Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore กรุงรัตนโกสินทร์ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

กรุงรัตนโกสินทร์ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

Published by E-book Bang SAOTHONG Distric Public library, 2021-08-27 08:19:06

Description: กรุงรัตนโกสินทร์ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

Search

Read the Text Version

ก หนงั สอื อิเลคทรอนิกส์ “กรงุ รัตโกสินทรก์ อ่ นการเปลยี่ นแปลงการปกครอง” บรรณารกั ษ์ห้องสมุด ประชาชนอาเภอบางเสาธงได้รวบรวมจดั ทาข้ึนเพ่ือเป็นเอกสารประกอบกจิ กรรมส่งเสริมการอา่ นออนไลน์ เพ่ือใช้เปน็ ข้อมูลในการคน้ คว้าทาแบบทดสอบออนไลน์ ซ่งึ ข้อมูลอาจจะไม่ละเอียดและมากพอแต่ก็สามารถใช้เป็นฐานข้อมลู ให้ ผอู้ ่านสามารถนาไปเป็นค้นหาเพมิ่ เติมได้ต่อไป บรรณารักษห์ อ้ งสมุดประชาชนอาเภอบางเสาธง

1 อาณาจักรรัตนโกสินทร์ เป็นราชอาณาจักรท่ีสี่ในยุคประวัตศิ าสตร์ของไทย เร่ิมตั้งแต่การย้ายเมืองหลวง จากฝง่ั กรุงธนบุรี มายังกรงุ เทพมหานคร ซ่ึงตั้งอยทู่ างตะวันออกของแม่น้าเจ้าพระยา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติ เม่ือวันท่ี 6 เมษายน พ.ศ. 2325 ครึ่งแรกของสมัยนี้เป็นการเพิ่มพูนอานาจของอาณาจักร ถูกขัดจังหวะด้วยความขัดแย้งเป็นระยะกับพม่า เวียดนาม และลาว ส่วนคร่ึงหลังนั้นเป็นการเผชิญกับประเทศเจ้าอาณานิคม อังกฤษและฝรั่งเศส จนทาให้ไทยเป็นเพียงประเทศ เดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใตท้ ่ีไม่ตกเป็นอาณานคิ มของตะวันตก มีการรวมอานาจเข้าสู่ศูนย์กลาง โดยมีพรมแดนที่ กาหนดร่วมกับชาติตะวันตก มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมที่สาคัญ ด้วยการเพ่ิมการค้ากับต่างประเทศ การเลิกทาส และการขยายการศึกษาแก่ชนชั้นกลางท่ีเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่มีการปฏิรูปทางการเมืองอย่างแท้จริง กระทั่งระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถูกแทนที่ด้วยระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ในการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475

2 เมื่อขึ้นครองราชย์ ใน พ.ศ.2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายราชธานีใหม่ จากกรงุ ธนบุรมี ายังฝัง่ ตะวนั ออก (ฝง่ั ซ้ายของแมน่ ้าเจา้ พระยา) และสร้างกรุงเทพฯเป็นราชธานขี ึ้น ณ ทแี่ ห่งนี้ เหตุผลทีพ่ ระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกฯทรงย้ายราชธานี 1.พระราชวังเดิมของกรุงธนบุรีคับแคบ มีวัดขนาบอยู่ท้ัง 2 ด้าน คือ วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) และ วัดโมฬีโลกยาราม (วดั ท้ายตลาด) จงึ ยากแกก่ ารขยายพระราชวงั 2.ความไม่เหมาะสมด้านภูมิประเทศ เน่ืองจากฝั่งตะวันตก หรือราชธานีเดิมเป็นท้องคุ้ง อาจถูกน้ากัด เซาะตล่งิ พังได้งา่ ย แตฝ่ ง่ั ตะวันออก (กรงุ เทพฯ) เปน็ แหลมพื้นดินจะงอกข้ึนเร่อื ยๆ 3.ความเหมาะสมต่อการขยายเมอื งในอนาคต พนื้ ท่ีฝั่งตะวนั ออกเปน็ ท่ีราบลมุ่ กวา้ งขวางสามารถขยายตัว เมอื งไปทางเหนอื และตะวนั ออกได้ 4.กรุงธนบุรีไม่เหมาะทางด้านทาเล ท่ีตั้งยุทธศาสตร์ กล่าวคือ มแี ม่น้าเจ้าพระยาผ่ากลาง เปรียบเสมือน เมืองอกแตก เมื่อใดทีข่ า้ ศกึ ยกทัพมาตามลาแม่นา้ กส็ ามารถตีถงึ ใจกลางเมืองไดโ้ ดยงา่ ย วดั อรณุ ราชวราราม (วัดแจ้ง) กรงุ เทพมหานครเปน็ ราชธานใี หมข่ องไทย สรา้ งขึน้ โดยเลยี นแบบกรุงศรีอยธุ ยากาหนดพ้ืนทีเ่ ปน็ สามส่วนคือ 1.บริเวณพระบรมมหาราชวัง ประกอบด้วย วังหลวง วังหน้า วังในพระบรมมหาราชวัง (วัดพระศรีรัตน ศาสดาราม) และรวมทง้ั ทงุ่ พระเมรุ (ท้องสนามหลวง)

3 2.บริเวณท่ีอยู่อาศัยภายในกาแพงเมือง อาณาเขตกาแพงเมืองประตูเมอื งและป้อมปราการ สร้างข้นึ ตาม แนวคลองรอบกรงุ ได้แก่ คลองบางลาพู และคลองโอง่ อา่ ง 3.บริเวณที่อยู่อาศัยภายนอกกาแพงเมือง เป็นพื้นท่ีเกษตรกรรม มีบ้านเรือนราษฎรตั้งอยู่ด้านนอกของ คลองรอบกรุง มีคลองขุดในรชั กาลที่ 1 คือคลองมหานาค วัดพระศรรี ตั นศาสดาราม ในสมยั รัชกาลท่ี 1-3 พระมหากษตั รยิ ์ทรงมีพระราชอานาจสงู สดุ ในการปกครองประเทศ การจัดระเบยี บ การปกครองยังคงยดึ ถือตามแบบอยา่ งสมัยอยธุ ยาตอนปลาย มีดังนี้ 1.การปกครองสว่ นกลาง มเี สนาบดีทาหนา้ ที่บริหารราชการ ไดแ้ ก่ 1.1 สมุหกลาโหม มีอานาจบังคับบญั ชาหวั เมอื งฝา่ ยใต้ ทงั้ ทหารและพลเรือนมียศและราชทนิ นาม วา่ เจา้ พระยามหาเสนา ใชต้ ราคชสหี เ์ ปน็ ตราประจาตาแหน่ง 1.2 สมหุ นายก มอี านาจบังคับบัญชาหัวเมอื งฝา่ ยเหนือ ทัง้ กิจการทหารและพลเรือนมียศและราช ทินนามว่า เจ้าพระยาจกั รี หรือเจา้ พระยาบดนิ ทร์เดชานชุ ิต ใช้ตราราชสหี เ์ ปน็ ตราประจาตาแหน่ง 1.3 เสนาบดจี ตสุ ดมภ์ เป็นตาแหนง่ รองลงมา ประกอบด้วย (1) กรมเวยี ง หรือกรมเมอื ง เสนาบดี คอื พระยายมราช มีหน้าท่ีดูแลกิจการทว่ั ไปในพระ นคร (2) กรมวงั เสนาบดี คอื พระยาธรรม มหี นา้ ท่ีดูแลพระราชวังและต้งั ศาลชาระความ (3) กรมคลงั หรือกรมทา่ เสนาบดี คอื พระยาราชภกั ดี, พระยาศรีพพิ ฒั นห์ รือพระยาพระ คลงั มหี นา้ ทีด่ ้านการเงนิ การคลงั และการตา่ งประเทศ

4 (4) กรมนา เสนาบดี คือ พระยาพลเทพ มีหนา้ ทด่ี ูแลไร่นาหลวง และเกบ็ ภาษีขา้ ว 2. การปกครองสว่ นภมู ิภาค หรอื การปกครองหวั เมือง 2.1 หัวเมืองฝ่ายเหนือ (รวมทั้งหัวเมืองอีสาน) อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหนายก หัวเมืองฝ่าย เหนือแบง่ ตามฐานะตามระดับความสาคัญ ดังน้ี (1) หัวเมืองชั้นใน (หัวเมืองจัตวา) อยู่ไม่ห่างไกลจากราชธานี มีเจ้าเมืองหรือ“ผู้ร้ัง”เป็น ผปู้ กครอง (2) หัวเมืองชั้นนอก (เมืองชั้นตรี โท เอก) มีขุนนางช้ันสูงหรือพระบรมวงศานุวงศ์เป็น ผูป้ กครอง ไดแ้ ก่ เมอื งพิษณุโลก นครสวรรค์ พจิ ิตร ฯลฯ 2.2 หัวเมืองฝ่ายใต้ ขึ้นสังกัดสมุหกลาโหม นับตั้งแต่เมืองเพชรบุรีลงไป จนถึงนครศรีธรรมราช ไชยา พงั งา ถลาง และสงขลา เปน็ ตน้ มฐี านะเป็นหวั เมืองชน้ั นอกทัง้ สนิ้ 2.2 หัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออกของอ่าวไทย เป็นหัวเมืองช้ันนอก ได้แก่ นนทบุรี สมุทรปราการ สาครบุรี ชลบุรี ระยอง จนั ทบุรี ฯลฯ อย่ใู นความรบั ผดิ ชอบของพระคลงั หรือกรมท่า 3.การปกครองประเทศราช 3.1 ฐานะของประเทศราช คือ เมืองของชนตา่ งชาติต่างภาษา มีกษัตริย์ของตนเองเป็นผู้ปกครอง มหี นา้ ท่ตี ้องสง่ เครอื่ งราชบรรณาการมาถวายตามกาหนด และส่งทหารมาช่วยเมอ่ื เมืองหลวงมศี ึกสงคราม 3.2 ประเทศราชของไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีทั้งดินแดนล้านนา ลาว เขมร และหัวเมือง มลายู ไดแ้ ก่ เชยี งใหม่ เชยี งแสน หลวงพระบาง เวียงจนั ทร์ จาปาศกั ด์ิ เขมร ปัตตานี ไทรบรุ ี กลนั ตัน ฯลฯ ใน พ.ศ. 2319 เม่อื กบฏเตย็ เซนิ (Tây Sơn) ยึดซาดินห์ (Gia Dinh) กไ็ ดป้ ระหารพระราชวงศเ์ หงยี นและ ประชากรท้องถนิ่ เป็นอนั มาก เหงยี น อญั๊ (Nguyễn Ánh) พระราชวงศ์เหงยี นพระองคส์ ุดท้ายทย่ี ังมีพระชนม์อยู่ ทรง หนขี ้ามแม่น้ามายังสยาม ขณะทีล่ ีภ้ ยั ในสยาม เหงียน อ๋นั ห์ทรงปรารถนาจะยึดซาดนิ ห์คืน และขบั กบฏเต็ยเซินออกไป

5 พระองค์ทรงโน้มน้าวพระทัยของพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช ทว่ี างพระองค์เปน็ กลาง ให้การ สนบั สนุนด้านกาลงั พลและกาลงั รุกรานขนาดเล็กแก่พระองค์ใน พ.ศ. 2326 กลาง พ.ศ. 2327 เหงยี น อ๊ัญ พร้อมกบั กองทัพสยาม 20,000-50,000 นาย และเรอื 300 ลา เคลอ่ื น ผา่ นกัมพูชา ทางตะวันออกของโตนเลสาบ และแทรกซมึ แควน้ อนั นัมซึ่งเพ่ิงถกู ผนวกลา่ สดุ ทหาร 20,000 นายถงึ เกียนเซยี ง (Kien Giang) และอีก 30,000 นายขึน้ บกท่ีชัป หลาบ (Chap Lap) ขณะทสี่ ยามรกุ คบื สเู่ กิ่นเทอ (Cần Thơ) ปเี ดยี วกนั สยามยดึ แคว้นเดียดนิ ห์ ซงึ่ อดตี เป็นของกัมพูชา มกี ารอา้ งวา่ ทหารสยามกระทาทารณุ ต่อประชากรผู้ ตัง้ ถิน่ ฐานชาวเวยี ดนาม ทาให้ประชาชนทอ้ งถิน่ หนั ไปสนบั สนุนเตยเซนิ เหงวยี นเหว (Nguyễn Huệ) แห่งราชวงศเ์ ตยเซิน ทรงคาดการณล์ ่วงหน้าถึงการเคลื่อนไหวของสยาม ทรงจดั วางทหารราบอยา่ งลบั ๆ ตามแมน่ ้าเตยี ง (Tiền) ใกล้กบั มายโตว (Mỹ Tho) ปัจจบุ นั และเกาะกลางแม่น้าบาง เกาะ เผชญิ กับกาลังอื่นฝ่งั เหนอื พร้อมกาลงั เสริมทางเรือทั้งสองฝง่ั ของท่ตี ั้งทหารราบ[1] เช้าวันที่ 19 มกราคม เหงวยี นเหวทรงสง่ กาลงั ทางเรอื ขนาดเลก็ ใตธ้ งสงบศึก เพื่อลวงให้ฝา่ ยสยามเขา้ สู่ กบั ดัก หลังไดร้ ับชยั ชนะหลายคร้ัง ทพั บกและทัพเรอื สยามจึงม่ันใจว่าจะต้องเปน็ การยอมแพ้โดยบรสิ ุทธิ์ ดังนัน้ จึงเดิน เข้าสกู่ ารเจรจาโดยไมร่ เู้ ลยว่าเป็นกบั ดกั กองทัพของเหงวียนเหวโผเขา้ ทาลายแนวของสยาม สงั หารทูตไมม่ ีอาวุธและ โจมตีต่อไปยังทหารท่ีไมท่ นั ตงั้ ตัว ยุทธการจบลงโดยกองทัพสยามเกอื บถูกทาลายสิ้น แหลง่ ข้อมลู เวียดนามบันทึกว่า เรือท้งั หมดของทัพเรือสยามถูกทาลาย และมีกองทหารดั้งเดมิ เพียง 2,000-3,000 นายท่ีรอดชวี ิตหลบหนกี ลับขา้ ม แมน่ ้าไปในสยามได้ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา โลกมหาราช ค่อนข้างไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดข้ึน ขณะน้ีราชวงศ์จักรีเข้าควบคุมทุกส่วนของรัฐบาลสยาม เพราะ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชโอรส-ธิดารวมทั้งสิ้น 42 พระองค์ พระมหาอุปราช พระ อนุชา มีพระโอรส-ธดิ ารวม 43 พระองค์ และพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหล้านภาลยั มีพระราชโอรส-ธิดาทัง้ สน้ิ 100 พระองค์ จึงมีเจ้านายพอที่จะจัดเข้าสู่ระบบข้าราชการประจา กองทัพ สมณเพศอาวุโสและรัฐบาลส่วนภูมิภาค มีการ เผชญิ หน้ากับเวียดนาม ซ่ึงกลายมาเปน็ มหาอานาจในภูมภิ าค เหนอื การควบคมุ กัมพชู าใน พ.ศ. 2356 ซ่ึงส้นิ สุดลงดว้ ย การฟน้ื ฟสู ถานะเดิม อิทธิพลของตะวันตกเริ่มแผ่ขยายเข้ามาในภูมิภาค โดยเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2328 อังกฤษยึดครองปีนัง และ ใน พ.ศ. 2362 เข้ามาต้ังสิงคโปร์ ไม่นาน อังกฤษก็ได้เข้ามาแทนท่ีฮอลันดาและโปรตุเกสเป็นชาติตะวันตกที่มีอิทธิพล ทางเศรษฐกิจและการเมืองหลักในสยาม อังกฤษคัดค้านระบบเศรษฐกิจสยาม ซ่ึงเจ้านายเป็นผู้ผูกขาดการค้า และ ธุรกิจถูกจัดเก็บภาษีตามอาเภอใจ ใน พ.ศ. 2364 ลอร์ดฮัสติงส์แห่งบริษัทอินเดียตะวันออก ซ่ึงขณะน้ันเป็นข้าหลวง ใหญ่แหง่ อินเดีย สง่ ตวั แทนของบริษทั จอหน์ ครอวเ์ ฟิรด์ เปน็ คณะทูตเพ่ือเรยี กรอ้ งให้สยามยกเลกิ การจากดั การคา้ เสรี อันเป็นสญั ญาณแรกของประเด็นซง่ึ จะครอบงาการเมืองของสยามในคริสต์ศตวรรษท่ี 19

6 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2367 กรมหมื่นเจษฏาบดินทร์ พระราชโอรสพระองค์ ใหญ่ เสวยราชสมบัติต่อเป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชโอรสพระองค์เล็ก เจ้าฟ้ามงกุฎ ทรงได้รับ การแนะนาให้ออกผนวช เพ่อื จะไดไ้ มเ่ ข้ามายงุ่ เกย่ี วกับการเมอื ง ใน พ.ศ. 2368 อังกฤษส่งคณะทูตเข้ามาในกรุงเทพมหานครอกี ครั้ง นาโดย ผู้แทนทางการทูตของบริษัท อินเดียตะวนั ออก เฮนรี เบอร์นี ขณะน้ัน องั กฤษไดผ้ นวกพมา่ ตอนใต้แลว้ และจงึ เป็นเพื่อนบ้านของสยามทางตะวันตก และอังกฤษยังพยายามขยายการควบคุมเหนือมลายูด้วย พระมหากษัตริย์ไม่เต็มพระทัยยอมข้อเรียกร้องของอังกฤษ แต่ท่ีปรกึ ษาของพระองคก์ ราบทูลเตือนวา่ สยามจะเผชญิ ชะตาเดียวกับพมา่ หากไมบ่ รรลุข้อตกลงกับอังกฤษ ฉะน้ัน ใน พ.ศ. 2369 สยามจึงบรรลุสนธิสัญญาพาณิชย์ฉบับแรกกับชาติตะวันตก คือ สนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ (หรือ สนธิสัญญาเบอร์นี) ภายใต้เง่ือนไขแห่งสนธิสัญญา สยามตกลงจัดต้ังระบบการจัดเก็บภาษีเป็นแบบเดียวกัน ลดภาษี การค้าต่างชาติและลดการผูกขาดของหลวงบางประเภท ผลคือ การค้าของสยามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ชาวต่างชาติ จานวนมากเข้ามาต้ังถิ่นฐานในกรุงเทพมหานคร และอิทธิพลวัฒนธรรมตะวันตกเร่ิมแผ่ขยาย ราชอาณาจักรม่ังคั่งข้ึน และกองทัพติดอาวธุ ดีขน้ึ กบฏเจ้าอนุวงศ์ของลาวพ่ายแพ้ใน พ.ศ. 2370 ซึ่งหลังจากนั้นสยามได้ทาลายกรุงเวียงจันทน์ และ ดาเนินการถ่ายโอนประชากรแบบบังคับขนานใหญ่จากลาวมายังภาคอีสานปัจจุบันท่ีครอบครองแน่นหนากว่า และ แบ่งแยกเมืองลาวเป็นหน่วยเล็ก ๆ เพื่อป้องกันการก่อการกาเริบอีก ใน พ.ศ. 2385-2388 สยามทาสงครามกับ เวยี ดนามเปน็ ผลสาเรจ็ ซง่ึ เป็นผลให้สยามปกครองกมั พูชาได้รดั กุมขึ้น จนถึงคริสต์ทศวรรษ 1840 เป็นท่ีประจักษ์ว่า เอกราชของสยามอยู่ในอันตรายจากประเทศเจ้าอาณา นิคม ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนจากสงครามฝิ่นครั้งท่ีหน่ึงระหว่างอังกฤษกับจีนใน พ.ศ. 2382-2385 ใน พ.ศ. 2393 อังกฤษและอเมริกาส่งคณะทูตมายังกรุงเทพมหานครเรียกร้องให้ยุติการจากัดการค้าทั้งหมด จัดต้ังรัฐบาลแบบ ตะวันตกและสิทธิสภาพนอกอาณาเขตแก่พลเมืองของตน รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัวปฏิเสธข้อ เรยี กรอ้ งเหลา่ น้ี ทง้ิ ใหผ้ สู้ ืบราชสมบัติอยู่ในสถานการณอ์ ันตราย ในทางเศรษฐกิจ นับแตก่ ่อต้ังราชอาณาจักรรัตนโกสนิ ทร์ พอ่ ค้าจีนมบี ทบาทเพ่ิมข้ึนอย่างมาก จากเดิมที่ ถกู ขับไล่ออกไปโดยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบรุ ี นอกเหนือจากพอ่ ค้า ชาวจีนท่ีเปน็ ชาวนาก็เข้ามาแสวงโชคไม่หยุดหย่อน ในราชอาณาจักร ผู้ปกครองสมัยนี้ต้อนรับชาวจีนเพราะเป็นแหล่งการฟนื้ ฟเู ศรษฐกิจ พ่อค้าเช้ือสายจีนบางคนได้กลาย มาเป็นข้าราชสานักถือตาแหน่งสาคัญ วัฒนธรรมจีน เช่น วรรณกรรม ได้รับการยอมรับและสนับสนุน ความสัมพันธ์ ของสยามกับจักรวรรดิจีนน้ันเข้มแข็ง ซ่ึงรับประกันโดยคณะทูตบรรณาการ ซ่ึงดาเนินเรื่อยมาจนถึงรัชกาลพระบาท สมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อย่หู วั ดังน้นั ชาวจีนจงึ มีบทบาทสาคญั ย่ิงในการเกดิ ใหมข่ องราชอาณาจกั รรัตนโกสินทร์

7 เจ้าฟ้ามงกุฎเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวใน พ.ศ. 2394 ทรงถูก กาหนดให้ช่วยสยามให้รอดพ้นจากการครอบงาอาณานิคมโดยทรงบังคับให้คนในบังคับทันสมัย แม้พระองค์จะเป็น สมบูรณาญาสิทธิราชยใ์ นทางทฤษฎี แต่พระราชอานาจของพระองค์มีจากัด หลังจากออกผนวชนาน 27 ปี พระองค์จึง ขาดฐานในหมู่เจ้านายท่ีทรงอานาจ และไม่อาจดาเนินระบบรัฐสมัยใหม่ตามพระประสงค์ได้ ความพยายามแรกของ พระองคใ์ นการปฏิรปู เพ่ือสถาปนาระบบการปกครองใหม่และยกสถานภาพของทาสสนิ ไถ่และสตรีไมส่ ัมฤทธผ์ิ ล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงต้อนรับการบุกรุกของตะวันตกในสยาม อันท่ีจริง พระองค์ และข้าราชบริพารนิยมอังกฤษอย่างแข็งขัน ใน พ.ศ. 2398 มีคณะทูตอังกฤษ นาโดย เซอร์จอห์น เบาริง ผู้ว่าราชการ ฮอ่ งกง เดินทางเข้ามาในกรุงเทพมหานครเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทันที โดยได้รับการสนับสนุนจากการข่มขู่ใชก้ าลัง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมยอมรับข้อเรียกร้องทาสนธิสัญญาฉบับใหม่ เรียกว่า สนธิสัญญาเบาว์ริง ซ่งึ จากัดอัตราภาษีขาเข้าทรี่ ้อยละ 3 กาจัดการผูกขาดการค้าของพระมหากษัตรยิ ์ และใหส้ ิทธิสภาพนอกอาณาเขตแก่ คนในบงั คับอังกฤษ ไมน่ าน ชาติตะวนั ตกอ่ืน ๆ ก็ไดเ้ รียกรอ้ งและไดส้ ัมปทานทคี่ ล้ายกัน ไม่นาน พระองค์ก็ทรงตระหนักว่า ภัยคุกคามต่อสยามแท้จริงนั้นมาจากฝรั่งเศส มิใช่อังกฤษ อังกฤษ สนใจในประโยชน์พาณชิ ย์ แต่ฝรั่งเศสสนใจสร้างจักรวรรดอิ าณานคิ ม ฝรั่งเศสยึดครองไซ่ง่อนใน พ.ศ. 2402 และ พ.ศ. 2410 ได้สถาปนารัฐในอารักขาเหนือเวียดนามตอนใต้และกัมพูชาตะวันออก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงหวังว่าอังกฤษจะปกป้องสยามหากพระองค์พระราชทานสัมปทานเศรษฐกิจตามทีต่ ้องการ แต่เหตุการณ์ในรัชกาล ต่อมาได้พิสูจน์แล้วว่า ความหวังของพระองค์เป็นเพียงภาพลวงตา แต่ก็เป็นจริงท่ีอังกฤษมองสยามเป็นรัฐกันชนท่ีมี ประโยชน์ระหวา่ งพมา่ และมลายูของอังกฤษกับอินโดจนี ฝรั่งเศส พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2411 และสืบราชบัลลังก์ต่อโดยเจ้าฟ้า จุฬาลงกรณ์ วัย 15 ชนั ษา เป็นพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว พระองค์เป็นพระมหากษัตรยิ ์สยามพระองค์ แรกท่ีทรงได้รับการศึกษาอย่างตะวันตกมาอย่างสมบูรณ์ ในตอนแรก รัชสมัยของพระองค์ถูกครอบงาโดยสมเด็จ เจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ชว่ ง บุนนาค) ผู้สาเร็จราชการแทนพระองคซ์ ่ึงมีแนวคิดอนุรักษนยิ ม แต่เมื่อพระองค์มี พระชนมายุครบ 20 พรรษา พระองค์กท็ รงเขา้ ปกครองโดยตรง พระองค์ทรงตั้งสภาทป่ี รกึ ษาราชการแผ่นดนิ และสภา ท่ีปรึกษาในพระองค์ ระบบศาลและสานักงบประมาณอย่างเป็นทางการ พระองค์ทรงประกาศว่า ความเป็นทาสจะ ค่อย ๆ ถูกเลิกไปและจากัดพันธะหนี้สนิ ช่วงแรก เจ้านายและผู้มแี นวคดิ อนุรักษนยิ มพระองค์อ่ืนสามารถขดั ขวางวาระ การปฏิรูปของพระมหากษัตริย์ได้ แต่เม่ือเจ้านายรุ่นเกา่ ถกู แทนที่ด้วยเจ้านายรุ่นใหม่และไดร้ ับการศกึ ษาแบบตะวันตก การขัดขวางก็จางลง พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัวทรงสร้างพันธมิตรอันทรงพลงั ในพระอนุชา สมเดจ็ พระ เจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ ซึ่งพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ดารงตาแหน่งเสนาบดี กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ (กระทรวงการคลังปัจจบุ นั ) พระองค์แรก สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดารงรา ชานภุ าพ ผ้ทู รงจดั ระเบียบรฐั บาลภายในและการศกึ ษา และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ เป็นราชเลขานุการฝ่ายต่างประเทศกวา่ 38 ปี เม่ือ พ.ศ. 2430 กรมพระยาเทวะวงศว์ โรปการเสด็จเยือนยุโรปเพ่อื ทรง

8 ศึกษาระบบรัฐบาล ในการถวายความเห็น พระมหากษัตริย์ทรงจัดต้ังการปกครองแบบรัฐสภา สานักงานตรวจสอบ บัญชีและกระทรวงธรรมการ (ดูแลการศึกษา) สถานะก่ึงปกครองตนเองของเชียงใหม่ส้ินสุดลง และกองทัพถูกจัด ระเบยี บใหม่และทาใหท้ ันสมยั 1. กฎหมายตราสามดวง พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้าจฬุ าโลกฯโปรดเกล้าฯให้รวบรวมและชาระกฎหมาย เกา่ ท่ใี ช้กนั มาตงั้ แตค่ ร้งั กรงุ ศรีอยธุ ยา และคักลอดไว้ 3 ฉบบั ทุกฉบบั ประทับตราคชสหี ์ ตราราชสหี ์ และตราบวั แกว้ จึงเรียกว่ากฎหมายตราสามดวง 2.กฎหมายตราสามดวง หรือประมวลกฎหมายรชั กาลที่ 1 ใชเ้ ป็นหลักปกครองประเทศมาจนถึงสมัยรชั กาลท่ี 5 กอ่ นที่ จะมีการปฏริ ปู กฎหมายไทยและการศาลให้เปน็ ระบบสากล กฎหมายตราสามดวง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เศรษฐกิจของไทยในสมยั รัตนโกสินทรต์ อนต้นเรม่ิ ฟ้ืนตัวในตอนปลายรชั กาลท่ี 2 เปน็ ต้นมา และ เจริญร่งุ เรอื งอย่างมากในสมยั รัชกาลที่ 3ผลผลิตทางการเกษตรและการค้าทางเรือสาเภากบั ตา่ งประเทศขยายตวั ขึ้น มาก รายได้ของประเทศในสมัยรตั นโกสินทรต์ อนตน้ มีท่ีมา 2 ทางดงั น้ี 1. รายได้จากการค้ากบั ตา่ งประเทศ มี 5 ประเภทไดแ้ ก่

9 1.1 การค้าสาเภาหลวง เป็นรายได้หลักที่สาคัญของสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นโดนพระคลังสินค้า (หน่วยงานของรัฐ ข้ึนอยู่กับกรมคลัง หรือกรมท่า) ทาหน้าที่แต่งเรือสาเภาหลวงบรรทุกสินค้าไปขายยังต่างประเทศ โดยเฉพาะกบั ประเทศจนี รองลงมา คอื ชวา มลายู และอินเดยี 1.2 กาไรจากการผูกขาดการคา้ เป็นรายได้ของรัฐท่ีมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาโดยพระคลังสินค้า เป็น ผู้ควบคุมการซ้ือขายสินค้าผูกขาดและสินค้าต้องห้าม หรือทาหน้าท่ีเป็นคนกลางระหว่างพ่อค้าไทยกับพ่อค้าชาว ตา่ งประเทศ (1) สินค้าผูกขาด คือ สินค้าท่ีรัฐ (พระคลังสินค้า) เป็นผู้ซ้ือขายแต่เพียงผู้เดียวเพ่ือความ มั่นคงของประเทศ ห้ามมิให้ราษฎรซ้อื ขายสินคา้ ประเภทน้ี ไดแ้ ก่ อาวธุ ปืน กระสนุ ปนื ดนิ ปะสิว (2) สินค้าตอ้ งห้าม คอื สนิ ค้าทห่ี ายาก มีราคาแพง และเป็นท่ีต้องการของตา่ งประเทศ เช่น งาช้าง รังนก หนังกวาง และไม้ฝาง ราษฎรไทยต้องนามาขายให้แก่ทางราชการก่อน มิให้นาไปขายให้พ่อค้า ต่างประเทศโดยตรง (3) อานาจของพระคลังสินค้า พระคลังสินค้ามีอานาจเลือกซ้ือสินค้าจากเรือสาเภาชาว ต่างประเทศได้ก่อนพ่อค้าเอกชน เรียกว่า การเหยียบหัวตะเภา เช่น เครื่องแก้ว พรม ผ้าแพร ฯลฯ สาหรับสินค้า ตอ้ งห้าม พ่อค้าไทยกับพ่อค้าขายต่างประเทศจะซือ้ ขายกัน้ โดยตรงไม่ได้ แต่ต้องซื้อขายผ่านพระคลงั สินค้า ซ่ึงทากาไร ให้รฐั อย่างมากในฐานะพอ่ ค้าคนกลาง 1.3 ภาษีปากเรือหรือ ภาษีเบิกร่อง เป็นค่าธรรมเนียมซ่ึงเก็บจากเรือสินค้าของชาวต่างประเทศที่ เขา้ มาจอดเทียบท่าในไทย โดยเก็บตามขนาดความกว้างของปากเรือ (หรือส่วนกว้างท่สี ุดของเรอื ) คิดอัตราภาษีเป็นวา เช่น ในสมัยรัชกาลท่ี 3 เก็บจากเรือสนิ คา้ องั กฤษวาละ 1700 บาท เปน็ ต้น 1.4 ภาษีสินค้าขาเข้า เรียกเก็บจากพ่อค้าชาวต่างประเทศท่ีนาสินค้าเข้ามาขายในไทย เช่น ใน สมยั รชั กาลท่ี 2 เรียกเกบ็ จากพ่อค้าชาตติ ะวันตกรอ้ ยละ 8 ของราคาสินค้าเป็นตน้ 1.5 ภาษีสินค้าออก เรยี กเก็บจากสินคา้ ที่ส่งออกในอัตราทแี่ ตกต่างกนั ตามประเภทของสนิ ค้า เช่น ข้าวสาร หาบละ 1 สลงึ และน้าตาลหาบละ 2 สลงึ เปน็ ต้น 2.รายได้ภายในประเทศ เปน็ รายได้ของรัฐท่ีได้จากภาษีอากรภายในประเทศและมมี าต้งั แต่สมยั อยุธยา มี 4 ประเภท คอื 2.1 จังกอบ คือ ภาษีค่าผ่านด่าน เรียกเก็บจากพ่อค้าที่นาสินค้าบรรทุกใส่ยานพาหนะและเดน ทางผ่านดา่ นขนอน (ทีต่ ั้งเก็บภาษี) ทั้งทางบกและทางนา้ ในอัตรา 10 หยบิ 1 2.2 อากร คือ ภาษีท่ีรัฐเรียกเก็บจากราษฎรในการประกอบอาชีพต่างๆ เช่น อากรสวน อากรต้ม กลัน่ สุรา อากรคา่ น้า (การจับสัตวน์ ้า) และอากรคา่ รกั ษาเกาะ (การเกบ็ ไข่เต่าและรังนก) เปน็ ต้น

10 2.3 ส่วย คือ ส่ิงของหรอื เงนิ ที่ราษฎรนามาทดแทนแรงงานหรือทดแทนการเข้าเวรรับราชการ ถ้า เปน็ สง่ิ ของไดแ้ ก่ ดบี กุ พรกิ ไทย มูลค้างคาว ฯลฯ 2.4 ฤชา คือ ค่าธรรมเนียมท่ีทางราชการเรียกเก็บจากราษฎร เป็นค่าบริการที่ทางราชการจัดทา ให้ เช่น การออกโฉนดท่ีดิน หรือ เงินค่าปรับไหมท่ีฝ่ายแพ้คดีจะต้องจ่ายให้แก่ฝ่ายชนะ ซ่ึงรัฐจะเก็บคร่ึงหนึ่งเป็นค่า ฤชา การจัดเก็บภาษีอากร ประเภทจังกอบ อากร ส่วย และฤชา เป็นรายได้ภายในประเทศที่มีมาต้ังแต่สมัน อยุธยา คร้ันในสมยั รตั นโกสินทรต์ อนตน้ มกี ารปรับปรุงการจดั เกบ็ รายไดภ้ ายในประเทศเพ่มิ เติมดงั นี้ 1. เงินค่าผูกปี้ข้อมือจีน เป็นเงินท่ีชาวจีนต้องเสียเพื่อทดแทนการถูกเกณฑ์แรงงานเร่ิมมีต้ังแต่ในสมัย รชั กาลท่ี 2 (คนละ 1.50 บาทตอ่ 3 ป)ี ผูเ้ สียคา่ ราชกาลดังกลา่ วแลว้ จะไดร้ ับการผกู ปีข้ อ้ มอื ด้วยไหมสแี ดง 2. เงินค่าราชการ เป็นเงินท่ีไพร่หรือราษฎรชายชาวไทยต้องจ่ายแทนการเข้าเวรรับราชการ (แต่เดิมจ่าย เปน็ สิ่งของ แทนการถูกเกณฑแ์ รงงาน เรียกว่า ไพรส่ ่วย) ในสมใยรัชกาลท่ี 3 กาหนดใหจ้ ่ายตนละ เ8 บาทต่อปี ซึ่งเป็น ผลดตี อ่ ราษฎร ทาให้มีเวลาประกอบอาชพี สว่ นตัวมากข้ึน 3. การเดินสวน เดินนา คือ การแต่งตั้งเจ้าหน้าท่ีออกไปสารวจที่นาและที่สวนของราษฎรเพ่ือเตร่ียม จัดเก็บค่าอากรสวน อาการนาในแต่ละปี ในสมัยรัชกาลที่ 2 ค่าอากรมิได้เก็บเป็นเงินแต่เก็บเป็นข้าวเปลือกแทน ท่ี เรยี กว่า “หางขา้ ว” 4. ระบบเจ้าภาษีนายอากร เป็นระบบการจัดเก็บภาษีอากรที่มีในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยทางราชการใช้วิธี เปิดประมูลตาแหน่งเจ้าภาษีในท้องที่หน่ึงๆ เอกชนผู้ได้รับตาแหน่งจะเป็นตัวแทนของทางราชการในการผูกขาดการ เก็บภาษอี ากรต่างๆจากราษฎรในท้องทนี่ ้ันๆรายไดส้ ว่ นหนงึ่ ส่งใหท้ างราชการ และส่วนท่ีเหลือเป็นผลกาไรของเจา้ ภาษี ข้อเสียของระบบเจ้าภาษีนายอากร ผู้ประมูลตาแหน่งเจ้าภาษีนายอากรได้ ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าชาวจีน มักขูดรีดภาษี ประเภทต่างๆจากราษฎรมากเกินไป ทาให้ราษฎรเดือดรอ้ น ต่อมาถูกยกเลกิ ไปในสมัยรชั กาลท่ี 4 1.พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหม่ืนเจษฎาบดินทร์ เสนาบดีกรมท่า (กรมพระคลัง) ในสมัยรัชกาลท่ี 2 มี บทบาทสง่ เสรมิ การคา้ ทางเรอื สาเภากบั ต่างประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศจีน จนไดร้ บั ขนานนามวา่ “เจา้ สัว” 2.ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจสมัยรัชกาลท่ี 3 เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระนั่ง เกล้าเจ้าอย่หู ัว (รัชกาลที่ 3) ทรงให้การสนับสนุนการฟ้ืนฟเู ศรษฐกิจของประเทศอย่างจริงจัง เป็นผลให้การค้าขายกับ ต่างประเทศขยายตัวอยา่ งกวา้ งขวางกว่า 2 รชั กาลแรก

11 สภาพสังคมไทยสมยั รตั นโกสนิ ทรต์ อนตน้ สรปุ ไดด้ งั นี้ 1.การดาเนินชีวิตของผู้คน ยังคงลักษณะท่ีคล้ายกับการดาเนินชีวิตของคนไทยสมัยอยุธยาตอนปลาย โดยพยายามรกั ษารปู แบบทางวัฒนธรรม ประเพณีเดมิ ในสมยั อยุธยาไว้ 2.ประชาชนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตในสังคมชนบท มีลักษณะเป็นสังคมเกษตรกรรม ครอบครัวคนไทยเป็น ครอบครวั ขนาดใหญ่ มีสมาชิกในครอบครัวมากและยึดระบบอาวโุ ส 3.ความแตกต่างในฐานะของบุคคลในสังคม มีการแบ่งชนชั้น เช่นเดียวกับสมัยอยุธยาเรียงตามลาดับ ไดแ้ ก่ พระมหากษตั ริย์ เชอ้ื พระวงศ์ ขุนนาง ไพร่ และทาส สาหรบั พระสงฆถ์ ือวา่ เปน็ ชนช้ันพิเศษ ได้รับการเคารพนับ ถอื และสามารถเปลี่ยนแปลงเข้าออกไดง้ า่ ยกวา่ ชนช้ันอื่นๆ 1.การควบคุมกาลังคนสมัยรตั นโกสินทร์ตอนต้น ยังคงอาศัยระบบไพร่สมัยอยุธยาเปน็ พ้ืนฐาน เนื่องจาก เมอ่ื แรกตง้ั กรุงรัตนโกสนิ ทร์ใหมๆ่ ต้องประสบปญั หาการขาดแคลนกาลงั คนเปน็ อย่างมาก เพอื่ ใชป้ ้องกันบา้ นเมืองและ การก่อร่างสรา้ งราชธานแี ห่งใหม่ การควบคมุ กาลังคนโดยใชร้ ะบบไพรจ่ ึงมคี วามสาคญั มาก 2.ระบบไพร่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ลดการควบคุมท่ีเข้มงวดลง เน่ืองจากการค้ากับต่างประเทศ ขยายตัว ความจาเป็นต้องให้แรงงานมีเวลาประกอบอาชีพอิสระเป็นส่วนตัวมากข้ึน เพื่อเพิ่มผลผลิตภาคเกษตรกรรม สาหรบั การสง่ ออก การเกณฑ์แรงงานไพรจ่ ึงลดเวลาลง เชน่ สมัยรชั กาลที่ 2 ลดเหลือเพียงปลี ะ 3 เดือนเท่านั้น ในสมัยรตั นโกสนิ ทรต์ อนต้นโครงสร้างชนชั้นของสังคมไทยยังคงคล้ายกับสมัยอยุธยา กล่าวคือ ประกอบด้วย 2 ชนช้ัน ใหญ่ๆ คือชนชั้นปกครอง (พระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานวุ งศ์ และขา้ ราชการ) และชนช้ันผู้อยู่ใต้ปกครอง(ไพร่และ ทาส) ซง่ึ แบ่งการพิจารณาเป็น 5 ชนช้นั โดยละเอียด ดงั น้ี 1.พระมหากษตั ริย์ เป็นชนชั้นสูงสุดของสังคมไทย แต่บทบาทของพระมหากษัตริย์ในสมัยน้ีเปลี่ยนแปลง ไปจากเดิม มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราษฎรมากขึ้น ลักษณะของความเป็นเทวราชาตามคติความเช่ือของศาสนา พราหมณล์ ดลงและมลี ักษณะเป็นธรรมราชาตามหลกั พรพทุ ธศาสนาเข้าแทนท่ี เชน่ รัชกาลที่ 2 ทรงห้ามทหารยิงลูกตาราษฎรที่มองพระมหากษัตรยิ ์ขณะเสด็จพระราชดาเนินผา่ น รชั กาลที่ 3 โปรดฯให้ราษฎรตกี ลองถวายฎีการอ้ งทุกขไ์ ด้

12 2.พระบรมวงศานุวงศ์ หรือ เจ้านาย เป็นชนชั้นท่ีสืบเช้ือสายจากรพมหากษัตริย์ ตาแหน่งของพระบรม วงศานุวงศ์ในสมยั รัตนโกสินทรต์ อนตน้ ท่มี อี านาจรองลงมาจากพระมหากษตั รยิ ์คือ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล(วัง หนา้ ) ซง่ึ เปน็ ตาแหนง่ มหาอปุ ราช 3.ขนุ นาง หรอื ข้าราชการ ทาหน้าท่ีบรหิ ารราชการและควบคมุ ราษฎรแทนพระมหากษตั ริย์ 4.ไพร่ คือ ราษฎรชาวไทย ทั้งชายและหญิง เป็นชนช้ันที่มีจานวนมากที่สุดในสังคมไทย ส่วนใหญ่ ประกอบอาชพี เกษตรกรรม และต้องถกู เกณฑแ์ รงงานหรอื เขา้ เวรรับราชการ 5.ทาส เป็นชนช้ันต่าสุดของสังคม ไม่มีอิสรภาพ ต้องทางานให้นายเงินของตนแต่ไม่ต้องถูกเกณฑ์เข้ารับ ราชการเหมือนไพร่ ในสมัยรัตนโกสินทรต์ อนต้นชาวจนี อพยพเปน็ ชนกลมุ่ นอ้ ยในสังคมไทยมีบทบาทสาคญั ดังน้ี 1.อาชีพส่วนใหญ่ของชาวจีน คือ การค้าขาย ทางราชการให้การสนับสนุน ทั้งการค้าขายภายใน ราชอาณาจกั รและการค้ากับต่างประเทศ โดยให้สิทธิเดินทางและต้ังถ่ินฐานได้ทัว่ พระราชอาณาจักร และไม่ถูกเกณฑ์ แรงงาน ชาวจนี จงึ เขา้ มามีบทบาทในการพฒั นาเศรษฐกิจไทยในสมยั รตั นโกสินทรต์ อนต้นอย่างมาก 2.ชาวจีนมีความสามารถในการสะสมทุนทรัพย์และความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว จึงมี ความสัมพันธ์กับเจ้านายและขุนนางไทย ในลักษณะอุปถัมภ์เกื้อกูลผลประโยชน์กัน เช่น การได้รับการแต่งตั้งให้เป็น เจา้ ภาษีนายอากร หรือการเกีย่ วดองเป็นเครอื ญาตโิ ดยการสมรส ทาให้ฐานะทางสังคมของคนจนี สูงขน้ึ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงสนพระทัยทานุบารุงกิจการพระศาสนาให้ รุ่งเรอื ง นบั เปน็ พระราชกรณียกจิ ทีส่ าคญั ของยคุ สมยั น้ี สรปุ ได้ดงั น้ี 1.การสังคายนาพระไตรปิฎก ใน พ.ศ.2331 รัชกาลท่ี 1 โปรดเกล้าฯให้ชาระสะสางคัมภีร์พระไตรปิฎก จัดหมวดหมู่พระธรรมวินัยให้เป็นระเบียบและให้จารึกลงใบลาน คัดลอกเป็นพระไตรปิฎกฉบับหลวง เรียกว่า พระไตรปิฎกฉบบั ทองใหญ่ หรือฉบบั ทองหบี 2.การจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์และกวดขันพระธรรมวินัย รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯให้ออก กฎหมายเกี่ยวกบั การปกครองสงฆข์ ้ึนหลายฉบับ ชว่ ยให้ความวนุ่ วาย สับสน และแตกแยกความสามัคคใี นหมู่คณะสงฆ์ ซ่ึงมีมาต้ังแต่ปลายรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้สิ้นสุดลงและในสมัยรัชกาลท่ี 2 โปรดเกล้าฯให้กวดขันความ ประพฤติของพระสงฆ์ ถา้ รูปใดย่อหย่อนในพระธรรมวินยั กใ็ ห้จับสกึ เสยี

13 3.การส่งสมณฑูตไปลังกา ในสมัยรัชกาลท่ี 2 มีการแลกเปล่ียนสมณฑูตไทยกับลังกา เพ่ือตรวจสอบ กิจการของพระศาสนาทัง้ สองฝ่าย มกี ารนาหน่อพระศรีมหาโพธ์ิจากลังกา 6 ต้น มาปลูกในไทย และในสมัยรัชกาลท่ี 3 พระสงฆไ์ ทยได้เดนิ ทางไปตรวจสอบพระไตรปฎิ กฉบับของลังกา เพอ่ื ชาระแก้ไขให้ถูกตอ้ งตรงกนั 4.การสถาปนาธรรมยุตินิกาย ในสมัยรัชกาลที่ 3 สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ (รัชกาลท่ี 4) ได้เสด็จออกผนวช และศึกษาพระไตรปฎิ กจนแตกฉาน ไดท้ รงประกาศต้งั ฝา่ ยคณะสงฆ์ข้ึนใหม่ เรียกวา่ ฝ่ายธรรมยตุ ินิกาย เมื่อ พ.ศ.2372 สว่ นคณะสงฆ์ทมี่ อี ยเู่ ดมิ เรียกวา่ ฝ่ายมหานกิ าย ซงึ่ ยังคงมอี ยถู่ งึ ปจั จบุ นั 5.การสร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์วัด รัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ รัชกาลที่ 3 มีการสร้าง และ ปฏิสงั ขรณว์ ดั วาอารามต่างๆ รวมถงึ 53 วดั มากกวา่ ในรัชกาลกอ่ นๆเน่อื งจากเศรษฐกจิ ดี 5.1วัดพระศรีรัตนศาสดาราม รัชกาลท่ี 1 โปรดเกล้า ฯให้สร้างขึ้น เป็นวัดในเขต พระบรมมหาราชวงั และเป็นทป่ี ระดิษฐานของพระแกว้ มรกต 5.2วัดสทุ ศั นเ์ ทพวราราม สรา้ งขน้ึ ในรัชกาลที่ 1 เช่นเดยี วกัน เป็นที่ประดษิ ฐานของ พระศรศี ากย มุนี หรอื พระโต 5.3วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นวัดเก่า มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ 2 คร้ัง ในสมัยรัชกาลท่ี 1 และ รัชกาลท่ี 3 เป็นท่ีรวบรวมสรรพวิชาแขนงต่างๆ ท้ังวิชาแพทย์แผนโบราณ ยาแก้โรคตาราหมอนวด และบทกวี นิพนธ์ต่างๆ โดยจารึกไว้บนแผ่นศิลาตามเสา และผนังรอบบริเวณวัด เพื่อให้ประชาชนศึกษาค้นคว้า วัดพระเชตุพนฯ จงึ ไดช้ อื่ ว่าเป็นวทิ ยาลัยแกง่ แรกของไทย 5.4วัดอรุณราชวราราม เป็นวัดเกา่ ทีม่ ีมาตั้งแต่สมยั อยุธยา รัชกาลท่ี 2 โปรดเกล้าฯ ใหบ้ ูรณะและ สร้างพระอุโบสถใหม่ มพี ระปรางคอ์ งค์ใหญท่ ่ีม่คี วามสวยงามเปน็ ท่ีเลอ่ื งลือมาจนถึงปัจจุบนั 1.การฟ้ืนฟูความเจริญรุ่งเรืองสมัยรัตนโกสินทร์ให้เทียบเท่ากรุงศรีอยุธยา รัชกาลท่ี 1-3 ทรงมีพระ ราโชบายที่จะสร้างกรุงเทพฯ ราชธานีแห่งใหม่ให้ใหญ่โตสวยงามเช่นเดียวกับกรุงเก่า เพ่ือธารงรักษาศิลปวัฒนธรรม ด้งั เดิมของไทยใหเ้ ปน็ มรดกแกค่ นรุน่ หลัง 1.1การสร้างพระราชวังและวัดวาอารามได้ยึดถือตามแบบอย่างสถาปัตยกรรมในสมัยอยุธยาใช้ แผนผงั พระราชวงั หลวงของกรุงศรีอยธุ ยาเปน็ หลกั 1.2ประเพณีการสรา้ งวดั ในเขตพระบรมมหาราชวัง คือ วัดพระศรรี ัตนศาสดาราม ทานองเดียวกับ วดั พระศรสี รรเพชญท์ ีก่ รงุ ศรีฯ ใชป้ ระกอบพระราชพธิ ที างศาสนา โดยไม่มีพระสงฆ์ จาพรรษา

14 2.การฟ้นื ฟพู ระราชพิธตี ่างๆที่เคยมีมาในสมัยอยธุ ยา ทส่ี าคัญ ได้แก่ พระราชพธิ ีบรมราชาภเิ ษก พระราช พิธีโสกันต์ (โกนจุก) พระราชพิธีถือน้าพิพัฒน์สัตยา พระราชพิธีพืชมงคล พระราชพิธีตรียังปวาย (โล้ชิงช้า) และพระ ราชพธิ ีวิสาขบูชา เป็นต้น 3.งานสถาปตั ยกรรม มีความเจรญิ รงุ่ เรืองสวยงามประณีตเสมอกบั สมยั กรุงศรีอยธุ ยา ไดแ้ ก่ 3.1พระบรมมหาราชวงั และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม 3.2วัดประจาองค์พระมหากษัตริย์ ได้แก่ วัดพระเชตุพนฯ (รัชกาลท่ี 1) วัดอรุณราชวราราม (รชั กาลที่ 2) และวัดราชโอรสฯ(รัชกาลที่ 3) 4.งานศิลปกรรมแขนงอ่ืนๆ เป็นผลงานของ”ช่างสิบหมู่” เช่น เคร่ืองราชูปโภคขององค์พระมหากษัตริย์ เรอื พระทนี่ ่ังสพุ รรณหงส์ ราชรถ ตู้พระไตรปิฎกลายรดน้า และเครอื่ งถ้วยชามเบญจรงค์ ฯลฯ 5.งานจิตกรรม งานจิตรกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ยังคงเลียนแบบสมัยอยุธยา ดังจะเห็นได้จาก ภาพวาดในพระอุโบสถหรือพระวิหารของวัดวาอารามต่างๆ ซึ่งมักเป็นภาพเทพชุมนุม ภาพพุทธประวัติ หรือ ทศชาติ ชาดก เป็นตน้ 5.1 งานจิตกรรมมีความเจริญรุ่งเรืองมากท่ีสุดในสมัยรัชกาลที่ 3 มีผลงานปรากฏอยู่มาก แต่จะมี อทิ ธพิ ลของศลิ ปะจนี แทรกเข้ามา เน่อื งจากมกี ารคา้ ขายตดิ ตอ่ กับจีนตลอดรชั กาล 5.2 จิตรกรเอกสมยั รชั กาลที่ 3 คือ หลวงวิจิตรเจษฎา (ครูทองอยู่) และ คงแป๊ะ (ครูคง) มีผลงาน ปรากฎทว่ี ัดพระศรีรัตนศาสดาราม วดั อรณุ ราชวราราม วัดสุทัศน์เทพวรารามปละวัดบางยข่ี นั 6. นาฏศิลป์และดนตรไี ทย มีความเจริญรุ่งเรืองมากในสมัยรชั กาลที่ 2 เพราะ ทรงเป็นกวีและศิลปนิ จึง ทรงพระทัยให้การทะนุบารงุ อย่างจริงจัง 7. งานส่งเสริมวรรรณกรรม ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ราชสานักมีฐานะเป็นศูนย์กลางชุมนุม วรรณกรรมและกวี มีท้ังองค์พระมหากษัตริย์ เจ้านาย และกวีสามัญชน เช่น รัชกาลที่ 2 และสุนทรภู่ เป็นต้น ซ่ึงมี ผลงานท้งั บทละคร เสภา นริ าศ กาพย์ และกลอน ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งไทยกับประเทศใกล้เคียง ในสมัยรตั นโกสินทร์ตอนตน้ มีปรากฏหลกั ฐานเปน็ 3 ลักษณะดงั นี้ 1. ความสมั พนั ธใ์ นฐานะเป็นมิตรไมตรตี ่อกัน ประเทศท่ีเป็นมิตรต่อไทย ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น คือ จีน มีความสัมพันธ์ทางด้านการค้า ฝ่ายไทยส่งเคร่ืองราช บรรณการไปถวายกับพระเจ้ากรุงจีนเพื่อให้จีนอานวยความสะดวกทางด้านการค้า ฝ่ายไทยส่งเครื่องราชบรรณการไป

15 ถวายพระเจ้ากรุงจีน เพื่อให้จีนอานวยความสะดวกทางการค้าให้ ที่เรียกว่า “จ้ิมก้อง” การค้าทางเรือสาเภาระหว่าง ประเทศทัง้ สองดาเนินไปดว้ ยดตี ลอดมา 2. ความสัมพนั ธใ์ นฐานะเปน็ คูส่ งครามกัน 2.1 พม่า ในสมัยรัตนโกสินทร์ ไทยกับพม่าทาสงครามกันถึง 10 คร้ัง ครั้งสาคัญที่สุดใน ประวัติศาสตร์ไทยกับพม่า คือ สงครามเก้าทัพ พ.ศ.2328........................................................................................... 2.2 ญวน ไทยกับญวนทาสงครามยืดเยื้อเป็นเวลานานถึง 14 ปีโดยมีสาเหตุเกิดจากการแข่งขัน ขยายอานาจในดินแดนเขมร 3. ความสมั พันธท์ ม่ี ีตอ่ ประเทศราช 3.1 เขมร ไทยได้ปกครองเขมรเป็นประเทศราชตั้งแต่ในสมัยรัชกาลท่ี 1 ทางฝ่ายไทยให้การ อุปการะเจา้ นายเขมรทีต่ กทกุ ข์ได้ยาก และใช้นโยบายผกู น้าใจชาวเขมรใหจ้ งรักภักดตี อ่ ไทย มิให้เอนเอียงเข้าฝ่ายญวน 3.2 ลาว ในสมัยรัชกาลที่ 1 และ รัชกาลที่ 2 ไทยปฏิบัตติ ่อลาวอย่างเป็นมิตรในฐานะพ่ีบ้านเมือง นอ้ ง แต่ในตอต้นรชั กาลท่ี 3 เกิดกบฏเจา้ อนวุ งค์แห่งนครเวียงจนั ทน์ในพ.ศ. 2369 แต่ไทยสามารถปราบปรามได้ 3.3 ล้านนา รัชกาลท่ี 1 ทรงดาเนินนโยบายปกครองล้านนาอย่างเป็นมิตรเพ่ือผูกใจให้จงรักภักดี ต่อกรงุ เทพ ฯ เจา้ เมืองเชยี งใหม่ ได้รับยกย่องให้มีพระเกียรติเสมอพระเจา้ แผ่นดิน 3.4 หัวเมอื งมลายู ในสมัยรชั กาลท่ี 1 ไทยต้องยกย่องกองทัพไปปราบปรามหัวเมอื งมลายูท่ีตั้งแข็ง เมืองเปน็ อสิ ระ และมเี หตกุ ารณย์ ่งุ ยากในหวั เมืองมลายอู ยู่เนอื งๆ โดยเฉพาะเมือง ไทรบุรี 1. ในสมัยรัตนโกสินทร์ ไทยกับพม่าทาสงคราม รวมทั้งสิ้น 10 คร้ัง เฉพาะในรัชกาลท่ี 1มีถึง 7 ครั้ง เนื่องจากพระเจ้าปะดุง กษัตริย์พม่า ต้องการทาลายอาณาจักรไทยไม่ให้ฟ้ืนตวั ขึ้นอีก การสงครามส่วนใหญ่ จึงปรากฏ ในลกั ษณะที่พมา่ เปน็ ฝา่ ยรกุ รานไทย 2.สงครามระหว่างไทยกับพม่าคร้ังสาคัญคือ สงคราม 9 ทัพ พ.ศ. 2328 โดยพม่ายกทัพมาถึง9ทัพ กระจายกาลังเข้ามาตามเส้นทางต่างๆ จากภาคเหนือจนถึงปักษ์ใต้ แต่รัชกาลท่ี 1 ทรงเปลี่ยนยุทธวิธีการรบใหม่ โดย ไม่ต้งั รับในกรุงเหมือนทีเ่ คยทาให้สมยั อยุธยา แต่ให้จัดทัพออกไปขับไล่ข้าศึกถึงชายแดน พม่าจึงเป็นฝ่ายปราชัยถกู ทัพ ไทยตแี ตกถอยรน่ กลับไป 3.ผลของสงคราม 9 ทัพ ส่งผลทางด้านจิตวิทยาทาให้คนไทยเลิกกลัวพม่า ทหารและประชาชนมีขวัญ กาลังใจดี มีความเช่ือม่ันในตัวผู้นาและมีความกล้าหาญในการสู้กบั พม่า ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์สู้รบทางภาคใต้ ได้ เกิดวรี สตรี 2 ท่าน คือ คุณหญงิ จัน(ท้าวเทพกษัตรีย)์ และ นางมุก (ท้าวศรีสุนทร) นาไพร่พลราษฎรต่อสู้กับข้าศึกอย่าง เขม้ แข็ง ป้องกนั เมอื งถลาง(ภูเกต็ ) ไวไ้ ด้

16 4. สงครามท่าดินแดง พ.ศ. 2329 เป็นสงครามระหว่างไทยพม่าที่สาคัญอีกครั้งหนึ่ง โดยพระเจ้าปะดุง ต้องการแก้ตัวจากการปราชัยในคราวสงคราม 9 ทัพ มีการเตรียมเสบียงสะสมอาหารอย่างพร้อมมูลและมีไพร่พล มากกว่าคร้ังก่อน รัชกาลท่ี 1 โปรดฯ ให้ยกกาลังไปขับไลพ่ ม่าท่ีท่าดินแดง (กาญจนบุรี) พม่าพ่ายแพ้และสูญเสียอย่าง ยบั เยนิ ทาให้พม่าไม่คิดยกทัพมาตีไทยอกี เลย 5. สงครามไทยกับพม่าสิ้นสุดลงในสมัยรัชกาลที่ 3 เนื่องจากพม่ามีกรณีพิพาทเร่ืองพรมแดนกับอังกฤษ และเกิดสงครามระหว่าง พ.ศ.2367-2369 ซึ่งพม่าเป็นฝ่ายปราชัยต้องเสียดินแดนหัวเมืองมอญให้กับอังกฤษ ทาให้ พม่ากบั ไทยไม่อยู่ในฐานะคู่สงครามกนั อกี เลย 1. ลาวมีฐานะเป็นประเทศราชของไทย ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น อาณาจักรหลวงพระบาง เวียงจันทน์ และจาปาศักดิ์ ตกอยู่ในอานาจของไทยโดยเจ้าเมืองลาวทั้งสามพยายามแยกตัวเป็นอิสระ ดังเช่น ในสมัย รัชกาลที่ 2 เจ้าอนุวงค์แห่งนครเวียงจันทน์มีใจฝักใฝ่กับญวนและพยายามตีตัวออกห่างจากไทยโดยหวังจะใช้อิทธิพล ญวนมาถ่วงดลุ อานาจกบั ไทย 2.กบฏเจ้าอนุวงค์ พ.ศ. 2369 ในสมัยรัชกาลท่ี 3 มีข่าวลือว่าองั กฤษเตรียมจะทาสงครามกับไทย เข้าอนุ วงค์แห่งนครเวียนจันทน์จึงฉวยโอกาสยกทัพเข้ามาตีในไทยทางหัวเมืองภาคอีสานขณะที่เดินทัพมาถึงนครราชสีมา คุณหญิงโม (ท้าวสุรนารี) ภรรยาปลัดเมืองนครราชสีมาได้ออกอุบายขับไล่ข้าศึกออกไป สามารถป้องกันเมืองเอาไว้ได้ ในท่ีสุดพระยาราชสุภาวดี (เจ้าพระยาบดินทรเดชา) เป็นแม่ทัพปราบกบฏได้สาเร็จลาวจึงยังอยู่ใต้อานาจของไทย ตลอดมาจนถึงรัชกาลท่ี 4 ไทยจึงเสียดนิ แดนใหก้ บั ฝรั่งเศส 1.หัวเมืองล้านนาไทยเป็นประเทศราชของไทยมาตั้งแต่ในสมัยกรุงธนบุรี ได้แก่ เมืองเชียงใหม่ ลาปาง ลาพูน ฝาน น่าน และเชียงแสน พม่าจะใช้ล้านนาเป็นแหล่งสะสมเสบียงอาหารหรือฐานที่ม่ันในการรุกรานในไทย ดังนั้นพระราโชบายของรชั กาลท่ี 1 คือตอ้ งรกั ษาดนิ แดนลา้ นนาเอาไว้ให้ขน้ึ อย่กู ับไทยตลอดไป 2.การดาเนินนโยบายผูกความสัมพันธ์อย่างใกลช้ ดิ กบั ลา้ นนาไทย รัชกาลที่ 1 โปรดเกลา้ ฯ แต่งต้ังใหพ้ ระ ยากาวิละ เป็นพระเจ้าเชียงใหม่ มีความสัมพันธ์เสมือนหนึ่งเป็นพระญาติของราชวงค์จักรี ทาให้ล้านนาไทยมีความ จงรักภกั ดีตอ่ กรงุ เทพฯ มากกวา่ พมา่ การปกครองหัวเมอื งลา้ นนาไทยจึงสงบราบรน่ื ตลอดราชสมัยรตั นโกสนิ ทร์ตอนต้น 1.เขมรเป็นประเทศราชของไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 สภาพการเมืองภายในของเขมรมักประสบปัญหา ความยุ่งยากอันเกิดจากการแย่งชิงอานาจในหมู่เจ้านายเขมรอยู่เนืองๆ เป็นช่องทางให้ไทยและญวนเข้าแทรกแซงใน สมัยรัชกาลท่ี 1 ทรงอุปการะสมเด็จนักองเอง เจ้านายเขมรเป็นราชบุตรบุญธรรม และสนับสนุนให้ขึ้นครองราชย์เป็น กษตั รยิ ท์ รงพระนามวา่ สมเดจ็ พระนารายณร์ ามาธบิ ดี ปกครองเขมรในฐานะประเทศราชยข์ องไทย

17 2. เขมรเริ่มตีตวั ออกห่างไทยในสมยั รัชกาลที่ 2 ในรัชกาลทส่ี มเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลท่ี 2 เขมรมีปัญหาขัดแย้งกนั เอง กรุงเทพฯจึงจึงสง่ กองทัพเข้าไปรักษาสถานการณ์ สมเด็จพระอทุ ยั ราชาธิราช เจ้านายเขมร ทฝ่ี กั ใฝก่ ับญวนจึงหลบหนีไปพ่งึ ญวน และเป็นสาเหตุให้ญวนเข้ามามีอิทธพิ ลเหนอื เขมรแขง่ กบั ไทยตง้ั แต่บดั นัน้ 3.เขมรยังตกอยู่ในอานาจของไทย ในสมัยรัชกาลท่ี 3 นักองด้วง ได้รับการแต่งตั้งจากฝ่ายไทยให้เป็น สมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี พระเจ้ากรุงกัมพูชา ใน พ.ศ.2391 โดยต้องส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายทั้งไทยและ ญวนพรอ้ มกัน ในที่สุดต้องสูญเสียดนิ แดนเขมรใหแ้ กฝ่ ร่ังเศสในสมยั รชั กาลที่ 4 1. ไทยกับญวนแข่งขันกันขยายอานาจในเขมร มีการทาสงคราม 3 ครั้ง ในสมัยรัชกาลท่ี 3 ยืดเยื้อกิน เวลานานถงึ 14 ปี (พ.ศ. 2376 – 2388) เป็นสงครามในแผ่นดินเขมรท้งั หมด 2.รัชกาลที่ 2 ทรงอุปการะองเชียงสือ เนื่องจากเกิดกบฏไกเซินขึ้นในดินแดนญวน รัชกาลที่ 1 โปรด ฯ ชุบเลย้ี งไว้ และส่งกองทัพไปชว่ ยปราบปรามกบฏ 2 คร้ัง (พ.ศ. 2326 – 2327) แตไ่ ม่สาเร็จ 3.องเชียงสือ หลบหนีออกจากกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.2327 และกลับไปกู้บ้านเมืองได้สาเร็จใน พ.ศ.2345 โดยได้รับการสนับสนนุ จากฝรงั่ เศส องเชียงสือได้สถาปนาเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า พระเจ้าเวียตนามยาลอง และมี ความสมั พันธท์ ีด่ ีกบั ไทยตลอดรัชกาลท่ี 1 4. ไทยกับญวนเริ่มบาดหมางในรัชกาลท่ี 2 เม่ือเจ้านายเขมรขัดแย้งแย่งชิงอานาจกัน ฝ่ายท่ีนิยมญวน หลบหนีไปพ่ึงญวน และขอกาลังจากญวนมาช่วยเป็นสาเหตุให้ไทยกับญวนต้องเผชิญหน้ากัน ทาสงครามรบพุ่งกันใน ดินแดนเขมรครั้งใหญๆ่ ถงึ 3 คร้งั ไม่มีฝา่ ยใดแพช้ นะกนั เดด็ ขาด 1. รัชกาลที่ 1 ยกทัพไปตีเมืองปัตตานี หัวเมืองมลายู ได้แก่ ปัตตานี ไทรบุรี กลันตันและตรังกานู เคย เป็นประเทศราชของไทยมาตั้งแต่สมยั อยุธยา ครั้นเม่ือกรุงศรีอยุธยาแตก ใน พ.ศ. 2301 จึงแข็งเมืองไม่ยอมอ่อนน้อม รัชกาลท่ี 1 จงึ โปรดฯ ให้ยกทัพไปตีเมืองปตั ตานี หัวเมืองมลายูอน่ื ๆ เกดิ ความเกรงใจจึงยอมออ่ นน้อมเป็นประเทศราช ของไทยดงั เดิม 2. หัวเมืองมลายูก่อกบฏหลายคร้ัง ตลอดรัชสมยั ตอนต้น เกิดกบฏในหัวเมอื งมลายูหลายครัง้ แตท่ ัพไทย จากกรุงเทพฯ ยกกาลังไปปราบได้ทุกคร้ัง ไทยต้องดาเนินนโยบายลดอานาจสุลต่านแต่ละเมืองให้น้อยลง และสร้าง เสริมความเข้มแข็งหัวเมืองปักษ์ใต้ เช่น เมืองสงขลา และนครศรีธรรมราช ฯลฯ เพ่ือให้คอยควบคุมหัวเมืองมลายูมิให้ คอยกอ่ การกบฏ

18 1. ลักษณะความสมั พันธ์ยงั ไม่ขยายตวั มากนัก ในสมัยรตั นโกสนิ ทรต์ อนต้น ความสมั พันธ์ระหว่างไทยกับ ประเทศตะวันตกยังไม่แน่นแฟ้น เนือ่ งจากฝ่ายไทยมีความหวาดระแวงเกรงภัยคกุ คามจากชาติตะวนั ตก และยงั ไมเ่ ห็น ถึงความสาคัญของการค้าขายกบั ชาตติ ะวันตกมากนัก 2. ประเทศสาคัญ 3 ประเทศที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับไทย ได้แก่ โปรตุเกส อังกฤษและสหรัฐอเมริกา สนิ คา้ ทีไ่ ทยตอ้ งการจากประเทศตะวนั ตกมากที่สดุ ในขณะนน้ั คอื อาวุธปืน โปรตุเกสเป็นชาวตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับไทย ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น แต่การค้า ของโปรตุเกสในไทยไมเ่ จรญิ กา้ วหน้ามากนัก เมอื่ เปรยี บเทยี บกบั อังกฤษและสหรัฐอเมริกา สมัยรัชกาลท่ี 1 โปรตุเกสแต่งทูตอัญเชิญพระราชสาสน์มาเจริญไมตรีต่อไทยเม่ือ พ.ศ. 2329 และขอตั้ง โรงสินค้าท่ีกรุงเทพฯ ทางฝา่ ยไทยให้การต้อนรับอย่างดี สมัยรัชกาลที่ 2 ฝ่ายไทยซ้ืออาวุธปืนจากโปรตุเกสไว้คอยป้องกันพระนครจานวนหน่ึงและอนุญาตให้ พ่อค้าชาวโปรตุเกตเข้ามาค้าขายในเมืองไทยและตง้ั สถานกงสุลในกรุงเทพฯ ได้ คาโลส เดอ ซิลเวรา เป็นกงสุลประจา เมืองไทยเป็นคนแรก ต่อมาไดร้ ับแต่งตั้งเป็น “หลวงอภัยพานิช” ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งไทยกบั องั กฤษในสมัยรัตนโกสนิ ทรต์ อนตน้ มที งั้ ด้านการค้าและการเมอื ง 1. สมัยรัชกาลท่ี 1 พระยาไทรบุรีให้อังกฤษเช่าเกาะหมาก (ปีนัง) เพื่อหวังพ่ึงอังกฤษให้พ้นจากอานาจ ของไทย ฝ่ายอังกฤษเมื่อรู้ว่าเป็นดินแดนที่อยู่ในความปกครองของไทยจึงส่ง ฟรานซิสไลท์ เป็นทูตมาเจริญไมตรีด้วย และไดร้ ับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระยาราชกปิตนั ” ซึ่งเป็นชาวยุโรปคนแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ที่ได้รบั เกียรติ ดังกลา่ ว 2. สมัยรัชกาลท่ี 2 อังกฤษส่งทูตช่ือ จอห์น ครอเฟิร์ต มาเจรจาตกลงเร่ืองการค้าใน พ.ศ. 2364 โดย ขอให้ไทยเก็บสินค้าขาเข้าในอัตราท่ีแน่นอน และยกเลิกการผูกขาดของพระคลังสินค้า และขอให้ไทยยอมรับอธิปไตย ของไทรบรุ ี การเจรจาของทง้ั สองฝา่ ยไม่ประสบควาสาเร็จ เพราะสาเหตุ ดงั น้ี (1) ไทยไม่ตอ้ งการสญู เสยี ผลประโยชนจ์ าการผูกขาดการค้า (2) ไทยไมย่ อมรบั เอกราชอธิปไตยของเมืองไทรบรุ ีตามท่ีองั กฤษร้องขอ (3) ความไม่เขา้ ใจในวฒั นธรรมประเพณีระหวา่ งกนั และกนั

19 (4) ความไม่เขา้ ใจในภาษา ต้องใช้ลา่ มแปล ทาใหก้ ารสื่อความหมายคลาดเคล่อื นไป 3. สมยั รัชกาลที่ 3 ไทยกับอังกฤษบรรลุข้อตกลงในการทาสญั ญาทางการค้าระหว่างกนั ที่เรียกว่า“สัญญา เบอร์นี”เมื่อ พ.ศ. 2369 ถือว่าเป็นสนธิสัญญาฉบับแรกที่ไทยกับประเทศตะวันตกในสมัยรัตนโกสินทร์ ส่วนใหญ่เน้น ผลประโยชนท์ างดา้ นการคา้ เป็นสาคญั และเปน็ สญั ญาทีฝ่ า่ ยไทยไม่เสยี เปรียบ (1) กาหนดอัตราภาษีปากเรือใหแ้ น่นอน เก็บวนั ละ 1,700 บาท (2) อนุญาตให้พ่อค้าอังกฤษค้าขายสินคา้ ไดท้ ่ัวราชอาณาจกั ร (3) ห้ามนาฝิ่นเข้ามาขายในไทย และห้ามนาข้าวเปลอื ก ข้าวสาร ออกนอกพระราชอาณาจักร (4) พ่อค้าองั กฤษตอ้ งยอมรบั และปฏิบตั ิตามกฎหมายและประเพณีไทย (5) อังกฤษต้องยอมรับสิทธิและอธปิ ไตยของไทยเหนอื ไทรบรุ ี กลนั ตัน และ ตรงั กานู 5 พ.ศ. 2436 เจ้าหน้าท่ีฝร่ังเศสในอินโดจีนใช้ข้อพิพาทพรมแดนเล็กน้อยเพ่ือปลุกปั่นวิกฤตการณ์ เรือปืน ฝรั่งเศสปรากฏขน้ึ ที่กรุงเทพมหานคร และเรียกร้องใหโ้ อนดินแดนลาวที่อย่ฝู ั่งตะวนั ออกของแม่น้าโขง พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขออังกฤษ แต่นายกรัฐมนตรีอังกฤษกราบทูลพระองค์ให้ระงับด้วยเง่ือนไขใดก็ตามที่ พระองค์จะทรงได้รับ และพระองค์ไม่มีทางเลอื กอื่นนอกจากต้องยอมทาตาม ท่าทีเดียวของอังกฤษคือ ความตกลงกับ ฝร่ังเศสรับประกันบูรณภาพของสยามส่วนที่เหลือ เพอ่ื เป็นการแลกเปล่ียน สยามยอมยกการอา้ งสิทธิ์เหนือรัฐฉานทาง ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ของพม่าแก่องั กฤษ อย่างไรก็ดี ฝร่ังเศสยังคงกดดันสยาม และใน พ.ศ. 2449-2450 ก็ได้ก่อวิกฤตการณ์ขึน้ อีกหน หนนี้สยาม จาต้องโอนดินแดนทางฝ่ังตะวันตกของแม่น้าโขงตรงข้ามหลวงพระบางและรอบจาปาศักดิ์ทางตอนใต้ของลาว ตลอดจนกมั พูชาตะวนั ตก ให้อยูใ่ นการควบคุมของฝร่ังเศส องั กฤษเข้าไกลเ่ กลีย่ เพ่ือกันมใิ ห้ฝร่ังเศสระรานสยามอีก แต่ ใน พ.ศ. 2452 สยามจาต้องจ่ายราคาเป็นการยอมรับอธิปไตยของอังกฤษเหนือไทรบุรี กลันตัน ปะลิสและตรังกานู ภายใต้สนธิสัญญาอังกฤษ–สยาม พ.ศ. 2452 \"ดินแดนท่ีเสียไป\" ทั้งหมดเหล่านี้อยู่ท่ีขอบเขตอิทธิพลของสยามและไม่ เคยกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของสยามอย่างรัดกุมอีกเลย แต่ถูกบังคับให้สละการอ้างสิทธิ์ท้ังหมดเหนือดินแดน เหล่าน้ีเป็นการทาให้พระมหากษัตริย์และประเทศอัปยศ และเป็นรากฐานของการเปล่ียนแปลงชื่อประเทศ ต้น คริสต์ศตวรรษที่ 20 วิกฤตการณ์เหล่าน้ีถูกรัฐบาลท่ีเป็นชาตินิยมเพิ่มขึ้นใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งการถือสิทธ์ิของตนต่อ ตะวันตกและประเทศเพ่ือนบา้ น ขณะเดียวกัน การปฏิรูปดาเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยเปล่ียนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชซ่ึงอิง ความสัมพันธ์ของอานาจเป็นรัฐชาติรวมอานาจเข้าสู่ศูนย์กลางสมัยใหม่ ขบวนการดังกล่าวเพ่ิมพูนข้ึนภายใต้รัชสมัย

20 พระราชโอรสของพระองค์ ซึ่งล้วนแต่ได้รับการศึกษาในยุโรปท้ังสิ้น ทางรถไฟและสายโทรเลขเชื่อมจังหวัดท่ีแต่ก่อน เคยห่างไกลและกึ่งปกครองตนเอง สกุลเงนิ ถูกผกู ติดกบั มาตรฐานทองคาและระบบการจดั เก็บภาษีสมยั ใหมแ่ ทนทก่ี าร รีดภาษีตามอาเภอใจและราชการแรงงานอย่างในอดีต ปัญหาใหญ่ท่ีสุดคือ การขาดแคลนข้าราชการที่ผ่านการฝึกฝน และจาต้องจ้างชาวต่างชาติหลายคนกระท่งั สามารถสร้างโรงเรียนใหม่และมีการผลิตบัณฑิตออกมา จนถึง พ.ศ. 2453 หลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้ว อย่างน้อยสยามได้กลายมาเป็นประเทศกึ่งสมัยใหม่ และยงั หนกี ารปกครองแบบอาณานคิ มตอ่ ไป หน่ึงในการปฏิรูปของรัชกาลที่ 5 คือ การนากฎหมายการสืบพระราชสันตติวงศ์แบบยุโรปมาใช้ ดังนั้น ใน พ.ศ. 2453 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชโอรส จึงเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติต่อมา พระองค์ ทรงเข้ารบั การศกึ ษาท่วี ทิ ยาลยั ทหารแซนเฮสิ ต์ และทอ่ี อกซฟอรด์ ปญั หาหนึง่ ของสยาม คอื ช่องว่างท่กี ว้างขึน้ ระหวา่ ง พระราชวงศ์ท่ีมีแนวคิดแบบตะวันตกกับชนช้ันสูงและประชาชนท่ีเหลือของประเทศ ต้องใช้เวลาอีก 20 ปี การศึกษา แบบตะวันตกจึงขยายไปยังข้าราชการส่วนที่เหลือและกองทัพ อันเป็นแหล่งความขัดแย้งที่อาจเกิดข้ึนได้ สมัยรัชกาลท่ี 5 ได้มกี ารปฏิรูปทางการเมืองอยบู่ ้าง แต่พระมหากษัตริย์ยังทรงเป็นสมบูรณาญาสิทธิราช ซึง่ ทรงเป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรีและทรงแตง่ ต้ังพระประยูรญาติดารงตาแหน่งในทุกหน่วยงานของรัฐ พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซ่ึงทรงมีการศึกษาแบบตะวันตก ทรงทราบว่า ส่วนที่เหลือของชาติใหม่น้ีไม่อาจถูกตัดออก จากรัฐบาลได้ตลอดไป แต่พระองค์ไม่ศรัทธาในประชาธิปไตยแบบตะวันตก พระองค์ทรงปรับการสังเกตความสาเร็จ ของพระมหากษัตริยอ์ ังกฤษในการปกครองอินเดีย โดยทรงปรากฏพระองค์แก่สาธารณะบอ่ ยคร้ังข้นึ และทรงริเร่ิมพระ ราชพิธีเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี พระองค์ยังดาเนินแผนการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยต่อจากพระราชชนก มีการยกเลิกพหุ สามีภริยา ริเร่ิมการศึกษาขั้นประถมแบบบังคับ และใน พ.ศ. 2459 มีการก่อต้ังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอันเป็น จดุ เร่ิมตน้ ของอุดมศกึ ษา ซึ่งตอ่ มาจะกลายเป็นแหล่งเพาะกลุ่มปัญญาชนใหมข่ องสยาม 1.การติดต่อการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาเร่ิมอย่างเป็นทางการในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยพ่อค้า อเมริกนั ชื่อ กัปตนั เฮล เดินทางเข้ามาค้าขายในกรุงเทพฯ เม่อื พ.ศ.2364 ได้นาปืนคาบศิลามาถวาย 500 กระบอก จึง ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิเ์ ปน็ “หลวงภักดรี าชกปิตนั ” 2.มิชชันนารชี าวอเมรกิ นั รนุ่ แรกเดินทางเขา้ มาเผยแพร่คริสต์ศาสนาในเมืองไทย เมอื่ พ.ศ. 2371 ในสมัย รชั กาลที่ 3 ไดน้ าวิทยาการสมยั ใหมข่ องโลกตะวนั ตกเขา้ มาเผยแพร่ 3.สนธิสัญญาทางการค้าฉบับแรกที่ทากับสหรัฐอเมริกา เมอื่ พ.ศ. 2375 เอดมันด์ รอเบิร์ตส์ เป็นทูตเข้า มาเจรจาทางการค้ากับไทย โดยยึดเอาสนธิสัญญาเบอร์นี่ ที่ไทยทากับอังกฤษเป็นหลักในการเจรจา

21 1.การขอแก้ไขสนธิสัญญาของประเทศสหรัฐอเมรกิ า ใน พ.ศ. 2393 โจเซฟ บลั เลสเตยี ร์ เปน็ ทตู อเมรกิ ัน เข้ามาเจรจาขอแก้ไขสนธิสัญญาท่ีทาไว้กับไทย เช่น ขอลดอัตราภาษีปากเรือ ขอให้ไทยยกเลิกระบบผูกขาดการค้า และเสนอขอตง้ั สถานกงสลุ อเมริกนั ในเมืองไทย เปน็ ตน้ แตไ่ มป่ ระสบผลสาเรจ็ 2.การเจรจาขอแก้ไขสนธิสัญญาของรัฐบาลอังกฤษ ใน พ.ศ. 2393 อังกฤษได้แต่งตั้งให้ เซอร์เจมส์ บรุค เดินทางเข้ามาเจรจาขอแก้ไขสนธิสัญญาเบอร์นีที่ทาไว้กับไทยเช่นเดียวกัน เช่น ขอให้ลดภาษีปากเรือ และขอให้ไทย ยกเลกิ ระบบผกู ขาดการคา้ ใหซ้ ้ือขายสินคา้ กนั ได้โดยเสรี เปน็ ต้น แต่ก็ไม่บรรลุข้อตกลงเช่นเดยี วกนั 3.สาเหตทุ ี่การเจรจาขอแก้ไขสนธิสัญญาขององั กฤษและสหรัฐอเมริกาต้องล้มเหลว เนอ่ื งจากรัฐบาลไทย ในตอนปลายสมยั รัชกาลที่ 3 ดาเนินนโยบายต่อประเทศตะวันตกอยา่ งระมดั ระวงั รอบคอบยิ่งข้ึน 4.ผลของการเจรจาท่ีล้มเหลว เซอร์เจมส์ บรุค เป็นทูตอังกฤษคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาล อังกฤษโดยตรง มิใช่ทูตท่ีส่งมาจากผู้สาเร็จราชการที่อินเดียเหมือนคนก่อนๆ ได้เสนอให้รัฐบาลอังกฤษใช้นโยบายเรือ ปืนบีบบังคับไทยในการเจรจาครั้งต่อไป กรุงเทพมหานครกลายเป็นเมืองหลวงของชาติมากข้ึนทุกที รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัวเริ่มโครงการพัฒนาทั่วประเทศหลายอย่าง แม้จะประสบปัญหาด้านการเงิน มีถนน สะพาน ทางรถไฟ โรงพยาบาลและโรงเรยี นผุดขนึ้ เปน็ ดอกเหด็ ทั่วประเทศด้วยงบประมาณแห่งชาติจากกรงุ เทพมหานคร ตาแหนง่ อุปราช ท่ีเพิ่งต้ังใหม่ถูกแต่งตั้งไปประจามณฑลเทศาภิบาล เป็นผู้แทนของพระมหากษัตริย์คอยกากับเร่ืองการปกครองใน จงั หวัดตา่ ง ๆ พระองค์ยังได้ทรงจัดตง้ั กองเสือป่า ซ่ึงเป็นองคก์ ารกาลงั กึง่ ทหารของสยามที่มีการผสมรวม \"คณุ ลักษณะ ที่ดี\" เข้าเพื่อส่งเสริมอุดมการณ์ของชาติ พระองค์ยังทรงจัดต้ังสาขาเยาวชนซึ่งดารงมาถึงปัจจุบันเป็นคณะลูกเสือ แห่งชาติ พระองค์ทรงใช้เวลามากในการพัฒนาขบวนการดังกล่าว ด้วยทรงเห็นว่าเป็นโอกาสท่ีจะสร้างพันธะระหว่าง พระองค์กับพลเมืองที่จงรกั ภักดี เหล่าอาสาสมคั รท่ีตั้งใจสละชพี เพ่ือชาติและพระมหากษตั ริย์ นอกจากน้ยี งั เปน็ หนทาง หน่ึงที่พระองค์จะเลือกและให้เกียรติแก่ผู้ที่พระองค์โปรด ขบวนการกึ่งทหารดังกล่าวน้ีส่วนใหญ่หายไปเม่ือถึง พ.ศ. 2470 แต่มกี ารฟนื้ ฟูและวิวัฒนามาเปน็ กองอาสารกั ษาดนิ แดน หรือเรียก ลูกเสอื ชาวบา้ น รูปแบบรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวแตกต่างจากรัฐบาลในพระราชชนก ช่วงต้นรัชกาลท่ี 6 พระมหากษัตริย์ใช้คณะของพระราชชนกและกิจวัตรประจาวันของรัฐบาลยังไม่มีการเปล่ียนแปลงกะทันหัน ฉะนั้น กิจการประจาวันท่ีกาลังดาเนินอยสู่ ่วนมากจึงอยใู่ นมือของผู้มีประสบการณ์และความสามารถ ซึ่งบุคคลเหลา่ น้ไี ดท้ าให้ สยามกา้ วหนา้ เชน่ การพฒั นาแผนแหง่ ชาตใิ หก้ ารศึกษาแก่ประชากรทั้งหมด การจัดตัง้ คลินิกทมี่ ีการฉีดวัคซีนป้องกัน โรคฝีดาษฟรี และการขยายทางรถไฟอย่างต่อเนื่อง

22 อย่างไรก็ดี ตาแหน่งอาวุโสค่อย ๆ ถูกแทนท่ีด้วยพรรคพวกของพระมหากษัตริย์ เมื่อถึง พ.ศ. 2458 คณะรัฐมนตรี ครึ่งหนึ่งเป็นหน้าใหม่ ท่ีโดดเด่นเห็นจะเป็นการเข้ามาของเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) แทนสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์ เธอ กรมพระยาดารงราชานุภาพในตาแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย กรมพระยาดารงราชานุภาพลาออกจาก ตาแหน่งดว้ ยเหตผุ ลอยา่ งเปน็ ทางการว่าสุขภาพไมด่ ี แตอ่ ันทจ่ี ริงเป็นเพราะการไมล่ งรอยกับพระมหากษตั ริย์ ใน พ.ศ. 2460 สยามประกาศสงครามกับจักรวรรดิเยอรมันและออสเตรีย-ฮังการี โดยหลักเพ่ือให้เป็นที่ พอใจของอังกฤษและฝรั่งเศส การมีส่วนร่วมในสงครามโลกครั้งท่ีหน่ึงในเชิงสัญลักษณ์ของสยามทาให้ได้ท่ีนั่งในการ ประชุมสันติภาพแวร์ซาย และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการ ต่างประเทศ ทรงใช้โอกาสน้ีอภิปรายเร่ืองการยกเลิกสนธิสัญญาเก่าสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 และการฟื้นฟูอธิปไตย อย่างสมบูรณ์ของสยาม สหรัฐอเมริกาตกลงยกเลิกสนธสิ ัญญาเหล่าน้ันใน พ.ศ. 2463 ขณะท่ีฝรั่งเศสและองั กฤษชะลอ ออกไปกระท่ัง พ.ศ. 2468 ชยั ชนะนี้ทาให้พระมหากษตั รยิ ไ์ ดร้ ับความนิยมบ้าง แต่ความนิยมในพระองคไ์ ด้ลดลงไปจาก ความไม่พอใจในประเด็นอ่ืน เช่น ความฟุ่มเฟือย ซ่ึงกลายมาเป็นที่สังเกตได้เมื่อภาวะเศรษฐกิจตกต่าอย่างรุนแรงหลัง สงครามส่งผลกระทบต่อสยามใน พ.ศ. 2462 พระองคไ์ ม่มีทายาทที่เป็นโอรส ฉะนัน้ เมือ่ พระองค์เสด็จสวรรคตอย่าง กะทันหันเมื่อ พ.ศ. 2468 ด้วยพระชนมายุเพียง 44 พรรษา สถาบันพระมหากษัตริย์ก็อยู่ในสภาพท่ีอ่อนแอแล้ว พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา้ เจ้าอยหู่ วั พระอนชุ า เสดจ็ ข้นึ ครองราชย์สืบตอ่ มา แตกต่างจากพระเชษฐา พระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจ้าอยหู่ ัวทรงอา่ นเอกสารสาคัญของรัฐแทบท้ังหมด ท่ีผ่านมาทางพระองค์อย่างขันแข็ง ภายในครึ่งปี มีรัฐมนตรีท่ีพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแต่งต้ัง 12 คน เหลือเพียง 3 คน ที่เหลือถูกแทนที่ด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ในแง่หนึ่ง การแต่งตั้งนี้ทาให้ผู้ท่ีมีความสามารถและ ประสบการณ์กลับมาดารงตาแหน่ง แตอ่ ีกแง่หน่ึง เป็นการส่งสัญญาณถึงการหวนคืนสู่คณาธิปไตยโดยราชวงศ์ ชัดเจน วา่ พระองค์ทรงต้องการแสดงถึงขอ้ แตกต่างอยา่ งชดั เจนกบั รัชกาลที่ 6 ทถ่ี ูกทาให้เสียความนา่ เชื่อถือ และตัวเลอื กผ้มู า ดารงตาแหน่งสาคัญเหมือนจะถูกชี้นาโดยพระราชประสงค์ท่ีจะฟื้นฟูรัฐบาลแบบพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว มรดกเริ่มต้นที่พระองค์ทรงได้รับจากพระเชษฐา คือ ปัญหาชนิดที่กลายมาเร้ือรังในรัชกาลที่ 6 ปัญหา เร่งด่วนท่ีสุด คือ เศรษฐกิจ การเงินของรัฐอยู่ในความยุ่งเหยิง งบประมาณติดลบอย่างหนัก และบัญชีของ พระมหากษัตริย์เต็มไปด้วยหน้ีสินและธุรกรรมท่ีน่าสงสัย และการที่ประเทศที่เหลือในโลกต่างประสบภาวะเศรษฐกิจ ตกตา่ ครัง้ ใหญ่หลงั สงครามโลกครั้งทห่ี นง่ึ ก็มไิ ดช้ ว่ ยใหส้ ถานการณ์ดีขึ้น พระราชกรณียกิจแรก ๆ ของพระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจ้าอย่หู ัว คือ ทรงต้ังอภิรัฐมนตรีสภา เป็น นวตั กรรมเชงิ สถาบนั มีเจตนาเพ่ือฟื้นฟูความความเชื่อมนั่ ในพระมหากษัตริย์และรฐั บาล คณะองคมนตรนี ี้ประกอบดว้ ย พระบรมวงศานวุ งศ์ทม่ี ีประสบการณแ์ ละทรงพระปรีชาสามารถ รวมทงั้ กรมพระยาดารงราชานุภาพ เสนาบดี

23 กระทรวงมหาดไทยทด่ี ารงตาแหน่งมาอย่างยาวนานด้วย เจ้านายเหลา่ นี้ค่อย ๆ ถือสทิ ธเ์ิ พิ่มอานาจโดยผกู ขาดตาแหน่ง รฐั มนตรหี ลกั ทั้งหมด เจ้านายหลายพระองคร์ ู้สึกวา่ เป็นหน้าทีข่ องพวกตนทต่ี ้องแก้ไขข้อผิดพลาดในรชั กาลก่อน แต่ โดยท่วั ไปไมเ่ ป็นทีช่ ่ืนชอบนัก ดว้ ยการช่วยเหลือของอภริ ฐั มนตรนี ้ี พระมหากษตั ริย์ทรงฟ้ืนฟูเสถียรภาพเศรษฐกิจ แมจ้ ะดว้ ยปรมิ าณการลด ขา้ ราชการจานวนมากและการตดั เงินเดอื นข้าราชการที่ยังเหลืออยู่ ซงึ่ ทาให้เกิดความไม่เป็นท่นี ยิ มอย่างมากในหมู่ เจา้ หน้าที่ของรัฐอย่างชัดเจน และเปน็ หนงึ่ ในชนวนเหตุของการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 จากนน้ั พระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจา้ อยู่หวั ทรงหนั ความสนพระทยั ไปยังปญั หาอนาคตการเมืองในสยาม พระองค์ ทรงไดร้ ับแรงบันดาลใจจากตัวอยา่ งองั กฤษ มพี ระราชประสงค์ใหส้ ามญั ชนมสี ทิ ธ์มิ ีเสียงในการงานของประเทศโดยการ ตั้งรฐั สภา มีพระบรมราชโองการให้ร่างรัฐธรรมนญู แต่พระราชประสงค์ของพระองค์ทรงถูกทป่ี รึกษาปฏิเสธ เพราะ รู้สึกว่าประชาชนยังไม่พร้อมสาหรับประชาธิปไตย เม่อื เดือนเมษายน พ.ศ. 2475 พระองค์ทรงตกลงจะนารฐั ธรรมนูญมาใช้ ซึง่ พระองคจ์ ะทรงแบง่ พระราช อานาจกับนายกรฐั มนตรี แตย่ ังไมเ่ พียงพอสาหรับกลมุ่ หัวรนุ แรงในกองทัพ วันท่ี 24 มิถุนายน ปเี ดียวกนั ขณะที่ พระมหากษัตริย์แปรพระราชฐาน ณ ชายทะเล กองทหารกรงุ เทพมหานครก่อการกาเริบและยึดอานาจ นาโดย ผู้กอ่ การ 49 คน และเป็นการสิน้ สุดประวัติศาสตร์รตั นโกสินทร์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธริ าชย์ 150 กวา่ ปี. อาณาจักรรัตนโกสินทร์ยังคงใช้ระบบไพร่ตามอาณาจักรอยุธยาและอาณาจักรธนบุรี แต่พบว่าจานวน ประชากรในอาณาจักรเพ่ิมมากขึ้น ระยะเวลาการเกณฑ์แรงงานไพร่จึงลดลงเหลือ 4 เดือนต่อปี และ 3 เดือนต่อปีใน รชั สมัยพระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหล้านภาลัย ทัง้ น้ี ทางการได้หันไปจา้ งแรงงานกุลีจากจีนมาทางานมากกว่าการใช้ ไพร่

24 # รชั สมัย วันที่ ดนิ แดน ให้ เนอ้ื ท่ี (ตร.กม.) 1 รชั กาลท่ี 4 15 กรกฎาคม พ.ศ. แควน้ เขมร และเกาะอีก 6 เกาะ กมั พชู าในอารกั ขาของ 124,000 2410 ฝร่งั เศส (ฝร่ังเศส) 2 รชั กาลท่ี 5 22 ธนั วาคม พ.ศ. สบิ สองจุไทและหวั พนั ห้าทง้ั หก อินโดจีนของฝรั่งเศส 87,000 2431 3 รัชกาลที่ 5 27 ตุลาคม พ.ศ. ดนิ แดนฝง่ั ซ้ายแมน่ า้ สาละวนิ (5 บรติ ิชราช 30,000 2435 เมืองเงี้ยว และ 13 เมอื งกะเหร่ียง) วนั ท่ี ดินแดนพพิ าท เนือ้ ท่ี รฐั คู่พิพาท หมายเหตุ สนธิสญั ญาสยาม–ฝรัง่ เศส ร.ศ. 112 (Traité 3 ตลุ าคม ดินแดนฝัง่ ซ้ายแมน่ า้ โขง 143,000 อินโดจีนของ franco-siamois du 3 octobre 1893) พ.ศ. 2436 และ ราชอาณาจักรลาว ฝรั่งเศส สนธิสญั ญาสยาม–ฝรั่งเศส ร.ศ. 122 12 ดินแดนฝัง่ ขวาแมน่ ้าโขง 25,500 อินโดจีนของ พฤษภาคม (จาปาศักดิ์ ไชยบรุ ี) ฝรง่ั เศส หนังสือสัญญาระหว่างกรุงสยามกบั กรุง พ.ศ. 2446 ฝร่ังเศส ลงวนั ท่ี 23 มนี าคม รัตนโกสนิ ทรศก 125[4] 23 มีนาคม พระตะบอง เสยี ม 51,000 อินโดจนี ของ พ.ศ. 2450 ราฐ ศรีโสภณ ฝร่งั เศส (ฝร่ังเศส) สัญญาในระหวา่ งกรุงสยามกับกรุงองั กฤษ[5] 10 มนี าคม ไทรบุรี ปะลสิ กลัน 38,455 สหภาพมาลา อนสุ ญั ญาสนั ติภาพระหวา่ งประเทศไทยกับ พ.ศ. 2452 ตนั ตรังกานู ยา (องั กฤษ) ฝรัง่ เศส[6] 9 พฤษภาคม จาปาศักดิ์ ไชยบรุ ี พระ 51,326 อนิ โดจีนของ แถลงการณ์ เร่ือง ได้คืนเกาะดอนตา่ ง ๆ ใน พ.ศ. 2484 ตะบอง เสยี มราฐ ฝรง่ั เศส ลาแม่นา้ โขง ตามความตกลงกาหนดเสน้ ทาง 30 กันยายน เกาะดอนตา่ งๆ ในแม่น้า ? อนิ โดจีนของ พ.ศ. 2484 โขง 77 แห่ง ฝรั่งเศส

25 เนอื้ ท่ี รัฐค่พู ิพาท หมายเหตุ วนั ที่ ดนิ แดนพพิ าท อนิ โดจีนของ เขตต์แดนช่ัวคราวระหว่างประเทศไทยกับอิน ฝรัง่ เศส โดจีนฝร่งั เศส[7] จาปาศกั ด์ิ ไชยบุรี พระ ความตกลงระงบั กรณรี ะหวา่ งประเทศไทย 9 ธันวาคม ตะบอง เสียมราฐ ? และประเทศฝรัง่ เศส (อนสุ ัญญาโตเกยี ว)[8] พ.ศ. 2489 และเกาะดอนตา่ งๆ ใน แมน่ ้าโขง 77 แห่ง เมอ่ื วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2450 (พ.ศ. 2449 เดมิ ) รฐั บาลสยามและรัฐบาลฝรั่งเศสไดร้ ว่ มกนั ลงนามใน หนงั สอื สัญญาระหวา่ งกรุงสยามกบั กรุงฝร่ังเศส ลงวันที่ 23 มีนาคม รตั นโกสินทรศก 125 พร้อมด้วยสัญญาว่า ด้วยปกั ปนั เขตร์แดน ตดิ ทา้ ยหนงั สือสัญญาลงวันท่ี 23 มีนาคม รตั นโกสนิ ทรศก 125 ซ่งึ ลงนามโดยสมเดจ็ พระ เจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาเทวะวงศว์ โรปการและนายวี คอลแลง (เดอ ปลังซี) โดยมีเน้อื หาสาระสาคญั ดงั ต่อไปน้ี • รฐั บาลสยามยอมยกดนิ แดนเมอื งพระตะบอง เมืองเสยี มราฐ กบั เมืองศรีโสภณ ให้แกก่ รุงฝรงั่ เศส (ข้อ 1) • รฐั บาลฝร่ังเศสยอมยกดนิ แดนเมืองด่านซา้ ย และเมืองตราด กับท้งั เกาะทัง้ หลายซ่ึงอยู่ภายใตแ้ หลมลิงไป จนถงึ เกาะกดู น้ันใหแ้ กก่ รุงสยาม (ขอ้ 2) เม่อื วันท่ี 10 มีนาคม พ.ศ. 2452 (พ.ศ. 2451 เดมิ ) รฐั บาลสยามและรัฐบาลองั กฤษไดร้ ่วมกันลงนามในสญั ญาใน ระหว่างกรุงสยามกบั กรุงอังกฤษ และสัญญาว่าด้วยเขตรแดน ติดท้ายหนังสอื สญั ญาลงวนั ที่ 10 มนี าคม รัตนโกสนิ ทรศ์ ก 127 คฤสตศกั ราช 1909 ซ่ึงลงนามโดยสมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโร ปการและนายราลฟ์ แปชยิด โดยมเี นอื้ หาสาระดังต่อไปน้ี • รฐั บาลสยามยอมโอนเมอื งกลันตัน เมอื งตรงั กานู เมอื งไทรบุรี เมอื งปลิศ และเกาะท่ีใกล้เคียงเมือง เหล่านั้นให้แก่รฐั บาลองั กฤษเพอ่ื ยกเลกิ สิทธิสภาพนอกอาณาเขต(สนธิสัญญาเบาว์ริง)

26 ภายหลงั กรณีพิพาทอินโดจีน เมื่อวันท่ี 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 รัฐบาลไทยและรฐั บาลฝรง่ั เศสได้ร่วมกนั ลงนามใน อนสุ ญั ญาสันติภาพระหวา่ งประเทศไทยกับฝรัง่ เศส ณ กรุงโตเกยี ว โดยมีเนือ้ หาสาระสาคัญดงั ต่อไปนี้  เขตแดนระหว่างประเทศไทยกบั อินโดจนี ฝร่งั เศสจากเหนือลงมาใหเ้ ป็นไปตามแม่นา้ โขงต้งั แต่จุดท่รี วมแห่ง เขตแดนประเทศไทย อินโดจนี ฝร่งั เศส และพม่า [สามเหลย่ี มทองคา] จนถงึ จุดทีแ่ มน่ ้าโขงตดั เส้นขนานท่ีสิบ ห้า [บริเวณเมืองจาปาศักดิ์]  ใช้เส้นกลางรอ่ งน้าเดนิ เรอื ทีส่ าคัญยิ่งเปน็ เขตแดน แต่เกาะโขงยังคงเป็นของอินโดจนี ฝร่งั เศส ส่วนเกาะโขนตก เปน็ ของประเทศไทย  เขตแดนจะลากต่อไปทางใต้ บรรจบกับเสน้ เท่ยี งซ่ึงผ่านจดุ ที่พรมแดนระหว่างจังหวัดเสยี มราฐกับจังหวัดพระ ตะบองจดทะเลสาบ (ปากน้าสตึงกมบต) [บริเวณเมืองธาราบรวิ ตั ร์ ตรงขา้ มเมืองสตงึ แตรง จนถงึ ปากนาสตึง กมบต]  ในทะเลสาบเขมร เขตแดนได้แก่เส้นโค้งวงกลมรัศมี 20 กโิ ลเมตร จากจุดทร่ี ะหวา่ งจงั หวดั เสยี มราฐกับจงั หวดั พระตะบองจดทะเลสาบ (ปากน้าสตึงกมบต) ไปบรรจบจดุ ทพ่ี รมแดนระหว่างจังหวดั พระตะบองกบั จงั หวดั โพธสิ ตั วจ์ ดทะเลสาบ (ปากน้าสตึงดนตรี)  ต่อจากปากนา้ สตึงดนตรีไปทางตะวันตกเฉยี งใต้ เขตแดนใหม่จะเปน็ ไปตามพรมแดนระหว่างจงั หวดั พระ ตะบองกบั จงั หวดั โพธสิ ัตวจ์ นถึงจดุ ที่พรมแดนนบี้ รรจบกับเขตแดนระหวา่ งไทยและอนิ โดจีนฝรงั่ เศส (เขากปู ) ภายใตอ้ นสุ ญั ญาน้ี อาณาเขตทจี่ ะโอนมาเปน็ ของประเทศไทย ประกอบไปด้วยแคว้นหลวงพระบางฝง่ั ขวาแม่น้าโขง แควน้ นครจาปาศักดฝิ์ ่ังขวาแม่น้าโขง เมืองเสียมราฐ และเมืองพระตะบอง โดยมีพืน้ ท่ีรวมประมาณ 51,326 ตาราง กิโลเมตร โดยรัฐบาลไทยไดเ้ ข้าไปจัดระเบยี บการปกครองและบรหิ ารดนิ แดนดงั กล่าวเสมือนดนิ แดนในประเทศไทย เปน็ เวลากว่า 5 ปคี ร่งึ ต่อมาในวนั ท่ี 30 กนั ยายน พ.ศ. 2484 รฐั บาลไทยยงั ไดร้ ับเกาะดอนตา่ งๆ เปน็ จานวนถงึ 77 แห่งในลาแมน่ ้าโขงตาม ความตกลงกาหนดเสน้ เขตต์แดนชวั่ คราวระหว่างประเทศไทยกับอินโดจีนฝร่ังเศส ภายหลงั สงครามโลกครงั้ ท่ี 2 เมื่อวนั ท่ี 9 ธนั วาคม พ.ศ. 2489 รฐั บาลไทยและรฐั บาลฝร่งั เศสไดร้ ่วมกันลงนามใน ความตกลงระงบั กรณีระหวา่ งประเทศไทยและประเทศฝร่ังเศส โดยมีเนอ้ื หาสาระสาคัญดงั ตอ่ ไปน้ี  อนสุ ัญญากรุงโตเกียว ฉบับวันท่ี 9 พฤษภาคม ค.ศ. 1941 เปน็ อันยกเลิก และสถานภาพกอ่ นอนสุ ญั ญานนั้ เป็นอนั กลับสถาปนาข้นึ

27 https://th.wikipedia.org/wiki/อาณาจักรรตั นโกสนิ ทร์_ (สมยั สมบูรณาญาสทิ ธริ าชย์) https://sites.google.com/a/srisawat.ac.th/prawatisastr-thiy/home/smay-ratnkosinthr-txn-tn