Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สรุป ศก. 1-66

สรุป ศก. 1-66

Published by Guset User, 2023-06-19 07:18:55

Description: สรุป ศก. 1-66

Search

Read the Text Version

ก คำนำ การจัดการเรียนรู้หลักตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนได้ พัฒนาความรู้ ความเข้าใจการจัดทำการเกษตรผสมผสานตามแนวคิดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ใหป้ ระชาชนเกิดการเรียนรู้บรู ณาการความรู้ ประสบการณ์ และทกั ษะอาชีพให้เกดิ ประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคม และชมุ ชน สรุปผลการจัดกิจกรรมเลม่ นี้ ไดเ้ รยี บเรยี งผลการจัดกิจกรรมโครงการสง่ เสรมิ การเรียนรตู้ ามหลักปรัชญา ของเศรษฐกจิ พอเพียง ผู้จัดทำหวังเปน็ อย่างยงิ่ ว่าจะเปน็ ประโยชน์ไม่มากก็น้อยต่อผ้ทู ่ีพบเหน็ หากมีข้อผิดพลาด หรือมีข้อเสนอแนะที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ โปรดแจ้งผู้จัดทำเพื่อใช้ในการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลในครั้งตอ่ ไปและ ขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสน้ี กศน.ตำบลทา่ สะแก

สารบัญ ข เรื่อง หนา้ คำนำ ก สารบญั ข สว่ นที่ 1 สรุปผลการดำเนิน โครงการสง่ เสริมการเรยี นรู้ตามหลักปรชั ญาของ 1 เศรษฐกจิ พอเพียง 3 หลกั การและเหตุผล 4 วตั ถุประสงค์ 18 เปา้ หมาย 24 28 สว่ นท่ี 2 วิธกี ารดำเนนิ การ การดำเนินการจัดกจิ กรรม สว่ นที่ 3 เน้อื หาสาระ สว่ นท่ี 4 ผลการดำเนนิ งาน ส่วนท่ี 5 สรปุ ผลโครงการ อภปิ รายผล และข้อเสนอนะ ภาคผนวก ภาพกิจกรรม เอกสารทเี่ กี่ยวข้อง คณะผู้จดั ทำ

สรุปผลการดำเนินโครงการ โครงการส่งเสริมการเรยี นร้ตู ามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง *************************************************************************************************** ส่วนท่ี 1 รายละเอียดโครงการ โครงการส่งเสรมิ การเรียนรตู้ ามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง แผนงาน งบประมาณ : การจัดการศกึ ษาต่อเนือ่ ง งบประมาณ - บาท ลกั ษณะโครงการ : ( / ) โครงการตอ่ เน่ือง ( ) โครงการใหม่ กล่มุ งานผรู้ บั ผิดชอบ : งานการศกึ ษาต่อเนื่อง ๑. โครงการสง่ เสริมการเรยี นรูต้ ามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ๒. สอดคลอ้ งกบั นโยบาย และจุดเน้นการดำเนินงาน กศน. สอดคล้องกับมาตรฐานกศน.. มาตรฐานการศึกษาตอ่ เนื่อง มาตรฐานท่ี ๑ คณุ ภาพของผู้เรียนการศึกษาต่อเน่อื ง ๑.๑ ผู้เรียนการศึกษาตอ่ เนอื่ งมีความรู้ ความสามารถ และทกั ษะ และหรือ คณุ ธรรมเป็นไปตามเกณฑ์การจบหลักสูตร ๑.๒ ผู้จบหลกั สตู รการศึกษาต่อเนอ่ื งสามารถนำความรูท้ ่ีได้ไปใช้ หรอื ประยุกต์ใชบ้ น ฐานคา่ นิยมรวมของสังคม ๑.๓ ผูจ้ บหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่องที่นำความรไู้ ปใชจ้ นเห็นเป็นประจักษห์ รือ ตัวอยา่ งทีด่ ี สอดคล้องกับนโยบาย และจุดเน้นการดำเนนิ งาน กศน. 4. การศกึ ษาเพ่ือพัฒนาทกั ษะอาชีพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 4.7 สง่ เสรมิ และสนบั สนุนการผลติ และพัฒนากำลังคนทกุ ชว่ งวัยเพอื่ การมีงานทำ โดยบูรณาการความ รว่ มมอื ในการจดั การศกึ ษารว่ มกับหนว่ ยงาน องคก์ รทง้ั ภาครัฐ เอกชน ชมุ ชน องคก์ รปกครองสว่ นท้องถิ่น และ สถาบนั สังคมอน่ื ๓. หลกั การและเหตผุ ล ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุก ระดับ ตง้ั แตร่ ะดบั ครอบครวั ระดับชมุ ชน จนถึงระดับรฐั ท้งั ในการพฒั นาและบรหิ ารประเทศใหด้ ำเนินไปในทาง สายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการ กระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิง่ ในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการ ทุกขั้นตอน และ ขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประชาชนให้มสี ำนกึ ในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งดา้ นวัตถุ สังคม สง่ิ แวดลอ้ ม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เปน็ อย่างดี ศนู ยส์ ง่ เสริมการเรียนรู้อำเภอชาติตระการ จงึ ไดม้ อบหมายให้ ครู กศน.ตำบล ดำเนนิ โครงการส่งเสริม การเรียนรตู้ ามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงขน้ึ ในวนั ท่ี 14 มถิ นุ ายน ๒๕๖6 ณ บา้ นเลขที่ 67/4 หมู่ 9 บา้ นเนินหนองบัว ตำบลสวนเม่ยี ง อำเภอชาตติ ระการ จงั หวัดพษิ ณุโลก

๔. วัตถุประสงค์ ๑. เพือ่ ให้ประชาชนได้รับความรู้ความเขา้ ใจปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง การแลกเปล่ียนเรียนรู้ รว่ มกันของคนในชมุ ชน ๒. เพ่อื ส่งเสริมและปลูกฝังให้ประชาชนนำแนวคดิ ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียงนำมาใช้ในการดำเนิน ชีวิตประจำวันได้ 5. เป้าหมาย เชงิ ปริมาณ - ประชาชน จำนวน 0 คน - วิทยากร/บุคลากรทเ่ี กี่ยวข้อง จำนวน ๖ คน รวม 6 คน เชิงคณุ ภาพ ผู้เขา้ รบั การอบรมมีความรู้ มคี วามรู้ความเขา้ ใจปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง การทำปุ๋ยยูเรียน้ำ การทำจลุ ินทรียส์ ังเคราะห์แสง และนำความรูท้ ีไ่ ด้รบั มาประยุกตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจำวนั ได้ 6. สถานที่ บา้ นเลขท่ี 67/4 หมู่ 9 บา้ นเนนิ หนองบัว ตำบลสวนเมย่ี ง อำเภอชาติตระการ จงั หวัดพิษณโุ ลก 7. งบประมาณท่ไี ด้รับ - บาท 8. ผู้รบั ผดิ ชอบโครงการ - ครู กศน.ตำบล - ศูนยส์ ่งเสริมการเรยี นรู้อำเภอชาติตระการ 9. เปา้ หมายในการดำเนนิ โครงการ เป้าหมาย ประชาชนทั่วไป จำนวน 0 คน ผลการดำเนินงาน 2 คน ชาย - คน หญิง 2 คน

สว่ นท่ี 2 วิธกี ารดำเนนิ การ ผู้ดำเนินการจัดทำโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้ดำเนินการใน การอบรมเกบ็ รวบรวมข้อมูล และการวิเคราะหข์ อ้ มูลดังน้ี การดำเนนิ การจดั กจิ กรรม 1. เตรยี มการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอน - ประชมุ วางแผนรปู แบบการจัดกิจกรรม - เลอื กกิจกรรมท่ีจะจดั กิจกรรมการเรียนการสอน - มอบหมายงานใหบ้ คุ ลากรทเี่ กีย่ วขอ้ ง - ตดิ ตอ่ ประสางานในการจัดกจิ กรรม 2. วธิ ีการดำเนนิ งาน - เขียนเสนอโครงการ - เสนอโครงการ - เตรียมการจดั กจิ กรรมโครงการ 1. เตรียมการกอ่ นการจดั กิจกรรมโครงการ - การจัดเตรยี มเอกสารโครงการ - ประสานงานติดต่อผนู้ ำชุมชนในพน้ื ทีเ่ ป้าหมาย - รวบเน้อื หาท่ีจะบรรยายในโครงการ - อ่ืน ๆ 2. ติดตอ่ ประสานงานเครือข่าย จดั การกิจกรรมโครงการตามแผนที่วางไว้ - ลงทะเบยี นผู้เขา้ รว่ มการกจิ กรรมโครงการ - วิทยากรให้ความเรอ่ื งต่างๆตามกำหนดการ - ฝึกปฏิบัตติ ามกำหนดการในโครงการ - สรปุ กจิ กรรมย่อย - ปดิ โครงการ - สรุปรายงานผลการจัดกจิ กรรมโครงการเป็นรปู เลม่ - รายงานผลการจัดกิจกรรมโครงการใหผ้ ูท้ ่ี เกย่ี วข้องรบั ทราบ

ส่วนที่ 3 เน้ือหาสาระ ผู้ดำเนนิ การจัดทำโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ได้ใช้สื่อใบความรู้ แบบบันทกึ ในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้เรอ่ื งดงั ต่อไปน้ี 1. ยาเสพติด ความหมายสารเสพติด คือ สารใดๆกต็ ามที่ไม่ใช่อาหารซ่งึ สามารถมีผลกระทบต่อการทำงานของ รา่ งกายและจิตใจ ยาเสพติดสามารถเปล่ียนความคดิ ความรูส้ กึ และการกระทำของบคุ คลได้ โดยแบ่งตาม ประเภทการออกฤทธ์ติ ่อจติ ประสาท ได้แก่ สารกระต้นุ ประสาท คอื สารทีก่ ระตนุ้ ร่างกายและการทำงานของสมองให้ทำงานเรว็ ข้นึ ได้แก่ บุหรี่ โคเคน ยาบา้ ไอซ์ กระท่อม สารกดประสาท คือ สารท่ที ำใหร้ า่ งกายและการทำงานของสมองช้าลง ได้แก่ เหลา้ เฮโรอีน ยาหลอนประสาท คือ สารทที่ ำให้การมองเห็น ความรู้สกึ และการได้ยนิ เปล่ียนแปลงไป ได้แก่ ยาอี ยาเค สารทอ่ี อกฤทธิ์ผสมผสาน คือ สารทมี่ ีการออกฤทธ์ิกดประสาท กระตุ้นประสาท หรอื หลอนประสาทได้ พรอ้ มๆกัน ได้แก่ กัญชา ทำไมคนจึงเสพสารเสพติด 1. ตนเอง อยากรู้ อยากลอง ต้องการเป็นทีย่ อมรับของกลุ่มเพื่อน ไม่มีความรู้เรือ่ งสารเสพตดิ ประสบ ความลม้ เหลวในชวี ิต หรือเกดิ จากการเจ็บป่วย - อยากทดลอง เกดิ จากความอยากรู้อยากเห็นซึง่ เป็นนสิ ัยของคนโดยทั่วไปและไม่คิดวา่ ตนจะตดิ สารเสพ ติด จงึ ไปทำการทดลองใช้ ในการทดลองใช้ครั้งแรกๆ อาจมีความรสู้ กึ ดีหรือไมด่ กี ็ตาม ถ้ายงั ไม่ตดิ สารเสพติดก็ อาจประมาทไปใชอ้ ีก จนในท่ีสดุ กต็ ิดสารเสพติดน้ัน หรือ ถ้าไปทดลองใชส้ ารเสพติดบางชนดิ เชน่ เฮโรอีน แม้จะ เสพเพียงครั้งเดยี ว ก็อาจทำใหต้ ิดได้ - ถกู หลอกลวง ยาเสพติดมรี ูปแบบตา่ งๆ มากมาย ผถู้ กู หลอกลวงไมท่ ราบว่าส่งิ ที่ตนไดก้ นิ เข้าไปน้ัน เปน็ ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษร้ายแรง คิดว่าเปน็ ยาธรรมดาไม่มพี ิษร้ายแรง หรอื เป็นอะไรตามที่ผู้หลอกลวงแนะนำ ผลสดุ ทา้ ย กลายเป็นผ้ตู ดิ สารเสพติด 2. ครอบครัว เชน่ บคุ คลในครอบครวั ติดสารเสพติด ครอบครัวไม่มีความอบอ่นุ มีการทะเลาะเบาะแว้ง กัน การหยา่ รา้ งและแต่งงานใหมข่ องหวั หน้าครอบครัว พ่อแม่ไม่เข้าใจลูก รกั ลกู ไม่เทา่ กัน และมีการเปรียบเทยี บ ระหว่างลูกแต่ละคน หรอื เปรียบเทียบกับลกู เพื่อนบ้าน 3. สงิ่ แวดลอ้ ม เช่น มีแหล่งผลิตหรอื แหล่งระบาดของยาเสพติดทีส่ ามารถเข้าถงึ ได้งา่ ย มีตัวอย่างจากสื่อ ประเภทต่างๆ สังคมไม่เปิดโอกาสหรอื ไม่ยอมรับผูต้ ิดยาไดก้ ลับเขา้ มาสู่สงั คมปกติ อาศัยอย่ใู นในส่งิ สงิ่ แวดลอ้ มที่ เออื้ ต่อการติดยาเสพติด 4. เศรษฐกิจ เช่น เศรษฐกจิ ตกต่ำ ว่างงาน มีหน้สี ินลน้ พ้นตัวกลุ้มใจทีเ่ ปน็ หน้ีก็ไปกินเหล้า หรือสูบ กญั ชาใหเ้ มาเพ่ือทจี่ ะได้ลมื เร่ืองหนส้ี ิน บางคนต้องการรายไดเ้ พ่ิมข้ึนโดยพยายามทำงานหนกั มากขึน้ ทง้ั ๆ ท่ี รา่ งกายอ่อนเพลียมาก จึงรับประทานสารกระตนุ้ ประสาทเพอื่ ใหส้ ามารถทำงานต่อไปได้ เปน็ ตน้ ถ้าทำอยเู่ ป็น ประจำทำใหต้ ิดสารเสพติดนนั้ ได้

เสน้ ทางการติดยา เสน้ ทางการตดิ ยาต้ังแตเ่ ร่ิมเสพจนกระทงั่ ติดสามารถแบ่งได้ เป็น 4 ระยะ ไดแ้ ก่ 1. เรม่ิ ทดลองอยากรู้อยากเห็น (Experiment and first-time use) เมอ่ื มคี นแนะนำให้ทดลอง รว่ มกบั ความรู้สกึ อยากลอง หรอื ใช้ gateway drug อยู่แลว้ เชน่ บุหรี่ เหลา้ ซ่งึ สารเหลา่ นี้ทำให้เกดิ การเรียนรวู้ า่ สารทำ ใหเ้ กดิ ความพงึ พอใจ สบายได้มากกวา่ ท่เี ปน็ อยู่ หรือเพิ่มพละกำลงั ในการทำงาน 2. ใช้เปน็ คร้ังคราว (Occasional use) เกดิ ความตดิ ใจในผลของสารเสพติด เรียนรูว้ ่าหากใช้ปริมาณ มากขึ้นก็จะไดร้ บั ผลความรสู้ ึกดีมากข้นึ เกดิ ความรสู้ กึ เปน็ สขุ อย่างมาก 3. ใชส้ ม่ำเสมอใช้อย่างพรำ่ เพรื่อ (Regular use) หมกมนุ่ กบั การหาสารมาเสพ มีอาการเมายา การ ทำงาน การเรยี นแยล่ ง สมั พนั ธภาพกบั คนรอบข้างไมด่ ี ใช้จ่ายเงนิ เปลือง อาจถูกจบั เน่ืองจากเสพหรือคา้ 4. เกิดภาวะพง่ึ พาสรุ ายาเสพตดิ (Dependence) ใช้สารมาอย่างต่อเน่ืองยาวนาน จนเกิดอาการทนต่อ ยา (Tolerance) และภาวะถอนยา (Withdraw) หรือ มีการใช้เกินขนาด (Drug Overdose) โดยไมต่ ั้งใจ พษิ ภัยร้ายของสารเสพตดิ ต่อรา่ งกายและจติ ใจของผู้เสพ 1. ทำลายประสาทสมอง จติ ใจเส่ือม ซึมเศร้า วติ กกังวล เลอื่ นลอย และเกิดภาวะผดิ ปกติทางจติ จากสาร เสพตดิ นนั้ ๆพิษจากสารเสพติดทำลายอวัยวะต่างๆใหเ้ สื่อมลง มโี รคแทรกซ้อนได้ง่าย ร่างกายซบู ซดี อ่อนเพลีย 2. เสยี บุคลกิ ภาพ ขาดความสนใจตนเอง ขาดสติสัมปชัญญะการควบคุมกล้ามเนอื้ และระบบประสาท บกพร่อง ทำให้ประสบอุบัตเิ หตไุ ดง้ า่ ย ตอ่ ครอบครัวและสงั คม 1. ครอบครวั ทม่ี ผี ู้ตดิ สารเสพตดิ มักไดร้ บั ความเดอื ดรอ้ นจากผูต้ ดิ สารเสพตดิ ในทกุ ด้าน เชน่ การขาด ความรบั ผิดชอบต่อหน้าที่นำไปสู่ความขดั แย้ง ทะเลาะวิวาท กอ่ ใหเ้ กดิ ความเครียด และต้องแกไ้ ขปัญหาบ่อยๆ 2. ทำให้สญู เสียสมรรถภาพ การทำงาน ทำให้เกิดผลกระทบต่อครอบครัวทั้งทางเศรษฐกจิ และสงั คมเสยี ทรัพย์สนิ รายได้ของครอบครวั เน่ืองจากตอ้ งซ้ือสารเสพตดิ มาเสพ และรกั ษาโรคทเี่ กดิ จากสารเสพติด 3. ปญั หาสารเสพติดก่อใหเ้ กิดความหวาดระแวงจากประชาชนและสงั คมเปน็ วงกวา้ ง เน่อื งจากเกรงวา่ บตุ รหลานจะเข้าไปเก่ียวข้องกับสารเสพตดิ หรือถูกประทุษร้ายจากผู้เมาสารเสพติด หรอื มคี วามผดิ ปกติทางจติ จากการใชส้ ารเสพตดิ ต่อสว่ นรวมและประเทศชาติ เป็นภัยต่อความมน่ั คง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกจิ สงั คมและวัฒนธรรม และวถิ ีชีวติ ท่ีเป็นสุขของคนใน ประเทศประเทศชาติสญู เสียงบประมาณในการป้องกัน ปราบปราม บำบดั รักษาผตู้ ิดสารเสพติด เราทุกคนจะปอ้ งกนั สารเสพติดอย่างไร? ตนเองเป็นบทบาทสำคัญทส่ี ามารถปอ้ งกันและแก้ไขปัญหาสารเสพตดิ ได้ ดังนี้ 1. ศึกษาความรู้เก่ยี วกบั โทษ และพิษภยั ของสารเสพตดิ ไม่ทดลองเสพสารเสพติดทุกชนิด ร้เู ทา่ ทันการ หลอกลวง ชักจูงจากกล่มุ ผูค้ ้าสารเสพตดิ เลือกคบเพือ่ นที่ไม่ใชส้ ารเสพติดและใชท้ ักษะการปฏิเสธเมื่อถูกชกั ชวน 2. มที ศั นคติท่ีดีตอ่ ชีวติ มคี วามภาคภมู ใิ จในตนเองว่ามีคณุ ค่าทั้งต่อตนเอง ครอบครวั และสังคม ไมค่ วร ทำลายชวี ิตท่ไี ด้มาด้วยการติดสารเสพติด 3. ตระหนกั ในบทบาทหน้าทข่ี องตนเอง ระลึกเสมอวา่ ขณะนีต้ นเองมบี ทบาทหนา้ ทอ่ี ะไรเชน่ มีหนา้ ท่ี เรยี นหนังสือกค็ วรตงั้ ใจศึกษาเลา่ เรียนเชอ่ื ฟงั คำส่งั สอนของพอ่ แม่ ครู อาจารย์ เปน็ ต้น 4. รักษาสขุ ภาพร่างกายให้แข็งแรงและทำจติ ใจให้แจ่มใสใช้เวลาวา่ งให้เกิดประโยชน์ ในการทำกจิ กรรม ตา่ งๆเช่น อา่ นหนงั สือ เล่นกีฬา หรือทำงานอดเิ รกตา่ งๆ

5. มีทักษะในการดำเนนิ ชวี ติ รจู้ ักแกไ้ ขปัญหาในทางทีถ่ ูกท่ีควร กลา้ เผชญิ ปญั หา รู้จกั คิดไตร่ตรองด้วย เหตุผล ไมห่ ลีกหนปี ญั หาด้วยการเสพสารเสพติด 6. ขอคำปรกึ ษาหรือขอความช่วยเหลอื จากผใู้ หญ่ ผู้ปกครอง เพราะการแกไ้ ขปัญหาโดยลำพังแบบ รูเ้ ท่าไม่ถึงการณ์ อาจนำไปสู่การใชช้ วี ติ ที่ผิดพลาดได้ ครอบครวั ควรสอดส่องดูแลเด็กและบุคคลในครอบครัวอย่าให้เกยี่ วข้องกับยาเสพติด อบรม สงั่ สอน ให้ รู้ถึงโทษภัยของยาเสพตดิ ดูแลเร่ืองการคบเพื่อน คอยส่งเสริมให้รู้จักใช้เวลาในทางที่เป็นประโยชน์ เชน่ การ ทำงานบ้าน การเล่นกีฬา เพอื่ ปอ้ งกนั ไมใ่ หเ้ ด็กหนั เหไปสนใจในยาเสพติด ทุกคนในครอบครวั ควรสร้างความรัก ความเขา้ ใจ และสมั พันธภาพอันดีต่อกนั ท่ีพึง่ เปน็ ทปี่ รึกษาและให้กำลังใจแก่กันและกนั นอกจากน้ีพ่อแม่ควร เป็นแบบอย่างทด่ี ใี นการไมใ่ ช้สารเสพตดิ เช่น ไม่สูบบหุ ร่ี ไม่ดืม่ เหลา้ โรงเรียน ควรมีกิจกรรมให้ความร้เู ร่ืองพิษภัยสารเสพติดอยา่ งสม่ำเสมอครคู วรเอาใจใส่ในการดูแล นักเรยี น เป็นที่ปรกึ ษาทดี่ ี และมกี ารจดั กิจกรรมให้แกน่ ักเรียนอยา่ งสร้างสรรค์ เพื่อสง่ เสรมิ ใหใ้ ช้เวลาว่างให้เป็น ประโยชน์ พ่อแมผ่ ู้ปกครองควรทำอยา่ งไรเม่ือลกู ยุ่งเกี่ยวกับสารเสพติด พอ่ แมผ่ ู้ปกครองจะต้องร่วมมือรว่ มใจชว่ ยเหลอื โดยอาศัยความรัก ความเข้าใจ เปน็ พน้ื ฐานในการทำใจยอมรบั สภาพปญั หาที่เกิดขน้ึ และปฏบิ ตั ใิ นสงิ่ ต่อไปน้ี 1. ระงบั สตอิ ารมณ์ อยา่ ววู่ ามยอมรับความจริง ยอมรบั สภาพวา่ ลกู ติดยา เพื่อเตรียมตัวช่วยเหลือบุตร หลาน 2. ไม่ควรแสดงความกา้ วร้าวกบั ลกู เพราะจะทำให้ลกู ปกปิดซ่อนเรน้ มากข้นึ 3. แสดงความรกั ความเหน็ ใจอย่างจริงใจ เพื่อใหล้ ูกหลานยอมเปิดใจ ยอมรบั ความช่วยเหลือ 4. ต้องหาขอ้ มลู เพิ่มเติมว่า บุตรหลานติดสารเสพติดประเภทใด ฤทธ์ริ ุนแรงแค่ไหน ใชส้ ารเสพติดมา นานแลว้ หรือยัง ใช้ปรมิ าณแค่ไหน โดยอาจหาจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น เพอื่ นสนิท ครูที่โรงเรียน ห้องนอน กระเปา๋ เส้ือผ้า เป็นต้น 5. ปรกึ ษาผู้มีความรู้ ความเชยี่ วชาญเฉพาะ เชน่ ศนู ยใ์ หค้ ำปรกึ ษาปญั หาสารเสพตดิ หากลูกหลานติด สารเสพตดิ มานาน จนทำให้สภาพรา่ งกายและจิตใจเปลีย่ นแปลงไป หรือมพี ฤตกิ รรมและบุคลกิ ภาพเบ่ียงเบนไป จากเดมิ และครอบครัวหรือไม่สามารถแกไ้ ขปญั หาได้ ผ้ปู กครองควรส่งลกู เขา้ รับการบำบัดรักษาและฟนื้ ฟู สมรรถภาพทางด้านจติ ใจ ในสถานบำบดั รกั ษาต่าง ๆ ทวั่ ประเทศ ผลกระทบจากปญั หาสารเสพติด ทำใหเ้ กดิ ความเสียหายท้ังตอ่ ตวั ผเู้ สพ ครอบครัว สังคม เศรษฐกิจและ ประเทศชาติ การแก้ไขปัญหาสารเสพติดต้องเริ่มต้นจากครอบครัวซึ่งใกลช้ ดิ กับเด็กและเยาวชนมากทสี่ ดุ โดยการ ให้เวลากับบุตรหลานและร่วมกนั แก้ไขปัญหาต่างๆทเ่ี กดิ ขึ้น นอกจากน้ีสงั คมโรงเรยี นและสถานศกึ ษาต้องมีการ ติดตาม สังเกตพฤตกิ รรมนักเรียน-นกั ศึกษาท่ีเข้าขา่ ยเกี่ยวขอ้ งกับสารเสพตดิ การมงุ่ ใหค้ วามรู้ในเรื่องอนั ตราย ผลกระทบทีเ่ กิดจากการใชส้ ารเสพตดิ สร้างการรบั รู้ ความตระหนักถึงภยั อนั ตรายน่าจะการป้องกนั และแก้ไข ปัญหาสารเสพติด และเป็นหน้าที่ของทุกคนจะตอ้ งรว่ มมอื กัน 2. แนวคิดปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎใี หม่ เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุม้ กันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการกระทบใดๆ อันเกิดจาก การเปลีย่ นแปลงท้ังภายในภายนอก ทง้ั น้ี จะตอ้ งอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง

ในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการ ทุกขนั้ ตอน และขณะเดียวกนั จะต้องเสริมสร้าง พื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกใน คุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ท้งั ดา้ นวัตถุ สังคม ส่งิ แวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกไดเ้ ปน็ อย่างดี ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง จึงประกอบดว้ ยคณุ สมบัติ ดงั นี้ ๑. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเอง และผ้อู ื่น เชน่ การผลิตและการบริโภคทอี่ ยใู่ นระดับพอประมาณ ๒. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงน้ัน จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่าง รอบคอบ ๓. ภมู คิ ุม้ กัน หมายถงึ การเตรยี มตวั ใหพ้ ร้อมรับผลกระทบและการเปลีย่ นแปลงดา้ นตา่ งๆ ทจ่ี ะเกดิ ข้ึน โดยคำนงึ ถงึ ความเป็นไปไดข้ องสถานการณ์ต่างๆ ท่ีคาดวา่ จะเกิดขนึ้ ในอนาคต เศรษฐกิจพอเพียงความหมายกว้างกว่าทฤษฎีใหม่ โดยที่เศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบแนวคิดที่ชี้บอก หลักการ และแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่ ในขณะที่ แนวพระราชดำริเกี่ยวกับทฤษฎีใหม่ หรือเกษตรทฤษฎี ใหม่ ซง่ึ เป็นแนวทางการพัฒนาการเกษตรอย่างเปน็ ขน้ั ตอนน้นั เปน็ ตัวอย่างการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในทาง ปฏิบัติ ที่เป็นรูปธรรม เฉพาะในพื้นที่ที่เหมาะสม ทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ อาจเปรียบเทียบกับหลัก เศรษฐกิจพอเพียง ซง่ึ มีอยู่ 2 แบบ คอื แบบพนื้ ฐาน กบั แบบกา้ วหนา้ ไดด้ งั นคี้ วามพอเพียงในระดับบุคคล และ ครอบครวั โดยเฉพาะเกษตรกรเปน็ เศรษฐกจิ พอเพยี งแบบพนื้ ฐาน เทยี บไดก้ บั ทฤษฎีใหม่ ทฤษฎีใหม่ขน้ั ต้น ให้แบง่ พ้ืนทีอ่ อกเป็น 4 ส่วน ตามอตั ราสว่ น 30:30:30:10 ซ่ึงหมายถงึ พ้ืนทส่ี ่วนทห่ี น่ึง ประมาณ 30% ให้ขุดสระเกบ็ กักนำ้ เพื่อใชเ้ ก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริม การปลกู พืชในฤดแู ลง้ ตลอดจนการเลี้ยงสัตวแ์ ละพืชน้ำตา่ งๆ พื้นที่ส่วนที่สอง ประมาณ 30% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝนเพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันสำหรับ ครอบครัวใหเ้ พยี งพอตลอดปี เพอื่ ตัดค่าใช้จา่ ยและสามารถพึ่งตนเองได้ พน้ื ทสี่ ว่ นท่สี าม ประมาณ 30% ใหป้ ลกู ไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พชื สมนุ ไพร ฯลฯ เพ่ือใช้ เป็นอาหารประจำวัน หากเหลอื บริโภคก็นำไปจำหนา่ ย พน้ื ทส่ี ่วนทส่ี ่ี ประมาณ 10% เป็นทอ่ี ยอู่ าศัย เลย้ี งสัตว์ ถนนหนทาง และโรงเรือนอน่ื ๆ ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง เมื่อเกษตรกรเขา้ ใจในหลักการและไดป้ ฏิบัตใิ นท่ีดินของตนจนไดผ้ ลแล้ว ก็ต้องเร่ิม ขั้นท่ีสอง คือให้เกษตรกรรวมพลงั กันในรปู กล่มุ หรือ สหกรณ์ ร่วมแรงรว่ มใจกนั ดำเนนิ การในด้าน 1. การผลิต (พนั ธพ์ุ ืช เตรยี มดนิ ชลประทาน ฯลฯ) 2. การตลาด (ลานตากข้าว ยงุ้ เคร่อื งสขี ้าว การจำหนา่ ย) 3. การเป็นอยู่ (กะปิ น้ำปลา อาหาร เครอ่ื งนงุ่ หม่ ฯลฯ) 4. สวัสดกิ าร (สาธารณสุข เงินก)ู้ 5. การศึกษา (โรงเรียน ทุนการศกึ ษา) 6. สงั คมและศาสนา ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สาม เมื่อดำเนินการผ่านพ้นขั้นที่สองแล้ว เกษตรกร หรือกลุ่มเกษตรกรก็ควรพัฒนา ก้าวหน้าไปสู่ขั้นที่สามต่อไป คือติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุน หรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรือบริษัท ห้างร้านเอกชน มาช่วยในการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ ทั้งฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคาร หรือ บรษิ ัทเอกชนจะได้รบั ประโยชนร์ ่วมกัน กลา่ วคอื

- เกษตรกรขายข้าวไดร้ าคาสูง (ไม่ถูกกดราคา) - ธนาคารหรือบริษัทเอกชนสามารถซื้อข้าวบริโภคในราคาต่ำ (ซื้อข้าวเปลือกตรงจากเกษตรกร และมาสเี อง) - เกษตรกรซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคได้ในราคาต่ำ เพราะรวมกันซื้อเป็นจำนวนมาก (เป็นร้าน สหกรณร์ าคาขายสง่ ) - ธนาคารหรือบริษัทเอกชน จะสามารถกระจายบุคลากร เพื่อไปดำเนินการในกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดผลดียิง่ ขึน้ 3 . การทำการเกษตรผสมผสานตามแนวคิดหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ระบบเกษตรกรรมทีจ่ ะนำไปสู่การเกษตรย่ังยืน โดยมีรูปแบบทดี่ ำเนินการมีลักษณะใกล้เคียงกัน และทำ ให้ผู้ปฏิบัติมีความสับสนในการให้ความหมายและวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ได้แก่ระบบเกษตรผสมผสานและระบบ ไร่นาสวนผสม ในท่นี ี้จงึ ขอให้คำจำกัดความรวมทงั้ ความหมายของคำท้งั 2 คำ ดงั ตอ่ ไปนี้ ระบบเกษตรผสมผสาน (Integrated Farming System) เป็นระบบการเกษตรท่ีมีการเพาะปลูกพืชหรือ การเล้ยี งสตั ว์ต่างๆ ชนิดอยู่ในพน้ื ท่เี ดยี วกันภายใต้การเก้ือกูล ประโยชน์ตอ่ กันและกนั อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยอาศัยหลักการอยู่รวมกันระหว่างพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อมการอยู่รวมกันอาจจะอยู่ในรูปความสัมพันธ์ ระหวา่ งพืชกบั พชื พืชกับสัตว์ หรือสัตวก์ ับสัตวก์ ไ็ ด้ ระบบ เกษตรผสมผสานจะประสบผลสำเร็จได้ จะต้องมีการ วางรูปแบบ และดำเนินการ โดยให้ความสำคัญต่อกิจกรรม แต่ละชนิดอย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทาง กายภาพ เศรษฐกิจ สังคม มีการใช้แรงงาน เงินทุน ที่ดิน ปัจจัย การผลิตและทรัพยากรธรรมชาติอย่างมี ประสิทธิภาพ ตลอดจนรู้จักนำวัสดุเหลือใช้จากการผลิตชนิดหนึ่งมาหมุน เวียนใช้ประโยชน์กับการผลิตอีกชนิด หนึ่งกับการผลิตอีกชนิดหนึ่งหรือหลายชนิด ภายในไร่นาแบบครบวงจร ตัวอย่างกิจกรรมดังกล่าว เช่น การเลี้ยง ไก่ หรอื สุกรบนบอ่ ปลา การเลยี้ งปลาในนาขา้ ว การเลีย้ งผึง้ ในสวนผลไม้ เป็นตน้ ระบบไร่นาสวนผสม (Mixed/Diversefied/Polyculture Farming System) เป็นระบบการเกษตรที่มี กิจกรรมการผลิตหลาย ๆ กิจกรรมเพื่อตอบสนองต่อการบริโภคหรือลดความเสี่ยงจากราคา ผลิตผลที่มีความไม่ แน่นอนเท่านั้น โดยมิได้มีการจัดการให้กิจกรรมการผลิตเหล่านัน้ มีการผสมผสานเกื้อกูลกนั เพื่อ ลดต้นทุนการ ผลติ และคำนึงถึงสภาพแวดล้อมเหมือนเกษตรผสมผสานการทำไร่นาสวนผสมอาจมีการเกื้อกูลกนั จาก กิจกรรม การผลิตบ้าง แต่กลไกการเกิดขึ้นนั้นเป็นแบบ “เป็นไปเอง” มิใช่เกิดจาก “ความรู้ ความเข้าใจ” อย่างไร ก็ตาม ไร่นาสวนผสม สามารถพัฒนาความรู้ความสามารถของเกษตรกรผู้ดำเนินการให้เป็นการดำเนินการในลักษณะ ของระบบเกษตรผสมผสานได้ รปู แบบของระบบเกษตรผสมผสาน ระบบเกษตรผสมผสานน้ัน ถึงแม้ว่าเกษตรกรจะมีการดำเนินการกันมาช้านานแล้วก็ตามแต่ลักษณะของ การดำเนินการ ยังมีความแตกต่างกันไป แล้วแต่การจะนำองค์ประกอบต่าง ๆ มาผสมผสานกันมากน้อยแค่ไหน และผสมผสานในรปู รปู แบบใดก็ตามยังมีความหมายหลากหลาย การศึกษารายละเอยี ดเชงิ วชิ าการในด้านนี้ก็ยัง มีไม่มาก เมื่อเปรียบเทียบ กับการศึกษาในด้านกิจกรรมเดีย่ ว ๆ ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือปลาก็ตาม ฉะนั้นการ กำหนดรูปแบบดำเนินการเกษตร ผสมผสานก็จะมีหลายแบบเช่นกัน ทั้งนี้อาจจะยึดการแบ่งตามวิธีการ ดำเนนิ การลกั ษณะพ้นื ทีก่ จิ กรรมที่ดำเนนิ ทรพั ยากร เป็นตน้ ซงึ่ พอท่ีจะกลา่ วไดด้ ังนี้ 1. แบง่ ตามกิจกรรมทด่ี ำเนนิ การอยู่เปน็ หลัก 1.1 ระบบเกษตรผสมผสานที่ยึดกิจกรรมพืชเป็นหลัก ซึ่งกิจกรรมที่ดำเนินการนี้จะมีพืชเป็น รายไดห้ ลัก 1.2 ระบบเกษตรผสมผสานทย่ี ึดกจิ กรรมเล้ียงสัตว์เป็นหลัก ซ่ึงการดำเนินการเล้ียงสัตว์จะเป็น รายได้หลัก

1.3 ระบบเกษตรผสมผสานที่ยึดกิจกรรมประมงเป็นหลัก ซึ่งจะมีกิจกรรมเล้ียงสัตว์น้ำเป็น รายได้หลกั 1.4 ระบบเกษตรผสมผสานแบบไร่นาปา่ ผสมหรือวนเกษตรเป็นระบบที่มีการจัดการป่าไม้เปน็ หลกั ร่วมกบั การเกษตร 2. แบ่งตามวิธีการดำเนินการ 2.1 ระบบเกษตรผสมผสานที่มีการใชส้ ารเคมี ในระบบการผลิตจะมีการใช้สารเคมีในกิจกรรม ตา่ ง ๆ เพ่ือจดุ ประสงค์ ให้ได้ผลผลิตและรายได้สงู สุด 2.2 ระบบการเกษตรอินทรีย์หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีทุกชนิด เช่น ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช ฮอร์โมน สารเคมใี นอาหาร สัตว์ คำนงึ ถงึ การสงวนรักษาอินทรียวตั ถุในดนิ ด้วยการปลูกพชื หมุนเวยี นการปลูกพืช คลมุ ดิน ใช้ปุย๋ คอกปุย๋ หมัก ใช้ เศษอนิ ทรียวตั ถจุ ากไรน่ า มงุ่ สรา้ งความแขง็ แกรง่ ใหแ้ กพ่ ชื ด้วยการบำรุงดินให้อุดม สมบรู ณ์ ผลผลติ ทไ่ี ดก้ จ็ ะอย่ใู นรูป ปลอดสารพิษ 2.3 ระบบการเกษตรธรรมชาติ เป็นระบบการเกษตรที่ใช้หลักการจัดระบบการปลูกพืชและ เลย้ี งสตั วท์ ่ีประสานความ ร่วมมือกับธรรมชาตอิ ยา่ งสอดคลอ้ งและเกอื้ กลู ซ่ึงกันและกัน 3. แบ่งตามประเภทของพชื สำคญั เป็นหลกั 3.1 ระบบเกษตรผสมผสานท่ีมีข้าวเป็นพชื หลัก พ้ืนทส่ี ว่ นใหญ่จะเป็นทน่ี าทำการปลูกข้าวนาปี เปน็ พชื หลกั การผสม ผสานกิจกรรมเขา้ ไปให้เก้ือกูลอาจทำได้ท้ังในรปู แบบของพชื -พืชเช่นการปลูกพืชตระกูลถั่ว พืชผัก พืชเศรษฐกิจอื่นๆ พ้ืนที่นาบางส่วนเป็นร่องสวนปลูกไมผ้ ลเล้ียงปลาในรอ่ งสวน เลี้ยงสัตว์ปีก โค โดยใชเ้ ศษ อาหารจากพชื ตา่ ง ๆ ในฟารม์ ใหเ้ ปน็ อาหารสัตวไ์ ด้ดว้ ย 3.2 ระบบเกษตรผสมผสานทมี่ พี ืชไร่เปน็ พชื หลัก การผสมผสานกิจกรรม พืช-พืช เช่น ลกั ษณะ การปลูกพืชตระกลู ถ่วั แซมในแถวพืชหลัก เช่น ข้าวโพด มนั สำปะหลัง ฝา้ ย เป็นต้น สำหรบั รปู แบบของกิจกรรม พืช-สัตว์ เช่น ปลกู พืชอาหาร สตั วต์ า่ ง ๆ ควบคกู่ บั การเล้ยี งโค การปลูกหมอ่ นเลยี้ งไหม เปน็ ตน้ 3.3 ระบบเกษตรผสมผสานที่มีไม้ผล ไม้ยืนต้น เป็นพืชหลัก การผสมผสานกิจกรรม พืช-พืช เช่น การใช้ไมผ้ ลต่างชนิด ปลูกแซม เช่น ในกรณโี กโก้แซมในสวนมะพร้าว การปลูกพืชตระกูลถว่ั ในแถวไม้ผลยืน ต้น การปลูกพืชต่างระดับ เป็นต้น รูปแบบกิจกรรม พืช-สัตว์ โดยการเลี้ยงสัตว์ เช่น โคในสวนไม้ผล สวนยางพารา การปลูกพืชอาหารสัตวใ์ นแถวไม้ผล ไมย้ ืนต้น แล้วเลี้ยงโคควบคู่จะมีการเก้ือกลู ซึง่ กนั และกนั 4. แบง่ ตามลักษณะของสภาพพ้ืนที่เปน็ ตวั กำหนด 4.1 ระบบเกษตรผสมผสานในพนื้ ทีส่ ูง ลกั ษณะของพื้นทจ่ี ะอยู่ในท่ีของภเู ขาซึ่งเดมิ เป็นพ้ืนท่ีป่า แต่ได้ถูกหักล้างถางพง มาทำพืชเศรษฐกิจและพืชยังชีพต่าง ๆ ส่วนใหญ่พื้นที่มีความลาดชันระหว่าง 10-50% ดั้งเดิมเกษตรกรจะปลูกพืชใน ลักษณะเชิงเดี่ยวอายุสั้น เช่น ข้าว ข้าวโพด พืชตระกูลถั่ว ผักต่าง ๆ ซึ่งมักจะเกิด ปัญหาของการทำลายทรัพยากรธรรม ชาติและสิ่งแวดล้อม มีการชะล้างหน้าดินสูง ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ลดลงรวดเรว็ มีผลกระทบต่อผลผลติ พชื ในระยะยาว ฉะนั้น รูปแบบของการทำการเกษตรผสมผสานจะช่วยรักษา หรือชะลอความสญู เสยี ลงได้ระดบั หน่ึง 4.2 ระบบเกษตรผสมผสานในพืน้ ที่ราบเชิงเขา พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นท่ีดอนอาศัยน้ำฝน มีการ ปลกู พชื ไร่ชนดิ ตา่ ง ๆ เป็นหลกั รองลงมาจะเป็นไม้ผลยืนตน้ ขา้ วไร่ 4.3 ระบบเกษตรผสมผสานในพื้นที่ดอน โดยทั่วไปในพื้นที่ดอนจะมีการปลูกพืชไร่เศรษฐกิจ ต่าง ๆ เชงิ เดย่ี วเปน็ หลกั ลกั ษณะของการทำการเกษตรผสมผสานอาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น ลักษณะการปลูก พืชแซม โดยใช้พืชตระกูลถั่วแซม ในแถวพืชหลักต่าง ๆ เช่น ข้าวโพด ฝ้าย มันสำปะหลัง ฯลฯ การเปลี่ยนพื้นท่ี เป็นไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ใช้สอยผสมผสาน และอาจจะมีพืชตระกูลถั่วแซมในแถวพืชหลักในระยะแรก ๆ อีก แนวทางหน่งึ ไดแ้ ก่ การใชพ้ ้นื ทมี่ าดำเนนิ การเลี้ยง ปศสุ ัตว์ เช่น โค และปลกู พืชอาหารสัตวค์ วบคกู่ นั ไป เปน็ ตน้

4.4 ระบบเกษตรผสมผสานในพื้นทีร่ าบลุ่ม พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นนาข้าวแบบแผนการปลูกพืช ส่วนใหญ่จะเป็นข้าว อย่างเดยี ว ขา้ ว-ข้าว, ข้าว-พืชไรเ่ ศรษฐกิจ, ข้าว-พืชผกั เศรษฐกิจ, พืชผัก-ขา้ ว-พืชไร่, พืชไร่- ขา้ ว-พชื ไร่ เป็นต้น การจะปลกู พืชไดม้ ากคร้งั ในรอบปขี ้ึนอยู่กบั ระบบการชลประทานเป็นหลัก 4. การทำปุ๋ยยเู รยี น้ำ การทำปุ๋ยไวใ้ ช้เองโดยที่ไม่พ่ึงพาสารเคมีทำให้เราม่ันใจได้ว่าปุ๋ยท่เี ราใสบ่ ำรุงพืชผกั ที่เราปลูกจะปลอดภยั แน่นอน ซึ่งการทำปยุ๋ นน้ี อกจากจะไดป้ ยุ๋ อนิ ทรยี ท์ ี่ปลอดภยั แล้วเรายังสามารถนำมาใช้เป็นกิจกรรมยามวา่ ง รว่ มกนั ภายในครอบครวั หรือ ในชุมชนไดอ้ กี ดว้ ย การทำปุ๋ยโดยมีหลกั การคือ เลี้ยงดิน ใหด้ นิ เล้ียงพืช และ ให้ พืชเลี้ยงเรา ส่วนผสม 1. ผลไม้ หรอื ผัก 3 สว่ น 2. กากน้ำตาล หรือ น้ำตาลทรายแดง 1 ส่วน 3. หัวเชือ้ จลุ นิ ทรยี ์ 1 สว่ น 4. นำ้ สะอาด 10 สว่ น วิธกี ารทำปุ๋ยนำ้

วธิ ที ำ 1. ใส่ผลไม้ลงในภาชนะทึบแสงมีฝาปดิ 2. ละลายน้ำและกากนำ้ ตาลหรือน้ำตาลทรายแดงให้เขา้ กัน และเตมิ ลงในภาชนะใสผ่ ลไม้ท่เี ตรยี มไว้ คลกุ เคล้าให้เขา้ กนั 3. เติมหวั เชือ้ จลุ ินทรีย์ คนใหท้ ่ัว 4. ปดิ ฝาใหส้ นทิ เก็บให้มิดชิดในที่ร่ม 5. ทง้ิ ไว้ 3 เดือน และเปิดใชง้ าน

สัดสว่ นการใช้ 1/500 : สำหรบั ไมท้ ี่มใี บบาง 1/200 : สำหรบั ไมท้ ี่มีใบหนา หรือไมผ้ ล 1/200 : ปรบั ปรงุ บำรงุ ดิน 1/100 : ไล่แมลงวัน 1/10 + เกลือ : ฆ่าหญ้า แบบเขม้ ข้น : ราดชักโครงหรือพืน้ ห้องน้ำเพ่อื ดับกล่นิ และยอ่ ยสลายส่งิ ปฏกิ ลู

5. การทำจุลนิ ทรยี ส์ งั เคราะห์แสง จุลนิ ทรีจลุ ินทรีย์ท่เี ปน็ ประโยชนต์ ่อพชื เปน็ สิ่งมีชีวติ ขนาดเลก็ ท่พี บได้ทว่ั ไปตามธรรมชาตทิ งั้ ในดินและน้ำ ทำหน้าที่กำจัดของเสีย ก๊าซและสารพิษต่าง ๆ ประโยชนข์ องจุลนิ ทรีย์สังเคราะห์แสง 1. ช่วยตรึงไนโตเจนในดิน เพ่มิ ไนโตเจนให้กบั พืช 2. เรง่ การเจรญิ เตบิ โต ทำให้พชื แข็งแรงแล้วโตเร็วเปน็ 3 เท่า 3. เมอ่ื ใช้ทางดนิ ทำให้รากพืชแขง็ แรงและหาอาหารได้ดขี ึ้น ใชก้ ับนาขา้ วช่วยเรง่ การแตกกอของข้าว 4. ช่วยในการยอ่ ยธาตุอาหารและวตั ถอุ นิ ทรียใ์ นดิน เพื่อให้พชื ดูดซึมไปใชไ้ ด้อยา่ งง่ายดาย 5. ป้องกันพชื โดยการทำลายจลุ นิ ทรยี ไ์ ม่ดีในดนิ ท่เี ป็นสาเหตทุ ที่ ำให้เกิดโรคพชื สิ่งท่ีต้องเตรยี ม 1. นำ้ จากแหลง่ นำ้ ธรรมชาติ 2. ขวดขนาด 1.5 ลติ รหรอื มากกวา่ 3. ไข่ไก่ 1 ฟอง 4. นำ้ ปลาย่หี อ้ ใดก็ได้ วิธที ำจลุ นิ ทรีย์สงั เคราะห์แสง 1. ตอกไข่ใสถ่ ้วยแล้วเตมิ น้ำปลาลง 1 ช้อนโตะ๊ คนใหเ้ ข้ากัน 2. นำนำ้ ใส่ขวดขนาด 1.5 ลติ รไปตากแดดประมาณ 4-5 วัน กอ่ นเตมิ ไข่ไก่ที่เตรียมไวล้ งไป 1 ช้อนโต๊ะ 3. นำไปต้งั ไว้ในบริเวณกลางแจง้ ที่มีแดดสง่ ถึงทุกวัน 6. สมนุ ไพรใกลต้ วั 8 ผกั สมุนไพรใกลต้ วั ยาดีคคู่ รวั บำบดั อาการเจบ็ ปว่ ยได้

1. ใบกะเพรา ผัดกะเพรา คือเมนูสุดฮิตของคนไทย เพราะมกี ล่นิ หอมเฉพาะตัวของใบทีน่ อกจากจะช่วยดบั กลน่ิ คาว จากเนอื้ สตั ว์ได้แล้ว ยังช่วยสรา้ งความหอมอร่อยให้เมนดู ังกลา่ วมรี สชาติน่ากินมากขน้ึ ที่สำคัญใบกะเพรายงั มี สรรพคณุ ท่ีดีต่อร่างกาย โดยจะช่วยลดอาการจุกเสยี ดแนน่ ทอ้ ง และชว่ ยขับลมในกระเพาะอาหาร 2. ใบโหระพา เป็นอีกหนึ่งผักสวนครัวรั้วกินได้ ซึ่งหลายบ้านก็นิยมปลูก เพราะนำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย และที่ สำคญั คือมปี ระโยชนใ์ นทางยา เพราะใชก้ ินแกห้ วัด แกป้ วดท้อง และแก้อาการจุกเสียดแนน่ ทอ้ งได้ 3. กระชาย กระชาย นิยมใส่เป็นส่วนผสมของเครื่องแกง โดยพบได้ในแกงป่าและผัดฉ่า กระชายเป็นผักที่มีฤทธิ์ เผ็ดรอ้ น ช่วยไล่ลม แกอ้ าการท้องอืด รวมท้ังยงั ช่วยขจัดเช้ือแบคทีเรียในลำไส้และกระเพาะอาหาร อีกทั้งยังช่วย บรรเทาอาการท้องรว่ งได้ดว้ ย 4. พรกิ หากพดู ถงึ อาหารไทยจะขาดพรกิ ไปไม่ไดเ้ ด็ดขาด ความเผด็ ร้อนของพริก ซ่อนวติ ามินเอาไว้มากมาย ไมว่ า่ จะเปน็ วิตามินเอ และวติ ามนิ ซี นอกจากนี้ในพริกยังมีสารท่จี ะช่วยให้กระเพาะสามารถดดู ซมึ อาหารไดด้ ขี ึ้น ช่วยบรรเทาอาการปวดตามข้อ และช่วยใหห้ ลอดเลือดขยายไดเ้ ป็นอย่างดี 5. ตะไคร้ จุดเด่นของตะไคร้ คือน้ำมนั หอมระเหยท่นี อกจากจะนยิ มทำมาใช้ทำสเปรยไ์ ลย่ งุ แล้ว ยงั มสี รรพคณุ ทาง ยา ซ่ึงจะชว่ ยชว่ ยขับปสั สาวะ ชว่ ยลดความดันในเลอื ด ลดคอเลสเตอรอล ขับลม และแก้ทอ้ งอืด นอกจากน้ี ลำ ตน้ ยงั ใชเ้ ป็นยาแก้หอบหืดได้ด้วย 6. หอมแดง หอมแดง ไดช้ ื่อว่าเป็นสมุนไพรไลห่ วัด กลน่ิ ของหอมแดงมีฤทธ์ชิ ว่ ยใหค้ นท่เี ป็นไข้ตัวร้อนอาการทุเลาลง คนเฒ่าคนแกจ่ ะนำหอมแดงทุบพอแตก แลว้ นำมาวางใกล้คนที่มีอาการไข้ หรอื จะนำมารับประทานก็ช่วยได้ เชน่ กัน นอกจากนย้ี งั ช่วยแก้อาการท้องอืด และชว่ ยให้เจริญอาหารไดอ้ ีกด้วย 7. ตำลงึ ในตำลึงมีเบต้าแคโรทนี ทด่ี ตี ่อสายตา ใบตำลงึ ยังช่วยบำรงุ น้ำนมแม่ นอกจากนี้ยังมีฤทธเ์ิ ป็นยาเยน็ สามารถนำมาขยำและผสมน้ำเล็กนอ้ ย แลว้ ทาบริเวณผิวเพ่ือแก้อาการแมลงสัตว์กัดต่อยได้ 8. สะระแหน่ ใบสะระแหนน่ ยิ มใส่ในอาหารพวกยำตา่ งๆ และอาหารอีสานอยา่ งลาบ และน้ำตก โดยใบสะระแหนม่ ี สรรพคณุ ชว่ ยขบั ลม แก้ท้องอืด ทอ้ งเฟอ้ รวมท้ังยังมวี ิตามินซที ี่จะช่วยเสรมิ สรา้ งภมู ิคมุ้ กันให้แขง็ แรง และ ปอ้ งกนั หวดั ได้ นอกจากน้ีกลน่ิ ของใบสะระแหน่ยงั ชว่ ยให้สมองร้สู ึกปลอดโปร่ง 7. การปลูกปา่ อนรุ กั ษ์สิ่งแวดลอ้ ม ปลูกต้นไม้ ฟื้นฟูป่าคือแนวทางสำคัญท่ีช่วยลดโลกร้อน ประชาคมโลกมีเป้าหมายที่จะไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ภายในปี พ.ศ. 2573 หรืออีก 10 ปีข้างหน้าซึ่งภาคป่าไม้ก็มีความสำคัญ ซึ่งแนวทางหลักกล่าวคือ การรักษาป่า ธรรมชาติที่มีเดิม และเพิ่มการปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่ป่าเพื่อช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ โดยทั้งโลก ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 5 แสนล้านต้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องโลกเครือข่ายป่าไม้ภาคพลเมืองจึงมี เป้าหมายที่จะปลูกต้นไม้ให้ได้อย่างน้อย 1 ล้านต้น ซึ่งนำมาซึ่งโจทย์หลักที่สำคัญร่วมกันคือ เราจะทำ อย่างไรที่จะปลูกต้นไม้ ปลูกป่าให้มีคุณภาพและนำไปสู่ความย่ังยืนต่อไป

การปลูกป่าคืออะไรและมีเป้าหมายอย่างไร ก่อนอ่ืนต้องทำความเข้าใจเรื่องพ้ืนฐานการปลูกป่าเบื้องต้นร่วมกันก่อนว่า “การปลูกป่าคืออะไร มี เป้าหมายเพื่ออะไร?” ซึ่งทางองค์กรบริหารจัดการเรือนกระจก หรือ TGO ให้นิยามการปลูกป่าคือ การ เปลี่ยนแปลงท่ีดินโดยกิจกรรมของมนุษย์โดยกิจกรรมของมนุษย์โดยการปลูกต้นไม้ เพาะเมล็ดพันธุ์ และ/ หรือการส่งเสริมการเพาะเมล็ดตามธรรมชาติ ทั้งนี้อาจารย์ดำรง พิพัฒนวัฒนกุล จากภาควิชาวนวัฒน วิทยา คณะวนศาสตร์ ให้ความคิดเห็นว่าก่อนที่จะปลูกป่าต้องพิจารณาว่าพื้นที่ที่จะปลูกนั้นว่าเคยเป็นป่า มาก่อน หรือ ไม่เคยเป็นพื้นที่ป่ามาก่อนในช่วง 50 ปี ท่ีผ่านมา เช่น ทองหล่อซอย 3 ซ่ึงเป็นพ้ืนท่ีเมืองมา มากกว่า 50 ปี จึงไม่ใช่พื้นที่ป่า ถ้าเราไม่สนใจเรื่องความสมดุลของนิเวศเราก็ไม่สนใจเริ่มปลูกป่า พอเรา เห็นว่าระบบนิเวศเริ่มสูญเสียสมดุล สิ่งแวดล้อมไม่ดี มีมลพิษในอากาศ เช่น พีเอ็ม 2.5 กระตุ้นให้เราให้ ความสำคัญและเริ่มสนใจปลูกป่ามากขึ้น เราปลูกป่าที่เคยเป็นป่ามาก่อนก็อาจจะไม่ยากเพราะมีต้นทุนเดิม แต่ถ้าที่ดินที่เราจะปลูกถูกใช้ประโยชน์จนกลายเป็นเมืองมันคงยากที่จะปลูกป่าซึ่งมีความท้าทายที่จะใช้ เทคโนโลยีมาช่วยปลูกป่า เพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปมากแล้ว Photo Cr. ศนู ย์วนศาสตร์ชมุ ชนเพื่อคนกบั ป่า แผนงานประเทศไทย การปลูกต้นไม้ หรือการปลูกป่าต้องตั้งเป้าหมาย ว่าปลูกไปเพื่ออะไร ซึ่งจะเป็นแนวทางการในการ กำหนดรูปแบบ วิธีการ เทคนิคต่างๆ รวมทั้งการเลือกชนิดไม้ที่จะปลูกด้วย โดยการปลูกป่ามีเป้าหมาย หลักๆ 3 ประการประการแรกปลูกเพื่อฟื้นฟูป่ามีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ รักษาความหลากหลาย ทางชีวภาพ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร และแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ประการที่สองปลูกเพื่อเศรษฐกิจ มุ่งเน้นเพื่อสร้างรายได้จากผลผลิตเนื้อไม้ และผลผลิตต่างๆ จะเห็นในรูปแบบสวนป่า ประการที่สามปลูก เพื่อเป้าหมายหลายอย่าง หรือเอนกประสงค์ทั้งเพื่อเป็นแหล่งพืชอาหาร แหล่ง สมุนไพร ไม้ใช้สอย ไม้ ก่อสร้าง และสร้างรายได้ จะเห็นในรูปแบบวนเกษตร ป่าครอบครัว เกษตรผสมผสานที่มีปลูกไม้ยืนต้นไม้ ป่าแทรกปะปนในเรือก สวน ไร่ นา เป็นต้น

ทั้งนี้การเพิ่มพื้นที่ต้นไม้ เพิ่มพื้นที่ป่านอกเขตป่าให้เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่จะเพิ่มพื้นที่ป่าให้ ประเทศให้บรรลุเป้าหมายร้อยละ 40 ซึ่งปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายในมาตรา 7 ของ พรบ.ป่าไม้ ก็เป็นโอกาสทางกฎหมายท่ีส่งเสริมการปลูกป่าในภาคพลเมือง เพราะท่ีผ่านมาเกือบ 40 ปี การปลูกต้นไม้ ปลูกป่ายังมีข้อจำกัด และดำเนินการโดยรัฐ และเอกชน แม้ว่าเป้าหมายในการปลูกป่าจะปลูกเพื่อฟื้นฟู ระบบนิเวศป่าธรรมชาติ หรือปลูกเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจทั้งนี้ต้องพิจารณามีกรอบเวลาเป็นสำคัญ และที่ สำคัญก้าวแรกที่เป็นหัวใจของการปลูกต้นไม้ ปลูกป่าคือ การมีเมล็ดพันธุ์ไม้ที่ดี จากแม่ไม้ท้องถิ่นที่ดี ซึ่ง นำไปสู่การมีต้นไม้ มีป่าที่ดีมีคุณภาพในอนาคต ดังนั้น 1 ล้านกล้าที่พลเมืองสร้างป่าจะเพาะกล้าไม้ท้องถิ่น ก็ต้องให้เป็นกล้าท่ีดี มีคุณภาพเพื่อเป็นการปูรากฐานสู่ความยั่งยืน ปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูป่า...(Forest restoration) ปลูกให้เป็นป่า… ป่าธรรมชาติที่ได้รับการรบกวน ถูกทำลาย หรือเสื่อมโทรม แล้วต้องการให้กลับมามีสภาพ เหมือนเดิมมากที่สุด การปลูกป่าแบบนี้มีเป้าหมายคือ การฟื้นฟูป่า เช่น ป่าต้นน้ำ ป่าที่เป็นแหล่งที่อยู่ อาศัยสัตว์ป่า อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งจะ Dr. Stephen Elliott หน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (FORRU) แลกเปลี่ยนว่า แม้ว่าจะมีเป้าหมายปลูกป่า เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศใน เบื้องต้นก่อน แต่ระยะยาวก็จะตอบเป้าหมายทางเศรษฐกิจและสังคม การปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูป่านั้นต้องให้ความสำคัญกับโครงสร้างของป่ามีความสำคัญยิ่ง เพราะ โครงสร้างป่ามีความซับซ้อนย่ิงมีคุณค่ามากขึ้น มีสัตว์ป่า มีมวลชีวภาพหรือพืชท่ีเอ้ือประโยชน์ของการเป็น ที่อยู่อาศัยสัตว์ป่า แมลงช่วยในการผสมเกสรทำให้ระบบนิเวศทำงานได้ก็จะเป็นป่าที่ดี ที่สมบูรณ์ ดังนั้น การประเมินพื้นที่ที่จะฟื้นฟูว่าต้นไม้เดิมอยู่มากน้อยเพียงไรโดยใช้ เกณฑ์ไว้พื้นที่ต้องมีมีต้นไม้ที่เป็นทุน 500 ต้นต่อไร่ ถ้าสำรวจแล้วมีกล้าไม้มากกว่า 500 ต้นต่อไร่ในพื้นที่ก็เร่งกระบวนการให้ฟื้นฟูโดย ธรรรมชาติ โดยการตัดหญ้า คลุมโคน ป้องกันไฟ หากมีต้นไม้น้อยกว่า 500 ต้นต่อไร่ ก็จะปลูกกล้าไม้ เสริมโดยใช้ “ชนิดพรรณไม้โครงสร้าง” ให้ครบ 500 ต้นต่อไร่ ทั้งน้ีจำนวนชนิดพรรณไม้โครงสร้างในการ ปลูกใช้ร้อยละ 5 ของจำนวนชนิดต้นไม้ท้ังหมดในป่าแต่ละประเภท ดังนั้นจำนวนชนิดพรรณไม้โครงสร้าง จะแตกต่างกันตามประเภทป่า หลังจากปลูกแล้วต้องดูแลกล้าไม้ที่ปลูก และต้องทำการติดตามผลเพราะ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่วิธีการเดิมใช้ค่าใช้จ่ายสูงมากเพราะว่าต้องไปวางแปลงตรวจวัดต้นไม้ทุก แปลง แต่ทุกวันนี้ใช้โดรนตรวจสอบติดตามผลของการฟื้นฟูป่า ทั้งนี้รายะละเอียดการปลูกป่าเพื่อการ ฟ้ืนฟูป่าสามารถดาวน์โหลดและศึกษารายละเอียดได้จากคู่มือ “ปลูกให้เป็นป่า” ท่ี www.forru.org แม้ว่าการปลูกป่าแบบนี้มุ่งเพื่อฟ้ืนฟูระบบนิเวศ ฟื้นฟูความหลากหลายของพรรณพืช สัตว์ป่าให้ กลับไปเป็นเหมือนป่าเดิมมากท่ีสุดในระยะแรก แต่เป้าหมายปลายทางระยะยาวคือการตอบสนองการใช้ ประโยชน์ได้จากป่าของคนเราท้ังทางตรงเช่นผลผลิตจากป่า ของป่าต่างๆ เช่น น้ำผึ้ง เห็ด พืชอาหาร การ ได้ใช้น้ำจากป่า ทางอ้อมเช่น การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และท่ีสำคัญป่าท่ีฟื้นฟูน้ีเป็นแหล่ง เก็บกักคาร์บอนท่ีช่วยลดภาวะโลกร้อนได้เป็นอย่างดี สร้างป่านอกไพร...โดยการปลูกป่าพ้ืนถิ่นแบบปราณีต สไตล์ขุนดง ปลูกป่าในพื้นที่นอกจากป่าธรรมชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นท่ีปัจเจก พื้นท่ีของประชาชน ซึ่งปัจจุบัน มีกลุ่มขุนดง ที่มีอาจารย์นพพร นนทภา เป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 จากการให้ ความรู้ชาวบ้านที่จะถูกหลอกขายกล้าไม้โดยใช้ส่ือออนไลน์ ต่อมาเป็นเครือข่ายแลกเปลี่ยนเมล็ดไม้ป่าผ่าน เพจชื่อ “ขุนดงไม้พันธุ์ดี 24 ชั่วโมง”และยกระดับมาสู่การสร้างกระบวนการเรียนรู้การปลูกป่าผ่าน เฟสบุ๊คของกลุ่มขุนดง เฟสบุ๊ค โดยมีหลักการสำคัญๆ คือ “การปลูกป่าพื้นถ่ินแบบปราณีต” เน้นคุณภาพ

มากกว่าปริมาณ รอดตายสูงและคุณภาพต้นไม้ดี พิจารณาพื้นท่ีเดิมเคยเป็นป่าประเภทไหน เป้าหมายของ คนปลูก และการมีกล้าไม้ที่มีคุณภาพ และเน้นให้รอดตายในช่วงปีแรก ปีท่ีสองเป็นสำคัญ ทั้งน้ีมีข้ันตอนใน การปลูกป่า 11 ขั้นตอน ซึ่งขั้นตอนที่สำคัญ เช่น การคัดแม่ไม้พันธุ์ดี การเก็บและคัดแยกประเภทเมล็ด การเพาะกล้าโดยใช้วัสดุท้องถ่ินผสมเชื้อไมคอไรซ่าส์ การย้ายชำ การทำให้กล้าแข็งแกร่ง การเตรียมพื้นที่ และหลุมปลูก การปลูก การดูแลต้นไม้ทั้งการคลุมโคน การให้น้ำ การกำจัดวัชพืชตัดหญ้าไม่ใช้สารเคมี การจัดการโรคแมลงตามหลักชีววิถี การตัดแต่งกิ่งทำให้สูงชลูดเปลาตรง การตัดสางขยายระยะ ซึ่งในปี พ.ศ. 2559 ได้รวบรวมความรู้เพื่อขยายผลการเรียนรู้ผ่าน “โรงเรียนปลูกป่า” ที่ขอนแก่น ซึ่งจะสร้างนัก ปลูกป่าที่มีคุณภาพท่ีจะไปสร้างป่าท่ีมีคุณภาพและย่ังยืน โดยเน้นหลักชีววิถีและความพอพียงตามสไตล์ขุน ดง ทั้งนี้สามารถติดตามเพจทางเฟสบุคซึ่งสามารถแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ไม้ท้องถิ่น รวมทั้งแลกเปลี่ยน เรียนรู้เทคนิควิธีการเพาะเมล็ดไม้ตามประเภทเมล็ด 11 ประเภท การดูแลต้นกล้า การปลูกต้นไม้ การ ล้อมไม้ รวมทั้งเทคนิคการดูแลต้นไม้ หรือ วนวัฒนวิธีได้ท่ี “ขุนดง...พันธ์ุไม้ฟรี 24 ชั่วโมง” ปลูกป่าในระบบนิเวศเฉพาะ...ต้องพิจารณาระบบนิเวศย่อยเป็นพิเศ ษ ประเทศไทยไม่ได้มีเพียงระบบนิเวศป่าบก แต่ยังมีระบบนิเวศที่เฉพาะที่ต้องการความรู้ เทคนิค เฉพาะในการปลูกป่า ทั้งนี้อาจารย์ ดร.เชิดศักดิ์ เกื้อรักษ์ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ ได้ให้ความคิดเห็นว่าเดิมภาคใต้มีป่าหลัก ๆ อยู่สองสามป่าหรือป่าดิบชื้นและป่าชาย เลนและป่าพรุบ้าง มีความหลากหลายทางชีวภาพของพันธ์ุไม้สูงมากเพราะเป็นรอยต่อของป่าสองผืนทวีป ดังนั้นในการฟื้นฟูป่าจึงมีตัวเลือกเยอะ เดิมนั้นทางภาคใต้มีป่าที่อุดสมสมบูรณ์มาก ต่อมามีการส่งเสริม เกษตรเชิงเดี่ยวเช่น ยางพาราและปาล์มน้ำมัน เกิดการขยายพื้นที่ทำการเกษตร นับตั้งแต่นั้นมาป่าและ ความหลากหลายทางชีวภาพหายไปอย่างมากรวมทั้งเปลี่ยนรูปแบบจากวนเกษตรดั้งเดิม เช่ น สวนสมรม สวนผู้เฒ่า สวนดุซง ป่ายางผสมผสาน ที่เป็นแหล่งพืชอาหาร ยารักษาโลก ไม้ใช้สอย แหล่งรักษา พันธุกรรมไม้ผลท้องถิ่น เมื่อเปลี่ยนระบบการผลิตส่งผลให้ต้องซื้อกินมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเรามีป่า หย่อมป่าดิบช้ืนเหลืออยู่จากการถูกบุกรุกเม่ือท้ิงไว้ 3-4 ปีก็ฟ้ืนตัวกลับมา ไม่ต้องไปทำอะไร ประหยัดมาก ภาคใต้ไม่ต้องพูดเรื่องการฟื้นฟูสภาพป่าขนาดใหญ่ ดังนั้นต้องตั้งเป้าหมายและกำหนดวัตถุประสงค์ของ การฟ้ืนฟูป่าให้ชัดเจนก่อน เราต้องดูระบบนิเวศย่อยตรงนั้น แต่ละระบบนิเวศย่อยมีวิธีการปลูกวิธีการฟื้นฟู ไม่เหมือนกันเพราะจะมีชนิดพรรณไม้เฉพาะ มีสิ่งแวดล้อมเฉพาะ ดังนั้นองค์ความรู้และเทคนิคเหล่านี้ สำคัญ โดยเฉพาะป่าที่มีระบบนิเวศเฉพาะ เช่น ป่าพรุ ซึ่งเป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนที่สำคัญ ป่าพรุเป็น ระบบนิเวศเฉพาะที่สัมพันธ์กับระบบน้ำ ดังนั้นการจัดการระดับน้ำเพื่อทั้งในพื้นที่ฟื้นฟูป่า และเพื่ อรักษา ป่าเดิมนั้นมีความสำคัญ นอกจากนี้ให้คำนึงถึงเวลาที่เหมาะสมในการปลูกป่าส่วนใหญ่คือช่วงต้นฝนแต่ป่า พรุต้องต้นฝนหมด จึงจะได้ผลดี ดังนั้นการปลูกป่าในระบบนิเวศเฉพาะ จึงต้องใช้พิจารณาระบบนิเวศย่อย เป็นสำคัญเพื่อทำให้เกิดความสำเร็จในการปลูกป่า ต้ังต้นการปลูกป่าที่เมล็ดไม้พันธุ์ดี...สู่คุณภาพและความยั่งยืน สิ่งที่สำคัญในการทำให้การปลูกป่าประสบความสำเร็จ มีคุณภาพและความยั่งยืน อาจารย์ทั้งสาม ท่านได้เน้นย้ำว่าเวลาจะปลูกต้นไม้ ต้องหาเมล็ดพันธุ์ไม้ที่ดี ตรงตามเป้าหมายการปลูกป่า สอดคล้องกับ ระบบนิเวศเดิม และสิ่งแวดล้อมปัจจุบันของพื้นที่ที่จะปลูก ปัจจุบันหลายคนปลูกต้นไม้โดยใช้เมล็ดที่ไม่ ทราบที่มา ซื้อจากตลาดออนไลน์บ้าง จากบริษัทเอกชนบ้าง ซึ่งเราไม่รู้ว่ามีคุณภาพแค่ไหน แม่ไม้อยู่ ตรงไหน

บทที่ ๔ ผลการดำเนินงาน ผูด้ ำเนนิ การจัดทำจดั ทำจดั ทำโครงการสง่ เสริมการเรียนรูต้ ามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง วนั ท่ี 14 มิถุนายน 2566 ณ บา้ นเลขท่ี 67/4 หมู่ 9 บา้ นเนนิ หนองบัว ตำบลสวนเมยี่ ง อำเภอชาติตระการ จงั หวัด พิษณโุ ลก เก็บรวบรวมขอ้ มลู และการวิเคราะห์ข้อมลู ดังนี้ ๑. เครอื่ งมอื ท่ใี ชใ้ นการจัดกิจกรรม ขอ้ มลู ปฐมภูมิ ได้จากการกรอกแบบสอบถามของผู้เขา้ รว่ มกจิ กรรม ขอ้ มลู ทุตยิ ภูมิ ศึกษาจากเอกสาร ข้อมูลตา่ ง ๆ ท่ีเกีย่ วข้อง ๒. การเก็บรวบรวมข้อมูล ๒.๑ ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง ๒.๑.๑ ประชาชน หมู่ 9 บา้ นหว้ ยช้างแทง ๒.๒ วธิ ีดำเนินการในการติดตามและประเมนิ ผลการดำเนินงานได้ดำเนินการดังนี้ ๒.๒.๑ เครือ่ งมอื ที่ใชใ้ นการประเมนิ เปน็ แบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ ตอนที่ ๑ ขอ้ มลู สถานภาพทั่วไปเกีย่ วกับผ้ตู อบแบบสอบถาม ตอนท่ี ๒ ขอ้ มูลเกีย่ วกบั ความพงึ พอใจในการเขา้ ร่วมโครงการฯ ตอนที่ ๓ ขอ้ เสนอแนะอ่ืน ๆ ๒.๒.๒ วิเคราะหข์ อ้ มูล ในการวเิ คราะห์ ดำเนินการดังน้ี ตอนท่ี ๑ ขอ้ มลู สถานภาพทัว่ ไปของผู้ตอบแบบสอบถามวเิ คราะหผ์ ลดว้ ยการหาค่าร้อยละ คา่ รอ้ ยละ (%) P = F  ๑๐๐ n เมือ่ p แทน ร้อยละ F แทน จำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม n แทน จำนวนท้ังหมด ตอนที่ 2 ข้อมูลเกย่ี วกับการดำเนินงานตามโครงการ ใช้ค่าเฉลีย่ x x = x n เมื่อ x แทน ค่าเฉล่ีย แทน จำนวนผตู้ อบแบบสอบถาม x แทน จำนวนทัง้ หมด n

ตอนท่ี 3 สรุปข้อเสนอแนะ โดยใชค้ วามถี่ ( f ) ๒.๒.๓ การแปลผลขอ้ มูล ในการแปลความหมายของข้อมลู แปลผลจากค่าเฉลย่ี เลขคณติ x โดยใช้หลักเกณฑ์ดังนี้ คา่ เฉลย่ี เลขาคณติ x ความหมาย ๑.๐๐ – ๑.๕๐ ๑.๕๑ – ๒.๕๐ น้อยทส่ี ุด ๒.๕๑ – ๓.๕๐ นอ้ ย ๓.๕๑ – ๔.๕๐ ๔.๕๑ – ๕.๐๐ ปานกลาง มาก มากที่สดุ 3. ผลการดำเนินโครงการ จากการจัดกิจกรรมจัดทำโครงการส่งเสรมิ การเรยี นรตู้ ามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ไดม้ กี าร สำรวจความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่มีต่อรูปแบบการจัดกิจกรรม จำนวน 2 คน โดยวิธีการตอบ แบบสอบถาม จงึ ไดม้ ีการนำเสนอข้อมลู ในรูปตารางประกอบคำบรรยาย โดยแบง่ ออกเปน็ ๓ สว่ น ได้แก่ ตอนที่ 1 ขอ้ มลู สถานภาพทั่วไปเก่ียวกบั ผูต้ อบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 ประเมนิ ความพึงพอใจในการเขา้ ร่วมโครงการ ตอนท่ี 3 ขอ้ เสนอแนะอน่ื ๆ 3.1 ตอนที่ 1 การวิเคราะหข์ อ้ มูลทว่ั ไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ตารางที่ 1 แสดงจำนวน รอ้ ยละจำนวนตามเพศ เพศ จำนวน ( n = 2 ) รอ้ ยละ ชาย - - หญงิ 2 100 รวม 2 ๑๐๐ จากตารางท่ี 1 ผลการศึกษาพบว่า ผเู้ ข้าร่วมอบรมทัง้ หมดเปน็ เพศหญิง คดิ เป็นร้อยละ 100 ตารางที่ 2 แสดงจำนวน ร้อยละจำนวนตามอายุ อายุ จำนวน ( n = 2 ) รอ้ ยละ 15 – ๓๙ ปี 1 50.00 4๐ – 4๙ ปี - - 50 – 5๙ ปี - - 6๐ ปีขนึ้ ไป 1 50.00 รวม 2 100 จากตารางที่ 2 ผลการศึกษาพบว่า ผู้เขา้ รว่ มอบรมส่วนใหญ่มอี ายุระหว่าง 15 – 39 ปี และชว่ งอายุ 60 ปขี ึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 50.00

ตารางท่ี 3 แสดงจำนวน ร้อยละจำนวนตามระดบั การศึกษาสูงสุด ระดบั การศึกษาสูงสุด จำนวน ( n = 2 ) รอ้ ยละ ประถมศกึ ษา - - - - มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ 1 มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 1 50.00 2 50.00 อ่ืนๆ..จบ ป.4.... 100 รวม จากตารางที่ 3 ผลการศึกษาพบว่า ผู้เข้าร่วมอบรมสว่ นใหญ่มรี ะดับการศึกษาสูงสุด คือ ระดบั มธั ยมศึกษา ตอนปลาย และระดับอื่น ๆ คิดเป็นรอ้ ยละ 50.00 ตารางท่ี 4 แสดงจำนวน ร้อยละจำนวนตามอาชพี อาชีพ จำนวน ( n = 2 ) ร้อยละ เกษตรกร 1 50.00 รับจ้าง 1 50.00 ค้าขาย - 2 - รวม ๑๐๐ จากตารางที่ 4 ผลการศึกษาพบว่า ผูเ้ ขา้ รว่ มอบรมสว่ นใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร และอาชีพรับจา้ ง คิดเปน็ ร้อยละ 50.00

3.2 ตอนที่ 2 การวิเคราะหข์ ้อมูลเกีย่ วกบั ความพึงพอใจในการจัดกจิ กรรม ตารางท่ี 5 แสดงจำนวน ร้อยละ และคา่ เฉลีย่ ของความพึงพอใจของผเู้ ขา้ รว่ มโครงการทมี่ ตี อ่ การจัดกจิ กรรม ระดบั ความพึงพอใจ/ความรู้ความเขา้ ใจ/การนำความร้ไู ปใช้ ประเดน็ ความคดิ เห็น มากทสี่ ุด มาก ปานกลาง น้อย นอ้ ยทสี่ ุด ค่าเฉลยี่ อยู่ใน 5 4 3 2 1 ระดับ ตอนที่ 1 ความพงึ พอใจด้านเนอ้ื หา = 4.63 1.1 เนื้อหาตรงตามความ 1 1 - - - 4.50 มาก ต้องการ (50.00) (50.00) 1.2 เน้ือหาเพียงพอต่อความ 1 1 - - - 4.50 มาก ต้องการ (50.00) (50.00) 1.3 เนอื้ หาปจั จบุ นั ทันสมัย 1 1 - - - 4.50 มาก (50.00) (50.00) 1.4 เน้ือหามปี ระโยชน์ต่อการ 2 - - - - 5.00 มาก นำไปใชใ้ นการพฒั นาคุณภาพชีวิต (100.00) ท่สี ุด ตอนที่ 2 ความพงึ พอใจดา้ นกระบวนการจัดกจิ กรรมการอบรม = 4.30 2.1 การเตรยี มความพร้อมก่อน - 2 - - - 4.00 มาก อบรม (100.00) 2.2 การออกแบบกิจกรรม 1 1 - - - 4.50 มาก เหมาะสมกบั วตั ถปุ ระสงค์ (50.00) (50.00) 2.3 การจดั กจิ กรรมเหมาะสม 1 1 - - - 4.50 มาก กับเวลา (50.00) (50.00) 2.4 การจดั กิจกรรมเหมาะสม 1 1 - - - 4.50 มาก กบั กลมุ่ เป้าหมาย (50.00) (50.00) 2.5 วิธกี ารวดั ผล/ประเมนิ ผล - 2 - - - 4.00 มาก เหมาะสมกบั วตั ถปุ ระสงค์ (100.00) ตอนที่ 3 ความพึงพอใจตอ่ วิทยากร = 5.00 3.1 วทิ ยากรมีความรู้ 2 - - - - 5.00 มาก ความสามารถในเรอ่ื งทถี่ ่ายทอด (100.00) ทส่ี ุด 3.2 วิทยากรมเี ทคนคิ การ 2 - - - - 5.00 มาก ถา่ ยทอดใช้ส่อื เหมาะสม (100.00) ทส่ี ุด 3.3 วทิ ยากรเปิดโอกาสให้มี 2 - - - - 5.00 มาก สว่ นรว่ มและซักถาม (100.00) ที่สุด

ระดับความพึงพอใจ/ความรู้ความเขา้ ใจ/การนำความรไู้ ปใช้ ประเด็นความคิดเห็น มากทส่ี ุด มาก ปานกลาง น้อย นอ้ ยที่สุด คา่ เฉลีย่ อยใู่ น 5 4 3 2 1 ระดับ 4. ความถึงพอใจด้านการอำนวยความสะดวก = 4.33 4.1 สถานท่ี วัสดุ อปุ กรณ์และ 2 - - - - 5.00 มาก สง่ิ อำนวยความสะดวก (100.00) ทสี่ ุด 4.2 การส่อื สาร การสร้าง - 2 - - - 4.00 มาก บรรยากาศเพอ่ื ให้เกิดการเรยี นรู้ (100.00) 4.3 การบริการ การชว่ ยเหลือ - 2 - - - 4.00 มาก และการแก้ปญั หา (100.00) 5. ความพึงพอใจด้านการนำความรู้ไปใช้ = 4.50 5.1 สามารถนำความรู้ทร่ี ับไป 1 1 - - - 4.50 มาก ประยุกต์ใชใ้ นการปฏิบัติงานได้ (50.00) (50.00) 5.2 สามารถนำความรไู้ ป 1 1 - - - 4.50 มาก เผยแพร/่ ถา่ ยทอดแก่ชุมชนได้ (50.00) (50.00) 5.3 มคี วามมั่นใจและสามารถ 1 1 - - - 4.50 มาก นำความรู้ท่ีไดร้ ับไปใช้ได้ (50.00) (50.00) รวมทง้ั สน้ิ 19 17 - - - 4.53 มาก (52.78%) (47.22%) ที่สดุ คา่ เฉลย่ี ถ่วงนำ้ หนัก 4.57 ระดับความคดิ เห็น มากทส่ี ดุ จากตารางท่ี 5 จากการศึกษาพบว่า ผ้เู ขา้ ร่วมอบรมสว่ นใหญม่ คี วามพึงพอใจต่อการจัดกจิ กรรมจัดทำโครงการ เกษตรผสมผสานตามหลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง และประโยชนจ์ ากสารกญั ชง/กัญชา โดยรวมอยูใ่ นระดบั มากทส่ี ดุ ( x = 4.53) ตอนที่ ๑ ความพึงพอใจดา้ นเน้ือหา ( x = ๔.63) มากท่ีสุด ๑.1 เน้อื หาตรงตามความต้องการ ( x = ๔.50) มาก 1.๒ เนอื้ หาเพยี งพอต่อความตอ้ งการ ( x = ๔.50) มาก 1.3 เนือ้ หาปจั จบุ ันทันสมัย ( x = ๔.50) มาก 1.๔ เนอื้ หามีประโยชน์ตอ่ การนำไปใช้ในการพัฒนาคณุ ภาพชีวิต ( x = 5.00) มากท่ีสดุ ตอนท่ี ๒ ความพงึ พอใจดา้ นกระบวนการจดั กจิ กรรมการอบรม ( x = ๔.30) มาก 2.1 การเตรยี มความพร้อมก่อนอบรม ( x = ๔.00) มาก 2.2 การออกแบบกจิ กรรมเหมาะสมกับวัตถปุ ระสงค์ ( x = ๔.50) มาก 2.3 การจัดกิจกรรมเหมาะสมกับเวลา ( x = 4.50) มาก 2.4 การจดั กจิ กรรมเหมาะสมกับกล่มุ เป้าหมาย ( x = 4.50) มาก 2.5 วธิ ีการวดั ผล/ประเมินผลเหมาะสมกบั วตั ถปุ ระสงค์ ( x = 4.00) มาก ตอนที่ ๓ ความพงึ พอใจต่อวทิ ยากร ( x = 5.00) มากที่สดุ 3.1 วทิ ยากรมีความรูค้ วามสามารถในเร่ืองที่ถา่ ยทอด ( x = 5.00) มากทีส่ ดุ 3.2 วิทยากรมเี ทคนคิ การถ่ายทอดใช้ส่อื เหมาะสม ( x = 5.00) มากท่ีสดุ 3.3 วิทยากรเปิดโอกาสให้มีส่วนรว่ มและซกั ถาม ( x = 5.00) มากท่สี ุด

ตอนที่ ๔ ความพึงพอใจด้านการอำนวยความสะดวก ( x = ๔.33) มาก 4.1 สถานท่ี วัสดุ อุปกรณ์และสง่ิ อำนวยความสะดวก ( x = 5.00) มากที่สุด 4.2 การสอ่ื สาร การสร้างบรรยากาศเพื่อใหเ้ กิดการเรียนรู้ ( x = ๔.00) มาก 4.3 การบริการ การช่วยเหลือและการแก้ปญั หา ( x = ๔.00) มาก ตอนท่ี ๕ ความพงึ พอใจด้านการนำความรู้ไปใช้ ( x = ๔.50) มาก 5.1 สามารถนำความรทู้ ร่ี บั ไปประยุกต์ใชใ้ นการปฏบิ ตั งิ านได้ ( x = ๔.50) มาก 5.2 สามารถนำความรู้ไปเผยแพร่/ถ่ายทอดแกช่ มุ ชนได้ ( x = ๔.50) มาก 5.3 มีความมั่นใจและสามารถนำความรูท้ ่ีได้รับไปใช้ได้ ( x = ๔.50) มาก สรปุ ภาพรวมความพึงพอใจของผูเ้ ข้ารว่ มโครงการ ท้ังหมด อย่ใู นระดบั มากทีส่ ดุ มีค่าเฉลยี่ = 4.53 ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะ - หมายเหตุ คิดคะแนนเฉพาะทค่ี วามพึงพอใจอยู่ในระดบั มากขนึ้ ไป

บทท่ี 5 สรุปผลโครงการ อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ การจดั จดั ทำโครงการสง่ เสรมิ การเรียนรตู้ ามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง มจี ดุ ประสงคใ์ นการจดั กิจกรรมดงั น้ี ๑. เพอ่ื ให้ประชาชนไดร้ ับความรคู้ วามเขา้ ใจปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง การแลกเปลี่ยนเรยี นรู้ ร่วมกันของคนในชุมชน ๒. เพอื่ ส่งเสริมและปลูกฝังให้ประชาชนนำแนวคดิ ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียงนำมาใช้ในการดำเนิน ชวี ติ ประจำวันได้ การดำเนนิ การจัดกิจกรรม ๑. ผู้เข้าร่วมกจิ กรรม ผู้เข้ารว่ มกจิ กรรมโครงการ จำนวน 2 คน - เพศชาย จำนวน - คน - เพศหญิง จำนวน 2 คน 2. เครื่องมอื ที่ใช้ในการอบรม ข้อมูลปฐมภมู ิ ไดจ้ ากการกรอกแบบสอบถามของผู้เข้ารว่ มกิจกรรม ข้อมลู ทุติยภูมิ ศึกษาจากเอกสาร ข้อมูลต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้อง 3. การเก็บรวบรวมข้อมลู วเิ คราะหแ์ บบสอบถามในแตล่ ะส่วน ดงั น้ี ตอนท่ี 1 ข้อมลู สถานภาพท่ัวไปเก่ียวกบั ผตู้ อบแบบสอบถาม ตอนท่ี 2 ประเมินความพึงพอใจในการเข้าร่วมโครงการ ตอนท่ี 3 ขอ้ เสนอแนะอ่ืน ๆ ๔. วธิ กี ารวเิ คราะห์ข้อมลู ในการวเิ คราะห์ข้อมูล ผู้จดั ได้ดำเนินการ 2 ลักษณะ คือ 4.1 การสงั เคราะห์เชิงคณุ ลักษณะ ผูจ้ ัดกิจกรรมทำการสังเคราะห์โดยใช้วิธีการวเิ คราะหส์ งั เคราะห์ 3 ดา้ น คือ ข้อมูลสถานภาพ ทวั่ ไปเกยี่ วกับผตู้ อบแบบสอบถาม ประเมนิ ความพึงพอใจในการเขา้ รว่ มโครงการ ข้อเสนอแนะอื่น ๆ 4.2 การสงั เคราะห์การอบรมเชงิ ปริมาณ ในการสังเคราะหก์ ารจัดกิจกรรมเชิงปริมาณ ผจู้ ัดกจิ กรรมแยกออกเป็นคุณลักษณะต่าง ๆ ใน การสังเคราะหข์ ้อมูลดังน้ี ๑. ขอ้ มูลเก่ียวกบั เพศ / อายุ / อาชพี ๒. ข้อมลู ระดับความพึงพอใจในการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน ๓. ขอ้ เสนอแนะ โดยเปรยี บเทยี บจำนวนคนคดิ เปน็ ร้อยละในแต่ละสว่ นของข้อมลู การอบรม พรอ้ มการบรรยายประกอบ สรุปผลการจัดกจิ กรรมโครงการ ผลการจดั กิจกรรมโครงการส่งเสริมการเรียนรตู้ ามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง โดยใชว้ ธิ ีการ วิเคราะห์ สังเคราะห์จากแบบประเมนิ ความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน และรปู แบบการจัด กิจกรรม สามารถสรปุ ไดด้ ังน้ี

การสงั เคราะหข์ ้อมูลทั่วไปของผตู้ อบแบบสอบถาม ผู้เขา้ ร่วมกจิ กรรมทั้งหมดเปน็ เพศหญงิ และผู้เข้ารว่ มกิจกรรมมอี ายุ 15 – ๓๙ ปี และอายุ 60 ปขี น้ึ ไป เน่ืองมาจากเป็นชว่ งวยั ท่ตี อ้ งการศึกษาเรยี นรู้หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพอ่ื ประกอบอาชีพ มีผลทำให้ การหาคา่ ร้อยละในช่วงน้ีสูงกวา่ ชว่ งอ่นื ๆ การวเิ คราะห์ข้อมูลเก่ยี วกบั ความพึงพอใจในการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ จากการศึกษาพบว่า ผูเ้ ข้ารว่ มอบรมสว่ นใหญ่มีความพึงพอใจต่อการจดั กจิ กรรมโครงการสง่ เสรมิ การ เรียนรูต้ ามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยรวมอยู่ในระดับมากท่สี ดุ ( x = 4.53) ตอนที่ ๑ ความพึงพอใจด้านเนือ้ หา ( x = ๔.63) มากที่สดุ ๑.1 เน้ือหาตรงตามความต้องการ ( x = ๔.50) มาก 1.๒ เน้อื หาเพียงพอต่อความต้องการ ( x = ๔.50) มาก 1.3 เนือ้ หาปัจจบุ นั ทันสมยั ( x = ๔.50) มาก 1.๔ เน้อื หามปี ระโยชนต์ อ่ การนำไปใช้ในการพฒั นาคุณภาพชวี ิต ( x = 5.00) มากทส่ี ุด ตอนท่ี ๒ ความพึงพอใจด้านกระบวนการจัดกจิ กรรมการอบรม ( x = ๔.30) มาก 2.1 การเตรียมความพร้อมก่อนอบรม ( x = ๔.00) มาก 2.2 การออกแบบกจิ กรรมเหมาะสมกับวัตถปุ ระสงค์ ( x = ๔.50) มาก 2.3 การจัดกิจกรรมเหมาะสมกบั เวลา ( x = 4.50) มาก 2.4 การจดั กจิ กรรมเหมาะสมกับกลุ่มเปา้ หมาย ( x = 4.50) มาก 2.5 วธิ กี ารวดั ผล/ประเมินผลเหมาะสมกับวตั ถุประสงค์ ( x = 4.00) มาก ตอนท่ี ๓ ความพึงพอใจต่อวทิ ยากร ( x = 5.00) มากท่ีสุด 3.1 วทิ ยากรมีความรู้ความสามารถในเร่ืองท่ีถา่ ยทอด ( x = 5.00) มากทส่ี ุด 3.2 วิทยากรมเี ทคนิคการถา่ ยทอดใช้ส่อื เหมาะสม ( x = 5.00) มากทีส่ ุด 3.3 วิทยากรเปิดโอกาสให้มีสว่ นรว่ มและซักถาม ( x = 5.00) มากท่สี ุด ตอนที่ ๔ ความพงึ พอใจดา้ นการอำนวยความสะดวก ( x = ๔.33) มาก 4.1 สถานท่ี วสั ดุ อุปกรณ์และส่ิงอำนวยความสะดวก ( x = 5.00) มากที่สุด 4.2 การส่อื สาร การสรา้ งบรรยากาศเพ่อื ใหเ้ กิดการเรยี นรู้ ( x = ๔.00) มาก 4.3 การบรกิ าร การช่วยเหลอื และการแก้ปญั หา ( x = ๔.00) มาก ตอนท่ี ๕ ความพึงพอใจด้านการนำความรู้ไปใช้ ( x = ๔.50) มาก 5.1 สามารถนำความรู้ที่รับไปประยุกต์ใชใ้ นการปฏิบัตงิ านได้ ( x = ๔.50) มาก 5.2 สามารถนำความรไู้ ปเผยแพร/่ ถ่ายทอดแกช่ ุมชนได้ ( x = ๔.50) มาก 5.3 มคี วามมนั่ ใจและสามารถนำความรทู้ ่ีไดร้ บั ไปใชไ้ ด้ ( x = ๔.50) มาก สรุปภาพรวมความพึงพอใจของผเู้ ขา้ ร่วมโครงการ ท้ังหมด อยู่ในระดบั มากที่สดุ มีค่าเฉลี่ย = 4.53 ตอนท่ี 3 ข้อเสนอแนะ - หมายเหตุ คิดคะแนนเฉพาะท่ีความพึงพอใจอยูใ่ นระดบั มากขนึ้ ไป

อภิปรายผล จากการดำเนินการพบประเด็นสำคัญทส่ี ามารถนำมาอภิปรายผลไดด้ ังน้ี ๑. ดา้ นกลุ่มเปา้ หมาย ๑.๑ กลุ่มเป้าหมายสว่ นใหญ่เกดิ การเรยี นรู้ มีความรูค้ วามเขา้ ใจหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง เกดิ การแลกเปล่ยี นเรียนรรู้ ่วมกนั ของคนในชุมชน และสามารถนำแนวคิดปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใชใ้ น การดำเนนิ ชีวติ ประจำวนั ได้ ๒. ด้านงบประมาณ ๒.๑ จากการดำเนินงานพบว่างบประมาณที่ใช้ในการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์จัดกิจกรรมโครงการ ส่งเสริมการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีอยู่อย่างจำกัดทำให้วัสดุที่จัดซื้อไม่เพียงพอต่อผู้เข้า รับการอบรม ๓. ดา้ นกจิ กรรมการเรยี นการสอน ๓.๑ จากการดำเนินงานพบวา่ กจิ กรรมยืดหยุน่ ตามสภาพกล่มุ เป้าหมาย เนื่องมาจากสภาพชวี ติ ความเปน็ อยู่ของกลมุ่ เป้าหมายมีส่วนสำคัญตอ่ การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ ๔. ด้านสถานท่ี ๔.๑ การดำเนนิ การเป็นไปดว้ ยความสะดวก เรียบรอ้ ย ๔.๒ การใช้สถานทีข่ องผู้เรียน/ผรู้ บั บริการเป็นจดุ เรียนรใู้ นชมุ ชนทำใหเ้ กิดความเชอ่ื มโยง สัมพนั ธ์ กนั ระหวา่ งศนู ย์ส่งเสริมการเรียนรู้ ผเู้ รยี น และชุมชน ข้อมูลความตระหนัก ในการจัดกิจกรรมโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง สำหรับประชาชน ทั่วไปที่เข้ารับการอบรมแล้วสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปรับไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ และเกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้รว่ มกัน ข้อมลู การปฏบิ ัติ (ความพยายาม) เมอ่ื บคุ ลากรไดร้ ับแนวทางในการปฏบิ ัตแิ ละนโยบายจาก ศูนย์ส่งเสรมิ การเรยี นรู้อำเภอชาตติ ระการ และร่วมดำเนินการจัดกิจกรรมโดยครูอาสาสมัครฯ , ครู กศน.ตำบล เพอื่ ประสานให้ประชาชนเขา้ รว่ มกจิ กรรม ตามการกำหนดรปู แบบการจัดกิจกรรม เพ่ือให้เป็นไปตามแผนงานท่วี างไว้ จุดเดน่ ๑. กล่มุ เป้าหมายมคี วามรับผดิ ชอบ ๒. กลุ่มเปา้ หมายมีความสนใจในกจิ กรรมของโครงการ ๓. กลุ่มเปา้ หมายมีความรับผิดชอบ ๔. กลุม่ เปา้ หมายสามารถนำความรทู้ ่ไี ด้ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันของตนเองได้ จดุ ควรพัฒนา (จุดด้อย) ๑. ระยะเวลาในการจดั กจิ กรรมนอ้ ย ทำใหผ้ ู้เข้าร่วมโครงการไม่ได้รับความรเู้ ท่าที่ควร ๒. อุปกรณ์ที่ใชใ้ นการจดั กจิ กรรมมจี ำนวนจำกัด แนวทางการพฒั นา ๑. ควรมกี ารปรบั เวลาการจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ๒. ควรจำกัดจำนวนคนทเี่ ข้าร่วมกิจกรรมทแี่ นน่ อน เพราะจะได้ให้ความรไู้ ดอ้ ยา่ งทวั่ ถึง

ขอ้ เสนอแนะในการดำเนนิ การครั้งต่อไป 1. ควรทำการศึกษาความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย โดยใช้เครื่องมือที่หลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ได้ ข้อมูลท่ถี ูกต้อง ตรงตามความต้องการของผู้เรยี นมากทีส่ ุด 2. ควรศึกษาความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในด้านต่าง ๆ ที่ต้องการรับบริการจากศูนย์ส่งเสริมการ เรียนรู้อำเภอชาติตระการ เพื่อให้ทราบและสามารถจัดกิจกรรมตามหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของ ทอ้ งถ่นิ ได้ 3. ควรศึกษาผลกระทบจาการดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยการศึกษาจาก กล่มุ เปา้ หมาย และชมุ ชน 4. ควรเก็บขอ้ มลู ของผู้เข้ารับการอบรมหลงั การอบรมดว้ ยทุกครั้ง

ภาคผนวก - เอกสารท่ีเกยี่ วข้อง - ภาพประกอบกิจกรรม

ภาพประกอบกจิ กรรม โครงการสง่ เสริมการเรยี นร้ตู ามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขน้ึ ในวนั ท่ี 14 มถิ นุ ายน ๒๕๖6 ณ บา้ นเลขท่ี 67/4 หมู่ 9 บ้านเนนิ หนองบวั ตำบลสวนเมี่ยง อำเภอชาตติ ระการ จงั หวดั พิษณโุ ลก

ภาพประกอบกจิ กรรม โครงการสง่ เสริมการเรยี นร้ตู ามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขน้ึ ในวนั ท่ี 14 มถิ นุ ายน ๒๕๖6 ณ บา้ นเลขท่ี 67/4 หมู่ 9 บ้านเนนิ หนองบวั ตำบลสวนเมี่ยง อำเภอชาตติ ระการ จงั หวดั พิษณโุ ลก

คณะผจู้ ดั ทำ ทป่ี รึกษา กันตง ผูอ้ ำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรยี นรู้อำเภอชาติตระการ 1. นางพรสวรรค์ ลว้ นมงคล ครู 2. นางสาวชมพูนุช คณะทำงาน วันชื่น ครูอาสาสมัครฯ 1. ว่าที่ พ.ต.บญุ ส่ง ยศปญั ญา ครอู าสาสมัครฯ 2. นางสาวภาณมุ าศ บญุ ประกอบ ครูอาสาสมัครฯ 3. นางสาวประยูร ม่ันหยวก ครู กศน.ตำบล 4. นางสาวกัญญณชั แสงสบี าง ครู กศน.ตำบล 5. นางสาวเปยี ทพิ ย์ แต่งเนตร ครู กศน.ตำบล 6. นางสาวสภุ าพร พระคำสอน ครู กศน.ตำบล 7. นางสาวนภิ าพร พว่ งป่ิน ครู กศน.ตำบล 8. นายอษั ฎาพร จติ มนั่ ครู กศน.ตำบล 9. นางสาวปรศิ นา ผู้รับผิดชอบ/ผู้เรียบเรยี บ/ผู้จดั รูปเลม่ /ออกแบบปก นางสาวเปยี ทพิ ย์ แสงสีบาง ครู กศน.ตำบล


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook