Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 10151 ไทยศึกษา

10151 ไทยศึกษา

Published by มสธ ชลบุรี, 2021-02-16 19:55:35

Description: สรุปชุดวิชา 10151 ไทยศึกษา

Search

Read the Text Version

10151 ไทยศึกษา Page 50 of 85 คาถามท้ายหน่วย ประเพณี พธิ ีกรรม มคี วามหมายอย่างไร ตอบ ประเพณีเป็นแบบแผนการประพฤตปิ ฏิบตั ิ ตามท่ีสงั คมกาหนดไว้เปน็ แนวเดียวกันและสืบต่อกนั มา เพ่อื ความ เป็นระเบียบเรียบรอ้ ย และการอยู่รวมกันอย่างสงบสุขพิธีกรรม คือ วิธีการกระทาของบคุ คลหรือสถาบันทางสงั คม เพอ่ื ให้เกิดผลสาเรจ็ ตามต้องการตอ่ มากลายเป็นประเพณีของสังคม เช่น 1.แห่นางแมวเพ่อื ขอฝน 2.เว้นตัดผมวันพุธ เป็นประเพณปี รมั ปรา 3.โกนผมไฟเดก็ อายุ 1 เดือน 4.รบั นอ้ งใหมใ่ นมหาวิทยาลัย ปจั จยั ใดทีม่ อี ทิ ธิพลทาให้เกดิ การเปลย่ี นแปลงทั้งในการอนรุ ักษ์ พฒั นา และยกเลกิ ประเพณี พิธีกรรมไทย ตอบ 1) สภาพสังคม ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ สภาพภมู ิอากาศ ถน่ิ ที่อยู่ ซงึ่ เปน็ ธรรมชาติแวดลอ้ มต่างๆ 2) ความเชอื่ และศาสนา ไดแ้ ก่ คติความเช่อื ดั้งเดมิ และความเชื่อในคาสอนของศาสนาท่เี คารพนับถอื 3) การรับอิทธิพลจากต่างชาติ ได้แก่ ค่านิยม การประพฤติปฏิบัติ เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม การศกึ ษา และวฒั นธรรมท่ีไทยตดิ ตอ่ สัมพันธด์ ้วย ประเพณแี ลพิธีกรรมเกย่ี วเนือ่ งกับชีวิตอย่างไร ตอบ ประเพณีและพิธีกรรมในชว่ งหัวเลี้ยวหวั ต่อในการดาเนินชวี ติ มีการเปล่ียนแปลงสถานท่ี บุคคลที่แวดล้อมใน ชีวติ ตงั้ แตเ่ กิดจนตาย เปน็ วิธีการเตรียมตวั ไห้พร้อมที่จะรับการเปลย่ี นแปลง และคาดหวังวา่ จะเปลยี่ นไปในทางท่ีดี เพือ่ ความสขุ สบายและความปลอดภัยในการดารงชีวิต ประเพณแี ละพิธีกรรมเกีย่ วเน่อื งกับศาสนาอย่างไร ตอบ คาสอน (หลักธรรม ) และนักบวช เพ่ือระลึกถึงคุณความดีของศาสดา ระลึกถึงเหตุการณ์สาคัญที่เกิดขึ้น ตามศาสนประวัติ และเปน็ การเกือ้ หนุนนักบวช ประเพณแี ละพธิ ีกรรมจึงชว่ ยธารงให้ศาสนามัน่ คงสถาพร

10151 ไทยศกึ ษา Page 51 of 85 หนว่ ยที่ 9 : การละเลน่ พ้ืนบ้านไทย ตอนที่ 9.1 การละเล่นในวถิ ชี ีวิต 9.1.1 ลักษณะและประเภทของการละเล่น การละเลน่ กบั ชีวติ ในสังคมไทย มีการละเล่นควบคู่กับชีวิตมาช้านาน ปรากฏในวรรณคดีสมัยอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ เชน่ วรรณคดบี ทละครเรื่องมโนราห์ กล่าวถึงการเลน่ ลงิ ชงิ หลัก การละเลน่ สมั พนั ธก์ ับชวี ติ มนุษยม์ านาน มีการบนั ทึกไว้ เป็นลายลกั ษณอ์ กั ษร เพอื่ ใช้ศึกษาการละเล่นในอดีต การละเลน่ กบั วัฒนธรรม ภาคกลาง เลน่ เพลงเกยี่ วข้าวภาคอสี าน เล่นเซิง้ ในกระบวนแหง่ บ้งั ไฟขอฝนในช่วงเดอื นหก ภาคใต้ เล่นเพลงบอกในชว่ งตรษุ สงกรานต์ ภาคเหนอื เล่นเพลงจ่อยประกอบการดีดพณิ เปย๊ี ะเกีย้ วสาว ประเภทการละเล่น ลักษณะการเลน่ แบ่งตามวธิ ีการเลน่ เป็น เกม การเลน่ กีฬา การเลน่ ผสมผสานกัน ผเู้ ล่น แบ่งเปน็ ประเภทตามผเู้ ล่น โอกาสท่ีเล่น แบ่งประเภทตามสถานท่ีและช่วงเวลาทเ่ี ล่น ภูมิภาค แบ่งประเภทตามกลุ่มชมุ ชนและท้องถน่ิ 9.1.2 ปัจจยั ทางสงั คมกับการละเล่น สภาพแวดลอ้ ม ภาคกลาง มกี ารละเลน่ ทีส่ อดคลอ้ งกับการประกอบอาชพี เกษตร ภาคเหนือ มกี ารละเล่นของชาวล้านนาและชนกลมุ่ วฒั นธรรมย่อย ภาคอสี าน มกี ารละเลน่ แบง่ ตามกลุ่มวัฒนธรรม ภาคใต้ มีการละเล่นท่ีแบ่งตามกลุ่มวฒั นธรรมไทยพุทธ ลักษณะการเมอื งการปกครอง สังคมไทยสมัยจารีต มีการปกครองท่ีแบ่งกลุ่มคนเป็นเจ้านาย ไพร่ ทาส ลักษณะการเล่นก็เป็นไปตาม ฐานะของบคุ คล ลกั ษณะเศรษฐกจิ คนไทยประกอบอาชีพทาเกษตร และดาเนินชีวิตแบบพอเพียงไม่ต้องใช้สอยเงินตรา เพียงแต่แลกเปล่ียน แบง่ ปนั กนั เมอ่ื สงั คมและเศรษฐกิจไทยเปลย่ี นไปเปน็ การผลิตเพ่ือซื้อขาย เป็นเศรษฐกจิ ทุนนิยม และใช้เทคโนโลยี การเพาะปลกู เพื่อเร่งผลผลิต ค่านิยมการเล่นเปลี่ยนไป ตามฐานะทางเศรษฐกจิ

10151 ไทยศึกษา Page 52 of 85 ลกั ษณะสงั คม พื้นฐานสาคัญของสังคมไทยคือครอบครัว เป็นครอบครัวขยายท่ีมีจานวนสมาชิกมาก แต่ละครอบครัวมี ความสัมพนั ธ์เป็นเครือญาติเดยี วกนั และมกี ิจกรรมทาร่วมกันในโอกาสต่าง ๆ เมื่อสงั คมเปลีย่ นไป ครอบครัวไทยมี ลักษณะเปน็ ครอบครัวเด่ยี ว กระบวนการถ่ายทอด ในปัจจุบันโรงเรยี นมีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้ ซง่ึ เนน้ การเรยี นการสอนความรู้ในศาสตร์ตา่ ง ๆ 9.1.3 บทบาทของการละเล่นไทย การละเล่นเก่ียวเนื่องกับส่ิงศักดิ์สิทธิ์ : พิธีกรรมมีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ การเซ่นสรวง การกินเล้ียง และการละเล่นรนื่ เริง การละเลน่ จึงมีความสมั พันธใ์ กล้ชิดท่ีแยกไมอ่ อกจากพิธกี รรม การละเลน่ เสรมิ สร้างความสามัคคี : การละเลน่ เป็นกิจกรรมท่ีเล่นร่วมกันหลาย ๆ คน การละเล่นส่งเสริมการพัฒนาเด็ก : การละเล่นเป็นกิจกรรมบันเทิงท่ีเด็กได้เรียนรโู้ ดยไม่รู้ตัว ได้รับความรู้ ความเขา้ ใจธรรมชาติ และสภาพแวดล้อม และยังเปน็ วิธกี ารพฒั นาผู้เล่นโดยเฉพาะเดก็ ๆ การเล่นเป็นเคร่ืองควบคุมสังคม : ชุมชนหรือสังคมไทยแต่ละถิ่นมีกฎเกณฑ์ และแบบแผนการประพฤติ ปฏิบัติ ที่สมาชิกในชุมชนสังคมยอมรับและปฏิบัติตาม เป็นเคร่ืองควบคุมและรักษาปทัสถานของสังคมทางอ้ อม การละเล่นแต่ละประเภทจะมีกติกาการเล่นหรือข้อห้ามที่กาหนดไว้เป็นแบบแผนพฤติกรรมที่เหมาะสม และ สอดคลอ้ งกบั ปทสั ถานของสงั คม การละเล่นเป็นเครื่องบันเทิงใจ : การละเล่นนาความสนุกสนานเพลดิ เพลินใจ ให้แก่ผู้เล่นไม่จากัดเพศ วยั อายุ หรอื แม้แต่ฐานะทางเศรษฐกจิ และสังคม การละเล่นเป็นสื่อของมวลชน : ในสมัยก่อนไม่มีเครื่องมือหรือช่องทางการสื่อสารแพร่หลายเช่น ปัจจุบนั ชาวบ้านจึงอาศยั การละเลน่ ประเภทเพลงพน้ื บา้ น เปน็ สอื่ ที่ถา่ ยทอดข่าวสารเรือ่ งราวต่าง ๆ ในชุมชน ตอนท่ี 9.2 การละเล่นเด็ก 9.2.1 ลกั ษณะการละเล่นเดก็ วิธีการเลน่ เด็กจะเล่นได้ตลอดเวลาและปรับเปล่ียนไปตามสภาพแวดล้อม เด็กท่ีอายุใกล้เคียงกันและเพศเดียวกัน มักจะเลน่ เปน็ กลุ่มตามความสนใจ การเปลย่ี นแปลงของการละเลน่ เดก็ 1 สภาพแวดล้อม เด็กไทยในแต่ละยุคสมัยจะเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อม ท่ีเปล่ียนแปลงจากสังคม ชนบทเป็นสงั คมเมือง 2 สภาพครอบครัว ปัจจุบันครอบครัวไทยเป็นครอบครัวเดี่ยว แยกออกจากครอบครัวเดิม เด็กจึงขาด โอกาสทจ่ี ะเลน่ กบั ญาติพน่ี ้องจานวนมาก ๆ เช่นแตก่ อ่ น

10151 ไทยศกึ ษา Page 53 of 85 แงค่ ิดจากการละเลน่ ของเด็ก 1 การพัฒนาเด็ก การละเล่นและของเล่นบางอย่างสามารถพัฒนากล้ามเนื้อเฉพาะส่วน ช่วยให้เด็ก สามารถใช้อวัยวะได้คล่องแคล่วย่ิงขึ้น เด็กยังมีโอกาสฝึกใช้ความคิด หรือพัฒนาสมองในลักษณะการคาดคะเน การเดาและการใคร่ครวญแกป้ ญั หา 2 การละเล่นกับสังคม เด็กจะกาหนดกติกาหรือข้อตกลงในการเล่นร่วมกันเป็นการเล่นที่มีคุณค่าต่อเด็ก เดก็ ไดเ้ รียนรูว้ ธิ ีการอยรู่ ่วมกบั คนอน่ื ที่ต้อง “ยอมรบั กฎเกณฑ์” ของกลุม่ หรือสังคม 9.2.2 เพลงเด็ก เพลงรอ้ งเล่น เพลงร้องเล่นเป็นบทเพลงท่ีใช้ถ้อยคาง่ายๆ มีคาสัมผัสคล้องจองเป็นบทเพลงสั้น ๆ ที่ร้องได้ต่อเนื่องซ้าไป ซ้ามา เนอื้ เพลงร้องเลน่ มักจะกลา่ วถงึ ธรรมชาติ สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ทมี่ ีความหมายหรอื ไม่มคี วามหมายก็ได้ เพลงลอ้ เด็กๆ มักมีอารมณ์ขัน เมื่อมองเห็นสิ่งที่แตกต่างผิดปกติธรรมดาก็จะล้อเลียนเป็นการเล่นสนุก ๆ โดยร้อง เป็นเพลง การเปลีย่ นแปลงของเพลงเด็ก สภาพแวดล้อมและลกั ษณะของครอบครัวเปลยี่ นไปตามสภาพของสงั คม ปัจจบุ ันเดก็ จงึ ไมม่ ีโอกาสเลน่ ร้อง เพลงเหมือนเด็กในสมัยก่อน เพลงเด็กได้นามาใช้ในโรงเรียน ครูจึงแต่งเพลงประกอบบทเรียนโดยเทียบเคียงกับ ลักษณะของเพลงเด็ก ใช้ภาษาง่าย ๆ เป็นคาสัมผัสคล้องจอง จดจาง่าย เน้ือเพลงกล่าวถึงส่ิงท่ีจะสอนหรือ สอดแทรกคณุ ธรรม เช่น การตรงตอ่ เวลา 9.2.3 ของเลน่ ของเด็ก ของเลน่ ในท้องถน่ิ เด็กมีคุณสมบัติพิเศษคือ เป็นคนช่างสังเกต และรู้จักประดิษฐ์วัสดุเป็นของเล่น เด็กรู้จักศึกษา สภาพแวดลอ้ ม และนามาใชป้ ระโยชน์ในการเล่น ซ่ึงชว่ ยพฒั นาความคิดรเิ รมิ่ สร้างสรรค์ได้เปน็ อย่างดี แง่คิดจากของเลน่ 1 ลักษณะครอบครัว ของเล่นที่เดก็ เล่นสะท้อนให้เหน็ ฐานะความเปน็ อยู่ของครอบครวั ถา้ พ่อแมใ่ นชนบท จะประดิษฐ์วสั ดุหรือให้เด็กเล่นตามแต่จะมีในธรรมชา และสถานที่รอบ ๆ ตวั นามาเลน่ โดดดดั แปลงตกแต่งให้เป็น ของเลน่ ทใ่ี ชเ้ ลน่ ได้สนุกสนาน 2 ลักษณะของเล่น โดยทั่วไปของเล่นที่ทาจากวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในสภาพแวดล้อมของชนบท เป็นของ เล่นทีเ่ ด็กร้จู กั คิดประดิษฐ์สิ่งของตา่ ง ๆ จากสงิ่ ของใกล้ตวั ของเลน่ บางอย่าง ผูใ้ หญ่ทาใหล้ ูกหลานเล่นกันตามฐานะ ความเป็นอยแู่ ละความสมั พนั ธภ์ ายในครอบครวั

10151 ไทยศึกษา Page 54 of 85 ตอนที่ 9.3 การละเล่นผใู้ หญ่ 9.3.1 เพลงและการละเลน่ พื้นบ้าน ที่มาของการเล่นเพลงและการละเล่นพ้ืนบ้านเพลงและการละเล่นพื้นบ้านไม่มีกาเนิดชัดเจน ไม่ปรากฏ หลักฐานยืนยันกว่าเกิดเมื่อใด นักมนุษยวิทยาสันนิษฐานว่า เพลงและการละเลน่ พื้นบา้ นมีต้นเค้ามาจากการขบั ลา นา การเต้นรา หรือการร่ายราในการประกอบพิธีกรรมบวงสรวงเทพเจ้า และคลี่คลายพัฒนามาเป็นกิจกรรมเพ่ือ ความสนุกสนานและพักผ่อนหยอ่ นใจ ลักษณะและประเภทของเพลงพน้ื บา้ น 1 เพลงร้องแสดงอารมณแ์ ละความรสู้ ึกนกึ คดิ คอื 1) เพลงกลอ่ มเดก็ ใช้ร้องเพื่อให้เด็กนอนหลบั 2) เพลงปลอบเด็ก ผูใ้ หญร่ อ้ งเพื่อปลอบหรอื หยอกเด็ก 3) เพลงปฏพิ ากย์ เป็นเพลงโต้ตอบชายหญิง รอ้ งเก้ียวพาราสี 4) เพลงร้องราพัน เป็นเพลงร้องคนเดียว เน้ือเพลงพรรณนาอารมณ์ 2 เพลงประกอบการละเล่น เปน็ เพลงรอ้ งประกอบการละเล่นในเทศกาล 3 เพลงประกอบพิธี เป็นเพลงใช้ร้องประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ คือ พิธีกรรมเก่ียวกับชีวิต พิธีกรรมทางศาสนา พิธกี รรมเก่ยี วกบั การทามาหากนิ และพิธกี รรมรักษาโรค การละเลน่ ผ้ใู หญ่มีบทบาทในการเสริมสร้างความสามัคคี และความรว่ มมือกันในชุมชน ซึง่ เปน็ ปัจจัยสาคัญที่ทาให้ ชุมชนมีเอกลักษณ์ทแ่ี ตกต่างจากชุมชนอ่ืน 9.3.2 การละเลน่ ระบาราฟอ้ น ลักษณะการละเล่นระบาราฟ้อนของภาคต่าง ๆ การละเล่นระบาราฟ้อนของชาวบ้านในแต่ละถ่ินแต่ละภูมิภาคมีลักษณะเฉพาะที่เห็นได้ชัดเจนจากลีลา การรา่ ยรา ซงึ่ แตกตา่ งกันตามความนยิ มและเอกลกั ษณข์ องภูมภิ าค ภาคใต้ มลี ีลาการรา่ ยราท่ีฉับไวตามทานองเพลงและดนตรีของท้องถ่ิน ภาคเหนือ ฟอ้ นต่าง ๆ มลี ีลาออ่ นชอ้ ย นุ่มนวล ภาคอีสาน มีราหรือเซิ้ง 2 แบบ คือ ภูมิภาคอีสานทั่วไปกับอีสานใต้ มีลีลาการเคล่ือนไหวตามท่วงทานอง จงั หวะของดนตรพี ื้นบ้าน ภาคกลาง มรี าประกอบการเลน่ ขับร้องเพลง ใช้เคร่ืองดนตรที ีห่ าได้งา่ ยนามาเคาะประกอบเปน็ จังหวะ แงค่ ิดจากการละเล่นระบาราฟอ้ น สภาพแวดลอ้ ม กลา่ วคอื คนในท้องถิ่นแสดงกริ ยิ าท่าทางการรา่ ยรา การเซงิ้ การฟอ้ น การเต้น สอดคล้อง กบั ธรรมชาตทิ ี่แวดลอ้ มหรือทพ่ี บเห็น

10151 ไทยศกึ ษา Page 55 of 85 การประกอบอาชีพ การละเล่นระบาราฟ้อนในภูมิภาคต่าง ๆ สัมพันธ์กับอาชีพการทามาหากินของ ชาวบ้าน ค่านิยม การร่ายราของชาวบ้า สะท้อนถึงค่านิยมของคนในสังคมเกษตรท่ีมีชีวิตเรียบง่าย ใน สภาพแวดลอ้ มธรรมชาติ ความเช่ือ กาละเลน่ ระบาราฟอ้ นแสดงถงึ ความเช่ือของชาวบา้ น ซง่ึ เก่ียวเน่ืองกับอาชพี ดังเช่นการเล่นทรง ซ่ึงมีการร่ายราประกอบ การเปลีย่ นแปลงของการละเล่นระบาราฟ้อน สังคมไทยท่ีเปล่ียนแปลงไปมีผลกระทบต่อวิถีชีวิต รวมทั้งการละเล่นระบาราฟ้อนด้วยเช่นกัน การละเล่น ระบาราฟอ้ นไดแ้ ปรสภาพกลายเป็น “การแสดง” 9.3.3 การละเลน่ กฬี า การละเล่นท่ใี ช้ความสามารถเฉพาะตัว การเล่นเอาชนะผู้อ่ืนได้ ผู้เล่นจะต้องฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรงมีจิตใจกล้าหาญอดทน และมั่นใจตัวเอง พร้อมท่ีจะเล่นแข่งขันกับคนอื่น การละเล่นกีฬาบางอย่างใช้ผู้เล่นที่มีลักษณะและความสามารถเฉพาะตัว เป็น พเิ ศษ คือ การเล่นหวั ล้านชนกัน

10151 ไทยศกึ ษา Page 56 of 85 หนว่ ยที่ 10 :นาฏศลิ ป์และดนตรีไทย 10.1 ความรู้ท่วั ไปเก่ยี วกบั นาฏศิลปไ์ ทย 10.1.1 ความหมาย องคป์ ระกอบ และความสาคัญของนาฏศลิ ปไ์ ทย นาฏศิลป์ หมายถึง การแสดงต่าง ๆ ท่ีใช้สรีระทาท่าทางกรีดกรายร่ายรา เต้นไปตามจังหวะ และทานอง เพลง มกี ารแสดงเดยี่ ว หมู่ หรอื แสดงเป็นเรื่อง องค์ประกอบของนาฏศิลป์ไทย 1.1 การฟอ้ นรา 1.2 ดนตรี 1.3 บทประพนั ธห์ รือวรรณกรรม ความสาคัญของนาฏศลิ ปไ์ ทย 2.1 ความเชอื่ นาฏศิลป์เป็นศาสตร์ทส่ี มั พันธก์ บั ความเช่ือของมนุษย์ 2.2 การทูต นาฏศิลป์ยังเป็นศาสตร์ที่มนุษย์ใช้ประโยชน์ในการสร้างสรรค์สังคมอาทิ การทูต การผูกสัมพันธ์ไมตรี ในชนเผา่ ต่าง ๆ 2.3 การบันเทิงและอาชีพ นาฏศิลป์เกย่ี วข้องกับการบนั เทิง และอาชพี ทุกแขนงอย่างแยกไม่ออก จดั แบง่ หน้าท่ีกัน อย่างมีระบบ 10.1.2 ประเภทของนาฏศิลป์ไทย หนังใหญ่ การแสดงหนังใหญ่มีมาตั้งแตส่ มัยอยุธยาตอนต้น ใช้ตัวหนังเป็นส่วนประกอบการแสดง หนังใหญ่ของไทย ทีร่ จู้ ักกันดีคือ หนงั ใหญว่ ดั ขนอน อ.โพธาราม จ.ราชบุรี 1.1 ลักษณะตัวหนัง ทาจากหนังวัวหรือหนังควายแผ่ตากแห้ง สูง 1 เมตร ถึง 2 เมตร แกะสลักฉลุเป็น ลวดลายงดงาม 1.2 ลักษณะการแสดง การแสดงหนังใหญ่ต้องใช้ศิลปะ หลายแขนงผสมผสานอาทิ ศิลปะการแสดง คือ ท่าเต้นเชิดตัวหนงั ศิลปะดนตรีหรือวงป่พี าทยบ์ รรเลงประกอบ รวมถึงการพากยเ์ จรจาดว้ ย 1.3 ดนตรีท่ใี ชป้ ระกอบการแสดง ใช้วงปี่พาทย์ประกอบการแสดง มหี ลายขนาดตามความต้องการของแต่ ละงาน ชาวบา้ นทางภาคใต้นิยมการแสดงหนงั “หนงั ตะลุง” หนุ่ ไทย

10151 ไทยศกึ ษา Page 57 of 85 การเลน่ หนุ่ เปน็ มหรสพของคนไทยท่มี ีมาต้งั แต่สมยั อยธุ ยาจนถงึ สมยั รตั นโกสินทรต์ อนตน้ ลักษณะตัวห่นุ มีลักษณะและขนาดตา่ งกนั 1. หุ่นใหญห่ รอื หนุ่ หลวง ตัวหุ่นสงู ประมาณ 1 เมตร 2. หุ่นเล็ก มขี นาดเล็ก สูงประมาณ 1 ฟตุ 3. หุ่นกระบอก สูงประมาณ 18 – 20 นิว้ 4. หุน่ ละครเลก็ เกดิ ขน้ึ ใหมห่ ลังหนุ่ กระบอก สงู ประมาณ 1 เมตร โขน เป็นนาฏศิลป์ช้ันสูง เป็นมหรสพของหลวง ในสมัยโบราณนิยมแสดงในโอกาสสาคัญ เช่น การต้อนรับแขก เมอื ง งามสมโภชสาคัญ โขนแสดงตามโอกาสตา่ ง ๆ แบ่งเป็น 5 ประเภท 1. โขนกลางแปลง 2. โขนโรงนอกหรือโขนนงั่ ราว 3. โขนหน้าจอ 4. โขนโรงใน 5. โขนฉาก ละครไทย 1. ละครชาตรี 2. ละครนอก 3. ละครใน 4. ละครดกึ ดาบรรพ์ 5. ละครพันทาง 6. ละครเสภา 7. ละครรอ้ ง 8. ละครพูด 9. ละครสังคตี นาฏศลิ ปพ์ ืน้ บา้ น ลิเก เป็นนาฏศิลป์พื้นบ้านอย่างหนึ่งที่นิยมแสดงในหมู่ชาวบ้าน มีศัพท์เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า นาฏดนตรี พฒั นามาจากการสวดสรรเสริญพระเจ้าของศาสนาอิสลาม และเกดิ พร้อม ๆ กับลาตัด 10.2 ความรทู้ วั่ ไปเกี่ยวกบั ดนตรไี ทย 10.2.1 ความหมายและความสาคญั ของดนตรไี ทย ความหมาย ดนตรีไทย หมายถงึ รปู แบบของเครือ่ งดนตรี ลักษณะบทเพลง การรอ้ งเพลงทีเ่ ป็นแบบด้ังเดมิ ของคนไทย ในวัฒนธรรมไทย

10151 ไทยศึกษา Page 58 of 85 ความสาคัญของดนตรีไทย 1 ความสาคัญในตัวเอง การบง่ ชี้ความเป็นชาตนิ ั้น จะสาแดงไดจ้ ากวัฒนธรรมของแตล่ ะชาติ ทเ่ี หน็ ชัดเจน ได้แก่ ภาษา การแตง่ กาย ลกั ษณะทางกายภาพ ของส่ิงแวดลอ้ มในชาตนิ ั้น ๆ และดนตรี 2 ความสาคัญต่อศาสตร์ด้านอื่น ๆ นาฏศิลป์ไทย ได้แก่ ระบาราฟ้อน กีฬาไทย การฟันดาบ ชกมวย มี ดนตรไี ทยมาประกอบ การแพทยแ์ ผนไทย ใชด้ นตรไี ทยช่วยบาบัดโดยฝึกทางกายภาพ ศาสนากับดนตรเี กีย่ วพันกัน เสมอ 10.2.2 ประเภทของดนตรไี ทย ดนตรีไทยแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ตามหน้าที่และลักษณะการบรรเลงของแต่ละเครื่องดนตรี แบ่งออกได้ เป็น 4 กล่มุ คือ  กลมุ่ เครอ่ื งดดี  กลมุ่ เครื่องสี  กลุ่มเครอ่ื งตี  กลมุ่ เครื่องเปา่ การประสบวงดนตรีไทย เครื่องดนตรีไทยในแต่ละกลุ่มสามารถนามารวมกัน จัดเป็นวงขนาดต่าง ๆ กัน จัดเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 3 กลุ่ม วง เครื่องสาย วงมโหรี และวงปี่พาทย์ เพลงไทย เพลงไทยน้ันมกี ารแบ่งประเภทไดห้ ลายประเภท 1. เพลงโหมโรง บรรเลงกอ่ นเพลงอ่ืน 2. เพลงเถา จะเปน็ เพลงท่มี อี ัตราจังหวะตอ่ เนือ่ งกันโดยลดหล่นั กันไป 3. เพลงตับ แบ่งเปน็ 2 ชนิด ตบั เรอ่ื ง ตับเพลง 4. เพลงหน้าพาทย์ บรรเลงประกอบกิรยิ าอาการของผ้แู สดงโขน ละคร 5. เพลงเดย่ี ว เป็นเพลงท่คี รดู นตรไี ด้แตง่ ขนึ้ เป็นพเิ ศษ 6. เพลงเกล็ด การขับร้องและบรรเลงเป็นเอกเทศ 7. เพลงสาเนยี งภาษา เพลงทีม่ ีสาเนยี งของชาตอิ นื่ หรือนามาจากชาติอืน่ 8. เพลงหางเครือ่ ง นิยมบรรเลงตอ่ ทา้ ยการบรรเลงเพลงใหญ่ 9. เพลงระบา ใชป้ ระกอบการแสดงระบาเป็นชุด ๆ 10. เพลงลา บรรเลงและขับร้องเป็นเพลงสุดท้ายของงานเพื่ออาลา

10151 ไทยศกึ ษา Page 59 of 85 10.3 นาฏศลิ ป์และดนตรไี ทยในวิถีชีวติ 10.3.1 นาฏศลิ ป์และดนตรีไทยในวัฒนธรรมไทย ดนตรที ่ีเกยี่ วข้องกบั บา้ น การบวชเรียน พิธีบวชถือว่าเป็นพิธีท่ีสาคัญของไทย ในพิธีบวชนาคก็จะทาขวัญนาคก่อนการบวช 1 วัน เพอ่ื สอนในเรื่องตา่ ง ๆ ใชป้ พ่ี าทย์ บรรเลงเครอื่ งคูป่ ระกอบพธิ ี การแต่งงาน ขนั้ ตอนพิธกี ารตา่ ง ๆ กจ็ ะมดี นตรไี ทยเขา้ ไปเกย่ี วขอ้ ง การแห่ขันหมาก นยิ มใชแ้ ตรวงนาขบวนแหข่ นั หมากแต่บรรเลงเพลงไทย การหลัง่ น้าพระพุทธมนตร์ มกี ารบรรเลงดนตรีไทยประกอบการหลงั่ นา้ พระพุทธมนต์ งานศพ ดนตรีไทยและนาฏศิลป์มีบทบาทมาก กล่าวคือ ในการสวดศพชาวบ้านนิยมมีวงดนตรีไทยมา ประโคมเพอ่ื ใหค้ ลายความเศร้า ดนตรที เ่ี กยี่ วข้องกบั วดั การเทศน์มหาชาติ เป็นพิธีหนึ่งที่มีความสาคัญ วัดจะจัดเทศน์มหาชาติตามความเช่ือกันว่าปิดประตูนรก เปดิ ประตูสวรรค์ เมือ่ เทศน์มหาชาตจิ บลง ปี่พาทยจ์ ะบรรเลง เพลงสาธกุ าร และเพลงกราวรา แสดงถึงความช่ืนชม ยินดีท่ีไดป้ ระกอบบุญกศุ ลสาเรจ็ ลุลว่ งไปดว้ ยดี ดนตรไี ทยและนาฏศิลปท์ เ่ี กย่ี วข้องกบั วังหรือในพระราชพธิ ี พระราชพธิ ีโสกนั ต์ คือ การตัดจกุ พระราชพธิ ีทรงผนวช เมือ่ พระชนมายุถงึ กาหนดกจ็ ะตอ้ งผนวชเป็นพระภกิ ษุ งานพระเมรุ เม่ือพระมหากษัตริย์ พระมเหสี สวรรคต จะมีการทาบุญตามประเพณี ดนตรีไทยก็จะมีส่วน เกยี่ วขอ้ ง 10.3.2 นาฏศลิ ปแ์ ละดนตรีไทยในงานอาชพี อาชพี หลักของคนไทย คือ การเกษตร เกษตรกรเป็นกลมุ่ ทีส่ รา้ งสรรคง์ านศลิ ปะให้กบั ชาติหลายแขนง เมอ่ื พกั จากงานไรน่ า กจ็ ะมาร้องราทาเพลงพักผ่อนหย่อนใจในปจั จุบันมีอาชีพทเี่ กย่ี วข้องกบั ดนตรแี ละนาฏศลิ ป์หลาย อาชพี 1. อาชีพด้านการแสดง 2. อาชีพครู 3. อาชพี ดา้ นงานประดิษฐ์ 4. อาชีพประดิษฐ์ห่นุ จาลอง และของจิ๋ว 5. ค้าขาย 6. มัคคุเทศก์ 7. นักจัดรายการ 8. นกั ประพนั ธ์ 9. นักวชิ าการ

10151 ไทยศึกษา Page 60 of 85 10. นักศลิ ปะ 11. การสรา้ งส่อื อาชีพต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วน้ัน เป็นอาชีพที่เป็นของคนไทยสามารถจัดการได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่ผลิต วัตถุดิบออกมาเพื่อทาเป็นเคร่ืองดนตรี มีการเรียนการสอนอาชีพครูดนตรีและนาฏศิลป์ การผลิตสื่อวีดิทัศน์ เก่ียวกับดนตรี และนาฏศิลป์ไทยยังมีทากันอยู่เสมอ เพ่ือเป็นสื่อการสอนให้กับโรงเรียนต่าง ๆ และส่งออกไปยัง ต่างประเทศ 10.4 แนวโน้มของนาฏศลิ ป์และดนตรีไทยในสงั คมปจั จุบนั 10.4.1 การเรยี นการสอนนาฏศิลปแ์ ละดนตรไี ทย การเรียนการสอนในโรงเรียน นอกจากการเรียนการสอนนาฏศิลป์ และดนตรีไทยท่ีวิทยาลัยนาฏศิลป์ กรมศิลปากรแล้วในโรงเรียน ระดับประถมศึกษาก็มีหลักสูตรบังคับที่ต้องเรียนดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทย แต่ในความเป็นจริง บางโรงเรียน มักจะหาครูสอนดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทยไม่ได้ จึงมีผลกระทบทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอ่ืน เช่น ให้ เด็กรอ้ งเพลงตามสมยั นิยม การเรียนการสอนนอกโรงเรียนนอกจากการเรียนการสอนในโรงเรียน โดยทั่วไปแล้ว ยังมีการศึกษานอก โรงเรียนหรือเป็นการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย การเรียนการสอนทั้งในโรงเรียนและนอก โรงเรียน สง่ เสรมิ ทงั้ ทางดา้ นวิชาการและทักษะ รวมท้ังวฒั นธรรมทางด้านดนตรีไทยและนาฏศิลป์ 10.4.2 นาฏศิลปแ์ ละดนตรีไทยร่วมสมยั ในปัจจุบันท้ังดนตรีไทยและนาฏศิลป์มีการเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสมัยนิยมแต่รูปแบบเดิมก็ยังคงอยู่แต่มี การเปล่ียนแปลงประยุกต์ให้เข้าสมัยก็มีหลายรูปแบบ ดนตรีไทยร่วมสมัยมีเด่นอยู่ 3 กลุ่ม คือ เพลงสุนทราภรณ์ เพลงจากวงดนตรีประยุกต์ เพลงลกู ทงุ่ นาฏศิลป์ร่วมสมัย มีผู้คิดการแสดงแนวนาฏศิลป์ร่วมสมัยขึ้นมาในปัจจุบัน จะเห็นได้จากการแสดงของ คณะท่ีมีช่ือเสียงโด่งดังคือ “คณะภัทราวดี” ซึ่งจะเน้นนาฏศิลป์ประยุกต์ นาฏศิลป์ร่วมสมัยดูได้ในหลายอารมณ์ และมีรูปแบบท่ีหลากหลาย ให้อิสระแก่ผู้คิดสร้างงาน ดนตรีท่ีใช้ประกอบการแสดงหลากหลาย ใช้ทั้งดนตรีสากล ดนตรีไทย ดนตรปี ระยุกต์ รวมท้ังดนตรีไทย และดนตรีสากลเข้าด้วยกนั

10151 ไทยศึกษา Page 61 of 85 หน่วยที่ 11 วรรณกรรมไทย ตอนท่ี 11.1 ขอ้ พนิ จิ เบื้องต้นเก่ียวกบั วรรณกรรม 11.1.1 ความหมายของวรรณกรรมและวรรณศลิ ป์ วรรณกรรมเป็นคาทีแ่ ปลมาจากคา literature มีความหมาย 2 ประการคอื ♦ ความหมายกวา้ ง หมายถงึ งานเขยี นทกุ ประเภท ♦ ความหมายแคบ หมายถงึ หนังสอื ทแี่ ตง่ ดี มคี ณุ ค่าทางวรรณศลิ ป์ มีความหมายเชน่ เดียวกับวรรณคดี วรรณศิลป์ หมายถงึ ศลิ ปะในการประพนั ธว์ รรณกรรมที่เกดิ อารมณส์ ะเทือนใจของผู้ประพันธ์ ซง่ึ ถา่ ยทอด ความคดิ ความร้สู ึก ภาพท่ีเห็น และจติ นาการมาสผู่ ู้อา่ นด้วยภาษาอนั ไพเราะงดงามเหมาะแก่สารท่จี ะนาเสนอ วรรณกรรมไทยเป็นงานศิลปะทใี่ ชภ้ าษาบันทกึ ประสบการณช์ วี ิต วิถีชีวิต ค่านยิ ม ความเชื่อ ขนบประเพณี อนั เปน็ ลกั ษณะประจาชาติ รวมถึงความรสู้ กึ นึกคดิ ของคนไทยทีส่ บื ทอดกนั ต่อๆ มา ชนชาติใดท่ีวรรณกรรมเป็นของตนเอง ย่อมแสดงว่าชนชาตินั้นเป็นชาติที่เจริญแล้วเพราะรู้จักใช้ภาษา สร้างสรรค์ผลงานศลิ ปะ 11.1.2 ปัจจัยทีส่ ่งผลต่อวรรณกรรม เหตุการณ์บ้านเมือง วรรณกรรมจะเจริญหรือเสื่อมขึ้นอยู่กับเหตุการณ์บ้านเมืองเป็นสาคัญ ถ้าบ้านเมือง สงบสขุ ก็มีวรรณกรรมเกิดข้นึ มาก หากเกิดศึกสงครามผูป้ ระพนั ธ์ไมม่ เี วลาสร้างสรรค์วรรณกรรม และภาวะสงคราม มีสว่ นทาลายวรรณกรรมดว้ ย ภาวะผู้นา สมัยก่อนเปล่ียนแปลงการปกครอง ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ทรงมีพระราช อานาจเด็ดขาด ทรงส่งเสริมวรรณกรรมและสนับสนุนผู้ประพันธ์วรรณกรรมก็จะเจริญ และพระมหากษัตริย์ที่ทรง เชีย่ วชาญการประพันธ์ก็จะทรงพระราชนพิ นธ์วรรณกรรมทาให้วรรณกรรมเจริญโดดเด่นเปน็ พิเศษ อุปกรณ์การผลิตวรรณกรรม ในสมัยก่อนประเทศไทยขาดอุปกรณ์การผลิตวรรณกรรมในยุคแรก ๆ จึง จารึกลงบนแผ่นหิน ต่อมาจึงลงบันทึกลงในใบลานบ้าง ก่อนสมัยรัชกาลท่ี 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ยังไม่มีการพิมพ์ ต้องใช้การเขียนคัดลอกด้วยมือ เป็นเหตุให้วรรณกรรมมีปริมาณจากัด เผยแพร่ได้น้อยต่อมาเมื่อมีการพิมพ์เกิดขึ้น วรรณกรรมกแ็ พรห่ ลายขึ้น การศึกษาของทวยราษฎร์ สมัยก่อนการศึกษาจากัดอยู่นกลุ่มคนชั้นสูง ผู้ได้รับการศึกษาเป็นผู้อยู่ในราช สกุล ขุนนางข้าราชการ และพระภิกษุ คนสามัญจะมีโอกาสเรียนรู้ภาษาหนังสือจากพระตามวัด สตรีในครอบครัว คนสามัญ จึงไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ ในสมัยดังกล่าว ผู้สร้างและผู้เสพวรรณกรรมจึงจากัดอยู่ในวงแคบ ต่อมา การศึกษาเร่มิ แพร่หลายสู่ทวยราษฎร์ ซง่ึ ค่อย ๆ เรม่ิ ตั้งแต่สมยั รัชกาลท่ี 5 มาสาเรจ็ ได้มีคนเรยี นหนังสือทวั่ ประเทศ ในรัชกาลท่ี 7 ทาใหผ้ สู้ รา้ งวรรณกรรม และผู้อา่ นเพมิ่ จานวนมากขึน้ วรรณกรรมจงึ แพร่หลาย อิทธิพลต่างประเทศ อิทธิพลจากต่างประเทศที่เข้าสู่วรรณกรรมไทยในระยะแรก เป็นอิทธิพลจากอินเดีย วรรณคดีพุทธศาสนา และภาษาบาลี สันสกฤต ทาให้เกิดคาใหม่ท่ีได้จากการยืมคาในสองภาษานั้น ในสมัย รัตนโกสินทร์เริ่มได้รับอิทธิพลทางตะวันตก ทาให้เกิดวรรณกรรมรูปแบบใหม่ประเภทนวนิยาย เรื่องส้ัน บทละคร พูด รวมถึงวรรณกรรมสือ่ มวลชน

10151 ไทยศกึ ษา Page 62 of 85 11.1.3 ประเภทของวรรณกรรม วรรณกรรมท่ีบันทึกไว้ด้วยลายลักษณ์อักษร ทั้งวรรณคดีมรดก และวรรณกรรมปัจจุบัน แบ่งเป็นประเภท ดังนี้ ตามลักษณะการประพันธ์ แบง่ เปน็ ประเภทใหญ่ ๆ เปน็ ร้อยกรองและร้อยแก้วร้องกรอง แบ่งตามลกั ษณะคา ประพันธ์ต่าง ๆ คือ ร่าย กาพย์ กลอน โคลง และฉันท์ ร้อยแก้ว ในวรรณกรรมปัจจุบันแบ่งเป็น ประเทิงคดี และ สารคดี ตามลกั ษณะเนอื้ หาของคาประพนั ธ์ แบง่ ได้ดังน้ี 1) วรรณกรรมท่ีมีเนอ้ื หาในแนวจรรโลงสังคม จาแนกยอ่ ยไดด้ งั นี้ วรรณกรรมศาสนาและคาสอน ทางด้านศาสนา เป็นวรรณกรรมท่ีมีเน้ือหาจากพุทธศาสนา มีทั้งเร่ือง หลกั ธรรมคาสอน พทุ ธประวัติ ดา้ นคาสอนมีทัง้ สุภาษติ คาสอนคนท่ัว ๆ ไป และคาสอนกลุ่มคนเฉพาะเจาะจง วรรณกรรมเกี่ยวกับประเพณีและพิธีกรรม หมายถึง วรรณกรรมประเภทท่ีสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการประกอบ พธิ แี ละวรรณกรรมทอ่ี ธบิ ายประเพณพี ธิ กี รรมตา่ ง ๆ เช่น ลลิ ติ โองการแชง่ น้า พระราชพธิ ี 12 เดอื น วรรณกรรมเชิงประวัติ หมายถึง วรรณกรรมที่บันทึกเหตุการณ์บ้านเมืองในอดีต รวมถึงวรรณกรรมสดุดี วรี บุรษุ วรรณกรรมยอพระเกยี รติ์ 2) วรรณกรรมที่มีเน้ือหาแนวจรรโลงใจ หมายถึง วรรณกรรมท่ีมุ่งให้ความบันเทิง เป็นเรื่องสาคัญเนื้อเร่ืองสนุก จาแนกย่อยตามลกั ษณะของเนื้อหาได้ดังนี้ วรรณกรรมนิทานร้อยกรอง เป็นวรรณกรรมท่ีเน้ือหาเป็นเร่ืองนทิ านหรือนิยาย หรือเรื่องเล่ากับมาแต่เดิม หรือผกู เร่อื งขน้ึ ใหม่ ประพนั ธ์ดว้ ยร้อยกรอง วรรณกรรมบทละคร เป็นวรรณกรรมท่ีประพันธ์ขึ้นเพื่อแสดงละครราในแบบต่าง ๆ เนื้อเร่ือง ประเภท นทิ าน นิยาย เชน่ เดยี วกับนทิ านร้อยกรอง เชน่ บทละครใน ละครนอก ละครดึกดาบรรพ์ วรรณกรรมนิราศ เป็นวรรณกรรมบนั ทกึ การเดินทาง กวีมุ่งแสดงอารมณ์ความรู้สกึ ที่ต้องจากบุคคลอื่นเป็น ทร่ี กั รวมถึงวรรณกรรมท่ีมีแนวเขยี นแบบนิราศโดยกวมี ไิ ดเ้ ดนิ ทาง 3) วรรณกรรมปัจจุบัน หมายถึง วรรณกรรมแนวใหม่ที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก แยกย่อยได้เป็นประเภทบันเทิง คดี สารคดี และบทละครสมัยใหม่ เรม่ิ ต้ังแตส่ มยั รัชกาลท่ี 5 เปน็ ตน้ มา บันเทิงคดี หมายถึง เรื่องที่แต่งขึ้นไม่ใช่เรื่องจริง แต่อาจนาเค้าเรื่องจริงมาแต่งได้ เรื่องบันเทิงคดีมุ่งสร้าง ความเพลิดเพลินบันเทิงใจแก่ผู้อ่าน แต่อาจมีแง่คิดมีเรื่องของชีวิตให้ศึกษาได้ บันเทิงคดีสมัยใหม่คือ เรื่องสั้น และนวนิยาย เป็นเรื่องเล่าสมมติทานองเดียวกับนิยาย นิทานสมัยก่อน แต่มีความสมจริงมากข้ึน นวนิยาย มี องค์ประกอบสาคัญคือ มีแนวคดิ โครงเร่อื ง ตัวละคร ฉากบทสนทนา บรรยากาศ น้าเสียง เรือ่ งสั้น มีองคป์ ระกอบ คลา้ ยกนั แตจ่ ะมีแนวคิดเพียงอย่างเดยี ว อาจไมม่ ีโครงเรื่องหรือบทสนทนาก็ได้ มีตัวละครไม่มาก การบรรยายเรื่อง ใช้ภาษาส้นั กระชับ ในยคุ แรก ๆ คนไมค่ อ่ ยเข้าใจเพราะคิดว่านาเร่อื งจริงมาเขียน ในสมยั รชั กาลที่ 5 เร่อื งส้ันยังไม่ สมบูรณ์แบบมากนัก เรอื่ งสั้นในสมยั รชั กาลที่ 6 มคี วามสมจริงมากขึ้น และมีลกั ษณะเป็นไทยมากข้ึน

10151 ไทยศกึ ษา Page 63 of 85 เร่ืองส้ัน พัฒนาข้ึนเรื่อยๆ เป็นวรรณกรรมที่ผู้อ่านสนใจเพราะไม่ต้องใช้เวลาอ่านมาก เร่ื องสั้นจะ เปล่ียนแปลงไปตามเหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้นในบ้านเมือง มนี กั เขยี นเร่ืองสนั้ เกิดขึ้นมากในปจั จบุ ัน ลักษณะของเร่ืองส้ันก็ มีความหลากหลายมากขึ้น แนวคิดในเร่ืองส้ันมีต้ังแต่ เร่ืองรัก ๆ ธรรมดา แนวคิดทางการเมือง ทางมนุษยธรรม มี การประกวดเร่อื งสัน้ ทาให้คนสนใจเขียนสนใจอา่ นมากขน้ึ นวนิยาย เร่ิมแรกมีการแปลเรื่องของต่างประเทศ เรื่องที่รู้จักกันดีคือเร่ือง “ความพยาบาท” ที่ “แม่วัน” แปลจากเรื่องของนักประพันธ์สตรีชาวอังกฤษ “แม่วัน” เป็นนามแฝงของ “พระยาสุรินทราชา” (นกยูง วิเศษกุล) ต่อมามีการเเปลเร่ืองอื่นอีกมาก นวนิยายมีพัฒนาการข้ึนโดยลาดับ ถ่ายทอดชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน รวมท้ัง ความคิดความเชื่อต่าง ๆ ในยุคของรัฐหรือเจ้าหน้าท่ีของรัฐปฏิวัติไม่ถูกต้อง ก็จะมีนวนิยายที่แสดงความคิดเห็น ทางการเมืองอย่างรุนแรง บางยุคท่ีมีผู้นาเผด็จการ นักเขียนไม่สามารถเขียนเก่ียวกับการเมืองการปกครองได้ ก็ มักจะหนั ไปเขยี นเรอื่ งเบา ๆ ทไ่ี ร้ปัญหา นอกจากเร่ืองส้ันและนวนิยายยังมีกวีนิพนธ์สมัยใหม่ ซึ่งมีท้ังบทกวีท่ีแสดงอารมณ์และแสดงความคิด กวี นพิ นธส์ มัยใหม่จะนิยมเขยี นกันเปน็ บทเป็นตอนสน้ั ๆ ไม่เขยี นเรอื่ งยาวอย่างสมัยก่อนสภาพบ้านเมืองในปัจจุบันทา ให้นักเขียนมีเสรีภาพมากข้ึน ประกอบกับมีการให้รางวัลวรรณกรรม ทาให้มีผู้สนใจการเขียนและอ่านวรรณกรรม ปจั จุบันมากขึ้น 11.1.4 วรรณกรรมประเภทสารคดี เป็นวรรณกรรมประเภทเร่ืองจริงไม่ใช่สมมติแบบบันเทิงคดี วรรณกรรมไทย ประเภทสารคดมี ีมานานแลว้ แต่มีไม่มาก แบง่ ตามประเภทเนอ้ื หาได้ดังนี้ สารคดีท่องเท่ียว ผู้ประพันธ์จะเล่าประสบการณ์ท่ีพบเมื่อไปท่องเที่ยวท่ีใดที่หน่ึง ผู้แต่งท่ีดีจะเล่า ประสบการณ์และค้นคว้าเพ่มิ เตมิ เรียบเรียงให้นา่ อา่ น สารคดที อ่ งเท่ยี วจึงใหค้ วามร้แู ละความบันเทิงแก่ผู้อา่ น สารคดีชีวประวัติ เป็นเร่ืองของประวัติบุคคล ถ้าเจ้าของประวัติเขียนเองเรียกว่า “อัตชีวประวัติ” เร่ือง ประวัติบุคคลเป็นเร่ืองน่าสนใจ ผู้อ่านได้เห็นการดาเนินชีวิต ความสาเร็จความล้มเหลว ปณิธานในการดารงชีวิต การอ่านชวี ประวตั จิ ะทาให้ผ้อู ่านร้จู กั ไตร่ตรอง เข้าใจชีวิตดีข้ึน สารคดีประเภทให้ความรู้ สารคดีประเภทนี้มีเป็นจานวนมากหลายประเภท หลากสาระความรู้ การอ่าน สารคดีทาให้เกิดความรอบรู้ ไม่ว่าจะอ่านประเภทใดวรรณกรรมประเภทส่ือมวลชน ได้แก่ หนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ท้ัง รายวัน รายสัปดาห์ รวมถึงนิตยสารซ่ึงออกตามเวลา มีทั้งรายสัปดาห์ รายปักษ์ รายเดือน และวารสารของ หน่วยงานต่าง ๆ วรรณกรรมประเภทสื่อมวลชนเริ่มมีในประเทศไทยต้ังแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นหนังสือพิมพ์ราย ปักษ์ ท่ีชาวต่างประเทศจัดทาข้ึน ในสมัยรัชกาลที่ 4 ก็มีหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ รายปีเพิ่มข้ึนที่น่าสนใจก็คือมี หนังสือของทางราชการชื่อ “ราชกิจจานุเบกษา” มาจนถึงปัจจุบัน วรรณกรรมส่ือมวลชนพัฒนาข้ึนตามลาดับ ปัจจุบันมีหนังสือพิมพ์เป็นจานวนมาก รวมทั้งหนังสือพิมพ์เฉพาะเรื่อง เฉพาะกิจ เช่น หนังสือกีฬาฯ ประเภทต่าง ๆ เรื่องสุขภาพ อนามัย การครวั ความร้ดู า้ นเทคโนโลยีสมัยใหม่ ปัจจุบันวรรณกรรมส่ือมวลชนมีจานวนมากหลากหลาย จนไม่สามารถอ่านได้หมด ผู้อ่านจึงต้องเลือกอา่ น เพอ่ื ให้ได้ความรู้ ความคิดทีถ่ ูกต้อง และมีคณุ ค่า

10151 ไทยศกึ ษา Page 64 of 85 คาถามท้ายหนว่ ย ข้อ 1 วรรณกรรมและวรรณคดี หมายถึงอะไร ตอบ วรรณกรรม มีความหมาย 2 อย่างคือ 1) ความหมายกว้าง หมายถึงงานเขยี นทุกประเภท ทุกชนดิ 2) ความหมายแคบ หมายถึง งานเขียนท่ีแตง่ ดี เปน็ งานสร้างสรรค์ ใชศ้ ิลปะภาษาทเ่ี รยี กวา่ วรรณศิลป์ วรรณคดี มีความหมายเช่นเดียวกับ ความหมายแคบของวรรณกรรมในข้อ 2) ข้อ 2 วรรณศิลป์ มีความหมายและความสาคญั อยา่ งไร ตอบ วรรณศิลป์ หมายถึง การใช้ภาษา อย่างมีศิลปะ ในการเรียบเรยี งให้เกิดผลทางอารมณ์ มีองค์ประกอบสาคัญ คือ อารมณ์สะเทือนใจ ความนึกคิด จินตนาการ และการแสดงออก โดยใช้ภาษาบรรยายความรู้สึกและอารมณ์ ตา่ งๆ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสมแกเ่ นื้อหา ข้อ 3 วรรณกรรมจะเจริญ หรอื เส่ือมข้ึนอยู่กบั อะไร เปน็ สาคัญ ตอบ เหตุการณ์บ้านเมืองน่ันคือ เมื่อใดที่บ้านเมืองสงบสุข ก็จะมีวรรณกรรมเกิดข้ึนหลากหลายประเภท แต่ถ้า บา้ นเมืองประสบภยั พบิ ตั ิ วรรณกรรมก็สญู หาย ข้อ 4 วรรณกรรมประเภทนิราศ มีลักษณะอยา่ งไร และมีประโยชน์อยา่ งไรบ้าง ตอบ เป็นวรรณกรรมแสดงอารมณ์และความรู้สึกของกวี คร่าครวญพรรณนาถึงความระลึกถึงความอาลัยที่จาก บ้าน จากหญิงที่รัก เม่ือถึงสถานที่หรือเห็นธรรมชาติต่างๆ ก็นามาเปรียบเทียบ ราพึงราพันมีสานวนนิราศบาง ลักษณะที่แต่งแทรกในวรรณกรรมประเภทต่างๆ จะใช้สานวนนิราศเม่ือตัวละครพลัดพรากจากกัน นิราศมี ประโยชน์ คือ ทาให้เห็นภาพชีวิต สังคม เศรษฐกิจ ท่ีเสมือนเป็นบันทึกประสบการณ์ของกวีและสะท้อนถึง ภาษา เหตกุ ารณ์ สถานทีต่ า่ งๆท่ีกวบี ันทึกไว้ ข้อ 5 วรรณกรรมเชิงประวตั ิ มปี ระโยชนอ์ ยา่ งไร ตอบ เป็นบันทึกข้อมูลต่างๆ ของแต่ละสมัย เป็นแหล่งข้อมูลความรู้ทางวัฒนธรรมและสังคมไทย ทาให้ทราบถึง ความเป็นอยขู่ องคนและสภาพบา้ นเมืองในแต่ละสมยั

10151 ไทยศึกษา Page 65 of 85 หน่วยที่ 12 : สถาปตั ยกรรมไทย 12.1 ความเขา้ ใจเกยี่ วกับสถาปัตยกรรม 12.1.1 ปจั จัยทม่ี อี ทิ ธิพลตอ่ การสร้างสถาปัตยกรรม และประโยชน์ใช้สอย มดี งั น้ี สภาพแวดล้อมและแหล่งที่ต้ังถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งจะแตกต่างกันในแต่ละเขตภูมิภาคในด้านรูปลักษณ์ การใช้วัสดุ และวิธีการก่อสร้าง เช่น จากสิ่งปลูกสร้างในเขตหนาว เขตร้อน ชื้นที่ราบลุ่ม ชุมชนเมือง จะมีรูปทรง ผังเรือน ทเ่ี หมาะสมกับสภาพท่ีตง้ั อยู่ในอาศยั และใช้สอยได้ดีรวมทัง้ แสดงเอกลักษณะเฉพาะถิน่ เฉพาะภมู ิภาคด้วย ในด้านประโยชน์ใช้สอย มนษุ ยส์ ร้างสถาปตั ยกรรมเพื่ออยู่อาศยั และทากิจกรรมตา่ ง ๆ ใช้ชีวิต (ทางกาย) และทาง วฒั นธรรม (ทางใจ จติ วิญญาณ) 12.1.2 คตนิ ิยมในการสร้างสถาปัตยกรรม หรอื ส่งิ ทีพ่ ึงปฏิบตั ิและพงึ หลีกเล่ียงในการกอ่ สร้าง เป็นคตินิยมท่ียึดถือสืบต่อกันมาในสังคมหน่ึง ๆ ทั้งนี้เพ่ือให้เกิดผลสัมฤทธ์ิในการก่อสร้างและใช้สอย คน ไทยมีคตินิยม ในการก่อสร้างสถาปัตยกรรมเก่ียวเน่ืองกับการเลือกทาเล การเลือกวัสดุ การวางผัง การวางศิลา ฤกษ์ การลงเสาเอก การเลอื กวนั เวลา ลงมอื ก่อสรา้ ง การกาหนดขนาดสัดส่วน และการยึดถอื ในเรอื่ งความงาม การเลือกทาเล คนไทยนยิ มปลูกสรา้ งบา้ นเรือนตามริมนา้ สอดคลอ้ งกบั วิถชี วี ิตเกษตร การอาหารและการ คมนาคมสัญจร การเลือกวัสดุ เลือกใช้ไม้เนื้อดี แข็งแรง ทนทาน ซึ่งเหมาะกับวิธีการก่อสร้างและประโยชน์ใช้สอย มี หลกั เกณฑ์ในการเลอื กไมป้ ลกู เรือน เช่นมกี ารกาหนดลกั ษณะเสาทดี่ ีและไมด่ ี การเลือกฤกษ์ยาม เปดิ ความเช่ือเก่ียวกับอิทธิพลของดวงดาวและเทพ ซง่ึ กาหนดวันเวลาก่อสรา้ งเพื่อให้มี ช่วงจังหวะ วันเวลาทเ่ี รมิ่ ก่อสรา้ งใหส้ าเรจ็ ลุลว่ งดว้ ยดี การกาหนดทิศทาง เพ่ิมความเชื่อเกี่ยวกับทิศและอิทธิพลของลมฟ้าอากาศในการวางผังเรือน ผังศาสนา อาคาร ดังเช่น การประดิษฐานพระพุทธรูปในโบสถ์มกั จะหันพระพกั ตร์ไปทางทิศตะวันออก ตามทิศทีพ่ ระพุทธเจ้า ทรงผินพระพกั ตรใ์ นคราวตรัสรู้ เปน็ ต้น การกาหนดสัดส่วน เพ่ิมคตินิยมของการหาวัสดุ การใช้สอย ได้สะดวก เหมาะกับประโยชน์และยังให้เกิด ความพงึ พอใจ โดยจะใชส้ ดั สว่ นมนุษยท์ ่สี ัมพนั ธก์ ับอาคารหรือสิง่ ปลูกสร้างเป็นเกณฑ์ รสนิยมในด้านความงาม เป็นความรสู้ กึ นึกคิด และค่านิยมด้านความงาม ซึ่งได้รบั การกลอ่ มเกลาในดา้ นความงามที่ ปฏบิ ตั ติ ่อกนั มาจนกลายเป็นนิสัยประจากลุม่ ชน หรอื สงั คมนั้น ๆ 12.2 สถาปตั ยกรรมบา้ น สง่ิ ก่อสร้าง ในทีอ่ ย่อู าศัยของคนไทยประกอบดว้ ยเรือนนอน เรือนครัว ยุ้งข้าวและรัว้ อาจจะเพม่ิ เตมิ หอน่ัง หอนก หอ ไม้ ศาลปู่ตาและศาลพระภูมิ โดยท่ัวไปนิยมสร้างด้วยไม้และวัสดุธรรมชาติตามท่ีหาได้ในท้องถ่ิน ต่อเมื่อสังคม เปรียบจากสังคมเกษตร มาเป็นสังคมอุตสาหกรรมและบริการ ทาให้ชุมชนเมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่ิงก่อสร้าง เกี่ยวกบั ทอี่ ยู่อาศยั จงึ เปลย่ี นไป มักเปน็ เรือนหลังเดยี ว อาจแยกครวั หรือไม่กไ็ ด้ แตย่ ังคงศาลพระภมู ิ และทารว้ั บ้าน

10151 ไทยศกึ ษา Page 66 of 85 เรอื นของคนไทยมีแบบแผนนยิ มเฉพาะแต่ละถ่นิ ดงั นี้ เรือนกาแล เป็นเรือนหลังคาจ่ัว มักสร้างเป็นเรือนจ่ัวแฝด ฝังเรือนแบบสมมาตรฝาเรือนด้านข้างเคียงผาย ออก มหี นา้ ต่างขนาดเลก็ เจาะเฉพาะผาห้องนอน 1 – 4 ช่วง นอกจากนีล้ กั ษณะเดน่ คือ หลังคาตราจ่วั ติดไมก้ าแล เรือนทรงไทย เป็นเรือนหลังคาจ่ัวและปลายจ่ัวโค้งป้ันลมมียอดแหลม ปลายออแบบตัวเผาฝังเรือนรูปสี่เหล่ียม สมมาตร ฝาเรือนท่ีนิยมมากเป็นฝาแบบฝาประกน เรือนทรงส้มสอบ มีหน้าต่างทุกช่องเสา หน้าต่างสูง กว้าง และ นยิ มตกแต่งดว้ ยไมล้ ายแกะสลกั หรอื ฉลไุ ม้สวยงาม เรอื นภาคใต้ แบง่ เป็น 2 แบบ คอื เรือนไทยพุทธ ซึ่งเป็นเรือนทรงไทย แต่มีขนาดเตี้ยและเลก็ กว่าเรือนไทย ไม่นิยมติดปั้นลม ฝาสายบัวหรือ ฝามะกน มหี น้าตา่ งขนาดเลก็ และใชต้ อมอ่ รบั เสาเรือน เรือนไทยมุสลิม มี 3 แบบ คอื แบบทรงจัว่ (แมและ) เรอื นทง้ั ป้นั หยา (สีมะ) และเรือนทรงมนิสา (ฟลามอ) ซึ่งเป็นแบบที่มีลักษณะเด่น หน้าจั่วตกแต่งพิเศษ ยอดจ่ัวประดับด้วยไม้มากเหลาเป็นลูกแก้ว และปลียอดติดกลาง ส้มจั่ว ประดับไม้ฉลุ 2 ขา้ งเรือนมสุ ลิมใตม้ ีหน้าตา่ งเปิดต่อจรดพื้นเรือน และตอนลา่ งมลี ูกกรงกัน้ เรอื นภาคอสี าน มี 4 แบบ เรอื นไทยโคราช ซึง่ คล้ายเรือนภาคกลาง แต่ไมท่ าส้มสอบ ปนั้ ลมไม่แหลมสงู ไม่มตี ัวเหงา เรือนเกย เปน็ เรือนสามหอ้ งมีระเบียง ชาน และครัวใน เรือนแฝด เป็นเรือนโดง่ มีจว่ั 2 จ่ัว มีฝาหุ้มมดิ ชิด มีพื้นทีใ่ ช้สอยแบ่งเป็นห้องนอน พอ่ แม่ลกู ชาย และ ลูก สาว (ห้องส้วม) เรอื นโขง่ เป็นเรือนโกง่ มีชานเช่อื มและคัวไฟแยกออกตา่ งหาก 12.2.2 สถาปัตยกรรมวัด แบ่งพ้ืนท่ีเป็นเขตพุทธาวาส เป็นท่ีของพระศาสนา เขตสังฆวาส เขตที่พักอาศัยของ พระสงฆ์ เขตปรกเป็นเขตทพี่ ระสงฆ์ประกอบกิจวิเวกหรอให้ชาวบ้านใชเ้ ปน็ ท่ีฌาปนกิจ สถาปัตยกรรมวดั มดี ังน้ี ปรางค์ เพ่ิมส่ิงก่อสร้างทึบตัน หรือเกือบทึบตัน สาหรับประดิษฐานพระธาตุหรือส่ิงของสาคัญ ได้รับ อทิ ธพิ ลทางรูปแบบ จากศาสนสถาน ชอบโบราณ ซงึ่ กาหนดใหเ้ พิม่ ปราทสาหรับประดิษฐานของเทพหรือศลิ าส่ังใน ศาสนาพราหมณ์ คตินยิ มในสมยั อยธุ ยาปรางค์เพิม่ หลักของวัด เจดีย์ เป็นสิ่งก่อสร้างรูปทรงกรวย มีรูปแบบต่าง ๆ คือแบบระฆังกลม (ได้รับอิทธิพลจากศรีลังกา) แบบ เหลยี่ มยอ่ มุมต่าง ๆ แบบเรอื นธาตุ แบบหวั เหล่ียม และแบบทรงบวั ตมู หรอื พุม่ ข้าวพิณฑ์ โบสถ์ เป็นอาคารท่ีประชุมทากิจของสงฆ์ มีพระพุทธรูปประดิษฐ์เป็นประธาน มีผังสี่เหล่ียมผืนผ้าทามุข หลงั คาทาลดระดบั และต่อลดระดบั ออกไปด้านขา้ ง ตกแตง่ ด้วยชอ่ ฟา้ รวย และ ลายอง ปัจจบุ ันเป็นสถาปตั ยกรรม ท่มี ีสาคัญเปน็ หลกั ของวดั วิหาร เป็นอาคารประดิษฐานพระพุทธรูป ภาคเหนือถือคตินิยมว่าเป็นอาคารสาคัญของวัดมีแบบโถง (ไมก่ ่อผนงั ) และแบบมผี นงั ในภาคกลางเดิมกค็ อื คตินิยมเช่นนัน้ เหมือนกนั ต่อมาสร้างศาลากลางเปรยี ญทาหน้าท่ี แทนปจั จบุ ันไมน่ ยิ มสรา้ งวหิ าร

10151 ไทยศึกษา Page 67 of 85 ศาลาการเปรียญ เป็นศาลาธรรมหรอื โรงธรรม (อิสลามเรียกหอแจก) เปน็ ทส่ี าหรบั ชาวบ้านมาทาบญุ ถวาย ภัตตาหารแด่พระสงฆ์ในวันพระหรือวันสาคัญทางศาสนา เป็นโรงขนาดใหญ่ยกพ้ืนสูงลดมุขหัวท้าย หลังคาทรงจ่วั หลังคาลาดส่ดี า้ นให้คลมุ ต่าลง และคลมุ พื้นท่ซี ่ึงขยายออกไปรวมจากในช่วงเสาในประธาน หอกลองและหอระฆัง เปน็ หอแขวนกลอง ระฆังใช้ตเี วลาบอกเวลาฉนั อาหารและลงโบสถ์ สร้างด้วยไมเ้ ปน็ หอโล่ง หลังคาจั่วต่อกับลาดรวม หรือหลังคาพรหม พักตร์ต่อยอดแหลม ถ้าสร้างด้วยเคร่ืองก่อมักทาด้วยทรง หลงั คาจวั่ และหลงั คาทรงประสาท หอไตร เป็นหอไว้พระไตรปิฎกและคัมภีร์ อยู่ในเขตพุทธาวาสบ้าง มีขนาดเล็กภาคกลางนิยมปลูกด้วยไม้ ลงในสระน้า ภาคเหนือนิยมปลูกคล้ายเรือนชั้นสงู หรือคล้ายโบสถ์ลกั ษณะ 2 ช้นั ชน้ั ล่างเป็นตึก ชนั้ บนเป็นไม้ เปน็ อาหารทรงโรง ตกแตง่ ดว้ ยเครื่องลายองบางแหง่ สรา้ งหอไตรแบบเรือนสามัญทวั่ ไป ซ้มุ เสมา เป็นซมุ้ ครอบใบเสมาโดยมีฐานรองรับ (แตไ่ มป่ รากฏในภาคเหนือและอีสานโบราณ) เป็นซุ้มแบบ หลังคาโคง้ หรอื โค้งแหลม คลา้ ยกบี ช้าง กบั ซุ้มเรือนยอดในสมยั ก่อนซุ้มเสมาทาเฉพาะวดั หลวงเท่านั้น 12.2.3 สถาปัตยกรรมวัง เพิ่มส่ิงปลูกสร้างของพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ชั้นสูงในราชธานี ซ่ึงมีลักษณะ แตกต่างกบั ความสาคญั ชนชัน้ และฐานะของบคุ คล ประกอบด้วย 1. พระบรมมหาราชวัง หรือวังหลวง เปน็ ทีป่ ระทบั ของพระมหากษัตรยิ ์ และเป็นศนู ย์กลางการปกครอง 2. พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหนา้ ) และ 3. พระราชวังบวรสถานภมิ ุข (วังหลงั ) พระบรมมหาราชวัง แบง่ พน้ื ท่ีเป็น เขตพระราชฐานชั้นนอก เป็นท่ีตั้งหน่วยงานเกี่ยวกับพระราชกิจได้แก่ ที่ทาการของข้าราชสานัก โรงท่ีพัก ของทหาร เขตพระราชฐานช้ันกลาง เป็นที่ตั้งที่น่ังท้องพระโรงที่เสด็จออกว่าราชการ เป็นสถานที่ประกอบพระราช พิธแี ละเสด็จออกรบั ราชทูตทเ่ี ขา้ มาเจริญราชไมตรี เขตพระราชฐานช้ันใน เป็นเขตรโหฐานเพราะเป็นท่ีประทับสว่ นพระองค์ และของอคั รมเหสี พระราชโอรส พระราชธดิ า และเป็นท่ีอยู่ของฝ่ายในทเี่ ปน็ ผูห้ ญิง ลักษณะสถาปัตยกรรมวังสร้างขึ้นด้วยคตินิยมว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมติเทวราช (ธรรมราชา) จึง ประทับวิมานท่ีตกแต่งประดับประดาอย่างอลังการและวจิ ิตรงดงาม มีรูปลักษณะพิเศษท้ังการวางผัง และลักษณะ รูปทรง ซ่ึงถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และตราไว้เป็นกฎมณเฑียรบาลกล่าวคือปีกเป็นเรือนยอด หลังคาช้ันลด บาง องค์ยกยอดประสาท ตัดเคร่อื งประดับเครือ่ งลายอง มีนาคสะดงุ้ ส่วนพระราชวังหน้า และวังหลัง ทาหลังคาลดมุขแต่ไม่ยกยอดปราสาท ติดเฉพาะเครื่องประดับแบบรอย ระกา นอกจากนี้สถาปัตยกรรมวังของเจ้าฟ้ากับวังพระองค์เจ้าก็แตกต่างกันด้วย คือ กาแพงวังเจ้าฟ้ามีใบเสมา ทอ้ งพระโรงเจา้ ฟ้าทามขุ สด 2 ช้นั สว่ นวงั พระองคเ์ จ้าไม่มใี บเสมา และหลงั คาท้องพระโรงทาช้ันเดียว

10151 ไทยศึกษา Page 68 of 85 พระราชวัง พระตาหนักวังต่าง ๆ มีการปลูกสร้างตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และสมัย รัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลท่ี 4 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน สถาปัตยกรรมท่ีสาคัญส่วนใหญ่เป็นท่ีแปรพระราชฐาน สว่ นพระองค์ โดยสรปุ ลักษณะสถาปัตยกรรมวงั มี 3 ลกั ษณะ 1.แบบประเพณไี ทย มีลักษณะเดน่ ที่รปู ทรงหลังคา การวางผัง และการประดับตกแตง่ แบง่ ไดเ้ ปน็  หลงั คาทรงประสาท หรือหลังคาทรงมณฑป  หลังคาทรงจ่ัว มีเครอ่ื งประดับแบบเครือ่ งลายอง  หลงั คาทรงจ่วั มเี ครอ่ื งประดบั แบบสามัญ 2. แบบตะวันตก ในระยะแรก (สมัยรัชกาลที่ 5) ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างโดยสถาปนิกชาว อิตาเลย่ี น ชาวเยอรมัน และชาวอังกฤษ ภายหลงั ใช้สถาปนกิ ชาวไทยเปน็ อาคารตึกแบบตะวนั ตก 3. แบบจีนสว่ นใหญเ่ ป็นสถาปตั ยกรรมท่ีสร้างส่วนประกอบของอาคารหรือสถาปตั ยกรรมหลกั ยกเวน้ พระ ท่ีนั่งเวหาส์นจารูญ ในพระราชวังบางปะอิน มีข้อสังเกตว่าสถาปัตยกรรมจีนนิยมมาใช้ในงานตกแต่งองค์ประกอบ อาคารท้ังภายในและภายนอกอาคาร 12.2.4 สถาปัตยกรรมไทยยุคใหม่ เร่ิมได้รับความนิยมต้ังแต่สมัยรัชกาลที่ 4 สร้างเป็นพระท่ีน่ังหลายองค์ ในเขต พระบรมมหาราชวัง และพระราชวังถึงสมยั รัชกาลที่ 5 ย่ิงได้รับความนิยมอยา่ งกวา้ งขวาง นาไปสร้างวังเจ้านายทั้ง ในเขตพระนครฝ่ายเหนือหรือฝ่ายใต้ รวมท้ังสร้างเป็นท่ีทาการของ รัฐบาล บ้านพักข้าราชการ และตึกแถวร้านค้า สมัยรัชกาลที่ 6 สร้างเป็นโรงเรียน บ้านของคหบดี สถานีรถไฟและตึกแถวร้านค้า นอกจากนี้ยังผสมผสานศิลปะ ไทยกับศิลปะขอม และศิลปะตะวันตกมากขึ้น ปลายสมัยรัชกาลท่ี 7 มีแบบอย่างสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ซ่ึงเป็น ผลงานของสถาปนกิ ไทย ไปศกึ ษามาจากต่างประเทศ มลี ักษณะเรยี บง่ายไม่นยิ มประดับประดาลวดลาย หลังปี พ.ศ. 2525 สถาปัตยกรรมสมัยใหม่คลี่คลายไปมีทั้งสถาปัตยกรรมเชิงอนุรักษ์ และแบบต่าง ๆ หลากหลาย จนเกิดเป็นกระแสสถาปัตยกรรมโพสท์โมเดิร์น ซ่ึงมีหลายแนวทาง เช่น แนวสถาปัตยกรรมเก่าของ ตะวันตก แนวผสมผสาน แนวเน้นความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม แนวอนุรักษ์ไทย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สถาปตั ยกรรมแบบประเพณีไทยกย็ ังดารงอยโู่ ดยเฉพาะสถาปัตยกรรมทางศาสนา ซ่ึงยงั คงเอกลักษณะในการกลาง อิทธิพลของกระแสโลกสมยั ใหม่

10151 ไทยศกึ ษา Page 69 of 85 หนว่ ยท่ี 13 : ประตมิ ากรรมและจติ รกรรมไทย ตอนที่13.1 ประตมิ ากรรมไทย ลักษณะและรูปแบบของประติมากรรมไทย ประติมากรรมไทยจัดอยู่ในประเภททัศนศิลป์ เป็นผลงานศิลปะที่เน้นความสาคัญทางคุณค่าความงาม สนองต่อจิตใจที่รับรู้ได้จากสายตา การป้ัน การแกะสลัก การหล่อ และการประกอบวัสดุให้เกิดสัญลักษณ์ รูปทรง แบ่งได้เป็น 3 ลักษณะคอื ลักษณะท่ีมีพื้นหลังรองรับ ได้แก่ ประติมากรรมนูนต่า ประติมากรรมนูนสูง เช่น ลวดลายปูนปั้นประดับ ตกแต่งสถูป เจดีย์ หน้าบัน ลักษณะลอยตัว สามารถมองเห็นได้รอบด้าน เช่น พระพุทธรูป เทวรูป รูปบุคคล รูปสัตว์ รูปสัญลักษณ์ รวมท้ังเครอ่ื งปน้ั ดนิ เผาถ้วยชามภาชนะตา่ ง ๆ ลักษณะเจาะหรือจมลงในพื้น ไดแ้ ก่ รอยพทุ ธบาท นอกจากน้ปี ระตมิ ากรรมยังแบ่งไดเ้ ป็น 3 ประเภท ดงั นี้ ประตมิ ากรรมรปู เคารพ เปน็ ประติมากรรมเพื่อสักการะบชู า แบ่งเป็น 2 ประเภท ประติมากรรมรูปบุคคล พระพุทธรูปเป็นประติมากรรมท่ีสาคัญที่มีการสร้างสรรค์ตามแบบลักษณะอุดม คติ ตามคติความเชอ่ื ของไทยทสี่ ืบต่อกันมา ประติมากรรมรูปสัญลักษณ์ เพ่ือสักการบูชาเทพ องค์พระพุทธเจ้า เช่น รอยพระพุทธบาท ธรรมจักรและ กวางหมอบ สถูป เจดีย์ พระแท่น เป็นต้น ประติมากรรมตกแต่ง เปน็ ภาพนนู สูงและนนู ต่า ประดบั ตกแต่งอยหู่ น้าบันซุ้มประตูหน้าต่าง ผนงั ระเบียง เพ่ือความงดงามหรอื เลา่ เรอ่ื งทางศาสนา ภาพเหตกุ ารณ์ และวรรณกรรม ประติมากรรมเพ่ือประโยชน์ใช้สอย เพื่อตอบสนองประโยชน์ใช้สอยในชีวิตประจาวัน แบ่งออกเป็น ประติมากรรมตกแต่งส่ิงของเคร่ืองใช้ ประติมากรรมเครื่องมหรสพประติมากรรมเคร่ืองเล่น และประติมากรรม เครื่องตกแต่งชั่วคราว 13.1.2 ประตมิ ากรรมไทยก่อนสมัยใหม่ ประติมากรรมก่อนสมัยใหม่ในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นศิลปะในศาสนา ระยะแรกได้รับอิทธิพลจาก อินเดีย ลงั กา และเขมร จากน้ันจงึ พฒั นาจนมลี กั ษณะเฉพาะของไทย ประติมากรรมก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ช่วงก่อนพุทธศตวรรษท่ี 12–19 ส่วนมากเป็นประติมากรรมทาง พุทธศาสนา ได้รบั อทิ ธพิ ลทางศิลปะโดยตรงจากอนิ เดยี ได้แก่ ประติมากรรมแบบทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 12 – 16) เป็นประติมากรรมทางพุทธศาสนารุ่นแรกท่ีมี ลกั ษณะเฉพาะอย่างเด่นชัด พบทง้ั ในภาคเหนอื ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ประติมากรรมแบบศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ 13 – 18) พบในเขตจังหวัดภาคใต้ของไทย ที่มีความสาคัญ และงดงามมาก คอื ประตมิ ากรรมสาริดรปู พระโพธสิ ัตว์อวโลกเิ ตศวร พบทอ่ี าเภอไชยา จงั หวดั สุราษฎร์ธานี

10151 ไทยศกึ ษา Page 70 of 85 ประติมากรรมแบบเขมร (พุทธศตวรรษท่ี 16 – 18) เรียกว่าแบบ “ลพบุรี” หรือแบบ “ละโว้” ได้รับ อิทธพิ ลศลิ ปะแบบเขมร ประติมากรรมหลงั พุทธศตวรรษท่ี 19 ประตมิ ากรรมทสี่ าคญั ไดแ้ ก่ ประตมิ ากรรมแบบไทยลา้ นนา (พทุ ธศตวรรษที่ 16 – 21) แบง่ เป็น 2 ยคุ คอื ประติมากรรมแบบล้านนารุน่ ตน้ พระพุทธรูปมีลักษณะคล้ายรูปอินเดียราชวงศ์ปาลา และแบบสุโขทัยยุค แรก เนื่องจากพบท่ีเมืองเชียงแสนเป็นจานวนมาก จึงเรียกว่า แบบเชียงแสนรุ่นแรก หรือสิงห์หน่ึง ต่อมาพบว่ามี การสรา้ งพระพุทธรปู ลกั ษณะนี้ทางเขตภาคเหนือท่ัวไปจึงเรียกวา่ แบบลา้ นนาร่นุ ต้น ประติมากรรมแบบล้านนารุ่นหลัง เป็นงานศิลปกรรมท่ีผสมผสานรูปแบบศิลปะสุโขทัยกับแบบสมนาเช่น พระพุทธสิหงิ ค์ ในพระทน่ี งั่ พุทไธสวรรย์ พพิ ธิ ภณั ฑ์แหง่ ชาติพระนคร ประติมากรรมไทยแบบสุโขทยั แบ่งเป็น 4 แบบ คือ ประติมากรรมสุโขทัยหมวดวัดตระกวม เรียกตามลักษณะพุทธรูปท่ีขุดพบที่วัดตระกวนเมืองเก่าสุโขทัย มีลกั ษณะคลา้ ยพระพุทธรูปแบบลา้ นนารุน่ ตน้ ประติมากรรมสุโขทัยหมวดใหญ่ ลักษณะพุทธรูปมีความอ่อนช้อยงดงามมีชีวิตชีวา นับเป็น “ยุคทอง” ของศลิ ปะสโุ ขทยั ประติมากรรมหมวดพระพุทธชินราช พัฒนาจากศิลปะสุโขทัยหมวดใหญ่มีความประณีตมากขึ้น จนดู เหมอื นมีระเบียบกฎเกณฑท์ ช่ี ัดเจน ประติมากรรมสุโขทัยหมวดวัดกาแพง ภายหลังที่สุโขทัยถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรอยุธยาใน พ.ศ. 1981 แลว้ ยังมีการสร้างงานศลิ ปกรรมแบบสุโขทัย โดยเฉพาะท่เี มืองกาแพงเพชร ประติมากรรมแบบอยุธยา ประติมากรรมแบบอยุธยามีมาก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา สืบเนื่องจาก ศิลปะแบบทวารวดี ยุคปลาย เรียกว่า แบบอู่ทองรุ่นแรก ในยุคต่อมาเปล่ียนแปลงรูปแบบเป็นแบบอู่ทอง รุ่น 2 พระพุทธรูปสาคัญ คือพระพุทธรูปขนาดใหญ่ท่ีวัดพนัญเชิง อยุธยาประติมากรรมแบบอยุธยาอย่างแท้จริงปรากฏ ขึ้นตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีท่ี 2 (พ.ศ. 2034 – 2072) ประติมากรรมรูปเคารพหรือพระพุทธรูปเป็น ประติมากรรมแบบอยธุ ยาทสี่ าคญั ทส่ี ดุ ประติมากรรมสมัยรัตนโกสินทร์ งานประติมากรรมในรัชกาลที่ 1 และ 2 ยังคงสืบเนื่องจากสมัยอยุธยา และเน่อื งจากภาระบ้านเมืองทีย่ ังไม่สงบทาให้มกี ารสรา้ งประติมากรรมไม่มากนัก จนถึงในสมัยรัชกาลท่ี 3 อทิ ธพิ ล ศิลปะแบบจีน และตะวันตกทาให้ศิลปกรรมแบบประเพณีท่ีสืบต่อกันมา เริ่มปรับเปลี่ยนแนวทางใหม่ ๆ ท้ังด้าน ความคิด การใช้วัสดุ และรูปแบบท่ีแตกต่างจากเดิม มีการสร้างประติมากรรมเพ่ือสนองวัตถุประสงค์อื่น นอกเหนือจากพุทธศาสนา เช่น ประติมากรรมเหมือนจริง เพ่ือเป็นอนุสรณ์หรืออนุสาวรีย์ประติมากรรมตกแต่ง อาคารสถานท่ีบ้านเรอื น ตลอดจนการสร้างประตมิ ากรรมเป็นพาณิชย์ศิลป์ ดงั ปัจจบุ ัน

10151 ไทยศึกษา Page 71 of 85 13.1.3 ประติมากรรมสมัยใหม่ ประติมากรรมสมัยใหม่ทส่ี าคญั มดี ังนี้ อนุสาวรีย์และรูปเหมือน การป้ันรูปบุคคลแบบเหมือนจริงเริ่มมีขั้นในรัชกาลที่ 4 และรัชกาลท่ี 5 เป็น จุดเริม่ ตน้ ของการสร้างอนุสาวรีย์ และรปู เหมือนในเวลาต่อมา ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี มีบทบาทสาคัญในวงการ ศลิ ปะสมัยใหม่ของไทย และ การวางฐานการศกึ ษาด้านศิลปะสมยั ใหม่ ประติมากรรมพระพุทธรูปตามแนวทางสมัยใหม่ ลักษณะของพระพุทธรูปยุคสมัยใหม่เหมือนมนุษย์จริง ต่างจากแบบด้ังเดิมท่ีเป็น “อุดมคติ” เช่น พระศรีศากยทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ ประดิษฐาน ณ พุทธมณฑล จ.นครปฐม ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรีออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจจากพระพุทธรูปลีลาศิลปะ สโุ ขทัย แตป่ รบั ใหม่มีลกั ษณะสมจริง ผสมผสานกับความงดงามตามอุดมคติของไทย ประติมากรรมสมัยใหม่ เป็นงานทัศนศิลป์ที่สนองต่อความต้องการอย่างกว้างขวาง ไม่เน้นเฉพาะงาน ทางด้านศาสนา แนวคิดด้านศิลปะถ่ายทอดข้ามวัฒนธรรมทาให้เกิดรูปแบบและการใช้วัสดุที่หลากหลายตาม จนิ ตนาการ สร้างสรรค์ที่เปน็ อิสระของศิลปิน ตอนท่ี 13.2 จติ รกรรมในประเทศไทย 13.2.1 ลกั ษณะและรูปแบบของจิตรกรรมไทย จิตรกรรม คือ งานศิลปกรรมทีส่ รา้ งสรรค์ด้วยการใชอ้ ุปกรณ์วาดรปู รา่ ง รูปทรง เป็นลายเสน้ ระบายสีบน พ้ืนผิววสั ดตุ า่ ง ๆ จิตรกรรมแบบประเพณีส่วนใหญ่เขียนด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ภาพเขียนในองค์พระปรางค์ และพระสถูปเจดีย์ หรอื เขียนบนผนังถา้ โบสถ์ วหิ าร ศาลาการเปรียญ และพระราชวัง รวมเรยี กวา่ “จติ รกรรมฝา ผนงั ” เขยี นวาดในสมดุ กระดาษเรียกวา่ “สมุดภาพ” หากเขียนบนพืน้ ผ้า เรียกวา่ “พระมฏ” การเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง เขียนได้หลายวิธี ได้แก่ แบบสีฝุ่น แบบปูนเปียก และแบบข้ีผ้ึงผสมน้ามัน วิธีการเขียน เร่ิมต้ังแต่การเตรียมพ้ืนผิวผนังที่จะเขียน การทาแบบโครงสร้าง การเขียนภาพ โดยใช้อุปกรณ์ คือ พู่กนั และสี เนื้อหาในจิตรกรรมไทยแบบประเพณีประเภทบอกเล่าเรื่องราว ส่วนใหญ่เป็นวรรณกรรมทางพุทธศาสนา มีลักษณะที่แสดงความหมายด้วยตัวเอง เช่น ภาพลวดลาย ต้นไม้ใบไม้ภาพบุคคล เป็นต้น การเขียนภาพเป็นแบบ “อุดมคติ” แต่ก็ “สมจริง” หรือ “เหมือนจริง” ด้วยงานจิตรกรรมไทยประเพณีมักจะแสดงภาพ 2 มิติ ในสมัย รัตนโกสินทร์ตอนต้น ต้ังแต่ราวรัชกาลท่ี 3 ช่างไทยได้รับอิทธิพลจากงานเขียนภาพตะวันตกซ่ึงส่วนใหญ่เป็นภาพ ทิวทัศน์ จึงปรับเปลี่ยนการเขียนภาพจิตรกรรมแบบประเพณีเป็นแบบ 3 มิติ เมื่อสังคมไทยรับวัฒนธรรมสมัยใหม่ แบบตะวนั ตกมากข้ึน เกิดความนิยมเขียนภาพแนวตะวันตกท่ีเรยี กว่า แบบ “เหมอื นจริง หรือสัจจนยิ ม (Realism) แบบ “นามธรรม” (Abstract)“อิมเพรสชั่นนิสม์” (Impressionism) เอกเพรสชั่นนิสม์ (Epressionism) และคิวบิ สซ่ึม (Cebiom)

10151 ไทยศึกษา Page 72 of 85 3.2.2 จิตรกรรมไทยแบบประเพณีในยุคตา่ ง ๆ จิตรกรรมไทยก่อนพุทธศตวรรษท่ี 19 ศิลปะการเขียนภาพสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย เขียน ภาพสตั ว์ เช่น ชา้ ง ปลา ววั ภาพคม ภาพฝา่ มือ เขียนด้วยสแี ดง ดาขาว จิตรกรรมไทยสมัยสุโขทัย มีท้ังภาพเขียนสีและภาพจาหลักลายเส้น เช่นท่ีผนังมณฑป วัดศรีชุม อาเภอ เมอื งเกา่ และท่ซี ุ้มเจดีย์วัดในวดั เจดยี เ์ จด็ แถว อ.ศรสี ชั นาลัย จ.สุโขทยั เปน็ ระยะต้น ๆ ของการเขยี นภาพจิตรกรรม แบบประเพณขี องไทย จิตรกรรมไทยสมัยอยุธยา ราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 19 ต่อเน่ืองเข้าสู่สมัยอยุธยาการเขียนภาพแสดง ลักษณะแบบประเพณีอย่างแทจ้ รงิ สะท้อนใหเ้ หน็ ศรัทธาอย่างแรงกลา้ ในพระพุทธศาสนาและฝีมือช่างไทยพัฒนาสู่ จุดสูงสุดในเชิงศิลปะจิตรกรรมฝาผนังสมัยต้นอยุธยา พบในกรุงพระปรางค์เป็นส่วนใหญ่ ในสมัยต่อมาเขียนภาพ ประดับผนงั พระอุโบสถและพระวหิ าร นยิ มเขยี นภาพพุทธประวตั ิ อดีตพระพทุ ธเจา้ เทพชุมนุมและชาวบ้าน จิตรกรรมในสมัยธนบุรี งานจิตกรรมสาคญั คือสมดุ ภาพภาพเร่ืองไตรภูมิ จิตรกรรมในสมัยรัตนโกสินทร์ มีลักษณะสืบเน่ืองจากสมัยอยุธยา ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีความนิยมศิลปะ แบบจีนในงานจิตรกรรมฝาผนัง ท้ังในรูปแบบ เน้ือหา และเทคนิคการเขียนภาพเรียนว่า “ศิลปะในพระราชนิยม” การปรับเปลี่ยนรูปแบบจิตรกรรมไทยแบบประเพณี มีการเปล่ียนแปลงอย่างช้า ๆ ท้ังรูปแบบเน้ือหา และเทคนิค การเขียนภาพ การเปลี่ยนแปลงคร้ังสาคัญเกิดขึ้นเม่ือสังคมปรับวัฒนธรรมตะวันตก จึงมีการสร้างสรรค์งาน จิตรกรรมแบบประเพณี ด้านเทคนิค วิธีการ และแนวคิดใหม่ตามทรรศนคติของศิลปินอย่างท่ีไม่เคยปรากฏในงาน จติ รกรรมไทยแบบประเพณี 13.2.3 จติ รกรรมไทยสมยั ใหม่ เมื่อทาสนธิสญั ญากับประเทศตะวันตกในสมยั รชั กาลที่ 4 กระแสวฒั นธรรมตะวันตกไหลบา่ เข้าสสู่ ังคมโลก กอ่ เกดิ การเปลีย่ นแปลงทางด้านต่าง ๆ รวมถึงศลิ ปกรรมตง้ั แต่สมยั รัชกาลที่ 5 เปน็ ตน้ มา งานศลิ ปะตะวันตกได้รับ ความนิยมมากยิ่งขึ้น ช่างเขียนภาพจากตะวันตกหลายคนเดินทางมาทางานในเมืองไทย สร้างผลงานไว้มากมาย ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา แนวการเขียนภาพของศิลปินไทย เป็นแนว “อิมเพรสซั่มนิสซึ่ม” (Impressionism) และสัจนยิ มหรือเหมือนจริง (Realism) ยุคคิวบิสซ่ึม (Cubism) ในประเทศไทยเรมิ่ ตน้ ประมาณ พ.ศ. 2499 ในช่วง พ.ศ. 2506 งานจิตรกรรมแนวนามธรรมได้รับความนิยม หลังจากน้ันศิลปินได้สร้างผลงานใน แนวทางท่ีตนสนใจและเช่ียวชาญ ทั้งรูปแบบใหม่และการย้อนกลับสู่แนวทางที่เคยเขียนกันมา ทาให้แนวทางการ สร้างงานจิตรกรรมไทยสมัยใหม่ มีความหลากหลายและเป็นอิสระ ศิลปะสมัยใหม่ดาเนินไปควบคู่กับงานแสดง ศิลปะ และการจดั นทิ รรศการในหอศิลป์ซ่ึงเปน็ เวทีสาหรบั ศิลปนิ ได้แสดงผลงาน

10151 ไทยศกึ ษา Page 73 of 85 ตอนท่ี 13.3 คุณค่าของประตมิ ากรรมและจิตรกรรมไทย 13.3.1 คุณคา่ ประติมากรรมและจิตรกรรมไทยด้านศิลปะ คุณค่าของศิลปกรรมมิได้จากัดเพียงความงดงามที่ผู้ชมได้พบเห็นและสัมผัส ยังสะท้อนถึงแรงบันดาลใจ และพัฒนาการในการสร้างสรรค์ศิลปกรรมไทย แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าประติมากรรมและจิตรกรรมไทยในทกุ วันน้ี ชารุด สูญหาย และเสื่อมสลายไปเน่ืองจากสภาพธรรมชาติการลักลอบโจรกรรม เก็บงาใช้เป็นส่วนตัว และส่งออก ไปต่างประเทศ จึงมขี ้อจากดั ในการศกึ ษาความงดงามและงานศลิ ปะของประติมากรรมและจติ รกรรมไทย 13.3.2 คุณค่าของประติมากรรม และจติ รกรรมไทยด้านประวตั ิศาสตร์และโบราณคดี เราสามารถศึกษาร่องรอยของอดีตได้จากงานศิลปกรรมท้ังประติมากรรมและจิตรกรรมในฐานะหลักฐาน สาคัญที่บ่งบอกถึงความคิด ความเชื่อ ภูมิปัญญา ความรู้ การใช้เทคโนโลยี ด้านวัตถุประสงค์ ช่างผู้สร้างผลงาน การใช้ประโยชน์ ความต้องการของสังคม และจากเนื้อหาบอกเล่าในงานศิลปกรรมนั้น ๆ โดยตรงเน้ือหาจากงาน ประติมากรรมและจิตรกรรมถ่ายทอดเรื่องราวเหตุการณ์ในยุคสมัยที่สร้างผลงาน เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ประเภทหนึ่งเช่นเดียวกับการศึกษาพัฒนาการทางด้านศิลปะ ช่วยให้เราเข้าใจถึงการถ่ายทอด การรับอิทธิพล ระหว่างวัฒนธรรมงานจิตรกรรมฝาผนงั สมัยรัตนโกสินทร์ มีการเขียนภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งท่ีเป็นภาพประกอบ และภาพเล่าเรอื่ งโดยตรง เช่น ภาพพงศาวดาร พระราชพิธี กิจกรรมหรือเหตุการณ์สาคัญท่ีเกิดขึ้นในท้องถ่ิน ภาพ การเดินทางไปนมัสการสถานท่ีสาคัญทางศาสนา ภาพแสดงการละเล่น งานมหรสพ งานรื่นเริง งานเทศกาล งาน ประเพณี ชีวิตประจาวัน โดยจะถ่ายทอดจากภาพที่เกิดข้ึนจริงในยุคสมัยท่ีเขียนนั้น ดังน้ันจึงช่วยให้ทราบและ เข้าใจภาพอดีตท่ีอาจจะไม่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรแนวคิดการสร้างประติมากรรมอนุสาวรีย์แพร่หลายในยุค สมัยใหม่ เป็นรูปท่ีแตกต่างจากสมัยดังเดิมท่ีไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา แต่สร้างข้ึนเพื่อระลึกถึงบุคคล เช่น พระบรม ราชอนุสาวรีย์พระราชานุสาวรีย์ อนุสาวรีย์บุคคลสาคัญ และอนุสาวรีย์เพ่ือการระลึกถึงเหตุการณ์สาคัญเช่น อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ การสร้างประติมากรรมอนุสาวรีย์ท้ัง ระดับชาติ ท้องถิ่น และทุกจังหวัดเป็นการบอกเล่าเร่ืองราวในระดับชาติและระดับท้องถิ่น การชื่นชมในงาน ประติมากรรม และจิตรกรรม จึงมิได้จากัดเพียงด้านศิลปะ หรือความศรัทธาในศาสนาเท่าน้ัน หากยังอานวย คุณประโยชนใ์ หเ้ ราเขา้ ใจอดตี ได้ชัดเจนขึน้ ด้วย 13.3.3 คณุ ค่าของประตมิ ากรรมและจติ รกรรมไทยในดา้ นความเชอื่ และศาสนา คติความเช่ือในศาสนาถ่ายทอดเป็นรูปธรรมให้เห็นได้จากงานประติมากรรมและจิตรกรรมท้ัง ประติมากรรมรูปเคารพ ประติมากรรมสัญลักษณ์ ประติมากรรมเล่าเร่ือง และจิตรกรรม มีเนื้อหาเก่ียวกับศาสนา และวรรณกรรมสาคัญ กอ่ ใหเ้ กดิ ความร้คู วามเข้าใจ เป็นเครอ่ื งเตอื นสตใิ ห้คนได้กระทาความดี และปฏบิ ัตติ ามหลัก คาสอนทางศาสนา ศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ เผยแพร่เข้ามาในสังคมไทยเป็นระยะเวลานาน เมื่อผสมผสานกับคติความเชื่อ ดังเดิม ได้ก่อเกิดงานประติมากรรมท่ีมีลักษณะเฉพาะ เช่น รูปพระพนัสบดี ภาพแกะสลักในผนังถ้าพระโพธิสัตว์ จ.สระบุรี เมื่อความศรัทธาในพระพุทธศาสนาแพร่หลายอย่างกว้างขวาง การสร้างประติมากรรมเพ่ือเป็นการ

10151 ไทยศกึ ษา Page 74 of 85 สักการะบูชาและเครื่องยึดเหนี่ยวจติ ใจจานวนมาก ได้แก่ พระพุทธรูป งานประติมากรรมและจิตรกรรมไทยแต่ละ ยุคสมัยจงึ สะทอ้ นถึงความเชื่อและศรทั ธาของยคุ สมัยนน้ั ๆ ดว้ ย

10151 ไทยศึกษา Page 75 of 85 คาถามทา้ ยหนว่ ย ข้อ 1 ประตมิ ากรรม มลี กั ษณะอย่างไร ตอบ มลี กั ษณะเปน็ ทัศนศลิ ป์ ทมี่ องเห็นได้ 3 ลกั ษณะ คอื มพี ้นื หลงั รองรบั ซ่งึ มองเห็นได้ 2 แบบคอื 1) มองเห็นด้านหน้าด้านเดียว คือประติมากรรมนูนต่าที่มีความตื้นลึก สูงต่า จากพื้นหลังเล็กน้อย เช่น ลวดลายปูนป้ันประดับเจดยี ์ 2) มองเห็นได้ 3 ด้าน คือ ด้านหน้าและด้านข้างสองด้านเป็นประติมากรรม นูนลอยขึ้นจากพื้น เช่น ลาย ปูนปั้นประดับหน้าบัน มลี กั ษณะลอยตัว มองเหน็ ได้รอบดา้ น เชน่ พระพทุ ธรปู ลักษณะ เจาะ หรือจมลงในพนื้ เชน่ รอยพระพุทธบาท ข้อ 2 ประติมากรรมไทยกอ่ นสมยั ใหม่ เกี่ยวข้องกับ ศิลปะในศาสนาใช่หรือไม่ และไดร้ บั อิทธพิ ลจากชาตใิ ด ตอบ ใช่ ไดแ้ กป่ ระติมากรรมรูปเคารพ เช่น พระพทุ ธรปู เทวรปู ได้รับอทิ ธิพลจากอนิ เดีย ลังกา และ เขมร ข้อ 3 ประตมิ ากรรมไทยสมัยใหม่ เริ่มมีในสมยั ใด ตอบ เริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลท่ี 4 ต่อเนื่องถึงรัชกาลที่ 5 ซ่ึงเป็นยุกต์สมัยของการปรับตัวสู่ความทันสมัยที่มีชาติ ตะวันตกเป็นต้นแบบ ต่อมาได้พัฒนาตามอิทธิพลของการศึกษาศิลปกรรมสมัยใหม่ในระบบการศึกษา ซึ่งมี ศาสตราจารย์ ศลิ ป์ พีระศรี เปน็ หลกั สาคัญ ขอ้ 4 จติ รกรรมคอื อะไร ตอบ จติ รกรรม คอื งานศลิ ปกรรมทส่ี ร้างสรรค์ ดว้ ยการวาด ระบายสี บนพ้นื ผิววสั ดตุ า่ งๆ ข้อ 5 จิตกรรมไทยแบบประเพณี ยคุ กอ่ นสมยั ใหมม่ ีลกั ษณะอย่างไร ตอบ เป็นจติ กรรมไทยกอ่ นพทุ ธศตวรรษที่ 19 ซ่ึงเขยี วตาม เพิงผา และผนงั ถ้า ต่อมาไดร้ ับอทิ ธพิ ลศาสนาพุทธจาก อินเดยี และลงั กาได้รับอทิ ธิพลจากจิตรกรรมทางพทุ ธศาสนา นามาผสมผสานกับลวดลายแบบท้องถ่ิน มกี ารพฒั นา จนเปน็ จิตกรรมไทยแบบประเพณีในยคุ สโุ ขทัย อยธุ ยา ธนบุรี และรัตนโกสนิ ทร์ ข้อ 6 จติ กรรมไทยแบบประเพณี มีการปรับเปลีย่ นอย่างไรบา้ ง ตอบ สมัยต้นรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะสมัยรัชกาลที่ 3 มี การใช้เทคนิควิธีการ แบบจีนในการเขียนภาพ เรียกว่า ศิลปะในพระราชนิยม นอกจากน้ีได้นาเทคนิควิธกี าร แบบตะวันตกมาผสมผสานกับการเขียนภาพ เช่น เขียนภาพ ในมมุ มองจากดา้ นบน การเขยี นภาพแบบ สามมิติ การระบายสภี าพท้องฟา้ การใช้สที ีก่ ลมกลนื ฯลฯ

10151 ไทยศกึ ษา Page 76 of 85 นอกจากน้ียังมีการเขียนภาพเพื่อส่ือเรื่องราวจากเน้ือหาและรูปแบบที่เหมือนจริง การเขียนในรูปลักษณ์ แบบอนิ เดยี การเขียนภาพประกอบท่ีแสดงถึงเหตกุ ารณ์ในท้องถนิ่ เชน่ ประเพณี การละเลน่ มหรสพ ข้อ 7 ประตมิ ากรรมและจติ รกรรมไทย มีคุณค่าในดา้ นใด ตอบ มคี ณุ ค่าในด้านศิลปะ คอื ความงดงามและความสามารถเชงิ ชา่ งในระดับต่างๆ (ช่างหลวง ชา่ งพระ ช่างสามัญ ชน) ซึ่งแสดงออก ถึงเทคนิควิธีการ รสนิยม จารีตประเพณี ความคิด ความเช่ือ และอิทธิพลทางศิลปะของชาติ ต่างๆ ที่แพร่หลายเข้าสู่สังคมไทยในแต่ละยุคสมัยมีคุณค่าด้านประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ทาให้เราเข้าใจ วัตถุประสงค์การสร้าง ผู้อุปถัมภ์ ช่างผู้สร้างผลงาน การใช้ประโยชน์ ความต้องการของสังคม และจากเนื้อหาท่ี บอกเลา่ ความคดิ ความเช่ือ ภมู ปิ ัญญา ความรู้ การใช้เทคโนโลยีตามอิทธิพลของ เศรษฐกิจ การเมืองและสังคมใน แต่ละยุคสมัย มีคุณค่าด้านความเชือ่ และศาสนา แสดงให้เห็นถึงความเชอ่ื ในเรื่องเหนือธรรมชาติ ภูตผี พิธีกรรมใน วิถีชีวิตของคนไทย นอกจากน้ียังแสดงให้เห็นถึง แนวคิดเก่ียวกับศาสนา เช่น คติความเช่ือเกี่ยวกับจักรวาล ลักธิ เทวราช ฯลฯ

10151 ไทยศกึ ษา Page 77 of 85 หน่วยที่ 14 : งานช่างไทย ตอนที่ 14.1 ข้อพินจิ เบ้อื งตน้ เกย่ี วกับงานช่างไทย 14.1.1 หนา้ ท่ีของช่างไทย สังคมไทยแต่ดังเดิมเป็นสังคมเกษตร ผู้คนท้ังหลายดารงชีวิตตามสภาพแวดล้อมท่ีมีอยู่ตามธรรมชาติ คือ ทานา ทาไร่ ทาสวน ล่าสัตว์จับสัตว์ มีการสร้างเครื่องมือเคร่ืองใช้เองในครัวเรือน และชุมชน ตามความรู้ ความสามารถท่ีถ่ายทอดต่อกันมา การทาเครื่องมือเครื่องใช้ในแต่ละท้องถ่ินแต่ละชุมชนมักมีผู้ที่มีฝีมือ ความชานิ ชานาญพิเศษอยู่เสมอ บุคคลเหล่าน้ีได้รับการยกย่องว่าเป็น “ช่าง” ซึงหมายถึง ผู้ทางานท่ีใช้ฝีมือเป็นบริการแก่ ผอู้ ่นื ชา่ งมีหนา้ ทท่ี างานให้แกส่ ่วนต่าง ๆ ดังนี้ ทางานช่างสาหรับใช้ในครัวเรอื นอย่างเพยี งพอ ส่วนทีเ่ หลือใช้นาไปแลกเปลีย่ นหรอื จาหน่าย ทางานช่างให้แก่ชุมชนท่ีอยู่อาศัย โดยมีช่างฝีมือต่าง ๆ มาทางานร่วมกัน ช่างฝีมือเหล่านี้มีท้ังท่ีเป็น ชาวบ้านธรรมดา และชา่ งที่เป็นพระสงฆ์ ทางานช่างให้แก่บ้านเมือง ได้แก่ ช่างพื้นบ้านที่ถูกเกณฑ์จากทางราชการ และ ช่างหลวงซึ่งทางานอยู่ ตามปกติ ในกรมชา่ งหลวงตา่ ง ๆ ชา่ งทั้งสองพวกได้ทางานร่วมกันให้แกห่ ลวง คอื งานของพระราชสานัก และงาน สาธารณะของบ้านเมือง 14.1.2 ประเภทของช่าง ช่างในสังคมไทยทั้งช่างพื้นบ้านและช่างหลวง อาจจาแนกประเภทของช่างตามลักษณะ ของงานช่างท่ีทาเป็น 2 ประเภท คอื ช่างประเภททาของใช้ ไดแ้ ก่ ชา่ งท่ที าสิ่งของเคร่ืองใช้ในชีวติ ประจาวันโดยทว่ั ไปเรียกว่า ชา่ งฝมี อื บา้ ง ช่าง หัตกรรมบ้าง และเรียกผลงานช่างงานหัตถกรรม เพราะเป็นงานที่ทาด้วยฝีมือและมือหากสามารถสร้างสรรค์งาน ให้สวยงามมีคุณค่าทางสุนทรียภาพ เรียกว่า “ช่างหัตถศิลป์” และเรียกผลงานช่างว่า งานศิลปะหัตถกรรม เช่น ชา่ งทาเครือ่ งปนั้ ดินเผา ช่างทาเคร่อื งจักรสาน ช่างประเภททาของชม ได้แก่ ช่างท่ีมีความสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่เน้นความสวยงามควรค่าแก่การ เป็นของชมมากกว่าของใช้สอยในชีวิตประจาวัน คือใช้ในโอกาสสาคัญ ในพิธีการ และการตกแต่งเรียกว่า ช่ าง ประณีตศิลป์ และเรียกผลงานว่า งานประณีตศิลป์ เช่น ช่างมุก ช่างทอง ช่างถม ช่างประณีตศิลป์ และช่างวิจิตร ศิลป์ มีคาเรยี กแต่ก่อนมาอกี อย่างวา่ “ชา่ งสิบ” หรอื ชา่ งศิลป์ ปัจจุบนั เรยี กวา่ ศลิ ปิน 14.1.3 องค์ประกอบของสถาบนั ช่าง ดงั น้ี ชา่ ง คือ บุคคลผมู้ คี วามรู้ ความสามารถในการสร้างสรรคง์ านช่างต่าง ๆ ทาสง่ิ ของเพื่อใชป้ ระโยชน์ วิชาการช่าง คือ ความรู้ท่ีช่างแต่ละคนต้องเรียนรู้และฝึกฝนท้ังภาคทฤษฎีและการปฏิบัติจนเช่ียวชาญ นาไปใช้ทางานช่างได้อยา่ งดี ขนบนิยมของชา่ ง คอื แบบอย่างและแนวทางสาหรบั การเรยี นรใู้ นการทางานช่างประเภทต่าง ๆ

10151 ไทยศึกษา Page 78 of 85 ผลงานชา่ ง คือ สง่ิ ทีช่ า่ งสรา้ งขึน้ ตามความต้องการของผใู้ ชใ้ นชีวิตประจาวนั และดว้ ยคตคิ วามเช่ือ สกลุ ชา่ ง คอื ระเบยี บ แบบแผนอยา่ งเป็นระบบในหมู่ของชา่ ง แตล่ ะกลมุ่ แต่ละพวก ซ่งึ มีการสืบทอด และ ส่งต่อให้แก่กันในแต่ละสกุลช่าง โดยการฝึกหัดเรียนรู้กันในครอบครัว หรือ ในชุมชนฝ่ายสถาบนั พระศาสนาที่มีวัด เปน็ ศนู ย์กลางแห่งศลิ ปะวิทยา ตอนท่ี 14.2 งานช่างพื้นบา้ น 14.2.1 ปัจจัยทม่ี อี ิทธิพลต่องานช่างพนื้ บ้าน มดี งั นี้ 1. สภาพแวดลอ้ มทางธรรมชาติ 2. สภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม ซ่ึงมีผลต่อการเลือกใช้วัสดุท่ีมีอยู่ในชุมชนท่ีช่างสามารถจัดหามาใช้ทาเคร่ืองมือเครื่องใช้ต่าง ๆ การ ประดิษฐ์รูปแบบและการสร้างสรรค์ให้สอดคล้องกับขนบประเพณี ความเช่ือ และวิถีชีวิตหากปัจจัยเหล่านี้ เปล่ียนแปลงไปยอ่ มมผี ลกระทบต่องานชา่ งพืน้ บา้ นด้วย 14.2.2 ลักษณะเอกลักษณะของงานช่างพ้ืนบ้าน เป็นงานท่ีมีรูปแบบ รูปทรงเรียบง่ายเน้นประโยชน์ใช้สอยเป็น หลัก เป็นผลงานที่สร้างขึ้นจากการเรียนรู้และการสังเกตท่ีจะนาวัสดุท่ีมีอยู่รอบตัวในท้องถ่ินใช้ประโยชน์ รวมทั้ง เปน็ งานทีส่ ืบทอดตอ่ กันมาดว้ ยการฝักหัดส่ังสมประสบการณทสี่ าคัญคือถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมด้านภมู ิปัญญา ของบรรพบรุ ุษท่ไี ม่ปรากฏนามของชา่ งแตอ่ ย่างใด 14.2.3 ประเภทของงานช่างพ้ืนบ้านและประโยชน์ใช้สอย เนื่องจากงานช่างพ้ืนบ้านสร้างด้วยวัสดุชนิดต่าง ๆ ท่ีมี อยใู่ นแต่ละท้องถน่ิ และทาขน้ึ เพื่อใชป้ ระโยชน์ได้อย่างหลากหลาย การแบ่งประเภทของชา่ งพ้ืนบา้ นจึงยากแก่การ ท่จี าแนกลงไปใหช้ ดั เจน การแบง่ ตามวิธกี ารผลิต เป็นวิธกี ารแบ่งท่เี ข้าใจได้งา่ ยโดยแบง่ เป็น เครอื่ งปนั้ ดินเผา ส่ิงทอ งานแกะสลัก เครอ่ื งโลหะ เครือ่ งจกั รสานสถาปัตยกรรมพ้ืนบ้าน ภาพเขยี น งานประติมากรรม งานเครอื่ งกระดาษ งานประเภทเบด็ เตล็ด ท่ีไม่อาจจดั เขา้ ในประเภทได้ชดั เจน 14.2.4 คณุ คา่ และค่านยิ มของงานช่างพนื้ บ้าน งานชา่ งพ้นื บา้ นนอกจากมีคุณคา่ ใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ิตประจาวนั อย่าง ดีแล้ว ยังมีคุณค่าในทางสุนทรียภาพ เป็นงานศิลปะหัตถกรรม ที่มีความสาคัญต่อวิถีการดารงชีวิตของผู้คน และ เปน็ มรดกทางวฒั นธรรมของสังคม ตอนที่ 14.3 งานช่างหลวง 14.3.1 กรมช่างหลวง คือ หน่วยงานที่มีหน้าที่ทางานช่างของหลวงในสงั กัดที่ช่างอยู่ในสังกัดเป็นจานวนมาก พวก หนึ่งเป็นผู้ถวายตัวเข้ารับราชการ อีกพวกหน่ึงเป็นผู้ที่ถูกเกณฑ์ เข้ามารับราชการแต่เป็นผู้ที่มีความรู้ทางช่าง จึง ได้รับมอบหมายหนา้ ท่ีให้ทางาน กบั ช่างหลวงพวกแรก กล่มุ ช่างหลวงท่มี ีมาแต่โบราณได้แก่ กรมชา่ งทหาร ในกรม ช่างมหาดเล็กและกรมช่างสบิ หมู่

10151 ไทยศึกษา Page 79 of 85 14.3.2 กรมช่างสิบหมู่ งานช่างสิบหมู่ เป็นกรมช่างหลหวงที่มีช่างประเภทต่าง ๆ รวมอยู่ ในกรมหลายประเภท ท่ีมาของช่ือกรมช่างสิบหมู่มาจากคาว่า “ช่างสิบบ” หรือ “ช่างศิลป์” มิได้มีความหมายว่ามีเพียงสิบประเภท งาน ชา่ งสบิ หมู่ซงึ่ มีมาแตส่ มัยอยธุ ยา จนถงึ สมยั รตั นโกสนิ ทร์ ประกอบดว้ ย ชา่ งประเภทต่าง ๆ ทีส่ าคญั เชน่ เขยี น ปั้น ชา่ งแกะ ช่างสลกั ช่างกลึง ชา่ งหุ่น ช่างบุ ช่างปนู ชา่ งรัก เปน็ ต้น ตอนที่ 14.4 การทะนบุ ารงุ งานชา่ งไทย 14.4.1 การส่งเสริมให้ความรู้และจัดแสดงเผยแพร่ผลงานช่างไทย เป็นวิธีการทะนุบารุงงานช่างไทยสาหรับได้ใช้ ประโยชนแ์ ละดารงรักษาคุณค่างานชา่ งไว้พร้อมกัน การสง่ เสริมเชน่ ทไ่ี ดด้ าเนินการสืบมา เชน่ ในรัชกาลท่ี 5 โปรด ให้มีการส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการผลิตไหมในภาคอีสาน ทาให้กิจการผลิตผ้าไหมในภาคอีสานก้าวหน้าข้ึน การ ส่งเสริมให้ชาวบ้านผลิตงานศิลปหัตถกรรมเป็นอุตสาหกรรมด้วย การแนะนาให้พัฒนารูปแบบใหม่ ๆ สาหรับ จาหน่ายในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม การอนุรักษ์สืบทอดงานประณีตศิลป์ ซึ่งมีอยู่ในพระบรมราชวัง ตาม พระราชดาริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อถ่ายทอดความรู้วิชาช่างประดิษฐ์ของสตรี และนาไปประกอบอาชพี ได้ดว้ ย 14.4.2 การสืบทอดงานชา่ งไทยจากช่างพื้นบ้านสู่ชา่ งหลวง ช่างฝีมือท่ีมีอยู่ตามพื้นบ้านในท้องถิ่นต่าง ๆ ในอดีตได้ มีโอกาสเข้ามาทางานช่างของหลวง โดยการถวายตัวและการเกณฑ์เข้ารับราชการในกรมช่างหลวง ปัจจุบันมูลนิธิ ส่งเสริมศิลปาชพี ในสมเด็จพระนางเจ้าสิรกิ ิติ์พระบรมราชินีนาถได้อนุรักษ์และสบื ทอดศิลปหัตถกรรมไทย โดยให้ผู้ ที่มีความรู้ความชานาญในงานช่างมาถ่ายทอด ความรู้แก่นักเรียน ศิลปาชีพพิเศษ ซึ่งทรงคัดเลือกมาจากราษฎร ชาวบา้ นในทกุ ภมู ภิ าคเพ่ือธารงรกั ษางานชา่ งประณตี ศิลป์ และเพม่ิ รายไดแ้ กเ่ กษตรกรในอนาคต 14.4.3 ความเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มของงานช่างไทย สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ และสังคม วัฒนธรรมเป็นปัจจัยสาคัญท่ีมีผลกระทบต่องานช่างไทยท้ังงานพื้นบ้านและงานช่วงประณีตศิลป์ งานช่างไทยจึง เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของบรรพบุรุษท่ีควรได้รับการส่งเสริมสืบทอดให้สอดคล้องกับความเปล่ียนแปลงและ ความเปน็ ไปทางสังคมด้วย

10151 ไทยศึกษา Page 80 of 85 หน่วยท่ี 15 : แนวการพัฒนาบนวถิ ีไทย ตอนที่ 15.1 นยิ ามศัพท์คาวา่ วถิ ไี ทย การพฒั นา 15.1.1 ความหมายของคาว่า วิถีไทย คาว่า วิถึไทย มาจากคาศัพท์ วิถี (สาย แนว ถนน หรือทาง) ประกอบคาว่า ไทย คาศัพท์ วิถีไทยจึงมี ความหมายว่า แนวทางความเป็นไทย มีความหมายยโดยนัยคือ การดารงชีวิตของผู้คนในสังคมไทย ตลอดจนการ พัฒนาประเทศบนพื้นฐานวัฒนธรรมไทย ที่ปรับเปล่ียนได้อย่างเหมาะสมกับสภาพการณ์เปล่ียนแปลงในแต่ช่วง สมัย วิถีชีวิต หมายถึง ความเป็นอยู่ในชีวิตประจาวันของผู้คนในแต่ละสังคม บนพ้ืนฐานวัฒนธรรมของสังคม นนั้ ๆ 15.1.2 ความหมายของคาว่า การพัฒนา พัฒนา แปลตามศัพท์ว่า การทาให้เจริญ เมื่อใช้ในที่กว้างประกอบกับคาว่า ประเทศเป็นการพัฒนา ประเทศ หมายถึง การกระทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้เกิดความก้าวห ไปในทางที่เจริญทาให้บ้านเมืองอยู่อย่าง สงบ เกิดความม่ันคง คนที่อยู่ในเขตการปกครองนั้นมีความสุขในระเบียบสังคมท่ีดี เน่ืองจากการพัฒนาประเทศ เป็นงานใหญ่มากและกว้างจงึ ตอ้ งพฒั นาไปพร้อมกัน ดว้ ยความกลมกลนื ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ตอนท่ี 15.2 สรุปการพัฒนาในศตวรรษกว่าท่ีผา่ นมา 15.2.1 การพฒั นาในสมัยรัชกาลที่ 5 ถงึ พ.ศ. 2475 การพัฒนาในช่วงน้ีเป็นช่วงที่ไทยต้องเผชิญหน้ากับการแผ่อานาจของจักวรรดินิยมตะวันตก การคุกคาม เป็นไปอย่างเข้มข้น และลดในสมัยรัชกาลท่ี 6ต่อมาผู้นาไทยในสมัยนี้ตระหนักดีว่า นอกจากการดาเนินนโยบาย ต่างประเทศที่ปรับให้ยืดหย่นุ เข้ากับภาวการณ์กดดันจากมหาอานาจแล้ว การปรับปรุงบ้านเมืองใหท้ ันสมัยเป็นอกี วิถีทางหนึ่งท่ีสาคัญยิ่ง เพราะประเทศจักรวรรดิพัฒนามักเข้ายึดครองประเทศอ่ืนเป็นอาณานิคม เม่ือมาผสานกับ การขาดประสิทธภิ าพของระบบไพร่และหน่วยราชการ ตลอดจนถึงการทค่ี นรุ่นใหม่ไดเ้ รยี นรู้วิทยาการตะวนั ตก ทา ให้กอ่ เกดิ การปฏริ ูปบา้ นเมืองใหเ้ ป็นสมยั ใหม่ โดยมีวิธีการพัฒนาทมี่ ลี กั ษณะเดน่ 3 ประการคือ การดาเนินงานในแนวการเดินสายกลาง สร้างความก้าวหน้าโดยใช้ยุทธวิธีปรับปรุงสร้างสรรค์สิ่งท่ีจาเปน็ และมีประโยชน์ต่อบ้านเมือง ให้เกิดผลกระทบต่อขุนนาง ไพร่บ้าน และพลเมืองให้น้อยทีสุด ถ้าการเปลี่ยนแปลงมี ผลกระทบตอ่ ขนุ นางราษฎรจานวนมาก รฐั จะค่อย ๆ ทา การผสานวิธีการแบบตะวันตกให้เข้ากับพ้ืนฐานวัฒนธรรมไทย แม้ว่าการปรับปรุงบ้านเมืองจะมุ่งปฏิรูป ตามคติตะวันตกเพอ่ื ให้เปน็ ทยี่ อมรบั ของมหาอานาจตะวนั ตกตามเกณฑ์วดั ความเจริญก้าวหนา้ หรอื ตามมาตรฐานที่ ตะวันตกคุ้นเคย แต่ผู้นาไทยโดยเฉพาะพระมหากษัตริย์ ทรงให้ความสาคัญแก่วิทยาการไทยและนามาดัดแปลง ประยุกต์ใช้ในการปฏิรูปบ้านเมือง ทรงสนับสนุนให้ศึกษาระบบต่างๆ ของสังคมไทยให้เข้าใจก่อนที่จะเรียนรู้ วิทยาการตะวนั ตก เพ่อื จะไดเ้ ลือกสรรรักษาท้ังที่ดใี ห้คงอยู่ ปรับปรงุ เฉพาะส่ิงท่ีจาเป็น เลือกรบั วฒั นธรรมตะวันตก และสง่ิ ทม่ี ปี ระโยชนต์ อ่ บา้ นเมือง

10151 ไทยศึกษา Page 81 of 85 การเน้นยทุ ธวธิ สี ร้างความสงบและความม่ันคงภายในประเทศ มากกว่าการพฒั นาทางเศรษฐกิจและสังคม ท้ังนี้เนื่องจากรัฐบาลในช่วงสมัยน้ีมีจุดมุ่งหมายหลักคือ ต่อต้านการคุกคามของจักรวรรดินิยม และรักษาเอกราช ของชาติ จงึ มุ่งปรบั ปรุงบา้ นเมอื งใหเ้ ขม้ แข็ง มีความเปน็ อนั หน่งึ อันเดียวกนั ผลของการพฒั นาได้กอ่ ผลทีก่ วา้ งขวางต่อทงั้ การเมอื ง การปกครอง เศรษฐกจิ และสงั คม ในช่วงสมัยนน้ั การเมืองการปกครอง เกิดรัฐชาติไทย ได้รับแนวคิดการเมืองตะวันตก ประชาธิปไตยสังคมนิยม แต่ ประชาธิปไตยมีกระแสที่แรงและเดน่ กว่า สว่ นผลทสี่ าคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การเกิดระบบราชการสมยั ใหม่แบบ ตะวันตก บนพ้ืนฐานของระบบกระทรวง ทบวง กรม เศรษฐกิจ เปลี่ยนเขา้ สรู่ ะบบทนุ นยิ ม ซึง่ ได้พัฒนาสืบมา สงั คม เปลีย่ นแปลงเขา้ สู่สงั คมสมัยใหม่ เฉพาะในสงั คมเมอื ง ยังมไิ ด้ลงลกึ ไปถงึ ชนบท หมบู่ า้ น การพัฒนาในช่วงสมัยนี้ได้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจในปลายรัชกาลท่ี 6 และในรัชกาลท่ี 7 จนเป็นสาเหตุ สาคัญประการหนง่ึ ที่นาไปสู่การเปล่ยี นแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยในวันที่24 มถิ นุ ายน 2475 15.2.2 การพฒั นาประเทศ พ.ศ. 2473-2500 การพัฒนาประเทศในชว่ งนี้เป็นเส้ียวศตวรรษของการเร่ิมแรกของระบอบประชาธปิ ไตยในสังคมไทย ผู้นา ประเทศส่วนใหญ่มาจากคณะราษฎร ท่ีปฏิบัติการเปลี่ยนแปลงการปกครองและใช้แนวนโยบาย บริษัทประเทศใน แนวชาตินิยม โดยเฉพาะจอมพล ป.พิบูลสงคราม ผู้ซ่ึงดารงตาแหน่งนายกรัฐมนตรีหลายสมัย รวมเวลาแล้วนาน 15 ปี (แบ่งเปน็ 2 ชว่ ง ชว่ งแรก พ.ศ. 2481-2491) และช่วงทสี่ อง พ.ศ. 2491-2500 ทงั้ 2 ชว่ งนี้เป็นนายกรฐั มนตรี รวมกัน 8 สมัย) ส่วนปจั จัยท่ีกาหนดแนวทางการพัฒนาประเทศ น้ันมี 4 ประการได้แก่ การสรา้ งความชอบธรรมให้แกผ่ ูท้ าใหม่ในระบอบประชาธปิ ไตยเพ่ือจะได้เขา้ มาคุมอานาจบรหิ ารประเทศ ความร้สู กึ ชาตินยิ มในผู้นาสมัยนี้ทตี่ ้องการพัฒนาประเทศใหเ้ จริญก้าวหนา้ ตามแบบอย่างของประเทศตะวนั ตกที่ได้ เห็นมา การลดบทบาทและอิทธิพลของอังกฤษ-ฝร่ังเศสในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพราะทั้ง 2 ประเทศ ต่างก็มีปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศของตนที่ต้องแก้ไขจากผลของสงครามโลกครั้งท่ี 1 (พ.ศ. 2457-2461) และสภาวะเศรษฐกิจตกต่าทั่วโลก (พ.ศ. 2472-2475) ทาให้เกิดช่องว่างทางอานาจชั้นในภูมิภาค และเปน็ ผนู้ าไทยพยาามแสวงหาผลประโยชนท์ างการเมอื งดว้ ยการขยายดินแดนและเขตอิทธิพล การเพิ่มบทบาทและอิทธิพลของญี่ปุ่นในเอเชียตะวันตะเฉียงใต้ในช่วงก่อนสงครามโลกคร้ังท่ี 2 รวมทั้ง อทิ ธิพลของคอมมวิ นสิ ต์ หลังสงครามโลกครัง้ ท่ี 2 อิทธพิ ลญ่ีปนุ่ : ชาตินิยม การเนน้ เรอื่ งทหาร คอมมิวนิสต์ : ตอ่ ต้านสิทธนิ ี้ สหรฐั อเมรกิ า เร่มิ แผ่อานาจเขา้ มา วธิ ีการปรับปรงุ พัฒนาบา้ นเมอื ง มีลกั ษณะสาคญั 3 ประการ คอื 1. การใชส้ ทิ ธชิ าตินิยมในการกาหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ และการเมอื ง

10151 ไทยศกึ ษา Page 82 of 85 2. การใชอ้ านาจบงั คบั ค่อนข้างสงู ลักษณะเป็นเผดจ็ การทอ่ี งิ ประชาธปิ ไตยเศรษฐกจิ 3. อทิ ธพิ ลอารยธรรมตะวันตก เรมิ่ ปรากฏมากขน้ึ ในวิถชี วี ติ ของผู้คนในสังคมเมือง - การเมอื งการปกครอง เปลยี่ นแปลงมาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ซ่งึ อยู่ในช่วงการทดลอง ค้นหา ยงั หา่ งไกลจากสาระจิตวิญญาณ การปฏิบตั จิ ริงตามแนวคิดการเมืองการปกครอง - เศรษฐกิจ เกิดทุนนิยมโดยรัฐ ต้ังรัฐวิสาหกิจ จานวนมากท่ีไม่ประสบผลสาเรจ็ ตามเป้าหมายที่ได้ต้ังใจไว้ ในการขจัดอิทธิพลของนายทุนต่างชาติ และทาให้ไทยพ่ึงตนเองได้ในทางเศรษฐกิจผลท่ีเกิดขึ้นนั้นนายทุนไทยเชื้อ สายจีนคงมีบทบาทเป็นพลวัต ย่ิงในเศรษบกิจไทยสืบต่อมาท่ีสาคัญก็คือได้ส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์โยงใยขยาย กวา้ งและซับซ้อนยง่ิ ขึน้ ตามการเติบโตขยายตวั ทางเศรษฐกจิ - สงั คม – วฒั นธรรม เร่ิมเกิดสภาพการเป็นตะวนั ตก หรอื Western Micatin ในวถิ ชี ีวิตทางสงั คมเมอื ง 15.2.3 การพฒั นาประเทศในด้านทศวรรษ พ.ศ. 2500 - พ.ศ. 2544 เป็นช่วงสมัยท่ีมีแนวทางและวิธีการพัฒนาแตกต่างจาก 2 สมัยแรกอยู่มาก ทาให้เกิด Westernizatin รวมทัง้ ก่อใหเ้ กuิ 3604 _การเปล่ียนแปลงอย่างมากในทุก ๆ ด้านในสงั คม นักวิชาการบางคนเรียกว่า “สมัยพัฒนา” เพราะเริ่มพัฒนาประเทศโดยมีแผนพัฒนาฯ ท่ีกาหนดใช้เป็นแนวทางในการดาเนินงาน ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันอยู่มา จนถงึ ทุกวนั น้ี ปัจจยั เรง่ รัดให้ตอ้ งพฒั นาประเทศมี 3 ประการ ได้แก่ 1. ความต้องการพัฒนาเศรษฐกจิ ของประเทศใหเ้ จริญกา้ วหนา้ พน้ จากสภาพความดอ้ ยพฒั นา 2. ความหว่นั เกรงภยั คกุ คามของสทิ ธคิ อมมิวนิสต์ หลงั สงครามโลกครง้ั ที่ 2 3. การขยายตัวของระบบทุนนิยมโลกในชว่ งหลังสงครามโลกครง้ั ท่ี 2 ท่ีมที นุ จากสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนา ในดา้ นอดุ มการณ์และยทุ ธศาสตรก์ ารพัฒนา ดว้ ยความเชอ่ื หลัก 3 ประการ คอื พัฒนานยิ ม ม่งุ พัฒนาประเทศให้ทันสมัยให้มีความเจริญเตบิ โตทางเศรษบกจิ ในอัตราสูงส่งเสริมการค้าเสรี การลงทุนต่างชาติ การกเู้ งนิ และซอ้ื เทคโนโลยีต่างประเทศ การสง่ เสริมการลงทนุ ขนาดใหญ่ การสง่ ออก บริโภคนิยม ส่งเสริมให้ผู้คนในสังคมใช้จ่ายสินค้าอุปโภค บริโภคให้มาก ๆ เพ่ือกระตุ้นการเติบโตยายตัว ทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงนิยม เป็นการควบคุมสังคมโดยรวมท้ังในด้านระบบการเมือง การบริหารการศึกษา และด้าน เศรษฐกิจให้สงบเรยี บร้อย มีเสถียรภาพ เพ่ือเพ่ิมความเชอื่ ม่ันแกน่ ักลงทนุ ต่างชาติ ผลการพัฒนาใน 4 ทศวรรษท่ีผา่ นมาภายใต้แผนพฒั นาฯ 8 ฉบับ ไดก้ ่อผลท้งั ในดา้ นบวกและลบต่อสงั คมไทย ดังน้ี ประเทศไทยไดเ้ ปลย่ี นแปลงไปจากเดิมมาก มคี วามเจรญิ ก้าวหนา้ ทางวตั ถไุ ดร้ ับวิทยาการเทคโนโลยีใหม่ ๆ และความทนั สมยั หลากหลายด้าน ผลการพัฒนาได้ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมมากมายหลายประการ ต้ังแต่การ กระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรมยิ่งแก่ชนชั้นล่าง การล้มสลายของสังคมหมู่บ้าน ความเลื่อมล้า แปลกแยกระหว่าง

10151 ไทยศกึ ษา Page 83 of 85 สังคมเมอื ง-สังคมชนบท ปญั หาครอบครวั การปญั หาเด็กดอ้ ยโอกาส เยาวชนสตรี ปัญหาเรือ่ งคณุ ภาพชวี ิตการเป็น วัตถนุ ิยมทีเ่ พิ่มทวีมากขึน้ การมีชวี ิตท่สี บั สนเครง่ เครียด การเลื่อมลงของจริยธรรม คา่ นยิ มที่ดี การขาดความสมดุล ระหว่างวัฒนธรรมและวัฒนธรรมตะวนั ตกที่เรม่ิ เข้ามา การพ่ึงพาเทคโนโลยีและทุนต่างประเทศ ตลอดจนถึงความ เสอื่ มโทรมทางธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ ม ตอนที่ 15.3 การพัฒนาทยี่ ่งั ยนื 15.3.1 แนวพระราชดารเิ ศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาการพัฒนาที่ใช้ได้ต้ังแต่ระดับครอบครัวถึงระดับประเทศ เป็นการดาเนินไปในทางสายกลาง ความพอประมาณ ความมเี หตุผล เพื่อใหเ้ กดิ ความพอเพียงที่เป็นสขุ การพง่ึ ตนเองได้ และการปรับตัวให้สอดคล้อง กับสภาพการณ์ความเปล่ียนแปลงจากโลกภายนอก เป็นการพัฒนาบนวิถีไทย ความผาสุกสภาพที่ยั่งยืน การ ดาเนนิ การตามทฤษฎีใหมเ่ พอื่ ไปสเู่ ปา้ หมาย ความเปน็ อยู่ทีพ่ อเพยี ง การพฒั นา มี 3 ข้นั ตอน ข้นั ที่ 1 การจัดสรรทท่ี ากินและท่ีอยอู่ าศัยเพือ่ ไปส่คู วามพอเพียงเลีย้ งตนเองไดบ้ นพนื้ ฐานความประหยัด ขั้นท่ี 2 การรวมพลังของชมุ ชนในรูปของกลมุ่ หรอื สหกรณ์ เพ่ือการผลิต การตลาดการจัดการ รวมถึงดา้ น สวสั ดิการ การศกึ ษา และการพัฒนาสงั คมในชมุ ชน ขั้นท่ี 3 ความร่วมมือของกลุ่มหรือสหกรณ์ในชุมชนกับภายนอก เป็นการสร้างเครือข่าย กลุ่มอาชีพ และ ขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้หลากหลาย โดยประสานความร่วมมือกับภาคธรุ กจิ ภาคองค์การพฒั นาเอกชน และ ภาคราชการ ในดา้ นเงนิ ทนุ การตลาด การผลิต การจดั การข่าวสารข้อมูล 15.3.2 แนวทางการพัฒนาแบบยงั่ ยืน เป็นแนวคิดของวิธีการพัฒนาท่ีก่อเกิดขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา เป็นการพัฒนาท่ีเน้นความ สมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม ความเปน็ ธรรมทางเศรษฐกจิ การใหโ้ อกาสประชาชนมสี ว่ นรว่ มอย่างเต็มท่ีทางการเมือง และการมสี งั คมที่เกื้อกลู สมานฉันท์ หลักการพัฒนาแบบยัง่ ยนื มีองค์ประกอบสาคัญ 5 ประการ ดงั นี้ ผลิตภาพการผลิต (Productivity) การพัฒนาจะต้องสร้างผลผลิตอย่างต่อเนื่อง มีเสถียรภาพประชาชน ต้องได้รับการพัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถ เพื่อเพ่ิมพูนประสิทธิภาพการทางาน รวมทั้งมีส่วนร่วมเต็มท่ีใน การสรา้ งรายไดแ้ ละการจา้ งงาน ความเสมอภาค (Equity) ประชาชนควรมีโอกาสเท่าเทียมกันและสร้างความเท่าเทียมทางการพัฒนาดว้ ย การกระจายรายได้ กระจายอานาจทางเศรษฐกิจ สู่ภูมิภาคและท้องถิ่น กระจายความเจริญสู่ต่างจังหวัด กระจาย อานาจทางการเมอื งและการบรหิ าร กระจายโอกาสทางการศึกษาให้กว้างขวางท่วั ประเทศ และคนื การศึกษาให้แก่ ประเทศ

10151 ไทยศกึ ษา Page 84 of 85 ความย่ังยืน (Sustainability) ปลูกฝังสร้างความสานึกการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ ดิน และน้า รวมทั้งมีมาตรการดาเนินการอย่างจริงจังเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างโอกาสความเท่าเทียมกันในการใช้ ทรัพยากรเชิงอนรุ ักษ์ มิใชเ่ พียงคนรุ่นน้ีเทา่ นน้ั แต่ถงึ รนุ่ ลูกหลานในอนาคตดว้ ย การให้อานาจแก่ประชาชน การพัฒนาองดดยประชาชนและโดยชุมชนอันหลากหลายไม่ใช่เพียงเพื่อ ประชาชนเท่าน้ัน หากแต่ประชาชนต้องมีส่วนร่วมเต็มที่ในการตัดสินใจและในการบริการต่าง ๆ ท่ีจะให้ชีวิตมี หลักประกนั แกพ่ วกเขา สทิ ธิชุมชนและประชาธปิ ไตยจงึ เปน็ มิติท่ีสาคญั ยิ่ง ภูมิปัญญาท้องถ่ิน (Local wisdom) องค์ความรู้ท้องถิ่นจะต้องได้รับการส่งเสริมพัฒนาวัฒนธรรมชุมชน ได้รับการเชิดชู ตลอดจนถึงจุดแข็งที่ดีงามได้รับการสืบสานต่อเนื่อง และหากว่าการประยุกต์ความรู้เทคโนโลยี เป็นไปอย่างเหมาะสมสอดคล้องกบั ภูมิปัญญาประเทศแลว้ ภูมปิ ัญญาไทยแล้วก็จะได้ “ภมู ิปัญญาไทย”

10151 ไทยศึกษา Page 85 of 85 คาถามท้ายหน่วย ข้อ 1 วถิ ีไทย วถิ ชี ีวิตมคี วามหมายอย่างไร ตอบ วิถีไทย หมายความว่า แนวทางความเป็นไทย ส่วนวิถีชีวิต หมายความว่า ความเป็นอยู่ในชีวิตประจาวันของ ผู้คนในแต่ละสังคมบนพนื้ ฐานทางวัฒนธรรมของสงั คมนั้นๆ ขอ้ 2 การพัฒนา หมายความวา่ อยา่ งไร ตอบ การกระทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้เกิดความก้าวหน้าไปในทางที่เจริญ ทาให้บ้านเมืองอยู่อย่างสงบ เกิด ความมนั่ คง คนทอี่ ย่ใู นเขตการปกครองนน้ั มคี วามสุขในระเบียบสงั คมทด่ี ี ข้อ 3 การพฒั นาในวิถไี ทยมคี วามเป็นมาอย่างไร ใหส้ รปุ โดยสังเขป ตอบ แบง่ ได้เปน็ 3 ช่วง คอื 1) การพัฒนาในสมัยรัชกาลที่ 5 -พ.ศ. 2475 มีลักษณะเด่น คือ เดินสายกลาง ผสานวัฒนธรรมไทยกับ วฒั นธรรมตะวนั ตก และใช้ยุทธวิธีสร้างความสงบและความมน่ั คงภายในประเทศ 2) การพฒั นา ใน พ.ศ. 2475-2500 มีการเปล่ียนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตย โดยคณะราษฏร มี แนวนโยบายการบริหาร แบบชาตินยิ ม 3) การพัฒนาตน้ ทศวรรษ 2500 – 2544 มลี ักษณะการพฒั นาแบบตะวนั ตกอย่างเต็มท่ี ขอ้ 4 การพฒั นาท่ยี ง่ั ยืนเป็นอยา่ งไร ตอบ เป็นแนวคดิ ของการพฒั นาทมี่ มี าต้งั แต่ต้นทศวรรษ 2520 เป็นตน้ มา เปน็ การพัฒนาที่เน้นความสมดลุ ระหว่าง คนกับส่ิงแวดล้อม การพัฒนาแบบพึ่งตนเอง การพัฒนาแนวพุทธ การพัฒนาเกษตรธรรมชาติ วนเกษตร เกษตร ผสมผสาน


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook