Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore มีความสุขกับหุ้นปันผล by หมีส้ม เล่มที่ 5

มีความสุขกับหุ้นปันผล by หมีส้ม เล่มที่ 5

Published by E-book Bang SAOTHONG Distric Public library, 2019-04-07 12:15:32

Description: มีความสุขกับหุ้นปันผล by หมีส้ม เล่มที่ 5

Search

Read the Text Version

หลังจากทีได้ฟังเรืองราวของครอบครัวหลายแบบ ทีนีเรากลบั มาทีเนือหาหลกั กันครับ ประเด็นของเราก็คือ ถ้าเกดิ สภาวะวกิ ฤตของตวั ห้นุ หรืออตุ สาหกรรมใดอตุ สาหกรรมหนงึ เราจะตดั สนิ ใจเลอื กห้นุ อยา่ งไร ว่ากจิ การจะไปรอด โดยพืนฐาน เราจะพบว่า เมือเกดิ วกิ ฤตการณ์นนั ห้นุ หลายๆ ตวั (หรืออาจจะสว่ นใหญ่ในตลาด) ก็อาจจะมีราคา ลดตําลง หลายตวั มีราคาลดตําลงมาถึง 30-80% ซึงน่าเย้ายวนใจให้เข้าลงทนุ เป็ นอนั มาก แต่เราจะพิจารณาอย่างไร เพือทีเราจะไม่ไปซอื “ห้นุ ทกี ําลงั จะเนา่ ” เพราะเราเองซึงเป็ นนกั ลงทุนธรรมดา ก็รู้ว่า “งบการเงินทีเห็นนัน เป็ นงบการเงิน ของไตรมาสก่อน และกว่าจะประกาศให้เราทราบกก็ นิ เวลาหลงั จากทเี ริมไตรมาสนนั ๆ ไปแล้วถงึ 135 วนั (90+45)” สิงทีเราจะพอทําได้ คือการวิเคราะห์รายได้ เทียบกบั หนีสินทีกิจการจะต้องจ่าย ว่ากิจการจะยืนอยู่ได้หรือไม่ ตวั เลขหนีสนิ ก็คือ ตวั เลขหนีสนิ ทีวา่ นี คอื “หนีสนิ ทงั หมดทีคาดวา่ จะต้องจ่ายในปี นนั ๆ + ดอกเบีย” ซงึ ตวั เลขตรงนี เรากจ็ ะต้องนาํ รายจา่ ยดอกเบยี มารวมกบั สว่ นของหนสี นิ ระยะยาวทีถึงกําหนดชําระใน 1 ปี และ ประมาณการณ์หนสี นิ ระยะสนั ทกี ิจการน่าจะต้องจ่ายออกไป ในขณะทีสว่ นของรายได้นนั เราสามารถนํา EBITDA เข้ามาใช้เทียบดูว่ากิจการยังพอจะมีกําไรกลับมาจ่าย ดอกเบียหรือไม่ หรือถ้าจะให้เข้มข้นมากขึน ก็ควรจะใช้ “เงินสดทีได้รับจากกิจกรรมการดําเนินงาน” เข้ามาใช้แทน EBITDA เพราะผ้เู ชยี วชาญบางทา่ น กใ็ ช้สมมติฐานทวี า่ “EBITDA คือกําไรกจ็ ริงอยู่ แต่อาจจะมีบางสว่ นทียงั ไม่ได้กลบั มา เป็ นเงนิ สด อาจจะโดยลกู หนีเบียวได้ จงึ ใช้เงนิ สดจากกิจกรรมการดําเนินงาน” ทนี ี สมมตวิ ่าเราได้ตวั เลข “หนีสนิ ทงั หมดทีคาดว่าจะต้องจ่ายในปี นนั ๆ + ดอกเบีย” สกั 300ล้านบาท แต่กิจการ มี EBITDA (หรือควรใช้กระแสเงินสดจากกิจกรรมการดาํ เนนิ งาน) มากกว่า 300ล้านบาท ก็ถือว่ากิจการนนั “น่าจะอยู่รอด ปลอดภยั ” ตอ่ ไปได้ แต่ประเด็นทีเราต้องพิจารณากันต่อ ก็คือ มันอาจจะยังไม่จบแค่นัน เพราะเรืองเดิมก็คือ “ข้อมูลทีเราได้นัน เป็ นข้อมูลย้อนหลงั ” หนีสินนนั เป็ นของจริง แต่รายรับของกิจการ อันนีเป็ นความสามารถและความพยายามของเราที จะต้องประเมินว่า EBITDA (หรืออาจใช้กระแสเงินสดจากกิจกรรมการดําเนินงาน) ในอนาคตจะมีโอกาสลดลงหรือไม่ ถ้าลดลงมากก็อาจจะหมายความว่า “สนิ ทรพั ย์ของกิจการจะลดลงไปเรือยๆ เชน่ เดยี วกนั ” และเพือให้เรามคี วามเรามีความมนั ใจในการลงทนุ เราก็อาจจะเลอื กใช้วิธี “รอดูจนกว่าจะแน่ใจ” เพราะเวลาที เกิดวิกฤตการณ์ไม่วา่ จะเป็ นทงั ระบบเศรษฐกิจ หรือเกิดเฉพาะบางอุตสาหกรรม มักจะกินเวลาพอสมควร (6-120 เดือน) ดงั นนั เราก็จะพอมีเวลาทจี ะนาํ ตวั เลขในไตรมาสตอ่ ๆ ไป มาเปรียบเทียบเพือให้ทราบถงึ สถานะของบริษัทได้อย่างชดั เจน แต่กอ็ าจจะทําให้พลาดโอกาส “ลงทนุ ในช่วงเวลาทดี ีทสี ดุ ” แลกกบั “ความแน่นอนในการลงทนุ ทีมากขนึ ” 51 | P a g e

และถ้าเราพบกิจการที EBITDA (หรือควรใช้กระแสเงินสดจากกิจกรรมการดําเนินงาน) ไม่ได้ลดลง หนีสินก็ไม่ได้เพมิ ขึนแต่ราคาลดลงมา 30-50% จากแรงเทขายชัวคราว ก็จะเป็ นช่วงเวลาทีเราจะได้เข้าลงทุนหุ้น ทดี ใี นเวลาทดี เี ยียม ในขณะที ถ้าเราพบห้นุ ทีแม้ว่าจะมีราคาถกู มากๆ (P/BV ตํา) แต่กิจการสบู เงินออกไปเรือยๆ โดยที ไม่มีทีท่าว่าจะมีเงนิ สด (โดยเฉพาะอยา่ งยงิ กลมุ่ commodity) มากพอทีจะมาจ่ายหนีสิน หรือแม้แต่จะบริหารกิจการ เรา จะได้ ตัดใจว่า แม้ commodity จะมีโอกาสฟื นกลับมาในกาลข้ างหน้ า หุ้นตัวนีก็อาจจะจากเราแล้ ว เพราะ “กว่าถวั จะสกุ งาก็ไหม้” ในระดบั ประเทศก็เชน่ เดียวกนั เพราะถ้าใครยงั จาํ ได้ วิกฤตต้มยํากุ้งปี 2540 เหตุผลหลกั ส่วนหนงึ ก็มาจากการที ประเทศไทยได้ก้เู งินเป็ นเงินตราสกลุ ตา่ งประเทศเป็ นจาํ นวนมาก ทําให้เมือถงึ เวลาคืนเงินพร้อมๆ กนั ปรากฏว่า “เงินสกุล ต่างประเทศทีสาํ รองไว้” ไม่เพยี งพอทีจะนาํ มาชาํ ระหนีสนิ ระยะสนั จงึ เป็ นเหตใุ ห้พวกนกั เก็งกาํ ไร ซึงเตรียมการล่วงหน้ามา อย่างดี ทําการกู้เงินสกุลบาทจํานวนมาก แล้วเอาเปลียนเป็ นเงินตราต่างประเทศจนแทบหมดประเทศ เพราะรู้ว่า “เรากําลงั จะต้องการใช้เงินตราต่างประเทศเพือคืนเงินตามดีลเงินกู้” และเมือเราไม่มีเงินตราต่างประเทศ ค่าเงินก็ “เละเทะ” อยา่ งทเี ราได้พบเจอกนั ในครงั ปี 2540 นนั เพือให้ได้ บันทึกความทรงจําเรืองนัน ก่อนทีจะลืมเลือนไป จําได้ ว่าช่วงแรกอัตราดอกเบียพุ่งสูงขึนไปอีก (จากทีมีอตั ราสงู อย่แู ล้ว อนั เป็ นผลมาจากการทตี ้องการดงึ ดดู เงนิ ฝากสกุลต่างประเทศให้ไหลเข้ามาบ้าง) แต่ก็ไม่เป็ นผล เพราะนักลงทุนต่างประเทศทีต้องการ “ความชัดเจน” ก็เหมือนกบั “รอเวลาเก็บซาก” รอซือของดีราคาถูกจากคนที “อบั จนหนทาง” กันทังนนั และหลงั จากนันอตั ราดอกเบียก็ตําเละเทะ อันเนืองมาจากเศรษฐกิจพงั พินาศไปจนหมดสิน ไมม่ ีใครมีกาํ ลงั มากพอจะก้เู งนิ มาลงทนุ ใดๆ อกี เป็ นเวลาหลายปี และนีแหละคือธรรมชาติของ “การลงทุนและการเก็งกําไร” ซึงไม่ได้มีแต่ในมุมของ “ปัจจัยพืนฐาน” เท่านัน หากแตย่ งั มใี นมมุ ของ “จงั หวะการลงทนุ ” เข้ามาผสมผสานด้วย และผ้ทู ีเข้าใจเรืองนี มกั เป็ นผ้ชู นะ ก่อนทีจะจบบทนี เราก็จะได้เหน็ การเน้นยาํ ว่า “ข้อมลู ทีเราได้เห็นในงบการเงินนัน เป็ นข้อมลู ในอดีตทีย้อนหลงั พอสมควรทีเดยี ว” ในบทต่อๆ ไป เรากจ็ ะพยายามทีจะลดความเสียงตรงนี โดยการใช้ Indicator (ตัวชีวัดผลประกอบการ ในแตล่ ะธุรกิจ) ซงึ จะทําให้เราพอจะคาดเดาผลประกอบการได้บ้าง ก่อนทีจะปิ ดงบในแต่ละไตรมาส 52 | P a g e

บทที 15 Indicator (ตวั ชวี ดั ผลประกอบการในแต่ละธุรกจิ ) วัตถุประสงค์ของบทนีก็คือ เรากําลงั จะพยายามหาข้ อมูลบางอย่างเพือคาดการณ์ผลประกอบการณ์ที จะประกาศออกมาภายหลงั จากทปี ิ ดงบไปแล้ว ซงึ กวา่ ทเี ราจะทราบผลการดาํ เนนิ งานกอ็ าจจะต้องรอถงึ 45 วนั คือในบทที 14 ทีผ่านมา เราได้มีการเน้นยําในเรืองสําคัญเรืองหนงึ นันก็คือ “ข้อมลู ทีเราได้พบในงบการเงิน อาจจะเป็ นข้อมลู เก่าของกิจการทีอาจจะเกิดขึนย้อนหลงั ไปถงึ 3-4 เดือนเลยทีเดียว ซงึ ในชีวิตการลงทุน เราก็จะพบว่า มีหุ้นหลายๆ ตวั ทีราคาขยับปรับตัวขึนไปมาก และเมืองบการเงินประกาศออกมาก็พบว่ามีผลการดําเนินงานทีดีเลิศ หรือในทางกลบั กนั ก็อาจจะมีห้นุ บางตัวทีมีราคาตกลงมาอย่างคาดไม่ถงึ จากงบการเงินทีออกมายําแย่และเราทราบใน วนั ทีประกาศงบการเงิน ซงึ ในบางครังอาจจะช้าเกินไป ทาํ อย่างไร เราจงึ จะพอทราบข้อมลู เหลา่ นนั ได้บ้าง ในฐานะทีเป็ นนกั ลงทนุ ธรรมดาๆ คนหนงึ .. สงิ ทีพอทําได้แบบพืนฐานเลย ก็คือ การดูพฤติกรรมของผู้ถือห้นุ รายใหญ่หรือผ้บู ริหาร ว่ามีการซือหรือขายห้นุ หรือไม่ในแตล่ ะชว่ งเวลา แตว่ ธิ ีนีก็อาจจะไมไ่ ด้ผลเท่าทีควร เพราะผ้บู ริหารอาจจะสามารถถือหุ้นโดยใช้นอมินี หรือบางครัง อาจจะทาํ การซือขายหลอกๆ เพือให้นักลงทุนหลงเชือเข้าไปรับหุ้นหรือเทขายออกมาก็เป็ นได้ ยกตวั อย่างเช่น บางครังที หุ้นตวั หนึง ราคาขยบั ขนึ ไปจาก 0.80 บาทไปทีราคา 3.6 บาท ต่อมาราคาห้นุ ร่วงจาก 3.60 บาท ลงมาอยู่ที 2.70 บาท พร้อมกบั มแี บบฟอร์ม 59-2 รายงานวา่ มผี ้บู ริหารรายหนงึ ซอื ห้นุ เพมิ ไปในราคา 2.80 บาท ทําให้นักลงทนุ รายย่อยหลงเชือ และมีการนําไปแบ่งปันกนั ในโลกออนไลน์ว่า “ขนาดเจ้าของห้นุ ยงั ซอื เพิม” ซงึ ปรากฏวา่ ตอ่ มาเพียง 1 เดือน ราคาหุ้นลดลง มาเหลอื เพยี ง 1.20 บาท ซงึ กท็ าํ ให้นกั ลงทนุ รายยอ่ ยทหี ลงเชอื ข้อมลู นี ขาดทนุ ไปตามๆ กัน ประเด็นสาํ คัญบางครังอาจจะ ไมไ่ ด้อย่เู พยี งว่า “ผ้บู ริหารซือหรือขายห้นุ ทรี าคาเท่าไหร่” แตต่ ้องดทู ีบริบทหรือ “สตอร์รี” ของห้นุ ตวั นนั ในช่วง 12-24 เดือน นนั ว่ามรี ะดบั ราคาอยา่ งไร และใครนา่ จะได้ประโยชน์จากระดบั ราคาทีเกิดขนึ ในช่วงนนั .. ทีนี หากวา่ ข้อมลู การซือขายของผ้บู ริหารอาจจะเชือถือได้ไม่มาก เข้าทํานอง “ฟังหูไว้หู” เราควรจะใช้ข้อมูลใด เพอื ให้เราพอจะคาดการณ์ถงึ ผลประกอบการทีจะออกมาได้บ้าง เราก็คงจะต้องทําการบ้านมากขนึ โดยพยายามหาสิงที เราเรียกกนั วา่ “Indicator” หรือ “ตวั ชวี ดั ” ของห้นุ แตล่ ะตวั Indicator ทีว่านี กค็ ือ ข้อมลู หรือาจจะเป็ นข้อเท็จจริงบางอย่างทีเกดิ ขนึ และมผี ลสาํ คญั กับตัวกิจการ ยกตัวอย่าง เชน่ ข้อมลู ราคานํามนั ดิบ จะมผี ลในเชงิ ลบต่อห้นุ ทีเป็ นโรงกลนั เพราะขาดทนุ สต๊อกนํามนั ทีมีต้นทุนสงู และมีผลประทบ ตอ่ บริษัททสี าํ รวจและผลิตนํามนั โดยตรง ในขณะทีกลมุ่ ปิ โตรเคมี เช่น กล่มุ พลาสติกและปิ โตรเคมี ซงึ แม้ว่าจะมีวตั ถุดิบ (แนปทาและสารตงั ต้นปิ โตรเคมอี นื ๆ) สต๊อกเอาไว้ในราคาทีสงู และกดดันผลประกอบการให้ขาดทุนสต๊อกสนิ ค้าเช่นกนั แตใ่ นระยะยาวกจ็ ะได้ประโยชน์จากราคานํามนั ทีลดลง อนั เป็ นผลมาจากต้นทนุ วตั ถุดิบทีลดลง สง่ ผลให้ราคาสินค้าถกู ลง และสินค้าทดแทนอืนๆ ก็อาจจะมีราคาสงู กว่าโดยเปรียบเทียบทําให้มีผู้บริโภคสนใจใช้พลาสติกมากขนึ รวมทงั การที ต้นทนุ วตั ถดุ ิบลดลง กช็ ่วยบริหารกระแสเงินสดและลดต้นทุนไปได้อีกด้วย ยกตวั อย่างเช่น บริษัทกล่มุ พลาสติก อาจจะมี 53 | P a g e

ยอดขายถงึ ปี ละ 12,000ล้านบาท ในขณะทีสนิ ค้าคงเหลือมีอยู่จํานวน 2,400ล้านบาท หรือสต๊อกสนิ ค้าเอาไว้ถงึ 2 เดือน ต้นทุนของการสต๊ อกสินค้านี ก็จะสะท้ อนออกมาในต้ นทุนทางการเงินของบริษัทในท้ายทีสุด ซึง 2,400ล้านบาท ถ้าเสียดอกเบียทีอตั ราดอกเบียร้อยละ 6 ต่อปี ก็จะเสียดอกเบียถึง 144ล้านบาททีเดียว แต่ถ้าราคานํามนั ลดลงจาก 110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงมาเหลอื เพียง 50เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ก็น่าจะทําให้ต้นทุนวัตถุดิบลดลงไปได้ พอสมควร และสมมติว่าต้นทุนลดลงไปได้ครึงหนึง ต้นทุนทางการเงินทีเคยต้องสต๊อกสนิ ค้าที 2,400 ล้านบาทโดยจ่าย ดอกเบีย 144ล้านบาท กอ็ าจจะกลายเป็ นสต๊อกสนิ ค้าเพียง 1,200ล้านบาทและจ่ายดอกเบียเพียง 72 ล้านบาท ประหยดั ไปได้ 72ล้านบาท เป็ นต้น แต่ถ้าเป็ นผ้ทู ีเชียวชาญด้านกลมุ่ ธรุ กิจปิ โตรเคมโี ดยตรง ก็อาจจะไม่มานงั เดาว่า ราคานํามันเท่านี ราคาวัตถดุ ิบ จะลดลงเท่าไหร่ เค้าก็ใช้วิธีดูราคาวัตถุดิบโดยตรงเลย ซึงดเู หมือนจะทํากันได้ง่ายๆ แต่เมือเราไปค้นคว้าเองแล้วเราก็ อาจจะพบวา่ ข้อมลู วตั ถดุ บิ มมี ากมายและเราไม่รู้ว่าบริษัททเี ราลงทนุ ใช้วตั ถดุ ิบตวั ใด สดั ส่วนเท่าใดบ้าง และถึงแม้ว่าจาก ตัวเลขข้างบนรายได้ก็อาจจะลดลงจากวตั ถุดิบทีมีราคาลดลง แต่หลายบริษัทก็อาจจะสามารถมีกําไรเพิมขึนได้เช่นกัน จากการทีต้นทนุ ลดลงมาแล้ว แต่รายได้ลดลงมาน้อยกว่าต้นทุน โดยเฉพาะกล่มุ ทีมีการผกู ราคาเอาไว้สญั ญาระยะยาว ยกตัวอย่างเช่น บริษัทขนสง่ ก็อาจจะมีการทําสัญญาขนส่งในระยะยาวไว้ หรือแม้จะไม่ได้ทําสัญญาขนส่งระยะยาว แต่บริษัทขนส่งย่อมต้องมีต้นทุนในการ “ซ่อมงาน” หรือเก็บแก้งานทีขนสง่ ไม่เรียบร้ อย ซึงก็อาจจะบวกไว้ในราคาขาย เรียบร้อยแล้ว และเมือต้นทนุ นาํ มนั ซงึ เป็ นต้นทนุ ทางตรงลดลง ก็ทาํ ให้ต้นทนุ การเก็บแก้งานลดลงด้วย ทําให้มีกําไรมากขึน เชือไม๊ว่าบางบริษัทขนส่งบางแห่ง มีกําไรจากราคานํามันทีปรับลดลงมาถึง 30% ทังๆ ทีมีการดีลราคาค่าขนส่งเป็ น ช่วงราคาของนํามนั (ปรับตามราคานาํ มนั อตั โนมตั )ิ ทงั ๆ ทีดแู ล้วไม่นา่ จะได้ประโยชน์จากราคานํามนั ทีลดลงเลย นีจึงเป็ นเหตุผลทีว่าทําไม “คนทีอยู่ในอตุ สาหกรรมจึงรู้การเปลียนแปลงในอตุ สาหกรรมได้ดีหรือชัดเจนกว่า คนทีไมไ่ ด้อยใู่ นอตุ สาหกรรม” มาดตู วั อยา่ งอีกตวั กค็ ือ กลมุ่ ของเดินเรือเทกอง ซงึ ผ้ลู งทนุ ก็อาจจะเหมารวมไปว่าราคานํามนั น่าจะมีผลต่อกล่มุ เดินเรือเทกอง แต่ถ้าพิจารณาลงไปในรายละเอียดกลบั พบว่าบริษัทหลายแห่งใช้วิธีให้เช่าเหมาลาํ แบบ Time Charter (เหมอื นเแท๊กซี คอื ผ้เู ชา่ ขบั เป็ นผ้อู อกค่านาํ มนั เอง) ซึงราคานํามนั จงึ ไม่มีผลต่อกําไรของกิจการเลย เพราะบริษัทมีหน้าที เก็บค่าเช่ารายวันเท่านัน แต่ตวั ทีเป็ น Indicator ของกล่มุ เดินเรือเทกอง กลายเป็ นตวั ดัชนีค่าระวางเรือ หรือ Baltic Dry Index หรือ BDI (ซงึ ประกอบมาจากดชั นีแยกยอ่ ยตามขนาดของลาํ เรืออีก) ซงึ BDI นี เป็ นตวั บ่งบอกรายได้ของเรือทีวิงอยู่ ในตลาดโลก และเพอื ให้เหน็ ภาพชดั ขนึ ก็จะขอสะท้อนภาพในอดตี สกั นิดหนงึ เนืองจากหมีส้มได้มีคนรู้จกั ทีค้นุ เคยกนั อย่ใู นอุตสาหกรรมเดินเรือมากว่า 30 ปี หมีส้มจึงถือโอกาสสอบถามถึง เรืองการขึนครังใหญ่ของค่า BDI ในช่วงปี 2549 - 2551 โดยดชั นี BDI ขยบั ตัวขนึ จาก 1,000 จุด ไปอย่ทู ี 12,000 จดุ ก่อนทจี ะใชเวลาเพยี งครึงปี ทรุดตวั ลงมาเหลอื เพียง 700 จดุ ซึงในช่วงนนั หุ้นเดือนเรือตัวหนงึ มีราคาจาก 10 บาทต่อห้นุ ขยบั ไปจนถงึ 62 บาทต่อห้นุ และใช้เวลาเพียงครึงปี ลดลงมาเหลือเพียง 8 บาทในช่วงปิ ดปี 2551 หลงั จากทีช่วงนนั เป็ น 54 | P a g e

ช่วงเกิดวิกฤตซัพไพร์มนนั เอง และประเด็นสําคญั คือ เป็ นทีน่าสงั เกตว่างบการเงินของหุ้นตัวนนั ประกาศกําไรในปี นัน ออกมาที 12 บาทตอ่ ห้นุ (ซงึ กไ็ ม่ได้แยเ่ มอื เทียบกับราคา 60บาทต่อห้นุ ) แต่ราคาห้นุ ก็ดําดิงลงไปแล้ว ซงึ สงิ ทีราคาห้นุ ไป ผกู ไว้ กลบั ไม่ใชผ่ ลประกอบการของบริษัททีนกั ลงทนุ เฝ้ าคอย แต่กลบั ไปยดึ โยงกบั ค่า BDI ซงึ มีลกั ษณะเส้นกราฟระดับ ราคาเหมอื นกบั ตวั ห้นุ ในอตุ สาหกรรมนนั อยา่ งไมผ่ ิดเพยี นทีเดียว เพราะผ้ทู ีครําหวอดในวงการต่างรู้ว่าทุกอย่างเปลยี นไป จนมีผู้เชียวชาญบางท่านกล่าวว่า “BDI ระดับนี อาจจะไม่ได้เห็นอีกเลย 20 ปี ” และถงึ แม้ว่าเราจะไม่ใช่ผ้เู ชียวชาญ แต่ถ้าเรารู้ว่าหุ้นกลมุ่ นีมี Indicator คือ BDI เราก็อาจจะไม่ต้องล้นุ งบการเงินมากนัก เพราะพอรู้คร่าวๆ แล้ว “บางส่วน” (ใช้คําว่าบางสว่ น เพราะเราไม่ทราบปัจจยั ทงั หมดของกจิ การ ทราบแตว่ า่ BDI คอื หนงึ ในปัจจยั หลกั ) และเพือให้บนั ทกึ ไว้เป็ นเกร็ดความรู้ หมีส้มก็ได้รับฟังต่อมาว่า ในช่วงปี 2549-2550 นัน ประเทศจีนต้องสร้าง สนามเพือเป็ นเจ้าภาพในการจัดโอลิมปิ ก รวมถึงสาธารณปู โภคพืนฐานอืนๆ จึงได้มีการนําเข้าเหล็กเข้ามาถลุงเป็ น จํานวนมาก และเมือนําเข้าเหล็กก็ต้องนําเข้าถ่านหินเข้าไปด้วยเป็ นจํานวนมาก ช่วงนันสินค้าโภคภัณฑ์ทังหลาย ทงั เหลก็ ถา่ นหิน รวมถงึ เรือเทกองทีใช้ขนสนิ ค้า ก็ต่างขายดี (เพราะมีความต้องการมาก) ทําให้ราคาของสินค้าเหล่านัน ปรบั ตวั ขนึ ไปสงู มาก ดชั นี BDI ซงึ เป็ นดชั นคี ่าระวางเรือก็จงึ เป็ นตวั สะท้อนถงึ ความร้อนแรงได้เป็ นอย่างดี ในทางตวั เลขนนั ค่าขนส่งทีจัดเก็บได้ สงู ถึงตันละ 1 เหรียญต่อวัน (หมีส้มจําไม่ได้ว่าจากไหนไปไหน) ซึงแม้ว่าราคานํามันจะสงู ถึง 140 เหรียญสหรัญต่อบาร์เรล ก็ยังมีต้ นทุนรวมเพียงแค่ตันละ 0.4-0.5 เหรียญต่อวัน จะเห็นได้ ว่ากําไรขึนต้ น (gross margin) สูงถึง 50-60% จึงทําให้เรือในขณะนันมีค่าดังทอง (ในช่วงปี 2550-2551เรือขนาด Cape size ความจุ 160,000 - 400,000 เดตเวทตนั ทีมีอายุ 25 ปี ก็ยงั สามารถขายได้ทีราคา 20 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะทีสองปี หลงั จากนนั เรือลาํ เดยี วกนั ถกู ตีราคาเป็ นแค่เศษเหลก็ จากอายกุ ารใช้งานของเรือทีไม่เกนิ 25-30 ปี ก็ต้องปลดระวาง) และเมือเทียบกับเส้นทางขนส่งเดียวกัน ในปั จจุบัน (2558) กลับคิดราคาค่าขนส่งได้ เพียงแค่ตันละ 0.30 เหรียญตอ่ วนั ทงั ๆ ทีต้นทนุ ของการเดนิ เรืออยู่ทีราวๆ 0.2-0.25 เหรียญต่อวันเท่านนั ซงึ ปรากฏเป็ นกําไรขันต้นเพียง 20-30% เท่านนั และบริษัทเดนิ เรือทีจะอยไู่ ด้โดยไม่ขาดทนุ กจ็ ะเป็ นกิจการทีบริหารต้นทนุ ได้ดีหรือมีต้นทนุ ทางการเงินทีตํา เท่านัน และเนืองจากภาวะตกตําของธุรกิจเดินเรือเทกอง ทําให้ อู่ต่อเรือบางอู่กําลังจะเข้ าสู่ภาวะล้ มละลาย จากการทีบริษัทเดินเรือทีสงั ต่อเรือไว้ล้มละลายไปก่อนหน้านี (เรือหนงึ ลาํ ต้องสงั ต่อลว่ งหน้าเป็ นปี ซึงทําให้เรือบางลํา ไม่สามารถต่อได้เสร็จ) ทําให้ราคาของเรือสงั ต่อใหม่ขนาด cape size เคยมีราคาเหลือเพียง 18 ล้านเหรียญเท่านัน (ตํากว่าราคาเรือเก่าอายุ 25 ปี ก่อนหน้ านี) จากการทีบริษัทที ”รอดชีวิต” ซือสญั ญาต่อเรือจาก “ผู้ทีพ่ายแพ้ ” และสงั ต่อเรือจนเสร็จด้วยต้นทุนทีตํากว่าปกติ โดยทกุ วันนีก็ยังมีบางบริษัทอาศัยจังหวะ “ความตกตํา” นี เข้าสะสมเรือ อย่างต่อเนือง เพอื รอวนั ทอี ตุ สาหกรรมนี “คนื ชพี ” ทงั หมดนี ก็เป็ นเรือของ Indicator ของแต่ละกิจการทีหากว่าเราทราบ เราก็จะรู้ว่าผลประกอบการทีจะออกมา “น่าจะ” เป็ นอยา่ งไร ซงึ ถงึ แม้วา่ เราจะไมใ่ ชผ่ ้เู ชยี วชาญในอุตสาหกรรม แต่ถ้าเราจับ Indicator ได้ถกู ตัว เราก็จะพอทราบ แนวโน้มของอตุ สาหกรรมได้ดไี มแ่ พ้ผ้ทู อี ยใู่ นแวดวงนนั 55 | P a g e

บทที 16 การใช้กราฟช่วยจบั จงั หวะการลงทุน บทนเี ราจะกลา่ วกนั ถงึ การใช้กราฟเทคนเิ คลิ (Technical Chart) เข้ามาชว่ ยในการจับจงั หวะการลงทนุ หุ้นปันผล กันครับ โดยหมีส้มของเน้นยําว่า เราจะใช้กราฟเพือ “เข้าลงทุนระยะยาว” และ “ขายหุ้นในโอกาสงาม” เท่านัน ซงึ การใช้กราฟก็มีความจําเป็ นมากสําหรับการป้ องกันความเสยี ง แต่ทีหมีส้มเก็บไว้เขียนในบทท้ายๆ ก็เพือไม่ต้องการ ให้ความสาํ คญั กบั การใช้กราฟมากไปกว่าการลงทนุ โดยเน้น “ปัจจยั พืนฐาน” แล้วทาํ ไมเราถงึ ต้องใช้กราฟ เข้ามาชว่ ยในการลงทนุ ?? หมีส้มเชือว่าการใช้กราฟ จะเข้ามาช่วยเติมเต็มการลงทนุ และจะมีส่วนสําคัญอย่างมากในเวลาทีเราต้อง “ตดั สนิ ใจ” ลงทนุ หรือขายห้นุ ออกไป เพราะกราฟ คือ ราคาหุ้นทีร้ อยเรียงกัน และสะท้ อนไปสู่ “อารมณ์ของมวลชนในตลาด” และบางครัง ยงั แสดงออกถงึ “ความเคลอื นไหวของบคุ คลวงในทรี ู้ความเป็ นไปของกจิ การ” เพือให้เห็นภาพชดั ขนึ เราคงจะต้องมายกตวั อย่างสถานการณ์ทเี กียวข้องกบั การใช้กราฟกนั สกั หน่อย.. เหตุการณ์แรก สมมติว่าเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ จนทําให้หุ้นร่วงลงมาทังตลาด ราคาของหุ้นหลายตัว ตกลงมามากแล้ว เช่นว่า จาก 10 บาทต่อหุ้น เหลือ 6-8 บาทต่อห้นุ ถ้าเราพึงพอใจกบั ราคาทีลดตําลงมา 20-40% และ มนั ใจในตวั กจิ การระยะยาว เราก็สามารถทีจะเข้าลงทนุ ได้ทันที แต่วิกฤตการณ์อาจจะสร้างความหวาดกลวั ให้นกั ลงทุน และอาจมีความจําเป็ นทีกองทนุ หรือนกั ลงทนุ รายใดต้องถอนการลงทนุ และระดบั ราคาห้นุ กลบั ลดลงไปมากกว่านนั เพราะในข้อเท็จจริงทีผ่านมา ก็ปรากฏว่าหุ้นปันผลทีดีเหล่านัน กลับตกลงมาเหลือเพียง 2-5 บาทต่อหุ้น ซงึ ถงึ แม้ว่าในระยะยาวเราจะพงึ พอใจในผลตอบแทน แตล่ กึ ๆ แล้วก็เชือว่าผู้ลงทุนก็คงจะ “เซ็ง” กับการเสียโอกาสทีจะซือ หุ้นในราคาถูกเช่นกัน และหากว่าเราซือหุ้นในราคา 6 บาทต่อหุ้น และราคาหุ้นตกตําลงไปเหลือ 3 บาทต่อหุ้น นนั ก็หมายความว่าอย่างน้อยในช่วงใดช่วงหนึงเราอาจจะขาดทุน (ในทางบัญชี) ได้ถงึ 50% อย่างทีเค้าเรียกกนั ว่า “เอามอื ไปรบั มีด” เหตกุ ารณ์ทสี อง เป็ นเหตกุ ารณ์ทีตรงกนั ช้ามกบั เหตกุ ารณ์แรก นนั กค็ ือ การทีห้นุ ทีเราถืออยู่ มีราคาสงู ขนึ ไปมาก จนทําให้เกิดกําไรอาจจะหลายเท่าตัว ซึงบางครังการทีเราจะขายหุ้นในขณะนันก็อาจจะเป็ นตัวเลือกทีดีในการสร้ าง ผลตอบแทนก็ได้ เชน่ ว่า เราลงทนุ ห้นุ ตวั หนงึ ทรี าคา 10 บาท โดยได้ปันผล 0.6 บาทต่อห้นุ ต่อปี ถ้าหกั ภาษีเงินปันผล 10% ออกไปแล้วก็จะเหลอื ปันผลให้เรา 0.54 บาทต่อห้นุ ต่อปี หรืออยทู่ ีราวๆ 5.4% ต่อปี แตถ่ ้ามีปี ใดปี หนงึ ทีมเี หตกุ ารณ์สดุ พิเศษกบั ห้นุ ตวั นี และทําให้มีคนสนใจทีจะเข้าลงทุนเป็ นจํานวนมาก ราคาก็ อาจจะขยับขนึ ไปจาก 10 บาทต่อหุ้น เป็ น 20 บาทต่อหุ้น ซงึ ถ้าเราขาย ในขณะนัน เราก็จะมีกําไรทนั ที 100% ของเงิน ลงทนุ (ซอื มาที 10 บาทต่อห้นุ ขายไปที 20 บาทต่อหุ้น) หรืออาจจะเทียบได้กบั การรับเงินปันผล 18-20 ปี ล่วงหน้า หรือ 56 | P a g e

แม้กระทงั ว่าห้นุ ตวั นีมีอตั ราการเติบโตทีดี หกั ค่าเผือการเติบโตไปแล้ว ก็อาจจะเท่าได้กับเงินปันผล 8-15 ปี ล่วงหน้าทีเดียว แต่ทีนีมันก็อาจจะน่าเศร้ าใจ เมือเราได้เห็นหุ้นทีเราขายไปแล้วกําไร 100% ของเงินลงทุน มีระดับราคาขึนไปถึง 40-50 บาทตอ่ ห้นุ ทาํ ให้เราพลาดโอกาสทํากาํ ไรทรี ะดบั 300-400% ของเงนิ ลงทนุ ดงั คําทเี รียกกนั วา่ “ขายหม”ู ส่วนเหตุการณ์ทีสาม เป็ นเหตุการณ์ทีน่าจะเกิดขึนบ่อยทีสดุ และน่าจะเป็ นเหตุการณ์ทีแย่ทีสุดในบรรดา สามเหตกุ ารณ์ นนั กค็ อื “การไมต่ ดั สนิ ใจอะไรเลย” เช่นว่า พอหุ้นตกลงมามาก จากราคา 10 บาทต่อหุ้น เหลือแค่ 5 บาท ต่อหุ้น เราอาจจะเห็นว่าหุ้นมีราคาถูกแล้ว แต่เราก็ไม่ได้ลงทุน เพราะคิดว่า “มันจะมีถูกกว่านีอีก” จนกระทังราคา ลดตําลงมาเหลือเพียง 3 บาทต่อหุ้น เราก็ยงั คิดว่า “มนั น่าจะถูกได้อีก” จนกระทงั ห้นุ มีระดับราคากลบั ขนึ ไปที 10 บาท ต่อหุ้นดังเดิม ทําให้พลาดโอกาสงามในการลงทนุ หรือทางกลบั กนั ห้นุ ทีมีราคา 10 บาทต่อหุ้น ก็อาจจะมีระดับราคา ทีสงู ขึนไปถึง 40-50 บาทต่อห้นุ และถ้าหากหุ้นตวั นันไม่ใช่ “ซุปเปอร์สต๊อก ทีมีการเติบโตระยะยาวทีแสนมหศั จรรย์” แต่มีราคาขยับขนึ ไปเพราะสาเหตุบางอย่างอนั เป็ นเหตุการณ์ชัวคราว ซึงพอเหตกุ ารณ์ทีดีเหลา่ นันสินสุดลง ราคาหุ้น ก็อาจจะขยับปรับตัวลงมาเหลือเพียง 10-15 บาทต่อหุ้น ทําให้ เราก็พลาดโอกาสงามในการขายทํากําไร เพราะ “ไมไ่ ด้ตดั สนิ ใจอะไรเลย” เช่นกนั จะสงั เกตเห็นได้ว่า ทังสามเหตุการณ์ เหตุการณ์แรก คือ “ซือห้นุ ได้ราคาถูก แต่มีถกู กว่า” , เหตุการณ์ทีสอง คือ “ขายได้ราคาแพง แตร่ าคากย็ งั แพงขนึ อีก” ทังสองเหตุการณ์นัน สงิ ทีคล้ายกนั อย่างหนึงก็คือ “การทีอารมณ์ระยะสนั หรือกลาง” ของมวลชนหรือผ้เู ลน่ ในตลาดได้กําหนดมลู ค่าทีบิดเบือนไป “ชวั คราว” ซงึ ตรงนี แน่นอนว่าหากเราเลอื กหุ้น ได้ ถูกต้องตามปัจจัยพืนฐานหุ้นทีดีแล้วนัน ระยะยาวเราก็จะสามารถอยู่ได้ โดย “ไม่ขาดทุน” และมี “เงินปั นผล” เป็ นเกราะค้มุ ครองในแตม่ นั กค็ งจะดีกวา่ ถ้าเรามีเครืองมอื ทีจะช่วยจบั จงั หวะการลงทนุ ในขณะทีเหตุการณ์ทีสาม เราได้พลาดโอกาสการลงทุนหรือโอกาสในการขายทํากําไรไป เพราะเราอาจจะ “ไม่กล้าตดั สนิ ใจ” หรือไม่มเี ครืองมือ “ช่วยในการตดั สนิ ใจ” ตรงนี เราจึงใช้กราฟเทคนิเคิล ช่วยในการตัดสนิ ใจให้เด็ดขาดไป โดยการใช้กราฟนี หมีส้มได้แนะนําเอาไว้ ตงั แตห่ นงั สอื “มีความสขุ กบั ห้นุ ปันผล by หมีส้ม เลม่ ที 1 บทที 19” แล้ว เครืองมือทีเราจะใช้ ก็เป็ นการใช้เส้นค่าเฉลียเคลอื นที (Exponantial Moving Average หรือ EMA) นันเอง โดยหมสี ้มใช้กราฟ EMA เป็ นเครืองมอื เดยี วในการลงทนุ ซงึ สว่ นตวั คดิ วา่ เพยี งพอแล้ว และค่าเฉลยี ทีใช้ในการลงทุนระยะ ยาว ก็มีเพียงการใช้เส้นคา่ เฉลยี 20 วนั และ 30 วนั กบั เส้นค่าเฉลีย 100 วนั (ปรับปรุงจากหนงั สือหมีส้มเล่ม 1 ทีแนะนํา ให้ใช้เพียงค่าเฉลยี 25 วนั ตดั กบั เส้นคา่ เฉลยี 100 วนั เนอื งจากต้องการแบ่งการซอื ขายออกเป็ น 2 ครัง เพือลดความเสียง) ซงึ วิธีใช้เส้นค่าเฉลยี ก็เหมือนกบั การใช้ทัวๆ ไป คือ ถ้าเส้น 20 วัน ตดั ขึนเหนือเส้น 100 วัน ก็จะซือหุ้นครึงหนึงของที ต้องการ และหากเส้น 30 วัน ตัดขึนเหนือเส้น 100 วนั ก็จะซืออีกครึงหนึง ในขณะเดียวกันถ้าหากถ้าเส้น 20 วัน ตดั ลงตํากว่าเส้น 100 วนั ก็จะขายหุ้นออกครึงหนึงของทีต้องการ และหากเส้น 30 วัน ตัดลงตํากว่าเส้น 100 วัน ก็จะขายห้นุ ทีเหลอื อกี ครึงหนงึ 57 | P a g e

ดเู หมือนว่าจะคล้ายกบั การเก็งกําไรทีเดียว แต่ถ้าสงั เกตดกู ็จะพบว่าหมีส้มใช้ตัวเลขทีสงู หรือ Time Frame ทียาวมาก เพือวัตถุประสงค์คือการลงทุนระยะยาว และอย่างน้อยทีสดุ ในจังหวะทีซือหุ้นเราก็มีโอกาสทีจะได้หุ้น ในราคาทีดีมาก หลงั จากเกดิ วกิ ฤตการณ์ ในขณะทีตอนกราฟตดั ลง เราก็อาจจะตดั สนิ ใจไม่ขายห้นุ ตามกราฟข้างต้นก็ได้ หากเรามีความสบายใจทีจะกนิ เงนิ ปันผลตอ่ ไป ทังนี การใช้กราฟ ตาม Time Frame ทีหมีส้มได้แนะนําให้ใช้ในบทนี เป็ น Time Frame ทีค่อนข้างยาวมาก และไม่เหมาะในการใช้เก็งกําไร ซงึ อาจจะสามารถใช้ได้เพยี งแคก่ ารเข้าลงทนุ ในช่วงเวลาทีตลาดมีความโกลาหลและระดับ ราคาห้นุ พืนฐานมรี าคาลดตําลงมามาก โดยมีข้อจํากัดเหมือนการใช้กราฟทัวไป คือ อาจจะใช้ไม่ได้เลยกบั สภาวะตลาด แบบทีไม่มีทิศทางแน่นอน แกว่งตวั ไปมาในกรอบแคบๆ หรือทีเรียกกนั ว่า ไซด์เวย์ (side way) แต่นนั ก็คงไม่ใช่ปัญหา สาํ หรับนกั ลงทนุ ห้นุ ปันผลทมี ี “เงนิ ปันผลและการเตบิ โตทีดขี องกิจการ” หลอ่ เลยี งให้เงนิ ของเราเตบิ โตขนึ ทกุ วนั .. สดุ ท้ายนี หมสี ้มก็ยงั คงเน้นยาํ ว่า \"หัวใจหลกั ของการลงทุน คือลงทุนในกิจการทีดี\" และการใช้กราฟเทคนิเคิล ก็เป็ นเพียงการเสริมจงั หวะในการลงทนุ ให้ชดั เจนขนึ เท่านนั ครบั .. 58 | P a g e

บทที 17 “20 ข้อการลงทนุ ของหมีส้ม” เนืองจากบทนีจะเป็ นบทสุดท้ายก่อนทีจะเข้าสู่ “บทส่งท้าย” ซึงคงไม่ได้เขียนอะไรเกียวกบั การลงทุนมากนัก จงึ ขอใช้โอกาสนใี นการสรุปภาพรวมของหนงั สอื “มคี วามสขุ กบั ห้นุ ปันผล By หมีส้ม” ทงั 5 เลม่ เพอื ให้ผู้อ่านง่ายต่อการทํา ความเข้าใจ และเพือให้ง่ายต่อการนําไปใช้ จงึ ขอสรุปไว้เป็ นข้อๆ ไลเ่ รียงกนั ดงั ต่อไปครบั ข้อทีหนงึ “เราต้องออมเงินไว้ใช้ในยามทจี าํ เป็ น” ปัจจยั แห่งความสาํ เร็จในการลงทนุ เริมต้นคือ “ต้องมีเงินลงทุน” ดงั นนั การออมจงึ เป็ นสงิ สําคญั ซึงหากเราไม่ได้เกิดมามีทรัพย์จากบรรพบุรุษ สําหรับบางคนก็อาจจะเป็ นเรืองยากทีจะ ออมเงิน แต่เราก็จาํ เป็ นจะต้องทาํ เพืออนาคตของเรา สาํ หรับในผ้ทู ีการออมไม่ได้ลาํ บากมากนกั (คือยังพอมีสว่ นเหลือไว้ ใช้จา่ ยหรือไปเทยี วบ้าง) ตรงนีแนะนาํ ให้ออมก่อนสว่ นหนงึ แล้วคอ่ ยนาํ สว่ นทเี หลอื ไปใช้จา่ ย ข้อทสี อง “คณุ ค่าของเงินออมทีลดลง” เงินออมทีเรามอี ยู่ นาํ ไปฝากธนาคาร ประโยชน์ทีได้ อาจจะแทบไม่คุ้มค่า เพราะสงิ ทเี ราเรียกกนั ว่า “อตั ราเงนิ เฟ้ อ” ซงึ กค็ อื การทีเงนิ เสอื มมลู คา่ เงนิ เฟ้ ออาจจะเฟ้ อได้ถงึ ปี ละ 3-4% หรือมากกว่านัน (ค่าของเงนิ ลดลงจาก 100 บาท อาจจะเหลอื 96-97 บาท ในปี ถดั ไป) นนั หมายความว่าหากเราลงทุน (หรือฝากธนาคาร) โดยได้ผลตอบแทนตาํ กว่า 3-4% ข้างต้น เงินออมของเรากจ็ ะลดลงเรือยๆ ข้อทีสาม “เพิมผลตอบแทนจากเงินออม” จากข้อทีสอง เราได้รู้ว่าเงินออมเสือมค่าลง หากเราอยากได้ ผลตอบแทนทีสงู ขึน หลายๆ คนเลือกทีจะนําเงินไปลงทุนทํากิจการ ทงั เลก็ ทังใหญ่ แต่ด้วยความไม่มีประสบการณ์ เรา อาจจะสญู เสยี เงินนไี ปได้ และการสญู เสยี กม็ กั จะทงั หมดหรือเกือบทงั หมดทีได้ลงทนุ ไป เพราะการลงทุนทางตรง “มักไม่มี กลไกในการถอนการลงทนุ ” หมายความว่าเมือกิจการไม่ประสบผลสําเร็จก็จะต้องฝื นทําต่อไป หรือหากขายออกก็แทบไม่ เหลอื มลู ค่าและในบางครงั ก็มีหนสี นิ ตดิ มาด้วย ข้อทสี ี “ลงทนุ ผา่ นตลาดหลกั ทรัพย์” การลงทนุ ผ่านตลาดหลกั ทรัพย์ เป็ นช่องทางทีทําให้หลายๆ คน ได้พบกบั ผลตอบแทนทีดี อตั ราเงินปันผล (ซึงเทียบกบั ได้ดอกเบียจากการฝากธนาคาร) อาจจะสงู ได้ถงึ 5-8% ในหุ้นทีดี มีความ สมาํ เสมอในการประกอบกิจการ แต่การลงทุนในตลาดหลกั ทรัพย์ก็เหมือนกับการเป็ น “เจ้าของกิจการ” ดังนันจึงต้องรับ ความเสียงในฐานะเจ้าของกิจการกิจการเข้ามาด้วย ซงึ ก็ดูแล้วไม่แตกต่างจากการประกอบกิจการโดยตรง เพียงแต่ว่า อยา่ งน้อย “เราสามารถถอนการลงทนุ ได้ง่าย” และ “การเตบิ โตของกจิ การ ทําให้เรามคี วามมงั คงั มากขนึ เรือยๆ” ข้อทหี ้า “ความเสยี งในการลงทนุ ทางตรงและการลงทุนผ่านตลาดหลกั ทรัพย์อยู๋ในระดับเดียวกนั ” นนั คือ การ เป็ นเจ้าของกิจการ ซึงข้อดีของการประกอบกิจการโดยตรงคือเราได้เห็นเงินของเราเอง แต่ถ้าเป็ นเพียงห้นุ ส่วนไม่ได้ บริหารงาน เรากไ็ มต่ ่างจากผ้ลู งทนุ ทีซอื ในตลาดหลกั ทรัพย์ แต่เสยี ตรงทีวา่ การลงทนุ โดยตรงถ้าจะถอนทนุ คืน ไม่สามารถ ทําได้โดยง่าย ทําให้โอกาสสญู เงินทงั หมดเป็ นไปได้ง่ายมาก ในขณะทีการลงทุนผ่านตลาดหลกั ทรัพย์ สามารถขายห้นุ ได้ ทนั ที สาํ หรับโอกาสของธุรกจิ จะดหี รือร้ายขนึ อย่กู บั ผ้บู ริหารเหมือนกนั 59 | P a g e

ข้อทีหก “กิจการทีแข็งแกร่ง” การลงทุนซือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ มีหุ้นมากมายซึงล้วนเป็ นกิจการทีใหญ่ ระดบั ประเทศ หลายกจิ การเป็ นกจิ การผกู ขาดและคนต้องกินต้องใช้ทุกวัน หรืออาจจะหมายความว่ากิจการเติบโตยังยืน แล้ว การลงทนุ ถ้ามองในแงค่ วามเสยี งวา่ กจิ การจะเจ๊งหรือไม่ ก็ย่อมน้อยกว่าการลงทุนโดยตรง เพียงแต่ผลตอบแทนทีได้ อาจจะไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนทีเราประกอบกิจการด้วยตนเอง (ในกรณีทีสําเร็จ) ซึงก็เป็ นเรืองยุติธรรมทีว่า “ความเสยี งทลี ดลงแลกกบั ผลตอบแทนทลี ดลง” แตอ่ ย่างไรก็ตาม ยอ่ มดีกวา่ การฝากธนาคารหรือลงทนุ ในตราสารหนี ข้อทีเจ็ด “กิจการในตลาดหลกั ทรัพย์มีทงั กิจการทีดีและกิจการทีแย่” การลงทุนหุ้นในตลาดหลกั ทรัพย์ก็ไม่ต่าง จากการทเี ราเลอื กลงทนุ ทาํ กิจการด้วยตนเอง คอื เราต้องศกึ ษาว่าอะไรควรลงทุนหรือไม่ควรลงทนุ ห้นุ ในตลาดหลกั ทรัพย์ ทมี ีความมนั คงในผลตอบแทนกม็ ีมาก แต่ห้นุ ทีไม่ดีก็เยอะ หรือห้นุ ที “เคยดี” แต่ปัจบุ นั ไม่ดีก็แยะ เปรียบเสมือนป่ าเดียวกนั มีทงั เห็ดทกี ินได้และเหด็ ทกี นิ ไม่ได้ จะรู้ว่าเหด็ อนั ไหน “กนิ ได้หรือกินไมไ่ ด้” อาจจะ “ต้องลองกินดบู ้าง” ข้อทีแปด “ประสบการณ์” การลงทุนในตลาดหลกั ทรัพย์ เป็ นกระบวนการเรียนรู้อย่างหนึง ในทุกๆ เรือง เราอาจจะไมไ่ ด้ประสบความสาํ เร็จหรือชาํ นาญในครงั แรกทีทํา แต่การทเี ราได้ทําสงิ ใดสงิ หนึงบ่อยๆ ก็ทําให้เรารู้ว่าขนั ตอน หรือกระบวนการเป็ นอย่างไร สงิ ใดควรทําหรือไม่ควรทํา “สงิ ใดควรย่งุ หรือไม่ควรไปย่งุ ” เช่นเดียวกบั การลงทนุ ในตลาด หลกั ทรพั ย์ เราอาจจะเริมต้นลงทนุ จากห้นุ ทีมนั คง มีเงนิ ปันผลสมําเสมอ แต่พอเวลาผ่านไปสกั พัก เราก็อาจจะเจอห้นุ ทีวิง ขนึ ลงหวอื หวา ได้ผลตอบแทนจากสว่ นต่างราคาทมี ากกวา่ เงนิ ปันผล ทําให้เราถกู ลอ่ ลวงให้ย้ายการลงทุนออกไปจากหุ้นที มนั คง เพอื ไปลงในห้นุ ทอี าจจะไม่ดี เปรียบเสมือนกบั การทีเราพบเจอ “แก๊งค์ตกทอง” ซงึ มักจะมอบผลตอบแทนอันหอม หวานให้แก่เราก่อนทีจะเอาเงินทังหมดของเราไป ซึงก็เป็ นไปตามธรรมดาของโลก “ทีใดมีผลประโยชน์ ทีนันก็มักมี การหลอกลวงและมีเหยือเสมอ” ข้อดีของการลงทนุ ในตลาดหลกั ทรัพย์ทีเห็นได้ชดั เจนคือ “เราสามารถลองผิดลองถูก ลงทนุ ด้วยเงินจาํ นวนทีไมถ่ งึ หมนื บาทได้” ในขณะทีการลงทนุ ในกจิ การโดยตรง อาจจะไมส่ ามารถทาํ ได้ ข้อทเี ก้า “เห็นโอกาส” หลงั จากมปี ระสบการณ์แล้ว “เคยเจ๊ง เคยเจ็บ” มาแล้ว ถึงจะลองผิดลองถกู ด้วยเงินน้อย (เรียกว่าไปชมิ ห้นุ ดกู อ่ น) แต่เรากจ็ ะรู้ว่า “วางเงนิ ไว้ตรงไหน ถงึ จะปลอดภยั และเตบิ โตได้ โดยเฉพาะอย่างยิงเมือลงทนุ เป็ น เวลาอนั ยาวนาน ก็จะได้อย่ใู นวงจรของตลาดอบบ “ครบวฏั จกั ร” รู้วา่ ห้นุ มที งั “ช่วงเวลาทีดีและไมด่ ”ี ข้อทีสบิ “หุ้นแต่ละตัวมีช่วงเวลาทีดีและไม่ดี” ถงึ แม้ว่าจะเป็ นหุ้นทีกิจการแข็งแกร่ง มีการผูกขาดทางการค้า แต่ห้นุ ก็คอื การประกอบธรุ กิจทีมขี นึ มีลงตามภาวะเศรษฐกิจ เช่นเดยี วกับทีเราลงทุนทําธุรกิจโดยตรง บางครังอาจจะมีปี ที ดมี ากๆ และปี ทแี ย่สดุ ๆ แตก่ ิจการทใี หญ่โตเพียงพอก็จะรอดพ้นจากสภาวะทางเศรษฐกิจทีเลวร้ายได้ แต่สิงทีสร้างความ กังวลสําหรับนักลงทุนก็คือ “ราคาหุ้นทีลดลง” ทําให้ เราเริมรู้สึกว่า “ลงทุนไปก็ขาดทุน เหมือนไปเล่นการพนัน” ทงั ๆ ทีหากเรานําเงินจาํ นวนเดียวกนั ไปลงทนุ โดยตรง ก็อาจจะเสยี หายมากกวา่ นกี ็เป็ นได้ ข้อทสี บิ เอ็ด “ประวตั ศิ าสตร์จงึ สาํ คญั ” ด้วยเหตทุ ีว่าเราไมร่ ู้อนาคต ว่าอะไรจะเกิดขนึ บ้าง การย้อนดอู ดีตของห้นุ แต่ละตัวจึงสําคัญ ว่ามีการประกอบกิจการทีมันคงหรือมีเงินปันผลต่อเนืองหรือไม่ เพราะเงินปันผลจะเป็ นตวั การันตี 60 | P a g e

“ผลตอบแทนหรือดอกเบีย” ทีเราจะได้ในแต่ละปี หากห้นุ ตัวไหนปันผลสมําเสมอ เราก็จะสบายใจได้ในระดับหนึง หาก รายได้ของกิจการสมําเสมอในระยะยาว ข้อทีสิบสอง “กําไรของกิจการ” ราคาหุ้นสะท้ อนกําไรของกิจการและสะท้อนความคาดหวังของกิจการ ห้นุ ทมี กี ําไรสมาํ เสมอมีรายได้ทีชัดเจน ราคามกั จะมีเสถียรภาพกว่าห้นุ ทีรายได้ไม่ชัดเจน แต่หุ้นทีมีรายได้ชดั เจนอาจจะ มีราคาสงู ซงึ อาจจะทาํ ให้เมือเทยี บกบั ราคาทลี งทนุ อาจจะไมไ่ ด้เปรียบในแงข่ อง “ความค้มุ ค่าในการลงทนุ ” ข้อทสี บิ สาม “ความค้มุ คา่ ในการลงทนุ ” การลงทนุ ห้นุ กิจการทดี ีกเ็ ป็ นเรืองหนงึ ทีสาํ คญั แต่อีกเรืองทีสําคัญก็คือ “เราได้มนั มาในราคาเทา่ ไหร่” ห้นุ ดีหากซอื มาในราคาแพง ก็อาจจะได้ผลตอบแทนไม่ค้มุ ค่า โดยเฉพาะอย่างยิงถ้าไปซือหุ้น ทีดี ในปี ทีผลประกอบการดีเป็ นพิเศษ เราก็อาจจะขาดทุนได้ จากการทีปี ต่อมากําไรกลบั ลดลงมาเป็ นปกติ แม้กําไร จะไมแ่ ยน่ กั แต่เนืองจากปี ก่อนทําผลประกอบการไว้ดีมาก นักลงทนุ ในตลาดเกิดความคาดหวงั และมีการไลร่ าคาจนสงู ทาํ ให้การลงทนุ ห้นุ ในกิจการทีดี บางครังก็อาจจะสามารถขาดทนุ อย่างหนกั จากมลู คา่ ห้นุ ทีลดลงได้เชน่ กนั ข้อทสี บิ สี “ลดความเสยี ง” การลดความเสียงทีดี บางครังก็คือการรอคอย รอคอยให้ห้นุ ทีดี มีระดับราคาลดลง บางครงั ไม่ได้เกดิ จากตวั กิจการทีแย่ลง แตอ่ าจจะเกิดจากสภาวะเศรษฐกจิ ทีซบเซา เงินตงึ ตวั ทําให้ราคาห้นุ ทงั ตลาดตกลง อย่างหนกั เป็ นโอกาสในการเข้าลงทนุ หรืออาจจะกลา่ วได้วา่ ทาํ ตรงกนั ข้ามกบั ข้อสบิ สาม แต่ประเด็นก็คือ “เรากล้าลงทุน ในวนั ทคี วามกลวั ปกคลมุ อยทู่ วั ตลาดหรือเปลา่ ” ข้อทสี บิ ห้า “จงั หวะลงทนุ โดยกราฟเทคนิเคิล” กราฟจะช่วยให้ทราบระดับราคา จดุ สงู สดุ ทีเคยเป็ นหรือจดุ ตําสดุ ทีเคยแตะลงไป กราฟจะใช้ได้ดีมากในตลาดทีมีทิศทางชัดเจน โดยใช้ค่าเฉลยี เคลอื นที (EMA) ในการตดั สินใจเข้าลงทนุ (หรือขายห้นุ ออก) แต่การลงทนุ ควรต้องเป็ นการลงทุนทีเน้นในห้นุ พืนฐาน เพราะเราใช้กราฟแค่หาโอกาส “ซือหุ้นทีดีใน ราคาทเี หมาะสม” มากกว่าการทีจะใช้กราฟเพือ “เก็งกาํ ไร” ข้อทีสบิ หก “กระจายการลงทนุ ” การลงทนุ อาจจะเจอ “แจคพ๊อต” ได้บ้าง ห้นุ ทีมนั คงอาจจะเกิดปัญหาทีคาดไม่ ถงึ จึงไม่ควรใสใ่ ข่ในตะกร้าใบเดียวกัน กระจายออกเป็ นสองสามตวั เพือการันตีความมันคงในระยะยาว แม้ว่าจะมีหุ้น ทีเรามนั ใจมากๆ และอยากลงทนุ ไปเตม็ ๆ เพียงตวั เดยี วกต็ าม ข้อทสี บิ เจ็ด“ลงทนุ สมําเสมอ” หลงั จากได้เรียนรู้แนวการลงทนุ แล้ว มีวิชาติดตวั บ้างแล้ว สงิ ทีต้องทําคือ “ออม สมาํ เสมอ ลงทนุ อย่างสมําเสมอ” ทําให้เราสามารถทีจะมีกินมีใช้ในอนาคตได้ อาจจะไม่ถึงขนั มี “อิสรภาพทางการเงิน” แต่เมือลงทนุ ผ่านไปสกั 5-10 ปี ดอกผลทีได้จะมาจนุ เจือค่าใช้จ่ายให้เราได้ “หายใจหายคอ” สบายขึน มีทนุ รอนในการ ดแู ลชวี ิตและครอบครัวให้มคี วามเป็ นอย่ทู ีดขี นึ ข้อทีสิบแปด “ลงทุนผ่านกองทนุ รวม” ถ้าเราไม่มนั ใจในการลงทนุ ของตนเอง กองทนุ รวมทีมีมืออาชีพบริหาร เป็ นตวั เลอื กทดี ที จี ะดแู ล “เงินออม” ของเรา เพราะจากสถติ ิระยะยาวนับสิบปี ก็พิสจู น์แล้วว่า “การลงทุนผ่านกองทุนรวม” ทาํ ให้เกิดความมงั คงั มากกว่าการฝากเงินในธนาคาร ทังๆทีเราก็ปล่อยให้ “เงินนอนอยู่ในบัญชีนิงๆ” เหมือนกัน ต่างกนั 61 | P a g e

แคเ่ ป็ นบญั ชเี งินฝากธนาคาร หรือบญั ชีกองทนุ รวม เท่านนั เอง เพียงแต่ว่าต้องรับความเสยี งให้ได้ว่า “ระยะสนั มลู ค่าของ กองทนุ อาจลดลงได้ ในกรณีทสี ภาวะตลาดตกตาํ ” แต่การฝากเงนิ นอนนิงๆ ในบัญชีเงินฝาก “ทําให้มลู ค่าทีแท้จริงของเงิน ออมลดลงในระยะยาว” แบบทคี ่อนข้างแน่นอนทีเดยี ว ข้อทีสิบเก้า “บ้าน ทีดิน อาคารพาณิชย์” การลงทุนทีได้ผลดีทีสดุ ในระยะยาว คือการลงทนุ อสังหาริมทรัพย์ ประเภทบ้ าน ทีดิน และอาคารพาณิชย์ ในจุดทีเจริญแล้วเท่านัน (ถ้ าจะให้ดีต้ องติดถนนใหญ่) อาจจะมีราคาสูง แต่มลู ค่าในระยะยาวจะเติบโตขึนเรือยๆ เพราะทีดินไม่มีงอกเพิม แต่คนจะมีจํานวนเยอะมากขึนทุกวนั เมืองขยายตัว ทุกวัน และถ้ าจะให้ ดีควรหลีกเลียงการลงทุนในอาคารชุดหรืออสังหาริมทรัพย์ทีมีการแบ่งกรรมสิทธิ ไม่ชัดเจน เพราะสดุ ท้ายทเี หลอื ตกทอดให้ลกู หลานกอ็ าจจะไมช่ ดั เจนตามไปด้วย ข้อทยี ีสบิ “อยา่ ก้ยู มื เงนิ มาลงทุนไม่ว่ากรณีใดๆก็ตาม” เพราะดอกเบียเงินกู้จะทําให้ผลตอบแทนทางการลงทนุ ติดลบ และหากรายได้ทเี ข้ามาไมเ่ พยี งพอกบั เงินทกี ้ยู ืมมา ก็อาจจะทําให้ต้องขายทรัพย์สินในราคาขาดทนุ และสว่ นใหญ่ ของผ้ทู ลี ้มเหลวในการลงทนุ มาจาก “การกู้ยืมเงินมาลงทนุ ” และบางครังอาจจะอยู่ในรูปแบบของเครืองมือในการลงทนุ รูปแบบต่างๆ ทีลอ่ หลอกว่า “สามารถเอาเงนิ น้อย ไปตกเงินก้อนโตได้” ทงั ยีสบิ ข้อนี น่าจะช่วยให้ผ้ลู งทนุ มภี ูมิค้มุ กนั ในการลงทนุ บ้าง ไม่มากก็น้อยครบั .. 62 | P a g e

บทที 18 บทส่งท้าย หนังสอื มีความสขุ กบั ห้นุ ปันผล by หมีส้ม เล่มที 5 บทนตี งั ใจว่าจะเป็ นบทสดุ ท้ายของหนงั สอื ชดุ “มีความสขุ กับหุ้นปันผล by หมีส้ม” ทัง 5 เล่ม เพราะไม่มีความรู้ มากพอทีจะเขียนต่อไป หากฝื นทีจะเขียนในสงิ ทีตนเองเข้าใจ “ไม่แตกฉาน” ก็จะทําให้งานเขียนออกไปแบบทุลกั ทุเล และอาจจะทาํ ให้ผ้อู า่ นเดือดร้อนจากความเข้าใจผิดเหลา่ นนั แต่บทนีก็ยังคงอยากจะกล่าวถึง สิงหนึงทีสําคัญทีสุดในการลงทุน นันก็คือ “จิตใจของเราเอง” ซึงจะต้อง ย้อนกลบั มาถามว่า “สาระสาํ คญั ” หรือ “สารัตถะ” ของชวี ติ คอื อะไร เพราะมนั สง่ ผลต่อพฤตกิ รรมการลงทนุ ของเรา เพราะถ้าพิจารณาถงึ ความจําเป็ นทจี ะต้องสร้างความมังคงั นํามาหล่อเลียง “ชีวิต” แล้วนัน เราก็อาจจะเริมต้น จากการที เราต้องการทจี ะมี “อาหารทดี ีและเพยี งพอ”, “เสอื ผ้าเครืองนงุ่ ห่มและเครืองใช้ทีจําเป็ น”, “ค่ารักษาพยาบาลและ ยารักษาโรคเมือยามเจ็บป่ วย” และ “ทีพักหรือทีซุกหัวนอนได้อย่างอบอ่นุ และสบายใจ” สําหรับเราและคนในครอบครัว หรือเรียกสันๆ ว่าเป็ น “ปั จจัยสี” ทีเป็ นของเราเองจริงๆ ไม่ต้ องไปกู้ยืมเงินหรืออดอยากเพือให้ ได้ สิงเหล่านีมา และหมสี ้มเชอื วา่ การได้มาซงึ สงิ เหลา่ นี โดยครบถ้วนจะทาํ ให้เกดิ “ความผาสกุ ” ในชวี ิตและครอบครวั อย่างยงั ยนื ในขณะทีเราก็ปฏิเสธไม่ได้ ว่า “สิงอํานวยความสะดวกอืน” ทีนอกเหนือจาก “ปั จจัยสี” ทีนํามาซึงความ สะดวกสบายก็เป็ นสงิ ทเี ราต้องมอี ย่บู ้างเชน่ กนั แต่ “สงิ อาํ นวยความสะดวกอืน” ทีวา่ มานีกท็ าํ ให้ต้องใช้เงินมากยิงขึนไปอีก นนั หมายความวา่ “เรากต็ ้องหาเงนิ มากขนึ ” หรือต้อง “คาดหวงั ผลตอบแทนจากการลงทนุ ” มากขึนไปอีก ซงึ นันทําให้การ ลงทนุ ในห้นุ ปันผลของเรายากขนึ ไปอกี เพราะ “ห้นุ ปันผล” น่าจะให้ผลตอบแทนอย่างสมําเสมอทีดีในระดับ 4-12% ต่อปี เท่านัน แต่สิงอํานวยความสะดวกอืนทังหลาย ก็อาจจะไม่ได้ มากดดัน “ความคาดหวังในการลงทุน” มากไปกว่า “อีโก้ เมนเทนแนนซ์” “อโี ก้ เมนเทนแนนซ์” คํานนี ่าจะตรงทีสดุ ทจี ะอธิบายว่า เราอาจจะใช้เงินเพือสร้างให้เรามีตวั ตนทีดดู ี มีหน้ามีตา หรือดูโดดเด่น โดยทีไม่ได้มีผลต่อการดํารงชีวิตหรือการสร้างรายได้ของเรา ซึงถ้าหากเราเป็ น “ผู้มีอันจะกิน” อยู่แล้ว การแสวงหาสงิ เหล่านีอาจจะไม่ได้ลําบากอะไรนัก หากแต่ถ้าเป็ นคนทีเหมือน “หมีส้ม” ซึงยังคงต้องทํางานและต้อง เก็บออมเงินเพือนาํ ไปลงทนุ เพือให้เงนิ ออมงอกเงย ตวั “อีโก้ เมนเทนแนนซ์” นีล่ะ ทีจะเป็ นตัวทําลายเงินออมอย่างรุนแรง และอาจทําให้เสยี ทรัพย์มากกวา่ “ปัจจยั ส”ี หรือ สงิ อาํ นวยความสะดวกอืน” ด้วยซาํ ไป ทงั ๆ ที “อโี ก้ เมนเทนแนนซ์” นี ก็อาจจะไม่ได้ทําให้ชีวิตเราดีขึนในภาพรวม และอาจจะพลอยทําให้คนอืนคิดว่า “เราเป็ นแบบนนั ” และทาํ ให้เราต้อง “รักษาภาพลกั ษณ์” อนั ต้องใช้จ่ายเงินออมจํานวนมากออกไป นอกเหนือไปจากนนั ก็ ทาํ ให้ ”เป็ นภยั แกต่ น” จากผ้ทู ีมาแสวงหาประโยชน์จากเรา ในฐานะ “ผู้ที (ดู) มังคงั ” และตรงนีเองทีเราต้องประเมินด้วย ตนเองว่า “อีโก้ เมนเทนแนนซ์” เหลา่ นี นํามาซงึ ความผาสกุ ในชวี ิตจริงหรือไม่ ทาํ ให้เราและคนในครอบครัวมีความเป็ นอยู่ ทดี ขี นึ หรือไม่ หรือเป็ นเพียงแค่ “สงิ สนิ เปลอื ง” เทา่ นนั 63 | P a g e

ทีนี เมือเราจําแนก “ความผาสกุ ทีแท้จริง” กบั “สิงสนิ เปลือง” ออกจากกันได้แล้ว เราก็จะคํานวณได้ว่าต้องมี รายจ่ายเพือความผาสกุ เท่าใด และเมือระดับความต้องการใช้เงินลดลง ก็จะทําให้เราเลือกทีจะลงทุนในหุ้นปันผล ทมี ผี ลตอบแทนอาจจะไม่สงู มาก แต่กจ็ ะไมเ่ สยี งจนเกินไปนกั เหมอื นกบั การลงทนุ ในห้นุ “เก็งกําไร” หรือ “ห้นุ ปัน” แต่ก็เป็ นทีแน่นอนว่า “หุ้นปันผล” เองนัน ก็คือกิจการทีประกอบธุรกิจอย่างต่อเนือง มีทังช่วงเวลาทีดี และ ช่วงเวลาทตี กตาํ บ้างบางเวลา ซงึ อาจจะทําให้ “เงนิ ปันผล” (ซงึ กค็ ือผลตอบแทนทีแท้จริงทกี ิจการจะจ่ายคืนแก่เรา) น้อยลง ตามไปด้วย แต่หากเราลงทุนในกิจการทีดีพอ กิจการทีใหญ่โตผกู ขาดการประกอบธุรกิจ โดยพิจารณาจากข้อมูลทาง การเงินย้อนหลงั และเทียบดอู ย่างสมําเสมอ ตามวิธีทีได้ปรากฏในหนงั สือหมีส้ม ก็เชือว่าผลตอบแทนทีได้ในระยะยาว จะค้มุ คา่ สาํ หรับการลงทนุ แน่นอน และถ้าพิจารณาให้ดแี ล้วนนั มอี ีกเรืองหนึงทีหนังสือทกุ เลม่ พยายาม “เน้นยํา” นันก็คือ “จังหวะการลงทุน” นันเพราะการลงทุนใน “หุ้นปันผล” ทีดี แต่ลงทุนในจังหวะเวลาทีมีระดับราคา “สูงจนเกินไป” ก็อาจทําให้เงินออมของเราเสียหายได้ เช่นกัน เพราะหุ้นปั นผลเหล่านัน อาจจะอยู่ในช่วงขวบปี ทีดี ทังในแง่ของ การประกอบกิจการเอง หรืออาจจะเป็ นในแง่ของ “สภาวะตลาดห้นุ ทีร้อนแรง” ซงึ บางที การรอคอยเวลาทีเหมาะสมใน การลงทนุ ซงึ อาจจะรอคอยยาวนานนบั ปี อาจจะเป็ นสงิ ทเี หมาะสมกวา่ ทงั ในแง่ของความควบคมุ ความเสียงทีจะสญู เสีย เงินต้นรวมไปถงึ ระดบั ของผลตอบแทนทจี ะสงู ขนึ เมือเราซือห้นุ ได้ในราคาทตี ําลง ทังหมดนี หมีส้มเพียงเพือจะบอกว่าการลงทุนในหุ้นนัน “มีความเสียง” และเราต้องพิจารณาว่าเราจะรับ ความเสยี งเหลา่ นไี ด้หรือไม่ เพราะเวลาทีเราลงทุนไปแล้ว “การขาดทนุ เราต้องรับไว้เอง” และหมีส้มก็ได้พิจารณาแล้วว่า หากเราคิดวา่ เราไมอ่ าจจะเข้าใจการลงทนุ เหล่านีได้ ก็อาจจะต้องปล่อยให้เป็ นเรืองของมืออาชีพ นันก็คือ “กองทุนรวม” ช่วยจดั การเรืองเหลา่ นีให้แก่เรา กองทนุ รวมเองนนั ถงึ แม้วา่ จะนาํ เงนิ ออมของเราไปลงทนุ ในห้นุ เช่นเดียวกัน ดงั นนั ความเสียงในแง่จังหวะเวลา ในการซือหุ้นหรือความเสียงจากระดับราคาทีผันผวนจากสภาะตลาดหรือสภาวะเศรษฐกิจ อาจจะไม่ได้ ลดลง แต่สิงทีกองทุนรวมจะช่วยเหลือเราในการลงทุนนัน ซงึ เป็ นสงิ ทีสําคญั มาก นันก็คือ “การคดั กรองห้นุ และการติดตาม ประเมินการลงทนุ อย่างสมําเสมอ” เพราะกองทุนรวมมีผ้เู ชียวชาญทีจะดูแลห้นุ ทุกวัน และผลตอบแทนทีได้ก็จะมีความ แนน่ อนสมําเสมอตามสภาวะตลาด ซงึ ในระยะยาวจะมากกวา่ การฝากเงินในธนาคารและหารลงทนุ ในตราสารหนีแนน่ อน สดุ ท้ายนี หมสี ้มหวงั ว่าหนงั สอื ชดุ “มคี วามสขุ กบั ห้นุ ปันผล by หมสี ้ม” ทงั 5 เล่ม จะช่วยให้ผู้ทีสนใจลงทนุ ในหุ้น ปันผล ได้รับความรู้ไปบ้างไมม่ ากก็น้อย และหวงั ว่าหนงั สอื เหลา่ นีจะส่งผลให้บุตรหลานและทายาทของหมีส้ม ได้มีความ เข้าใจในเรืองของ “การแบ่งปัน” “การสร้างความมงั คงั ทยี งั ยนื ” และ ”การรกั ษาทรพั ย์” ได้บ้างไม่มากกน็ ้อย.. (หนังสอื มีความสุขกับหุ้นปันผล by หมสี ้มเล่มที 5 จบแล้วครับ) 64 | P a g e


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook