ห้องสมดุ ประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อาเภอวงั ทรายพูน ศูนย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อาเภอวงั ทรายพนู สานักงานสง่ เสริมการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยจังหวดั พจิ ติ ร
วันวิสาขบูชา นับว่าเป็นวันสาคัญสากลทางพระพุทธศาสนา สาหรับชาวพุทธทุก นิกายทั่วโลก เป็นวันหยุดราชการในหลายๆ ประเทศ อีกทั้งยังเป็นวันสาคัญในระดับ นานาชาติตามข้อมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันท่ีเกิด เหตุการณ์สาคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา 3 เหตุการณ์ ได้แก่ การประสูติ ตรัสรู้ และ ปรินิพพานของพระพุทธโคดม ซึ่งทั้ง 3 เหตุการณ์น้ีได้เกิดขึ้นตรงกัน ณ วันข้ึน 15 ค่า เดือน 6 หรือวันเพญ็ แห่งเดือนวิสาขะ (ต่างปีกัน) ชาวพุทธจึงถือว่าเป็นวันท่ีรวมการเกิด เหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ย่ิง และเรียกการบูชาในวันน้ีว่า วิสาขบูชา ย่อมาจาก วิสาขปุ รณมบี ชู า หมายถึง การบชู าในวนั เพ็ญเดือนวิสาขะ ประวตั ิวันวิสาขบูชาในประเทศไทย จากหลักฐานพบว่า วันวิสาขบูชา ได้เร่ิมข้ึนครั้งแรกเม่ือสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี ซ่ึงสันนิษฐานว่าได้รับแบบแผนมาจากลังกาเม่ือประมาณ พ.ศ. 420 โดยพระเจ้าภาติกุ ราช กษัตริย์แห่งกรุงลังกาได้เป็นผู้ประกอบพิธีวิสาขบูชาข้ึนเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา นับ จากน้ันกษัตริย์แห่งลังกาพระองค์อื่นๆ ก็ได้ถือปฏิบัติประเพณีวิสาขบูชาน้ีสืบต่อกันมา ส่วนการเผยแพร่เข้ามาในประเทศไทยน้ันอาจเป็นเพราะเมื่อคร้ังสมัยสุโขทัย ประเทศ ไทยมีความสัมพันธ์ด้านพระพุทธศาสนากับประเทศลังกาอย่างใกล้ชิด จะเห็นได้ว่ามี พระสงฆ์จากเมืองลังกาหลายรูปเดินทางเข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนาและนาการ ประกอบพิธีวิสาขบูชาเข้ามาปฏิบัติในประเทศไทยด้วย ซ่ึงการปฏิบัติพิธีวิสาขบูชาใน สมัยสโุ ขทยั นนั้ ได้มกี ารบันทึกเอาไว้ในหนังสือ นางนพมาศ สรปุ ใจความได้ว่า เม่ือถึงวัน วิสาขบูชา พระเจ้าแผ่นดิน ข้าราชบริพาร ทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายใน ตลอดท้ังประชาชน ชาวสโุ ขทัย จะช่วยกนั ประดับตกแต่งพระนคร ดว้ ยดอกไม้ พรอ้ มกับจดุ ประทีปโคมไฟให้ ดูสว่างไสวไปท่ัวพระนคร เป็นเวลา 3 วัน 3 คืน เพ่ือเป็นการบูชาพระรัตนตรัย ขณะที่ พระมหากษตั รยิ ์ และบรมวงศานุวงศ์ กท็ รงศีล และทรงบาเพ็ญพระราชกุศลต่าง ๆ คร้ัน ตกเ วลาเ ย็นก็เ สด็จพระ ราชดาเ นินพร้อมด้วยพ ระบ รมวงศ านุวงศ์ แล ะ นางสนองพระโอษฐ์ตลอดจนข้าราชการท้ังฝ่ายหน้า และฝ่ายในไปยังพระอารามหลวง เพ่ือทรงเวียนเทียนรอบพระประธาน ส่วนชาวสุโขทัยจะรักษาศีล ฟังธรรม ถวาย สลากภัต สังฆทาน อาหารบิณฑบาตแด่พระภิกษุสามเณร บริจาคทานแก่คนยากจน ทาบญุ ไถช่ ีวติ สตั ว์ ฯลฯ ต่อมาภายหลังจากสมัยสุโขทัย ประเทศไทยได้รับอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ตอนต้นไม่มี
ปรากฏหลักฐานการประกอบพิธีวิสาขบูชา จนกร ะทั่งมาถึงในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลท่ี 2 (พ.ศ. 2360) พระองค์ทรงมี พระราชดาริที่จะฟื้นฟูพิธีวิสาขบูชาข้ึนใหม่ โดยสมเด็จพระสังฆราช (มี) สานักวัดราช บูรณะ ถวายพระพรให้ทรงทาขึ้นคร้ังแรกในวันข้ึน 14 ค่า 15 ค่า และแรม 1 ค่า เดือน 6 พ.ศ. 2360 โดยให้จัดทาตามแบบอย่างประเพณีเดิมทุกประการ เพ่ือให้ประชาชนได้ ทาบุญ ทากุศลท่ัวหน้ากัน อีกท้ังการร้ือฟื้นพิธีวิสาขบูชาขึ้นมาในครานี้ถือว่าเป็น แบบอย่างปฏบิ ัตใิ นการประกอบพธิ วี ิสาขบชู าตอ่ เนือ่ งมาจนถงึ ปัจจุบนั วนั วสิ าขบชู ามีความสาคญั อย่างไร ? วันวิสาขบูชา เป็นวันที่ระลึกถึงวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ซ่ึงตรงกับวันเพ็ญ เดือนวิสาขมาส (เดือน 6) บรรจบกันท้ัง 3 คราว ไดแ้ ก่ - เช้าวันศกุ ร์ ขึน้ 15 คา่ เดือน 6 ปีจอ กอ่ นพุทธศกั ราช 80 ปี เจา้ ชายสทิ ธตั ถะ ทรงประสูติทพ่ี ระราชอุทยานลุมพินวี นั ซงึ่ ตง้ั อยรู่ ะหว่างกรุงกบิลพัสดกุ์ บั เทวทหะ - เช้ามืดวันพุธ ขึ้น 15 ค่า เดือน 6 ปีระกา ก่อนพุทธศักราช 45 ปี เจ้าชายสิทธัต ถะ ทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อมีพระชนมายุได้ 35 พรรษา ณ ใต้ร่มไม้ศรี มหาโพธ์ิ ริมฝงั่ แมน่ า้ เนรญั ชรา ตาบลอุรุเวลาเสนานิคม ภายหลังจากการออกผนวชได้ 6 ปี ปัจจุบัน สถานท่ีแห่งน้ีเรียกว่า พุทธคยา เป็นตาบลหน่ึงของเมืองคยา แห่งรัฐพิหาร ประเทศอนิ เดยี - ภายหลังจากการตรัสรู้ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงออกประกาศพระธรรม วินัย และโปรดเวไนยสัตว์เป็นเวลา 45 ปี เมื่อมีพระชนมายุได้ 80 พรรษา พระองค์ก็ เสด็จดับขันธปรินิพพาน เม่ือวันอังคาร ข้ึน 15 ค่า เดือน 6 ปีมะเส็ง ณ สาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ ปัจจุบันอยู่ในเมืองกุสีนคระ รัฐอุตตร ประเทศ ประเทศอินเดยี เน่ืองจากเหตุการณ์สาคัญทั้ง 3 เหตุการณ์ เกิดขึ้นตรงกันในวันเพ็ญเดือน 6 ชาว พุทธจึงเรียกการบูชาในวันน้ีว่า วันวิสาขบูชา ซึ่งหมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือน 6 บางแห่งอาจเรยี กว่า วันพระพทุ ธเจ้า หรอื พุทธชยันตี
เหตุการณ์สาคัญทเ่ี กิดในวันวิสาขบชู าในพทุ ธประวัติ เหตุการณ์ในวันประสูติเป็นเหตุการณ์สาคัญลาดับแรกของพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นใน วันเพ็ญ เดอื นวสิ าขมาส โดยพระพทุ ธเจา้ หรอื พระนามเดิม \"เจา้ ชายสิทธัตถะ\" ได้ประสูติ ในพระบรมศากยราชวงศ์ เป็นพระราชโอรสแห่งพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหา มายา ผู้เป็นพระราชมเหสีแห่งพระเจ้าสุทโธทนะ โดยเจ้าชายสิทธัตถะทรงดารงตาแหน่ง ศากยมกฏุ ราชกุมาร ผจู้ กั ไดร้ บั สืบพระราชบัลลังกเ์ ปน็ กษัตรยิ ์แห่งกรงุ กบลิ พัสดุส์ บื ไป จากหลักฐานชั้นบาลี (พระไตรปิฎก) และอรรถกถา กล่าวว่า หลังจากพระ โพธิสัตว์ผู้ดารงอยู่ในดุสิตเทวโลกได้บาเพ็ญพระบารมีครบถ้วนแล้ว ได้ทรงรับคา อาราธนาเพ่ือจุติลงมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า[5] พระโพธิสัตว์จึงได้จุติจาก สวรรค์ช้ันดุสิตลงมาสู่พระครรภ์ของพระนางสิริมหามายา เม่ือเวลาใกล้รุ่ง วันพฤหัสบดี ขึ้น 15 คา่ เดือน 6 ปี ระกา ก่อนพุทธศักราช 80 ปี เมอ่ื พระนางสริ ิมหามายาทรงพระครรถค์ รบถว้ นทศมาส (10 เดือน)[6] ในวันเพ็ญ เดอื นวิสาขมาส (ตรงกับ วันศุกร์ ขึ้น 15 ค่า เดือน 6 ก่อนพุทธศักราช 80 ปี) พระองค์มี พระราชประสงค์ท่ีจะเสด็จพระราชดาเนินกลับไปประสูติพระราชบุตรยังเมืองเทวทหะ อันเป็นเมืองบ้านเกิดของพระองค์ แต่ขณะเสด็จพระราชดาเนินได้เพียงกลางทางหรือ ภายในพระราชอทุ ยานลุมพินีวันซ่ึงต้ังอยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์และเมืองเทวทหะต่อกัน พระองค์เกิดประชวรพระครรภ์จะประสูติ อามาตย์ผู้ตามเสด็จจึงจัดร่มไม้สาละถวาย พระนางจึงประสูติพระโอรส ณ ใต้ร่มไม้สาละนั้น โดยขณะประสูติพระนางประทับยืน พระหตั ถท์ รงจบั กิ่งสาละไว้ เม่ือพระโพธิสัตว์ประสูติแล้ว (โดยอาการที่พระบาทออกจาก พระครรภ์ก่อน) พระโพธิสัตว์ได้ทรงพระดาเนินไปได้ 7 ก้าว และได้ทรงเปล่งอาสภิวาจา (วาจาประกาศความเป็นผสู้ ูงสุด) ขนึ้ ว่า อคฺโคหมสฺมึ โลกสฺส เชฏโฺ ฐหมสมฺ ึ โลกสฺส เสฏโฺ ฐหมสฺมึ โลกสสฺ . อยมนตฺ มิ า ชาติ. นตฺถทิ านิ ปนุ พภฺ โว. คาแปล : เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก, เราเป็นผู้เจริญที่สุดแห่งโลก, เราเป็นผู้ประเสริฐ ทส่ี ุดแหง่ โลก. ชาตนิ ี้ เปน็ ชาติสดุ ท้าย. บดั นี้ ภพใหม่ย่อมไม่มี โดยการทรงเปล่งอาสภิวาจาเป็นอัศจรรย์น้ี นับเป็นบุรพนิมิตแห่งพระบรม โพธิญาณ ท่ีเจ้าชายน้อยผู้เป็นพระบรมโพธิสัตว์จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใน กาลอีกไม่นาน
การตรัสรู้ เหตุการณ์การตรัสรู้พระบรมสัมมาสัมโพธิญาณของเจ้าชายสิทธัตถะน้ี เป็น เหตุการณ์สาคัญลาดับที่สองของพระพุทธเจ้าที่ได้เกิดในวันเพ็ญ เดือนวิสาขมาส ซึ่ง เหตุการณ์นี้ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่มีความสาคัญมากที่สุดของพระพุทธเจ้าและ พระพุทธศาสนา โดยถอื ไดว้ ่าเป็นการเกิดครั้งที่สองของเจา้ ชายสิทธัตถะ คือ คร้งั แรกนั้น เพยี งเกิดเป็นมนุษย์ แต่การตรสั รู้นี้ถือว่าเป็นการเกิดใหม่อีกครง้ั เป็นการเกิดท่ีหาได้โดย ยาก เป็นการเกิดที่สมบูรณ์พร้อมด้วยอริยผล รู้แจ้งซ่ึงสรรพกิเลสท้ังปวง หลุดพ้นจาก บ่วงแหง่ มาร คือ ทกุ ขแ์ ละสขุ ท้ังปวงไดห้ มดสน้ิ เหตุการณ์ในครงั้ นี้ทาให้เจา้ ชายสิทธัตถะ เป็น \"พระสัมมาสัมพทุ ธเจา้ \" แปลว่า ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง (ผู้ไม่ได้รับบัญชาจาก ใคร ผู้ไม่ได้รับโองการจากพระผู้สร้าง หรือเทพเทวดาองค์ไหน) เป็นการ \"รู้แจ้งโลกท้ัง ปวง\" ท่ีเจ้าชายสิทธัตถะในฐานะมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งพึงกระทาได้ และทุกคนมีสิทธ์ิท่ี จะ \"รู\"้ เหมอื นท่ีพระองค์ทรงรดู้ ้วยเหมือนกัน ดังนั้น จึงทาให้มีผู้เรยี กพระธรรมวินัยหรือ
คาส่ังสอนของพระองค์ว่า \"พระพุทธศาสนา\" แปลว่า \"ศาสนาของผู้รู้แจง้ – ศาสนาของ ผู้ (ปฏบิ ัติเพือ่ ) หลดุ พน้ จากกิเลสทง้ั มวล\" การออกผนวช เหตุการณ์การออกผนวชจากหลักฐานช้ันต้น คือ พระไตรปิฎก กล่าวว่า เมื่อ เจ้าชายสิทธัตถะอายุได้ 29 พรรษา[9] ได้ทรงปรารภเหตุคือ ความแก่ เจ็บ ตาย ที่มีอยู่ ทุกคนเป็นธรรมโลก ไม่มีใครจะรอดพ้นไปได้ แต่เพราะว่ามิได้ฟงั คาส่ังสอนของผู้รู้ จงึ ทา ให้มัวแต่มานั่งรังเกียจเหตุเหล่าน้ันว่าเป็นของไม่ควรคิด ไม่ควรสนใจ ทาให้คนเรา ทั้งหลาย มัวมาแต่ลุ่มหลงอยู่ในกิเลสทั้งหลายเพราะความเมา 3 ประการ คือ เมาว่าตัว ยงั หนุ่มยังสาวอย่อู กี นานกวา่ จะแก่ 1 เมาว่าไม่มีโรคอยู่และโรคคงจะไม่เกิดแก่เรา 1 เมา วา่ ชวี ิตเปน็ ของยงั่ ยนื 1[10] มวั แตใ่ ช้ชวี ิตทงิ้ ไปวัน ๆ กลา่ วคือ ทรงดาริว่า ...มนุษย์ท้ังหลายมีความทุกข์เกิดข้ึนครอบงาอยู่ตลอดเวลาก็จริง เกลียดความ ทกุ ขอ์ ยตู่ ลอดเวลากจ็ ริง แต่ทาไมมนุษย์ท้ังหลายยังมัวแสวงหาทุกข์รอ้ นใส่ตัวอยู่ตลอดเวลา แล้วทาไม เรา ตอ้ งมามวั นง่ั แสวงหาทกุ ขใ์ ส่ตวั (ให้โง่) อยู่อีกเล่า! ด้วยความคิดเช่นนี้ ทาให้เจ้าชายสิทธัตถะถึงกับต้ังพระทัยออกผนวชด้วยดาริว่า เมื่อรู้ว่าการเกิดมี (ทุกข์) เป็นโทษแล้ว เราพึงแสวงหา \"นิพพาน\" อันไม่มีความเกิด อัน เปน็ ธรรมทเ่ี กษมจากเครือ่ งร้อยรัด ไม่มีธรรมอื่นยง่ิ กว่าเถดิ นอกจากน้ี ในสคารวสูตร มีพระพุทธพจน์ตรัสสรุปสาเหตุที่ทาให้ทรงต้ังพระทัย ออกบรรพชาไว้ส้ัน ๆ วา่ ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี, ส่วนบรรพชาเป็นโอกาสแสงสว่าง; ผู้อยู่ครอง เรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บรสิ ุทธ์ิบรบิ ูรณ์โดยส่วนเดียว เหมือนสังข์ท่ีเขาขัดดีแล้ว, โดยง่าย น้ันไม่ได้. ถ้าไฉนเราพึงปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมน้าฝาดออกจากเรือน บวชเป็นผ้ไู มม่ ปี ระโยชนเ์ กีย่ วข้องดว้ ยเรือน เถดิ ด้วยเหตุดังกล่าวท้ังหลายนี้พระองค์จึงทรงต้ังพระทัยเสด็จออกผนวช โดยการ เสด็จออกผนวชตามนัยพระไตรปิฎกน้ัน มิได้ทรงหนีออกจากพระราชวัง แต่เสด็จออก ผนวชต่อหน้าพระราชบิดาและพระราชมารดาเลยทีเดียว ดังในโพธิราชกุมารสูตร ราช วรรค ว่า
...เรายังหนุ่มเทียว เกสายังดาจัด บรบิ ูรณ์ด้วยเยาว์อันเจริญในปฐมวัย, เม่ือบิดา มารดาไม่ปรารถนาด้วย กาลังพากันร้องไห้ น้าตานองหน้าอยู่ เราได้ปลงผมและหนวด ครองผา้ ยอ้ มฝาด ออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไมม่ เี รอื นแลว้ ... ตรัสรู้ แสวงหาอาจารย์ เม่ือทรงออกผนวชแล้ว พระองค์ทรงเข้าศึกษาในสานักลัทธิต่าง ๆ เช่น สานักอาฬารดาบส รามบุตร[11] และสานักอทุ กดาบส รามโคตร ได้บรรลุสมาบัติ 8 สิ้น ความรู้เจ้าสานักทั้งสอง แต่พระองค์ยังไม่ทรงพอพระทัยเพราะสมาบัติทั้ง 8 นั้น ไม่ สามารถทาให้พระองค์ตรัสรู้ได้ จึงทรงออกจากสานักของอาจารย์ทั้งสอง เสด็จไปถึง ตาบลอุรุเวลาเสนานิคม เป็นสถานท่ีรมณียสถาน มีป่าชัฏ แม่น้าใสสะอาด และมีโคจร คาม (สถานที่บิณฑบาต) อย่โู ดยรอบ จึงทรงตัง้ พระทัยท่ีจะบาเพญ็ เพยี รอยู่ ณ ท่แี ห่งนี้ บาเพ็ญทกุ กรกริ ิยา ในช่วงแรกน้ัน พระองค์ทรงบาเพญ็ เพยี รทางกาย คือ \"ทุกกรกิรยิ า\"[12] คือ การ บาเพญ็ เพยี รทน่ี กั พรตผูบ้ าเพ็ญตบะในสมยั นน้ั ยกย่องว่าเป็นยอดของการบาเพ็ญเพยี รทั้ง ปวง 3 ประการ โดยในระหว่างบาเพ็ญเพียร ปัญจวัคคีย์ท้ัง 5 คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ ผู้เป็นพราหมณ์ (โกณฑัญญะ) และบุตรแห่งพราหมณ์ (ปญั จวคั คยี ์ท่เี หลือ) ท่ีได้ร่วมงานทานายลกั ษณะมหาบุรุษแห่งเจา้ ชายสิทธัตถะ (ในคราว 5 วันหลังจากประสูติ) ว่า \"ถ้าเจา้ ชายสิทธัตถะออกผนวช จักได้เป็นศาสดาเอกของโลก\" เมอ่ื ทา่ นเหลา่ นน้ั ได้ทราบข่าวการออกผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ จึงชักชวนกันออกบวช เพื่อตามหาเจ้าชาย และได้พบเจ้าชายสิทธัตถะในขณะกาลังบาเพ็ญทุกกรกิริยาจึงคอย เฝ้าอยู่ปฏิบัติ ต่อมา เมื่อพระองค์ได้ทรงบาเพ็ญเพียรถึงขั้นยวดย่ิงแล้วแต่ยังไม่ตรัสรู้ พระองค์ได้ทราบอุปมาแห่งพิณ 3 สาย ว่าการปฏิบัติเช่นนี้เป็นหนทางอนั สุดโต่งเกินไป จึงได้ละทุกกรกิรยิ าเสีย หันกลับมาเสวยอาหาร เหล่าปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 จึงคิดว่าพระองค์ ทรงคลายความเพียรทางกายด้วยทุกกรกิริยา ไม่มีโอกาสตรัสรู้ได้ จึงพาพวกละทิ้ง พระองคไ์ ปอยู่ที่ปา่ อสิ ิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี
วันตรัสรู้ เม่ือเจ้าชายสิทธัตถะกลับมาเสวยพระกระยาหารจนพระวรกายกลับมามีพระ กาลงั ขนึ้ เหมือนเดิมแลว้ จึงทรงเปลี่ยนมาเรมิ่ บาเพญ็ เพียรทางใจต่อไป จนล่วงเข้าเช้าวัน ข้ึน 15 ค่า เดือนวิสาขมาส หลังบรรพชาได้ 6 ปี[13][14] นางสุชาดา ธิดานายบ้านอุรุ เวลาเสนานิคม ได้นาข้าวมธุปายาสไปถวายพระองค์ขณะประทับอยู่ ณ ต้นไทรใกล้กับ บ้านของนาง ด้วยคิดว่าพระองค์เป็นเทวดา เพราะวันน้ันพระองค์มีรัศมีผ่องใส จนเม่ือ ทรงรับเสวยข้าวมธปุ ายาสแล้วจึงได้ทรงนาถาดทองคาไปอธษิ ฐานลอยในแมน่ า้ เนรญั ชรา จวบจนเวลาเย็น ได้ทรงรบั ถวายหญ้าคา (หญ้ากุศะ) 8 กามือ จากนายโสตถิยะพราหมณ์ ทรงนาไปปูลาดเป็นโพธิบัลลังก์ ณ ใต้ต้นอัสสถะพฤกษ์ (หลังจากการตรัสรู้จึงได้ชื่อใหม่ ว่า \"ต้นพระศรมี หาโพธ์\"ิ หรอื \"ตน้ โพธ์ิ\") ต้นหนึง่ รมิ ฝั่งน้าเนรญั ชรา ผินพระพักตรไ์ ปทาง ทิศตะวันออก หันพระปฤษฏางค์ (หลัง) ไปทางลาต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทรงอธิษฐานใน พระทัยวา่ ...หนัง เอ็น กระดูก จักไม่เหลืออยู่ เนื้อและเลือดในสรรี ะ จักเหือดแห้งไปก็ตามที เมื่อยังไม่ลุถึงประโยชน์อันบุคคลจะลุได้ด้วยกาลังของบุรุษ (การตรัสรู้) ด้วยความเพียร ของบุรุษ (มนุษย์) ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว จักหยุดความเพียรนั้นเสีย เป็นไม่มี เลย...
จากนั้น พญามารได้ยกพลเสนามารมาผจญ พระองค์ตอ้ งต่อสู้ด้วยพระบารมี 10 ทศั กลา่ วในแงธ่ รรมาธษิ ฐาน คือ ทรงต่อสู้กับกิเลสภายในใจจนทรงเอาชนะไดด้ ว้ ยพระ บารมี คอื ความลาบากในการบาเพ็ญความดที ั้งปวง อนั ทรงได้สง่ั สมมาตลอดแต่ครง้ั เปน็ พระโพธิสตั ว์ ทรงต่อสจู้ นพญามารพ่ายแพ้ไปตอนพระอาทิตยจ์ ะตกแล้ว พระองค์จงึ ทรง เรม่ิ เจริญสมถภาวนา ทาจติ ใจใหเ้ ปน็ สมาธิ จนบรรลุปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และ จตุตถฌาน ตามลาดับ แล้วทรงทาใหฌ้ านอันเป็นองค์แหง่ ปัญญา 3 ประการ เกิดขน้ึ ใน ยามทง้ั 3 คือ 1. ปฐมยาม ทรงบรรลุ \"ปุพเพนวิ าสานุสสตญิ าณ\" คือ ทรงสามารถระลึกชาติได้ 2. มชั ฌมิ ยาม ทรงบรรลุ \"จุตปู ปาตญาณ\" คือ รู้การตายการเกิดของสัตว์ทงั้ ปวง หรอื อีกนัยหน่ึงเรียกว่าได้ ทิพยจักษญุ าณ คือ ตาทพิ ย์ 3. ปัจฉมิ ยาม พระองคไ์ ดท้ รงพจิ ารณาปฏจิ จสมุปบาท คอื ธรรมท่ีอาศัยซ่ึงกนั และกัน เกิดข้ึนเป็นเหตเุ ปน็ ผลของกนั และกันตอ่ เนือ่ งเสมอื นกบั ลกู โซ่ จนได้รู้แจง้ ซึ่ง อรยิ สจั ธรรม 4 ประการ คือ - ทุกข์ ความทุกข์ สภาวะทท่ี นได้ยาก ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ (ปญั หา) - สมทุ ยั สาเหตุท่ีทาใหเ้ กดิ ทกุ ข์ (สาเหตุของปญั หา) - นิโรธ ความดบั ไปซ่งึ ต้นเหตุที่ทาใหเ้ กิดทกุ ข์ (จดุ มุ่งหมายในการแกป้ ัญหา) - มรรค หนทางท่จี ะดับทุกข์ได้ (วิธกี ารแก้ปญั หา) แล้วพระองค์จึงทรงบรรลุซึ่ง \"อาสวักขยญาณ\" คือ ความรู้เป็นเหตุสิ้นอาสวกิเลส ทง้ั ปวง เม่ือน้นั จิตของพระองค์กห็ ลดุ พ้นจากกิเลสและอาสวะทั้งปวง ไม่มีความยึดถือม่ัน ด้วยตัณหาอปุ าทาน[15][16] อนั เป็นการได้ตรัสรพู้ ระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ สาเร็จ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างสมบูรณ์ ในยามที่ 3 แห่งคืนวิสาขมาส ก่อนพุทธศักราช 45 ปี ต้ังแต่นั้น พระองค์ทรงได้รับการถวายพระนามบัญญัติโดยคุณนิมิตแห่งพระองค์ ว่า \"อรห\" เป็นพระอรหันต์ผู้ห่างไกลจากกิเลสทั้งปวง และ \"สมฺมาสมฺพุทฺโธ\" เป็น พระสมั มาสัมพทุ ธเจา้ ผ้ไู ด้ตรัสรูช้ อบได้โดยลาพงั พระองค์เอง หามีผู้ใดเป็นครูอาจารย์ไม่ ต่อมา พระองค์ได้ทรงนาสิ่งที่พระองค์ทรงรู้แจ้งในวันตรัสรู้น้ีมาเผยแก่หมู่ชนท้ังหลาย พระองคจ์ งึ ทรงได้รบั ขนานพระนามว่า \"สมเดจ็ พระบรมศาสดาสัมมาสมั พทุ ธเจ้า\" สบื มา
วันปรินิพพาน ทรงปลงพระชนมายสุ งั ขาร พระพุทธองค์ทรงปฏิบัติดารงตนในฐานะพระบรมศาสดา เผยแผ่พระธรรมวินัย คือ พระพุทธศาสนาแก่พหูชนชาวชมพูทวีปเป็นเวลากว่า 45 ปี ทาให้พระศาสนาตั้ง หลักฐานอย่างมั่นคง ณ ชมพูทวีปกว่าพันปี และพระพุทธศาสนาได้ขยายออกไปทั่ว แผ่นดินเอเชียนับแต่นั้นมา จวบจนพระพุทธองค์มีพระชนมายุ 80 พรรษา มีพระวรกาย ชราภาพเสมือนคนทั่วไป[19] พระองค์ตรสั ว่า ศาสนาของพระองค์ได้ทรงต้ังมั่นแล้ว ทรง ทาหน้าท่ีแห่งพระพุทธเจ้าบริบูรณ์แล้ว[20] ในเวลาสามเดือนก่อนจะเสด็จดับขันธปริ นิพพาน ขณะพระองค์ประทับอยู่ ณ ปาวาลเจดีย์ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เมืองเวสาลี ได้ตรัสอภิญญาเทสิตธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วพระองค์ทรงทาการปลงพระชนมายุ สงั ขารวา่ ...ภกิ ษทุ ้ังหลาย! บัดนี้ เราจกั เตือนท่านทั้งหลาย: สังขารทั้งหลาย มีความเส่ือมไป เปน็ ธรรมดา..., ตถาคตจกั ปรนิ พิ พาน โดยกาลลว่ งไปแหง่ สามเดอื นจากน้.ี ..
เสด็จไปเมอื งกสุ นิ ารา จากนั้น พระองค์เสด็จไปบ้านภัณฑคาม บ้านหัตถิคาม จนเสด็จถึงเมืองปาวา โดยลาดับ ที่นี่พระองค์ได้ประทับท่ีสวนมะม่วงของนายจุนทะ กัมมารบุตร ทรงแสดง ธรรมแก่นายจุนทะ และเสด็จไปรับบิณฑบาตในวันรุ่งข้ึน พระองค์ทรงอนุญาตรับ บิณฑบาตเสวยสูกรมัททวะท่ีนายจุนทะจัดไว้ (ต่อจากนี้ พระองค์ประชวรด้วยโรคปัก ขันธิกาพาธอย่างกล้าจวบจนส้ินพระชนมายุ)[23] จากนั้น ได้เสด็จไปสู่เมืองกุสินารา[24] ในกลางทางทรงพักท่ีร่มไม้แห่งหน่ึง รับส่ังให้พระอานนท์ปูลาดสังฆาฏิเพื่อเสวยน้าด่ืม และทรงสนทนากับปุกกุสสะ มัลละบุตร จนเกิดศรัทธาถวายผ้าเนื้อดีสองผืน ทรงรับส่ัง ให้นามาห่มคลุมพระองค์ผืนหนึ่ง อีกผืนหนึ่งรับส่ังให้ถวายแก่พระอานนท์ เม่ือปุกกุสสะ ถวายผ้าน้ันแล้วหลีกไป พระอานนท์ได้น้อมถวายผ้าของตนแก่พระพุทธเจ้า ได้เห็น พระวรกายของพระองค์วา่ มีพระฉวีผอ่ งใสยงิ่ จึงได้ทลู ถาม พระองค์ตรัสตอบว่า ...อานนท์! เป็นอย่างน้ัน, กายของตถาคต ย่อมมีฉวีผุดผ่องในกาลสองครั้งคือ ใน ราตรที ต่ี รสั รูอ้ นุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ, และราตรี ท่ีตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิ พพานธาต.ุ อานนท์! การปรินิพพานของตถาคตจักมีในระหว่างต้นสาละคู่ ในสวนสาละอัน เปน็ ทพี่ ัก ของพวกมลั ลกษตั รยิ ์ ใกล้เมืองกุสินารา ในตอนปจั ฉมิ ยามคนื นี.้ .. ประทับสหี ไสยาสน์ เม่ือเสด็จถึงพระราชอุทยานของมัลลกษัตริย์ พระองค์ทรงให้พระอานนท์จัดที่ บรรทมระหว่างต้นสาละคู่ ขณะทรงประทับสหี เสยยาสน์หันพระเศียรไปทางทิศเหนือ ได้ เกดิ อศั จรรย์ คอื ดอกาละผลิดอกผดิ ฤดูกาลโปรยลงบนพระสรีระ ดอกมณฑารพ จรุ ณ์ไม้ จนั ทร์ ตกลงและดนตรีทิพย์บรรเลงข้ึนเพ่ือบูชาแก่พระพุทธเจ้า เทวดาท่ัวโลกธาตุได้มา ประชุมกันเพ่อื เหน็ พระพทุ ธเจา้ บางองคค์ ร่าครวญเสยี ใจด้วยอาการตา่ ง ๆ ประทานพระปจั ฉิมโอวาท จากน้ัน พระองค์ทรงอนุญาตให้พวกมัลละกษัตริย์เข้าเฝ้าและได้ตรัสแก้ปัญหา ของสุภัททะปริพาชก จนเกิดศรัทธาขอบรรพชาด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาเป็นพระสาวก องค์สุดท้ายในบรรดาสาวกที่ทันเห็นพระพุทธองค์ แล้วตรัสให้พระธรรมคาสั่งสอนของ พระองคเ์ ปน็ ผู้สบื ศาสดาไว้วา่
... อานนท์! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ท่ีเราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จกั เปน็ องค์ศาสดาของพวกเธอท้ังหลาย เม่ือเราล่วงลับไปแล้ว... จากน้ันตรัสพระโอวาทท่ีสาคัญ ๆ อีก 4-5 เรื่อง จนในที่สุดตรัสพระปัจฉมิ โอวาท เตือนเปน็ ครงั้ สุดทา้ ยว่า ...หนฺททานิ ภกิ ขฺ เว อามนตฺ ยามิ โว วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมปฺ าเทถ... แปลว่า : ภิกษุทั้งหลาย! บัดนี้ เราจักเตือนพวกเธอทั้งหลายว่า \"สังขารทั้งหลายมี ความเสื่อมไปเป็นธรรมดา. พวกเธอทั้งหลาย จงยังประโยชน์ตนและท่าน ให้ถึงพร้อม ดว้ ยความไม่ประมาทเถดิ \" ปรนิ พิ พาน จากน้ัน พระองค์ทรงนิ่งเงียบ หลับตา ทรงเข้าอนุปุพพวิหารสมาบัติ 9 มีรูปฌาน 4 คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน จากน้ันเป็นอรูปฌาน 4 คือ อา กาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ (เรยี กรวมเปน็ สมาบัติ 8) และ นิโรธสมาบตั ิ 1 ชือ่ เตม็ คือสัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วย้อนลง มาตามลาดับจนถึงปฐมฌาน แล้วย้อนข้ึนอีกเป็น ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน เป็นปจั ฉิมสมาบัติ เม่ือออกจากจตตุ ถฌานจงึ เสดจ็ ดบั ขนั ธปรินิพพาน พระพทุ ธองค์ตรัสถึงความดบั สมุทัยอนั เป็นเหตุแห่งความดับทุกข์ (เสด็จดับขันธป รินิพพาน) ไว้เมอ่ื คราวทรงพระชนม์อยู่วา่ ...ต้นไม้ เมื่อโคนต้นยังอยู่ ไม่มีอปุ ัทวะ แม้ถูกตัด (ส่วนบน) แล้วก็งอกได้อีกอยู่น่ัน ฉนั ใดกด็ ี แมท้ กุ ข์นี้กฉ็ นั น้นั เมือ่ ตัณหานุสยั ยงั มิไดถ้ ูกถอนทง้ิ แล้ว ก็ไดเ้ กิดรา่ ไป... กล่าวคือ พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานเพราะความดับไปแห่งสมุทัย คือ ได้ทรงถอนเสียส้ินซึ่งต้นและราก กิเลสตัณหาอนั เป็นสาเหตุแห่งทุกข์ท้ังปวงน้ีแล้วเม่ือใน วนั ตรสั รู้ การเสด็จดับขันธปรินิพพานน้ีจึงเป็นการตายคร้งั สุดท้ายของพระพุทธองค์ โดย \"สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ\" (ส้ินตัณหาเมื่อคราวตรัสรู้ และสิ้นขั นธ์ห้า เมื่อคราว ปรนิ พิ พาน) เม่ือนั้นได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ โลมชาติลุกขึ้นชูชัน กลองทิพย์บรรลือล่ันไปใน อากาศ ไว้อาลัยแด่การจากไปของพระพุทธองค์ ผู้ทรงเป็นบรมครูของโลก กายของ พระองค์สิ้นเชื้อคอื ตัณหาที่จะนาไปเกิดในภพใหม่ ครัน้ กายแตกดับแล้ว ถึงความเป็นของ ว่าง ไม่มีอะไรเหลือสาหรบั ส่วนผสมของกายในภพต่อไป พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปริ
นิพพานในปจั ฉิมราตรี วนั ข้ึน 15 ค่า เดือน 6 ก่อนพุทธศักราช 1 ปี ตามการนับของไทย (หากเป็นกัมพูชาหรือพมา่ จะนับเป็น พ.ศ. 1 ทนั ที ดเู พิ่มท่ี พุทธศักราช) กิจกรรมวนั วสิ าขบูชา วันวิสาขบูชา ถือว่าเป็นวันสาคัญย่ิงท่ีชาวพุทธท่ัวโลกจะมารวมตัวกันเพ่ือจัดพิธี ทาบุญใหญ่ หรือจัดกิจกรรมต่างๆ เพือ่ เป็นการบาเพ็ญกุศลระลึกถึงพระพุทธเจ้า โดยใน ฐานะที่วันวิสาขบูชาได้รับการยกย่องให้เป็นวันสาคัญของโลก เม่ือวันวิสาขบูชามาถึง องค์การสหประชาชาติ ณ มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา จะมีการอัญเชิญ พระเจดยี ว์ สิ าขบชู านสุ รณ์ สกลโลก ประกาศบูชาวันวิสาขะ ภายในประดิษฐานพระบรม สารีริกธาตุ ประดิษฐานอยู่ ณ สานักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติเป็นการถาวรและ เปิดให้ประชาชนเดนิ ทางเขา้ มาสักการะ ในประเทศไทย นอกจากพทุ ธศาสนิกชนจะเดินทางเข้าวัดบาเพญ็ กุศล ถือศีล ฟัง ธรรมแล้ว ยังนิยมการปล่อยนกปล่อยปลา และเวียนเทียนรอบพระอโุ บสถในช่วงค่าเพ่ือ ถวายเปน็ พทุ ธบชู าอกี ด้วย เมอื่ วันวสิ าขบชู ามาถึง พุทธศาสนิกชนชาวไทยนิยมทาบุญตัก บาตรในตอนเช้า และตลอดวันก็จะมีการบาเพ็ญกุศลความดีอนื่ ๆ อาทิ ต้ังใจรักษาศีล 5 ศีล 8 งดเว้นการทาบาปท้ังปวง ทาบุญถวายสังฆทาน ให้อิสระทาน หรือการปล่อยนก ปล่อยปลา ฟังพระธรรมเทศนา รวมถึงเดินทางไปเวียนเทียนรอบพระอุโบสถต้ังแต่ช่วง เย็นกนั เปน็ จานวนมาก ก่อนทจี่ ะเริม่ ทาการเวียนเทียน พทุ ธศาสนิกชนควรร่วมกันกล่าวบทสวดมนต์และ คาบชู าในวนั วสิ าขบชู า ซึ่งโดยปกติตามวัดต่างๆ จะจัดให้มีการทาวัตรสวดมนต์ก่อนที่จะ เริ่มเวียนเทียน ส่วนใหญ่นิยมปฏิบัติพิธีการเวียนเทียนกันอย่างเป็นทางการ มีพระสงฆ์ เป็นผู้นาเวียนเทียนในเวลาประมาณ 20 นาฬิกา หรือ 2 ทุ่ม โดยบทสวดมนต์ท่ีพระสงฆ์ นยิ มสวดก่อนเริม่ การเวียนเทยี นทม่ี ีทัง้ บาลแี ละคาแปลตามลาดบั ดงั นี้ 1. บทบชู าพระรัตนตรัย 2. บทนมัสการนอบนอ้ มบชู าพระพุทธเจา้ 3. บทสรรเสรญิ พระพุทธคณุ 4. บทสรรเสรญิ พระพทุ ธคณุ สวดทานองสรภญั ญะ 5. บทสรรเสรญิ พระธรรมคณุ 6. บทสรรเสริญพระธรรมคุณ สวดทานองสรภญั ญะ
7. บทสรรเสริญพระสงั ฆคุณ 8. บทสรรเสริ ญพระสงั ฆคณุ สวดทานองสรภญั ญะ 9. บทสวดเนอ่ื งในวันวสิ าขบูชา เม่ือสวดจบแล้วก็จะมีการจุดธูปเทียนและถือดอกไม้เป็นเคร่ืองสักการบูชา จากนั้นจงึ เดินเวียนรอบปูชนยี สถาน 3 รอบ โดยในขณะท่เี ดนิ พึงตง้ั จติ ให้สงบ พร้อมสวด ระลึกถึงพระพุทธคุณด้วยการสวดบท อิติปิโส (รอบท่ีหน่ึง) ระลึกถึงพระธรรมคุณด้วย การสวด สวากขาโต (รอบท่ีสอง) และระลึกถึงพระสังฆคุณด้วยการสวด ปะฏิปันโน (รอบที่สาม) จนกว่าจะเวียนครบ 3 รอบ เมื่อเดินเวียนครบแล้วให้นาธูปเทียน ดอกไม้ไป บูชาตามปูชนยี สถานจึงเป็นอันเสรจ็ พิธี
แหลง่ ทีม่ า https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0% B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%9A% E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2
Search
Read the Text Version
- 1 - 19
Pages: