ห้องสมดุ ประชาชน “เฉลิมราชกุมาร”ี อาเภอวงั ทรายพูน ศูนย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อาเภอวงั ทรายพนู สานักงานสง่ เสริมการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยจังหวดั พจิ ติ ร
จอมพลหญิง จอมพลเรือหญิง จอมพลอากาศหญิง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระนามเดิม หม่อมราชวงศ์สิริกิต์ิ กิติยากร (พระราชสมภพ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2475) เป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถในพระบาทสมเด็จ พระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงใน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และโดยพระชนมพรรษาจึงนับเป็นพระกุลเชษฐ์ พระองคป์ จั จุบนั ในราชวงศจ์ ักรี เนื่องจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิฯ เป็นผู้สาเร็จราชการแทนพระองค์ขณะที่พระราช สวามีเสด็จออกผนวช ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2499 - 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 พระองคจ์ ึงไดร้ ับการสถาปนาขึน้ เป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ เม่ือวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2499[3] ถือเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถพระองค์ท่ีสองของกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อจากสมเด็จพระนางเจา้ เสาวภาผอ่ งศรี พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 5 พระราชประวัติ ขณะทรงพระเยาว์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิฯ เป็นธิดาในหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร (ภายหลังคือ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ) กับหม่อมหลวงบัว กิติยากร (ราชสกุลเดิม สนิทวงศ์) เสด็จพระราชสมภพเม่ือวันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2475 ณ บ้านของพลเอก เจ้าพระยา วงษานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) บ้านเลขท่ี 1808 ถนนพระรามที่ 6 ตาบล วังใหม่ อาเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร อันเป็นบ้านของพระอัยกาฝ่ายพระราชมารดา มพี ระเชษฐาสองคนคอื หม่อมราชวงศ์กัลยาณกิติ์ กิติยากรและหม่อมราชวงศ์อดุลกิต์ิ กิติยากร และมพี ระขนิษฐาหนึ่งคนคอื ท่านผู้หญิงบษุ บา สธนพงศ์ สาหรับพระนาม \"สิริกิติ์\" ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าราไพพรรณี พระ บรมราชินี มคี วามหมายว่า \"ผูเ้ ปน็ ศรแี ห่งกิติยากร\" เรียกโดยลาลองว่า \"คุณหญิงสิริ\" ส่วนพระ ราชสวามจี ะทรงเรยี กวา่ \"แมส่ ริ ิ\" เม่ือหม่อมราชวงศ์สิริกิต์ิมีอายุราว 2 ปี ขณะที่พ่ีเล้ียงอุ้มอยู่น้ันก็มีแขกเล้ียงวัวเข้ามา ทานายทายทัก ว่าเด็กผู้หญิงคนนี้จะมีบุญวาสนาได้เป็นราชินีในอนาคต ดังที่ท่านผู้หญิงเกน หลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ไดเ้ ล่าไว้ ความวา่ ...วันหน่ึงขณะท่ีพี่เลี้ยงอุ้ม ม.ร.ว.สิริกิต์ิ เดินเล่น พอดีขณะน้ันมีแขกเล้ียงวัว ซ่ึงเป็น เพื่อนของแขกยามประจาบ้านมาหากัน พอแขกท่ีมาเหลือบเห็น ม.ร.ว.สิริกิติ์ ก็จ้องมองพร้อม ทั้งกวกั มอื เรียกพี่เล้ียงขอให้เห็นใกล้ ๆ หน่อย เมื่อเข้ามาใกล้มองดูสักครู่ก็พูดว่า \"ต่อไปจะเป็น
มหารานี\" พ่ีเลี้ยงได้ฟังก็ชอบใจเที่ยวเล่าให้คุณยายและใครต่อใครฟัง ถึงไม่เชื่อแต่ก็ปล้ืมใจ ต่อมาเมื่อ ม.ร.ว.สิริกิติ์ เจริญวัยขึ้น เลยเป็นเหตุให้คุณพ่ีชายทั้งสองคนเอามาล้อเลียนเป็นที่ ขบขันว่าเป็นราชินีแห่งอบิสซีเนีย [เอธิโอเปียในปัจจุบัน] บางครั้งถึงกับทาให้ผู้ถูกล้อต้องนั่ง ร้องไห้ด้วยความอายและเจ็บใจ แต่พี่ชายท้ังสองก็ยังไม่หยุดล้อ กลับเอาเศษผ้าขาด ๆ มาทา เป็นธงโบกอยไู่ ปมา พร้อมท้งั บอกวา่ เปน็ ธงประจาตัวของราชินี... ท่านผหู้ ญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยธุ ยา สอดคล้องกบั หม่อมราชวงศ์กิติวัฒนา ปกมนตรี ท่ีกล่าวถึงเก่ียวกับหม่อมราชวงศ์สิริกิต์ิ ไดเ้ ลา่ เร่อื งดังกล่าวให้เพื่อน ๆ จากโรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ท่ีย้ายมาเรียนต่อที่ โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยฟังว่ามีหมอดูมาที่ตาหนักของท่านพ่อ แล้วทายทักว่าจะได้เป็น ราชินี โดยที่หม่อมราชวงศ์สิริกิต์ิเองและเพ่ือนฝูงก็มิได้ใส่ใจนัก แต่เพ่ือน ๆ ก็ขนานนามว่า \"ราชินีสริ ิกติ \"์ิ มาแต่นั้น[12] แมจ้ ะเปน็ เรอื่ งขบขันของราชสกลุ กติ ิยากร แต่ไม่มใี ครคาดถงึ วา่ ใน อกี 15 ปตี ่อมาคาทานายของแขกเล้ยี งววั ผนู้ นั้ จะเป็นความจรงิ [13] วงั เทเวศร์ ทป่ี ระทับของพระองค์ในวยั เยาว์ ในระหว่างยังทรงพระเยาว์ สถานการณ์บ้านเมืองไม่สู้สงบนัก เนื่องจากเพิ่งพ้นจากช่วง ของการเปล่ียนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ไม่นาน หม่อมเจ้านักขัตรมงคล ต้องทรงออกจากราชการทหาร โดยรัฐบาลแต่งต้ังให้ไปรับตาแหน่งเลขานุการเอกประจา สถานทตู สยาม ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐ ส่วนหม่อมหลวงบัวซ่ึงมีครรภ์แก่ยังคงอยู่ในสยาม แต่ได้เดินทางไปสมทบหลังจากให้กาเนิดหม่อมราชวงศ์สิริกิต์ิได้ 3 เดือน โดยมอบหม่อม ราชวงศ์สิริกิต์ิให้อยู่ในความดูแลของเจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิท วงศ์) และท้าววนิดาพิจาริณี (บาง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา) บิดาและมารดาของหม่อมหลวงบัว ดังน้ันหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์จึงต้องอยู่ไกลจากบิดามารดาตั้งแต่อายุน้อย[14] บางคราวต้อง เดนิ ทางไปต่างจงั หวดั เช่น พ.ศ. 2476 หม่อมเจ้าอัปษรสมาน กิติยากร พระมารดาของหม่อม เจ้านักขัตรมงคล ได้ทรงรับนัดดาตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปอยู่ท่ี จังหวดั สงขลา ปลายปี พ.ศ. 2477 หม่อมเจ้านักขัตรมงคลทรงลาออกจากราชการแล้วกลับมาสยาม จึงทาให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ซ่ึงขณะน้ันอายุได้ 2 ปี 6 เดือน ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันท้ัง ครอบครัว ณ ตาหนักในวังเทเวศร์ บริเวณถนนกรุงเกษม ปากคลองผดุงกรุงเกษม ริมแม่น้า เจ้าพระยา
การศึกษา พ.ศ. 2479 เมื่อหม่อมราชวงศ์สิริกิต์ิมีอายุได้ 4 ปี ก็ได้เข้ารับการศึกษาครั้งแรกในช้ัน อนบุ าลทโ่ี รงเรยี นราชนิ ี ทว่าในขณะนัน้ แม้เหตุการณ์ด้านการเมืองภายในสยามจะสงบลง แต่ สถานการณ์ระหว่างประเทศกไ็ มส่ งบ กลา่ วคอื สงครามแปซฟิ ิกเร่มิ แผ่ขยายมาถึงสยาม จังหวัด พระนครถูกโจมตีทางอากาศหลายคร้ังจนการคมนาคมไม่สะดวก บิดาจึงให้หม่อมราชวงศ์ สิริกติ ิ์ย้ายไปเรยี นที่โรงเรยี นเซนต์ฟรงั ซีสซาเวียร์คอนแวนต์ เพราะอยู่ใกล้วังบิดา ได้เรียนที่น่ัน ตั้งแต่ช้ันประถมศึกษาปีที่ 2 จนถึงชั้นมัธยมศึกษา หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ได้เริ่มเรียนเปียโน ซ่ึง เรยี นไดด้ แี ละเร็วเปน็ พิเศษ นอกจากน้ยี งั ไดศ้ ึกษาภาษาอังกฤษและภาษาฝร่ังเศสซ่ึงทรงสันทัด เช่นกนั พ.ศ. 2489 ครั้นเม่ือสงครามโลกครั้งท่ีสองสงบลง หม่อมเจ้านักขัตรมงคลต้องเสด็จไป ดารงตาแหน่งอัครราชทูตผู้มีอานาจเต็มประจาสานักเซนต์เจมส์ ประเทศอังกฤษ ท้ังน้ีได้ทรง พาครอบครัวทั้งหมดไปอยู่ด้วย ในเวลานั้นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ มีอายุได้ 13 ปีเศษ และเรียน จบช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 แล้ว ขณะท่ีอยู่ในประเทศอังกฤษ หม่อมราชวงศ์สิริกิต์ิได้ศึกษาต่อทั้งวิชาภาษาอังกฤษและ ฝร่ังเศส และวิชาเปียโนกับครูพิเศษ หลังจากน้ันไม่นาน บิดาย้ายไปประเทศเดนมาร์กและ ฝรั่งเศสตามลาดับ ขณะท่ีหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ก็ยังคงเรียนเปียโนและตั้งใจจะศึกษาต่อใน วทิ ยาลยั การดนตรีท่ีมีช่ือเสยี งของกรงุ ปารสี จนจบ ระหว่างทอ่ี ยใู่ นประเทศฝรง่ั เศส หมอ่ มราชวงศ์สริ กิ ติ ิ์ได้มโี อกาสรับเสด็จพระบาทสมเดจ็ พระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อคร้ังดารงพระอิสริยยศ สมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (ขณะนั้นทรงศึกษาต่อท่ีประเทศสวิตเซอร์แลนด์หลังจากเสด็จขึ้น ครองราชย์) ซ่ึงพระองค์เสด็จประพาสกรุงปารีสเพ่ือทอดพระเนตรโรงงานทารถยนต์ ท้ังน้ี เนื่องจากสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ ัวภมู ิพลอดลุ ยเดช โปรดการดนตรเี ปน็ พเิ ศษ ขณะทห่ี มอ่ มราชวงศ์ สิริกิตก์ิ ส็ นใจศิลปะเช่นกนั ทาใหเ้ กิดความสัมพนั ธ์ขนึ้
อภิเษกสมรส วนั ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2491 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงประสบอุบัติเหตุ ทางรถยนต์ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งโดยมี หม่อมหลวงบัวและหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ เข้าเฝ้าฯ เยี่ยมพระอาการเป็นประจา และในช่วง ระยะเวลาท่ีหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์อยู่เฝ้าฯ ถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชท่ี สวิตเซอร์แลนด์นั้น สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ทรงรับเป็นธุระจัดการให้หม่อมราชวงศ์ สิริกิต์ิเข้าศึกษาในโรงเรียน Pensionnat Riante Rive ซึ่งเป็นโรงเรียนประจาแห่งหน่ึงของโล ซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ครั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงหายจาก อาการประชวรแล้ว ก็ได้ทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เป็นการภายในเมื่อวันท่ี 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 หลังจากทรงหมั้นแล้ว หม่อมราชวงศ์สิริกิต์ิยังคงศึกษาต่อ กระทั่ง พ.ศ. 2493 เม่ือสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดาเนินนิวัตประเทศไทยเพ่ือร่วมพระ ราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระองค์ ทา่ นโปรดฯ ให้หมอ่ มราชวงศส์ ริ กิ ิต์ิตามเสด็จพระราชดาเนนิ กลบั ดว้ ย เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 พระราชพิธีราชาภิเษกสมรสในพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์จึงจัดข้ึน ณ วังสระปทุม โดยมีสมเด็จ พระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จฯ เป็นองค์ประธาน ในการน้ี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงลงพระปรมาภิไธยในทะเบียนสมรสและโปรดให้ หม่อมราชวงศ์สิริกิต์ิ กิติยากรพร้อมท้ังสักขีพยานลงนามในทะเบียนน้ัน หลังจากน้ัน สมเด็จ พระพนั วสั สาอัยยิกาเจ้าเสด็จออกในพระราชพธิ ถี วายน้าพระพุทธมนต์เทพมนต์แด่สมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวและทรงรดน้าพระพุทธมนต์เทพมนต์แด่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ในการพระราชพิธี ราชาภิเษกสมรสตามโบราณราชประเพณี ต่อมาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชโปรด เกล้าฯ ให้อาลักษณ์อ่านประกาศสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรขึ้นเป็น \"สมเด็จพระ ราชินีสิริกิต์ิ\" พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์ อนั มีเกยี รติคณุ รุง่ เรอื งย่ิงมหาจักรีบรมราชวงศใ์ นการน้ดี ้วย ต่อมา ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอ ดลุ ยเดชเม่อื วันท่ี 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชดาริว่า ตามโบราณราชประเพณีเมอื่ สมเด็จพระมหากษตั รยิ าธริ าชเจ้าไดเ้ สด็จเถลงิ ถวัลยราชสมบตั ิบรมราชาภิเษกแล้ว ย่อมโปรดให้สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระอัคร มเหสีข้ึนเป็นสมเด็จพระบรมราชินี ดังน้ัน พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศ
สถาปนาเฉลิมพระเกยี รตยิ ศสมเด็จพระราชินีสริ กิ ิติ์ ขึน้ เปน็ สมเด็จพระนางเจา้ สริ ิกติ ิ์ พระบรม ราชินี[23] หลังจากน้ันท้ังสองพระองค์ได้เสด็จฯ กลับไปยังสวิตเซอร์แลนด์เพ่ือทรงรักษา พระองคแ์ ละทรงศกึ ษาต่อ จนกระทั่ง พระองค์มีพระประสูติกาลสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้า อบุ ลรตั นราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และเมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอมีพระชันษาได้ 3 เดือน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีจึง เสดจ็ นวิ ตั ปิ ระเทศไทย
สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เม่ือ พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชประสงค์ จะผนวชเป็นพระภิกษุระหว่างวันท่ี 22 ตุลาคม ถึง 5 พฤศจิกายน เป็นระยะเวลา 15 วัน จึงตอ้ งมกี ารแตง่ ตั้งผ้สู าเร็จราชการแทนพระองค์ ดังน้ันพระองคท์ รงพระราชดารวิ า่ สมเด็จพระ นางเจ้าสิรกิ ติ ิ์ พระบรมราชินี เปน็ ผู้ทรงพระปรชี าสามารถในอนั ทจี่ ะรับพระราชภารกิจในคราว นไ้ี ด้ จงึ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แตง่ ตัง้ สมเด็จพระนางเจา้ สริ กิ ิติ์ พระบรมราชินีเป็นผู้สาเร็จ ราชการแทนพระองคใ์ นระหวา่ งทีผ่ นวช ต่อมา ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคมปีเดียวกันนี้ พระบาทสมเด็จพร ะ ปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระบรมราชโองการประกาศว่า ตามราชประเพณี เมื่อสมเด็จ พระนางเจา้ ฯ พระบรมราชนิ ี ได้ทรงดารงตาแหน่งผูส้ าเรจ็ ราชการแทนพระองค์ เคยมปี ระกาศ ให้ออกพระนามว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และทรงพระราชดาริว่า สมเด็จ พระนางเจ้าสริ ิกติ ์ิ พระบรมราชินไี ด้ทรงดารงตาแหน่งผู้สาเร็จราชการแทนพระองค์ในระหว่าง ที่ผนวช และได้ปฏิบัติพระราชภารกิจแทนพระองค์ด้วยพระปรีชาสามารถ สนองพระราช ประสงค์เป็นที่เรียบร้อย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระอภิไธยสมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์ พระบรมราชินีว่า \"สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ\" นับว่าทรงเป็นสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถพระองค์ท่ี 2 ในประเทศไทย โดยพระองค์แรก คือสมเด็จ พระนางเจา้ เสาวภาผอ่ งศรี พระบรมราชนิ ีนาถ (ภายหลงั ไดร้ ับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระศรี พัชรนิ ทราบรมราชนิ นี าถ พระบรมราชชนนพี ันปหี ลวง) พระประชวร
เช้าตรู่วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเวียนพระเศียรและเซขณะทรงออกพระกาลัง ณ โรงพยาบาลศิริราชท่ีซ่ึงพระบาทสมเด็จ พระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดชประทับอยู่ คณะแพทยต์ รวจพระองคโ์ ดยวิธีสร้างภาพดว้ ยเร โซแนนซแ์ มเ่ หลก็ แล้วแถลงว่า ทรงประสบภาวะพระสมองขาดเลือด (ischemic stroke) พระองค์จึงประทับรักษาพระวรกายอยู่ ณ โรงพยาบาลศิริราชและทรงงดเว้นพระราช กิจนับแต่นั้น รวมถึงการเสด็จออกมหาสมาคมในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 85 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่พระที่น่ังอนันตสมาคมเม่ือวันท่ี 5 ธนั วาคม พ.ศ. 2555 ต่อมาวันท่ี 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัย ลกั ษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเผยถึงพระอาการว่า ทรงได้รับการรักษาและบาบัดจนทรงหายดีข้ึน เป็นที่น่าพอใจของแพทย์ ทรงพระดาเนินได้คล่องแคล่วและออกกาลังกายอย่างสม่าเสมอ แต่ แพทย์ยังใหพ้ ระองคเ์ ว้นพระราชกิจไปกอ่ น คร้นั วนั ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ได้แปรพระราชฐานไปยังพระตาหนักเป่ียมสุข วังไกล กังวล พร้อมพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556 สานักพระราชวังแถลงว่า ทรงปวดพระอังสากับข้อพระกรซ้าย คณะแพทย์ตรวจแล้ว พบว่าพระนหารอู กั เสบ จงึ ถวายพระโอสถและกายภาพบาบดั สมเดจ็ พระนางเจา้ สิรกิ ิติ์ พระบรมราชนิ นี าถปรากฏพระองค์ ขณะเสด็จฯ ตามพระบรม ศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดชออกจากโรงพยาบาลศิริราช ณ วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559 โดยทรงโบกพระหัตถ์ให้แก่ประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จฯ ก่อนเสด็จกลับ พระตาหนักจิตรลดารโหฐาน หม่อมหลวงปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี ผู้ถวายงาน กล่าวว่าพระองค์ ทรงมีพลานามัยแขง็ แรงดี พระราชกรณยี กจิ สังเขป สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภารกิจในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต อาชีพ และความเป็นอยู่ของบุคคลผู้ ยากไร้ และประชาชนในชนบทห่างไกล ได้โดยเสด็จพระราชดาเนิน พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยหู่ วั ไปท่ัวทกุ หนแห่งในแผน่ ดนิ ไทยนี้ โครงการท่ีมีสาขาขยายกว้างขวางไปทั่วประเทศโครงการหนึ่งก็คือ โครงการส่งเสริม ศลิ ปาชพี ซ่ึงในภายหลังทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯใหก้ อ่ ต้ัง เปน็ รูปมูลนิธิ พระราชทานนามว่า
\"มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษในพระบรมราชินูปถัมภ์\" เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 และเมื่อ พ.ศ. 2528 ได้เปล่ียนช่ือ เป็น มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อันเป็นการส่งเสริมอาชีพและขณะเดียวกันยังอนุรักษ์และส่งเสริมงาน ศลิ ปะพน้ื บ้านทม่ี คี วามงดงามหลายสาขา เช่น การป้ัน การทอ การจักสาน เป็นตน้ นอกจากน้ี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ยังทรงเอาพระทัยใส่ในกิจการด้านสาธารณสุข โดยได้ทรงดารงตาแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย และหากเสด็จฯ เยือนต่างประเทศ ก็มักจะทรงถือโอกาสเสด็จฯ ทอดพระเนตรกิจการกาชาดของประเทศน้ัน ๆ เพื่อทรงนามา ปรับปรงุ กิจการสภากาชาดไทยอยู่เสมอ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ ยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศมาอย่างต่อเน่ือง ยาวนาน เป็นท่ีประจักษ์แก่สาธารณชนทั้งในและต่างประเทศ มีผลสาเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นการราลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในการอนุรักษ์ คุ้มครอง และฟ้ืนฟูความหลากหลาย ทางชีวภาพ อันเปน็ ฐานการดารงชีวิตของพสกนิกร คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบ เมื่อวันท่ี 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ถวายพระราชสมัญญา \"พระมารดาแห่งการคุ้มครองความ หลากหลายทางชีวภาพ\" แดพ่ ระนามสมเด็จพระนางเจา้ สิริกิติ์ พระบรมราชนิ นี าถ เพอ่ื เปน็ การ แสดงกตเวทิคุณของรัฐบาล และปวงชนชาวไทย ในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อการคุ้มครอง ความหลากหลายทางชวี ภาพของประเทศ ในกจิ ทางด้านการทหารนั้น ทรงดารงตาแหน่งพันเอกผู้บังคับการพิเศษ กรมทหารราบ ที่ 21 รักษาพระองค์ ทรงให้ความสนพระทัยต่อการดาเนินงานของกรมทหารราบที่ 21 รักษา พระองค์ตลอดมา โดยผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 จะเข้ามาถวายรายงานถึงผลการ ปฏบิ ัติงานพร้อมกับรบั พระราชเสาวนีย์ตลอดจนคาแนะนาไปดาเนินการปฏิบัติอยเู่ ปน็ ประจา นอกจากปวงชนชาวไทยแล้ว บรรดาเพื่อนบ้านที่ต้องลี้ภัยอพยพมายังแผ่นดินไทย ก็ยัง ได้รับพระมหากรณุ าธคิ ณุ จากพระองค์ โดยทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ใหส้ ภากาชาดไทยไปให้ ความร่วมมือกับกาชาดสากลในการช่วยเหลือผู้อพยพ และพระราชทานครูเข้าไปสอนวิชาชีพ ให้แก่ผู้อพยพ กิจการดังกล่าวได้ดาเนินมาอย่างต่อเน่ืองเป็นเวลานานจนองค์กรระหว่าง ประเทศต่างพากันยกย่องและทูลเกล้าถวายรางวัลและปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์เป็น จานวนมาก ดังเชน่ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญซีเรส เทดิ พระเกียรติในฐานะทท่ี รงยกฐานะของสตรีให้มีระดบั สงู ขึน้ และทรงเป็นผู้ \"ให้โดยไม่เลือกที่ รักมกั ที่ชัง\" (11 พฤษภาคม พ.ศ. 2522)
มหาวิทยาลัยทัฟส์ จากรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎี บัณฑิตกิตติมศักด์ิ สาขามนุษยธรรมในฐานะท่ีทรงยกระดับฐานะการครองชีพของประชาชน และช่วยบรรเทาทุกข์ของเดก็ (พ.ศ. 2523) สหพันธพ์ ทิ กั ษ์เดก็ แห่งนครนวิ ยอร์ก สหรฐั อเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลบุคคลดีเด่น ด้านพิทกั ษเ์ ด็ก (9 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2524) สถาบันเอเชียโซไซต้ี แห่งนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลด้าน มนษุ ยธรรม (14 มีนาคม พ.ศ. 2528) มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าของโลก สดุดีเทิดพระเกียรติ ในฐานะบุคคลดีเด่นด้านอนุรักษ์ สัตว์ป่า (19 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2529) ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้ทูลเกล้าฯถวายสมาชิกภาพ กิตตมิ ศกั ดิ์ ซึ่งสถาบันแห่งนี้เคยมอบให้ แต่เฉพาะ ผ้ทู ี่เปน็ แพทยแ์ ละนกั วิทยาศาสตร์ดีเด่นเป็น ทรี่ จู้ กั ระดบั โลกเทา่ น้ัน (1 พฤษภาคม พ.ศ. 2531) ศูนย์ศกึ ษาการอพยพ ท่ีมีสานักงานใหญ่อยู่ที่รัฐนิวยอร์ก กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ไป ทรงรบั รางวัลความชว่ ยเหลือผ้ลู ้ีภยั ประจาปี ณ วอชงิ ตนั ดี.ซี. (29 มีนาคม พ.ศ. 2533) กลุ่มผู้สนับสนุนพิพิธภัณฑ์เด็กในสหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลมนุษยธรรม ระหว่างประเทศ ณ กรงุ วอชงิ ตัน ด.ี ซี. (1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2534) องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองโบโรพุทโธ ในฐานะทรงบาเพ็ญพระราชกรณียกิจอนุรักษ์และพัฒนางาน ศิลปหตั ถกรรม ณ ศาลาธรรม จงั หวดั เชยี งใหม่ (30 มกราคม พ.ศ. 2535) กองทุนเพ่ือเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเกียรติคุณพิเศษใน วโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษ 5 รอบ ในฐานะทรงอุทิศพระองค์ประกอบพระราช กรณยี กจิ อันเป็นผลให้แม่และเด็กนบั ล้านได้รบั บรกิ ารขน้ั พื้นฐาน (2 สงิ หาคม พ.ศ. 2535) กองทุนพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลแห่งความเป็นเลิศใน ฐานะทรงปฏบิ ัตพิ ระราชกรณียกิจพัฒนาสตรไี ทย (2 สงิ หาคม พ.ศ. 2535) มหาวทิ ยาลัยจอนสฮ์ อปกินส์ รฐั แมริแลนด์ สหรฐั อเมริกา ทูลเกลา้ ฯ ถวายปริญญาดุษฎี บัณฑิตกติ ตมิ ศกั ด์ิ สาขามนษุ ยธรรม (25 พฤษภาคม พ.ศ. 2538)
ดา้ นการเกษตรและชลประทาน ในด้านการเกษตร จะทรงเน้นในเรื่องของการค้นคว้า ทดลอง และวิจัยหาพันธ์ุพืชใหม่ ๆ ทั้งพชื เศรษฐกิจ พืชสมุนไพร รวมถึงการศึกษาเก่ียวกับแมลงศัตรูพืช และพันธุ์สัตว์ต่าง ๆ ที่ เหมาะสมกับสภาพท้องถ่ินน้ัน ๆ ซ่ึงแต่ละโครงการจะเน้นให้สามารถนาไปปฏิบัติได้จริง มี ราคาถูก ใช้เทคโนโลยีง่าย ไม่สลับซับซ้อน เกษตรกรสามารถดาเนินการเองได้ นอกจากนี้ ยัง ทรงพยายามไม่ให้เกษตรกรยึดติดกับพืชผลทางการเกษตรเพียงอย่างเดียว เพราะอาจเกิด ปัญหาอันเน่ืองมาจากความแปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศ หรือความแปรปรวนทาง การตลาด แต่เกษตรกรควรจะมีรายได้จากดา้ นอื่นนอกเหนอื ไปจากการเกษตรเพมิ่ ขน้ึ ดว้ ย เพอื่ จะไดพ้ ึง่ ตนเองไดใ้ นระดบั หนงึ่ การพัฒนาแหล่งน้าเพ่ือการเพาะปลูกหรือการชลประทาน นับว่าเป็นงานท่ีมี ความสาคัญและมีประโยชน์อย่างยิ่งสาหรับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะเกษตรกร จะสามารถทาการเพาะปลูกได้อย่างสมบูรณ์ตลอดปี เนื่องจากพ้ืนที่เพาะปลูกในปัจจุบันส่วน ใหญเ่ ปน็ พื้นท่ีนอกเขตชลประทาน ซ่ึงต้องอาศัยเพียงน้าฝนและน้าจากแหล่งน้าธรรมชาติเป็น หลัก ทาใหพ้ ชื ไดร้ บั น้าไม่สมา่ เสมอ และไม่เพียงพอ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั ทรงให้ความ สนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ามากกว่าโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจาก พระราชดารปิ ระเภทอนื่
แหลง่ ทม่ี า https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0% B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0% E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9% 89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0% B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%8C_%E0%B8%9E %E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8 %A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0 %B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%96_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B 0%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B 8%8A%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E 0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%AB%E0%B8%A 5%E0%B8%A7%E0%B8%87
Search
Read the Text Version
- 1 - 19
Pages: