1 ! P_Jax \" \" \" \" \" \" \" \" \" \" \" \" \" \" \" \" \" \" \" ! สรุป สังคม ม.ปลาย ! อ่านสอบTCASทุกสนามสอบ \" by ติวเตอร์แจ็ค \" \" \" ! \" \"
2 \" \" \" \" facebook fanpage : P_Jax \" \" \"
3 สาระที่ 1 ศาสนา \" เรอ่ื งท่ี 1 ความรู้เบอื้ งตน้ เกย่ี วกบั ศาสนา 1. ศาสนา เปน็ ลัทธคิ วามเช่ืออยา่ งหน่ึงของมนษุ ย์ เปน็ คำสอนด้านศลี ธรรม เกี่ยวกับบาป-บญุ ความด-ี ความชัว่ เปน็ เครอ่ื งยึดเหนีย่ วจิตใจของมนษุ ย์ เป็นหลกั ให้คนอยู่รว่ มกนั อย่างมีความสุข 2. ทม่ี าของศาสนา 1. ความไม่รู้ ในปรากฏการณ์ธรรมชาตวิ ่าคืออะไร เกดิ จากอะไร 2. ความกลวั กลวั เพราะไม่รู้ 3. ความศรัทธา เคารพตอ่ ธรรมชาติ เช่น การกราบไหว้พระอาทติ ย์ 4. ความมีปัญญา เม่อื ธรรมชาติถกู ให้คำตอบดว้ ยวทิ ยาศาสตร์ ศาสนาจงึ ดำรงอยู่ดว้ ยสถานะ เป็นเคร่อื งมือยดึ เหนีย่ วทางจติ ใจ ไม่ได้อธบิ ายธรรมชาตโิ ลกอยา่ งแต่ก่อน 3. ประเภทของศาสนา (แบง่ ตามความเชื่อเร่ืองพระเจา้ ) 1. เทวนิยม : ศาสนาท่ีเชอ่ื ว่าพระเจา้ สรา้ งโลกและสรรพสิง่ หากเชอื่ ในพระเจ้าองคเ์ ดียว จัดเป็นศาสนาประเภท เอกเทวนิยม (เช่น ครสิ ต์ และ อสิ ลาม) แตถ่ า้ เช่อื ใน พระเจา้ หลายองค์ จัดเป็นประเภท พหเุ ทวนิยม (เชน่ พรามหณ์-ฮนิ ดู) 2. อเทวนิยม : ศาสนาทไ่ี ม่เชื่อว่าพระเจา้ สรา้ งโลกหรือสรรพส่งิ ทุกส่ิงเกิดจากธรรมชาติ แต่อาจเชื่อวา่ พระเจา้ มอี ยูจ่ รงิ เช่น พทุ ธศาสนา (แบ่งตามแหลง่ ผ้นู บั ถอื ) 1. ศาสนาสากล : ศาสนาที่มีผู้นบั ถือในหลายประเทศ เชน่ ครสิ ต์ อสิ ลาม พทุ ธ 2. ศาสนาท้องถิน่ : ศาสนาท่ีมีผูน้ ับถือเฉพาะพื้นท่ี เช่น ฮินดู(อินเดีย) ยูดาห(์ อสิ ราเอล) ชนิ โต(ญ่ปี ุ่น) 4. องค์ประกอบของศาสนา 1. ศาสดา : ผกู้ ่อต้งั หรอื ประกาศศาสนา 2. หลกั คำสอน หรอื คัมภรี ์ มีการจัดรวบรวมไว้เปน็ หมวดหมู่ โดยมจี ุดมงุ่ หมายร่วมกันในทุก ศาสนาคือ “สัง่ สอนใหค้ นเป็นคนดี” จุดมุ่งหมายสำคัญอยทู่ ี่ “ความดงี าม” 3. ศาสนพธิ ี : การประกอบพิธีตา่ งๆ เพอ่ื ใหม้ ีบรรยากาศของความศักด์สิ ทิ ธิ์ เรียกความศรทั ธา 4. นกั บวช : ในบางศาสนาอาจไม่มีนกั บวช เชน่ อิสลาม และศาสนาคริสต์นกิ ายโปรเตสแตนท์ 5. ศาสนสถาน : วัด โบสถ์ มสั ยิด 6. ศาสนิกชน : ผู้นับถอื 5. สัญลักษณ์ : เอกลักษณเ์ ฉพาะของศาสนา > พทุ ธ สญั ลักษณ์ คือ ธรรมจกั ร > ครสิ ต์ สัญลักษณ์ คือ ไม้กางเขน > อิสลาม สัญลักษณ์ คือ พระจันทรเ์ สีย้ ว และดาวหนงึ่ ดวง \"\"\" > พราหมณ์-ฮนิ ดู สัญลกั ษณ์ คือ โอม \" \" \"
4 เร่อื งที่ 2 พระพทุ ธศาสนา \"# ความรเู้ บอ้ื งตน้ เกีย่ วกบั พระพทุ ธศาสนา 1. เป็นศาสนาประเภท : อเทวนิยม 2. ศาสดา : พระสมณโคดมพทุ ธเจา้ หรือ พระศากยมุนพี ุทธเจา้ 3. คัมภรี ์ : พระไตรปฎิ ก 1) พระวินัยปฎิ ก : ระเบยี บวนิ ยั ศลี สิกขาบท ของพระภกิ ษสุ ามเณร > พระภกิ ษุ พระภกิ ษุณี แมช่ ี 2) พระสุตตันตปิฎก (พระสูตร) : เร่ืองราวประกอบธรรมะ > ทกุ คนควรได้อ่านไดศ้ ึกษา 3) พระอภธิ รรมปิฎก : หลักธรรมล้วน ๆ ไม่พดู ถงึ คน สถานที่ และเวลา > ทกุ คนควรได้อา่ นได้ศกึ ษา 4. นกิ าย : มี 2 นิกายสำคัญ 1) นิกายเถรวาท (หินยาน) : แพรห่ ลายใน ไทย ศรลี ังกา พม่า ลาว กัมพูชา - เครง่ ครดั ในพระวนิ ัยและสิกขาบทตา่ ง ๆ ไม่แกไ้ ขพระวินัยข้อใดเลย - นบั ถือพระพทุ ธเจา้ และพระโพธสิ ัตว์แต่เพียงแคอ่ งคเ์ ดยี ว (คือ พระสมณโคดมพทุ ธเจา้ ) - เน้นปฏิบัตธิ รรมช่วยเหลือตนเองใหพ้ ้นทุกข์ ก่อนช่วยเหลอื คนอ่นื 2) นกิ ายอาจารยิ วาท (มหายาน) : แพร่หลายใน จนี ญ่ีปนุ่ เกาหลี เวียดนาม มองโกเลีย ภูฏาน ธเิ บต - แกไ้ ขพระวนิ ยั และสกิ ขาบท บางขอ้ เชน่ ฉันอาหารเย็นได้ , ใสจ่ ีวรหลากหลายรปู แบบและสี - นบั ถือพระพุทธเจา้ และพระโพธิสัตวห์ ลายองค์ เน้นสวดมนตอ์ อ้ นวอนขอพรจากพระพุทธเจา้ - เน้นปฏิบตั ธิ รรมช่วยเหลือคนอืน่ ให้พน้ ทุกข์กอ่ นตนเอง (เนน้ บำเพ็ญตนเปน็ พระโพธิสตั ว)์ 5. กระบวนการแสวงหาความจริงสูงสุด เพ่อื นำไปส่กู ารหลุดพ้น ตรัสรูเ้ ป็นองคส์ มเด็จสัมมาสัมพทุ ธเจ้าหลงั จากออกผนวชดว้ ยพระองคเ์ อง ณ ริมฝงั่ แม่น้ำอโนมา พระพทุ ธเจ้าไดท้ รงทำสิง่ ต่างๆเรียงตามลำดบั ดังน้ี 1) ศกึ ษากบั อาจารย(์ ฝกึ ปฏิบตั ิโยคะ) 2) บำเพญ็ ตบะ คือ การทรมานตนเองให้ลำบาก 3) ทรงบำเพ็ญทกุ รกิรยิ า ณ ตำบลอรุ ุเวลาเสนานิคม แควน้ มคธ 4) ทรงบำเพ็ญเพียรทางจติ (เดินทางสายกลาง คือ มชั ฌิมาปฏิปทา) 6. ปฐมเทศนา(วนั อาสาฬหบชู า) : พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงธรรมโปรดปญั จวัคคยี ์ท้งั 5 ในหวั ขอ้ ธรรมช่ือ “ธมั มจักกัปปวัตนสูตร” ซึ่งแบ่งออกเปน็ 4 ตอน คือ 1) ทางสุดโต่ง 2 ทางทที่ ำใหไ้ ม่บรรลธุ รรม ไดแ้ ก่ \"กามสขุ ัลลกิ านุโยค\" หมายถึงการหมกมนุ่ อย่ใู นกาม และ \"อตั ตกลิ มถานุโยค\" หมายถึงการทรมานตนใหล้ ำบากโดยไร้ประโยชน์ 2) ทางสายกลาง(มัชฌิมาปฏิปทา) ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ อนั ไดแ้ ก่ มรรค 8 3) อรยิ สัจ 4 4) ทรงสรุป และ อัญญาโกณฑัญญะบรรลุโสดาบัน ทลู ขอบวชเป็นพระสงฆ์รูปแรกของศาสนาพทุ ธ 7. วนั สำคัญทางพทุ ธศาสนา 1. วันวิสาขบูชา (ขน้ึ 15 คำ่ เดอื น 6) เปน็ วันทพี่ ระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปรินพิ พาน จงึ เรียกวา่ “วนั พระพุทธ” 2. วันอาสาฬหบูชา (ขึ้น 15 ค่ำ เดอื น 8) แสดงปฐมเทศนา “ธัมมจกั กัปปวตั นสูตร” / เกดิ พระสงฆ์องค์แรก 3. วันมาฆบูชา (ขน้ึ 15 ค่ำ เดอื น 3) เป็นวันจาตรุ งคสนั นิบาต พระพุทธเจ้าแสดง “โอวาทปาติโมกข์” /โอวาท3 4. อัฏฐมีบชู า (แรม 8 ค่ำ เดอื น 6) เป็นวนั คล้ายวันถวายพระเพลิงพระพทุ ธสรรี ะ 5. วนั เข้าพรรษา (แรม 1 ค่ำ เดือน 8) พระสงฆจ์ ำพรรษาท่ีวัด 3 เดอื น มกี ารถวายผ้าอาบน้ำฝน 6. วนั ออกพรรษา (ข้ึน 15 คำ่ เดอื น 11) วันมหาปวารณา / พระสงฆ์ตกั เตอื นกัน /ภายหลังมีการทอดกฐนิ 7. วันเทโวโรหณะ (แรม 1 ค่ำ เดอื น 11) หลงั ออกพรรษา 1 วนั / ตกั บาตรเทโว / วันเปิดโลกทัง้ 3 \" \" \" \"
5 # หลกั ธรรม 1. อรยิ สัจ 4 ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ธรรมท่ีนำไปสู่การพ้นทกุ ข์ ใช้แกไ้ ขปญั หาในชีวติ 1. ทกุ ข์ ผล สภาวะทนได้ยาก ความไมส่ บายกายไม่สบายใจ (ธรรมท่ีควรร้)ู ไดแ้ ก่ ขันธ์ 5 (นามรปู จติ เจตสกิ ), โลกธรรม 8 2. สมทุ ัย เหตุ เหตุแหง่ ทุกข์ อนั ได้แก่ ตัณหา (ธรรมทคี่ วรละ) ได้แก่ หลักกรรม (นยิ าม 5), วิตก 3, กรรมนยิ าม (กรรม 12), มิจฉาวณิชชา 5, ธรรม นยิ าม (ปฏิจจสมุปบาท), นิวรณ์ 5, อปุ าทาน 4 3. นโิ รธ ผล สภาวะดบั ทุกข์ หรอื นิพพาน (นพิ พานในชาติน้ี คอื การทจี่ ติ ละจากกิเลสตณั หา) (ธรรมท่คี วรบรรลุ) ได้แก่ ภาวิต 4, วิมุตติ 5, นพิ พาน 4. มรรค เหตุ เหตุแหง่ ดับทุกข์ หรือ วธิ ดี บั ทกุ ข์ (ธรรมทค่ี วรปฏบิ ตั )ิ ไดแ้ ก่ พระสทั ธรรม 3, ปญั ญาวฒุ ธิ รรม 4, พละ 5, อบุ าสกธรรม5, อปรหิ านยิ ธรรม7, ปาปณกิ ธรรม3, ทฏิ ฐธมั มกิ ตั ถ-สงั วตั ตนกิ ธรรม4, โภคอาทยิ ะ5, อริยวัฑฒิ5, อธปิ ไตย3, สาราณยี ธรรม6, ทศพธิ ราชธรรม10, วปิ ัสสนาญาณ9, มงคล38 2. ไตรสกิ ขา หรอื อริยมรรค 8 ประการ : การฝึกฝนอบรมตนเอง 3 ข้ัน 1) ศีลสิกขา การอบรมกาย วาจา ใหส้ งบเรียบร้อย เปน็ ปรกติ ไดแ้ ก่ สมั มากัมมันตะ : กระทำชอบ ทำแตค่ วามดี ทำแตส่ ่ิงท่ีสุจริต สัมมาวาจา : วาจาชอบ พดู ชอบ พูดแต่สิ่งดี ๆ สัมมาอาชวี ะ : เล้ียงชพี ชอบ ประกอบอาชพี สุจรติ 2) สมาธิสกิ ขา จิตสกิ ขา : การอบรมจิต ให้สงบเรียบรอ้ ย เปน็ ปกติ ได้แก่ สัมมาสมาธิ : จติ ตั้งมนั่ ชอบ จิตสงบไม่ฟงุ้ ซา่ น สัมมาสติ : ระลึกรตู้ วั ชอบ ไม่หลงใหล สัมมาวายามะ : เพียรระวงั ตนชอบ ไมใ่ หท้ ำความชั่วและหมั่นรักษาความดีให้ดยี งิ่ ขน้ึ 3) ปัญญาสกิ ขา การอบรมปญั ญา ให้เกดิ ความรแู้ จง้ ได้แก่ สัมมาสังกปั ปะ : คิดชอบ คิดแตส่ ง่ิ ดีสุจรติ สัมมาทฏิ ฐิ : มคี วามเห็นชอบ มคี วามคิดเห็นถกู ตอ้ งตามทำนองคลองธรรมของหลกั ศาสนาพุทธ เชน่ เชอ่ื ในอรยิ สัจ 4 เชือ่ ในกฎแห่งกรรมว่า ทำดีไดด้ ี ทำชัว่ ได้ชัว่ เชอ่ื ในสังสารวฏั การเวยี นว่ายตายเกิด 3. ขันธ์ 5 : องคป์ ระกอบแห่งชีวติ มนุษย์ 5 ประการ (1 รูป 4 นาม) การเกดิ ขน้ึ ของขนั ธ์ 5 เป็นการเริ่มตน้ ของทกุ ข์ในชีวติ 1) รูป (รปู ธรรม) : รปู ร่าง ร่างกายของมนุษย์อันประกอบไปด้วยธาตุ 4 คือ ดนิ (เน้อื หนงั มงั สา กระดูกของร่างกายเรา) น้ำ (เลอื ด น้ำหนอง นำ้ ลาย ในร่างกาย) ลม (แก๊สในรา่ งกาย ในกระเพาะอาหาร) ไฟ (อณุ หภูมิความร้อนของร่างกาย) 2) เวทนา (นามธรรม) : ความรสู้ ึก มี 3 ประเภท คือ สุข ทกุ ข์ เฉยๆ 3) สัญญา (นามธรรม) : ความจำไดห้ มายรู้ กำหนดร้สู ิ่งต่าง ๆ ได้โดยไม่หลงลมื 4) สงั ขาร (นามธรรม) : ความคดิ ท่จี ะปรุงแตง่ จติ ใหก้ ระทำสิ่งต่าง ๆ 5) วิญญาณ (นามธรรม) : ความรบั รู้ท่ีผา่ นทางสัมผสั ต่างๆ ทัง้ 6 (อายตนะ 6 คอื ตา หู จมูก ล้นิ กาย ใจ) 4. โลกธรรม 8 : ธรรมที่มีประจำโลก มี 8 ประการ แบ่งเป็น 2 ฝา่ ย ฝา่ ยนา่ ปราถนา = ลาภ ยศ สรรเสรญิ สขุ ……….. ฝา่ ยไมน่ ่าปราถนา = เสอื่ มลาภ เส่ือมยศ นินทา ทกุ ข์ 5. นยิ าม 5 : กฎธรรมชาติทค่ี รอบคลมุ ทุกสิ่ง ไดแ้ ก่ 1. อุตุนิยาม : กฎธรรมชาติท่ีเกยี่ วกบั ความเป็นไปของปรากฏการณใ์ นธรรมชาติ เก่ียวกับสิ่งท่ไี มม่ ชี ีวิตทุกชนดิ เช่น ปรากฏการณ์ของลมฟ้าอากาศ (เทยี บไดก้ บั วิชาฟสิ ิกส์) 2. พชี นยิ าม กฎธรรมชาติทีค่ รอบคลมุ ความเป็นไปของส่งิ มีชวี ติ ท้ังพืชและสัตว์ เก่ียวขอ้ งกบั การสืบพนั ธุ์ (ชวี ะ) 3. จิตนิยาม กฎธรรมชาตทิ เ่ี ก่ียวกับการทำงานของจติ 4. กรรมนยิ าม กฎแห่งเหตผุ ล การให้ผลของกรรม 5. ธรรมนยิ าม กฎธรรมชาตเิ กย่ี วกบั ความเป็นเหตุเป็นผลของสรรพสงิ่ ครอบคลมุ กฎข้ออื่นทั้งหมดที่กลา่ วมา 6. ไตรลักษณ์ / สามญั ญลกั ษณ์ : ลกั ษณะสามญั ของสรรพสงิ่ บนโลกทัง้ มชี ีวติ และไมม่ ีชวี ิตจะเป็นไปตามกฎ 3 ประการ 1. อนิจจงั : สรรพส่งิ ล้วนไมเ่ ท่ยี งแทไ้ ม่แน่นอน ล้วนต้องมีการเปลีย่ นแปลง 2. ทุกขัง : สรรพสง่ิ ล้วนทนได้ยาก คงทนอยไู่ ม่ได้ 3. อนัตตา : สรรพสงิ่ ลว้ นไม่มีตวั ตน เราควบคมุ มันไมไ่ ด้ ไม่เปน็ ตวั ตนของเรา
6 7. ปฏิจจสมุปบาท : การเกดิ ข้นึ พร้อมแหง่ ธรรมทัง้ หลายเพราะอาศยั กัน ธรรมทอ่ี าศัยกันเกิดข้ึนพร้อม มี 12 ข้อ ได้แก่ อวิชชา สังขาร วญิ ญาณ นามรปู สฬายตนะ(ประสาท6) ผัสสะ เวทนา ตัณหา อปุ าทาน ภพ ชาติ ชรา 8. ภาวิต 4 : ภาวะทีพ่ ฒั นาแลว้ เปน็ ผลของภาวนา 4 ประกอบดว้ ย 1. ภาวติ กาย : พัฒนาการด้านรา่ งกาย มีความเขม้ แขง็ ปราศจากโรคภยั 2. ภาวติ ศีล : พัฒนาการดา้ นความประพฤติ อยใู่ นเบญจศลี และระเบียบวินัยของสังคม 3. ภาวติ จิต : พฒั นาการด้านจติ จิตสงบ มสี มาธิ จิตเข้มแขง็ เบกิ บาน เพียบพรอ้ มดว้ ยคุณธรรม 4. ภาวิตปญั ญา : พฒั นาการด้านปญั ญา รู้ เขา้ ใจสง่ิ ทั้งหลายตามความเปน็ จรงิ สามารถใช้ความรู้แกป้ ัญหา 9. วมิ ุตติ 5 : หลดุ พน้ จากกิเลสสาเหตแุ ห่งทกุ ข์ ผ้ปู ฏิบตั ิธรรมทีไ่ ดว้ มิ ุตติ จะมีความสขุ ท่ีเรียกว่า “วิมุตตสิ ขุ ” 1. วิกขมั ภนวมิ ตุ ติ : หลดุ พ้นดว้ ยข่มไว้ คอื ข่มกเิ ลสและอกุศลกรรมตา่ งๆได้ชว่ั คราวดว้ ยสตสิ ัมปชัญญะ 2. ตทังควิมุตติ : หลดุ พ้นดว้ ยองค์น้ันๆ คอื หลุดพน้ จากกเิ ลสด้วยธรรมทเ่ี ปน็ ค่ปู รับหรอื ตรงกนั ข้าม เชน่ ละการฆ่าสตั ว์ดว้ ยเมตตา 3. สมุจเฉทวมิ ุตติ : หลดุ พน้ ดว้ ยตัดขาด คือ หลุดพ้นจากกเิ ลสโดยใชม้ รรคญาณ 4 คอื โสตาปตั ติ มรรค สกทาคามิมรรค อนาคามมิ รรค และอรหตั ตมรรค เป็นเครือ่ งตัด 4. ปฏิปัสสัทธิวมิ ตุ ติ : หลุดพน้ ดว้ ยสบงระงบั เปน็ ความหลุดพน้ ทีย่ ่งั ยนื เกดิ จากสมุจเฉทวิมุตติ หมดซง่ึ กิเลส 5. นิสสรณวมิ ุตติ : หลุดพ้นด้วยสลัดออกได้ เปน็ สภาวะที่จติ หลุดพ้นออกไปจากกิเลสทั้งปวง จิตเป็นสขุ 10. อรยิ วฑั ฒิ 5 : หลกั ความเจรญิ ของอารยชน ใช้เปน็ เกณฑ์ ประเมนิ ผลทางการศกึ ษา ได้แก่ 1. ศรัทธา : เชือ่ มน่ั ในพระรัตนตรัย หลกั ความจรงิ ความดีงามอันมีเหตุผล 2. ศีล : ประพฤตดิ ี มวี ินยั เล้ียงชีพสจุ รติ 3. สุตะ : การเล่าเรยี น มีความรดู้ ี รมู้ าก คงแกเ่ รยี น 4. จาคะ : เผื่อแผ่ เสยี สละ 5. ปัญญา : ความรอบรู้ รู้คิด รู้พิจารณา เขา้ ใจเหตผุ ล รโู้ ลกและชวี ติ ตามความเปน็ จริง 11. พละ 5 : ธรรมท่เี ปน็ กำลงั สนับสนนุ มรรคมอี งค์ 8 ให้เกิดการพฒั นาตนเป็นคนดีมปี ญั ญาสูง 1. สทั ธา : ความเช่อื หมายถงึ ความเชื่อท่ีถกู ต้องตามหลกั พทุ ธศาสนา : สทั ธาพละ 2. วริ ยิ ะ : ความเพียร หมายถึง ความเป็นคนกล้า อาจหาญในส่ิงท่ีถกู ต้อง ขยันหม่ันเพยี ร : วริ ิยพละ 3. สติ : ความระลึกได้ ไมเ่ ผลอ ไมป่ ระมาท หมายถงึ การคุมใจไวก้ ับกิจ ไว้กับสง่ิ ที่เกีย่ วขอ้ ง 4. สมาธิ : ความต้งั ใจม่นั ความต้ังม่นั แหง่ จิต แน่วแน่กับสงิ่ หน่ึง ไมฟ่ งุ้ ซ่าน : สมาธิพละ 5. ปัญญา : ความรู้ชดั รอบรู้ รทู้ วั่ ถงึ ความจริง : ปญั ญาพละ 12. อธปิ ไตย ทางพทุ ธศาสนา อธปิ ไตย หมายถงึ อำนาจของจติ หรอื ความคดิ ท่ีถือเอาส่งิ ใดสงิ่ หนง่ึ เป็นใหญ่ 1. อัตตาธิปไตย : ถอื ตนเป็นใหญ่ = ยกตนเปน็ เหตุ เพือ่ ละชวั่ ทำดี ทำใจให้บริสทุ ธิ์ 2. โลกาธปิ ไตย : ถอื โลกเปน็ ใหญ่ = การยกเอาความนยิ มของชาวโลกเปน็ เหตเุ พือ่ ละชว่ั ทำดี ทำใจบรสิ ุทธ์ิ 3. ธมั มาธิปไตย : (ธรรมาธปิ ไตย) มีธรรมเปน็ ใหญ่ = การยกความถกู ตอ้ ง ความเปน็ จรงิ เพือ่ เปน็ เหตลุ ะช่ัว.. 13. สติปัฏฐาน 4 : ธรรมอนั เปน็ ท่ีตงั้ แหง่ สติ ใชส้ ติพิจารณาสิ่งทง้ั หลาย เป็นทางสายเอกทนี่ ำไปสู่การหลุดพ้น ไดแ้ ก่ 1. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน : การใช้สติจบั ที่กาย พจิ ารณาอริ ยิ าบถ ยนื เดิน นั่ง ใช้สตจิ ับลมหายใจ(อานาปานสติ) 2. เวทนานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน : ใช้สตพิ ิจารณาความรู้สึกสขุ ทุกข์ หรือเฉยๆ ความรสู้ กึ ลว้ นไม่เที่ยง เป็นทกุ ข์ 3. จติ ตานปุ ัสสนาสตปิ ฏั ฐาน : การพิจารณาจิตดวู า่ จติ มีราคะ โทสะ โมหะ หดหู่ ฟุ้งซา่ น หรอื เป็นสมาธิ 4. ธรรมมานุปสั สนาสตปิ ัฏฐาน : การใช้สตพิ ิจารณาธรรม เช่น ขันธ์ 5 นิวรณ์ 5 อายตนะ อริยสัจ 4 14. กรรม 2 การกระทำโดยเจตนา 1. อกุศลกรรมิ : กายทจุ ริต วจที ุจริต มโนทุจริต 2. กศุ ลกรรม : กายสุจรติ วจสี ุจริต มโนทุจรติ 15. สติ สัมปชญั ญะ ธรรมมอี ุปการะมาก ประกอบดว้ ย 1. สติ : ความระลกึ ได้ 2. สมั ปชัญญะ : ความร้ตู วั 16. หิริ โอตตปั ปะ ธรรมคุ้มครองโลก ธรรมทีเ่ ปน็ หัวใจของศาสนาพุทธ ประกอบดว้ ย 1. หิริ : ความละลายบาป 2. โอตตปั ปะ : ความกลวั ต่อผลของบาป 17. โกศล3 ธรรมพาเจริญ 1. อปายโกศล : รูจ้ กั ความเส่อื ม 2. อายโกศล : รจู้ กั ความเจริญ 3. อปุ ายโกศล : ละเสอ่ื มสรา้ งเจริญ 18. ปปัญจธรรม3 เครื่องขดั ขวางไม่ให้จติ เขา้ ถึงอริยสัจ 4 1. ตณั หา : อยากได้ อยากมี อยากเปน็ 2. มานะ : ถือว่าตนอยเู่ หนอื คนอ่นื 3. ทฐิ ิ : ยึดมัน่ ความคดิ ของตนเอง
7 19. อตั ถะ 3 ประโยชนท์ ่ไี ด้รบั จากการปฏบิ ัตธิ รรม 1. ทฏิ ฐธมั มกิ ัตถะ 4 : ประโยชนใ์ นปจั จบุ นั (หัวใจเศรษฐ)ี ได้แก่ อฏุ ฐานสมั ปทา (ขยัน) / อารักขสัมปทา (ประหยดั ) / กลั ปย์ าณมิตตา (คบมติ รทีด่ )ี / สมชวี ิตา (ดำเนนิ ชีวิตถกู ตอ้ ง) 2. สมั ปรายกิ ตั ถะ : ประโยชนท์ ีจ่ ะได้รบั ในภพภูมิหน้า 3. ปรมัตถะ : ประโยชนช์ ัน้ สงู สดุ คอื บรรลนุ ิพพาน 20. กุศลมลู 3 พน้ื ฐานแหง่ จรยิ ธรรมฝ่ายดี ประกอบด้วย 1. อโลภะ : ไมอ่ ยากได้ 2. อโทสะ : ข่มอารมณ์ 3. อโมหะ : มปี ัญญา 21. อกศุ ลมูล 3 มูลเหตุสำคญั แหง่ ความช่วั ประกอบดว้ ย 1. อโลภะ : อยากได้ 2. โทสะ : คิดประทษุ รา้ ย 3. โมหะ : หลงผดิ 22. ปัญญา 3 ความรอบรู้ 1. สุตมยปัญญา : ฟัง 2. จินตามยปัญญา : คิด 3. ภาวนามยปัญญา : ลงมือทำ 24. คหิ ิสขุ ความสขุ ของผู้ครองเรือน อนั เกดิ จากกรรมฝ่ายกศุ ล 1. อัตถิสขุ : สขุ เกดิ จากการมที รพั ย์ 2. โภคสขุ : สุขเกิดจากการใช้ทรพั ย์ 3. อนณสขุ : สุขเกดิ จากการไมเ่ ป็นหน้ี 4. อนวัชชสุข : สุขเกดิ จากการประพฤติดี 25. พรหมวิหาร 4 หลักธรรมท่ีใช้ในการปกครอง 1. เมตตา : คิดจะช่วย 2. กรุณา : ลงมือชว่ ย 3. มุทติ า : พลอยยินดี 4. อุเบกขา : วางตัวเปน็ กลาง 26. อิทธิบาท 4 หลกั ธรรมแหง่ ความสำเร็จ 1. ฉนั ทะ : รักในงานทท่ี ำ 2. วริ ยิ ะ : ขยัน 3. จติ ตะ : เอาใจใส่ 4. วมิ ังสา : ปรับปรงุ 27. สังคหวัตถุ 4 หลักธรรมที่ชว่ ยยึดเหนย่ี วจติ ใจคน 1. ทาน : การให้ 2. ปยิ วาจา : พดู จาไพเราะออ่ นหวาน 3. อตั ถจริยา : ทำสิง่ ท่เี ป็นประโยชน์แก่ผ้อู ื่น 4. สมานัตตตา : วางตนเหมาะสม 28. ฆราวาสธรรม4 หลกั ธรรมของผ้คู รองเรอื น 1. สัจจะ : ความซื่อสัตย์ 2. ทมะ : การฝกึ ตน ข่มใจ 3. ขันติ : อดทน 4. จาคะ : เสยี สละ 28. โภคอาทยิ ะ 5 แบง่ ทรพั ย์เพื่อเลยี้ งชพี 1. ญาติพลี : สงเคราะห์ญาติ 2. อติถพิ ลี : ตอ้ นรับแขก 3. ปพุ พเปตพลี : ทำบญุ อทุ ศิ ใหผ้ ู้ล่วงลบั 4. ราชพลี : บำรงุ ราชการ เช่น เสยี ภาษี 5. เทวดาพลี : สกั การะบำรงุ หรือทำบุญอุทศิ สง่ิ ทเ่ี คารพบชู าความเชือ่ ถือ 29. ทศพิธราชธรรม ธรรมของนักปกครอง (ไม่ใชแ่ ค่กษตั รยิ เ์ ท่านนั้ ) 1. ทาน : การให้ 6. ตบะ : ละกิเลสตณั หา 2. ศลี : ความประพฤติดงี าม 7. อักโกธะ : ไม่โกรธ 3. บริจาค : การเสียสละ 8. อวหิ ิงสา : ไม่เบยี ดเบยี น 4. อาชวะ : ซ่อื ตรง 9. ขันติ : อดกลนั้ 5. มัทวะ : ออ่ นโยน 10. อวิโรธนะ : ความไม่คลาดธรรม (ต้งั มน่ั อย่ใู นธรรม) 30. อปรยิ หานยิ ธรรม7 ธรรมท่ปี อ้ งกนั ความเสอื่ ม (เน้นเกย่ี วกับการประชุม) 1. หมั่นประชุมกนั เสมอ 2. พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกนั เลิกประชมุ พร้อมเพรียงกันทำกิจกรรมสว่ นรวม 3. ปฏบิ ตั ติ ามระเบยี บแบบแผนเดิม ตามท่บี ัญญัติไว้ ไม่ถอนสิ่งทบี่ ัญญตั ิไว้แล้ว 4. เคารพผ้อู าวโุ ส ให้ความเคารพนับถอื แก่นกั ปกครองผูใ้ หญ่ และฟังคำของท่าน 5. ไมบ่ งั คับกดขี่เพศแม่ ไมเ่ อากลุ สตรีมาเป็นนางบำเรอ 6. สักการะ เคารพ นบั ถอื บูชา ปูชนียสถานทว่ั รัฐ 7. ให้การคุ้มครองแก่นกั บวช ผ้ทู รงมัน่ ในศีล 31. สัปปรุ สิ ธรรม 7 ธรรมของคนดี 1. ธมั มญั ญตุ า : รจู้ ักหลักของเหตผุ ล 5. กาลัญญตุ า : รจู้ กั กาลเทศะ 2. อตั ถญั ญตุ า : รู้จักผลที่เกดิ จากเหตุ 6. ปริสัญญุตา : รจู้ กั สถานที่ 3. อัตตญั ญุตา : รจู้ ักตนเอง 7. ปุคคลญั ญุตา : รู้จักบคุ คล 4. มตั ตญั ญตุ า : รู้จักความพอๆ \"\"
8 # การบรหิ ารจิตและการเจริญปัญญา 1. การบรหิ ารจติ หลักสติปกั ฐาน 4 : การตัง้ สติเพอ่ื พิจารณาสง่ิ ตา่ งๆ ใหร้ ูแ้ ละเข้าใจตามความเป็นจริงของมนั 1. กายานุปสั สนา : การตงั้ สตกิ ำหนดพจิ ารณากาย 2. เวทนานุปสั สนา : การต้ังสติกำหนดพจิ ารณาความร้สู ึก 3. จติ ตานปุ ัสสนา : การตั้งสติกำหนดพจิ ารณาจิต 4. ธมั มานปุ สั สนา : การตงั้ สตกิ ำหนดพจิ ารณาธรรม 2. การเจรญิ ปญั ญา หลักโยนิโสมนสิการ : เป็นกระบวนการคิดอยา่ งละเอยี ดลกึ ซึ้ง การคิดอย่างแยบคาย การคดิ อย่างถกู วิธีและ มหี ลกั เหตุและผล มวี ิธีคิด 10 แบบ ดงั นี้ 1. สบื สาวหาเหตุปจั จยั 2. แยกแยะส่วนประกอบ (กระจายเน้ือหา) 3. สามญั ลักษณะ (รู้เทา่ ทนั ธรรมดา คิดแบบไตรลกั ษณ์) 4. แก้ปญั หา (คิดแบบอรยิ สจั สี)่ # พทุ ธศาสนสภุ าษิต > จติ ฺตํ ทนตฺ ํ สุขาวหํ : จิตทฝี่ ึกดแี ลว้ นำสุขมาให้ > น อจุ จฺ าวจํ ปณฺฑติ า ทสฺสยนฺติ : บณั ฑติ ยอ่ มไมแ่ สดงอาการขึ้นๆลงๆ > นตฺถิ โลเก อนนิ ฺทิโต : คนทไี่ ม่ถกู นนิ ทา ไม่มใี นโลก > โกธํ ฆตฺวา สขุ ํ เสติ : ฆา่ ความโกรธได้ ยอ่ มอยู่เป็นสุข > ปฏริ ปู การี ธรุ วา อุฏฐฺ าตา วินฺทเต ธนํ : คนขยนั เอาการเอางาน กระทำเหมาะสม ย่อมหาทรัพยไ์ ด้ > วายเมเถว ปรุ ิโส ยาว อตฺถสฺส นปิ ปฺ ทา : เกดิ เป็นคนควรพยายามเรื่อยไป จนกวา่ ผลทห่ี มายจะสำเร็จ > สนตฺ ุฏฺฐี ปรมํ ธนํ : ความสันโดษเปน็ ทรัพยอ์ ยา่ งย่งิ > อิณาทานํ ทุกฺขํ โลเก : การเป็นหนเี้ ปน็ ทกุ ขใ์ นโลก > ราชา มุขํ มนุสฺสานํ : พระราชาเป็นประมุขของประชาชน > สติ โลกสฺมิ ชาคโร : สตเิ ป็นเครือ่ งตน่ื ในโลก > นตถฺ ิ สนฺติปรํ สุขํ : สขุ อน่ื ยิง่ กว่าความสงบไมม่ ี > นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ : นิพพานเปน็ สุขอยา่ งยิง่ # ศาสนพิธี \" \" \" \" \" # พทุ ธสาวก พุทธสาวิกา และชาวพุทธตัวอย่าง > พระอัสสชิ : ออ่ นน้อมถอ่ มตน กิริยานา่ เลื่อมใส ท่านเปน็ พระอาจารยข์ องพระสารีบุตร > พระสารีบุตร : อัครสาวกเบือ้ งขวาผู้มีปัญญาลำ้ เลศิ > พระโมคคลั ลานะ : อคั รสาวกเบอ้ื งซ้ายผ้มู ีกำลังมาก > พระอานนท์ : เป็นพหูสตู ร รขู้ ้อธรรมทุกเรื่อง > พระมหากสั สปะ : เป็นพระธุดงค์ เปน็ ประธานการสงั คายนาพระไตรปฎิ กคร้ังแรก > พระกีสาโคตมเี ถรี : เอตทคั คะดา้ นทรงจวี รเศรา้ หมอง เป็นผู้ถอื ธุดงควัตรเครง่ ครัด มคี วามเป็นอยู่เรียบงา่ ย > หมอชีวกโกมารภจั จ์ : เสยี สละ กตัญญู เปน็ ที่รักของปวงชน ครกู ารแพทยแ์ ผนโบราณ เปน็ ผู้นำในการถวายจีวรพระ > นางวสิ าขา มหาอุบาสิกา : ผู้นำในการถวายผ้าอาบนำ้ ฝน > ทา่ นอนาคาริก ธรรมปาละ : (ชาวศรีลงั กา) ผทู้ วงสิทธพิ ุทธคยา จากผูค้ รอบครองชาวฮนิ ดู > ดร.เอม็ เบ็ดการ์ : ตอ่ ส้กู บั ระบบวรรณะ จนกลายเปน็ ชาวพุทธตวั อย่าง
9 เรอ่ื งท่ี 3 ศาสนาพราหมณ์ - ฮนิ ดู \"1. เป็นศาสนาประเภท : พหเุ ทวนยิ ม นับถอื พระเจา้ หลายองค์ เชน่ พระศวิ ะ พระวิษณุ พระพรหม 2. พระเจ้า : มสี งู สดุ 3 พระองค์ (ตรีมูรติ) คือ พระศิวะ พระวษิ ณุ พระพรหม 3. ศาสดา : ไมม่ ี 4. คมั ภีร์ : คมั ภีร์พระเวท แบ่งเป็น 4 เลม่ คือ (ฤคเวท ยชรุ เวท สามเวท = ไตรเพท) อาถรรพเวท 5. นิกาย : มี 3 นิกายสำคัญ คอื 5.1 นกิ ายไศวะ : นบั ถอื พระศวิ ะ(พระอิศวร) เปน็ พระเจา้ สงู สดุ ในตรีมรู ติ และนิยมบูชาศิวลงึ คเ์ ปน็ สญั ลักษณ์ แทนองค์พระศิวะ 5.2 นิกายไวษณพ : นับถือพระวิษณุ(พระนารายณ)์ เป็นพระเจ้าสูงสุดในตรมี ูรติ และนยิ มบชู าองค์อวตารปาง ตา่ ง ๆ ของ พระวิษณุ ที่อวตารลงมาปราบอสรู เชน่ พระรามจันทร์ พระกฤษณะ พระกลั กี 5.3 นิกายศกั ติ : นับถือพระชายาของพระเจา้ องคต์ า่ ง ๆ วา่ ทรงไวซ้ ง่ึ ศกั ต(ิ พลังหรืออำนาจ) แหง่ พระสวามี และมนุษยส์ ามารถเขา้ ถึงได้ง่ายกวา่ ขอพรไดง้ ่ายกว่า ศกั ติหรือพระชายาพระเจ้าท่เี ปน็ ท่นี บั ถอื > พระอมุ า ชายาของพระศิวะ ซ่งึ มอี ทิ ธฤิ ทธิ์ สามารถอวตารเปน็ พระนางทรุ คา พระนางกาลี เพ่อื ไปปราบอสรู > พระลักษมี ชายาของพระวิษณุ (ได้รับยกยอ่ งวา่ เป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภ) > พระสุรัสวดี ชายาของพระพรหม (ไดร้ ับยกยอ่ งวา่ เปน็ เทพเจ้าแหง่ อกั ษรศาสตร์และศิลปวิทยาการ ตา่ ง ๆ เพราะเป็นผูป้ ระดษิ ฐต์ วั อกั ษรเทวนาครี) * ปัจจบุ นั ในประเทศอินเดยี ไม่นิยมบูชาพระพรหม จึงไมม่ นี ิกายพรหม * 6. หลกั ธรรมสำคญั : 6.1 หลักปรมาตมนั - อาตมัน และ โมกษะ : ถือเปน็ หลกั ธรรมชน้ั สงู ของศาสนาพราหมณฮ์ ินดู 1. ปรมาตมนั คอื วิญญาณสูงสุดหรือพระเจ้าสงู สดุ ซ่งึ เปน็ ต้นกำเนดิ ของชีวิตทงั้ หลาย 2. อาตมัน คอื วญิ ญาณยอ่ ย อนั เป็นอมตะไมม่ วี นั แตกดับ มนษุ ย์จะตายแตเ่ พียงรา่ งกาย แต่อาตมัน จะเป็นอมตะไมม่ ีวนั แตกดับ ซ่ึงอาตมัน จะเวียนว่ายตายเกดิ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะบรรลโุ มกษะ 3. โมกษะ คือ สภาวะแห่งการหลดุ พ้น อาตมนั ของมนุษย์แต่ละคน จะไดก้ ลับไปรวมกับปรมาตมัน และไม่ต้องเวยี นว่ายตายเกดิ อีกเลย 6.2 หลกั ตรมี รู ติ : พระเจ้าสูงสุดมี 3 พระองค์ และต่างทำหนา้ ทตี่ อ่ โลกต่างกนั ไป คอื 1. พระพรหม หนา้ ทสี่ ร้างโลกสรา้ งมนุษย์ ชาวฮนิ ดูเชื่อวา่ เมอื่ พระพรหมสร้างโลกแลว้ จะนอนหลับ พักผ่อนชัว่ กัปช่ัวกลั ป์ ชั่วอายขุ ัยของโลก และจะตื่นขึน้ มาใหม่เพ่อื สรา้ งโลกสร้างมนุษย์ เมอื่ โลก และมนุษย์ หมดอายุขัยถกู ทำลายล้างแล้ว (ทำใหช้ าวฮนิ ดใู นประเทศอินเดยี ไมน่ ยิ มบชู าพระพรหม แต่จะนยิ มบชู าพระศิวะและพระวษิ ณมุ ากกว่า) 2. พระศวิ ะ (พระอิศวร) หนา้ ท่ีทำลายโลก ด้วย “ตรเี นตร” ดวงตาทส่ี ามของพระศิวะ ซงึ่ สถิตอยู่ กลางหนา้ ผากของพระศิวะ 3. พระวษิ ณุ (พระนารายณ)์ หน้าท่ีคุม้ ครองโลก ดว้ ยการอวตารลงมาปราบยักษ์ปราบมาร 6.3 หลักอาศรม 4 : วยั แห่งชวี ิต 4 วัย ซ่ึงแตล่ ะวัยจะมหี นา้ ท่เี ฉพาะของวัยตนเอง 1. พรหมจารี : วยั เด็ก = เรียนหนงั สือ 2. คฤหัสถ์ : วยั ผู้ใหญ่ = ครองเรอื น แตง่ งานมีครอบครวั สบื ทอดวงศ์ตระกูล และทำงาน 3. วานปรสั ถ์ : วัยกลางคน = ทำงานชว่ ยเหลือสังคมชว่ ยเหลอื ผูอ้ ื่นในสังคม และหมน่ั ปฏบิ ตั ธิ รรม 4. สนั ยาสี : วยั ชรา = ออกบวชสละชวี ติ ทางโลก ไปอย่ตู ามปา่ ตามเขา เพอื่ แสวงหาโมกษะ 6.4 หลกั วรรณะ 4 : มนุษย์มี 4 ชนชน้ั เพราะเกดิ จากพระพรหมสร้างขนึ้ มาจากอวัยวะของพระพรหม 1. วรรณะพราหมณ์ เกิดจาก ปากพระพรหม / อาชีพคอื เปน็ นักบวชทอ่ งบน่ สวดมนตค์ ัมภรี ์ 2. วรรณะกษตั ริย์ เกดิ จาก มอื พระพรหม / อาชพี คือ เป็นนักรบนักปกครอง คมุ้ คนดี ปราบคนช่ัว 3. วรรณะไวศยะ(แพศย์) เกิดจาก หนา้ ทอ้ งพระพรหม / อาชพี คือ เปน็ พอ่ คา้ วานิชและเกษตรกร 4. วรรณะศูทร เกดิ จาก เท้าพระพรหม / อาชีพคอื เปน็ กรรมกรผู้ใชแ้ รงงาน คอยทำงานรบั ใช้ 3 วรรณะ * จณั ฑาล คอื คนที่ไม่มวี รรณะ ต่ำต้อยและเป็นทีร่ ังเกยี จทสี่ ุดในสงั คมฮนิ ดู เกิดจากพ่อแมท่ ี่ แต่งงานข้ามวรรณะ โดยเฉพาะแมเ่ ป็นวรรณะพราหมณ์ พ่อเป็นวรรณะศทู ร * 7. เปา้ หมายชีวิตของศาสนาฮนิ ดู : โมกษะ
10 เรื่องที่ 4 ศาสนาครสิ ต์ 1. เปน็ ศาสนาประเภท : เอกเทวนยิ ม นบั ถือพระเจ้าองคเ์ ดยี ว 2. พระเจา้ : พระยะโฮวา (และนบั ถือรวมไปถงึ พระเยซคู ริสตว์ า่ เป็นภาคหน่งึ ของพระเจา้ ด้วย) 3. ศาสดา : พระเยซคู รสิ ต์ * เปน็ ทง้ั ศาสดาและภาคหนึง่ ของพระเจ้า * 4. คัมภรี ์ : คัมภีรไ์ บเบลิ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ภาค คอื 1) ภาคพันธสัญญาเดิม เป็นคัมภีรส์ ำคญั ของศาสนายูดาย(หรือศาสนายิว)ดว้ ย ว่าดว้ ยเร่อื งพระเจา้ สรา้ งโลกและสรา้ งมนุษยค์ แู่ รก(อาดัมและเอวา) เรอ่ื งโนอาตอ่ เรือหนนี ำ้ ท่วมโลก เร่อื งโมเสสนำชาว ยวิ อพยพออกจากอียิปต์ 2) ภาคพนั ธสัญญาใหม่ เปน็ คำสอนของพระเยซู โดยเฉพาะ ว่าด้วยเรื่องความรักของพระเจ้าต่อมนุษย์ และ สอนให้มนุษย์รกั ซ่ึงกนั และกัน ให้อภยั ต่อกันและกัน 5. นิกาย : มี 3 นิกายสำคญั 5.1 นิกายโรมนั คาธอลคิ (คนไทยเรียก \"คริสตัง\") 1. นบั ถือพระสันตะปาปา(Pope) เปน็ ประมุขของครสิ ตจักร และมนี ักบวช (เช่น บาทหลวง บราเดอร์) 2. เน้นบูชาสวดมนต์ตอ่ แมพ่ ระมารีอา และต่อบรรดานกั บุญ(Saint) ท้งั หลาย 3. มพี ิธกี รรมหรหู ราหลายขน้ั ตอน โบสถ์ตกแต่งสวยงามหรูหรา และยอมรบั ปฏิบัติตามศลี 7 ประเภท # (คือ 1.ศีลลา้ งบาป 2.ศลี มหาสนิท 3.ศีลแก้บาป 4.ศีลกำลงั 5.ศลี เจิมคนปว่ ย 6.ศีลสมรส และ 7.ศลี บวช) 4. ไม้กางเขนมีองคพ์ ระเยซตู รงึ อยกู่ ลางไม้กางเขน 5. แพร่หลายในยโุ รปใต้ เช่น ฝรั่งเศส อติ าลี สเปน โปรตุเกส และในทวีปอเมริกาใต้ 5.2 นิกายโปรแตสแตนท์ (คนไทยเรียก \"ครสิ เตยี น\") 1. ไม่มีนกั บวช (มแี ต่ ศาสนจารย์) และไม่นับถือพระสนั ตะปาปา(Pope) เปน็ ประมุข 2. ไมบ่ ชู านบั ถือแมพ่ ระมารอี า ไมน่ ับถือนกั บญุ (Saint) * บชู านับถือเฉพาะแต่พระเยซคู รสิ ตเ์ ทา่ นั้น * 3. เนน้ พิธีกรรมท่ีเรียบงา่ ย โบสถ์ตกแตง่ เรียบงา่ ย และยอมรับปฏบิ ัตติ ามศลี เพียงแค่ 2 ประเภท เทา่ นนั้ คอื 1. ศีลลา้ งบาป(หรือศีลจุ่ม) และ 2. ศลี มหาสนทิ (พิธีกินขนมปงั และด่ืมไวน)์ 4. ไม้กางเขนไม่มีองค์พระเยซตู รงึ อยู่กลางไมก้ างเขน เปน็ ไมก้ างเขนเปลา่ ๆ 5. แพรห่ ลายในยุโรปตะวันตกและยโุ รปเหนอื เชน่ อังกฤษ เดนมารก์ เนเธอรแ์ ลนด์ เยอรมัน และ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นวิ ซีแลนด์ 5.3 นิกายออร์โธดอกซ์ 1. มนี ักบวช แต่ไม่นับถอื พระสนั ตะปาปา(Pope) เป็นประมขุ (ในแตล่ ะประเทศจะมีพระสงั ฆราช ท่ีเรยี กวา่ “Pratriach” เป็นประมุขประเทศใครประเทศมนั ) 2. เน้นบชู านับถอื แม่พระมารีอาและนกั บญุ ทั้งหลาย 3. มีพธิ ีกรรมหรูหรา หลายขัน้ ตอน 4. แพรห่ ลายในยุโรปตะวนั ออก เช่น รัสเซีย กรีก โรมาเนีย (ไมแ่ พร่หลายในไทย) 6. หลักธรรมสำคัญ : 6.1 หลักความรัก * หวั ใจแหง่ ศาสนาครสิ ต์ * มี 2 ระดบั คือ 1.ระดบั สงู : ความรักระหว่างพระเจา้ ตอ่ มนุษย์ (พระเจา้ ทรงรกั มนุษยม์ าก) 2.ระดบั ล่าง : ความรกั ระหวา่ งมนุษยต์ ่อมนุษยด์ ว้ ยกันเอง มนษุ ยต์ ้องรักกันเพราะเป็นพ่นี อ้ งกันทง้ั โลก 6.2 หลักตรเี อกานภุ าพ(Trinity) เชอ่ื วา่ พระเจา้ สงู สุดมเี พียงองคเ์ ดียว แตไ่ ดท้ รงแบ่งภาคออกเปน็ 3 ภาค คอื 1. พระบดิ า คอื พระยะโฮวา ซ่ึงเป็นพระผสู้ ถติ อยใู่ นสรวงสวรรค์ เป็นผสู้ รา้ งโลก สรา้ งมนุษยข์ นึ้ มา 2. พระบตุ ร คอื พระเยซูคริสต์ ซง่ึ เสดจ็ ลงมาเกิดในโลกมนุษย์ เพอ่ื ไถ่บาปให้กับมนุษย์ 3. พระจติ (พระวิญญาณบริสุทธ์)ิ คือ ภาคของพระเจ้าซึ่งสถิตอยใู่ นทกุ ที่ ทรงลว่ งรคู้ วามเปน็ ไปของมนษุ ย์ 6.3 หลักบาปกำเนิด 1. มนษุ ย์มบี าปกำเนดิ ติดตวั บาปนสี้ บื ทอดมาจากบรรพบรุ ษุ คูแ่ รกของมนุษยค์ ือ อาดมั และเอวา ทไี่ ดท้ ำบาปครั้งแรกเอาไว้ คอื ขโมยผลไม้ศกั ด์ิสิทธ์ขิ องพระเจา้ มากนิ 2. ชาวคริสต์ทุกคนทุกนกิ าย จงึ ตอ้ งรับศีลลา้ งบาป(ศีลจุ่ม) เพือ่ ลา้ งบาปกำเนดิ เป็นศลี แรกของชีวติ 7. เป้าหมายชวี ิตของศาสนาคริสต์ : อาณาจกั รพระเจา้ , การได้มชี ีวิตนิรนั ดรอยูใ่ นอาณาจักรพระเจ้า * ศาสนาคริสต์ไมเ่ ชื่อเรอื่ งการเวียนตายเกดิ ไมม่ ีชาตทิ แี่ ลว้ ไมม่ ชี าติหน้ามนุษยเ์ กิดหนเดียวตายหนเดยี ว *
11 เรอ่ื งที่ 5 ศาสนาอิสลาม 1. เป็นศาสนาประเภท : เอกเทวนิยม นบั ถือพระเจา้ องค์เดียว * ศาสนาอิสลามเปน็ ศาสนาทีไ่ ม่มนี ักบวช และไม่มรี ูปเคารพ ไมม่ ีเครอ่ื งรางของขลังใดๆ * 2. พระเจ้า : พระอลั ลอฮ 3. ศาสดา : นบีมฮู มั หมดั 4. คัมภรี ์ : คมั ภรี ์อัลกุรอาน 5. นกิ าย : มี 3 นิกายสำคญั 5.1 นกิ ายซนุ นี 1. ยดึ ม่นั และปฏิบตั ิตามจารีตการดำเนนิ ชีวติ (ซุนนะ) ของนบีมฮู ัมหมดั อย่างเครง่ ครัด 2. ยอมรับผู้นำศาสดาว่ามีแค่ 4 คน หลงั จากนบมี ฮู มั หมดั สน้ิ พระชนม์ (คือ 1. ท่านอบูบกั ร 2. ท่านอุมัร 3. ทา่ นอสุ มาน และ 4. ทา่ นอาลี) 3. แพรห่ ลายมากทส่ี ดุ มสุ ลิมสว่ นใหญท่ ่ัวโลกนับถอื นกิ ายนี้ (รวมถงึ มสุ ลมิ ในไทยส่วนใหญ่) 5.2 นกิ ายชีอะห์ 1. นบั ถือทา่ นอาลีและลูกหลานของทา่ นอาลี วา่ เปน็ ผนู้ ำศาสนาทถี่ กู ตอ้ ง (เพราะทา่ นอาลีเป็นทั้งบตุ รบุญธรรมและบตุ รเขยของนบีมูฮัมหมดั ) 2. แพรห่ ลายใน อิหร่าน อริ ัก เยเมน 5.3 นกิ ายวาฮาบีย์ 1. เป็นนิกายใหมล่ า่ สดุ ในศาสนาอสิ ลาม 2. เนน้ ความสำคัญและความศกั ด์ิสิทธขิ์ องคัมภีรอ์ ลั กรุ อานมากๆ ห้ามตีความและห้ามแกไ้ ข 3. แพร่หลายใน ซาอดุ ีอาระเบีย คูเวต เปน็ ตน้ 6. หลักธรรมสำคญั : 6.1 หลกั ศรทั ธา 6 ประการ มสุ ลิมตอ้ งศรัทธาใน 6 สง่ิ นวี้ ่ามจี รงิ 1. ศรทั ธาในพระอัลลอฮ ว่ามจี รงิ และทรงเปน็ พระเจ้าสูงสุดแต่เพยี งองค์เดียว 2. ศรัทธาในศาสดา(นบหี รอื รอซูล) ทง้ั หลาย เชน่ นบีอาดัม นบอี ิบรอฮมี (อับบราฮัม) นบมี ูซา(โมเสส) นบีอซี า(พระเยซ)ู และนบมี ฮู มั หมดั ซ่ึงเปน็ นบีคนสดุ ทา้ ย 3. ศรัทธาในคมั ภีร์ท้งั หลาย ซึ่งมีหลายเลม่ เชน่ พระคัมภรี ์เดมิ ของศาสนายดู าย พระคัมภีร์ไบเบลิ ของศาสนาครสิ ต์ และพระคัมภรี ์อัลกุรอาน ซงึ่ เปน็ คมั ภีรส์ ดุ ท้ายท่พี ระอัลลอฮ ประทานให้มนษุ ย์ 4. ศรทั ธาในเทวฑูต(มลาอกี ะห์) ซง่ึ เปน็ เทพบรวิ ารของพระอลั ลอฮ 5. ศรทั ธาในวันพิพากษาโลก(วนั กยี ามะห)์ ซง่ึ เป็นวนั สุดท้ายของโลกและมนษุ ย์ ท่พี ระอลั ลอฮจะ ทรงพิพากษาการกระทำของมนุษย์ท้ังหลาย 6. ศรัทธาในกฎสภาวะแหง่ พระอัลลอฮ ซง่ึ ได้ทรงกำหนดไว้ให้มนุษยย์ อมรับกฎเหลา่ นี้ เช่น กฎ ธรรมชาติ ท่ีโลกจะต้องมฤี ดกู าลตา่ ง ๆ หรือกฎแหง่ กรรม ถ้าทำดี พระอัลลอฮ จะทรงอวยพรให้ แตถ่ ้าทำชว่ั พระอลั ลอฮ จะทรงลงโทษ 6.2 หลักปฏบิ ตั ิ 5 ประการ มุสลมิ ตอ้ งปฏบิ ัตใิ น 5 สิ่งนี้ อย่างเครง่ ครดั คือ 1. การปฏญิ าณตน : มุสลมิ จะตอ้ งปฏญิ าณตนว่ามีพระอัลลอฮ เป็นพระเจ้าสูงสุดแต่เพียงองคเ์ ดยี ว 2. การละหมาด : การนมสั การและแสดงความนอบนอ้ มตอ่ พระอลั ลอฮ ซ่งึ มุสลมิ ทีเ่ คร่งครัดและมี เวลา จะละหมาดวันละ 5 คร้ัง 3. การถือศีลอด : ในเดือนศกั ดิส์ ทิ ธ์ขิ องชาวมสุ ลิมท่ัวโลก คือเดือนรอมฎอน โดยมสุ ลมิ จะอดอาหาร และน้ำ ในเวลาพระอาทติ ยข์ ้ึนยนั พระอาทติ ย์ตกดิน เพือ่ ฝกึ ใหร้ จู้ ักรสชาดความอดอยากหวิ โหย และจะไดช้ ว่ ยเหลอื คนยากจน 4. การบรจิ าคซะกาต : เพอ่ื ให้คนรวยไดช้ ่วยเหลอื คนยากจน 5. การประกอบพธิ ฮี จั ญ์ : ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดอิ ารเบยี หลักปฏิบตั นิ เ้ี ปน็ หลักปฏบิ ตั ิท่ี เครง่ ครัดนอ้ ยท่สี ดุ เพราะไมต่ อ้ งทำทุกคน ใหท้ ำได้เฉพาะมสุ ลมิ ทีม่ ีความพรอ้ มเทา่ นัน้ 7. เป้าหมายชีวิตของศาสนาอสิ ลาม : การเขา้ ถึงพระอัลลอฮ * ศาสนาอิสลามไม่เชือ่ เรอื่ งการเวียนตายเกดิ ไม่มชี าติทแ่ี ล้ว ไมม่ ีชาตหิ นา้ มนษุ ยเ์ กดิ หนเดียวตายหนเดียว * \"
12 \" สาระท่ี 2 หน้าท่พี ลเมืองฯ เร่อื งที่ 1 สงั คมวิทยา ส่วนท่ี 1 สงั คมมนุษย์ 1. สังคม : กล่มุ คนจำนวนหน่ึงทอ่ี ยู่ร่วมกนั มีความสมั พันธ์ตอ่ เนอื่ งกัน ตามระเบยี บ กฎเกณฑ์ โดยมีวัตถุประสงคร์ ่วม กนั มภี ูมิลำเนาเป็นหลกั แหล่ง มีวฒั นธรรมเป็นของตนเอง มีการสืบทอดวัฒนธรรมอยา่ งต่อเนอื่ ง 2. ลกั ษณะของสังคม > มีดินแดนหรืออาณาเขตแน่นอน > อยรู่ ว่ มกนั เป็นกลุ่มถาวร > มีวฒั นธรรม วิถชี วี ติ ของตนเอง > มีความสัมพันธแ์ ละการกระทำต่อกนั ทางสังคม 3. หนา้ ทขี่ องสังคม > ผลติ สมาชกิ ใหม่ >สมาชกิ ของสงั คมได้พง่ึ พาอาศยั กนั > อบรมสงั่ สอนสมาชกิ ผ่านกระบวนการขดั เกลา 4. โครงสรา้ งทางสังคม 1. กลุ่มคน > ปฐมภูมิ > ทุตยิ ภูมิ 2. สถาบนั ทางสงั คม > ครอบครวั = เดี่ยว / ขยาย > การศึกษา > การเมืองการปกครอง > เศรษฐกิจ > ศาสนา > นันทนาการ > สอ่ื สารมวลชน 3. การจัดระเบียบทางสงั คม > สถานภาพ = ติดตัวมา / ไดม้ าภายหลัง > บทบาท > คา่ นยิ ม > การขัดเกลา = ทางตรง / ทางอ้อม > การควบคมุ ทางสงั คม = เชงิ บวก / เชิงลบ > บรรทดั ฐาน >> วถิ ปี ระชา >> จารตี >> กฎหมาย สว่ นที่ 2 วัฒนธรรม 1. วัฒนธรรม หมายถึง แบบแผนทางความคดิ ความเชอื่ อุดมคติ คา่ นิยมของคนในสงั คมท่ีกำหนดรูปแบบการดำเนิน ชวี ติ สรา้ งสม เปลยี่ นแปลง แกไ้ ข และพัฒนา เพอ่ื ใหค้ นในสังคมอยรู่ ่วมกันอยา่ งสันติ มกี ารสืบทอดจนถงึ ปัจจบุ นั 2. ลักษณะของวัฒนธรรม > เกดิ จากการเรยี นรู้ > เปน็ แนวทางในการดำเนินชวี ติ > เป็นมรดกทางสงั คม > เปลย่ี นแปลงได้ ไม่คงที่ # วฒั นธรรมมีทง้ั วฒั นธรรมหลัก และวฒั นธรรมย่อย 3. ประเภทของวฒั นธรรม - วฒั นธรรมทางวัตถุ คือ ประดษิ ฐกรรมทเ่ี ปน้ วตั ถุ เชน่ ท่อี ยู่อาศัย เครอ่ื งใช้ - วฒั นธรรมทีไ่ มใ่ ช่วตั ถุ (นามธรรม) เช่น ความเช่ือ ความรู้ อุดมคติ บรรทัดฐาน ประเพณี จารีต คณุ ธรรม 4. เนอื้ หาสาระของวฒั นธรรม แบ่งได้ 4 ดา้ น (ตาม พรบ. วัฒนธรรม 2522) - คติธรรม คอื สาระทางความคิด ความเชอ่ื ค่านิยม อุดมคติ - เนติธรรม คอื สาระทางกฎระเบยี บของสงั คม เช่น กฎหมาย ประเพณี - สหธรรม คือ สาระทางการอยรู่ ่วมกันในสังคม เช่น มารยาทการปฏิบัติตน - วัตถุธรรม คือ สาระทางประดิษฐกรรม เครือ่ งใช้ บา้ นเรือน อาหาร ยารกั ษาโรค
13 เรือ่ งที่ 2 รัฐศาสตร์ \" 1. รฐั : กลมุ่ ประชากรท่ีอาศัยอยูร่ ่วมกนั ในชมุ ชนทางการเมืองเดียวกนั ประกอบด้วยดนิ แดนทม่ี อี าณาเขตแน่นอน มีรฐั บาลปกครอง มีอำนาจอธิปไตยซ่ึงเป็นอำนาจสงู สดุ ในการปกครองประเทศ ดำเนนิ กจิ การของรัฐท้ังภายใน และภายนอกประเทศ 2. องคป์ ระกอบของรฐั 1) ประชากร 2) อาณาเขต (ดนิ แดน) 3) รัฐบาล 4) อำนาจอธิปไตย (เอกราช) *สำคัญท่สี ุด หากไมม่ จี ะเปน็ แค่ประเทศ ไมใ่ ชร่ ฐั 3. ประเภทของรฐั (ดจู ากจำนวนรฐั บาล) 1) รฐั เดีย่ ว มีรฐั บาลชุดเดียวบรหิ ารประเทศ เชน่ ไทย ญปี่ ุ่น เวยี ดนาม อังกฤษ 2) รฐั รวม มีรัฐบาล 2 ระดบั มีรฐั อยา่ งนอ้ ย 2 รฐั มารวมกนั แบง่ อำนาจหน้าที่กนั โดยกำหนดไวใ้ นรัฐธรรมนูญ > รัฐบาลกลาง ดำเนินกจิ การที่สำคญั ตอ่ ความมน่ั คงของรฐั เช่น การปอ้ งกนั ประเทศ การตา่ งประเทศ การคลงั > รัฐบาลทอ้ งถิ่น จัดการสาธารณูปโภค การศึกษา จราจร สวนสาธารณะ ดแู ลความสะอาด ตวั อยา่ งรัฐรวม : อเมรกิ า แคนาดา ออสเตรเลีย อริ ัก รสั เซีย มาเลเซีย พม่า เยอรมนั อินเดีย สวิสเซอรแ์ ลนด์ บราซิล เมก็ ซิโก สหรฐั อาหรับเอมีเรต ปากีสถาน ไนจเี รีย (ประเทศท่ขี น้ึ ตน้ ด้วย สหรัฐ สหพันธรัฐ สมาพันธรัฐ) # สหราชอาณาจกั ร ไม่ใชน่ ะ 4. ระบอบการปกครอง มี 2 ระบอบหลักคอื ประชาธปิ ไตย กับ เผด็จการ 1. ประชาธปิ ไตย คือ ระบอบการปกครองทีป่ ระชาชนมสี ว่ นรว่ มในการใชอ้ ำนาจปกครองประเทศ เป็นการ ปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพ่อื ประชาชน หลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย 1) หลกั อำนาจอธปิ ไตย : อำนาจออกเป็น 3 ฝา่ ย คือ นิตบิ ญั ญตั ิ บรหิ าร ตลุ าการ 2) หลักสทิ ธิเสรีภาพ : สิทธเิ สรภี าพทก่ี ฎหมายรับรองและคุ้มครอง เชน่ การนับถอื ศาสนา 3) หลักความเสมอภาค : ประชาชนทกุ คนตอ้ งมีความเท่าเทยี มกนั ทางกฎหมาย ทางการเมอื ง 4) หลักเสียงข้างมาก : ใชเ้ พือ่ แกป้ ญั หา หาขอ้ ยุติ ตลอดจนการตดั สินใจในกจิ การสาธารณะ 5) หลกั นติ ธิ รรม : ทกุ คนยึดกฎหมายเป็นหลกั เพ่ือใหเ้ กดิ การคุ้มครองสทิ ธเิ สรีภาพ 6) หลักการใชเ้ หตุผล : ประชาธปิ ไตยเนน้ การประนปี ระนอม ไมใ่ ชค้ วามรนุ แรง รปู แบบการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย 1) ประชาธปิ ไตยทางตรง(ประชาธปิ ไตยแบบมสี ่วนรว่ ม) เชน่ การลงประชามติ 2) ประชาธปิ ไตยแบบมีผูแ้ ทน เชน่ การเลอื ก สส. สว. ประชาธปิ ไตยแบบมผี ูแ้ ทน มี 3 รูปแบบ คือ 1) ระบบรฐั สภา (แมแ่ บบอังกฤษ)ถือวา่ รัฐสภาเปน็ องคก์ รสูงสดุ เปน็ ท่ีรวมเจตจำนงของประชาชน ท้ังประเทศเป็นศูนยก์ ลางอำนาจทางการเมอื ง อาจมสี ภาเดยี ว(เฉพาะ สส.) หรือสองสภาก็ได้(สส. และ สว.) > อาจมกี ษัตรยิ เ์ ปน็ ประมขุ (เชน่ อังกฤษ ไทย ญ่ีปุ่น มาเลเซยี กมั พชู า นอร์เวย์ สวเี ดน เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ เบลเยยี่ ม สเปน แคนาดา ออสเตรเลยี นิวซแี ลนด์) > หรอื อาจมีประธานาธบิ ดีเปน็ ประมุข (เชน่ อินเดีย สงิ คโปร์ เยอรมัน อติ าล)ี กไ็ ด้ > อำนาจการบรหิ ารอยทู่ น่ี ายกรฐั มนตรี > รฐั สภาทำหนา้ ทดี่ ้านนติ บิ ัญญตั ิ (ออกกฎหมาย) และควบคมุ อำนาจบริหาร > คณะบรหิ ารมาจากพรรคการเมอื งทไ่ี ด้เสยี งสงู สุด จดั ตัง้ โดยมสี ภาผู้แทนราษฎรรบั รอง หากนายกรฐั มนตรแี ละรัฐมนตรีไม่ไดร้ บั ความไว้วางใจจากสภา จะตอ้ งพ้นจากตำแหน่ง > นายกรฐั มนตรมี ีอำนาจยุบสภาผ้แู ทนราษฎร (การยบุ สภาในประเทศไทยจะตราเป็นพระ ราชกฤษฎีกา มนี ายกฯเปน็ ผู้สนองบรมราชโองการ) 2) ระบบประธานาธบิ ดี มสี หรัฐอเมรกิ าเปน็ แม่แบบ อำนาจนติ บิ ญั ญัติ บริหาร ตลุ าการ แยกกัน ชดั เจน กำหนดเปน็ กฎหมายในรัฐธรรมนญู เพอื่ ใหเ้ กดิ การถว่ งดลุ และใชอ้ ำนาจอย่างถูกต้อง > รัฐสภาออกกฎหมายไดเ้ พียงองคก์ รเดยี ว > ประธานาธบิ ดีมอี ำนาจยับยัง้ กฎหมายได้
14 > ศาลสูงมีอำนาจตีความกฎหมายทีม่ าจากสภา และอนุมตั โิ ดยประธานาธิบดี วา่ ขดั กบั รธน.? > ประธานาธิบดแี ต่งตัง้ ผ้พู พิ ากษาศาลสูง โดยความเหน็ ชอบของวุฒิสภา > ประธานาธบิ ดไี ม่มีอำนาจยุบสภา > ประธานาธบิ ดมี าจากการเลือกตั้งโดยตรง > ประธานาธบิ ดเี ปน็ ท้ังประมขุ และหวั หนา้ ฝา่ ยบริหาร จึงไม่มีนายกรฐั มนตรี > ตัวอยา่ งประเทศท่ีใช้ระบบนี้ : อเมริกา ฟิลปิ ปนิ ส์ อนิ โดนีเซีย เม็กซโิ ก 3) ระบบกึง่ ประธานาธิบดกี งึ่ รัฐสภา มีฝรัง่ เศสเปน็ ตน้ แบบ > ประชาชนเลือกประธานาธบิ ดโี ดยตรง > ประธานาธิบดเี ป้นท้งั ประมขุ และผ้นู ำทางการเมือง > ประธานาธบิ ดแี ตง่ ตั้งนายกรฐั มนตรี และรัฐมนตรี(จากคำแนะนำของนายกฯ) > สส. มอี ำนาจลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯ แตล่ งมตกิ ับประธานาธบิ ดไี มไ่ ด้ > ประธานาธิบดียุบสภาได้ > ประเทศท่ีใชร้ ะบบนี้ : ฝรัง่ เศส เกาหลีใต้ รสั เซยี ไตห้ วนั ขอ้ ดี ของประชาธปิ ไตย > ประชาชนมสี ทิ ธเิ สรภี าพ > ประชาชนปกครองตนเอง คนดีคนเก่งมีโอกาสบรหิ ารประเทศ > ประเทศมคี วามเจริญม่นั คง ขอ้ เสีย ของประชาธิปไตย > ดำเนนิ การยาก เพราะการดำเนนิ การตามความต้องการของประชาชนทกุ คนเป็นไปไม่ได้ > เสียคา่ ใชจ้ า่ ยสูงในการเลอื กต้งั \" > มคี วามล่าชา้ ในการตัดสนิ ใจ เพราะตอ้ งให้เสียงสว่ นใหญ่ยอมรับ 2. การปกครองระบอบเผดจ็ การ : การปกครองท่มี ีบุคคลหรอื กล่มุ บุคคลหนง่ึ ยดึ อำนาจทางการเมอื งโดยไม่ เปิดโอกาสให้ประชาชนมสี ่วนรว่ ม จำกัดสทิ ธเิ สรีภาพของประชาชน เช่น การแสดงความเห็น การรวมกลมุ่ > ผนู้ ำคนเดียวหรอื คณะเดยี วมอี ำนาจสุงสุดในการปกครอง > การรกั ษาความม่นั คงของผู้นำสำคัญกวา่ สิทธิเสรภี าพของประชาชน > รัฐธรรมนูญเป็นเพยี งกฎหมายรับรองอำนาจของผนู้ ำ สส.ไม่ใชต่ วั แทนประชาชนอย่างแท้จริง รูปแบบการปกครองระบอบเผดจ็ การ 1. อำนาจนิยม > เผด็จการทหาร สง่ เสรมิ การใชอ้ ำนาจของผปู้ กครอง ประชาชนไม่มีส่วนรว่ มทางการเมอื งการ ปกครอง แตม่ ีสว่ นรว่ มทางเศรษฐกจิ สงั คมตราบเท่าทีไ่ มก่ ระทบตอ่ อำนาจผู้ ปกครอง ระบบนมี้ กี ารลงโทษอยา่ งรุนแรง เพื่อให้ประชาชนเช่อื ฟัง 2. เบด็ เสร็จ > ฟาสซิสต์ : อิตาลี ควบคุมประชาชนในทกุ เรื่อง มีพรรคการเมืองพรรคเดียว ตอ้ งเช่อื ฟังผู้นำ เนา้ ลทั ธิ > นาซี : เยอรมนั ชาตินิยมอยา่ งรนุ แรง สนบั สนนุ กจิ กรรมทางทหารอยา่ งเตม็ ท่ี มนี โยบายขยาย อาณาเขตและอทิ ธพิ ลไปยงั ประเทศตา่ งๆ ปจั จบุ ันไมม่ แี ล้ว เคยมีใน อิตาลี เยอรมนั (นาซี) และญ่ปี นุ่ เป็นสาเหตุหนงึ่ ของสงครามโลกครั้งที่ 2 > คอมมิวนสิ ต์ : จนี ควิ บา เกาหลีเหนอื ลาว เวยี ดนาม ขอ้ ดี ของเผด็จการ - ทำงานได้รวดเร็ว เกิดหลังสงครามโลกครัง้ ท่ี 2 มสี หภาพโซเวยี ตเป็น - แกไ้ ขปัญหาบางอยา่ งได้ เพราะมอี ำนาจเด็ดขาด ผู้นำ มหี ลกั ความเชอื่ แบบมารก์ ซิสต์-เลนินนสิ ต์ เชน่ ปญั หาอาชญากรรม การก่อการรา้ ย เผด็จการของชนชัน้ กรรมาชพี กำจัดนายทนุ แล้ว รัฐจะเขา้ มาดแู ลกจิ การแทนโดยคำนงึ ถงึ ความ - รฐั บาลมเี สถียรภาพ มคี วามเป็นเอกภาพ ทำงานได้ต่อเนอื่ ง เสมอภาคเปน็ สำคัญ ปัจจุบนั มีการปรับตัว ทำให้ ข้อเสีย ของเผดจ็ การ ความขัดแยง้ ทางการเมอื งลดลง เกดิ การประสาน - มีข้อผดิ พลาดไดง้ า่ ย เพราะตดั สนิ ใจคนเดยี วหรือกลมุ่ เดียว ผลประโยชน์ ประเทศคมิ มวิ นิสต์ทเ่ี หลอื - ไมใ่ ห้โอกาสคนดีคนเกง่ เข้ามามสี ่วนรว่ ม - ทำใหป้ ระเทศชาตพิ ฒั นาลา่ ชา้ \"
15 เร่อื งที่ 3 นิตศาสตร์ \"1. กฎหมาย : กฎหรอื ขอ้ บงั คับของรัฐซ่ึงกำหนดความประพฤติของมนุษย์ ถา้ ฝา่ ฝนื จะไดร้ ับผลรา้ ยหรือถกู ลงโทษ 2. ลักษณะสำคัญของกฎหมาย 1) ใช้ได้ทวั่ ไป กบั ทกุ คนภายในประเทศ รวมถงึ ชาวต่างชาติ 2) ใช้ได้ตลอดไป ตลอดเวลาจนกว่าจะยกเลกิ 3) ตราโดยผ้มู ีอำนาจสงู สดุ ในรฐั (รฏั ฐาธิปตั ย์) 4) ควบคุมการกระทำของมนุษย์ 5) มีสภาพบงั คบั ทางกฎหมาย 6) มีผลยอ้ นหลังตอ่ จำเลย (กรณเี ป็นคุณประโยชน์) 3. ระบบกฎหมาย 1) กฎหมายจารีตประเพณี : Common Laws > ไมไ่ ด้บัญญัตไิ วเ้ ป็นลายลกั ษณอ์ ักษร > ใชจ้ ารตี ประเพณี หรอื ค่านยิ มความเชอื่ ของแต่ละทอ้ งถ่นิ รว่ มกบั ใชค้ ำพพิ ากษาของศาลในอดตี เป็นกฎหมาย > ใช้ในประเทศ อังกฤษ สหรัฐอเมรกิ า แคนาดา ออสเตรเลีย นวิ ซแี ลนด์ 2) ระบบกฎหมายลายลกั ษณอ์ กั ษร : Civil Laws หรอื ระบบประมวลกฎหมาย > บญั ญตั ไิ วเ้ ปน็ ลายลักษณอ์ ักษร และมักมกี ารจดั ทำ “ประมวลกฎหมาย” ขนึ้ มาใชภ้ ายในประเทศ > ไมใ่ ช้จารตี ประเพณี เปน็ กฎหมาย > ใช้ในประเทศ จกั รวรรดโิ รมนั โบราณ ฝรัง่ เศส เยอรมนี ไทย 4. ประเภทของกฎหมายไทย # แบ่งตามท่มี าของกฎหมาย 1) กฎหมายทีผ่ ่านความเห็นชอบด้วยการลงประชามติ คอื รัฐธรรมนูญ 2) กฎหมายท่ีตราโดยฝ่ายนิติบัญญัติ ไดแ้ ก่ พระราชบญั ญตั ิ ประมวลกฎหมาย กฎมณเฑียรบาล 3) กฎหมายท่ีตราโดยฝ่ายบรหิ าร ได้แก่ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎกี า กฎกระทรวง 4) กฎหมายทีต่ ราโดยสภาองคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่นิ ได้แก่ ข้อบญั ญตั ิ กทม. - อบจ. - พัทยา / เทศบัญญตั ิ # แบง่ ตามความสมั พนั ธข์ องคกู่ รณี 1) กฎหมายมหาชน : ความสมั พันธร์ ะหว่างรฐั กับเอกชน เชน่ รัฐธรรมนญู กฎหมายปกครอง กฎหมายอาญา กฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา กฎหมายวิธพี ิจารณาความแพง่ และพาณชิ ย์ 2) กฎหมายเอกชน : ความสมั พันธร์ ะหว่างเอกชนกับเอกชน เชน่ กฎหมายครอบครวั กฎหมายมรดก กฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ 3) กฎหมายระหวา่ งประเทศ : รัฐต่อรฐั เชน่ สนธสิ ญั ญาทางการฑตู สนธิสัญญาส่งผูร้ า้ ยข้ามแดน # แบง่ ตามหนา้ ท่ี (วธิ ีการใช)้ 1) กฎหมายสารบัญญตั ิ คือ กฎหมายทีบ่ ญั ญตั ิถึงเนอื้ หาของสทิ ธิ หน้าที่ ขอ้ หา้ ม ควบคุมความ ประพฤติของคนในสงั คมโดยตรง เช่น กฎหมายอาญา กฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ 2) กฎหมายวธิ ีสบญั ญัติ คอื กฎหมายทบ่ี ัญญตั ิถงึ กระบวนการในการยตุ ขิ ้อพิพาททีเ่ กดิ ข้นึ ตาม กฎหมายสารบญั ญตั ิ (กระบวนการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายสารบญั ญัติ) เช่น กฎหมายวธิ ีพิจารณาความแพง่ กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 5. ลำดบั ชนั้ ของกฎหมายไทย (เรยี งจากสงู สุดลงไปต่ำสุด) 1) รัฐธรรมนญู 2) พระราชบัญญัติ = ประมวลกฎหมาย 3) พระราชกำหนด 4) พระราชกฤษฎกี า 5) กฎกระทรวง > ประกาศกระทรวง 6) กฎหมายท่อี อกโดยสภาองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ เชน่ ข้อบัญญัติ กทม. เทศบญั ญัติ \"\" # กฎหมายเลก็ จะขัดกับกฎหมายใหญ่ไมไ่ ด้
16 5. ประเภทของศาลไทย 1. ศาลรฐั ธรรมนูญ พพิ ากษาคดที ีร่ ฐั ธรรมนญู และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ 2. ศาลปกครอง พิจารณาคดีพพิ าทระหวา่ งหน่วยงานราชการ รฐั วสิ าหกิจ องค์กรปกครองสว่ นท้องถิน่ หรอื องคก์ รตามรฐั ธรรมนญู หรอื เจา้ หนา้ ท่ขี องรฐั กับเอกชน อันเนอ่ื งมาจากการใชอ้ ำนาจทางปกครอง แบง่ เป็นศาลปกครองชนั้ ต้น (ไดแ้ ก่ ศาลปกครองกลาง และ ศาลปกครองในภูมิภาค) กับ ศาลปกครองสูงสดุ 3. ศาลทหาร พิพากษาคดีอาญาทีผ่ กู้ ระทำผิดอยู่ในอำนาจศาลทหาร 4. ศาลยุตธิ รรม พิจารณาพพิ ากษาคดีท้งั ปวง เว้นแตค่ ดีรฐั ธรรมนญู หรือกฎหมายกำหนดให้อยู่ในอำนาจ ศาลอ่ืน แบง่ เปน็ 3 ชน้ั คือ 1) ศาลชั้นต้น > ศาลแพง่ : ศาลแพง่ กรงุ เทพใต้ ศาลแพง่ ธนบุรี > ศาลอาญา : ศาลอาญากรงุ เทพใต้ ศาลอาญาธนบรุ ี > ศาลจงั หวดั ศาลแขวง และศาลชำนัญพเิ ศษอื่นๆท่ี พรบ.จดั ตั้งกำหนดให้เปน็ ศาลชั้นต้น เช่น ศาลเยาวชนและครอบครวั ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลทรพั ย์สินทาง ปัญญาและการคา้ ระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย 2) ศาลอุทธรณ์ ไดแ้ ก่ ศาลอุทธรณ์ และ ศาลอทุ ธรณ์ภาค \" 3) ศาลฎีกา สูงสุด มศี าลเดยี ว กฎหมายอาญา 1. กฎหมายอาญา เป็นกฎหมายทีเ่ กีย่ วกบั การกระทำที่มีผลกระทบกระเทือนต่อสังคม ซึ่งรัฐกำหนดให้เป็นความผดิ และตอ้ งรับโทษ 2. โทษทางอาญา เรยี งจากหนกั ไปหาเบา 1) ประหารชวี ติ : ดว้ ยการฉีดยาพิษ 2) จำคกุ : ฝากขังไว้ทเี่ รอื นจำ คดยี งั ไมส่ ิน้ สุดแตป่ ระกันตวั ไม่ได้ 3) กักขัง : ขังไว้ในสถานทอี่ ่นื ไมใ่ ช่เรือนจำ 4) ปรบั : ปรับเงินจริงๆ ของผ้กู ระทำความผิด 5) ริบทรพั ย์สนิ : ยดึ ทรพั ย์ท่ปี ระเมนิ ว่าเกดิ จากการทำผดิ 3. ความผดิ เก่ียวกับทรัพย์ 1) ลักทรพั ย์ : การเอาของคนอ่ืนไปโดยไมม่ กี ารทำรา้ ย 2) วิ่งราวทรัพย์ : กระชากสรอ้ ยโดยไมม่ กี ารทำรา้ ย 3) ชงิ ทรัพย์ : การวิ่งเข้าไปชกแล้วกระชากสรอ้ ย 4) ปล้นทรัพย์ คอื การชงิ ทรัพยโ์ ดยรว่ มกระทำความผดิ ตัง้ แต่ 3 คนขนึ้ ไป 5) ยกั ยอกทรัพย์ คอื การเบยี ดบงั เอาทรพั ยข์ องคนอ่ืนหรอื ทรพั ย์ท่ีตวั เองถอื กรรมสิทธ์ิรว่ มดว้ ยมา เปน็ ของตนโดยทจุ ริต 6) รดี เอาทรพั ย์ คอื การขู่ว่าจะเปดิ เผยความลับแลกกับทรพั ย์สิน (ไมใ่ ช้กำลังประทษุ รา้ ย) blackmail 7) กรรโชกทรพั ย์ คอื การข่มขวู่ ่าจะใชก้ ำลงั ประทษุ รา้ ยร่างกาย ทรพั ย์สนิ เพือ่ ให้ผู้อืน่ มอบทรพั ย์แก่ตน 4. กระบวนการยุตธิ รรมคดีอาญา ประกอบดว้ ย 1) คู่กรณี 2 ฝา่ ย : โจทก์ - จำเลย 2) พนกั งานปกครอง : ปราบปราม จับผู้กระทำความผดิ ได้แก่ ตำรวจ ผู้วา่ ราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนนั ผใู้ หญ่บ้าน 3) พนักงานสอบสวน : สอบสวนหาพยานหลักฐาน ไดแ้ ก่ ตำรวจ 4) พนักงานอยั การ : เป็นทนายความของฝ่ายผูเ้ สยี หายหรือโจทก(์ ฝา่ ยรฐั ) (อัยการ คือทนายความของแผ่นดนิ ) 5) ทนายความจำเลย 6) ศาลสถติ ยุติธรรม มี 3 ระดับ คือ 1. ศาลชั้นตน้ 2. ศาลอทุ ธรณ์ 3. ศาลฎกี า 7) พนกั งานราชทัณฑ์ \"\"\"\"\" 8) พนักงานคุมประพฤติ (กรณรี อลงอาญา)
17 กฎหมายแพง่ และพาณิชย์ 1. บคุ คล : แบง่ ได้ 2 ประเภท คอื บุคคลธรรมดา และ นิตบิ คุ คล 1. บคุ คลธรรมดา > สภาพบุคคล : เรม่ิ ตั้งแตเ่ มือ่ คลอดแลว้ อยู่รอดเป็นทารก และส้นิ สุดเมื่อตาย หรือศาลสั่งให้เป็นบุคคลสาบสญู > การตาย / สาบสูญ 1. การตายโดยธรรมชาติ เช่น ระบบทางเดินหายใจลม้ เหลว มะเร็ง ปอดทะลุ 2. การตายโดยผลของกฎหมาย คอื บคุ คลท่ีถูกศาลสัง่ ใหเ้ ปน็ คนสาบสูญมใี น 2กรณี คอื - ถา้ จาก ภมู ลิ ำเนาหรอื ถ่นิ ท่อี ยู่ไปโดยไม่มีใครรูแ้ น่ว่าบคุ คลน้นั ยังมีชวี ิตอยหู่ รือไมต่ ลอดระยะเวลา 5 ปี # ถ้ามสี าเหตไุ ดร้ บั อนั ตรายจากการรบหรือสงคราม ยานพาหนะอบั ปาง ถูกทำลาย สญู หาย เชน่ เครือ่ งบินตก เรือล่ม ระยะเวลาจะลดเหลอื 2 ปี >บรรลนุ ิติภาวะ 1. บรรลนุ ติ ภิ าวะโดยธรรมชาติ คือ อายุครบ 20 ปีบริบรู ณ์ 2. บรรลนุ ติ ิภาวะโดยสมรส ตอนอายุ 17 ปบี รบิ ูรณ์แต่ต้องได้รบั การยินยอมจากพ่อแม่ > บุคคลถูกจำกัดความสามารถ 1. ผเู้ ยาว์ : อายุไมค่ รบ 20 ปบี ริบรู ณ์ ผู้ดแู ล คือ ผู้แทนโดยชอบธรรม เม่ือผ้เู ยาว์อายคุ รบ 15 ปบี ริบรู ณ์ สามารถทำพนิ ัยกรรมได้ และรับมรดกได้ * ผแู้ ทนโดยชอบธรรม ไดแ้ ก่ ผใู้ ช้อำนาจปกครอง คือ พ่อแม่ และผู้ปกครองคอื ผู้ที่นอกเหนอื จากพอ่ แม่ท่ไี ด้รบั มอบหมายเพือ่ ปกครองผูเ้ ยาว์ 2. คนไรค้ วามสามารถ : บุคคลวกิ ลจริตท่ศี าลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ผู้ดแู ล คอื ผูอ้ นุบาล ห้ามทำนิตกิ รรมเองโดยเดด็ ขาด ต้องให้ผู้อนบุ าลทำแทน 3. คนเสมอื นไรค้ วามสามารถ : บุคคลท่ีมคี วามพิการเชงิ กายภาพ จติ ไม่สมประกอบ ติดสุรา ยาเสพติด ซึง่ ศาลสง่ั ใหเ้ ปน็ คนเสมือนไร้ความสามารถ ผดู้ แู ลคือ ผูพ้ ทิ ักษ์ *บุคคลวิกลจริต ยังถือว่าเปน็ บุคคลธรรมดา จนกว่าศาลจะมีคำสัง่ ใหเ้ ปน็ คนไร้ความ สามารถ การเป็นผ้ไู รค้ วามสามารถและผเู้ สมือนไร้ความสามารถ ต้องใหศ้ าลสงั่ เท่าน้ัน 2. นติ ิบคุ คล : บคุ คลท่ีกฎหมายสมมติข้นึ มสี ิทธแิ ละหน้าที่เหมอื นบคุ คลธรรมดา เร่ิมตน้ สภาพเมอ่ื จด ทะเบียน สน้ิ สดุ เมอื่ ปิดกจิ การหรอื โดนฟอ้ งลม้ ละลาย 1. นติ บิ ุคคลตามกฎหมายเอกชน : หา้ งหุ้นส่วนสามัญ/จำกดั บรษิ ทั 2. นิตบิ ุคคลตามกฎหมายมหาชน : เชน่ วัด กระทรวง หน่วยราชการ 2 นิตกิ รรม : การกระทำโดยชอบดว้ ยกฎหมาย และสมัครใจทำ เพอื่ ทีจ่ ะผกู นติ สิ ัมพันธร์ ะหว่างบุคคล 1. นติ กิ รรมฝา่ ยเดยี ว : เช่น การทำพนิ ัยกรรม การบอกเลิกสญั ญา การปลดหนี้ 2. นติ กิ รรมหลายฝา่ ย : เช่น สัญญากู้ยืม สัญญาขายฝาก สญั ญาจำนำ การทำหนงั สอื จดั ตัง้ บริษทั # ความบกพรอ่ งของนติ ิกรรม 1. โมฆะ (โมฆกรรม) คือ นติ ิกรรมทีไ่ มม่ ผี ลใชบ้ ังคับตามกฎหมายตง้ั แตเ่ รมิ่ ทำ เชน่ การทำสญั ญากู้ยมื เงินท่เี กบ็ ดอกเบ้ียเกนิ กว่าทีก่ ฎหมายกำหนด การจดทะเบยี นสมรสซ้อน 2. โมฆียะ (โมฆยี กรรม) คอื นติ กิ รรมที่มผี ลทางกฎหมาย จนกว่าจะถกู บอกล้าง และใหถ้ ือเป็นโมฆกรรมแตแ่ รก เชน่ อาจเกิดจากผเู้ ยาว์ ผู้ไรค้ วามสามารถ ผู้เสมือนไรค้ วามสามารถ ทำลงไปอาจจะโดยไม่เจตนาหรือโดยขมขู่ # ขอ้ มูลเพ่ิมเตมิ 1. นติ ิกรรมที่ผเู้ ยาว์กระทำไปโดยไม่ได้รบั ความยินยอมจากผแู้ ทนโดยชอบธรรม จะตกเป็นโมฆยี ะ (มผี ลสมบูรณเ์ มือ่ มกี ารใหส้ ตั ยาบนั หรอื ถูกยกเลิกเม่อื บอกล้างเพกิ ถอน) 2. กรณที ี่มีการทำพนิ ยั กรรมซอ้ นกนั หลายฉบับ ใหย้ ึดเอาฉบับลา่ สดุ ก่อนผทู้ ำเสียชีวิต 3. ทรพั ย์ : สง่ิ ทม่ี มี ูลค่า มีรูปร่างจบั ต้องได้ มรี าคาทีช่ ดั เจน 1. สังหารมิ ทรัพย์ : เคลื่อนทไี่ ด้ ไม่ยดึ ตดิ อย่กู ับท่ี เช่น ทองคำ รถยนต์ โทรทศั น์ ดนิ ที่ขุดมาขาย 2. อสังหารมิ ทรัพย์ : เคลอื่ นทีไ่ มไ่ ด้ ติดอย่กู ับท่ีถาวร ประกอบเป็นอันเดยี วกับท่ีดินนั้น เชน่ บา้ น ตกึ อาคาร ไม้ยนื ตน้ 3. สังหาริมทรัพย์ชนดิ พเิ ศษ : ทรัพย์เคลื่อนท่ไี ด้ แตก่ ารโอนกรรมสทิ ธมิ์ คี วามจำเปน็ ต้องทำอย่างอสังหาริมทรัพย์ เชน่ สตั ว์ พาหนะ แพอย่อู าศัย เรอื 5 ตนั +
18 4. เอกเทศสญั ญา : เป็นรปู แบบของสัญญาท่ีกฎหมายกำหนดชื่อสญั ญา และกฎเกณฑ์ท่วั ไปของสญั ญาเอาไว้ ชัดเจน ปัจจบุ ันนเี้ อกเทศสญั ญามีทั้งหมด 22 แบบสญั ญา นอกเหนือจากน้จี ะเรียกวา่ “สัญญาไม่มีชือ่ ” เอกเทศสัญญาทีส่ ำคญั ๆ ท่อี อกข้อสอบมีดังน้ี ซอ้ื ขาย สัญญาที่ ผ้ขู าย โอนกรรมสทิ ธิ์ทรพั ยส์ นิ ให้แก่ ผ้ซู อื้ โดยใชเ้ งนิ ตามราคาทรัพยส์ นิ น้นั การซ้ือขายต้องทำเป็นหนงั สอื และ จดทะเบียนต่อเจา้ หน้าทที่ ำการซอื้ ขาย มี 3 สญั ญา ได้แก่ 1. สัญญาจะซ้อื จะขาย : สญั ญาซือ้ ขายทีจ่ ะต้องไปทำให้สมบูรณ์ในภายหลงั เช่น ขายที่ดนิ ต้องมกี ารไปจดทะเบียนโอน กนั จงึ จะสมบรู ณ์ตามกฎหมาย 2. สัญญาซื้อขายเงินผ่อน : สัญญาซ้อื ขาย ที่มีการแบ่งชำระราคาเป็นงวดๆ โดยกรรมสทิ ธ์ิในทรัพย์โอนไปยงั ผู้ซ้อื ทนั ที กอ่ นท่กี ารชำระราคาจะครบถ้วน 3. สัญญาขายฝาก : สญั ญาซอื้ ขายซง่ึ กรรมสทิ ธใิ์ นทรัพย์สินทขี่ ายฝากน้นั ตกไปยังผู้ซื้อโดยมีขอ้ ตกลงในขณะทำสญั ญา วา่ ผขู้ ายมีสิทธิไถ่ทรพั ยส์ ินคนื ได้ เชา่ ทรพั ย์ สญั ญาทบี่ คุ คลหน่งึ เรียกว่า ผใู้ ห้เช่า ตกลงใหอ้ กี บุคคลหนึ่งคอื ผเู้ ช่า ใชห้ รือไดร้ ับประโยชนใ์ นทรพั ย์สนิ นัน้ ๆ ในช่วงระยะ เวลาท่ีกำหนด โดยมีเงินเปน็ คา่ ตอบแทน เช่น เชา่ บ้านพกั - การเช่าอสงั หาริมทรัพย์ตอ้ งทำเป็นหนงั สอื และลงลายชือ่ จดทะเบยี นต่อเจา้ หน้าท่ีพนักงาน - การเชา่ อสังหารมิ ทรพั ย์ หา้ มเชา่ กันนานเกนิ กว่า 30 ปี - การเชา่ สามารถตกลงใหเ้ ชา่ นานตลอดอายผุ เู้ ชา่ หรือผูใ้ หเ้ ชา่ ได้ เชา่ ซอื้ สัญญาที่บคุ คลหน่ึงเรียกวา่ ผใู้ ห้เช่าซอื้ นำทรัพยส์ นิ ของตนออกให้เช่า โดยจะใหท้ รัพยส์ ินนน้ั ตกเปน็ กรรมสทิ ธิ์ของผเู้ ชา่ ซือ้ เม่ือชำระเงินจนครบงวดตาท่ีตกลง - ต้องทำเป็นหนงั สอื มิเช่นนนั้ จะเป็น โมฆะ - หากไม่ชำระเงิน 2 งวดตดิ ต่อกน ผใู้ ห้เช่าซอื้ มสี ทิ ธิบอกเลกิ สัญญาได้ - แตกตา่ งจากซื้อขายเงินผอ่ น เพราะการเช่าซ้อื ผเู้ ช่าซอื้ จะไดก้ รรมสิทธ์ิในทรพั ย์สินนั้นตอ่ เมอ่ื ไดช้ ะระเงนิ ครบทุกงวด แลว้ แต่ซือ้ ขายผอ่ นผู้ซอื้ ไดก้ รรมสิทธใิ์ นทรพั ย์นนั้ แมจ้ ะยังชำระเงนิ ไมค่ รบถ้วนก็ตาม - แตกตา่ งจากการเช่าทรพั ย์ เพราะการเชา่ ซ้อื เป็นสัญญาเชา่ ทรัพยท์ ่ีมคี ำมนั่ ว่าจะขายรวมอยู่ดว้ ย กยู้ ืมเงนิ เป็นสญั ญาท่ี ผ้กู ู้ ขอยืมเงนิ จำนวนหน่ึงตามท่ีไดก้ ำหนดจาก ผ้ใู ห้กู้ ตกลงว่าจะคืนเงนิ ดังกล่าวตามกำหนดเวลา โดยผกู้ ู้ เสยี ดอกเบ้ียใหแ้ ก่เจา้ ของเงิน ผ้ใู ห้กู้ ตามอตั ราท่ีกฎหมายกำหนด - ดอกเบี้ยตอ้ งไม่เกนิ ร้อยละ 15 ต่อปี หรือรอ้ ยละ 1.25 ต่อเดือน หากเกนิ นี้สว่ นของดอกเบีย้ จะถอื เป็นโมฆะ และต้องได้ รับโทษทางอาญาดว้ ย - การกยู้ มื เงินกวา่ 2,000 บาทขน้ึ ไป (ตัง้ แต่ 2,001 บาท) จะตอ้ งมีหลักฐานเป็นหนังสอื ลงลายมอื ชือ่ ผยู้ มื เป็นสำคัญ มิ ฉะนน้ั จะฟอ้ งร้องบังคับคดไี มไ่ ด้ คำ้ ประกนั สญั ญา ซ่ึงบุคคลภายนอก คือผู้คำ้ ประกัน ผกู พันตอ่ สญั ญาเพื่อชำระหนเ้ี ม่อื ลกู หนีไ้ ม่สามารถชำระหนไ้ี ด้ - เจ้าหนจี้ ะต้องเรียกให้ลกู หนชี้ ำระหน้กี อ่ น เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ จงึ มสี ทิ ธเิ รียกร้องจากผู้คำ้ ประกนั - เมื่อผู้คำ้ ประกันชำระหนี้ใหก้ บั เจ้าหนี้แล้ว สามารถไลเ่ บี้ยเอากับลูกหนีไ้ ด้ จำนอง สัญญาทบ่ี ุคคลหนึ่งเรยี กว่า ผูจ้ ำนอง เอาอสงั หารมิ ทรพั ย์ไปจำนองโดยจดทะเบยี นไว้กับ ผรู้ ับจำนอง เพ่อื เป็นหลกั ประกันในการชำระหน้ี ทั้งน้ผี จู้ ำนองตอ้ งสง่ มอบทรพั ย์สินดงั กล่าวให้แกผ่ ้รู บั จำนอง เช่น ท่ดี ิน บ้าน - ไมต่ ้องมกี ารสง่ มอบทรพั ยส์ นิ แต่ต้องทำเปน็ หนงั สือและจดทะเบยี นตอ่ เจา้ หน้าท่ี - หลังจากหลุดจำนองแลว้ จะขายทอดตลาดและได้เงนิ ไม่ครบตามมูลหน้ี ลูกหนไี้ ม่ต้องรับผิดชอบในสว่ นทข่ี าด เชน่ จำนอง 7 ลา้ น แตไ่ ปขายทอดตลอดได้ 5 ลา้ น จำนำ สัญญาที่บคุ คลหนง่ึ คอื ผู้จำนำ นำสงั หาริมทรัพยข์ องตนมาประกันการชำระหน้ตี อ่ ผ้รู บั จำนำ - ตอ้ งมีการส่งมอบทรัพยส์ นิ ที่จำนำ - หลงั จากหลดุ จำนำแล้วจะขายทอดตลาดและไดเ้ งินไมค่ รบตามมูลหน้ี ลูกหน้ีไม่ต้องรับผดิ ชอบในส่วนทขี่ าด
19 5. กฎหมายเก่ียวกบั ครอบครวั 1. การหม้นั : การทำสัญญากนั ของผ้ใู หญส่ องครอบครัวว่าจะใหล้ ูกสมรสกนั ในอนาคต > จะกระทำไดเ้ ม่อื ฝ่ายชาย-ฝา่ ยหญิงมีอายุ 17 ปบี รบิ ูรณ์ข้นึ ไป > มีการมอบของหมนั้ ของฝ่ายชายใหแ้ กฝ่ ่ายหญิง สินสอดฝ่ายชายจะมอบใหก้ ับพ่อแมข่ องฝา่ ยหญิง > ของหม้ันจะมอบให้ก่อนการสมรส ส่วนสนิ สอดจะมอบใหก้ ่อนหรอื เมอื่ มกี ารสมรสกไ็ ด้ > หากฝา่ ยชายไมไ่ ด้เจตนาทำผดิ สัญญาหมั้น แต่มีเหตุใหต้ อ้ งเสยี ชวี ิตถกู จำคกุ ตลอดชีวิตใหถ้ อื วา่ ของหมนั้ ตกเป็นของฝ่ายหญงิ เชน่ กัน > เมอ่ื คหู่ มัน้ ตายกอ่ นการสมรส อีกฝา่ ยหน่ึงไม่มสี ทิ ธิเรยี กค่าทดแทน ไมต่ อ้ งคนื ของหม้นั 2. สมรส : การแตง่ งานกันโดยต้องมกี ารจดทะเบยี นสมรสจะถอื เปน็ สมบูรณ์ > ฝา่ ยหญิงและชายตอ้ งอายุครบ 17 ปบี ริบรู ณ์ พ่อแม่ทงั้ สองฝา่ ยยนิ ยอม > แตก่ ารสมรสอาจทำไดก้ อ่ นชายหญิงจะมีอายคุ รบ 17 ปีบริบูรณ์ หากศาลเห็นว่ามีเหตุอันสมควรให้ สมรสได้ เชน่ ฝา่ ยหญงิ ตงั้ ครรภ์ > สมรสไม่ไดถ้ ้า ชายหรือหญงิ เป็นญาตสิ บื สายโลหติ หรอื เปน็ บุคคลวิกลจริต > การสมรสกนั ระหว่างชายหญิงทเ่ี ป็นบตุ รบญุ ธรรมและผู้รบั บุตรบญุ ธรรม การสมรสนัน้ สมบูรณ์ได้ แตค่ วามสัมพันธแ์ บบผปู้ กครองกับลกู จะจบลงทนั ทีทีจ่ ดทะเบียนสมรส ประเภทของทรัพย์สินคูส่ มรส 1. สินส่วนตัว : ทรพั ย์สินทม่ี อี ยูก่ ่อนการสมรส เช่น ของหมั้นทีฝ่ ่ายหญงิ ไดร้ ับ ของใช้สว่ นตัว เครื่องมอื ประกอบอาชีพ ทรพั ย์สนิ ท่ีได้มาโดยมรดกหรือเสนห่ า 2. สนิ สมรส : ทรัพยส์ ินท่ไี ด้มาระหวา่ งการสมรส ดอกผลของสนิ สว่ นตวั มรดกตามพนิ ยั กรรม6. การสมรสจะสิ้นสดุ ลงเมือ่ คูส่ มรสตาย เม่อื จะทะเบียนหยา่ เม่อื ศาลพพิ ากษาให้หย่า # หลังการสมรสสิน้ สดุ ลง จะมีการสมรสใหมไ่ ดเ้ มอ่ื เวลาผ่านไปแล้วไม่น้อยกวา่ 310 วนั เวน้ แต่จะเป็นการสมรสกับคูส่ มรสเดิม หรอื คลอดบตุ รในระหวา่ งนัน้ หรือศาลอนุญาตให้สมรสได้ 3. การหย่า : การสนิ้ สุดความเป็นสามีภรรยากนั ทำได้ 2 วธิ ี คอื จดทะเบียนหย่าทีอ่ ำเภอ เมอื่ คสู่ มรสต่าง ยินยอมพร้อมใจกนั แต่ถ้าฝา่ ยใดฝ่ายหน่ึงไม่ยินยอมกฟ็ ้องศาลส่งั หย่า เมอื่ คสู่ มรสไม่ยนิ ยอม 4. บุตร > บุตรชอบด้วยกฎหมาย : บตุ รทเี่ กดิ จากบดิ ามารดาท่ีจดทะเบยี นสมรสกนั > บุตรนอกกฎหมาย : บุตรทเี่ กดิ จากบดิ ามารดาท่ไี มไ่ ด้จดทะเบยี นสมรสกนั > บุตรบญุ ธรรม : กฎหมายกำหนดให้ผู้ท่จี ะรับบุตรบุญธรรมต้องมอี ายุไม่ตำ่ กว่า 25 ปี และตอ้ งมอี ายมุ ากกว่าผทู้ ่ีจะเป็นบตุ รบุญธรรม 15 ปีขน้ึ ไป จงึ จะมผี ลสมบรู ณต์ ามกฎหมาย 5. มรดก : ทรัพยส์ ินทกุ ชนดิ ของผตู้ าย ตลอดทงั้ สิทธิ หนา้ ท่ี และความรับผดิ ตา่ งๆ เว้นแตก่ ฎหมายหรอื โดย สภาพแลว้ เป็นการเฉพาะตัวของผูต้ ายโดยแท้ ซึ่งมรดกจะตกเป็นของทายาท # ทายาทไมต่ ้องรบั ผิดชอบชำระหน้ีเกินกว่าทรพั ยม์ รดกทต่ี กได้แกต่ น เช่น รับมรดกจากเจ้ามรดกมา 1,000,000 บาท เจ้าของ มรดกตายและมีหนี้อยู่ 1,200,000 บาท ทายาทก็ชำระหน้ไี มเ่ กนิ 1,000,000 บาท แตถ่ า้ เป็นหน้ีนอกระบบในทางปฏบิ ตั ิชวี ิต จรงิ กต็ ้องรบั ผิดชอบใช้ใหห้ มดอยดู่ เี พราะเจา้ หนี้กต็ ้องมาตาม 6. พนิ ยั กรรม : กำหนดการเผือ่ ตายในเรื่องทรพั ยส์ นิ หรือการตา่ งๆ เม่อื ไดต้ ายลง บุคคลจะทำพนิ ยั กรรมได้ เม่ือมอี ายุครบ 15 ปบี รบิ ูรณ์ และไมเ่ ป็นบคุ คลทศ่ี าลสง่ั ให้เป็นคนไรค้ วามสารถ มิฉะนัน้ พินยั กรรมนัน้ จะตกเปน็ โมฆะ 7. ทายาท 1. ทายาทโดยธรรม มี 6 ลำดับชนั้ 1. ผสู้ บื สันดาน (สายเลอื ด) = ลกู ของเจา้ มรดก : กรณลี ูกเสียชวี ติ ก่อนเจา้ ของมรดก หลานจะเข้ารบั มรดกแทน 2. บิดา มารดา : จะได้รับมรดกเสมอ และไมถ่ ูกตดั โดยทายาทลำดับก่อนหน้า 3. พี่นอ้ งรว่ มบดิ ามารดา 4. พ่ีนอ้ งร่วมเฉพาะบดิ าหรอื มารดา 5. ปู่ ยา่ ตา ยาย หากมที ายาทลำดบั ก่อนหน้ารบั มรดกไป ก็จะไมม่ ีสทิ ธ์ไิ ดร้ ับ 6. ลุง ปา้ นา้ อา 2. ทายาทโดยพินัยกรรม : ทายาททจี่ ะได้รบั มรดกตามทไี่ ด้แบง่ สนั ปนั ส่วนในพินัยกรรม 6. กฎหมายเก่ยี วกบั ตัวบุคคล > การแจ้งเกิด ต้องแจง้ ภายใน 15 วนั ถา้ ไมท่ ราบวนั เดอื น ปีเกดิ ให้ถือเอาวันท่ี 1 มกราคม ของปีน้นั เป็นปีเกดิ > การแจง้ ตาย ต้องแจง้ ภายใน 24 ช่ัวโมง
20 สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ \" 1. ความรู้เบือ้ งตน้ เก่ียวกับเศรษฐศาสตร์ 1. บิดาแห่งวชิ าเศรษฐศาสตร์ คือ Adam Smith เจ้าของผลงาน “The Wealth of Nations” เจ้าของแนวคิด ตลาดเสรี กลไกราคา ทฤษฎคี วามได้เปรียบโดยสมบรู ณ์ (Absolute Advantage) การแบ่งงานกนั ทำ 2. เศรษฐศาสตร์ คอื วิชาทว่ี ่าด้วยการจดั สรรทรัพยากรทม่ี ีอย่อู ยา่ งจำกดั ให้เกดิ ประโยชน์สูงท่ีสดุ 3. ปญั หาหลกั ของวิชาเศรษฐศาสตร์ คือ ความขาดแคลน อันเกิดจากการทีท่ รัพยากรมีจำกดั แตค่ วามตอ้ งการของ มนษุ ย์มีไมส่ ้ินสดุ 4. ความขาดแคลน กอ่ ให้เกิดเป็นปัญหาพืน้ ฐานทางเศรษฐกจิ 3 ปญั หา 1. ผลติ อะไร (what to produce) 2. ผลติ อยา่ งไร (how to produce) 3. ผลิตเพ่อื ใคร (produce for whom) 5. ตน้ ทุนค่าเสียโอกาส : มลู คา่ สูงสดุ ของงานท่ไี มไ่ ดเ้ ลือกทำ 6. สาขาของวิชาเศรษฐศาสตร์ มี 2 สาขา 1. จุลภาค (micro economics) : ทฤษฎรี าคา เชน่ รายได้ของบริษทั ซีพี 2. มหภาค (macro economics) : ทฤษฎรี ายได้ เช่น รายได้ประชาชาติ เงนิ เฟอ้ เงนิ ฝดื อัตราการว่างงาน \" 2. กิจกรรมทางเศรษฐกิจ 1. การผลิต คอื การบวนการในการแปลงสภาพปัจจัยการผลติ ตา่ งๆ ให้เป็นสินค้าและบริการทมี่ นษุ ยต์ อ้ งการ # ขัน้ ตอนการผลิต > ปฐมภมู ิ ปลูกทไี่ ร่ ออกไปหาปลา > ทตุ ยิ ภูมิ แปรรปู ทโ่ี รงงาน > ตตยิ ภมู ิ บรกิ ารหลังการขาย ขนส่ง ขายปลกี การบริการขนสง่ บรกิ ารทางการแพทย์ # ปจั จยั การผลิต > ท่ดี ิน (ไมร่ วมส่ิงท่อี ยู่เหนือน่านฟา้ ) (ไม่รวมสง่ิ ปลกู สร้างโดยมนษุ ย์ทต่ี ิดกบั ทีด่ นิ ) > แรงงาน > ทุน > ผู้ประกอบการ *สำคญั ทสี่ ดุ เพราะต้องแบกรบั ความเสย่ี งและปัจจยั การผลิตสกู่ ระบวนการผลิต 2. การบริโภค คือ การทม่ี นุษย์ใช้สินค้าและบริการบำบดั ความตอ้ งการของตนเองหรอื ครัวเรือน มี 3 ด้าน คือ การบรโิ ภคเพ่อื ร่างกายโดยตรง = บรโิ ภค การบริโภคเพอ่ื ใชส้ อย = อุปโภค การบรโิ ภคเพ่อื ความสุขทางจิตใจ = เสพ 3. การแลกเปล่ียน > ยุคแรก : Barter System (ของแลกของ) > ยุคปจั จุบนั : Money and Credit System 4. การกระจาย > การกระจายผลผลติ คอื การแจกจ่ายสินคา้ และบริการให้ถงึ มอื ผู้บรโิ ภค > การกระจายรายได้ คอื การปนั รายไดใ้ ห้เจา้ ของปจั จยั การผลิต \" 3. หนว่ ยเศรษฐกจิ 1. หน่วยครัวเรือน ทำหน้าทีบ่ รโิ ภค และเป็นเจา้ ของปัจจยั การผลติ มเี ป้าหมายสงู สดุ คอื ความพึงพอใจสูงสดุ 2. หน่วยธรุ กจิ ทำหนา้ ท่ผี ลติ สนิ คา้ และบริการ มเี ปา้ หมายสูงสดุ คอื กำไรสงู สดุ 3. หน่วยรัฐบาล ทำหนา้ ทีค่ วบคมุ ดูแลระบบเศรษฐกจิ มีเปา้ หมายสูงสดุ คือ เศรษฐกจิ ดี GDPเพ่ิม \" \" \" \"
21 4. ระบบเศรษฐกจิ 1. ทนุ นิยม (capitalism) ซง่ึ อาจเรยี กว่า ระบบเสรีนยิ ม หรือระบบตลาด ลกั ษณะเด่น > เอกชนมีสทิ ธใิ นทรพั ย์สินท่หี ามาได้ตามกฎหมาย > เอกชนมีเสรใี นกิจกรรมทางเศรษฐกจิ > เนน้ กลไกราคา > รัฐไม่แทรกแซงตลาดปจั จัยการผลติ แตจ่ ะมีบทบาทจำกัดเฉพาะดา้ นบริการสังคม ข้อดี > เอกชนมเี สรภี าพในการตดั สินใจ > มกี ำไรและกรรมสิทธใิ์ นทรัพยส์ นิ เป็นแรงจูงใจ จงึ มีการคดิ ค้นสงิ่ ใหม่ มกี ารพัฒนาตลอดเวลา ข้อเสยี > ก่อให้เกิดความเหลอื่ มล้ำ > ไม่เหมาะกบั สินค้าและบริการสาธารณะทต่ี ้องลงทุนมาก เอกชนไมก่ ลา้ เสี่ยง รัฐต้องลงทนุ เอง > มีการใชท้ รัพยากรการผลติ อย่างสิ้นเปลือง 2. สงั คมนยิ ม (socialism) ลกั ษณะเดน่ > รัฐเป็นเจ้าของกรรมสิทธ์ิ เป็นเจ้าของปจั จยั การผลติ > มกี ารวางแผนจากส่วนกลาง > เนน้ การกระจายรายไดอ้ ยา่ งเปน็ ธรรม ข้อดี > ลดความเหลอื่ มลำ้ > มีความงา่ ยและคล่องตัวเพราะรฐั วางแผนจากสว่ นกลาง ข้อเสีย > คนขาดแรงจูงใจในการทำงาน > การพฒั นาการผลิตเกิดข้ึนยากเพราะขาดการแขง่ ขนั > การใช้ทรัพยากรการผลิตไมม่ ีประสิทธภิ าพ 3. แบบผสม (mixed economy) ลักษณะเดน่ > มที งั้ บทบาทของรัฐและเอกชน > เอกชนมีสทิ ธใ์ิ นทรพั ยส์ นิ > รัฐดำเนนิ กจิ การทสี่ ง่ ผลกระทบตอ่ คนสว่ นรวม เชน่ สาธารณปู โภค และอุตสาหกรรมขนาดใหญท่ ตี่ ้องลงทุนมาก > ใช้ทั้งกลไกราคา และการชี้นำจากภาครัฐ > บทบาทของรัฐและเอกชนสามารถปรบั เปลีย่ นไดต้ ามความเหมาะสม ขอ้ ดี > ระบบเศรษฐกิจมีความคลอ่ งตวั > ปรับเปลีย่ นไดต้ ามสถานการณท์ างเศรษฐกิจ ข้อเสยี > อาจก่อให้เกดิ ความเหลอื่ มลำ้ เหมอื นทนุ นิยม > รฐั สามารถแทรกแซงกลไกตลาดได้ อาจทำให้เกดิ การทจุ ริต \" > เอกชนไม่กล้าลงทุนเพราะนโยบายรัฐบาลมีความผนั ผวน 5. กลไกราคา / กลไกลตลาด / มอื ทม่ี องไม่เหน็ Invisible Hands กลไกราคา กลไกตลาด มอื ท่มี องไมเ่ ห็น กค็ อื อปุ สงค์ อปุ ทาน ทีท่ ำใหร้ าคาสนิ ค้าและบรกิ ารปรบั ตวั ขน้ึ ลง 1. อปุ สงค์ (demand) : ปรมิ าณสนิ คา้ และบรกิ ารชนดิ ใดชนิดหนง่ึ ที่ผูบ้ รโิ ภคตดั สนิ ใจซอื้ และมีอำนาจซอื้ ณ ราคา ต่างๆ ในชว่ งเวลาใดเวลาหน่ึง > องคป์ ระกอบของอุปสงค์ 3 ปัจจัย ได้แก่ ความตอ้ งการ ความเตม็ ใจ และความสามารถทจี่ ะซอ้ื > กฎของอปุ สงค์ : ของราคาสูง อุปสงคล์ ดลง / ของราคาถกู อปุ สงคเ์ พ่มิ ข้ึน > ปัจจัยกำหนดอุปสงค์ทสี่ ำคญั 1. ราคาสินคา้ 2. รายได้ของผู้บริโภค 3. ราคาสินค้าชนิดอน่ื ทเ่ี กยี่ วข้อง / ราคาสินค้าที่ใชท้ ดแทนกนั , ราคาสินคา้ ท่ีใช้ประกอบกนั 4. รสนิยมของผบู้ รโิ ภค คือ ความชอบส่วนบุคคล 5. สมยั นิยม เช่น การนิยมโทรศพั ท์มือถือร่นุ ใหม่ๆ 6. เทศกาลสำคัญ เชน่ สงกรานต์ ตรษุ จีน
22 7. ฤดกู าล เช่น เส้อื กนั หนาวขายดใี นหน้าหนาว รม่ ขายดีในหนา้ ฝน 8. โครงสร้างกล่มุ ประชากร เชน่ ถ้ามเี ดก็ แรกเกดิ เพิม่ ข้ึน อุปสงคต์ อ่ สินค้าเด็กกจ็ ะเพม่ิ ข้นึ 9. การโฆษณา 10. การคาดคะเนราคา เชน่ หากคาดวา่ ราคาสินคา้ จะเพม่ิ ขน้ึ คนจะรีบตนุ สนิ ค้า อุปสงค์จงึ เพม่ิ ข้นึ 2. อุปทาน (supply) : ปรมิ าณสินคา้ และบริการชนิดใดชนดิ หนึง่ ท่ผี ู้ขายหรอื ผผู้ ลติ ตอ้ งการขาย ณ ราคาต่างๆ ใน ชว่ งเวลาใดเวลาหนึ่ง > กฎของอุปทาน : ของแพง อุปทานเพมิ่ / ของถกู อุปทานลดลง > ปัจจยั กำหนดอปุ ทาน 1. ราคาสนิ คา้ 2. ราคาปจั จัยการผลติ 3. เทคโนโลยกี ารผลิต # อปุ สงคส์ ว่ นเกนิ : ความตอ้ งการในการซ้อื มากกวา่ ความตอ้ งการในการขาย ส่งผลใหส้ ินค้าขาดตลาด ราคาสินค้าแพงขนึ้ เมือ่ สนิ ค้าแพงขน้ึ ผ้ผู ลติ อยากได้กำไรจากการขาย จึงผลิตสินค้าเพ่ิมขน้ึ # อปุ ทานสว่ นเกิน : ความต้องการในการขาย เกินความตอ้ งการในการซ้อื ส่งผลให้สินคา้ ลน้ ตลาด ราคาสินค้า ลดลง เมอ่ื เปน็ ดงั นน้ั ผู้ผลิตจึงลดการผลิต เพราะผลติ แล้วไมไ่ ดก้ ำไร อุปสงค์ส่วนเกนิ และ อุปทานสว่ นเกนิ = 0 จะเกดิ สภาวะดลุ ยภาพ(ราคาและปริมาณ) ! 6. เศรษฐกิจพอเพียง (sufficiency economy) \" \" \" \" \" \" \" \" \" \" 7. เกษตรทฤษฎีใหมต่ ามแนวพระราชดำริ !! \" \" \" \" \" \" \" \" \" \" \" \"
23 8. ตัวช้ีวดั การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 1) ผลติ ภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มลู ค่าในราคาตลาดของสินค้าและบริการขั้นสดุ ทา้ ยท้งั หมดท่ีผลิตภายในประเทศ ในเวลา 1 ปี 2) ผลติ ภัณฑม์ วลรวมประชาชาติ (GNP) มูลค่าในราคาตลาดของสินค้าและบรกิ ารข้นั สดุ ท้ายทง้ั หมดท่ผี ลิตดว้ ยทรพั ยากรของประเทศ ในเวลา 1 ปี 3) รายไดต้ ่อคน โดยนำ GDP หรือ GNP มาหารดว้ ยจำนวนประชากร เพื่อใช้เปรียบเทยี บฐานะทางเศรษฐกิจหรอื การเจรญิ เติบโตทางเศรษฐกจิ ระหวา่ งประเทศ 9. การเงนิ 1. เงนิ : สงิ่ ทส่ี งั คมให้การยอมรับว่ามคี ่า ตกลงรว่ มกันเพื่อใช้วัดมูลค่าและชำระหน้ีไดต้ ามกฎหมาย 2. หน้าท่ขี องเงิน : > เปน็ ส่ือกลางในการแลกเปลยี่ น > เปน็ มาตรฐานในการเทียบคา่ > เปน็ หน่วยรกั ษามูลคา่ > เป็นมาตรฐานในการชำระหน้ใี นภายภาคหน้า > เปน็ หน่วยในการลงบญั ชี 3. เงนิ เฟอ้ (inflation) : ภาวะทร่ี ะดับราคาสินค้าท่วั ไปสงู ขน้ึ เรอื่ ยๆ อยา่ งต่อเนื่อง ประเภท > เงนิ เฟอ้ อย่างอ่อน (ตตี อ่ ระบบเศรษฐกจิ ) คอื ไม่เกนิ 5% ต่อปี > เงินเฟ้อปานกลาง 5-10% ต่อปี > เงินเฟอ้ อยา่ งรุนแรง มากกว่า 20% ตอ่ ปี สาเหตุของเงินเฟ้อ ด้านอุปสงค์ : ความต้องการต่อสินคา้ และบรกิ ารมวลรวมเพ่มิ สูงขึน้ จนเกนิ กว่าอปุ ทานมวลรวมจะ สนองได้ทัน ทำใหร้ าคาสินคา้ เพิ่มสูงขน้ึ การทีป่ ระชาชนมีอุปสงค์เยอะอาจเกิดจาก ประเทศมดี ลุ การชำระเงินเกินดลุ ประชาชนไดเ้ งนิ มางา่ ย เศรษฐกจิ เตบิ โตมากเกนิ ไป ดา้ นอุปทาน : ของแพงเพราะตน้ ทุนการผลิตสงู ข้ึน เช่นราคานำ้มนั ค่าจง้ แรงงานทีส่ ูงขึน้ ผลของเงินเฟอ้ ต่อระบบเศรษฐกิจ 1) ผลต่อความตอ้ งการถอื เงิน 2) ผลตอ่ การกระจายรายได้ 3) ผลกระทบต่อรฐั บาล 4) ผลต่อเศรษฐกิจและสังคม 5) ผลตอ่ ดลุ การคา้ ของประเทศ การแก้ไขเงินเฟอ้ 1) ด้านอุปสงค์ : ใช้นโยบายการคลงั และนโยบายการเงนิ นโยบายการเงิน (แบบเขม้ งวด) ทำอย่างไรก็ได้ใหค้ นออมมากขน้ึ - เพ่ิมอตั ราดอกเบ้ียเงินกู้และเงินฝาก - เพิม่ เงินสำรองตามกฎหมาย - ลดการปล่อยสินเชื่อ - ขายตราสารหนี้ นโยบายการคลัง (แบบหดตวั ) - พยายามลดการใช้จ่ายภาครฐั - เพม่ิ อตั ราภาษี - ใช้งบประมาณแบบเกนิ ดลุ (รับ มากกวา่ จา่ ย) - ขายพนั ธบตั รรฐั บาล 2) ดา้ นอุปทาน : ใชน้ โยบายแกไ้ ขใหต้ รงสาเหตุ เชน่ หากเกดิ วิกฤตพลงั งาน ก็ใชน้ โยบายประหยัด หากเกดิ จากการกกั ตุนสินคา้ กอ็ อกนโยบายห้าม หรอื อาจจะออกนโยบายควบคุมราคาสินค้าโดยตรง 4. เงนิ ฝดื (deflation) : ภาวะทีร่ ะดับราคาสินค้าและบรกิ ารลดลงเรื่อยๆ จากการท่ปี ระชาชนและรัฐบาลมอี ำนาจการซอ้ื น้อยกว่าจำนวนสินค้าและบรกิ ารทีถ่ กู ผลิตขึน้ ในนณะน้นั (อุปทานมวลรวม > อุปสงค์มวลรวม) ทำใหห้ นว่ ย ธรุ กจิ ลดการผลติ ลดการลงทนุ เกดิ การว่างงาน \"#สาเหตแุ ละผลทุกอยา่ งตรงข้ามกับเงินเฟ้อ
24 5. ค่าเงินบาท 1. คา่ เงนิ บาทออ่ นตวั = 1 $ แลกเงนิ บาทได้มากขน้ึ 2. ค่าเงินบาทแข็งตวั = 1 $ แลกเงนิ บาทได้น้อยลง 10. การคลังสาธารณะ การคลงั สาธารณะมขี อบเขต 4 เรอื่ ง ไดแ้ ก่ 1. รายรับของรัฐบาล 2. รายจา่ ยของรฐั บาล 3. การก่อหนส้ี าธารณะ 4. งบประมาณแผน่ ดิน รายรับของรฐั บาล มาจาก 1. ภาษี > ทางตรง = นิตบิ คุ คล บุคคลธรรมดา ภาษเี งินไดป้ ิโตรเลียม > ทางอ้อม = VAT สรรพสามติ ศลุ กากร 2. รายไดจ้ ากการขายสงิ่ ของและบรกิ าร 3. รัฐพาณิชย์ 3. อื่นๆ 11. ธนาคารและสถาบันการเงิน 1. ธนาคาร > ธนาคารกลาง = ผลติ ธนบัตร เปน็ นายธนาคารของทุกธนาคาร จัดทำนโยบายการเงิน > ธนาคารพาณิชย์ทว่ั ไป = SCB KBANK KTB etc. > ธนาคารวตั ถุประสงคพ์ เิ ศษ 2. สถาบนั การเงนิ > ตลาดหลักทรพั ย์ > บริษทั เงนิ ทุน > บรษิ เครดติ ฟองซิเอร์ \" > บริษัทประกนั ภัย 12. นโยบายการคา้ 1. เสรี = ไมด่ ำเนนิ การแบบคุม้ กนั 2. คมุ้ กนั \" = ตง้ั กำแพงภาษี / ใหโ้ ควตาพิเศษแกป่ ระเทศใดประเทศหนงึ่ / ใหเ้ งินสนบั สนุนผู้ผลติ สินค้าสง่ ออกทีส่ ำคญั 13. ดลุ การชำระเงิน ประกอบด้วย รายการทแ่ี สดงถงึ การรบั และการจา่ ยเงินตราตา่ งประเทศ ประกอบด้วย 3 บัญชี 1) บญั ชีเดินสะพัด มี 4 รายการ คอื > ดุลการค้า > ดุลบรกิ าร > ดลุ เงินโอน / ดลุ บริจาค > ดุลรายไดจ้ ากการลงทุน 2) บญั ชีทุนเคลือ่ นย้าย > ทางตรง = เอาเงินมาเปดิ บรษิ ัท หรือซื้อบรษิ ัท > ทางออ้ ม = เอาเงนิ มาซ้ือห้นุ ซ้อื พันธบัตร ซอ้ื ตราสารหน้ี 3) ทนุ สำรองระหว่างประเทศ เปน็ รายการสรปุ จากบญั ชีทั้งสองขา้ งต้น วา่ ขาดดุลหรอื เกินดุล รวมกนั แล้วเป็นอย่างไร
25 \"\"อ\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\" งคก์ รความรว่ มมอื ระหว่างประเทศ
26 \"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\" \"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"\"
27 สาระที่ 4 ประวตั ศิ าสตร์ \" 1. ความรู้เบอ้ื งต้นเกีย่ วกบั ประวัตศิ าสตร์ > ประวตั ิศาสตร์เป็นการสืบค้นเรอ่ื งราวของมนษุ ยใ์ นอดีต โดยอาศัยหลักฐาน และมวี ิธีการสืบคน้ ท่เี รียกวา่ วธิ ีการทางประวัตศิ าสตร์ > การศกึ ษาประวัตศิ าสตรม์ ิได้จำกัดแคเ่ รือ่ งราวในอดีต แต่เปน็ การศกึ ษาอดีตท่ีเชอื่ มโยงมาถึงปจั จุบนั และท่ีจะนำไปสู่อนาคต หลกั ฐานทางประวัติศาสตร์ # จำแนกตามความสำคัญของหลกั ฐาน 1. หลกั ฐานช้ันตน้ > จดั ทำข้ึนโดยผ้เู กยี่ วข้อง เหน็ เหตุการณโ์ ดยตรง เชน่ ศลิ าจารกึ พ่อขนุ รามคำแหง จดหมายเหตวุ นั วลิต พงศาวดารสมัยกรงุ ศรีอยธุ ยา 2. หลกั ฐานชั้นรอง > เปน็ หลกั ฐานทผ่ี ้บู ันทกึ รับรมู้ าตอ่ อกี ทอดหนึ่ง หรอื ศึกษาจากหลกั ฐานช้นั ต้น เชน่ หนังสอื เรยี นทางประวัตศิ าสตร์ # จำแนกหลกั ฐานตามลกั ษณะของหลกั ฐาน 1. หลักฐานที่เป็นลายลกั ษณอ์ ักษร เช่น ศิลาจารกึ ใบลาน 2. หลกั ฐานทีไ่ มเ่ ป็นลายลกั ษณอ์ ักษร เชน่ เครื่องปน้ั ดนิ เผา กระดกู # เครอื่ งมอื การหาอายุของวัตถุ 1. เรดิโอคารบ์ อน = หาอายขุ องซากไม้ กระดูกสัตว์ ฟัน และกระดูกมนุษย์ \" 2. เทอร์โมลูมเิ นเซนซ์ = หาอายขุ องหินในโบราณสถานหรือโบราณวตั ถุ อายขุ องเครอื่ งปนั้ ดนิ เผา วธิ ีการทางประวัตศิ าสตร์ 1. กำหนดประเดน็ ปญั หาที่จะศึกษา 2. รวบรวมหลักฐานท่เี กี่ยวขอ้ ง 3. ประเมินคุณคา่ หลกั ฐาน (วิพากษ์หลกั ฐาน) 4. ตีความ และวิเคราะห์ 5. สังเคราะห์ขอ้ มลู สรุปเปน็ องค์ความรใู้ หม่ เทยี บศกั ราช \" ค.ศ. + 543 = พ.ศ. ฮ.ศ. + 1122 = พ.ศ. ม.ศ. + 621 = พ.ศ. จ.ศ. + 1181 = พ.ศ. ร.ศ. + 2324 = พ.ศ.\" ศกั ราชที่พบในประวตั ิศาสตร์ไทย พุทธศักราช : ใช้เทยี บกบั ศักราชอ่ืนๆ เริ่มนับ พ.ศ. 1 เมอื่ พระพุทธเจ้าปรนิ ิพพานครบ 1 ปี # ยกเว้นพมา่ และศรีลงั กา นับ 1 ตั้งแต่วนั ทีพ่ ระพุทธเจา้ ปรินิพพาน มหาศกั ราช : ใชใ้ นสมัยสุโขทัย ไดร้ ับอทิ ธพิ ลมาจากขอม จลุ ศกั ราช : ใช้ในสมัยอยุธยา จนถึงรชั กาลท่ี 5 ไดร้ บั อทิ ธิพลมาจากพม่า รตั นโกสนิ ทร์ศก : เริม่ ใชใ้ นรชั กาลท่ี 5 โดยเริ่มนบั ร.ศ. 1 เมอื่ สถาปนากรงุ เทพมหานครเปน็ ราชธานี ศักราชทีพ่ บในประวตั ศิ าสตรส์ ากล ครสิ ตศ์ กั ราช : หรือ A.D. เรมิ่ นับ ค.ศ. 1 ตั้งแต่พระเยซูประสตู ิ และถ้าก่อนครสิ ตศกั ราชใช้ B.C. \" ฮิจเราะห์ศกั ราช : เริ่มนับ ฮ.ศ. 1 ตั้งแตน่ บีมูฮมั หมัดอพยพจากเมืองเมกกะไปยังเมอื งเมดนิ า
28 2. ประวัติศาสตร์ไทย \" #ด้านสังคมวัฒนธรรม 1. สังคมไทยเป็นสงั คมในระบบศกั ดินา คือมกี ารแบง่ ชนชั้น โดยใช้ศกั ดินาเป็นตัวบอกชนชั้น แบ่งเป็น 2 ชนชนั้ สำคัญ 1. ชนชน้ั ปกครอง หรือ ชนช้ันเจา้ ขนุ มลู นาย ประกอบดว้ ย 1. กษตั ริย์ : เปน็ “เจ้าแผน่ ดิน“ มีศกั ดนิ าสูงสดุ ไม่จำกัดจำนวนไร่ 2. เจ้านาย หรอื พระบรมวงศานวุ งศ์ : ถือศกั ดินา 500 - 100,000 ไร่ 3. ขุนนาง : ถอื ศักดนิ า 400 - 10,000 ไร่ 4. พระสงฆ์ : เสมอนา 100 - 2,400 ไร่ 2. ชนชนั้ ใตป้ กครอง ประกอบด้วย 1. ไพร่ : ถือศกั ดินา 10 - 25 ไร่ 2. ทาส : ถือศกั ดินา 5 ไร่ 2. ระบบมูลนาย - ไพร่ : เป็นการจดั ระเบยี บสังคมในสมัยโบราณ 1. มูลนาย : ชนชัน้ ปกครอง (ทีส่ ำคัญคอื กล่มุ เจ้านายและกลุ่มขุนนาง) > มูลนายมหี นา้ ทค่ี วบคุมดแู ลไพร่ในสงั กัดและใชป้ ระโยชนจ์ ากแรงงานไพรใ่ นสงั กดั ได้ > มูลนายและลูกหลานมีอภิสทิ ธไิ์ ม่ต้องถกู เกณฑ์แรงงาน 2. ไพร่ : ราษฎรทั่วไปทง้ั ชายหญงิ เปน็ ชนช้นั ทีม่ คี วามสำคญั ทีส่ ดุ มปี รมิ าณที่สดุ ในบรรดาชนช้ันทั้งหลาย > ไพร่ต้องมมี ลู นายสังกดั > ไพรต่ ้องถูกเกณฑ์แรงงาน(หรือเข้าเวรรับราชการ) เพ่ือคอยทำงานรบั ใช้มูลนาย > ไพร่ที่ไม่มีมลู นายสงั กดั จะไม่ไดร้ ับความค้มุ ครองทางกฎหมาย * ระบบมูลนาย-ไพร่ ทำใหเ้ กิดระบบอุปถมั ภต์ ามมา * 3. สังคมไทยสมยั ใหม่ # หลัง ร.4 ทำสญั ญาบาวริง มีการเปลยี่ นทางสังคมวัฒนธรรม 1. ใหร้ าษฎรเข้าเฝา้ ในเวลาเสดจ็ พระราชดำเนนิ และถวายฎกี าได้ 2. ใหช้ าวต่างประเทศยืนเขา้ เฝ้าได้และใหข้ ุนนางไทยสวมเสอื้ เขา้ เฝา้ 3. ให้เสรีภาพในการนบั ถือศาสนา 4. ให้สิทธสิ ตรใี นการเลอื กคคู่ รอง 5. ให้สิทธิสตรแี ละเดก็ ในการขายตนเองเปน็ ทาส # การปฏริ ปู สังคมวฒั นธรรมสมยั ร.5 1. ร.5 ทรงยกเลิกระบบมูลนาย-ไพร่ ยกเลกิ การเกณฑแ์ รงงานจากไพร่ เปลี่ยนไพร่ใหก้ ลายเป็นเสรี ชน(ชาวนา ชาวไร่ กรรมกร) ทำใหเ้ กิดเสรีภาพในการประกอบอาชพี และในการเคลอ่ื นย้ายทอ่ี ยู่ ของไพรข่ นึ้ เป็นครั้งแรก * นับเป็นพระราชกรณกี จิ ทส่ี ำคญั ทส่ี ุดของ ร.๕ * 2. เลิกทาส เปลี่ยนทาสใหก้ ลายเป็นไพร่ 3. ปฏิรปู การศกึ ษา โดยตงั้ โรงเรียนในแบบตะวันตกข้นึ มา เช่น โรงเรยี นหลวงสอนภาษาไทย , โรงเรียนพระตำหนกั สวนกหุ ลาบ , โรงเรยี นแผนท่ี , โรงเรียนนายรอ้ ยทหารบก , โรงเรยี นกฎหมาย ,โรงเรยี นมหาดเลก็ , โรงเรียนวดั มหรรณพาราม (โรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรแหง่ แรก) ฯลฯ 4. เปลย่ี นแปลงขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น ยกเลิกประเพณีหมอบคลานให้ยนื เข้าเฝา้ แทน , ปรับปรงุ การแตง่ กายตามแบบตะวนั ตก # หลงั เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 1. ราษฎรเกิดความเสมอภาคเท่าเทียมกนั 2. เกิดเสรีภาพในการแสดงความคดิ เห็น 3. การศึกษาขยายตวั อย่างกวา้ งขวาง กำเนดิ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ มหิดล ศลิ ปากร เชียงใหม่ ขอนแกน่ สงขลานครนิ ทร์ \" 4. เกิดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ
29 # ด้านการเมอื งการปกครอง 1. รปู แบบการเมอื งการปกครองของไทยแต่โบราณเป็นระบอบราชาธปิ ไตย 2. อาณาจกั รสโุ ขทยั : ราชาธปิ ไตย ฐานะกษัตรยิ ร์ ะยะแรกเป็นพ่อปกครองลกู ระยะหลังเป็นธรรมราชา 3. อาณาจักรอยธุ ยา : ราชาธิปไตย ฐานะกษตั ริยเ์ ป็นเทวราชา+ธรรมราชา(แต่เปน็ เทวราชามากกวา่ ) 4. การปฏริ ปู การปกครองคร้ังใหญ่สมยั พระบรมไตรโลกนาถ 4.1 ส่วนกลาง 1.ฝา่ ยทหาร มสี มุหกลาโหมเปน็ อคั รมหาเสนาบดี 2.ฝ่ายพลเรือน (+จตุสดมภ)์ มสี มหุ นายกเป็นอคั รมหาเสนาบดี 4.2 ส่วนภูมิภาค 1.ยกเลิกหัวเมืองลูกหลวง เปลี่ยนเปน็ หัวเมอื งชน้ั ใน มี “ผรู้ ้ัง” เปน็ เจ้าเมือง 2.หวั เมืองพระยามหานคร มีเจ้านายหรือขุนนางเปน็ เจา้ เมอื ง 3.หัวเมอื งประเทศราช มีกษตั รยิ ท์ ้องถนิ่ ปกครองกันเอง * ผล : เกิดการรวมอำนาจเข้าสูส่ ่วนกลาง * 5. สมัยพระเพทราชา ปรับปรุงใหม่ 1. ให้สมหุ กลาโหมดแู ลหวั เมอื งฝา่ ยใต้ 2. ใหส้ มหุ นายกดูแลหวั เมืองฝา่ ยเหนอื 6. อาณาจักรรตั นโกสนิ ทร์ : ราชาธปิ ไตย ฐานะกษตั ริย์เป็นธรรมราชา + เทวราชา (เป็นธรรมราชามากกว่า) 6.1 สมัยรัตนโกสินทร์ตอนตน้ (ร.1 – ร.4) มตี ำแหน่งอคั รมหาเสนาบดี 3 ตำแหนง่ 1. สมุหกลาโหมดูแลหวั เมอื งฝา่ ยใต้ 2. สมุหนายกดแู ลหวั เมอื งฝ่ายเหนอื 3. เสนาบดกี รมคลงั (หรอื กรมทา่ )ดแู ลหวั เมืองชายฝั่งทะเลตะวันออก 6.2 การปฏิรูปการปกครองคร้งั ใหญส่ มยั ร.5 1. ส่วนกลาง > ยกเลิกการบรหิ ารราชการแบบกรม (ยกเลกิ ตำแหน่ง สมหุ กลาโหม สมหุ นายก และเสนาบดจี ตุสดมภ)์ > ตง้ั “ระบบกระทรวง” 2. สว่ นภูมภิ าค > ยกเลิกหัวเมอื งชัน้ ใน หวั เมอื งพระยามหานคร หัวเมืองประเทศราช > ต้งั “ระบบเทศาภบิ าล” 3. ส่วนท้องถ่ิน > ริเริม่ การปกครองสว่ นท้องถนิ่ > ต้ัง “สขุ าภบิ าล” * ขอ้ สอบออกบอ่ ย : > ผลการปฏริ ปู เกิดการรวมอำนาจเข้าสู่สว่ นกลาง \" > และเกดิ เอกภาพในการบรหิ ารราชการแผน่ ดินอย่างแท้จริง * ยุคประชาธิปไตย 24 มถิ นุ ายน พ.ศ.2475 คณะราษฎรทำการอภิวัฒน์แผน่ ดนิ เปลยี่ นแปลงการปกครองจาก สมบรู ณาญาสิทธริ าชย์ เปน็ ประชาธปิ ไตย 1. สนิ้ สดุ ยคุ ศักดินาในสังคมไทย เริม่ ต้นยุคประชาธปิ ไตย 2. เกดิ ความเสมอภาคเท่าเทยี มกัน 3. หัวหนา้ คณะราษฎร : พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา แกนนำคนสำคญั : พ.อ.พระยาทรงสรุ เดช , พ.อ.พระยาฤทธิอัคเนย์ , พ.ท.พระประศาสน์ พทิ ยายุทธ์ ,หลวง ประดิษฐมนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) , หลวงพิบลู สงคราม (แปลก พิบลู สงคราม) , หลวงโกวทิ อภยั วงศ์ (ควง อภยั วงศ)์ , หลวงธำรงนาวาสวัสด์ิ (ถวลั ย์ ธารสี วสั ดิ)์ , นายทวี บุณยเกตุ ,ร.ท.ประยรู ภมรมนตรี และ ฯลฯ \" \"
30 3. ประวตั ิศาสตร์ยุโรป (อารยธรรมตะวนั ตก) \"1. อารยธรรมเมโสโปเตเมยี 1. เกา่ แกท่ ่สี ดุ ได้รับยกย่องวา่ เป็นอารยธรรมแรกของโลก 2. พบบริเวณทีร่ าบลมุ่ แม่นำ้ ไทกรสิ – ยเู ฟรติส (อริ ักในปจั จบุ นั ) 3. มนุษยใ์ นอารยธรรมนี้ มีลักษณะเดน่ คอื มองโลกในแงร่ า้ ย เพราะสภาพภูมิศาสตรไ์ มเ่ อ้ือตอ่ การดำรงชวี ติ (เพราะภูมิอากาศแบบก่ึงทะเลทราย แหง้ แลง้ มพี ายุรนุ แรง) 4. ทำใหม้ นษุ ย์ในอารยธรรมนีเ้ กรงกลัวเทพเจา้ คดิ ว่าตนเองเป็นทาสรับใช้เทพเจา้ 5. จงึ สร้างเทวสถานให้ใหญ่โตน่าเกรงขาม เพื่อแสดงถึงพลังอำนาจทยี่ ิ่งใหญข่ องเทพเจา้ 6. ผลงานโดดเด่นของอารยธรรมเมโสโปเตเมยี แบ่งตามชนเผา่ จากเร่มิ ตน้ ชนเผา่ สุเมเรียน > การปกครองในรูปแบบนครรฐั > คดิ ค้นระบบชลประทาน > ประดิษฐค์ นั ไถดว้ ยโลหะ > ใช้แรงงานสตั วใ์ นการเพาะปลกู > เกวยี นขนสง่ สนิ คา้ > อักษรคนู ิฟอร์ม (อกั ษรลิ่ม) > เช่ือในเทพเจ้าหลายองค์ > สรา้ ง “ซกิ กแู รต” ด้วยอิฐทีท่ ำมาจากดนิ เหนยี วตากแหง้ เพื่อบูชาเทพเจ้า > มหากาพย์กลิ กาเมซ เปน็ วรรณกรรมที่เกา่ แกท่ ่สี ดุ ของโลก > ความรู้ด้านคณิตศาสตร์ การบวก ลบ คณู เศษสว่ น เลขฐาน 60 (60 120 180) > ปฏิทนิ ระบบจนั ทรคติ > มาตราชง่ั ตวง วัด ชนเผา่ อะมอไรต์ (อาณาจกั รบาบิโลเนีย) > ประมวลกฎหมายของพระเจ้าฮัมมูราบี : ประมวลกฎหมายลายลกั ษณอ์ ักษรฉบบั แรกของโลก ชนเผ่าอัสซเี รยี น > ใชเ้ หลก็ ทำดาบ ธนู หอกยาว โล่ เกราะ > ห้องสมุดของพระเจา้ อสั ซรู ์นิปาล > ภาพปฏิมากรรมนนู ตำ่ ชนเผา่ คาลเดียน (นวิ บาบิโลเนยี น) > สวนลอยแหง่ กรุงบาบโิ ลน > ความรูด้ า้ นดาราศาสตร์ พยากรณส์ ุรยิ ปุ ราคา คำนวณเวลาการโคจรของดวงอาทิตย์ > มีการแบง่ สปั ดาห์ออกเป็น 7 วัน > นำความรู้ทางดาราศาสตร์มาทำนายโชคชะตา 2. อารยธรรมอยี ปิ ต์ 1. พบบริเวณทร่ี าบล่มุ แมน่ ำ้ ไนล์ 2. มคี วามมนั่ คงและเข้มแขง็ กว่าเมโสโปเตเมยี 3. ชาวอียิปต์มองโลกในแง่ดี เพราะพ้ืนทีอ่ ุดมสมบรู ณก์ ว่า 4. ไมค่ ดิ ว่าตนเองเปน็ ทาสของเทพเจ้า แตก่ ลับยกย่องเทพเจา้ วา่ มีความเมตตา 5. เชอ่ื ในชีวิตหลงั ความตาย และการฟื้นคนื ชีพ 6. ผลงานโดดเดน่ > อกั ษรเฮียโรกลิฟกิ เพ่อื บันทกึ ความดีของผู้ตาย นำไปแสดงต่อเทพโอซริ ิส เรยี กว่า “บันทึกผวู้ ายชนม”์ “คมั ภรี ์แห่งความตาย” หรือ “คัมภรี ์มรณะ” (Book of the Dead) > จารึกโรเซตตา เพ่ือสรรเสริญพระเจา้ โตเลมีที่ 5 > ดา้ นวศิ วกรรม มีการสร้างพรี ะมดิ โดยใชเ้ คร่อื งทุ่นแรง เช่น ลอ้ เลอื่ น ลูกรอก > ด้านหนา้ พีระมดิ มี “สฟิงซ”์ ทำจากหนิ ตัวเปน็ สงิ โต หนา้ เปน็ คน > ความเจริญดา้ นคณติ ศาสตร์ บวก ลบ หาร และ หาปริมาตรของพรี ะมดิ > ด้านการแพทย์ มกี ารทำมัมม่ี ผา่ ตัด มแี พทยเ์ ฉพาะทาง มกี ารรวบรวมบัญชียา > ทำปฏทิ นิ สรุ ิยคติ แบ่งปีออกเป็น 365 วนั > ทำนาฬกิ าแดด > ทำกระดาษจากต้นปาปริ สุ
31 3. อารยธรรมกรกี 1. รบั อทิ ธิพลจาก เมโสโปเตเมยี อยี ิปต์ และอารยธรรมไมนวน บนเกาะครตี 2. ผลงานโดดเดน่ 2.1 แนวคดิ มนุษยนิยม 2.2 แนวคดิ ประชาธิปไตย 2.4 แนวคดิ ธรรมชาตนิ ยิ ม 3. ชาวกรกี ไดร้ ับยกย่องวา่ เปน็ นักคดิ นกั ทฤษฏี 4. ผลงานอ่ืนๆ เชน่ > การปกครองแบบนครรฐั > ให้กำเนดิ วิชาประวัตศิ าสตร์ โดย เฮโรโดตสั (Herodotus) > เกดิ กฬี าโอลิมปกิ เพ่ือฉลองเทพเจา้ ซสู (Zeus) เจ้าแหง่ เทพทง้ั ปวง > กำเนดิ การละคร เล่นถวายเทพไดโอนิซสั (Dionysus) เทพเจ้าแห่งเหล้าอง่นุ และความอุดมสมบรู ณ์ > มนี กั ปราชญท์ ่สี ำคญั เชน่ โซเครตสิ เพลโต อรสิ โตเติล > ปิทาโกรสั คิดทฤษฎบี ทปทิ าโกรสั > อาร์คิมีดิส ต้งั กฎคานดีดคานงดั หาปรมิ าตรของวัตถุโดยการแทนที่นำ้ > ยคู ลิด : บดิ าวิชาเรขาคณิต > ฮิปโปกราเตส : บิดาแห่งวชิ าแพทยศาสตร์ > สถาปตั ยกรรมสำคัญ ได้แก่ วหิ ารหนิ อ่อน เชน่ วหิ ารพารเ์ ธนอน > นยิ มสร้างวหิ ารบนภูเขาเล็กๆ เรยี กวา่ “อะครอโพลิส” (Acropolis) > ศิลปะเน้นความอ่อนชอ้ ยสวยงาม > ประติมากรรมเป็นแบบธรรมชาตนิ ิยม > คิดค้นเทคนิคการวาดภาพแบบ “โมเสก” คือ ใช้หนิ หรือกระเบอ้ื งสมี าประดับภาพฝาผนงั 4. อารยธรรมโรมนั 1. รบั ถา่ ยทอดอารยธรรมมาจากกรีก 2. ชาวกรกี เป็นนกั คิด ชาวโรมันเปน็ นกั ปฎิบัติ 3. ชาวกรกี เนน้ ปัจเจกบคุ คล บูชาเหตผุ ล รักเสรภี าพ แตช่ าวโรมันเน้นใหม้ นษุ ย์รบั ผิดชอบตอ่ รฐั และเนน้ ระเบียบวินยั กฎหมายเข้มงวด 4. ศิลปะกรีกเนน้ ความสวยงามอ่อนชอ้ ย มีจินตนาการสูง แตศ่ ลิ ปะโรมันเน้นประโยชน์ใช้สอย 5. กรกี สร้างวิหารถวายเทพเจา้ แต่โรมนั สรา้ งวิหารให้มนษุ ย์ใช้สอย 6. อาณาจกั รโรมนั ระยะแรกปกครองแบบสาธารณรัฐ 7. ตอ่ มาจักรพรรดอิ อตตาเวียน สถาปนาจักรวรรดิโรมนั 8. ยุคนโ้ี รมนั เจริญท่ีสดุ แพรข่ ยายดินแดนได้ทั่วยุโรป สร้างถนนท่ัวท้ังจักรวรรดิ จนได้สมญานาม “ถนนทกุ สายมุ่งสกู่ รงุ โรม” 9. สดุ ทา้ ยจักรวรรดโิ รมนั ตะวนั ตกล่มสลาย เพราะถูกชาวอารยันบุกทำลาย เมื่อ ค.ศ. 476 ทำใหย้ ุโรปเข้าสู่ประวัตศิ าสตรส์ มัยกลาง 10. มรดกที่สำคญั ของโรมนั ไดแ้ ก่ > ประมวลกฎหมาย 12 โตะ๊ > กฎหมายของจักรพรรดจิ สั ติเนยี น (พฒั นามาจาก กม. 12 โต๊ะ กลายเป็นรากฐานของ กม. ในยุโรป) > รูปแบบการปกครองแบบมณฑล จังหวดั อำเภอ > ภาษาลาติน เปน็ พนื้ ฐานของภาษาอติ าลี ฝรั่งเศส สเปน โปรตเุ กส > การสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมของโรมนั จะเน้นประโยชนใ์ ช้สอย > มีท่อสง่ นำ้ > ท่อระบายนำเ้ สยี > ท่อี าบนำ้ สาธารณะ > มกี ารผสมคอนกรีตใช้แทนไม้และหนิ > สร้างถนนคอนกรตี มหี ลกั บอกระยะทาง > สรา้ งสะพานขนาดใหญ่ > อัฒจันทร์ดูกีฬา (โคลอสเซียม) \" > การแพทย์ มกี ารใช้ยาสลบ ผา่ ทารกออกจากครรภ์มารดา
32 5. ประวัติศาสตรย์ โุ รปสมัยกลาง (ยคุ มืด : Dark Age) 1. จักรวรรดิโรมันตะวนั ตกแตกแยกออกเป็นอาณาจักรใหญ่นอ้ ย ถูกปกครองโดยชาวอารยัน 2. เกดิ สงครามรบพุ่งกันว่นุ วาย ทำใหช้ าวยโุ รปต้องหาทีพ่ ึ่งทางใจ ซง่ึ กค็ ือศาสนาคริสต์ 3. เป็นยคุ ทช่ี าวยโุ รปตกอยู่ใต้อทิ ธิพลของ 2 ส่งิ คอื 3.1 ศาสนาคริสต์ -พระสนั ตปาปา Pope และคริสตจกั ร มอี ทิ ธิพลครอบงำชาวยุโรปทกุ ด้านต้งั แต่เกิดจนตาย ท้งั ทาง ด้านเศรษฐกจิ (ชาวยุโรปต้องเสยี ภาษีให้วัด) ด้านการเมอื ง (พระสนั ตปาปาแต่งตงั้ กษตั รยิ ์) และ ดา้ นสังคมวัฒนธรรม (วัดเป็นศนู ยก์ ลางชุมชน การประกอบพิธกี รรมและศิลปะ) - ศาสนจกั รในยคุ นีม้ รี ปู แบบเหมือนอาณาจกั รทางโลก 3.2 ลทั ธิศักดินาสวามภิ ักดิ์ Feudalism - มีการแบง่ ชนชน้ั คนในสังคมออกเปน็ 1. ชนชัน้ ปกครอง (ชนชั้นเจ้าท่ดี นิ Landlord) : กษตั ริย์ ขนุ นาง อศั วิน พระสงฆ์ : ชนชั้นนีจ้ ะ มีที่ดินเปน็ ของตนเอง มีอาณาจกั รเปน็ ของตนเอง 2. ชนช้นั ใต้ปกครอง : ราษฎร ชาวไร่ชาวนา ทาสตดิ ทด่ี ิน : ไม่มที ่ดี ินเปน็ ของตนเอง ต้อง คอยรบั แบง่ ทด่ี ินมาจากชนชัน้ ปกครองอีกที ตอ้ งเสยี ภาษใี หช้ นช้ันปกครอง และต้อง จงรกั ภกั ดีสวามิภักดิ์ต่อชนชัน้ ปกครอง 4. การเกษตรกรรมในยุคนี้ ขุนนางจะแบง่ ท่ดี นิ ให้ราษฎร ชาวไรช่ าวนา แตต่ ้องส่งคืนในรปู ของผลผลิตหรอื ภาษี 5. ศิลปะในยคุ นี้ จะได้รบั อิทธพิ ลมาจากศาสนาคริสต์ทงั้ สนิ้ เชน่ 5.1 ศลิ ปะไบแซนไทน์ : วหิ ารมยี อดโดม ซ่ึงสามารถรกั ษาศลิ ปะแบบกรกี ไว้ได้ 5.2 ศลิ ปะโรมาเนสก์ : เนน้ ความเรียบง่ายกวา่ ไบแซนไทน์ เปน็ ศิลปะท่รี ับใชศ้ าสนาครสิ ต์ มกี าร ออกแบบใหซ้ มุ้ ประตหู นา้ ตา่ งเปน็ รูปโค้ง Arch โบสถว์ หิ ารจะมผี นงั หนาทบึ เหมอื นป้อมค่ายสงคราม เชน่ หอเอนเมอื งปซิ า 5.3 ศลิ ปะโกธคิ : รบั ใช้ศาสนาคริสต์ มกั จะสรา้ งวิหารมียอดแหลม และเน้นงานประดบั กระจกสี เชน่ \" วหิ ารโนตรดาม กรงุ ปารสี 6. ประวตั ศิ าสตรย์ ุโรปสมัยฟื้นฟศู ลิ ปวทิ ยาการ (Renaissance) 1. เรมิ่ ตน้ ที่แหลมอติ าลี เปน็ แหง่ แรก 2. เปน็ ยคุ ท่ีชาวยุโรปหนั กลบั ไปฟื้นฟคู วามเจรญิ ของอารยธรรมกรีกโรมัน 3. สาเหตุของการฟืน้ ฟศู ิลปวทิ ยาการ 3.1 เจา้ เมืองต่าง ๆ ในอติ าลรี ่ำรวยจากการค้า ทำใหส้ นบั สนนุ งานดา้ นศิลปวทิ ยาการมาก 3.2 ความเสอ่ื มโทรมของศาสนจกั ร ทำใหช้ าวยโุ รปเรมิ่ เบอ่ื หน่าย 3.3 สงครามครเู สด เปน็ การเปิดหูเปดิ ตาชาวยโุ รปให้เหน็ ศลิ ปวิทยาการใหม่ ๆ 3.4 การลม่ สลายของจักรวรรดไิ บแซนไทน์ในยโุ รปตะวนั ออก ทำใหศ้ ิลปวทิ ยาการต่าง ๆ ไหลเขา้ สู่ ยโุ รปตะวนั ตก 4. ทฤษฎีสำคญั ท่ชี าวยโุ รปหนั ไปกลบั ไปฟ้ืนฟู เชน่ 4.1 ทฤษฎมี นุษยนิยม 4.2 ทฤษฎีประชาธิปไตย 4.3 ทฤษฎธี รรมชาตนิ ิยม 5. ศิลปวทิ ยาการในยุคน้ยี ิ่งแพร่ขยายมากยิ่งขึ้น เมือ่ โยฮนั เนส กูเตนเบิร์ก ชาวเยอรมนั ประดษิ ฐ์แท่นพมิ พ์ เพราะทำให้พมิ พ์ตำราต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว 6. ศลิ ปนิ เด่น ๆ ในยุคน้เี ช่น 1.ลโี อนาร์โด ดาร์วนิ ชี 2. ไมเคิลแอนเจโล 3. ราฟาเอล 7. นกั วทิ ยาศาสตร์คนสำคัญ เชน่ 1.โยฮัน กเู ตนเบริ ก์ : ประดษิ ฐแ์ ทน่ พิมพ์ 2.ลโี อนารโ์ ด ดาร์วนิ ชี : เปน็ ทงั้ ศลิ ปินและนักวทิ ยาศาสตร์ \"\" 3.นโิ คลัส โคเปอร์นิคสั : เสนอทฤษฎีสรุ ิยจักรวาล *ผ้รู เิ ร่มิ ปฏิว้ตทิ างวทิ ยาศาสตร์
33 7. ประวตั ศิ าสตร์ยโุ รปสมัยใหม่ (สมยั แห่งการคน้ พบ : Age of Discovery) 1. นบั จากเหตกุ ารณ์ ครสิ โตเฟอร์ โคลมั บัส ค้นพบโลกใหม่ 2. เหตุการณส์ ำคญั ในยคุ นี้ เช่น 2.1 การเดินเรือทางทะเลแพร่หลายมาก ทำให้การคา้ ทางทะเลเฟ่อื งฟูตามมา 2.2 เกดิ ลัทธิพาณิชยนยิ ม คอื รัฐบาลของประเทศในยุโรป จะลงทนุ ตงั้ บริษัทขึน้ มาเพื่อแสวงหาผล ประโยชนท์ างการค้า 2.3 เกดิ ชนชน้ั กลางขึ้นมา คอื บรรดาพ่อคา้ นายทุน นกั เดินเรอื ขึ้นมาถ่วงดลุ กับชนชน้ั เจ้าทด่ี นิ 2.4 การปฏิรปู ศาสนาคริสต์โดยมาร์ติน ลูเธอร์ ทำใหเ้ กิดนกิ ายโปรเตสแตนท์ 2.5 ยุคปฎวิ ัติวิทยาศาสตร์ 1. เปน็ ยุคทีเ่ ปลีย่ นวธิ พี ิสูจน์ความจริงทางวิทยาศาสตร์ - จากเดิมเนน้ ใช้การคิดวิเคราะหต์ ามหลักปรชั ญาและหลักตรรกศาสตร์ - มาเป็นของใหม่ เน้นใช้ระเบยี บวิธกี ารทางวทิ ยาศาสตร์ (คือเนน้ ทดลอง) 2. นักวิทยาศาสตรส์ ำคัญ เชน่ 1. ฟรานซิส เบคอน เสนอแนวคิดว่าการค้นหาความจริงทางวทิ ยาศาสตร์ต้องเน้นทก่ี าร ทดลองหรอื ทดสอบแนวคิดน้ีตอ่ มาเปน็ รากฐานของการก่อตัง้ “ราช สมาคมแห่งลอนดอน Royal Society of London” ซึง่ เปน็ องค์กรทาง วทิ ยาศาสตรแ์ บบใหมแ่ ละแนวคดิ ของฟรานซสิ เบคอน นี้ ไดพ้ ัฒนาเป็น “ระเบียบวธิ ีการทางวิทยาศาสตร์ Scientific Method” 2. กาลิเลโอ กาลิเลอิ 1. บดิ าแหง่ วิทยาศาสตร์สมยั ใหม่ 2. ริเริ่มการทดลองเพื่อตรวจสอบความถูกตอ้ งของทฤษฎี 3. เสนอวา่ คณิตศาสตรใ์ ช้พสิ ูจนค์ วามจริงทางวิทยาศาสตร์ได้ 4. สนบั สนุนทฤษฎีสรุ ยิ จักรวาลของโคเปอร์นคิ ัส 5. ประดิษฐ์กลอ้ งโทรทรรศน์ 3. ไอแซค นวิ ตนั 1. คน้ พบแรงโน้มถว่ งของโลก 2. คน้ พบหลกั การแคลคลู ัส 8. การปฏวิ ัตอิ ุตสาหกรรม 1. เปน็ ยุคท่เี ปล่ยี นวิธีการผลิตสินค้าจากใช้แรงงานคนและสัตว์มาใชเ้ คร่อื งจกั รในการผลิต 2. นักประดิษฐ์สำคัญ เช่น 1.โธมัส นวิ โคแมน : พฒั นาเครื่องจักรไอนำ้ โดยใชล้ กู สูบ 2.จอหน์ เคย์ : ประดิษฐก์ กี่ ระตกุ 3.เจมส์ ฮาร์กรีฟ : ประดษิ ฐเ์ ครอ่ื งป่นั ดา้ ยชนดิ สปนิ นิงเจนนี 4.ริชารด์ อาร์คไรท์ : ประดษิ ฐเ์ คร่ืองป่ันด้ายพลังนำ้ วอเตอร์เฟรม \"\"\"\"\"\"\"\"\"\" 5.เจมส์ วตั ต์ :พัฒนาเครือ่ งจักรไอน้ำใหด้ ียิง่ ข้ึน
34 \" สาระท่ี 5 ภมู ิศาสตร์ ภมู ศิ าสตร์ เป็นวิชาทศ่ี กึ ษาเกยี่ วกบั ลกั ษณะแวดลอ้ มทางกายภาพหรอื ทางธรรมชาติ และกระบวนการเปลีย่ นแปลงโดย ธรรมชาติท่ีปรากฏอยู่บนพนื้ โลก อันมผี ลต่อมนษุ ย์ที่อาศยั อยูบ่ นพ้นื ทนี่ นั้ ๆ โดยมปี ัจจัยที่สมั พนั ธ์กนั 3 ประการ คือ สถาน \"ท่ี สิง่ แวดลอ้ มทางกายภาพ และความสมั พนั ธข์ องมนษุ ยแ์ ละสง่ิ แวดลอ้ ม วิขาภูมศิ าสตร์ ม.ปลาย จะพูดถึง 3 สว่ น ดังต่อไปนี้ 1. เครือ่ งมือทางภูมศิ าสตร์ : แผนที่ เข็มทศิ ฯลฯ 2. ภมู ศิ าสตรก์ ายภาพ : การศึกษาปจั จัยท่ีทำใหส้ ง่ิ แวดลอ้ มกายภาพเกดิ ความเปล่ยี นแปลงในลกั ษณะ แตกตา่ งและสมั พันธ์กนั \" 3. การจัดการส่งิ แวดล้อม : วิธีการและกระบวนการในการจัดการปญั หาสิ่งแวดลอ้ มอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ แผนที่ ส่งิ ทเ่ี ขียนลงบนพ้ืนราบ โดยใชเ้ สน้ สัญลกั ษณแ์ ละเครอ่ื งหมายต่างๆ เพอ่ื แสดงลักษณะภมู ิประเทศและส่งิ \"ตา่ งๆ ที่ปรากฏอยบู่ นพน้ื โลก ใหเ้ ห็นอาณาเขต ที่ตัง้ และความสัมพันธ์ในทางพื้นทีข่ องสิง่ ตา่ งๆ เหล่านนั้ สีที่ใช้ในแผนท่ี ทแี่ สดงรายละเอียดบนแผนที่ สีทใ่ี ชเ้ ปน็ มาตรฐาน มี 6 สี 1. สีดำ ใชแ้ สดงรายละเอียดทีเ่ กดิ จากแรงงานของมนษุ ย์ เช่น วดั โรงเรียน หมบู่ า้ น 2. สีแดง ใชเ้ ป็นสญั ลกั ษณ์ทเ่ี ป็นถนน 3. สนี ำ้ เงนิ ใช้เป็นสัญลักษณ์ท่ีเป็นน้ำ เช่น แมน่ ้ำ ลำคลอง บึง ทะเล ฯลฯ 4. สีน้ำตาล ใช้เปน็ สัญลกั ษณ์ทเ่ี กยี่ วกบั ความสงู และทรวดทรงของพ้ืนทส่ี ูงๆ ตำ่ ๆ 5. สีเขยี ว ใชเ้ ป็นสญั ลกั ษณท์ ่ีเกย่ี วกับทีร่ าบ ปา่ ไม้ บรเิ วณที่ทำการเพาะปลกู พชื สวน 6. สีเหลอื ง ใช้เปน็ สญั ลักษณท์ เี่ กี่ยวกบั ทีร่ าบสงู # สีอ่นื ๆ บางโอกาสอาจใชส้ อี ืน่ นอกจากที่กล่าวมาเพอ่ื แสดงรายละเอยี ดพเิ ศษบางอยา่ ง รายละเอยี ดเหลา่ น้ีจะ ! มีบ่งไวใ้ นรายละเอียดในแผนท่ี การใช้สี การใช้สแี สดงแทนระดบั ความสูงของภมู ิประเทศ (สัญลกั ษณ์) พื้นดิน สเี ขยี ว = ทร่ี าบ พ้นื นำ้ สีฟ้าออ่ น = เขตไหลท่ วปี หรอื เขตทะเลตื้น สเี หลือง = เนนิ เขา สีฟ้าแก่ = ทะเลลกึ สีน้ำตาล = ภเู ขาและเทือกเขา สีนำ้ เงิน = ทะเลหรือมหาสมทุ รลกึ สขี าว = ภเู ขาสงู ทมี่ ีหิมะปกคลมุ สีน้ำเงนิ แก่ = มหาสมทุ รทีม่ ีความลกึ มาก ละติจดู ใชใ้ นการแบ่งเขตอากาศ คอื การกำหนดตำแหน่งทต่ี งั้ ของจดุ หนงึ่ จดุ ใดบนผวิ โลก วา่ อยู่ห่างจากศนู ยส์ ตู รมาก นอ้ ยแค่ใด และคดิ ค่าเป็นองศา โดยมเี ส้นสำคัญดังนี้ 1. เส้นศนู ย์สตู ร แบง่ เป็นซีกโลกเหนอื ซีกโลกใต้ 2. เส้นทรอปคิ ออฟแคนเซอร์ แบ่งเขตอากาศร้อนเหนือ-อบอนุ่ เหนอื 3. เส้นทรอปิคออฟแคปปริคอร์น แบ่งเขตอากาศร้อนใต-้ อบอุน่ ใต้ 4. เส้นอาร์คติก แบ่งเขตอากาศอบอนุ่ เหนอื -หนาวเหนอื 5. เสน้ แอนตาร์กตกิ แบง่ เขตอากาศอบอ่นุ ใต้-หนาวใต้ ลองจิจูด ใชใ้ นการแบง่ เขตเวลา คือ การกำหนดตำแหนง่ ท่ตี ง้ั ของจุดใดบนพ้ืนผิวโลกวา่ อยหู่ า่ งจากเส้นเมริเดียนแรก มากน้อยแค่ใด และคิดค่าเป็นองศา โดยมีเสน้ สำคญั ดงั น้ี 1. เส้นเมอรเิ ดียนปฐม ใช้เปน็ เส้นกำหนดเวลามาตรฐานกรีนิช (GMT) 2. เส้นเขตวนั สากล 3. เสน้ Long.105E ใช้เปน็ เส้นกำหนดเวลาของประเทศไทย !
Search
Read the Text Version
- 1 - 46
Pages: