Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ชุดกิจกรรม ห้องสมุดและแหล่งเรียนรู้

ชุดกิจกรรม ห้องสมุดและแหล่งเรียนรู้

Published by ala_donut, 2022-08-10 08:20:39

Description: ชุดกิจกรรม ห้องสมุดและแหล่งเรียนรู้

Search

Read the Text Version

51 ค้นหาส่ิงท่ีต้องการได้ดีกว่า นอกจากนี้บัตรหัวเรื่องยังช่วยให้การศึกษาค้นคว้าและการเขียนรายงาน ประกอบการศึกษาได้ดีโดยนาหัวข้อเร่ืองในรายงานมาค้นดูจากบัตรหัวเร่ืองว่า มีเอกสารตาราที่จะ นาไปใช้ในการเรยี บเรยี งรายงานไดก้ เี่ ล่ม กช่ี ่อื เรอื่ ง ของผูแ้ ตง่ ชอื่ ใดบ้าง การใชบ้ ตั รรายการ 1. ถ้าทราบแน่ชัดว่าต้องการจะค้นหาเอกสารตาราของผู้แต่ง หรือผู้เขียนชื่ออะไร รู้ว่า สะกดการันต์ถูกต้องแน่นอนให้ไปค้นคว้าดูรายละเอียดขั้นต้นและแหล่งจัดเก็บในห้องสมุดจาก ตู้ บัตรรายการประเภทบตั รผู้แต่ง 2. ถ้าทราบแนช่ ัดว่าเอกสารเลม่ ทตี่ อ้ งการจะค้นหาน้ันมีช่ือท่ีถูกต้องและสมบูรณ์ ชัดแจ้ง ตามท่ีปรากฏในหน้าปกในว่า ช่ืออะไร ให้ไปดูจากตู้บัตรรายการประเภทบัตรช่ือเร่ืองเพื่อตรวจดู รายละเอียดข้ันต้นและแหล่งจัดเก็บในหอ้ งสมุด 3. ถ้าหากไม่ทราบรายละเอียดอะไรเลย ไม่ทราบชื่อผู้แต่ง ไม่ทราบช่ือเร่ืองของเอกสาร ตาราเล่มน้ันๆ แต่ทราบเพียงว่าต้องการจะค้นหาเอกสารอะไรก็ได้ท่ีให้ความรู้หรือสามารถนาไปใช้ ศึกษาค้นคว้าในหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง หรือต้องการจะค้นหารายละเอียดของเอกสารตาราที่สามารถ อธิบายเร่ืองใดเร่ืองหนึ่งได้ว่ามีก่ีเล่ม ช่ืออะไรบ้าง และแต่ละเล่ม แต่ละช่ือเร่ืองจัดเก็บไว้ ณ ที่ใด ใน ห้องสมดุ ใหไ้ ปค้นดรู ายละเอียดข้ันตน้ ไดจ้ ากบตั รรายการประเภทบตั รหัวเรอ่ื ง ส่วนประกอบของบตั รรายการ โครงร่างบตั รรายการขนาด 3 x 5 นิว้ เลขเรยี ก ชอ่ื นามสกลุ ของผู้แตง่ หนงั สือ //ชอ่ื เรือ่ ง. คร้งั ท่ีพิมพ์. สถานทพี่ มิ พ์ : สานักพมิ พ์, ปีทพี่ ิมพ์. //จานวนหนา้ /เล่ม. ภาพประกอบ, ตาราง. ฯลฯ เลขทะเบยี น หนังสือ //หมายเหตขุ ้อความ //แนวสบื คน้ การสืบคน้ ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์หรอื ระบบอตั โนมัติ ปัจจุบันห้องสมุดระดับอุดมศึกษา เช่น ห้องสมุดวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ได้นาคอมพิวเตอร์ เข้ามาสืบค้นข้อมูลเพ่ืออานวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว การสืบค้น ข้อมูลน้ันอาจแยกเป็นระบบออฟไลน์ (Off-line) และระบบออนไลน์ (On-line) ระบบออฟไลน์ หมายถึง การประมวลผลข้อมูลที่ทาขึ้นโดยการใช้ระบบไร้สาย เช่น การประมวลผลข้อมูลท่ีได้ทาการ บันทึกข้อมูลไว้แล้วบนแผ่น Floppy Disk หรือข้อมูลท่ีบันทึกไว้บนแผ่น CD-ROM (Compact Disc Read Only Memory) ระบบออนไลน์ หมายถึง ระบบคอมพิวเตอร์ท่ีการเชื่อมกันโดยตรง ข้อมูล

52 ต่างๆ ท่ี ผู้ดาเนินการป้อนเข้าสู่เคร่ืองคอมพิวเตอร์จะถูกส่งออกไปยังจุดท่ีต้องการโดยที่คอมพิวเตอร์ เหล่าน้ัน ได้มีการเช่ือมโยงกันโดยไม่จาเป็นต้องอยู่ในห้องเดียวกันซึ่งในระบบน้ีห้องสมุดอาจจะโยงใย เครอื ข่ายภายในห้องสมุดในระบบ LAN หรืออาจจะมีการต่อสายโยงใยโดยใช้ระบบสายโทรศัพท์จาก ที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งภายในองค์กรเป็นระบบ MSN หรือต่อเชื่อมกับระบบภายนอกไปไกลได้ท่ัวโดย การเช่ือมต่อโมเด็ม หรือระบบดาวเทียมเป็นระบบ WAN ก็ได้ ระบบออนไลน์น้ีอาจจะทาได้คร้ังละ หนึง่ งาน หรอื ครั้งละหลายๆ งานไปพร้อมๆ กนั ก็ได้ ขน้ึ อย่กู ับความสามารถของระบบ รวมท้ัง Server ของแตล่ ะจดุ ทีต่ อ่ เชื่อม การสืบค้นระบบออนไลน์ของห้องสมุดในประเทศไทยน้ัน สามารถท่ีจะสืบค้น ได้จากฐานข้อมูลที่ห้องสมุดต่างๆ จัดทาข้ึน หรืออาจจะสืบค้นผ่านฐานข้อมูลจากต่างประเทศซึ่งมีท้ัง ข้อมลู ที่จดั ทาเพื่อบรกิ ารและจัดทาเพอื่ จาหน่าย ฐานขอ้ มูล หมายถึง แฟม้ ข้อมูลหลายๆ แฟ้มทีป่ ระกอบไปด้วยสารสนเทศท่ไี ด้รบั การ จัดกลุ่ม ให้อย่รู วมกัน สารสนเทศท่ีแต่ละหนว่ ยงานรวบรวมจะประกอบไปด้วยข้อมูลต่างๆ ที่กาหนดขอบเขต ของขอ้ มลู เพ่ือให้ค้นควา้ อ้างอิง แต่ละเขตข้อมูลรวมกนั เปน็ ระเบยี นข้อมลู แตล่ ะระเบียนข้อมลู รวมกัน เป็นแฟ้มขอ้ มูล แฟ้มข้อมูลหลายๆ แฟม้ นามารวมกันในแตล่ ะเรอื่ งแต่ละประเภทเพอ่ื ใหผ้ ู้ใชส้ ามารถ ค้นควา้ ได้รวดเรว็ กลายเปน็ ฐานข้อมูล การสืบค้นสารสนเทศบนอนิ เตอร์เนต็ ในยุคแห่งเทคโนโลยี มขี ้อมูลมากมายมหาศาลทีจ่ ะใหเ้ ราสืบคน้ การทีเ่ ราจะค้นหาขอ้ มูลเพ่ือ การทารายงาน หรือการทาวจิ ยั จึงไม่ใชเ่ ร่ืองยาก แตท่ งั้ นี้ข้อมลู มากมายมหาศาลเหล่านนั้ เราก็ตอ้ งมา พจิ ารณาเลือกใช้ข้อมูล จากแหล่งขอ้ มลู ทน่ี ่าเชือ่ ถือ เพื่อความถกู ต้องและสมบรู ณ์ของรายงาน แหล่งขอ้ มลู สารสนเทศบนอินเตอร์เนต็ ก็เปน็ แหล่งข้อมูลที่สาคญั อีกแหลง่ หนง่ึ และใหญ่ที่สุด มกี าร เปลีย่ นแปลงอยูต่ ลอดเวลาแทบทกุ วนิ าที ดังนนั้ ในการสืบค้นข้อมลู สารสนเทศบนอนิ เตอร์เน็ตควร ดาเนินการ ดงั นี้ 1. กาหนดวตั ถุประสงค์การสืบค้น ในการสืบคน้ ข้อมลู เราควรต้งั วัตถปุ ระสงค์การสืบค้นที่ ชดั เจน ทาให้สามารถกาหนดขอบเขตของแหลง่ ขอ้ มูลสารสนเทศที่จะสบื คน้ ใหแ้ คบลง เพ่ือใหผ้ ลการ สบื ค้นมปี รมิ าณทไ่ี ม่มากเกนิ ไป มคี วามตรงตามวัตถปุ ระสงค์ และมีความน่าเชือ่ ถือ 2. กาหนดประเภทของสารสนเทศทจ่ี ะสืบค้น ข้อมลู สารสนเทศทมี่ ีอยู่บนอนิ เตอร์เน็ต มี มากมายหลายประเภท แต่การสืบคน้ ท่เี รว็ ที่สุด มปี ระสทิ ธิภาพท่สี ุด และแพรห่ ลายที่สดุ คือการ สบื ค้นข้อมลู ประเภทข้อความ สว่ นการสบื ค้นข้อมลู ท่เี ปน็ ภาพ และเสียง ยังมขี ้อจากัดอยู่มาก ใช้ เวลานาน และยงั ไม่มปี ระสทิ ธภิ าพ 3. กาหนดเครอื่ งมือท่จี ะสืบค้น สาหรบั เครื่องมือท่ใี ชใ้ นการสืบค้นนัน้ มอี ยู่มากมาย และ มี ให้บริการอยูต่ ามเว็บไซต์ต่างๆ ทีใ่ ชบ้ รกิ ารสบื คน้ ขอ้ มูลโดยเฉพาะ การเลอื กใช้นัน้ ขนึ้ อยู่กบั ประเภท ของข้อมูลสารสนเทศท่ีต้องการสบื คน้ สาหรบั Search Engine ท่นี ิยมใช้ มีทง้ั เวบ็ ไซตท์ ี่เป็นของ ตา่ งประเทศและของไทยเอง เช่น เวบ็ ไซตข์ องตา่ งประเทศ www.yahoo.com www.google.com www.lycos.com เวบ็ ไซต์ของประเทศไทย

53 www.sanook.com www.siamguru.com เทคนคิ การสืบค้นข้อมลู เพอ่ื ประหยัดเวลาในการสืบค้นข้อมูล และทาให้ไดข้ ้อมูลในปรมิ าณไมม่ ากเกนิ ไป ไดผ้ ลการ สบื ค้นท่ตี รงตามประสงค์ของผู้สืบค้น สามารถใช้เทคนิคดังต่อไปนี้ 1. เลือก Search Engine ทเ่ี หมาะสม 2. เลือกเว็บไซต์ท่ีอยู่ใกลแ้ ละอยใู่ นชว่ งเวลาที่เหมาะสม 3. เลอื กใชค้ าสาคัญ (Keyword) หรือหวั เร่อื งทต่ี รงกบั เรื่องทตี่ อ้ งการ 4. กาหนดขอบเขตของคาค้น โดยใช้ตัวเชอื่ มบลู นี เช่น AND OR NOT เปน็ ตน้ การสบื คน้ ขอ้ มูลโดยใช้ www.google.com 1. เข้าไปที่ www.google.com 2. พมิ พ์คาที่ต้องการสบื คน้ ลงไป 3. เมอื่ คลกิ แลว้ ให้เลือกข้อมูลตามทีเ่ ราต้องการ พิจารณาจากความนา่ เช่ือถือของ แหลง่ ข้อมูลด้วย 4. หากตอ้ งการรูปภาพ ให้คลกิ เปลยี่ นหมวดหมู่ด้านบนซ้ายมอื จาก เวบ็ เปน็ รปู ภาพ กจ็ ะ ปรากฏภาพ ที่เก่ยี วกับนายกรัฐมนตรีของไทย การสบื คน้ ขอ้ มูลในรปู แบบ Index Directory การสบื ค้นข้อมลู ด้วยวธิ นี ้ี จะได้ขอ้ มูลท่มี คี วามเปน็ ระเบยี บเรียบร้อยมากกว่าการคน้ หาข้อมลู ด้วยวธิ ี Search Engine เพราะการคน้ หาข้อมูลแบบ Index Directory จะมีการคัดแยกข้อมูล ออกเป็นหมวดหมู่ และจัดแบ่งแยกเว็บไซต์ตา่ งๆออกเปน็ ประเภท ในที่นขี้ อเสนอการสบื ค้นข้อมูลดว้ ย www.sanook.com ซึ่งเมอ่ื เขา้ ไปทเ่ี วบ็ ไซต์น้ี ใหค้ ลิกท่ี ค้นหา จากน้นั จะปรากฏหน้าต่างข้ึนมาใหม่ จะเห็นว่าในเวบ็ นี้มีทัง้ ในรูปแบบใสค่ าคน้ ลงไป และมีการจัด หมวดหมู่ของเนอ้ื หาไว้หลายกลุ่ม ยกตัวอย่าง ต้องการข้อมูลเกยี่ วกับบรษิ ทั ทวั ร์ ก็ใหไ้ ปท่ีหมวดหมู่ ท่องเทย่ี ว แลว้ คลกิ เลือกที่ บริษัททวั ร์ กจ็ ะปรากฏ ขอ้ ดีของการสืบค้นสารสนเทศทางอนิ เตอรเ์ น็ต 1. ขอบเขตของข้อมูลสารสนเทศกว้างขวางมาก และมีความหลากหลาย 2. ไดส้ ารสนเทศท่ีมคี วามทันสมยั มาก 3. สะดวก รวดเร็ว สามารถสืบค้นที่ไหน เวลาใดก็ได้ 4. ขอ้ มลู บนอินเตอรเ์ นต็ ถือเปน็ คลงั ความรู้ หรอื ห้องสมดุ ทีใ่ หญ่ทสี่ ุดในโลก 5. เปน็ การส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง ข้อจากัดของการสบื ค้นสารสนเทศทางอินเตอร์เนต็ 1. อาจไม่ได้สารสนเทศทตี่ รงความต้องการ 2. การอา้ งองิ เอกสารทาได้ลาบาก เนอื่ งจากข้อมูลอาจถูกปรับปรงุ แก้ไขไดอ้ ย่างรวดเรว็

54 3. ข้อมูลสารสนเทศบนอินเตอรเ์ น็ตท่ีได้มา จะต้องตรวจสอบแหล่งที่มาเพื่อพิจารณาถึงความ น่าเชอื่ ถอื ของสารสนเทศน้ันๆ การประเมนิ ความน่าเชอ่ื ถือของแหลง่ ข้อมูล เพ่ือเปน็ การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหลง่ ข้อมลู สารสนเทศที่สบื ค้นมาได้ เราควร ประเมนิ ความน่าเชอื่ ถือของแหล่งขอ้ มลู โดยพจิ ารณาจาก 1. มกี ารระบุชอ่ื ผเู้ ขยี นบทความ หรือผู้ให้ข้อมลู บนเวบ็ ไซต์ 2. มีการใหท้ ี่อยู่ (e-mail) ทีผ่ ู้อา่ นสามารถตดิ ต่อผู้ดแู ลเวบ็ ไซต์ได้ 3. มกี ารอา้ งอิง หรือระบแุ หล่งท่ีมาของขอ้ มูลของเนอื้ หาที่ปรากฏบนเว็บไซต์ 4. มกี ารระบวุ ัน เวลาท่ีเผยแพร่ และปรบั ปรุงขอ้ มลู 5. เนื้อหาในเวบ็ ไซต์ไม่ขดั ต่อกฎหมาย ศลี ธรรม และจริยธรรม 6. บอกวตั ถุประสงคใ์ นการสร้าง หรอื เผยแพร่ขอ้ มลู ของเว็บไซต์ 7. การเสนอเนอื้ หา ตรงตามวัตถปุ ระสงค์ในการสร้าง หรือเผยแพร่ข้อมลู ของเวบ็ ไซต์ 8. มขี อ้ ความให้ผอู้ ่านใชว้ ิจารณญาณในการตัดสนิ ใจใช้ขอ้ มูลในเวบ็ ไซต์ สรุป ปัจจุบันนี้วิทยาการและเทคโนโลยีใหม่ๆ มีความสาคัญและเข้ามามีบทบาทต่องาน ห้องสมุดเป็นอย่างมาก ทาให้มีการนาระบบคอมพิวเตอร์และโปรแกรมห้องสมุดต่างๆ ตลอดจน ฐานข้อมูลต่างๆ มาประยุกต์ให้เหมาะสมกับห้องสมุด อีกทั้งมีการปรับบนจากระบบเดิมมาสู่ระบบ อตั โนมตั ิทาใหผ้ ใู้ ชบ้ ริการสามารถเขา้ ถึงทรัพยากรสารสนเทศต่างๆ ได้อยา่ งสะดวกและรวดเรว็

55 ใบงาน เรอื่ งการสบื ค้นสารสนเทศเพอ่ื การคน้ ควา้ คาชแี้ จง : ให้นักเรยี นสารวจรายช่ือเว็บไซต์หอ้ งสมุดมหาวิทยาลยั ทว่ั ประเทศ …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………

56 การเขยี นรายงานเพื่อการศกึ ษาค้นคว้า รายงานนับเป็นส่ิงสาคัญในการศึกษาค้นคว้า วิจัย เพราะเราต้องนาผลการศึกษา ค้นคว้า วิจัยมานาเสนอออกเป็นรูปเล่มเพ่ือเผยแพร่ผลงานของตนเอง แต่ในการทารายงานก็จาเป็นที่ผู้เขียน รายงานจะต้องรู้หลักการเขียนรายงานท้ังส่วนประกอบของรายงาน การเรียบเรียงเนื้อหารวมท้ังการ เขียนบรรณานุกรมท่ถี ูกต้องตามหลักเกณฑ์ ความหมายของรายงาน รายงาน (Report) คือ ผลของการศึกษาค้นคว้าในเร่ืองใดเร่ืองหน่ึงซึ่งได้เรียบเรียงและพิมพ์ ขน้ึ เปน็ รูปเล่มอย่างถูกต้องตามแบบแผนที่กาหนดทั้งในส่วนของการเรียบเรียงเน้ือหา รูปเล่มรายงาน และการเขยี นการอา้ งอิง และการเขยี นบรรณานกุ รมของสารสนเทศทีน่ ามาใช้ในการศึกษาค้นคว้า วัตถุประสงคข์ องรายงาน 1. เพ่ือให้ผูเ้ รยี นได้ศึกษาค้นควา้ หาความรู้ดว้ ยตนเองจากแหล่งต่างๆทีต่ นสนใจ 2. เพ่ือใหผ้ ู้เรียนไดศ้ กึ ษาหาความรเู้ พมิ่ เตมิ อยา่ งกว้างขวางและลกึ ซง้ึ ให้รู้จักคิด วิเคราะห์และ สงั เคราะห์ 3. เพื่อให้ผู้เรียนมีความสามารถในการรวบรวม เรียบเรียงความรู้ ความคิดอย่างมีระบบ มี เหตุผล และมีวิจารณญาณ ประเภทของรายงาน รายงานแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ไดแ้ ก่ 1. รายงาน (Report) เป็นงานเรียบเรียงจาการศึกษาค้นคว้าในเรื่องใดเรื่องหน่ึงตามท่ีผู้สอน กาหนดหรือตามความสนใจของผู้เรียน เพ่ือใช้ประกอบการศึกษารายวิชาใดรายวิชาหน่ึง อาจทาเป็น รายบุคคลหรือรายกล่มุ ก็ได้ 2. ภาคนิพนธ์ (Term Paper) มีลักษณะเหมือนรายงานแต่เร่ืองท่ีศึกษาค้นคว้ามีขอบเขต กว้างและละเอยี ดลกึ ซึง้ ตอ้ งใช้เวลาทามาก 3. สารนพิ นธ์ (Master’s Project) เปน็ ผลงานทีเ่ รียบเรียงขึน้ จากการศึกษาค้นควา้ วจิ ยั 4. วทิ ยานิพนธ์ (Thesis / Dissertation) เป็นรายงานผลการศกึ ษาคน้ คว้าวิจยั 5. รายงานการวิจัย (Research Paper) เป็นรายงานผลการศึกษาค้นคว้าของอาจารย์ นักวจิ ัย นักวชิ าการ เพ่อื ให้ได้องค์ความรู้ใหม่หรอื เพ่ือใชแ้ ก้ปัญหาและพฒั นาการปฏบิ ตั ิงาน ลกั ษณะของรายงานท่ีดี รายงานท่ดี คี วรมลี กั ษณะดงั ต่อไปน้ี 1. ปกควรจะใชก้ ระดาษแบบไมม่ ลี วดลาย 2. ใช้กระดาษ ขนาด A4 ทม่ี ีคณุ ภาพ สีขาวสะอาดตา 3. มอี งค์ประกอบครบตามส่วนประกอบของรายงาน 4. มเี น้อื เร่อื งครบถว้ นตามหัวข้อทก่ี าหนด 5. มคี วามถูกต้อง เที่ยงตรง และแมน่ ยา 6. มกี ารจัดเรียงลาดับของเนื้อหาท่ีดี 7. แสดงหลักฐานทม่ี าอยา่ งถูกตอ้ งและละเอยี ดครบถว้ น

57 8. ใชภ้ าษาได้ถกู ต้องเหมาะสม 9. รปู แบบของตัวอกั ษรตอ้ งเปน็ แบบเดยี วกนั ทั้งฉบับ ส่วนต่างๆของรายงาน รายงานจะมีสว่ นประกอบทสี่ าคญั 3 สว่ น คอื 1. ส่วนประกอบตอนตน้ หรอื สว่ นนา 2. ส่วนประกอบตอนกลาง หรือสว่ นเน้ือเรื่อง 3. ส่วนประกอบตอนทา้ ย หรือสว่ นอ้างองิ 1. ส่วนประกอบตอนต้น หรือส่วนนา คือ ส่วนท่ีอยู่ตอนต้นเล่มของรายงาน ก่อนเนื้อเรื่อง ได้แก่ ปกนอก หนา้ ปกใน คานา สารบญั บญั ชตี าราง บญั ชีภาพประกอบ ดังรายละเอยี ดตอ่ ไปนี้ 1.1 ปกนอก (Binding) คือสว่ นทเี่ ปน็ ปกหุ้มรายงานประกอบด้วยปกหน้า ปกหลัง กระดาษท่ี ใช้เป็นปกนอก ควรเป็นกระดาษแข็งพอสมควร จะใช้สีใดก็ได้ แต่ควรเป็นสีที่เรียบง่ายไม่มีลวดลาย เพราะจะทาให้ดูสะอาดตา ใช้ตัวอักษรตัวหนา ขนาด 20 pt ข้อความที่จะปรากฏบนปกนอก ประกอบดว้ ย (1) ชอื่ เร่ืองของรายงาน อยูห่ า่ งจากขอบบนของหนา้ กระดาษลงมาประมาณ 4 นิว้ (2) ชื่อผู้เขียนรายงาน อยู่ห่างจากขอบบนของหน้ากระดาษลงมาประมาณ 6 นิ้ว โดยแบ่งเป็น ช่ือ-นามสกุล และเลขท่ี เว้นลงมา 1 บรรทัด พิมพ์ช้ันเรียนของผู้เขียนรายงาน และเว้น ลงมา 2 บรรทัด ให้พมิ พ์ช่อื อาจารยผ์ ้สู อน 1.2 หนา้ ปกใน (Title Paper) คือหน้าท่ีอยู่ถัดจากปกนอก นับเป็นหน้าสาคัญของรายงาน มี ข้อความเช่นเดียวกับปกนอก แต่เพ่ิมเติมรายละเอียดเล็กน้อย ใช้ตัวอักษรตัวหนา ขนาด 20 pt ประกอบดว้ ย (1) ช่อื เรอื่ งของรายงาน อยู่ห่างจากขอบบนของหน้ากระดาษลงมาประมาณ 4 น้ิว (2) ช่ือผู้เขียนรายงาน อยู่ห่างจากขอบบนของหน้ากระดาษลงมาประมาณ 6 นิ้ว โดยแบง่ เป็น ชื่อ-นามสกุล และเลขท่ี เวน้ ลงมา 1 บรรทัด พมิ พช์ ั้นเรียนของผู้เขียนรายงาน และเว้นลง มา 2 บรรทัด ใหพ้ ิมพ์ชอื่ อาจารยผ์ ู้สอน (3) รายละเอียดเก่ียวกับรายงาน อยู่ห่างจากขอบบนของหน้ากระดาษลงมา ประมาณ 9 น้ิว มีรายละเอียดดังนี้ – ชอื่ ของรายวชิ าที่กาหนดให้เขียนรายงาน - ภาคการศึกษา และปกี ารศึกษาท่ที ารายงาน - ชอื่ โรงเรยี น 1.3 คานา (Preface) คือ หน้าที่อยู่ถัดจากหน้าปกใน ผู้เขียนรายงานเป็นผู้เขียนเอง โดย กล่าวถึงวัตถุประสงค์ ขอบเขตของรายงาน และคาขอบคุณผู้ท่ีให้ความช่วยเหลือในการทารายงาน (ถ้ามี) ในการพิมพ์ ให้พิมพ์คาว่า “คานา” ไว้ตรงกลางหน้ากระดาษ โดยให้ห่างจากขอบบนของ หน้ากระดาษ ลงมาประมาณ 1.5 นิ้ว 1.4 สารบญั (Contents) คือ หนา้ ที่อยู่ถัดจากหน้าคานา มีลักษณะคล้ายโครงเรื่อง เป็นส่วน ทีร่ ะบุให้ทราบถึงจานวนหัวข้อของแต่ละบท เรียงลาดับท่ีปรากฏในรายงาน และช่วยให้ความสะดวก

58 ในการค้นอ่านเร่ืองน้ันๆ ในการพิมพ์ ให้พิมพ์คาว่า “สารบัญ” ไว้ตรงกลางหน้ากระดาษ โดยให้ห่าง จากขอบบนของหน้ากระดาษลงมาประมาณ 1.5 น้ิว ข้อความในหน้าสารบัญควรเขียนห่างจากขอบ ด้านซ้ายของหน้ากระดาษ 1.5 น้ิว และด้านขวาของหน้ากระดาษจะมีเลขหน้าแจ้งให้ทราบว่าแต่ละ หวั ขอ้ เร่มิ จากหนา้ ใด หนา้ สารบัญควรจัดทาเมื่อพิมพ์รายงานเสร็จแล้ว เพ่ือจะได้ทราบว่าแต่ละหัวข้อ เร่ิมจากหน้าใดบ้าง (ตวั อย่างหน้าสารบญั ) 2. สว่ นประกอบตอนกลาง หรือส่วนเน้อื เรอ่ื ง คอื ส่วนที่อยู่ต่อจากสว่ นประกอบตอนต้น หรือส่วน นา เป็นสว่ นทส่ี าคัญท่ีสุดของรายงาน เพราะจะครอบคลุมเนื้อเร่ืองทั้งหมดของรายงานตามโครงเร่ือง ทกี่ าหนดไว้ หรือตามหวั ขอ้ ที่แจ้งไว้ในสารบัญ โดยทวั่ ไปแบง่ ออกเป็น 3 ส่วน ไดแ้ ก่ - บทนา ตา่ งจากคานา คือ การเขียนบทนาจะอธิบายเน้อื หาอยา่ งกวา้ งๆ เป็นการนาเข้าสู่เน้ือ เรื่องของรายงานใหผ้ ู้อา่ นเขา้ ใจเบ้อื งตน้ - เน้ือเร่ือง คือส่วนที่เสนอข้อมูลท่ีได้จากการศึกษาค้นคว้าเรียบเรียงอย่างมีเหตุผลและเป็น ระเบียบ เรยี งตามลาดับของหวั ขอ้ ที่ระบุไว้ในหนา้ สารบัญ การเสนอเน้ือเรื่องอาจแบ่งออกเป็นบทหรือ ตอนต่างๆ เพ่ือช่วยให้ผู้อ่านเห็นประเด็นสาคัญของเน้ือความตามลาดับและต่อเนื่องกัน ในส่วนของ เนื้อเร่ืองหากเป็นการนาข้อความของผู้อ่ืนมาเรียบเรียงไว้ในรายงาน จะต้องใส่การอ้างอิงไว้ทุกครั้งที่ นามาเรยี บเรยี งไวใ้ นรายงานเพ่ือช่วยทาให้เนอ้ื หาของรายงานมีความน่าเชื่อถือมากข้ึน - บทสรุป คือส่วนท่ีเขียนย้าหรือนาเสนอประเด็นสาคัญของเน้ือเร่ือง ส่วนสรุปน้ีจะอยู่ในย่อ หนา้ สุดทา้ ยของเน้อื เรอื่ งรายงาน 3. สว่ นประกอบตอนท้าย หรอื สว่ นอา้ งองิ คือ ส่วนท่อี ยู่ทา้ ยสุดของรายงานประกอบด้วย - บรรณานุกรม คือส่วนท่ีรวบรวมรายช่ือทรัพยากรสารสนเทศทุกประเภทที่ผู้เขียนนามาใช้ อา้ งองิ ประกอบการทารายงาน ซ่ึงจะต้องนามาจัดเรียงไว้ตามลาดับตัวอักษรและบันทึกรายการต่างๆ ตามแบบแผนการเขยี นบรรณานกุ รม - ภาคผนวก คอื สว่ นทไี่ ม่ใช่เน้ือหาที่แท้จริงของเร่ืองท่ีทารายงานนั้น แต่มีความเก่ียวข้องกับ เนื้อหาของรางาน จึงเพ่ิมเติมขึ้นเพื่อช่วยให้เข้าใจเรื่องราวเนื้อหาของรายงานได้ดียิ่งข้ึน อาจเป็น ตัวเลข สถิติ รูปภาพ หรือข้อมูลก็ได้ ซ่ึงรายงานไม่จาเป็นต้องมีภาคผนวกก็ได้ แต่ถ้ามีให้อยู่ตอนท้าย ต่อจากบรรณานุกรม หน้าแรกของภาคผนวก ให้เขียนว่า “ภาคผนวก” อยู่ตรงกลางหน้ากระดาษ หน้าถัดไปเปน็ เนอื้ หาของภาคผนวก ขั้นตอนการทารายงาน การทารายงานตอ้ งมรี ะบบและขน้ั ตอนซ่ึงได้วางแผนไวเ้ ป็นอยา่ งดี โดยมขี นั้ ตอนดังนี้ 1. การเลอื กหวั ขอ้ รายงาน ใหพ้ ิจารณาตามหลกั เกณฑ์ดงั นี้ 1.1 เปน็ เร่ืองทสี่ าคัญ เหมาะสม และนา่ สนใจ 1.2 เป็นเร่อื งที่มีขอบเขตเนอื้ หาไมก่ ว้างจนเกนิ ไป 1.3 เป็นเรื่องที่สามารถหาข้อมูลได้จากหนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ และอินเตอร์เน็ต 1.4 เป็นเรื่องท่ผี ู้เขียนมคี วามรพู้ อสมควร เพราะจะทาใหไ้ ด้รายงานทีด่ ี

59 ส่ิงสาคัญท่ีสุดในการเลือกหัวข้อคือควรปรึกษากับอาจารย์ผู้สอน เพื่อให้แน่ใจว่าหัวข้อนั้น เหมาะสมควรทาการศึกษาค้นคว้าตามท่ีได้รับมอบหมาย และควรกาหนดหัวข้อช่ือเรื่องของรายงาน โดยใชภ้ าษาทส่ี ละสลวย กะทดั รัด และส่อื ความหมายไดด้ ี 2. การรวบรวมข้อมูล (การรวบรวมบรรณานุกรมเบ้ืองต้น) เม่ือได้หัวข้อรายงานแล้ว ขั้น ต่อไปคือสารวจดูว่ามีหนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ และเว็บไซต์ใดบ้างท่ีจะใช้ศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้ได้ จากน้ันใหด้ ูวา่ เรอื่ งใด จะใช้เอกสารหรือแหล่งข้อมลู ใด เพื่อให้ง่ายตอ่ การเรียบเรียงเนือ้ หา 3. การวางโครงเรื่อง เป็นสิ่งจาเป็นอย่างย่ิงในการเขียนรายงาน เพราะการวางโครงเร่ืองเป็น การจัดลาดับการนาเสนอและเป็นแนวทางในการศึกษาค้นคว้า ทาให้สามารถศึกษาค้นคว้าได้ ครอบคลุมเรื่องที่ต้องการค้นคว้า และจัดความสัมพันธ์ของหัวข้อแต่ละหัวข้อได้อย่างต่อเน่ืองและ เหมาะสม โดยโครงเรือ่ งทด่ี คี วรมีลกั ษณะดงั นี้ 3.1 ใช้ถ้อยคากะทัดรดั ได้ใจความทค่ี รอบคลุมเนอ้ื หาในตอนนนั้ ๆ 3.2 ประกอบด้วยหัวข้อใหญ่ๆท่ีแสดงถึงความสาคัญมาก และหัวข้อย่อยท่ีแสดงถึง ความสาคัญรองลงมา 3.3 หัวข้อยอ่ ยทกุ หัวขอ้ ตอ้ งมเี น้อื หาสนับสนุนหวั ขอ้ ใหญ่ 3.4 ไมค่ วรแบ่งหวั ข้อย่อยเป็นหลายชนั้ เกนิ ไป 3.5 แต่ละหัวขอ้ เรอื่ งจะต้องมีความสมั พันธ์ต่อเนือ่ งกนั ตามลาดบั 3.6 ใช้ตวั เลขหรือตัวอักษรกากบั หวั ขอ้ แต่ละประเดน็ ให้มรี ะเบียบ 4. การอ่านและจดบันทึก เมื่อรวบรวมข้อมูล หรือรวบรวมบรรณานุกรมเบื้องต้นได้เพียงพอ ขน้ั ต่อไปคือการอ่านเพ่ือจดบันทึกข้อความไว้ เพ่ือนาไปเรียบเรียงเน้ือหาของรายงาน ควรอ่านเฉพาะ เรือ่ งหรอื ตอนท่เี ก่ียวข้องเทา่ นัน้ ไมจ่ าเป็นตอ้ งอ่านตลอดเลม่ 4.1 วิธอี า่ นเพื่อจดบันทึก เลือกอ่านบทท่ีมีเรื่องท่ีต้องการ ควรฝึกอ่านอย่างรวดเร็ว และ จบั ใจความสาคัญให้ได้ โดยมวี ิธกี ารดังนี้ - อา่ นคร่าวๆ อา่ นเนื้อเรอื่ งท้ังหมด 1 เที่ยว เพ่ือใหเ้ ขา้ ใจเนอื้ เรอื่ งโดยตลอด - ต้ังจุดมุ่งหมายในการอ่านว่าต้องการคาตอบอะไรจากเรื่องท่ีอ่าน จะทาให้ง่ายต่อ การจบั ใจความสาคัญ - อ่านอย่างพินิจพิเคราะห์ อ่านหลายๆครั้ง คือมุ่งให้เข้าใจความคิดและเหตุการณ์ ต่างๆในเน้ือเรือ่ ง พิจารณาความสัมพันธ์ของหัวเร่ือง จุดมุ่งหมาย โครงเรื่อง เพื่อค้นหาความสาคัญใน แตล่ ะยอ่ หน้า 4.2 วธิ จี ดบันทึก หลักจากท่ีอ่านแล้ว ควรจดบันทึกข้อมูล ความรู้ต่างๆท่ีได้จากการอ่าน โดยการจัดบันทึก ควรใช้บัตรขนาด 4 x 6 นิ้ว หรือ 5 x 8 นิ้ว บันทึกข้อความให้อ่านง่าย ข้อความ ถูกต้อง โดยบัตรบันทึกมีส่วนประกอบดังนี้ - หัวข้อของเน้ือหาท่ีบันทึก เขียนไว้ท่ีมุมบนด้านขวาของ บตั รบันทกึ - แหลง่ ท่มี าของความรู้ (บรรณานกุ รม) - เน้อื เร่อื ง ใหบ้ นั ทึกสาระสาคัญที่ไดจ้ ากการอา่ น

60 (ตวั อยา่ งบัตรบนั ทึก) ประเภทของผงชรู ส พูลสวัสด์ิ อภิสทิ ธิ์. (2531). ตาราเรยี นดว้ ยตนเอง เรอ่ื งสุขวิทยาอาหาร. กรงุ เทพฯ : หนว่ ยศกึ ษานเิ ทศกก์ รมการฝึกหัดครู. หนา้ 109 ผงชรู สแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2515) คือ 1. ผงชูรสแทห้ มายถึงผงชูรสทม่ี ผี ลึกสารโมโนโซเดียมกลูตาเมตโมโนไอ เดรต ไม่น้อยกวา่ รอ้ ยละ 98 2. ผงชูรสผสม หมายถึงผงชรู สทม่ี ีผลึกสารโมโนโซเดียมกลูตาเมตโมโนไอ เดรต ไมน่ ้อยกว่า ร้อยละ 50 5. การเรียบเรียงเนื้อหา เม่ือได้อ่านและจดบันทึกข้อความอย่างละเอียด จากแหล่งความรู้ ต่างๆแล้ว ขน้ั ตอ่ ไปคือการเรยี บเรยี งเนอ้ื หาตามโครงเรอ่ื งท่ีได้กาหนดไว้ การเรียบเรียงเน้ือหาเป็นการ นาเอาเน้ือหาท่ีรวบรวมไว้ในบัตรบันทึกมาเรียบเรียงใหม่ด้วยสานวนของตนเอง ในรายงานอาจมี ขอ้ ความบางตอนทไ่ี ด้คัดลอกมาจากหนงั สอื เลม่ อืน่ โดยนามาอา้ งอิง จะต้องทาการอ้างอิงเพ่ือบอกที่มา ของข้อความนั้นด้วย การเรียบเรียงเนอื้ หา แบง่ ออกเปน็ 2 ข้นั ตอน คอื 5.1 การเขียนรายงานฉบบั ร่าง มขี ั้นตอนดงั นี้ 1. อ่านบัตรบันทึกท้งั หมดทไ่ี ดร้ วบรวมไว้ 2. จัดเรยี งบตั รบนั ทึกตามลาดับกอ่ นหลังโดยให้มีเน้อื หาสมั พันธ์กนั ตามลาดบั 3. พิจารณา ปรบั ปรุงโครงเรือ่ งและเน้ือหาให้เหมาะสาหรับการเรยี บเรียง 4. เรยี บเรียงเนอ้ื หา โดยนาเสนอข้อเท็จจริง และแสดงความคิดเห็นของตนเอง โดย เขียนแบบตรงไปตรงมา ประโยคส้นั ๆ แตไ่ ด้ใจความสมบรู ณ์ไมว่ กวน ไม่ใช้ภาษาฟุ่มเฟอื ย 5. ลงรายการอ้างอิงให้ถูกตอ้ ง ตามแบบแผนของการเขยี น 5.2 การเขียนรายงานฉบับจรงิ มีขน้ั ตอนดังน้ี 1. อา่ นรายงานฉบบั ร่างตง้ั แต่ตน้ จนจบใหล้ ะเอียด 2. พิจารณารายงานแต่ละตอน ว่าถูกต้อง ชัดเจนหรือไม่ โดยสรุปความให้ถูกต้อง แนน่ อน เพอื่ ใหเ้ ป็นรายงานทน่ี า่ เชือ่ ถอื 3. ตรวจดูส่วนประกอบต่างๆว่าถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ เช่น สารบัญ บรรณานุกรม ฯลฯ 4. ตรวจดูภาษาที่ใช้ในรายงานให้ละเอียด พยายามใช้คาให้ตรงกับความหมาย ได้ ใจความ และเชอื่ ความใหต้ อ่ เนือ่ งกัน

61 6. การเขยี นบรรณานุกรม (ให้ดูรายละเอียดในเร่ืองหลักการเขียนอ้างอิงและบรรณานุกรม) 7. การพิมพ์และเขา้ รูปเลม่ เพอ่ื ความสวยงามและความเปน็ ระเบียบเรียบรอ้ ย จึงกาหนด รูปแบบการพมิ พร์ ายงาน ดังนี้ 7.1 ใชก้ ระดาษ A4 สขี าว ขนาด 80 แกรม แบบไมม่ ีเสน้ บรรทดั 7.2 การพมิ พ์ ใหใ้ ช้กระดาษหน้าเดยี ว 7.3 ขนาดฟอนต์ ใหใ้ ช้ฟอนตข์ นาด 16-18 pt และให้พิมพ์ด้วยตัวอักษรสีดา และควรใช้ ฟอนตม์ าตรฐาน เช่น Angsana UPC เปน็ ตน้ 7.4 การจดั เวน้ ระยะพิมพ์ 1. เวน้ ห่างจากขอบกระดาษ ดา้ นบน 1 น้ิวครึ่ง 2. เวน้ จากขอบกระดาษ ด้านซา้ ย 1 นิ้วครึ่ง 3. เว้นจากขอบกระดาษ ด้านขวา 1 นิ้ว 4. เว้นจากขอบกระดาษ ด้านล่าง 1 น้ิว (การเว้นระยะพิมพ์) 7.5 การแบง่ หวั ขอ้ ในเน้อื เร่ือง สามารถทาได้ 2 วธิ ี ดงั นี้ 7.5.1. ใช้ตวั เลขสลับตวั อกั ษร 7.5.1.1 ใชต้ วั เลขกากับหัวขอ้ ใหญ่ 7.5.1.2 ใช้ตัวอักษรกากับหัวข้อรอง โดยการย่อหน้าลึกกว่าหัวข้อใหญ่ หัวข้อท่ี สาคัญเทา่ กนั ให้ย่อหนา้ เท่ากัน 7.5.1.3 ใช้ตัวเลขและเคร่ืองหมายวงเล็บเล็กกากับหัวข้อย่อยลงมาอีก ย่อหน้า ลกึ กว่าหัวขอ้ รอง หวั ขอ้ ทสี่ าคญั เท่ากนั ใหย้ อ่ หนา้ เทา่ กัน 7.5.1.4 ใช้อักษรและเคร่ืองหมายวงเล็บเล็กกากับหัวย่อยสุดท้าย และย่อหน้า ให้ลึกกว่าหัวข้อย่อยข้างต้น หัวข้อเท่ากันให้ย่อหน้าเท่ากัน เพ่ือป้องกันความสับสน ไมค่ วรแบ่งหวั ขอ้ ยอ่ ยมากเกินไป 7.5.2 ใชต้ วั เลขลว้ น ดาเนนิ การเช่นเดียวกับข้อ ก แต่ใส่จุดเครื่องหมายมหัพภาค (.) คั่นระหว่างตัวเลขเม่ือถึงหัวข้อรอง เพ่ิมเคร่ืองหมายดังกล่าวคั่นระหว่างตัวเลขเมื่อถึงหัวข้อ ย่อย และหัวข้อย่อยสุดท้าย ผู้เขียนรายงานสามารถเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องใช้แบบ เดียวกันทั้งรายงาน แต่ที่นิยมกันส่วนใหญ่ จะใช้ตัวเลขมากกว่า 7.6 การเว้นระยะ หน้าและ หลังเคร่ืองหมายวรรคตอน มีดังนี้ หลังเคร่ืองหมาย มหัพภาค ( . ) เว้น 2 ระยะ หลัง เคร่อื งหมาย จลุ ภาค ( , ) เว้น 1 ระยะ หน้าและหลังเคร่ืองหมาย อัฒภาค ( ; ) เว้น 1 ระยะ หนา้ และหลังเคร่ืองหมาย มหพั ภาคคู่ ( : ) เว้น 1 ระยะ หลกั การเขียนอา้ งอิง การอ้างอิง คือ การบอกแหล่งของข้อความท่ีผู้เขียนนามาอ้างอิงประกอบการเรียบเรียงรายงาน เพอื่ ความน่าเชื่อถือของข้อมูล และเปน็ จริยธรรมทางวิชาการ ความสาคัญของการอ้างอิง 1. เพื่อใหผ้ อู้ า่ นหรอื ผทู้ ีม่ าศกึ ษาคน้ ควา้ สามารถตรวจสอบหรือศกึ ษาเพม่ิ เติมได้ 2. เพ่อื ใหเ้ กียรตแิ กผ่ ้แู ตง่ หรือผู้เรยี บเรยี ง

62 3. เพ่ือสร้างความน่าเชือ่ ถือใหแ้ กร่ ายงาน อัญประภาส คือข้อความที่ผู้เขียนคัดลอกมา แปล ถอดความ หรือสรุปความมาจากคาพูด หรือ ขอ้ เขยี นของคนอน่ื นามาเขียนไว้ในรายงานเพ่ือให้เน้ือหามีความหนักแน่นและน่าเชื่อถือ อัญประภาส มี 2 ประเภท ดังน้ี 1. อญั ประภาสตรง คอื ข้อความที่คดั ลอกมาเหมือนกบั ต้นฉบบั เดิมทุกประการ 2. อัญประภาสรอง คือข้อความท่ีแปล เก็บความ ถอดความ หรือสรุปความโดยใช้ภาษาของ ผเู้ ขยี นรายงานเอง แต่ยังคงเนือ้ หาสาระของเรือ่ งเดิมไว้ การเขียนหรอื พิมพอ์ ญั ประภาส 1. ก่อนจะนาอัญประภาสมาแทรกไว้ควรกล่าวนาในเนื้อหาก่อนว่าเป็นงานเขียนของใคร เกี่ยวเนอื่ งอย่างไรกับเรอ่ื งท่ผี ู้เขียนกลา่ วถึง 2. อัญประภาสตรงที่ส้ันกว่าสี่บรรทัดให้เขียนรวมกับส่วนเน้ือหา แต่ให้ใส่เคร่ืองหมาย คาพดู กากับไว้ 3. อญั ประภาสตรงที่ยาวกวา่ สี่บรรทัดขึน้ ไป ให้เขยี นแยกจากส่วนเนื้อหาบนและล่างสอง ช่องบรรทัดพิมพ์และย่อหน้าเข้ามาสามช่องตัวอักษรทุกบรรทัดและให้ห่างจากขอบหลังสามช่วง ตัวอกั ษร 4. ถา้ ต้องการละข้อความบางตอนในอญั ประภาสตรงให้ใส่จดุ ไข่ปลา ( ... ) ไว้แทน 5. อญั ประภาสรองใหพ้ มิ พต์ ่อเนื่องรวมไปกบั เนื้อหาโดยไม่ต้องมเี ครื่องหมายคาพูดกากับ รปู แบบการเขียนและพมิ พอ์ ้างอิง มี 2 แบบ ดังน้ี 1. การอา้ งองิ ท่ีอยตู่ อนลา่ งของหนา้ เรยี กวา่ เชิงอรรถ 2. การอา้ งองิ แทรกในเนือ้ หา เรยี กวา่ นาม-ปี การอ้างองิ แบบเชิงอรรถ เชิงอรรถ (Footnote) คือข้อความท้ายหน้า ซึ่งเขียนไว้เพื่อบอกที่มาของอัญประภาส เพ่ืออธิบายคาหรอื ข้อความบางตอนในเนือ้ หาเพมิ่ เตมิ หรอื เขียนเพื่ออ้างองิ ข้อความเดียวกนั ประเภทของเชิงอรรถ แบ่งออกเปน็ 3 ประเภท คือ 1. เชิงอรรถอ้างอิง คือ เชิงอรรถที่แจ้งให้ทราบว่าข้อความที่ยกมานั้นอยู่ในหนังสือ หรือส่งิ พมิ พ์เล่มใด หนา้ ใด สาหรบั ให้ผูอ้ ่านคน้ หาอา่ นเพ่มิ เติมได้ 2. เชิงอรรถเสริมความ คือ เชิงอรรถที่อธิบายคาหรือข้อความบางตอนในเนื้อหา เพ่มิ เติม 3. เชงิ อรรถโยง คือ เชิงอรรถท่โี ยงให้ผู้อ่านไปดหู น้าอ่ืนๆ หลักการเขียนหรอื พิมพเ์ ชงิ อรรถ 1. เขียนหรือพิมพ์เชิงอรรถไว้ตอนล่างสุดของหน้า แยกจากเน้ือหาโดยขีดเส้นคั่นขวาง จากขอบซา้ ยมาประมาณ 3 น้วิ เพือ่ แยกจากส่วนเน้อื หากบั เชิงอรรถ

63 2. เริ่มเขียนเชิงอรรถด้วยการย่อหน้าให้ตรงกับย่อหน้าแรกในเน้ือหา (เว้นระยะ 7 ช่วง ตัวอกั ษร) ถ้ารายการยาวไมห่ มด ขึ้นบรรทดั ใหม่ ชิดขอบซา้ ย 3. ตัวเลขเชิงอรรถให้ยกข้ึนคร่ึงบรรทัดพิมพ์เหนืออักษรตัวแรกของข้อความในเชิงอรรถ และพมิ พ์อักษรตวั แรกติดต่อไปกบั ตวั เลขทนั ที 4. ตัวเลขกากับเชงิ อรรถ ต้องตรงกับตวั เลขที่ใช้กากับอัญประภาสหรือข้อความอ้างอิงใน เน้อื หาหนา้ เดยี วกัน 5. การเรียงลาดบั ตวั เลขกากบั เชงิ อรรถให้ขน้ึ ตน้ นบั หนึง่ ใหม่เม่ือข้ึนหนา้ ใหม่ 6. รายการอ้างอิงในเชิงอรรถ ต้องนาไปลงรายการไว้ในบรรณานุกรมท้ายเล่มของ รายงานด้วย เพอ่ื ใหผ้ ูอ้ า่ นสามารถไปค้นหาเอกสารท่ผี ู้เขียนนามาอ้างอิงได้ การอา้ งองิ แบบแทรกในเนอื้ หา (นาม-ปี) การอ้างอิงแบบนาม-ปีเป็นการอ้างอิงแบบแทรกไปในเน้ือหาทาให้รูปแบบการอ้างอิง กะทัดรัด และยืดหยุ่นกว่า เพราะสามารถเขียนช่ือผู้แต่งให้กลมกลืนไปกับเน้ือหาได้ หรือจะแยกใส่ไว้ ในวงเลบ็ ก็ได้ รปู แบบการอ้างอิงระบบ นาม-ปี โดยท่ัวไปจะประกอบด้วย ชื่อผู้แต่ง ปีท่ีพิมพ์ และเลข หน้า ใสไ่ ว้ในวงเลบ็ หลกั การเขยี นบรรณานกุ รม บรรณานุกรม คือ รายการทรัพยากรสารสนเทศทั้งหมดท่ีผู้เขียนรายงานได้นามาใช้ประกอบการ เรียบเรียงรายงาน เพื่อบอกถึงแหล่งท่ีมาของข้อมูลต่างๆในรายงาน ซ่ึงจะเป็นประโยชน์สาหรับผู้ที่ อ่านรายงาน และต้องการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากเอกสารต้นฉบับ ในการเขียนบรรณานุกรม จะมี หลักเกณฑก์ ารเขยี นดงั น้ี 1. บรรณานกุ รมจะอยสู่ ว่ นทา้ ยของรายงาน 2. พิมพ์คาว่า บรรณานุกรม ไว้กลางหน้ากระดาษตอนบนของหน้าแรกบรรณานุกรม โดยให้ห่าง จากขอบกระดาษด้านบนประมาณ 1.5 น้ิว (หากมีเอกสารอ้างอิงไม่ถึง 5 รายการ ให้ใช้คาว่า เอกสารอ้างอิง แทน 3. ส่ิงท่ีนามาเขียนบรรณานุกรม คือ ช่ือผู้แต่ง ชื่อหนังสือ ครั้งท่ีพิมพ์ สถานท่ีพิมพ์ สานักพิมพ์ และป่ที ่ีพมิ พ์ 4. ชอ่ื เรือ่ ง หรอื ชอ่ื หนังสือ ให้พมิ พด์ ้วยอกั ษรตวั หนา หรือตวั ขีดเส้นใต้ 5. ถ้าส่ิงพมิ พน์ ้ัน ไม่มีชอ่ื ผูแ้ ตง่ ใหใ้ ชช้ ื่อเรอ่ื งเปน็ รายการแรกของบรรณานกุ รม 6. เรียงลาดับของบรรณานุกรม ตามอักษรตัวแรกของรายการบรรณานุกรม โดยให้เรียงตาม อกั ษร ก-ฮ หรือ A-Z 7. ถา้ มบี รรณานกุ รมภาษาไทย และภาษาองั กฤษปนกนั ใหเ้ รยี งบรรณานุกรมภาษาไทยก่อน แล้ว จงึ เรียงบรรณานุกรมภาษาองั กฤษ

64 ขอ้ ควรคานึงในการทารายงาน 1. การสืบค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต นักเรียนคัดลอกข้อความจากเว็บไซต์มาโดยไม่เปลี่ยน รูปแบบ ขนาด และสีฟอนตท์ าใหร้ ายงานดไู ม่เป็นระเบียบเรียบรอ้ ย 2. ในการพิมพ์รายงานนักเรียนต้องใช้ฟอนต์ที่เป็นรูปแบบเดียวกันท้ังฉบับ และไม่ควรใช้ ตัวอักษรสีอน่ื นอกจากสดี า 3. การทารายงาน นักเรียนส่วนใหญ่จะนาเนื้อหาที่คัดลอกมาจากเว็บไซต์ มาไว้ในรายงาน โดยไมห่ าเพ่ิมเติมจากหนังสอื ในหอ้ งสมดุ 4. นักเรยี นจะตอ้ งพิมพ์บรรณานุกรมในถกู ตอ้ ง ตามหลกั เกณฑ์ 5. กระดาษปก ควรเป็นกระดาษท่ีไม่มีลวดลาย หรือกลิ่นหอม และควรเป็นกระดาษท่ีเป็นสี อ่อน ไม่ควรเปน็ สีจดั จ้านเกนิ ไป 6. นักเรียนคัดลอกข้อความจากหนังสือมาทั้งหมด ไม่มีส่วนใดๆท่ีเป็นความคิดเห็นหรือ ขอ้ เทจ็ จริงทน่ี ักเรียนได้คิดขน้ึ มา 7. การเรียงบรรณานุกรม ใหเ้ รียงตามลาดับตัวอักษร ตามพจนานุกรม ก-ฮ และ A-Z โดยให้ เรียงบรรณานุกรมภาษาไทยก่อนภาษาอังกฤษ 8. ในการพิมพ์บรรณานุกรม เคร่ืองหมาย / หมายถึงให้นักเรียนกด Space Bar ท่ีแป้นพิมพ์ 2 ครั้ง ถ้า // คอื ใหน้ ักเรียนกด Space Bar ทแ่ี ปน้ พิมพ์ 4 ครง้ั 9. ควรนาหัวข้อมาให้อาจารย์ผู้สอนพิจารณาก่อนว่า หัวข้อท่ีนักเรียนต้องการทารายงาน เหมาะสมมากน้อยเพยี งใด


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook