุ หนง่ึ สามารถเรียงตามลําดบั ขนาดที่เพม่ิ ข้ึน จะหมายถึงวา จะมีความสัมพนั ธท่ีมาจากการสังเกต (Empirical) ซ่งึ เปนผลใหเราสามารถเรยี งวตั ถตุ ามลาํ ดบั เดียวกันกับเมอ่ื เทียบกบั การปรากฎของคณุ สมบตั ิ สิง่ ทไ่ี ดอ ธิบายขางตน นีแ้ สดงวา การวดั เปนกระบวนการของการเปรยี บเทียบระหวางการปรากฏของคุณสมบัติ กบั อีกการปรากฏหน่งึ ของคณุ สมบัติเดียวกนัตอไป การวัดเปนกระบวนการลกั ษณะ “Objective” ซ่งึ หมายถงึ วา ตวั เลขท่ีกาํ หนดแกคณุ สมบัตโิ ดยการวดั (ภายในขอบเขตของความผิดพลาด) จะตองเปน อิสระตอ ผูสังเกต เปนเร่ืองธรรมดาทก่ี รรมการจะใหค าการตดั สินบนสเกล 0-10 สําหรับคุณสมบตั เิ ชนความเหมาะสมกับตาํ แหนง งาน ตวั เลขท่ีเปนผลมาจากการใหค า ลกั ษณะนไ้ี มถอื วา เปนmeasure นอกเสยี จากวา มีการจัดต้งั หรือกําหนดโดยกระบวนการใหค า (หรอื คะแนน) วาจะใหต วั เลขเดยี วกนั (ภายในขอบเขตของความผดิ พลาดทย่ี อมรับได) โดยใชข้นั ตอนดาํ เนนิ การเดยี วกันนอกจากนัน้ การวัดเปน กระยวนการ “Empirical” ซ่งึ หมายถึง จะตองเปน ผลจากการสงั เกตหรอื การทดลอง ไมใชจ ากทฤษฎหี รอื ความผดิจะเห็นวา รปู แบบของการวดั ในทางปฏบิ ัตกิ ็คือ การเปรยี บเทยี บกับมาตรฐานมาตรฐานจะเปนตัวแทนทางกายภาพของหนว ย (Unit) ของการวดั ทใ่ี ช (ซึง่ ก็คอื ขนาดมาตรฐานของคุณสมบตั )ิ โดยทว่ั ไปในทางวิทยาศาสตรกายภาพ คาตวั เลข (Measure) ทใ่ี หแ กคา ทว่ี ัด จะแสดงอตั ราสว นของขนาดของคุณสมบัตติ อ ขนาดมาตรฐานซ่งึ ถือวา เปน หนง่ึ ดงั น้ันมาตรฐานจะตอ งมีคุณสมบตั เิ ดียวกับคณุ สมบตั ขิ องวัตถทุ ่ีจะวดั นอกจากนัน้ มาตรฐานนจ้ี ะตอ งเปน ทย่ี อมรับ.โดยผูค นในวงการเดียวกนั ถา หากมกี ารตดิ ตอ สือ่ สารกันถงึ ผลของการวดัการวดั ทางไฟฟา หมายถงึ การเปรยี บเทียบปริมาณทางไฟฟาที่ตองการวดั กบั ปรมิ าณไฟฟามาตรฐานท่ีกําหนดไวเ ชน ปริมาณมาตรฐานของกระแสไฟฟา 1 แอมแปร หมายถึงปริมาณกระแสไฟฟาในตวั นาํ ทีม่ คี วามยาวเปนอนนั ต มพี ืน้ ทหี่ นา ตัดเลก็ มากจนไมต อ งนํามาคิดโดยวางขนาน 1 เมตรในสญุ ญากาศแลว ทําใหเ กดิ แรงระหวา งตัวนําท้ังสองขนาด 2×10-7 N ตอความยาว 1 เมตร ถาหากปริมาณกระแสไฟฟา ทวี่ ัดไดมีขนาดเปน 10 เทาของปริมาณการแสอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลลานนา 1-3ไฟฟา มาตรฐาน ดงั นัน้ จงึ สรุปไดว าปริมาณกระแสไฟฟา ท่ีวดั ไดมีคาเทา กบั 10 แอมแปรเปนตน เนอื่ งจากเครอ่ื งมอื วัดไฟฟาเปน เครื่องมอื วดั ทีใ่ ชวดั คา ปรมิ าณทางไฟฟา ซึง่ คา ตา ง ๆทเ่ี กย่ี วของกับการวดั ทางไฟฟา ก็คือ หนว ยทางไฟฟา (Electrical unit) มี 6 หนว ยดว ยกนั คือ 1) กระแสไฟฟา (Electric current :1) หนว ย แอมแปร (Ampere: A) 1 แอมแปร คอื คา กระแสคงท่ีในลวดตวั นาํ ทมี่ ีความยาวไมจ ํากดั วางขนานกนั หางกัน 1 เมตร มีพ้ืนทห่ี นา ตดั เลก็ มาก (ไมต อ งนาํ มาคดิ ) ในสญุ ญากาศ จะทําใหเ กดิ แรง ระหวา งตัวนาํ ท้ังสองเทา กบั 2x10-7 นิวตนั ตอความยาว (N/m) 2) ปริมาณของประจุ (Quantity of charge :Q) หนวย คลู อมบ (Coulomb :C) 1 คู ลอมบ คือ ปริมาณไฟฟา ท่ไี หลนาน 1 วินาที โดยใชกระแส 1 แอมแปร 3) แรงเคลื่อนไฟฟา หรอื คาความตางศกั ยดาไฟฟา (Electromotive force or potential different:V) หนวย โวลต( Volt :V) ความตา งศักย 1 โวลต คอื ความตางศกั ย ระหวางจดุ สองจดุ บนสายไฟทีม่ ีกระแสคงท่ี 1 แอมแปร และกาํ ลงั ทใี่ ชระหวา งจุด ท้ังสองเทากับ 1 วตั ต 4) ความตานทาน(Resistance :R) หนว ย โอหม (Ohm:Ω) ความตานทาน 1 โอหม คอื ความตา งศกั ยบ นตวั นาํ ระหวา งจดุ สองทม่ี ีความตางศักย 5) ความเหนีย่ วนาํ (Inductance : L) หนว ย เฮนรี (Henry : H) 1 การเหนีย่ วนําไฟฟา ของวงจรปด ซงึ่ มแี รงเคล่ือนไฟฟา 1 โวลต เกดิ ขนึ้ เม่อื กระแสไฟฟา ในวงจรแปร ผนั สมํา่ เสมอในอัตรา 1 แอมแปรต อ วินาที 6) ความจุ (Capacity : C) หนวย ฟารดั (Farad : F) 1 ฟารดั คอื ความจไุ ฟฟา ของ ตวั เกบ็ ประจุระหวา งเพลตซงึ่ มคี วามตางศกั ย 1 โวลต เมอ่ื วัดความจุไฟฟาเทากับ 1 คูลอมบวตั ถปุ ระสงคข องการวัดและเครอ่ื งวดั ไฟฟา ความกาวหนา ทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีจะสอดคลองกับความกาวหนา ในศลิ ปะของการวัดในลักษณะที่ขนานกันไป ในความเปน จริงแลว จะสามารถกลาวไดว า วิธีการที่เรว็ทสี่ ดุ ในการเขา ถึงสถานะทางวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีของชาติใดใหด ทู ่กี ารวัดทใี่ ช และวธิ กี ารใชขอ มลู ที่สะสมโดยการวดั เหตุผลสําหรบั การนี้คอนขางงา ยเพราะวา ขณะทม่ี คี่ วามเจรญิ กาวหนาทางวทิ าศาสตรแ ละเทคโนโลยี กจ็ ะมีการคน พบปรากฏการณแ ละความสมั พนั ธใหม ๆ ซ่ึงทาํ ใหมคี วามตอ งการวดั ชนดิ ใหมพรอ ม ๆ กนั นนั้อ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลลานนา 1-4 ความกาวหนา ทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ทําใหเ ราสามารถสรา งการวดั ชนดิ ใหมท่เี พิม่ เขาไปเพอื่ ความเขา ใจซง่ึ ในทางกลบั กนั จะนาํ ไปสูการคนพบใหม ซง่ึ ทําใหม คี วามเปน ไปไดแ ละความตองการการวัดเพ่มิ มากขึน้ ดังนน้ั มนั จึงเปน เหมอื นสจั พจนท ว่ี า วทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยีทส่ี ลบั ซบั ซอนจะตองรว มกับการวัดท่สี ลบั ซบั ซอน ขณะทว่ี ิทยาศาสตรใ นระดบั ตน กจ็ ะใชกับเทคนิคการวัดเบ้ืองตนเชนกัน ขณะที่ศลิ ปะของการวดั ไดก า วหนาขนึ้ เทคโนโลยขี องการทําการวัดจะองิ กับวิธีทางไฟฟา และอเิ ลก็ ทรอนิกสมากขน้ึ มีเหตุผลหลายประการในการใชก ารวัดและเครอ่ื งวดั ไฟฟา 1. เมือ่ เราไดแ ปลงสาระใหอ ยใู นรูปไฟฟา มันกพ็ รอมสาํ หรบั การโพรเซสหรอื การ ดําเนินการทางคณิตศาสตรใ นวิถที างที่เหมาะสมกับงานจาํ เพราะท่หี ลากหลาย 2. ปรากฏการณเกอื บทง้ั หมด เชน อุณหภูมิ ระยะทาง แสง สี เสียง ความดัน ฯลฯ สามารถแปลงเปนการชแ้ี สดงดวยไฟฟา สาํ หรับการโพ รเซสและแปรความหมาย 3. การวัดไฟฟา มคี วามไวสงู ทําการวดั ไดอยา งรวดเร็ว 4. สามารถทาํ การวัดระยะไกล (Remote) ได 5. สามารถใชผ ลของการวัดในการควบคมุ1.1.2 มาตรฐานทเี่ กี่ยวกบั การวัด ปจจบุ นั นเ้ี ปน ทีย่ อมรับกนั วาประเทศไทยกําลังอยูในระหวางการเปล่ียนแปลงไปสูการเปนประเทศอุตสาหกรรม การคาขายไมวาจะเปนภายในหรือกับภายนอกประเทศก็ตาม สิ่งท่ีหลีกเลี่ยงไมไดก็คือ สําหรับใชในการวัดตามขอตกลงซื้อขายทุกประเทศในโลกมองเห็นความสําคัญและตระหนักถึงความรับผิดชอบในระบบมาตรฐานการวัดของชาติรวมท้ังเปนหนาท่ี ๆ จะตองจัดใหระบบมาตรฐานการวัดใหไดรับความเชื่อถือกันและกันดวย นับไดวามาตรฐานการวัดเปนพื้นฐานสําคัญที่รองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมของชาติทีเดียว ในบทนี้มีเนื้อหาเพ่ือความรูความเขาใจดานการสอบเทียบมาตรฐานเครื่องมือวัด และความสําคัญของมาตรฐานการวัดที่มีตอการพัฒนาอตุ สาหกรรม 1) ประวตั ิความเปนมา ในสมัยกลางศตวรรษท่ี 19 ซ่ึงเปน สมยั ที่การคาในประเทศยุโรปขยายตัวขึ้นอยางรวดเร็วและประกอบกับความเจริญทางดา นวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยไี ดเ รมิ่ ขยายตวั มากข้นึ ประเทศองั กฤษและประเทศในเครือจกั รภพไดพยายามจัดระบบมาตรฐานการวดั ข้ึนในการประชุมหลายครั้งในยุโรปกไ็ ดพยายามวางรากฐานหนวยการวดั “ความยาว” และ “นํ้าหนกั ” ขึน้ ในทส่ี ดุ ในปอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลลานนา 1-5พ.ศ. 4512 ประเทศองั กฤษและฝร่งั เศสกไ็ ดตกลงกันจดั ตงั้ ระบบการวัดโดยใชห นวย “เมตรกิ ”ระหวา งชาตขิ ึน้ สาํ เร็จ โดยมปี ระเทศอ่ืน ๆ อีก 24 ประเทศเหน็ ชอบ ตอ มาในราว พ.ศ.2418 ไดมีขอ ตกลงในการใช “เมตร” เปนหนว ยในการวดั ความยาว และ “กิโลกรัม” เปน หนว ยในการวดันํา้ หนกั และเปนตน กาํ เนดิ องคก ารระหวา งประเทศเกย่ี วกบั การวดั หรือทเ่ี รียกกันวา BureauInternational Poidset Measures (BIPM) สาํ หรบั ประเทศไทยเรานน้ั พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเจาหลวงไดท รงมพี ระราชปรารภเมื่อประมาณ พ.ศ.2440 ทจ่ี ะวางระเบยี บการชงั่ ตวง วดั ใหเปนหลกั ฐานมีการเรมิ่ งานคร้ังแรกท่ีกระทรวงเกษตรพาณชิ ยการ ตอมาสมยั กระทรวงเกษตรตราธกิ ารไดยกรา งพระราชบญั ญตั ิอตั ราถังและทะนาน ร.ศ.119 ข้ึนทูลเกลา ถวายดวยเหตุท่ปี ระเทศไทยมีสินคาขา วเปน สนิ คา สําคญั แตเสนาบดีสภาเหน็ วา เมื่อทาํ แลวควรจะเพิ่มการชงั่ และวดั เขาดวย จึงไดม พี ระราชบญั ญัติวัด ตวงและชั่ง ร.ศ.119 ข้นึ เปน คร้ังแรกและตอมาราว พ.ศ.2542 สาํ นักงานระหวางประเทศวา ดวย มาตราชงั่ตวง วดั (BIPM) ไดม หี นงั สือมาเชิญประเทศไทยเขา เปนสมาชิก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูห วั ไดทรงต้ังคณะกรรมการขึน้ พจิ ารณาและตอมาก็ไดทรงมีพระบรมราชานมุ ัตใิ หเขา เปนสมาชกิ และนาํ เอาการวัดระบบเมตรกิ เขามาใชใ นประเทศ มีการโอนงานจากกระทรวงเกษตรตราธิการไปจัดทําในกระทรวงพาณิชย เมอ่ื พ.ศ.2463 และตราพระราชบัญญัติมาตราชง่ั ตวง วดัพทุ ธศกั ราช 2466 ขนึ้ เมอ่ื วนั ที่ 17 ธนั วาคม พ.ศ.2466 ซึง่ นาจะนบั ไดวา เปน กฎหมายสําคญั ในเรอื่ งมาตรฐานการวัดเปนครัง้ แรกในประเทศไทย เม่ือ ป พ.ศ.2504 ผเู ช่ียวชาญสหประชาชาติไดท ําการสาํ รวจพบวา ประเทศไทยยังขาดงานดานซอ มและสอบเทียบอุปกรณท างวิทยาศาสตร จึงไดเ สนอรัฐบาลไทยใหจ ดั ต้ังศนู ยซอมและสอบเทยี บอปุ กรณข ึน้ ภายในสถานวิจยั วทิ ยาศาสตรป ระยกุ ตแ หง ประเทศไทยในสมยั น้ัน (ปจ จุบนัสถาบันวิจัยวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยีแหงประเทศไทย จุดประสงคของการจดั ตงั้ ศูนยน ก้ี ค็ ือการจัดใหมีมาตรฐานอางอิง เพอ่ื สาํ หรบั ไวใชส อบเทียบเครื่องมือวัดตาง ๆ ของชาตริ วมทั้งใหบรกิ ารการซอมเครอ่ื งมอื ตาง ๆ เหลา นดี้ ว ยศนู ยซอมและสอบเทยี บในสมยั เรม่ิ แรกไดร ับความชว ยเหลอืจากสหประชาชาติ ตอมาหลงั จากน้ันประมาณ 5 ป สหประชาชาตไิ ดถอนตัวออกไปและเมอ่ื ปพ.ศ.2517 ประเทศญ่ีปนุ ไดเขามาใหค วามชว ยเหลอื ดานการจดั ตง้ั หอ งปฏบิ ตั ิการทางไฟฟาและอิเล็กทรอนกิ สใ หกับสถาบนั วิจยั วิทยาศาสตรป ระยกุ ตแ หง ประเทศไทย จนกระทง่ั ถงึ ปจจบุ ันตลอดระยะเวลานานถงึ 8 ป โดยการชว ยเหลืองทางดา นอุปกรณและเคร่ืองมือ การฝก อบรมพนกั งานรวมทงั้ สง ผูเช่ยี วชาญมาฝกสอนและใหค าํ แนะนําจนถึงปจ จุบนั ความชว ยเหลือกย็ ังคงกระทาํ อยูสถาบันวจิ ยั วทิ ยาศาสตรป ระยุกตแ หงประเทศไทยไดเปลี่ยนช่ือเปน สถาบันวิจยั วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีแหง ประเทศไทยเมื่อป พ.ศ.2522 ปจ จุบันมีเครือ่ งมือและมคี วามสามารถใหบริการดานอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลลานนา 1-6สอบเทยี บเครื่องมือวดั ทางไฟฟาและแสง ไดโ ดยเทยี บคา ความถูกตอ ง โดยตรงกับ ElectrotechnicalLaboratory (ETL) ซง่ึ เปน สถาบันท่ีรบั ผิดชอบเก่ยี วกบั มาตรฐานการวดั ทางไฟฟา ของประเทศญ่ีปุน2) การดาํ เนนิ การเก่ยี วกับมาตรฐานการวดั ก. การถา ยทอดความถูกตอ ง การดาํ เนนิ การเกย่ี วกับมาตรฐานการวัดนเ้ี ปน การถา ยทอดความถูกตอ งของมาตรฐานอา งองิ เร่มิ ตนจากตน แบบหรือหนว ยมาตรฐานจากองคก ารระหวา งประเทศ (BIPM) หรอื เรียกวาสอบเทยี บความถกู ตองระหวา งมาตรฐานอา งองิ ของ BIPM กบั ของแตล ะประเทศสมาชิก ประเทศสมาชิกจะมีมาตรฐานอา งองิ เรียกวา มาตรฐานอา งอิงของชาติไวสาํ หรบั การสอบเทยี บความถกู ตองกับมาตรฐานที่ใชงานอยภู ายในประเทศของตน ขอแตกตางระหวางมาตรฐานอา งอิงกบั มาตรฐานอางองิ ระหวางชาติที่ BIPM เครอ่ื งมือทใี่ ชสําหรบั เปนมาตรฐานอางอิงของชาตินจ้ี งึ มรี าคาแพงมาก แตละประเทศควรมไี วเ พยี งแหง เดยี วในแตละเรอื่ งสวนมาตรฐานที่ใชงานท่วั ไปนนั้ มีคาความถกู ตองตํา่ กวาอาจมไี ดหลายระดับ คา ความถูกตองของมาตรฐานที่ใชใ นโรงงานไมจ าํ เปนจะตองมคี า ความถกู ตอ งสูงมากนกั แตทีส่ าํ คญั กค็ อื ตอ งมีการสอบเทยี บตามกาํ หนดเวลาเทา นนั้ ทงั้ นีเ้ พอ่ื การประหยัดงบประมาณในการซื้อเคร่ืองมอื ที่มรี าคาแพงเกนิ ความจําเปน ข. การดาํ เนนิ งานในระดบั พืน้ ภมู ภิ าค ดงั ไดก ลา วมาแลว วาการดาํ เนนิ การเก่ยี วกับมาตรฐานการวัดนเี้ ปน การถา ยทอดหรือสอบเทียบคาความถูกตองกับมาตรฐานอางองิ ของ องคการระหวางประเทศหรือของโลก และเนื่องจากความเจริญอยางรวดเรว็ ทางดา นวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีในดานการวดั นี้ ประเทศทพ่ี ัฒนาแลวกบั ประเทศดอ ยพฒั นาจึงมีความแตกตา งกนั มากในทางวิชาการ กลมุ ประเทศในเครอื จกั รภพกลุม ประเทศอาเซยี น และกลุมประเทศในภาคพืน้แปซฟิ ก จึงไดร วมตวั กันข้นึ ต้งั แต ป พ.ศ.2520 เปนโครงการรวมมือดา นมาตรฐานการวัด เรียกวาAsia Pacific Metrology Program ปจ จุบนั มปี ระเทศทเ่ี ขารวมในโครงการ 17 ประเทศคือออสเตรเลีย บังคลาเทศ จนี ฟจิ ฮอ งกง อินเดยี อินโดนีเซยี เกาหลี มาเลเซยี เนปาล นวิ ซีแลนด ฟลิปน ส ปากีสถาน ปาปวกนิ ี สิงคโปร ศรีลงั กา และไทย โครงการความรวมมอื น้ี มีจุดประสงคเพอื่ ชวยเหลือซึ่งกนั และกนั ระหวางประเทศที่มีความเจริญแลวกับประเทศทย่ี ังไมไ ดพฒั นา โดยเนน หนกั ในเรื่อง - การบริหารขา วสารเกีย่ วกบั ระบบการวดั ของชาติ - การบรกิ ารทางดา นฝก อบรมเจาหนาที่ - การบริการการสอบเทยี บมาตรฐานระหวา งพ้ืนภูมภิ าค การดําเนนิ งานโครงการเอเชียและแปซฟิ ก เมทโทรโลยโี ปรแกรมนี้ ดาํ เนนิ งานโดยมีคณะกรรมการดําเนนิ งาน ปจ จุบันมปี ระเทศเกาหลีเปน ผูป ระสานงาน มกี ารสอบเทยี บมาตรฐานระหวางพนื้ ภมู ิภาคมาแลว หลายเร่อื ง ไดแกอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลลา นนา 1-7 - แรงดันและกระแสไฟฟากระแสสลบั (AC. Voltage and Current) - เสียง (Acoustics) - ความตา นทานไฟฟากระแสตรง (DC.Resistance) - แรงดันไฟฟา กระแสตรงกบั ชนิดแบตเตอร่ี (DC.Voltage , Standard Cell) - แรงดันไฟฟา กระแสตรงชนดิ อเิ ล็กทรอนกิ ส (DC.Voltage,Electronic Reference) - ความยาว (Length) - นา้ํ หนัก (Mass) - แสง (Photometry) - อณุ หภูมิ (Temperature) - เวลาและความถี่ (Time and Frequency) ในการปฏบิ ตั ิแตละเรอ่ื งนั้น ประเทศท่เี ปนแกนกลาง (Coordinatingation) จะสรางหรอืไดรับตัวมาตรฐานทเ่ี รียกวา travelling Standards แลวสงไปตามประเทศตาง ๆ ท่ีรว มในโครงการการเพ่อื สอบเทยี บกับมาตรฐานอา งอิงของชาตอิ ยใู นระดับเดยี วกนั ทง้ั น้ีโดยไดร ับความชวยเหลอือยางใกลช ดิ จาก National Measurement Laboratory (NML) แหง Commonwealth ScientificIndustrial Research Organization (CSIRO) ประเทศออสเตรเลยี National Physics Laboratory(NPL) ประเทศอังกฤษ, BIPM และ UNESCO ค. ศาสตรของการวัด มาตรวิทยา (Metrology) หรอื วทิ ยาศาสตรของการวดั -ปริมาณ ในปจจบุ ันมีความสาํ คัญเพิม่ ข้ึนกวา ในอดตี มาก ท้ังน้ีเน่ืองจากความเจรญิ ทางดานวิทยาศาสตรเทคโนโลยี การตดิ ตอ คา ขายมมี ากข้นึ ในปจ จบุ ันเรากลาวไดว า มาตรวทิ ยาจะเกยี่ วของกบัชวี ิตประจาํ วนั ตัง้ แตเ ชาจนถงึ เวลาเขานอน นับตง้ั แตป รมิ าณยาสีฟนในหลอด ปรมิ าณนมในกลองปริมาณแกสในถงั แกส ในครัว ปริมาณนํ้ามันรถยนตท เี่ ติมในปม มาตรประปา มาตรไฟฟา ที่เดนิ อยูตลอดเวลาหรอื ความดนั ในยางรถยนต ซงึ่ ปรมิ าณของสินคา เหลานส้ี วนใหญไดร บั การควบคมุ ดูแลใหถ กู ตอ งโดย พระราชบัญญัติ ชงั่ ตวง วดั ของกระทรวงพาณชิ ยห รอื ตามทเี่ รยี กกนั วา มาตรวทิ ยาเชิงพาณชิ ย (legal metrology) ไมเ ฉพาะแตปริมาณหรอื นาํ้ หนกั สนิ คา เชนตัวอยา งขางตน น้ีทเี่ กีย่ วของกบั มาตรวิทยาคุณภาพสินคา เชน คณุ ภาพหลอดไฟฟา คุณภาพของพดั ลม บัลลาสต วิทยุ โทรทศั น ถังแกส และวาลว เหล็กเสน กอสรางตลอดถงึ รถยนตทเ่ี ราใชเปน ตน จะตอ งมีการควบคมุ คณุ ภาพใหถ กู ตอง ซงึ่จะตองใชความรทู างมาตรวิทยาเขาควบคมุ ประกันวา ขบวนการผลติ และควบคมุ คณุ ภาพ สนิ คาเหลาน้นั จะไดส นิ คาที่ใชไดป ระโยชนแ ละปลอดภยั อยางแทจ ริงระบบมาตรวทิ ยาทางวทิ ยาศาสตรอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลลานนา 1-8 ในดานการพฒั นาวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีทกุ สาขานี้ ความรูเ รอื่ งการวัดปรมิ าณหรอืมาตรวิทยาจะเปนความสาํ คญั อันดับแรก กลาวไดวา ความเจริญกาวหนา ทางวิทยาศาสตรปจจุบันอาศยั ความรูความสามารถในการวดั ปริมาณไดถูกตองละเอียดขน้ึ มากความรูความเขา ใจธรรมชาติอยางถูกตอ งจะเพ่มิ ขน้ึ หรือกฎเกณฑทางวิทยาศาสตรท ม่ี นุษยคน พบมีรากฐานมาจากการทดลองพิสูจน ซึ่งใชความรใู นการวดั ปริมาณเปน หลกั เปน สว นใหญ เนอื่ งจากมาตรวทิ ยามีความสาํ คัญและจาํ เปน ในกจิ กรรมท่เี ก่ียวกบั ความเปน อยูข องประชาชนความเจริญกา วหนา ของเศรษฐกจิ การคาและวทิ ยาศาสตรเทคโนโลยีมาตรวิทยาจงึ เปนระบบงานในระดับประเทศและระหวา งประเทศแทนทจี่ ะเปน เพยี งวชิ าการหรอื ศาสตรส าขาหน่งึเชน ศาสตรส าขาอืน่ ๆ และทุกประเทศจาํ เปน ตองพฒั นาระบบมาตรวทิ ยาขน้ึ ความเขา ใจถงึความสําคัญของระบบมาตรวทิ ยาและแนวทางการพฒั นาจงึ สาํ คัญยง่ิ ระบบมาตรวิทยาจะดาํ เนนิ ไปไดอยา งไรไดผ ลจะตอ งอาศัยปจจยั สําคัญท่ขี าดเสียไมไ ด คอื - การใชข อตกลงเรอื่ งใชห นว ยของการวดั – ปรมิ าณใหต รงกัน และเปนหนว ยระหวาง ประเทศ - การใชและเกบ็ รกั ษาเคร่อื งมือมาตรฐานของหนว ย ใหถกู ตอ งตามมาตรฐานระหวาง ประเทศ หรอื จดั ใหมีมาตรฐานแหงชาตดิ า นมาตรวทิ ยา - การดาํ เนินการใหกจิ กรรมตาง ๆ ใชหนว ยการวัดและการวัดปรมิ าณถกู ตอ งตรงตาม มาตรฐานแหง ชาติ - การออกกฎหมายควบคุม ใหผ ซู ้อื และผูข ายสินคา ตกลงกนั ไดใ นเร่ืองการใชหนว ยและ ดําเนนิ การใหเ กิดความถูกตอ งในการวัดปรมิ าณ เพื่อใหเกิดความเปน ธรรมในการคา ขาย (พ.ร.บ. ชง่ั ตวง วดั ) ระบบมาตรวทิ ยาของประเทศจะเปนตวั เช่ือมโยง ระหวา งมาตรฐานกาํ หนด และคุณภาพสนิ คาหรือตวั สินคาผูผลติ ในประเทศและผซู ือ้ ในตางประเทศ ผูซอ้ื และผขู ายสินคาในประเทศ หากไมม รี ะบบมาตรวทิ ยาทใ่ี หก ารสอบเทียบปรับต้ังเครอ่ื งมือใหถ กู ตองตามมาตรฐานสากลแลวกจ็ ะไมสามารถมั่นใจไดว า ผลิตภณั ฑไดผลิตถกู ตอ งตามมาตรฐานกาํ หนดหรอื ไม รายงานผลการวิเคราะหทดสอบถูกตอ งหรือไม ผูซ้อื หรือผูใชส ินคาจะไดรับความเปน ธรรมหรือไม ปญหาสาํ คญั ของระบบมาตรวิทยาของประเทศไทย ปจ จบุ นั มที ้ังแนวดิง่ เพราะแนวระดับในทางแนวดิ่ง คอื การยกระดับหองปฏิบัตกิ ารของประเทศใหเ ปนทย่ี อมรบั ระหวา งประเทศหรอื ไดมาตรฐานระหวา งประเทศ ในทางแนวกวา งจงึ จําเปน ตอ งมีการรวมมอื ระหวา งรฐั และเอกชนใหการบริการสอบเทยี บปรบั ตง้ั รักษาเครือ่ งมือ วเิ คราะหว ิจยั การผลติ ตามระยะเวลา ใหเปน ไปตามมาตรฐานแหงชาติอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลลา นนา 1-9 แนวทางการพฒั นาระบบมาตรวิทยาของประเทศ จึงตองพฒั นาทง้ั แนวด่ิงและแนวกวา งแนวดง่ิ คือการรกั ษามาตรฐานแหง ชาตใิ หเ ปนไปตามมาตรฐานสากล อาจแบง ออกไดเปน 2 ขน้ั ตอนคอื ขัน้ ตอนแรก จัดหาบคุ ลากร หอ งปฏิบตั กิ ารมาตรวิทยารักษามาตรฐานแหงชาตใิ หเปนไปตามมาตรฐานระหวา งประเทศ ขัน้ ตอนท่สี อง ศึกษาวิจยั พัฒนาการวดั ปรมิ าณในสว นที่เกีย่ วขอ งกบั มาตรวิทยาเพื่อประโยชนด า นวิชาการดา นวทิ ยาศาสตรใ ชหลกั การทว่ี าประเทศทีม่ คี วามรเู ทคโนโลยกี ารวดัปริมาณในระดับสูงยอ มสามารถเปน ผูน าํ ทางวทิ ยาศาสตรเ ทคโนโลยีได อยา งไรกม็ ีขั้นตอนแรกเปน ขัน้ ตอนที่สาํ คัญสําหรบั ประเทศไทยในปจ จบุ ัน ในทางแนวกวาง คือการทําใหก ารวัดทดสอบในกิจกรรมทกุ สาขาเปนไปตามมาตรฐานแหง ชาติ (Traceable tothe national standards) ขั้นตอนนีต้ องอาศยั เวลาความรวมมือระหวางรัฐและเอกชนและตองอาศัย - มาตรฐานแหง ชาติท่ีเปน ทย่ี อมรับ เชื่อถือทั้งภายในประเทศและระหวา งประเทศ - มีการลงทุนดานบรกิ าร สอบเทยี บ ปรบั ตัง้ ทั้งในภาครฐั และเอกชน อยางกวางขวางเพยี งพอเพอ่ื ทาํ ใหก ารกระจายความถูกตองของมาตรฐานแหง ชาติไปยังกจิ กรรมตา ง ๆไดผ ล อยา งแทจ รงิ ง. การกระจายความเปนมาตรฐานไปสผู ูใชง าน ความจาํ เปนทจี่ ะตอ งมีมาตรฐานของการวัดเพ่ือใหก ารวดั ไมว า จะทําการวดั ทหี่ อ งปฏิบัติการใดก็ตาม ใหผ ลถกู ตอ งตรงกัน มาตรฐานของการวดั แบง ไดเ ปน 4 ระดบั ดว ยกนั คือ - มาตรฐานระหวางประเทศ (International Standards) - มาตรฐานแหงชาติ (National Standards) - มาตรฐานข้ันรอง (Secondary Standards) - มาตรฐานขั้นใชงาน (Working Standards) มาตรฐานระหวา งประเทศ (International Standards) กําหนดโดย International Bureauof Weights and Measures (BIPM) ซึ่งถือไดวา เปน มาตรฐานท่คี วามถกู ตอ งสูงสุด สว นมาตรฐานระดับอืน่ ๆ จะมีความถกู ตองรองลงมาตามลาํ ดบั โดยมาตรฐานเหลานนั้ จะตองสอบกลบั ได(traceability) ถึงมาตรฐานระหวา งประเทศ ดงั น้นั การวดั โดยใชเ ครอื่ งมอื อุปกรณท ีไ่ ดร ับการสอบเทียบและสอบยอนกลบั ไดถงึ มาตรฐานระหวางประเทศ ไมวาจะวดั ณ ทใี่ ดจะใหผลทถ่ี กู ตอ งตรงกนั หมด BIPM เปน หนว ยงานสากลท่ที าํ หนา ทเี่ ก็บรกั ษามาตรฐานระหวา งประเทศ เพื่อการวดั ปริมาณและเปน หนว ยงานที่กาํ หนดคาํ นิยามของระบบหนว ยระหวา งประเทศ (The InternationalSystem of Units หรอื SI) ไดก าํ หนดคํานยิ ามของหนวยรากฐาน (base units) ดงั น้ีอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลลา นนา 1-10 เมตร คอื ระยะทางท่ีแสงเคลือ่ นทสี่ ญุ ญากาศในระยะเวลา 1/299,792 วินาที กโิ ลกรัม คือ หนว ยของมวล ซึง่ เทากบั มวลแบบประถมระหวา งประเทศของกโิ ลกรมั วินาที คอื ระยะเวลาเทา กับ 9,192,631,770 คาบกบั การแผร งั สที สี่ มนัยกับการเปลย่ี นระดบั ไอเปอรไ ฟนส องระดับของอะตอมซีเซย่ี ม-133 ในสถานะพ้ืนฐาน แอมแปร คอื ปรมิ าณกระแสไฟฟา ซึง่ ถารักษาใหคงท่อี ยใู นตัวนาํ 2 เสน ทม่ี ีความยาวอนนั ตม พี น้ื ทีภ่ าคตดั ขวางกลมเล็กมาก จนไมจ ําเปน ตอ งคาํ นงึ และวางอยคู ูขนานหางกนั 1 เมตรในสญุ ญากาศแลว จะทําใหเกิดแรงระหวางตัวนําทง้ั สองเทา กบั 2 x 10-7 นิวตันตอความยาว 1 เมตร เคลวนิ คอื หนว ยของอุณหภมู ทิ างเทอรโ มไดนามกิ ส ซึง่ เทากบั 1/273.15 ของอุณหภูมทิ างเทอรโมไดนามิกของจดุ สามสภาวะของนา้ํ (Tri-state of water) โมล คอื ปริมาณสารของระบบท่ปี ระกอบดว ยองคป ระกอบของมลู ฐาน ซ่งึ มีจํานวนเทา กับจํานวนอะตอมใน 0.012 กิโลกรมั ของคารบอนด– 12 เม่ือใชโ มลตองระบุองคป ระกอบมลู ฐาน ซงึ่ อาจจะเปน อะตอม โมเลกุล ไอออน อิเล็กตรอน อนุภาคอื่น ๆ หรือกลุมของอนุภาคตามทกี่ ําหนด แคนเดลา คอื ความเขม แหง การสอ งสวางในทิศทางที่กาํ หนดใหของแหลง กําเนดิซึ่งแผรงั สีเอกรงคดวยความถี่ 540 x 1012 เฮริ ตซ และมีความเขมการแผร งั สีในทิศทางนัน้ เทากบั1/683 วตั ต ตอ สเตอเรเดียน สาํ หรบั คํานยิ ามของหนวยอนพุ นั ธ (derived units) และหนวยเสริม (supplementary units)ดูไดจากเอกสารมาตรฐานผลิตภัณฑอ ตุ สาหกรรม (มอก.235 ปริมาณและหนว ยตาง ๆ ทางกายภาพ) มาตรฐานแหงชาติ (National Standards) คอื มาตรฐานของการวดั ที่มคี าความละเอยี ดถูกตอ งสูงสดุ ของประเทศ ซึ่งจะตอ งมหี นว ยงานทรี่ บั ผิดชอบในการจัดหาดแู ลรักษาและใหบรกิ ารถายทอดความถกู ตองไปใหม าตรฐานข้นั รองและข้ันใชงานตอ ไป เนือ่ งจากเคร่ืองมอื มาตรฐานแหง ชาตจิ ะตองเปนเครอ่ื งมือทีม่ คี วามละเอยี ดถกู ตอ งสูงสุดของประเทศ การที่จะลงทนุ ซ้ือเครอื่ งมือวดั มาตรฐานใหมท ง้ั หมดเปนการลงทนุ ทสี่ ูงมาก จงึ จําเปนทจ่ี ะตองสรา งระบบเครอื ขายเครอื่ งมอื วดั มาตรฐาน ใหเปน ระบบเคร่อื งมือวัดมาตรฐานของชาตทิ ี่จะตอ งรวมมอื ประสานงานและรวมกนั รบั ผิดชอบ ตลอดจนจะตอ งมกี ารประสานงานกนั อยางใกลช ดิ กับตา งประเทศซึ่งระบบดงั กลา วนกี้ รมวิทยาศาสตรจะเปน หนว ยประสานงาน เพ่ือใหการดําเนินการเปน ไปอยางประหยัด และมีประสิทธภิ าพสูง สําหรบั บัญชเี ครอ่ื งมือวัดมาตรฐานแหง ชาติ ไดม กี ารจัดทําขน้ึ โดยคณะอนกุ รรมการแหง ชาตวิ าดว ยมาตรวิทยา ตามทไี่ ดรับมอบหมายจากคณะกรรมการแหง ชาติวา ดวยมาตรวิทยาและการรับรองมาตรฐานหองปฏิบตั กิ าร และคณะกรรมการแหง ชาตฯิ ไดพจิ ารณาเสร็จเรยี บรอ ยแลวอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลลา นนา 1-11โดยท่ีคณะกรรมการแหงชาติ ชุดนไี้ ดร บั การแตงตัง้ ตามมติคณะรฐั มนตรี เพ่ือทําหนาที่ตามโครงการพฒั นาระบบมาตรวิทยามาตรฐานข้นั รองและข้ันใชงาน (Working Standards) เปน มาตรฐานของการวดั ทีม่ ีคา ความละเอยี ดถูกตอ ง รองลงมาจากมาตรฐานแหง ชาตติ ามลําดบั โดยทหี่ อ งปฏบิ ตั กิ ารท่ีทําหนา ท่ีใหบรกิ ารในการสอนเทียบปรับต้ังเครอ่ื งมอื วัดจะเกบ็ รกั ษามาตรฐานขน้ั รอง สว นหอ งปฏบิ ตั กิ ารที่ทําหนา ทใ่ี นการใหบริการวดั วเิ คราะหทดสอบมักจะเกบ็ รักษามาตรฐานขนั้ ใชง าน เพื่อใชใ นการสอบเทยี บ ตรวจสอบเคร่อื งมือวัดท่ใี ชง านอยู ซึง่ ความละเอยี ดถกู ตอ งของมาตรฐานขน้ั ใชงานนจ้ี ะไมส ูงเทามาตรฐานข้ันรองการกระจายความเปน มาตรฐาน หมายถงึ การถายทอดคาความถกู ตองจากมาตรฐานระดบัสูงสดุ คือ มาตรฐานระหวา งประเทศลงไปตามลาํ ดับจนถึงมาตรฐานขั้นใชงานเพอ่ื ใหม าตรฐานในระดับตา ง ๆ ทีใ่ ชก นั อยใู นหอ งปฏบิ ตั กิ ารมคี วามถูกตอ งและสอดคลองกับมาตรฐานระหวางประเทศอยตู ลอดเวลา มาตรฐานเหลานี้จะตอ งไดรับการสอบเทียบตามกําหนดเวลาที่เหมาะสม จากน้ันจึงจะนาํ มาตรฐานในระดบั ทต่ี องการไปทาํ การสอบเทียบ/ตรวจสอบเครื่องมือวัดอีกทอดหนึ่ง เครอื่ งมอื วดั ที่ผา นการสอบเทียบ/ตรวจสอบอยสู มา่ํ เสมอ จึงเปนเคร่อื งมือท่ีเช่อื ถอื ไดว า ผลของการวัดมคี วามถกู ตอง และเปน ทย่ี อมรบั ทงั้ ในประเทศและตา งประเทศ ดงั นั้นการกระจายความเปนมาตรฐานจงึ เปนการสงเสริมหองปฏิบัติการในการพัฒนาขีดความสามารถของการวดั วเิ คราะห ทดสอบ รวมทั้งการวจิ ยั และพัฒนาจ. การสอบเทียบมาตรฐานเคร่อื งมือวดั ลกั ษณะท่วั ไปของการสอบเทยี บมาตรฐานเครื่องมอื วัดเครือ่ งมอื วดั ไมว า จะเปนโวลตม เิ ตอร แอมมิเตอร หรือเครอื่ งมือวัดทางไฟฟา อืน่ ๆจะตอ งมกี ารสอบเทยี บมาตรฐานเปนระยะ เพ่อื ตรวจสอบวา เครอ่ื งมือวัดนน้ั ๆ ยังมคี าของความเที่ยงตรงของการวดั อยใู นกาํ หนดหรือไม แนวทางเบ้อื งตนทสี่ ดุ ไดแ กว ธิ กี ารเปรียบเทยี บการวดัโดยนํามเิ ตอรท ่ตี อ งการสอบเทียบไปวดั เปรยี บเทียบกบั เครื่องมอื วดั ท่ีมีความเท่ยี งตรงและแมน ยาํกวา เมือ่ นําเคร่อื งมือวัดท้งั คมู าวดั ปรมิ าณทางไฟฟาอนั เดยี วกนั Bench-type เคร่อื งมอื วัด ชนิดดจิ ติ อลโดยทวั่ ไปมักจะมคี า ความเทีย่ งตรงเพยี งพอท่จี ะใชใ นการสอบเทียบมาตรฐาน เครอื่ งมือวดัอ่ืน ไมว า จะเปนดจิ ติ อลดว ยกันหรือเครอื่ งมอื วดั แบบแอนะลอก เครือ่ งมือวัดชนดิ โพเทนซิโอมเิ ตอร กส็ ามารถนาํ มาใชในการสอบเทยี บไดเชน กนั ซง่ึ สามารถใชในการสอบเทียบตัวตา นทานและเปน ตวั แบง แรงดนั สาํ หรบั สอบเทยี บแอมมิเตอร กับโวลตมเิ ตอรไ ด1.1.3 คา ความผิดพลาดของเคร่อื งวัด (Errors Measurement) ความคลาดเคลื่อน หมายถงึ ปริมาณหรอื ตวั เลขทแ่ี สดงความแตกตา งระหวา งคาท่ีแทจริงของสง่ิ ทีเ่ ราวัด (Expected Value) และคาทอ่ี า นไดจากเครอ่ื งวดั (Measured Value)อ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลลานนา 1-12 ความคลาดเคล่ือนอาจจําแนกได 3 ประเภท คือ 1.1 ความคลาดเคลือ่ นโดยผูวดั (Gross Errors) 1.2 ความคลาดเคลอื่ นเชิงระบบ (Systematic Errors) 1.3 ความคลาดเคล่อื นแบบแรนดอม (Random Errors) 1) ความคลาดเคลอื่ นจากผวู ัด (Gross Errors) เปน ความคลาดเคลื่อนท่เี กิดขณะใชเ คร่อื งวัด เชน การอา นคาจากเครือ่ งวัดผิดพลาด การบนั ทกึ ขอมลู ในการทดสอบผิดพลาด หรอื การใชเ คร่ืองวดั ผิดวิธี 2) ความคลาดเคลอ่ื นเชิงระบบ (Systematic Errors) เปน ความคลาดเคลื่อนท่ีเกิดจากองคประกอบตาง ๆ ในการะบวนการใชเ คร่อื งวัด ประกอบดว ย - ความคลาดเคล่ือนในเครื่องวัด (Instrument Errors) ความคลาดเคลอื่ นเกดิ จากการเสียดสีภายในของเดอื ยกบั แบรงิ่ หรอื การคายตวั หรอื การตงึ ตวั สปรงิ กนหอยสามารถลดไดโดยการบาํ รงุ รกั ษา การควบคุมเครื่องวัดอยา งถกู วธิ ี - ความคลาดเคล่ือนจากสภาพแวดลอ ม (Environmental Errors) ความคลาดเคล่ือนน้ีเกย่ี วกับสภาพแวดลอ มขณะใชเครือ่ งวดั เชน บรเิ วณที่มอี ณุ หภูมิสงู หรอื บรเิ วณท่ีมคี วามช้นื ไมเหมาะสม ซง่ึ อาจทําใหก ารทํางานของเครือ่ งวดั เกดิ ความคลาดเคลื่อนได - ความคลาดเคลอ่ื นในการสงั เกตเพอื่ อา นคา จากสเกล (Observational Errors) ความคลาดเคลอ่ื นน้ีเกดิ จากการสงั เกตของผอู า นคา มองไมต ั้งฉากกบั เข็มและสเกล การแกไขทาํ ไดโดยการใชกระจกหรอื แถบสะทอ นแสงตดิ อยูใ นระนาบเดยี วกบั สเกล สําหรบั การอานคาท่ถี กู ตอง ตองมองเหน็ เข็มกบั ภาพของเข็มทบั ซอ นกันสนทิ 3) ความคลาดเคล่อื นแบบแรนดอม (Random Errors) ความคลาดเคล่อื นน้เี ปนความคลาดเคลื่อนทม่ี ีคา ตา่ํ มาก เมื่อเทยี บกับความคลาดเคลอ่ื นโดยผูวัด และความคลาดเคลื่อนเชิงระบบ จะมคี วามสําคัญเฉพาะกรณที ี่ตองการความถูกตองในการวดั สงู เทา นนั้ สําหรบั การคํานวณหาตอ งใชว ธิ กี ารทางสถติ ิ วิธีการคาความคลาดเคล่อื นในการวดั กําหนดให e = ความคลาดเคล่ือนของการวดั Yn = คา ทแี่ ทจ รงิ ของส่งิ ท่วี ดั Xn = คา ท่ีอานไดจากเครือ่ งวดัe = Xn - Yn ………. (1-1)อ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลลานนา 1-13นอกจากนี้คาเปอรเซ็นตความคลาดเคลื่อนหาไดจากPercent errors = e × 100 (%) ………. (1-2) Ynแทนคา สมการที่ 1-1 ในสมการท่ี 1-2 จะไดPercent errors = Xn − Yn ×100 (%) ………. (1-3) Yn ความถูกตองและความเท่ยี งตรง (Accuracy and precision) ความถกู ตอง (Accuracy) และความเทย่ี งตรง (precision) สองคําน้ีมีความหมายใกลเ คียงกันมากลองพจิ ารณาดคู วามหมาย ความถกู ตอ ง (Accuracy) หมายถงึ คา ที่อานไดจากเครื่องวดั เขา ใกลเคียงกับคา ทเ่ี ปน จริงมากเพยี งใดสามารถคํานวณไดจ ากสตู ร A= 1 - Xn - Yn ………. (1-4) Yn a = 100% - Percent errors = A x 100 % ……….. (1-5) เม่อื คา ทอ่ี า นไดจากการวัดแตละ A = ความถกู ตอง (Accuracy) a = เปอรเ ซ็นตค วามถกู ตอ ง (%) ความเทย่ี งตรง (Precision) หมายถึงครง้ั เขา ใกลเ คียงกันมากเพยี งใดเมอื่ ทําการวดั สิ่งเดยี วกนั หลายๆคร้งั เราสามารถหาคา ความเที่ยงตรงในการวดั ไดจ ากสมการ Precision = 1- Yn − Xn ………. (1-6) Xnเมอื่อ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลลานนา 1-14 Xn = คาทีอ่ านไดแตล ะครง้ั จากการวดั Xn = คา เฉล่ียของการวดัดังน้นั จะไดสมการท่ี 1-7Xn = ∑X = X1 + X2 + X3 + X4 + ... + Xn ………. (1-7) n nเม่ือ ∑ X = ผลรวมของคา ท่ีอานไดแตละครง้ั จากการวดั n = จาํ นวนคร้ังทีท่ ําการอา นคา จากความหมายของ ความถูกตอ ง และความเท่ยี งตรง จะเห็นไดว าในการวัดมีความสัมพันธกนั มาก กลา วคอื ถา เคร่ืองวดั ใดมคี วามถูกตอ งสงู ก็ยอ มมคี วามเทย่ี งตรงสูงตามไปดว ย แตถา เครอื่ งวดั ใดมคี วามเทยี่ งตรงสงู บางที ความถกู ตอ งอาจจะตาํ่ กไ็ ดเ พราะคาความถูกตอ งของเคร่อื งวดั นัน้ ตอ งไดท ดสอบ เปรียบเทยี บกบั เครื่องมาตรฐานกอน สวนคา ความเท่ยี งตรงจะขึ้นอยกู บั คณุ สมบตั ิเฉพาะของเครอ่ื งวัดนั้น อกี สิ่งหนึ่งท่ีทาํ ใหเคร่ืองวดั มคี วามถกู ตอ งและความเทย่ี งตรงเปล่ยี นแปลงไดค อื ผใู ชท่ีขาดทกั ษะและความระมัดระวงั ในขณะใชเ คร่ืองวัด ตัวอยาง 1.1 วงจรไฟฟา มีแรงดนั ตกครอ มความตา นทาน 30 V เมอ่ื นําโวลตมิเตอรไ ปวดั ปรากฏวา แรงเคลือ่ นไฟฟา ทอี่ า นคาได 29 V จงคํานวณหาคาตอ ไปนี้ 1). ความผิดพลาดสัมบูรณ 2). เปอรเซน็ ตค วามผดิ พลาด 3). ความถูกตอ ง 4). เปอรเซ็นตค วามถกู ตองวิธที ํา 1). ความผดิ พลาดสัมบรู ณ จากสมการที่ 1-1 e = Xn - Yn เม่ือ Yn = 30 V Xn = 29 V ∴ e = 29 V - 30 Vอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลลา นนา 1-15 = -1 V ตอบ ตอบ2). เปอรเซ็นตค วามผิดพลาด ตอบจาก Percent errors = Xn - Yn ×100% Yn 29V −30V Percent errors = 30V ×100% = 3.33 %3). ความถูกตอ งจาก A = 1− Xn - Yn Yn 29V − 30V = 1− 30V = 0.9674). เปอรเซน็ ตค วามถูกตอง ตอบจากสมการ a = A x 100 = 0.967 × 100% = 96.7 %ตัวอยา งท่ี 1.2 จากตารางที่ 1.1 ผลการบนั ทึกคา ของการวดั แรงดันไฟฟา ในหอ งทดลองจาํ นวน 10 ครงั้ จงคาํ นวณหาคาความเทยี่ งตรงของการวดั ในคร้งั ท่ี 5ตารางท่ี 1.1 ผลการบนั ทกึ คาของการวดั แรงดนั ไฟฟา ในหอ งทดลอง จาํ นวนการวดั ครง้ั ที่ คาผลการวดั ท่ีได Xn (V) 1 98 2 102 3 101 4 97 5 100 6 103 7 98อ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลลา นนา 1-16 8 106 9 107 10 99วิธที ํา จากสมการXn = ∑x = n 98 + 102 + 101 + 97 + 100 + 103 + 98 + 106 + 107 + 99 10Xn = 101.1จากสมการ Precision = 1- Yn − Xn Xn = 1− 100 − 101.1 101.1Precision = 1 – 0.011 = 0.989ดงั นนั้ คาความเท่ยี งตรงของการวัดคร้งั ที่ 5 มีคา เทากับ 0.989สามารถทําใหเ ปน เปอรเซน็ ความเที่ยงตรงไดคือ Precision = 0.989 % Precision = 0.989 × 100% เปอรเ ซ็นความเทย่ี งตรง = 98.9 % ตอบตัวอยา งท่ี 1.3 การวดั คา กระแสไฟฟา 10 μA โดยใชแ อมปม เิ ตอรจาํ นวน 8 ครง้ัทําใหเกดิ การเบ่ยี งเบนของเขม็ ในเครื่องวดั ซงึ่ บันทกึ คาในตารางที่ 1.2 เปนมุมดังตารางขา งลา ง จงคาํ นวณหาคาความเที่ยงตรงของการวดั ครง้ั ที่ 4ตารางท่ี 1.2 ตารางการเบี่ยงเบนของเขม็ ชี้ (องศา)จาํ นวนการวดั ครัง้ ท่ี กระแสไฟฟา (μA) การเบยี่ งเบนของเข็มอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลลา นนา 1-17 1 (องศา) 2 10 20.10 3 10 20.00 4 10 20.20 5 10 19.80 6 10 19.70 7 10 20.00 8 10 20.30วิธีทาํ จากสมการ 10 20.10 Xn = ∑X n Xn จากสมการ = 20.10 + 20.00 + 20.20 + 19080 + 19.70 + 20.00 + 20.30 + 20.10 8 Precision = 20.02 องศา แทนคา = 1- Yn − Xn Precision Xn = 1- 19.80 − 20.02 20.02 = 1 – 0.011 = 0.989 ตอบ ตังอยา งท่ี 1.4 วงจรไฟฟา มคี าแรงดนั ไฟฟา ท่ถี กู ตอง 5 โวลต แตใ ชโวลตมิเตอรว ัดได 4.5 โวลต จงคาํ นวณหาคา ความผิดพลาดสัมบรู ณ และเปอรเ ซน็ ตค า ความผิดพลาดสมบูรณ และเปอรเ ซ็นตคา ความผดิ พลาดวธิ ีทาํ จากสมการ e = Xn - Yn เมือ่ Yn = 5 V Xn = 4.5 V ∴ e = 4.5V – 5 Vอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลลานนา 1-18 ตอบ = - 0.5 V จากสมการ = e ×100% Percent error Yn = - 0.5V ×100% 5V = 10 %ตัวอยางที่ 1.5 โวลตม เิ ตอรตัวหน่งึ มียา นการวดั เตม็ สเกล 200 โวลต และมีคาความถูกตอ ง ±1% เมือ่ นาํ ไปวดั แหลง จายไฟฟา 50 V จงหาคา เปอรเ ซน็ ตค วามผิดพลาดของโวลตมเิ ตอรวิธีทํา หาคาความผิดพลาด (e) จากการเปรียบเทยี บคาความถกู ตอ ง กบั ยานวดั เตม็ สเกลจากสมการ Percent error = e × 100 Yn e= ±1 = 100 × 200V ±2 % ตอบจากสมการ Percent error = e ×100% Ynเมอ่ื Yn = 50 V, e = 2V∴ Percent error = 2V ×100% 50V = 4% ตอบการตอ โวลตม เิ ตอรแ ละแอมมเิ ตอรเ ขา กบั วงจร หลกั พ้ืนฐานของการตอโวลตมิเตอรแ ละแอมปมติ อรเขา กบั วงจรมดี ังน้ี 1. โวลตม เิ ตอร ตองตอขนานกบั โหลดเสมอและถา เปน โวลตมเิ ตอรก ระแสตรงจะตองคํานงึ ถงึ ขัว้ ดว ย เพราะถาขัว้ ผิดเขม็ ของเครอื่ งวัดจะเบ่ยี งเบนไปไมถ ูกทศิ ทางอาจทําใหป ลายเขม็เสยี หายไดด ังรูปท่ี 1.1 ถึง 1.4อ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลลานนา 1-19รูปที่ 1.1 การตอ โวลตม ิเตอรแบบท่ี 1 โหลด V -+ รปู ที่ 1.2 การตอโวลตม เิ ตอรแ บบที่ 2+ V โหลด + V โหลด- - รูปท่ี 1.3 การตอ โวลตม เิ ตอรแ บบท่ี 3 รปู ที่ 1.4 การตอโวลตมเิ ตอรแบบที่ 4 2. แอมมิเตอร ตองตอ อนกุ รมกับโหลดเสมอ โดยตอ ขณะแหลงจายแรงดนั ไฟฟาของ วงจรหยดุ ทํางาน ถาเปนแอมปม เิ ตอรไ ฟฟา กระแสตรงตอ งคาํ นึงถงึ ขัว้ ของแอมปม เิ ตอรดว ยเพราะถาตอข้วั ผิดเข็มของเคร่ืองวดั จะเบ่ียงไมถกู ทิศทาง อาจทาํ ใหป ลายเข็มเสียหายได ดงั รูปท่ี 1.5ถึง 1.8รูปท่ี 1.5 การตอแอมมเิ ตอรแ บบท่ี 1 รูปท่ี 1.6 การตอ แอมมเิ ตอรแบบท่ี 2อ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลลานนา 1-20รปู ที่ 1.7 การตอแอมมเิ ตอรแ บบท่ี 3 รปู ที่ 1.8 การตอ แอมมเิ ตอรแบบ ท่ี 4การอานสเกลบนหนา ปด การอา นสเกลบนหนา ปด มเิ ตอร ชอ งความกวางบอกขนาดของปรมิ าณไฟฟา ที่ปรากฏบนดา นหนา ของเครื่องวัดเรยี กวา สเกล มีทั้งชนดิ ท่ีมีตวั เลขกาํ กบั และไมมตี วั เลขกาํ กับดงั แสดงในรปู ท่ี 1.9รูปท่ี 1.9 สเกลแบบลเิ นยี ร รปู ท่ี 1.10 สเกลแบบนลั ลเิ นยี ร สเกลแบบลเิ นยี ร ระยะหางระหวา งชองของสเกลจะเทา กนั ทุกชอ ง คาปรมิ าณทางไฟฟาท่แี สดงบนสเกลแตล ะชอ งจะเทากัน แสดงใน รปู ที่ 1.9 สเกลแบบนัลลิเนยี ร ระยะหา งระหวางชองของสเกลจะไมเทา กัน แสดงใน รปู ที่1.101.2 เคร่ืองมอื วัดแบบเข็มช้ี1.2.1 สัญลกั ษณต าง ๆ ของเคร่ืองวดั ไฟฟาแบบเขม็ ช้ีอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลลา นนา 1-21ตารางท่ี 1.3 แสดงสญั ลักษณตาง ๆ ของเครือ่ งวดั ไฟฟาแบบเขม็ ช้ีสญั ลกั ษณ ความหมาย แอมมเิ ตอรกระแสตรง โวลตม เิ ตอรกระแสตรง แอมมิเตอรกระแสสลับ แอมมิเตอรกระแสตรงและกระแสสลบัตารางท่ี 1.3 (ตอ) แสดงสัญลกั ษณต า ง ๆ ของเครื่องวัดไฟฟา แบบเขม็ ชี้ สญั ลกั ษณ ความหมาย โวลตม เิ ตอรก ระแสตรงและกระแสสลับ แอมมเิ ตอรกระแสสลับซงึ่ มีวงจรเรียงกระแส โวลตมิเตอรก ระแสสลับซ่ึงมีวงจรเรยี งกระแส วตั ตม ิเตอร กิโลวัตตฮ าวรม เิ ตอร kWh แอมแปรฮาวรม เิ ตอร A-h เพาเวอรแ ฟคเตอรมเิ ตอร ฟรีเควนซีมิเตอร โอหม มเิ ตอร อินดกั แตนซมเิ ตอร คาปาซแิ ตนซมิเตอรอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลลานนา 1-22 มูฟวง่ิ คอยลมเิ ตอร มฟู วงิ่ คอยลแ บบไอออนมิเตอร อีเล็กโทรไดนามิคมิเตอร อินดักชันมเิ ตอร ฮอทไวรม ิเตอรตารางท่ี 1.3 (ตอ ) แสดงสญั ลกั ษณต า ง ๆ ของเครื่องวัดไฟฟาแบบเขม็ ช้ีสัญลักษณ ความหมาย อิเลก็ โทรสแตติกมิเตอร ไวเบรตงิ รีดมิเตอร เครอ่ื งวดั ไฟฟา แบบเทอรโมคปั เปล1.5 เปอรเ ซน็ ตความคลาดเคลื่อนของการวัด 1.5 % เปอรเ ซน็ ตความคลาดเคลือ่ นของความยาวสเกล 1.5 % วางแนวนอนขณะใชง าน วางแนวตัง้ ฉาก 90 องศาขณะใชงาน วางแนว 60 องศาขณะใชงาน แรงดนั ไฟฟาที่ใชทดสอบความเปน ฉนวนระหวา งวงจร2 ไฟฟา ของเครอื่ งวดั กับกลอ งของเครือ่ งวัด 2 kV1.2.2 โครงสรางอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลลา นนา 1-23 เครื่องวดั ไฟฟา สามารถแบงชนิดตามลกั ษณะการทํางานได 2 ชนิดคอื 1. เครื่องวดั ไฟฟา แบบอะนาลอก (Analog Instrument) เปน เครื่องวดั ทใ่ี ชหลักการของเข็มเคลอื่ นท่บี นสเกลหนา ปด ซง่ึ มขี อ จาํ กดั คือ คาท่ีอา นไดจ ากเครื่องวัดชนดิ นี้คาความถกู ตองสูงเฉพาะแสดงคา ตัวเลขหลักหนว ยถึงหลักสบิ เทาน้นั สาํ หรบั หลักรอยจะเปน คา โดยประมาณก. แอมมิเตอร ข. โวลตม ิเตอร ค. วตั ตม ิเตอร ง. มัลติมเิ ตอร (แบบเขม็ ช)้ี รูปที่ 1.11 แสดงเครื่องวดั ไฟฟา แบบอะนาลอกอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลลานนา 1-24 2. เคร่ืองวัดไฟฟา แบบดจิ ิตอล (Digital Instrument) เปน เครื่องวดั ทแี่ สดงผลการวัดออกมาเปน ตัวเลข สามารถนําไปใชว ดั ไดท ง้ั กระแสไฟฟา แรงดนั ไฟฟา และความตานทาน ซึ่งก็คือการรวมแอมมเิ ตอร โวลตม เิ ตอรแ ละโอหมมิเตอรใ นเครอ่ื งเดยี วกัน จะมีชวงแสดงคา ความถกู ตองสงู กวาเครอ่ื งวดั แบบอะนาลอก แตไ มอาจสามารถชดเชยความสามารถของเครอื่ งวดั แบบอะนาลอก ดงั นั้นเคร่อื งวัดแบบอะนาลอกยงั เปน ท่นี ิยมในปจ จบุ นัError! รูปท่ี 1.12 แสดงเครือ่ งวดั แบบดิจติ อล1.2.3 หลักการทํางานของเครอื่ งวัดแบบอะนาลอกสวนเคล่อื นไหวของมเิ ตอร (Meter movement) นบั วา เปน สว นสําคัญในการทําใหเกิดการแสดงคา การบายเบนของเขม็ มิเตอรจ ะขนึ้ อยกู บั การท่มี กี ระแสไฟฟา ไหลผา นเขาไปในสวนเคล่อื นไหว จนทาํ ใหเกดิ การบายเบนของเขม็ ชีข้ น้ึ เข็มช้จี ะชค้ี าของปรมิ าณตาง ๆบนสเกลซึ่งแลวแตก ารกาํ หนดสเกลในการวัดคา เชน แอมแปร โวลต วตั ต โอหม และอน่ืๆ มดี วยกนั 5 ชนดิ1. เครื่องวัดชนดิ ขดลวดเคล่อื นที่หรือชนิดมฟู วงิ่ คอยล (Moving-coil movement)2. เครอื่ งวัดชนดิ ไดนาโมมเิ ตอร3. เครื่องวัดชนดิ แผนเหล็กเคลือ่ นท่ี (Iron Van Meter) 3.1 แบบแรงดูด 3.2 แบบแรงผลกั 3.3 แบบแรงดูดและแรงผลกั รวมกนั4. เคร่ืองวดั ชนิดเทอรโมคัปเปล หรอื ขดลวดความรอ น (Thermocouple Meter)5. เคร่อื งวดั แบบไฟฟาสถิต (Electrostatic type Instrument)1) เคร่อื งวดั ชนดิ ขดลวดเคลอ่ื นทห่ี รอื ชนิดมูฟว่งิ คอยล (Moving-coil movement)อ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลลา นนา 1-25 สวนเคลื่อนไหวชนดิ มูฟวิง่ คอยลหรือชนดิ ขดลวดเคล่ือนท่ีเปนเครอื่ งมอื วดั ไฟฟาทใี่ ชผ ลของสนามแมเ หลก็ 2 ชุดคือ สนามแมเ หลก็ ถาวร กับสนามแมเหล็กไฟฟา ผลักดันกนั ทาํ ใหเ กิดขดลวดเคลื่อนท่ี สงผลใหเ ขม็ ชบี้ ายเบนไป โครงสรางของสวนเคลื่อนไหวชนดิ มูฟว่งิ คอยลแสดงดงัรูปที่ 1.13 รปู ท่ี 1.13 แสดงโครงสรางของเครอ่ื งวัดไฟฟาชนิดคอยลหมนุ เครอ่ื งวดั ชนดิ คอยลหมุนประกอบดว ยสว นที่สําคัญ 1. สปรงิ กน หอย (Spiral hairspring) 2. แมเ หลก็ ถาวร (Permanent magnet) 3. ขวั้ แมเ หล็กออน (Soft iron pole pieces) 4. แกนเหลก็ ออ นรปู ทรงกระบอก (Soft iron cylindrical core) 5. เขม็ ช้ี (Pointer) 6. คอยลหมนุ และกรอบของคอยลห มนุ (Moving coil) 7. แบร่ิง (Jewelled bearing) 8. สเกล (Scale)อ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลลานนา 1-26รูปแสดง 1.14 สวนประกอบของเครอ่ื งวดั ชนดิ คอยลห มนุ (moving-coil movement)โครงสรางประกอบดว ยขดลวดท่พี ันอยูบ นกรอบอลูมิเนยี มสี่เหลยี่ ม จะเกดิสนามแมเหล็กไฟฟาข้ึนเมือ่ มกี ระแสไฟฟาไหลผา นอารเมเจอร (armature) ยึดตดิ กบั เดือยแหลมบนลา งที่มีรองเดอื ยทาํ ดว ยทบั ทิม อารเมเจอรน ้ีจะวางอยรู อบนอก ตอนกลางมแี ทง เหลก็ ออ นทรงกระบอกเปน แกนอยู ดานซายและดานขวาของอารเมเจอรม ีแทงแมเหลก็ ถาวรวางอยู มีข้ัวแมเหล็กถาวรตัง้ อยตู รงขา มกนั ระหวางข้วั แมเ หล็กดา นซายกบั ขั้วแมเ หล็กดา นขวา ตามรูปท่ี1.13 ขัว้ แมเหล็กดานซา ยเปนข้วั ใต (S) ขว้ั แมเหล็กถาวรดานขวาเปนขวั้ เหนือ (N) โครงสรางบางชนิดอาจมขี ้วั แมเหล็กดานซายเปน ขวั้ เหนือดานขวาเปนข้วั ใตก ็ไดใ นรูปท่ี 1.13 แสดงขดลวดอารเมเจอรพ รอ มเข็มชีแ้ ละสปริงกน หอยเมื่อมกี ระแสไหลผา นขดลวดอารเ มเจอร จะทําใหข ดลวดอารเ มเจอรเ กิดสนามแมเ หลก็จะไดด านบนของอารเ มเจอรเปน ขว้ั ใต ดานลา งของอารเ มเจอรเปน ขว้ั เหนอื เกดิ อํานาจแมเ หล็กท่ีผลกั ดันกนั ระวางแมเ หลก็ ถาวรกบั แมเหล็กไฟฟา ทาํ ใหอารเ มเจอรเ คลอ่ื นท่ีรอบตวั เองในทิศทางตามเขม็ นาฬกิ า เขม็ ชี้ท่ียดึ ตดิ กับอารเ มเจอรก็บายเบนตามไปดวยถาจายกระแสใหขดลวดอารเ มเจอรมาก ขดลวดอารเมเจอรเกดิ สนามแมเหลก็ มาก เกดิแรงผลักดนั กบั แมเหล็กถาวรมาก เขม็ ชจ้ี ะบา ยเบนไปมาก และถาจายกระแสใหขดลวดอารเมเจอรนอย ขดลวดอารเมเจอรเกดิ สนามแมเหล็กนอ ยเกิดแรงผลักดนั กบั แมเ หล็กถาวรนอ ย เข็มชจี้ ะบา ยเบนไปนอย2) เครอื่ งวัดชนิดไดนาโมมิเตอร สวนเคลอ่ื นไหวชนดิ ชนิดไดนาโมมเิ ตอร (Dynamometer) เปน สว นประกอบของเครอ่ื งมอื วัดไฟฟา การบา ยเบนของเขม็ จะขึ้นอยกู บั สนามแมเหลก็ ไฟฟา 3 ชุด คือชดุ ขดลวดอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลลานนา 1-27อยกู ับที่จะมี 2 ขด และชุดขดลวดเคลื่อนทโ่ี ดยหมนุ รอบตัวเองมี 1 ขด โครงสรางของสวนเคลอ่ื นไหวชนดิ ไดนาโมมเิ ตอรแสดงดังรูปที่ 1.15 รูปท่ี 1.15 (ก) แสดงสว นประกอบวงจรของไดนาโมมเิ ตอร รปู ท่ี 1.15 (ข) แสดงสวนประกอบวงจรของไดนาโมมเิ ตอร จากรปู 1.15(ข) โครงสรา งประกอบดวยขดลวด 3 ขด เปน ขดลวดอยกู บั ที่ 2ขด วางอยูซา ยและขวา และเปน ขดลวดท่ีหมนุ เคลอื่ นทร่ี อบตวั เอง 1 ขด วางอยูตอนกลางถกู ยึดตดิ แนน อยูกับแทง เหลก็ ทรงกระบอกพรอมเข็มและสปรงิ กน หอย เมอื่ มีกระแสไหลผา นขดลวดทง้ั สามขด จะทําใหขดลวดทุกขดเกดิ อาํ นาจแมเ หลก็ ไฟฟาขึน้ พรอม ๆ กนั เพราะขดลวดทั้งสามขดตอ อันดบั กนั อยู ทาํ ใหเ กดิ อํานาจการผลกั ดันขน้ึระหวางสนามแมเ หล็กของขดลวดคงท่ี และสนามแมเ หล็กของขดลวดเคลื่อนที่ ขดลวดเคลื่อนท่ีจะหมนุ รอบตวั เอง เขม็ ชจี้ ะบา ยเบนไป ถามีกระแสไฟฟา ไหลผา นขดลวดท้งั 3 ขดมากจะทาํ ใหขดลวดท้งั สามขดเกดิ อาํ นาจแมเ หลก็ มากขนึ้ มอี ํานาจการผลกั ดันสูง เขม็ ชจี้ ะบา ยเบนไปมาก และถา มกี ระแสไหลผา นขดลวดทงั้ สามขดนอ ย จะทําใหข ดลวดท้ังสามขดเกดิ อํานาจแมเหลก็ ขึน้ นอย มีอาํ นาจการผลกั ดันนอย เขม็ จะช้บี า ยเบนไปนอย3) เครอื่ งวัดชนิดแผน เหล็กเคลอ่ื นท่ี (Iron Van Meter) เครือ่ งวัดแบบแผน เหล็กเคล่อื นท่ีแบง ออกเปน 3ประเภท คอื แบบแรงดูด แรงผลกั และแบบแรงดูดและแรงผลักรวมกนั1. เครือ่ งวดั แบบแรงดูด (Attraction Movement)เครอ่ื งวดั ชนดิ น้ีประกอบดว ยสว นท่ีอยกู บั ที่ ซึ่งเรยี กวา Field coil และสว นที่เคลอ่ื นท่ไี ดซ ่งึ ทําจากแผน เหลก็ ออ น (Soft iron plunger)อ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลลานนา 1-28 (ขดลวดอยูก ับที)่(แผน เหล็กออน) สปรงิ ควบคมุ รูปที่ 1.16 แสดงเครือ่ งวดั แบบแรงดดู (Attraction Movement) จากรปู สว นทเ่ี คล่อื นท่จี ะมกี ลไกเชอ่ื มกบั สปรงิ ควบคมุ (Control Spring) และเขม็ ชี้เม่ือมีกระแสไฟฟาไหลผาน field coil จะสรางสนามแมเหล็กขน้ึ ท่ีบริเวณนน้ั ซงึ่ ทําใหเ กิดการเหนยี่ วนาํ และเกดิ แรงดดู แผน เหลก็ ออนเคลือ่ นตวั เขาไป เข็มของเครื่องวดั จงึ เบย่ี งเบนไปได และเมอื่ เกดิ ความสมดลุ ระหวางแรงดดู ของ field coil กับแรงทเี่ กิดจากสปริง เขม็ จะหยุดนิง่4) เคร่อื งวัดแบบแรงผลัก (Repulsion Movement) การเบี่ยงเบนของเขม็ ในเคร่อื งวดั ชนิดนเ้ี กิดจากแรงผลักของแผนเหล็กออ น 2 แผน มีสว นประกอบที่สาํ คญั ดังรูปที่ 1.17 จะเหน็ ไดวา มแี ผนเหลก็ ออน2 แผน แผน หนง่ึ ติดอยกู ับแกนเคลื่อนไหวของเคร่อื งวดั ซงึ่ เราเรียกวา (Moving vane) อกี แผนหน่งึ ติดอยูกบั ขดลวดสนามแมเ หล็กอยูกับท่ี ซ่ึงเรยี กวา แผน เหล็กอยูก ับที่ ซงึ่ เรียกวา (Fixed vane) เมื่อมีกระแสไฟฟา ไหลผา น(Field Coil) ทําใหเกดิ ฟลักซแมเหลก็ และเกดิ การเหนยี่ วนําทแี่ ผนเหลก็ ทง้ั สองเหมอื นกนั และมีแรงผลักระหวางแผนเหลก็ ทัง้ สองทาํ ใหเ กิดแรงบิดไปหมุนแกนของเคร่อื งวดั จนกระท่งั เขม็ เบ่ียงเบนได และเมื่อแรงผลกั ของแผน เหลก็ ทง้ั สองกบั สปริงควบคมุ สมดลุกับเข็มจึงหยดุ เคลอื่ นไหวอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลลา นนา 1-29 แผน เหล็กทัง้ สองกลายเปน แมเ หล็กที่ขัว้ (N และ(ขดลวดสนามแมเ หลก็ )(แผน เหลก็ เคล่อื นท่ี) (แผน เหล็กอยกู บั ท่)ี รปู ที่ 1.17 แสดงสวนประกอบของเครอ่ื งวัดแบบแรงผลัก (Repulsion Movement)5) เครือ่ งวัดแบบแรงดดู และแรงผลกั รวมกนั (The Repulsion - Attraction Movement) ขอ แตกตางของเครอ่ื งวัดแบบแรงดดู และแรงผลักรว มกนั ที่แตกตางกบั เครื่องวดัแบบแรงดดู และแรงผลัก คือ เขม็ ในเครอ่ื งวดั สามารถเบ่ียงเบนไดถงึ 250 0 แตเ ครอ่ื งวดัแบบแรงดูดและแรงผลัก เบ่ียงเบนประมาณ 90 0 เทานน้ั (แผนเหลก็ เคล่ือนท่ี )(แผนเหลก็ อยกู ับที่ (ขดลวดสนามแมเ หลก็ ) รูปท่ี 1.18 แสดงเครื่องวดั แบบแรงดดู และแรงผลักรว มกันอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลลา นนา 1-30สว นประกอบทส่ี าํ คัญของเครื่องวัดชนดิ น้ี คือ แผนเหล็กออ น 2 คู วางตวั อยใู นสนามแมเ หล็ก (เกิดจาก Field Coil) คหู น่งึ จะออกแรงผลกั อกี คหู นึง่ ออกแรงดดู เพ่อื ใหเกดิการเบ่ียงเบนของเขม็ เมอ่ื ขดลวดสนามแมเ หล็กเริ่มไดร บั ไฟฟา กระแสสลับ การเบย่ี งเบนของเข็มจะอาศัยแรงผลักของ(Fixed vane แผนกลาง) กับ(Movable vane) แตเ มื่อเขม็ เบีย่ งเบนในชว งทา ยสเกล Adjustable vane จะดดู แผน เหล็กเคลื่อนท่ี เพอื่ ชดเชยแรงผลักในตอนแรก ทําใหการเบยี่ งเบนของเข็มในเคร่ืองวดั ชนดิ นมี้ มี ุมเพมิ่ ข้ึน เครอื่ งวดั แบบแผน เหลก็เคลอื่ นท่นี ้ีมคี วามถกู ตองไมส งู นัก นยิ มนาํ ไปใชวัดไฟฟา กระแสสลับทแ่ี ผงสวทิ ชห รอื แผงควบคมุ ในโรงงานอุตสาหกรรมหรอื ในรถยนต เปนตน ลักษณะพเิ ศษของเครือ่ งวัดชนิดน้คี อื1. ขดลวดทพ่ี นั อยูภายในเครอ่ื งวัด มีคา Self – inductance (L) อยจู าํ นวนหนึ่งถาความถสี่ ูงขึ้น คา อิมพแี ดนซข องเคร่ืองวัดยอ มสงู ขน้ึ ดว ย ดงั นน้ั กระแสไฟฟา ทไี่ หลผา นขดลวดซ่งึ ทําใหเ ขม็ เบ่ียงเบนจะมีคาลดลง ( I = E/Z ) การเบย่ี งเบนของเขม็ จงึ คลาดเคลอื่ นจากความเปนจริงได2. เนอ่ื งจากการเบย่ี งเบนของเข็มชข้ี ึ้นอยกู ับจาํ นวนฟลกั แมเหลก็ ท่เี กดิ ขน้ึ จากกระแสไฟฟาไหลผานขดลวดสนามแมเหลก็ ถาบริเวณรอบ ๆ เคร่อื งวัดมสี นามแมเ หลก็ อาจสงผลกระทบตอ จํานวนฟลกั ซแ มเหล็กภายในเคร่อื งวดั ได 3. เน่ืองจากสว นเคลือ่ นที่ของเครือ่ งวัดชนิดนป้ี ระกอบดว ยแผนแมเหล็ก เมอ่ื เครอ่ื งวัดนี้ไปวดั ไฟฟา กระแสตรงทีม่ ปี รมิ าณมากเกนิ ไปจะเกดิ ความสูญเสียเก่ียวกับฮสี เตอรซสี (HysteresisLoss) แผนเหลก็ ทาํ ใหค าท่อี า นไดจ ากเคร่อื งวัดคลาดเคลื่อนจากความเปนจรงิ6) เคร่ืองวดั แบบเทอรโ มคัปเปล (Thermocouple Meter) สวนประกอบที่สําคญั ของเครื่องวดั ชนดิ นไี้ ดแ ก เครือ่ งวดั ไฟฟา กระแสตรงชนดิ คอยลหมุน ลวดความรอน (Heater) และเทอรโ มคปั เปล ซ่งึ ประกอบดว ยโลหะ 2 ชนิด เชื่อมปลายขา งหน่งึ ตอเขาดวยกัน และบรรจไุ วภ ายใน(Insulating bead) เพือ่ ปอ งกนั การถายเทความรอนจากลวดความรอนอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลลานนา 1-31(อุปกรณท ่ีฉนวนกนั้ ) (เคร่ืองวดั แบบคอยลห มุน)รปู ท่ี 1.19 แสดงสว นประกอบของเครื่องวัดแบบเทอรโมคัปเปล (Thermocouple Meter) ปกตลิ วดความรอน (Heater) ทีแ่ สดในรปู จะมคี วามตา นทานจํานวนหนึ่ง ดงั นนั้ เมอ่ืจายกระแสไฟฟาใหแ กลวดความรอน (I2R) แลว สง อณุ หภมู ิ (ซ่ึงเพม่ิ ขึน้ ตามสดั สว นของกระแสไฟฟา ท่ไี หลผา นลวดความรอ น) มายงั เทอรโมคัปเปล เทอรโ มคปั เปล จะสงสญั ญาณเปนแรงดันไฟฟา ปริมาณตา่ํ (หนวยเปน mv) ไปยังสวนท่ที าํ ใหเกิดการเบยี่ งเบนของเขม็ หลกั การทาํ งานของเครือ่ งวดั ชนิดนีอ้ าศยั ความรอนทเ่ี กดิ จาก I2R จงึ วดั ทงั้ คา ไฟฟากระแสตรงและไฟฟากระแสสลบั โดยมีความถกู ตองสงู คอื ± 1 % ของคา ท่ีทําใหเข็มเบ่ยี งเบนเต็มสเกล เม่ือพจิ ารณาสว นประกอบตา ง ๆ ของเคร่อื งวัดจะเหน็ วา ตัวกําเนิดสญั ญาณแรงดนั ไฟฟา input (ไดแก กระแสไฟฟา ลวดความรอ น และเทอรโมคปั เปล) ไมเก่ยี วขอ งกบั อินดักแตนซข องลวด ดงั น้ันเคร่อื งวัดชนดิ นี้จึงนาํ ไปใชใ นยา นการวดั ทม่ี ีความถส่ี ูง ๆ คือประมาณ 100 MHz ขอ จํากดั ของเครือ่ งวัดชนดิ นี้ คอื ไมอ าจทนกระแสไฟฟา Over load ไดด ีนกัเพราะขณะ Over load กระแสไฟฟา ที่ไหลผานลวดจะสูงกวา กระแสไฟฟา ปกติมากลวดความรอนอาจละลายและขาดไดตวั อยางท่ี 1.6 จงหาคา RS ของโวลตม ิเตอรแบบเทอรโ มคปั เปลท่ตี ง้ั ยา นการวัดได 3 ตําแหนง คือ 5 V , 10 V และ 25 V โดย Rm = 200 Ω และมีรายละเอยี ดเกย่ี วกบั ลักษณะเฉพาะดงั กราฟตอ ไปนี้- การเปลย่ี นแปลงระหวางกระแสไฟฟา และอณุ หภมู ทิ ลี่ วดความรอ น (Heater) Temp ( oC) RImmax==2500mΩA 200อ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลลานนา 1-32รูปที่ 1.20 กราฟแสดงการเปลย่ี นแปลงระหวางกระแสไฟฟา และอณุ หภมู ิทีล่ วดความรอ น - การเปล่ยี นแปลงระหวา งแรงดนั ไฟฟา และอุณหภูมิทจ่ี ุดตอ ของเทอรโมคัปเปล EMF (mV) 1.5 T ( oC) 200รปู ท่ี 1.21 การเปลยี่ นแปลงระหวา งแรงดนั ไฟฟา และอุณหภมู ทิ จี่ ดุ ตอ ของเทอรโมคปั เปล RS RS RS IRFSmD==25000μΩA 5 V 10 V 25 V รูปท่ี 1.22 วงจรเทียบเคยี งของโวลตมิเตอรแ บบเทอรโ มคปั เปลวิธีทาํ จากรปู ที่ 1.20 ทําใหทราบกระแสไฟฟา สงู สุดมคี า 5 mA ดังนน้ั ทพ่ี สิ ยั วัด 5 V RS = E - Rh = 5V - 200 Ω I max 5 mA = 1 kΩ - 200 Ω R S = 800 Ωอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลลานนา 1-33ท่พี สิ ัยวดั 10 VRS = E - Rh = 10 V - 200 Ω I max 5 mA - 200 Ω μA = 2 kΩ - 200 Ω ตอบ R S = 1.8 k Ωท่ีพิสยั วดั 25 VRS = E - Rh = 25 V I max 5 mA = 5 kΩ - 200 ΩR S = 4.8 k ΩI FSD = Vm = 10 mV = 50 Rm 200 Ω7) เครื่องวัดแบบไฟฟา สถิต (Electrostatic type Instrument) เครื่องวัดชนดิ น้ีเปน เครื่องวดั ทอี่ าศัยแรงจากไฟฟา สถิต (Electrostatic Force) ท่ีเกดิ ขน้ึ บนแผนเหลก็ ตวั นํา 2 แผนที่มีขั้วตางกนั เปนตัวการทําใหเขม็ เบย่ี งเบน สวนประกอบทีส่ ําคญั ของเครอื่ งวดั แบบไฟฟา สถติ มดี งั นี้ 1. แผนตวั นาํ 2 แผน คือ แผนที่เคลือ่ นที่ (Moving Plate X) ซ่งึ มเี ขม็ ตดิ อยูและ(Stationary Plate Y) (แผน ตัวนําอยกู บั ท่ี Y ) 2. ลวดสปริง (Coil Spring) (แผน ตวั นาํ เคลอ่ื นท่ี X) (แผนตัวนาํ อยกู บั ที่ รปู ที่ 1.23 แสดงเครอื่ งวดั แบบไฟฟาสถติ (Electrostatic type Instrument)จากรปู 1.23 ถา จา ยแรงดันไฟฟา input ทตี่ องการวดั คาทีข่ วั้ A และ B จะทาํ ใหแ ผนตัวนําทงั้ สองแผนมีขวั้ ตางกนั และทาํ งานเชนเดยี วกบั คาปาซเิ ตอรทก่ี าํ ลงั ทําการประจุ ทําใหเกดิ แรงบดิขนึ้ ทแี่ ผน ตัวนาํ ทงั้ สอง ซึง่ แปรคาตามแรงดนั ไฟฟา input ยกกําลัง 2 (E2in) สงผลใหแ ผน ตวั นําอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลลา นนา 1-34X ถกู ดงึ ดดู ตามทศิ ทางการเพ่มิ ขนึ้ ของประจุท่ีเกดิ จากแผน ตัวนาํ ท้งั สอง ทําใหเขม็ ทต่ี ดิ อยูท ่แี ผนตัวนาํ X เกิดการเบีย่ งเบน เมอ่ื แรงบิดท่ีเกดิ จากแผนตวั นาํ X และ Y กับแรงบดิ ควบคมุ ท่ีเกิดจากลวดสปรงิ สมดลุ กนั เขม็ จะหยดุ เคล่ือนไหว เนือ่ งจากการเบีย่ งเบนของเข็มของเคร่อื งวัดชนิดนีแ้ ปรตามแรงดันไฟฟา ยกกําลัง 2 จึงเหมาะสมกับการวดั แรงดันไฟฟา สูง ๆ นอกจากน้ียงั ใชว ัดไฟฟากระแสตรงไดด ว ย ลกั ษณะพิเศษของเครอ่ื งวัดชนิดน้ี คอื 1. มคี วามเทีย่ งตรงสูงเนือ่ งจากแรงบิดของเครอ่ื งวัดขึน้ อยกู บั แรงดนั ไฟฟา E2in ที่เกิดจากแผนตวั นาํ ท้ังสองโดยตรง ไมต อ งผานสนามแมเ หล็กทขี่ ดลวดสนามแมเ หลก็ 2. เนือ่ งจากแรงบิดท่ที ําใหเ กิดการเบี่ยงเบนของเขม็ ข้นึ อยกู บั แรงดนั ไฟฟากําลังสองนเี้ องเคร่ืองวัดชนดิ นีจ้ งึ เหมาะสมกบั การวัดกําลังไฟฟาทม่ี คี า สูงตง้ั แต 1000V ขึน้ ไป หนา ทแี่ ละคุณสมบัติของเครื่องวดั ไฟฟา (Functions and Characteristics of Instrument) สวนมากเคร่ืองวัดจะใชในการปอนขอมูลเกี่ยวกับ คาปริมาณตาง ๆ จากการวัดบางทีอาจกําหนดใหเห็นการแสดงคาปริมาณของการวัดซ่ึงรวมถึงเครื่องวัดท่ีใชในการควบคุมปริมาณ ดังนั้นจึงกลาวไดวา เคร่ืองวัดมีหนาท่ีพ้ืนฐาน 3 ประการคือ การแสดงผลการวัด(Indicating) การบันทึก (Recording) และการควบคุม (Controlling) เครื่องวัดบางชนิดอาจมีหนาท่ีใชงานเพียงอยางเดียว หรืออาจทั้งสามหนาท่ีก็ได โดยทั่วไปเครื่องวัดทางไฟฟาและอิเล็กทรอนิกส จะมีหนาที่พ้ืนฐานที่กําหนด คือการแสดงผลการวัด และการบันทึกคาผลการวัด สวนเครื่องวัดที่ใชในกระบวนการอุตสาหกรรม (Industrial Process) จะมีหนาท่ีเก่ียวกับการควบคุม (Control) ซ่ึงเปนการควบคุมระบบอัตโนมัติ (Automatic System) คุณสมบัติของเครื่องวัดท่ีดีมีคาความไวสูง (High Sensitivity) โดยสามารถวัดสัญญาณท่ีมีคาแอมปลิจูดตํ่า ซ่ึงคาความไวสูงสามารถทําไดโดยการเพ่ิมคา อิมพีแดนซดาน (InputImpedance) ใหสูงมากขึ้นและเม่ือเรานําเอาเคร่ืองวัดไปใชตองไมมีผลตอการลดสัญญาณเนื่องจากโหลดมัลตมิ เิ ตอร (Multimeter) มลั ตมิ เิ ตอร หมายถึง เครอื่ งวัดไฟฟา ทส่ี ามารถวัดปริมาณไฟฟา ไดห ลายๆอยางรวมกันเชน สามารถวัดไดทง้ั กระแสไฟฟา แรงดนั ไฟฟา และความตา นทานไฟฟา ภายในเครือ่ งวัดไฟฟา เครอื่ งเดยี วกนั เปนเคร่อื งวดั ไฟฟาที่ใชหลกั การอยา งเดยี วกบั เครื่องวัดชนดิขดลวดเคลือ่ นท่ี (Moving coil)หรือแบบ PMMC ทว่ั ๆไปแตม ลั ตมิ ิเตอรสามารถนาํ ไปใชว ดั คากระแสไฟฟา คาแรงดนั ไฟฟา ท่เี ปน A.C. หรอื D.C. และคาความตา นทานอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลลา นนา 1-35 มลั ตมิ เิ ตอร หรือบางทีเรยี กวา VOM ซง่ึ ยอ มาจากคาํ วา Volt Ohm Miliamp สรา งข้นึ เพ่อื ความสะดวกในการใชง าน โดยท่ัวไปจะมคี า กระแสของขดลวดเคลือ่ นท่ี เทา กับ50 μA และคาความไวในการวดั เทากบั 20 kΩ / V 1 9 2 8 3 47 56 รูปที่ 1.24 แสดงสว นประกอบของมลั ตมิ ิเตอร Sanwa รุน YX–360 TRแสดงสวนประกอบของมเิ ตอร หมายเลข 1 คอื สเกลหนาปด มเิ ตอร หมายเลข 2 คอื เข็มชี้ หมายเลข 3 คอื ปุมปรับ 0 Ω ขณะใชเ ปน Ohmmeter (Zero Ohm Adjust) หมายเลข 4 คือ สวติ ชต ัวเลือกยานการวัด หมายเลข 5 คือ ข้ัวตอขว้ั ลบ (-) ใชต อ สายวดั สดี ํา หมายเลข 6 คือ ขว้ั ตอ ข้ัวบวก (+) ใชต อ สายวดั สแี ดง หมายเลข 7 คือ ข้วั ตอ เอาตพ ตุ ขว้ั นม้ี ตี ัวเกบ็ ประจุตอ อนั ดบั อยใู ชร วมขวั้ ตอ (-) เพื่อ วัด ความดงั (dB) วัดสญั ญาณเสยี งท่ไี มต องการไฟตรง (DC) และวดั สญั ญาณไฟสลับในโทรทัศน หมายเลข 8 คอื สกรไู วปรบั เข็มช้ใี หต รงศูนย หมายเลข 9 คอื ฝากระจกครอบสเกลหนา ปดอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลลา นนา 1-361.3 เครอ่ื งวัดแบบตวั เลข (ดิจิตอลมัลตมิ ิเตอร) ดิจิตอลมัลติมเิ ตอร คือ เครือ่ งวดั ทแี่ สดงผลการวัดออกมาเปน ตัวเลข สามารถนาํ ไปใชว ัดไดท ้งั กระแสไฟฟา แรงดันไฟฟา และความตานทาน ซ่ึงคอื การรวมแอมมเิ ตอรโวลตมเิ ตอรแ ละโอหม มิเตอรในเครอ่ื งเดียวกัน จะมชี วงแสดงคาความถกู ตองสูงกวาเครื่องวดัแบบอะนาลอกเมอ่ื เขาการใชง านของมลั ตมิ เิ ตอรแ บบเข็มหรอื แบบอะนาลอกแลว การทาํ ความเขา ใจและการใชง านดจิ ติ อลมัลติมิเตอรจะงา ยเขา เพยี งแตด จิ ิตอลมัลตมิ ิเตอรไ ดใชก ารเบ่ียงเบนของเขมแตการสาํ รวจผลของกระแสหรอื แรงดัน แปรสภาพเปน ตัวเลขดิจติ อล และแสดงผลออกมาเปนตัวเลขตรงหนา ปดเครือ่ ง ซ่งึ ลายละเอยี ดการทาํ งานสว นตา ง ๆ สามารถแจกแจงรายละเอยี ดไดด งั น้ี1.3.1 หลกั การและวงจรดิจิตอลมลั ติมิเตอร หลกั การเบื้องตน เมอ่ื กลาวถงึ ระบบดจิ ติ อลมลั ติมเิ ตอรใ หส้ันและงา ยทีส่ ดุ อาจเขียนบล็อกไดอะแกรมเบอ้ื งตน ไดตามรูปท่ี 1.26 ทม่ี วี งจรสําคญั 3 สวน ดว ยกนั คอืAnalog 1 2 3 Digital ADC COUNTER DISPLAYInput Signal รปู ที่ 1.26 แสดงบลอ็ กไดอะแกรม ดิจิตอล มลั ติมิเตอร เบื้องตน 1. วงจรเปล่ียนขอ มูลจากอะนาลอกเปน ดจิ ติ อล (ADC) เนอ่ื งจากระบบดิจิตอลคือระบบขอมูลตวั เลขทตี่ องอาศยั ลกั ษณะความเปนสวิตชและวงจรเกตเปน หลัก มใิ ชร ะบบทีม่ าสํารวจระดับความแรงสญั ญาณโดยตรง ดงั นั้นเราตอ งมีหนว ยแปลงขอมลู จากขอมลู ธรรมดาท่เี ปนขอ มลู อะนาลอก (Analogue) ซึง่ เปน ขอ มูลทมี่ ีเฟส มคี วามแรงทแ่ี ตกตางกันไป ใหเ ปน ขอมลูในระบบดจิ ิตอล (Digital) ซึง่ เปน คาในระบบตัวเลขฐาน 2 เรียกวงจรในสวนนว้ี า วงจร ADCซ่งึ ยอมาจากคาํ วา Analogue-to-Digital Converter โดยการเทยี บคา ออกมาวา ขนาดแรงดนั -กระแส-ความตา นทาน ขนาดเทา นค้ี ดิ เปน คาแทนดวยตวั เลขเทา ไร ซ่ึงจํานวนตวั เลขคดิ คาออกมาเปน จํานวนหลกั (Bit) เชน ตัวเลข 4 บิตจะมกี ารตรวจสอบรายละเอยี ดทงั้ หมด 64ระดับ หากเปนตวั เลข 8 บติ มกี ารตรวจสอบตวั เลข 256 ระดับเปน ตน แลวแตว าเคร่อื งนน้ั ใชขอ มูลกี่บติ จํานวนคา บิตทมี่ ีคามากยอมใหความแมน ยํามากตามไปดว ยอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลลานนา 1-37 2. วงจรนับ (Counter) เน่อื งจากขอมูลไมวาจะเปนแรงดันไฟ-กระแส ลว นเปนขอ มลูอะนาลอกท่มี ขี นาด มเี ฟส มกี ารเปลย่ี นแปลงตลอดเวลา วงจรของดิจิตอลมัลติมเิ ตอรจงึ ตอ งทาํการสาํ รวจระดับความแรงของขอ มลู ดังกลา วออกมาเปนระยะๆ โดยการอา งองิ กบั เวลาเพอ่ื สาํ รวจamplitudes ของขอ มูลนนั้ ๆ เมอื่ สํารวจออกมาแลว จึงสง ผลเขา สวู งจรนบั วา ขอ มลู ดังกลาวน้ีมกี ารเคลอ่ื นเปนฟล ซห รอื ตวั เลขในระบบดิจิตอล มากนอยแคไ หนในเวลาหนึง่ ๆ ใหว งจรนับเปนตวั สาํ รวจออกมาดวยความเรว็ มากกวาความถ่ตี นทางท่ีสงเขา มา หรอื มากกวาความถ่ี 50 เฮิรตซ 3. วงจรแสดงผล (Display) เปน การแปรผลขอ มลู ดิจิตอลออกมาเปนตวั เลขอะนาลอกดว ยระบบถอดรหสั ขอมูล (Decoder) เพื่อใหผ ใู ชเ ครอื่ งอา นขอมลู ออกมาโดยตรงระบบการทาํ งานของมัลตมิ เิ ตอรแ บบน้ีจึงมีหลักการของวงจรดิจิตอลเคานเ ตอรอ ยจู าํ นวนหนึ่งดังนนั้ หากจะเพม่ิลกู เลน จากเครอื่ งวัดธรรมดาใหเปน ดจิ ิตอล ฟรีเควนซ่ี เคานเ ตอร จึงเพยี งแตเ พิ่มเติมวงจรเขาไปเลก็ นอ ยเทา น้ันอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลลานนา 1-38ชอื่ ประกอบของหนวย ( Unit Prefixes )ชอื่ ประกอบของหนว ยในระบบ มีพนื้ ฐานมาจากการยกกาํ ลงั ของเลขฐาน 10 ดว ยตวั เลขตาง ๆ กนั แลว กาํ หนดเปน ชื่อประกอบเขา กบั หนว ยในระบบ ชวยใหอา นและเขยี นไดงายขึน้ ไมว าจะมากหรอื นอ ยเปนไปตามตารางท่ี 1.4 แสดงชือ่ ประกอบหนว ยในระบบ SIตารางที่ 1.4 แสดงชอื่ ท่เี รียกสญั ลกั ษณคาเลขยกกาํ ลัง ชือ่ สญั ลักษณ คาเลขยกกําลังเอกซะ(exa) E 1018เพตะ(peta) P 1015เทรา (tera) T 1012จกิ กะ (giga) G 1009เมกกะ (mega) M 1006กิโล(kilo) k 1003เฮกโต (hecto) h 1002เดคา(deca) da 10เดซ(ิ deci) d 10-1เซนติ(centi) c 10-2มลิ ลิ(milli) m 10-3ไมโคร(micro) μ 10-6นาโน(nano) 10-9พิคโค(pico) n 10-12เฟมโต(femto) 10-15แอทโต(atto) p 10-18 f aอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลลานนา 1-39 ตัวอยางที่ 1.7 กาํ หนดให milli (m) = 0.001 micro (μ) = 0.000001จงหาคาตอไปน้ี 1) 0.035 A ใหอ ยใู นรูป milliampares 2) 0.0035 A ใหอ ยใู นรปู microamparesวธิ ที ํา (1) 0.035 A = 35 × 10-3 = 35 mA (2) 0.0035 A = 3,500× 10-6 = 3,500 μA ตอบ ตัวอยา งท่ี 1.8 กําหนดให: kilo (K) = 1,000, mega (M) = 1,000,000 จงหาคาตอ ไปนี้ 1) 470,000 ใหอ ยใู นรปู kiloohm 2) 470,000 ใหอยใู นรปู megaohmวธิ ที าํ 1) 470,000 Ω = 470 × 103 Ω = 470 KΩ ตอบ 2) 470,000 Ω = 0.47 × 106 Ω = 0.47 MΩ ตอบการคณู และหารทอ่ี าศัยหลกั การยกกาํ ลังของเลข 10 (Multiplication and Division with power of 10) ในการศกึ ษากฎตาง ๆ เก่ยี วกับทฤษฎีทางไฟฟา บางครง้ั ตัวเลขอยใู นรปู ของการยกกําลงั ของเลข 10 มวี ิธีการดงั น้ี - การคูณมีหลักการคือ นํากําลงั ของเลข 10 มาบวกกนั เชน 105× 106 = 105+6 = 1011 - การหารมหี ลักการ คือ นํากาํ ลังของเลข 10 มาลบกนัอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลลา นนา 1-40 ตอบ เชน 105 ÷ 106 = 105-6 ตอบ = 10-1 ตอบตัวอยางที่ 1.9 จงหาคา ของ (3× 106)(4× 103) = 3×4×106× 103 = 12 × 10 6+3 = 12× 10 9ตัวอยา งท่ี 1.10 จงหาคา ของ (12× 106) ÷ (4× 103) = 12/4×106-3 = 3 × 10 31.3.2 โครงสรางและการแสดงผลแบบตัวเลข 1. หนาปด เพ่ือการแสดงผลของการวัดเปนตัวเลข 3 หลักครึ่ง ใชการแสดงผลเปนตัวเลขและอกั ษรดว ยหลอดผลกึ เหลว (LCD) 1.1 แสดงเครือ่ งหมายลบเมื่อวดั แรงดันไฟหรือกระแสเปนแรงดนั หรือกระแสลบ 1.2 ตวั เลข 1 หากแรงดนั หรอื กระแสหรอื คาความตา นทานท่สี งเขามาทางอินพุตของมลั ตมิ เิ ตอรม รี ะดบั เกินกวาความสามารถในการวดั ของมลั ตมิ ิเตอรหรือทเ่ี รียกวาOverage มนั จะแสดตวั เลขตวั นอ้ี อกมาเปน เลข 1 สว นเลขอีกสามตวั จะแสดงผลออกมาเปนคา 000 พรอมกนั นนั้ บซั เซอร (Buzzer) จะสงเสยี งดัง “บบี๊ ” ยกเวน แตเ รนจวดั คาความตานทานเทาน้ันทีถ่ งึ แมค า ทวี่ ัดจะเกนิ กวาพกิ ัดของมลั ตมิ ิเตอรจะไมเกดิ เสยี งบบ๊ี แตอ ยา งใด 1.3 แสดงคาหนว ย (VA & MΩ) เปน การแสดงคาหนว ยของการวัดในแตละยานวดัโดยคาํ วา ยานวัดอาจจะใชคําทบั ศพั ทภ าษาอังกฤษวา “เรนจ” (Range) ซึ่งการแสดงหนวยมีการแสดงออกมาเปนคา mV, mA, V, A, Ω ขนึ้ อยกู ับวา ผใู ชจะวดั อะไร 1.4 ตวั อกั ษร AC เมือ่ ทําการวดั หรือกระแสไฟสลับเราจะกดปมุ เลอื กDC/AC ใหเลอื กยานวัดเปน AC ตัวอกั ษร AC ทห่ี นาปด จะแสดงผลออกมา 1.5 ตัวอักษร LO Ω เม่ือจะวัดคาความตานทานในวงจร ทราบกันอยูแลววาความตานทานของอุปกรณในวงจรอาจจะมีความแนนอนนอยมาก เพราะไมรูวามันไปขนานอยูอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลลานนา 1-41กับอุปกรณอะไรบาง ผลของการขนานนั้นมีผลตอความตานทานทําใหคาความตานทานของอุปกรณตํ่า การใชยานวัด LO Ω เพ่ือตรวจสอบการขาดออกจากกันของอุปกรณ และเพื่อปองกันแรงดันไฟท่อี าจจะตกคา งอยูไ หลเขามเิ ตอร1.6 อักษร AUTO หมายถงึ คาํ วา การปรบั พิสยั แบบอัตโนมตั ิ ใชเ พือ่ การวดัคา แรงดันไฟฟา และคาความตา นทานเทานน้ั ในกรณีทเี่ ราไมท ราบวาแรงดันไฟทจี่ า ยใหว งจรเทา ไร เราสามารถทาํ ใหม ัลตมิ ิเตอรป รับยานวดั (Range) ใหเออยา งอัตโนมัติ โดยยานวดัของแรงดนั ของแรงดันไฟตรงมันจะเร่ิมตน ยานวดั ตัง้ แต 200 มลิ ลิโวลต และสําหรบัแรงดันไฟสลบั จะเร่ิมตน ยานวัดตงั้ แต 2 โวลต การจะใหเกดิ การทาํ งานแบบออโตเรนจท าํไดโดยการกดปุม “AUTO” จนกระทั่งหลอดแอลซีดี (LCD) ซ่ึงเปนผลึกแรเหลวทห่ี นา ปดเครือ่ งโชวคําวา “AUTO” ออกมา สวนจะวดั แรงดนั ไฟตรง, แรงดนั ไฟสลบั หรือความตานทาน ใหก ดปุม เลือกโวลต (V) หรอื โอหม (Ohm) แลวกดปุมโฮลด (HOLD) คางไวเ ปนเวลา 2 วนิ าที1.7 อกั ษร MEM เปนคายอ ยของคําวาเมเมอรี่ (Memory) หมายถงึ การจําเมอื่ ทาํ การวดั หาคา ออกมาไดแ ลวในกรณที ่ีตองการบันทึกคา หรอื ตอ งการใหมิเตอรคื างคา ตัวเลขเอาไวเราจะใชก ารบนั ทึกขอมูลลงในหนว ยความจําของมิเตอรโดยมกั จะแสดงตวั เลขออกมา 2หลกั ในกรณที ่ีเปลยี่ นเรนจไปสภาพการทาํ งานของเมเมอรี่จะหายไปทนั ที1.8 อักษร BAT หมายถึงการตรวจสอบสภาพของแบตเตอรี่ภายในตัวของมัลติมิเตอรเอง ปกติมัลติมิเตอรแบบดิจิตอลจะใชแบตเตอร่ี 9 โวลต หากหนาปดโชวคําวา “แบต” (BAT) ออกมาแลวน่ันหมายถึงถานภายในเครื่องไมอยูในสภาพที่จะใชงานไดอยางเท่ยี งตรงเมอื่ เอาไปใชว ดั1.9 ตัวอกั ษร XIO สว นใหญจะมีเพยี งบางรนุ เพือ่ เปน มาตรการขยายยานวดัสําหรบั เรนจ 20 เมกะโอหม1.10 อักษร HOLD แสดงออกมาเม่ือกดปมุ โฮลด (HOLD)อ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลลา นนา 1-42 รูปท่ี 1.25 รายละเอียดภายนอกของดจิ ติ อลมัลตมิ เิ ตอร รุน HC - 774 2. สวติ ชเลือกพสิ ยั วดั ใหห มุนเลอื กพสิ ยั วัดตามความประสงคหรือจะออฟเคร่ืองไว (OFF) 3. ปุมกดเลอื กฟง ชัน่ การทํางาน 3.1 ปมุ เลอื กกลมุ การทาํ งานเพอ่ื เลอื กวา จะวดั โอหม (Ω), กิโลโอหม (kΩ),เลอื กวาจะวดั กระแสสลับ (AC) หรอื กระแสตรง (DC) 3.2 ปมุ เปล่ยี นพิสัยวดั (RANGE) 3.3 ปุมกดเพื่อใหคางคาตัวเลข (MEM) ใหหนวยความจําแสดงผลออกมาเปนตัวเลข 2 หลกั 3.4 ปุมโฮลด (HOLD) กดเพื่อใหขอมลู มกี ารคางโชวอ ยูในภาคแสดงผล 4. จดุ เสียบสายวดั 4.1 จุดเสยี บสายวดั เม่อื ตอ งการวดั โวลต โอหม , มลิ ลิแอมป ซ่ึงตอ งใชส ายมเิ ตอรสีแดงเสยี บไว สามารถวัดไดท ง้ั ไฟตรงและไฟสลับ 4.2 จุดเสยี บสายลบหรอื จุดคอมมอ น (COM) ใชเ สียบสายมิเตอรลบหรอื สายดําเมอื่ ตองการวัดทกุ ๆ ยา นวดั 4.3 จดุ เสียบสายมิเตอรบ วกเมอ่ื ตองการวดั คา กระแสจาํ นวนมาก (10 A) โดยตอ งหมนุ สวิตชเลือกไปที่ 10 A ดวยเชนเดียวกันอ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลลา นนา 1-43 5. สัญญาณขับออก บัซเชอร (BUZZER) เปนลาํ โพงบางๆ ที่เรยี กวาเพย๊ี ซโซอิเล็กตรกิ ซึ่งใชอ ยูว งจรสัญญาณเสยี ง เมอ่ื ทาํ การวัดความตา นทานของอุปกรณแลว ความตานทานน้นั มคี า ต้ังแต 19 โอหม ลงมา ลาํ โพงนจี้ ะมีเสยี งดังออกมาดว ยความถ่ี 4 กโิ ลเฮริ ตซ เพ่ือประโยชนข องการตรวจสอบความตอ เน่อื งของวงจรโดยทไ่ี มตองมองหนา ปด ใชป ระโยชนไ ดแ มจ ะใชในท่ีมแี สงสวา งนอ ย เพราะใชการทดสอบดว ยเสยี ง และเมื่อทําการวัดแลวมีคา การวัดตงั้ แตคา ตวั เลข 2000 ขนึ้ ไปเสียงนจี้ ะครางขึ้นอีกเรียกวา เกิดโอเวอ รเ รนจดงั ท่ีไดก ลา วมาและเม่ือมีการเปลยี่ นเรนจจ ากออโตเ รนจเ ปนแมนนวลหรอื แบบธรรมดา เสียงนีจ้ ะดังข้นึ สัน้ ๆประมาณ 15 มลิ ลวิ นิ าที เพอ่ื บอกใหเจา ของเคร่ืองรับทราบ 6. ซอ็ กเก็ต เพอื่ ตรวจสอบคา อัตราขยายของทรานซสิ เตอร (hfe)อ.มนตรี เงาเดช
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลลานนา 1-44 แบบฝกหดั บทที่ 11. จงใหค ํานยิ าม หนวยทางไฟฟา (Electrical Unit) ดังน้ี a. Ampere b. Coulomb c. Volt d. Ohm e. Henry f. Farad2. มาตรฐานของการวดั แบง เปน กร่ี ะดบั อะไรบาง อธิบายมาพอสงั เขป3. จงบอกหนวยงานทเ่ี กยี่ วของกบั มาตรฐานข้ันรองและขน้ั ใชง าน4. คาความคลาดเคลอ่ื นแบง ออกไดก่ปี ระเภท5. คา ความเที่ยงตรงหมายถึง6. วงจรไฟฟา มแี รงดันตกครอมตัวตานทาน 50 V เม่ือนาํ โวลตมิเตอรไปวัด อานคาได 52 V จงคํานวณหาคาตอ ไปน้ี a. คาความผดิ พลาดสัมบูรณ b. คาเปอรเซน็ ตค วามผิดพลาด c. คาความถกู ตอง d. คาเปอรเ ซน็ ต ความถกู ตอ ง7. จงเขียนสัญลักษณข องเครอื่ งวัดดังตอไปนี้ a. แอมมิเตอรกระแสตรงและกระแสสลบั b. โวลตม เิ ตอรก ระแสสลับซึ่งมีวงจรเรยี งกระแส c. กิโลวัตตฮาวรม ิเตอร d. มูฟวง่ิ คอยลม เิ ตอร e. อเิ ล็กโทรไดนาโมมิเตอร8. จงอธบิ ายหลกั การทาํ งานของเครอื่ งมอื วดั ชนดิ ขดลวดเคลอ่ื นท่ี (Moving Coil) -------------------------------อ.มนตรี เงาเดช
Search
Read the Text Version
- 1 - 44
Pages: