Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore อวกาศน่ารู้

อวกาศน่ารู้

Published by ณัฐวุฒิ เก่งมาก, 2020-02-10 03:49:58

Description: รวบรวมโลกเเละดาวต่าง

Search

Read the Text Version

อวากาศนา่ รู้

คานา

ลุมดำ (องั กฤษ: black hole) หมายถึงเทหวตั ถใุ นเอกภพท่ีมี แรงโน้มถ่วงสงู มากไมม่ อี ะไรออกจากบริเวณนีไ้ ด้แม้แต่ แสง ยกเว้นหลมุ ดาด้วยกนั เราจงึ มองไมเ่ หน็ ใจกลางของหลมุ ดา หลมุ ดาจะมพี ืน้ ท่ีหน่ึงที่เป็นขอบเขตของตวั เองเรียกว่าขอบฟ้ า เหตกุ ารณ์ ทตี่ าแหน่งรัศมีชวาร์สชิลด์ ถ้าหากวตั ถหุ ลดุ เข้าไปใน ขอบฟ้ าเหตกุ ารณ์ วตั ถจุ ะต้องเร่งความเร็วให้มากกวา่ ความเร็ว แสงจงึ จะหลดุ ออกจากขอบฟ้ าเหตกุ ารณ์ได้ แตเ่ ป็นไปไมไ่ ด้ทว่ี ตั ถุ ใดจะมีความเร็วมากกวา่ แสง วตั ถนุ นั้ จงึ ไมส่ ามารถออกมาได้อีก

ดวงอำทติ ย์เป็ นดาวฤกษ์ ณ ใจกลางระบบสรุ ิยะ เป็ นพลาสมาร้อนทรงเกือบกลมสมบรู ณ์[4][5] โดยมีการเคลอ่ื นท่พี าซงึ่ ผลติ สนามแมเ่ หล็ก ผ่านกระบวนการไดนาโม[6] ปัจจบุ นั เป็ นแหลง่ พลงั งานสาคญั ทส่ี ดุ สาหรบั สง่ิ มีชวี ิตบนโลก มีเส้นผ่านศนู ย์กลางประมาณ 1.39 ล้านกิโลเมตร ใหญ่กวา่ โลก 109 เทา่ และมมี วลประมาณ 330,000 เทา่ ของโลก คิดเป็นประมาณร้อยละ 99.86 ของมวลทงั้ หมดของระบบสรุ ิยะ [7] มวลประมาณสามในส่ีของดวงอาทติ ย์เป็ นไฮโดรเจน สว่ นที่เหลือเป็ นฮเี ลยี มเป็ นหลกั โดยมปี ริมาณธาตหุ นกั กวา่ เล็กน้อย รวมทงั้ ออกซิเจน คาร์บอน นีออนและเหลก็ [8] ดวงอาทติ ย์เป็ นดาวฤกษ์ลาดบั หลกั ระดบั จี (G2V) ตามการจดั ประเภทดาวฤกษ์ตามระดบั สเปกตรัม โดยมกั ถกู เรียกอยา่ งไมเ่ ป็ นทางการวา่ \"ดาวแคระเหลอื ง\" ดวงอาทิตย์กอ่ ตวั ขนึ ้ เมือ่ ประมาณ 4.6 พนั ล้านปี ก่อน จากการยบุ ของแรงโน้มถ่วง (gravitational collapse) ของ สสารภายในบริเวณกลมุ่ เมฆโมเลกลุ ขนาดใหญ่ สสารนสี ้ ว่ นใหญ่รวมอดั แน่นอยทู่ ่ใี จกลาง สว่ นที่เหลือบบี ตวั ลงลงเป็ นแผน่ โคจรซงึ่ กลายมา เป็ นระบบสรุ ิยะ มวลใจกลางร้อนและหนาแนน่ มากจนเริ่มเกิดปฏกิ ิริยานิวเคลยี ร์ฟิวชน่ั ณ แก่นดาว ซง่ึ เชือ่ วา่ เป็ นกระบวนการเกิดดาวฤกษ์สว่ น ใหญ่ ดวงอาทติ ย์มีอายมุ าได้ประมาณครึ่งอายขุ ยั แล้ว ไมม่ ีการเปลี่ยนแปลงมากนกั เป็ นเวลากวา่ 4 พนั ล้านปี มาแล้ว และคาดวา่ จะอยใู่ นภาวะ คอ่ นข้างเสถียรไปเชน่ นีอ้ กี 5 พนั ล้านปี ในแตล่ ะวินาที ปฏิกิริยาหลอมนิวเคลยี ส (ฟิวชนั ) ของดวงอาทิตย์ สามารถเปล่ยี นไฮโดรเจนอะตอม ปริมาณ 600 ล้านตนั ให้กลายเป็ นฮีเลียม และเปล่ียนสสาร 4 ล้านตนั ให้เป็นพลงั งานจากปฏกิ ิริยาดงั กลา่ ว กวา่ พลงั งานนีจ้ ะหนีออกจาก แกนดวงอาทิตย์มาสพู่ นื ้ ผิวได้ ต้องใช้เวลานานราว 10,000 ถึง 170,000 ปี ในอกี ราว 5 พนั ล้านปี ข้างหน้า เมอื่ ปฏิกิริยาฟิวชนั ไฮโดรเจน ในแก่นของดวงอาทติ ย์ลดลงถึงจดุ ทไ่ี มอ่ ยใู่ นดลุ ยภาพอทุ กสถิตตอ่ ไป แก่นของดวงอาทติ ย์จะมคี วามหนาแน่นและอณุ หภมู ิเพิ่มขนึ ้ สว่ นชนั้ นอก ของดวงอาทิตย์จะขยายออกจนสดุ ท้ายเป็ นดาวยกั ษ์แดง มีการคานวณวา่ ดวงอาทติ ย์จะใหญ่พอกลนื วงโคจรปัจจบุ นั ของดาวพธุ และดาว ศกุ ร์ และทาให้โลกอาศยั อยไู่ มไ่ ด้ มนษุ ย์ทราบความสาคญั ของดวงอาทติ ย์ท่มี ีโลกมาตงั้ แตส่ มยั กอ่ นประวตั ศิ าสตร์ และบางวฒั นธรรมถือดวงอาทติ ยเ์ ป็ นเทวดา การหมนุ ของ โลกและวงโคจรรอบดวงอาทติ ย์ของโลกเป็ นรากฐานของปฏทิ ินสรุ ิยคติ ซงึ่ เป็ นปฏิทินที่ใช้กนั แพร่หลายในปัจจบุ นั

โลก (องั กฤษ: Earth) เป็ นดาวเคราะห์ลาดบั ทส่ี ามจากดวงอาทติ ย์ และเป็ นวตั ถทุ างดาราศาสตร์เพยี งหนง่ึ เดียวทท่ี ราบวา่ มีส่งิ มีชวี ติ จาก การวดั อายดุ ้วยกมั มนั ตรังสีและแหลง่ หลกั ฐานอน่ื ได้ความวา่ โลกกาเนดิ เมื่อประมาณ 4,500 ล้านปี ก่อน[24][25][26] โลกมีอนั ตรกิริยะเชงิ โน้มถว่ งกบั วตั ถอุ นื่ ในอวกาศโดยเฉพาะดวงอาทติ ย์และดวงจนั ทร์ ซง่ึ เป็ นดาวบริวารถาวรหน่งึ เดียวของโลก โลกโคจรรอบดวงอาทติ ย์ใช้เวลา 365.26 วนั เรียกวา่ ปี ซง่ึ ระหวา่ งนนั ้ โลกโคจรรอบแกนตวั เองประมาณ 366.26 รอบ[n 4] แกนหมนุ ของโลกเอยี งทาให้เกิดฤดกู าลตา่ ง ๆ บนผิวโลก[27] อนั ตรกิริยาความโน้มถว่ งระหวา่ งโลกกบั ดวงจนั ทร์กอ่ ให้เกิดนา้ ขนึ ้ ลงมหาสมทุ ร ทาให้การหมนุ บนแกนของโลกมีเสถียรภาพ และคอ่ ย ๆ ชะลอการหมนุ ของโลก[28] โลกเป็ นดาวเคราะห์ที่มีความหนาแน่นสงู สดุ ในระบบสรุ ิยะ และใหญ่สดุ ในดาวเคราะห์คล้ายโลก 4 ดวง ธรณีภาคของโลกแบง่ ออกได้เป็ นหลาย ๆ สว่ น เรียกวา่ แผ่นธรณีภาค ซง่ึ ย้ายทตี่ ดั ผา่ นพนื ้ ผิวตลอดเวลาหลายล้านปี ร้อยละ 71 ของ พนื ้ ผิวโลกปกคลมุ ด้วยนา้ ซง่ึ สว่ นใหญเ่ ป็ นมหาสมทุ ร[29] อกี ร้อยละ 29 ทเ่ี หลือเป็ นแผน่ ดนิ ประกอบด้วยทวปี และเกาะซงึ่ มีทะเลสาบ แมน่ า้ และแหลง่ นา้ อื่นจานวนมากกอปรเป็ นอทุ กภาค บริเวณขวั้ โลกทงั้ สองปกคลมุ ด้วยนา้ แข็งเป็ นสว่ นใหญ่ ได้แก่แผน่ นา้ แข็งแอนตาร์กตกิ และ นา้ แข็งทะเลของแพนา้ แข็งขวั้ โลก บริเวณภายในของโลกยงั คงมีความเคล่ือนไหวโดยมีแกน่ ชนั้ ในซงึ่ เป็ นเหล็กในสถานะของแข็ง มีแกน่ เหลว ชนั้ นอกซง่ึ กาเนิดสนามแมเ่ หล็ก และชนั้ แมนเทิลพาความร้อนท่ีขบั เคล่ือนการแปรสณั ฐานแผ่นธรณีภาค ภายในพนั ล้านปี แรก[30] สิ่งมีชีวิตปรากฏขนึ ้ ในมหาสมทุ รและเริ่มสง่ ผลกระทบตอ่ ชนั ้ บรรยากาศและผิวดาว เกือ้ หนนุ ให้เกิดการแพร่ขยายของ สงิ่ มชี ีวติ ทใ่ี ช้ออกซเิ จนเชน่ เดียวกบั สง่ิ มชี ีวิตทไ่ี มใ่ ช้ออกซิเจน หลกั ฐานธรณีวทิ ยาบางสว่ นชวี ้ า่ ชีวติ อาจกาเนดิ ขนึ ้ เร็วสดุ 4.1 พนั ล้านปี กอ่ น นบั แตน่ นั้ ตาแหน่งของโลกในระบบสรุ ิยะ คณุ สมบตั ิทางกายภาพของโลก และประวตั ศิ าสตร์ธรณีวทิ ยาของโลกประกอบกนั ทาให้สงิ่ มชี ีวติ วิวฒั นาการและแพร่พนั ธ์ุได้[31][32] ในประวตั ิศาสตร์ของโลก ความหลากหลายทางชีวภาพผ่านระยะการขยายยาวนาน แตถ่ กู ขดั จงั หวะ บางครัง้ ด้วยการสญู พนั ธ์ุครัง้ ใหญ่[33] กวา่ ร้อยละ 99 ของสปี ชีส์ทงั ้ หมดทเี่ คยอยอู่ าศยั บนโลกนนั ้ สญู พนั ธ์ุไปแล้ว[34][35] ประมาณการ จานวนสปี ชสี ์บนโลกปัจจบุ นั มีหลากหลาย[36][37][38] และสปี ชีส์สว่ นใหญย่ งั ไมม่ ีผ้อู ธิบาย[39] มนษุ ย์กวา่ 7.6 ล้านคนอาศยั อยบู่ นโลกและ อาศยั ชวี มณฑลและทรัพยากรธรรมชาติของโลกเพ่ือการอยรู่ อด มนษุ ย์พฒั นาสงั คมและวฒั นธรรมหลากหลาย ในทางการเมือง โลกมีรัฐเอก ราชกวา่ 200 รัฐ

ดวงจนั ทร์เป็ นดาราศาสตร์วตั ถทุ ่ีโคจรรอบโลก เป็ นดาวบริวารถาวรดวงเดียวของโลก เป็ นดาวบริวารใหญ่ทส่ี ดุ อนั ดบั ที่ 5 ในระบบสรุ ิยะ และ เป็ นดาวบริวารขนาดใหญ่สดุ เมอื่ เทียบกบั ขนาดของดาวเคราะห์ทโี่ คจร ดวงจนั ทร์เป็ นดาวบริวารท่ีมคี วามหนาแนน่ ทีส่ ดุ เป็ นอนั ดบั ที่ 2 รอง จากไอโอของดาวพฤหสั บดี ซง่ึ บางสว่ นไมท่ ราบความหนาแน่นมากหรือน้อย คาดวา่ ดวงจนั ทร์กอ่ กาเนิดประมาณ 4.51 พนั ล้านปี กอ่ น ไมน่ านหลงั จากโลก คาอธิบายท่ไี ด้รับการยอมรับกว้างขวางทส่ี ดุ คอื ดวงจนั ทร์ กอ่ กาเนิดจากเศษทเ่ี หลอื จากการชนขนาดยกั ษ์ระหวา่ งโลกกบั เทหข์ นาดประมาณดาวองั คารช่อื ธีอา (Theia) ดวงจนั ทร์หมนุ รอบโลกแบบประสานเวลา จะหนั ด้านเดยี วเข้าหาโลกเสมอคือด้านใกล้ท่มี ลี กั ษณะเป็ นทะเลภเู ขาไฟมืด ๆ ซงึ่ เติมที่วา่ งระหวา่ งที่ สงู เปลือกโบราณสวา่ งและหลมุ อกุ กาบาตท่ีเห็นได้ชดั เจน เมื่อสงั เกตจากโลก เป็ นเทห์ฟ้ าท่ีเห็นได้เป็ นประจาสวา่ งท่ีสดุ อนั ดบั สองในท้องฟ้ าของ โลกรองจากดวงอาทิตย์ พนื ้ ผิวแท้จริงแล้วมืด แม้เทยี บกบั ท้องฟ้ าราตรีแล้วจะดสู วา่ งมาก โดยมีการสะท้อนสงู กวา่ แอสฟอลต์เสอื่ มเล็กน้อย อทิ ธิพลความโน้มถว่ งของดวงจนั ทร์ทาให้เกิดนา้ ขนึ ้ ลงมหาสมทุ ร และทาให้หนงึ่ วนั ยาวขนึ ้ เลก็ น้อย มีระยะหา่ งจากโลกเฉล่ียนบั จากศนู ย์กลางถงึ ศนู ย์กลางประมาณ 384,403 กิโลเมตร เทียบเทา่ กบั 30 เทา่ ของเส้นผ่านศนู ย์กลางของ โลก จดุ ศนู ย์กลางมวลร่วมของระบบตงั้ อยทู่ ีต่ าแหน่ง 1700 กิโลเมตรใต้ผิวโลก หรือประมาณ 1 ใน 4 ของรัศมขี องโลก ดวงจนั ทร์โคจรรอบ โลกในเวลาประมาณ 27.3 วนั [nb 1] เม่อื เปรียบเทียบการแปรคาบโคจรตามมาตรภมู ศิ าสตร์ระหวา่ งโลก-ดวงจนั ทร์-ดวงอาทติ ย์ ทาให้เกิด เป็ นเฟสของดวงจนั ทร์ ซง่ึ จะซา้ รอบทกุ ๆ ชว่ ง 29.5 วนั [nb 2] (เรียกวา่ คาบไซโนดกิ ) เส้นผ่านศนู ย์กลางของดวงจนั ทร์มีคา่ ประมาณ 3,474 กิโลเมตร[1] หรือประมาณหนงึ่ ในส่ขี องโลก ดงั นนั้ พนื ้ ผิวของดวงจนั ทร์มนี ้อยกวา่ 1 ใน 10 ของพนื ้ ผิวของโลก (ประมาณ 1 ใน 4 ของผืนทวปี ของโลกเทา่ นนั้ คดิ เป็ นขนาดใหญ่ประมาณรัสเซีย แคนาดา กบั สหรัฐอเมริกา รวมกนั ) มวลรวมของดวงจนั ทร์คดิ เป็ นประมาณ 2% ของมวลของโลก และแรงโน้มถ่วงเป็ น 17% ของโลก สญั ลกั ษณ์แทนดวงจนั ทร์คือ ☾ ปี พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) นีล อาร์มสตรอง และ บซั ซ์ อลั ดริน นกั บนิ อวกาศขององค์การนาซา เป็ น มนษุ ย์ 2 คนแรกที่เหยยี บลงบนพนื ้ ดนิ ของดวงจนั ทร์ กฎหมายอวกาศถือวา่ ดวงจนั ทร์เป็ นสมบตั ิร่วมกนั ของมนษุ ยชาติ ตามสนธิสญั ญาทใี่ ช้ บงั คบั กิจกรรมของรัฐบนดวงจนั ทร์ ดวงดาว และวตั ถอุ วกาศอ่นื ๆ ค.ศ. 1979

ดำวเสำร์ (องั กฤษ: Saturn) เป็นดาวเคราะห์ดวงท่ี 6 จากดวงอาทติ ย์ ถดั จากดาวพฤหสั บดี เป็นดาวเคราะห์ท่ีมีขนาดใหญ่เป็นอนั ดบั 2 ของระบบสรุ ิยะ รองจาก ดาว พฤหสั บดี ดาวเสาร์เป็ นดาวแก๊สยกั ษ์ท่ีมีรัศมีเฉลี่ยมากกวา่ โลกประมาณเก้าเท่า[3][4] แม้วา่ จะมี ความหนาแนน่ เป็ นหนงึ่ ในแปดของโลก แตม่ วลของมนั มีมากกวา่ โลกถึง 95 เทา่ [5][6][7] ดาว เสาร์ตงั้ ช่ือตามเทพโรมนั แหง่ การเกษตร สญั ลกั ษณ์ทางดาราศาสตร์ของดาวเสาร์ ( ♄) แทน เคยี วขอเทพเจ้า ดาวเสาร์มีรูปร่างป่ องออกตามแนวเส้นศนู ย์สตู ร ที่เรียกวา่ ทรงกลมแป้ น (oblate spheroid) เส้นผา่ นศนู ย์กลางตามแนวขวั้ สนั้ กวา่ ตามแนวเส้นศนู ย์สตู รเกือบ 10% เป็นผลจากการหมนุ รอบ ตวั เองอยา่ งรวดเร็ว ดาวเคราะห์ดวงอ่ืนๆ ก็มีลกั ษณะเป็นทรงกลมแป้ นเชน่ กนั แตไ่ มม่ ากเทา่ ดาว เสาร์ ดาวเสาร์เป็ นดาวเคราะห์เพียงดวงเดยี วในระบบสรุ ิยะ ที่มีความหนาแนน่ เฉลี่ยน้อยกวา่ นา้ (0.70 กรัม/ลกู บาศก์เซนตเิ มตร) อยา่ งไรก็ตาม บรรยากาศชนั้ บนของดาวเสาร์มีความหนาแนน่ น้อยกวา่ นี ้ขณะท่ีท่ีแกนมีความหนาแนน่ มากกวา่ นา้ วงแหวนของดาวเสาร์ประกอบไปด้วย เศษ หนิ และนา้ แข็งขนาดเล็ก เรียงตวั อยใู่ นระนาบเดียวกนั และวงแหวนของดาวเสาร์ก็ประกอบไปด้วย วงแหวนย่อยๆมากมาย ความจริงแล้ววงแหวนดาวเสาร์นนั้ บางมาก โดยมีความหนาเฉลี่ยเพียง 500 กิโลเมตรเท่านนั้ แตเ่ ศษวตั ถใุ นวงแหวนมีความสามารถในการสะท้อนแสงดี และกว้างกวา่ 80,000 กิโลเมตร จงึ สามารถสงั เกตได้จากโลกของเราได้ไมด่ นี กั

ดำวศุกร์ (องั กฤษ: Venus) เป็นดาวเคราะห์ท่ีอยหู่ ่างจากดวงอาทติ ย์เป็ นลาดบั ที่ 2 ดาวศกุ ร์มีเส้นผ่านศนู ย์กลางเป็น 3 เทา่ ของดวงจนั ทร์ และ มีขนาดใหญ่กว่าดาวพธุ และดาวองั คาร 2 เท่าตวั ชื่อละตนิ ของดาวศกุ ร์ (Venus) มาจากเทพแี หง่ ความรัก ของโรมนั ดาวศกุ ร์เป็นดาวเคราะห์หนิ มีขนาดใกล้เคียงกบั โลก บางครัง้ เรียกวา่ \"ฝา แฝด\" ของโลก แม้วา่ วงโคจรของดาวเคราะห์ทกุ ดวงจะเป็นวงรี วงโคจรของดาวศกุ ร์จดั วา่ เกือบเป็นวงกลม มีความเยือ้ งศนู ย์กลาง (ความรี) น้อยท่ีสดุ สาหรับวตั ถใุ นธรรมชาติ ดาวศกุ ร์เป็นวตั ถทุ ้องฟ้ าท่ีสวา่ งที่สดุ เป็นลาดบั ท่ี 3 รองจาก ดวงอาทิตย์และดวงจนั ทร์ เน่ืองจากดาวศกุ ร์มีวงโคจรใกล้ดวงอาทติ ย์มากกว่าโลก จงึ มี มมุ ห่างจากดวงอาทติ ย์ไม่เกิน 47.8° มองเหน็ ได้เฉพาะในเวลาเช้ามืดหรือหวั ค่า เทา่ นนั้ ขณะปรากฏในท้องฟ้ าเวลาหวั ค่าทางทิศตะวนั ตก เรียกว่า \"ดาวประจาเมือง\" และเมื่อปรากฏในท้องฟ้ าเวลาเช้ามืดทางทิศตะวนั ออก เรียกวา่ \"ดาวประกายพรึก\" หรือ \"ดาวรุ่ง\" ชาวบาบโิ ลนโบราณรู้จกั ดาวศกุ ร์มาตงั้ แตร่ าว 1,600 ปี ก่อนคริสตกาล แต่เชื่อว่าด้วย ความสว่างสกุ ใสของดาวศกุ ร์ นา่ จะเป็นที่รู้จกั มาก่อนหน้านนั้ นานแล้วนบั ตงั้ แตย่ คุ ก่อน ประวตั ิศาสตร์ สญั ลกั ษณ์แทนดาวศกุ ร์ คือ ♀

ดำวอังคำร (องั กฤษ: Mars) เป็ นดาวเคราะห์ลาดบั ท่ีสี่จากดวงอาทิตย์ เป็ นดาวเคราะห์เล็กท่ีสดุ อนั ดบั ที่สองในระบบสรุ ิยะรองจากดาว พธุ ในภาษาองั กฤษได้ช่ือตามเทพเจ้าแหง่ สงครามของโรมนั มกั ได้รับขนานนาม \"ดาวแดง\" เพราะมีออกไซด์ของเหลก็ ดาษด่ืนบนพนื ้ ผิวทาให้มีสี ออกแดงเร่ือ[15] ดาวองั คารเป็ นดาวเคราะห์หินท่ีมีบรรยากาศเบาบาง มีลกั ษณะพนื ้ ผิวคล้ายคลงึ กบั ทงั้ หลมุ อกุ กาบาตบนดวงจนั ทร์ และภเู ขา ไฟ หบุ เขา ทะเลทราย ตลอดจนพิดนา้ แข็งขวั้ ดาวท่ีปรากฏบนโลก คาบการหมนุ รอบตวั เองและวฏั จกั รฤดกู าลของดาวองั คารก็มีความคล้ายคลงึ กบั โลกซง่ึ ความเอียงก่อให้เกิดฤดกู าลตา่ ง ๆ ดาวองั คารเป็ นท่ีตงั้ ของโอลิมปัสมอนส์ ภเู ขาไฟใหญ่ท่ีสดุ บนดาวองั คารและสงู สดุ อนั ดบั สองใน ระบบสรุ ิยะเท่าท่ีมกี ารค้นพบ และเป็ นท่ีตัง้ ของเวลสม์ าริเนริส แคนยอนขนาดใหญ่อนั ดบั ต้น ๆ ในระบบสรุ ิยะ แอง่ บอเรียลสิ ท่ีราบเรียบในซีก เหนือของดาวปกคลมุ กวา่ ร้อยละ 40 ของพนื ้ ท่ีทงั้ หมดและอาจเป็ นลกั ษณะการถกู อกุ กาบาตชนครัง้ ใหญ่[16][17] ดาวองั คารมีดาวบริวารสอง ดวง คือ โฟบอสและดีมอสซง่ึ ต่างก็มีขนาดเลก็ และมรี ูปร่างบิดเบีย้ ว ทงั้ คอู่ าจเป็ นดาวเคราะห์น้อยที่ถกู จบั ไว้[18][19] คล้ายกบั ทรอยของดาว องั คาร เช่น 5261 ยเู รกา ก่อนหน้าการบนิ ผ่านดาวองั คารที่สาเร็จครัง้ แรกของ มาริเนอร์ 4 เม่อื ปี 1965 หลายคนคาดวา่ มีนา้ ในรูปของเหลวบนพนื ้ ผิวดาวองั คาร แนวคิดนีอ้ าศยั ผลตา่ งเป็ นคาบท่ีสงั เกตได้ของรอยมืดและรอยสวา่ ง โดยเฉพาะในละติจดู ขวั้ ดาวซงึ่ ดเู ป็ นทะเลและทวีป บางคนแปลความรอย มดื ริว้ ลายขนานเป็ นร่องทดนา้ สาหรับนา้ ในรูปของเหลว ภายหลงั มกี ารอธิบายวา่ ภมู ปิ ระเทศเส้นตรงเหลา่ นนั้ เป็นภาพลวงตา แม้วา่ หลกั ฐาน ทางธรณีวทิ ยาท่ีภารกิจไร้คนบงั คบั รวบรวมชีว้ า่ ครัง้ หนึ่งดาวองั คารเคยมนี า้ ปริมาณมากปกคลมุ บนพนื ้ ผิว ณ ชว่ งใดชว่ งหนงึ่ ในระยะต้น ๆ ของ อาย[ุ 20] ในปี 2005 เรดาร์เผยวา่ มนี า้ แขง็ นา้ (water ice) ปริมาณมากขวั้ ทงั้ สองของดาว[21] และที่ละติจดู กลาง[22][23] ยานสารวจ ภาคพนื ้ ดาวองั คารสปิ ริต พบตวั อยา่ งสารประกอบเคมีที่มีโมเลกลุ นา้ เมือ่ เดือนมนี าคม 2007 สว่ นลงจอดฟีนิกซ์ พบตวั อยา่ งนา้ แข็งนา้ โดยตรง ในดินสว่ นตนื ้ ของดาวองั คารเมื่อวนั ท่ี 31 กรกฎาคม 2008[24] มียานอวกาศที่กาลงั ปฏิบตั ิงานอยเู่ จ็ดลา ห้าลาอยใู่ นวงโคจร ได้แก่ 2001 มาร์สโอดิสซี มาร์สเอ็กซ์เพรส มาร์สรีคอนเนสเซนซ์ออร์บิเตอร์ เม เว็น และมาร์สออร์บิเตอร์มิชชนั และสองลาบนพนื ้ ผิว ได้แก่ ยานสารวจภาคพนื ้ ดาวองั คารออปพอร์ทูนิตี และยานมาร์สไซแอนซ์แลบอราทอรีคิว ริออซิตี การสงั เกตโดย มาร์สรีคอนเนสเซนซ์ออร์บิเตอร์ เปิ ดเผยวา่ มีความเป็ นไปได้ที่จะมีนา้ ไหลในช่วงเดือนที่ร้อนท่ีสดุ บนดาวองั คาร[25] ในปี 2013 ยานคิวริออซิตี ของนาซาค้นพบวา่ ดินของดาวองั คารมีนา้ เป็ นองค์ประกอระหวา่ งร้อยละ 1.5 ถึง 3 โดยมวล แม้วา่ นา้ นนั้ จะติดอยกู่ บั สารประกอบอ่ืน ทาให้ไมส่ ามารถเข้าถึงได้โดยอิสระ[26] กาลงั มกี ารสบื ค้นเพ่อื ประเมินศกั ยภาพความสามารถอยอู่ าศยั ได้ในอดีตของดาวองั คาร ตลอดจนความเป็ นไปได้ท่ีจะมีสง่ิ มชี ีวติ หลงเหลอื อยู่ มี การสืบค้นบริเวณนนั้ โดยสว่ นลงจอด ไวกิง โรเวอร์ สปิ ริต และออปพอร์ทูนิตี สว่ นลงจอดฟีนิกซ์ และโรเวอร์ คิวริออซิตี[27][28] มกี ารวางแผน ภารกิจทางชีวดาราศาสตร์ไว้แล้ว ซงึ่ รวม มาร์ส 2020 และเอ็กโซมาร์สโรเวอร์ [29][30]

ดาวองั คารสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปลา่ จากโลกโดยงา่ ยซง่ึ จะปรากฏให้เห็นเป็ นสีออกแดง มีความสอ่ งสวา่ งปรากฏได้ถงึ −2.91[6] ซง่ึ เป็ น รองเพยี งดาวพฤหสั บดี ดาวศกุ ร์ ดวงจนั ทร์ และดวงอาทิตย์ กล้องโทรทรรศน์ภาคพนื ้ ดินโดยทวั่ ไปมีขดี จากดั การมองเห็นรายละเอียดของภมู ิ ประเทศขนาดประมาณ 300 กิโลเมตรเมือ่ โลกและดาวองั คารเข้าใกล้กนั มากที่สดุ อนั เป็ นผลจากบรรยากาศของโลก[31] ดำวเนปจนู (องั กฤษ: Neptune) มชี ่ือไทยวา่ ดำวเกตุ เป็ นดาวเคราะห์ในระบบสรุ ิยะลาดบั สดุ ท้ายมขี นาดเส้นผา่ นศนู ยก์ ลางใหญเ่ ป็ นอนั ดบั ท่ี 4 รองจากดาวพฤหสั บดี ดาวเสาร์ ดาวยเู รนสั และ มมี วลเป็ นลาดบั ท่ี 3 รองจากดาวพฤหสั และดาวเสาร์ คาวา่ \"เนปจนู \" นนั้ ตงั้ ชื่อตามเทพเจ้าแหง่ ท้อง ทะเลของโรมนั เหนอื (กรีก : โพไซดอน) มีสญั ลกั ษณ์เป็ น (♆) ดาวเนปจนู มีสนี า้ เงิน เนอื่ งจากองค์ประกอบหลกั ของบรรยากาศผวิ นอกเป็ น ไฮโดรเจน ฮีเลยี ม และ มีเทน บรรยากาศของดาวเนปจนู มีกระแสลมที่รุนแรง (2500 กม/ชม.) อณุ หภมู ิพนื ้ ผวิ อยทู่ ป่ี ระมาณ -220℃ (-364 °F) ซงึ่ หนาวเย็นมาก เนอ่ื งจาก ดาวเนปจนู อยไู่ กลดวงอาทิตย์มาก แตแ่ กนกลาง ภายในของดาวเนปจนู ประกอบด้วยหินและก๊าซร้อน อณุ หภมู ปิ ระมาณ 7,000℃ (12,632 °F) ซงึ่ ร้อนกวา่ พนื ้ ผวิ ของดวงอาทติ ย์ ยานวอยเอเจอร์ 2 เป็ นยานอวกาศจากโลกเพยี งลาเดยี วเทา่ นนั้ ที่เคยเดนิ ทางไปถงึ ดาวเนปจนู เม่อื 25 สงิ หาคม พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) ภาพของดาวเนปจนู ซงึ่ ได้ถ่ายลกั ษณะของดาวมา แสดงให้เราเห็นจดุ ดาใหญ่ (คล้ายจดุ แดงใหญ่ ของดาวพฤหสั ) อยคู่ อ่ นมาทางซกี ใต้ของดาว มวี ง แหวนบางๆสเี ข้มอยโู่ ดยรอบ (วงแหวนของดาวเนปจนู ค้นพบก่อนหน้านนั้ โดย เอ็ดเวริ ์ด กิแนน (Edward Guinan) ดาวเนปจนู มดี วงจนั ทร์บริวาร 8 ถึง 14 ดวง และดวงใหญ่มากทสี่ ดุ มชี ื่อวา่ ไทรทนั สว่ นดวงเลก็ มาก ที่สดุ มชี ื่อวา่ S/2004 N 1[1]

ดำวพุธเป็ นดาวเคราะห์ทีอ่ ยใู่ กล้ดวงอาทิตย์มากที่สดุ และเป็ นดาวเคราะห์ที่เลก็ ที่สดุ ในระบบสรุ ิยะ ใช้ เวลาโคจรรอบดวงอาทติ ย์ 87.969 วนั ดาวพธุ มกั ปรากฏใกล้ หรืออยภู่ ายใต้แสงจ้าของดวงอาทิตย์ ทาให้สงั เกตเห็นได้ยากที่สดุ ดาวพธุ ไมม่ ีดาวบริวาร ยานอวกาศเพยี งลาเดยี วทเี่ คยสารวจดาวพธุ ในระยะใกล้คอื ยานมาริเนอร์ 10 เม่อื ปี พ.ศ. 2517-2518 (ค.ศ. 1974-1975) และสามารถทาแผนทีพ่ นื ้ ผวิ ดาวพธุ ได้เพยี ง 40-45% เทา่ นนั้ ดาวพธุ มีสภาพพนื ้ ผิวขรุขระเนื่องจากการพงุ่ ชนของอกุ กาบาต ไมม่ ดี วงจนั ทร์เป็ นบริวารและไมม่ แี รง โน้มถว่ งมากพอท่จี ะสร้างชนั้ บรรยากาศ ดาวพธุ มีแกนกลางเป็ นเหลก็ ขนาดใหญ่ทาให้เกิด สนามแมเ่ หลก็ ความเข้มประมาณ 1 เปอร์เซน็ ต์ของสนามแมเ่ หลก็ โลกล้อมรอบดาวพธุ ไว้ ช่ือละตินของดาวพธุ (Mercury) มาจากคาเตม็ วา่ Mercurius เทพนาสารของพระเจ้า สญั ลกั ษณ์แทนดาวพธุ คอื ☿ เป็ นรูปคทาของเทพเจ้าเมอควิ รี กอ่ นศตวรรษท่ี 5 ดาวพธุ มสี องชื่อ คือ เฮอร์เมส เมื่อปรากฏในเวลาหวั คา่ และอพอลโล เมื่อปรากฏในเวลาเช้ามืด เช่ือวา่ พที าโกรัสเป็นคน แรกท่ีระบวุ า่ ทงั้ สองเป็ นดาวเคราะห์ดวงเดยี วกนั

ดำวหำง คอื วตั ถชุ นิดหนง่ึ ในระบบสรุ ิยะท่โี คจรรอบดวงอาทิตย์ มสี ว่ นท่ีระเหิดเป็ นแก๊สเม่อื เข้าใกล้ดวงอาทติ ย์ ทาให้เกิดชนั้ ฝ่ นุ และ แก๊สที่ฝ้ ามวั ล้อมรอบ และทอดเหยยี ดออกไปภายนอกจนดเู หมอื นหาง ซงึ่ เป็ นปรากฏการณ์จากการแผ่รังสขี องดวงอาทติ ย์ไปบน นิวเคลยี สของดาวหาง นิวเคลียสหรือใจกลางดาวหางเป็ น \"ก้อนหิมะสกปรก\" ประกอบด้วย นา้ แข็ง คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน แอมโมเนีย และมฝี ่ นุ กบั หินแข็งปะปนอยดู่ ้วยกนั มีขนาดเส้นผา่ นศนู ย์กลางตงั้ แตไ่ มก่ ่ีกิโลเมตร ไปจนถงึ หลายสบิ กิโลเมตร คาบการโคจรของดาวหางมีความยาวนานแตกตา่ งกนั ได้หลายแบบ ตงั้ แตค่ าบโคจรเพยี งไมก่ ่ีปี คาบโคจร 50-100 ปี จนถงึ หลาย ร้อยหรือหลายพนั ปี เชอ่ื วา่ ดาวหางบางดวงเคยผ่านเข้ามาในใจกลางระบบสรุ ิยะเพยี งครัง้ เดยี ว แล้วเหวย่ี งตวั เองออกไปสอู่ วกาศ ระหวา่ งดาว ดาวหางทม่ี คี าบการโคจรสนั้ นนั้ เช่ือวา่ แตเ่ ดมิ เป็ นสว่ นหนง่ึ อยใู่ นแถบไคเปอร์ท่ีอยเู่ ลยวงโคจรของดาวเนปจนู ออกไป สว่ นดาวหางทีม่ ีคาบการโคจรยาวอาจมาจากแหลง่ อ่นื ๆ ทไ่ี กลจากดวงอาทิตย์ของเรามาก เชน่ ในกลมุ่ เมฆออร์ตซง่ึ ประกอบด้วย เศษซากทีห่ ลงเหลอื อยจู่ ากการบบี อดั ตวั ของเนบวิ ลา ดาวหางเหลา่ นีไ้ ด้รับแรงโน้มถ่วงรบกวนจากดาวเคราะห์รอบนอก (กรณีของ วตั ถใุ นแถบไคเปอร์) จากดวงดาวอ่นื ใกล้เคียง (กรณีของวตั ถใุ นกลมุ่ เมฆออร์ต) หรือจากการชนกนั ทาให้มนั เคล่อื นเข้ามาใกล้ดวง อาทติ ย์ ดาวเคราะห์น้อยมีกาเนิดจากกระบวนการทต่ี า่ งไปจากนี ้อยา่ งไรก็ดี ดาวหางที่มีอายเุ กา่ แกม่ ากจนกระทงั่ สว่ นท่สี ามารถ ระเหดิ เป็ นแก๊สได้สญู สลายไปจนหมดก็อาจมสี ภาพคล้ายคลงึ กบั ดาวเคราะห์น้อยก็ได้ เชือ่ วา่ ดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกหลายดวง เคยเป็ นดาวหางมากอ่ น นบั ถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2009 มีรายงานการค้นพบดาวหางแล้ว 3,648 ดวง[1] ในจานวนนีห้ ลายร้อยดวงเป็ นดาวหางคาบสนั ้ การค้นพบยงั คงมีอยา่ งตอ่ เน่ือง ซงึ่ สว่ นท่คี ้นพบแล้วเป็ นแคเ่ ศษเสยี ้ วเพยี งเลก็ น้อยของจานวนดาวหางทงั้ หมดเทา่ นนั้ วตั ถอุ วกาศท่ี

มีลกั ษณะคล้ายกบั ดาวหางในระบบสรุ ิยะรอบนอกอาจมจี านวนมากกวา่ หนึง่ ล้านล้านชนิ ้ [2] ดาวหางที่สามารถมองเหน็ ได้ด้วยตา เปลา่ มีปรากฏโดยเฉล่ยี อยา่ งน้อยปี ละหน่งึ ดวง[3] ในจานวนนีห้ ลายดวงมองเหน็ ได้เพยี งจาง ๆ เทา่ นนั ้ ดาวหางทสี่ วา่ งมากจนสามารถสงั เกตเห็นด้วยตาเปลา่ ได้โดยงา่ ยมกั เรียกวา่ ดาวหางใหญ่ (องั กฤษ: great comet) นอกจากนีย้ งั มดี าวหางประเภทเฉียดดวงอาทิตย์ ซงึ่ มกั จะแตกสลายเมอื่ เข้าใกล้ดวงอาทิตย์มาก ๆ อนั เป็ นผลจากแรงโน้มถ่วงมหาศาล เป็ นที่มา ของฝนดาวตกตา่ ง ๆ และดาวหางอกี จานวนนบั พนั ดวงทม่ี วี งโคจรไมเ่ สถียร










Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook