ISSUE 04 APRIL 2021 อาหารไทย ของวา่ ง ขนมไทย อ ง ค์ ค ว า ม รู้ ภู มิ ป ญ ญ า ท้ อ ง ถิ น อาหารไทย แกงสิงหล แกงมัสมันเม็ดบัว ของวา่ ง การเวกสอดสี ประทัดลม ช่อม่วง ขนมไทย ทองพลุ ขนมปนขลิปไส้ปลา ขนมปนสิบ ขนมสัมปนนี ขนมเกสรลําเจียก ข้าวหมาก ขนมเทศกาลงานบุญ คณะวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ขนมหัวไชเท้า ข้าวเหนียวแดง มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลตะวนั ออก กาละแม ข้าวตู ขนมเผือกกวน ขนมไข่เต่า
คํานํา เปนทีทราบกันดีว่าบรรพบุรุษของไทยเราได้สรา้ งและสืบทอดสิงดี ๆ ไว้มากมาย ไม่ว่าจะเปนด้านศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี รวมถึงอาหารไทย โดยอาหารไทยเปนทีรูจ้ ักไปทัวโลก และได้รบั การ ยกย่องว่าอรอ่ ยทีสุด เปนอาหารทีได้ชือว่าดีต่อสุขภาพเพราะอุดมไปด้วยสมุนไพรอันเปนประโยชน์ คงไม่ผิดถ้า จะบอกว่าอาหารไทยคือมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศ เปนสิงลําค่าทีลูกหลานไทยพึงรกั ษาให้คงอยู่อย่าง ยังยืน จึงมีความจาํ เปนเรง่ ด่วนทีคนไทยทุกคนต้องช่วยกันอนุรกั ษ์อาหารไทย เพราะคนไทยจาํ นวนไม่น้อยไม่ นิยมบรโิ ภคอาหารประจาํ ชาติแล้ว ประกอบกับปจจุบันนีโลกยุคใหม่เปลียนแปลงอย่างรวดเรว็ การส่งผ่าน ข้อมูลในยุคดิจิตอลอาจทําให้ความเข้าใจเรอื งอาหารไทยผิดเพียนไป อาหารไทยทีคนต่างชาติชืนชอบ ถูกใจ รสชาติ บางทีก็ถูกปรบั เปลียนไปจนเกือบไม่เหลือสูตรเดิม ทําให้คนทีไม่ชาํ นิชาํ นาญเรอื งอาหารไทยไม่สามารถ แยกแยะได้ว่าจานไหนคือรสชาติต้นตํารบั หรอื จานไหนคือของทีทําเสมือน ดังนันคนไทยทุกคนควรตระหนักใน คุณค่าและเอกลักษณ์ของตํารบั อาหารไทยแท้ ซึงเปนทังศาสตรแ์ ละศิลป รวมทังภูมิปญญาในการนาํ วัตถุดิบ พืนบ้านมาแปลงเปนอาหารหรอื ผลิตภัณฑ์เพือสุขภาพและความงาม ดังนันคณะวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี จึงจัดกิจกรรมนอกหลักสูตร เสรมิ ทักษะการเปนบัณฑิตทีพึง ประสงค์ในศตวรรษที 21 ให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพในทักษะวิชาชีพ ประยุกต์ใช้ความรูแ้ ละทักษะในการแก้ ปญหาในการทํางานรว่ มกับผู้อืน เสรมิ ทักษะการเปนผู้ประกอบการ สืบสานและอนุรกั ษ์ภูมิปญญาไทย จัด โครงการทํานุบาํ รุงศิลปะและวัฒนธรรม อาทิ โครงการสืบสานภูมิปญญาไทย วิถีใหม่สู่สากล โครงการการ รวบรวมสูตรตํารบั ขนมเทศกาลงานบุญ กรณีศึกษาวัดราษฏรศ์ รทั ธา ท้ายดอน ตําบลเหมือง อําเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ขึนเพือให้นักศึกษาความรูค้ วามเข้าใจในอาหารไทย ขนมไทย อาหารว่าง และภูมิปญญาไทย พรอ้ มทังจัดทําเอกสารรวบรวมองค์ความรูภ้ ูมิปญญาท้องถินอาหารไทย ขนมไทย อาหารว่าง เพือใช้เปนข้อมูล การศึกษาและอนุรกั ษ์ภูมิปญญาท้องถินสืบไป ฝายกิจการนกั ศึกษาและกิจการพเิ ศษ คณะวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
สารบญั อาหารไทย 02 แกงสงิ หล 04 แกงมสั มนั 10 ชอ่ มว่ ง ของวา่ ง 21 07 การะเวกสอดสี 08 ประทัดลม 11 ชอ่ มว่ ง ขนมไทย 13 ทองพลุ 16 ขนมปนขลิบ 18 ขนมสมั ปนนี 19 ขนมเกสรลําเจยี ก 20 ขา้ วหมาก ขนมเทศกาลงานบุญ 27 22 ขนมหัวไชเท้า ขา้ วเหนียวแดง การบรู ณาการโครงการ 23 กาละแม ทํานบุ าํ รงุ ศิลปะและ 24 ขา้ วตู ขนมเผอื กกวน วฒั นธรรมกบั การเรยี นการ ขนมไขเ่ ต่า สอน 25
อาหารไทย THAI FOOD อาหารไทย เปนอาหารประจาํ ของประเทศไทย ทีมีการ สังสมและถ่ายทอดมาอย่างต่อเนืองตังแต่อดีตจนถึง ปจจุบัน จนเปนเอกลักษณ์ประจาํ ชาติ ถือได้ว่าอาหาร ไทยเปนวัฒนธรรมประจาํ ชาติทีสาํ คัญของประเทศไทย
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 02 แกงสงิ หล แกงสงิ หล เปนของชนกล่มุ นอ้ ยกล่มุ หนงึ ชอื ชาวสงิ หล ซงึ อาศัยอยูใ่ นพมา่ และไดล้ ีภัยมาอยูป่ ระเทศไทยในสมยั รชั กาลที อาหารไทยทีรบั อิทธพิ ลมาจากต่างชาติก็มไี มน่ อ้ ย ดงั เชน่ ขนม 1 เดมิ ทีใชส้ าํ หรบั รบั แขกบา้ นแขกเมอื ง เมอื ยา้ ยถินมาอยูไ่ ทย ไทยหลาย ๆ ชนดิ ทีดดั แปลงจากขนมของโปรตเุ กสตังแต่สมยั ชาวสงิ หล จะทําแกงชนดิ นเี มอื มงี านเลียงและงานรนื เรงิ ต่าง กรงุ ศรอี ยุธยา หรอื อาหารคาวอยา่ งเชน่ “แกงสงิ หล” ซงึ ๆ ลักษณะเดน่ ของแกงสงิ หล คือ เปนแกงชนดิ เดยี วทีไมม่ ผี กั สนั นษิ ฐานวา่ เขา้ มาแผน่ ดนิ สยามโดยชาวสงิ หลทีอพยพจาก จาํ พวกหนอ่ ไม้ มะเขอื อยา่ งแกงทัวไป แต่ใสใ่ บเตยกับผกั ชลี าว ประเทศศรลี ังกาทีมาตังรกรากในไทยเมอื ครงั ต้นกรงุ ซงึ มเี ฉพาะในแกงชนดิ นี รตั นโกสนิ ทร์ ในสมยั รชั กาลที 2 เรอื ง : เดมิ ทีแกงชนดิ นมี เี ครอื งเทศเปนสว่ นประกอบมากมาย เพอื https://goodlifeupdate.com/healthy- ดบั กลินสาบของเนอื แกะ เนอื แพะ แต่เนอื งจากเครอื งเทศใน food/216327.html สมยั นนั มรี าคาทีแพงมากเพราะต้องนาํ เขา้ อีกทังเครอื งแกง https://www.thairath.co.th/news/895402 เดมิ ยงั มกี ลินแรงมาก ชาวสยามสมยั นนั ก็ไมน่ ยิ มกินเนอื แกะ เนอื แพะ จงึ คิดดดั แปลงดว้ ยการลดเครอื งเทศบางชนดิ ลงให้ พอเหมาะ ใหม้ รี สชาติตามแบบตํารบั ไทย และยงั เพมิ เครอื ง เทศของไทยเขา้ ไปเพอื ปรบั รสชาติใหถ้ กู ปากดว้ ย
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 03 แกงสิงหล ส ว น ผ ส ม อ่ื น ๆ ส ว น ผ ส ม สะโพกไกสับเปนช้ิน 2 ช้ิน หัวกะทิ 1 ถวยตวง เกลือปน 1/2 ชอนชา หางกะทิ 1 ถวยตวง ใบเตยหั่นยาว 3 น้ิว 2 ใบ ลูกผักชีคั่ว 1 ชอนชา ใบผักชีลาวหั่นยาว 1 น้ิว 2 ตน กระเทียมซอยหยาบ 2 ชอนโตะ ยี่หราคั่ว 1/2 ชอนชา หอมแดงซอยหยาบ 1 ชอนโตะ ลูกจันทนค่ัว 1 ชอนชา พริกไทยเม็ด 1 ชอนชา วิ ธี ทาํ พริกช้ีฟาแหงและเม็ดแชน้าํ 5 เม็ด ขาหั่นฝอย 1 ชอนชา 1. โขลกพริกแกงท้ังหมดใหละเอียด 2. นําหัวกะทิ 3/4 ถวยตวง และหางกะทิ ใสหมอ ใสพริกแกง กะป 1 ชอนชา สวนผสมท้ังหมด และสวนผสมน้ําปรุงรส เคี่ยวไฟออน ๆ ให ส ว น ผ ส ม นาํ้ ป รุ ง ร ส สวนผสมเขากันดี และแกงมีลักษณะน้ําขลุกขลิกเหมือน พะแนง ใสหัวกะทิที่เหลือ 1/4 ถวยตวงแลวยกลง น้ําปลา 2 ชอนโตะ น้ําตาลปบ 1 ชอนโตะ พลงั งานตอหนึ่งหนวยบริโภค 948.06 กิโลแคลอรี โปรตีน 39.35 กรัม ไขมัน 79.70 กรัม คารโบไฮเดรต 26.04 กรมั ไฟเบอร 0.47 กรมั
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 04 แกงมสั มนั มสั มนั หมายถึง ชอื แกงชนดิ หนงึ เปนแกงเผด็ อยา่ งมุสลิม ปรงุ ดว้ ยเครอื งเทศ แกงมัสมัน เปนอาหารประเภทแกงทีได้รับอิทธิพลมาจากอาหารมลายู ชาวไทยมุสลิมเรียกแกงชนิดนีว่า ซาละหมัน แกง มัสมันแบบมุสลิมไทยออกรสหวานในขณะทีตํารับดังเดิมของชาวมุสลิมออกรสเค็มมัน ในไทยมีวิธีการทําสองแบบคือ แบบ ไทย นาํ พริกแกงมี พริกแห้ง ข่า ตะไคร้ หอม กระเทียม ลูกผักชี ยีหร่า ดอกจันทน์ กานพลู ปรุงรสให้หวานนาํ เค็มและอม เปรียว เปนแกงมีนาํ มากเพือรับประทานกับข้าว อีกแบบเปนแบบมุสลิม นาํ ขลุกขลิก ใช้จิมขนมปงหรือโรตี ในนาํ พริกแกงไม่ ใส่ข่า ตะไคร้ ส่วนผสมทีเปนพริกแห้ง หอม กระเทียม ถัวลิสงจะทอดก่อน ใส่ผงลูกผักชี ยีหร่า ใส่มันฝรัง บางสูตรใส่มะเขือ ยาว ก่อนจะมีมันฝรังมาปลูกแพร่หลายในไทยจะนิยมใส่มันเทศ สันนิษฐานว่าคําว่า \"มัสมัน\" มาจากภาษาเปอร์เซียคําว่า ( ﻣﺴﻠﻤﺎنมุสลิมมาน) ซึงหมายถึง ชาวมุสลิม มัสมันแกงแก้วตา หอมยีหร่ารสร้อนแรง ชายใดได้กลืนแกง แรงอยากให้ใฝฝนหา แกงมสั มนั จดั เปนอาหารชนดิ แรกทีปรากฏในกาพยเ์ หเ่ รอื ชมเครอื งคาวหวาน พระราชนพิ นธใ์ นพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในชว่ งต้น กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ ความวา่ แกงไก่มัสมันเนือ นพคุณพีเอย หอมยีหร่ารสฉุน เฉียบร้อน ชายใดบริโภคพิศวาส หวังนา แรงอยากยอหัตถ์ข้อน อกให้หวนแสวง บทพระราชนิพนธ์ \"กาพย์เห่เรือชมเครืองคาวหวาน\" ในรัชกาลที 2 เรอื ง :
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 05 แกงมัสม่ันเม็ดบัว เ ค รื่ อ ง เ ท ศ ท่ี ค่ั ว ร ว ม กั น ส ว น ผ ส ม ยี่หรา ลูกผักชี ไก, เนื้อวัว, หมู พริกไทย มันฝรั่ง หรือมันเทศ อบเชย หอมหัวใหญ ลูกกระวาน (แกะเม็ดขางในออกมาค่ัว) เม็ดบัว ลูกจันทน (แกะเปลือกแข็งดานนอกออกกอน) กะทิ (ใชท้ังหัวและหางกะทิ) ดอกจันทน เกลือ กานพลู น้าํ ปลา น้าํ ตาลมะพราว เ ค รื่ อ ง เ ท ศ ท่ี ใ ส ล อ ย ใ น น้ํา แ ก ง น้ํามะขามเปยก น้ํามันราํ ขาว หรือ น้าํ มันมะพราว ใบกระวาน ลูกกระวาน(ใสท้ังลูก) เ ค รื่ อ ง แ ก ง เ ต รี ย ม เ ค ร่ื อ ง แ ก ง พริกแหง (แกะเม็ดออก แชน้าํ ใหนุม) หอมแดงเผา โขลกพริกแหงกับเกลือใหละเอียด แลวใสขา ตะไคร ลงไปโขลก กระเทียมเผา ตามดวย หอม กระเทียม ขา โขลกตอใหละเอียด แลวใสเครื่องเทศที่คั่วรวมกันลงไปโขลกให ตะไคร เขากันดี นําไปผัดกับน้าํ มันใหหอม วิ ธี ทาํ 1. ต้ังกะทะดวยไฟปานกลาง นําหัวกะทิลงไปเคี่ยวจนหัวกะทิแตกมัน ใสเครื่องพริกแกงมัสม่ันลงไปผัดใหหอม 2. ใสเนื้อไกลงไปผัด สังเกต พอหนังไกเริ่มตึง ใสเม็ดบัว อบเชย โปยกั๊ก ลงไปผัดใหเขากัน 3. เติมหางกะทิลงไป คนใหเขากันเรงไฟแรงใหน้าํ แกงเดือด 4. ชิมปรุงรสตามชอบดวยน้ําปลา น้ํามะขามเปยก และน้าํ ตาลปบ แต ตองได 3 รส เปร้ียว เค็ม หวาน 5. คอยปรับไฟปานกลางใหเดือดเบา ๆ เคี่ยวตอ 20 นาที จนไกสุกนุม 6. ใสมันฝรั่ง หอมหัวใหญ ลงไป ปรับไฟใหพอเดือดเบา ๆ เคี่ยวตอ ประมาณ 10 นาที จนมันฝร่ังสุกนุม 7. ตักแกงมัสมั่นใสชามพรอมเสิรฟ
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 06 ของวา่ ง THAI SNACK ของว่าง หรอื อาหารว่าง หรอื ทีถูกต้องคนไทยในสมัยก่อน เรยี กว่า เครอื งว่าง หมายถึง อาหารระหว่างมือ เปนอาหาร ประเภทเบา ๆ มีปรมิ าณอาหารน้อยกว่าอาหารประจาํ มืออาจจะเปนอาหารนาํ หรอื อาหารแห้ง มีทังคาวและหวาน หรอื เปน อาหารชินเล็ก ๆ ขนาดพอคํา หยิบรบั ประทานได้ง่าย จัดให้สวยงามน่ารบั ประทานเปนทังอาหารไทยและอาหารนานาชาติ หรอื รบั ประทานควบคู่กับเครอื งดืมรอ้ น หรอื นาํ ผลไม้อย่างใดอย่างหนึง ประวัติความเปนมา 1. อาหารว่างไทยสมัยโบราณ อาหารว่างไทยมีมานานตังแต่สมัยโบราณ แม่บ้านสมัยก่อนใช้เวลาว่างในการทําอาหารว่างเก็บไว้ โดยใช้วัสดุทีเหลือจาก อาหารมือหลักให้เปนประโยชน์ และใช้วัสดุทีมีมากในฤดูกาลมาประกอบเปนอาหารว่าง เช่น ข้าวตังหน้าตัง เมียงลาว เมียงส้ม ข้าวตู ข้าวตอกตัง ข้าวเม่าหมี ขนมจีบ ปนสิบทอด ฯลฯ เมือมีการต้อนรบั แขกก็จะนาํ อาหารออกมาเลียงแขก พรอ้ มกับเสิรฟ์ นาํ ผลไม้หรอื นาํ เย็นลอยดอกมะลิ ต่อมามีการพบปะติดต่อกับคนต่างชาติ รบั เอาวัฒนธรรมของชาติต่างๆ เข้ามา จีนเปนชนชาติทีใกล้ชิดกับไทยมาก วัฒนธรรมของจีนนิยมดืมชา ชงดืมรอ้ น ๆ ตลอดวัน ใช้ดืมเองและเลียงแขก ด้วย เสิรฟ์ พรอ้ มขนมหวาน อาหารว่างทีเปนขนมของจีนได้แก่ ขนมงาตัด ถัวตัด ขนมเปยะ ขนมโก๋อ่อน ฟกเชือม อาหาร ว่างทีเปนของคาว ได้แก่ ซาลาเปา ขนมกุยช่าย ขนมจีบ ฯลฯ 2. อาหารว่างไทยสมัยปจจุบัน ในปจจุบันอาหารว่าง มีความจาํ เปนโดยเฉพาะคนทีต้องเดินทางไกลระหว่างบ้านกับทีทํางาน รวมทังเด็กๆทีต้องไป โรงเรยี น จึงควรต้องรบั ประทานอาหารระหว่างมือ อาหารว่างควรเปนอาหารทีย่อยง่าย ทําง่าย รบั ประทานแล้วไม่อิมจน เกินไป และสะดวกทีจะรบั ประทาน ไม่ยุ่งยากในเรอื งของภาชนะและการจัดเสิรฟ์ ควรเปนอาหารทีเปนชินเปนคํา หรอื ถ้วย เล็กๆ ซึงรบั ประทานได้สะดวก แต่ต้องคํานึงด้วยว่าอาหารว่าง ควรจะประกอบด้วยอาหารหลายอย่าง เช่น แปง ไข่ นาํ ตาล นม ผัก ผลไม้ เพือให้ได้คุณค่าอาหารครบ เครอื งดืมจะเปนรอ้ นหรอื เย็นก็ได้ แล้วแต่โอกาสและสถานที เรอื ง : https://infothaifood.wordpress.com/
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 07 การะเวกสอดสี วิ ธี ทาํ ส ว น ผ ส ม 1. ผสมเนื้อหมู เนื้อกุง กับสวนผสมสามเกลอที่โขลกไวแลว (ราก ผักชี พริกไทย และกระเทียม) นวดจนเปนเนื้อเดียวกัน ตามดวย เนื้อหมูสับหรือบดละเอียด เครื่องปรุงรส นวดจนเหนียวดี ใสผักชีห่ันฝอย แลวนาํ ไปหุม กุนเชียงขนาดกลาง กุนเชียงใหมิด กุงสดสับละเอียด ไขเปด 2. ตอกไขเปดตีใหเขากัน จากน้ันนํามาทอดเปนแผนบาง ๆ นาํ ไปหอ ผักชีหั่นฝอย กับสวนผสมที่นวดเอาไว พันหัวทายหรือมวนใหแนน นาํ ไปนึ่งใน ซีอิ๊วขาว น้ําเดือด 10 นาที ยกลงพักไวใหเย็น รากผักชี พริกไทย กระเทียม น้ํามันพืช สาํ หรับทอด 3. นําไปชุบแปงทอด ทอดในน้าํ มันที่รอน ใชไฟกลาง จนเหลือง ผักกาดหอม ผักชี สาํ หรับรับประทานคูกัน กรอบ ตักขึ้นใหสะเด็ดน้าํ มัน พักไวใหเย็น น้าํ จ้ิมไก น้ําจิ้มบวย ซอสพริก หรือซอสมะเขือเทศ 4. การจัดตองหั่นเฉียง จัดเสิรฟพรอมน้าํ จิ้ม ส ว น ผ ส ม แ ป ง ชุ บ ท อ ด แปงขาวเจา น้าํ ปูนใส วิ ธี ทาํ แ ป ง ชุ บ ท อ ด นวดแปงขาวเจา กับน้ําปูนใส จนแปงเนียน เทน้าํ ปูนใสสวนที่เหลือไปละลายแปง
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 08 ประทัดลม (Crispy Fried Tofu Stuffed with Minced Pork and Shrimp) ประทัดลมเปนขนมเชอื สายไทยครงึ จนี เปนอาหารไวท้ านเวลาวา่ ง มคี วามเปนจนี ผสมมาดว้ ยก็เพราะวา่ ด้านนอกตรงตัว หอ่ ไสข้ นมเปนฟองเต้าหู้ และนําไปทอด จรงิ ๆ แล้วขนมประทัดลมมมี าตังแต่สมยั ราชกาลที 5 ขนมประทัดลม ทําคล้าย ๆ กับ พลหุ รอื ประทัด คนในสมยั ก่อนจงึ เรยี กวา่ ประทัดลม แต่ยงั มอี ีกชอื ทีสามารถเรยี กได้ เหมอื นกันคือ ชกั เปยะ แต่เราจะไมค่ ่อยเรยี กชกั เปยะเพราะวา่ ชกั เปยะจะใชแ้ ผน่ ปอเปยะหอ่ ไส้ ชกั เปยะจะเปนเชอื สายไทย ไมผ่ สมจนี ประทัดลมกับชกั เปยะจะแตกต่างกันแค่ตัวหอ่ เรอื ง : https://food.trueid.net/detail/RnWopzBPYx8n
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 09 ประทัดลม วิ ธี ทาํ ส ว น ผ ส ม 1.เตรียมอางผสมใสเนื้อหมู เนื้อกุง มนั หมบู ดลงไปนวดรวมกับสาม เกลอจนเหนียวดี ตามดวยน้าํ ปลา และไขไก พกั สวนผสมไว เนื้อหมูสวนสะโพกบด 200 กรัม เนื้อกุงสับ 150 กรัม 2.ตนหอมมาลวกใหสลด หลงั จากน้ันนอ็ คในน้าํ เยน็ พกั ไวใช มันหมูบด 70 กรัม 3.เตรียมฟองเตาหทู ีแ่ ชน้าํ ไวพกั ข้ึนใหสะเดด็ น้ํา ตัดแตงตามที่ ไขไก รากผักชี กระเทียม พริกไทย 1 ฟอง ตองการ โขลกรวมกัน 1 ชอนโตะ 4.นาํ ไสทีเ่ ราไดโขลกไวแลวมาใสตรงกลาง สวนริมดานลางฟอง ฟองเตาหูแผนใหญแชน้าํ แลวตัดเปนสี่เหลี่ยม 1 แผนใหญ เตาหูและมวนปดไสใหเปนทรงกระบอกยาว ๆ นําตนหอมที่พกั ไว น้ําปลา ฉีกใหเปนเสนแลวนํามามัดท้ังสองฝง น้ํามันพืช สําหรับทอด 1 ชอนโตะ 5.ต้งั กระทะใสน้าํ มนั พืชพอรอนหรีไ่ ฟลง นําประทดั ลมลงทอดพอ เหลืองทองใหตักข้ึนสะเดด็ น้ํามันพกั ไว จดั เสิรฟกับน้ําจ้ิม ส ว น ผ ส ม นาํ้ จ้ิ ม วิ ธี ทาํ นา้ํ จ้ิ ม พริกช้ีฟาแดงบดเอาเมล็ดออก 20 กรัม (2เม็ด) 1. ต้ังหมอผสมน้ําตาลทราย น้าํ สมสายชู น้ําเปลา และเกลือปน คน น้ําตาลทรายขาว 1 ถวยตวง พอละลาย จึงเปดไฟพอเดือดแลวหรี่ไฟลง น้าํ สมสายชู 1/2 ถวยตวง 2. นําพริกชี้ฟาที่เตรียมไว ใสลงไปพอเดือดปดไฟยกลง ท้ิงไวใหเย็น นาํ มาเสิรฟกับประทัดลม น้าํ เปลา 1/2 ถวยตวง เกลือปน 2 ชอนชา https://www.wongnai.com/recipes/pork- and-shrimp-wrap-with-tofu-skin
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 10 ชอ่ มว่ ง ชอ่ มว่ งเหมาะมรี ส หอมปรากฏกลโกสมุ คิดสสี ไบคลมุ หมุ้ หอ่ มว่ งดวงพุดตาน ชอ่ มว่ งเปนอาหารวา่ งทีผทู้ ําต้องมฝี มอื ประณีตงดงาม วจิ ติ รบรรจงจบั จบี แปงใหเ้ ปนทรงดอกไม้ เปนขนมทีมี เอกลักษณ์ความเปนไทยตํารบั ชาววงั ขนานแท้ สอดไสด้ ้วยหมู ไก่ หรอื ก้งุ ทีนาํ ไปผดั กับสามเกลออยา่ งรากผกั ชี กระเทียม พรกิ ไทย บา้ งเปนไสห้ วานทําจากฟกเชอื มและงาขาวคล้ายไสข้ นมเปยะ สว่ นสมี ว่ งในตัวแปงสกัดมาจากดอก อัญชนั ถ้าเปนไสค้ าวจะเสริ ฟ์ ค่กู ับผกั ชี ผกั กาดหอม และพรกิ ขหี นู แต่ถ้าเปนไสห้ วานนิยมพรมนาํ กะทิลงบนตัวขนม ก่อนเสริ ฟ์ แทน เนืองจากต้องใชฝ้ มอื ในการทําจงึ ทําใหใ้ นปจจุบนั ชอ่ มว่ งเปนอาหารวา่ งทีหากินได้ยาก จะมอี ยูบ่ า้ งทีรา้ น อาหารไทย หรอื รา้ นขายขนมไทยโบราณทีมกี ารทําตกทอดกันจากรุน่ สรู่ ุน่ เรอื ง : https://krua.co/food_story/
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 11 ชอมวง วิ ธี ทํา ไ ส ช อ ม ว ง 1. ต้ังกระทะใสน้ํามันพืชลงไป เอาหมูสามช้ันที่ห่ันไวลงไปผัด ใชไฟปาน กลาง รอจนน้าํ มันหมูออกมาและหมูเริ่มสุกสีเหลือง ส ว น ผ ส ม ไ ส ช อ ม ว ง 2. ใสฟกเชื่อมลงไปผัดใชไฟออน ปรุงรสดวยเกลือและน้าํ ตาลทราย ใสงา ขาวและถ่ัวลิสงลงไป ผัดใหเขากันดีจนแหง ตักใสชาม เตรียมไว น้ํามันพืช 1 ชอนโตะ วิ ธี ทํา แ ป ง ช อ ม ว ง หมูสามช้ันตมสุก 1/4 ถวย (หั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ) ฟกเชื่อมแหง 150 กรัม (หั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ) 1. รอนแปงขาวเจา แปงมันสาํ ปะหลัง และแปงเทายายมอมเขาดวยกัน เกลือปน 1/2 ชอนชา 2-3 รอบจนเนียนละเอียด น้ําตาลทราย 1 ชอนโตะ งาขาวค่ัว 50 กรัม 2. ใสน้ํามันพืชลงไป คอย ๆ เติมน้ําเปลาและน้ําดอกมะลิลงไปจนหมด ใช ถั่วลิสงค่ัว 50 กรัม มือขยําคนนวดสวนผสมแปงใหละเอียดเขากัน แบงสวนผสมแปงเปน 2 สวนเทา ๆ กัน 3. ค้ันน้าํ ดอกอัญชันแลวบีบน้าํ มะนาวลงไป เทใสลงในสวนผสมแปง 1 ส ว น ผ ส ม แ ป ง ช อ ม ว ง ถวยคลุกเคลาใหเขากัน 4. ใสสวนผสมแปงลงในกระทะทองเหลือง ใชไฟกลางคอนขางออน ใชไม แปงขาวเจา 1 ถวย พายกวนไปเรื่อย ๆ จนสวนผสมรอนจากกระทะ ประมาณ 5-10 นาที แปงเทายายมอม 1/2 ชอนโตะ ตักใสภาชนะ พักไวจนแปงเริ่มอุน แปงมันสําปะหลัง 1/2 ชอนโตะ 5. โรยแปงนวลลงไปเล็กนอยแลวลงมือนวดแปงใหเนียนแลวคลุมดวยผา น้ําลอยดอกมะลิ 1 ถวย (หรือน้ําผสมกลิ่นมะลิ) ขาวบางหมาด ๆ เพื่อไมใหแปงแหง ดอกอัญชัน 10 (สาํ ดหอรกับทาแหนบตอนจับจีบขนมว) ิ ธี ทํา ด อ ก ช อ ม ว ง แปงมันสาํ ปะหลัง เล็กนอย ผักกาดหอม สาํ หรับเสิรฟ 1. เริ่มทําดอกชอมวงโดยปนแปงใหเปนกอนกลม ๆ ประมาณ 3/4 นิ้ว แลว กระเทียมเจียว (โรยหนา) แผแปงใหเปนแผนบาง ๆ กะพอใหหุมไสไดจนมิด ตักไสที่ผัดไวใสลงไป พริกขี้หนูสวน (โรยหนา) แลวหอจากมุมเขาหากัน จากน้ันใชมือคลึงใหแปงหุมไสจนมิด ทาํ จนหมด เตรียมไว 2. เริ่มทาํ จีบโดยเอาทาแปงขาวเจาที่ปลายแหนบทองเหลืองเล็กนอย เริ่ม จับจีบช้ันที่ 1 โดยจับจากกึ่งกลางของขนม จับจีบวนไปเรื่อย ๆ จนครบ รอบ (อยาจับจีบใหติดกันมาก) 3. เริ่มช้ันที่ 2 โดยจับจีบใหเอียงจากช้ันแรกเล็กนอย (ประมาณ 45 องศา) และสับหวางกันกับช้ันแรก จับจีบจนครบรอบ 4. เริ่มจับจีบช้ันที่ 3 ประมาณ 2-3 จีบและสับหวางกันกับกลีบช้ันที่ 2 5. นาํ ไปเรียงบนใบตองที่ทาน้าํ มันแลวในชุดนึ่ง โดยวางเรียงหางกันเล็ก นอยเวลาสุกจะไดไมติดกัน 6. ต้ังชุดนึ่งใชไฟแรง รอจนน้ําเดือดจัดจึงนําขนมไปนึ่งนานประมาณ 5 นาที 7. พอสุกแลวนําชอนจุมน้ํามันพืชตักชอมวงใสจาน เสิรฟคูกับผักกาดหอม และพริกขี้หนูสวน
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 12 ขนมไทย คําว่า “ขนม” เข้าใจว่ามาจากคําสองคําทีมาผสมกันคือ “ข้าวหนม” และ “ข้าวนม” เข้าใจว่าเปนข้าวผสมนําอ้อย นําตาล โดยอนุโลมคําว่า หนม แปลว่า หวาน ข้าวหนม ก็แปลว่า ข้าวหวาน เรยี กสันๆ เรว็ ๆ ก็ กลายเปน ขนม ไป ส่วนทีว่ามาจากข้าวนม (ข้าวเคล้านม) นันดูจะ เปนตํานานแขกโบราณ อย่างข้าวมธุปายาส (ทีนางสุชาดาทําถวาย พระพุทธเจ้าเมือตอนตรสั รูก้ ็ว่าเปนข้าวหุงกับนม) ขนมไทย เปนขนมหวาน มีมาตังแต่สมัยโบราณ ถือเปนเอกลักษณ์ และวัฒนธรรมของชาติซึงอยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน ในสมัยก่อน ขนมไทยจะทําเฉพาะเวลามีงานสาํ คัญเท่านัน เช่น งานเทศกาล งาน ประเพณี งานทางศาสนา หรอื การประกอบพิธีกรรมต่างๆ แต่ทีเห็น มีขนมหลากหลายกินทุกวัน หลังสาํ รบั คาวหวานหรอื กินเปนของว่าง ก็ล้วนแต่คิดประดิดประดอยขึนภายหลังแล้วทังสิน รวมถึงขนมจาก ต่างชาติทีเข้ามาโดยผ่านความสัมพันธ์ทางการเมือง ก็ถูกดัดแปลง ให้มีรูปรส ลักษณะเปนแบบไทยๆ จนบางทีนึกกันไปว่าเปนขนมไทย แท้ดังเดิมก็มี แต่แท้ทีจรงิ แล้วขนมไทยแท้ ๆ นัน จะมีส่วนประกอบ เพียงสามอย่าง คือ แปง นําตาล มะพรา้ ว โดยการทําขนมไทยนี เปนการบ่งบอกถึงลักษณะนิสัยของคนไทย ในเรอื งความอดทน ใจเย็น ละเอียดลออ และช่างสังเกต ทังยังได้แฝงความหมายอันลึก ซึงไว้ในชือของขนมไทยแต่ละชนิดด้วย
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 13 ทองพลุ เปนขนมทีนิยมใชใ้ นพธิ มี งคลต่าง ๆ โดยคําวา่ “ทอง” หมายถึงของทีมคี ่า สว่ นคําวา่ “พล”ุ หมายถึงความเจรญิ รุง่ เรอื ง ขนมทองพลุ เปนหนึงในขนมทีมกี ารคิดค้นและดัดแปลงมาจากขนมเอแคลรข์ องฝรงั เศส ดว้ ยการนํามาปนเปนก้อน กลม และเปลียนกลวธิ จี ากการอบมาเปนการทอด ซงึ เปนวธิ ที ีง่ายและเรว็ กวา่ อีกทังยงั เปนวธิ ที ีคนไทยสมยั โบราณ สามารถทํากันได้ง่าย โดยลักษณะทีดีของขนมทองพลุ คือ ทอดจนเปนสเี หลืองทอง ด้านในเปนโพรง มผี วิ เรยี บ และ ทรงขนมเปนก้อนคล้ายหยดนํา เมอื ทอดเสรจ็ จงึ นํามากินกับเชอื ม นําแดง นําผงึ หรอื นมขน้ หวานก็ไดเ้ ชน่ กัน แต่ถ้าให้ กินแบบชาววงั สมยั ก่อน คนทีจะได้ลิมรสความอรอ่ ยของขนมทองพลนุ นั จะมเี พยี งแค่ขา้ ราชการชนั สงู หรอื ผทู้ ีอยูใ่ น ระดับของผทู้ ีมฐี านะราํ รวย เชน่ เศรษฐชี าวจนี เท่านัน แต่เมอื เวลาผา่ นไปก็ไดเ้ รมิ มกี ารดดั แปลงขนมทองพลใุ หก้ ลาย เปนขนมยดั ไส้ ด้วยความทีเวลาทอดขนมแล้วดา้ นในมกั จะเปนโพรงกวา้ ง ๆ จงึ ทําใหส้ ามารถใสไ่ สล้ งไปได้ โดยไสท้ ีถกู ปรุงแต่งเสรมิ เขา้ ไปจะเปนไสท้ ีมรี สเค็มเพอื ใหแ้ ตกต่างไปจากเดิมนันก็คือ ทองพลไุ สไ้ ก่ เรอื ง : https://sites.google.com/site/royalthaisweets/khnm-thxng-mngkhl-9-xyang/thxngphlu-3
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 14 ทองพลุ วิ ธี ทํา ส ว น ผ ส ม ตั ว แ ป ง 1. แปง ผงฟู ผสมรวมกัน รอน 1 คร้ัง 2. ใสน้ํา หรือ เนยในกระทะทองเหลือง ต้ังไฟใหเนยละลาย ใชไฟ แปงเคก 1/2 ถวย (50 กรัม) กลาง รอใหน้าํ เดือด น้ํา 1/2 ถวย 3. ใสแปงคนเร็ว ๆ ดวยตะกรอมือ อยาใหแปงเปนเม็ด กวนจนแปง ผงฟู 1/2 ถวย กล้ิงได ปดไฟ 4. คนใหแปงคลายรอน พอแปงอุน ๆ ใสไขทีละฟองคนใหเขากัน ใส วานิลา 1 ชอนชา วานิลาใหเขากัน ไข 1 1/2 ฟอง (80 กรัม) 5. น้าํ มันใสภาชนะกนลึก ต้ังไฟใหรอน ใชไฟออน ๆ พอน้าํ มันรอน เนยสด 1 ชอนโตะ ใชชอนชา 2 คัน ตักแปงทอด จนขนมมีสีเหลืองและลอย ขนมจะ มีลักษณะกลวง เบา ตักใสภาชนะกนลึกที่มีน้าํ มันอยู ใชไฟคอน เกลือปน 1/4 ชอนชา ขางแรง ทอดจนขนมมีสีเหลืองทอง ตักข้ึนวางกระดาษซับน้าํ มัน 6. รับประทานรอน ๆ คูกับน้าํ ผึ้ง น้ําหวาน แยม น้าํ ตาลขน หรืออาจ ใสไสก็ได น้ํามันสาํ หรับทอด
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 15 ขนมปนขลิบ (Small Curry Puff ) ปนสบิ หรอื ปนขลิบ เปนอาหารวา่ งไทยชนิดหนึงทีมมี าตังแต่สมยั โบราณ รูปรา่ งคล้ายกะหรปี บแต่ต่างกันทีตัว เล็กกวา่ และไมม่ ลี วดลายเปนชนั ๆ โดยปนสบิ เพยี นมาจากคําวา่ ปนขลิบ และอีกเหตผุ ลอยูท่ ีวธิ กี ารทํา ถ้าเปน ขนมปนสบิ จะต้องทําเปนเกลียวเปน 10 เกลียว แต่ถ้าเปน ปนขลิบ จะทําแค่ขลิบง่าย ๆ พอใหแ้ ปงขนมติดกัน ไสท้ ีนิยมมอี ยู่ 2 ไส้ คือ ไสห้ มู และไสป้ ลา มขี นาดพอดีคํา แปงจะกรอบแขง็ มากกวา่ กะหรปี บ นยิ มกินค่กู ับนําชา หรอื ชาสมุนไพร
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 16 ขนมปนขลิบไสปลา ส ว น ผ ส ม แ ป ง ป น ข ลิ บ วิ ธี ทํา ไ ส ป ล า แปงสาลีอเนกประสงค 400 กรัม 1. นาํ รากผักชี กระเทียม และพริกไทยมาตาํ ใหละเอียด น้ํา 3/4 ถวย 2. นาํ มาผัดโดยใชน้าํ มันเล็กนอยจากน้ันนําหอมแดงสับมาใสลงไปผัดตอ น้าํ มันพืช 50 กรัม เนยขาว 50 กรัม ใหหอมใสเนื้อปลา เติมน้าํ ขา ไปผัดตอใหสุกใสน้าํ ตาลปบลงไป ปรุง เกลือปน รสดวยซีอิ๊วขาว ผัดใหเขากันดี พอผัดไสเขากันเรียบรอยดีแลว พัก 1 ชอนชา ไสใหเย็นแลวนํามาปนเปนกอน สวนผสมไสปลา วิ ธี ทาํ เนื้อปลานึ่งสุกแกะเอาแตเนื้อ 300 กรัม 1. ผสมน้าํ น้าํ ตาลทราย เกลือ คนรวมใหเขากัน รากผักชี 2 ราก 2. รอนแปงแลวทาํ แปงใหเปนบอตรงกลาง เทน้าํ มัน เนยขาว และน้าํ ที่ กระเทียม 3 กลีบ พริกไทย 1 ชอนชา เตรียมไวลงตรงกลาง หอมแดงสับ 5 หัว 3. เคลาสวนผสมตรงกลางใหเขากันคอย ๆ ตลอมแปงลง นวดพอแปง น้ําตาลปบ กรัม ซีอิ๊วขาว 150 ชอนโตะ เนียนพักแปงโดยหอฟลมยืดไว 30 นาที น้าํ ขา 1 ชอนโตะ 4. คลึงแปงบางพอสมควร ใชที่กด กดเปนวงกลม ๆ กวางประมาณ 1 นิ้ว 1 5. ใสไสที่เตรียมไว ประกบริมแปงเขาหากัน บีบริมแปงใหสนิท 6. ทอดในน้ํามันจนเหลืองกรอบ ตักข้ึนพอใหสะเด็ดน้าํ มัน ท้ิงไวใหเย็น 7. บรรจุในภาชนะที่ปดสนิท จะสามารถเก็บไวรับประทานไดนาน
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 17 ขนมปนสิบทอด ส ว น ผ ส ม แ ป ง ป น สิ บ วิ ธี ทํา ไ ส ห มู แปงสาลีอเนกประสงค 400 กรัม 1.นํารากผักชี กระเทียม และพริกไทยมาตําใหละเอียด น้ํา 3/4 ถวย 2.นาํ มาผัดโดยใชน้ํามนั เลก็ นอยจากน้ันใสหอมแดงสับ ผัดตอใหหอม น้าํ มันพืช 50 กรัม 3.ใสหมูสับลงไปผัดตอใหสุก เติมน้าํ ตาลปบ เนยขาว 50 กรัม 4.ปรงุ รสดวยซีอิว๊ ขาว ผดั ใหเขากันดี เกลือปน 5.จากน้ันใสถัว่ ลิสงคั่วบด หวั ไชโปเค็ม พอผัดไสเขากนั เรียบรอยดีแลว 1 ชอนชา พักไสใหเย็นแลวนาํ มาปนเปนกอน สวนผสมไสหมู วิ ธี ทาํ หมูสับ 270 กรัม รากผักชี 2 ราก 1. ผสมน้ํา น้ําตาลทราย เกลือ คนรวมใหเขากัน กระเทียม 3 กลีบ 2. รอนแปงแลวทําแปงใหเปนบอตรงกลาง เทน้ํามัน เนยขาว และน้ํา พริกไทย 1 ชอนชา หอมแดงสับ 5 หัว ที่เตรียมไวลงตรงกลาง น้ําตาลปบ 3. เคลาสวนผสมตรงกลางใหเขากันคอย ๆ ตลอมแปงลง นวดพอ ซีอิ๊วขาว 150 กรัม ถั่วลิสงค่ัวบด 1 ชอนโตะ แปงเนียนพักแปงโดยหอฟลมยืดไว 30 นาที หัวไชโปเค็ม (ลางน้ํา 2 คร้ัง) 4. คลึงแปงบางพอสมควร ใชที่กด กดเปนวงกลม ๆ กวางประมาณ 55 กรัม 100 กรัม 1 นิ้ว 5. ใสไสที่เตรียมไว ประกบริมแปงเขาหากัน บีบริมแปงใหสนิท 6. ทอดในน้ํามันจนเหลืองกรอบ ตักข้ึนพอใหสะเด็ดน้าํ มัน ทิ้งไวให เย็น 7. บรรจุในภาชนะที่ปดสนิท จะสามารถเก็บไวรับประทานไดนาน
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 18 ขนมสาํ ปะนี หรอื สมั ปน นี ขนมสําปะนี สัมปนนี หรือ สําปน นี เปนขนมไทยโบราณทีม่ ีประวัติมาอยาง หรอื สาํ ปนนี ยาวนานต้งั แตรัชสมยั สมเด็จพระนารายณมหาราช มีบนั ทึกวา ทาวทองกีบ มาเปนผูคิดคนข้ึน โดยทาํ มาจากแปงมันค่วั คลกุ เคลากบั น้ําตาลและกะทิ ส ว น ผ ส ม เคีย่ วยางมะตูม รสสัมผัสนมุ ละมุนล้ิน สีสนั สวยงาม มีกลิ่นรา่ํ ควนั เทียนหอม กรนุ แปงมันสาํ ปะหลัง 5 ถวย เทียนสาํ หรับอบขนม เปนขนมมงคลทีน่ ิยมใชในพิธีแตงงานอีกหนึง่ ชนิดหนึ่ง เพราะสมัยกอนเชือ่ น้ําตาลทราย 2 ถวย กันวา ขนมสมั ปนนี มีความหมายของชื่อคือ อันเปน ทีร่ กั เพราะผทู ี่ทาน กะทิสด 3 ถวย เขาไปจะคอยละลายในปากไดรบั รูถึงกลิ่นหอมและความหวาน ความคิดถึง สีผสมอาหารสีเขียวและแดง (หรือสีอื่นตามชอบ) ความรักและความหวงใย โดยทาํ จากแปงมนั ค่ัว แลวนวดผสมกับน้าํ กะทิ แปงนวล (สาํ หรบั โรยขนม) และน้าํ ตาลทราย เนื้อขนมจะจะละลายในปากมีรสหวานและหอมกลิน่ ควนั พิมพดอกไม เทียนอบขนม รปู รางคลายดอกไมมีสีสันสวยงาม ปจจุบันมี สัมปนนี 2 สตู ร คือสตู รกรอบอรอย และสูตรนุมละมนุ ลิ้นแบบไมตองอบ วิ ธี ทํา 1.นําแปงมันสําปะหลงั ใสกระทะทอง คั่วดวยไฟออน จนแปงมีลักษณะที่ ลืน่ ลอนจากกระทะ และเบา จึงตกั แปงข้ึน ชัง่ น้ําหนักใหได 250 กรมั และพักไว 2.ผสมหวั กะทิ กบั น้าํ ตาลทราย ยกข้ึนต้ังไฟ พอน้ําตาลเริ่มละลาย ก็ เคีย่ วตอจนเปนยางมะตมู แลวยกออกจากความรอน (ระวังไมใหน้าํ เชือ่ มตกทราย เพราะจะทาํ ใหขนมที่ไดเนื้อรวนแขง็ ) 3.ใสสีผสมอาหาร แปงมนั ที่พกั ไว คนใหเขากัน ยกข้ึนต้งั ไฟอีกคร้ัง กวน จนแปงจับตัวกนั เปน กอน และลอนออกจากกระทะ ยกออกจากความ รอน พกั ใหคลายความรอน พอทีม่ ือจะสมั ผัสได (ระหวางพักแปง ตอง ระวงั ไมใหแหงเกินไป ซึ่งถาแปงแหงเกินไป ใหเติมน้ําสะอาดประมาณ 1-2 ชอนโตะ แลวนําไปกวนใหม) 4.ปนแปงเปน กอน กดอัดใสพิมพ เคาะออก นาํ ขนมจดั ใสภาชนะ อบ ควนั เทียน เปนเวลา 30 นาที สตู รนี้สามารถเกบ็ ในกลองสญู ญากาศ ได 1 สัปดาห ภาพ: https://cooking.kapook.com/view191389.html
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 19 ขนมเกสรลาํ เจียก ส ว น ผ ส ม แปงขาวเหนียว 1 ถวยตวง (สําหรับทําตัวแปง) หัวกะทิ 1/2 ถวยตวง (สาํ หรับทาํ ตัวแปง) มะพราวขูด 1 ถวยตวง (สาํ หรับทําไส) น้าํ ตาลมะพราว 1 1/2 ถวยตวง (สาํ หรับทาํ ไส) เทียนอบ วิ ธี ทาํ 1. เตรียมทําไสโดยนาํ น้าํ ตาลมะพราวไปผสมกับน้าํ เล็กนอย นาํ ไปต้ังไฟใหละลาย จึงใสมะพราวขูด เคี่ยวสักพัก คนไส จนเหนียวทิ้งไวใหเย็น แลวปนเปนทรงยาวรี ๆ จึงนําไปอบ ควันเทียน 2. ทําตัวแปงโดย นาํ แปงขาวเหนียวนวดกับหัวกะทิ ถาชื้น มากก็ผึ่งใหหมาดจึงจะยีไดสะดวก แตแปงตองชื้นอยูเสมอ 3. ต้ังกะทาํ ใชไฟออนถึงกลาง ยีแปงลงในกระชอนตาถี่ พอ แปงสุกขอบดานขางจะยกตัว วางไสที่ปนไวตรงขอบแปง แลวมวน 4. ทิ้งไวใหเย็น PAGE 8
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 20 ข้าวหมาก วิ ธี ทาํ ขาวหมาก คือ อาหารหวานซึ่งเกิดจากวิธีการหมักขาวเหนียวดวย 1. เลือกขาวเหนียวที่ไมใหมหรือเกาเกินไป นําขาว แปงขาวหมาก จะเปนขาวเหนียวขาว หรือขาวเหนียวดาํ กไ็ ด จลุ ินทรียใน เหนียวลางน้ําเปลา 1-2 คร้ัง แลวแชน้ําประมาณ 3 แปงขาวหมากจะทาํ หนาทีย่ อยแปงใหเปนน้ําตาลและยีสตจะเปลีย่ น ช่ัวโมง น้ําตาลใหเปนแอลกอฮอล เมือ่ หมักจนไดที่ ขาวหมากจะมีรสหวานตาม ธรรมชาติโดยไมตองเติมน้ําตาล ไดกลิ่นแอลกอฮอลออน ๆ หอมกลิน่ 2. รินน้ําแชขาวเหนียวออก ลางขาวเหนียวอีกคร้ัง ขาวหมัก เมล็ดขาวจะนมุ และมีน้าํ ตอยซึมออกมาจากขาวเหนียว ทาน และสะเด็ดน้ําออก เปน ของหวานไดท้ังที่อุณหภมู ิธรรมดา หรือแชเยน็ 3. นาํ ขาวเหนียวไปนึ่งประมาณ 10 นาทีแลวกลับขาว ส ว น ผ ส ม เหนียวและนึ่งตอเพื่อใหขาวสุกทั่วถึง ขาวไมเปนไต (ใชเวลาท้ังหมดประมาณ 20-30 นาที) แลวนําขาว ขาวเหนียว 1 กิโลกรัม ออกผึ่งในภาชนะจนขาวคลายความรอน ลูกแปงขาวหมาก 2-3 ลูก 4. นาํ ขาวเหนียวมาลางในน้าํ สะอาด 2-3 คร้ัง ใชมือ ถูเบาๆ จนขาวหมดเมือกหรือใหน้าํ ใส แลวใส ตะแกรงผึ่งใหสะเด็ดน้าํ 5. นาํ ลูกแปงขาวหมากที่เตรียมไว (ลูกแปงขาวหมาก 2-3 ลูก ตอขาวเหนียว 1 กิโลกรัม) มาบดให ละเอียด โรยแปงขาวหมากบนขาวเหนียว ใชไมพาย คลุกเคลาขาวเหนียวใหทั่ว 6. บรรจุขาวเหนียวที่ไดใสภาชนะ ปดฝาใหสนิทเก็บไว 2 วัน (ประมาณ 48 ช่ัวโมง) ก็จะไดขาวหมากหวาน ไวรับประทาน 7. เมื่อหมักขาวหมาก 2-3 วันแลว สามารถเก็บไวใน ตูเย็นชองธรรมดาหรือชองแชแข็งก็ได จะชวยให เก็บขาวหมากไวรับประทานไดนาน มีรสหวาน เหมือนเดิม
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 20 RUNNING TIPS FROM DYLAN HALL ขนมเทศกาลงานบุญ ขนมเทศกาลงานบุญวัดราษฎรศ์ รทั ธา (วัดท้ายดอน) เปนขนมทีนิยมทํากันในช่วงงานบุญเทศกาลต่าง ๆ ของวัด ซึงมีหลากหลายชนิด ได้แก่ ขนมผักกาด ขนมข้าวเหนียวแดง ขนมเผือก เพือหารายได้ไปบูรณะ ปฏิสังขรณ์วัด โดยการจาํ หน่ายให้กับนักบุญหรอื ผู้แสวงบุญเมือสินสุดงานบุญแล้วขนมเหล่านีจะไม่มีการผลิต อีก จึงมีการรวบรวมองค์ความรูส้ ูตรตํารบั เทศกาลงานบุญ กรณีศึกษาวัดราษฏรศ์ รทั ธา ท้ายดอน ต.เหมือง อ.เมือง จ.ชลบุรี เพือให้ง่ายแก่การเรยี นรูแ้ ละการถ่ายทอดสู่ชนรุน่ หลังสืบต่อไป อ้างอิง: ปฏิยุทธ์ ขวัญอ่อน อมรรตั น์ โมราช จินตนา เพชรมณีโชติ สุธีรา อานามวงษ์ วิจิตร์ วิโสรมั ย์ และวรวุฒื นุตะมงคล. (2562).การรวบรวมองค์ความรูส้ ูตรตํารบั เทศกาลงานบุญ กรณีศึกษาวัดราษฏรศ์ รทั ธา ท้ายดอน ต.เหมือง อ.เมือง จ.ชลบุร.ี สาํ นัก ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 22 ขนมหัวไชเทา ส ว น ผ ส ม ก า ร เ ต รี ย ม นํา้ แ ป ง ตัวกวยแฉะหรือฟกเชื่อม 2 กิโลกรัม 1. ละลายแปงคร้ังละ 1 กิโลกรัม โดยเติมน้ําชา ๆ พรอมกับขยาํ แปงไปดวย จนแปงละลายหมด ถ่ัวลิสง 3 กิโลกรัม 2. นําแปงสวนที่เหลือมาทาํ ละลาย ทําการผสมเชนเดียวกับข้ัน น้าํ ตาลทราย 9 กิโลกรัม ตอนแรก น้าํ มันหอม 1 กิโลกรัม 3. กรองนาํ แปงที่ละลายโดยใชผาขาวบาง พักน้าํ แปง 30 นาที หัวไชเทา 0.5 กิโลกรัม วิ ธี ก า ร ก ว น ข น ม แปงเทายายมอม 2 กิโลกรัม 1. นาํ น้าํ แปงมาเทลงในกระทะทองเหลือง ใชไฟกลางในการกวน 2. เติมน้าํ ตาลครึ่งหนึ่งของปริมาณน้าํ ตาลที่ใช จากน้ันทาํ การกวนจน ก า ร เ ต รี ย ม หั ว ไ ช เ ท า แปงมีลักษณะเปนเจล คอยๆ เติมน้าํ แปงทีละนิด เพื่อไมใหแปง 1. ขูดหัวไชเทาเปนเสน จากน้ันนาํ มานวดกับน้าํ ตาลทราย 0.5 เกาะตัวเปนกอน กวนตอประมาณ 2.30 ชั่วโมง จนแปงมีลักษณะ กิโลกรัม นวดผสมใหเขากัน จากน้ันลางดวยน้ําสะอาด 2-3 เนื้อเดียวกัน คร้ัง (เพื่อกาํ จัดกลิ่นของหัวไชเทาโดยการบีบน้ําออก) 3. เติมน้าํ ตาลสวนที่เหลือแลวกวนตอจนมีความหนืดเพิ่มขึ้น เติมหัว ไชเทา และทําการกวนจนมีความหนืด 2. การเจียว นําไขมันหมูมาเจียวจนเปนน้ํามัน แยกกากหมูออก 4. เติมน้าํ มันหมู 0.5 กิโลกรัม กวนตอเนื่องเปนเวลา 15 นาที ใส แลวนําหัวไชเทามาเจียวกับน้าํ มันโดยใชไฟกลาง ใหมีลักษณะ น้าํ มันสวนที่เหลือ จากน้ันกวนตอจนหนืด เปนสีน้ําตาลเหลือง มีกลิ่นหอม 5. เติมถ่ัวและฟกเชื่อม กวนผสมใหเขากันอยางรวดเร็ว ยกลงจาก เตา ตักใสถาด จากน้ันเอาน้ํามันหมูมาทาหนาเพื่อปองกันการแหง 3. เมื่อหัวไชเทาเปลี่ยนเปนสีน้ําตาลเหลือง ลดไฟลงเปนไฟออน ให ของแปง เติมน้าํ ตาลทรายเล็กนอย จากน้ันนํามาพักใหน้าํ มันออก ก า ร เ ต รี ย ม ตั ว ก ว ย ห รื อ ฟ ก เ ช่ื อ ม นําฟกเชื่อมตัดเปนช้ินลูกเตาขนาดเล็ก ประมาณ 0.5 x 0.5 x 0.5 เซนติเมตร ก า ร เ ต รี ย ม ถ่ั ว ลิ ส ง 1. นาํ ถ่ัวลิสงพันธุไทนาน 9 มาค่ัว โดยใชไฟออน จนเหลืองสุก 2. ปอกเปลือกถั่วโดยการยีบนกระดงจนเปลือกลอกออกจนหมด 3. นาํ ถั่วลิสงมาแยกเปน 2 ซีก จาก 1 เม็ด แยกเอาสวนเอนโดสเปรมออก จากน้ันนาํ ถ่ัวที่แยกออกมา 2 ซีก นาํ แตละซีกมาผาใหเปนซีกละ 4 สวน
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 23 ขาวเหนียวแดงกวน ก า ร เ ต รี ย ม ง า ข า ว ค่ั ว ส ว น ผ ส ม 5 กิโลกรัม 1. นาํ งาขาว มาลางทําความสะอาด สะเด็ดน้าํ ออก 4.3 กิโลกรัม 2. นาํ มาค่ัวโดยใชไฟออน จนเหลืองออกน้ําตาล ยกลง ขาวเหนียวนึ่งสุก 1.5 กิโลกรัม น้าํ ตาลปบเมืองเพชร 1 กิโลกรัม ออกจากกระทะ พักไวใหเย็น แบะแซ 7 กิโลกรัม งาขาวค่ัว วิ ธี ก า ร ก ว น ข า ว เ ห นี ย ว แ ด ง กะทิ 1. นาํ กะทิต้ังไฟกวนเล็กนอย ใชไฟกลาง เติมน้ําตาลปป ก า ร เ ต รี ย ม ข า ว เ ห นี ย ว และแบะแซ กวนตองวด 1. นําขาวเหนียวตราเข้ียวงู มาลางทําความสะอาด แชน้ําไว 2. เติมขาวเหนียวและกวนตอจนหนืด จากน้ันเติมขาว 1 คืน เหนียวและกวนตอจนมีความหนืด 2. นํามานึ่งในหมอนึ่งจนสุก นํามาเทใสถาด พักไวใหเย็น 3. เติมงาขาวที่ผานการคั่วแลว มาผสมใหเขากัน จาก น้ันนาํ ออกจากกระทะทันที 4. ตักใสพิมพ ปรับหนาใหเรียบ และโรยดวยงาขาวอีก คร้ัง
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 24 กาละแม ขนมขาวตู ส ว น ผ ส ม ส ว น ผ ส ม แปงขาวเหนียว 28 กิโลกรัม ขาวตากแหงค่ัว หัวกะทิ 80 กิโลกรัม น้ํากะทิ หางกะทิ 120 กิโลกรัม มะพราวคั่ว น้าํ ตาลปป น้ําตาลปป แบะแซ วิ ธี ก า ร ทํา วิ ธี ทาํ 1. นาํ แปง และหางกะทิ มาทาํ ละลายใหเปนเนื้อเดียวกัน 2. นําหัวกะทิ 40 กิโลกรัม ใสลงไปในกระทะกอนต้ังไฟ 1. นํากะทิ น้ําตาลปป แบะแซ กวนผสมใหเขากันจนเดือด 3. ต้ังไฟออน กวนหัวกะทิเล็กนอย จากน้ันนาํ กะทิที่เตรียม 2. ใสมะพราวค่ัว เคี่ยวผสมจนขนเหนียว 3. ใสขาวตากแหงค่ัว กวนผสมใหเขากันจนเริ่มจับตัวกัน จากขอ 1 ใสลงไปในกระทะ กวนขึ้นลงเปนรูป 4. ยกจากเตา จากน้ันนํามาขึ้นรูปโดยอัดใสแมพิมพ กดให สามเหลี่ยม ใชไฟกลางประมาณ 1 ช่ัวโมง พอกะทิเริ่มมี ความหนืดเพิ่มมากข้ึน ใหเพิ่มไฟเปนไฟแรง จากใชคน เปนลาย กวน 1 คน เพิ่มเปน 2 คน กวนข้ึนลงเปนรูปสามเหลี่ยม 5. พักใหเย็น เมื่อกะทิเริ่มแตกมันใหเติมกางกะทิ 10 กิโลกรัม ลงไป กวนจนกะทิเกิดการยุบตัว อีกประมาณ 1.30 ชั่วโมง 4. เมื่อกะทิยุบตัว ใสน้าํ ตาลปปทีละนอย และกวนตอ หาม หยุดกวน
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 25 ขนมเผือกกวน ขนมเตา ส ว น ผ ส ม ส ว น ผ ส ม เผือก 20 กิโลกรัม ถั่วดาํ น้าํ ตาลทราย 7 กิโลกรัม น้ําตาลปป น้าํ ตาลปป 2 กิโลกรัม น้ํากะทิ น้าํ กะทิ 10 กิโลกรัม แปงขาวเหนียว สีผสมอาหาร วิ ธี ก า ร ทาํ น้าํ มันพืช (สําหรับทาขนม) 1. ปอกเปลือกเผือกนําไปนึ่งใหสุก จากน้ันบดใหละเอียด วิ ธี ก า ร ทาํ ผสมกับน้าํ กะทิเล็กนอย 1. ทาํ ไสขนมโดยนึ่งถั่วดาํ ใหสุก จากน้ันนาํ ไปกวนกับน้ํา 2. นาํ หัวกะทิ น้ําตาลทราย น้าํ ตาลปป และเผือกนึ่งบด ตาลปปจนแหง ปนเปนลูกกลม ๆ พักไว ผสมใหเขากัน 2. นําแปงขาวเหนียว น้ํากะทิ และสีผสมอาหารใสอางผสม 3. กวนจนเผือกเริ่มเหนียวและแหง (ใชเวลาประมาณ 4 นวดแปงใหเขากัน ชั่วโมง) 3. นาํ ไสที่ปนไวน้ันมาหอดวยแปงที่นวดผสมแลว 4. นาํ ขนมเผือกกวนใสถาด 4. นาํ ใสแมพิมพ และเคาะออกมาวางใบตองที่ทาดวย น้าํ มันเพื่อไมใหขนมติดใบตอง 5. นึ่งใหสุก
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 26 การเผยแพรอ่ งค์ความรขู้ นมเทศกาลงานบุญ วนั ที 3 เมษายน 2563 ณ อาคารสรรพวชิ ญบ์ รกิ าร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลตะวนั ออก RUNNING TIPS FROM DYLAN HALL
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 27 การบูรณาการโครงการทํานุบาํ รุงศิลปะและ วัฒนธรรมกับการเรียนการสอน โครงการสบื สานภมู ปิ ญญาไทยวถิ ีใหมส่ สู่ ากล 22-23 สงิ หาคม 2563 ณ ชนั 4 ศูนยก์ ารค้าแปซฟิ ค พารค์ ศรรี าชา รายวิชาจุลชีววิทยาอาหาร วตั ถุประสงค์ 1. เพือใหผ้ ู้เข้ารว่ มโครงการมีความรูค้ วามเข้าใจเรอื ง ภูมิปญญาท้องถินอาหารหมัก 2. เพือใหผ้ ู้เข้ารว่ มโครงการประยุกต์ใช้จุลินทรยี ์ทีมีประโยชน์ต่อสุขภาพและการใช้ประโยชน์จากจุลินทรยี ์ใน อุตสาหกรรม 3. เพือรวบรวม และเผยแพรผ่ ลงานนักศึกษาสู่สาธารณะ อันเปนการสรา้ งความรบั รูใ้ นศักยภาพของ นักศึกษา และกิจกรรมการเรยี นการสอนของคณะวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราช มงคลตะวันออก วธิ ีการดําเนินงาน 1. ใหน้ ักศึกษาศึกษากระบวนการผลิตอาหารหมักท้องถินของไทย และต่างประเทศ 2. ใหน้ ักศึกษาผลิตอาหารหมักท้องถินของไทย ได้แก่ แปงข้าวหมาก และอาหารหมักต่างประเทศ ได้แก่ เทม เป โดยประยุกต์ใช้ความรูใ้ นรายวิชาจุลชีววิทยาอาหาร 3. อธิปรายรว่ มกันในชันเรยี น ประโยชน์ 1. นักศึกษามีความรูค้ วามเข้าใจภูมิปญญาท้องถิน อาหารหมักท้องถินของไทย และของต่างประเทศ 2. นักศึกษาสามารถนาํ ความรูจ้ ากการเรยี นใน รายวิชาจุลชีววิทยาอาหารมาประยุกต์ใช้ได้ 3. นักศึกษามีความเข้าใจในเนือหาของรายวิชาจุล ชีววิทยาอาหารได้ดีขึน 4. เพือกระตุ้นใหน้ ักศึกษาได้พัฒนาทักษะทางวิชาชีพ เสรมิ สรา้ งความภาคภูมิใจ และ ทัศนคติทีดีต่อ วิชาชีพ 5. ผลงานของนักศึกษามีการรวบรวมในรูปสือ และ ได้เผยแพรส่ ู่สาธารณะ 6. องค์ความรูร้ ายวิชาทีบูรณาการกับโครงการ สืบสานภูมิปญญาไทย วิถีใหม่สู่สากล 1 เรอื ง
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 28 ความคิดเหน็ ของ นกั ศึกษา จากการทีไดเ้ ขา้ รว่ มโครงการ สบื สานภมู ปิ ญญาไทย วถิ ีใหมส่ สู่ ากล ไดม้ กี ารศึกษาการทําขา้ วหมากและการทําเทมเปเพอื นาํ ออกไป จาํ หนา่ ยและโชว์ ทําใหไ้ ดร้ กู้ รรมวธิ กี ารทําในทกุ ขนั ตอนมากขนึ จากอาจารยผ์ ทู้ ําการสอน ไดร้ คู้ ณุ ประโยชนใ์ นผลิตภัณฑ์ทัง 2 อยา่ ง ทําให้ นกั ศึกษาไดร้ บั ความรทู้ างดา้ นการใชห้ วั เชอื ในการหมกั เพมิ ขนึ และยงั สามารถนาํ ความรทู้ ีไดน้ นั มาทําการเรยี นรเู้ พมิ ในรายวชิ าจุลชวี วทิ ยา อาหารไดอ้ ีกดว้ ย ในวนั ออกบูธนกั ศึกษาไดป้ ระจาํ อยูท่ ีบูธของสาขาอุตสาหกรรมอาหารและการบรกิ าร ไดท้ ําการสาธติ การทําอาหารไทย ในเมนแู กงมสั มนั และแกงสงิ หลทีหากินไดย้ าก ทําใหน้ กั ศึกษาไดท้ ราบถึงแกงทีไมเ่ คยไดย้ นิ และทํามาก่อน ทําใหไ้ ดร้ บั การเรยี นรสู้ งิ ใหม่ ๆ มากขนึ การออกบูธ ทําใหเ้ ราไดร้ บั ประสบการณต์ ่าง ๆ มากมาย ทังการทํางานรว่ มกับผอู้ ืน การไดเ้ จอผคู้ น การตอบตอบคําถามใหผ้ ทู้ ีสนใจไดฟ้ ง ทําใหเ้ ราไดเ้ รยี น รสู้ งิ ใหม่ ๆ ทีไมม่ ใี นหอ้ งเรยี น ใหเ้ ราไดม้ กี ารแสดงออกมากขนึ จากงานครงั นเี รายงั ไดร้ บั การเรยี นรจู้ ากบูธของสาขาอืน ๆ มากขนึ เชน่ การทํา ชอ่ มว่ ง การแกะสลักจากวทิ ยาลัยดสุ ติ ธานี พทั ยา เปนต้น นางสาวชญานศิ ถนอมรอด หลักสตู ร อุตสาหกรรมอาหารและการบรกิ าร ชนั ปที 4 ไดค้ วามรเู้ กียวกับการทําเทมเป และขา้ วหมาก วา่ ต้องใชค้ วามสะอาดและรอบคอบมากขนาดไหน และไดร้ วู้ า่ เชอื ราบางชนดิ สามารถ นาํ มาบรโิ ภคได้ เชน่ เชอื รา Rhizopus oligosporus และมปี ระโยชนใ์ นหลายๆดา้ น เชน่ ในเทมเปมปี รมิ าณโปรตีนทีสงู มากถึง 18% และมี กรดอะมโิ นทีจาํ เปนต่อรา่ งกายถึง 10 ชนดิ ลดการสะสมของไขมนั และโคเลสเตอรอลในรา่ งกาย ดตี ่อระบบขบั ถ่าย นอกจากเทมเปจะมี กากใยอาหารสงู แล้วยงั มจี ุลินทรยี ์ Probiotics ชว่ ยการทํางานของระบบขบั ถ่าย ลดการเกิดมะเรง็ ลําไส้ และสาํ หรบั ประโยชนข์ องขา้ ว หมากคือ ชว่ ยใหร้ า่ งกายผลิตกรดอินทรยี ์ ชว่ ยในการขบั ถ่าย ทําใหก้ ระดกู และเมด็ เลือดแขง็ แรงมสี ารต้านอนมุ ูลอิสระ ชว่ ยกําจดั สารก่อ มะเรง็ เปนต้น นอกจากรายวชิ าแล้ว ก็ไดเ้ ขา้ รว่ มเปนตัวแทนของมหาวทิ ยาลัยทําการสาธติ ทําแกงมสั มนั เมด็ บวั ใหผ้ ทู้ ีไดม้ ารว่ มงานไดช้ มการทํา แกงมสั มนั เมด็ บวั ในสมยั โบราณไดศ้ ึกษาและไดช้ มิ อีกดว้ ย ทําใหไ้ ดป้ ระสบการณจ์ ากกิจกรรมครงั นอี ยา่ งมาก และไดม้ กี ารขายแกงมสั มนั ขนมเกสรลําเจยี ก แกงสงิ หลและขนมทองผลุ เพอื เปนการหากําไรเขา้ สาขาวชิ าอุตสาหกรรมอาหารและการบรกิ ารเพอื เปนทนุ การศึกษาใน การใชซ้ อื วตั ถดุ บิ ในวชิ าเรยี นต่าง ๆ นางสาวฉนั ทนา สวุ รรณหงษ์ หลักสตู ร อุตสาหกรรมอาหารและการบรกิ าร ชนั ปที 4
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 29 จากการทีไดเ้ ขา้ รว่ มโครงการ “สบื สานภมู ปิ ญญาไทย วถิ ีใหมส่ สู่ ากล” มหี ลายสาขาและรายวชิ าไดม้ กี ารนาํ เสนอสนิ ค้า ผลิตภัณฑ์ งาน ทดลองและมกี ารสาธติ ต่าง ๆ มากมายทีใหค้ วามรู้ เชน่ สาขาอุตสาหกรรมอาหารและการบรกิ าร ไดท้ ําอาหารไทย ขนมไทย สาขา วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยกี ารอาหาร ทําขนมปนสบิ และผลไมแ้ ชอ่ ิม สาขาวทิ ยาการคอมพวิ เตอร์ นาํ เสนอผลงานเกมสท์ ีสรา้ งเองมี อาจารยแ์ ละนกั ศึกษาจากวทิ ยาลัยดสุ ติ ธานพี ทั ยา มารว่ มงานดว้ ยมกี ารสาธติ การทําอาหารและการแกะสลัก และยงั มรี ายวชิ าจุลชวี วทิ ยา อาหาร ไดน้ าํ เสนอผลงานการทดลองเชอื ในอาหาร(เชอื รา จุลินทรยี แ์ ละแบคทีเรยี ) ไดแ้ ก่ เทมเปและขา้ วหมาก มที ังใหช้ มิ และขาย มกี าร อธบิ ายวธิ กี ารทําและใหค้ วามรเู้ กียวกับเชอื ประโยชนท์ ีนาํ ไปใชใ้ นวชิ าจุลชวี วทิ ยาอาหาร นาํ ความรทู้ ีไดไ้ ปใชใ้ นการสอบและการทดลอง ประโยชนอ์ ืน ๆ ก็มกี ารไดเ้ รยี นรวู้ ธิ กี ารทําอาหาร ขนม ไดร้ เู้ ทคนคิ ต่าง ๆ ไดร้ บั ความรเู้ กียวกับเรอื งเชอื ต่าง ๆ ในอาหาร ความรทู้ ีไดท้ ังหมด นสี ามารถนาํ ไปใชใ้ นชวี ติ ประจาํ วนั ไดแ้ ทบทังหมด นอกจากจะไดค้ วามรแู้ ล้วยงั ไดร้ บั ความสนกุ ในงานอีกดว้ ย นายธราธร นามรมย์ หลักสตู ร อุตสาหกรรมอาหารและการบรกิ าร ชนั ปที 2 มโี อกาสศึกษาหาความรใู้ นเรอื งกระบวนการทําผลิตภัณฑ์ขา้ วหมากและผลิตภัณฑ์เทมเป และไดท้ ําผลิตภัณฑ์ทัง 2 ชนดิ นดี ว้ ย รวม ทังทําใหไ้ ดป้ ระโยชนจ์ ากการเรยี นวชิ าจุลชวี วทิ ยาอาหาร โดยการใชจ้ ุลินทรยี ช์ นดิ ดี อาหารหมกั ทีมจี ุลินทรยี ช์ นดิ ดคี อยปกปองรา่ งกายให้ มคี วามสมดลุ ซงึ ผคู้ นสมยั ก่อนนาํ มาใชใ้ นการถนอมอาหารใหเ้ ก็บไดน้ าน ๆ โดยผา่ นกระบวนการหมกั จนเกิดจุลินทรยี ช์ นดิ ดหี รอื โปรไบ โอติค อาหารทีมโี ปรไบโอติคประเภท ขา้ วหมาก ผกั เสยี นดอง ผกั ดองกิมจเิ กาหลี ถัวหมกั นตั โต๊ะของญปี ุน เทมเปของอินโดนเี ซยี โย เกิรต์ หรอื นมเปรยี ว อาหารเหล่านลี ้วนแต่สง่ ผลดตี ่อระบบการยอ่ ยอาหาร ยกตัวอยา่ งเชน่ ขา้ วหมาก เปนผลิตภัณฑ์ทีไดจ้ ากการหมกั จุลินทรยี ก์ ล่มุ เชอื ราและแบคทีเรยี (lactic acid bacteria หรอื LAB) สามารถก่อประโยชนต์ ่อรา่ งกายของสงิ มชี วี ติ ทีมนั อาศัยอยู่ โดย การปรบั สมดลุ ของจุลินทรยี ใ์ นทางเดนิ อาหาร และมปี ระโยชนต์ ่อรา่ งกายของเรามากมาย สว่ นใหญจ่ ะใชข้ า้ วเหนยี วเปนหลัก ใชไ้ ดท้ ังขา้ ว เหนยี วขาวและขา้ วเหนยี วดาํ แล้วแต่ความชอบ แต่ก่อนจะทําขา้ วหมาก สว่ นผสมทีสาํ คัญทีสดุ ก็ต้องมแี ปงขา้ วหมากหรอื ลกู แปง ซงึ เปน เชอื ยสี ต์และรา จากการไดศ้ ึกษาและลงมอื ทําผลิตภัณฑ์ขา้ วหมากและเทมเปแล้ว นอกจากประโยชนใ์ นรายวชิ าจุลชวี วทิ ยาอาหารแล้ว ยงั สามารถนาํ ความรขู้ นั ตอนวธิ กี ารทําผลิตภัณฑ์เหล่านมี าปรบั ปรงุ แก้ไขประยุกต์ใชแ้ ละสามารถนาํ ผลิตภัณฑ์มาพฒั นาเสรมิ สรา้ งรายไดใ้ น อนาคตทีตรงกับสาขาสายงานทีจบมาไดอ้ ีกดว้ ย นางสาว วชริ ญาณ์ นติ ธุ ร หลักสตู ร อุตสาหกรรมอาหารและการบรกิ าร ชนั ปที 4 ทําใหด้ ฉิ ันไดท้ ราบถึงความเปนมาของภมู ปิ ญญาชาวบา้ นตังแต่ สมยั ก่อน ไดค้ วามรใู้ หม่ ๆ จากทีเดก็ รนุ่ หลังอยา่ งดฉิ ันไมเ่ คยรมู้ า ก่อน ไดร้ บั ชมการสาธติ การทําขนมไทยและผลิตภัณฑ์เครอื งดมื เชน่ การทําขนมทองพลุ ชอ่ มว่ ง ขา้ วหมาก นาํ มะเมา่ เปนต้น ทําให้ เหน็ ถึงคณุ ค่าของภมู ปิ ญญาไทยในการทําขนม การทําอาหารไทย อาหารวา่ ง วา่ การทําแต่ละอยา่ งกวา่ จะไดอ้ อกมาแต่ละชนิ ต้องใช้ เวลาพอสมควร เปนสงิ ทีแสดงใหเ้ หน็ ถึงเอกลักษณข์ องไทย นางสาว สนุ นั ทดา พรมโชติ หลักสตู ร อุตสาหกรรมอาหารและการบรกิ าร ชนั ปที 3
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 30 จากการเขา้ รว่ มกิจกรรม สบื สานภมู ปิ ญญาไทย วถิ ีใหมส่ สู่ ากล ผมได้ เรยี นรใู้ น 2 เรอื งใหญ่ ๆ นนั ก็คือวชิ าจุลชวี วทิ ยาอาหารและประสบการณ์ ถ้าเปนในรายวชิ าจุลชวี วทิ ยาอาหาร ผมไดเ้ รยี นรกู้ ารทําเทมเปและขา้ ว หมากโดยการใชเ้ ชอื ราในการหมกั และไดเ้ รยี นรจู้ ุลินทรยี ต์ ่าง ๆ ทีมี ประโยชนต์ ่อรา่ งกายแล้วจุลินทรยี เ์ หล่านนั ก็อยูใ่ นอาหารในชวี ติ ประจาํ วนั ทีเรารบั ประทานกันอยูด่ ว้ ย เชน่ โยเกิรต์ ถ้าเปนในเรอื งประสบการณ์ นนั ผมไดเ้ รยี นรกู้ ารทํางานรว่ มกับผอู้ ืน ในการทํางานรว่ มกับคนอืนนนั ยอ่ มมปี ญหาเปนเรอื งธรรมดาทําใหผ้ มไดเ้ รยี นรกู้ ารแก้ปญหาเฉพาะหนา้ กับเพอื น ๆ ในการทอดเทมเปและขายขา้ วหมากรวมทังการนาํ เสนอเทม เปและขา้ วหมากต่อบุคคลทัวไปไดร้ จู้ กั นอกเหนอื จากการทํางานรว่ มกับ คนอืนและการแก้เฉพาะหนา้ ผมไดเ้ รยี นรกู้ ารวางแผนในการจดั โต๊ะและ การเคลือนยา้ ยสงิ ของหรอื ลําเลียงสงิ ของนนั เอง ทําใหง้ านซุม้ ของผม นนั จดั โต๊ะไดส้ วยงาม สะดวกต่อการเคลือนยา้ ยและจดั เก็บไดอ้ ยา่ ง รวดเรว็ นายธนั ยธรณ์ ใบโพธิ หลักสตู ร อุตสาหกรรมอาหารและการบรกิ าร ชนั ปที 2 ไดด้ กู ารสาธติ การทําแกงมสั มนั แกงสงิ หล ขนมเกสรลําเจยี ก ขนม ทองพลุ ขนมชอ่ มว่ ง ขนมปนขลิบไสป้ ลา เครอื งดมื สมุนไพร และเกมส์ ทีนกั ศึกษาทําขนึ เองใหล้ องเล่น นายลัทธนนั ท์ อยูด่ ี หลักสตู ร อุตสาหกรรมอาหารและการบรกิ าร ชนั ปที 4 ไดก้ ารเขา้ สงั คมการทํางานเปนทีมไดว้ ธิ กี ารทําขา้ วหมากและเทมเป และ การสาธดิ วธิ กี ารทําอาหาร นายวรภัค สรุ ยิ มติ รเสถียร หลักสตู ร อุตสาหกรรมอาหารและการบรกิ าร ชนั ปที 4
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 31 ไดป้ ระโยชนห์ ลากหลายรปู แบบทังดา้ นความเปนไทยในโบราณนาํ มารว่ มสมยั กลับปจจุบนั ใหม้ คี วามโมเดริ น์ เขา้ กันของยุคสมยั ประโยชนท์ ีไดจ้ ากการเขา้ รว่ มกิจกรรมครงั นเี กียวกับ รายวชิ าจุลชวี วทิ ยาอาหาร คือการทําเทมเป และ ขา้ วหมาก รถู้ ึงการนาํ เชอื จุลินทรยี ม์ าทําเปน เปนอาหาร หรอื แปรรปู อาหาร เพมิ มูลค่าของอาหารทีเราจะทําการต่อยอดเปนองค์ความรู้ ของผลิตภัณฑ์อาหารรปู แบบใหม่ เชน่ การทําเทมเป เรานาํ ถัวเหลืองทีต้มสกุ นาํ เชอื รา Rhizopus oligosporus มาชว่ ยเพมิ มูลค่าของอาหารเพมิ ขนึ ไปอีก ชว่ ยในระยะเวลาการเก็บ รกั ษาอาหารอีกดว้ ย ตัวเชอื ราจะยอ่ ยสารในถัวเหลืองทําใหถ้ ัวเหลืองมคี ณุ ค่าทางอาหารเพมิ มากขนึ ประโยชนท์ ีใชใ้ นชวี ติ ประจาํ วนั คือการทีเราจะอนรุ กั ษ์ความเปนไทยเพอื สบื สานความเปน ไทย อาหารบางอยา่ งหรอื องค์ความรบู้ างอยา่ งในงาน เปนสงิ ทีอาจจะสญู หายไปในเรว็ ๆ วนั ถ้าเราไมอ่ นรุ กั ษ์รกั ษาไวอ้ าจจะหายไปไดใ้ นไมช่ า้ ความรสู้ ว่ นมากก็จะเปนเรอื งอาหารหรอื การ แปรรปู อาหารต่าง ๆ ภายในงาน ซงึ มที ัง ของคาว ของหวาน เครอื งดมื และของทานเล่นอีก ดว้ ย อีกทังยงั มคี วามรว่ มสมยั มผี ลิตภัณฑ์ทีรว่ มสมยั กับความเปนไทยอีกมากมาย นายอมรศักดิ อุ่นแก้ว หลักสตู ร อุตสาหกรรมอาหารและการบรกิ าร ชนั ปที 4 บูธของอุตสาหกรรมอาหารและการบรกิ ารไดร้ จู้ กั วธิ กี ารทําอาหารและขนมไทย เพราะ สามารถนาํ ไปทํากินในชวี ติ ประจาํ วนั ไดค้ ่ะ สว่ นบูธของวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยกี าร อาหารก็รจู้ กั การทําชอ่ มว่ งและสามารถนาํ ไปทํากินในชวี ติ ประจาํ วนั ไดอ้ ีกดว้ ย และบูธ ทีไดค้ วามรกู้ ็คือบูธของจุลชวี วทิ ยาอาหารหรอื บูธทีทําขา้ วหมากกับเทปเป เพราะไดร้ ู้ วธิ กี ารทําขา้ วหมากและเทปเปวา่ ทําอยา่ งไรและใชอ้ ะไรในการหมกั และยงั ไดเ้ รยี นรู้ เรอื งหวั เชอื ทีใชห้ มกั อีกดว้ ย นางสาว อิสรยิ าภรณ์ พลิ ิ หลักสตู ร อุตสาหกรรมอาหารและการบรกิ าร ชนั ปที 4 ไดป้ ระโยชนจ์ ากการทําขา้ วหมากและเทมเป เรยี นรวู้ ธิ กี ารทอดเทมเป ไดแ้ ลก เปลียนความรกู้ ับคนทีมารว่ มงาน กล้าคิดกล้าแสดงออก ทราบถึงจุลินทรยี ท์ ีมี ประโยชนใ์ นอาหาร สามารถนาํ เทมเปและขา้ วหมากไปประกอบอาหารเองได้ ไดร้ ถู้ ึง วธิ กี ารพูดใหค้ วามรเู้ พอื ใหค้ นทีมารว่ มงานไดเ้ ขา้ ใจ ไดช้ มงานอาหารอืน ๆ ไดศ้ ึกษา การทําไวน์ นางสาวมมี ณฑ์ เมฆขาว หลักสตู ร อุตสาหกรรมอาหารและการบรกิ าร ชนั ปที 2
P AองGคE์คว3า0มรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 32 ไดเ้ รยี นรวู้ ธิ กี ระบวนการทําอาหารต่าง ๆ ไมว่ า่ จะเปน นาํ มะเมา่ ไดเ้ หน็ วา่ มะ เมา่ สามารถพฒั นาทําเปนนาํ มะเมา่ ได้ แถมยงั ไดป้ ระโยชนต์ ่อรา่ งกายดว้ ย ชอ่ มว่ ง ไดเ้ หน็ วา่ กระบวนการทําแปง หรอื วธิ กี ารจบี ชอ่ มว่ งเปนอยา่ งไร ขา้ วหมาก ไดเ้ รยี นรวู้ า่ ใชอ้ ะไรในการหมกั และก่อนทีจะมาเปนขา้ วหมากมี กระบวนการอยา่ งไร เทมเป ไดร้ วู้ า่ เทมเปมตี ้นกําเนดิ มาจากประเทศไหน แล้วใชอ้ ะไรในการหมกั จนไดม้ าเปนเทมเป แกงสงิ หล เปนแกงทีปจจุบนั ไมค่ ่อยหารบั ประทานไดแ้ ล้วเปนแกงโบราณ พอไดไ้ ปเขา้ รว่ มโครงการนี จงึ ไดร้ วู้ า่ กระบวนการทํา และหนา้ ตาของแกง สงิ หลเปนอยา่ งไร ทองพลุ เปนขนมไทยโบราณ เปนหนงึ ในขนมทีมกี ารคิดค้นและดดั แปลง มาจากขนมเอแคลรข์ องฝรงั เศส พอไดไ้ ปเขา้ รว่ มโครงการนี จงึ ไดเ้ หน็ วธิ ี การทําขนมทองพลุ นอกจากจะไดเ้ รยี นรวู้ ธิ กี ารทําอาหารต่าง ๆแล้ว ยงั ไดเ้ หน็ วธิ กี ารแกะสลัก แตงโมอีกดว้ ย วา่ วธิ กี ารแกะสลักแต่ละขนั ตอน จนออกมาเปนรปู ต่าง ๆ มี วธิ กี ารแกะสลักอยา่ งไร สามารถนาํ มาใชก้ ารกับการเรยี นในรายวชิ าจุลชวี วทิ ยาอาหารอยา่ งไรบา้ ง ขา้ วหมาก กับเทมเป สามารถนาํ มาใชก้ ับรายวชิ านไี ด้ เพราะอาหารสอง อยา่ งนี ใชว้ ธิ กี ารหมกั โดยใชเ้ ชอื ราเปนตัวหมกั เชน่ ขา้ วหมาก ใชข้ า้ ว เหนยี วกับลกู แปงในการหมกั ลกู แปง เปนกล้าเชอื จุลินทรยี ท์ ีมเี ชอื ผสมทัง เชอื รา ยสี ต์ และแบคทีเรยี เก็บในรปู เชอื แหง้ สว่ นเทมเป ก็เปนอาหารทีเกิดขนึ จากการหมกั เชน่ เดยี วกัน โดยใชถ้ ัวเหลือง หมกั กับกล้าเชอื กล้าเชอื ทีใชห้ มกั คือ กล้าเชอื Rhizopus oligosporus ซงึ กล้าเชอื ตัวนเี ปนเชอื รา ทีสามารถรบั ประทานไดแ้ ละมปี ระโยชน์ นางสาวธนฎั ฐา งามเกษมทรพั ย์ หลักสตู ร อุตสาหกรรมอาหารและการบรกิ าร ชนั ปที 3
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 33 รายวิชาชีววิทยา วตั ถุประสงค์ 1. เพือใหผ้ ู้เข้ารว่ มโครงการมีความรูค้ วามเข้าใจเรอื ง ภูมิปญญาท้องถินอาหารหมัก 2. เพือใหผ้ ู้เข้ารว่ มโครงการประยุกต์ใช้จุลินทรยี ์ทีมีประโยชน์ต่อสุขภาพและการใช้ ประโยชน์จากจุลินทรยี ์ในอุตสาหกรรม 3. เพือรวบรวม และเผยแพรผ่ ลงานนักศึกษาสู่สาธารณะ อันเปนการสรา้ งความรบั รูใ้ น ศักยภาพของนักศึกษา และกิจกรรมการเรยี นการสอนของคณะวิทยาศาสตรแ์ ละ เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วธิ กี ารดําเนินงาน 1. นักศึกษาได้ศึกษาค้นควา้ หาความรูเ้ กียวกับถนอมอาหารกับหวั ขอ้ ทีเกียวขอ้ งใน รายวชิ าชวี วทิ ยา 2. นักศึกษาได้ลองวธิ กี ารถนอมอาหารจากทีได้ศึกษาค้นควา้ มา 3. นักศึกษาจดั เตรยี มสไลด์ของวธิ กี ารถนอมอาหารรูปแบบต่างๆ ทีกล่มุ ตนได้เลือกได้แก่ สาธติ การดองเค็ม การดองหวาน และการหมกั ด้วยเชอื แบบธรรมชาติและใชเ้ ชอื ทางการค้า 4. นักศึกษาเตรยี มวตั ถดุ ิบต่างๆทีจาํ เปนในสาธติ และจดั เตรยี มสไลด์เพอื การนําเสนอต่อ สาธารณะ 5. นักศึกษาได้นําเสนอผา่ นสอื และสาธติ วธิ กี ารถนอมอาหารแบบต่างๆ ได้แก่ สาธติ การ ดองเค็ม การดองหวานและการหมกั ด้วยเชอื แบบธรรมชาติและใชเ้ ชอื ทางการค้า พรอ้ มทังมผี ลิตภัณฑ์จากการถนอมอาหารใหช้ มิ ทัง 3 ชนิดได้แก่ กล้วยดองหรอื หมกั นําผงึ การแชอ่ ิมมะมว่ งหาว และการทําไวน์มะมว่ งหาว 6. อภิปรายรว่ มกันในชนั เรยี นในหลักการถนอมอาหารรูปแบบต่าง ๆ ระหวา่ งกล่มุ พรอ้ ม แสดงความคิดเหน็ ในการพฒั นาต่อยอดหรอื แปรรูป พรอ้ มทังเล่าถึงอุปสรรคหรอื ปญหาต่างๆเกิดขนึ พรอ้ มถึงวธิ กี ารแก้ไขปญหาทีประสบในการเขา้ รว่ มโครงการในครงั นี ผลการดําเนินงาน นักศึกษามคี วามรูค้ วามเขา้ ใจภมู ปิ ญญาท้องถินต่อการถนอมอาหาร นักศึกษามคี วามเขา้ ใจในเนือหาของรายวชิ าได้ดีขนึ โดยนําความรูจ้ ากการเรยี นในรายวชิ า มาประยุกต์ กับภมู ปิ ญญาการถนอมอาหารในรูปแบบๆต่างได้แก่ การดอง(ดองเค็ม ดอง หวาน) การหมกั (เชอื แบบธรรมชาติ และแบบการค้า) นักศึกษาได้โอกาสเรยี นรูว้ ธิ กี ารนําเสนอและพฒั นาทักษะการนําเสนอของตนเอง นักศึกษาได้เรยี นรูป้ ญหาหรอื อุปสรรคต่างๆทีเกิดขนึ และเรยี นรูใ้ นการแก้ไขอยา่ งไรถึงแม้ ผลการแก้ไขจะไมค่ ่อยดีก็เกิดการรูร้ ว่ มกันทังอาจารยแ์ ละนักศึกษา
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 34 รายวิชาเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ประมง วตั ถุประสงค์ 1. เพือใหผ้ ู้เข้ารว่ มโครงการมีความรูค้ วามเข้าใจเรอื งการ ประยุกต์ใช้ผลิตภัณฑ์สัตว์นาํ ใหเ้ ข้ากับภูมิปญญาท้องถิน 2. เพือกระตุ้นใหน้ ักศึกษาได้ประยุกต์ใช้ความรูใ้ นรายวิชา เพือพัฒนาทักษะทางวิชาชีพทีเกียวข้องกับภูมิปญญา ท้องถิน 3. เพือเปดโอกาสใหน้ ักศึกษาได้พัฒนาทักษะการนาํ เสนอ ผลงานสู่สาธารณะ วธิ ีการดําเนินงาน 1. ใหน้ ักศึกษาศึกษาหลักการประยุกต์ใช้ภูมิปญญาท้องถิน กับรายวิชา 2. อภิปรายรว่ มกันในชันเรยี น เพือนาํ เสนอ การพัฒนา ผลิตภัณฑ์ประมงเปนอาหารภูมิปญญาไทย ประโยชน์ 1. นักศึกษามีความรูค้ วามเข้าใจขนมไทย อาหารว่าง และ ภูมิปญญาท้องถิน 2. นักศึกษามีความเข้าใจในเนือหาของรายวิชาได้ดีขึน 3. นักศึกษาสามารถนาํ ความรูจ้ ากการเรยี นมาประยุกต์ใช้ได้ 4. ผลงานของนักศึกษาได้เผยแพรส่ ู่สาธารณะในรูปการสาธิต และการบรรยาย
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 34 ภาพกิจกรรม RUNNING TIPS FROM DYLAN HALL
องค์ความรภู้ มู ปิ ญญาท้องถิน PAGE 34 RUNNING TIPS FROM DYLAN HALL
สืบสานภูมิปญญาไทย วิถีใหม่สู่สากล 22-23 สิงหาคม 2563 ณ ชัน 4 ศูนย์การค้าแปซิฟค พาร์ค ศรีราชา จัดทําโดย 43 หมู่ 6 ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 20110 http://science.rmutto.ac.th Facebook: https://www.facebook.com/sci.rmutto/ https://www.facebook.com/sa.sci.rmutto โทร. 086-321 2464 Email: [email protected]
Search
Read the Text Version
- 1 - 40
Pages: